Your SlideShare is downloading. ×
แนวข้อสอบ Ps 702 (2012 1+2)
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×

Introducing the official SlideShare app

Stunning, full-screen experience for iPhone and Android

Text the download link to your phone

Standard text messaging rates apply

แนวข้อสอบ Ps 702 (2012 1+2)

5,127
views

Published on


0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
5,127
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
98
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. แนวข้อ สอบวิช า PS 702 ภาพรวมของข้อ สอบ วิชา 702 เป็นวิชาที่ต้องการให้นักศึกษาเข้าใจ กระบวนการของการวิจัยทั้งกระบวนการ ดังนั้นข้อสอบจึงไม่ใช้ การเขียนวิเคราะห์ยาวๆ แต่จะมีข้อสอบหลายๆข้อ และตอบไม่ ยาวมากนัก ที่ผ่านมาข้อสอบจะมี 2 แบบใหญ่ คือ 1.ข้อสอบที่ให้เขียนเค้าโครงการวิจัย ข้อสอบแบบนี้จะมี ที่มาของโจทย์หลายแบบเช่น 1.1 อาจารย์ให้ประเด็นปัญหาหรือสถานการณ์มาแล้วให้ นักศึกษาเขียนเป็นเค้าโครงการวิจัย 1.2 อาจารย์ให้บทคัดย่อมาแล้วเขียนเป็นเค้าโครงการ วิจัย 1.3 ให้นักศึกษากำาหนดเรื่องเอาเองแล้วเขียนเป็นเค้าโครง การวิจัย 2.ข้อสอบที่ถึงองค์ความรู้ทั่วไปของการวิจัย เช่นถามว่า -การวิจัยชิงปริมาณและคุณภาพแตกต่างกันอย่างไร -ให้อธิบายวิธีการหาความรู้แบบ Inductive และ Deductive -อธิบายความจำาเป็นและความสำาคัญความถูกต้องของ กระบวนการการวิจัย -สถิติสำาคัญกับการวิจัยอย่างไร ดังนั้นนักศึกษาต้องทำาความเข้าใจกับกระบวนการวิจัยทั้ง กระบวนการ แนวข้อ สอบของอาจารย์แ ต่ล ะท่า นเป็น ดัง นี้ค ่ะ 1.อาจารย์ส ุว รรณี บอกว่าจะออก Concept เกี่ยวกับ การวิจัย หลายๆ Concept ยกตัวอย่างคำาสำาคัญที่นักศึกษาควร จะไปอ่านเตรียมตัว เช่น -ความหมายและความสำาคัญของการวิจัย -วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) -ตรรกะแบบ Deductive และ Inductive
  • 2. -ตัวแปร หมายถึงอะไร และอาจจะให้นักศึกษานิยาม ตัวแปร และแปลงตัวแปรออกเป็นข้อคำาถาม แบบลิกเคิร์ทสเกล ดังตัวอย่าง (ในเรื่องความสุจริต) ข้อรายการ การไม่ท ุจ ริต 1.เก็บของตกส่งได้นำาส่ง ครูทันที 2. ไม่ขโมยของเพื่อหรือผู้ อื่น 3. ไม่ลอกการบ้านเพื่อน เห็นด้วย เห็นด้วย มาก มาก (4) ที่สุด (5) เห็นด้วย เห็นด้วย เห็นด้วย ปาน น้อย (2) น้อย กลาง ที่สุด (1) (3) 4. ไม่ลอกรายงานเพื่อน 5. ทำาข้อสอบด้วยความ สามารถของตนเอง 6. ไม่ลอกผลการทดลอง เป็นต้น 2.อาจารย์ส ุช าติ ให้เขียนเค้าโครงการวิจัย (อาจารย์ อาจจะให้ประเด็นมาหรือให้นักศึกากำาหนดประเด็นก็ได้) แต่คิด ว่าจะให้เขียนบางข้อ เช่น 1.ชื่อเรื่อง 2.ปัญหาในการวิจัย (คร่าวๆ) 3.คำาถามในการวิจัย 4.วัตถุประสงค์ในการวิจัย 5.กรอบแนวคิดในการวิจัย (เขียนแผนภาพความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตาม) 6.รูปแบบการวิจัย (แต่นักศึกษาต้องไปดูเค้าโครงการวิจัยให้ครบถ้วนนะคะ)
