Your SlideShare is downloading. ×
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

สรุปเตรียมสอบ Comprehensive5

571

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
571
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
13
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. ข้อ 1. ปรัชญาเชิงศาสตร์ ศาสตร์ คือ ความรู้ที่มีการทดลองเป็นระบบ เป็นที่ยอมรับไม่งมงาย กระบวนการคิดที่เป็น ระบบ มีเหตุผล มีขั้นตอน ค้นคว้า ทดลอง ทดสอบ ท้าซ้้าพิสูจน์จนได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ สนใจศึกษาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้แต่ยากมาก รัฐศาสตร์ Political Science คือศาสตร์ที่ว่าด้วยรัฐ อันเป็นสาขาหนึ่งของวิชาสังคมศาสตร์ที่ กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับรัฐ การวิวัฒนาการ มีก้าเนิดมาอย่างไร สถาบันทางการเมืองท้าหน้าที่ ด้าเนินการปกครอง มีกลไกไปในทางใด การจัดการองค์กรต่างๆ ในทางปกครอง รูปแบบ ของรัฐบาล หรือสถาบันทางการเมือง ที่ต้องออกกฎหมายและรักษาการณ์ให้เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ของปัจเจกชน (Individual) กลุ่มชน (Group) กับรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ ตลอดจนแนวคิดทางการเมือง ที่มีอิทธิพลต่อโลก ตลอดจนการแสวงหาอ้านาจของกลุ่มการเมืองหรือ สถาบันการเมืองต่างๆเพื่อปกครองรัฐให้เป็นไปด้วยดีที่สุด 1. การเมือง 2. การปกครอง 3. สถาบัน 4. อ้านาจ 5. ความขัดแย้งและร่วมมือ 6. การจัดสรรทรัพยากร รัฐศาสตร์ เน้นศึกษา 1 รัฐ (State) 2.สถาบันการเมือง (Political Institution) 3. ปรัชญาการเมือง กระบวนการทางการเมือง คือ วิธีการใช้อ้านาจอธิปไตย ได้แก่ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ
  • 2. กลุ่มผลประโยชน์ คือ กลุ่มซึ่งสมาชิกมีผลประโยชน์คล้ายคลึงกัน จัดตั้งขึ้นเพื่อแสดง เรียกร้อง ปกป้อง ผลประโยชน์ เป็นการกดดันหรือต่อรองให้ผู้มีอ้านาจตัดสินใจตัดสินเอื้อประโยชน์แก่ตน หน้าที่ของกลุ่มผลประโยชน์ คือสะท้อนให้รัฐ หรือสังคมเห็นความต้องการของกลุ่มตน เพื่อให้สังคม และรัฐตอบสนองความต้องการของกลุ่มตน พรรคการเมือง คือ กลุ่มที่รวมกันด้วยอุดมการณ์,ผลประโยชน์ โดยส่งสมาชิกเข้าเลือกตั้ง เพื่อให้ได้มา ซึ่งอ้านาจทางการเมือง (เป็นรัฐบาล) พัฒนาการของรัฐศาสตร์ 1.ยุคคลาสสิค แนวปรัชญา เน้น ค้าถาม ตอบเรื่องจริยธรรม ,ตรรกะเหตุผล 2.ยุคพฤติกรรมศาสตร์ องค์ความรู้เป็นเหตุผล คาดการณ์ท้านายเหตุการณ์ 3.ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์ ,สหวิชา สนใจปัญหาสังคมมากขึ้น ศึกษาใช้ Approach -กระบวนทัศน์ หรือ Paradigm Shift คือ แนวทางที่ยึดกันมาการเปลี่ยนใหม่แบบถอนรากถอนโคน เช่น ไอแซค นิวตัน เช่น เปลี่ยนความเชื่อเดิมที่ว่าโลกแบนหรือการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายใน สังคมไทย ในสมัยร.5 การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ Paradigm Shift กระบวนทัศน์ มาจากภาษาอังกฤษว่า "Paradigm" (พาราไดม์ ) คือแนวทางที่ยึดกันมา การเปลี่ยนใหม่แบบถอนรากถอนโคน (Paradigm Shift ) เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เป็นการเปลี่ยน แนวทางหรือวิถีทัศน์ในการมองโลก เนื่องจาก สิ่งที่เป็นเรื่องปกติหรือท้าซ้้าแล้วซ้้าอีก ก่อให้เกิดสิ่งที่ โธมัส เอส คูณห์ เรียกว่า ศาสตร์ปกติธรรมดา (Normal Science) ซึ่งพจนานุกรมสังคมวิทยาบัญญัติ ไว้ว่า เป็นสิ่งที่มีการกระท้าเป็นปกติวิสัยซ้้าแล้วซ้้าอีก (The kind of science routinely done day after day ) นั้น เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เป็นศาสตร์ปกติซึ่งไม่อาจจะแก้ได้ภายในทัศนะแม่บทเพียง ทัศนะเดียว และ ณ จุดนี้ คูณห์ กล่าวว่า มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น (Anomalies) ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลง ขนานใหญ่ เช่นการเปลี่ยนแนวคิดของไอแซค นิวตันมาเป็นแนวของไอน์สไตน์ เรียกว่า ศาสตร์ปฏิวัติ
  • 3. (RevolutionaryScience)ในที่สุด ศาสตร์ปกติ (Normal Science) ความรู้ วิธีการหาความรู้ที่เป็นระบบ ของชุมชนวิชาการของคนสมัยนั้น ตอบปัญหาทุกอย่าง คน ยอมรับเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ คนเชื่อว่ามีค้าตอบแล้วหาให้พบ เป็นการเฉลยปริศนา จนเกิดความผิดปกติ (Anomaly) ขึ้นมา กลายเป็นพาราไดม์ที่ได้รับการยอมรับ แต่ถ้าตอบค้าถามไม่ได้ ก็ล้มล้างและไปสร้างพาราไดม์ขึ้นมาใหม่ ภายในกรอบเดิม มี Concept มีค้า เกิดขึ้นใหม่ เป็นวลี ประโยค ฐานสมมติ เกิดสมมติฐานขึ้นเป็นทฤษฎี แล้วแสวงหาพาราไดม์ใหม่ ความสามารถในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ได้นี้ คือ การที่คนเรายึดถือพาราไดม์เดียวและเกิดการ เปลี่ยนแปลงพาราไดม์ได้นั้น ต้องขึ้นอยู่กับการยอมรับของคน ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เปลี่ยนกันง่ายๆ ต้องมี การปฏิวัติ (Revolution: รีโวลูชั่น) วิกฤติการณ์ (Crisis:ไครซีส) ชีวิตที่ไม่ปกติสุข (Anomaly: อะนอม มะลิ) และใช้เวลานาน วิธีกระบวนทัศน์ที่มีการเปลี่ยนแปลง คือ การแสวงหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์ที่อ้างความเป็นจริงแล้ว ก็หลีกเลี่ยงเรื่องของศรัทธา หรือความยึดมั่นในความคิด หรือกระบวนทัศน์ ในการพัฒนาความรู้ และ ศาสตร์ โดยการแยกการศึกษาส่วนย่อย ๆ ของโลกแห่งความเป็นจริง ตัวอย่างการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ 1) แนวคิดโลกแบนมาเป็นโลกกลมแบบไอแซค นิวตัน การเปลี่ยนความเชื่อเดิมที่ว่าโลกแบนนั้นคือการเกิด Paradigm Shift หรือ Deconstruction ขึ้นมา คือสิ่งที่เราสร้างขึ้น สามารถรื้อได้แล้วสร้างใหม่ได้ แต่ฐานยังเหมือนเดิม เช่นการรื้อตึกแล้วสร้างขึ้นมา ในที่เดิม 2) การเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในสังคมไทย ในรัชกาลที่ 5 3) การมองโลกแบบอะตอม หรือ Atomism (แบบแยกย่อย) เปลี่ยนมาเป็นการมองอย่างองค์รวม 4) กระบวนทัศน์เก่าเน้นการแข่งขัน แสวงหาก้าไร กระบวนทัศน์ใหม่เน้นความร่วมมือเอื้ออาทร 5) กระบวนทัศน์เก่าเน้นตะวันตก สนับสนุนจักรวรรดินิยม การล่าอาณานิคม กระบวนทัศน์ใหม่เน้น
