• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้
 

การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้

on

  • 429 views

 

Statistics

Views

Total Views
429
Views on SlideShare
429
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
0
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ Presentation Transcript

    • การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้
        • การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้
        • การวัดผลการหมายถึงกระบวนการหาปริมาณ หรือจำนวนของสิ่งต่างๆโดยการใช้เครื่องมือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ผลจากการวัดจะออกมาเป็นตัวเลข หรือสัญลักษณ์
        • เช่น นายแดงสูง 180 ซม .
    • การทดสอบการศึกษา หมายถึง กระบวนการวัดผลอย่างหนึ่งที่กระทำอย่างมีระบบเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบความสามารถของบุคคล โดยใช้ข้อสอบหรือคำถามไปกระตุ้นให้สมองแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง การประเมินผล หมายถึง การตัดสินใจ หรือวินิจฉัยสิ่งต่างๆ ที่ได้จากการวัดผล เช่น ผลจากการวัดความสูงของนายแดงได้ 180 ซม . ก็อาจประเมินว่าเป็นคนที่สูงมาก
    • บลูม และคณะ ได้แบ่งพฤติกรรมออกเป็น 3 ลักษณะ วัดพฤติกรรมด้านพุทธพิสัย วัดพฤติกรรมด้านจิตพิสัย วัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย
    • จุดมุ่งหมายของการวัดผลการศึกษา
        • วัดผลเพื่อและพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน หมายถึง การวัดผลเพื่อดูว่านักเรียนบกพร่องหรือไม่เข้าใจในเรื่องใดอย่างไร แล้วครูพยายามอบรมสั่งสอนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีความเจริญงอกงามตามศักยภาพของนักเรียน
        • 2. วัดผลเพื่อวินิจฉัย หมายถึง การวัดผลเพื่อค้นหาจุดบกพร่องของนักเรียนที่มีปัญหาว่า ยัง ไม่เกิดการเรียนรู้ตรงจุดใด เพื่อหาทางช่วยเหลือ
        • 3. วัดผลเพื่อจัดอันดับหรือจัดตำแหน่ง หมายถึง การวัดผลเพื่อจัดอันดับความสามารถของนักเรียนในกลุ่มเดียวกันว่าใครเก่งกว่าใครเก่งกว่า ใครควรได้อันดับ 1 2 3
        • 4. วัดผลเพื่อเปรียบเทียบหรือเพื่อทราบพัฒนาการของของนักเรียน หมายถึง การวัดผลเพื่อเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนเอง เช่น การทดสอบก่อนสอบ และหลังเรียนแล้วนำผลมาเปรียบเทียบกัน
        • 5. วัดผลเพื่อพยากรณ์ หมายถึง การวัดเพื่อนำผลที่ได้ไปคาดคะเนหรือทำนายเหตุการณ์ในอนาคต
        • 6. วัดผลเพื่อประเมินผล หมายถึง การวัดเพื่อนำผลที่ได้มาตัดสิน หรือสรุปคุณภาพของการจัดการศึกษาว่ามีประสิทธิภาพสูงหรือต่ำ ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร
    • หลักการวัดผลการศึกษา
        • 1. ต้องวัดให้ตรงกับจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน คือ การวัดผลจะเป็นสิ่งตรวจสอบผลจากการสอนของครูว่า นักเรียนเกิดพฤติกรรมตามที่ระบุไว้ในจุดมุ่งหมายการสอนมากน้อยเพียงใด
        • 2. เลือกใช้เครื่องมือวัดที่ดีและเหมาะสม การวัดผลครูต้องพยายามเลือกใช้เครื่องมือวัดที่มีคุณภาพ ใช้เครื่องมือวัดหลายๆอย่าง เพื่อช่วยให้การวัดถูกต้องสมบูรณ์
        • 3. ระวังความคลาดเคลื่อนหรือความผิดพลาดของการวัด เมื่อใช้เครื่องมือชนิดใด ต้องระวังความพกพร่องของเครื่องมือหรือวิธีการวัดของครู
