Your SlideShare is downloading. ×
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

ภาค ก[1]. กทม. แนวใหม่

4,827

Published on

0 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
4,827
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
405
Comments
0
Likes
2
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. ภาค ก. กทม. แนวใหม่ วิเคราะห์ได้ดังนี้ ส่วนที่ 1 (50 ข้อ) ในส่วนของวิชาความสามารถในการวิเคราะห์ สรุปเหตุผล 1. วิเคราะห์ปริมาณสดมภ์ 5 ข้อ 2. วิเคราะห์ข้อมูลน่าเชื่อถือ 5 ข้อ 3. เงื่อนไขภาษาและการวิเคราะห์ข้อมูลจากตาราง 18 ข้อ 4. แผนภูมิตรรกวิทยา 2 ข้อ 5. ตรรกวิทยา 5 ข้อ 6. กฎหมาย กทม. และกฎหมายระเบียบพื้นฐานในการปฏิบัติ ราชการ 10 ข้อ 7. คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเบื้องต้น 5 ข้อ ส่วนที่ 2 เป็นวิชาภาษาไทย 50 ข้อ ออกเรื่อง 1. การเลือกใช้คำา กลุ่มคำา 2. การเรียงลำาดับข้อความ 3. error 4. การอ่านบทความยาว 5. การอ่านสรุปความตีความ
  • 2. เรื่องที่ 6 กฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการ (สถิติออก 10 ข้อ) M กรุงเทพมหานคร l การจัดตั้ง กรุงเทพมหานคร มีวิวัฒนาการมาจากการรวม จังหวัดพระนคร และจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกันเป็น "นครหลวงกรุงเทพธนบุรี" ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 24 และ 25 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2514 รูปการปกครองนครหลวงธนบุรีแบ่งเป็น 2 ระดับ ระดับ ภูมิภาคนั้นถือว่านครหลวงกรุงเทพธนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่ง ระดับท้องถิ่นเป็นการรวมเอาเทศบาลนครกรุงเทพ และ เทศบาลนครธนบุรีเป็นเทศบาลนครหลวง ต่อมาได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ลง วันที่ 13 ธันวาคม 2515 เปลี่ยนรูปนครหลวงกรุงเทพ ธนบุรีเป็นกรุงเทพมหานคร ซึ่งยังคงเป็นจังหวัด แต่ใน ขณะเดียวกันก็มีสภากรุงเทพมหานครเป็นลักษณะของ หน่วยการปกค รองท้องถิ่น ได้มีการปรับปรุงแก้ไขการ ปกครองในรูปกรุงเทพมหานครอีก 2 ครั้ง ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 และ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน และ กำาหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นราชการบริหารส่วนท้อง ถิ่น แต่เพียงอย่างเดียว มิได้เป็นจังหวัดอีกต่อไป l รูปแบบและการบริหาร กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยสภา กรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
  • 3. 1) สภากรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยสมาชิก ซึ่ง ได้รับเลือกตั้งจากราษฎรตามเกณฑ์ราษฎร 100,000 บาท ต่อสมาชิก 1 คน วาระ 4 ปี สภากรุงเทพมหานครจะเลือกตั้งสมาชิกเป็น ประธานสภา 1 คน และรองประธานสภาไม่เกิน 2 คน ดำารงตำาแหน่งคราวละ 2 ปี 2) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ได้รับเลือก ตั้งโดยตรงจากราษฎร อยู่ในตำาแหน่งคราวละ 4 ปี และ มีรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่เกิน 4 คน โดยผู้ ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้แต่งตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีอำานาจหน้าที่ใน การกำาหนดนโยบาย และบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ให้เป็นไปตามกฎหมาย บริหารราชการตามที่คณะรัฐมนตี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมาย วางระเบียบเพื่อให้งานของกรุงเทพมหานคร เป็นไปโดยเรียบร้อย รักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติ กรุงเทพมหานคร และอำานาจหน้าที่อื่น ๆ ตามที่กฎหมาย กำาหนด กรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดระเบียบการบริหาร ราชการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยการแบ่งเป็น "สำานักงานเขต" (ปัจจุบันมี 50 สำานักงานเขต) สำานักงานเขต จะมีผู้อำานวยเขต และสภาเขต สภา เขตประกอบด้วยสมาชิกซึ่งได้รับเลือกตั้งจากราษฎร เขต ละอย่างน้อย 7 คน สำาหรับเขตที่มีราษฎรเกิน 100,000 คน ให้มีสมาชิกสภาเขตเพิ่มขึ้นโดยถือเกณฑ์ ราษฎร 100,000 คนต่อสมาชิกหนึ่งคน สมาชิกอยู่ใน ตำาแหน่งคราวละ 4 ปี สภาเขตทำาหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้อำานวยการเขต มิใช่ทำาหน้าที่ทางนิติบัญญัติ l อำานาจหน้าที่ กรุงเทพมหานครมีอำานาจหน้าที่ดังนี้ คือ การรักษา ความสงบเรียบร้อยของประชาชน การทะเบียน การ
  • 4. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การรักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง การผังเมือง การจัดให้มีและบำารุงรักษาทางบก ทางนำ้า และทาง ระบายนำ้า การวิศวกรรม จราจร การขนส่ง การจัดให้มี และควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้าม และที่จอดรถ การดูแลรักษา ที่สาธารณะ การควบคุมอาคาร การ ปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัด และจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย การจัดให้มีและบำารุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ การ ป้องกันและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การสาธารณูปโภค การ สาธารณสุข การจัดการศึกษา การส่งเสริมการศึกษา การส่งเสริมการประกอบอาชีพ การพาณิชย์ของ กรุงเทพมหานคร และหน้าที่อื่น ๆ ตามที่กฎหมายระบุให้ เป็นอำานาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำาเภอ เทศบาลนครหรือตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย หรือมี กฎหมายระบุเป็นหน้าที่ ของกรุงเทพมหานคร l ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครอาจตราข้อบัญญัติขึ้นในกรณีดังนี้ 1) เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามอำานาจหน้าที่ของ กรุงเทพมหานคร 2) มีกฎหมายบัญญัติให้กรุงเทพมหานคร มีอำานาจ ตราเป็นข้อบัญญัติ กรุงเทพมหานคร 3) การดำาเนินการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร 4) การคลัง การงบประมาณ การเงิน การ ทรัพย์สิน การจัดหาผลประโยชน์จาก ทรัพย์สิน การจ้าง และการพัสดุ จะกำาหนดโทษผู้ละเมิดข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ไว้ด้วยก็ได้เป็นโท ษจำาคุกไม่เกิน 6 เดือน และหรือปรับ ไม่เกิน 10,000 บาท l การควบคุมส่งเสริม 1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอำานาจ หน้าที่ควบคุมดูแล การปฏิบัติราชการของ
  • 5. กรุงเทพมหานคร รวมทั้งมีอำานาจในการสั่งยุบสภา กรุงเทพมหานครโดยอนุมัติของคณะรั ฐมนตรี หรือโดย ข้อเสนอของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสั่งให้ผู้ว่า ราชการกรุงเทพมหานคร พ้นจากตำาแหน่ง ตามมติคณะ รัฐมนตรี 2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ควบคุมส่ง เสริมการบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานคร ในฐานะ ประธานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) 3. กระทรวง ทบวง กรม อาจส่งข้าราชการมา ประจำากรุงเทพมหานคร เพื่อปฏิบัติราชการในหน้าที่ของ กระทรวง ทบวง กรมนั้น โดยทำาความตกลงกับ กรุงเทพมหานคร หรืออาจจะมอบอำานาจให้ กรุงเทพมหานครปฏิบัติก็ได้ 4. รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุนให้กรุงเทพมหานคร โดยตรง 5. สำานักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบการ เงิน และการบัญชีของกรุงเทพมหานคร ต่อเรื่องที่ 6 หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้าน เมืองที่ดี ในการปฏิรูประบบราชการ ได้มีการตรา พระราช กฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้าน เมือง ที่ดี พ.ศ. 2546 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2546 และมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2546 เป็นต้นไป โดย พระราชกฤษฎีกานี้เป็นการออกโดยอาศัยอำานาจตาม บทบัญญัติของกฎห มาย ดังนี้ 1. มาตรา 221 ของรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย
  • 6. 2. มาตรา 3/1 และมาตรา 71/10 (5) แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 M ขอบเขตและความหมาย “ส่วนราชการ” หมายความว่า ส่วนราชการตาม กฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และ หน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำากับของราชการฝ่ายบริหาร แต่ไม่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น “รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่า รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้ง โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา “ข้าราชการ” หมายความรวมถึงพนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการ หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่ การบริหารราชการเพื่อบรรลุ เป้าหมาย 7 ประการ ดังต่อไปนี้ 1. เกิดประโยชน์สุขของประชาชน 2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ 3. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในชิง ภารกิจของรัฐ 4. ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำาเป็น 5. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทัน ต่อสถานการณ์ 6. ประชาชนได้รับการอำานวยความสะดวกและ ได้รับการตอบสนองความต้องการ 7. มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่าง สมำ่าเสมอ M การบริหารราชการเพื่อให้เกิดประโยชน์ สุขของประชาชน การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน หมายถึง การปฏิบัติราชการที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความ ผาสุกและความเป็ นอยู่ที่ดีของประชาชน ความสงบและ
  • 7. ปลอดภัยของสังคมส่วนรวม ตลอดจนประโยชน์สูงสุดของ ประเทศ ในการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของ ประชาชน ส่วนราชการจะต้องดำาเนินการโดยถือว่า ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ที่จะได้รับการบริการจากรัฐ และ จะต้องมีแนวทางการบริหารราชการดังต่อไปนี้ 1. การกำาหนดภารกิจของรัฐและส่วนราชการ ต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ตามหลักของการบริหาร ราชการเพื่อประ โยชน์สุขของประชาชนและสอดคล้องกับ แนวนโยบายแห่งรัฐ และนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่ แถลงต่อรัฐสภา 2. การปฏิบัติภารกิจของส่วนราชการต้องเป็นไป โดย ซื่อสัตย์สุจริต สามารถตรวจสอบได้ และมุ่งให้เกิด ประโยชน์สุขแก่ประชาชนทั้งในระดับประเทศและท้องถ ิิิ่น 3. ก่อนเริ่มดำาเนินการ ส่วนราชการต้องจัดให้มี การศึกษาวิเคราะห์ผลดีและผลเสียให้ครบถ้ วนทุกด้าน กำาหนดขั้นตอนการดำาเนินการที่โปร่งใส มีกลไกตรวจ สอบการดำาเนินการในแต่ละขั้นตอน ในกรณีที่ภารกิจใด จะมีผลกระทบต่อประชาชน ส่วนราชการต้องดำาเนินการ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือชี้แจง ทำาความ เข้าใจเพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงประโยชน์ที่ส่วนรวม จะ ได้รับจากภารกิจนั้น 4. ให้เป็นหน้าที่ของข้าราชการที่จะต้องคอยรับ ฟังความคิดเห็นและคว ามพึงพอใจ ของสังคมโดยรวม และประชาชนผู้รับบริการเพื่อปรับปรุงหรือเสนอแนะ ต่อผู้ บังคับบัญชาเพื่อให้มีการปรับปรุงวิธีปฏิบัติราชการให้เห มาะสม 5. ในกรณีที่เกิดปัญหาและอุปสรรคจากากรำา เนินการ ให้ส่วนราชการดำาเนินการแก้ไขปัญหาและ อุปสรรคนั้นโดยเร็ว ในกรรีที่ปัญหาหรืออุปสรรคนั้นเกิด ขึ้นจากส่วนราชการอื่น หรือระเบียบข้อบังคับที่ออกโดย
  • 8. ส่วนราชการอื่น ให้ส่วนราชการแจ้งให้ส่วนราชการที่ เกี่ยวข้องทราบ เพื่อดำาเนินการแก้ไขปรับปรุงโดยเร็วต่อ ไป และให้แจ้ง ก.พ.ร. ทราบด้วย การดำาเนินการข้างทั้ง 5 ข้อ ให้ส่วนราชการ กำาหนดวิธีปฏิบัติให้เหมาะสมกับภารกิจแต่ละเรื่อง ทั้งนี้ ก.พ.ร. จะกำาหนดแนวทางการดำาเนินการทั่วไปให้ส่วน ราชการปฏิบัติให้เป็นไป ตามนี้ด้วยก็ได้ M การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ต่อภารกิจของรัฐ 1. การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อ ภารกิจของรัฐ ให้ส่วนราชการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ (1) ก่อนจะดำาเนินการตามภารกิจใด ส่วนราชการ ต้องจัดทำาแผนปฏิบัติราชการไว้เป็นการล่วงหน้า (2) การกำาหนด แผนปฏิบัติราชการของส่วน ราชการ ตามข้อ 1 ต้องมีรายละเอียดของขั้นตอน ระยะ เวลาและงบประมาณที่จะต้องใช้ในการำาเนินการของแต่ละ ขั้นตอน เป้าหมายของภารกิจ ผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ และตัวชี้วัดความสำาเร็จของภารกิจ (3) ส่วนราชการต้องจัดให้มี การติดตามและ ประเมินผลการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติราชการ ตามหลัก เกณฑ์และวิธีการที่ส่วนราชการกำาหนดขึ้น ซึ่งต้อง สอดคล้องกับมาตรฐานที่ ก.พ.ร. กำาหนด (4) ในกรณีที่การปฏิบัติภารกิจ หรือการปฏิบัติ ตามแผนปฏิบัติราชการเกิดผลกระทบต่อประชาชนให้เป็ น หน้าที่ของส่วนราชการที่จะต้องดำาเนินการแก้ไขหรือ บรรเทาผลกระท บนั้น หรือเปลี่ยนแผนปฏิบัติราชการให้ เหมาะสม 2. ในกรณีที่ภารกิจใดมีความเกี่ยวข้องกับหลาย ส่วนราชการ หรือเป็นภารกิจที่ใกล้เคียงหรือต่อเนื่องกัน ให้ส่วนราชการที่เก ิีิ่ยวข้องนั้นกำาหนดแนวทางการ ปฏิบัติราชการเพื่อให้เกิดการบริหาร ราชการแบบบูรณา การร่วมกัน โดยมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
  • 9. ให้ส่วนราชการมีหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติ ราชการของผู้ว่าราชกา รจังหวัดหรือหัวหน้าคณะผู้แทน ในต่างประเทศ เพื่อให้การบริหารราชการแบบบูรณาการ ในจังหวัดหรือในต่างประเทศ แล้วแต่กรณี สามารถใช้ อำานาจตามกฎหมายได้ครบถ้วนตามความจำาเป็นและ บริหารราชกา รได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. ส่วนราชการมีหน้าที่ พัฒนาความรู้ในส่วน ราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ อย่างสมำ่าเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถ ประมวลผลความรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อนำามาประยุกต์ใช้ใน การปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและเหมาะสม กับสถานการณ์ รวมทั้ง ต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์และปรับเปลี่ยนทัศนคติของ ข้าราชการ ในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและ มีการเรียนรู้ร่วมกั น ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติ ราชการของส่วนราชการให้สอดคล้องกับกา รบริหาร ราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามพระราชกฤษฎีกานี้ 4. เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการให้เกิดผล สัมฤทธิ์ ก.พ.ร. อาจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำาหนด มาตรการกำากับการปฏิบัติราชการ โดยวิธีการจัดทำาความ ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร หรือโดยวิธีการอื่นใดเพื่อ แสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ 5. ให้คณะรัฐมนตรี จัดให้มีแผนการบริหาร ราชการแผ่นดิน ตลอดระยะเวลาการบริหารราชการของ คณะรัฐมนตรี เมื่อคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ให้สำานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำานักเลขาธิการนายก รัฐมนตรี สำานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ และสำานักงบประมาณ ร่วมกันจัดทำา แผนการบริหารราชการแผ่นดิน เสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีแถลง นโยบายต่อรัฐสภา เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบใน
  • 10. แผนการบริหารราชการแผ่นดินแล้ วให้มีผลผูกพัน คณะ รัฐมนตรี รัฐมนตรี และส่วนราชการ ที่จะต้องดำาเนินการ จัดทำาภารกิจให้เป็นไปตามแผนการบริหารราชการแ ผ่น ดิน นั้น การจัดทำาแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ให้จัดทำา เป็นแผน 4 ปี โดยนำานโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐ ภามาพิจารณาดำาเนินการให้สอดค ล้องกับแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งร าช อาณาจักรไทย และแผนพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ อย่างน้อยจะต้งอมีสาระสำาคัญเกี่ยวกับ การกำาหนดเป้าหมายและผลสัมฤ ทธิ์ของงาน ส่วน ราชการหรือบุคคลที่จะรับผิดชอบในแต่ละภารกิจ ประมาณการรายได้และรายจ่ายและทรัพยากรต่าง ๆ ที่จะ ต้องใช้ ระยะเวลาการดำาเนินการ และการติดตามประเมิน ผล 6. เมื่อมีการประกาศใช้บังคับแผนการบริหาร ราชการแผ่นดินแล้ว ให้สำานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีร่วมกันพิจารณาจัดทำา แผนนิติบัญญั ติ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายที่จะ ต้องจัดให้มีขึ้นใหม่หรือก ฎหมายที่ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกให้สอดคล้องกับแผนกา รบริหารราชการ แผ่นดิน ส่วนราชการผู้รับผิดชอบ และระยะเวลาที่ต้อง ดำาเนินการ แผนนิติบัญญัตินั้นเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่ สำานักงานคณะกร รมการกฤษฎีกาและสำานักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีเสนอแล้ว ให้มีผลผูกพันส่วนราชการที่ เกี่ยวข้องที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไ ปตามนั้น ในกรณีที่เห็นสมควร สำานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาอาจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำาหนดหลัก เกณฑ์ การจัดทำาแผนนิติบัญญัติเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการ ปฏิบั ติงานก็ได้
  • 11. 7. ให้ส่วนราชการจัดทำา แผนปฏิบัติราชการของ ส่วนราชการ โดยจัดทำาเป็นแผน 4 ปี ซึ่งจะต้อง สอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดินตามข้อ 5 ในแต่ละปีงบประมาณ ให้ส่วนราชการจัดทำา แผนปฏิบัติราชการประจำาปี โดยให้ระบุสาระสำาคัญรายได้ และรายจ่ายและทรัพยากรอื่นที่จะต้องใ ช้ เสนอต่อ รัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ เมื่อรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติราชการ ของส่วนราชการใดแล ้้ว ให้สำานักงบประมาณดำาเนิน การ จัดสรรงบประมาณเพื่อปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำาเร็จ ในแต่ละภารกิจตา มแผนปฏิบัติราชการดังกล่าว ในกรณีที่ส่วนราชการมิได้เสนอแผนปฏิบัติ ราชการในภารกิจใด หรือภารกิจใดไม่ได้รับความเห็น ชอบจากรัฐมนตรี มิให้สำานักงบประมาณจัดสรรงบ ประมาณสำาหรับภารกิจนั้น เมื่อสิ้นปีงบประมาณให้ส่วนราชการจัดทำา รายงานแสดงผลสัมฤทธิ์ของแผนปฏิบัติราชการประจำาปี เสนอต่อคณะรัฐมนตรี 8. กรณีที่กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณกำาหนด ให้ส่วนราชการต้องจัด ทำาแผนปฏิบัติราชการเพื่อขอรับงบ ประมาณ ให้สำานักงบประมาณและ ก.พ.ร. ร่วมกัน กำาหนดแนวทางการจัดทำาแผนปฏิบัติราชการตามข้อ 7 ให้สามารถใช้ได้กับแผนปฏิบัติราชการที่ต้องจัดทำาตามกฎ หมายว่าด้ วยวิธีการงบประมาณ ทั้งนี้ เพื่อมิให้เพิ่มภาระ งานในการจัดทำาแผนจนเกินสมควร เมื่อมีการกำาหนดงบประมาณรายจ่ายประจำาปีตาม แผนปฏิบัติราชการของส ้่วนราชการใดแล้ว การโอนงบ ประมาณจากภารกิจหนึ่งตามที่กำาหนดในแผนปฏิบัติราช การไปด ้ำเนินการอย่างอื่น ซึ่งมีผลทำาให้ภารกิจเดิมไม่ บรรลุเป้าหมายหรือนำาไปใช้ในภารกิจให ม่ที่มิได้กำาหนด ในแผนปฏิบัติราชการ จะกระทำาได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติ
  • 12. จากคณะรัฐมนตรีให้ปรับแผนปฏิบั ติราชการให้สอดคล้อง กันแล้ว การปรับแผนปฏิบัติราชการตามวรรคหนึ่งจะ กระทำาได้เฉพาะในกรณีที่ง านหรือภารกิจใดไม่อาจำาเนิน การตามวัตถุประสงค์ต่อไปได้ หรือหมดความจำาเป็นหรือ ไม่เป็นประโยชน์ หรือหากดำาเนินการต่อไปจะต้องเสียค่า ใช้จ่ายเกินความจำาเป็น หรือมีความจำาเป็นอย่างอื่นอันไม่ อาจหลีกเลี่ยงได้ ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงสาระสำาคัญของ แผนปฏิบัติราชการ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ปรับแผนปฏิบัติ ราชการแล้ว ให้ดำาเนินการแก้ไขแผนการบริหารราชการ แผ่นดินให้สอดคล้องกันด้วย 9. เมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำาแหน่ง ให้หัวหน้า ส่วนราชการมีหน้าที่ สรุปผลการปฏิบัติราชการและให้ ข้อมูล ต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตามที่นายกรัฐมนตรีคน ใหม่สั่งการ ทั้งนี้ เพื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะได้ใช้เป็น ข้อมูลในการพิจารณากำาหนดนโ ยบายการบริหาร ราชการแผ่นดินต่อไป M การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพและ เกิดความคุ้มค่าในเชิงภาร กิจของรัฐ 1. เพื่อให้การปฏิบัติราชการภายในส่วนราชการ เป็นไปอย่างมีประสิทธิ ภาพ ให้ส่วนราชการกำาหนดเป้า หมาย แผนการทำางาน ระยะเวลาแล้วเสร็จของงานหรือ โครงการ และงบประมาณที่จะต้องใช้ในแต่ละงานหรือ โครงการ และต้องเผยแพร่ให้ข้าราชการและประชาชน ทราบทั่วกันด้วย 2. ให้ส่วนราชการจัดทำาบัญชีต้นทุน ในงานบริการ สาธารณะแต่ละประเภทขึ้น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กรมบัญชีกลางกำาหนด 3. ให้ส่วนราชการคำานวณรายจ่ายต่อหน่วย ของ งานบริการสาธารณะที่อยู่ในความรับผิดชอบของส่วน ราชการนั้นตา มระยะเวลาที่กรมบัญชีกลางกำาหนดและ
  • 13. รายงานให้สำานักงบประมาณ กรมบัญชีกลางและ ก.พ.ร. ทราบ 4. ในกรณีที่รายจ่ายต่อหน่วยของงานบริการ สาธารณะใดของส่วนราชการใด สูงกว่ารายจ่ายต่อหน่วย ของงานบริการสาธารณะประเภทและคุณภาพเดีย วกัน หรือคล้ายคลึงกันของส่วนราชการอื่น ให้ส่วนราชการ นั้นจัดทำา แผนการลดรายจ่ายต่อหน่วย ของงานบริการ สาธารณะดังกล่าวเสนอสำานักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และ ก.พ.ร. ทราบ และถ้ามิได้มีข้อทักท้วงประการใด ภายในสิบห้าวัน ก็ให้ส่วนราชการดังกล่าวถือปฏิบัติตาม แผนการลดรายจ่ายนั้นต่อไป ได้ 5. ให้สำานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ และสำานักงบประมาณร่วมกันจัดให้มี การประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของรัฐที่ส่วน ราชการำาเ นินการอยู่ เพื่อรายงานคณะรัฐมนตรีสำาหรับ เป็นแนวทางในการพิจารณาว่าภารกิจใ ดสมควรจะได้ ดำาเนินการต่อไปหรือยุบเลิก และเพื่อประโยชน์ในการจัด ตั้งงบประมาณของส่วนราชการในปีต่อไป ทั้งนี้ ตาม ระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีกำาหนด ในการประเมินความคุ้มค่าข้างต้น ให้คำานึงถึง ประเภทและสภาพของแต่ละภารกิจ ความเป็นไปได้ของ ภารกิจหรือโครงการที่ดำาเนินการ ประโยชน์ที่รัฐและ ประชาชนจะพึงได้ และรายจ่ายที่ต้องเสียไปก่อนและหลัง ที่ส่วนราชการดำาเนินการด้วย ความคุ้มค่านี้ ให้หมายความถึง ประโยชน์หรือ ผลเสียทางสังคม และประโยชน์หรือผลเสียอื่น ซึ่งไม่อาจ คำานวณเป็นตัวเงินได้ด้วย 6. ในการจัดซื้อหรือจัดจ้าง ให้ส่วนราชการดำาเนิน การโดยเปิดเผยและเที่ยงธรรมโดยพิจารณาถึงปร ะโยชน์ และผลเสียทางสังคม ภาระต่อประชาชน คุณภาพ วัตถุประสงค์ที่จะใช้ ราคาและประโยชน์ระยะยาวของส่วน ราชการที่จะได้รับประกอบกัน