  • 4. ความเท่าเทียม การยอมรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย 6) กระบวนทัศน์เก่าเน้นการรวมอ้านาจ กระบวนทัศน์ใหม่ เน้นการกระจายอ้านาจ 7) กระบวนทัศน์เก่าปฏิเสธความส้าคัญของโลกจิตวิญญาณ กระบวนทัศน์ใหม่ เน้นความส้าคัญของจิต วิญญาณ 8) กระบวนทัศน์เก่าเน้นความส้าคัญของบทบาทผู้ชาย กระบวนทัศน์ใหม่ เน้นความเสมอภาคทางเพศ ดังนั้น แนวคิดแบบ Paradigm shift มีจริง และส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อสังคมไทย ในแง่ดี ซึ่งอดีตประเทศไทยอยู่ในยุคทุนนิยม เลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตก นิยมของนอก ต่อมาเกิด วิกฤตทางเศรษฐกิจ ท้าให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง และเปลี่ยนจากแนวความคิดที่ต้องการ “ พัฒนา “ ให้เป็นแบบตะวันตก มาเป็น “ เศรษฐกิจที่พอเพียง” กลับเข้าสู่ยุคเกษตรกรรม หัน กลับมานิยมไทย ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นผลดีต่อประเทศไทย โดยยกระดับคุณภาพต่าง ๆ ของ สังคมไทย ให้เป็นสังคมอุดมสุข และสังคมอุดมธรรม การเมือง คือ การเมืองเป็นเรื่องของอ้านาจ โดยเป็นการต่อสู้กันเพื่อให้ได้มาซึ่งอ้านาจและอิทธิพล ใน การบริหารกิจการบ้านเมือง การเมืองเป็นการต่อสู้ช่วงชิง การรักษาไว้และการใช้อ้านาจทางการเมือง โดยที่อ้านาจทางการเมือง หมายถึงอ้านาจในการที่จะวางนโยบายในการบริหารประเทศหรือสังคม ความหมายของ Approach และความส้าคัญของ Approach ความหมาย มีนักวิชาการให้ความหมายของแนวศึกษาวิเคราะห์ทางรัฐศาสตร์ไว้หลากหลาย เช่น อแลน ซี ไอแซค ซึ่งเขียนหนังสือเรื่องขอบข่ายและแนวการศึกษารัฐศาสตร์ (Scope and Methods of Political Science) กล่าวว่าแนวการวิเคราะห์ในการศึกษาก็คือกลยุทธโดยทั่วไปที่เราใช้ในการ วิเคราะห์ปรากฎการณ์ในทางการเมือง โดยแนววิเคราะห์ในการศึกษาจะให้กรอบ ให้รูปแบบ ให้ตัว
  • 5. แบบ ให้แนวคิด เพื่อให้เราสามารถท้าความเข้าใจกับปรากฎการณ์ทางการเมืองในขอบข่ายที่กว้าง ที่สุดเท่าที่จะท้าได้โดยอาศัยแนวคิดหลักเพียงแนวคิดเดียว วิลเลี่ยม เอ. เวลช์ เขียนหนังสือเรื่อง Studying Politic บอกว่า Approach คือชุดหรือกลุ่มของคอน เซ็ปต์ที่มุ่งเน้นหรือให้ความส้าคัญกับประเด็นทางการเมืองด้านใดด้านหนึ่ง โดยปกติ Approach จะ ประกอบไปด้วยคอนเซ็ปต์หลักเพียงคอนเซ็ปต์เดียว เวอร์นอน แวน ไดค์ (Vernon Van Dyke) เขียนหนังสือเรื่อง Political Philosophy บอกว่า Approach หนึ่งๆจะประกอบด้วยมาตรการในการเลือกสรรปัญหาหรือค้าถามที่จะน้ามาพิจารณาและ เลือกข้อมูลที่จะน้ามาใช้ และจะบอกว่าข้อมูลชนิดใดที่สามารถน้ามาใช้ได้และชนิดข้อมูลชนิดใด น้ามาใช้ไม่ได้ จากนิยามของนักวิชาการข้างต้นผู้ตอบมองว่า Approach ในทางรัฐศาสตร์ หมายถึงกรอบความคิด และเนื่องจากกรอบความคิดหนึ่งๆจะมีแนวคิดหลักปรากฎอยู่เพียงแนวคิดเดียว จะช่วยให้การศึกษา ปรากฏการณ์ทางการเมืองเป็นไปอย่างมีทิศทาง และมีขอบเขตที่ชัดเจน ประโยชน์ของแนวทางการศึกษาวิเคราะห์ 1.ช่วยในการเลือกสรรค้าถาม และ เลือกสรรข้อมูลที่เราจะน้ามาใช้ในการศึกษา 2.Approach ช่วยเป็นกรอบหรือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการมองปัญหา กล่าวคือเมื่อเราเจอปัญหา ทางการเมืองหนึ่งๆเราจะคิดได้ว่าเราควรจะมองปัญหานี้ด้วยมุมมองของแนววิเคราะห์ใดจึงจะดี 3.เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ที่ส้าคัญที่จะท้าให้เราเข้าใจเหตุการณ์ในทางการเมืองได้กระจ่างชัดขึ้น 4.เป็นเค้าโครงหรือโครงสร้างของสรรพสิ่งที่ต้องการศึกษาหรือท้าความเข้าใจ Approach
  • 6. 1. แนววิเคราะห์กฎหมาย/สถาบัน เป็นการวิเคราะห์สถาบันการเมือง เช่นรัฐธรรมนูญ รัฐบาล รัฐสภา โดยใช้บทบัญญัติของกฎหมาย เป็นการศึกษาดูการแบ่งหน่วยงาน ความรับผิดชอบ ภายในองค์กรของ สถาบันนั้นๆตามกฎหมาย เช่น ดูระบบรัฐสภาองกฤษ ประธานาธิบดีสหรัฐ วิเคราะห์บทบญญัติของ รัฐธรรมนูญไทย ฯลฯ 2. แนววิเคราะห์ระบบการเมือง เป็นการศึกษาภาพใหญ่ของระบบการเมืองไทยโดยรวม ระบบ การเมือง Political system ของ เดวิด อีสตัน พื้นฐานของระบบการเมืองได้แก่ Input มี Demand ความต้องการ และ Support การสนับสนุน Conversion Process คือการตัดสินใจของผู้มีอ้านาจในระบบการเมือง Output ได้แก่ นโยบาย กฎหมาย Feedback และสิ่งแวดล้อมภายในที่กดดันระบบอยู่ 4. วิเคราะห์เชิงชนชั้นน้า Elite Approach หมายถึงแนวทางในการศึกษาหรือแนวทางในการท้าความ เข้าใจเรื่องราว หรือปรากฎการณ์ทางการเมืองโดยพิจารณาไปที่บทบาทของชนชั้นน้าในสังคม สังคมประกอบไปด้วย 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นน้าและชนชั้นล่าง ชนชั้นน้าเป็นคนสวนน้อยในสังคม แต่มี อ้านาจครอบง้าชนชั้นล่างที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมเนื่องจากชนชั้นน้าเป็นคนที่คุมอ้านาจทาง เศรษฐกิจ คือ เงิน ร่้ารวย เมื่อมีอ้านาจทางการเมือง อ้านาจทางด้านอื่นก็เพิ่มพูนขึ้น ท้าให้ชนชั้นน้า เป็นคนก้าหนดชะตากรรมของคนทั้งสังคม 5.แนววิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ ศึกษาเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน อนาคต โดยมีหลักฐาน รัฐศาสตร์ไร้น้้ายา
  • 7. ท้าไมจึงกล่าวว่ารัฐศาสตร์ไร้น้้ายา รัฐศาสตร์ไร้น้้ายาเมื่อมีความกลัวจนท้าให้ไม่มีความกล้าที่จะพูด ไม่ มีความกล้าที่จะแสดงออกถึงพลังที่กล้าหาญ ทั้งที่รัฐศาสตร์ได้มีความส้าคัญเมื่อในหลวงขึ้นครองราชย์ ได้ประกาศค้ารัฐศาสตร์ออกมาคือ เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม ค้าว่าธรรม ท้าให้รัฐศาสตร์ได้รับ การยกย่องว่าเราต้องการสังคมที่ดี ไม่มีการกดขี่ข่มเหง ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ถ้ากล้าพูด รัฐศาสตร์ก็ กลายเป็นผู้น้าสังคม ถ้ากลัวไม่กล้าพูด รัฐศาสตร์จึงไร้น้้ายา สาเหตุของความไร้น้้ายาของรัฐศาสตร์ในสหรัฐ มีดังนี้ 1) นักศึกษาไม่ทราบว่าเรียนไปเพื่อจุดประสงค์อะไร ท้าอะไรได้บ้าง ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด งาน อาชีพ 2) รัฐศาสตร์ในสหรัฐได้ละเลยพื้นฐานทางปรัชญา ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง วิธีไม่ให้รัฐศาสตร์น้้ายา มีดังนี้ 1) กล้าคิดในสิ่งที่สมควรคิดอย่างถูกต้องท้านองคลองธรรม 2) กล้าพูดในสิ่งสมควรพูดอย่างถูกต้องท้านองคลองธรรม 3) กล้าท้าในสิ่งที่สมควรท้าอย่างถูกต้องท้านองคลองธรรม สัมพัทธนิยม (Relativism) สัมพัทธนิยม เป็นแนวคิดที่ถือว่า การกระท้าไม่ได้จัดว่าดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด แน่นอนตายตัวในตัวมัน เอง แต่ดี ชั่ว ถูก ผิดของการกระท้าขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่กระท้า คือถือว่า ดี ชั่ว ถูก ผิด อาจ เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมที่กระท้า ค่าทางจริยธรรมของการกระท้า คือ ดี ชั่ว ถูก ผิด ควร ไม่ควร จะมีลักษณะสัมพัทธ์ ค้าว่า “ สัมพัทธ์ ” ณ ที่นี้ หมายความว่า สิ่ง ๆ หนึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ ปัจจัยภายนอก ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยหลายอย่าง เช่น น้้า ซึ่งมีลักษณะไม่ตายตัว เปลี่ยนแปลง
