ใบงานที่ 2 เรื่อ ง ความหมายและความสำา คัญ ของโครงงาน     -----------------------------------------------------------------...
โครงงานจะถูก ขับ เคลื่อ นโดยคำา ถามกำา หนดกรอบการเรีย นรู้       ชุดคำาถามเหล่านี้จะช่วยเน้นยำ้าถึงการเรียนรู้ที่สำาคัญๆ ใ...
ใช้เ ทคโนโลยีเ พื่อ สนับ สนุน และยกระดับ การเรีย นรู้ข องนัก เรีย น       นักเรียนจะมีโอกาสใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อมาช...
หลัก การทำา โครงงาน* เน้นการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง* ผู้เรียนเป็นผู้วางแผนในการศึกษาค้นคว้าเอง* ลงมือปฏิบัติเอง* นำาเสนอโคร...
2. ฝึกทักษะกระบวนการทำางานด้วยตนเอง หรือร่วมกันทำางานเป็นกลุ่ม       3. สามารถวางแผนการทำางานเป็นระบบ       4. พัฒนาความคิ...
ผิด โครงงานสำารวจการใช้คำาคะนองในหนังสือพิมพ์ เป็นต้น       ๑.๒ โครงงานประเภทการทดลอง         โครงงานประเภทการทดลอง เป็นโค...
การอ่านหนังสือ เอกสาร บทความ การเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ การฟังบรรยายทางวิชาการ การเข้าชมนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงานทางวิทยา...
๘) แผนปฏิบัติงาน อธิบายเกี่ยวกับกำาหนดเวลาตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นการดำาเนินงานในแต่ละขั้นตอน           ๙) ผลที่คาดว่าจะ...
๑. ส่ว นปกและส่ว นต้น ส่วนปกและส่วนต้น ประกอบด้วย            ๑) ชื่อโครงงาน            ๒) ชื่อผู้ทำาโครงงาน ชั้น โรงเรียน ...
๑) บรรณานุกรม หรือ เอกสารอ้างอิง หรือเอกสารที่ใช้ค้นคว้าซึ่งมีหลายประเภท เช่น หนังสือ ตำารา บทความ หรือคอลัมน์ ซึ่งจะมีวิธ...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

K2

292 views
257 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
292
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
1
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

K2

  1. 1. ใบงานที่ 2 เรื่อ ง ความหมายและความสำา คัญ ของโครงงาน ---------------------------------------------------------------------------- คุณ ลัก ษณะของโครงงาน Characteristics of Projectsคุณ ลัก ษณะของหน่ว ยการเรีย นรู้แ บบโครงงานที่ด ี ในชั้นเรียนอาจมีการนำาโครงงานมาใช้หลายรูปแบบ แต่โครงงานที่มีประสิทธิภาพนั้น ควรมีความสมดุลกันระหว่างระดับของการดำาเนินการของนักเรียนกับแผนงานที่กำาหนดโดยครูซึ่งชี้นำาไปสู่ตัวผลงาน ลักษณะที่ดีของหน่วยการเรียนรู้แบบโครงงานควรจะมีคือนัก เรีย นเป็น ศูน ย์ก ลางของกระบวนการเรีย นรู้ การออกแบบโครงงานที่ดีจะช่วยการเรียนรู้ผู้เรียนให้มีภาระงานที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงสู่ชีวิตจริง ภาระงานจากโครงงานที่ทรงพลังจะช่วยสร้างผู้เรียนให้มีการตัดสินใจที่ดีขึ้น รวมทั้งนำาสิ่งที่ตัวเองสนใจและความอยากรู้อยากเห็นมาสรรค์สร้างผลงานชั้นเยี่ยมที่ผสานด้วยพฤติกรรมการเรียนรู้ นักเรียนจะได้เรียนรู้วิธีที่จะสืบค้นข้อมูล และมีส่วนในการตัดสินใจที่จะลงมือดำาเนินงานจนผลงานสำาเร็จ ครูจะมีบทบาทเป็นผู้อำานวยความสะดวกในการเรียนรู้หรือโค้ชมากกว่า ส่วนการลงมือทำางานก็จะเป็นงานกลุ่มแบบร่วมมือกัน ที่เชื่อกันว่าจะให้ผลดีกว่าการลงมือทำางานคนเดียวโครงงานจะมีว ัต ถุป ระสงค์ก ารเรีย นรู้ท ี่ส อดคล้อ งกับ มาตรฐานการเรีย นรู้ โครงงานที่ดีจะถูกพัฒนาขึ้นโดยอิงกับแก่นของหลักสูตรหรือเนื้อหาที่เป็นมาตรฐานการเรียนรู้ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ว่าผู้เรียนต้องเรียนรู้อะไรจากผลงานที่ได้ ครูสามารถระบุได้ถึงผลการเรียนรู้จากแผนการประเมินและการจัดกระบวนการเรียนการสอนตัวโครงงานจะมีผลงานชั้นยอดของผู้เรียนที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมการเรียนรู้ เช่น การนำาเสนอเพื่อการโน้มน้าวจิตใจ จดหมายข่าวที่มีขอมูล ้สารสนเทศอันแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในเนื้อหาและบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้
  2. 2. โครงงานจะถูก ขับ เคลื่อ นโดยคำา ถามกำา หนดกรอบการเรีย นรู้ ชุดคำาถามเหล่านี้จะช่วยเน้นยำ้าถึงการเรียนรู้ที่สำาคัญๆ ในโครงงานนักเรียนจะถูกแนะนำาให้ทำาโครงงานผ่านคำาถามเกี่ยวกับแนวคิดที่สำาคัญๆที่บูรณาการหลากหลายสาระ จะถูกท้าทายให้ค้นคว้าเชิงลึกไปยังเนื้อหาสาระที่เฉพาะเจาะจงโดยมุ่งเน้นที่มาตรฐานการเรียนรู้และวัตถุประสงคืการเรียนรู้เป็นสำาคัญ ชุดคำาถามกำาหนดกรอบการเรียนรู้ประกอบด้วยคำาถาม 3 ชนิดด้วยกันคือ คำาถามสร้างพลังคิด คำาถามประจำาหน่วยและคำาถามประจำาบท คำาถามสร้างพลังคิดจะเป็นคำาถามปลายเปิดที่เจาะไปที่แนวคิดหรือความคิดรวบยอดที่เราต้องการให้เกิดความเข้าใจ ปกติแล้วจะมีการเชื่อมโยงข้ามสาระเพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ คำาถามประจำาหน่วยจะเชื่อมโยงโดยตรงไปที่ตัวโครงงานและเอื้อต่อการค้นคว้าเพื่อเข้าไปถึงคำาถามสร้างพลังคิด คำาถามประจำาบทจะช่วยสะท้อนถึงระดับความรู้ความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อเนื้อหาหลักๆ ที่เป็รแก่นของโครงงาน จะเป็นคำาถามเชิงข้อเท็จจริงที่ถูกระบุในมาตรฐานหรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้โครงงานจะถูก ประเมิน เป็น กระบวนการต่อ เนื่อ งด้ว ยเครื่อ งมือ ที่หลากหลาย ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังจะถูกระบุไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มทำาโครงงานและถูกประเมินความเข้าใจเป็นระยะๆ ด้วยเครื่องมือประเมินและวิธีการที่หลากหลาย นักเรียนจะมีแนวทางและตัวแบบเพื่อสร้างผลงานคุณภาพดีและรู้ว่าสิ่งที่คาดหวังคืออะไรตั้งแต่เริ่มทำาโครงงาน นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้มีการสะท้อนความคิด การให้ผลสะท้อนกลับและการปรับเปลี่ยนในขณะทำาโครงงานด้วยโครงงานมีก ารเชื่อ มโยงกับ สิ่ง ที่เ กิด ขึ้น จริง โครงงานจะมีความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของผู้เรียน และอาจจะเกี่ยวข้องกับชุมชน ผู้เชี่ยวชาญหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถช่วยในการเรียนรู้ได้ นักเรียนอาจจะมีโอกาสได้นำาเสนอผลงานต่อผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ขอคำาแนะนำาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือสื่อสารกันผ่านเทคโนโลยีนัก เรีย นแสดงออกถึง ความรู้ผ ่า นการสร้า งชิ้น งานและพฤติก รรมการแสดงออก ผลสำาเร็จของโครงงานมักจะแสดงออกด้วยการแสดงว่านักเรียนมีความรู้ความเข้าใจผ่านการนำาเสนอผลงาน เอกสารรายงาน การจัดนิทรรศการ เค้าโครงงานวิจัย หรือแม้กระทั่งการสร้างแบบจำาลอง ผลงานเหล่านี้จะเปิดโอกาสได้นักเรียนได้แสดงออกว่ามีความรู้ความสามารถจริง