  • 14. ในกรณีที่วัตถุประสงค์ในการใช้เป็นเหตุให้ต้อง คำานึงถึงคุณภาพแล ะการดูแลรักษาเป็นสำาคัญให้สามารถ กระทำาได้โดยไม่ต้องถือราคาตำ่าส ุ้ดในการซื้อหรือจ้าง เสมอไป 7. ในการปฏิบัติภารกิจใด หากส่วนราชการจำาเป็น ต้องได้รับอนุญาต อนุมัติ หรือความเห็นชอบจากส่วน ราชการอื่นตามที่มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือมติคณะรัฐมนตรีกำาหนด ให้ส่วนราชการที่ มีอำานาจอนุญาต อนุมัติ หรือให้ความเห็นชอบดังกล่าว แจ้งผลการพิจารณา ให้ส่วนราชการที่ยื่นคำาขอทราบ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำาขอ 8. ในกรณีที่เรื่องใดมีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อ บังคับ ประกาศ หรือมติคณะรัฐมนตรีกำาหนดขั้นตอนการ ปฏิบัติไว้ และขั้นตอนการปฏิบัตินั้นต้องใช้ระยะเวลาเกิน สิบห้าวัน ให้ส่วนราชการที่มีอำานาจอนุญาต อนุมัติ หรือ ให้ความเห็นชอบ ประกาศกำาหนดระยะเวลาการพิจารณา ไว้ให้ส่วนราชการอื่นทราบ ส่วนราชการใดที่มีอำานาจอนุญาต อนุมัติ หรือให้ ความเห็นชอบ มิได้ดำาเนินการให้แล้วเสร็จตามเงื่อนไข ข้างต้น หากเกิดความเสียหายใดขึ้น ให้ถือว่าข้าราชการ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้อง และหัวหน้าส่วนราชการนั้นประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความล่าช้านั้น มิได้เกิดขึ้นจากความผิดของตน 9. ในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาใด ๆ ให้ เป็นหน้าที่ของส่วนราชการที่รับผิดชอบในปัญหานั้นๆ จะ ต้องพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยเร็ว การตั้งคณะกรรมการ ขึ้นพิจารณาวินิจฉัย ให้ดำาเนินการได้เท่าที่จำาเป็นอันไม่ อาจหลีกเลี่ยงได้ ในการพิจารณาเรื่องใด ๆ โดยคณะกรรมการ เมื่อ คณะกรรมการมีมติเป็นประการใดแล้ว ให้มติของคณะ กรรมการผูกพันส่วนราชการ ซึ่งมีผู้แทนร่วมเป็น กรรมการอยู่ด้วย แม้ว่าในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องนั้น
  • 15. ผู้แทนของส่วนราชการที่เป็นกรรมการจะมิได้เข้าร่วม พิจารณาวินิจ ฉัยก็ตาม ถ้ามีความเห็นแตกต่างกันสอง ฝ่ายให้บันทึกความเห็นของกรรมการฝ่า ยข้างน้อยไว้ให้ ปรากฏในเรื่องนั้นด้วย ความผูกพันที่กำาหนดไว้นั้น มิให้ใช้บังคับกับการ วินิจฉัยในปัญหาด้านกฎหมาย 10. การสั่งราชการโดยปกติให้กระทำาเป็นลาย ลักษณ์อักษร เว้นแต่ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชามีความจำาเป็น ที่ไม่อาจสั่งเป็นล ายลักษณ์อักษรในขณะนั้น จะสั่ง ราชการด้วยวาจาก็ได้ แต่ให้ผู้รับคำาสั่งนั้นบันทึกคำาสั่ง ด้วยวาจาไว้เป็นลายลักษณ์อั กษร และเมื่อได้ปฏิบัติ ราชการตามคำาสั่งดังกล่าวแล้วให้บันทึกรายงาน ให้ผู้สั่ง ราชการทราบในบันทึกให้อ้างอิงคำาสั่งด้วยวาจาไว้ด้วย M การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน 1. ให้ส่วนราชการจัดให้มีการกระจายอำานาจการ ตัดสินใจเกี่ยวกับการสั ้่ง การอนุญาต การอนุมัติ การ ปฏิบัติราชการ หรือการดำาเนินการอื่นใดของผู้ดำารง ตำาแหน่งใดให้แก่ผู้ดำารงตำาแหน่ งที่มีหน้าที่รับผิดชอบใน การดำาเนินการในเรื่องนั้นโดยตรง เพื่อให้เกิดความ รวดเร็วและลดขั้นตอนการปฏิบัติราชการ ทั้งนี้ ในการก ระจายอำานาจการตัดสินใจดังกล่าวต้องมุ่งผลให้เกิดความ สะดว กและรวดเร็วในการบริการประชาชน 2. เมื่อได้มีการกระจายอำานาจการตัดสินใจแล้ว ให้ ส่วนราชการกำาหนด หลักเกณฑ์การควบคุม ติดตามและ กำากับดูแลการใช้อำานาจและความรับผิดชอบของผู้รับมอ บอำาน าจและผู้มอบอำานาจไว้ด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์นั้นต้อง ไม่สร้างขั้นตอนหรือการกลั่นกรองงานที่ไม ้่จำาเป็นใน การปฏิบัติงานของข้าราชการ ในการนี้ หากสามารถใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศหรือโทรคมนาคม แล้วจะเป็นการ ลดขั้นตอน เพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่าย รวม ทั้งไม่เกิดผลเสียหายแก่ราชการให้ส่วนราชการดำาเนินการ
  • 16. ให้ข้า ราชการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ โทรคมนาคมตามความเหมาะสมและกำาลังเงินงบประมาณ เมื่อส่วนราชการใดได้มีการกระจายอำานาจการตัด สนใจ หรือได้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศหรือ โทรคมนาคมแล้ว ให้ส่วนราชการนั้นเผยแพร่ให้ ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป 3. เพื่อประโยชน์ในการกระจายอำานาจการตัดสินใจ ก.พ.ร. ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะกำาหนด หลักเกณฑ์และวิธีการหรือแนวทางในการกระจายอำานา จการตัดสินใจ ความรับผิดชอบระหว่างผู้มอบอำานาจและ ผู้รับมอบอำานาจ และการลดขั้นตอนในการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการถือปฏิบัติก็ได้ 4. ในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการบริการ ประชาชนหรือการติดต่อ ประสานงานระหว่างส่วนราชการ ด้วยกัน ให้ส่วนราชการแต่ละแห่งจัดทำา แผนภูมิขั้น ตอนและระยะเวลาการดำาเนินการ รวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอนเปิดเผยไว้ ณ ที่ทำาการของ ส่วนราชการและในระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วน ราชการ เพื่อให้ประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจดูได้ 5. ในกระทรวงหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของปลัด กระทรวงที่จะต้องจัดให้ส่วนราชการภายในกร ะทรวงที่รับ ผิดชอบปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริการประชาชนร่วมกันจ ้ัดตั้งศูนย์บริการร่วม เพื่ออำานวยความสะดวกแก่ ประชาชนในการที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายห รือกฎอื่น ใด ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสอบถามขอ ทราบข้อมูล ข้ออนุญาต หรือขออนุมัติในเรื่องใดๆ ที่เป็น อำานาจหน้าที่ของส่วนราชการในกระทรวงเดียวกันโดยตด ต่อเจ้ าหน้าที่ ณ ศูนย์บริการร่วมเพียงแห่งเดียว ในศูนย์บริการร่วมให้จัดให้มีเจ้าหน้าที่รับเรื่องราว ต่างๆ และดำาเนินการส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการที่ เกี่ยวข้อง เพื่อดำาเนินการต่อไป โดยให้มีข้อมูลและ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับอำานาจหน้าที่ของทุกส่ว นราชการ
  • 17. ในกระทรวง รวมทั้งแบบคำาขอต่าง ๆ ไว้ให้พร้อมที่จะ บริการประชาชนได้ ณ ศูนย์บริการร่วม และให้เป็น หน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่จะต้องจัดพิมพ์ราย ละเอียดของเอกสารหลักฐานที่ประชาชนจะต้องจัดหามา ในการขออนุมัติ หรือขออนุญาตในแต่ละเรื่องมอบให้แก่ เจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการร ้่วม และให้เป็นหน้าที่ของเจ้า หน้าที่ศูนย์บริการร่วมที่จะต้องแจ้งใ ห้ประชาชนที่มา ติดต่อได้ทราบในครั้งแรกที่มาติดต่อ และตรวจสอบว่า เอกสารหลักฐานที่จำาเป็นดังกล่าวนั้นประชาชนได้ยื่ นมา ครบถ้วนหรือไม่ พร้อมทั้งแจ้งให้ทราบถึงระยะเวลาที่จะ ต้องใช้ดำาเนินการในเรื่อง นั้น ในกรณีที่ส่วนราชการที่ได้รับการเสนอแนะไม่เห็น ชอบด้วยกับคำาเนอ แนะของสำานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา ให้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา วินิจฉัย M การอำานวยความสะดวกและการตอบสนอง ความต้องการของประชาชน 1. ในการปฏิบัติราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริการ ประชาชน หรือติดต่อประสานงานระหว่างส่วนราชการ ด้วยกัน ให้ส่วนราชการกำาหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของ งานแต่ละงาน และประกาศให้ประชาชนและข้าราชการ ทราบเป็นการทั่วไป ส่วนราชการใดมิได้กำาหนดระยะเวลา แล้วเสร็จของงานใด และ ก.พ.ร. พิจารณาเห็นว่างานนั้น มีลักษณะที่สามารถกำาหนดระยะเวลาแล้วเสร็จ ได้ หรือ ส่วนราชการได้กำาหนดระยะเวลาแล้วเสร็จไว้ แต่ ก.พ.ร. เห็นว่าเป็นระยะเวลาที่ล่าช้าเกินสมควร ก.พ.ร. จะกำาหนด เวลาแล้วเสร็จให้ส่วนราชการนั้นต้องปฏิบัติก็ได้ ให้เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่จะต้องตรวจสอบ ให้ข้าราชการป ฏิบัติงานให้แล้วเสร็จตามกำาหนดเวลาข้าง ต้น 2. เมื่อส่วนราชการใดได้รับการติดต่อสอบถามเป็น หนังสือ จากประชาชน หรือจากส่วนราชการด้วยกัน
