• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
ภาคใต้
 

ภาคใต้

on

  • 896 views

 

Statistics

Views

Total Views
896
Views on SlideShare
890
Embed Views
6

Actions

Likes
0
Downloads
4
Comments
0

1 Embed 6

http://tonsocial.wordpress.com 6

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    ภาคใต้ ภาคใต้ Presentation Transcript

    • วัฒนธรรมทางจารีต วัฒนธรรมทางด้านการ ประเพณี แต่งกายวัฒนธรรมทางด้านทีอยู่ ่ วัฒนธรรมทางด้านการรับ อาศัย ประทานอาหาร วัฒนธรรมทางด้านนาฏศิลป์และ ดนตรี
    • วัฒนธรรมทางด้านการแต่งกาย ภาคใต้ของไทยเริ่มตั้งแต่จังหวัด ชุมพรลงไปจนถึงชายแดนประเทศ มาเลเซีย เป็นพืนที่ที่ถูกขนาบด้วยทะเล ้ ทั้งสองฟาก และเป็นจุดผ่านของเส้น ทางค้าขายติดต่อระหว่างอารยธรรม ตะวันออกและตะวันตกมาตั้งแต่อดีต ชึ่งชัดเจนมากในสมัยอยุธยา เพราะ เป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าและเป็น ท่าเรือ อารยธรรมต่างประเทศหลาย อย่างที่เข้าสูราชอาณาจักรสยามมักจะ ่
    • ในด้านการใช้ผา มีบันทึกว่าชาวภาค ้ใต้ใช้ผาหลายรูปแบบ ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าแพร ้ผ้าเขียนลายเทียน ผ้ามัดย้อม แต่ผาที่มีชื่อ ้ที่สดของภาคใต้กลับเป็นผ้ายก โดยเฉพาะ ุผ้ายกจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่รู้จักในนามของผ้ายกเมืองนคร เป็นผ้าที่ราชสำานักภาคกลางสั่ง ทอและให้สงเป็น ่บรรณาการ ต่อมาในระยะหลังก็มีผ้าที่มีชื่อเสียงตามมาอีกหลายชนิด แต่ชาวบ้านปักษ์ใต้ทั่วไปเดิมนิยมนุงผ้าคล้ายผ้า ่ขาวม้ามีสีแดง การนุงผ้าปาเต๊ะหรือบาติก ่ที่มีลวดลายสีสนหลากหลายเป็นความนิยม ั
    • ผ้า ยกเมือ งนครศรีธ รรมราช ผ้ายกเป็นวิธการทอที่นิยมมากของ ี คนไทยในแต่ละพืนที่ก็มีวิธีทอและ ้ ลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป ภาคใต้ ก็เช่นกัน ผ้ายกเมืองนครศรีธรรมราช เป็นผ้าที่วิจิตรสวยงามขึนชือมาแต่ ้ ่ โบราณเป็นที่นิยมมาแต่ครั้งราชสำานัก อยุธยา ผ้ายกเมืองนครฯ ทอด้วยไหม เนื้อละเอียด นิยมเป็นสีเดียวกันเกือบทั้ง ผืน สอดแทรกลวดลายด้วยดิ้นทองที่ แลดูแผ่วเบาแต่เป็นระเบียบ ลวดลาย
    • ผ้ายก เมืองนครศรีธรรมราช
    • ผ้า ทอเกาะยอ     เป็นผ้าทอจากตำาบลเกาะยอ อำาเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นผ้าที่ทอด้วยใยฝ้าย มี เนื้อแน่น มีทั้งชนิดที่ทอ 2 ตะกอจนถึง 10 ตะกอ การทอแบบเหยียบตะกอแยกเส้นยืน ขึนลงทำาให้เกิดลายตารางคล้ายกับผ้า ้ ขาวม้า ชาวภาคใต้นิยมใช้ทำาผ้าโสร่งและ ผ้านุ่ง จุดเด่นของผ้าทอเกาะยอจึงอยู่ที่ ลายตารางนันเอง ซึงมีขนาดเล็กซ้อนๆ กัน ่ ่ ทอด้วยด้าย 2 สี เช่นสีขาว – แดง   สีขาว- แดงแซมดำา สีขาว-แดงแซมเหลือง จึงมัก จะเรียกผ้านี้อีกอย่างว่า ผ้าลายราชวัตร หากมีตารางใหญ่ก็เรียกว่า ราชวัตรใหญ่