  3. 3. ใช้เ ทคโนโลยีเ พื่อ สนับ สนุน และยกระดับ การเรีย นรู้ข องนัก เรีย น นักเรียนจะมีโอกาสใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อมาช่วยสนับสนุนการพัฒนาทักษะการคิด การทำางาน ตลอดจนการสร้างสรรค์ผลงาน โดยตัวนักเรียนเองจะเป็นผู้ควบคุมการสร้างสรรค์ผลงานได้มากกว่าเมื่อใช้เทคโนโลยีตลอดจนการปรับปรุงตามความต้องการของตนเอง นักเรียนสามารถเรียนรู้โดยไม่ยึดติดอยู่กรอบของห้องเรียนผ่านการร่วมมือทำางานกับเพื่อนที่อยู่ห่างไกลออกไปด้วยการใช้อีเมล์และเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นเองหรือสำาเสนอผลงานจากการเรียนร็ผ่านสื่อมัลติมีเดียการบูร ณาการทัก ษะการคิด เข้า สู่โ ครงงาน โครงงานควรมีการสนับสนุนทางอภิปัญญาและกระบวนการรู้คิด เช่นการทำางานแบบร่วมมือ การกำาหนดแนวทางการทำางานของตนเอง การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการประเมินคุณค่าของสารสนเทศ โดยตลอดทั้งกระบวนการทำาโครงงาน ชุดคำาถามกำาหนดกรอบการเรียนรู้จะเป็นส่วนที่ท้าทายผู้เรียนให้เกิดความคิดและเชื่อมโยงกรอบแนวคิดกับสภาพที่เป็นจริงประกอบด้ว ยกลวิธ ีส อนที่ห ลากหลายที่เ อื้อ ต่อ รูป แบบการเรีย นรู้ท ี่หลากหลายของผู้เ รีย น ด้วยกลยุทธ์วิธีสอนอันหลากหลายที่ทำาให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และส่งเสริมทักษะการคิดขั้นสูง จะทำาให้มีความเชื่อมั่นที่ว่านักเรียนจะมีโอกาสประสบผลสำาเร็จจากการจัดการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน วิธีสอนนี้อาจประกอบด้วยการใช้กระบวนการกลุ่มแบบร่วมมือที่หลากหลาย ผังกราฟิก การให้ผลการประเมินย้อนกลับโดยครูผู้สอนและนักเรียน และอื่นๆ โครงงาน (Project Approach) คือ กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้ทำาการศึกษาค้นคว้าและฝึกปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถความถนัด และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการอื่นๆ ไปใช้ในการศึกษาหาคำาตอบ โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นแนะนำาและให้คำาปรึกษาแก่ผู้เรียนอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเลือกหัวข้อที่จะศึกษา ค้นคว้า ดำาเนินงานตามแผน กำาหนดขั้นตอนการดำาเนินงานและการนำาเสนอผลงาน ซึ่งอาจทำาเป็นบุคคลหรือเป็นกลุ่มโครงงาน คือ การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือหลายๆสิ่งที่อยากรู้คำาตอบให้ลึกซึ้งหรือเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆให้มากขึ้น โดยใช้กระบวนการ วิธีการที่ศึกษาอย่างมีระบบ เป็นขั้นตอนมีการวางแผนในการศึกษาอย่างละเอียด ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้ จนได้ข้อสรุปหรือผลสรุปที่เป็นคำาตอบในเรื่องนั้นๆ
  4. 4. หลัก การทำา โครงงาน* เน้นการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง* ผู้เรียนเป็นผู้วางแผนในการศึกษาค้นคว้าเอง* ลงมือปฏิบัติเอง* นำาเสนอโครงงานเอง* ร่วมกำาหนดแนวทางวัดผลและประเมินผลจุด มุ่ง หมายของการทำา โครงงาน* เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ด้วยตนเอง* เพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงออกซึ่งความคิดริเริ่มสร้างสรรค์* เพื่อให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เช่น