“อินทรียสังวร”
                                      (ตามดู !            ไมตามไป....   )
อินทรียภาวนาชั้นเลิศ
อานนท ! อ...
“ธรรมวาที ย่อมไม่กล่าวขัดแย้งกะใครๆ ในโลก”
     ภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมไม่กล่าวขัดแย้งกะโลก
        แต่โลกต่างหากย่อมกล่าว...
“อินทรียสังวร”
    (ตามดู !   ไม่ต ามไป....   )
พุทธวจน
    “อินทรียสังวร” (ตามดู! ไม่ตามไป....)

 สื่อธรรมะนี้ จัดทำเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาสู่สาธารณชน
                 ...
ลำดับเนื้อหา

         ผลเสียของการปล่อยจิตให้เพลินกับอารมณ
ตัวอย่างพุทธวจน ที่ทรงตรัสไม่ให้ปล่อยจิตให้เพลินกับอารมณ
จิต...
สารบัญ

คํานํา                                                       ๑
ผลเสียของการปลอยจิตใหเพลินกับอารมณ              ...
สิ้น ความอยาก ก็สิ้น ทุกข                                     ๔๓
มี ค วามเพลิน คือ มีอุปาทาน ผูมีอุ ปาทานย อ มไมป รินิ...
ความสําคัญแหงอินทรียสังวร                                          ๗๓
อินทรียสังวร เปนเหตุใหไดมาซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ  ...
รูปแบบการละความเพลินในอารมณโดยวิธีอื่น                                 ๘๙
กระจายซึ่ง ผัสสะ                               ...
อิ น ทรี ย สั ง วร ๑

                                           คํานํา

มนุษยเปนสัตวที่สื่อสารกันดวยระบบภาษาที่ซับซอ...
๒ ตามดู ไม ตามไป
“ดู ก ายดู ใ จ” “ดูจิ ต ” “ตามดูต ามรู ”

ปฏิ เ สธไม ไ ด เ ลยว า วลี ข า งต น นั้ น ถู ก ใช พู ด ...
อิ น ทรี ย สั ง วร ๓

เหตุการณทั้ง ๒ นี้ จะไมมีทางเกิดขึ้นกับอริยสาวก ผูประกอบพรอมดวยโสตาปตติยังคะ ๔

ผูถึงซึ่งศรัท...
๔ ตามดู ไม ตามไป
กอนพุทธปรินิพพาน ทรงรับสั่งไวกับพระอานนทเถระวา ความสอดคลองเขากันเปนหนึ่งนี้
ใหใชเปนหลักมาตรฐาน...
อิ น ทรี ย สั ง วร ๕

ผูที่สรางบารมีมาในระดับสาวกภูมิ ไมมีความสามารถในการคิดสรางมรรคขึ้นเอง
ไมเวนแมแต พระอรหันตผู...
๖ ตามดู ไม ตามไป
หากแตมีได หลากหลายได ภายใตพทธบัญญัติซึ่งมีลักษณะเชื่อมโยงสอดคลองเปนหนึ่ง
                         ...
อิ น ทรี ย สั ง วร ๗

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเปนผูมีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู นั้นเปนอยางไรเลา ?

ภิ ก ษุ ทั้ ง หลาย ...
๘ ตามดู ไม ตามไป
ดวยอาการอยางนี้แล ที่ภิกษุเปนผูมีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิต (จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ)
อันเปนภายในอ...
อิ น ทรี ย สั ง วร ๙

จะเห็น ไดวา พระพุท ธเจา มิไ ดใ หเ ราฝก ตามดูต ามรูเ รื่อ งราวในอารมณไปเรื่อย ๆ
และ การตามดูต...
๑๐ ตามดู ไมตามไป
เมื่อผัสสะถูกตองแลว ๆ หากเราหลงเพลิน “รูสึก” ตามไปเรื่อย ๆ นี่คือ อนุสัย (ตามนอน)
หากละความเพลินในอาร...
อิ น ทรี ย สั ง วร ๑๑

ตั ว แปรหลั ก ที่ เ ปน กุ ญ แจไขป ญ หานี้ คื อ สมาธิ
ตราบใดที่จิตยังซัดสายไป ๆ มา ๆ ทั้งการอนุป...
๑๒ ตามดู ไมตามไป
นอกจากนี้แลว พระพุทธองคยังทรงแนะนําเปนกรณีพิเศษ สําหรับกรณีที่จิตตั้งมั่นยาก
เชน คนที่คิดมาก มีเรื่อ...
อิ น ทรี ย สั ง วร ๑๓

ธรรมที่ควรกระทําใหเจริญดวยปญญาอันยิ่ง มีสองอยาง คือ ทั้งสมถะ และวิปสสนา
นั่นหมายความวา ทั้งสม...
๑๔ ตามดู ไมตามไป
หนั ง สื อ ตามดู ไม ต ามไป เล ม นี้ จั ด ทํา ขึ้ น เพื่ อ อํา นวยความสะดวกแก ช าวพุ ท ธ
โดยการคัดเลือ...
ผลเสียของการปล่อยจิต
  ให้เพลินกับอารมณ
๑๖ ตามดู ไมตามไป

                    กอใหเกิดอนุสัยทั้ง ๓

ภิ กษุ ทั้ง หลาย !
เพราะอาศัย ตา ดว ย รู ป ทั้งหลาย ดว ย ...
อิ น ทรี ย สัง วร ๑๗

เพราะอาศัย กาย ดว ย โผฏฐัพ พะทั้งหลาย ด ว ย จึง เกิดกายวิญ ญาณ
การประจวบพรอ มแหงธรรม ๓ ประการนั่...
๑๘ ตามดู ไมตามไป

เมื่ อ เวทนาอัน ไมใชทุก ขไมใชสุข ถูกตองอยู
เขายอ มไมรูตามเป น จริง
ซึ่ งสมุทยะ (เหตุ เกิด) ข...
อิ น ทรี ย สัง วร ๑๙

(อวิ ชฺช อปฺ ปหาย วิชฺช อนุปฺปาเทตฺว า)
เมื่ อยังละอวิชชาไมไ ด และยั ง ทํา วิชชาใหเ กิด ขึ้น ไม...
๒๐ ตามดู ไมตามไป

                 ไมอาจที่จะหลุดพนไปจากทุกข

ภิ กษุ ทั้ง หลาย !

ผู ใ ด เพลิ ด เพลิน อยู ใน รูป
ผู...
อิ น ทรี ย สัง วร ๒๑

เรากลา ววา
“ผูใด เพลิดเพลิ น อยู ใน สิ่ง ที่เ ปนทุก ข
ผู นั้น ย อ มไมห ลุ ด พน ไปไดจากทุก...
๒๒ ตามดู ไมตามไป

   เพลินอยูกับอายตนะ เทากับ เพลินอยูในทุกข

ภิ กษุ ทั้ง หลาย !

ผู ใ ด เพลิ ด เพลิน อยู ใน จั ก ษ...
อิ น ทรี ย สัง วร ๒๓

เรากลา ววา
ผูใด เพลิดเพลิน อยู ใน สิ่งที่ เ ปน ทุก ข
ผู นั้น ย อ มไมห ลุ ด พน ไปไดจากทุก ...
๒๔ ตามดู ไมตามไป

      ลักษณะของการอยูอยางมีตัณหาเปนเพื่อน

“ข า แต พ ระองค ผูเ จริ ญ ! ด ว ยเหตุเ พี ย งเท า ไ...
อิ น ทรี ย สัง วร ๒๕

มิคชาละ !

ภิกษุผูประกอบพรอมแลว ดวยการผูกจิตติดกับอารมณดวยอํานาจแหงความเพลิน
นั่ น แล เราเรี ...
๒๖ ตามดู ไมตามไป

ข อ นั้นเพราะเหตุไ รเลา ? ข อ นั้นเพราะเหตุวา
ตัณ หานั่น แล เปน เพื่ อนสองของภิกษุนั้น.
ตั ณหานั้น...
อิ น ทรี ย สัง วร ๒๗

มิ คชาละ !

ภิกษุผูไมประกอบพรอมแลว ดวยการผูกจิตติดกับอารมณดวยอํานาจแหงความเพลิน
นั่ น แล เรา...
๒๘ ตามดู ไมตามไป

ข อ นั้นเพราะเหตุไ รเลา ? ข อ นั้นเพราะเหตุวา
ตัณ หานั่น แล เปน เพื่ อนสองของภิกษุนั้น;
ตั ณหานั้น...
อิ น ทรี ย สัง วร ๒๙

      ไมอาจถึงซึ่ง ความเจริญงอกงาม ไพบูลย
                     ในธรรมวินัย

ภิกษุทั้งหลาย ! คนเลี้...
๓๐ ตามดู ไมตามไป

ซึ่ งความตรึ กเกี่ย วดว ยกาม (กามวิตก) ที่เกิดขึ้น แลว
ซึ่งความตรึกเกี่ย วด วยความมุง รา ย (พยาบาท...
ตัวอย่างพุทธวจน
ที่ทรงตรัสไม่ให้ปล่อยจิต
    ให้เพลินกับอารมณ
๓๒ ตามดู ไมตามไป

                 ละความเพลิน จิตหลุดพน

สมฺมา ปสฺส นิพฺพินฺ ท ติ
เมื่ อเห็น อยูโดยถูก ตอง ยอ มเบื่...
อิ น ทรี ย สัง วร ๓๓

              ความพอใจ เปนเหตุแหงทุกข

“ทุ กขใ ด ๆ ที่เกิ ดขึ้นแลวในอดีต
ทุก ขทั้ง หมดนั้น มีฉ...
๓๔ ตามดู ไมตามไป

        เมื่อคิดถึงสิ่งใด แสดงวาพอใจในสิ่งนั้น

ภิ กษุ ทั้ง หลาย !

ถา บุ คคลยอ มคิดถึง สิ่ง ใดอยู ...
อิ น ทรี ย สัง วร ๓๕

        ภพแมชั่วขณะดีดนิวมือก็ยังนารังเกียจ
                         ้

ภิกษุ ทั้ง หลาย !
คู ถ แม...
อิ น ทรี ย สั ง วร ๓๗

                ตัณหา คือ “เชื้อแหงการเกิด”

วั จฉะ ! เรายอมบัญ ญั ติความบัง เกิดขึ้น
สํา หรับ สั...
๓๘ ตามดู ไมตามไป

“พระโคดมผูเจริญ ! ถาสมั ย ใด เปลวไฟ ถู กลมพั ดหลุดปลิวไปไกล,
สมัยนั้น พระโคดมยอมบัญญัติซึ่งอะไรวาเป...
อิ น ทรี ย สั ง วร ๓๙

               เมื่อมีความพอใจ ยอมมีตัณหา

ภิ กษุ ทั้ง หลาย !

