๑.๑ ประเด็นปญหาเรื่องการใหทานของพระเวสสันดร      พระเวสสันดรบําเพ็ญทานบารมีโดยบริจาคพระโอรสพระธิดา และพระชายา ใหแกพราห...
อยางไรก็ตาม แมวาเรื่องนี้จะผานมานานแลว แตก็ยังมีชาวพุทธจํานวนมากที่ยังกังขาและตั้งคําถามอยูตลอดเวลาวาเปนการกระทํา...
ของบิดามารดาโดยทั่วไปแลวกลับมองวาเปนการกระทําที่ไมถูกตองเพราะนําความทุกขมาใหบุตรธิดาซึ่งไมรูเห็นและไมเขาใจอุดมก...
ของคนไทยมาหลายยุค หลายสมัย นับแตผูนําประเทศจนถึงชาวบานธรรมดา เพราะเปนเรื่องที่สามารถนําไปประยุกตใชในชีวิตประจําวันได...
จํานวนถวนสิ่งละพัน ดวยอานิสงสนั้นจะชักนําใหสมมโนรถตามปรารถนา ผูมั่งมุงหมายใครจะพบศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย[๓]      อิทธ...
เกี่ยวของอื่นๆ จากเอกสารขั้นทุติยภูมิ(Secondary Sources) ไดแก คัมภีรอรรถกถาเอกสารงานวิจัย วิทยานิพนธ หนังสือ ตําราและ...
๒.๑ หลักคําสอน ๒ ระดับพระพุทธศาสนามีหลักคําสอนที่มงใหมนุษยพงปฏิบัติเพื่อความสุขแกตนเองและผูอื่น ตาม                   ...
พระองคก็ทรงสอนในลักษณะเดียวกัน[๕] ดังเชนในบุญกิริยาวัตถุสูตร พระพุทธองคก็ไดตรัสสอนเรื่องทานมัย ศีลมัย และภาวนามัย[๖]คํ...
สําหรับการมีชีวิต เมื่อทุกคนตองการปจจัย ๔ เพื่อการดํารงชีวิตเชนเดียวกัน การขวนขวายเพื่อการไดมาซึงสิงเหลานี้จงเปนสิ่ง...
ดังนี้วาพระผูมีพระภาคเจาไดตรัสแสดงอนุปุพพิกถาแกพราหมณโปกขรสาติ ครั้นแสดงจบแลวทรง              ทราบวามีจิตคลอง มีจ...
อกุศลมาเปนอยางดี ซึ่งถาบุคคลไมสามารถชําระศีลอันเปนการบําเพ็ญเพียรทางกายใหบริสุทธิ์ ก็ไมอาจจะยังสมาธิภาวนาใหเกิดและ...
๑) อามิสทาน การใหทานดวยสิ่งของ๒) ธรรมทาน การใหทานดวยการแนะนําศิลปวิทยา รวมถึงใหธรรมเปนทาน๓) อภัยทาน การใหทานโดยการใ...
ปรมัตถทีปนี อรรถกถาแหงขุททกนิกาย จริยาปฎก[๑๖] ขุททกนิกาย ธรรมบท[๑๗]ในทานวรรคแหงอังคุตตรนิกาย”[๑๘] ศึกษาอภัยทานในอรรถกถา...
สิ่งสําคัญประการหนึ่งก็คือ เจตนาทั้ง ๓ ประการนี้ จะบริบูรณครบองคไดเมือทายกนั้น                                         ...
ประกอบดวยวัตถุ ๑๐ มี ขาวเปนตนชื่อวาทาน หรือความไมโลภ ที่ประกอบดวยเจตนาเปนเหตุใหบริจาคทานนั้น ก็เรียกวา ทานเชนกั...
การใหทานเปนพิธีกรรมที่ผนวกอยูกับประเพณีพิธีกรรมทางศาสนา และขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีทางสังคมจากคติความเชื่ออื่น ๆ นอกเห...
สวนลักษณะของการใหหรือวิธีการใหทานนั้น พระพุทธองคตรัสไวทงในฝายดีและในฝายที่ไมดี                                    ...
๒.๖ การบําเพ็ญทานบารมี            เพื่อใหประเด็นที่จะอภิปรายชัดเจนขึ้นในที่นี้จึงมาศึกษา บารมี ในพระไตรปฎก คัมภีรปกรณพ...
การใหทานที่เปนการบําเพ็ญทานบารมี จะตองเปนการใหทานที่ตองสังสมสืบเนื่องโดยตลอดโดย                                     ...
โพธิสัตวองคกอน ๆ ไดประพฤติปฏิบัติกันมาแลว จึงแนะนําตนเองดังนี้วา ดูกอนสุเมธบัณฑิต ทานควรบําเพ็ญทานบารมีเปนประการแ...
๓) ทานปรมัตถบารมี ไดแก ทานที่บําเพ็ญดวยการสละชีวิต ในสสปณฑิตจริยา กลาวถึงการบําเพ็ญทานปรมัตถปารมีของสสบัณฑิตพระโพธิสั...
สิ่งเหลานีลวนเปนเรืองของโลกธรรมที่จําเปนสําหรับฆราวาสวิสัย แมจะเปนเรืองของวัตถุ แต           ้          ่          ...
ปฏิบัติตามบุญญกิริยานั้นซึ่งถือวาเปนความไมประมาทและบุคคลสามารถยึดประโยชนทั้ง ๒ ไวไดดวยบุญกิริยากลาวคือทาน ศีล และภ...
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
เวสสันดรวิเคราะห์
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

เวสสันดรวิเคราะห์

242 views
207 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
242
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
8
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

เวสสันดรวิเคราะห์

  1. 1. ๑.๑ ประเด็นปญหาเรื่องการใหทานของพระเวสสันดร พระเวสสันดรบําเพ็ญทานบารมีโดยบริจาคพระโอรสพระธิดา และพระชายา ใหแกพราหมณชูชกเพือนําไปเปนทาสรับใช ในทางพระพุทธศาสนาถือวาเปนการใหทานระดับกลางคือ ่ขั้นอุปทานบารมี ซึ่งพระโพธิสัตวทงหลายนิยมกระทําและบัณฑิตก็สรรเสริญการกระทําเชนนี้ ั้เพราะผลของการกระทําอยางนีจะเปนปจจัยใหไดสมโพธิญาณซึ่งจะเปนประโยชนตอชาวโลก ้ ัอยางมหาศาล แตในทางสังคมของฆราวาสถือวาเปนสิ่งที่กระทําไดยากอยางยิง และถูกมองวา ่เปนเรื่องที่ไมถูกตอง เพราะนําความทุกขมาใหบุตรธิดาและพระชายาของตน และขัดกับจริยธรรมในฐานะของบิดาที่ตองดูแลบุตรธิดาและภรรยาใหมความสุข ีประเด็นดังกลาวนี้พระยามิลินทกษัตริยแหงโยนกไดตั้งขอสงสัยและถามพระนาคเสนเมือประมาณ ่๒,๐๔๖ ปมาแลว ขอสงสัย ประเด็นคําถามและคําตอบของนักปราชญทั้งสองไดดําเนินไปอยางดุเดือดชนิดที่ฝายหนึ่งเอาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเปนพระราชามาเปนเดิมพัน และอีกฝายหนึ่งก็เอาความมั่นคงของพระพุทธศาสนาเปนประกัน แมวาเรื่องนี้จะผานมาแลวสองพันกวาปก็ตาม แตยังดูเหมือนวาคุกรุนอยูตลอดเวลา ทั้งนี้เนื่องจากวาเปนประเด็นเกี่ยวกับจริยธรรมซึ่งเกี่ยวของโดยตรงกับวิถชีวิตมนุษยในสังคม โดยเฉพาะการทําหนาที่ของบิดามารดาตอบุตรธิดา ีสามีตอภรรยาเพือแลกกับอุดมการณสูงสุดคือสัมโพธิญาณ โดยพระยามิลินทสวมบทบาทของ ่สังคมผูครองเรือน สวนพระนาคเสนสวมบทบาทตัวแทนทางศาสนาที่จะตองตอบปญหาใหกระจางไมทิ้งหลักพุทธธรรม และไมสรางปญหาสังคมภายหลัง เพราะถาพระนาคเสนตอบปญหานี้ผิดจากแนวพุทธศาสนา นั่นก็แสดงวาปริยัติธรรมถูกทาทายตอการพิสจนจากกระแสสังคม จะสงผล ูตอการปฏิบัติศาสนา ปฏิเวธธรรมก็จะเปลาประโยชน แตเหตุการณนี้ไดผานบทพิสูจนไปไดดวยดีวีรธรรมของนักปราชญทั้งสองที่ไดทําไวยังอยูในความทรงจําของชาวพุทธตลอดมา
