Your SlideShare is downloading. ×
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

2 แก้กรรม แนวพุทธ cancelkarma

402

Published on

Published in: Education
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
402
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
17
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. พุทธวจน แกกรรม ? โดย ตถาคต ? วันนี้ชาวพุทธ แกกรรมตามใคร? ภิกษุ ท. ! เรากลาวซึ่งเจตนา วาเปนกรรม ภิกษุ ท. ! เหตุเกิดของกรรมทั้งหลายยอมมี เพราะความเกิดของผัสสะ ภิกษุ ท. ! ความดับแหงกรรมยอมมี เพราะความดับแหงผัสสะ ภิกษุ ท. ! มรรคมีองค ๘ นี้นั่นเอง เปนกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา ฉกฺก. อํ. ๒๒ / ๔๕๘,๔๖๓ - ๔๖๔ / ๓๓๔.
  • 2. ในปกหนา “ราหุล ! กระจกเงามีไวสาหรับทําอะไร ? ํ “ขาแตพระองคผูเจริญ ! กระจกเงามีไวสําหรับสองดู พระเจาขา !” “ราหุล ! กรรมทั้งหลาย ก็เปนสิ่งที่บุคคลควรสอดสอง พิจารณาดูแลว ๆ เลา ๆ เสียกอน จึงทําลงไป ทางกาย, ทางวาจา หรือ ทางใจ ฉันเดียวกับกระจกเงานั้นเหมือนกัน.” จูฬราหุโลวาทสูตร ม.ม. ๑๓/๑๒๓/๑๒๖. ในปกหลัง
  • 3. พุทธวจน ฉบับ ๕ แกกรรม ?
  • 4. พุทธวจน ฉบับ ๕ แกกรรม ? สื่อธรรมะนี้ จัดทําเพื่อประโยชนทางการศึกษาสูสาธารณชนเปนธรรมทาน ลิขสิทธิ์ในตนฉบับนี้ไดรับการสงวนไว ไมสงวนสิทธิ์ในการจัดทําจากตนฉบับเพื่อเผยแผในทุกกรณี ในการจัดทําหรือเผยแผ โปรดใชความละเอียดรอบคอบ เพื่อรักษาความถูกตองของขอมูล ขอคําปรึกษาดานขอมูลในการจัดทําเพื่อความสะดวกและประหยัด ติดตอไดที่ คุณศรชา โทร.๐๘๑-๕๑๓-๑๖๑๑ หรือ คุณอารีวรรณ โทร.๐๘๑-๖๖๗-๕๔๕๕ พิมพครั้งที่ ๑ กุมภาพันธ ๒๕๕๓ จํานวน ๑๐,๐๐๐ เลม ศิลปกรรม วิชชุ เสริมสวัสดิศรี ์ ที่ปรึกษาศิลปกรรม จํานงค ศรีนวล, ธนา วาสิกศิริ จัดทําโดย มูลนิธิพทธโฆษณ ุ (เวบไซต www.buddhakos.org) ดําเนินการพิมพโดย บริษท คิว พรินท แมเนจเมนท จํากัด ั ้ โทรศัพท ๐-๒๘๐๐-๒๒๙๒ โทรสาร ๐-๒๘๐๐-๓๖๔๙
  • 5. คําอนุโมทนา ขออนุโมทนา ในกุศลเจตนาครั้งนี้ เปนอยางยิ่ง ที่ได สรางเหตุปจจัยอันเปนไปเพื่อความเจริญ และความมีอายุ ยืนยาวแหงพุทธวจน ดวยการสืบสายถายทอดคําสอนที่ออกจาก พระโอษฐของพระองคเอง ในสวนของเรื่องกรรม กับความ เขาใจที่ถกตอง สมดังพุทธประสงค ที่ตองการใหมีผูนําคําสอน ู ของพระองคไปศึกษาประพฤติปฏิบัติ เพงพิสูจนขออรรถ ขอธรรม เพื่อใหเห็นแจงเปนปจจัตตัง และขยันในการถายทอด บอกสอนกันรุนตอรุน สืบๆ กันไป   ดวยเหตุที่ไดกระทํามาแลวนี้ ขอจงเปนพลวปจจัย ใหผูมีสวนรวมในการทําหนังสือและผูที่ไดอานศึกษา พึง ไดดวงตาเห็นธรรม สําเร็จผลยังพระนิพพาน สมดังความ ปรารถนาทีไดสรางมาอยางดีแลวดวยเทอญ. ่ ขออนุโมทนา พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล
  • 6. คํานํา ในครั้งพุทธกาล มีภิกษุอธิบายเกี่ยวกับวิญญาณวา วิญญาณ คือสภาพที่รับรูอารมณตางๆ ได สื่อสารพูดคุยได เปนผูรับผลของกรรมดีกรรมชั่ว เปนผูที่แลนไป ทองเที่ยวไป พระพุทธเจาทรงเรียกภิกษุรปนั้นมาสอบทันที เมื่อ ู ได ค วามตรงกัน กั บที่ ถูก โจทก แ ล ว ทรงตํา หนิ โดยการ เรียกภิกษุรูปนีวา “โมฆะบุรุษ” ซึ่งแปลตามความหมายวา ้ บุคคลอันเปลา ไรประโยชน เปนโมฆะ มีไวก็เทากับไมมี จากนั้น ทรงพยากรณวา การพูดผิดไปจากคําของตถาคต เชนนี้ จะทําใหประสพบาปมิใชบุญเปนอันมาก คงไมใชเรื่องยากเกินไปนัก ที่จะทําความเขาใจวา วิญญาณ โดยนัยของขันธหานั้น ไมใชตวสัตว ไมใชบุคคล  ั เปนแตเพียงสิงที่มีกริยารูได และ เปนปฏิจจสมุปปนธรรม ่ คืออาศัยเหตุปจจัยในการเกิดขึ้นมีอยู สวนสัตว บุคคล ผูทํากรรม รับกรรมนั้น คือ ขันธหาอันประกอบดวยอุปาทาน ปรุงแตงเสร็จไปแลว วาเปนนี้ๆ เปนนั้นๆ
  • 7. คําถามก็คือ บุคคลประเภทไหนที่สนใจกรรม วิบากกรรม ในขันธหา (อันไมใชของเรา ไมใชเปนเรา ไมใชตัวตนของเรา)นี้ คําตอบก็คือ บุคคลที่ยังมีความเห็นในวิญญาณ วาคือ ผูรับรู ผูกระทํา ผูรับผลของกรรม คือผูทองเที่ยวเวียนวายไป โดยนัยลักษณะเดียวกับภิกษุรูปนั้นในครั้งพุทธกาล คําถามอาจมีขึ้นอีกวา จะมีบางไหมบางคน ที่ไมสนใจ  ไมแยแส ไมอยากรู ในเรื่องของกรรม และวิบากของกรรม ในแงมุมตางๆ ภายใตความเห็นวาใชตัวตนในอุปาทานขันธ ไมสนใจ การที่มีที่เปนแลวนี้ วาเกิดจากกรรมนี้ๆ ในภพโนนๆ ไมแยแส แกกรรมในภพโนนๆ ที่สงผลอยูนี้ ดวยกรรมนั้นๆ ไมอยากรู วาทํากรรมแบบนั้นๆ แลวจะไดรับผลแบบไหนๆ คําตอบพึงมีวา ผูถึงพรอมดวยทิฏฐิ (ทิฏฐิสัมปนนะ) มีอยูคือเขาสูแลวในสัมมัตตนิยาม เขาสูแลวในระบบที่ถูกตอง เปนผูถึงแลวซึ่งกระแส (โสตะ) คือทางอันเปนอริยะ ฐานะที่เปนไปไมได ของผูถึงพรอมดวยทิฏฐิ นั่นคือ ยึดมั่นความตามเห็นขันธในสวนอดีต (ปุพพันตานุทิฏฐิ)
  • 8. และยึดมั่นความตามเห็นขันธสวนอนาคต (อปรันตานุทิฏฐิ) พระพุทธเจาทรงยืนยันวา ผูที่ถึงพรอมดวยทิฏฐิแลวนี้ จะมี ความรูเขาใจอันพิเศษเฉพาะ ซึ่งหาไมไดในปุถุชนทั่วไป ทุกข จะคอยๆ ดับไป ในทุกๆ กาวบนหนทาง และเปนผูที่จะ ไมตกต่ําเปนธรรมดา มีสัมโพธิเปนเบื้องหนาที่สุด สังคมพุทธในวันนี้ แมจะยังมีความเจริญในระบบ ธรรมวินัยอยูก็ตาม แตก็ปฏิเสธไมไดวายังมีบุคคลในขาย “โมฆะบุรุษ” ดังครั้งพุทธกาลนั้น โมฆะบุรุษนี้ คือผูที่ขับเคลื่อนการกระทําตางๆ ที่ออกนอกแนวทางของอริยมรรคมีองค ๘ ไปเรื่อยๆ และ นําพาโลกไป ดวยระบบคิดที่ปรารภขันธหาโดยความเปนตน ทั้งหมดนี้ทําขึนภายใตการอางถึงคําสอนของพระพุทธเจา ้ เราอาจเคยไดยิน การอางถึงพระธรรมคําสอนใน สวนของศีลธรรม ซึ่งเปนเรื่องของขอปฏิบัติที่ไมเบียดเบียน อันนํามาซึ่งวิบากอันดีตอตนเอง และหมูสตวทั้งหลายโดยรวม ั อีกทั้ง ยังเปนเหตุใหไดบังเกิดในภพที่เต็มไปดวยสุขเวทนา
  • 9. ธรรมะ ในแงมุมระดับศีลธรรมนี้ ไดถูกเขาใจไปวาเปนเพียง เครื่องมือใหไดมาซึ่งความสุขมีประมาณตางๆ อันเปนผลจาก การกระทําที่ดีนั้น และเพื่อใหมีภพตอๆไปที่ดีเทานั้น ความเขาใจที่คลาดเคลื่อน ตอระบบศีลธรรมนี้ เกิดจากการไมรูแจงแทงตลอดดวยดีดวยทิฏฐิ ในพุทธวจน เรื่องทาน ศีล สวรรค เปนเพียงสวนหนึ่ง ในอนุปุพพิกถา ๕ ซึ่งพระพุทธองคทรงใชแสดงตอฆราวาส ผูที่ยังมีจิตจมอยูใน ความสุขแบบโลกๆ ยังไมพรอมที่จะเขาถึงอริยสัจไดทันที ทานกถา คือ การให การสละ, สีลกถา คือ ระบบศีลธรรม, สัคคกถา คือ สุขแบบสวรรค, กามาทีนวกถา โทษแหงกาม และ เนกขัมมานิสังสกถา คือ อานิสงสแหงการออกจากกาม เมื่อผูฟง มีจิตออนโยน ปลอดนิวรณ นุมเบาควรแกการแลว  จึงทรงแสดงอริยสัจสี่ อันเปนจุดประสงคหลักเพียงอันเดียว ของการเทศนาแตละครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ คือ การตัดทอนคําสอน โดยแยกเนนเวียนวนอยู เฉพาะเรื่องของทาน ศีล สวรรค ยิ่งไปกวานั้น หากบวกเขาไปดวยกับบุคคลที่ยังไมพนการ
  • 10. ดํารงชีพดวยมิจฉาอาชีวะแบบของสมณะ คือ เลี้ยงชีพดวย การทํานาย การดูหมอ ดูฤกษ และอื่นๆทั้งหลายทั้งปวง ที่ รวมเรียกวาติรัจฉานวิชา ทั้งหมดนี้จึงเปนเสมือนขบวนการ ที่ผันแปรธรรมวินัย ใหกลายเปนลัทธิใหมอะไรสักอยางที่ ไมใชพุทธ แตอางความเปนพุทธ แลวนําพาผูคนที่หลงทาง อยูแลว ใหยิ่งผูกติด พันเกี่ยวอยูแตในภพ  หนังสือ พุทธวจน ฉบับ แกกรรม โดยพระตถาคต นี้ คือการรวมหลักธรรมที่พระพุทธเจาทรงตรัสไวเกี่ยวกับกรรม โดยผูศึกษาจะสังเกตเห็นไดทันทีคือ ความรูในเรื่องกรรม วา กรรม เปนสิ่งที่บุคคลพึงทราบทั้งหมด ๖ แงมุมดวยกันเทานั้น เปนการรูที่จะนําไปสูการหลุดพนจากระบบแหงกรรมที่หมู สัตวติดของอยูมานานนับนี้ อริยมรรคมีองค ๘ คือ หนทางใหถึงความดับแหงกรรม โดยตัวของอริยมรรคเอง มีแลว ซึ่งการสรางวิบากอันเปนเลิศ มีพรอมแลวซึ่งอานิสงสคือการนําไปสูการสลัดคืนอุปาทานขันธ นั่นคือ การกระทํากรรม เพื่อใหระบบกรรมทั้งหมดทั้งปวงนั้น กลายเปนโมฆะโดยสิ้นเชิง
  • 11. คณะผูจัดพิมพหนังสือเลมนี้ ขอนอบนอมสักการะ ตอ ตถาคต ผูอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และ ภิกษุสาวกในธรรมวินัยนี้ ตั้งแตครั้งพุทธกาล จนถึงยุคปจจุบัน ที่มีสวนเกี่ยวของในการสืบทอดพุทธวจน คือ ธรรม และวินัย ที่ทรงประกาศไว บริสุทธิ์บริบูรณดีแลว คณะศิษยพระตถาคต มกราคม ๒๕๕๓
  • 12. สารบัญ หนา สิ่งที่ตองรูเกี่ยวกับ “กรรม” ๑ รายละเอียดที่บุคคลควรทราบเกี่ยวกับเรื่องกรรม ๒ เหตุเกิดแหง“กรรม” วาดวยเหตุเกิดแหงกรรม ๓ อยาง ๖ ประเภทของกรรม ๑๑ แบงตามการกระทําและผลที่ไดรับ ๑๒ อะไรคือกรรมเกา และ กรรมใหม ๑๗ กายนี้ เปน“กรรมเกา” ๒๐ การทํากรรมทางใดมีโทษมากที่สุด ๒๒ หลักการพิจารณาวากรรมชนิดนั้นควรทําหรือไม ๒๕ เมื่อจะกระทํา ๒๖ เมื่อกระทําอยู ๒๗ เมื่อกระทําแลว ๒๘
  • 13. หนา สัมมากัมมันตะ ๓๑ สัมมากัมมันตะโดยปริยายสองอยาง (โลกิยะ-โลกุตตระ) ๓๒ วาดวยลักษณะของสัมมากัมมันตะ ๓๔ ลักษณะและวิบากแหงสัมมากัมมันตะ ๓๖ วิบากของผูทุศีล ๔๐ ทุคติของผูทุศีล ๔๓ สุคติของผูมีศีล ๔๕ กรรมที่ทําใหสิ้นกรรม (อริยมรรคมีองคแปด) ๔๗ ทาง ๒ สายที่ไมควรเดิน ๔๘ อริยมรรคมีองคแปด ทางแหงความสิ้นกรรม ๕๐ “สิ้นตัณหา ก็ สิ้นกรรม” ๕๕ ขอควรทราบเพื่อปองกันความเขาใจผิดเกี่ยวกับเรื่องกรรม ๕๗ ทุกขเกิดเพราะมีเหตุปจจัย ๕๘ บาปกรรมเกา ไมอาจสิ้นไดดวยทุกรกิริยา ๖๐ ความรูสึกตางๆ ที่เกิดขึ้น ไมใชผลของกรรมเกา ๖๔
  • 14. หนา ลัทธิความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับกรรม ๓ แบบ ๗๗ ลัทธิที่เชื่อวาสุขและทุกขเกิดจากกรรมเกาอยางเดียว ๗๘ ลัทธิที่เชื่อวาสุขและทุกขเกิดจากเทพเจาบันดาลให ๘๑ ลัทธิที่เชื่อวาสุขและทุกขเกิดขึ้นเองลอยๆ ๘๓ ไมมีอะไรเปนเหตุ เปนปจจัย เชื่อวา “กรรม” เกิดขึ้นเองอันตรายอยางยิ่ง ๘๕ เรื่องเกี่ยวกับ “กรรม” ในเชิงปฏิจจสมุปบาท ๘๙ ปฏิจจสมุปบาท ในฐานะเปนกฎสูงสุดของธรรมชาติ ๙๐ ความเกี่ยวของของกิเลส กรรม และวิบากกรรม ๙๒ การกระทํากรรมที่เปนไปเพื่อการสิ้นกรรม ๙๕ ผูฉลาดในเรื่องกรรม ๙๘ สิ่งที่ทําใหมีภพ ๑๐๐ เหตุเกิดของทุกข ๑๐๑ ทํากรรมอะไรจึงเกิดมาแบบนี้ ๑๐๓ ทําไมคนที่ทําบาปกรรมอยางเดียวกัน ๑๐๔ แตรับวิบากกรรมตางกัน
  • 15. หนา เหตุที่ทําใหมนุษยเกิดมาแตกตางกัน ๑๑๐ เกี่ยวกับบุรพกรรมของการไดลักษณะของมหาบุรุษ ๑๒๔ และการบําเพ็ญบารมีในอดีตชาติ กรรมที่ทําใหไดรับผลเปนความไมตกต่ํา ๑๓๕ ชนชั้นวรรณะไมใชสิ่งสําคัญ สําคัญที่การกระทํา ๑๓๗ บุคคล ๔ จําพวก ๑๔๕ ทําชั่วไดชั่ว ๑๕๒
  • 16. ๒ พุทธวจน รายละเอียดที่บุคคลควรทราบ เกี่ยวกับเรืองกรรม ่ ภิกษุ ท. ! กรรม เปนสิ่งที่บุคคลควรทราบ นิทานสัมภวะ (เหตุเปนแดนเกิดพรอม) แหงกรรม เปนสิ่งที่ บุคคลควรทราบ, เวมัตตตา (ความมีประมาณตางๆ) แหงกรรม เปนสิ่ง ที่บุคคลควรทราบ, วิบาก (ผลแหงการกระทํา) แหงกรรม เปนสิ่งที่ บุคคลควรทราบ, กัมมนิโรธ (ความดับไมเหลือแหงกรรม) เปนสิ่งที่ บุคคลควรทราบ, กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา (ขอปฏิบัติใหถึงความดับ ไม เ หลือ แหง กรรม) เปนสิ่งที่บุคคลควรทราบ ...... คําที่ เรากลาวแลวดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกลาวเลา ? ภิกษุ ท. ! เรากลาวซึ่งเจตนา วาเปน กรรม เพราะวาบุคคลเจตนาแลว ยอมกระทําซึ่งกรรม ดวยกาย