รู้จักทำางานร่วมกับบุคคลอื่น มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความรับผิดชอบฯ* เพื่อให้ผู้เรียนใช้ความรู้และประสบการณ์เลือกทำาโครงงานตามความสนใจ โครงงาน เป็นรูปแบบการเรียนที่มุ่งส่งเสริม ให้ผู้เรียนได้ค้นหาความสามารถ ความถนัด และความสนใจของตนเองในด้านต่าง ๆ มาจากแนวคิดพื้นฐานของการเรียน รู้โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (ChildCenter) และการเรียนรู้ตามสภาพจริง โดยมีการศึกษาหลักการ และวิธีเกี่ยวกับ โครงงานที่เลือกศึกษา วิเคราะห์ วางแผนการทำางาน ลงมือทำางาน และปรับปรุง เพื่อให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์ ในกระบวนการเรียนการสอน ได้ใช้ทักษะกระบวนการ สอดแทรกคุณธรรม ทำางานเป็นกลุ่ม ฝึกปฏิบัติจริง เน้นผู้เรียนมีส่วนร่วม มีครูเป็นผู้ชี้แนะ ให้คำาปรึกษาตลอดเวลา เน้นฝึกคนให้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โครงงาน เป็นการจัดการเรียน รู้รูปแบบหนึ่งที่ ทำาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง จากการลงมือปฏิบัติจริง ในลักษณะของการศึกษา สำารวจค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น โดยมีครูเป็นผู้คอยกระตุ้นแนะนำาให้คำาปรึกษา ประโยชน์แ ละความสำา คัญ ของการจัด ทำา โครงงาน 1. ทำางานตามความถนัด ความสนใจของตนเอง
  5. 5. 2. ฝึกทักษะกระบวนการทำางานด้วยตนเอง หรือร่วมกันทำางานเป็นกลุ่ม 3. สามารถวางแผนการทำางานเป็นระบบ 4. พัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 5. ศึกษา ค้นคว้า และแก้ปัญหาจากการทำางาน 6. เป็นสิ่งยืนยันว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในโครงงานที่ทำาจริง ในกรณีที่ต้องนำาแสดงต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง 7. มีความรู้นอกเหนือจากหนังสือแบบเรียนการเขีย นโครงงาน โครงงานหมายถึง กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าและลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการอื่นใดไปใช้ในการศึกษาหาคำาตอบในเรื่องนั้นๆ โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นแนะนำาและให้คำาปรึกษาแก่ผู้เรียนอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเลือกหัวข้อที่จะศึกษาค้นคว้า ดำาเนินการ วางแผน กำาหนดขั้นตอนการดำาเนินงาน โดยทั่วๆ ไปการทำาโครงงานสามารถทำาได้ทุกระดับการศึกษา ซึ่งอาจทำาเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงงาน อาจเป็นโครงงานเล็กๆ ที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนหรือเป็นโครงงานใหญ่ที่มีความยากและซับซ้อนขึ้นก็ได้๑. ประเภทของโครงงาน โครงงานสามารถแบ่งตามลักษณะของกิจกรรมได้ ๔ ประเภทดังนี้ ๑.๑ โครงงานประเภทสำา รวจ โครงงานประเภทสำารวจ เป็นโครงงานประเภทเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาสาเหตุของปัญหาหรือสำารวจความคิดเห็น ข้อมูลที่รวบรวมได้บางอย่างอาจเป็นปัญหาที่นำาไปสู่การทดลองหรือค้นพบสาเหตุของปัญหาที่ต้องหาวิธีแก้ไขปรับปรุงร่วมกัน เช่น โครงงานการสำารวจคำาที่มักเขียน