      •   4. ประเมินผลการวัดให้ถูกต้อง เช่น คะแนนที่เกิดจากการสอนครูต้องแปลผลให้ถูกต้องสมเหตุสมผลและมีความยุติธรรม
        • 5. ใช้ผลการวัดให้คุ้มค่า จุดประสงค์สำคัญของการวัดก็คือ เพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน ต้องพยายามค้นหาผู้เรียนแต่ละคนว่า เด่น - ด้อย ในเรื่องใด และหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขแต่ละคนให้ดีขึ้น
    • เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผล
        • 1. การสังเกต
        • การสังเกต คือการพิจารณาปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อค้นหาความจริงบางประการโดยอาศัยประสาท สัมผัสของผู้สังเกตโดยตรง
      •  
        • รูปแบบของการสังเกต
        • 1. การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าไปร่วมในเหตุการณ์หรือกิจกรรม หมายถึง การสังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนร่วม หรือคลุกคลีในหมู่ผู้ถูกสังเกต และอาจร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน
        • 2. การสังเกตโดยผู้สังเกตไม่ได้เข้าร่วมในเหตุการณ์ หมายถึง การังเกตที่ผู้ถูกสังเกตอยู่ภายนอกวงของผู้ถูกสังเกต คือสังเกตในฐานะเป็นบุคคลภายนอก การสังเกตแบบนี้ แบ่งได้ 2 ชนิด
        • 2.1 การสังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง หมายถึง การสังเกตที่ผู้สังเกตไม่ได้กำหนดหัวเรื่องเฉพาะเอาไว้
        • 2.2 การสังเกตแบบมีโครงสร้าง หมายถึง การสังเกต
        • ที่ผู้สังเกตกำหนดเรื่องเฉพาะเอาไว้
      •  
        • 2. การสัมภาษณ์
        • การสัมภาษณ์ คือ การสนทนาหรือพูดคุยโต้ตอบกันอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อค้นหาความรู้ ความจริง ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้า
        • รูปแบบของการสัมภาษณ์
        • 1. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง หมายถึง การสัมภาษณ์ที่ไม่ใช้แบบสัมภาษณ์ คือ ไม่จำเป็นต้องใช้ คำถามที่เหมือนกันหมดกับผู้ที่ถูกสัมภาษณ์ทุกคน
        • 2. การสัมภาษณ์แบบโครงสร้าง หมายถึงการสัมภาษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์จะใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นไว้แล้ว
      •  
        • 3. แบบสอบถาม
        • แบบสอบถามเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ทั้งนี้เพราะเป็นวิธีการที่สะดวก และสามารถใช้วัดได้อย่างกว้างขวาง
        • รูปแบบของการสอบถาม
        • 1. สอบถามแบบชนิดปลายเปิด
        • แบบสอบถามชนิดนี้ไม่ได้กำหนดคำตอบไว้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ตอบเขียนคำตอบอย่างอิสระด้วยความคิดของตัวเอง แบบสอบถามชนิดนี้ตอบยากและเสียเวลาในการตอบมากเพราะผู้ตอบจะต้องคิดวิเคราะห์อย่างกว้างขวาง
      •  
        • 2. สอบถามแบบชนิดปลายปิด
        • แบบสอบถามชนิดนี้ประกอบด้วย ข้อคำถามและตัวเลือก ( คำตอบ ) ซึ่งตัวเลือกนี้สร้างขึ้นโดยคาดว่าผู้ตอบ สามารถเลือกตอบ ได้ตามความต้องการ แบบสอบถามชนิดปลายทางปิด แบ่งเป็น 4 แบบ
        • 2.1 แบบสอบถามรายการ เป็นการสร้างรายการของข้อคำถามที่เกี่ยวหรือสัมพันธ์กับคุณลักษณะของพฤติกรรม แต่ละรายการจะถูกประเมิน หรือชี้คำตอบในแง่ใดแง่หนึ่ง เช่น มี - ไม่มี จริง - ไม่จริง