  • 17. แกกรรม ? ๓ ดวยวาจา ดวยใจ. ภิกษุ ท. ! นิทานสัมภวะ (เหตุเปนแดนเกิดพรอม) แหงกรรมทั้งหลาย เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! นิทานสัมภวะ (เหตุเปนแดนเกิดพรอม) แหงกรรมทั้งหลาย คือ ผัสสะ. ภิกษุ ท. ! เวมัตตตา (ความมีประมาณต า งๆ) แหงกรรมทั้งหลาย เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! กรรมที่ทําใหสัตวเสวยเวทนาในนรก มีอยู, กรรมที่ทําใหสัตวเสวยเวทนาในกําเนิดเดรัจฉาน มีอยู, กรรมที่ทําสัตวใหเสวยเวทนาในเปรตวิสัย มีอยู, กรรมที่ทําสัตวเสวยเวทนาในมนุษยโลก มีอยู, กรรมที่ ทําสัตวเสวยเวทนาในเทวโลก มีอยู. ภิกษุ ท. ! นี้เรา กลาววา เวมัตตตาแหงกรรมทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! วิบาก (ผลแหงการกระทํา) แหงกรรม ทั้งหลาย เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! เรากลาววิบากแหงกรรมทั้งหลายวามี อยู ๓ อยาง คือ วิบากในทิฏฐธรรม (คือทันควัน) หรือวา วิบากในอุปปชชะ (คือในเวลาตอมา) หรือวา วิบากใน
  • 18. ๔ พุทธวจน อปรปริยายะ (คือในเวลาตอมาอีก). ภิกษุ ท. ! นี้เรากลาววา วิบากแหงกรรมทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! กัมมนิโรธ (ความดับไมเหลือแหงกรรม) เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! ความดับแหงกรรมทั้งหลาย ยอมมี เพราะความดับแหงผัสสะ. ภิกษุ ท. ! กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา (ขอปฏิบัติ ใหถึงความดับไมเหลือแหงกรรม) เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! อริยอัฏฐังคิกมรรค (อริยมรรคมี องคแปด) นี้นั่นเองคือ กัมมนิโรธคามินปฏิปทา ; ไดแก ี สิ่งเหลานี้คือ คือ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมา- สังกัปปะ (ความดําริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การทําการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยง ชีวิตชอบ) สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ). ภิกษุ ท. ! เมื่อใดอริยสาวก ยอมรูชัดซึ่ง กรรม อยางนี,้ รูชัดซึ่ง นิทานสัมภวะแหงกรรม อยางนี้,
  • 19. แกกรรม ? ๕ รูชัดซึ่ง เวมัตตตาแหงกรรม อยางนี,้ รูชัดซึ่ง วิบากแหงกรรม อยางนี้, รูชัดซึ่ง กัมมนิโรธ อยางนี,้ รูชัดซึ่ง กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา อยางนี้ ; อริยสาวกนัน ยอม รูชดซึ่งพรหมจรรยนี้วาเปน ้ ั เครื่องเจาะแทงกิเลส เปนที่ดับไมเหลือแหงกรรม. ภิกษุ ท. ! ขอที่เรากลาวแลววา “กรรม เปนสิ่ง ที่บุคคลควรทราบ, นิทานสัมภวะแหงกรรม เปนสิ่งที่ บุคคลควรทราบ, เวมัตตตาแหงกรรม เปนสิ่งที่บุคคล ควรทราบ, วิบากแหงกรรม เปนสิ่งที่บุคคลควรทราบ, กัมมนิโรธ เปนสิ่งที่บุคคลควรทราบ, กัมมนิโรธคามินี ปฏิปทา เปนสิ่งที่บุคคลควรทราบ” ดังนี้นั้น เราอาศัย ความขอนี้กลาวแลว. ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๕๘,๔๖๓ - ๔๖๔/๓๓๔.
  • 20. ๖ พุทธวจน เหตุเกิดของ “กรรม” วาดวยเหตุเกิดแหงกรรม ๓ อยาง ภิกษุ ท. ! เหตุ ๓ ประการนี้ เปนไปเพื่อความ เกิดขึ้นพรอมมูลแหงกรรม. เหตุ ๓ ประการ คืออะไรบางเลา ? คือ ความพอใจ เกิด เพราะปรารภธรรมทั้งหลาย อันเปนฐานแหงฉันทราคะ (ความรักใคร พอใจ) ที่เปนอดีต ๑, ความพอใจ เกิด เพราะปรารภธรรมทั้งหลาย อันเปนฐานแหงฉันทราคะที่เปนอนาคต ๑, ความพอใจ เกิด เพราะปรารภธรรมทั้งหลาย อันเปนฐานแหงฉันทราคะที่เปนปจจุบัน ๑. ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลายอันเปน ฐานแหงฉันทราคะที่เปนอดีต เปนอยางไรเลา ? คือบุคคลตรึกตรองไปถึงธรรมอันเปนฐานแหง ฉันทราคะที่ลวงไปแลว เมื่อตรึกตรองตามไป ความพอใจ ก็เกิดขึ้น ผูเกิดความพอใจแลว ก็ชื่อวาถูกธรรมเหลานั้น
  • 21. แกกรรม ? ๗ ผูกไวแลว เรากลาวความติดใจนั้น วาเปนสังโยชน (เครื่อง ผูก) ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมทังหลาย อันเปน ้ ฐานแหงฉันทราคะที่เปนอดีต เปนอยางนีแล. ้ ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลายอันเปน ฐานแหงฉันทราคะที่เปนอนาคต เปนอยางไรเลา ? คือบุคคลตรึกตรองไปถึงธรรมอันเปนฐานแหง ฉันทราคะที่ยังไมมาถึง เมื่อตรึกตรองตามไป ความพอใจ ก็เกิดขึ้น ผูเกิดความพอใจแลว ก็ชื่อวาถูกธรรมเหลานั้น ผูกไวแลว เรากลาวความติด ใจนั้น วา เปน สังโยชน ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย อันเปนฐาน แหงฉันทราคะที่เปนอนาคต เปนอยางนี้แล. ความพอใจเกิ ด เพราะปรารภธรรมทั้ ง หลาย อันเปนฐานแหงฉันทราคะที่เปนปจจุบัน เปนอยางไรเลา ? คือบุคคลตรึกตรองถึงธรรม อันเปนฐานแหง ฉันทราคะที่เกิดขึ้นจําเพาะหนา เมื่อตรึกตรองตามไป ความพอใจก็เกิดขึ้น ผูเกิดความพอใจแลว ก็ชื่อวาถูก ธรรมเหลานั้นผูกไวแลว เรากลาวความติดใจนั้น วาเปน สังโยชน ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรม อันเปนฐาน
  • 22. ๘ พุทธวจน แหงฉันทราคะที่เปนปจจุบัน เปนอยางนีแล. ้ ภิกษุ ท. ! เหตุ ๓ ประการเหลานี้แล เปนไป เพื่อความเกิดขึ้นพรอมมูลแหงกรรม. ภิกษุ ท. ! (อีกอยางหนึ่ง) เหตุ ๓ ประการนี้ เปนไปเพื่อความเกิดขึ้นพรอมแหงกรรม เหตุ ๓ ประการ คืออะไรบางเลา ? คือความพอใจ ไมเกิด เพราะปรารภธรรม ทั้งหลาย อันเปนฐานแหงฉันทราคะที่เปนอดีต ๑, ความพอใจ ไมเกิด เพราะปรารภธรรมทั้งหลาย อันเปนฐานแหงฉันทราคะที่เปนอนาคต ๑, ความพอใจ ไมเกิด เพราะปรารภธรรมทั้งหลาย อันเปนฐานแหงฉันทราคะที่เปนปจจุบัน ๑. ความพอใจไมเกิดเพราะปรารภธรรมทั้ งหลาย อันเปนฐานแหงฉันทราคะที่เปนอดีตอยางไร ? คือบุคคลรูชัดซึ่งวิบากอันยืดยาวของธรรม อันเปน ฐานแหงฉันทราคะที่ลวงไปแลว ครั้นรูชัดซึ่งวิบากอัน ยืดยาวแลว กลับใจเสียจากเรื่องนั้น ครั้นกลับใจไดแลว คลายใจออก ก็เห็นแจงแทงตลอดดวยปญญา ความพอใจ
  • 23. แกกรรม ? ๙ ไมเกิด เพราะปรารภธรรมทั้งหลายอันเปนฐานแหง ฉันทราคะที่เปนอดีต เปนอยางนี้แล. ความพอใจไมเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย อันเปนฐานแหงฉันทราคะที่เปนอนาคตเปนอยางไรเลา ? คือบุคคลรูชัดซึ่งวิบากอันยืดยาวของธรรม อันเปน ฐานแหงฉันทราคะที่ยังไมมาถึง ครั้นรูชัดซึ่งวิบากอัน ยืดยาวแลว กลับใจเสียจากเรื่องนั้น ครั้นกลับใจไดแลว คลายใจออก ก็เห็นแจงแทงตลอดดวยปญญา ความพอใจ ไมเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย อันเปนฐานแหง ฉันทราคะที่เปนอนาคต เปนอยางนี้แล. ความพอใจไมเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย อัน เปนฐานแหงฉันทราคะที่เปนปจจุบันเปนอยางไรเลา ? คือบุคคลรูชัดซึ่งวิบากอันยืดยาวของธรรม อันเปน ฐานแหงฉันทราคะที่เกิดขึ้นจําเพาะหนา ครั้นรูชัดซึ่ง วิบากอันยืดยาวแลว กลับใจเสียจากเรื่องนัน ครั้นกลับใจ ้ ไดแลว คลายใจออก ก็เห็นแจงแทงตลอดดวยปญญา ความพอใจไมเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย อันเปน ฐานแหงฉันทราคะที่เปนปจจุบัน เปนอยางนี้แล.
  • 24. ๑๐ พุทธวจน ภิกษุ ท. ! เหตุ ๓ ประการเหลานี้แล เปนไป เพื่อความเกิดขึ้นพรอมมูลแหงกรรม. ติก. อํ. ๒๐/๓๓๙/๕๕๒.
  • 25. ๑๒ พุทธวจน แบงตามการกระทําและผลที่ไดรับ ภิกษุ ท. ! กรรม ๔ อยางเหลานี้ เรากระทําให แจงดวยปญญาอันยิ่งเองแลวประกาศใหรูทั่วกัน. กรรม ๔ อยาง อยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! กรรมดํา มีวิบากดํา ก็มีอยู. ภิกษุ ท. ! กรรมขาว มีวิบากขาว ก็มีอยู. ภิกษุ ท. ! กรรมทั้งดําทั้งขาว มีวิบากทั้งดํา ทั้งขาว ก็มีอยู. ภิกษุ ท. ! กรรมไมดําไมขาว มีวิบากไมดําไม ขาว เปนไปเพือความสิ้นกรรม ก็มีอยู. ่ ภิกษุ ท. ! กรรมดํา มีวิบากดํา เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ยอมทําความ ปรุงแตงทางกาย อันเปนไปกับดวยความเบียดเบียน ยอมทําความปรุงแตงทางวาจา อันเปนไปกับดวยความ เบียดเบียน. ยอมทําความปรุงแตงทางใจ อันเปนไปกับ ดวยความเบียดเบียน. ครั้นเขาทําความปรุงแตง (ทั้งสาม)
  • 26. แกกรรม ? ๑๓ ดังนี้แลว ยอมเขาถึงโลก อันเปนไปกับดวยความ เบียดเบียน ; ผัสสะทั้งหลาย อันเปนไปกับดวยความ เบียดเบียน ยอมถูกตองเขาซึ่งเปนผูเขาถึงโลกอันเปนไป ดวยความเบียดเบียน ; เขาอันผัสสะที่เปนไปกับดวย ความเบียดเบียนถูกตองแลว ยอมเสวยเวทนาที่เปนไป ดวยความเบียดเบียน อันเปนทุกขโดยสวนเดียว, ดังเชน พวกสัตวนรก. ภิกษุ ท. ! นี้เรียกวากรรมดํา มีวิบากดํา. ภิกษุ ท. ! กรรมขาว มีวิบากขาว เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ยอมทําความ ปรุงแตงทางกาย อันไมเปนไปกับดวยความเบียดเบียน, ยอมทําความปรุงแตงทางวาจา อันไมเปนไปกับดวยความ เบียดเบียน, ยอมทําความปรุงแตงทางใจ อันไมเปนไปกับ ดวยความเบียดเบียน, ครั้นเขาทําความปรุงแตง (ทั้งสาม) ดังนี้แลว ยอมเขาถึงโลก อันไมเปนไปกับดวยความ เบียดเบียน ; ผัสสะทั้งหลายที่ไมเปนไปกับดวยความ เบียดเบียน ยอมถูกตองเขาผูเขาถึงโลกอันไมเปนไป กับดวยความเบียดเบียน ; เขาอันผัสสะที่ไมเปนไปกับ
  • 27. ๑๔ พุทธวจน ดวยความเบียดเบียนถูกตองแลว ยอมเสวยเวทนาที่ไม เปนไปกับดวยความเบียดเบียน อันเปนสุขโดยสวนเดียว, ดังเชนพวกเทพสุภกิณหา. ภิกษุ ท. ! นี้เรียกวากรรมขาว มีวิบากขาว. ภิกษุ ท. ! กรรมทั้งดําทั้งขาว มีวิบากทั้งดําทั้ง ขาว เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ยอมทําความ ปรุงแตงทางกาย อันเปนไปกับดวยความเบียดเบียนบาง ไมเปนไปดวยความเบียดเบียนบาง, ยอมทําความปรุงแตง ทางวาจา อันเปนไปกับดวยความเบียดเบียนบาง ไม เปนไปกับดวยความเบียดเบียนบาง, ยอมทําความปรุงแตง ทางใจ อันเปนไปกับดวยความเบียดเบียนบาง ไมเปนไป กับดวยความเบียดเบียนบาง, ครั้นเขาทําความปรุงแตง (ทั้งสาม) ดังนีแลว ยอมเขาถึงโลกอันเปนไปกับดวยความ ้ เบียดเบียนบาง ไมเปนไปดวยความเบียดเบียนบาง; ผัสสะทั้งหลายที่เปนไปกับดวยความเบียดเบียนบาง ไม เปนไปดวยความเบียดเบียนบาง ยอมถูกตองเขาผูเขาถึง โลกอันเปนไปกับดวยความเบียดเบียนบาง ไมเปนไปกับ
  • 28. แกกรรม ? ๑๕ ดวยความเบียดเบียนบาง; เขาอันผัสสะที่เปนไปกับดวย ความเบียดเบียนบาง ไมเปนไปดวยความเบียดเบียนบาง ถูกตองแลว ยอมเสวยเวทนาที่เปนไปกับดวยความ เบียดเบียนบาง ไมเปนไปดวยความเบียดเบียนบาง อัน เปนเวทนาที่เปนสุขและทุกขเจือกัน, ดังเชน พวกมนุษย พวกเทพบางพวก พวกวินบาตบางพวก. ิ ภิกษุ ท. ! นี้เรียกวา กรรมทั้งดําทั้งขาว มี วิบากทั้งดําทังขาว. ้ ภิกษุ ท. ! กรรมไมดําไมขาว มีวิบากไมดําไม ขาว เปนไปเพื่อความสิ้นกรรมนั้น เปนอยางไรเลา ? คือ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดําริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การทําการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ) สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ).