    • ผ้า ทอเกาะยอ   
    • ผ้า ทอนาหมืน สี ่ มีแหล่งทออยู่ทจังหวัดตรัง เป็น ี่ เอกลักษณ์อีกแบบหนึงของผ้าภาค ่ ใต้ ส่วนใหญ่เป็นผ้าทอ ยกดอกแต่ เส้นด้ายย้อมสีสดมาก การทอใช้ เครื่องทอขนาดใหญ่จึงได้ผ้าผืน กว้าง มีลายเชิงมีรูปแบบคล้ายกับ ผ้าจากอำาเภอหาดเสียว จังหวัด ้ สุโขทัย
    •    โดยทั่ว ไปชาวบ้า นโดยทั่ว ไป  ทั้งผู้ที่นับถือศาสนา พุทธและศาสนาอิสลาม มีความนิยมเหมือนกัน คือ การนุ่ง ผ้าถุงหรือโสร่ง คนปัตตานีนิยมนุ่งผ้าถุงหรือโสร่งทั้งหญิง และชาย ผู้ชายนุ่งผ้าโสร่งลายตาหมากรุก ผู้หญิงนิยมนุ่ง ผ้าโสร่งปาเต๊ะ เสื้อก็สวมเสื้อที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด ทัวไป ในความนิยมที่เหมือนกันก็จะมีความแตกต่างที่เห็น ่ ได้ชัด ระหว่างผู้ที่นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม คือ ผุ้หญิงมุสลิมเมื่ออกจากบ้านจะแต่งกายแบบมิดชิด ใช้เสื้อ แขนยาวและมีผ้าคลุมศรีษะ(กายกูบง) ผู้ชายเมื่ออกจาก บ้านจะนุ่งผ้าโสร่ง สวมเสื้อแขนยาวและจะมีผ้าโพก ศรีษะ(ผ้าตรือแบ หรือซือแบ) หากไม่ใช้ผ้าโพกศรีษะก็จะ ใช้หมวกที่เรียกว่า กาปีเยาะ หรือซอเก๊าะ
    • ผ้า ทอนาหมืน สี ่
    • วัฒนธรรมทางจารีต ประเพณี ระชากรในภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยนับถือพระพุทธ ศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณีเหมือนคนไทย โดย ทัวไป นอกจากนีมีพิธการปลีกย่อยบางอย่างที่แตกต่างกัน ่ ้ ี บ้าง นอกจากไทยพุทธแล้ว บริเวณทางตอนใต้ของภาค โดยเฉพาะในเขตจังหวัดชายแดน ประชาชนในจังหวัด เหล่านี้เกือบร้อยละ ๖๐ นับถือศาสนาอิสลาม เมื่อมี ประชากรนับ ถือศาสนาอิสลามเป็นจำานวนมากรองไปจาก พระพุทธศาสนา ทางราชการจึงออกกฎหมายรับรอง และ ได้วางระเบียบ ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้นบถือ ั ศาสนาอิสลามด้วย เช่น มีกฎหมายว่าด้วยการทะเบียน มัสยิด และได้มีการตั้งคณะ กรรมการกลางอิสลามแห่ง ประเทศไทย และคณะกรรมการอิสลามประจำาจังหวัดที่มีผู้ นับถือศาสนาอิสลามจำานวนมาก เพื่อให้คำาปรึกษาแก่ทาง ราชการเกียวกับกิจกรรมต่าง ๆ ของศาสนาอิสลาม ่
    •  ชาวไทยในภาคใต้ได้อพยพย้ายถิ่นมาตั้งถินฐานอย่าง ่ ถาวรอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ เป็นเวลานาน รวมทั้งได้ ผสมกับ ชนพื้นเมือง จึงทำาให้มีผิวพรรณต่างไปจากคนภาคอืนบ้าง ่ รวมทั้งภาษาพูด และมีทะเลที่ตั้งห่างไกลจากเมือง หลวง การคมนาคมไม่สะดวก แยกกันมาหลายร้อยปี ภาษาจึง เปลี่ยนแปลงไปจากภาษาเดิม ซึ่งความจริงเพี้ยนไปตาม ท้องถิ่นแต่ยังเป็นภาษาไทยอยู่ มีสำาเนียง เสียงห้วน และพูด เร็วกว่าภาษาทางภาคเหนือ แต่จังหวัดที่มีประชากรพูดต่าง กันไปคนละภาษาเลยก็คือในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิมนิยมใช้ภาษามลายู เมื่อพูดกัน นานเข้าก็ไม่สารมารถพูดและฟังภารษาไทยให้ เข้าใจได้ โดยเฉพาะผูที่อยู่ในชนบทห่างไกลและไม่ได้เข้า โรงเรียนสอนภาษา ไทย ในการติดต่อกับทางราชการจึง ต้องใช้ล่ามแปล