        • 2.2 มาตราส่วนประมาณค่า เป็นเครื่องมือที่ใช้ในประเมินการปฎิบัติกิจกรรม ทักษะต่างๆ มีระดับความเข้มให้พิจารณาตั้งแต่ 3 ระดับขึ้นไป เช่น เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นใจ
        • ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
        • 2.3 แบบจัดอันดับ มักจะให้ผู้ตอบจัดอันดับความสำคัญหรือคุณภาพโดยให้ผู้ตอบเรียงลำดับตามความเข้มจากมากไปน้อย
        • 2.4 แบบเติมเต็มคำสั้นๆในช่องว่าง แบบสอบถามลักษณะนี้จะต้องกำหนดขอบเขตจำเพราะเจาะจงลงไป เช่น ปัจจุบันท่านอายุ ……………… .. ปี ………………… . เดือน …………………………
        • 4. การจัดอันดับ
        • เป็นเครื่องมือวัดผลให้นักเรียน หรือผู้ได้รับสอบถามเป็นผู้ตอบ โดยการจัดการอันดับความสำคัญ หรือจัดอันดับคุณภาพและใช้จัดอันดับของข้อมูลหรือผลงานต่างๆของนักเรียนแล้วจึงได้คะแนน
        • ภายหลังเพื่อการประเมิน
      •  
        • 5. การประเมินผลจากสภาพจริง
        • หมายถึง กระบวนการสังเกต การบันทึก และรวบรวมข้อมูลจากงานและวิธีการที่นักเรียนทำการประเมินผลจากสภาพจริงจะเน้นให้นักเรียนแก้ปัญหา เป็นผู้ค้นพบและผู้ผลิตความรู้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง รวมทั้งเน้นพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน
        • ความสำคัญของการประเมินผลจากสภาพจริง
        • 1. การเรียนการสอนและการวัดประเมินผลจากสภาพจริง จะเอื้อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างศักยภาพของแต่ละบุคคล
        • 2. เป็นการเอื้อต่อการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
      •   3. เป็นการเน้นให้นักเรียนได้สร้างงาน
        • 4. เป็นการผสมผสานให้กิจกรรมการเรียนรู้และประเมินผล
        • 5. เป็นการลดภาระงานซ่อมเสริมของครู
        • 6. การวัดผลภาคปฏิบัติ
        • การวัดผลภาคปฏิบัติ เป็นการวัดผลงานที่ให้นักเรียนลงมือปฏิบัติ ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งกระบวนการและผลงาน ในสถานการณ์จริง หรือในสถานการณ์จำลอง สิ่งที่ควรคำนึงในการสอบวัดภาคปฏิบัติ คือ
        • ขั้นเตรียมงาน
        • 2. ขั้นปฏิบัติงาน
        • 3. เวลาที่ใช้ในการทำงาน
        • 4. ผลงาน
        • 7. การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมงาน
        • เป็นแนวทางการประเมินผลโดยรวมข้อมูลที่ครูและผู้เรียนทำกิจรรมต่างๆร่วมกันโดยกระทำอย่างต่อเนื่องตลอดภาคเรียน ดังนั้นการวัดผลและประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมตนส่วนหนึ่ง จะเป็นกิจกรรมที่สอดแทรกอยู่ในสภาพการเรียนประจำวัน โดยกิจกรรมที่สอดแทรกเหล่านี้จะวัด เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสภาพชีวิตประจำวัน
        • 8. แบบทดสอบ
        • แบบทดสอบ หมายถึง ชุดของคำถามหรือกลุ่มงานใดๆที่สร้างขึ้นเพื่อชักนำให้ผู้ถูกทดสอบ แสดงพฤติกรรม หรือปฎิกิริยาโต้ตอบย่างใดอย่างหนึ่งออกมาให้สามารถสังเกตได้
        • ประเภทของแบบทดสอบ สามารถแบ่งประเภทออกได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่จะใช้ ดังนี้
      •  
        • 8.1 แบ่งตามพฤติกรรมหรือสมรรถภาพที่วัดได้
        • แบ่งเป็น 3 ประเภท
        • 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หมายถึง แบบทดสอบที่วัดสมรรถภาพสมองด้านต่างๆที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้วว่ามีอยู่เท่าใด แบบทดสอบแบ่งออกเป็น 2 ชนิด