เปรีย บเหมือนไฟกองใหญ พึงลุก โพลงด...
๔๐ ตามดู ไมตามไป

เพราะมี ตัณ หาเปน ปจจัย จึง มีอุปาทาน
เพราะมี อุปาทานเปน ปจจัย จึงมีภ พ
เพราะมี ภพเปน ปจจั ย จึง ...
อิ น ทรี ย สั ง วร ๔๑

ตัณหา คือ เครื่องนําไปสูภพใหม อันเปนเหตุเกิดทุกข

ภิ กษุ ทั้ง หลาย !
ถา บุ คคลยอ มคิด ถึง สิ่...
๔๒ ตามดู ไมตามไป

เมื่อมีการเคลื่อนการบังเกิด, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะ ฯ จึงเกิดขึ้นครบถวน
ความเกิ ดขึ้นพรอ มแหง กองทุ...
อิ น ทรี ย สั ง วร ๔๓

              สิ้นความอยาก ก็สิ้นทุกข

                     นิสฺสิตสฺส จลิ ตํ
ความหวั่นไหว ยอมมี ...
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool

636 views
506 views

Published on

Published in: Education
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
636
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
10
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

9 อินทรีย์สังวร ( ตามดู ไม่ตามไป )keepcool

  1. 1. “อินทรียสังวร” (ตามดู ! ไมตามไป.... ) อินทรียภาวนาชั้นเลิศ อานนท ! อารมณอันเปนที่ชอบใจ – ไมเปนที่ชอบใจ เปนที่ชอบใจและไมเปนที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแกภิกษุนั้น ยอมดับไปเร็วเหมือนการกระพริบตาของคน อุเบกขายังคงดำรงอยู. อานนท ! นี้แล เราเรียกวา อินทรียภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัย… อุปริ . ม. ๑๔/๕๔๒ – ๕๔๕/๘๕๖ – ๘๖๑. กวา ๖๐ พระสูตร แหงความสอดรับกันในคำตถาคต
  2. 2. “ธรรมวาที ย่อมไม่กล่าวขัดแย้งกะใครๆ ในโลก” ภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมไม่กล่าวขัดแย้งกะโลก แต่โลกต่างหากย่อมกล่าวขัดแย้งต่อเรา ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้เป็นธรรมวาที ย่อมไม่กล่าวขัดแย้งกะใครๆ ในโลก ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งใดที่บัณฑิตในโลกสมมติ (รู้เหมือน ๆ กัน) ว่าไม่มี แม้เราก็กล่าวสิ่งนั้นว่าไม่มี ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งใดที่บัณฑิตในโลกสมมติว่ามี แม้เราก็กล่าวสิ่งนั้นว่ามี ภิกษุทั้งหลาย ! อะไรเล่า ที่บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี และเราก็กล่าวว่าไม่มี ภิกษุทั้งหลาย ! รูป ที่เที่ยง ที่ยั่งยืน ที่เที่ยงแท้ ที่ไม่มีการแปรปรวนเป็นธรรมดา บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี แม้เราก็กล่าวว่าไม่มี ภิกษุทั้งหลาย ! อะไรเล่า ที่บัณฑิตในโลกสมมติว่ามี และเราก็กล่าวว่ามี ภิกษุทั้งหลาย ! รูป ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีการแปรปรวนเป็นธรรมดา บัณฑิตในโลกสมมติว่ามี แม้เราก็กล่าวว่ามี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๖๙/๒๓๙.
  3. 3. “อินทรียสังวร” (ตามดู ! ไม่ต ามไป.... )
  4. 4. พุทธวจน “อินทรียสังวร” (ตามดู! ไม่ตามไป....) สื่อธรรมะนี้ จัดทำเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาสู่สาธารณชน เป็นธรรมทาน ลิขสิทธิ์ในต้นฉบับนี้ได้รับการสงวนไว้ ไม่สงวนสิทธิ์ในการจัดทำจากต้นฉบับเพื่อเผยแผ่ในทุกกรณี ในการจัดทำหรือเผยแผ่ โปรดใช้ความละเอียดรอบคอบ เพื่อรักษาความถูกต้องของข้อมูล ขอคำปรึกษาด้านข้อมูลในการจัดทำเพื่อความสะดวกและประหยัด ติดต่อได้ที่ คุณศรชา โทรศัพท์ ๐๘๑-๕๑๓-๑๖๑๑ หรือ คุณอารีวรรณ โทรศัพท์ ๐๘๕-๐๕๘-๖๘๘๘ พิมพ์ครั้งที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ จำนวน ๑๐,๐๐๐ เล่ม ออกแบบปก คณะสงฆ์วัดนาป่าพง ศิลปกรรม วิชชุ เสริมสวัสดิ์ศรี ที่ปรึกษาศิลปกรรม จำนงค์ ศรีนวล, ธนา วาสิกศิริ จัดทำโดย มูลนิธิพุทธโฆษณ์ (เว็บไซต์ www.buddhakos.org) ดำเนินการพิมพ์โดย บริษัท คิว พริ้นท์ แมเนจเม้นท์ จำกัด โทรศัพท์ ๐๒-๘๐๐-๒๒๙๒ โทรสาร ๐-๒๘๐๐-๓๖๔๙
  5. 5. ลำดับเนื้อหา ผลเสียของการปล่อยจิตให้เพลินกับอารมณ ตัวอย่างพุทธวจน ที่ทรงตรัสไม่ให้ปล่อยจิตให้เพลินกับอารมณ จิตทีเพลินกับอารมณ ละได้ดวยการมีอนทรียสังวร (การสํารวมอินทรีย) ่ ้ ิ  ความสําคัญแห่งอินทรียสังวร ความหมายและลักษณะของการมีอินทรียสังวร รูปแบบการละความเพลินในอารมณโดยวิธีอื่น ผลที่สุดของการละความเพลินในอารมณ ข้อย้ำเตือนจากพระตถาคต
  6. 6. สารบัญ คํานํา ๑ ผลเสียของการปลอยจิตใหเพลินกับอารมณ ๑๕ กอใหเกิดอนุสัยทั้ง ๓ ๑๖ ไม อาจที่จะหลุดพ นไปจากทุ กข ๒๐ เพลิน อยู กับอายตนะ เทา กับ เพลิน อยูในทุกข ๒๒ ลั กษณะของการอยูอ ยางมีตัณหาเปนเพื่อน ๒๔ ไม อาจถึง ซึ่ง ความเจริญ งอกงาม ไพบูลย ในธรรมวินัย ๒๙ ตัวอยางพุทธวจน ที่ทรงตรัสไมใหปลอยจิต ๓๑ ใหเพลินกับอารมณ ละความเพลิน จิตหลุ ดพน ๓๒ ความพอใจ เปน เหตุแ ห ง ทุ กข ๓๓ เมื่อ คิดถึ ง สิ่งใด แสดงวาพอใจในสิ่ง นั้น ๓๔ ภพแม ชั่ วขณะดีดนิ้ว มือ ก็ยัง นา รั ง เกียจ ๓๕ ตัณ หา คือ “เชื้อ แหง การเกิด” ๓๗ เมื่อ มี ความพอใจ ยอ มมีตัณ หา ๓๙ ตัณ หา คือ เครื่อ งนําไปสูภพใหม อั น เปน เหตุเกิดทุกข ๔๑
  7. 7. สิ้น ความอยาก ก็สิ้น ทุกข ๔๓ มี ค วามเพลิน คือ มีอุปาทาน ผูมีอุ ปาทานย อ มไมป รินิพพาน ๔๕ ในอริ ยมรรคมีอ งค ๘ ๔๙ ทรงตรัสวา “เปน เรื่องเรง ดวนที่ตอ งเรง กระทํา” ๕๑ ต อ งเพียรละความเพลินในทุก ๆ อิริยาบถ ๕๔ ความเพียร ๔ ประเภท (นัยที่ ๑) ๕๖ ความเพียร ๔ ประเภท (นัยที่ ๒) ๕๘ จิตที่เพลินกับอารมณ ละไดดวยการมีอินทรียสังวร ๖๑ (การสํารวมอินทรีย) เมื่ อ มี สติ ความเพลิ น ยอ มดับ ๖๒ กายคตาสติ มี ค วามสํา คัญ ตอ อิ น ทรียสัง วร ๖๕ - ลักษณะของผูไ มตั้ง จิตในกายคตาสติ ๖๕ - ลักษณะของผูตั้ง จิ ตในกายคตาสติ ๖๗ อิ น ทรียสังวร ปดกั้นการเกิดขึ้น แห งบาปอกุ ศล ๗๐
  8. 8. ความสําคัญแหงอินทรียสังวร ๗๓ อินทรียสังวร เปนเหตุใหไดมาซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ ๗๔ ผูไมสํารวมอินทรียคือผูประมาท ผูสํารวมอินทรียคือผูไมประมาท ๗๕ ความไมประมาท เปนยอดแหงกุศลธรรม ๗๗ ผูมีอินทรียสังวร จึงสามารถเจริญสติปฏฐานทั้ง ๔ ได ๗๙ อาสวะบางสวนสามารถละไดดวยการสํารวม ๘๐ อาสวะบางสวนสามารถละไดดวยการบรรเทา ๘๑ ผลที่ไดเพราะเหตุแหงการปดกั้นอาสวะ ๘๒ ความหมายและลักษณะของการมีอินทรียสังวร ๘๓ ความหมายแหงอินทรีย ๘๔ ลักษณะของผูสํารวมอินทรีย ๘๕ ผูที่ถึงซึ่ง ความเจริญงอกงาม ไพบูลย ในธรรมวินัย ๘๖