  • 29. ๑๖ พุทธวจน ภิกษุ ท. ! นี้เรียกวา กรรมไมดําไมขาว มีวิบาก ไมดําไมขาว เปนไปเพื่อความสิ้นกรรม. ภิกษุ ท. ! เหลานี้แล กรรม ๔ อยาง ที่เราทําให แจงดวยปญญาอันยิ่งเองแลวประกาศใหรูทวกัน. ั่ จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๒๐-๓๒๑/๒๓๗. (ในสูตรนี้ ทรงแสดงกรรมไมดําไมขาว เปนที่สิ้นกรรมไวดวยอริยมรรคมี องคแปด; ในสูตรอื่นทรงแสดงไวดวย โพชฌงคเจ็ด ก็มี ๒๑/๓๒๒/๒๓๘, แสดงไวดวยเจตนาเปนเครื่องละกรรมดํากรรมขาวและกรรมทั้งดําทั้งขาว ก็มี ๒๑/๓๑๘/๒๓๔.)
  • 30. แกกรรม ? ๑๗ อะไรคือกรรมเกาและกรรมใหม ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่งกรรมทั้งหลาย ทั้ง ใหมและเกา (นวปุราณกัมม) กัมมนิโรธ และกัมมนิโรธ- คามินีปฏิปทา. ..... ภิกษุ ท. ! กรรมเกา (ปุราณกัมม) เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! จักษุ (ตา) .... โสตะ (หู) .... ฆานะ (จมูก) .... ชิวหา (ลิ้น) .... กายะ (กาย) ..... มนะ (ใจ) อันเธอ ทั้งหลาย พึงเห็นวาเปนปุราณกัมม (กรรมเกา) อภิสงขตะ ั (อันปจจัยปรุงแตงขึ้น) อภิสัญเจตยิตะ (อันปจจัยทําใหเกิด ความรูสึกขึ้น) เวทนียะ (มีความรูสึกตออารมณได). ภิกษุ ท. ! นี้เรียกวา กรรมเกา. ภิกษุ ท. ! กรรมใหม (นวกัมม) เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! ขอที่บุคคลกระทํา กรรมด ว ยกาย ดวยวาจา ดวยใจ ในกาลบัดนี้ อันใด, อันนี้เรียกวา กรรมใหม ภิกษุ ท. ! กัมมนิโรธ (ความดับแหงกรรม) เปน อยางไรเลา ?
  • 31. ๑๘ พุทธวจน ภิกษุ ท. ! ขอที่บุคคลถูกตองวิมุตติ เพราะ ความดับแหงกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันใด, อันนี้ เรียกวา กัมมนิโรธ. ภิกษุ ท. ! กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา (ขอปฏิบัติ ใหถึงความดับแหงกรรม) เปนอยางไรเลา ? กัมมนิโรธคามินีปฏิปทานั้น คือ อริยอัฏฐังคิกมรรค (อริยมรรคมีองคแปด) นี้นั่นเอง ไดแก สัมมาทิฏฐิ (ความ เห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดําริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การทําการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ) สัมมาวายามะ (ความ พากเพียรชอบ) สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมันชอบ). ่ ภิกษุ ท. ! นี้เรียกวา กัมมนิโรธคามินปฏิปทา. ี ภิกษุ ท. ! ดวยประการดังนี้แล (เปนอันวา) กรรมเกา เราไดแสดงแลวแกเธอทั้งหลาย กรรมใหม เราก็แสดงแลว, กัมมนิโรธ เราก็ไดแสดงแลว, กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เราก็ไดแสดงแลว. ภิกษุ ท. ! กิจใด ที่ศาสดาผูเอ็นดู แสวงหา
  • 32. แกกรรม ? ๑๙ ประโยชนเกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแลว จะพึงทําแกสาวก ทั้งหลาย, กิจนั้น เราไดทําแลวแกพวกเธอ. ภิกษุ ท. ! นั่นโคนไม, นันเรือนวาง. พวกเธอ ่ จงเพียรเผากิเลส, อยาไดประมาท, อยาเปนผูที่ตองรอนใจ ในภายหลังเลย. นี่แล เปนวาจาเครื่องพร่ําสอนของเรา แกเธอ ทั้งหลาย. สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๖/๒๒๗ - ๒๓๑.
  • 33. ๒๐ พุทธวจน กายนี้ เปน “กรรมเกา” ภิกษุ ท. ! กายนี้ ไมใชของเธอทั้งหลาย และทั้ง ไมใชของบุคคล เหลาอื่น. ภิกษุ ท. ! กรรมเกา (กาย) นี้ อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นวาเปนสิ่งที่ปจจัยปรุงแตงขึ้น (อภิสงฺขต), เปนสิ่งที่ ปจจัยทําใหเกิดความรูสึกขึน (อภิสฺเจตยิต), เปนสิ่งที่มี ้ ความรูสึกตออารมณได (เวทนีย). ภิกษุ ท. ! ในกรณีของกายนั้น อริยสาวกผูได สดับแลว ยอมทําไวในใจโดยแยบคายเปนอยางดี ซึ่ง ปฏิจจสมุปบาท นั่นเทียว ดังนี้วา “ดวยอาการอยางนี้ : เพราะสิ่งนี้ม,ี สิ่งนี้จึงมี ; เพราะความเกิดขึ้นแหงสิ่งนี,้ สิ่งนี้จึงเกิดขึน ; เพราะสิ่งนีไมมี, สิงนี้จึงไมมี ; เพราะ ้ ้ ่ ความดับไปแหงสิ่งนี้ , สิ่งนี้จึงดับไป : ขอนี้ไดแกสิ่ง เหลานี้คือ เพราะมีอวิชชาเปนปจจัย จึงมีสงขารทังหลาย ; ั ้ เพราะมีสังขารเปนปจจัย จึงมีวิญญาณ ; เพราะมี วิญญาณเปนปจจัย จึงมีนามรูป ; เพราะมีนามรูปเปน
  • 34. แกกรรม ? ๒๑ ปจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะเปนปจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเปนปจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเปนปจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหา เปนปจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเปนปจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเปนปจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติ เปนปจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสทังหลาย จึงเกิดขึ้นครบถวน : ความเกิดขึ้น ้ พรอมแหงกองทุกขทั้งสิ้นนี้ ยอมมี ดวยอาการอยางนี.้ เพราะความจางคลายดับ ไปโดยไมเ หลือ แหง อวิชชานั้น นั่นเทียว, จึงมีความดับแหงสังขาร, เพราะมี ความดับแหงสังขาร จึงมีความดับแหงวิญญาณ ; ..... ฯลฯ ..... ฯลฯ ..... ฯลฯ ..... เพราะมีความดับแหงชาติ นั่นแล ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแหงกองทุกข ทั้งสิ้นนี้ ยอมมี ดวยอาการอยางนี้” ดังนี้ แล. นิทาน.สํ. ๑๖/๗๗/๑๔๓.
  • 35. ๒๒ พุทธวจน การทํากรรมทางใดมีโทษมากที่สุด ทีฆตปสสีนิครนถไดกราบทูลถามพระผูมีพระภาค วา ทานพระโคดม ! พระองคเลายอมบัญญัติทัณฑะ ในการทํา บาปกรรม ในการเปนไปแหงบาปกรรมไวเทาไร ? ทีฆตปสสี ! ตถาคตจะบัญญัติวากรรม ๆ ดังนี้ เปนอาจิณ. ทานพระโคดม ! ก็พระองคยอมบัญญัติกรรม ในการ ทําบาปกรรม ในการเปนไปแหงบาปกรรมไวเทาไร ? ทีฆตปสสี ! เรายอมบัญญัติกรรม ในการทํา บาปกรรม ในการเปนไปแหงบาปกรรมไว ๓ ประการ คือ กายกรรม ๑ วจีกรรม ๑ มโนกรรม ๑. ทานพระโคดม ! ก็กายกรรมอยางหนึ่ง วจีกรรมอยาง หนึ่ง มโนกรรมอยางหนึ่ง มิใชหรือ ? ทีฆตปสสี ! กายกรรมอยางหนึ่ง วจี ก รรม อยางหนึ่ง มโนกรรมอยางหนึ่ง. ทานพระโคดม ! ก็บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่จําแนก ออกแลวเปนสวนละอยางตางกัน เหลานี้ กรรมไหน คือ
  • 36. แกกรรม ? ๒๓ กายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรมที่พระองคบัญญัติวามีโทษ มากกวาในการทําบาปกรรม ในการเปนไปแหงบาปกรรม ? ทีฆตปสสี ! บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่ จําแนกออกแลวเปนสวนละอยางตางกันเหลานี้ เราบัญญัติมโนกรรมวามีโทษมากกวา ในการทํา บาปกรรม ในการเปนไปแหงบาปกรรม เราจะบัญญัติ กายกรรม วจีกรรมวามีโทษมาก เหมือนมโนกรรม หามิได. ทานพระโคดม ! พระองคตรัสวามโนกรรมหรือ ? ทีฆตปสสี ! เรากลาววามโนกรรม. ทานพระโคดม ! พระองคตรัสวามโนกรรมหรือ ? ทีฆตปสสี ! เรากลาววามโนกรรม. ทานพระโคดม ! พระองคตรัสวามโนกรรมหรือ ? ทีฆตปสสี ! เรากลาววามโนกรรม. ทีฆตปสสีนิครนถใหพระผูมีพระภาคทรงยืนยัน ในเรื่องที่ตรัสนี้ถึง ๓ ครั้ง ดวยประการฉะนี้ แลวลุกจาก อาสนะเขาไปหานิครนถนาฏบุตรถึงที่อยู. ม. ม. ๑๓/๕๔/๖๒.
  • 37. ๒๖ พุทธวจน เมื่อจะกระทํา ราหุล ! เธอใครจะทํากรรมใดดวยกาย พึง พิจารณากรรมนั้นเสียกอนวา “กายกรรมที่เราใครจะ กระทํานี้ เปนไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบาง เบียดเบียน ผูอื่นบาง เบียดเบียนทังสองฝายบาง เปนกายกรรมที่ ้ เปนอกุศล มีทุกขเปนกําไร มีทุกขเปนวิบาก หรือไมหนอ” ดังนี.้ ราหุล ! ถาเธอพิจารณา รูสึกอยูดังนั้นไซร, เธอ ไมพงกระทํากายกรรมชนิดนั้นโดยถายเดียว. ึ ราหุล ! ถาเธอพิจารณา รูสึกอยูดังนี้วา “กายกรรมที่เราใครจะกระทํานี้ ไมเปนไปเพื่อเบียดเบียน ตนเองบาง ไมเปนไปเพื่อเบียดเบียนผูอนบาง ไมเปนไป ื่ เพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝายบาง เปนกายกรรมอันเปน กุศล มีสุขเปนกําไร มีสุขเปนวิบาก” ดังนี้, ราหุล ! เธอพึงกระทํากายกรรมชนิดนั้น.
  • 38. แกกรรม ? ๒๗ เมื่อกระทําอยู   ราหุล ! เมื่อเธอกระทํากรรมใด ดวยกายอยู พึงพิจารณากรรมนั้นวา “กายกรรมที่เรากําลังกระทําอยูนี้ เปนไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบาง เบียดเบียนผูอ่ืนบาง เบียดเบียนทั้งสองฝายบาง เปนกายกรรมที่เปนอกุศล มี ทุกขเปนกําไร มีทุกขเปนวิบาก หรือไมหนอ” ดังนี้. ราหุล ! ถาเธอพิจารณา รูสึกอยูดังนั้นไซร, เธอพึงเลิกละกายกรรมชนิดนั้นเสีย. ราหุล ! ถาเธอพิจารณา รูสึกอยูดังนี้วา “กายกรรมที่เรากําลังกระทําอยูนี้ ไม เ ป น ไปเพื่อ เบียดเบียนตนเองบาง ไมเปนไปเพื่อเบียดเบียนผูอนบางื่ ไมเปนไปเพื่อเบียดเบียนทังสองฝายบาง เปนกายกรรม ้ อันเปนกุศล มีสุขเปนกําไร มีสุขเปนวิบาก” ดังนี้. ราหุล ! เธอพึงเรงการกระทํากายกรรมชนิด นั้น.
  • 39. ๒๘ พุทธวจน เมื่อกระทําแลว  ราหุล ! เมื่อ กระทํา กรรมใดดว ยกายแลว พึงพิจารณากรรมนั้น วา “กายกรรมที่เรากระทํา แลวนี้ เปน ไปเพื่อเบียดเบีย นตนเองบา ง เบียดเบีย นผูอื่น บางเบียดเบีย นทั้ง สองฝา ยบา ง เปนกายกรรมที่เปน อกุศล มีทุกขเปน กํา ไร มีทุก ขเปน วิบ าก หรือไม หนอ” ดังนี้. ราหุล ! ถาเธอพิจารณา รูสึกอยูดังนั้นไซร, เธอ พึงแสดง พึงเปดเผย พึงกระทําใหเปนของหงาย ซึ่งกายกรรมนัน ในพระศาสดา หรือในเพือนสพรหมจารี ้ ่ ผูเปนวิญูชนทั้งหลาย, ครั้นแสดง ครันเปดเผย ครั้น ้ กระทําใหเปนของหงายแลว พึงถึงซึงความระวังสังวร ่ ตอไป. ราหุล ! ถาเธอพิจารณา รูสึกอยูดังนี้วา “กายกรรมที่เรากระทําแลวนี้ ไมเปนไปเพื่อเบียดเบียน ตนเองบาง ไมเปนไปเพื่อเบียดเบียนผูอนบาง ไมเปนไป ื่
  • 40. แกกรรม ? ๒๙ เพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝายบาง เปนกายกรรมอันเปนกุศล มีสุขเปนกําไร มีสุขเปนวิบาก” ดังนี้. ราหุล ! เธอพึ ง อยู ดวยปติและปราโมทย ตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายอยู ทั้งกลางวัน และกลางคืนเถิด. (ในสวนของ วจีกรรมและมโนกรรม ก็ทรงตรัสในทํานองเดียวกัน) ม.ม. ๑๓/๑๒๖/๑๒๙.
  • 41. ๓๒ พุทธวจน สัมมากัมมันตะโดยปริยายสองอยาง (โลกิยะ – โลกุตตระ)  ภิกษุ ท. ! สัมมากัมมันตะ เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! เรากลาว แมสัมมากัมมันตะวามีโดย สวนสอง คือ สัมมากัมมันตะ ที่ยังเปนไปกับดวยอาสวะ(สาสว) เปนสวนแหงบุญ (ปุฺภาคิย) มีอุปธิเปนวิบาก (อุปธิเวปกฺก) ก็มีอยู ; สัมมากัมมันตะอันเปนอริยะ (อริย) ไมมีอาสวะ (อนาสว) เปนโลกุตตระ (โลกุตฺตร) เปนองคแหงมรรค (มคฺคงฺค) ก็มีอยู. ภิกษุ ท. ! สัมมากัมมันตะ ที่ยังเปนไปกับดวย อาสวะ (กิเลสที่หมักหมม) เปนสวนแหงบุญ มีอุปธิ (สิ่งที่ ยังระคนดวยกิเลส) เปนวิบาก นั้นเปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! เจตนาเปนเครื่องเวนจากการทําสัตว มีชีวิตใหตกลวงไป เจตนาเปนเครื่องเวนจากการถือเอา
  • 42. แกกรรม ? ๓๓ สิ่งของที่เจาของมิไดให เจตนาเปนเครื่องเวนจากการ ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย มีอยู. ภิกษุ ท. ! นี้คือสัมมากัมมันตะที่ยงเปนไปกับ ั ดวยอาสวะ เปนสวนแหงบุญมีอุปธิเปนวิบาก. ภิกษุ ท. ! สัมมากัมมันตะ อันเปนอริยะ ไมมี อาสวะ เปนโลกุตตระ เปนองคแหงมรรค นั้นเปน อยางไรเลา ? คือ การงด การเวน การเวนขาด เจตนาเปนเครื่อง เวนจากกายทุจริตทั้งสาม (ตามที่กลาวแลวขางบน) ของผูมี อริยจิต ของผูมีอนาสวจิต (ผูมีจิตที่ไมมีอาสวะ) ของผูเปน อริยมัคคสมังคี ผูเจริญอยูซึ่งอริยมรรค. ภิกษุ ท. ! นี้คือ สัมมากัมมันตะอันเปนอริยะ ไมมีอาสวะ เปนโลกุตตระ เปนองคแหงมรรค. อุปริ.ม.๑๔/๑๘๔/๒๗๑-๒๗๓.