    •  ในดินแดนภาคใต้ของไทยนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวไทย ซึ่งจำาแนกตามลักษณะเด่นได้ดังนี้                      - ชาวไทยพุทธ คนไทยในภาคใต้ตอนบน เป็นคนไทยพุทธ ซึ่งมีขนบธรรมเนียมประเพณีทาง พระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ ประเพณีที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ประเพณีชิงเปรตและประเพณี ชักพระ ของ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น                      ส่วนคนไทยเชื้อสายจีนมีประเพณีบางอย่างที่ แตกต่างออกไป เช่น มีเทศกาลถือศีลกินเจ ที่ จ.ภูเก็ต เป็นต้น                   
    •     - ชาวไทยมุสลิม ในประเทศไทยมีจำานวนประมาณแสน คน ในจำานวนนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดชาย แดน ภาคใต้ ชาวไทยมุสลิมใช้ภาษาพื้นเมืองเรียกว่าภาษายาวี แต่สามารถพูดไทยได้ เพราะปัจจุบันมีโรงเรียนของเอกชน และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนเปิดสอนวิชาสามัญและ วิชาศาสนา ซึ่งแต่เดิมผู้ปกครองนักเรียนไทยมุสลิม ต้องส่ง เด็ก ไปเรียนหาความรู้ทางศาสนากับโต๊ะครูในปอเนาะ ปัจจุบันชาวไทยมุสลิมได้ดำารงตำาแหน่งทางราชการที่ สำาคัญหลายตำาแหน่ง เช่น พัฒนากร นายอำาเภอ ครูใหญ่ เป็นต้น โดยทั่วไปชาวไทยมุสลิมมีนสัยรักสงบ เคารพผู้ ิ ปกครองบ้านเมือง รักประเทศ ชาติและมีความเอือเฟื้อเผื่อ ้ แผ่เหมือนกับคนไทยทั่วไป                     
    •  - ไทยใหม่หรือชาวเล บริเวณชายฝั่งและเกาะบางเกาะของ ภาคใต้ทางด้านทะเลอันดามันมีชาวพืนเมืองที่เรียก ว่า ้ ชาวเล หรือชาวนำ้า จำานวนเป็นหมื่นคน กลุ่มชาวเลมีสังคม ภาษาพูดและขนบธรรมเนียมที่เป็นลักษณะของกลุ่มโดย เฉพาะ สันนิษฐานว่าชาวเลเหล่านี้เป็นเผ่าพันธุเมลาเซียนที่ ์ เร่ร่อนทางทะเลมาจากหมู่เกาะเมลาเซียน ซึ่งความจริงแล้ว ชาวเลน่าจะ อาศัยอยู่ทางฝั่งตะวันออกของภาคใต้เพราะ อยู่ใกล้หมู่เกาะเมลาเซียนมากกว่า แต่ชาวเลกลับไปอาศัย อยู่มากทางชายฝั่ง ด้านตะวันตก ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่ ชัดเจนของการเลือกถินฐานดังกล่าว ชุมชนชาวเลที่ใหญ่ ่ ทีสุดอยู่ที่เกาะหลีเป๊ะ ใน หมู่เกาะอาดัง หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต ่ เกาะสุรินทร์ จ.พังงา ปัจจุบันชาวเลที่ตั้งถิ่นฐานอยู่อย่าง ถาวรมีหลายแห่ง จึงต้องมี การทำาสำามะโนครัวและมีการตั้ง นามสกุลให้ เช่น ทะเลลึก ช้างนำ้า หาญทะเล เป็นต้น และ ได้เปลียนชื่อเรียกชาวเลเสียใหม่ ว่า ชาวไทยใหม่ ่                      - เงาะหรือชนเผ่าซาไก ชนเผ่านี้เป็นชนกลุ่ม