  • 8. ไปตามภาชนะที่บรรจุใส่ การกระท้าของบุคคลก็เป็นเช่นเดียวกัน ดังนั้น กลุ่มแนวคิดสัมพัทธนิยมจึงมี ทัศนะว่า ดี ชั่ว ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว การกระท้าหนึ่งจะดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร ล้วนขึ้นอยู่ กับสิ่งอื่นมาก้าหนด จากค้านิยามนี้ จะหมายความว่า ในทัศนะของชาวสัมพัทธนิยม ค่าทางจริยธรรม และเกณฑ์ตัดสิน จริยธรรมมิได้มีอยู่อย่างแน่นอนตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับบุคคลหรือสังคม เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินค่าทาง จริยธรรมจึงแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และสังคม ดังนั้น การกระท้าอย่างหนึ่งอย่างใดจะดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร จึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยหลายอย่าง เช่น บุคคล เวลา สถานที่ สภาพแวดล้อม จารีตประเพณี สภาพทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีส่วนในการก้าหนดความดี ความชั่ว ในสถานการณ์หนึ่ง สิ่งหนึ่งหรือการกระท้าหนึ่งอาจดีหรือถูก แต่ในอีกสถานการณ์หนึ่ง สิ่ง เดียวกันหรือการกระท้าเดียวกันนี้อาจเลวหรือผิดก็ได้ ปีศาจสัมพัฑธคติ คือ Feyerabend บอกว่า เวลาที่เถียงกันเกี่ยวกับสัมพัทธคติ เราก้าลังก้าวสู่ดินแดน ที่เต็มไปด้วยกักดักและเล่ห์เหลี่ยม ดินแดนที่อารมณ์ร้อนแรงกลายเป็นข้อโต้แย้ง สัมพัทธคติมักถูก โจมตีไม่ใช่เพราะว่ามีใครหาข้อผิดของมันได้แต่เป็นเพราะเรากลัวมัน ปัญญาชนก็กลัวมันเพราะ สัมพัทธคติย่อมคุกคามสถานภาพและบทบาทของพวกเขา สัมพัทธคติมีอะไรหรือจึงท้าให้ผู้คนหวาดกลัว จุดส้าคัญก็คือ ความกลัวว่าทัศนะที่ตัวเองแสนรักแสน หวงจะกลายเป็นเพียงทัศนะหนึ่งในการจัดแจงกับชีวิต ซึ่งส้าคัญก็แต่ในหมู่ผู้ที่เติบโตมาตามแบบแผน เช่นนั้น และบางทีก็อาจเป็นสิ่งที่น่าพิสมัย หรืออาจเป็นสิ่งกีดขวางส้าหรับคนในจารีตอื่นก็ได้ มีคน จ้านวนน้อยมากที่พอใจจะคิดและด้าเนินชีวิตอย่างที่ตนพอใจ โดยที่ไม่ประสงค์จะเอาจารีตหรือแบบ แผนของตนไปยัดเยียดให้คนอื่น คนส่วนใหญ่รวมทั้งชาวคริสต์ นักเหตุผลนิยม นักเสรีนิยม ย่อมเชื่อว่า มีสัจจะเพียงหนึ่งเดียว และสัจจะที่ว่านั้นจะต้องอยู่เหนือสัจจะอื่นใด ความมีใจกว้างไม่ได้หมายถึงการ ปล่อยให้มิจฉาทิฎฐิอยู่เคียงข้างกับสัจจะ แต่หมายถึงการรู้จักปฏิบัติอย่างมีน้้าใจต่อคนที่ถูกมิจฉาทิฎฐิ ตรึงอยู่ ในแง่สัมพัทธคติย่อมท้าให้ท่าทีของตนเหนือคนอื่นอย่างสะดวกสบายนี้ กลับเป็นเรื่องไร้สาระ
  • 9. ด้วยเหตุนี้ใครต่อใครจึงเกลียดกลัวสัมพัทธคติยิ่งนัก นอกจากนี้ความเกลียดกลัวนี้ยังเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีการยกเอาผลในทางปฏิบัติมาโจมตีเสริมข้อโต้แย้ง ในทางความคิด ใครต่อใครมักพูดกันว่า คนที่เชื่อว่าความจริงเป็นสิ่งสัมพัทธนั้น ย่อมไม่มีเหตุผล พอที่จะรักษาวาจาสัตย์ ท้าตามพันธสัญญาหรือเคารพชีวิตผู้อื่น พวกนี้เป็นเหมือนสัตว์ป่าที่ท้าอะไร ตามใจตนเอง และเพราะเป็นเหมือนสัตว์ป่านี่เอง ก็เลยท้าให้พวกที่เชื่อในสัมพัทธคตินี้เป็นพิษเป็นภัย ต่อชีวิตศรีวิไลของมนุษย์ การเมืองแบบใหม่ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่และการพัฒนาชุดใหม่ ความตกต่้าหรือการของสถาบันหลักต่างๆทางการเมืองเช่นรัฐ กลไกของรัฐ พรรคการเมือง หรือของ สถาบันสังคม เป็นผลมาจากการตกอยู่ภายใต้การครอบง้าของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมชี้น้า ดัง กระแสที่เรียกว่า privatization ท้าให้ประชาชนเสื่อมศรัทธากับสถาบันทางการเมืองและสังคมที่ เป็นอยู่ เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เมื่อกลไกของรัฐและสังคมตกอยู่ภายใต้การ ก้ากับดูแลของกลไกตลาด ผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับการดูแลปกป้องจากรัฐอีก ต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนในประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าจึงได้เริ่มคิดค้นรูปแบบและวิธี เคลื่อนไหวอื่นๆเพื่อแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งใหม่ๆที่ก้าลังเผชิญอยู่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นพิษ, โลกร้อน, ภัยจากสงครามอาวุธนิวเคลียร์ โรคเอดส์ ปัญหาสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะสิทธิของ ชนกลุ่มน้อย รวมถึงปัญหาความยากจนและปัญหาอื่นๆที่เกิดขึ้นในสังคม การคิดค้นวิธีต่างๆและ รูปแบบอื่นๆเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “ การพัฒนา “ ด้วยการเคลื่อนไหวต่างๆถูกเรียกรวมๆกัว่าเป็น “ การเมืองแบบใหม่ “ โดยภาพรวมแล้ว ความแตกต่างที่ส้าคัญระหว่างการเมืองแบบเก่ากับการเมืองแบบใหม่สามารถ ประมวลได้ดังนี้