        • 1.1) แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเฉพาะกลุ่มที่ครูสอน แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นมีหลายแบบ ที่นิยมใช้คือ
        • 1) แบบทดสอบแบบอัตนัยหรือแบบความเรียง
        • 2) แบบทดสอบแบบถูกผิด
      •   3) แบบทดสอบแบบเติมคำ
        • 4) แบบทดสอบแบบจับคู่
        • 5) แบบทดสอบแบบเลือกตอบ
        • 1.2) แบบทดสอบมาตรฐานหมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพต่างๆของนักเรียนที่ต่างกลุ่มกัน เช่น แบบทกสอบมาตรฐานระดับชาติ
        • 2. แบบทดสอบวัดความถนัด หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดสมรรถภาพสมองของผู้เรียนแบ่งเป็น 2 แบบคือ
        • 1) แบบทดสอบวัดความถนัดทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดความถนัดทางด้านวิชาการต่างๆ เช่นด้านภาษา
      •   2) แบบทดสอบวัดความถนัดด้านเฉพาะ หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดความถนัดด้านเฉพาะที่เกี่ยวกับงานอาชีพต่างๆหรือความสามารถพิเศษ เช่น ความสามารถด้านดนตรี
        • 3. แบบทดสอบวัดบุคลิกภาพทางสังคม หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดบุคลิกภาพและปรับตัวให้เข้ากับ สังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่วัด ได้ยาก ผลที่ได้ไม่คงที่แน่นอน ได้แก่
        • 1) แบบทดสอบวัดเจตคติที่มีต่อบุคลิก สิ่งของ เรื่องราว
        • 2) แบบทดสอบวัดความสนใจที่มีต่ออาชีพ การศึกษา
        • 3) แบบทดสอบวัดความปรับตัว เช่น การปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆ
      •  
        • 8.2 แบ่งตามลักษณะตอบ
        • 1) แบบทดสอบภาคปฏิบัติ หมายถึง แบบทดสอบที่ให้นักเรียนลงมือปฏิบัติจริง
        • 2) แบบทดสอบข้อเขียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้การเขียนคำตอบ
        • 3) แบบทดสอบปากเปล่า หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้การพูดโต้ตอบแทนการเขียน
        • 8.3 แบ่งตามเวลาที่กำหนดให้ตอบ
        • 1) แบบทดสอบที่จำกัดเวลาในการตอบ หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้เวลาน้อย
        • 2) แบบทดสอบที่ไม่จำกัดเวลาในการตอบ หมายถึง
        • แบบทดสอบที่ใช้เวลาตอบ
      •   8.4 แบ่งตามจำนวนผู้เข้าสอบ
        • 1) แบบทดสอบเป็นรายบุคคล หมายถึง การสอบทีละคนมักเป็นการสอบภาคปฎิบัติ
        • 2) แบบทดสอบเป็นชั้นหรือหมู่ หมายถึง การสอบทีละหายๆคน
        • 8.5 แบ่งตาม สิ่งเร้าของการถาม
        • 1) แบบทดสอบทางภาษา หมายถึง แบบทดสอบที่ต้องอาศัยภาษาสังคมนั้นๆเป็นหลัก ใช้กับผู้ที่อ่านออกเขียนได้
        • 2) แบบทดสอบที่ไม่ใช้ภาษา หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้รูปภาพใช้ สัญลักษณ์หรือเลข
      •  
        • 8.6 แบ่งตามลักษณะของการใช้ประโยชน์
        • 1) แบบทดสอบย่อย หมายถึง แบบทดสอบประจำบท หรือหน่วยการเรียน
        • 2) แบบทดสอบปรนัย หมายถึง แบบทดสอบสรุปรวมเนื้อหาที่เรียนผ่านมาตลอดภาคเรียน
        • 3. ควรสังเกตโดยทั่วไปที่ผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัว ทั้งนี้ เพราะถ้าผู้ถูกสังเกตรู้ตัวล่วงหน้าว่าจะถูกสังเกตในเรื่องใด ก็จะระมัดระวังตัว