  6. 6. ผิด โครงงานสำารวจการใช้คำาคะนองในหนังสือพิมพ์ เป็นต้น ๑.๒ โครงงานประเภทการทดลอง โครงงานประเภทการทดลอง เป็นโครงงานที่ต้องออกแบบทดลอง เพื่อการศึกษาผลการทดลองว่าเป็นไปตามที่ตั้งสมมติฐานไว้หรือไม่ โครงงานประเภทนี้ต้องสรุปความรู้หรือผลการทดลองเป็นหลักการหรือแนวทางการปฏิบัติไว้ เช่น โครงงานการทดลองยากันยุงจากพืชสมุนไพรโครงงานการทดลองปลูกพืชสวนครัวโดยใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ๑.๓ โครงงานประเภทสิ่ง ประดิษ ฐ์ โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ เป็นโครงงานที่ประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์เข้าสู่กระบวนการปฏิบัติ โดยอาศัยเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ เพื่อประดิษฐ์ชิ้นงานใหม่ อาจเป็นของใช้ เครื่องประดับจากวัสดุเหลือใช้ หรือนำาวัสดุท้องถิ่นที่มีมากมายมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น โครงงานการประดิษฐ์เครื่องจักสานจากผักตบชวา โครงงานการประดิษฐ์เครื่องช่วยสอนวิชาภาษาอังกฤษ เป็นต้น ๑.๔ โครงงานประเภททฤษฎี โครงงานประเภททฤษฎี เป็นโครงงานที่มีลักษณะเป็นการหาความรู้ใหม่ โดยการรวบรวมข้อมูลและนำามาวิเคราะห์จากสถิติแล้วอภิปราย หรือเป็นโครงงานที่ศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกิดจากข้อสงสัย อาจเป็นการนำาบทเรียนมาขยายเพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมให้ได้ความรู้ในแง่มุมที่กว้างและลึกกว่าเดิม เช่น โครงงานการศึกษาคำาซ้อนในวรรณคดีร้อยแก้ว โครงงานการศึกษาข้อคิดจากเรื่องพระมโหสถชาดก เป็นต้น๒. ขั้น ตอนการทำา โครงงาน การทำาโครงงานมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้ ๒.๑ การคิด และการเลือ กหัว เรื่อ ง ผู้เรียนจะต้องคิด และเลือกหัวเรื่องของโครงงานด้วยตนเองว่าอยากจะศึกษาอะไร ทำาไมจึงอยากศึกษา หัวเรื่องของโครงงานมักจะได้มาจากปัญหา คำาถามหรือความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ของผู้เรียนเอง หัวเรื่องของโครงงานควรเฉพาะเจาะจงและชัดเจน เมื่อใครได้อ่านชื่อเรื่องแล้วควรเข้าใจและรู้เรื่องว่าโครงงานนี้ทำาจากอะไร การกำาหนดหัวเรื่องของโครงงานนั้นมีแหล่งที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดและความสนใจหลายแหล่งด้วยกัน เช่น จาก
  7. 7. การอ่านหนังสือ เอกสาร บทความ การเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ การฟังบรรยายทางวิชาการ การเข้าชมนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงานทางวิทยาศาสตร์ การสนทนากับบุคคลต่างๆ หรือจาการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ รอบตัว เป็นต้น นอกจากนี้ ควรคำานึงถึงประเด็นต่อไปนี้ - ความเหมาะสมของระดับความรู้ ความสามารถของผู้เรียน - วัสดุ อุปกรณ์ ที่ใช้ - งบประมาณ - ระยะเวลา - ความปลอดภัย - แหล่งความรู้ ๒.๒ การวางแผน การวางแผนการทำาโครงงาน จะรวมถึงการเขียนเค้าโครงของโครงงาน ซึ่งต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การดำาเนินการเป็นไปอย่างรัดกุมและรอบคอบ ไม่สับสน แล้วนำาเสนอต่อผู้สอนหรือครูที่ปรึกษาเพื่อขอความเห็นชอบก่อนดำาเนินการขั้นต่อไป การเขียนเค้าโครงของโครงงาน โดยทั่วไป เขียนเพื่อแสดงแนวคิด แผนงาน และขั้นตอนการทำาโครงงาน ซึ่งควรประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้ ๑) ชื่อโครงงาน ควรเป็นข้อความที่กะทัดรัด ชัดเจน สือความ ่หมายได้ตรง ๒) ชื่อผู้ทำาโครงงาน ๓) ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน ๔) หลักการและเหตุผลของโครงงาน เป็นการอธิบายว่าเหตุใดจึงเลือกทำาโครงงานเรื่องนี้ มีความสำาคัญอย่างไร มีหลักการหรือทฤษฎีอะไรที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่ทำาเป็นเรื่องใหม่หรือมีผู้อื่นได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว ถ้ามีได้ผลอย่างไร เรื่องที่ทำาได้ขยายเพิ่มเติม ปรับปรุงจากเรื่องที่ผู้อื่นทำาไว้อย่างไร หรือเป็นการทำาซำ้าเพื่อตรวจสอบผล ๕) จุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ควรมีความเฉพาะเจาะจง และสามารถวัดได้ เป็นการบอกขอบเขตของงานที่จะทำาได้ชัดเจนขึ้น ๖) สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี) สมมติฐานเป็นคำาตอบหรือคำาอธิบายที่คาดไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจจะถูกหรือไม่ก็ได้ การเขียนสมมติฐานควรมีเหตุมีผลมีทฤษฎีหรือหลักการรองรับ และที่สำาคัญ คือ เป็นข้อความที่มองเห็นแนวทางในการดำาเนินการทดสอบได้ นอกจากนี้ควรมีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตามด้วย ๗) วิธีดำาเนินงานและขั้นตอนการดำาเนินงาน จะต้องอธิบายว่าจะออกแบบการทดลองอะไรอย่างไร จะเก็บข้อมูลอะไรบ้างรวมทั้งระบุวัสดุอุปกรณ์ที่จำาเป็นต้องใช้ มีอะไรบ้าง
  8. 8. ๘) แผนปฏิบัติงาน อธิบายเกี่ยวกับกำาหนดเวลาตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นการดำาเนินงานในแต่ละขั้นตอน ๙) ผลที่คาดว่าจะได้รับ ๑๐) เอกสารอ้างอิง ๒.๓ การดำา เนิน งาน เมื่อที่ปรึกษาโครงงานให้ความเห็นชอบเค้าโครงของโครงงานแล้ว ต่อไปก็เป็นขั้นลงมือปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่ระบุไว้ ผู้เรียนต้องพยายามทำาตามแผนงานที่วางไว้ เตรียมวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ให้พร้อมปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ คำานึงถึงความประหยัดและปลอดภัยในการทำางาน ตลอดจนการบันทึกข้อมูลต่างๆ ว่าได้ทำาอะไรไปบ้าง ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและข้อคิดเห็นอย่างไร พยายามบันทึกให้เป็นระเบียบและครบถ้วน ๒.๔ การเขีย นรายงาน การเขียนรายงานเกี่ยวกับโครงงาน เป็นวิธีสื่อความหมายวิธีหนึ่งที่จะให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงแนวคิด วิธีการดำาเนินงาน ผลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เกี่ยวกับโครงงานนั้น การเขียนโครงงานควรใช้ภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย ชัดเจนและครอบคลุมประเด็นสำาคัญๆทั้งหมดของโครงงาน ๒.๕ การนำา เสนอผลงาน การนำาเสนอผลงาน เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำาโครงงานและเข้าใจถึงผลงานนั้น การนำาเสนอผลงานอาจทำาได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมต่อประเภทของโครงงาน เนื้อหา เวลา ระดับของผู้เรียนเช่น การแสดงบทบาทสมมติ การเล่าเรื่อง การเขียนรายงาน สถานการณ์จำาลอง การสาธิต การจัดนิทรรศการ ซึ่งอาจมีทั้งการจัดแสดงและการอธิบายด้วยคำาพูด หรือการรายงานปากเปล่า การบรรยาย สิ่งสำาคัญคือพยายามทำาให้การแสดงผลงานนั้นดึงดูดความสนใจของผู้ชม มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และมีความถูกต้องของเนื้อหา๓. การเขีย นรายงานโครงงาน การเขียนรายงานโครงงานเป็นรูปแบบหนึ่งของการนำาเสนอผลงานของโครงงานที่ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าตั้งแต่ต้นจนจบ การกำาหนดหัวข้อในการเขียนรายงานโครงงานอาจไม่ระบุตายตัวเหมือนกันทุกโครงงาน ส่วนประกอบของหัวข้อในรายงานต้องเหมาะสมกับประเภทของโครงงานและระดับชั้นของผู้เรียน องค์ประกอบของการเขียนรายงานโครงงานแบ่งกว้างๆ เป็น ๓ ส่วน ดังนี้