  • 10. ประการแรก การเมืองแบบใหม่ไม่ศรัทธาในระบบการปกครองแบบรัฐสภาที่เป็นอยู่ เพราะเห็นว่าไม่มี ที่ว่างให้กับประชาชนธรรมดาในการเข้าไปมีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีนัยส้าคัญ เนื่องจาก เป็นการเมืองของสถาบันที่นิยมใช้ความรุนแรงกับประชาชนในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นรัฐประชาชาติ รัฐบาล ระบบราชการ พรรคการเมือง นักการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ รวมถึงนักวิชาการต่างๆ มากกว่าเป็นการเมืองของประชาชนธรรมดา กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเมืองแบบใหม่ไม่เชื่อเรื่องของ “ ความเป็นตัวแทนของประชาชน “ ฉะนั้น หัวใจของการเมืองแบบใหม่ จึงอยู่ที่การสร้างการเมืองแบบที่ประชาชนธรรมดามีบทบาทอย่าง แข็งขันในรูปของขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนแบบต่างๆมากกว่าการเมืองแบบรัฐประชาชาติที่ มุ่งเน้นการช่วงชิงอ้านาจรัฐ และพยายามมองหาวิธีการสร้างอ้านาจแบบใหม่ที่อยู่นอกวงการเมืองแบบ เก่าให้ได้ นับเป็นการพยายามสร้างนิยามใหม่ให้กับ “ การเมือง “ ขณะเดียวกันก็มีความเห็นแตกต่าง ไปจากการเมืองแบบเก่าในเรื่องอ้านาจด้วย กล่าวคือ อ้านาจมิได้กระจุกตัว ผูกขาดอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง แต่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในสังคม ดังนั้นอาณาบริเวณของการเคลื่อนไหว ของการเมืองแบบใหม่จึงมิได้จ้ากัดอยู่ที่ขั้วใดขั้วหนึ่งของการเมืองแบบเก่าเช่นที่ภาครัฐหรือเอกชน แต่ อยู่ที่รอยต่อของสองขั้วนี้มากกว่า ประการที่ 2 การเมืองแบบใหม่ไม่ได้ให้ความส้าคัญกับเรื่องของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและ ความมั่นคงของชาติ ซึ่งเป็นสองประการที่ค้้าจุนการเมืองแบบเก่าหลังยุคหลังสงครามเย็น เพราะเห็น ว่าที่ผ่านมาได้สร้างปัญหาให้กับสังคมสมัยใหม่โดยเฉพาะการท้าลายล้างทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมภายใต้ข้ออ้างทางเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และการท้าสงครามล้างผั่นธ์มนุษย์ ตามที่ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2538) ได้เสนอไว้ว่า ลักษณะการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบ ใหม่แตกต่างจากการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบเก่าตรงที่ ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม เป็นการต่อสู้เพื่อให้เกิดการบริหารและจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยท้องถิ่นหรือชุมชน การเน้นไปที่ การพัฒนาที่ให้ชุมชนหรือท้องถิ่นเป็นตัวตั้งไม่ใช่สังคมแบบตะวันตก เช่น ทฤษฎีการท้าให้ทันสมัยเป็น
  • 11. ตัวตั้ง ขบวนการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมได้ตั้งค้าถามอย่างจริงจังกับชุดวาทกรรมการพัฒนากระแส หลักที่ไม่มีที่ยืนให้กับกลุ่มคนที่เสียเปรียบและด้อยโอกาสและไม่เคารพต่อภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของ ชาวบ้าน และขบวนการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจากการที่เห็นว่าไม่ได้รับการดูแลปกป้องจากรัฐจึง ลุกขึ้นมาต่อสู้เอง ประการที่สาม กลุ่มคนที่สนับสนุนหรือเป็นฐานให้กับการเมืองแบบใหม่เป็นคนละชุดกับการเมืองแบบ เก่า คือ การเมืองแบบเก่าได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนายทุน ผู้ประกอบการ ชนชั้นกลางและชนชั้น แรงงาน ในขณะที่กลุ่มหลักที่สนับสนุนการเมืองแบบใหม่ได้แก่ กลุ่มคน “ ชนชั้นกลางใหม่ “ ซึ่งมี ลักษณะเด่นตรงที่มีการศึกษาสูง รายได้ดี อาศัยอยู่ในเมือง มีอาชีพในแขนงวิชาต่างๆเช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักกฎหมา และ นักบริหารเป็นต้น บทบาทของชนชั้นกลางใหม่ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่ แตกต่างจากชนชั้นกลางใน การเมืองแบบเก่า ที่ส้าคัญคือ มิได้เข้าไปในฐานะผู้น้า แต่เข้าไปในลักษณะร่วมมือกับกลุ่มคนอื่นๆที่ไม่ มีบทบาทในการเมืองแบบเก่ามากกว่าเช่น คนหนุ่มสาว กลุ่มแม่บ้านชนชั้นกลาง กลุ่มคนว่างงาน และ คนเกษียณอายุ ซึ่งมีเวลาว่างมากพอและไม่พอใจกับสภาพชีวิตที่เป็นอยู่จึงร่วมขบวนการเคลื่อนไหว ด้วย ประการที่สี่ การเมืองแบบใหม่และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ มิใช่เป็นขบวนการ เคลื่อนไหวเพื่อประท้วงหรือต่อต้านโดดๆอย่างขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบเก่า แต่เป็นการ เคลื่อนไหวที่มีเป้าหมายเด่นชัดอยู่ที่การช่วงชิงการน้าการสร้งความหมายค้านิยามหรือความหมายชุด ใหม่ให้กับสิ่งที่เรียกร้อง ต่อสู้เคลื่อนไหวโดยไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือกติกาของการเมืองแบบเก่า ประการสุดท้าย ได้แก่ยุทธศาสตร์หรือมรรควิธีที่ใช้ในการต่อสู้ กล่าวคือขบวนการเคลื่อนไหวทาง สังคมรูปแบบใหม่ เป็นคนละอย่างกับการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ในการเมืองแบบเก่าเนื่องจากมิได้ เคลื่อนไหวเรียกร้องบนพื้นฐานของผลประโยชน์แคบๆและเฉพาะเจาะจงของกลุ่มตัวเอง แต่
  • 12. เคลื่อนไหวในประเด็นปัญหาที่หลากหลายและกว้างไกลมากยิ่งไปกว่านั้น ยุทธศาสตร์ที่ขบวนการ เคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ใช้ก็มิใช่การประนีประนอมต่อรอง หรือการประสานประโยชน์ อย่าง การเมืองเก่า แต่เลือกใช้วิธีปะทะ เผชิญหน้า หรือแตกหักกันเลยทีเดียว ข้อ 2. .....ระเบียบวิธีวิจัย.... รูปแบบข้อสอบ... แบบที่ 1 ก้าหนดให้เขียนเค้าโครงการวิจัย แยกออกเป็น 3 ข้อ คือ 1.1 ข้อสอบลักษณะที่ให้เราเขียนสาระนิพนธ์ที่เราท้ากันเอง อาจเขียนในส่วนของบทที่ 1-3 หรือเขียน โครงร่างการวิจัยสาระนิพนธ์ (หากเป็นโครงร่างห้ามเขียนผลการวิจัยเด็ดขาด) 1.2 ข้อสอบที่ก้าหนดหัวข้อหรือประเด็นที่น่าสนใจมา และให้เราเขียนระเบียบวิธีวิจัยในการศึกษา ปัญหาดังกล่าว หรือเขียนโครงร่างการวิจัยจากประเด็นที่ก้าหนดให้ 1.3 ข้อสอบที่ใช้บทคัดย่อมาให้นักศึกษาเขียนเค้าโครงงานวิจัยที่สมบูรณ์ หรือบางส่วน แบบที่ 2 ข้อสอบที่ออกเกี่ยวกับองค์ความรู้ในการวิจัย - ให้อธิบายถึงความแตกต่างของ Inductive และ Deductive - ให้อธิบายความแตกต่างระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณ - ความเชื่อมโยงระหว่างกรอบความคิดและระเบียบวิธีวิจัย แบบที่ 3 ให้อธิบายกระบวนการวิจัย การวิจัย หมายถึง การค้นหาความรู้ด้วยวิธีที่มีระบบเชื่อถือได้ มีกระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์สร้าง องค์ความรู้ใหม่ หรือสร้างความเข้าใจองค์ความรู้เดิมอย่างลึกซึ้ง วิชาวิจัยเป็นวิชาที่สอนให้นักศึกษารู้จักเครื่องมือในการน้าไปใช้ในการแสวงหาความรู้ เนื่องจากเชื่อว่า ความรู้ที่ดีและน่าเชื่อถือจะต้องมีวิธีการในการได้มาซึ่งความรู้ (Methodology) ที่น่าเชื่อถือด้วย วิธีการแสวงหาความรู้ที่น่าเชื่อถือ คือ วิธีการที่มีกระบวนการที่เป็นระบบ มีแบบแผนขั้นตอนที่ชัดเจน