  • 18. เกี่ยวกับงานที่อยู่ในอำานาจหน้าที่ของ ส่วนราชการนั้น ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้นที่จะต้องตอบคำาถาม หรือแจ้งการดำาเนินการให้ทราบภายใน 15 วัน หรือ ภายในกำาหนดเวลาที่กำาหนดไว้ตามข้อ 1 3. ให้ส่วนราชการจัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศ ของส่วนราชการ เพื่ออำานวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ที่จะสามารถติดต่อสอบถาม หรือขอข้อมูล หรือแสดงความ คดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ 4. เพื่ออำานวยความสะดวกและความรวดเร็วแก่ ประชาชนในการติดต่อกับส่ว นราชการทุกแห่งให้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารจัดให้มี ระบบเครือข่ายสารนเทศกลางขึ้น และการจัดทำาระบบ เครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการจะต้องจัดทำาในระ บบเดียวกันนี้ ในกรณีที่ส่วนราชการใดไม่อาจจัดให้มีระบบเครือ ข่ายสารสนเทศของส ้่วนราชการได้ อาจร้องขอให้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารดำาเนินการ จัดทำาระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชกา รดังกล่าว ก็ได้ ในการนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการ สื่อสารจะขอให้ส่วนราชการให้ความช่วยเหลือด้าน บุคลากร ค่าใช้จ่าย และข้อมูลในการดำาเนินการก็ได้ 5. ในกรณีที่ส่วนราชการได้รับคำาร้องเรียน เสนอ แนะ หรือความคิดเห็น เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติราชการอุปสรรค ความยุ่งยาก หรือปัญหาอื่นใดจากบุคคลใด โดยมีข้อมูล และสาระตามสมควรให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้นที่ จะต้องพิจารณาดำาเนินการให้ลุล่วงไป และในกรณีที่มีที่ อยู่ของบุคคลนั้น ให้แจ้งให้บุคคลนั้นทราบผลการดำาเนิน การด้วย ทั้งนี้อาจแจ้งให้ทราบผ่านทางระบบเครือข่าย สารสนเทศของส่วนราชก ารด้วยก็ได้ ในกรณีการแจ้งผ่านทางระบบเครือข่ายสารสนเทศ มิให้เปิดเผยชื่อหรือที่อยู่ของผู้ร้องเรียน เสนอแนะหรือ แสดงความคดเห็น
  • 19. 6. เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพและเกิดความส ะดวกรวดเร็ว ให้ส่วน ราชการที่มีอำานาจออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือ ประกาศ เพื่อใช้บังคับกับส่วนราชการอื่น มีหน้าที่ตรวจ สอบว่ากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศนั้น เป็น อุปสรรคหรือก่อให้เกิดความยุ่งยาก ซำ้าซ้อน หรือความ ล่าช้า ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการอื่นหรือไม่ เพื่อดำาเนินการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมโดยเร็วต่อไป ในกรณีที่ได้รับการร้องเรียนหรือเสนอแนะจาก ข้าราชการหรือส่วนรา ชการอื่นในเรื่องใด ให้ส่วน ราชการที่ออกฎ ระเบียบข้อบังคับ หรือประกาศนั้น พิจารณาโดยทันที และในกรณีที่เห็นว่าการร้องเรียนหรือ เสนอแนะนั้นเกิดจากความเข้ าใจผิดหรือความไม่เข้าใจ ในกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ ให้ชี้แจงให้ผู้ ร้องเรียนหรือเสนอแนะทราบภายใน 15 วัน การร้อง เรียนหรือเสนอแนะนี้จะแจ้งผ่าน ก.พ.ร. ก็ได้ และใน กรณีที่ ก.พ.ร. เห็นว่า กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือ ประกาศใดมีลักษณะข้างต้น ให้ ก.พ.ร. แจ้งให้ส่วน ราชการที่ออกกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศนั้น ทราบ เพื่อดำาเนินการปรับปรุงแก้ไข หรือยกเลิก ต่อไป โดยเร็ว 7. การปฏิบัติราชการในเรื่องใด ๆ โดยปกติให้ ถือว่าเป็นเรื่องเปิดเผย เว้นแต่กรณีมีความจำาเป็นอย่างยิ่ง เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของประเทศ ความ มั่นคงทางเศรษฐกิจ การรักษาความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน หรือการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล จึงให้กำาหนด เป็นความลับได้เท่าที่จำาเป็น ส่วนราชการต้องจัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยว กับงบประมาณรายจ่ ายแต่ละปี รายการเกี่ยวกับการจัด ซื้อหรือจัดจ้างที่จะดำาเนินการในปีงบประม าณนั้น และ สัญญาใด ๆ ที่ได้มีการอนุมัติให้จัดซื้อหรือจัดจ้างแล้วให้ ประชาชนสามารถข อดูหรือตรวจสอบได้ ณ สถาน
  • 20. ที่ทำาการของส่วนราชการ และระบบครือข่ายสารสนเทศ ของส่วนราชการ ทั้งนี้ การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต้องไม่ ก่อให้เกิดความได้เปรียบหรือเส ีียเปรียบหรือความเสีย หายแก่บุคคลใดในการจัดซื้อหรือจัดจ้าง ในการจัดทำาสัญญาจัดซื้อหรือจัดจ้าง ห้ามมิ ให้มีข้อความหรือข้อตกลง ห้ามมิให้เปิดเผยข้อความ หรือข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว เว้นแต่ข้อมูลดังกล่าวเป็น ข้อมูลที่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อ บังคับที่เกี่ยวกับการคุ้มครองความลับทางราชการ หรือใน ส่วนที่เป็นความลับทางการค้า O การประเมินผลการปฏิบัติ ราชการ 1. นอกจากการจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติ ตามแผนปฏิบัติราชการขอ งส่วนราชการแล้ว ให้ส่วน ราชการจัดให้มี คณะผู้ประเมินอิสระ ดำาเนินการประเมิน ผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการเกี่ยวกับผลสั มฤทธิ์ ของภารกิจ คุณภาพการให้บริการ ความพึงพอใจของ ประชาชนผู้รับบริการ ความคุ้มค่าในภารกิจ ทั้งนี้ ตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ ก.พ.ร. กำาหนด 2. ส่วนราชการอาจจัดให้มี การประเมินภาพรวม ของผู้บังคับบัญชา แต่ละระดับ หรือ การประเมินภาพ รวมของหน่วยงานในส่วนราชการ ก็ได้ ทั้งนี้ การ ประเมินดังกล่าวต้องกระทำาเป็นความลับ และเป็นไปเพื่อ ประโยชน์แห่งความสามัคคีของข้าราชการ 3. ใ น การประ เมินผ ลการ ปฏิบัติงานข อ ง ข้าราชการ เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคล ให้ ส่วนราชการประเมินโดยคำานึงถึงผลการปฏิบัติงานเฉพาะ ตัวของข้า ราชการผู้นั้นในตำาแหน่งที่ปฏิบัติ ประโยชน์ และผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานที่ข้าราชการผู้นั้นสังกัดได้ รับ จากการปฏิบัติงานของข้าราชการผู้นั้น
  • 21. 4. กรณีที่ส่วนราชการใดดำาเนินการให้บริการที่มี คุณภาพ และเป็นไปตามเป้าหมายที่กำาหนด รวมทั้งเป็นที่ พึงพอใจแก่ประชาชน หรือเมื่อส่วนราชการใดได้ดำาเนิน งานไปตามเป้าหมาย สามารถเพิ่มผลงาน และผลสัมฤทธิ์ โดยไม่เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่าย และคุ้มค่าต่อภารกิจของรัฐ หรือสามารถดำาเนินการตามแผนการตลาด ค่าใช้จ่ายต่อ หน่วยได้ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร. กำาหนด ให้ ก.พ.ร. เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรร เงินเพิ่ม พิเศษเป็นบำาเหน็จความชอบแก่ส่วนราชการ หรือให้ส่วน ราชการ ใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายของส่วนราชการนั้น เพื่อนำา ไปใช้ในการปรับปรุงการปฏิบัติงานของส่วน ราชการหรือจัดสร รเป็นรางวัลให้ข้าราชการในสังกัด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ ก.พ.ร. กำาหนดโดย ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี O การขยายผลการดำาเนินการ 1. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำาหลัก เกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามแนวทางของพระ รา ชกฤษฎีกานี้ โดยอย่างน้อยต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงา น และการดำานวยความ สะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ สอดคล้องกับที่กำาหนดไว้ใ นพระราชกฤษฎีกานี้ และให้ เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยดูแล และให้ความช่วย เหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดังกล่าว 2. ให้องค์การมหาชนและรัฐวิสาหกิจ จัดให้มี หลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามแนวทาง ของพร ะราชกฤษฎีกานี้ ในกรณีที่ ก.พ.ร. เป็นว่าองค์การมหาชนหรือ รัฐวิสาหกิจใด ไม่จัดให้มีหลักเกณฑ์ดังกล่าว หรือมีแต่ไม่ สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกานี้ ให้แจ้งรัฐมนตรีซึ่งมีหน้า ที่กำา กับดูแลองค์การมหาชน หรือรัฐวิสาหกิจ เพื่อ พิจารณาสั่งการให้องค์การมหาชนหรือรัฐวิสาหกิจนั้นดำา เนินก ารให้ถูกต้องต่อไป