  • 43. ๓๔ พุทธวจน วาดวยลักษณะของสัมมากัมมันตะ  (ปาณาติปาตา เวรมณี) เธอนั้น ละปาณาติบาต เวนขาดจากปาณาติบาต (ฆาสัตว) วางทอนไมและศัสตรา เสียแลว มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา หวัง ประโยชนเกื้อกูลในบรรดาสัตวทั้งหลาย อยู. (อทินนาทานา เวรมณี) เธอนั้น ละอทินนาทาน เวนขาดจากอทินนาทาน (ลักทรัพย) ถือเอาแตของที่เขาให แลว หวังอยูแตของที่เขาให ไมเปนขโมย มีตนเปนคน  สะอาดเปนอยู. (กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี - สําหรับฆราวาส) เธอนั้น ละการประพฤติผิดในกาม เวนขาดจากการ ประพฤติผิดในกาม (คือเวนขาดจากการประพฤติผิด) ใน หญิงซึ่งมารดารักษา บิดารักษา พี่นองชาย พี่นองหญิง หรือญาติรักษา อันธรรมรักษา เปนหญิงมีสามี หญิง อยูในสินไหม โดยที่สุดแมหญิงอันเขาหมั้นไว (ดวยการ
  • 44. แกกรรม ? ๓๕ คลองพวงมาลัย) ไมเปนผูประพฤติผิดจารีตในรูปแบบ เหลานั้น. สี.ที. ๙/๘๓/๑๐๓. ; อํ.๒๔/๒๘๗ - ๒๘๘/๑๖๕.
  • 45. ๓๖ พุทธวจน ลักษณะและวิบากแหงสัมมากัมมันตะ  ภิกษุ ท. ! อริยสาวกในกรณีนี้ ละปาณาติบาต เวนขาดจากปาณาติบาต. ภิกษุ ท. ! อริยสาวกเวนขาดจากปาณาติบาต แลว ยอมชื่อวา ใหอภัยทาน อเวรทาน อัพยาปชฌทาน แกสัตวทั้งหลายมากไมมีประมาณ ; ครั้นใหอภัยทาน อเวรทาน อัพยาปชฌทาน แกสัตวทั้งหลายมากไมมี ประมาณแลว ยอมเปนผูมีสวนแหงความไมมีภัย ไมมีเวร ไมมีความเบียดเบียน อันไมมีประมาณ. ภิกษุ ท. ! นี้เปน (อภัย) ทานชั้นปฐม เปน มหาทาน รูจักกันวาเปนของเลิศ เปนของมีมานาน เปน ของประพฤติสืบกันมาแตโบราณไมถูกทอดทิ้งเลย ไม เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไมถูกทอดทิ้งอยูในปจจุบัน และจักไมถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณผูรู ไมคัดคาน. ภิกษุ ท. ! ขอนี้เปนทอธารแหงบุญ เปนที่ ไหลออกแหงกุศล นํามาซึงสุข เปนไปเพื่อยอดสุดอันดี ่
  • 46. แกกรรม ? ๓๗ มีสุขเปนวิบาก เปนไปเพื่อสวรรค เปนไปเพื่อประโยชน เกื้อกูล เพื่อความสุขอันพึงปรารถนา นารักใคร นาพอใจ. ภิกษุ ท. ! ขออื่นยังมีอีก : อริยสาวกละ อทินนาทาน เวนขาดจากอทินนาทาน. ภิกษุ ท. ! อริยสาวกเวนขาดจากอทินนาทาน แลว ยอมชื่อวาใหอภัยทาน อเวรทาน อัพยาปชฌทาน แกสัตวทั้งหลายมากไมมีประมาณ ; ครั้นใหอภัยทาน อเวรทาน อัพยาปชฌทาน แกสัตวทั้งหลายมาก ไมมี ประมาณแลว ยอมเปนผูมีสวนแหงความไมมีภัย ไมมีเวร ไมมีความเบียดเบียน อันไมมีประมาณ. ภิกษุ ท. ! นี้เปน (อภัย) ทานอันดับที่สอง เปน มหาทานรูจักกันวาเปนของเลิศ เปนของมีมานาน เปน ของประพฤติสืบกันมาแตโบราณ ไมถูกทอดทิ้งเลย ไม เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไมถูกทอดทิ้งอยูในปจจุบัน และจัก ไมถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณผูรูไมคัดคาน. ภิกษุ ท. ! ขอนี้เปนทอธารแหงบุญ เปนที่ไหล ออกแหงกุศล นํามาซึ่งสุข เปนไปเพื่อยอดสุดอันดีมีสข ุ
  • 47. ๓๘ พุทธวจน เปนวิบาก เปนไปเพื่อสวรรค เปนไปเพื่อประโยชน เกื้อกูล เพื่อความสุขอันพึงปรารถนา นารักใคร นาพอใจ. ภิกษุ ท. ! ขออื่นยังมีอีก : อริยสาวก ละ กาเมสุมิจฉาจาร เวนขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร. ภิกษุ ท. ! อริยสาวก เวนขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร แลว ยอมชือวาใหอภัยทาน อเวรทาน อัพยาปชฌทาน ่ แกสัตวทั้งหลายมากไมมีประมาณ ; ครั้นใหอภัยทาน อเวรทาน อัพยาปชฌทาน แกสัตวทั้งหลายมากไมมี ประมาณแลว ยอมเปนผูมีสวนแหงความไมมีภัย ไมมีเวร ไมมีความเบียดเบียน อันไมมีประมาณ. ภิกษุ ท. ! นี้เปน (อภัย) ทานอันดับที่สาม เปนมหาทาน รูจักกันวาเปนของเลิศ เปนของมีมานาน เปนของประพฤติสืบกันมาแตโบราณ ไมถูกทอดทิ้งเลย ไมเคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไมถูกทอดทิ้งอยูในปจจุบัน และจักไมถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณผูรูไม คัดคาน. ภิกษุ ท. ! ขอนี้เปนทอธารแหงบุญ เปนที่ไหล ออกแหงกุศลนํามาซึ่งสุข เปนไปเพื่อยอดสุดอันดี มีสุข
  • 48. แกกรรม ? ๓๙ เปนวิบาก เปนไปเพือสวรรค เปนไปเพื่อประโยชนเกื้อกูล ่ เพื่อความสุขอันพึงปรารถนา นารักใคร นาพอใจ. อฏก. อํ. ๒๓/๒๕๐/๑๒๙.
  • 49. ๔๐ พุทธวจน วิบากของผูทุศีล ภิกษุ ท. ! ปาณาติบาต (ฆาสัตว) ที่เสพทั่วแลว เจริญแลว ทําใหมากแลว ยอมเปนไปเพื่อนรก เปนไป เพื่อกําเนิดดิรัจฉาน เปนไปเพื่อเปรตวิสย. วิบากแหง ั ปาณาติบาตของผูเปนมนุษยที่เบากวาวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เปนไปเพื่อมีอายุสั้น. ภิกษุ ท. ! อทินนาทาน (ลักทรัพย) ที่เสพทั่ว แลว เจริญแลว ทําใหมากแลว ยอมเปนไปเพื่อนรก เปนไปเพื่อกําเนิดดิรัจฉาน เปนไปเพื่อเปรตวิสัย. วิบาก แหงอทินนาทานของผูเปนมนุษยท่ีเบากวาวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เปนไปเพื่อความเสื่อมแหงโภคะ. ภิกษุ ท. ! กาเมสุมิจฉาจาร (ประพฤติผิดในกาม) ที่เสพทั่วแลว เจริญแลว ทําใหมากแลว ยอมเปนไปเพือ ่ นรก เปนไปเพื่อกําเนิดดิรัจฉาน เปนไปเพื่อเปรตวิสัย. วิบากแหงกาเมสุมิจฉาจาร ของผูเปนมนุษยที่เบากวาวิบาก ทั้งปวง คือ วิบากที่เปนไปเพื่อกอเวรดวยศัตรู.
  • 50. แกกรรม ? ๔๑ ภิกษุ ท. ! มุสาวาท (คําเท็จ) ที่เสพทั่วแลว เจริญแลว ทําใหมากแลว ยอมเปนไปเพือนรก เปนไป ่ เพื่อกําเนิดดิรัจฉาน เปนไปเพื่อเปรตวิสย. วิบากแหง ั มุสาวาทของผูเปนมนุษยท่ีเบากวาวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เปนไปเพื่อการถูกกลาวตูดวยคําไมจริง. ภิกษุ ท. ! ปสุณวาท (คํายุยงใหแตกกัน) ที่เสพ ทั่วแลว เจริญแลว ทําใหมากแลว ยอมเปนไปเพื่อ นรก เปนไปเพื่อกําเนิดดิรัจฉาน เปนไปเพื่อเปรตวิสัย. วิบากแหงปสุณวาทของผูเปนมนุษยที่เบากวาวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เปนไปเพื่อการแตกจากมิตร. ภิกษุ ท. ! ผรุสวาท (คําหยาบ) ที่เสพทั่วแลว เจริญแลว ทําใหมากแลว ยอมเปนไปเพือนรก เปนไป ่ เพื่อกําเนิดดิรัจฉาน เปนไปเพื่อเปรตวิสย. วิบากแหงั ผรุ ส วาทของผู เ ป น มนุ ษ ย ที่เ บากว าวิ บากทั้ ง ปวง คือ วิบากที่เปนไปเพื่อการไดฟงเสียงที่ไมนาพอใจ.   ภิกษุ ท. ! สัมผัปปลาปะ (คําเพอเจอ) ที่เสพทั่ว แลว เจริญแลว ทําใหมากแลว ยอมเปนไปเพื่อนรก
  • 51. ๔๒ พุทธวจน เปนไปเพื่อกําเนิดดิรัจฉาน เปนไปเพื่อเปรตวิสัย. วิบาก แหงผรุสวาทของผูเปนมนุษยที่เบากวาวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เปนไปเพื่อวาจาที่ไมมีใครเชื่อถือ. ภิกษุ ท. ! การดื่มน้ําเมาคือสุราและเมรัย ที่ เสพทั่วแลว เจริญแลว ทําใหมากแลว ยอมเปนไปเพือ ่ นรก เปนไปเพื่อกําเนิดดิรัจฉาน เปนไปเพื่อเปรตวิสัย. วิบากแหงการดื่มน้ําเมาคือสุราและเมรัยของผูเปนมนุษย ที่เบากวาวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เปนไปเพื่อความเปนบา (อุมฺมตฺตก) อฏก.อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๓๐.
  • 52. แกกรรม ? ๔๓ ทุคติของผูทุศีล ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงธรรมปริยาย อันเปน เหตุแหงความกระเสือกกระสนไปตามกรรม (ของหมูสัตว) แกพวกเธอ. เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟงใหด.ี ธรรมปริยายอันแสดงความกระเสือกกระสนไป ตามกรรม (ของหมูสัตว) เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! สัตวทั้งหลาย เปนผูมีกรรมเปนของ ตน เปนทายาทแหงกรรม มีกรรมเปนกําเนิด มีกรรมเปน เผาพันธุ มีกรรมเปนที่พึ่งอาศัย กระทํากรรมใดไวดีกตาม ็ ชั่วก็ตาม จักเปนผูรับผลกรรมนั้น. ภิกษุ ท. ! คนบางคนในกรณีนี้ เปนผูมีปกติ ทําปาณาติบาตหยาบชา มีฝามือเปอนดวยโลหิต มีแต การฆาและการทุบตี ไมมีความเอ็นดูในสัตวมีชีวิต. เขา กระเสือกกระสนดวย (กรรมทาง) กาย กระเสือกกระสนดวย (กรรมทาง) วาจา กระเสือกกระสนดวย (กรรมทาง) ใจ ; กายกรรมของเขาคด วจีกรรมของเขาคด มโนกรรมของ
  • 53. ๔๔ พุทธวจน เขาคด ; คติของเขาคด อุปบัติ (การเขาถึงภพ) ของ เขาคด. ภิกษุ ท. ! สําหรับผูมีคติคด มีอุปบัติคดนั้น เรากลาวคติอยางใดอยางหนึง ่ ในบรรดาคติสองอยาง แกเขา คือ เหลาสัตวนรก ผูมีทุกขโดยสวนเดียว, หรือวา สัตวเดรัจฉานผูมีกําเนิดกระเสือกกระสน ไดแก งู แมลง ปอง ตะขาบ พังพอน แมว หนู นกเคา หรือสัตวเดรัจฉาน เหลาอื่นที่เห็นมนุษยแลวกระเสือกกระสน. ภิกษุ ท. ! ภูตสัตวยอมมีดวยอาการอยางนี้ คือ อุปบัติยอมมีแกภูตสัตว, เขาทํากรรมใดไว เขายอมอุปบัติ ดวยกรรมนั้น, ผัสสะทั้งหลายยอมถูกตองภูตสัตวนนผู ั้ อุปบัติแลว. ภิกษุ ท. ! เรากลาววาสัตวทั้งหลายเปนทายาท แหงกรรม ดวยอาการอยางนี้ดังนี้. (ในกรณีแหงบุคคลผูกระทําอทินนาทาน กาเมสุมจฉาจาร ก็ไดตรัส ิ ไวดวยขอความอยางเดียวกันกับในกรณีของผูกระทําปาณาติบาตดังกลาวมาแลว ขางบนทุกประการ ; และยังไดตรัสเลยไปถึง วจีทุจริตสี่ มโนทุจริตสาม ดวยขอความอยางเดียวกันอีกดวย. ตอไปนี้ ไดตรัสขอความฝายกุศล :-) ทสก.อํ. ๒๔/๓๐๙/๑๙๓.
  • 54. แกกรรม ? ๔๕ สุคติของผูมีศีล ภิกษุ ท. ! สัตวทั้งหลาย เปนผูมีกรรมเปนของ ตน เปนทายาทแหงกรรม มีกรรมเปนกําเนิด มีกรรม เปนเผาพันธ มีกรรมเปนที่พึ่งอาศัย กระทํากรรมใดไว ดีก็ตามชั่วก็ตาม จักเปนผูรบผลแหงกรรมนั้น. ั ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ละ ปาณาติบาต เวนขาดจากปาณาติบาต วางทอนไม วาง ศัสตรา มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณาเกื้อกูลแกสัตว ทั้งหลาย. เขาไมกระเสือกกระสนดวย (กรรมทาง) กาย ไมกระเสือกกระสนดวย (กรรมทาง) วาจา ไมกระเสือก กระสนดวย (กรรมทาง) ใจ ; กายกรรมของเขาตรง วจีกรรมของเขาตรง มโนกรรมของเขาตรง : คติของเขา ตรง อุปบัติของเขาตรง. ภิกษุ ท. ! สําหรับผูมีคติตรง มีอุปบัตตรงนัน ิ ้ เรากลาวคติอยางใดอยางหนึ่ง ในบรรดาคติสองอยาง แกเขา คือเหลาสัตวผูมีสขโดยสวนเดียว หรือวาตระกูล ุ
  • 55. ๔๖ พุทธวจน อันสูง ตระกูลขัตติยมหาศาล ตระกูลพราหมณมหาศาล หรือตระกูลคหบดีมหาศาล อันมั่งคั่ง มีทรัพยมาก มี โภคะมาก มีทองและเงินมาก มีอุปกรณแหงทรัพยมาก. ภิกษุ ท. ! ภูตสัตวยอมมีดวยอาการอยางนี้ คือ อุปบัติ (การเขาถึงภพ) ยอมมีแกภตสัตว, เขาทํากรรมใดไว ู เขายอมอุปบัติ ยอมมีแกภูตสัตว, เขาทํากรรมใดไว เขา ยอมอุปบัติดวยกรรมนั้น, ผัสสะทั้งหลายยอมถูกตองภูต  สัตวนั้นผูอุปบัติแลว. ภิกษุ ท. ! เรากลาววา สัตวทั้งหลาย เปน ทายาทแหงกรรม ดวยอาการอยางนี้ ดังนี.้ (ในกรณี แ ห ง บุ ค คลผู ไ ม ก ระทํา อทิน นาทาน ไมกระทํากาเม- สุ มิ จ ฉาจาร ก็ ไ ด ต รั ส ไว ด ว ยข อ ความอย า งเดี ย วกัน กับ ในกรณี ข องผู ไ ม กระทําปาณาติบาต ดังกลาวมาแลวขางบนทุกประการ ; และยังไดตรัส เลยไปถึง วจีสุจริตสี่ มโนสุจริตสาม ดวยขอความอยางเดียวกันอีกดวย) ทสก. อํ. ๒๔/๓๑๑/๑๙๓.