  • 13. ประเด็นที่ 1 การเขียนเค้าโครงร่างการวิจัย หรือแบบเสนอโครงร่างการวิจัย (Research Proposal) ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อส้าคัญๆ ดังนี้ 1. ชื่อเรื่อง 2. ปัญหาและความส้าคัญของปัญหา 3. วัตถุประสงค์ในการศึกษา 4. สมมติฐาน 5. ขอบเขตในการศึกษา 6. กรอบความคิดที่ใช้ในการศึกษา 7. ระเบียบวิธีวิจัย สิ่งนี้ส้าคัญมาก เราจะต้องบอกให้ได้ว่า เรื่องที่เราจะศึกษานั้น ควรจะวิจัยเชิงคุณภาพ หรือวิจัยเชิง ปริมาณ ถ้าเลือกคุณภาพก็ต้องใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ถ้าเลือกปริมาณ ก็ต้องตอบวิธีการวิจัยเชิง ปริมาณ ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ต้องบอกถึง - รูปแบบการวิจัย เช่น การวิจัยส้ารวจ - วิธีการเก็บข้อมูล หรือเครื่องมือในการวิจัย เช่น ออกแบบสอบถาม แบบทดสอบ ฯลฯ - ประชากรที่ศึกษา ถ้ามีมากและขนาดใหญ่ต้องสุ่มตัวอย่าง ...จะต้องบอกวิธีการสุ่มตัวอย่างด้วย ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ต้องบอกถึง - รูปแบบการวิจัย เช่น การวิจัยเอกสาร การวิจัยสนาม ฯลฯ - วิธีการเก็บข้อมูลและเครื่องมือในการวิจัย เช่น การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์เจาะลึก - ประชากรที่ศึกษา มีจ้านวนน้อย ต้องท้าการศึกษาแทบจะทุกคนหรือทุกกรณี 8. การวิเคราะห์ข้อมูล - การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงปริมาณ มักจะใช้สถิติเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ - การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงคุณภาพ มักจะใช้วิธีพรรณนาความ ตีความหมาย เป็นเครื่องมือในการ วิเคราะห์
  • 14. ประเด็นที่ 2 องค์ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัย การวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการวิจัยที่ไม่เน้นข้อมูลที่เป็นตัวเลข เป็นการวิจัยที่เน้นไปที่รายละเอียดต่างๆ ของกลุ่มประชากรที่ท้าการศึกษา ที่จะก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจเรื่องนั้น ข้อมูลที่ได้จากการค้นพบ อาจได้มาจากหน่วยที่ต้องการศึกษาเพียงไม่กี่หน่วยไม่กี่กลุ่ม อยู่บนพื้นฐานปรากฏการณ์นิยม ให้ ความส้าคัญกับความรู้สึก โลกทัศน์ ฯลฯ เน้นไปสัมผัสกับกับข้อมูลโดยตรง ไม่เน้นสถิติตัวเลข การวิจัยเชิงปริมาณ เป็นการวิจัยที่เน้นข้อมูลที่เป็น ตัวเลข เป็นหลักฐานยืนยัน ความถูกต้องของข้อ ค้นพบ และข้อสรุปต่างๆของเรื่อง ที่จะท้าการวิจัย แบ่งตามวิธีการให้เหตุผล 1.หลักอุปนัย (Inductive)เป็นวิธีที่เริ่มต้นจากข้อเท็จจริงเฉพาะซึ่ง ได้จากเหตุการณ์ที่เข้าไปศึกษาไป สังเกตหรือจากเรื่องราวในอดีตเป็นการหาความรู้จากส่วนย่อย และน้าความรู้จากส่วนย่อยมา ประติดประต่อหรือประมวลให้เป็นหลักเกณฑ์ท้าให้เกิดความรู้ใหม่ เช่น การวิจัยสนาม การวิจัก เอกสาร (การวิจัยเชิงคุณภาพ) การวิจัยที่ใช้ตรรกะในการวิจัยแบบอุปนัย เป็นตรรกะที่ใช้การวิจัยเป็น เครื่องมือในการพัฒนาทฤษฎีหรือสร้างทฤษฎีขึ้นมาใหม่ 2.หลักนิรนัย (Deductive) เป็นวิธีเริ่มต้นจากหลักเกณฑ์หรือข้อเท็จจริง และน้าไปทดสอบยืนยันว่า เป็นความรู้ที่ใช้ได้เป็นการทั่วไป เป็นการขยายองค์ความรู้ เช่น การวิจัยแบบส้ารวจ (การวิจัยเชิง ปริมาณ) การวิจัยที่ใช้ตรรกะแบบนิรนัยจึงเป็นการวิจัยเพื่อทดสอบทฤษฎีที่มีอยู่ก่อนแล้ว ระดับของการวัด Nominal scale เป็นการวัดแบบกลุ่ม เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด เพียงแต่การก้าหนดเกณฑ์แบ่งแยก ประชากรที่ศึกษาออกเป็นกลุ่มแล้วตั้งชื่อให้แต่ละกลุ่ม ที่มีคุณสมบัติเหมือนกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน คุณสมบัติที่ส้าคัญ คือ มีความเท่าเทียมกัน คือ สมาชิกในกลุ่มเดียวกันจะต้องเหมือนกัน แต่ละกลุ่ม ต้องมีคุณสมบัติไม่ซ้้าซ้อนกัน แยกออกจากกันได้โดยเด็ดขาด ตัวเลขหรือสัญลักษณ์เป็นเพียงแต่ชื่อไม่ สามารถเอามาค้านวณทางเลขคณิตได้ เช่น เพศ สถานภาพการสมรส ภูมิล้าเนา เป็นต้น
  • 15. Ordinal scale เป็นการวัดแบบเรียงล้าดับ ต้องสามารถจัดอันดับ อัตราความแตกต่างระหว่างกันและ กันได้ ในระบบ นี้ อาจจะใช้ข้อความว่า มากกว่า น้อยกว่า ปานกลาง สูงกว่าหรือต่้ากว่า เช่น มาก ที่สุด ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด หรือระดับการศึกษาตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่แสดงไม่มีผลต่อการ ค้านวณ แต่จะบอกความส้าคัญเท่านั้น ไม่สามรถบอกปริมาณและความแตกต่างได้ Interval scale เป็นการวัดแบบช่วง คือสามารถก้าหนดช่วงห่างของความแตกต่างได้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงสามารถบวก ลบ กันได้ เช่นระดับอุณหภูมิ คะแนนในส่วนความรู้ด้านต่างๆ I.Q Ratio scale เป็นการวัดที่มีคุณสมบัติของมาตรวัดแบบช่วงทุกประการ แต่มีคุณสมบัติเพิ่มเติมคือ มี จุดเริ่มต้นที่ศูนย์ที่แท้จริง เช่น เงิน น้้าหนัก ความสูง และอายุ ดังนั้นจึงสามารถใช้สถิติได้ทุกประเภท วัตถุประสงค์ในการศึกษาถือว่าเป็นหัวใจของการวิจัยเชิงคุณภาพ ขณะที่สมมติฐานเป็นหัวใจของการ วิจัยเชิงปริมาณ ประเด็นที่ 3 การอธิบายกระบวนการวิจัย สิ่งที่ต้องท้าความเข้าใจ 1. ชื่อเรื่อง หมายถึงการน้าประเด็นมาตั้งเป็นชื่อ ต้องกระชับและสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นในการวิจัย ขอบเขตในการวิจัยทั้งด้านเวลา และสถานที่ ชื่อเรื่องที่ดีต้องเป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่ค้าถามหรือ ปฏิเสธ 2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง หมายถึง การเลือกกลุ่มประชากรที่เราจะศึกษา เช่น ถ้าศึกษาเรื่อง ความคิดทางการเมืองของนักศึกษาปริญญาโทรามค้าแหงส่วนภูมิภาค ประชากรก็จะเฉพาะ นักศึกษา ปริญญาโทรามค้าแหงส่วนภูมิภาคทั้งหมด หากประชากรมีขนาดใหญ่เกินไป เราไม่สามารถศึกษาประชากรทั้งหมดได้ ต้องมีการสุ่มตัวอย่าง เพื่อ เลือกตัวอย่างของประชากรบางส่วนมาศึกษา การก้าหนดกลุ่มตัวอย่าง (Sampling) มี 2 วิธีใหญ่ คือ การก้าหนดโดยใช้หลักความน่าจะเป็น (Probability Sampling) เป็นการก้าหนดกลุ่มตัวอย่างโดใช้