  2. 2. อยางไรก็ตาม แมวาเรื่องนี้จะผานมานานแลว แตก็ยังมีชาวพุทธจํานวนมากที่ยังกังขาและตั้งคําถามอยูตลอดเวลาวาเปนการกระทําไมถูกตอง และเมื่อผนวกกับเรื่องสิทธิมนุษยชนแลวยิ่งมีประเด็นใหถกเถียงอีกมากมาย ผูเขียนคิดวาถาไดนําเรื่องนีมาอภิปรายกันอีกครังหนึ่งในแงวชาการ ้ ้ ินาจะเปนประโยชนตอสังคมและเปนการปกปองพระพุทธศาสนา ชวยใหชาวพุทธทั้งหลายไดมองเห็นคุณคาของการใหทานของพระเวสสันดร ตลอดจนวีรธรรมที่พระนาคเสนและพระยามิลินทไดกระทําไวซงเปนความพยายามอยางยิงที่จะปกปองพระพุทธศาสนาใหคงอยูคูโลกตอไป ึ่ ่ การใหทานถือวาเปนการบําเพ็ญบารมีอยางหนึ่งในบรรดาบารมี ๑๐ อยางในพระพุทธศาสนา พระโพธิสัตวทั้งหลายลวนบําเพ็ญทานบารมีเปนอันดับแรก กอนที่จะบําเพ็ญบารมีอยางอื่น เพราะทานบารมีเริ่มจากการสละสิงของภายนอกจนกระทั่งสละสิงของภายใน จาก ่ ่สิ่งของที่หยาบจนถึงขั้นละเอียดถึงขนาดสละไดแมกระทั่งชีวิตของตน ทั้งนี้เพื่อใหบารมีสมบูรณและที่สําคัญเพื่อใหไดมาซึ่งสัพพัญุตญาณ อันเปนเปาหมายหลักของพระโพธิสัตวนั่นเอง[๑] การใหทานของคนทั่วไปนั้นถือเปนเรืองปกติของมนุษยผูดํารงชีวิตอยูในสังคม เปนการให ่ทานที่สละไดไมยากนักเพราะสิงของที่ใหทานนั้นไมใหญโตและมีคานอย แตการใหทานของพระ ่โพธิสัตวทั้งหลายโดยเฉพาะพระเวสสันดรที่ยอมสละพระชายา พระโอรสและพระธิดาเพื่อใหเปนทาสแกพราหมณชูชกนั้นเปนสิ่งที่กระทําไดยากยิ่ง เพราะนอกจากจะสูญเสียสิงอันเปนที่รักแลว ่พราหมณเฒายังแสดงอํานาจบาทใหญเฆี่ยนตีพระโอรสและพระธิดาตอหนาตอตาอยางไรความปราณี ซึ่งสถานการณอยางนี้ยอมสรางความเจ็บปวดรวดราวทางจิตใจของผูเปนบิดาอยางมากถาเปนสามัญชนคงกระทําไดยากหรืออาจทําไมไดเลย แตพระเวสสันดรไดผานการทดสอบและพิสูจนถงความมีพระทัยแนวแนมั่นคงในการใหทานอยางดีเยี่ยมจนประสบความสําเร็จมาแลว ึ แมวาการกระทําของพระเวสสันดรจะไดรับการยอมรับวาเปนการกระทําทีบัณฑิต ่สรรเสริญ เปนแบบอยางที่ดในแงของศาสนาก็ตาม แตในทางสังคมของฆราวาสและสามัญสํานึก ี
  3. 3. ของบิดามารดาโดยทั่วไปแลวกลับมองวาเปนการกระทําที่ไมถูกตองเพราะนําความทุกขมาใหบุตรธิดาซึ่งไมรูเห็นและไมเขาใจอุดมการณของบิดา ยิ่งไปกวานั้น บทบาทของพระเวสสันดรในฐานะบิดาที่ตองดูแลบุตรธิดาใหมีความสุขและหนาที่ในความเปนสามีที่พึงปฏิบัติตอภรรยาก็ถูกละเลยไป สายใยแหงความสัมพันธทางครอบครัวถูกตัดขาด ภาพลักษณของสถาบันครอบครัวไมมั่นคงขาดความอุนเชนนี้แลว นักการศาสนาจะกลาวไดอยางไรวาเปนสิงที่ถูกตองเหมาะสม เปน ่แบบอยางที่ดีแกสังคมควรกระทําตาม เวสสันดรชาดกเปนชาดกหนึ่งในทศชาติวาดวยการบําเพ็ญทานบารมีของพระเวสสันดรซึ่งเปนชาติสุดทายกอนจะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เนื้อความของเวสสันดรชาดก กลาวถึงการบริจาคทานของพระเวสสันดร จนในที่สุดตองถูกไลออกจากพระราชวังไปอยูปาและในที่นั้นพระองคก็ไดพระโอรสและพระชายแกพราหมณและพระอินทรทมาขอ อันเปนการบําเพ็ญทานที่ทํา ี่ไดยากยิ่ง และเปนที่มาของคติโพธิสัตวที่วา ถาหากจะบําเพ็ญเพียรเพือความเปนพระโพธิสัตวตอง ่สามารถสละไดทุกสิ่งโดยไมเวนแมกระทั้งชีวิตของตนเองก็ใหได เวสสันดรชาดก มีอิทธิพลตอสังคมไทยแทบทุกภาคของเมืองไทย จะเห็นไดจากการนิยมนําเอาเรื่องพระเวสสันดรมาเทศนและเรียกชือวา เทศนมหาชาติบาง เทศนผเวสบาง ตามแตละ ่ทองถิ่น มีคตินิยมอยางหนึ่งวา ถาหากใครไดฟงการเทศนเรื่องพระเวสสันดรชาดกจบไดภายในวัน เดียวจะมีผลานิสงสมากมายพระมหาสงา ไชยวงศ กลาวถึงอิทธิพลของพระเวสสันดรชาดกตอสังคมไทยและการใหทานตามคติแหงพระเวสสันดร วา ในชวงกรุงรัตนโกสินทรตอนตน มีการสอนเรืองการสรางบุญกุศลในทางศาสนาที่ไดบุญมาก ่คือการบริจาคทาน… การทําทานในสังคมไทย สวนหนึ่งมาจากการสอนเรื่องชาดกในพระพุทธศาสนา ซึ่งเปนเรื่องการบําเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว ชาดกไดเขามามีอิทธิพลตอวิถีชีวิต