  9. 9. รูปแบบการละความเพลินในอารมณโดยวิธีอื่น ๘๙ กระจายซึ่ง ผัสสะ ๙๐ ตามแนวแหง สัมมาสัง กัปปะ ๙๔ ย อ มยุบ ย อมไมกอ ย อ มขวางทิ้ง ยอ มไมถือ เอา ซึ่ง... ขันธ ๕ ๙๙ เห็ น ประจักษ ตามความเปน จริง ๑๐๖ พึ ง เห็ น วา ชีวิตนั้น แสนสั้น ๑๐๘ ผลที่สุดของการละความเพลินในอารมณ ๑๑๑ ผูไ ด ชื่อ วา อินทรียภ าวนาชั้น เลิศ ๑๑๒ ผู เข าไปหาเปนผู ไ ม ห ลุดพน ผูไ มเข าไปหายอมหลุดพน ๑๑๔ เพราะไมเ พลิน จึง ละอนุสัยทั้ง ๓ ได ๑๑๖ ยอ มหลุดพ นไปจากทุกข ๑๒๐ ลักษณะของบุคคลสี่ป ระเภทกก ๑๒๕ ขอย้าเตือนจากพระตถาคต ํ ๑๒๗ ความไม ป ระมาท ยั ง กุศลธรรมทั้งหลายใหเกิดขึ้น ๑๒๘ พินัยกรรม ของพระสังฆบิดากกกกกกกกกก ๑๒๙ บั น ทึ กทา ยเลม ๑๓๑
  10. 10. อิ น ทรี ย สั ง วร ๑ คํานํา มนุษยเปนสัตวที่สื่อสารกันดวยระบบภาษาที่ซับซอน ทั้งโครงสรางและความหมาย วจี สั ง ขาร ที่ ม นุ ษย ป รุ ง แต ง ขึ้ น นั้ น มีความวิจิตรเทียบเทาดุจความละเอียดของจิต ทั้งนี้ เพราะ จิตเปนตัวสรางการหมายรูตาง ๆ (จิต เปนเหตุในการเกิ ด ของนามรูป และนามรูปซึ่งจิตสรางขึ้นนั้น เปนเหตุในการดํารงอยูไดของจิต) ถอยคําหนึ่ง ๆ ในภาษาหนึ่ง ๆ เมื่อนําไปวางไวในบริบทตาง ๆ กัน ก็มีความหมายตางกัน ยิ่งไปกวานั้น ถอยคําหนึ่ง ๆ ในบริบทเดียวกัน สามารถถูกเขาใจตางกันในความหมายได ขึ้นอยูกับการหมายรูเฉพาะของจิตผูรับสาร ซึ่งก็มีอนุสัยในการปรุงแตงแตกตางกันไป ความหยาบละเอียดในอารมณ อันมีประมาณตาง ๆ แปรผันไปตามการหมายรูน้ัน ๆ การสื่อความใหเขาใจตรงกัน จึงไมใชเรื่องงาย แมเรื่องราวในระดับชีวิตประจําวัน แม ใ นระหว า งบุ ค คลที่ มี ค วามสั ม พั น ธ ใ กล ชิ ด เช น ในครอบครั ว เดี ย วกั น ก็ ต าม การผิ ด ใจกั น ที่ มี เ หตุ ม าจากการสื่อ ความหมายที่ ไม ต รง ก็ มี ใ ห เ ห็ น เป น เรื่อ งปกติ กับกรณีของปรากฏการณทางจิต ซึ่งมีมิติละเอียดปราณีตที่สุดในระบบสังขตธรรม ใครเลา จะมีความสามารถในการบัญญัติระบบคําพูด ที่ใชถายทอดบอกสอนเรื่องจิตนี้ ใหออกมาไดเปนหลักมาตรฐานเดียว และใชสื่อเขาใจตรงกันได โดยไมจํากัดกาลเวลา
  11. 11. ๒ ตามดู ไม ตามไป “ดู ก ายดู ใ จ” “ดูจิ ต ” “ตามดูต ามรู ” ปฏิ เ สธไม ไ ด เ ลยว า วลี ข า งต น นั้ น ถู ก ใช พู ด กั น ทั่ ว ไปเป น ปกติ ใ นหมู นั ก ภาวนา ปกติ จ นเรี ย กได วา เป น หนึ่ ง ในสิ่ งที่ ถู ก มองข า มเพิ ก เฉย (take for granted) ไป ราวกับวา ใคร ๆ ก็รูกันหมดแลว เหมือนคําที่ใชกันเปนประจํา เชน กินขาว อาบน้ํา ฯ หากพิ จ ารณาใหดี จะพบจุด สั ง เกตุ ๒ ข อ ๑. เมื่อถูกถามลงไปในขั้นตอนโดยละเอียด วาอะไรอยางไร เกี่ยวกับ ดูกายดูใจ ดูจิต ฯ คําตอบที่ได มีความหลากหลายแตกตางกันไป แตมีสิ่งที่เหมือนกันอย า งหนึ่ ง คื อ ตางก็อางวา มาจากมหาสติปฏฐานสูตร ซึ่งเปนทางเอก เปนคําสอนของพระพุทธเจา  ๒. ในแงของความแตกตางดังกลาวนั้น ส ว นมากมั ก จะบอกกั น ว า เป นเรื่ อ งธรรมดา “แล ว แต จ ริ ต ” จะปฏิ บั ติ กั นอย างไร สุด ท า ยแล วก็ “ไปถึ ง ที่ ห มายเดี ย วกั น ” เมื่อมาใครครวญดูแลว จะพบความแปลกประหลาดซอนทับอีกชั้นหนึ่ง คือ ทั้ง ๒ ขอนั้น เปนสิ่งที่ถูก take for granted อีกเชนกัน เสมือนเปนเรื่องที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแลววา การปฏิบตที่แตกตางกันนั้นเปนเรื่องธรรมดา “แลวแตจริต” และ “ไปถึงที่หมายเดียวกัน” ั ิ โดยละเลยการทําความเขาใจที่ถูกตองชัดเจน วาอะไรอยางไรในความแตกตางนั้น
  12. 12. อิ น ทรี ย สั ง วร ๓ เหตุการณทั้ง ๒ นี้ จะไมมีทางเกิดขึ้นกับอริยสาวก ผูประกอบพรอมดวยโสตาปตติยังคะ ๔ ผูถึงซึ่งศรัทธาอยางไมหวั่นไหว ในการตรัสรูของพระพุทธเจา ในพระธรรม ในพระสงฆ เปนอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ถึงการนับวาเปนคนของพระพุทธเจาโดยไมมขอสงสัยแลว ี ยอมที่จ ะรูด ว ย อสาธารณญาณ โดยไม ต อ งอาศั ยป จ จั ย ภายนอกจากใครอื่ น ว า ธรรมะที่ถูกบัญญัติโดยพระพุทธเจานั้น จะมีคุณลักษณะคลองเกลียวเชื่อมโยงเปนหนึ่ง “ภิ ก ษุ ทั้ ง หลาย นับ แตร าตรี ที่ต ถาคตได ต รั ส รู อ นุต ตรสั ม มาโพธิ ญาณ จนกระทั่ ง ถึ ง ราตรี ที่ ต ถาคตปริ นิ พพานด ว ยอนุ ป ทิ เ สสนิ พ พานธาตุ ตลอดเวลาระหวา งนั้ น ตถาคตไดก ล า วสอน พร่ํา สอน แสดงออกซึ่ งถ อ ยคํา ใด ถอยคําเหลานั้น ทั้งหมด ยอมเขากันไดโดยประการเดียวทั้งสิ้นไมแยงกันเปนประการอื่นเลย” –อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓.
  13. 13. ๔ ตามดู ไม ตามไป กอนพุทธปรินิพพาน ทรงรับสั่งไวกับพระอานนทเถระวา ความสอดคลองเขากันเปนหนึ่งนี้ ใหใชเปนหลักมาตรฐานในการตรวจสอบวาอะไรใช หรือไมใชพระธรรมวินัย (มหาปเทส ๔) ยิ่งไปกวานั้น ทรงระบุไวดวยวา หากรูแลววาไมใชพระธรรมวินัย ใหเราละทิ้งสิ่งนั้นไปเสีย  ความสามารถในการใชบทพยัญชนะที่มีอรรถะ(ความหมาย) สอดคลองกันเปนหนึ่งเดียวนี้ เปนพุทธวิสัย มิใชสาวกวิสัย ทั้งนี้ เพราะเหตุคือความตางระดับชั้นกันของบารมีท่ีสรางสมมา พระตถาคต สรางบารมีมาในระดับพุทธภูมิ เพื่อใหไดมา ซึ่งความเปนอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระสาวก สรางบารมีในระดับสาวกภูมิ เพื่อใหไดมา ซึ่งโอกาสในการเปนสาวกในธรรมวินัยนี้ ที่ ม าที่ ไ ปของคํา วา ดู จิ ต หรื อ ตามดู ต ามรูฯ ไม ใ ช เ รื่ อ งลึ ก ลับ ซับซอนที่จะสืบคน ตั ว สู ต รที่ เ ป น พุ ท ธวจน เพื่ อ ใช ต รวจสอบเที ย บเคี ย งตามหลั ก มหาปเทส ก็ มี อ ยู ใชหรือไมวา ปญหาที่แทจริงทั้งกับในกรณีนี้ และอื่น ๆทํานองเดียวกันนี้ คือ ความขี้เกียจ  ความมักงายของชาวพุทธนั่นเอง ที่ไมอยากเขาไปลงทุนลงแรงศึกษาสืบคนพุทธวจน แลวไปคาดหวังลม ๆ แลง ๆ วา นาจะมีใครสักคนหนึ่งหรือสองคน ที่มีความสามารถ พิเศษคิดคนยนยอหลักธรรมที่พระตถาคตบัญญัติไวเปนสวากขาโตแลวนั้น ใหงายสั้นลง กวาได การเชื่อเชนนี้ เปนลักษณะความเชื่อของปุถุชนผูมิไดสดับ - มิไดเห็นพระอริยเจา - ไมฉลาดในธรรมของพระอริยเจา - ไมไดรับการแนะนําในธรรมของพระอริยเจา จึงไมทราบวา พระสาวกมีภูมิธรรมจํากัดอยูเพียงแคเปนผูเดินตามมรรคที่พระตถาคตบัญญัติไวเทานั้น (มคฺ ค านุ ค า จ ภิกฺ ข เว เอตรหิ สาวกา วิ ห รนฺ ติ ปจฺฉ า สมนฺ น าคตา)