  • 56. ๔๘ พุทธวจน ทาง ๒ สายที่ไมควรเดิน ภิกษุ ท. ! มีสิ่งที่แลนดิงไปสุดโตง (อนฺตา) อยู ่ ๒ อยาง ที่บรรพชิตไมควรของแวะดวย. สิ่งที่แลนดิ่งไปสุดโตงนั้นคืออะไร ? คือ การประกอบตนพัวพันอยูดวยความใครใน กามทั้งหลาย (กามสุขัลลิกานุโยค) อันเปนการกระทําที่ยังต่าํ เปนของชาวบาน เปนของชันบุถชน ไมใชของพระอริยเจา ้ ุ ไมประกอบดวยประโยชน, และการประกอบความเพียรในการทรมานตนให ลําบาก (อัตตกิลมถานุโยค) อันนํามาซึงความทุกข ไมใชของ ่ พระอริยเจา ไมประกอบดวยประโยชน, สองอยางนี้แล. ภิกษุ ท. ! ขอปฏิบติเปนทางสายกลาง (มัชฌิมา- ั ปฏิปทา) ที่ไมดิ่งไปหาสิงสุดโตงสองอยางนั้น เปนขอ ่ ปฏิบติที่ตถาคตไดตรัสรูเฉพาะแลว ั เปนขอปฏิบัติที่ ตถาคตไดตรัสรูเฉพาะแลว เปนขอปฏิบติทําใหเกิดจักษุ ั เปนขอปฏิบัตทําใหเกิดญาณ เปนไปเพื่อความสงบ เพื่อ ิ ความรูอันยิง เพื่อความตรัสรูพรอม เพื่อนิพพาน. ่
  • 57. แกกรรม ? ๔๙ ภิกษุ ท. ! ขอปฏิบัติที่เปนทางสายกลาง ที่ไม ดิ่งไปหาที่สุดโตงสองอยางนั้น เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! ขอปฏิบัติอันเปนทางสายกลางนั้น คือ ขอปฏิบติอันเปนหนทางอันประเสริฐ ประกอบอยู ั ดวยองคแปดประการ นี่เอง. แปดประการคืออะไรเลา ? คือ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดําริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การทําการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ) สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาสติ (ความระลึก ชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ). มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔.
  • 58. ๕๐ พุทธวจน อริยมรรคมีองคแปด ทางแหงความสิ้นกรรม ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง จักจําแนก ซึ่งอริย- อัฏฐังคิกมรรค (อริยมรรคมีองคแปด) แกเธอทั้งหลาย. เธอ ทั้งหลายจงฟงความขอนั้น จงทําในใจใหสาเร็จประโยชน ํ เราจักกลาว. ภิกษุ ท. ! อริยอัฏฐังคิกมรรค (อริยมรรคมีองค แปด) เปนอยางไรเลา ? อริยอัฏฐังคิกมรรค ไดแกสิ่งเหลานี้ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท. ! สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) เปน อยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! ความรูอันใดเปนความรูใน ทุกข เปนความรูในเหตุใหเกิดทุกข เปนความรูในความ ดับแหงทุกข เปนความรูในทางดําเนินใหถึงความดับ ไมเหลือแหงทุกข. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากลาววา สัมมาทิฏฐิ.
  • 59. แกกรรม ? ๕๑ ภิกษุ ท. ! สัมมาสังกัปปะ (ความดําริชอบ) เปน อยางไรเลา ? คือ ความดําริในการออกจากกาม ความ ดําริในการไมมุงราย ความดําริในการไมเบียดเบียน. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากลาววา สัมมาสังกัปปะ. ภิกษุ ท. ! สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ) เปน อยางไรเลา ? คือ เจตนาเปนเครื่องเวนจากการพูดไม จริง เจตนาเปนเครื่องเวนจากการพูดสอเสียด เจตนาเปน เครื่องเวนจากการพูดหยาบ เจตนาเปนเครื่องเวนจากการ พูดเพอเจอ. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากลาววา สัมมาวาจา. ภิกษุ ท. ! สัมมากัมมันตะ (การทําการงานชอบ) เปนอยางไรเลา ? คือ เจตนาเปนเครื่องเวนจากการฆา เจตนาเปนเครื่องเวนจากการถือเอาสิ่งของที่เจาของไมได ใหแลว เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการประพฤติผิดใน กาม. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากลาววา สัมมากัมมันตะ. ภิกษุ ท. ! สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ) เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! สาวกของพระอริยเจา ในกรณีนี้ ละการหาเลียงชีวิตที่ผิดเสีย ยอมสําเร็จความ ้ เปนอยูดวยการเลี้ยงชีวิตที่ชอบ. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรา 
  • 60. ๕๒ พุทธวจน กลาววา สัมมาอาชีวะ. ภิกษุ ท. ! สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ยอมทํา ความพอใจใหเกิดขึ้น ยอมพยายามปรารภความเพียร ยอม ประคองตั้งจิตไว เพื่อจะยังอกุศลธรรมอันเปนบาปที่ยังไม เกิดไมใหเกิดขึ้น ; ยอมทําความพอใจใหเกิดขึ้น ยอม พยายามปรารภความเพียร ยอมประคองตังจิตไว เพื่อจะ ้ ละอกุศลธรรม อันเปนบาปที่เกิดขึ้นแลว ; ยอมทําความ พอใจใหเกิดขึน ยอมพยายามปรารภความเพียร ยอม ้ ประคองตั้งจิตไว เพื่อจะยังกุศลธรรมที่ยังไมเกิดให เกิดขึ้น ; ยอมทําความพอใจใหเกิดขึ้น ยอมพยายาม ปรารภความเพียร ยอมประคองตั้งจิตไว เพื่อความตั้งอยู ความไมเลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย ความเจริญ ความเต็มรอบ แหงกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแลว. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากลาววา สัมมาวายามะ. ภิกษุ ท. ! สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) เปน อยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ยอมเปนผู พิจารณาเห็นกายในกายอยูเปนประจํา มีความเพียรเครื่อง
  • 61. แกกรรม ? ๕๓ เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความ ไมพอใจในโลกออกเสียได ; ยอมเปนผูพิจารณาเห็น เวทนาในเวทนาทั้งหลายอยูเ ปนประจํา มีความเพียรเครื่อง เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความ ไมพอใจในโลกออกเสียได ; ยอมเปนผูพจารณาเห็นจิต ิ ในจิตอยูเปนประจํา มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มี สัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไมพอใจใน โลกออกเสียได ; ยอมเปนผูพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งหลายอยูเปนประจํา มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มี สัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไมพอใจใน โลกออกเสียได. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากลาววา สัมมาสติ. ภิกษุ ท. ! สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ) เปน อยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ สงัดแลวจาก กามทั้งหลาย สงัดแลวจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เขาถึง ปฐมฌาน อันมีวิตก วิจาร มีปติและสุขอันเกิดจากวิเวก แลวแลอยู ; เพราะความที่วิตก วิจารทั้งสองระงับลง เขาถึงทุติยฌาน เปนเครื่องผองใสแหงใจในภายใน ให สมาธิเปนธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไมมีวิตก ไมมีวจาร มีแต ิ
  • 62. ๕๔ พุทธวจน ปติและสุข อันเกิดจากสมาธิ แลวแลอยู ; อนึ่ง เพราะ ความจางคลายไปแหงปติ ยอมเปนผูอยูอุเบกขา มีสติและ สัมปชัญญะ และยอมเสวยความสุขดวยนามกาย ชนิดที่ พระอริยเจาทั้งหลาย ยอมสรรเสริญผูนั้นวา “เปนผูอยู อุเบกขา มีสติ อยูเปนปกติสุข” ดังนี้ เขาถึงตติยฌาน แลว แลอยู ; เพราะละสุข และทุกขเสียได เพราะความดับไป แหงโสมนัสและโทมนัสทั้งสอง ในกาลกอน เขาถึง จตุตถฌาน ไมมีทุกข ไมมีสุข มีแตความที่สติเปน ธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาแลวแลอยู. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากลาววา สัมมาสมาธิ. มหาวาร.สํ. ๑๙/๑๐ - ๑๒/๓๓-๔๑.
  • 63. แกกรรม ? ๕๕ “สิ้นตัณหา ก็ สินกรรม” ้ ภิกษุ ท. ! มรรคาใด ปฏิปทาใด ยอมเปนไป เพื่อความสิ้นตัณหา เธอทั้งหลายจงเจริญมรรคานั้น ปฏิปทานั้น. มรรคาและปฏิปทา ที่เปนไปเพื่อความสิ้นตัณหา เปนอยางไรเลา ? คือ โพชฌงค ๗ โพชฌงค ๗ เปนอยางไรเลา ? คือ สติสัมโพชฌงค ธัมมวิจยสัมโพชฌงค วิริย- สัมโพชฌงค ปติสัมโพชฌงค ปสสัทธิสัมโพชฌงค สมาธิสัมโพชฌงค อุเบกขาสัมโพชฌงค. เมื่อพระผูมีพระภาคตรัสอยางนี้แลว พระอุทายี ไดทูลถามวา “ขาแตพระองคผูเจริญ ! โพชฌงค ๗ อันบุคคลเจริญ แลว กระทําใหมากแลวอยางไร ยอมเปนไปเพื่อความสิ้น ตัณหา”. อุทายี ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยอมเจริญ สติสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัย
  • 64. ๕๖ พุทธวจน นิโรธ อันนอมไปเพื่อโวสสัคคะ (ความสละ, ความปลอย) อันไพบูลย ใหญหลวง ไมมีประมาณ ไมมีความพยาบาท เมื่อภิกษุนั้นเจริญสติสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวก อันอาศัย วิราคะ อาศัยนิโรธ อันนอมไปเพื่อโวสสัคคะ อันไพบูลย ใหญหลวง ไมมีประมาณ ไมมีความพยาบาท ยอมละ ตัณหาได ...ฯลฯ... ยอมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันนอมไปเพื่อโวสสัคคะ อันไพบูลย ใหญหลวง ไมมีประมาณ ไมมีความพยาบาท เมื่อภิกษุนั้นเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันนอมไปเพื่อโวสสัคคะ อันไพบูลยใหญหลวง ไมมประมาณ ไมมีความพยาบาท ี ยอมละตัณหาได เพราะละตัณหาได จึงละกรรมได เพราะละกรรมได จึงละทุกขได อุทายี ! เพราะสิ้นตัณหา จึงสิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรม จึงสิ้นทุกข ดวยประการดังนี้ แล. มหาวาร. สํ. ๑๙/ ๑๒๓ / ๔๔๙.
  • 65. ๕๘ พุทธวจน ทุกขเกิดเพราะมีเหตุปจจัย อานนท ! คราวหนึ่งเราอยูที่ปาไผ เปนที่ให เหยื่อแกกระแตใกลกรุงราชคฤหนี่แหละ, ครั้งนั้น เวลา เชาเราครองจีวรถือบาตร เพื่อไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห คิดขึ้นมาวา ยังเชาเกินไปสําหรับการบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห ถาไฉน เราเขาไปสูอารามของปริพาชก ผูเปน เดียรถียเหลาอื่นเถิด. เราไดเขาไปสูอารามของปริพาชก ผูเปนเดียรถียเ หลาอื่น กระทําสัมโมทนียกถาแกกันและกัน นั่งลง ณ ที่ควรขางหนึ่ง. อานนท ! ปริพาชกเหลานั้น ไดกลาวกะเราผู นั่งแลว อยางนี้วา “ทานโคตมะ ! มีสมณพราหมณบางพวก ที่กลาวสอน เรื่องกรรม ยอมบัญญัติความทุกขวา เปนสิ่งที่ตนทําเอา ดวยตนเอง, มีสมณพราหมณอีกบางพวกที่กลาวสอนเรื่องกรรม ยอมบัญญัติความทุกข วาเปนสิ่งที่ผูอื่นทําให, มีสมณพราหมณ อีกบางพวก ที่กลาวสอนเรื่องกรรม ยอมบัญญัติความทุกขวา ไมใชทําเองหรือใครทําให ก็เกิดขึ้นได. ในเรื่องนี้ ทานโคตมะ
  • 66. แกกรรม ? ๕๙ ของพวกเรา กลาวสอนอยูอยางไร? และพวกเรากลาวอยูอยางไร? จึงจะเปนอันกลาวตามคําที่ทานโคตมะกลาวแลว, ไมเปนการ กลาวตูดวยคําไมจริง แตเปนการกลาวโดยถูกตอง และ สหธรรมิกบางคนที่กลาวตาม จะไมพลอยกลายเปนผูควรถูก ติเตียนไปดวย ? ” ดังนี้. อานนท ! เราได ก ล า วกะปริพาชกทั้งหลาย เหลานั้นวา ปริพาชก ท. ! เรากลาววา ทุกข อาศัยเหตุปจจัย (ของมันเองเปนลําดับ ๆ) เกิดขึ้น. มันอาศัยเหตุปจจัยอะไรเลา ? อาศัยปจจัยคือ ผัสสะ. ผูกลาวอยางนีแล ชื่อวากลาวตรงตามที่เรากลาว. ้ นิทาน. สํ. ๑๖/๔๑/๗๖.
  • 67. ๖๐ พุทธวจน บาปกรรมเกา ไมอาจสิ้นไดดวย ทุกรกิริยา(กิริยาที่ทําไดโดยยาก) มหานาม ! คราวหนึ่ง เราอยูท่ีภูเขาคิชฌกูฏ ใกลนครราชคฤห, ครั้งนั้นพวกนิครนถเปนอันมาก ประพฤติวัตรยืนอยางเดียว งดการนั่ง อยู ณ ที่กาฬสิลา ขางภูเขาอิสิคิลิ, ตางประกอบความเพียรแรงกลาเสวย เวทนาอันเปนทุกขกลาแข็งแสบเผ็ด. มหานาม ! ครั้งนัน ้ เปนเวลาเย็น เราออกจากที่เรนแลวไปสูกาฬสิลา ขางภูเขา อิสิคิลิ อันพวกนิครนถ ประพฤติวัตรอยู, ไดกลาวกะ พวกนิครนถเหลานั้นวา “ทานผูเปนนิครนถ ท. ! เพราะอะไรหนอ พวก ทานทั้งหลายจึงประพฤติยน ไมนั่ง ประกอบความเพียร ื ไดรับเวทนาอันเปนทุกขกลาแข็งแสบเผ็ด ?” ดังนี้. มหานาม ! นิ ค รนถเหลานั้นไดกลาวกะเราวา “ทานผูมีอายุ ! ทานนิครนถนาฏบุตร เปนผูรูสิ่งทั้งปวง เห็นสิ่งทั้งปวง ไดยืนยันญาณทัสสนะของตนเอง โดยไมมีการ ยกเวนวาเมื่อเราเดินอยู ยืนอยู หลับอยู ตื่นอยู ก็ตาม
  • 68. แกกรรม ? ๖๑ ญาณทัสสนะของเรายอมปรากฏติดตอกันไมขาดสาย” ดังนี้. ทานนิครนถนาฏบุตร นั้นกลาวไวอยางนี้วา “นิครนถผูเจริญ ! บาปกรรมในกาลกอนที่ไดทําไว มีอยูแล, พวกทานจงทําลาย กรรมนั้นใหสิ้นไป ดวยทุกรกิริยาอันแสบเผ็ดนี้ ; อนึ่ง เพราะ การสํารวม กาย วาจา ใจ ในบัดนี้ ยอมชื่อวาไมไดกระทํากรรม อันเปนบาปอีกตอไป. เพราะการเผาผลาญกรรมเกาไมมีเหลือ และ เพราะการไมกระทํากรรมใหม กรรมตอไปก็ขาดสาย, เพราะกรรม ขาดสาย ก็สิ้นกรรม, เพราะสิ้นกรรม ก็สิ้นทุกข, เพราะสิ้นทุกข ก็สิ้นเวทนา, เพราะสิ้นเวทนา ทุกขทั้งหมด ก็เหือดแหงไป, ดังนี้. คําสอนของทานนาฏบุตรนั้น เปนที่ชอบใจและควรแกเรา, และ พวกเราก็เปนผูพอใจตอคําสอน นั้นดวย” ดังนี้. มหานาม ! เราไดกลาวคํานี้กะนิครนถเหลานั้น สืบไปวา “ทานผูเปนนิครนถ ท. ! ทานทั้งหลายรูอยูหรือ  วา พวกเราทั้งหลาย ไดมีแลวในกาลกอนหรือวามิไดมี ?” “ไมทราบเลยทาน !” “ทานผูเปนนิครนถ ท. ! ทานทั้งหลายรูอยูหรือ วาพวกเราทั้งหลาย ไดทํากรรมที่เปนบาปแลวในกาลกอน หรือวาพวกเราไมไดทําแลว ?”