  9. 9. ๑. ส่ว นปกและส่ว นต้น ส่วนปกและส่วนต้น ประกอบด้วย ๑) ชื่อโครงงาน ๒) ชื่อผู้ทำาโครงงาน ชั้น โรงเรียน และวันเดือนปีที่จัดทำา ๓) ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา ๔) คำานำา ๕) สารบัญ ๖) สารบัญตาราง หรือภาพประกอบ (ถ้ามี) ๗) บทคัดย่อสั้นๆ ที่บอกเค้าโครงอย่างย่อๆ ซึ่งประกอบด้วยเรื่อง วัตถุประสงค์ วิธีการศึกษา ระยะเวลา และสรุปผล ๘) กิตติกรรมประกาศ เพื่อแสดงความขอบคุณบุคคล หรือหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ๒. ส่ว นเนื้อ เรื่อ ง ส่วนเนื้อเรื่อง ประกอบด้วย ๑) บทนำา บอกความเป็นมา ความสำาคัญของโครงงาน บอกเหตุผล หรือเหตุจูงใจในการเลือกหัวข้อโครงงาน ๒) วัตถุประสงค์ของโครงงาน ๓) สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า ๔) การดำาเนินงาน อาจเขียนเป็นตาราง แผนผังโครงงานเพื่อให้การดำาเนินงานเป็นไปตามหัวข้อเรื่อง ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงงาน และพิสูจน์คำาตอบ (สมมติฐาน) ตามประเด็นที่กำาหนด ดังตัวอย่างการเขียนแผนผังโครงงานต่อไปนี้ ในแผนผังโครงงานทำาให้เห็นระบบการทำางานอย่างมีเป้าหมายมีการวางแผนการทำางาน จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ต้องการทราบ คือ หัวข้อย่อยหรือคำาถามย่อยของหัวข้อโครงงาน ถ้ามีมาก ๑ ข้อ ก็จะเรียงลำาดับทีละหัวข้อ พร้อมทั้งบอกสมมติฐาน วิธีศึกษา และแหล่งศึกษาค้นคว้าตามแผนผังให้ครบทุกข้อ สิ่งที่ต้องการทราบ สมมติฐาน วิธีการศึกษา แหล่งศึกษา/แหล่งข้อมูล หัวข้อย่อยจากหัวข้อเรื่องของโครงงานที่ต้องการหาคำาตอบ การตอบคำาถามล่วงหน้า ค้นคว้า สอบถาม สัมภาษณ์ สังเกตศึกษาโดยการดู-ฟัง จากสื่อชนิดต่างๆ - เอกสาร หนังสือ - สถานที่ บุคคล ๕) สรุปผลการศึกษา เป็นการอธิบายคำาตอบที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ตามหัวข้อย่อยที่ต้องการทราบ ว่าเป็นไปตามสมมติฐานหรือไม่ ๖) อภิปรายผล บอกประโยชน์ หรือคุณค่าของผลงานที่ได้ และบอกข้อจำากัดหรือปัญหา อุปสรรค (ถ้ามี) พร้อมทั้งบอกข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้า โครงงานลักษณะใกล้เคียงกัน ๓. ส่ว นท้า ย ส่วนท้าย ประกอบด้วย
  10. 10. ๑) บรรณานุกรม หรือ เอกสารอ้างอิง หรือเอกสารที่ใช้ค้นคว้าซึ่งมีหลายประเภท เช่น หนังสือ ตำารา บทความ หรือคอลัมน์ ซึ่งจะมีวิธีการเขียนบรรณานุกรมต่างกัน เช่น หนังสือ ชื่อ นามสกุล. ชื่อหนังสือ. สถานที่พิมพ์ : สำานักพิมพ์, ปีที่พิมพ์ บทความในวารสาร ชื่อผู้เขียน "ชื่อบทความ," ชื่อวารสาร. ปีที่หรือเล่มที่ : หน้า ;วัน เดือน ปี. คอลัมน์จากหนังสือพิมพ์ ์์ชื่อผู้เขียน "ชื่อคอลัมน์ : ชื่อเรื่องในคอลัมน์" ชื่อหนังสือพิมพ์.วัน เดือน ปี. หน้า. ๒) ภาคผนวก เช่น โครงร่างโครงงาน ภาพกิจกรรมแบบสอบถาม บทสัมภาษณ์ แหล่งที่มาhttp://www.thaigoodview.com/library/contest2551/tech04 /22/standard/p01.htmlhttp://www97.intel.com/th/ProjectDesign/Design/ProjectC haracteristics/ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/305516http://www.yupparaj.ac.th/CAI/CAI2005/33102/plan1/kno w1.htm

×