  • 22. ต่อเรื่องที่ 6 การรักษาราชการแทน และการปฏิบัติ ราชการแทน Mความหมาย ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ได้กำาหนดวิธีการบริหารราชการที่สำาคัญไว้อยู่ 2 ประการ คือ การรักษาราชการแทน และการปฏิบัติ ราชการแทน ซึ่งทั้งสองกรณีนี้มีความแตกต่างกันใน วัตถุประสงค์และวิธีการใช ี้ ดังนี้ การรักษาราชการแทน หมายถึง การให้ ข้าราชการที่ดำารงตำาแหน่งหนึ่ง มีอำานาจหน้าที่และรับผิด ชอบในตำาแหน่งอื่นอีกเป็นการชั่วคราว ในกรณีที่ไม่มีผู้ ดำารงตำาแหน่งนั้น หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ การปฏิบัติราชการแทน หมายถึง การมอบอำานาจ ในการสั่งการ อนุญาต อนุมัติ หรือการปฏิบัติราชการ ของผู้ที่มีอำานาจดังกล่าวพึงจะปฏิบัติ หรือดำาเนินการตาม กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำาสั่งใด หรือมติคณะ รัฐมนตรีในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้แก่ผู้อื่นเป็นผู้ปฏิบัติงาน ดังกล่าวแทนตน โดยต้องทำาเป็นหนังสือ (ลายลักษณ์ อักษร) แต่ทั้งนี้จะต้องไม่มีการกำาหนดเรื่องการมอบ อำานาจไว้เป็นอย่างอื ี่นด้วย สำาหรับคำาว่า การรักษาการในตำาแหน่ง ในกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน จะมีความหมายเช่น เดียวกับการรักษาราชการแทน แต่ใช้เฉพาะตำาแหน่งที่ กฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ก ีำหนดให้ ใช้วิธีการรักษาราชการแทนไว้ (ดูหัวข้อพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535) M หลักเกณฑ์ในการรักษาราชการแทน
  • 23. 1. การรักษาราชการแทน จะมีได้ต่อเมื่อไม่มีผู้ ดำารงตำาแหน่งนั้น ๆ (ตำาแหน่งว่าง) หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติ ราชการได้ 2. ผู้รักษาราชการแทนมีอำานาจหน้าที่เช่นเดียว กับผู้ซึ่งตนแทน 3. การรักษาราชการแทน เป็นเรื่องที่จะต้อง ดำาเนินการตามที่กำาหนดไว้ในมาตรา 41-49 และมาตรา 56 และ 64 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการ แผ่นดิน พ.ศ. 2534 ดังต่อไปนี้ 4. หลักเกณฑ์นี้มิใช้บังคับกับราชการในกระทรวง ที่เกี่ยวกับทหาร ตำาแหน่ง ผู้รักษาราชการแทนและวิธีการ นายก รัฐมนตรี มาตรา 41 เฉพาะกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ 1. รองนายกรัฐมนตรี - กรณีมีคนเดียว ให้รักษาราชการแทนโดย อัตโนมัติ - กรณีมีหลายคน ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้ รองนายกรัฐมนตรีคนใด คนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน 2. รัฐมนตรี - ถ้าไม่มีผู้ดำารงตำาแหน่งรองนายกรัฐมนตรี หรือ มีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบ หมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชกา ร แทน รัฐมนตรี ว่าการ กระทรวง/ ทบวง มาตรา 42 1. รัฐมนตรีช่วยว่าการ - ถ้ามีรัฐมนตรีช่วยว่าการหลายคน ให้คณะ รัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการคนใดคน หนึ่งเป็นผู้ รักษาราชการแทน 2. รัฐมนตรี - ถ้าไม่มีผู้ดำารงตำาแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ หรือ มีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบ
  • 24. หมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชกา ร แทน เลขานุการ รัฐมนตรี มาตรา 43 1. ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี - ถ้ามีผู้ช่วยเลขานุการฯ หลายคนให้รัฐมนตรีว่า การฯ มอบหมายให้ผู้ช่วยเลขานุการฯ คนหนึ่งคน ใดเป็นผู้รักษาราชการแทน 2. ข้าราชการในกระทรวง - ถ้าไม่มีผู้ช่วยเลขานุการฯ ให้รัฐมนตรีว่าการฯ แต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงคนหนึ่งเป็นผู้รักษา ราชการแทน ปลัด กระทรวง/ ทบวง มาตรา 44 วรรค 1 และ 45 1. รองปลัดกระทรวง/ทบวง - กรณีที่มีรองปลัดกระทรวง/ทบวง คนเดียวให้ รักษาราชการแทน (โดยอัตโนมัติ) ไม่ต้องแต่งตั้ง - กรณีมีรองปลัดกระทวง/ทบวงหลายคน ให้แต่ง ตั้งรองปลัดกระทรวง/ทบวง คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ รักษาราชการแทน 2. อธิบดีหรือเทียบเท่า - กรณีที่ไม่มีผู้ดำารงตำาแหน่งรองปลัดกระทรวง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้แต่งตั้ง ผู้ดำารง ตำาแหน่งอธิบดีหรือ เทียบเท่าคนใดคนหนึ่งใน กระทรวงนั้นแทน (ผู้มีอำานาจแต่งตั้ง ได้แก่รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงนั้น) รองปลัด กระทรวง/ ทบวง ม.44 วรรค 2 และ ม.45 ผู้ดำารงตำาแหน่งไม่ตำ่ากว่าผู้อำานวยการกองหรือเทียบ เท่าในกระทรวง (ผู้มีอำานาจแต่งตั้ง ได้แก่ ปลัดกระทรวง) ต่อเรื่องที่ 6 อธิบดี 1. รองอธิบดี
  • 25. มาตรา 46 วรรค 1 - กรณีที่มีรองอธิบดีคนเดียว ให้รักษาราชการ แทนโดยอัตโนมัติ - กรณีมีรองอธิบดีหลายคนให้แต่งตั้งรองอธิบดีคน ใดคนหนึ่งเป็นผู้ร ีักษา-ราชการแทน 2. หัวหน้ากองหรือเทียบเท่าขึ้นไปหรือผู้ซึ่งดำารง ตำาแหน่งเทียบเท่า รองอธิบดี - กรณีที่ไม่มีผู้ดำารงตำาแหน่งรองอธิบดี หรือมีแต่ ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้แต่งตั้งผู้ดำารงตำาแหน่ง เทีย บเท่ารองอธิบดีหรือข้าราชการตำาแหน่งหัวหน้า กอ หรือเทียบเท่าขึ้นไป คนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษา ราชการแทน (ผู้มีอำานาจแต่งตั้ง ได้แก่ ปลัดกระทรวง) 3. ผู้ดำารงตำาแหน่งไม่ตำ่ากว่ารองอธิบดีหรือเทียบเท่า - กรณีนายกฯ (สำาหรับนายกฯ) หรือรัฐมนตรีว่า การฯ เห็นสมควรเพ่อความเหมาะสมแก่การรับผิด ชอบปฏิบัติราชการในกรมนั้ น จะแต่งตั้งข้าราชการ คนใดคนหนึ่งซึ่งดำารงตำาแหน่งไม่ตำ่ากว่ารองอธ ีิบดี หรือเทียบเท่า เป็นผู้รักษาราชการแทนก็ได้ รองอธิบดี มาตรา 46 วรรค 2 ข้าราชการในกรมซึ่งตำาแหน่งเทียบเท่ารองอธิบดี หรือหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าขึ้นไป (ผู้มีอำานาจแต่ง ตั้งได้แก่ อธิบดี) เลขานุการ กรม ผู้อำานวย การกอง/ สำานัก มาตรา 47 ข้าราชการในกรมซึ่งดำารงตำาแหน่งไม่ตำ่ากว่าหัวหน้า กองหรือเทียบเท ี่า (ผู้มีอำานาจแต่งตั้งได้แก่ อธิบดี) ผู้ว่าราชการ จังหวัด มาตรา 56 1. รองผู้ว่าราชการจังหวัด - กรณีที่มีรองผู้ว่าฯ คนเดียว ให้รักษาราชการแทน โดยอัตโนมัติ - กรณีมีรองผู้ว่าฯ หลายคนให้แต่งตั้งรองผู้ว่าฯ คน ใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
  • 26. 2. ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด - กรณีที่ไม่มีรองผู้ว่าฯ หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติ ราชการได้ ถ้ามีผู้ช่วยผู้ว่าฯคนเดียวให้รักษาราชการ แทนโดยอัตโนมัติ - ถ้ามีผู้ช่วยผู้ว่าฯ หลายคนให้แต่งตั้งผู้ช่วยผู้ว่าฯ คนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน 3. ปลัดจังหวัด - กรณีไม่มีรองผู้ว่าฯ และผู้ช่วยผู้ว่าฯ หรือมีแต่ไม่ อาจปฏิบัติราชการได้ให้ปลัดจังหวัดรักษาราชการ แทนโ ดยอัตโนมัติ 4. หัวหน้าส่วนราชการประจำาจังหวัดซึ่งมีอาวุโส - กรณีที่ไม่มีรองผู้ว่าฯ ผู้ช่วยผู้ว่าฯ และปลัดจังหวัด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้หัวหน้าส่วน ราชการประจำาจังหวัด ซึ่งมีอาวุโสเป็นผู้รักษา ราชการแทน (กรณีที่จะต้องแต่งตั้ง ผู้มีอำานาจแต่งตั้ง ได้แก่ ปลัดกระทรวง) นายอำาเภอ มาตรา 64 วรรค 1 มาตรา 64 วรรค 2 มาตรา 64 วรรค 3 ปลัดอำาเภอหรือหัวหน้าส่วนราชการประจำาอำาเภอผู้มี อาวุโส - กรณีไม่มี ผู้ดำารงตำาแหน่งนายอำาเภอ ให้ผู้ว่าฯ แต่งตั้งปลัดอำาเภอ หรือหัวหน้าส่วนราชการประจำา อำาเภอผู้มีอาวุโสเป็นผู้รักษาราชการ แทน - กรณีมี ผู้ดำารงตำาแหน่งนายอำาเภอ แต่ไม่อาจ ปฏิบัติได้ ให้นายอำาเภอแต่งตั้งปลัดอำาเภอ หรือ หัวหน้าส่วนราชการประจำาอำาเภอผู้มีอาวุโสเป็นผู้ รักษาราชการ แทน - กรณีที่ผู้ว่าฯ หรือนายอำาเภอมิได้แต่งตั้ง ผู้รักษา ราชการแทนไว้ให้ปลัดอำาเภอ หรือหัวหน้าส่วน ราชการประจำาอำาเภอผู้มีอาวุโสเป็นผู้รักษาราชการ แทน L ข้อสังเกตุ 1. สำาหรับกรณีที่ถ้าคณะรัฐมนตรีต้องอยู่ใน ตำาแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้า ที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้ง