  • 69. ๖๒ พุทธวจน “ไมทราบไดเลย, ทาน !” “ทานผูเปนนิครนถ ท. ! ทานทั้งหลายรูอยูหรือ วาเราทั้งหลายไดทํากรรมที่เปนบาปอยางนี้ๆ ในกาล กอน ?” “ไมทราบเลยทาน !” “ทานผูเปนนิครนถ ท. ! ทานทั้งหลายรูอยูหรือ วา (ตั้งแตทําตบะมา) ทุกขมจํานวนเทานี้ ๆ ไดสิ้นไปแลว ี และจํานวนเทานี้ ๆ จะสิ้นไปอีก, หรือวาถาทุกขสิ้นไปอีก จํานวนเทานี้ ทุกขก็จักไมมีเหลือ ?” “ไมทราบไดเลยทาน !” “ทานผูเปนนิครนถ ท. ! ทานทั้งหลายรูอยูหรือ วาอะไรเปนการละเสียซึ่งสิ่งอันเปนอกุศล และทําสิ่งที่ เปนกุศลใหเกิดขึ้นไดในภพปจจุบันนี้ ?” “ไมเขาใจเลยทาน !” มหานาม ! เราไดกลาวคํานี้ กะนิครนถเหลานั้น สืบไปวา “ทานผูเปนนิครนถ ท. ! ดังไดฟงแลววา ทาน
  • 70. แกกรรม ? ๖๓ ทั้งหลาย ไมรอยู วาเราทั้งหลายไดมีแลวในกาลกอน หรือ ู ไมไดมีแลวในกาลกอน, .…ฯลฯ.... อะไรเปนการละเสีย ซึ่งสิ่งอันเปนอกุศลแลว และทําสิ่งที่เปนกุศลใหเกิดขึ้นได ในภพปจจุบันนี้. ครั้นเมื่อไมรูอยางนี้แลว (นาจะเห็นวา) ชนทั้งหลายเหลาใดในโลก ที่เปนพวกพรานมีฝามือ คร่ําไปดวยโลหิต มีการงานอยางกักขฬะ ภายหลังมา เกิดเปนมนุษยแลว ยอมบรรพชาในพวกนิครนถทั้งหลาย ละกระมัง ?”. มู.ม. ๑๒/๑๘๔/๒๑๙.
  • 71. ๖๔ พุทธวจน ความรูสึกตางๆที่เกิดขึ้น ไมใชผลของกรรมเกา ภิกษุ ท. ! เรากลา วกะพวกนิค รนถนั้นตอไป อีกอยางนี้วา ทานผูเปนนิครนถ ท. ! พวกทานจะสําคัญความ ขอนั้นเปนไฉน สมัยใด พวกทานมีความพยายาม แรงกลา มีความเพียรแรงกลา สมัยนั้น พวกทานยอม เสวยเวทนาอันเปนทุกขกลา เจ็บแสบ อันเกิดแตความ พยายามแรงกลา แตสมัยใด พวกทานไมมีความความ พยายามแรงกลา ไมมีความเพียรแรงกลา สมัยนัน ้ พวกทานยอมไมเสวยเวทนาอันเปนทุกขกลา เจ็บแสบ อันเกิดแตความพยายามแรงกลา. พวกนิครนถรับวา “พระโคดมผูมีอายุ ! สมัยใด พวกขาพเจามีความ พยายามแรงกลา มีความเพียรแรงกลา สมัยนั้น พวกขาพเจา ยอมเสวยเวทนาอันเปนทุกขกลา เจ็บแสบ อันเกิดแตความ พยายามแรงกลา สมัยใด พวกขาพเจาไมมี ความพยายาม
  • 72. แกกรรม ? ๖๕ แรงกลา สมัยนั้น พวกขาพเจายอมไมเสวยเวทนา อันเปน ทุกขกลา เจ็บแสบ อันเกิดแตความพยายามแรงกลา”. ทานผูเปนนิครนถ ท. ! เทาที่พูดกันมานี้เปน อันวา สมัยใด พวกทานมีความพยายามแรงกลา มีความ เพียรแรงกลา สมัยนั้น พวกทานยอมเสวยเวทนาอันเปน ทุกขกลา เจ็บแสบ อันเกิดแตความพยายามแรงกลา แต สมัยใด พวกทานไมมีความพยายามแรงกลา ไมมีความ เพียรแรงกลา สมัยนั้น พวกทานยอมไมเสวยเวทนา อันเปนทุกขกลา เจ็บแสบ อันเกิดแตความพยายาม แรงกลา เมือเปนเชนนีก็ไมเปนการสมควรแกทานผูเปน ่ ้ นิครนถทั้งหลายที่จะกลาววา บุคคลเรานียอมเสวยเวทนา ้ อยางใดอยางหนึ่ง เปนสุขก็ดี เปนทุกขก็ดี มิใชทุกข มิใชสุขก็ดี ทั้งหมดนันเปนเพราะเหตุแหงกรรมที่ตนทํา ้ ไวในกาลกอน และวาเพราะหมดกรรมเกาดวยตบะ และเพราะการไมทํากรรมใหม กระแสแหงกรรมตอไปก็ ไมมี เพราะกระแสแหงกรรมตอไปไมมี ก็สิ้นทุกข เพราะสิ้นทุกข ก็สิ้นเวทนา เพราะสิ้นเวทนา ทุกขทง ั้ ปวงก็สูญสิ้นไป ดังนี้.
  • 73. ๖๖ พุทธวจน ทานผูเปนนิครนถ ท. ! ถาสมัยใด พวกทานมี ความพยายามแรงกลา มีความเพียรแรงกลาสมัยนัน ้ เวทนาอันเปนทุกขกลา เจ็บแสบ อันเกิดแตความเพียร พยายามนั้นก็ยงตั้งอยู แมเมื่อใด พวกทานไมมีความ ั พยายามแรงกลา ไมมีความเพียรแรงกลา สมัยนัน ้ เวทนาอันเปนทุกขกลา เจ็บแสบ อันเกิดแตความพยายาม พึงหยุดไดเอง เมื่อเปนเชนนี้ พวกนิครนถผูมีอายุก็ควร กลาวไดวา บุคคลเรานี้ยอมเสวยเวทนาอยางใดอยางหนึง ่ เปนสุขก็ดี เปนทุกขก็ดี มิใชทุกขมิใชสุขก็ดี ทั้งหมด นั้นเปนเพราะเหตุแหงกรรมที่ตนทําไวในกาลกอน หมด กรรมเกาดวยตบะ และเพราะการไมทํากรรมใหม กระแสแหงกรรมตอไปก็ไมมี เพราะกระแสแหงกรรม ตอไปไมมี ก็สิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรม ก็สิ้นทุกข เพราะสินทุกข ก็สิ้นเวทนา เพราะสินเวทนา ทุกขทั้งปวง ้ ้ ก็สูญสิ้นไป ดังนี้. ทานผูเปนนิครนถ ท. ! ก็เพราะเหตุที่ สมัยใด พวกทานมีความพยายามแรงกลา มีความเพียรแรงกลา สมัยนั้น พวกทานจึงเสวยเวทนา อันเปนทุกขกลาเจ็บ
  • 74. แกกรรม ? ๖๗ แสบ อันเกิดแตความพยายามแรงกลา แตสมัยใด พวก ทานไมมีความพยายามแรงกลา ไมมีความเพียรแรงกลา สมัยนั้น พวกทานจึงไมเสวยเวทนาอันเปนทุกขกลา เจ็บ แสบ อันเกิดแตความพยายามแรงกลา พวกทานนั้น เสวยเวทนาอันเปนทุกขกลา เจ็บแสบ อันเกิดแตความ เพียรเองทีเดียว ยอมเชื่อผิดไป เพราะอวิชชา คือความ ไมรู เพราะความหลงวา บุคคลเรานี้ยอมเสวยเวทนา อยางใดอยางหนึ่ง เปนสุขก็ดี เปนทุกขก็ดี มิใชทุกข มิใชสุขก็ดี ขอนั้นทั้งหมดเปนเพราะเหตุแหงกรรมที่ตน ทําไวในกาลกอน ทั้งนี้ และวาเพราะหมดกรรมเกาดวย ตบะ และเพราะไมทํากรรมใหม กระแสแหงกรรม ตอไปก็ไมมี เพราะกระแสแหงกรรมตอไปไมมี ก็สิ้น กรรม เพราะสิ้นกรรม ก็สิ้นทุกข เพราะสิ้นทุกข ก็สิ้น เวทนา เพราะสิ้นเวทนา ทุกขทั้งปวงก็สูญสิ้นไป ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เรามีถอยคําและความเห็นแมอยางนี้ แล จึงไมเล็งเห็นการโตตอบ ถอยคําและความเห็นอัน ชอบดวยเหตุอะไรๆ ในพวกนิครนถ. ภิกษุ ท. ! เรากลาวกะพวกนิครนถนั้นตอไป
  • 75. ๖๘ พุทธวจน อีกอยางนี้วา ทานผูเปนนิครนถ ท. ! พวกทานจะสําคัญความ ขอนั้นเปนไฉน พวกทานจะพึงปรารถนาไดดังนี้หรือวา กรรมใดเปนของใหผลในปจจุบัน ขอกรรมนั้นจงเปน ของใหผลในอนาคต ดวยความพยายาม หรือดวยความ เพียรเถิด. พวกนิครนถนั้นกลาววา ทานผูมีอายุ ! ขอนี้หามิไดเลย. และพวกทา นจะพึ ง ปรารถนาได ดัง นี้ ห รือ วา กรรมใดเปนของใหผลในอนาคต ขอกรรมนั้นจงเปน ของใหผลในปจจุบัน ดวยความพยายามหรือดวยความ เพียรเถิด. ทานผูมีอายุ ! ขอนี้หามิไดเลย. ทานผูเปนนิครนถ ท. ! พวกทานจะสําคัญความ ขอนั้นเปนไฉน พวกทานจะพึงปรารถนาไดดังนีหรือวา ้ กรรมใดเปนของใหผลเปนสุข ขอกรรมนั้น จงเปนของ ใหผลเปนทุกข ดวยความพยายามหรือดวยความเพียรเถิด. ทานผูมีอายุ ! ขอนี้หามิไดเลย.
  • 76. แกกรรม ? ๖๙ และพวกทานจะพึงปรารถนาไดดังนี้หรือวากรรม ใดเปนของใหผลเปนทุกข ขอกรรมนั้นจงเปนของใหผล เปนสุข ดวยความพยายามหรือดวยความเพียรเถิด. ทานผูมีอายุ ! ขอนี้หามิไดเลย. ทานผูเปนนิครนถ ท. ! พวกทานจะสําคัญ ความ ขอนั้นเปนไฉน พวกทานจะพึงปรารถนาไดดังนี้ หรือวา กรรมใดเปนของใหผลเสร็จสิ้นแลว ขอกรรม นั้นอยาพึงใหผลเสร็จสิ้น ดวยความพยายามหรือดวย ความเพียรเถิด. ทานผูมีอายุ ! ขอนี้หามิไดเลย. และพวกทานจะพึงปรารถนาไดดังนีหรือวา กรรม ้ ใดเปนของใหผลยังไมเสร็จสิ้น ขอกรรมนั้นจงเปนของ ใหผลเสร็จสิ้น ดวยความพยายามหรือดวยความเพียรเถิด. ทานผูมีอายุ ! ขอนี้หามิไดเลย. ทานผูเปนนิครนถ ท. ! พวกทานจะสําคัญความ ขอนั้นเปนไฉน พวกทานจะพึงปรารถนาไดดังนีหรือวา ้ กรรมใดเปนของใหผลมาก ขอกรรมนั้นจงเปนของใหผล นอย ดวยความพยายามหรือดวยความเพียรเถิด.
  • 77. ๗๐ พุทธวจน ทานผูมีอายุ ! ขอนี้หามิไดเลย. และพวกทานจะพึงปรารถนาไดดังนีหรือวา กรรม ้ ใดเปนของใหผลนอย ขอกรรมนั้นจงเปนของใหผลมาก ดวยความพยายามหรือดวยความเพียรเถิด. ทานผูมีอายุ ! ขอนี้หามิไดเลย. ทานผูเปนนิครนถ ท. ! พวกทานจะสําคัญความ ขอนั้นเปนไฉน พวกทานจะพึงปรารถนาไดดังนีหรือวา ้ กรรมใดเปนของใหผล ขอกรรมนั้นจงเปนของอยาใหผล ดวยความพยายามหรือดวยความเพียรเถิด. ทานผูมีอายุ ! ขอนี้หามิไดเลย. และพวกทานจะพึงปรารถนาไดดังนีหรือวา กรรม ้ ใดเปนของไมใหผล ขอกรรมนั้นจงเปนของใหผล ดวย ความพยายามหรือดวยความเพียรเถิด. ทานผูมีอายุ ! ขอนี้หามิไดเลย. ทานผูเปนนิครนถ ท. ! เทาที่พูดกันมานี้เปนอัน วา พวกทานจะพึงปรารถนาไมได ดังนีวา กรรมใดเปน ้ ของใหผลในปจจุบัน ขอกรรมนั้นจงเปนของใหผลใน อนาคต ... วากรรมใดเปนของใหผลในอนาคต ขอ
  • 78. แกกรรม ? ๗๑ กรรมนั้นจงเปนของใหผลในปจจุบัน ... วากรรมใดเปน ของใหผลเปนสุข ขอกรรมนันจงเปนของใหผลเปนทุกข ... ้ วากรรมใดเปนของใหผลเปนทุกข ขอกรรมนั้นจงเปนของ ใหผลเปนสุข ... วากรรมใดเปนของใหผลเสร็จสิ้นแลว ขอกรรมนันอยาพึงใหผลเสร็จ ... วากรรมใดเปนของใหผล ้ ยังไมเสร็จสิ้น ขอกรรมนันจงเปนของใหผลเสร็จสิ้น ... ้ วากรรมใดเปนของใหผลมาก ขอกรรมนั้นจงเปนของ ใหผลนอย ... วากรรมใดเปนของใหผลนอย ขอกรรม นั้นจงเปนของใหผลมาก ... วากรรมใดเปนของใหผล ขอกรรมนั้นจงเปนของอยาใหผล ... วากรรมใดเปน ของไมใหผล ขอกรรมนั้นจงเปนของใหผล ดวยความ พยายามหรือดวยความเพียรเถิด เมื่อเปนเชนนี้ ความ พยายามของพวกนิครนถผูมีอายุก็ไรผล ความเพียรก็ ไรผล. ภิกษุ ท. ! พวกนิครนถมีถอยคํา และความเห็น อยางนี้ การกลาวกอนและการกลาวตาม ๑๐ ประการ อันชอบดวยเหตุของพวกนิครนถ ผูมีถอยคําและความ เห็นอยางนี้ยอมถึงฐานะนาตําหนิ .