  • 16. หลักความน่าจะเป็นเป็นเครื่องมือ ในการเลือกเพื่อให้ได้ตัวอย่างที่สามารถใช้เป็นตัวแทนของ ประชากรที่ต้องการศึกษา ค้านึงถึงความน่าจะเป็นของแต่ละหน่วยประชากรที่จะได้รับเลือก ใช้การ สุ่มไม่เฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นรูปแบบต่างๆ ได้ดังนี้ 1. การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ( Simple Random Sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างประชากรที่เปิด โอกาสให้ประชากรทุกหน่วยมีสิทธิ์ได้รับการเลือกเท่าๆกันโดยก้าหนดรหัสให้กับประชากรทุกหน่วย แล้วใช้ตารางสุ่ม หากไม่ใช้ตารางสุ่มอาจะใช้วิธีการจับฉลากจนได้กลุ่มตัวอย่างจนครบตามต้องการ 2. การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (Systematic Sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างประชากรแบบสุ่มเป็น ช่วงๆ โดยมีบัญชีรายชื่อของประชากรทุกหน่วย ท้าการสุ่มหาจุดเริ่มต้น หาช่วงของการสุ่ม ซึ่งมีค่า เท่ากับขนาดของประชากร หารด้วยขนาดของกลุ่มตัวอย่าง เมื่อได้จุดเริ่มต้นแล้ว นับไปตามช่วงของ การสุ่มจนครบบัญชีรายชื่อ เช่น ประชากร 10000 คน ต้องการน้ามาศึกษา 1000 คน ช่วงของการสุ่มจะมีค่าเท่ากับ 10 ดังนั้น เมื่อให้รหัสแก่ประชากรทั้ง10000 คน น้าคนที่ 1 ถึง10 มาสุ่มหาจุดเริ่มต้น เช่นถ้าได้คนที่ 4 คนที่2 จะเป็นคนที่ 14 คนที่สามจะเป็นคนที่ 24 ไล่ไปเรื่อยจนครบ 10000 คน จะได้ตัวอย่าง 1000 คน โดย มีอัตราส่วนของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 0.1(1:10) 3. การสุ่มตัวอย่างแบบแยกประเภทสุ่ม (Stratified Sampling) ก่อนท้าการสุ่มให้แยกประเภทประชากรทีมีคุณสมบัติอย่างเดียวกันไว้ด้วยกัน แล้วสุ่มตัวอย่างจาก ทุกๆประเภทของประชากรที่ก้าหนดขึ้นมา โดยใช้การสุ่มแบบง่าย หรือการสุ่มแบบมีระบบ สัดส่วน ของกลุ่มตัวอย่างในแต่ละประเภทอาจพิจารณาจากสัดส่วนของประชากรทั้งหมด 4. การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling) จะใช้เมื่อไม่สามารถจัดท้ารายชื่อของประชากรทุกๆหน่วย หรือไม่สะดวกในการจัดท้ารายชื่อ โดยก่อน การสุ่มให้แบ่งกลุ่มประชากรที่ต้องการศึกษาออกเป็นกลุ่มๆ โดยที่ทุกๆกลุ่มมีหน่วยประชากรที่มี คุณสมบัติครบตามที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา หลังจากนั้นให้น้ากลุ่มเหล่านั้นมาท้าการสุ่มตัวอย่าง เมื่อสุ่ม ได้กลุ่มใด จะศึกษาสมาชิกทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่มนั้น 5. การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มหลายขั้นตอน (Multistage Cluster Sampling) การสุ่มตัวอย่างแบบ
  • 17. แบ่งกลุ่ม หากเป็นการสุ่มเป็นล้าดับขั้นจากหน่วยงานหรือล้าดับขั้นที่ใหญ่จากหน่วยที่สุ่มได้ท้าการสุ่ม หน่วยที่มีล้าดับที่ใหญ่รองลงมา ไปทีละชั้นๆ จนถึงกลุ่มตัวอย่างในชั้นที่ต้องการ เช่น การแบ่งกลุ่ม เป็นภาค จังหวัด อ้าเภอ ต้าบล หมู่บ้าน ครัวเรือน การก้าหนดโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็น (Non probability Sampling) บางครั้งเรียกว่า การเลือก ตัวอย่างประชากรแบบเจาะจง เจตนา ใช้ความสะดวกหรือความสนใจของผู้วิจัยเป็นหลัก เช่น 1. การเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) เป็นการเลือกตัวอย่างประชากรโดยเลือก หน่วยใดหรือกับใครก็ได้ที่บังเอิญอยู่หรือผ่านมา ณ จุดที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น สอบถาม นักศึกษาที่เข้าไปใช้ห้องสมุด ณ ปากทางเข้าห้องสมุด 2. การเลือกตัวอย่างแบบก้าหนดโควต้า ( Quota Sampling) เป็นการเลือกตัวอย่างประชากร โดย ประยุกต์วิธีสุ่มแบบแยกประเภทสุ่ม โดยแบ่งประชากรออกเป็นกลุ่มๆ แล้วเลือกตัวอย่างหลักๆในแต่ ละกลุ่ม เช่น แบ่งนักศึกษาออกตามชั้นปีเลือกมาชั้นปีละ 50 คน เป็นต้น 3. การเลือกตัวอย่างโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญระบุ ( Expert Choice Sampling) เป็นการเลือกตัวอย่าง ประชากร โดยถามผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ต้องการศึกษาผู้เชี่ยวชาญจะช่วยเลือก โดยใช้ประสบการณ์ และความคิดเห็นของตนระบุหน่วยที่ควรเข้าไปท้าการศึกษา 4. การเลือกตัวอย่างแบบลูกโซ่ (Snowball Sampling) เป็นการเลือกตัวอย่างประชากร โดยตัวอย่าง แรกที่ผู้วิจัยมีความสนใจเป็นพิเศษ แล้วถามตัวอย่างแรกนั้นช่วยเสนอรายชื่อตัวอย่างที่มีคุณสมบัติ ตามที่นักวิจัยต้องการไปอีก เป็นการเลือกตัวอย่างแบบโยงเป็นทอดๆคล้ายลูกโซ่ เช่นการศึกษาในทาง โบราณคดี 5. การเลือกตัวอย่างแบบผสม (Mixed Sampling) เป็นการน้าเอาการสุ่มตัวอย่างแบบอาศัยหลัก ความน่าจะเป็น มาผสมกับวิธีการเลือกตัวอย่างแบบไม่ใช้หลักความน่าจะเป็น เช่นเลือกจังหวัด และ อ้าเภอที่ต้องการศึกษา โดยวิธีเจาะจง แล้วสุ่มหมู่บ้านในอ้าเภอที่เลือกไว้มาท้าการศึกษา ตัวอย่างข้อสอบ ให้ทดสอบและเปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่
  • 18. 1. ชื่อเรื่องในการศึกษา บทบาทสตรีในการพัฒนาท้องถิ่น ศึกษาเฉพาะกรณี จังหวัดล้าปาง 2. วัตถุประสงค์ในการศึกษา สามารถแยกได้เป็น 1. เพื่อศึกษา.................................. 2. เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง.................. 3. เพื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์................... 4. เพื่อเสนอแนะ......................... ดังนั้น จากกรณีข้างต้น จะสามารถตั้งวัตถุประสงค์ได้ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาบทบาทของสตรีในการพัฒนาท้องถิ่น จังหวัดล้าปาง 2. เพื่อเปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่างคุณลักษณะของสตรี และคุณลักษณะของชุมชน กับ บทบาทของสตรีในการพัฒนาท้องถิ่น 3. เพื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาของสตรี กับบทบาทของสตรีใน การพัฒนาท้องถิ่น 4. เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาชุมชนของสตรี 3. ประเด็นที่ศึกษา / ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรอิสระ 1. คุณลักษณะของสตรี 2. คุณลักษณะของชุมชน 3. การมีส่วนร่วมในการพัฒนาของสตรี ตัวแปรตาม -บทบาทของสตรีในการพัฒนาท้องถิ่น