  14. 14. อิ น ทรี ย สั ง วร ๕ ผูที่สรางบารมีมาในระดับสาวกภูมิ ไมมีความสามารถในการคิดสรางมรรคขึ้นเอง ไมเวนแมแต พระอรหันตผูหลุดพนดวยปญญา (ปฺาวิมุตฺเตน ภิกฺขุนาติ) ก็ตาม พระพุทธเจา (อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ) ในฐานะพระศาสดานั้น มีคุณสมบัติเหนือไปกวา คือ ทรงเปนผูรูมรรค (มคฺคฺู) รูแจงในมรรค (มคฺควิท) และเปนผูฉลาดในมรรค (มคฺคโกวิโท) ู พระพุทธองคจึงทรงรับสั่งปองกันไวลวงหนาแลววา สูตรใด ๆ ก็ตามที่แตงขึ้นใหมในภายหลัง แมจะมีความสละสลวยวิจิตร เปนของนอกแนว เปนคํากลาวของสาวก ใหเราไมสําคัญตนวา เปนสิ่งที่ควรเลาเรียนศึกษา ในทางกลับกัน คํากลาวของตถาคต อันมีความหมายลึกซึ้งนั้น ใหเราสําคัญตนวาเปนสิ่งที่ควรเลาเรียนศึกษาและใหพากันเลาเรียนศึกษาคําของตถาคตนั้น แลวใหไตถามทวนถามกันและกันในเรื่องนั้น ๆ วาพระพุทธเจาทรงกลาวเรืองนี้ไวอยางไร ่ ขางตนนี้ คือวิธีการเปดธรรมที่ถูกปดดวยพุทธวจน และชาวพุทธที่มีการศึกษาในลักษณะนี้ (ปฏิปุจฺฉาวินตา ปริสา โน อุกฺกาจิตวินีตา) พระพุทธองคทรงเรียกวาเปนพุทธบริษัทอันเลิศ ี ในมหาสติปฏฐานสูตรนั้น แบงฐานทีตั้งแหงสติออกเปน ๔ ฐาน คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ่ โดยแตละฐาน มีรายละเอียดระบุชัดเจนวาปฏิบติอยางไร ขอบเขตแคไหน และจบลงอยางไร ั ผูที่ศึกษาพุทธวจนโดยละเอียดรอบคอบ ยอมที่จะเขาใจแงมุมตาง ๆ โดยลึกซึ้งครบถวน และ ยอมที่จะรูไดวา ความแตกตางในมรรควิธี มีได แตไมใชมีโดยสะเปะสะปะไรเงื่อนไขขอบเขต
  15. 15. ๖ ตามดู ไม ตามไป หากแตมีได หลากหลายได ภายใตพทธบัญญัติซึ่งมีลักษณะเชื่อมโยงสอดคลองเปนหนึ่ง ุ ผลอานิสงสมุงหมายในที่สุด ก็สามารถเขาถึงได ดวยวิธีอันหลากหลายภายใตความเปนหนึ่งนี้ ในวาระนี้ จะขอยกหมวดของ จิตตานุปสสนา คือการตามเห็นในกรณีของจิต ขึ้นเปนตัวอยาง ปจจุบัน มีผูที่ดจิต หรือดูอาการของจิต โดยใชคําอธิบายสภาวะของจิตซึ่งบัญญัติขึ้นใหมเอง ู แลวหลงเขาใจไปวา การฝกตามดูตามรูสภาวะนั้น ๆ ไปเรื่อย ๆ คือการเจริญสติ คือการดูจิต  หากพิจารณาโดยแยบคายแลว คําเรียกอาการของจิต ที่คิดขึ้นใหมเองทั้งหลายเหลานั้น เปนเพียงการตั้งชื่อเรียกอารมณอันมีประมาณตาง ๆ และการตามเห็นสภาวะนั้น ๆ ไปเรื่อย ๆ ก็คือการฝกผูกจิตติดกับอารมณดวยอํานาจแหงความเพลิน (ฝกจิตใหมีสัญโญคะ) จะดวยเหตุอยางไรก็ตามแต ระบบคําเรียกที่ตางกันตรงนี้ อาจดูเหมือนเปนเรื่องเล็กนอย แตหากเทียบในระดับความละเอียดของจิตแลว องศาทีเ่ บี่ยงเพียงเล็กนอย ณ จุดตรงนี้ สามารถนําไปสูผลลัพธที่สุดในการปฏิบัติ คืออานิสงสมุงหมาย ที่แตกตางกันโดยสิ้นเชิง นัยยะหนึ่ง ที่พระพุทธองคทรงบัญญัติใหเราตามเห็นจิต (จิตฺตานุปสฺสนา) แทจริงแลวก็เพื่อ ใหเห็นเหตุเกิดและเสื่อมไป โดยอาศัยการตามเห็น “อาการของจิต” เพียงแค ๘ คูอาการเทานั้น
  16. 16. อิ น ทรี ย สั ง วร ๗ ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเปนผูมีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู นั้นเปนอยางไรเลา ? ภิ ก ษุ ทั้ ง หลาย ! ภิ ก ษุ ใ นกรณี นี้ (๑) รู ชั ด ซึ่ ง จิ ต อั น มีร าคะ วา “จิ ต มีร าคะ” (๒) รู ชั ด ซึ่ ง จิ ต อั นปราศจากราคะ วา “จิ ต ปราศจากราคะ” (๓) รู ชั ด ซึ่ ง จิ ต อั น มีโ ทสะ ว า “จิ ต มีโ ทสะ” (๔) รู ชั ด ซึ่ ง จิ ต อั นปราศจากโทสะ ว า “จิ ต ปราศจากโทสะ” (๕) รู ชั ด ซึ่ ง จิ ต อั น มีโ มหะ ว า “จิ ต มีโ มหะ” (๖) รู ชั ด ซึ่ ง จิ ต อั น ปราศจากโมหะ ว า “จิ ต ปราศจากโมหะ” (๗) รู ชั ด ซึ่ ง จิ ต อั น หดหู ว า “จิ ต หดหู ” (๘) รู ชั ด ซึ่ ง จิ ต อั น ฟุ งซ า น ว า “จิ ต ฟุ ง ซา น” (๙) รูชัดซึ่งจิตอันถึงความเปนจิตใหญ วา “จิตถึงแลวซึ่งความเปนจิตใหญ” (๑๐) รูชัดซึ่งจิตอันไมถึงความเปนจิตใหญ วา “จิตไมถึงแลวซึ่งความเปนจิตใหญ” (๑๑) รู ชั ด ซึ่ ง จิ ต อั น ยั งมี จิ ต อื่ น ยิ่ ง กว า วา “จิ ต ยั ง มี จิ ต อื่ นยิ่ ง กว า ” (๑๒) รู ชั ด ซึ่ ง จิ ต อั น ไม มีจิ ต อื่ น ยิ่ ง กว า ว า “จิ ต ไม มี จิ ต อื่ น ยิ่ง กว า ” (๑๓) รู ชั ด ซึ่ ง จิ ต อั น ตั้งมั่ น ว า “จิ ต ตั้ง มั่น ” (๑๔) รู ชั ด ซึ่ ง จิ ต อั น ไม ต้ัง มั่ น ว า “จิ ต ไม ตั้ง มั่ น ” (๑๕) รู ชั ด ซึ่ ง จิ ต อั น หลุด พ น แล ว ว า “จิ ต หลุ ด พ น แล ว ” (๑๖) รู ชั ด ซึ่ ง จิ ต อั น ยั ง ไม ห ลุ ด พ น ว า “จิต ยั ง ไม ห ลุ ด พ น ”
  17. 17. ๘ ตามดู ไม ตามไป ดวยอาการอยางนี้แล ที่ภิกษุเปนผูมีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิต (จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ) อันเปนภายในอยูบาง, ในจิตอันเปนภายนอกอยูบาง, ในจิตทั้งภายในและภายนอกอยูบาง; และเป น ผู มี ป กติพิ จ ารณาเห็ น ธรรมเป น เหตุ เกิด ขึ้น ในจิ ต อยู บ า ง, เห็ น ธรรมเป น เหตุ เ สื่ อ มไปในจิ ต อยู บ า ง, เห็ น ธรรมเป น เหตุ ทั้ ง เกิ ด ขึ้ น และเสื่ อ มไปในจิ ต อยูบ า ง; ก็ แ หละสติ ( คือ ความระลึ ก ) ว า “จิ ต มี อ ยู ” ดัง นี้ ของเธอนั้ น เป น สติ ที่ เ ธอดํารงไว เ พี ย งเพื่ อ ความรู เพี ย งเพื่ อ ความอาศั ย ระลึ ก . ที่ แ ท เ ธอเป น ผู ที่ ตั ณ หาและทิ ฏ ฐิ อ าศั ย ไม ไ ด และเธอไม ยึ ด มั่ น อะไร ๆ ในโลกนี้ . ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุชื่อวาเปนผูมีปกติตามเห็นจิตในจิตอยู แมดวยอาการอยางนี้. - มหาสติปฏฐานสูตร มหาวาร. สํ. ๑๐/๓๓๑/๒๘๙.
  18. 18. อิ น ทรี ย สั ง วร ๙ จะเห็น ไดวา พระพุท ธเจา มิไ ดใ หเ ราฝก ตามดูต ามรูเ รื่อ งราวในอารมณไปเรื่อย ๆ และ การตามดูตามรูซึ่งจิต (จิตฺตานุปสฺสนา) จะตองเปนไปภายใต ๘ คูอาการนี้เทานั้น สมมุติสถานการณตัวอยาง เชน ในขณะที่เรากําลังโกรธอยู ในกรณีนี้ หนาที่ของเรา ที่ตองทําใหได คือ “รูชัดซึ่งจิตอันมีโทสะ วา จิตมีโทสะ” ไมใชไปตามดูตามรูโทสะ (หรือ รูในอารมณที่จิตผูกติดอยู) ในจิตอันมีโทสะขณะนั้น ปญหามีอยูวา โดยธรรมชาติของจิต มันรูไดอารมณเดียวในเวลาเดียว (one at a time) ในขณะที่เรากําลังโกรธอยูนั้น เราจึงตองละความเพลินในอารมณที่ทําใหเราโกรธเสียกอน ไมเชนนั้น เราจะไมมีทาง “รูชัดซึ่งจิตอันมีโทสะ วา จิตมีโทสะ” ไดเลย มีผัสสะ จิตรับรูอารมณ มีสติ ละความเพลิน รูชัดซึ่งจิต ในระหวางขั้นตอนขางตน ถาเราสามารถเห็นธรรมเปนเหตุเกิดขึ้นหรือเสือมไปในจิตได ่ การเห็นตรงนี้ เรียกวา วิปสสนา ซึ่งเปนจุดประสงคของการเจริญสติปฏฐานทั้งสี่ โปรดสังเกตุ สติปฏฐานสี่ ทุกหมวด จบลงดวยการเห็นธรรมอันเปนเหตุเกิดขึ้นและเสื่อมไป ขั้นตอนของสติท่เขาไปตั้งอาศัยในฐานทั้งสี่ เปนเพียงบันไดขั้นหนึ่งเทานั้น ไมใชจุดหมาย ี