  4. 4. ของคนไทยมาหลายยุค หลายสมัย นับแตผูนําประเทศจนถึงชาวบานธรรมดา เพราะเปนเรื่องที่สามารถนําไปประยุกตใชในชีวิตประจําวันได และมีตัวอยางใหเปนเปนรูปธรรมอยางชัดเจน เชนภาพสลักตางๆ หรือภาพปนโบราณที่เลาเรืองราว ซึงนักโบราณคดีไดสันนิษฐานจากลักษณะทาง ่ ่ประติมาณวิทยาวา เปนชาดกในพระพุทธศาสนาจริยธรรมที่เปนเอกลักษณของเรือง (เวสสันดรชาดก) อยูที่เนนใหเห็นอานุภาพของความเสียสละ ่ไมเห็นแกตัว ปลูกฝงนิสัยเรืองความเมตตากรุณาตอกัน เห็นใจกัน ผูรับฟงก็จะมีนสัยโนมเอียงไป ่ ิทางพระเวสสันดร เพราะตองการเอาอยาง เมื่อเปนเชนนี้ ความโลภ ความเห็นแกตัวก็จะนอยลง รักที่จะเสียสละเอือเฟอกัน มีการปลูกฝงใหเห็นภาพ และปรารถนาสังคมในอุดมคติอยางในสมัยพระ ้อริยเมตไตรย โดยใชการสรางแรงจูงใจวา แมไมไดทําทาน แตใครก็ตามที่ตังใจฟงธรรมเวสสันดรตั้งแตตนจนจบ ๑๓ กัณฑก็สามารถปรารถนาพระนิพพาน หรือไปเกิดในสมัยพระศรีอริยเมตไตรยไดเชนกัน[๒] นอกจากจริยธรรมที่ปรากฏในพระเวสสันดรชาดก ซึ่งเนนที่ความเสียสละเพือ ่ประโยชนแกสวนรวม คนไทยยังไดนําหลักจริยธรรมเหลานี้มาปฏิบัติและจากลักษณะของความเปนคนใจบุญสุนทานนี่เอง เชื่อวา พระเวสสันดรชาดกนาจะมีอิทธิพลตอลักษณะนิสัยในความเปนผูมักใหทานและความเปนผูมีใจโอบออมอารี เอื้อเฟอเผื่อแผ ซึ่งในเรืองนี้ พระมหาบุญทัน อานนฺโท   ่กลาววา ๑. เวสสันดรชาดกเปนพระพุทธวจนะทีพระพุทธเจาทรงแสดงแกพระภิกษุสงฆพุทธ ่บริษัท ณ นิโครธาราม ในกรุงกบิลพัสดุ และเมือผูใดไดสดับก็ยอมเกิดสิรสวัสดิมงคล เปนกุศลบุญ ่  ิราศี ๒. บุคคลสดับเวสสันดรชาดกอันประดับดวยพระคาถาหนึ่งพัน ในวันและราตรีเดียวใหจบและใหบูชาดวยประทีป ธูป เทียน ธงฉัตร สารพัดดอกไม ดอกบัว ดอกผักตบ เปนตน ใหครบ
  5. 5. จํานวนถวนสิ่งละพัน ดวยอานิสงสนั้นจะชักนําใหสมมโนรถตามปรารถนา ผูมั่งมุงหมายใครจะพบศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย[๓] อิทธิพลของความเชื่อเกี่ยวกับการบําเพ็ญทานบารมี สืบเนื่องจากสุโขทัยจนถึงอยุธยาและรัตนโกสินทร คตินิยมการทําบุญตามพระเวสสันดรโพธิสัตวก็ยังคงอยูเสมอ และการฟงเทศนมหาชาติไมไดจํากัดอยูแคประชาชนเทานั้น แมองคพระมหากษัตริยก็มีพิธีเทศนตามพิธีหลวง และนอกจากนั้น ยังมีพระมหากษัตริยบางพระองคถือคติตามพระเวสสันดรโพธิสัตวและไดถวายทาน ดุจวาบําเพ็ญบารมีเพื่อโพธิญาณ เพื่อความเขาใจถูกตองรวมกันและเปนประโยชนทางดานการศึกษาของชาวพุทธ ผูเขียนจึงไดศึกษาวิเคราะหเรืองนี้โดยไดตั้งวัตถุประสงคในการศึกษา ดังนี้ ่๑.๒ วัตถุประสงคในการศึกษา การวิเคราะหประเด็นเรื่องการใหทานของพระเวสสันดรครังนี้ ้เพื่อศึกษาเกณฑตัดสินดานพุทธจริยศาสตรเกี่ยวกับการใหทานของพระเวสสันดรวาถูกตองเหมาะสมหรือไม๑.๓ ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ ผูเขียนไดตั้งความคาดหวังจากงานวิเคราะหครั้งนี้ โดยหวังวาจะเกิดประโยชน คือ ทําใหทราบเกณฑตัดสินดานพุทธจริยศาสตรเกี่ยวกับการใหทานของพระเวสสันดรวาถูกตองเหมาะสมหรือไม อันจะนําไปสูการประยุกตใชในสังคมตอไป๑.๔ วิธีการดําเนินการวิจัย งานวิจัยนี้มีกรอบการศึกษาวิจัยเฉพาะเชิงเอกสาร(Documentary Research) โดยศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับการใหทานจากเอกสารขอมูลขั้นปฐมภูมิ(Primary Sources)ไดแกคัมภีรสําคัญของพระพุทธศาสนาคือพระวินัย ปฎก(Vinaya Pitaka) พระสุตตันตปฎก(Suttanta Pitaka) และพระอภิธรรมปฎกและศึกษาคนควาขอมูล แนวการอธิบายพุทธจริยศาสตรเกี่ยวกับการใหทาน และประเด็นที่
  6. 6. เกี่ยวของอื่นๆ จากเอกสารขั้นทุติยภูมิ(Secondary Sources) ไดแก คัมภีรอรรถกถาเอกสารงานวิจัย วิทยานิพนธ หนังสือ ตําราและผลงานทางวิชาการของนักการศาสนาและนักวิชาการทั่วไปทังชาวไทยและชาวตางประเทศ อันเปนวรรณกรรมที่มีเนื้อหาเกี่ยวของกับ ้งานวิจัยฉบับนี้หลังจากคนควาขอมูลไดแลวก็จะเก็บรวบรวมและจัดลําดับขอมูลจากทีไดศึกษาคนควา นําขอมูล ่ที่ไดมาศึกษาวิเคราะหในเชิงสังคมศาสตร พิสจนทดสอบตามที่ไดตั้งสมมติฐานเอาไว สุดทายก็จะ ูไดสรุปผลการวิเคราะหวิจัยและนําเสนอขอมูลจากเอกสารที่ไดศึกษาคนควาตอไปอนึ่ง งานวิจัยนี้เนื่องจากจํากัดดวยเรื่องเวลาจึงอาจมีขอบกพรองอยูมาก ผูวิจัยจึงขอนอมรับคําติ ชมจากครูอาจารยผูเปนปราชญทั้งหลายไดกรุณาชี้แนะในสวนที่บกพรอง เพื่อจะไดนําไปปรับปรุงแกไขใหสมบูรณตอไปสวนที่ ๒. หลักคําสอนเรื่องทานในพระพุทธศาสนา
  7. 7. ๒.๑ หลักคําสอน ๒ ระดับพระพุทธศาสนามีหลักคําสอนที่มงใหมนุษยพงปฏิบัติเพื่อความสุขแกตนเองและผูอื่น ตาม ุ ึแนวทางแหงอริยมรรคซึงเปนหนทางสายเดียวเพื่อการเขาถึงเปาหมายสูงสุดคือพระนิพพานอันเปน ่บรมสุข และเปนอุดมคติของชีวิตตามหลักพุทธธรรม โดยแบงคําสอนออกเปน ๒ ประเภท คือ๑) คําสอนแนวสัจธรรมสําหรับสอนกลุมอนาคาริก๒) คําสอนแนวศีลธรรมสําหรับสอนกลุมอาคาริก ๑. คําสอนแนวสัจธรรม พระพุทธองคทรงสอนกลุมที่เปนอนาคาริก เชนพระปญจวัคคียดวยการใหหลีกจากการทรมานตน และการเติมกามสุขใหแกชวิตจนเกิดความมัวเมา แลวสอนใหปฏิบัติตาม ีมัชฌิมาปฏิปทาคือทางเดินชีวิตอันประเสริฐเพือความพนทุกขอันประกอบดวยสัมมาทิฏฐิเปนตน ่[๔]๒. คําสอนแนวศีลธรรม พระองคทรงสอนกลุมอาคาริกคือชนผูครองเรือน โดยปรับระดับคําสอนจากแนวสัจจธรรมซึงเปนนามธรรมมาเปนรูปธรรม โดยทรงสอนอนุปพพิกถาแกยสกุลบุตร บิดา ่ ุมารดาและภรรยาของเขา ตลอดทั้งเพื่อน ๕๔ คน จนกระทั่งทานเหลานั้นไดบรรลุธรรมเปนพระอรหันต เนื้อหาในอนุปุพพีกถาไดกลาวถึงทาน ศีล สวรรค โทษของกาม และอานิสงสของการออกบวช ทั้งนี้เพื่อเปนการฟอกจิตของผูที่เคยครองเรือนใหสามารถขจัดความหวงใยเรืองทรัพยสินกอน ่จากนั้นจึงสอนเรืองศีล สวรรค โทษของกามและการออกกจากกามเปนลําดับไป แมในที่แหงอื่น ่