  • 19. 4. สมมติฐานในการศึกษา 1. คุณลักษณะของสตรีที่แตกต่างกัน ท้าให้บทบาทของสตรีในการพัฒนาท้องถิ่นแตกต่างกัน 2. คุณลักษณะของชุมชนที่แตกต่างกัน ท้าให้บทบาทของสตรีในการพัฒนาท้องถิ่นแตกต่างกัน 3. การมีส่วนร่วมในการพัฒนาของสตรีมีความสัมพันธ์กับบทบาทสตรีในการพัฒนาท้องถิ่น 5. ระเบียบวิธีวิจัย รูปแบบการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงส้ารวจ (Survey Research) ประชากร สตรีที่อาศัยอยู่ในจังหวัดล้าปาง ทั้งในเขตเทศบาลและเขต อบต. วิธีการในการสุ่มตัวอย่าง (กรณีนี้ใช้ การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มหลายขั้นตอน) 1. สุ่มตัวอย่างจากจังหวัดล้าปาง มา 2 อ้าเภอ 2. ในแต่ละอ้าเภอ เลือกสุ่มตัวอย่างมาจาก 1 เทศบาล และ 1 อบต. 3. ในแต่ละแห่งเลือกสุ่มตัวอย่างผู้หญิงมา 100 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบเป็นระบบ โดยน้าแผนที่ หมู่บ้านมาค้านวณการกระจายของผู้ที่อยู่อาศัยและสุ่มตามที่คัดเลือกมาบ้านละ 1 คน ให้ครบจ้านวน 100 คน รวมประชากรที่ศึกษาทั้งสิ้น 400 คน การสร้างเครื่องมือวัด สร้างแบบสอบถาม โดยแบ่งเป็น 4 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 คุณลักษณะของสตรี วัดระดับ Nominal Scale. ตอนที่ 2 คุณลักษณะของชุมชน วัดระดับ Nominal Scale. ตอนที่ 3 การมีส่วนร่วมในการพัฒนาของสตรี วัดระดับ Interval Scale. ตอนที่ 4 บทบาทสตรีในการพัฒนาท้องถิ่น วัดระดับ Interval Scale. ตอนที่ 1 – 3 เป็นตัวแปรอิสระ ตอนที่ 4 เป็นตัวแปรตาม
  • 20. • หมายเหตุ การสร้างแบบสอบถาม ถ้าโจทย์ก้าหนดให้มี 4 ขั้นตอน ต้องแบ่งเป็นตัวแปรอิสระ 3 ตัว และตัวแปรตาม 1 ตัว ซึ่งต้องตรงกับตัวแปรที่ศึกษา • ถ้าโจทย์ไม่ได้ก้าหนด การแบ่งตอนในการสร้างแบบสอบถาม เราก็ตั้งจ้านวนตัวแปรอิสระ และตัว แปรตามเอง การเก็บรวบรวมข้อมูล น้าแบบสอบถามที่สร้างขึ้นไปแจกตามกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มมาได้ และรับกลับ ทันที การวิเคราะห์ข้อมูล 1. สมมติฐานที่ 1 ใช้สถิติ t - test ในตัวแปรที่มี 2 กลุ่ม และใช้ f - test ในตัวแปรที่มี มากกว่า 2 กลุ่ม 2. สมมติฐานที่ 2 ใช้สถิติ t - test ในตัวแปรที่มี 2 กลุ่ม และใช้ f - test ในตัวแปรที่มี มากกว่า 2 กลุ่ม 3. สมมติฐานที่ 3 ใช้สถิติ correlation. ในการทดสอบความสัมพันธ์ของตัวแปร ข้อ 3.การพัฒนา หมายถึง ความพยายามที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศในด้านต่างๆทั้ง ทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมภายในเวลาที่ก้าหนด กล่าวคือ การพัฒนาจะต้องมีจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุด ว่าในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ เราอยากจะให้บรรลุ วัตถุประสงค์อะไรบ้าง ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า แผนพัฒนาของเราก็จะก้าหนดระยะเวลาเป็นแผนละ 5 ปี การพัฒนา 1.การสร้างความเติบโตในทางเศรษฐกิจ 2.การกระจายรายได้ 3.การแก้ไขปัญหาทางสังคมที่เกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • 21. 4.สร้างความเสมอภาคในสังคม 5.การบริหารจัดการที่ดี Good Governance 6.การบริโภคทรัพยากรอย่างประหยัด 7.การรักษาสิ่งแวดล้อม 8.การมีคุณภาพชีวิต 9.การเป็นสวนหนึ่งของโลก 10.การมีอ้านาจต่อรองระหว่างประเทศ การพัฒนาพ้นจากวัฎจักร เรียกว่า การพัฒนาแบบยั่งยืน เป็น Sustainable Development เป็นการ พัฒนาแบบมีส่วนร่วม เน้น ธรรมาภิบาล สันติภาพ สิทธิเสรีภาพ และเศรษฐกิจพอเพียง คือความยากจน ท้าให้ไม่ได้รับการศึกษา ท้าให้โง่ และไม่รู้จักรักษาสุขภาพเพราะรายได้ไม่พอ ท้าให้ เจ็บป่วยและจนในที่สุด
  • 22. การพัฒนาการเมืองของไทย ปี 2475 เปลี่ยนการปกครอง ปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ -เศรษฐกิจพอเพียง -โลกาภิวัตน์ คือการท้าให้เป็นนานาชาติ คิดถึงพรมแดนน้อยลงเป็นการเปิดพรมแดน การยกเลิก กฎระเบียบ การกีดกันระหว่างรัฐ ผู้น้าใน ทัศนะของ ดร.พงษ์ศานต์ พันธุลาภ ผู้น้า คือบุคคลที่สามารถมีอิทธิพลเหนือบุคคลอื่น สามารถใช้อ้านาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่มีอยู่ ชักจูงใจให้ผู้อื่นปฏิบัติตามนโยบาย พร้อมทั้งอุทิศตนนอกเหนือไปจากหน้าที่ของงานประจ้า นอกจากนั้น ผู้น้ายังเป็นบุคคลที่จะท้าให้นโยบายของชาติหรือองค์กรประสบความส้าเร็จตาม เป้าหมาย ผู้น้า ต้องมี วิสัยทัศน์ ความอดทน ทฤษฎีบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Integration Theory) เป็นทฤษฎีที่สนับสนุนให้ประเทศต่างๆมีการรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความร่วมมือในทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น ดังจะเห็นจากทั่วโลกได้เกิดการรวมกลุ่มในรูปแบบต่างๆ
  • 23. มากมาย ทฤษฎีบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีนักวิชาการน้าเสนอหลายคนแต่ที่มีชื่อเสียงคือทฤษฎี การบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคของ Bela Balassa (เบลา บาลาสซา) เนื่องจากเป็น ทฤษฎีที่ใช้ในการอธิบายการบูรณาการของยุโรป ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มที่ประสบความส้าเร็จมากที่สุดใน โลก บาลาสซ่าเสนอว่าขั้นตอนของการบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคมี 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1.ความร่วมมือจัดตั้งเขตการค้าเสรี (Free Trade Area / Agreement: FTA) หมายถึง การร่วมมือ กันของประเทศสมาชิกในภูมิภาคเพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้า ยกเลิกภาษีทางการค้าระหว่างกัน มี การเคลื่อนย้ายสินค้าโดยเสรีระหว่างประเทศสมาชิก โดยประเทศสมาชิกยังจัดเก็บภาษีศุลกากรกับ ประเทศนอกกลุ่มได้ตามนโยบายของตนเอง เวลานี้การรวมตัวของประเทศในกลุ่มอาเซียนยังอยู่ในขั้นตอนนี้คือการจัดเป็นเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) 2.สหภาพศุลกากร (Custom Union) หมายถึง ประเทศสมาชิกนอกจากจะยกเลิกภาษีทางการค้าลด อุปสรรคระหว่างกันแล้วยังใช้ระบบภาษีศุลกากรกับประเทศนอกกลุ่มในอัตราเดียวกัน หรือมี Common Custom Policy 3. ตลาดร่วม (Common Market) หมายถึง การขยายความร่วมมือด้านการค้าถึงขนาดที่เปิดโอกาส ให้ทุน แรงงาน การประกอบการเคลื่อนไหวอย่างเสรีภายในกลุ่ม เช่นแรงงานในเยอรมันไปท้างานใน ฝรั่งเศส ในอังกฤษ และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ ได้อย่างเสรี 4. สหภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Union) เป็นการรวมตัวกันตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 + 2 + 3 รวมกับ การก้าหนดนโยบายสังคม เศรษฐกิจ การเงิน การคลังร่วมกัน 5. สหภาพการเมือง (Political Union) ถือเป็นจุดสุดท้ายของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ หมายถึง การใช้นโยบายการเมืองและความมั่นคงอันเดียวกัน เช่นเดียวกับ United States of America ขั้นตอนนี้ยังคงเป็นไปได้ยากเพราะรัฐต่าง ๆ ยังอยากสงวนอ้านาจอธิปไตยในการก้าหนดนโยบาย การเมืองและความมั่นคงของตนเองอยู่