    •  วันลากพระ จะทำากันในวันออกพรรษา คือวันแรม ๑ คำ่า เดือน ๑๑ โดยตกลงนัดหมายลากพระไปยังจุดศูนย์รวม วัน รุงขึ้น แรม ๒ คำ่า เดือน ๑๑ จึงลากพระกลับวัด ่
    •  ความสำาคัญ :          เป็นประเพณีทำาบุญในวันออกพรรษา ปฏิบัติตาม ความเชื่อว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำาพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อโปรดพระมารดา เมื่อครบพรรษาจึง เสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ พุทธศาสนิกชนไปรับเสด็จ แล้ว อัญเชิญพระพุทธเจ้า ประทับบนบุษบกแล้วแห่แหน
    •  พิธีกรรม :          ๑. การแต่งนมพระ          นมพระ หมายถึงพนมพระเป็นพาหนะที่ใช้บรรทุก พระลาก นิยมทำา ๒ แบบ คือ ลากพระทางบก เรียกว่า นม พระ ลากพระทางนำ้า เรียกว่า "เรือพระ" นมพระสร้างเป็น ร้านม้า มีไม้สองท่อนรองรับข้างล่าง ทำาเป็นรูปพญานาค  มีล้อ ๔ ล้ออยู่ใต้ตัวพญานาค ร้านม้าใช้ไม้ไผ่สานทำาฝา ผนัง ตกแต่งลวดลาย ระบายสีสวย รอบ ๆ ประดับด้วยผ้าแพรสี ธงริ้ว ธงสามชาย ธงราว ธงยืนห้อย ระยาง ประดับต้นกล้วย ต้นอ้อย ทางมะพร้าว ดอกไม้สดทำา อุบะห้อยระย้า มีต้มห่อด้วยใบพ้อแขวนหน้านมพระ ตัว พญานาคประดับกระจกแวววาวสีสวย ข้าง ๆ นมพระแขวน โพน กลอง ระฆัง ฆ้อง ด้านหลังนมพระวางเก้าอี้ เป็นที่นั่ง ของพระสงฆ์ ยอดนมอยู่บนสุดของนมพระ ได้รับการแต่ง
    •  การอัญเชิญพระลากขึ้นประดิษฐานบนนมพระ           พระลาก คือพระพุทธรูปยืน แต่ที่นิยมคือ พระพุทธ รูปปางอุ้มบาตร เมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ คำ่า เดือน ๑๑ พุทธบริษัท จะสรงนำ้าพระลากเปลี่ยนจีวร แล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน บนนมพระแล้วพระสงฆ์จะเทศนาเรื่องการเสด็จไป ดาวดึงส์ของพระพุทธเจ้า ตอนเช้ามืดในวันแรม ๑ คำ่าเดือน ๑๑  ชาวบ้าน จะมาตักบาตรหน้านมพระ เรียกว่า ตักบาตร หน้าล้อ เสร็จแล้วจึงอัญเชิญ พระลากขึ้นประดิษฐานบนนมพระ ในตอนนี้บางวัดจะทำา พิธีทางไสยศาสตร์ เพือให้การลากพระราบรื่น ปลอดภัย ่
    •     ๓. การลากพระ           ใช้เชือกแบ่งผูกเป็น ๒ สาย เป็นสายผู้หญิงและสาย ผู้ชาย โดยใช้โพน (ปืด) ฆ้อง ระฆัง เป็นเครื่องตีให้จังหวะ เร้าใจในการลากพระ  คนลาก จะเบียดเสียดกันสนุกสนานและประสานเสียงร้องบทลาก พระเพื่อผ่อนแรง
    • วัฒนธรรมทางด้านที่อยูอาศัย ่ การปลูกเรือน ต้องเลือกวันเวลาที่เหมาะสมตามคติ โหราศาสตร์และเลือกวัสดุก่อสร้างที่เป็นมงคล เลือกทิศทาง ทำาเลที่ไม่ขัดกัไม่นิยมปลูกบ้านขวางตะวัน เพราะเชื่อ ว่าการทำาดังนั้นเป็นการขวางโลก หาความเจริญไม่ได้ ความเชื่อนี้มีผลต่อการวางผังบ้าน คือจะนิยมสร้างเรือน ครัวและเรือนข้าวไว้ทางทิศตะวันตกหรือตะวันออกของ ชานเรือน โดยเว้นทิศเหนือและใต้ของเรือนหลังแรกไว้เพื่อ ปลูกเรือนหลังที่สอง บ้านหลังใหม่จะได้ไม่ขวางตะวัน อีก ทังการปลูกเรือนครัวและเรือนข้าวในตำาแหน่งแหล่งที่ดัง ้ กล่าว ยังเป็นการช่วยให้เรือนชานได้ร่มเงา อย่างน้อยก็ ครึ่งวัน ทำาให้นั่งพักผ่อนหรือทำางานสะดวกสบายยิ่งขึ้น บ คติความเชื่อ 