  8. 8. พระองคก็ทรงสอนในลักษณะเดียวกัน[๕] ดังเชนในบุญกิริยาวัตถุสูตร พระพุทธองคก็ไดตรัสสอนเรื่องทานมัย ศีลมัย และภาวนามัย[๖]คําสอนทั้งสองแนวดังกลาวนี้พระพุทธองคทรงปรับประยุกตใหเขากับจริตของบุคคล เขากับปญหาชีวิตของเขาจึงจะแกปญหาชีวิตของเขาได เปรียบเหมือนนายแพทยผรักษาคนไขรจักโรคของคนไข ู ูแลวเยียวยา อาการปวยจึงจะหาย๒.๒ ความหมายและคําสอนเรื่องทาน ที่ปรากฏในพระไตรปฎก อรรถกถา คําวา ทาน หมายถึงการให การเสียสละวัตถุสิ่งของ ๆ ตนเพื่อประโยชนแกคนอื่น เปนการใหที่ประกอบดวยเจตนาดี การใหปจจัย ๔ เพื่อประโยชนแกการดําเนินชีวิต การใหพระสงฆเพือ ่ตองการบุญและบํารุงศาสนา ความหมายของทานครอบคลุมทั้งผูให ผูรบ และสิงของที่ใหทุกอยาง ั ่และทานก็รวมอยูในคําสอนแนวศีลธรรมคําสอนแนวศีลธรรมซึงมีความสําคัญตอบุคคลทั้งในระดับปจเจกและสังคม โดยพระองคตรัสวา ่“คนผูหวังประโยชนควรศึกษาบุญนี้ที่ใหผลอันเลิศ อํานวยความสุขให คือ ควรบําเพ็ญทาน ควรประพฤติธรรมเสมอตนเสมอปลาย (ธรรมจริยสมจริยา) ควรเจริญเมตตาภาวนา บัณฑิตครั้นเจริญธรรม ๓ ประการนี้ที่เปนเหตุใหเกิดความสุขแลว ยอมเขาถึงโลกที่เปนสุข ที่ไมมีการเบียดเบียน[๗]ทานมีความสัมพันธโดยความเปนธรรมที่มอุปการะแกกันระหวางศีลและภาวนา มีคําแสดงลําดับ ีความสัมพันธของทาน ศีล และภาวนาไววา ทานมีอุปการะมากแกศีลและทําไดงาย เพราะฉะนั้นทานจึงเปนเบืองตนแหงศีล ทานอันศีลกําหนด จึงมีผลมาก มีอานิสงสมาก ดังนั้น ศีลจึงอยูใน ้ลําดับตอจากทานนี้แสดงใหเห็นวาทานเปนการทําบุญที่สําคัญประการแรกสําหรับคฤหัสถ ทั้งนี้เนื่องจากคฤหัสถยังตองดํารงชีวิตอยูในสังคมและอาศัยปจจัย ๔ เปนเครื่องเลี้ยงชีวิต ปจจัยเหลานี้เปนสิงจําเปน  ่
  9. 9. สําหรับการมีชีวิต เมื่อทุกคนตองการปจจัย ๔ เพื่อการดํารงชีวิตเชนเดียวกัน การขวนขวายเพื่อการไดมาซึงสิงเหลานี้จงเปนสิ่งที่จําเปนตองกระทําอยูเสมอ เพราะเมื่อชีวิตยังดําเนินไปตราบใด ความ ่ ่ ึจําเปนที่จะใชปจจัยเหลานี้ก็ยังมีอยูตราบนั้น เมื่อเงือนไขของการมีชีวิตขึ้นอยูกับความตองการทาง ่วัตถุ การแสวงหาความมั่นคงแกชีวิตเพื่อชีวิตที่ดี มีความสุขสบายตลอดไปจึงเปนอุดมคติของการมีชีวิตในปจจุบันชาติ ซึ่งกรณีนี้เห็นไดชัดเจนในสังคมที่ตกอยูภายใตอิทธิพลกระแสวัตถุนิยมดังเชนในปจจุบันมองในระดับสังคม ทานเปนกลไกลควบคุมสังคมใหดําเนินไปดวยความสงบเรียบรอย สวนในระดับปจเจกบุคคล ทานนอกจากจะเปนขอปฏิบัติทางกาย วาจาแลว ยังสงผลถึงสภาวะแหงจิตใจของผูใหทาน กลาวคือผูใหยอมไดรบความสุข ความอิมเอิบ ความสบายใจ ขจัดความตระหนี่  ั ่ความเห็นแกตัว ความอิจฉาริษยา และความโลภในทรัพยสินของผูอื่น เมื่อหมั่นใหทานเปนนิตย สิ่ง เหลานี้จะถูกขจัดออกไปและในที่สุดก็จะเปนผูยินดีในการให มีสีหนาและผิวพรรณผองใสดังที่เรียกวาอิ่มบุญ การใหทานจึงเปนการพัฒนาจิตใจสวนปจเจกบุคคลใหเบาบางจากอกุศลธรรมทั้งหลาย และเปนทางเพือการปฏิบัตบุญกิริยาขั้นอืน ๆ ตอไป ่ ิ ่นอกจากนี้ ทานยังมีความสําคัญและเปนหลักธรรมประการแรกในหลักคําสอนอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อการขัดเกลาและบรรเทาความตระหนี่ ความยึดติดในวัตถุ ความโลภ ความโกรธ และความหลงอันเปนกิเลสอยางหยาบใหเบาบางกอนจะปฏิบัติธรรมในระดับอื่น ๆ เชน บุญกิริยาวัตถุ ๓[๘] ซึ่งประกอบดวยทานมัยเปนอันดับแรก จากนั้นจึงเปนเรื่องของศีลและภาวนาตอไปจนถึงทิฏุชุกรรมสังคหวัตถุ ๔ ก็เริ่มจากทาน จากนั้นจึงเปนความเปนผูมีวาจานารัก การประพฤติสิ่งที่เปนประโยชนและความเปนผูมีตนสม่ําเสมอ[๙] อนุปุพพีกถา ก็ประกอบดวย ทานกถา สีลกถา สัคคกถา กามาทีนวกถา เนกขัมมานิสังสกถา ธรรมหมวดนี้ พระพุทธองคทรงแสดงแกคฤหัสถเปนประการแรก กอนจะแสดงหลักธรรมประการอื่น ๆ เหตุผลก็คือเพือเปนการปูพื้นฐานจากสิงที่เปน ่ ่รูปธรรมทีงายที่สุดไปสูสงที่เปนนามธรรมยากขึ้นไปตามลําดับ มีขอความกลาวไวในอัมพัฏฐสูตร ่ ิ่
  10. 10. ดังนี้วาพระผูมีพระภาคเจาไดตรัสแสดงอนุปุพพิกถาแกพราหมณโปกขรสาติ ครั้นแสดงจบแลวทรง ทราบวามีจิตคลอง มีจิตออน มีจิตปราศจากนิวรณ มีจิตสูง มีจิตผองใสแลว จึงทรงประกาศอริยสัจ๔ คือ ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค จนกระทั่งพราหมณไดดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทินไดเกิดขึ้นแลวแกพราหมณโปกขรสาติวา สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเปนธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลลวนมีความดับไปเปนธรรมดา ณ ที่นั่งนั้นแล เหมือนผาทีสะอาดปราศจากมลทิน ควรที่จะรับ ่น้ํายอมเปนอยางดี ฉะนั้น[๑๐] แมในบารมี ๑๐ ก็ประกอบดวยทานบารมีเปนขอแรก จากนั้นจึงเปน ศีล เนกขัมมะ ปญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตาและ อุเบกขาบารมีในอรรถกถาแหงขุททกนิกาย จริยาปฎกกลาวถึงลักษณะของทานในประการอื่นๆ โดยลักษณะแหงการบําเพ็ญบารมีไววา ทานจะชือวาบริสุทธิผองแผวเพราะปราศจากความกําหนดไทยธรรมและ ่ ์ปฏิคาหกเปนตน อันกิเลสทั้งหลาย มีตัณหา มานะ ทิฏฐิ เปนตน ไมเขาไปกระทบ และกลาววาสิงที่ ่เปนปฏิปกขตอการใหทานคือความตระหนี่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เพราะทานประกอบดวยคุณคืออโลภะ อโทสะ อโมหะ ในไทยธรรม ปฏิคาหกและผลของทาน สวนขอปฏิบัติของการใหทาน คือการทําความอนุเคราะหสัตวทั้งหลายโดยสวนมาก ดวยการสละเครื่องอุปกรณความสุข รางกายและชีวิต ดวยการกําจัดภัย และการชี้แจงธรรม[๑๑] กลาวโดยสรุป การใหทานเปนการบําเพ็ญบุญหรือการทําความดีสําหรับคฤหัสถหรือผูครองเรือนประการหนึ่ง ตามหลักบุญกิริยาวัตถุ ทายกผูตองการบําเพ็ญบุญตองเริมจากการใหทาน เพื่อ ่ดําเนินไปสูศีล และภาวนาในที่สุด การใหทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนาตามหลักบุญกิริยาวัตถุจึงเปนการพัฒนาจิตใจอยางเปนขันตอน มีความสัมพันธสืบเนื่องกันจากระดับที่บุคคล ้สามารถทําไดโดยงาย ไปถึงระดับที่ตองอาศัยความเพียรอยางแรงกลา บุคคลผูสามารถเจริญสมาธิภาวนาจนใจสงบแนวแนควรแกการงานนั้น จิตใจของบุคคลนั้น ตองไดรบการฝกฝนในขั้น ัการใหทาน และการรักษาศีลเพื่อขจัดความโลภ ความโกรธ และความหลงอันเปนรากเหงาของ