  • 27. ขึ้นใหม่ จะเข้ารับหน้าที่เพราะ นายกรัฐมนตรีตาย ขาด คุณสมบัติ หรือต้องพ้นจากตำาแหน่งในกรณีต่าง ๆ มาตร 4 วรรค 4 ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายก รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็น ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายก รัฐมนตรี ถ้าไม่มีผู้ดำารงตำาแหน่งรองนายกรัฐมนตรี หรือ มีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมาย ให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้ าที่แทน 2. ถ้าตำาแหน่งใดไม่มีการบัญญัติใน พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 เช่น จ่า จังหวัด ปลัดอำาเภอ เสมียนจังหวัด เป็นต้น เมื่อไม่มีผู้ ดำารงตำาแหน่งนั้น ๆ หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ เป็นครั้งคราว จะต้องดำาเนินการตามมาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ออกคำา สั่งให้ข้าราชการพลเรือนที่เห็นสมควรเป็น ผู้รักษาการใน ตำาแหน่ง สำาหรับตำาแหน่งปลัดจังหวัด สำานักงานคณะ กรรมการกฤษฎีกาเคยวินิจฉัยแล้วว่าให้ใช้วิธีการรักษ า ราชการแทน เช่นเดียวกับในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ ตามมาตรา 31 วรรคสอง (เช่นเดียวกับตำาแหน่งผู้อำานวย การสำานัก) 3. คำาว่า "หัวหน้าส่วนราชการผู้มีอาวุโสตาม ระเบียบแบบแผนของทางราชการ" ในส่วนของ ข้าราชการพลเรือนสามัญ มิได้มีระเบียบกำาหนดไว้ชัดเจน แต่สำานักงาน ก.พ. ได้เคยพิจารณาจัดลำาดับอาวุโสใน ส่วนราชการไว้ดังนี้ 3.1 ผู้ดำารงตำาแหน่งในระดับสูงกว่า ถือว่าผู้นั้น อาวุโสกว่า 3.2 หากระดับเดียวกัน ผู้ใด ได้รับแต่งตั้งให้ ดำารงตำาแหน่งระดับนั้นก่อน ถือว่าอาวุโสกว่า 3.3 หากได้รับแต่งตั้งให้ดำารงตำาแหน่งระดับ เดียวกันพร้อมกัน ผู้ที่เงินเดือนมากกว่าถือว่าอาวุโสกว่า
  • 28. 3.4 หากได้รับเงินเดือนเท่า ผู้ที่อายุราชการ มากกว่า อาวุโสกว่า 3.6 หากได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น เดียวกัน ผู้ที่ได้รับเครื่องราชฯ ชั้นนั้นก่อนมีอาวุโสกว่า 3.7 หากได้รับเครื่องราชฯ ชั้นเดียวกัน พร้อม กัน ผู้ใดมีอายุแก่กว่ากัน ผู้นั้นอาวุโสกว่า M หลักเกณฑ์การปฏิบัติราชการแทน การปฏิบัติราชการแทน ตามมาตรา 38 แห่งพระ ราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 เป็นการมอบอำานาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการ หรือการดำาเนินการอื่นที่ผู้ดำารง ตำาแหน่งจะพึงปฏิบัติหรือดำาเนินก ารตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำาสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีให้ผู้อื่น ดำาเนินการแทนโดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1. กรณีที่จะมอบอำานาจตามกฎหมายนี้ได้ จะต้อง เป็นกรณีที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำาสั่ง หรือ มติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้น มิได้กำาหนดเรื่องการมอบ อำานาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือ มิได้ห้ามเรื่องการมอบอำานาจ ไว้ 2. ผู้ที่จะมอบอำานาจได้ ต้องเป็นผู้ที่ดำารงตำาแหน่ง ตามที่ระบุในมาตรา 38 3. การมอบอำานาจเป็นดุลยพินิจของผู้ดำารง ตำาแหน่งนั้น ที่จะมอบให้ผู้ดำารงตำาแหน่งอื่นหรือไม่ก็ได้ 4. วัตถุประสงค์ในการมอบอำานาจ ผู้มอบอำานาจ จะต้องพิจารณา ถึงการอำานวยความสะดวกแก่ประชาชน ความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ การกระจายความรับ ผิดชอบตามสภาพของตำาแหน่งของผู้รับมอบอำานาจ 5. ผู้ที่จะรับมอบอำานาจได้ ต้องเป็นผู้ที่ดำารง ตำาแหน่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา 38 เท่านั้น 6. หลักฐานการมอบอำานาจ ในการมอบอำานาจ ดังกล่าวข้างต้น ให้ทำาเป็นหนังสือ
  • 29. 7. ผลการมอบอำานาจ เมื่อมีการมอบอำานาจแล้ว ผู้รับมอบอำานาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำานาจ นั้น และต้อง ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบอำานาจตามวัตถุประสงค์ของการม อบอำานาจดังกล่าว 8. ผู้รับมอบอำานาจจะมอบอำานาจนั้นให้ผู้อื่นต่อไป ไม่ได้ ยกเว้นกรณีการมอบอำานาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดจะมอบอำานาจนั้นต่อไปก็ได้ หากมอบ ให้แก่รองผู้ว่าฯ หรือผู้ช่วยผู้ว่าฯ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด แจ้งให้ผู้มอบอำานาจชั้นต้นทราบ หากจะมอบให้แก่บุคคล อื่นจะกระทำาได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจา กผู้มอบ อำานาจชั้นต้นแล้ว 9. การควบคุมการใช้อำานาจที่ได้รับมอบ ผู้มอบ อำานาจมีหน้าที่กำากับติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับ มอ บอำานาจและให้มีอำานาจแนะนำา และแก้ไขการปฏิบัติ ราชการของผู้รับมอบอำานาจได้ นอกจากนี้ในมาตรา 38 วรรคสี่ กำาหนดว่า คณะ รัฐมนตรีอาจกำาหนดให้มีการมอบอำานาจในเรื่องใดเรื่อง หนึ่ง ตลอดจนการมอบอำานาจให้ทำานิติกรรม ฟ้องคดี และดำาเนินคดีแทนกระทรวง ทบวง กรม หรือกำาหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขในการมอบอำานาจให้ผู้ มอบอำานาจ หรือผู้รับมอบอำานาจต้องปฏิบัติก็ได้ ในปัจจุบันคณะรัฐมนตรี ได้ออก ระเบียบสำานัก นายกรัฐมนตรีว่าด้วยการมอบอำานาจ พ.ศ. 2546 กำาหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการมอบ อำานาจในการปฏิบัติราชการ โดยอาศัยอำานาจตามความ ในมาตรา 38 (13) มาตรา 38 วรรคสี่ มาตรา 50/2 และมาตรา 50/5 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระ ราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 ดังต่อไปนี้โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2546 เป็นต้นไป โดยในระเบียบดังกล่าว
  • 30. ได้กำาหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์การมอบอำานาจ เพิ่มเติม จากที่กำาหนดไว้ในตัวกฎหมาย ดังนี้ O หลักเกณฑ์การมอบอำานาจ 1. การมอบอำานาจให้คำานึงถึง (1) ขีดความสามารถและความรับผิดชอบของ ผู้รับมอบอำานาจ รวมตลอดทั้งการอำานวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน (2) ความรวดเร็ว และการลดขั้นตอนในการ ปฏิบัติราชการ (3) ประสิทธิภาพ และความประหยัด (4) การสร้างความมีส่วนร่วมในความรับผิด ชอบในการปฏิบัติหน้าที่ 2. การมอบอำานาจตามระเบียบนี้ต้องไม่เป็นการเพิ่ม ขั้นตอนหรือระยะเว ลาในการใช้อำานาจ 3. ผู้มอบอำานาจมอบอำานาจให้แก่ผู้ดำารงตำาแหน่งที่ มีหน้าที่รับผิดชอบ ดำาเนินการเรื่องนั้นโดยตรง และใน กรณีที่เป็นการใช้อำานาจในเขตจังหวัดใด นอกจาก กรุงเทพมหานคร ให้มอบอำานาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ของจังหวัดนั้น 4. ในการมอบอำานาจ ให้ผู้มอบอำานาจดำาเนินการ ดังต่อไปนี้ (1) วางหลักเกณฑ์การใช้อำานาจของผู้รับมอบ อำานาจ (2) จัดให้มีระบบการติดตามและประเมินผลการ ใช้อำานาจของผู้รับมอบอำานา จ (3) กำากับดูแลและแนะนำาการใช้อำานาจของ ผู้รับมอบอำานาจ (4) จัดทำาบัญชีการมอบอำานาจเสนอผู้บังคับ บัญชา และ ก.พ.ร. และเปิดเผยให้ประชาชนทราบ 5. การมอบอำานาจให้ทำาเป็นหนังสือโดย ระบุให้ ชัดเจนเกี่ยวกับผู้รับมอบอำานาจ อำานาจที่มอบ หลักเกณฑ์ ในการใช้อำานาจของผู้รับมอบอำานาจ และการรายงานผล