    •  ม่นิยมปลูกบ้านสองชั้น นอกจากความสูงที่เกรงว่าจะต้าน พายุลมแรงแล้ว การปลูกเรือนสองชั้นทำาให้ยากต่อการ หลีกเลี่ยงคติ “ ที่สูงที่ตำ่า” อันเป็นคารวธรรมของคนไทยที่ ไม่นิยมยืนเดินนั่งนอนบนระดับสูงกว่าผู้อาวุโส อีกทั้งใครมี เครื่องรางของขลังติดตัวอยู่ ถ้ามีสตรียืนเดินนั่งนอนอยู่บน ชั้นของเรือนก็จะไม่เป็นมงคล เชื่อว่าทำาให้เครื่องรางของ ขลังหมดความศักดิ์สิทธิ์ไป
    •  ไม่นิยมทำาพื้นระเบียงให้เสมอระดับพืนเรือน นอกจากคติ ้ ความเชื่อเรื่องอาวุโสและของขลังดังกล่าวแล้ว บ้านชาวใต้ นิยมลดระดับพื้นระเบียงตำ่ากว่าพืนเรือนนอน เมื่อมีบุตร ้ หลานมาเยี่ยมเยียนผู้เฒ่าผู้แก่ บุตรหลานจะได้นั่งที่ระเบียง พืนในระดับที่ตำ่ากว่า  ้
    • วัฒนธรรมทางด้านการรับประทานอาหาร  อาหารพื้นบ้านภาคใต้มีรสชาติโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะ สืบเนื่องจากดินแดนภาคใต้  เคยเป็นศูนย์กลางการเดินเรือค้าขายของพ่อค้าจากอินเดีย จีนและชวาในอดีต ทำาให้วฒนธรรม  ั ของชาวต่างชาติโดยเฉพาะอินเดียใต้ ซึ่งเป็นต้นตำารับใน การใช้เครื่องเทศปรุงอาหารได้เข้ามามีอิทธิพลอย่างมาก   
    •  อาหารพื้นบ้านภาคใต้ทั่วไป มีลกษณะผสมผสาน ั ระหว่างอาหารไทยพื้นบ้านกับอาหารอินเดียใต้ เช่น นำ้าบูดู ซึ่งได้มาจากการหมักปลาทะเลสดผสมกับเม็ดเกลือ และมี ความคล้ายคลึงกับอาหารมาเลเซีย อาหารของภาคใต้จึงมี รสเผ็ดมากกว่าภาคอื่น ๆ และด้วยสภาพภูมิศาสตร์อยู่ติด ทะเลทั้งสองด้าน มีอาหารทะเลอุดมสมบูรณ์ แต่สภาพ อากาศร้อนชื้น ฝนตกตลอดปี อาหารประเภทแกงและ เครื่องจิ้มจึงมีรสจัด ช่วยให้ร่างกายอบอุน ป้องกันการเจ็บ ่ ป่วยได้อีกด้วย  
    • วัฒนธรรมทางด้านนาฏศิลป์และดนตรี ภาคใต้ เป็นดินแดนที่ติดทะเลทังฝั่งตะวันตกและตะวันออก ้ ทางด้านใต้ติดกับมลายู ทำาให้รับวัฒนธรรมของมลายูมา บ้าง ขนบประเพณีวฒนธรรมและบุคลิกบางอย่างคล้ายคลึง ั กัน คือ พูดเร็ว อุปนิสัยว่องไว ตัดสินใจ รวดเร็ว เด็ดขาด การแต่งกาย การแสดง เพลง และดนตรีคล้ายคลึงกันมาก นาฏศิลป์ของชาวไทยภาคใต้ แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ การแสดงพื้นบ้านและระบำาพื้นบ้าน การแสดงพื้นบ้าน สามารถแบ่งออกออกตามลักษณะของพื้นที่ ดังนี้
    •  พืนที่ ภาคใต้ตอนบน ได้แก่ โนรา เพลงบอก เพลงเรือ คำา ้ ตัก เพลงชาน้อง พืนที่ ภาคใต้บริเวณลุ่มนำาทะเลสาบสงขลา ได้แก่ โนรา ้ หนังตะลุง กาหลอ โต๊ะครึม(นายลิมนต์) เพลงเรือ พืนที่ ชายฝั่งทะเลอันดามัน ลิเกป่า รองเง็งชาวเล รองเง็ง ้ ตันหยง กาบง กาหยง ดาระ พืนที่ ภาคใต้ตอนล่าง รองเง็งปัตตานี ดิเกร์ฮูลู ซีละ มะ ้ โย่ง(บือดีกา) บานอ กรือโต๊ะ ตือตรี ส่วนระบำาพื้นบ้าน ได้แก่ ตารีกีปัส ระบำาร่อนแร่ ระบำากรีด ยาง เป็นต้น