  19. 19. ๑๐ ตามดู ไมตามไป เมื่อผัสสะถูกตองแลว ๆ หากเราหลงเพลิน “รูสึก” ตามไปเรื่อย ๆ นี่คือ อนุสัย (ตามนอน) หากละความเพลินในอารมณแลวมาเห็นจิตโดยอาการ ๘ คูขางตนนี่คืออนุปสสนา(ตามเห็น) และ ถามีการเห็นแจงในธรรมเปนเหตุเกิดขึ้นและเหตุเสื่อมไปในจิต นี่คอ วิปสสนา (เห็นแจง) ื ถาหากวา เราไมสามารถรูชัดซึ่งจิตโดยอาการอยางใดอยางหนึ่งใน ๘ คูขางตนได ใหดึงสติกลับมารูที่ฐานคือกาย เชน อิริยาบถ หรือ ลมหายใจ พลิกกลับเปนกายานุปสสนา อยามักงายไปคิดคําขึ้นใหม เพื่อมาเรียกอารมณท่จิตหลงอยูในขณะนั้น เพราะนั่นคือจุดเริ่ม ี ของการเบี่ยงออกนอกมรรควิธี (ไปใชคําอธิบายอาการของจิตที่นอกแนวจากพุทธบัญญัติ เปนผลใหหลงเขาใจไดวา กําลังดูจิต ทั้ง ๆ ที่กําลังเพลินอยูในอารมณ ขาดสติ แตหลงวามีสติ) นี้ เปนเพียงตัวอยางของการตามเห็นในกรณีจิตตานุปสสนา คือ ใชจิตเปนฐานที่ตั้งของสติ ในกรณีของ กายานุปสสนา เวทนานุปสสนา ธรรมานุปสสนา พึงศึกษาในลักษณะเดียวกัน คือปฏิบัติตามพุทธวจนในกรณีนั้น ๆ ใหถูกตองครบถวน ทั้งโดยอรรถะ และโดยพยัญชนะ พระพุทธเจามองเห็นธรรมชาติในจิตของหมูสัตว ในแบบของผูที่สรางบารมีมาเพื่อบอกสอน การบัญญัติมรรควิธี จึงเปนพุทธวิสัย หนาที่ของเราในฐานะพุทธสาวกมีเพียงอยางเดียว คือ ปฏิบัติตามพุทธบัญญัติโดยระมัดระวังอยางที่สุด (มคฺคานุคา จ ภิกฺขเว เอตรหิ สาวกา ฯ) เมื่อเขาใจความหมายของการตามเห็น (อนุปสฺสนา) และการเห็นแจง (วิปสฺสนา) แลว ทีน้ี จะมีวธีอยางไร ที่จะทําใหอัตราสวน Ratio ของ วิปสสนา ตอ อนุปสสนา มีคาสูงที่สุด ิ (คื อ เน น การปฏิบั ติ ที่ ไ ดประสิ ท ธิภ าพมากที่ สุ ด เพื่อ ความลั ด สั้ น สู ม รรคผล)
  20. 20. อิ น ทรี ย สั ง วร ๑๑ ตั ว แปรหลั ก ที่ เ ปน กุ ญ แจไขป ญ หานี้ คื อ สมาธิ ตราบใดที่จิตยังซัดสายไป ๆ มา ๆ ทั้งการอนุปสสนาก็ดี และการวิปสสนาก็ดี ตางก็ทําไดยาก พระพุทธเจาจึงทรงรับสั่งวา ใหเราเจริญสมาธิ เพื่อใหธรรมทั้งหลายปรากฏตามเปนจริง ภิ ก ษุ ทั้ ง หลาย ! เธอทั้ ง หลายจงเจริ ญ สมาธิ . ภิ ก ษุ มี จิ ต ตั้ง มั่ น แล ว ย อ มรู ชั ด ตามเป น จริ ง . ก็ ภิ ก ษุ ย อ มรู ชั ด ตามเป น จริ ง อย างไร ? ย อ มรู ชั ด ซึ่ ง ความเกิ ด และความดั บ แห ง รูป ความเกิ ด และความดั บ แห ง เวทนา ความเกิ ด และความดั บ แห ง สั ญ ญา ความเกิ ด และความดั บ แห ง สั ง ขาร ความเกิ ด และความดั บ แห ง วิ ญ ญาณ. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗-๑๘//๒๗.
  21. 21. ๑๒ ตามดู ไมตามไป นอกจากนี้แลว พระพุทธองคยังทรงแนะนําเปนกรณีพิเศษ สําหรับกรณีที่จิตตั้งมั่นยาก เชน คนที่คิดมาก มีเรื่องใหวิตกกังวลมาก ย้ําคิดย้ําทํา คิดอยูตลอดเวลา หยุดคิดไมได หรือ คนที่เปน hyperactive มีบุคลิกภาพทางจิตแบบ ADHD ซึ่งมีปญหาในการอยูนิ่ง  ทรงแนะนําวิธีแกไขอาการเหลานี้ โดยการเจริญทําใหมาก ซึ่งอานาปานสติสมาธิ ภิกษุทั้งหลาย ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแหงกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลงแหงจิตก็ตาม ย อ มมี ไ ม ไ ด เพราะการเจริ ญ ทํา ให ม ากซึ่ ง อานาปานสติ ส มาธิ - มหา. สํ. ๑๙/๔๐๐/๑๓๒๕. เมื่อถึงตรงนี้ แมจะไมเอยถึง เราก็คงจะเห็นไดชัดแลววา ความสงบแหงจิต (สมถะ) นั้น จะตองดําเนินไปควบคู และเกื้อหนุนกับระดับความสามารถในการเห็นแจง (วิปสสนา) ซึ่ ง พระพุ ท ธองคเ องได ต รั ส เน น ย้ํา ในเรื่อ งนี้ ไ วโ ดยตรงด ว ย ภิ ก ษุ ทั้ ง หลาย. ! ธรรมที่ ค วรกระทํา ให เ จริ ญ ด ว ยป ญ ญาอั น ยิ่ ง เป น อย า งไรเล า ? สมถะ และ วิปสสนา เหลานี้เรากลาววา เปนธรรมที่ควรกระทําใหเจริญดวยปญญาอันยิ่ง. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๓๔/๒๕๔.
  22. 22. อิ น ทรี ย สั ง วร ๑๓ ธรรมที่ควรกระทําใหเจริญดวยปญญาอันยิ่ง มีสองอยาง คือ ทั้งสมถะ และวิปสสนา นั่นหมายความวา ทั้งสมถะ และวิปสสนา เปนสิ่งที่ตองอาศัยปญญาอันยิ่งในการไดมา ดังนั้น ใครก็ตามที่มีความสามารถในการทําจิตใหตั่งมั้นได บุคคลนั้นมีปญญาอันยิ่ง ใครก็ตามที่จิตตั้งมั่นแลวสามารถเห็นแจงในธรรมอันเปนเหตุ บุคคลนั้นมีปญญาอันยิ่ง สําหรับบางคนที่อาจจะเขาใจความหมายไดดีกวา จากตัวอยางอุปมาเปรียบเทียบ พระพุทธองคไดทรงยกอุปมาเปรียบเทียบไวในฌานสูตร วาเหมือนกับการฝกยิงธนู เมื่อพิจารณาแลว จะพบวา มีตัวแปรตาง ๆ ที่เกี่ยวของ ซึ่งจะตองปรับใหสมดุลย เชน ความนิ่งของกาย วิธีการจับธนู การเล็ง น้ําหนัก และจังหวะในการปลอยลูกศร อุปมานี้ พอจะทําใหเราเห็นภาพไดดี ในการเจริญสมถะวิปสสนา ดวยปญญาอันยิ่ง วาการเห็นแจงในธรรมอันเปนเหตุนั้น จะตองอาศัยความสมดุลยตาง ๆ อยางไรบาง หากจะพูดใหสั้นกระชับที่สุด การตามดูไมตามไปนี้ แทจริงแลว คือ การไมตามไป เพราะเมื่อไมตาม (อารมณอันมีประมาณตาง ๆ) ไป มันก็เหลือแคการตามดูที่ถูกตอง หลักการไมตามไปนี้ ก็คือ หลักการละนันทิ ซึ่งเปนเรื่องเดียวกันกับหลักอินทรียสังวร ภิกษุมิคชาละ ฟงธรรมเรื่องการละนันทิ แลวหลีกจากหมูไปอยูผูเดียวก็บรรลุอรหัตผล ความเร็วในการละนันทิ ยังถูกใชเปนเครื่องวัดความกาวหนาในการปฏิบัติจิตภาวนา (ดูความเชื่อมโยงไดในเรื่อง อินทรียสังวร, การไมประมาท, อินทรียภาวนาชั้นเลิศ)
  23. 23. ๑๔ ตามดู ไมตามไป หนั ง สื อ ตามดู ไม ต ามไป เล ม นี้ จั ด ทํา ขึ้ น เพื่ อ อํา นวยความสะดวกแก ช าวพุ ท ธ โดยการคัดเลือกพุทธวจน ที่เกี่ยวของกับการเจริญสติ เปนจํานวนกวา ๖๐ พระสูตร ซึ่งมีเนื้อหาสอดรับเชื่อมโยงคลองเกลียวถึงกัน เพื่อใหเราไดศึกษาใหเขาใจถึงมรรควิธี ที่ถูกตองทุกแงมุม ในความหลากหลายภายใตความเปนหนึ่ง จากพุทธบัญญัติโดยตรง ขอใหบุญบารมีที่ไดสรางมา ของชาวพุทธผูที่กําลังถือหนังสือเลมนี้อยู จงเปนเหตุปจจัย ใหทานคนพบคําตอบโดยแจมแจง ในขอสงสัยเรื่องการปฏิบัติที่ทานอาจจะติดของอยู และสําหรับบางทานที่เขาใจคลาดเคลื่อน ปฏิบัติคลาดเคลื่อนไปบาง มาแตทีแรก ก็ขอใหไดพบ ไดเขาใจในสิ่งที่ถูก และนําไปใชขยับปรับเปลี่ยนใหตรงทางไดโดยเร็ว สําหรับทานที่ไมเคยรูอะไรมากอนเลย ก็ถือเปนบุญกุศลที่ไดพบแผนที่ฉบับนี้แตแรก ------------------------------------------------------------------------------------------ คณะผู จั ด พิ ม พ หนั ง สื อ เล ม นี้ ขอนอบน อ มสั ก การะ ต อ ตถาคต ผู อรหั น ตสั ม มาสั ม พุ ท ธะ และ ภิ ก ษุ ส าวกในธรรมวิ นั ย นี้ ตั้ ง แตค รั้ ง พุ ทธกาล จนถึ ง ยุ ค ป จ จุบั น ที่ มี ส ว นเกี่ ย วข อ งในการสื บ ทอดพุท ธวจน คื อ ธรรม และวิ นัย ที่ ท รงประกาศไว บริ สุ ท ธิ์บ ริ บูร ณ ดี แ ล ว คณะศิษ ย พ ระตถาคต