  • 31. การใช้อำานาจ ในการใช้อำานาจที่รับมอบให้ผู้รับมอบ อำานาจบันทึกการใช้อำานาจตามห ลักเกณฑ์ที่ผู้มอบอำานาจ กำาหนด 6. ให้ส่วนราชการกำาหนดวิธีปฏิบัติราชการในเรื่อง ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว โดยไม่ต้องผ่านการ พิจารณาของผู้ดำารงตำาแหน่งต่าง ๆ มากเกินความจำาเป็น ทั้งนี้ โดยคำานึงถึงความรู้ความสามารถ และความรับผิด ชอบที่มีต่อเรื่องนั้น ๆ และผู้มีส่วนร่วมพิจารณาในเรื่องใด ต้องร่วมรับผิดชอบในผลที่เกิดขึ้นจากเรื่องนั้นด้วย 7. ในกรณีที่ ก.พ.ร. เห็นว่าการมอบอำานาจของผู้ ดำารงตำาแหน่งใดมิได้เป็นไปตามระเบียบนี ้้ ให้ ก.พ.ร. แนะนำาให้ผู้ดำารงตำาแหน่งนั้น ดำาเนินการปรับปรุงตามที่ เห็นสมควร 8. ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้ ก.พ.ร. เป็นผู้มีอำานาจวินิจฉัย คำาวินิจฉัยของ ก.พ.ร. ให้เป็นที่สุด 9. ในกรณีที่ไม่สมควรหรือไม่อาจใช้บังคับระเบียบ นี้กับการมอบอำานาจ ในเรื่องใด หรือหน่วยงานใด ก.พ.ร. จะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติให้ยกเว้น การใช้ บังคับระเบียบนี้กับเรื่องหรือหน่วยงานนั้น ทั้งหมดหรือบาง ส่วนก็ได้ การมอบอำานาจของตำาแหน่งต่าง ๆ 1. บรรดาอำานาจของผู้ดำารงตำาแหน่งที่อาจมอบได้ ตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นั้น ให้ผู้มีอำานาจซึ่งเป็น หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป มอบอำานาจให้ผู้ใต้ บังคับบัญชาได้ทั้งหมด เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้จะไม่มอบ อำานาจก็ได้ (1) เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายสำาคัญ (2) เป็นเรื่องที่มีความจำาเป็นต้องมีการดูแล อย่างใกล้ชิดเพื่อให้เป ้็นมาตรฐานเดียวกัน
  • 32. (3) เป็นเรื่องที่ผู้มีอำานาจเห็นว่าอาจก่อให้เกิด ความเดือดร้อน หรือเกิดความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน ได้ 2. ในกระทรวงที่มีการแบ่งกลุ่มภารกิจซึ่ง หัวหน้า กลุ่มภารกิจ มีอำานาจเช่นเดียวกับปลัดกระทรวง ให้ หัวหน้ากลุ่มภารกิจดำาเนินการมอบอำานาจตามหลักเกณฑ์ที่ กำาหนดไว ้้ในระเบียบนี้ โดยให้ถือเสมือนหนึ่งเป็นปลัด กระทรวงของส่วนราชการในกลุ่มภารกิ จนั้น 3. ให้อธิบดีดำาเนินการวางระเบียบการมอบอำานาจ ตามมาตรา 38 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ให้สอดคล้องกับหลัก เกณฑ์ตามระเบียบนี้ 4. การมอบอำานาจให้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับมอบอำานาจจากส่วนราชการ ให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบอำานาจให้หัวหน้าส่วนราชการประ จำาจังหว ้ัดที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ที่กำาหนดในระเบียบ 5. ให้นายอำาเภอ ปลัดอำาเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำา กิ่งอำาเภอ และหัวหน้าส่วนราชการประจำาจังหวัดดำาเนิน การ มอบอำานาจให้เป็นไปตามแนวทางที่กำาหนดใน ระเบียบ 6. การใช้อำานาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้รับมอบ อำานาจจากผู้ว่าราชการจังหวัด และของผู้ดำารงตำาแหน่ง ใดในจังหวัด ต้องสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของ จังหวัด ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีกำาหนดให้มีการแบ่งกลุ่ม จังหวัดเพื่อประโยช น์ในการปฏิบัติภารกิจใดให้สอดคล้อง กัน การมอบอำานาจจากผู้ดำารงตำาแหน่งในราชการส่วน กลางไปยังผู้ว่าราชกา รจังหวัด และการมอบอำานาจของผู้ ว่าราชการจังหวัดตามข้อ 4 และการใช้อำานาจของผู้ว่า ราชการจังหวัด และผู้รับมอบอำานาจ ภายในกลุ่มจังหวัด เดียวกันต้องสอดคล้องกับแนวทางที่ประชุมร่วมร ะหว่าง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำากับดูแลกลุ่มจังหวัดดังกล่าว และผู้ว่าราชการจังหวัดในกลุ่มเดียวกันนั้นได้กำาหนดไว้
  • 33. 7. การมอบอำานาจให้ปฏิบัติราชการแทนในต่าง ประเทศ ส่วนราชการใดมีภารกิจที่ต้องดำาเนินการในต่าง ประเทศ ให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นมอบอำานาจทั้งปวงที่ จะต้องดำาเนินการในต ้่างประเทศนั้นให้แก่หัวหน้าคณะผู้ แทน และให้หัวหน้าคณะผู้แทนมอบอำา นาจให้รอง หัวหน้าคณะผู้แทนหรือบุคค ลในคณะผู้แทน ทั้งนี้ ตาม หลักเกณฑ์ที่กำาหนดไว้ในระเบียบ การมอบอำานาจในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจและองค์กรมหาชน 1. การมอบอำานาจในองค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่น เพื่อประโยชน์ในการอำานวยความสะดวกในการ บริการประชาชน ให้ส่วนราชการซึ่งกำากับดูแลองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นดำาเนินการใ ห้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นวางระเบียบการมอบอำานาจให้เหมาะสมกับ ภารกิจ การบริการประชาชน ทั้งนี้ โดยคำานึงถึงความสะดวก รวดเร็ว ประสิทธิภาพ และประหยัดในการบริการ ประชาชน ตามแนวทางตามระเบียบนี้ 2. การมอบอำานาจในรัฐวิสาหกิจและองค์การ มหาชน เพื่อประโยชน์ในการอำานวยความสะดวกในการ บริการประชาชน คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้คณะกรรมการ ของรัฐวิสาหกิจ และขององค์การมหาชน ดำาเนินการให้มี ระเบียบว่าด้วยการมอบอำานาจให้สอดคล้องกับแนวทางต า มระเบียบนี้ โดยจะกำาหนดให้ระเบียบดังกล่าว อย่างน้อย ต้องกำาหนดให้การใช้อำานาจของผู้รับมอบอำานาจในเขตจัง หวั ดใด ต้องสอดคล้องกับนโยบายและแผนการปฏิบัติ การของจังหวัดนั้นด้วยก็ ได้ ข้อสังเกตเกี่ยวกับการรักษาราชการแทน และ ปฏิบัติราชการแทน
  • 34. 1. ในกรณีที่ผู้ดำารงตำาแหน่งใด หรือผู้รักษา ราชการแทนผู้ดำารงตำาแหน่งนั้น มอบหมายหรือมอบ อำานาจให้ผู้ดำารงตำาแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทน ให้ผู้ ปฏิบัติราชการแทนมีอำานาจหน้าที่เช่นเดียวกันกับผู้ซึ่งมอ บอำานาจ 2. ในกรณีที่กฎหมายฉบับอื่น แต่งตั้งให้ผู้ ดำารงตำาแหน่งใดเป็นกรรมการ หรือให้มีอำานาจหน้าที่ อย่างใด ให้ผู้รักษาราชการแทนหรือผู้ปฏิบัติราชการแทน ทำาหน้าที่กรรมการ หรือมีอำานาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำารง ตำาแหน่งนั้นในระหว่างที่ รักษาราชการแทนหรือปฏิบัติ ราชการแทนด้วย ตำาแหน่งที่อาจมอบอำานาจได้ตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ตำาแหน่งผู้มอบ ผู้รับมอบอำานาจ นายกรัฐมนตรี - รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประจำาสำานักนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ปลัดกระทรวง อธิบดี หรือหัวหน้า ส่วนราชการซึ่งดำารงตำาแหน่งเทียบ เท่า ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดสำานักนายกฯ รองปลัดสำานักนายกฯ ผู้ช่วยปลัด สำา นักนายก อธิบดีหรือผู้ดำา รง ตำาแหน่งเทียบเท่า ผู้ว่าราชการ จังหวัด ปลัดกระทรวง/ทบวง - รองปลัดกระทรวง/ทบวง ผู้ช่วย ปลัดกระทรวง/ทบวง อธิบดี หรือผู้ ดำา รงตำา แหน่งเทียบเท่า ผู้ว่า ราชการจังหวัด อธิบดี หรือ ผู้ดำารงตำาแหน่งเทียบเท่า - รองอธิบดี ผู้ช่วยอธิบดี ผู้อำานวย การกอง หัวหน้ากอง หรือผู้ดำารง
  • 35. ตำาแหน่งเทียบเท่า ผู้ว่าราชการ จังหวัด ผู้อำานวยการกอง หัวหน้ากอง หรือผู้ดำารงตำาแหน่งเทียบเท่า ข้าราชการในกอง ตามระเบียบที่ อธิบดีกำาหนด ผู้ว่าราชการจังหวัด - รองผู้ว่าฯ ผู้ช่วยผู้ว่าฯ ปลัด จังหวัด หัวหน้าส่วนราชการประจำา จังหวัด นายอำาเภอ ปลัดอำาเภอผู้ เ ป็ น หั ว ห น้ า ป ร ะ จำา กิ่ ง อำา เ ภ อ หัวหน้าส่วนราชการประจำาอำาเภอ นายอำาเภอ ปลัดอำาเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ประจำาอำาเภอ ปลัดอำาเภอผู้เป็นหัวหน้า ประจำากิ่งอำาเภอ ปลัดอำาเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ประจำากิ่งอำาเภอ หัวหน้าส่วนราชการประจำา จังหวัด หัวหน้าส่วนราชการประจำาอำาเภอ หัวหน้าส่วนราชการประจำา กิ่ง อำาเภอ ผู้ดำารงตำาแหน่งอื่น อาจมอบอำานาจให้บุคคลอื่นได้ตาม ระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำาหนด

×