        • 4. ควรระวังอย่าให้เกิดการลำเอียงในขณะที่สังเกต เช่นความประทับใจต่อบุคคลที่สังเกต
        • 5. ควรสังเกตซ้ำหลายๆครั้ง เพื่อเป็นการตรวจสอบความแน่ใจ
        • 6. ควรมีการบันทึกการสังเกตทุกครั้ง เพื่อป้องกันการลืม
        • 10. การสัมภาษณ์
        • การสัมภาษณ์เป็นการสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อต้องการผลอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นกระบวนการสื่อสารระหว่างบุคคลสองคน หรือระหว่างบุคคลกับกลุ่มคนจำนวนจำกัด โดยมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน
      •   แน่นอน การสัมภาษณ์จะช่วยให้ทราบช่วยให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูก สัมภาษณ์ ในด้านบุคลิกภาพท่วงทาวาจา ปฏิภาณ ไหวพริบ หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
        • ประเภทของการสัมภาษณ์
        • 1) การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างแน่นอนเป็นการสัมภาษณ์ที่มีผู้สัมภาษณ์ต้องเตรียมคำถาม หรือแบบสัมภาษณ์ล่วงหน้า ให้ครอบคลุมเนื้อหาหรือเรื่องราวที่ต้องการทราบจากผู้ถูกสัมภาษณ์ ดังนั้น ฟอร์มแบบสัมภาษณ์ต้องสะดวกต่อการกาเครื่องหมายหรือกรอกข้อมูล
      •  
        • 2) การสัมภาษณ์แบบไม่มีมีโครงสร้างแน่นอน
        • เป็นการสัมภาษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์เตรียมจุดมุ่งหมายไว้แล้ว ใช้วิธีการสนทนาซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยผู้สัมภาษณ์ต้องพยายามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์แสดงความรู้สึกนึกคิดของตนเองออกมา
        • 11. แบบทดสอบถามและแบบตรวจสอบ
        • แบบสอบถามเป็นชุดของคำถามที่สร้างขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคลในด้านต่างๆ เช่น ความคิดเห็น ความรู้สึก ท่าทีฯ
        • แบบทดสอบเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคลอย่างแพร่หลายเนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ได้ข้อมูลในเวลารวดเร็ว และยังสามารถส่งแบบสอบถามไปให้บุคคลที่ต้องการข้อมูลจากเขาได้
        • ประเภทของแบบสอบถาม
        • แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
        • 1. แบบสอบถามปลายเปิด เป็นแบบสอบถามที่ไม่กำหนดคำตอบตายตัว เปิดโอกาสให้ผู้ตอบได้แสดงความคิดเห็นและใช้คำพูดของตนเอง ลักษณะของคำถามมักจะตั้งไว้กว้างๆ
        • เช่น - ทำไมท่านจึงต้องการเป็นครู
        • 2. แบบสอบถามแบบปลายปิด เป็นแบบสอบถามที่ประกอบด้วยข้อความหรือคำถามที่กำหนดตัวเลือกหรือคำตอบที่คาดว่าเป็นไปได้ไว้เพื่อให้ผู้ตอบเลือกข้อที่ตรงกับข้อเท็จจริง
      •  
        • มีรูปแบบของคำถามอยู่ 2 ประเภทใหญ่คือ
        • 2.1 แบบให้เลือกตอบคำถามเดียว เช่น
        • - ท่านมีหนี้สิ้นหรือไม่
        • ( ) มี ( ) ไม่มี
        • 2.2 แบบให้เลือกตอบหลายคำตอบ
        • - ท่านชอบอ่านหนังสือพิมพ์รายวันฉบับใดมากที่สุด
        • ( ) ไทยรัฐ ( ) เดลินิวส์
        • ( ) สยามรัฐ ( ) บ้านเมือง
        • ( ) มติชน ( ) พิมพ์ไทย
        • 12. แบบสำรวจ
        • แบบสำรวจหรือแบบตรวจสอบรายการ เป็นเครื่องมือที่ใช้กันมากอีกชนิดหนึ่ง โดยปกติจะประกอบด้วยบัญชีรายการสิ่งของหรือเรื่องราวต่างๆ ที่จะให้คำตอบ ตอบในลักษณะให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างที่กำหนดให้