  24. 24. ผลเสียของการปล่อยจิต ให้เพลินกับอารมณ
  25. 25. ๑๖ ตามดู ไมตามไป กอใหเกิดอนุสัยทั้ง ๓ ภิ กษุ ทั้ง หลาย ! เพราะอาศัย ตา ดว ย รู ป ทั้งหลาย ดว ย จึง เกิด จักขุวิญ ญาณ การประจวบพรอ มแหงธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผั สสะ; เพราะมี ผั สสะเป น ปจจัย... เพราะอาศัย หู ดว ย เสียงทั้งหลาย ด ว ย จึง เกิดโสตวิญญาณ การประจวบพร อ มแห งธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผัสสะ; เพราะมี ผัสสะเป น ปจจัย... เพราะอาศัย จมูก ดว ย กลิ่น ทั้งหลาย ด ว ย จึง เกิดฆานวิญ ญาณ การประจวบพรอ มแห งธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผั สสะ; เพราะมี ผั สสะเปน ป จจัย... เพราะอาศัย ลิ้น ด ว ย รสทั้งหลาย ดว ย จึง เกิดชิว หาวิญญาณ การประจวบพรอ มแห งธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผั สสะ; เพราะมี ผั สสะเปน ป จจัย...
  26. 26. อิ น ทรี ย สัง วร ๑๗ เพราะอาศัย กาย ดว ย โผฏฐัพ พะทั้งหลาย ด ว ย จึง เกิดกายวิญ ญาณ การประจวบพรอ มแหงธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผัสสะ; เพราะมีผั สสะเปน ปจจัย... เพราะอาศัย ใจ ดว ย ธรรมารมณทั้ง หลาย ด ว ย จึง เกิดมโนวิญญาณ การประจวบพรอ มแห งธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผัสสะ; เพราะมีผั สสะเปน ป จจัย จึงเกิดเวทนา อันเปนสุขบาง เปนทุกขบาง ไมใชทุกขไมใชสุขบาง. บุ คคลนั้น เมื่ อ สุ ข เวทนา ถู กตอ งอยู ยอ มเพลิด เพลิน ยอ มพร่ําสรรเสริญ เมาหมกอยู; อนุ สัยคื อราคะ ย อมตามนอน แกบุคคลนั้น (ตสฺส ราคานุส โย อนุเสติ) เมื่ อ ทุ ก ขเวทนา ถู กตอ งอยู เขายอมเศร าโศก ย อมระทมใจ ยอมคร่ําครวญ ยอ มตี อ กร่ําไห ย อ มถึ งความหลงใหลอยู; อนุ สัยคือปฏิฆ ะ ย อมตามนอน (เพิ่มความเคยชิน ให) แกบุ คคลนั้น.
  27. 27. ๑๘ ตามดู ไมตามไป เมื่ อ เวทนาอัน ไมใชทุก ขไมใชสุข ถูกตองอยู เขายอ มไมรูตามเป น จริง ซึ่ งสมุทยะ (เหตุ เกิด) ของเวทนานั้น ดว ย ซึ่ ง อั ตถั งคมะ (ความดับไมเหลือ ) แหงเวทนานั้น ดว ย ซึ่ง อัสสาทะ (รสอรอ ย) ของเวทนานั้ น ดว ย ซึ่ ง อาทีนวะ (โทษ) ของเวทนานั้น ด ว ย ซึ่ ง นิสสรณะ (อุบายเครื่ องออกพนไป) ของเวทนานั้น ดว ย; อนุ สัยคื ออวิชชา ย อมตามนอน (เพิ่มความเคยชิน ให) แกบุคคลนั้น. บุ คคลนั้นหนอ (สุ ข าย เวทนาย ราคานุ สย อปฺป หาย) ยัง ละราคานุสัย อั นเกิดจากสุข เวทนาไม ได; (ทุ กฺขาย เวทนาย ปฏิ ฆานุสย อปฺ ป ฏิวิโนเทตฺว า) ยังบรรเทาปฏิฆ านุสัย อั นเกิด จากทุก ขเวทนาไมไ ด; (อทุ กฺข มสุขาย เวทนาย อวิชฺชานุสย อสมูห นิตฺว า) ยั ง ถอนอวิ ชชานุสัย อัน เกิดจากอทุก ขมสุขเวทนาไมไ ด;
  28. 28. อิ น ทรี ย สัง วร ๑๙ (อวิ ชฺช อปฺ ปหาย วิชฺช อนุปฺปาเทตฺว า) เมื่ อยังละอวิชชาไมไ ด และยั ง ทํา วิชชาใหเ กิด ขึ้น ไมไ ดแลว, (ทิ ฏเว ธมฺเม ทุกฺข สฺ สนฺตกโร ภวิสฺสตีติ) เขาจักทําที่สุดแห งทุ ก ข ในทิฏฐธรรม (รู เห็น ไดเลย) นี้ไ ด นั้น; (เนต าน วิชฺ ชติ ฯ) ข อนี้ ไมเ ปน ฐานะที่จัก มีไ ด. อุ ป ริ . ม. ๑๔/๕๑๖/๘๒๒.
  29. 29. ๒๐ ตามดู ไมตามไป ไมอาจที่จะหลุดพนไปจากทุกข ภิ กษุ ทั้ง หลาย ! ผู ใ ด เพลิ ด เพลิน อยู ใน รูป ผู นั้ น เท า กับเพลิ ด เพลิน อยู ใน สิ่ ง ที่เ ปน ทุก ข... ผูใ ด เพลิ ด เพลิน อยู ใน เวทนา ผู นั้ น เท า กับเพลิ ด เพลิน อยู ใน สิ่ ง ที่เ ปน ทุก ข... ผู ใ ด เพลิด เพลิน อยู ใน สัญ ญา ผู นั้ น เท า กั บเพลิด เพลิน อยู ใน สิ่ง ที่เ ปน ทุ ก ข... ผู ใ ด เพลิด เพลิน อยู ใน สัง ขารทั้งหลาย ผู นั้ น เทา กับเพลิด เพลิ น อยู ใน สิ่ง ที่เ ป น ทุ ก ข... ผูใ ด เพลิด เพลิน อยู ใน วิญญาณ ผู นั้ น เทา กับเพลิด เพลิน อยู ใน สิ่ง ที่เ ปน ทุก ข
  30. 30. อิ น ทรี ย สัง วร ๒๑ เรากลา ววา “ผูใด เพลิดเพลิ น อยู ใน สิ่ง ที่เ ปนทุก ข ผู นั้น ย อ มไมห ลุ ด พน ไปไดจากทุก ข” ดั ง นี้ . ขนฺ ธ . สํ . ๑๗/๓๙/๖๔.
  31. 31. ๒๒ ตามดู ไมตามไป เพลินอยูกับอายตนะ เทากับ เพลินอยูในทุกข ภิ กษุ ทั้ง หลาย ! ผู ใ ด เพลิ ด เพลิน อยู ใน จั ก ษุ ผู นั้ น เทา กับ เพลิ ด เพลิ น อยู ใน สิ่ ง ที่เ ปน ทุกข... ผูใ ด เพลิ ด เพลิน อยู ใน โสตะ ผู นั้ น เท า กับ เพลิ ด เพลิ น อยู ใน สิ่ ง ที่เ ปน ทุกข... ผูใ ด เพลิ ด เพลิน อยู ใน ฆานะ ผู นั้ น เท า กับ เพลิด เพลิ น อยู ใน สิ่ง ที่เ ปน ทุ กข... ผู ใ ด เพลิ ด เพลิน อยู ใน ชิ ว หา ผู นั้ น เท า กับ เพลิด เพลิ น อยู ใน สิ่ง ที่เ ปน ทุ กข ... ผู ใ ด เพลิด เพลิน อยู ใน กายะ ผู นั้ น เท า กับ เพลิ ด เพลิน อยู ใน สิ่ง ที่เ ปน ทุ กข... ผู ใ ด เพลิ ด เพลิน อยู ใน มนะ ผู นั้ น เท า กับ เพลิ ด เพลิน อยู ใน สิ่ ง ที่เ ปน ทุกข
  32. 32. อิ น ทรี ย สัง วร ๒๓ เรากลา ววา ผูใด เพลิดเพลิน อยู ใน สิ่งที่ เ ปน ทุก ข ผู นั้น ย อ มไมห ลุ ด พน ไปไดจากทุก ข ดั ง นี้. สฬา. สํ . ๑๘/๑๖/๑๙. (ในพระสู ต รต อ ไป ได ต รั ส ถึ ง ในกรณี แ ห ง อายตนะภายนอก ๖ ซึ่ ง มี ข อ ความเหมื อ นในกรณี แ ห ง อายตนะภายใน ๖ ทุ ก ประการ โดยลั ก ษณะการตรั ส ตรงนี้ คื อ ทรงตรั ส แยกเป น กรณี ๆ จนครบ ซึ่ ง ผู อ า นควรจะทํา ความเข า ใจแยกไปตามกรณี จ นครบเช น กั น การที่ละไวดว ย ... ก็ เพื่อใหรูวา มี ขอความสรุป ที่เ หมือนกัน)
  33. 33. ๒๔ ตามดู ไมตามไป ลักษณะของการอยูอยางมีตัณหาเปนเพื่อน “ข า แต พ ระองค ผูเ จริ ญ ! ด ว ยเหตุเ พี ย งเท า ไรหนอ ภิ ก ษุ จึ ง ชื่ อ ว า เป น ผู มี ก ารอยู อ ย างมี เ พื่ อ นสอง พระเจ า ข า ?” มิ คชาละ ! รูป ทั้ งหลายอันจะพึงเห็นไดดวยจั กษุ อั น เป น รูป ที่นาปรารถนา นา รักใคร นา พอใจ มีลัก ษณะนา รัก เปนที่เขาไปตั้งอาศัยอยูแหงความใคร เปนที่ตั้งแหงความกําหนัดยอมใจ มีอยู. ถาหากวาภิกษุยอมเพลิดเพลิน พร่ําสรรเสริญ สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นไซร; แก ภิกษุ ผูเ พลิดเพลิน พร่ําสรรเสริญ สยบมั ว เมา ซึ่ง รูป นั้นอยู นั่ น แหละ, นั นทิ (ความเพลิน) ย อมเกิดขึ้น เมื่ อ นั น ทิ มี อ ยู, สาราคะ (ความพอใจอยางยิ่ง) ยอ มมี ; เมื่ อ สาราคะ มี อ ยู, สั ญ โญคะ (ความผูกจิตติ ดกับอารมณ) ยอ มมี :