  11. 11. อกุศลมาเปนอยางดี ซึ่งถาบุคคลไมสามารถชําระศีลอันเปนการบําเพ็ญเพียรทางกายใหบริสุทธิ์ ก็ไมอาจจะยังสมาธิภาวนาใหเกิดและไมอาจจะบรรลุฌาน วิปสสนา (ญาณ) มรรคและผลใด ๆ ไดทานในระดับปจเจกบุคคล จึงเปนไปเพื่อขจัดความโลภ ความโกรธ และความหลงอันเปนเหตุเกิดแหงอกุศลมูล สวนทานในระดับสังคม เปนหลักปฏิบัติการฝกจิตใจใหมีความเอื้อเฟอเผือแผ รูจัก  ่การแบงปน ไมแกงแยง ชิงดีชงเดน ไมกอใหเกิดการทะเลาะวิวาท เปนเหตุสรางความบาดหมาง ิใหแกคนในสังคม เมื่อทุกคนรูจักการใหแกผูอื่น ผูใหยอมเปนที่รัก และทุกคนจะรูสึกถึงความปลอดภัยในชีวิต การงาน และการใชชีวิตที่ไมตองหวาดระแวง ยอมนํามาซึงความสุขทั้งตอตนเอง ่และสังคม นอกจากทานในระดับสังคมหรือประโยชนตอผูอื่นแลว ในระดับทีสูงขึ้นไป สําหรับผูที่มี ่ความเสียสละเพือสังคมอยางยอดเยี่ยม ทานยังเปนคุณธรรมสําหรับการสรางบารมีเพื่อการบรรลุ ่คุณธรรมในระดับทีสูงขึ้นไป ดังเชน ทานอุปบารมีทพระพุทธองคทรงบําเพ็ญมาเมือครั้ง ่ ี่ ่เสวยพระชาติเปนพระเวสสันดร ไดทรงใหพระนางมัทรีผูเปนมเหสี กัณหา และชาลีบุตรธิดาเปนทานแกชูชก ซึ่งเปนทานที่กระทําไดยากยิ่ง ทานจึงมีความสําคัญทั้งในระดับปจเจกบุคคล และในระดับสังคม ๒.๓ ประเภทของทานประเภทของทานตามหลักพระพุทธศาสนาอาจแบงได ๔ ประเภท คือ๒.๓.๑ ประเภทที่จัดตามปฏิคาหก มี ๒ ไดแก๑) ปาฏิปุคคลิกทาน การใหทานเจาะจงผูรับ ๒) สังฆทาน การใหทานแกสงฆ มุงที่หมูคณะ๒.๓.๒ ประเภทที่จัดตามสิ่งของที่ใหทาน มี ๓ ไดแก
  12. 12. ๑) อามิสทาน การใหทานดวยสิ่งของ๒) ธรรมทาน การใหทานดวยการแนะนําศิลปวิทยา รวมถึงใหธรรมเปนทาน๓) อภัยทาน การใหทานโดยการใหอภัย๒.๓.๓ ประเภทที่จัดตามเปาหมายในการใหทาน มี ๒ ไดแก๑) วัฏฏทาน หรือวัฏฏคามีทาน การใหทานที่ปรารถนามนุษยสมบัติและสวรรคสมบัติ๒) วิวัฏฏทาน หรือวิวัฏฏคามีทาน การใหทานที่ปรารถนาออกจากทุกขในสังสารวัฏ๒.๓.๔ ประเภทที่จัดตามลักษณะและวิธีการใหทาน มี ๓ ไดแก๑) ทานทาส การใหทานโดยที่ผูใหยังเปนถูกกิเลสครอบงํา และใหในสิงที่เลวแกคนอื่น ่๒) ทานสหาย การใหทานที่เสมอกับสิงที่ตนมี ่๓) ทานบดี การใหทานที่ประณีตกวาสิ่งที่ตนมีกลาวโดยสรุป ทานประเภทแรกมุงถึงบุคคลผูจะรับทานโดยมีขอบเขตกวางแคบตางกัน ประเภทที่ สองมุงกลาวถึงสิงของที่จะใหทานซึ่งมีทั้งใหวัตถุและใหธรรม ประเภทที่สามมุงถึงเปาหมายของ  ่การใหทาน สวนประเภทที่สมุงถึงบุคคลผูใหทานโดยจัดตามสภาพของจิตใจที่ยังมีกิเลสมากนอย ี่ตางกัน มองโดยสรุปก็มีเพียงสามประเภทเทานั้น คือผูใหทาน ผูรบทาน วัตถุทาน สวนเปาหมาย ัทานนั้นขึ้นอยูกับผูใหทานเปนสําคัญ เพราะกระบวนการใหทานบุคคลผูใหยอมแสดงบทบาท สําคัญกวาองคประกอบอยางอื่น ในที่นี้จะไมขอกลาวรายละเอียด เพราะจะทําใหประเด็นกวางเกินไป ผูเขียนจึงงดการอธิบายประเภทของทานไวเพียงเทานี้กอน ผูสนใจรายละเอียดเอียดเกี่ยวกับประเภทของของทานโปรดศึกษาไดจากในทักขิณาวิภังคสูตร [๑๒] ศึกษาความหมายของทานและประเภทของทานในคัมภีรมงคลัตถทีป[๑๓] ในทุติยทานสูตร[๑๔] ในทานสูตร[๑๕] คัมภีร ั
  13. 13. ปรมัตถทีปนี อรรถกถาแหงขุททกนิกาย จริยาปฎก[๑๖] ขุททกนิกาย ธรรมบท[๑๗]ในทานวรรคแหงอังคุตตรนิกาย”[๑๘] ศึกษาอภัยทานในอรรถกถาแหงขุททกนิกาย จริยาปฎก[๑๙]๒.๔ องคประกอบของทานโดยทั่วไป องคประกอบของทาน มี ๓ สวนคือ ผูใหทาน ผูรับทาน และวัตถุทาน โดยเรียกตามภาษาพระวา ทายก คือ ผูใหทาน ๒) ปฏิคาหก คือ ผูรับทาน ๓) ไทยธรรรม คือ วัตถุที่ใหทาน[๒๐] หากขาดสวนใดสวนหนึ่งการใหทานยอมไมครบองคประกอบ และการวินิจฉัยคุณคาของทานยึดเอาองคประกอบหลักทั้ง ๓ เหลานี้เปนเกณฑ๒.๔.๑ องคประกอบของทายก มี ๓ ประการคือ๑. บุพพเจตนา หมายถึงทายกยอมเปนผูยินดี กอนที่จะใหทานลวงหนา ๑ เดือนหรือ ๑๕ วัน วาเราจักใหทาน เจตนาในสวนนี้เกิดขึ้นตั้งแตเกิดความคิดเชนนี้ จนถึงขณะจัดแจงเครื่องอุปกรณสําหรับใหทานกอนมุญจนเจตนา ทายกยอมมีจิตยินดีในขณะนั้นวา เราจักฝงขุมทรัพยอันเปนเหตุแหงสมบัติที่สามารถจะติดตามเราไปได๒. มุญจนเจตนา หมายถึง ขณะที่ใหทาน ยอมมีใจยินดีในทานที่ตนกําลังใหนั้น เจตนาในขณะกําลังใหนี้ เกิดขึ้นเมื่อทายกบรรจงวางไทยธรรมในมือของทักขิไณยบุคคล ทําจิตใหเลือมใสวา เรา ่กําลังทําการถือเอาสิ่งที่เปนแกนสาร มีสาระจากทรัพยที่ไมมีสาระไมมีแกนสาร๓. อปราปรเจตนา หมายถึงหลังจากใหทานแลว ทายกยอมยินดีเสมอ ๆ เมื่อระลึกถึงทานที่ตนไดใหแลว เจตนาในสวนนี้ เกิดขึ้นหลังจากทายกบริจาคไทยธรรมแกทักขิไณยบุคคลแลว มีจิตใจชื่นบาน เกิดปติโสมนัสวา ทานที่ชื่อวาบัณฑิตบัญญัติไว เราก็ไดปฏิบัติตามแลว ทานของเราสําเร็จประโยชนดวยดีแลว