        • เช่น มี - ไม่มี ชอบ - ไม่ชอบ
        • การวิเคราะห์ข้อมูล
        • การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นกระบวนการนำข้อมูลซึ่งเก็บรวบรวมได้ มาจัดกระทำโดยมีการจัดระเบียบแยกประเภท หรือใช้วิธีการทางสถิติ เพื่อตอบคำถามตามจุดมุ่งหมายของการประเมิน
      •  
        • ลักษณะของข้อมูล
        • ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือข่าวสาร เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่สนใจจะศึกษา ข้อมูลอาจแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
        • 1. ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ข้อมูลที่อยู่ในรูปของจำนวน ปริมาณ หรือตัวเลข
        • 2. ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ ข้อมูลที่ไม่อยู่ในรูปของจำนวนหรือเลข
        • ประเภทของการวิเคราะห์ข้อมูล
        • แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
        • 1. การวิเคราะห์โดยไม่ใช้วิธีการทางสถิติ
        • 2. การวิเคราะห์โดยใช้วิธีการทางสถิติ
        • การประเมินผลทางการศึกษา
        • การประเมินผลทางการศึกษา หมายถึง กระบวนการในการตัดลักษณะหรือพฤติกรรมของนักเรียนว่ามี คุณภาพดีระดับใดโดยอาศัยเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งในการเปรียบเทียบ มีองค์ประกอบ 3 ประการคือ
        • 1. ผลการวัด ทำให้ทราบสภาพความจริงของสิ่งที่จะประเมินว่ามีปริมาณเท่าไร มีคุณสมบัติอย่างไร เพื่อนำข้อมูลไปพิจารณา
        • 2. เกณฑ์การพิจารณา ในการที่ตัดสินใจหรือลงข้อสรุปสิ่งใดจะต้องมีมาตรฐานสำหรับสิ่งที่จะเปรียบเทียบกับสิ่งที่ได้จากการวัด
        • 3. การตัดสินใจ เป็นการชี้ขาดหรือสรุปผลการเปรียบเทียบระหว่างผลการวัดกับเกณฑ์ที่กำหนดว่า สอดคล้องกันหรือไม่ การตัดสินใจที่ดีต้องอาศัยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน กระทำ อย่างยุติธรรม
      •  
        • ความสำคัญของการประเมินผลทางการศึกษา
        • 1. ช่วยชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการเหมาะสมเพียงใด
        • 2. ทำให้ทราบว่าการดำเนินงานบรรลุตามจุดประสงค์หรือไม่
        • 3. ช่วยกระตุ้นให้มีการเร่งรัด ปรับปรุง และการดำเนินการงาน
        • 4. ช่วยเห็นข้อบกพร่องในการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนเป็นหลักในการปรับปรุงในการดำเนินงาน
        • 5. ช่วยควบคุมการดำเนินงานให้ประสิทธิภาพ
        • 6. เป็นแนวทางในการกำหนดวิธีการในการดำเนินงานครั้งต่อไป
        • หลักการของการประเมินผลทางการศึกษา
        • 1. กำหนดสิ่งที่ประเมินให้ชัดเจนและวัดได้ เป็นการกำหนดว่าจะตัดสินใจให้คุณค่าในเรื่องอะไร
        • 2. วางแผนการประเมินให้รัดกุม ผู้ประเมินมีการวางแผนเก็บข้อมูล ที่เที่ยงตรงและเชื่อมั่นได้
        • 3. เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการวัดและจุดมุ่งหมายของการประเมิน
        • 4. เลือกใช้เครื่องมือในการประเมินที่มีคุณภาพให้เหมาะสมกับสิ่งที่จะประเมิน
        • 5. ปราศจากความลำเอียง
      •  
        • การกำหนดสิ่งที่จะประเมินเกี่ยวกับการเรียนการสอน
        • 1. การประเมินก่อนมีการเรียนการสอน