  34. 34. อิ น ทรี ย สัง วร ๒๕ มิคชาละ ! ภิกษุผูประกอบพรอมแลว ดวยการผูกจิตติดกับอารมณดวยอํานาจแหงความเพลิน นั่ น แล เราเรี ยกวา “ผูมีการอยูอยา งมีเ พื่อนสอง” (ในกรณีแ หง เสียงทั้งหลายอันจะพึงไดยิน ดีดว ยหู, กลิ่ น ทั้งหลายอัน จะพึงดมดว ยจมูก, รสทั้ งหลายอันจะพึ ง ลิ้มดว ยลิ้น, โผฏฐัพ พะทั้งหลายอันจะพึง สัมผัสดว ยผิวกาย, และธรรมารมณทั้งหลายอันจะพึงรูแจงดวยใจ, ก็ทรงตรัสอยางเดียวกัน). มิ คชาละ ! ภิ กษุผูมี ก ารอยูดวยอาการอยา งนี้ แมจะสองเสพเสนาสนะอันเปนปาและปาชัฏ ซึ่งเงียบสงัด มีเสียงรบกวนนอย มีเสียงกึกกองครึกโครมนอย ปราศจากลมจากผิวกายคน เปนที่ทําการลับของมนุษย เป น ที่สมควรแกการหลีกเรน เชน นี้แ ลว ก็ตาม ถึงกระนั้น ภิกษุนั้นเราก็ยังคงเรียกวา ผูมีการอยูอยางมีเพื่อนสองอยูนั่นเอง.
  35. 35. ๒๖ ตามดู ไมตามไป ข อ นั้นเพราะเหตุไ รเลา ? ข อ นั้นเพราะเหตุวา ตัณ หานั่น แล เปน เพื่ อนสองของภิกษุนั้น. ตั ณหานั้น อันภิ กษุนั้น ยั งละไมไ ด แลว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเราจึงเรียกวา “ผูมีการอยูอยางมีเพื่อนสอง” ดังนี้. “ข า แต พ ระองค ผูเ จริ ญ ! ด ว ยเหตุเ พี ย งเท า ไรหนอแล ภิ ก ษุ จึ ง ชื่ อ ว า เป น ผู มี ก ารอยู อ ย างอยู ผู เ ดี ย ว พระเจ า ข า !” มิ คชาละ ! รูป ทั้ งหลายอันจะพึงเห็นไดดวยจั กษุ อั น เป น รูป ที่นาปรารถนา นา รักใคร นา พอใจ มีลัก ษณะนา รัก เปนที่เขาไปตั้งอาศัยอยูแหงความใคร เปนที่ตั้งแหงความกําหนัดยอมใจ มีอยู. ถาหากวาภิกษุยอมไมเพลิดเพลิน ไมพร่ําสรรเสริญ ไมสยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นไซร แกภิกษุผูไมเพลิดเพลิน ไมพร่ําสรรเสริญ ไมสยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้น นั่นแหละ นันทิ ยอมดับ เมื่ อ นั น ทิ ไมมีอ ยู , สาราคะ ยอ มไมมี เมื่ อ สาราคะ ไมมีอ ยู, สัญโญคะ ยอ มไมมี
  36. 36. อิ น ทรี ย สัง วร ๒๗ มิ คชาละ ! ภิกษุผูไมประกอบพรอมแลว ดวยการผูกจิตติดกับอารมณดวยอํานาจแหงความเพลิน นั่ น แล เราเรี ยกวา “ผูมีการอยูอยา งอยูผูเ ดียว” (ในกรณี แ ห ง เสียงทั้งหลายอันจะพึงไดยิน ดีดว ยหู, กลิ่น ทั้งหลายอัน จะพึงดมดว ยจมูก, รสทั้งหลายอันจะพึง ลิ้มดว ยลิ้น, โผฏฐัพ พะทั้งหลายอั นจะพึง สัมผัสดว ยผิวกาย, และธรรมารมณทั้งหลายอันจะพึงรูแจงดวยใจ, ก็ทรงตรัสอยางเดียวกัน) มิ คชาละ ! ภิกษุผูมีก ารอยูดวยอาการอย า งนี้ แมอยูในหมูบาน อันเกลื่อนกลนไปดวยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย ดวยพระราชา มหาอํา มาตยของพระราชาทั้งหลาย ดว ยเดียรถีย สาวกของเดียรถียทั้งหลาย ก็ต าม ถึง กระนั้น ภิ กษุนั้น เราก็เรียกวา ผูมีก ารอยูอยา งอยูผูเดียวโดยแท
  37. 37. ๒๘ ตามดู ไมตามไป ข อ นั้นเพราะเหตุไ รเลา ? ข อ นั้นเพราะเหตุวา ตัณ หานั่น แล เปน เพื่ อนสองของภิกษุนั้น; ตั ณหานั้น อันภิ กษุนั้น ละเสี ย ไดแลว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเราจึงเรียกวา “ผูมีการอยูอยางอยูผูเดียว” ดังนี้ แล. สฬา. สํ. ๑๘/๔๓–๔๔/๖๖-๖๗.
  38. 38. อิ น ทรี ย สัง วร ๒๙ ไมอาจถึงซึ่ง ความเจริญงอกงาม ไพบูลย ในธรรมวินัย ภิกษุทั้งหลาย ! คนเลี้ยงโคที่ประกอบดวยความบกพรอง ๑๑ อยางเหลานี้แลว ไมเหมาะที่จะเลี้ยงโคและทําฝูงโคใหเจริญได. ความบกพรองนั้นคืออะไรกันเลา ? คื อ คนเลี้ยงโคในกรณีน้ี ... เปน ผูไ มเขี่ยไขข าง, เป น ผูไ มปดแผล, ... ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น ภิกษุผูประกอบดวยองคคุณ ๑๑ อยางเหลานี้แลว ไมควรที่จะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย ในธรรมวินัยนี้. องคคุณนั้นคืออะไรกันเลา ? คื อ ภิกษุในกรณีนี้ ... เปน ผู ไมเขี่ยไขข าง, เป น ผูไ มปดแผล ... ภิกษุ ทั้ง หลาย ! ภิกษุเปน ผูไ มเขี่ ยไขข าง เปนอยางไรกัน เลา ? ภิกษุ ทั้ง หลาย ! ภิกษุในกรณีน้ี ไม อดกลั้น (อธิวาเสติ) ไม ละ (น ปชหติ) ไม บรรเทา (น วิโ นเทติ) ไม ทา ใหสิ้น สุด (น พฺยนฺตีกโรติ) ํ ไม ทา ใหห มดสิ้น (น อนภาวงฺคเมติ) ํ
  39. 39. ๓๐ ตามดู ไมตามไป ซึ่ งความตรึ กเกี่ย วดว ยกาม (กามวิตก) ที่เกิดขึ้น แลว ซึ่งความตรึกเกี่ย วด วยความมุง รา ย (พยาบาทวิตก) ที่เกิดขึ้น แลว ซึ่ งความตรึกเกี่ย วด วยการเบียดเบียน (วิหิง สาวิตก) ที่เกิ ดขึ้น แลว ซึ่งบาปอกุศลธรรมทั้ง หลาย ที่เกิดขึ้นแลว ภิ กษุ ทั้งหลาย ! ภิกษุเปน ผูไ มเขี่ยไขข าง เปนอยา งนี้แ ล. ภิกษุ ทั้งหลาย ! ภิกษุเปน ผู ไ มปดแผล เปนอยา งไรกัน เลา ? ภิ กษุ ทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีน้ี เห็น รูป ดวยตา, ฟ ง เสียงดว ยหู, ดมกลิ่น ดว ยจมูก, ลิ้ มรสดว ยลิ้น , ถู กตอ งโผฏฐัพพะดว ยกาย, รู ธรรมารมณดวยใจ, แลวก็มีจิตยึดถือเอา ทั้งโดยลักษณะที่เปนการรวบถือทั้งหมด (โดยนิมิต) และ การถื อเอาโดยการแยกเปน สวน ๆ (โดยอนุพ ยัญ ชนะ) สิ่ ง อัน เปน อกุศล คือ อภิชฌาและโทมนัส จะพึง ไหลไปตามผูที่ ไมสํารวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะการไมสํารวมอินทรียใด เปนเหตุ เธอไม ปฏิบัติเพื่อปด กั้น อินทรียเหลา นั้นไว เธอไมรั กษา และไมสํา รวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ภิกษุ ทั้ง หลาย ! ภิกษุเป น ผูไ มปดแผล เปนอยา งนี้แ ล. (ในที่นี้ ยกมาใหเห็นเพียง ๒ จากทั้งหมด ๑๑ คุณสมบัติ) มู. ม. ๑๒/๔๑๐/๓๘๔-๕.
  40. 40. ตัวอย่างพุทธวจน ที่ทรงตรัสไม่ให้ปล่อยจิต ให้เพลินกับอารมณ
  41. 41. ๓๒ ตามดู ไมตามไป ละความเพลิน จิตหลุดพน สมฺมา ปสฺส นิพฺพินฺ ท ติ เมื่ อเห็น อยูโดยถูก ตอง ยอ มเบื่อหน า ย นนฺ ทิ กฺข ยา ราคกฺข โย เพราะความสิ้ น ไปแหง นันทิ จึง มีความสิ้นไปแห ง ราคะ ราคกฺ ข ยา นนฺทิกฺข โย เพราะความสิ้น ไปแหง ราคะ จึ ง มีความสิ้นไปแห ง นันทิ นนฺ ทิ ราคกฺข ยา จิตฺต สุวิมุตฺตนฺติ วุจฺ จตีติ เพราะความสิ้น ไปแหง นันทิและราคะ กลาวได วา “จิต หลุด พน แลวดวยดี” ดั ง นี้. สฬา. สํ . ๑๘/๑๗๙/๒๔๕-๖.