  14. 14. สิ่งสําคัญประการหนึ่งก็คือ เจตนาทั้ง ๓ ประการนี้ จะบริบูรณครบองคไดเมือทายกนั้น ่ประกอบดวยสัมมาทิฏฐิ มีความเชื่อในกรรมและผลของกรรม คือเชื่อวาทานเปนความดีพระพุทธเจาเปนตนทรงบัญญัติไว ทานที่ทําแลวมีผล บุญกรรมทีบุคคลบําเพ็ญแลวยอมมีผล ่ ๒.๔.๒ องคประกอบของปฏิคาหก มี ๓ ประการคือ๑. เปนผูปราศราคะหรือเปนผูปฏิบัติเพือกําจัดราคะ  ่๒. เปนผูปราศโทสะหรือเปนผูปฏิบัติเพื่อกําจัดโทสะ๓. เปนผูปราศโมหะหรือเปนผูปฏิบัติเพื่อกําจัดโมหะ องคของปฏิคาหกทั้ง ๓ ประการนี้ไมไดจํากัดอยูเฉพาะพระอรหันตเทานั้นวาเปนผูถึงพรอมดวยองคของปฏิคาหก แมทานที่ถวายแกพระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน กระทั่งสามเณรผูรบใช ถึงบวชในวันนั้น ก็ชื่อวา บวชเพื่อโสดาปตติมรรค ฉะนั้น ทานที่ถวายแกสามเณรก็ถือไดวา ัถวายแกทานผูปฏิบัติเพือกําจัดราคะ โทสะ โมหะเชนกัน ทานที่ประกอบดวยองค ๖ คือ องคของ ่ทายก ๓ และปฏิคาหก ๓ เหลานี้นับวามีผลมาก มีอานิสงสมาก๒.๔.๓ องคประกอบของวัตถุทาน มี ๓ คือ ๑) เปนของสะอาด ไดมาโดยบริสุทธิ์๒) เปนของประณีต ๓) เปนของที่เหมาะสม สมควรแกผรับ ูสิ่งที่ควรเนนเปนพิเศษในที่นี้คือ จาคเจตนา คือเจตนาเปนเหตุใหบริจาคทาน บุคคลเมื่อจะใหทานตองประกอบดวยเจตนาที่มีศรัทธา มีหิริจงใหทาน และทานที่ใหนั้นเปนทานที่ไมมีโทษ จาคเจตนา ึเหลานี้จึงเรียกวาเปนทาน เจตนาเปนเหตุบริจาคทานแกผูอื่น ซึ่งมีปญญาเครื่องรูดีเปนเบืองหนา ้
  15. 15. ประกอบดวยวัตถุ ๑๐ มี ขาวเปนตนชื่อวาทาน หรือความไมโลภ ที่ประกอบดวยเจตนาเปนเหตุใหบริจาคทานนั้น ก็เรียกวา ทานเชนกัน [๒๑] ทานที่ทายกเปนผูมสัมมาทิฏฐิ คือเปนผูมีความเชือวา ี  ่ทานที่ทายกใหแลวยอมมีผล ทานเปนความดี ทานผูรมีพระพุทธเจาเปนตน สรรเสริญไวและ ูบัญญัติไวแลว ทานในสวนนี้ จึงหมายเอาเจตนาเปนเหตุใหคนบริจาคทาน ซึ่งเปนไปทางใจ(เจตสิกทาน) ลักษณะของทานที่มุงเจตนาเปนหลักนี้ เปนเกณฑหลักสําหรับตัดสินคาทางจริยะของทานประการหนึ่ง ซึ่งจะกลาวโดยละเอียดอีกครังหนึ่งในเกณฑตัดสินเรื่องทาน ้ประการตอมา คือ วิรัติ คือการงดเวน ไดชื่อวาทาน เพราะเมื่อบุคคลประกอบดวยวิรัติ ยอมจะงดเวนจากเจตนาแหงบุคคลผูทุศีล ไดแก ความกลัว และความขลาดเปนตน ขอนี้ จะเห็นไดจากการใหอภัยแกบุคคลอื่น เปนตน วิรัติมี ๓ อยางคือ ๑) สัมปตตวิรัติ งดเวนสิ่งที่มาถึงเขาโดยมิไดสมาทาน สมาทานวิรัติงดเวนเพราะการสมาทาน และสมุจเฉทวิรัติงดเวนโดยสิ้นเชิง[๒๒]วิรัติประการสุดทายนี้เปนวิรัติของพระอริยสาวกผูไดสําเร็จอริยมรรคและอริยผลแลว เพราะภัยและเวรทั้ง ๕ ของพระอริยสาวกเปนอันสงบแลว ตั้งแตวิรัตนั้นประกอบพรอมดวยอริยมรรคกลาวคือการ ิบรรลุมรรคผลประการสุดทายคือ ไทยธรรม ไดชื่อวาทาน เพราะบุคคลเมื่อจะใหก็ยอมใหขาวและน้ําเปนตนเปน ทาน เมื่อหมายถึงวัตถุสําหรับใหทาน จึงเรียกวาวัตถุนั้นวา เปนไทยธรรมทานมี ๓ อยางดังที่กลาวมาแลว แตโดยเนื้อความมีเพียง ๒ อยางคือ ธรรมที่เกี่ยวเนื่องทางใจ(เจตสิกธรรม) และไทยธรรม เมื่อกลาวโดยสรุปแลว ในมังคลัตถทีปนี หมายความเฉพาะจาคเจตนาเทานั้นวาเปนทาน๒.๕ เหตุเกิดแหงทาน ลักษณะเฉพาะและวิธีการใหทาน
  16. 16. การใหทานเปนพิธีกรรมที่ผนวกอยูกับประเพณีพิธีกรรมทางศาสนา และขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีทางสังคมจากคติความเชื่ออื่น ๆ นอกเหนือจากศาสนา ซึ่งแตละทองถิ่นมีคติความเชื่อตางกัน แตโดยเนื้อหาสาระแลว ทานยอมมีคุณคา และมีเปาหมายรวมกัน ตางกันแตเพียงเหตุปจจัยทีมาเทานั้น ่ในทานูปปปตติสูตร พระองคตรัสเหตุที่ทําใหคนใหทานเพราะเขาปรารถนามนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ พรหมสมบัติ การที่เขาปรารถนาอยางนั้นเพราะเขาเห็นกษัตริย พราหมณ คหบดีผูพรัง ่พรอมดวยกามคุณ ๕ ไดฟงเรื่องสวรรค ๖ ชั้นและพรหมชั้นสูง[๒๓] คนบางกลุมก็ใหทานเพราะความกลัว เพราะหวังผลตอบแทนทางดานโลกธรรม[๒๔] บางคนใหทานเพราะนึกวาเปนบุพการีชนคือใหเพื่อรักษาวงศตระกูลดั้งเดิม บางคนใหทานเพราะตองการเขาถึงสุคติภพ บางคนใหทานเพราะตองการอบรมจิตใหเบิกบาน และบางคนใหทานเพื่อประดับปรุงแตงจิต [๒๕] แตอยางไรก็ตาม ความปรารถนาเหลานี้ จะสําเร็จไดกดวยจิตที่บริสุทธิ์ แตจิตอธิษฐานภาวนาที่นอม ็ไปเพือสิงเหลานี้ จัดวายังเปนไปเพือโลกียะสมบัติ ่ ่ ่กลาวโดยสรุป เหตุแหงการใหทานมี ๕ ระดับ คือ๑) การใหเพราะถึงแกอคติอยางใดอยางหนึงจัดอยูในระดับที่ไมดีนัก ่ ๒) การใหตามประเพณีเปนธรรมเนียมปฏิบัติของวงศสกุล จัดอยูในระดับปานกลางแตโอกาสที่จะผิดพลาดมีมากเนื่องจากเปนการยึดถือตามประเพณี๓) เปนการใหเพราะหวังสภาวะที่ดีขึ้นหรืออุปธิอยูในระดับกลาง๔) เปนการใหเพราะเห็นวาการใหนั้นเปนสิงที่ดี ขอนี้จัดอยูในเกณฑดี ่๕) เปนการใหทานในฝายดีกวาทุกขอ เพราะเปนการใหทานเพื่อพัฒนาจิตใจ