        • การประเมินเพื่อตรวจสอบดูว่าองค์ประกอบก่อนที่จะจัดให้มีการเรียนการสอนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ระดับสติปัญญา คามพร้อม ความสนใจ ค่านิยม เป็นต้น
        • 2. การประเมินขณะทำการเรียนการสอน
        • การประเมินระยะนี้เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ พฤติกรรมด้านต่างๆของการเรียนการสอน ในแต่ละเนื้อหาย่อยๆอัตราการมาเรียน ความสนใจ ความตั้งใจ การร่วมกิจกรรม
      •  
        • 3. การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน
        • เป็นการประเมินตรวจสอบโดยสรุปของการเรียนการสอนว่า เมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดนักเรียนมีความสำเร็จในการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด ตามปกติการวัดจะมี 3 ด้าน ดังนี้
        • 3.1 พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย
        • เป็นพฤติกรรมทางด้านสมองและสติปัญญา แบ่งย่อยได้
        • 1) ความรู้ความจำ หมายถึง ความสามารถในการที่จะจดจำกับความรู้ที่ได้รับไปแล้ว
        • 2) ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการตีความ แปลความ และการขยายความ
      •   3) การนำไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการที่นำความรู้ความสามารถที่ได้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้ได้
        • 4) การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการหาข้อเท็จจริง หาความสำคัญ และหลักการต่างๆของสิ่งนั้น
        • 5) การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมเข้ามารวมกัน หรือทำให้เกิด เรื่องใหม่ สิ่งใหม่
        • 6) การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถในการตัดสินสิ่งต่างๆโดยมีเกณฑ์หรือมาตรฐานเป็นเครื่องตัดสินใจ
        • 3.2 พฤติกรรมด้านจิตพิสัย
        • เป็นพฤติกรรมทางด้านจิตใจที่แสดงออกมาในรูปของค่านิยม เจตติ ความสนใจ
        • 3.3 พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย
        • เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับทักษะในการเคลื่อนไหว การใช้อวัยวัยต่างๆ ของร่างกาย ตลอดจนการประสานงานของประสาทและกล้ามเนื้อ
        • จากการเรียนรู้โดยทั่วไปอาจแยกลักษณะการประเมินผลจากข้อมูลออกเป็น 2 วิธี ที่สำคัญ คือ
      •  
        • 1. การประเมินผลแบบอิงเกณฑ์
        • เป็นการวัดเพื่อต้องการทราบว่าบุคคลนั้นๆ มีความสามารถถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ หรือไม่ การประเมินผลต้องนำคะแนนที่ได้จาก ผลงานไปเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การวัดผลใช้ในการวัดสมรรถภาพเป็นราย บุคคล ถ้านักเรียนทำข้อสอบได้ถูกต้องถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ถือว่าได้เรียนรู้ ตามจุดประสงค์แล้ว
        • 2. การประเมินผลแบบอิงกลุ่ม
        • เป็นการวัดเพื่อเปรียบเทียบคะแนนของบุคคลหนึ่งกับบุคคลอื่น คือ จำแนกคะแนนสูงสุดจนต่ำสุดแล้วจึงนำคะแนนเหล่านั้นมาเปรียบเทียบเพื่อ ประเมินต่อไป เช่น การสอบ คัดเลือกนักศึกษาสอบเข้ามหาลัย
        • ข้อควรคำนึงการประเมินแบบอิงกลุ่ม
        • 1. ข้อสอบต้องมีคุณภาพสูง มีความน่าเชื่อมั่น และเที่ยงตรง
        • 2. ข้อสอบที่ใช้จะต้องครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด การประเมินจะต้องมีความยุติธรรม ตามสภาพความเป็นจริง ของผลการเรียน
      •