  • 79. ๗๒ พุทธวจน ภิกษุ ท. ! ถ า หมู สัต วยอ มเสวยสุข และทุก ข เพราะเหตุแหงกรรมที่ตนทําไวในกอน พวกนิครนถตอง เปนผูทํากรรมชั่วไวกอนแน ในบัดนี้พวกเขาจึงไดเสวย เวทนาอันเปนทุกขกลา เจ็บแสบเห็นปานนี้ ถาหมูสัตว ยอมเสวยสุขและทุกข เพราะเหตุที่อิศวรเนรมิตให พวก นิครนถตองเปนผูถูกอิศวรชั้นเลวเนรมิตมาแน ในบัดนี้ พวกเขาจึงไดเสวยเวทนาอันเปนทุกขกลา เจ็บแสบ เห็น ปานนี้ ถาหมูสัตวยอมเสวยสุขและทุกข เพราะเหตุที่มี ความบังเอิญ พวกนิครนถตองเปนผูมีความบังเอิญชั่วแน ในบัดนี้ พวกเขาจึงไดเสวยเวทนาอันเปนทุกขกลาเจ็บ แสบเห็นปานนี้ ถาหมูสัตวยอมเสวยสุขและทุกข เพราะ เหตุแหงอภิชาติ พวกนิครนถตองเปนผูมีอภิชาติเลวแน ในบัดนี้ พวกเขาจึงไดเสวยเวทนาอันเปนทุกขกลา เจ็บ แสบเห็นปานนี้ ถาหมูสัตวยอมเสวยสุขและทุกข เพราะ เหตุแหงความพยายามในปจจุบัน พวกนิครนถตองเปน ผูมีความพยายามในปจจุบันเลวแน ในบัดนี้ พวกเขาจึงได เสวยเวทนาอันเปนทุกขกลาเจ็บแสบเห็นปานนี้. ภิกษุ ท. ! ถ า หมู สัต วยอ มเสวยสุข และทุก ข
  • 80. แกกรรม ? ๗๓ เพราะเหตุแหงกรรมที่ตนทําไวในกอน พวกนิครนถตอง นาตําหนิ ถาหมูสัตวไมไดเสวยสุขและทุกขเพราะเหตุ แหงกรรมที่ตนทําไวในกอน พวกนิครนถก็ตองนาตําหนิ ถาหมูสัตวยอมเสวยสุขและทุกข เพราะเหตุที่อิศวรเนรมิต ให พวกนิครนถตองนาตําหนิ ถาหมูสัตวไมไดเสวยสุข และทุกข เพราะเหตุที่อิศวรเนรมิตให พวกนิครนถก็ตอง นาตําหนิ ถาหมูสัตวยอมเสวยสุขและทุกข เพราะเหตุที่มี ความบังเอิญ พวกนิครนถตองนาตําหนิ ถาหมูสัตวไมได เสวยสุขและทุกข เพราะเหตุที่มีความบังเอิญ พวก นิครนถก็ตองนาตําหนิ ถาหมูสัตวยอมเสวยสุขและทุกข เพราะเหตุแหงอภิชาติ พวกนิครนถตองนาตําหนิ ถาหมู สัตวไมไดเสวยสุขและทุกข เพราะเหตุแหงอภิชาติ พวก นิครนถก็ตองนาตําหนิ ถาหมูสัตวยอมเสวยสุขและทุกข เพราะเหตุแหงความพยายามในปจจุบัน พวกนิครนถตอง นาตําหนิ ถาหมูสัตวไมไดเสวยสุขและทุกข เพราะเหตุ แหงความพยายามในปจจุบัน พวกนิครนถก็ตองนาตําหนิ. ภิกษุ ท. ! พวกนิครนถมีถอยคํา และความเห็น อยางนี้ การกลาวกอนและการกลาวตาม ๑๐ ประการ
  • 81. ๗๔ พุทธวจน อันชอบดวยเหตุของพวกนิครนถ ผูมีถอยคําและความเห็น อยางนี้ ยอมถึงฐานะนาตําหนิ. ภิกษุ ท. ! ความพยายามไรผล ความเพียรไร ผล อยางนีแล. ้ ภิกษุ ท. ! ก็อยางไร ความพยายามจึงจะมีผล ความเพียรจึงจะมีผล. ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไมเอาทุกขทับถมตนที่ไมมีทกขทับถม ๑ ุ ไมสละความสุขที่เกิดโดยธรรม ๑ ไมเปนผูหมกมุนในความสุขนั้น ๑ เธอยอมทราบชัดอยางนี้วา ถึงเรานี้จักยังมีเหตุ  แหงทุกข เมื่อเริ่มตั้งความเพียร วิราคะยอมมีได อนึ่ง ถึงเรานี้จะยังมีเหตุแหงทุกข เมื่อวางเฉย บําเพ็ญอุเบกขา อยู วิราคะก็ยอมมีได เธอนั้นจึงเริ่มตั้งความเพียร และ บําเพ็ญอุเบกขาอยู ดวยการทําเชนนี้ ทุกขนั้นก็เปนอัน เธอสลัดไดแลว. ภิกษุ ท. ! อีกประการหนึ่ง ภิกษุพิจารณาเห็น ดังนี้วา :-
  • 82. แกกรรม ? ๗๕ เมื่อเราอยูตามสบาย อกุศลธรรมยอมเจริญยิ่ง กุศลธรรมยอมเสื่อม แตเมื่อเราดํารงตนอยูในความลําบาก อกุศลธรรม  ยอมเสื่อม กุศลธรรมยอมเจริญยิ่ง อยากระนั้นเลย เราพึงดํารงตนอยูในความลําบาก เถิด เธอนั้นจึงดํารงตนอยูในความลําบาก เมื่อเธอดํารง  ตนอยูในความลําบากอยู อกุศลธรรมยอมเสื่อม กุศล ธรรมยอมเจริญยิ่ง สมัยตอมา เธอไมตองดํารงตนอยูใน  ความลําบากอีก เพราะเหตุวา ประโยชนที่เธอหวังนัน ้ สําเร็จแลวตามที่เธอประสงค. ภิกษุ ท. ! ความพยายามมีผล ความเพียรมีผล แมอยางนี้. อุปริ. ม. ๑๔/ ๗ / ๘.
  • 83. ๗๘ พุทธวจน ลัทธิที่เชื่อวาสุขและทุกข   เกิดจากกรรมเกาอยางเดียว  ภิกษุ ท. ! ลัทธิ ๓ ลัทธิเหลานี้มีอยู, เปนลัทธิ ซึ่งแมบัณฑิตจะพากันไตรตรอง จะหยิบขึ้นตรวจสอบ จะ หยิบขึ้นวิพากษวิจารณกนอยางไร แมจะบิดผันกันมา ั อยางไร ก็ชวนใหนอมไปเพื่อการไมประกอบกรรมที่ดี งามอยูนั่นเอง. ภิกษุ ท. ! ลัทธิ ๓ ลัทธินั้นเปนอยางไรเลา ? ๓ ลัทธิคือ :- (๑) สมณะและพราหมณบางพวก มีถอยคําและ ความเห็นวา “บุรุษบุคคลใด ๆ ก็ตามที่ไดรับสุข รับทุกข หรือไมใชสุขไมใชทุกข ทั้งหมดนั้น เปนเพราะกรรมที่ทํา ไวแตปางกอน” ดังนี.้ (๒) สมณะและพราหมณบางพวก มีถอยคําและ ความเห็นวา “บุรุษบุคคลใด ๆ ก็ตาม ที่ไดรับสุข รับทุกข หรือไมใชสุข ไมใชทุกขทงหมดนัน เปนเพราะการ ั้ ้ บันดาลของเจาเปนนาย” ดังนี้.
  • 84. แกกรรม ? ๗๙ (๓) สมณะและพราหมณบางพวก มีถอยคําและ ความเห็นวา “บุรุษบุคคลใด ๆ ก็ตามทีไดรับสุข หรือ ่ ไดรับทุกข หรือมิใชสุขมิใชทุกข ทั้งหมดนั้น ไมมีอะไร เปนเหตุ เปนปจจัยเลย” ดังนี.้ ภิกษุ ท. ! ในบรรดาลัทธิทั้ง ๓ นั้น สมณ- พราหมณพวกใดมีถอยคําและความเห็นวา “บุคคลไดรบ ั สุข หรือทุกข หรือไมใชสุขไมใชทุกข เพราะกรรมที่ทํา ไวแตปางกอนอยางเดียว” มีอยู, เราเขาไปหาสมณพราหมณเหลานั้นแลว สอบ ถามความที่เขายังยืนยันอยูดงนั้นแลว เรากลาวกะเขาวา ั “ถากระนั้น คนที่ฆาสัตว ... ลักทรัพย ... ประพฤติผิด พรหมจรรย ... พูดเท็จ ... พูดคําหยาบ ... พูดยุใหแตกกัน ... พูดเพอเจอ ... มีใจละโมบเพงเล็ง ... มีใจพยาบาท ... มี ความเห็นวิปริต เหลานี้ อยางใดอยางหนึ่ง (ในเวลานี้) นั่นก็ ตองเปนเพราะกรรมที่ทําไวแตปางกอน. เมื่อมัวแตถือเอากรรมที่ทําไวแตปางกอนมาเปน สาระสําคัญดังนี้แลว คนเหลานั้นก็ไมมีความอยากทํา หรือความพยายามทําในขอทีวา สิงนี้ควรทํา (กรณียกิจ) ่ ่
  • 85. ๘๐ พุทธวจน สิ่งนี้ไมควรทํา (อกรณียกิจ) อีกตอไป. เมื่อกรณียกิจและ อกรณียกิจ ไมถูกทําหรือถูกละเวนใหจริง ๆ จัง ๆ กันแลว คนพวกที่ไมมสติคุมครองตนเหลานั้น ก็ไมมีอะไรที่จะมา ี เรียกตนวาเปนสมณะอยางชอบธรรมได” ดังนี.้ ติก. อํ. ๒๐/๒๒๒/๕๐๑.
  • 86. แกกรรม ? ๘๑ ลัทธิที่เชื่อวาสุขและทุกข เกิดจากเทพเจาบันดาลให ภิกษุ ท. ! ในบรรดาลัทธิทั้ง ๓ นั้น สมณ- พราหมณพวกใดมีถอยคําและความเห็นวา “บุคคลไดรบ ั สุขหรือทุกข หรือไมใชสขไมใชทุกข ทั้งหมดนั้น เปน ุ เพราะอิศวรเนรมิตให (อิสฺสรนิมฺมานเหตูติ)” ดังนี้ มีอยู, เราเขาไปหาสมณพราหมณเหลานั้นแลว สอบถามความ ที่เขายังยืนยันอยูดังนันแลว เรากลาวกะเขาวา “ถา ้ กระนั้น (ในบัดนี) คนที่ฆาสัตว ... ลักทรัพย ... ประพฤติ ้ ผิดพรหมจรรย ... พูดเท็จ ... พูดคําหยาบ ... พูดยุใหแตก กัน ... พูดเพอเจอ ... มีใจละโมบเพงเล็ง ... มีใจพยาบาท มีความเห็นวิปริต เหลานี้อยางใดอยางหนึงอยู นั่นก็ตอง ่ เปนเพราะการเนรมิตของอิศวรดวย. ก็เมื่อมัวแตถือเอาการเนรมิตของอิศวร มาเปน สาระสําคัญดังนี้แลว คนเหลานั้นก็ไมมีความอยากทํา หรือความพยายามทําในขอทีวา สิ่งนี้ควรทํา (กรณียกิจ) ่ สิ่งนี้ไมควรทํา (อกรณียกิจ) อีกตอไป.
  • 87. ๘๒ พุทธวจน เมื่อกรณียกิจ และอกรณียกิจ ไมถูกทําหรือถูก ละเวนใหจริง ๆ จัง ๆ กันแลว คนพวกที่ไมมีสติคุมครอง ตนเหลานั้น ก็ไมมีอะไรที่จะมาเรียกตนวาเปนสมณะ อยางชอบธรรมได” ดังนี.้ ติก. อํ. ๒๐/๒๒๓/๕๐๑.
  • 88. แกกรรม ? ๘๓ ลัทธิที่เชื่อวาสุขและทุกขเกิดขึ้นเองลอยๆ ไมมีอะไรเปนเหตุ เปนปจจัย ภิกษุ ท. ! ในบรรดาลัทธิทั้งสามนั้น สมณ- พราหมณพวกใดมีถอยคําและความเห็นวา “บุคคลไดรับ สุข หรือทุกข หรือไมใชสุขไมใชทุกข ทั้งหมดนั้น ไมมี อะไรเปนเหตุเปนปจจัยเลย” ดังนี้ มีอยู, เราเขาไปหา สมณะและพราหมณเหลานันแลว สอบถามความที่เขา ้ ยังยืนยันอยูดังนั้นแลว เรากลาวกะเขาวา “ถากระนั้น (ในบัดนี) คนที่ฆาสัตว … ลักทรัพย … ประพฤติผิด ้ พรหมจรรย … พูดเท็จ … พูดคําหยาบ … พูดยุใหแตกกัน … พูดเพอเจอ … มีใจละโมบเพงเล็ง … มีใจพยาบาท … มีความเห็นวิปริต เหลานี้อยางใดอยางหนึงอยู นั่นก็ตอง ่ ไมมีอะไรเปนเหตุเปนปจจัยเลยดวย. ก็เมื่อมัวแตถือเอาความไมมอะไร เปนเหตุเปน ี ปจจัยเลย มาเปนสาระสําคัญดังนี้แลว คนเหลานั้นก็ไมมี ความอยากทํา หรือความพยายามทํา ในขอที่วาสิ่งนี้ควร ทํา (กรณียกิจ) สิ่งนี้ไมควรทํา (อกรณียกิจ) อีกตอไป.
  • 89. ๘๔ พุทธวจน เมื่อกรณียกิจและอกรณียกิจไมถูกทํา หรือถูก ละเวนใหจริง ๆ จัง ๆ กันแลว คนพวกที่ไมมีสติคุมครอง ตนเหลานั้น ก็ไมมีอะไรที่จะมาเรียกตน วาเปนสมณะ อยางชอบธรรมได.” ดังนี.้ ติก. อํ. ๒๐/๒๒๔/๕๐๑.
  • 90. แกกรรม ? ๘๕ เชื่อวา “กรรม” เกิดขึ้นเอง อันตรายอยางยิ่ง ภิกษุ ท. ! ในบรรดาผาทีทอดวยสิ่งที่เปนเสนๆ ่ กันแลว ผาเกสกัมพล (ผาทอดวยผมคน) นับวาเปนเลวที่สุด. ผาเกสกัมพลนี้ เมื่ออากาศหนาว มันก็เย็นจัด, เมื่อ อากาศรอน มันก็รอนจัด. สีก็ไมงาม กลินก็เหม็น เนื้อก็ ่ กระดาง ; ขอนี้เปนฉันใด, ภิกษุ ท. ! ในบรรดาลัทธิตาง ๆ ของเหลาปุถุ- สมณะ (สมณะอื่นทั่วไป) แลว ลัทธิมักขลิวาท นับวาเปน เลวที่สุด ฉันนัน. ้ ภิกษุ ท. ! มักขลิโมฆบุรุษนั้น มีถอยคําและ หลักความเห็นวา “กรรมไมมี, กิริยาไมม,ี ความเพียรไมม” ี (คือในโลกนี้ อยาวาแตจะมีผลกรรมเลย แมแตตัวกรรมเองก็ ไมมี, ทําอะไรเทากับไมทํา ในสวนของกิริยาและความเพียร ก็มีนัยเชนเดียวกัน).
  • 91. ๘๖ พุทธวจน ภิกษุ ท. ! แมพ ระอรหัน ตสัม มาสัม พุท ธเจา ทั้งหลายที่เคยมีแลวในอดีตกาลนานไกล ทานเหลานั้น ก็ลวนแตเปนผูกลาววา มีกรรม มีกิริยา มีวิริยะ. มักขลิ- โมฆบุรุษ ยอมคัดคานพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจานั้น วาไมมีกรรม ไมมีกิริยา ไมมีวิริยะ ดังนี้. ภิกษุ ท. ! แมพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา ทั้งหลายที่จักมีมาในอนาคตกาลนานไกลขางหนา ทาน เหลานั้นก็ลวนแตเปนผูกลาววา มีกรรม มีกิริยา มีวิริยะ. มักขลิโมฆบุรุษ ยอมคัดคานพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา เหลานั้น วา ไมมีกรรม ไมมีกิริยา ไมมวิริยะ ดังนี้. ี ภิกษุ ท. ! ในกาละนี้ แมเราเองผูเปนอรหันต- สัมมาสัมพุทธะก็เปนผูกลาววา มีกรรม มีกิริยา มีวิริยะ. มักขลิโมฆบุรุษยอมคัดคานเราวา ไมมีกรรม ไมมีกิริยา ไมมีวิริยะ ดังนี้. ภิกษุ ท. ! คนเขาวางเครื่องดักปลา ไวที่ปาก แมน้ํา ไมใชเพื่อความเกื้อกูล, แตเพื่อความทุกข ความ วอดวาย ความฉิบหาย แกพวกปลาทั้งหลาย ฉันใด ;
  • 92. แกกรรม ? ๘๗ มักขลิโมฆบุรุษเกิดขึ้นในโลก เปนเหมือนกับผู วางเครื่องดักมนุษยไว ไมใชเพื่อความเกื้อกูล, แตเพือ ่ ความทุกขความวอดวาย ความฉิบหาย แกสัตวทั้งหลาย เปนอันมาก ฉันนั้น. ติก. อํ. ๒๐/๓๖๙/๕๗๗.