  17. 17. สวนลักษณะของการใหหรือวิธีการใหทานนั้น พระพุทธองคตรัสไวทงในฝายดีและในฝายที่ไมดี ั้ลักษณะและวิธีการใหทานในฝายดี คือ ทายกยอมใหแกผูมาสูถิ่นของตน ผูเตรียมจะไป ใหทานสมัยขาวแพง ใหขาวใหมแกผมีศีล และใหผลไมใหมแกผูมีศล[๒๖] วิธีการการใหโดยเนนที่ทายก ู ีคือใหโดยเคารพออนนอม ใหดวยมือตนเอง ใหของไมเปนเดน เห็นผลที่จะมาถึงให [๒๗]ในสัปปุรสทาน พระองคทรงแสดงลักษณะและวิธการใหทานโดยแยกเปนสิ่งที่ให ปฏิคาหกผูรบ ิ ี ัทานและเจตนาของทายกผูใหทานรวมเปน ๘ ประการ ๑)ใหของที่สะอาด ๒)ใหของประณีต ๓) ใหเหมาะสมกับกาละ ๔) ใหของสมควร เปนประโยชน ๕) พิจารณากอนแลวจึงให เลือกใหในบุญญเขตที่ดี ๖) ใหอยางสม่ําเสมอ เปนนิจทาน ๗) เมื่อให ทําจิตใหผองใส ๘) ครั้นใหแลว จิตใจเบิกบาน[๒๘] ทรงสรุปผลของทานที่กระทําดีแลววาสัตบุรษครั้นใหทานดวยศรัทธาแลวยอมเปนผูมงคั่ง ุ ั่มีทรัพยมาก มีโภคะมากและเปนผูมรูปสวยงาม นาดู นาเลื่อมใส ประกอบดวยผิวพรรณงามยิงนัก ี ่ในที่ที่ทานนั้นเผล็ดผล (บังเกิดขึ้น) …เปนผูมีบุตรภรรยา ทาส คนใชหรือคนงาน เปนผูเชือฟง ่เงี่ยโสตลงสดับคําสั่งตังใจใครรู ในที่ที่ทานนั้นเผล็ดผล …ยอมเปนผูมีความตองการที่เกิดขึ้นตาม ้กาลบริบรณ ในที่ ที่ทานนั้นเผล็ดผล …เปนผูมีจิตนอมไปเพือบริโภคกามคุณ ๕ สูงยิ่งขึ้น ในที่ ที่ ู  ่ทานนั้นเผล็ดผล …เปนผูมีโภคทรัพยไมมีภยันตรายมาแตที่ไหนๆคือ จากไฟ จากน้ํา จากพระราชาจากโจร จากคนไมเปนที่รัก หรือจากทายาทในที่ที่ทานนั้นเผล็ดผล[๒๙] สวนลักษณะของการใหทานที่ไมดีโดยรูปแบบและวิธีการใหทานนั้น พึงศึกษาไดจากลักษณะที่ตรงกันขามที่กลาวมาในฝายขางดี ในอสัปปุริสทานสูตร[๓๐]
  18. 18. ๒.๖ การบําเพ็ญทานบารมี เพื่อใหประเด็นที่จะอภิปรายชัดเจนขึ้นในที่นี้จึงมาศึกษา บารมี ในพระไตรปฎก คัมภีรปกรณพิเศษ อรรถกถา และคัมภีรอื่น ๆ ทั้งความหมายในคัมภีรเหลานั้นก็ยอมจะแตกตางกันไปในที่นี้จะกลาวเฉพาะความหมายของคําวา บารมี ที่เกี่ยวของกับทานบารมีที่ตองการศึกษาในบทความนี้ บารมี คือคุณความดีที่ควรบําเพ็ญมี ๑๐ อยาง ไดแก ทานบารมี ศีล เนกขัมมะ ปญญาวิริยะ ขันติ สัจจะ อธิฏฐาน เมตตา อุเบกขา คุณความดีที่ไดบําเพ็ญมา คุณสมบัติที่ทําใหยิ่งใหญ[๓๑]พระธรรมปาละใหความหมายวา บารมีคือคุณธรรมทั้งหลาย มีทานเปนตน กําหนดดวยความเปนผูฉลาดในอุบาย คือกรุณาอันตัณหา มานะ และทิฏฐิไมเขาไปกําจัด[๓๒] พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ใหความหมายไววา ปฏิปทาอันยวดยิ่ง, คุณธรรมที่ประพฤติฏิบัติอยางยิงยวดคือความดีที่บําเพ็ญอยางพิเศษ เพื่อบรรลุซงจุดหมายอันสูง เชน ความเปน ่ ึ่พระพุทธเจา และความเปนมหาสาวกเปนตน[๓๓] และไดอธิบายโดยศัพทความวา คําวาบารมีนั้น โดยตัวศัพทแปลวา ความจบถวน ภาวะที่ยอดยิ่ง สุดยอด เต็มเปยม หมายถึงคุณความดีที่บําเพ็ญอยางยอดยิ่งของพระโพธิสัตว ไมวาจะเปนมหาโพธิสัตว (ทานผูมุงตอการตรัสรูเปนพระสัมมาสัมพุทธเจา) ปจเจกพุทธเจา (ทานผูมงตอ ุการตรัสรูเปนพระปจเจกพุทธเจา) หรือสาวกโพธิสัตว (ทานผูมุงตอการตรัสรูเปนพระอรหันตสาวก)ก็ตาม แตโดยทั่วไป จะหมายถึงมหาโพธิสัตว คือทานผูมุงตอการตรัสรูเ ปนพระสัมมาสัมพุทธเจา
  19. 19. การใหทานที่เปนการบําเพ็ญทานบารมี จะตองเปนการใหทานที่ตองสังสมสืบเนื่องโดยตลอดโดย ่ไมขาดสาย เปนการบําเพ็ญที่เกิดจากการอธิษฐานจิต มีการทําอภินิหาร เพื่อมุงหวังพระ สัพพัญุตญาณในอนาคตกาล แลวปฏิบัติตามความตั้งใจจนกวาจะบรรลุถึงจุดหมายปลายทางโดยสรุป ลักษณะของการบําเพ็ญทานบารมี มีดังนี้๑. ใหแกคนหรือสัตว เพื่อประโยชนแกเขาในชีวิตที่เปนจริง๒. ใหดวยจิตใจเสียสละแทจริง โดยไมหวังอะไรตอบแทน๓. การใหนั้น เปนสวนหนึ่งของการกาวไปในกระบวนการฝกฝนพัฒนาตนใหปญญาเจริญสมบูรณ เพื่อจะไดบําเพ็ญประโยชนสุขแกสรรพสัตวไดบริบูรณ๔. ผูใหจะเปนใครก็ได ไมวาจนมี ใหญโตหรือต่ําตอย ขอสําคัญอยูที่วาความเขมแข็งเด็ดเดี่ยวมุงแนวแนไปในกระบวนการศึกษาพัฒนาตนความหมายของทานบารมีมักจะพบในชาดกเรืองตาง ๆ โดยเฉพาะในอรรถกถาชาดก สุเมธดาบส ่โพธิสัตว ไดเลือกทานบารมีเปนประการแรกกอนจะบําเพ็ญสีลบารมี และบารมีประการอื่น ๆ ตอไปดังปรากฏขอความวา... พระโพธิสัตว ลุกขึ้นจากที่ประทับ ในเวลาที่เทวดาและมนุษยทั้งหลายหลีกไปแลว ประทับนังคู ่บัลลังกบนกองดอกไมดวยความดําริวา เราจักพิจารณา (เลือกเฟน) บารมีทั้งหลาย... พระโพธิสัตว ตกลงพระทัยดังนี้วา เราจะตองเปนพระพุทธเจาอยางแนนอน เพื่อจะไตรตรองถึงธรรมทังหลาย ที่เปนเครื่องกระทําความเปนพระพุทธเจา จึงพิจารณาธรรมธาตุทงสิ้นตามลําดับวา ้ ั้ธรรมที่เปนเครื่องกระทําความเปนพระพุทธเจามีอยู ณ ที่ไหนหนอแล อยูเบื้องบนหรือเบืองลาง อยู ้ในทิศ หรือทิศเฉียงทั้งหลาย ไดทอดพระเนตรเห็นทานบารมี อันเปนบารมีประการแรกที่พระ
  20. 20. โพธิสัตวองคกอน ๆ ไดประพฤติปฏิบัติกันมาแลว จึงแนะนําตนเองดังนี้วา ดูกอนสุเมธบัณฑิต ทานควรบําเพ็ญทานบารมีเปนประการแรกใหบริบูรณนับตั้งแตบัดนี้เปนตนไป เปรียบเสมือนหมอน้ําที่คว่ํา ยอมหลั่งน้ําออกจนหมดไมมีเหลือ ทานก็จักตองไมแลเหลียวถึงทรัพยสมบัติยศฐาบรรดาศักดิ์ บุตร ภรรยา หรืออวัยวะนอยใหญ ใหทานแกผูขอทั้งหลายที่พบเขา ทําใหถึงที่สุดตามที่คนเหลานันตองการโดยไมใหเหลือ นั่งที่โคนตนโพธิแลวจะตองเปนพระพุทธเจา พระ ้โพธิสัตวนั้นจึงอธิษฐานทานบารมีเปนประการแรกอยางหนักแนน... พระโพธิสัตวพิจารณาเห็นบารมี ๑๐ อุปปารมี ๑๐ และปรมัตถปารมี ๑๐ อยางนี้วา การบริจาคขาวของเครื่องใชทั่วไป ชื่อ ทานปารมี การบริจาคอวัยวะ ชื่อวา ทานอุปปารมี การบริจาคชีวิต ชื่อวา ทานปรมัตถปารมี.