  42. 42. อิ น ทรี ย สัง วร ๓๓ ความพอใจ เปนเหตุแหงทุกข “ทุ กขใ ด ๆ ที่เกิ ดขึ้นแลวในอดีต ทุก ขทั้ง หมดนั้น มีฉั นทะเปน มูล มีฉันทะเป นเหตุ เพราะวา ฉันทะ (ความพอใจ) เป น มูลเหตุแ หง ทุกข ทุ กขใ ด ๆ อัน จะเกิ ดขึ้นในอนาคต ทุ ก ขทั้ง หมดนั้น ก็มีฉัน ทะเป น มูล มีฉันทะเปน เหตุ เพราะวา ฉันทะ (ความพอใจ) เปน มูลเหตุแ หง ทุกข และทุ กขใ ด ๆ ที่ เกิดขึ้น ทุ ก ขทั้ง หมดนั้น ก็มีฉัน ทะเปน มูล มีฉันทะเป น เหตุ เพราะวา ฉันทะ (ความพอใจ) เป น มูลเหตุแ หง ทุกข”. สฬา. สํ . ๑๘/๔๐๓/๖๒๗. (ในเนื้อความพระสูตร ทรงชี้ใหเห็นถึงเหตุของทุกขในปจจุบัน ซึ่งก็คือ ฉันทะ เปนความรูที่เห็นกันได แลวจึงไดสรุปใหเห็นไปถึงนัยยะโดยอดีตกับอนาคต)
  43. 43. ๓๔ ตามดู ไมตามไป เมื่อคิดถึงสิ่งใด แสดงวาพอใจในสิ่งนั้น ภิ กษุ ทั้ง หลาย ! ถา บุ คคลยอ มคิดถึง สิ่ง ใดอยู (เจเตติ) ยอ มดํา ริ ถึง สิ่งใดอยู (ปกปฺ เ ปติ) และย อมมีจิ ตฝงลงไปในสิ่งใดอยู (อนุเสติ) สิ่ง นั้ น ยอมเปนอารมณเพื่ อการตั้ง อยูแ ห ง วิญ ญาณ. เมื่ออารมณ มีอยู, ความตั้ ง ขึ้น เฉพาะแห งวิ ญญาณ ยอ มมี ; เมื่ อวิญ ญาณนั้น ตั้ง ขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแลว, ความเกิดขึ้นแหง ภพใหมตอไป ยอ มมี; เมื่อความเกิดขึนแหงภพใหมตอไป มี, ้  ชาติชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถวนตอไป : ความเกิดขึ้นพรอมแหงกองทุกขทั้งสิ้นนี้ ยอมมี ดวยอาการอยางนี.้ นิทาน. สํ. ๑๖/๗๘/๑๔๕.
  44. 44. อิ น ทรี ย สัง วร ๓๕ ภพแมชั่วขณะดีดนิวมือก็ยังนารังเกียจ ้ ภิกษุ ทั้ง หลาย ! คู ถ แมนิ ดเดียว ก็เป นของมี กลิ่น เหม็น ฉั น ใด, ภิกษุ ทั้ง หลาย ! สิ่ง ที่เ รียกวา ภพ ก็ฉันนั้น เหมือนกัน, แม มีประมาณนอ ยชั่ว ลัดนิ้ว มือ เดียว ก็ไ มมีคุณ อะไรที่พอจะกล า วได. เอก. อํ . ๒๐/๔๖/๒๐๓. (พระสูตรตอไป ทรงตรัสถึง มูตร น้ําลาย หนอง โลหิต ดวยขอความเดียวกัน)
  45. 45. อิ น ทรี ย สั ง วร ๓๗ ตัณหา คือ “เชื้อแหงการเกิด” วั จฉะ ! เรายอมบัญ ญั ติความบัง เกิดขึ้น สํา หรับ สัตวผูที่ยัง มีอุ ปาทานอยู (สอุปาทานสฺส) ไมใ ช สํา หรับ สัตวผูที่ไ มมีอุปาทาน วัจฉะ ! เปรียบเหมือน ไฟที่มเชื้อ ยอมโพลงขึนได (อคฺคิ สอุปาทาโน ชลติ) ี ้ ที่ไ ม มีเชื้อ ก็ โ พลงขึ้นไมไ ด อุป มานี้ ฉันใด อุ ป ไมยก็ฉัน นั้น วัจฉะ ! เราย อมบั ญ ญั ติความบัง เกิดขึ้น สํา หรับ สัตวผูที่ยัง มีอุ ปาทานอยู ไม ใ ช สํา หรับ สัตว ผูที่ไ มมีอุปาทาน
  46. 46. ๓๘ ตามดู ไมตามไป “พระโคดมผูเจริญ ! ถาสมั ย ใด เปลวไฟ ถู กลมพั ดหลุดปลิวไปไกล, สมัยนั้น พระโคดมยอมบัญญัติซึ่งอะไรวาเปนเชื้อแกเปลวไฟนั้น ถาถือวามันยังมีเชื้ออยู ?” วัจฉะ ! สมัย ใด เปลวไฟ ถูกลมพัด หลุด ปลิ ว ไปไกล เราย อ มบัญ ญัติเปลวไฟนั้น วา มีลมนั่นแหละเป น เชื้อ วัจฉะ ! เพราะวา สมัยนั้น ลมยอมเปนเชื้อของเปลวไฟนั้น. “พระโคดมผูเจริญ ! ถาสมัยใด สัตวทอดทิ้งกายนี้ และยังไมบังเกิดขึ้นดวยกายอื่น, สมัยนั้นพระโคดม ยอมบัญญัติ ซึ่งอะไร วาเปนเชื้อแกสัตวนั้น ถาถือวา มันยังมีเชื้ออยู ?” วัจฉะ ! สมัย ใด สัต ว ท อดทิ้งกายนี้ และยัง ไม บังเกิด ขึ้นดวยกายอื่น เรากลา ว สัตวนี้ วา มีตั ณหานั่น แหละเปนเชื้อ เพราะว า สมัยนั้ น ตัณ หายอ มเปน เชื้อของสัตวนั้น แล. สฬา. สํ . ๑๘/๔๘๕/๘๐๐.
  47. 47. อิ น ทรี ย สั ง วร ๓๙ เมื่อมีความพอใจ ยอมมีตัณหา ภิ กษุ ทั้ง หลาย ! เปรีย บเหมือนไฟกองใหญ พึงลุก โพลงดว ยไมสิบ เลมเกวียนบา ง ยี่สิบ เลมเกวียนบา ง สามสิบ เลมเกวียนบา ง สี่สิบ เลมเกวียนบา ง. บุรุษ พึ งเติมหญา แหง บาง มูลโคแหง บา ง ไมแหง บาง ลงไปในกองไฟนั้น ตลอดเวลาที่ควรเติม อยูเปน ระยะ ๆ. ภิ กษุ ทั้ง หลาย ! ดว ยอาการ อยา งนี้แ ล ไฟกองใหญ ซึ่ง มี เครื่องหลอ เลี้ ยง อยา งนั้น มี เชื้ อ เพลิง อยา งนั้น ก็ จะพึ ง ลุก โพลง ตลอดกาลยาวนาน ขอ นี้ฉันใด ภิกษุทั้ง หลาย ! เมื่อ ภิกษุเป น ผู มี ปกติ เห็นโดยความเปน อัส สาทะ (นา รักน า ยิน ดี) ใน อุ ป าทานิ ยธรรม (ธรรมทั้งหลายอั นเปนที่ตั้ง แหง อุปาทาน) อยู ตัณ หาย อมเจริญ อยา งทั่ว ถึง
  48. 48. ๔๐ ตามดู ไมตามไป เพราะมี ตัณ หาเปน ปจจัย จึง มีอุปาทาน เพราะมี อุปาทานเปน ปจจัย จึงมีภ พ เพราะมี ภพเปน ปจจั ย จึง มีช าติ เพราะมีช าติเปน ปจจัย ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถวน ความเกิดขึ้นพร อ มแหง กองทุกขทั้ ง สิ้น นี้ ย อมมี ดว ยอาการอยา งนี้. นิ ท าน. สํ . ๑๖/๑๐๒/๑๙๖-๑๙๗.
  49. 49. อิ น ทรี ย สั ง วร ๔๑ ตัณหา คือ เครื่องนําไปสูภพใหม อันเปนเหตุเกิดทุกข ภิ กษุ ทั้ง หลาย ! ถา บุ คคลยอ มคิด ถึง สิ่ง ใดอยู (เจเตติ) ย อ มดํา ริ ถึง สิ่ง ใดอยู (ปกปฺเปติ) และยอมมี ใ จฝง ลงไป ในสิ่งใดอยู (อนุ เสติ ) (อารมฺมณเมต โหติ วิฺ าณสฺส ิติยา) สิ่ง นั้น ย อมเปน อารมณเ พื่อการตั้ง อยูแหงวิญ ญาณ (อารมฺ มเณ สติ ปติฏา วิ ฺ าณสฺส โหติ) เมื่ออารมณ มี อยู, ความตั้งขึ้นเฉพาะแหง วิญญาณยอมมี (ตสฺ มึ ปติ ฏิเต วิ ฺาเณ วิ รูเฬฺห นติ โหติ) เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแลว, ยอมมีการนอมไป (นติ ยา สติ อาคติคติ โหติ) เมื่ อมีก ารนอมไป, ยอมมีการไปการมา (อาคติ คติ ยา สติ จุตูปปาโต โหติ) เมื่ อมีการไปการมา, ยอมมีก ารเคลื่อนการบังเกิด
  50. 50. ๔๒ ตามดู ไมตามไป เมื่อมีการเคลื่อนการบังเกิด, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะ ฯ จึงเกิดขึ้นครบถวน ความเกิ ดขึ้นพรอ มแหง กองทุกขทั้ง สิ้น นี้ ยอมมี ดว ยอาการอยา งนี้. ภิ กษุทั้ง หลาย ! ถ า บุคคลยอมไมคิดถึง สิ่ง ใด ย อ มไม ดํา ริ ถึ ง สิ่ ง ใด แต เ ขายั ง มีใจปก ลงไปในสิ่ งใดอยู สิ่ง นั้น ยอมเปน อารมณเ พื่อการตั้ง อยูแหงวิญ ญาณ. เมื่ออารมณ มีอ ยู, ความตั้ งขึ้น เฉพาะแหง วิญ ญาณยอ มมี เมื่ อ วิญ ญาณนั้น ตั้ ง ขึ้ นเฉพาะ เจริญ งอกงามแล ว, ย อ มมีการนอมไป เมื่ อ มี การนอมไป, ย อ มมี การไปการมา เมื่ อ มีการไปการมา, ยอ มมีการเคลื่อนการบังเกิด เมื่อมีการเคลื่อนการบังเกิด, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะ ฯ จึงเกิดขึ้นครบถวน ความเกิดขึ้นพร อ มแหง กองทุกขทั้ง สิ้น นี้ ยอมมี ดว ยอาการอยา งนี้. นิ ท าน. สํ . ๑๖/๖๘๐/๑๔๙.
  51. 51. อิ น ทรี ย สั ง วร ๔๓ สิ้นความอยาก ก็สิ้นทุกข นิสฺสิตสฺส จลิ ตํ ความหวั่นไหว ยอมมี แกบุคคลผูอันตัณหาและทิฏ ฐิอาศัยแลว อนิสฺสิตสฺส จลิตํ นตฺ ถิ; ความหวั่นไหว ยอมไมมี แกบุคคลผูอันตัณหาและทิฏฐิไมอาศัยแลว จลิเต อสติ ปสฺสทฺธิ; เมื่อความหวั่น ไหว ไมมี, ป สสัท ธิ ย อมมี ปสฺสทฺธิยา ส฀

×