  • 3. พี่ก ุ้ง ขอยกตัว อย่า งข้อ สอบที่เ คยออกในลัก ษณะนี้ ดังนี้ค่ะ จากเหตุการณ์ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาค ใต้ หากท่านจะใช้ระเบียบวิธีวิจัยเพื่อช่วยค้นหาความจริงเพื่อ นำาไปสู่การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ท่านจะใช้วิธีการใดในการ ตอบคำาถามต่อไปนี้ ก.กำาหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ข.กำาหนดสมมุติฐานหรือข้อสันนิษฐานของการวิจัย ค.กำาหนดกรอบความคิดหรือทฤษฎีที่จะนำามาวิเคราะห์ ง.กำาหนดกลุ่มประชากรและวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง จ.กำาหนดรูปแบบการวิจัยและเครื่องมือที่ใช้ แนวการตอบ (อันนี้คิดในเวลาอันสั้นๆ) 1.วัต ถุป ระสงค์ โจทย์ ข องงานวิ จั ย ชิ้ น นี้ คื อ การให้ ค้ น หาความจริ ง ของ ปรากฎการณ์เพื่อนำาไปสู่การแก้ไขปัญหา วัตถุประสงค์จึงน่าจะ เป็น 1.เพื่อศึกษาสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาค ใต้ 2.เพื่ อ ศึ ก ษาสาเหตุ ข องปั ญ หาความรุ น แรงในจั ง หวั ด ชายแดนภาคใต้ 2.สมมุต ิฐ านหรือ ข้อ สัน นิษ ฐาน ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้น่าจะเกิดจากความขัดแย้ง ทางความคิด ทั้งด้านการเมือง สังคมและวัฒนธรรมของคนใน พื้ น ที่ กั บ ภาครั ฐ อั น ต่ อ เนื่ อ งมาจากกระแสความขั ด แย้ ง เชิ ง วัฒนธรรมจากภายนอกประเทศ (ตรงนี้ นัก ศึก ษาแต่ ละคนควรจะมีส มมุ ติฐ านไม่เ หมื อนกัน ขึ้น อยู่ กั บ มุ มมองที่ แ ต่ ล ะมี ต่ อ ปั ญ หา แต่ ก ารกำา หนดสมมุ ติ ฐ าน อย่างไรจะต้องเลือกใช้ทฤษฎีกรอบแนวคิดที่สอดคล้องกัน ) กรอบความคิด และทฤษฎีท ี่ใ ช้ใ นการวิเ คราะห์ จากสมมุ ติ ฐ านกรอบแนวคิ ด ทฤษฎี ที่ นำา มาใช้ ใ นการ วิเคราะห์ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 1.แนวคิดเกี่ยวกับรัฐชาติ (Nation-State)
  • 4. 2.แ น ว คิ ด ก ร ะ บ ว น ก า ร ส ร้ า ง ค ว า ม ทั น ส มั ย (Modernization) 3.แนวคิดกระบวนการโลกาภิวัตน์ (Globalization) โดยแนวคิดทั้งหมดจะถูกอธิบายภายใต้กรอบของ ประวัติศาสตร์ (Historical Approach) ทั้งนี้ผู้เขียนมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาค ใต้ โดยเฉพาะการฆ่ากันตายรายวันโดยมีกลุ่มเยาวชนรวมตัว กันจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้กับทหารและตำารวจ นั้นเป็นพฤติกรรม แบบสุดขั้ว (Extremism) อย่างหนึ่ง พฤติกรรมสุดขั้วดังกล่าวเกิดจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาค ใต้เดิมเป็นดินแดนที่เป็นอิสระ ต่อมาเมื่อเกิดแนวคิดเกี่ยวกับรัฐ ชาติ (National-State) เกิดขึ้น ทำาให้เกิดการรวบรวมดินแดน ต่างๆ ขึ้นเป็นประเทศและรวมศูนย์การปกครองเอาไว้ที่ส่วน กลาง ในประเทศไทยแนวคิดนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐกาลที่ 5 ที่ ต้องการสร้างรัฐสยามขึ้นมาจึงผนวกเอามณฑลปัตตานีเข้าเป็น ส่วนหนึ่งของสยาม อันเป็นผลทำาให้คนในพื้นที่เกิดความรู้แปลก แยกและต่อต้านอำานาจรัฐสยาม **จากนั้นอธิบายไปตามแต่ละแนวคิด*** จุดท้ายเราก็สรุปว่า ทั้งความทันสมัย แนวคิดเกี่ยวกับความ เป็นรัฐชาติ ทุนนิยม รวมทั้งโลกาภิวัตน์มีผลทำาให้คนมุสลิมใน จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความรู้สึกเหมือนกับตนเองไม่มีที่ยืนใน สังคม เพราะวัฒนธรรม ความคิด ความอ่าน ความเป็นตัวของ ตนเองถูกทำาลาย เช่นเดียวกับในระดับโลกวัฒนธรรม ความคิดของตะวันตก ได้แพร่ ขยายไปทั่วโลกจนทำาให้คนมุสลิมมีความรู้สึกว่าตนเอง ไม่มีที่ยืน วัฒนธรรม ความคิดแบบมุสลิมถูกละลายไปเรื่อย จึง เกิดความรู้สึกต่อต้านและเมื่อไม่สามารถต้านกระแสของตะวัน ได้จึงแสดงออกมาด้วยการก่อการร้ายอันเป็นพฤติกรรมสุดขั้ว ดังที่ฮันติงตันมองว่าเป็นการปะทะกันระหว่างวัฒนธรรมตะวัน ตกกับวัฒนธรรมมุสลิม