  • 24. ทั้งนี้ในทางปฏิบัติ มักมีวัตุประสงค์ทางการเมืองและการทหารแอบแฝงอยู่ และในปัจจุบันจะมากขึ้น เช่น กลุ่ม แอฟริกา (AOU) ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น AU (เน้น เศรษฐกิจ เลียนแบบ อียู) ซึ่งเคยตกเป็น เมืองขึ้นจึงต้องการรักษาเอกราชและอ้านาจและผลประโยชน์ของประเทศและเพื่ออ้านาจต่อรองใน เวทีการเมืองระหว่างประเทศ (ทฤษฎีนี้เหมาะส้าหรับไปใช้อธิบายความร่วมมือในทางเศรษฐกิจแบบกลุ่มประเทศ เช่นความสัมพันธ์ ทางเศรษฐกิจของอาเซี่ยน อียู หรือกลุ่มเศรษฐกิจอื่นๆของโลก) ทฤษฎีที่ใช้ในการวิเคราะห์ความร่วมมือทางการเมือง 1.ทฤษฎีดุลแห่งอ้านาจ (Balance of Bower) เป็นทฤษฎีที่บอกว่าโลกจะไม่เกิดปัญหาความรุนแรง ไม่มีสงคราม หากมีความได้ดุลในอ้านาจของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างต้อง กลัวอ้านาจของอีกฝ่าย เช่นรัสเซียก็พยายามสร้างดุลกับสหรัฐอเมริกา หรือในยุคของสงครามเย็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็พยายาม รวมกลุ่มกันเพื่อสร้างดุลอ้านาจกับฝ่ายโลกเสรี ทฤษฎีที่ใช้วิเคราะห์ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ ทฤษฎีพึ่งพาอาศัยกันเชิงซ้อน (Interdependence Theory) ของ โรเบิร์ต โอ. คีโอเฮน และโจเซฟ เอส.ไน แบ่งการพึ่งพาออกเป็น2 ลักษณะ คือ -การพึ่งพากันแบบอ่อนไหว -การพึ่งพาแบบอ่อนแอ สมมติฐานของทฤษฎีพึ่งพาอาศัยกัน -การมีช่องทางในการติดต่อสัมพันธ์กันหลายรูปแบบหลายวิธีการหลายช่องทาง หลายองค์ประกอบ และหลายผู้แสดง
  • 25. -ไม่มีการจัดล้าดับความสัมพันธ์ก่อนหลังของประเด็นปัญหา -บทบาทของกองทัพมีลดน้อยลง และลดความส้าคัญลง เปรียบเทียบทฤษฎีดุลแห่งอ้านาจกับทฤษฎีพึ่งพาอาศัยกัน ดุลแห่งอ้านาจ พึ่งพาอาศัยกัน 1.รัฐเป็นผู้แสดงหลักในระบบการเมืองระหว่างประเทศ 2.ความมั่นคงเป็นประเด็นปัญหาหลักของนโยบายต่างประเทศและในประเทศ 3.กองทัพเป็นเครื่องมือในการด้าเนินนโยบายต่างประเทศ 1.มีผู้แสดงที่หลากหลายพระเอกเปลี่ยนไป ตามสถานการณ์ 2.ไม่มีประเด็นปัญหาใดเป็นปัญหาหลักขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป 3.กองทัพมีบทบาทน้อยลงจะใช้กองทัพต่อเมื่อไม่มีทางเลือกแล้วจากวิถีทางการทูต กองทัพเป็น ทางเลือกสุดท้าย รูปแบบวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลง -กระบวนการทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง -โครงสร้างของอ้านาจในสังคมชุมชนระหว่างประเทศ -โครงสร้างของอ้านาจในเรื่องที่เกี่ยวข้องประเด็นปัญหาแต่ละเรื่องนั้นเปลี่ยนแปลง -บทบาทขององค์การระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคมชุมชนระหว่างประเทศ
  • 26. ทฤษฎีชนชั้นน้า – ท้าความเข้าใจบทบาททางการเมืองโดยพิจารณาไปที่บทบาทของชนชั้นน้าในสังคม มองว่า สังคมประกออบด้วยชนชั้นน้ากับชนชั้นล่าง ชนชั้นน้าเป็นคนส่นน้อยแต่มีอ้านาจครอบง้าชน ชั้นล่างที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เศรษฐกิจสร้างสรรค์" คือ แนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ (Knowledge) การศึกษา การสร้างสรรค์งาน (Creativity) และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property) ที่เชื่อมโยงกับรากฐานทางวัฒนธรรม การสั่งสมความรู้ของสังคม และ เทคโนโลยี/นวัตกรรมสมัยใหม่ ส้าหรับขอบเขตในการวัดขนาดของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศ ไทย ได้ยึดตามรูปแบบของ UNCTAD เป็นกรอบ โดยแบ่งประเภทอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ มรดกทางวัฒนธรรม (Heritage of Cultural Heritage) ศิลปะ (Arts) สื่อ (Media) งานสร้างสรรค์ตามลักษณะงาน (Functional Creation) ซึ่งเป็นการก้าหนดกรอบโดยกว้าง เพื่อ ประโยชน์ในการวัดขนาดทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย และสะท้อนถึง ความส้าคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย มูลค่าของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยในปี 2545-2549 คิดเป็นร้อย ละ 10-11 ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศ (หรือประมาณร้อยละ 14-17 ของรายได้ประชาชาติ) โดยกลุ่มงานสร้างสรรค์ตามลักษณะงาน กลุ่มมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) และกลุ่มสื่อ (Media) เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าสูงสุด ซึ่งหากพิจารณาแยกรายสาขาย่อยจะพบว่าการออกแบบเป็นสาขาที่ มีมูลค่าสูงที่สุด รองลงมา คือ สาขางานฝีมือและหัตถกรรม และสาขาแฟชั่น โดยทั้ง 3 สาขาที่มีมูลค่า รวมกันประมาณร้อยละ 9.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ และนวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ ไม่สิ้นสุดนี้จึงจะเป็นความยั่งยืน ตัวอย่างที่ชัดเจนเช่นท้าไมประเทศเล็ก อย่างสิงคโปร์ที่ไม่มี ทรัพยากรธรรมชาติ จึงมีรายได้ต่อหัวของประชากรสูงในระดับ 37,597 ดอลลาร์ (ตัวเลข ณ ปี 2551) สูงในระดับต้นๆ ของโลก สิงคโปร์ได้พัฒนามาจากหมู่บ้านประมง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ มาเลเซียจนกลายมาเป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินที่ส้าคัญของโลกแห่งหนึ่ง ท้าไมประเทศ ฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศเล็กในทวีปยุโรปจึงร่้ารวยจากการผลิตมือถือโนเกีย ที่เป็นที่นิยมใช้อย่าง
  • 27. กว้างขวางทั่วโลกและบริษัทมือถือโนเกียนั้นพัฒนาการมาจากโรงงานผลิตกระดาษ ผลิตภัณฑ์จากยาง ไม้ และสายเคเบิล และประเทศสหรัฐอเมริกามีรายได้จากค่าสิทธิบัตรของสินค้าและบริการในแต่ละปี สูงกว่าการส่งออกเครื่องบินเสียอีก

×