[๓๔]การที่พระโพธิสัตวเลือกทานบารมีเปนประการแรกนั้น ยอมแสดงใหเห็นถึงความสําคัญของการใหทาน เนื่องจากการใหทานนี้เปนธรรมที่ตรงขามกับความโลภ และมัจฉริยะ (ความตระหนี่) เมื่อบุคคลใหทานยอมสามารถขจัดความโลภ ความตระหนี่ในใจตนเอง ไมยืดมั่นถือมั่น ไมยึดติดกับวัตถุ หรือแมกระทั้งบุตร ธิดา และภรรยา สามี ซึ่งเปนสิ่งที่จะตองละใหไดในระดับเริ่มตนกอนที่จะบําเพ็ญบารมีในขั้นอื่น ๆ ที่สูงขึ้นไป ทานบารมีนี้มี ๓ ระดับคือ ระดับบารมี ระดับอุปบารมี และระดับ ปรมัตถบารมี๑) ทานบารมี ไดแก ทานที่บําเพ็ญดวยการสละทรัพย ในขุททกนิกาย จริยาปฎก กลาวถึงการบําเพ็ญทานบารมีของมหาโควินทพราหมณโพธิสัตวที่ไดบริจาคมหาทานรอยลานแสนโกฏิ เพื่อพระสัพพัญุตญาณ[๓๕] ๒) ทานอุปบารมี ไดแก ทานที่บําเพ็ญดวยการสละอวัยวะ เชนดวงตา และโลหิต ในการบําเพ็ญทานอุปบารมีนี้ ในขุททกนิกาย จริยาปฎก กลาวถึงพระจริยาของพระเจาสีวราชโพธิสัตวที่ ีใหทานพระเนตรขางหนึ่งแกทาวสักกะ การใหทานครั้งนี้ก็เพื่อสัพพัญุตญาณ[๓๖]
  21. 21. ๓) ทานปรมัตถบารมี ไดแก ทานที่บําเพ็ญดวยการสละชีวิต ในสสปณฑิตจริยา กลาวถึงการบําเพ็ญทานปรมัตถปารมีของสสบัณฑิตพระโพธิสัตวที่อุทิศรางกายใหเปนทานแกพราหมณ[๓๗] การใหทานของพระโพธิสัตวนี้ถือวาเปนการกระทําที่ทําไดยาก เพราะไมมีความเสียดายในสิ่งที่ตนให มีจิตยินดีและมองเห็นประโยชนตอสรรพสัตวจึงไดใหทาน โดยเฉพาะทานในระดับที่สอง คือทานอุปบารมี และปรมัตถบารมียิ่งเปนทานที่ทําไดยาก เพราะมีการสละอวัยวะบางสวน เชนตา เปนตน หรือการบริจาคอวัยวะใหกับผูที่ตองการเปลี่ยนถายอวัยวะเพื่อใหใชงานไดตามปกติโดยความสมัครใจ มิใชการแลกเปลี่ยน เหลานี้จัดเปนทานอุปบารมีสวนการบําเพ็ญปรมัตถบารมี เปนการบําเพ็ญทานขั้นสูงสุดในบรรดาการบําเพ็ญบารมีดวยการใหทาน เนื่องจากการบําเพ็ญปรมัตถบารมีนี้ ตองสละชีวิตของตนเพื่อผูอื่น การยอมสละชีวิตของตนเพื่อผูอื่นในสังคมปจจุบันนี้ อาจจะทําไดโดยการยอมตายเพื่อผูมีพระคุณ และผูที่เปนที่รักของตน  แตการบําเพ็ญปรมัตถบารมี จะตองเปนการสละชีวตที่ตนเองยินดี พรอมใจ ไมถูกบังคับ และสละ ิไดกับทุกคน ไมวาจะเปนมิตรหรือศัตรู และตองทําไปเพื่อมุงหวังพระสัพพัญุตญาณเพียงสิ่งเดียวเทานั้น ๒.๗ เปาหมายของการใหทานเปาหมายของการใหทานในพระพุทธศาสนา แบงได ๓ ระดับคือ๒.๗.๑ เปาหมายระดับตน คือสิ่งที่บุคคลพึงมี พึงไดในปจจุบัน กลาวคือประโยชนที่จะไดรับในชาตินี้ เชน ทรัพยสิน เงินทอง สุขภาพอนามัย ความมีศิลปวิทยา ยศฐาบรรดาศักดิ์ ญาติมิตรสหายและความผาสุกอยางอื่นที่มนุษยพงมีพึงไดทั้งที่เปนรูปธรรมและนามธรรม ึ
  22. 22. สิ่งเหลานีลวนเปนเรืองของโลกธรรมที่จําเปนสําหรับฆราวาสวิสัย แมจะเปนเรืองของวัตถุ แต ้ ่ ่ความสุขที่เกิดจากวัตถุเหลานี้ก็เปนหนทางแหงการแสวงหาความสุขที่ดี ละเอียดและเปนบรมสุขในระดับตอไปได เพราะถาหากบุคคลไมไดรบความสุขหรืออานิสงสแหงการทําบุญใหทาน หรือ ัการกระทําของตน ความพยายามเพื่อไปสูสภาวะทีสูงกวาที่เปนอยูยอมไมอาจจะเกิดขึ้นได ่ ๒.๗.๒ เปาหมายระดับกลาง เปนจุดหมายที่สูงขึ้นมาอีกระดับหนึง เปนประโยชนใน ่ดานในหรือประโยชนดานคุณคาของชีวิต เปนหลักประกันชีวิตเมือละโลกนี้ไปแลว ไดแก ความ ่เจริญงอกงามแหงชีวิตจิตใจ สัมปรายิกัตถะประโยชน ๔ ประการ ประกอบดวยศรัทธา เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อตามหลักพระพุทธศาสนา ถึงพรอมดวยศีล คือรักษากายวาจาเรียบรอย ถึงพรอมดวยการบริจาค คือสละแบงปน และถึงพรอมดวยปญญา รูจักบาปบุญคุณโทษ ทานในระดับนี้ อยูในระดับที่สูงกวาระดับวัตถุหรือความสุขทางรางกาย กลาวคือเปนจุดหมายที่เนนเรื่องของจิตใจ เปนการพัฒนาจิตใจเพื่อไปสูระดับทีสูงขึ้น เพราะนอกจากทรัพย  ่สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศในโลกปจจุบันนีแลว ทานในระดับนี้ จะเปนการเตรียมความพรอมเพือ ้ ่การเขาถึงสุคติโลกสวรรคอันเปนสัมปรายภพ๒.๗.๓ เปาหมายขั้นสูงสุด คือประโยชนสงสุดในทางพระพุทธศาสนา กลาวคือความเปนผูรูแจง ูสภาวะของสิงทั้งหลายตามความเปนจริง อยูจบพรหมจรรย ไมมีกจที่จะตองทําอีกตอไปแลว การ ่ ิดําเนินชีวิตเพื่อเขาถึงจุดหมายขั้นนี้ ก็คือการดําเนินตามทางสายกลางที่เรียกวา มัชฌิมาปฏิปทาอันเปนทางสายกลางระหวางความหลงมัวเมาในกามสุข และการปฏิบัติตนใหลําบากโดยเปลาประโยชน ทานในกระบวนการพัฒนาตามหลักอริยมรรค ๘ นี้ ปรากฏอยู ๒ ระดับคือ ในระดับปญญา กลาวคือสัมมาทิฏฐิ ที่หมายถึงความรูในสิงที่เปนกุศลและกุศลมูล กับอกุศลและอกุศลมูล ่และเห็นไตรลักษณ ความรูวา ทานที่บุคคลใหแลวยอมมีผล (สัมมาทิฏฐิกะ) เปนตนและรูวาการ
  23. 23. ปฏิบัติตามบุญญกิริยานั้นซึ่งถือวาเปนความไมประมาทและบุคคลสามารถยึดประโยชนทั้ง ๒ ไวไดดวยบุญกิริยากลาวคือทาน ศีล และภาวนา จึงเปนสัมมาทิฏฐิอันเปนสวนปญญาในกระบวนการพัฒนาตามขั้นตอนของมรรคและเปนความรูชอบตามหลักพุทธจริยศาสตร ทานระดับปญญากลาวคือสัมมาทิฏฐิที่หมายถึงเห็นไตรลักษณ ปรากฏอยางชัดเจนในเวลามสูตรเริ่มจากการจําแนกผลแหงทานจากระดับพื้นฐานไปถึงระดับสูงทีสุด ซึ่งทานในระดับ ่สูงสุดและมีผลมากทีสุดคือทานที่บุคคลเจริญอนิจจสัญญา และทานดังกลาวนี้เองเปนทานใน ่ระดับที่เปนสัมมาทิฏฐิเพราะมองเห็นไตรลักษณและปฏิจจสมุ฀

×