  • 5. จังหวัดชายแดนภาคใต้คนมุสลิมเองก็รู้สึกแปลกแยกจาก คนไทยส่วนใหญ่ เพราะต้องถูกบังคับให้เรียนหนังสือไทย ต้อง แต่งตัวแบบสากลจึงได้รับการยอมรับ ทำาให้รู้สึกขับข้องใจ เนื่องจากเกิดวิกฤติการด้านเอกลักษณ์ ประกอบกับกระแสโลกา ภิวัตน์ที่ข่าวสารไปทั่วถึง ทำาให้มุสลิมในภาคใต้แสดง พฤติกรรมสุดขั้วออกมา กลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น) 3.ประชากรและกลุ่ม ตัว อย่า ง การวิจัยครั้งนี้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 1.กลุ่มคนมุสลิมในพื้นที่ แบ่งออกเป็น -ผู้นำาทางความคิดในสังคมมุสลิม -กลุ่มกำาลังที่ได้รับการจัดตั้งเพื่อให้เคลื่อนไหวก็ความไม่ สงบ (ประชากรส่วนนี้จะหายากแต่พอหาได้) -กลุ่มมวลชน จำานวนตัวอย่างไม่มากนัก แต่เลือกคนที่มีความรู้เรื่องภาค ใต้และให้ขอมูลได้อย่างลึกซึ้ง ้ 2.ภาครัฐ ทั้งระดับกำาหนดนโยบายและระดับที่นำานโยบาย ไปปฏิบัติ 4.รูป แบบการวิจ ัย และเครื่อ งมือ ที่ใ ช้ใ นการวิจ ัย การวิจัยเรื่องปัญหาและสาเหตุปัญหาจังหวัดชายแดนภาค ใต้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยสนาม นักวิจัยจะต้องแฝง ตัวเข้าไปอยู่ในชุมชน ใช้การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกเป็นเครื่องมือในการวิจัย เป็นต้น **** 3.อาจารย์ส มิห รา จากการโทรเช็คของนักศึกษาแจ้งว่าอาจารย์จะออกความรู้ เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย และจะถามเรื่องสมมุติฐาน สมมุต ิฐ านการวิจ ัย (Hypothesis) เป็นการระบุสาเหตุหรือข้อคิดเกี่ยวกับคำาตอบที่คาดว่าจะ เป็น หรือการคาดเดาคำาตอบเอาไว้ล่วงหน้า ก่อนจะนำาไป ทดสอบ โดยการอ้างอิงจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
  • 6. สมมุติฐานจึงหมายถึง คำาตอบของคำาถามที่เราตั้งไว้ เป็น ข้อเสนอ เป็นเงื่อนไข หรือเป็นข้อสมมุติที่ผู้วิจัยสมมุติขึ้น ข้อ สมมุตินี้จะระบุถึงความสัมพันธ์ของสิ่งที่ต้องการศึกษา สิ่งที่ต้องการศึกษาจะกำาหนดออกมาเป็นตัวแปร โดยการ ทำาสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมเพื่อการวัดให้ได้ เพราะ ฉะนั้นสมมุติฐานจะปรากฏอยู่ในรูปของตัวแปรสองตัวหรืออาจ จะเป็นตัวแปรหลายตัวก็ได้ เป็นการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราตั้งคำาถาม นั้นว่าน่าจะมีคำาตอบอะไรหรือไม่ ประเภทของสมมุติฐาน มี 2 แบบ 1.Descriptive Hypothesis สมมุติฐานเชิงพรรณนา หมายถึงสมมุติฐานที่ต้องการพรรณนาถึงคุณลักษณะของ ตัวแปรที่ต้องการศึกษา (สมมุติฐานแบบนี้จะวิเคราะห์ด้วยสถิติ เชิงพรรณนา) เช่น -ผู้บริหารระดับสูงที่เป็นผู้หญิงส่วนใหญ่มีสถานภาพโสด 2. Association Hypothesis สมมุติฐานแสดงความ สัมพันธ์ แบ่งย่อยเป็น 2.1 Correlation Hypothesis สมมุติฐานแสดงความ สัมพันธ์เชิงเกี่ยวข้อง เช่น -ผู้หญิงที่จบการศึกษาสูงมีโอกาสเป็นผู้บริหารขององค์การ สูง (เป็นความสัมพันธ์แบบมีทิศทางไปทางบวก) -ผู้หญิงทีมีการศึกษาสูงมักจะมีอัตราการแต่งงานตำ่า ่ (แสดงความสัมพันธ์ไปในทางลบ) 2.2 Cause Effect Hypothesis สมมุติฐานแสดงความ สัมพันธ์เชิงเหตุผล เช่น A ทำาให้เกิด B (A เป็นเหตุ B เป็นผล) (สมมุติฐานแบบนี้มักจะเป็นไปในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ) **ในบางอาจารย์อาจจะมองว่าเป็น 3 แบบ โดยมี สมมุติฐานเชิงเปรียบเทียบด้วย เช่น -ผู้หญิงที่จบการศึกษาระดับสูงมีโอกาสเป็นผู้นำาในองค์การ สูงกว่าผู้หญิงที่มีการศึกษาตำ่า