  • 93. !
  • 94. #
  • 95. ๙๐ พุทธวจน ปฏิจจสมุปบาท ในฐานะเปนกฎสูงสุดของธรรมชาติ ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่งปฏิจจสมุปบาท (คือ ธรรมอันเปนธรรมชาติอาศัยกันแลวเกิดขึ้น) แกพวกเธอ ทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลาย จงฟงซึงปฏิจจสมุปบาทนั้น, ่ จงทําในใจใหสําเร็จประโยชน, เราจักกลาวบัดนี้ ... ภิกษุ ท. ! ก็ปฏิจจสมุปบาท เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! เพราะชาติเปนปจจัย ชรา มรณะ ยอมมี. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุที่ พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม,จะไมบังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนน ั้ ยอมตั้งอยูแลวนั่นเทียว ;  คือความตังอยูแหงธรรมดา (ธัมมัฏฐิตตา), ้  คือความเปนกฎตายตัวแหงธรรมดา (ธัมมนิยามตา), คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สงนี้เปนปจจัย สิ่งนี้สงนี้ ิ่ ิ่ จึงเกิดขึ้น (อิทัปปจจยตา).
  • 96. แกกรรม ? ๙๑ ตถาคต ยอมรูพรอมเฉพาะ ยอมถึงพรอมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น ; ครั้นรูพรอมเฉพาะแลว ถึงพรอม เฉพาะแลว, ยอมบอก ยอมแสดง ยอมบัญญัติ ยอมตั้งขึ้น ไว ยอมเปดเผย ยอมจําแนกแจกแจง ยอมทําใหเปน เหมือนการหงายของที่คว่ํา ; และไดกลาวแลวในบัดนีวา ้ “ภิกษุ ท. ! ทานทั้งหลายจงมาดู : เพราะชาติเปนปจจัย ชรามรณะยอมมี” ดังนี.้ ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้นอัน เปน ตถตา คือความเปนอยางนั้น, เปน อวิตถตา คือความไมผิดไปจากความเปนอยางนั้น, เปน อนัญญถตา คือความไมเปนไปโดยประการอื่น, เปน อิทัปปจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สงนี้เปน ิ่ ปจจัย สิ่งนี้สงนี้จึงเกิดขึน ; ิ่ ้ ภิกษุ ท. ! ธรรมนี้เราเรียกวา ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเปนธรรมชาติ อาศัยกันแลวเกิดขึ้น). นิทาน. สํ. ๑๖/๓๐/๖๑.
  • 97. ๙๒ พุทธวจน ความเกี่ยวของของ กิเลส กรรม และวิบากกรรม ภิกษุ ท. ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการเหลานี้ มี อยู เพื่อความเกิดขึ้นแหงกรรมทั้งหลาย. ๓ ประการเหลาไหนเลา ? ๓ ประการ คือ โลภะ (ความโลภ) เปนเหตุเพื่อความเกิดขึนแหง ้ กรรมทั้งหลาย, โทสะ (ความคิดประทุษราย) เปนเหตุเพือความ ่ เกิดขึ้นแหงกรรมทั้งหลาย, โมหะ (ความหลง) เปนเหตุเพื่อความเกิดขึนแหง ้ กรรมทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนเมล็ดพืชทั้งหลาย ที่ ไมแตกหัก ที่ไมเนา ที่ไมถูกทําลายดวยลมและแดด เลือกเอาแตเม็ดดี เก็บงําไวดี อันบุคคลหวานไปแลวใน พื้นที่ซึ่งมีปริกรรมอันกระทําดีแลว ในเนือนาดี. อนึง ้ ่
  • 98. แกกรรม ? ๙๓ สายฝนก็ตกตองตามฤดูกาล. ภิกษุ ท. ! เมล็ดพืชทั้งหลายเหลานั้น จะพึงถึง ซึ่งความเจริญ งอกงาม ไพบูลยโดยแนนอน, ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ขอนี้ก็ฉันนั้น คือ กรรมอันบุคคล กระทําแลวดวยโลภะ เกิดจากโลภะ มีโลภะเปนเหตุ มีโลภะเปนสมุทัย อันใด ; กรรมอันนั้น ยอมใหผลใน ขันธทั้งหลาย อันเปนที่บังเกิดแกอัตตภาพของบุคคลนั้น. กรรมนั้นใหผลในอัตตภาพใด เขายอมเสวยวิบากแหง กรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง ไมวาจะเปนไปอยางใน ทิฏฐธรรม (คือทันควัน) หรือวา เปนไปอยางในอุปปชชะ (คือในเวลาตอมา) หรือวา เปนไปอยางในอปรปริยายะ (คือ ในเวลาตอมาอีก) ก็ตาม. กรรมอันบุคคลกระทําแลวดวยโทสะ เกิดจาก โทสะ มีโทสะเปนเหตุ มีโทสะเปนสมุทัย อันใด ; กรรมอันนั้น ยอมใหผลในขันธทั้งหลายอันเปนที่บังเกิด แกอัตตภาพของบุคคลนั้น. กรรมนั้น ใหผลในอัตตภาพใด เขายอมเสวยวิบากแหงกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง ไมวา 
  • 99. ๙๔ พุทธวจน จะเปนไปอยางในทิฏฐธรรม หรือวา เปนไปอยางใน อุปปชชะ หรือวา เปนไปอยางในอปรปริยายะ ก็ตาม. กรรมอันบุคคลกระทําแลวดวยโมหะ เกิดจาก โมหะ มีโมหะเปนเหตุ มีโมหะเปนสมุทัยอันใด ; กรรม อันนั้น ยอมใหผลในขันธทั้งหลาย อันเปนที่บังเกิด แกอัตตภาพของบุคคลนั้น. กรรมนั้น ใหผลในอัตตภาพใด เขายอมเสวยวิบากแหงกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง ไมวา  จะเปนไปอยางในทิฏฐธรรม หรือวา เปนไปอยางใน อุปปชชะ หรือวา เปนไปอยางในอปรปริยายะ ก็ตาม. ภิกษุ ท. ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการ เหลานี้แล เปนไปเพื่อความเกิดขึ้นแหงกรรมทั้งหลาย.
  • 100. แกกรรม ? ๙๕ การกระทํากรรมทีเ่ ปนไปเพือการสิ้นกรรม ่ ภิกษุ ท. ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการ เหลานี้ มีอยู เพื่อความเกิดขึ้นแหงกรรมทั้งหลาย. ๓ ประการ เหลาไหนเลา ? ๓ ประการ คือ อโลภะ (ความไมโลภ) เปนเหตุเพื่อความเกิดขึ้น แหงกรรมทั้งหลาย, อโทสะ (ความไมคิดประทุษราย) เปนเหตุเพื่อ ความเกิดขึ้นแหงกรรมทั้งหลาย, อโมหะ (ความไมหลง) เปนเหตุเพื่อความเกิดขึ้น แหงกรรมทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนเมล็ดพืชทั้งหลาย ที่ไม แตกหัก ที่ไมเนา ที่ไมถกทําลายดวยลมและแดด เลือก ู เอาแตเม็ดดี เก็บงําไวด.ี บุรุษพึงเผาเมล็ดพืชเหลานั้น ดวยไฟ ครั้นเผาดวยไฟแลว พึงกระทําใหเปนผงขี้เถา ; ครั้นกระทําใหเปนผงขี้เถาแลว พึงโปรยไปในกระแสลม
  • 101. ๙๖ พุทธวจน อันพัดจัด หรือวาพึงลอยไปในกระแสน้ําอันเชี่ยวในแมนา.้ํ เมล็ดพืชทั้งหลายเหลานั้นเปนพืชมีมูลอันขาดแลว ถูก กระทําใหเหมือนตาลมีขวยอดอันดวน ทําใหถึงความไมมี ั้ มีอันไมเกิดขึ้นตอไปเปนธรรมดา โดยแนนอน, นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! กรรมอันบุคคลกระทําแลวดวยอโลภะ เกิดจากอโลภะ มีอโลภะเปนเหตุ มีอโลภะเปนสมุทัย อันใด ; เพราะปราศจากโลภะเสียแลว, ดวยอาการอยางนี้เอง กรรมอันนั้น ยอมเปนกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแลว มีราก อันถอนขึ้นแลว ถูกกระทําใหเหมือนตาลมีขั้วยอดอันดวน ทําใหถึงความไมมี มีอันไมเกิดขึ้นตอไปเปนธรรมดา. ภิกษุ ท. ! กรรมอันบุคคลกระทําแลวดวยอโทสะ เกิดจากอโทสะ มีอโทสะเปนเหตุ มีอโทสะเปนสมุทัย อันใด ; เพราะปราศจากโทสะเสียแลว, ดวยอาการอยางนี้เอง กรรมอันนั้น ยอมเปนกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแลว มีราก อันถอนขึ้นแลว ถูกกระทําใหเหมือนตาลมีขั้วยอดอันดวน ทําใหถึงความไมมี มีอันไมเกิดขึ้นตอไปเปนธรรมดา. ภิกษุ ท. ! กรรมอันบุคคลกระทําแลวดวยอโมหะ เกิดจากอโมหะ มีอโมหะเปนเหตุ มีอโมหะเปนสมุทัย
  • 102. แกกรรม ? ๙๗ อันใด ; เพราะปราศจากโมหะเสียแลว, ดวยอาการอยางนี้เอง กรรมอันนัน ยอมเปนกรรมอันบุคคลนันละขาดแลว มีราก ้ ้ อันถอนขึ้นแลว ถูกกระทําใหเหมือนตาลมีขั้วยอดอันดวน ทําใหถึงความไมมี มีอันไมเกิดขึ้นตอไปเปนธรรมดา. ภิกษุ ท. ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการเหลานี้แล เปนไปเพื่อความเกิดขึ้นแหงกรรมทั้งหลาย. ติก. อํ. ๒๐/๑๗๑/๔๗๓.
  • 103. ๙๘ พุทธวจน ผูฉลาดในเรื่องกรรม บุคคลเปนพราหมณเพราะชาติ (กําเนิด) ก็หา มิได ; จะมิใชพราหมณเพราะชาติกหามิได : ็ บุคคลเปนพราหมณ เพราะกรรม ; ไมเปนพราหมณ ก็เพราะกรรม. บุคคลเปนชาวนา ก็เพราะกรรม ; เปนศิลปน ก็เพราะกรรม, บุคคลเปนพอคา ก็เพราะกรรม ; เปนคนรับใช ก็เพราะกรรม, บุคคลแมเปนโจร ก็เพราะกรรม ; เปนนักรบ ก็เพราะกรรม, บุคคลเปนปุโรหิต ก็เพราะกรรม ; แมเปนพระราชา ก็เพราะกรรม, บัณฑิตทั้งหลาย ยอมเห็นซึ่งกรรมนั้น ตามที่ เปนจริงอยางนี้ ชื่อวา เปนผูเห็นซึ่งปฏิจจสมุปบาท เปนผูฉลาด ในเรื่องวิบากแหงกรรม.
  • 104. แกกรรม ? ๙๙ โลก ยอมเปนไปตามกรรม หมูสัตวยอมเปนไป ตามกรรม สัตวทั้งหลาย มีกรรมเปนเครื่องรึงรัด เหมือนลิ่ม สลักขันยึดรถที่กําลังแลนไปอยู ..... สุ.ขุ. ๒๕/๔๕๗/๓๘๒.
  • 105. ๑๐๐ พุทธวจน สิ่งที่ทําใหมีภพ “ขาแตพระองคผูเจริญ ! พระองคตรัสอยูวา ‘เครื่อง นําไปสูภพ เครื่องนําไปสูภพ’ ดังนี้, ก็เครื่องนําไปสูภพ เปนอยางไร ? พระเจาขา ! และความดับไมเหลือของเครื่อง นําไปสูภพนั้น เปนอยางไรเลา ? พระเจาขา !” ราธะ ! ฉันทะ (ความพอใจ) ก็ดี ราคะ (ความ กําหนัด) ก็ดี นันทิ (ความเพลิน) ก็ดี ตัณหา (ความทะยาน อยาก) ก็ดี และอุปายะ (กิเลสเปนเหตุ เขาไปสูภพ) และ อุปาทาน (ความถือมั่นดวยอํานาจกิเลส) อันเปนเครื่องตั้งทับ เครื่องเขาไปอาศัย และเครืองนอนเนื่องแหงจิตก็ดี ใด ๆ ่ ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และใน วิญญาณ ; กิเลสเหลานี้นี่เราเรียกวา ‘เครื่องนําไปสูภพ’ ความดับ ไ ม เ ห ลื อ ของเครื่อ งนํา ไปสูภ พมีไ ด เพราะความดับไมเหลือของกิเลส มีฉันทราคะเปนตน เหลานั้นเอง. ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๓๓/๓๖๘.
  • 106. แกกรรม ? ๑๐๑ เหตุเกิดของทุกข ถูกแลว ถูกแลว อานนท ! ตามที่สารีบุตรเมื่อ ตอบปญหาในลักษณะนั้นเชนนั้น, ชื่อวาไดตอบโดยชอบ : อานนท ! ความทุกขนั้น เรากลาววาเปนสิงที่่ อาศัยปจจัยอยางใดอยางหนึ่งแลวเกิดขึ้น (เรีย กวา ปฏิจจสมุปปนนธรรม). ความทุกขนน อาศัยปจจัย อะไรเลา ? ั้ ความทุกขนั้น อาศัยปจจัย คือ ผัสสะ, ผูกลาว อยางนี้แล ชื่อวา กลาวตรงตามที่เรากลาว ไมเปนการ กลาวตูเราดวยคําไมจริง ; แตเปนการกลาวโดยถูกตอง และสหธรรมิกบางคนที่กลาวตาม ก็จะไมพลอยกลายเปน ผูควรถูกติไป ดวย. อานนท ! ในบรรดาสมณพราหมณ ที่กลาว สอนเรื่องกรรมทั้งสี่พวกนั้น : สมณพราหมณ ที่กลาวสอนเรื่องกรรมพวกใด ยอมบัญญัติความทุกข วาเปนสิ่งที่ตนทําเอาดวยตนเอง,
  • 107. ๑๐๒ พุทธวจน แมความทุกขที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยงตองอาศัยผัสสะ ั เปนปจจัย จึงเกิดได ; สมณพราหมณ ที่กลาวสอนเรื่องกรรมพวกใด ยอมบัญญัติความทุกข วาเปนสิงที่ผูอื่นทําให, แมความ ่ ทุกขที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังตองอาศัยผัสสะ เปน ปจจัย จึงเกิดมีได ; สมณพราหมณ ที่กลาวสอนเรื่องกรรมพวกใด ยอมบัญญัติความทุกข วาเปนสิ่งทีตนทําเอาดวยตนเอง ่ ดวย ผูอื่นทําใหดวย, แมความทุกขที่พวกเขาบัญญัตินน ั้ ก็ยังตองอาศัยผัสสะ เปนปจจัย จึงเกิดมีได ; ถึงแมสมณพราหมณ ที่กลาวสอนเรื่องกรรมพวก ใด ยอมบัญญัติความทุกข วาเปนสิ่งทีไมใชทําเองหรือ ่ ใครทําใหก็เกิดขึ้นได ก็ตาม, แมความทุกขที่พวกเขา บัญญัตินั้น ก็ยังตองอาศัยผัสสะ เปนปจจัย จึงเกิดมีได อยูนั่นเอง. นิทาน. สํ. ๑๖/๔๐/๗๕.
  • 108. ๑๐๔ พุทธวจน ทําไมคนทีทําบาปกรรมอยางเดียวกัน ่ แตรับวิบากกรรมตางกัน ภิกษุ ท. ! ใครพึงกลาววา คนทํากรรมอยาง ใด ๆ ยอมเสวยกรรมนั้นอยางนั้น ๆ ดังนี้ เมื่อเปนอยาง นั้น การอยูประพฤติพรหมจรรยก็มีไมได ชองทางที่จะ ทําที่สุดทุกขโดยชอบก็ไมปรากฏ สวนใครกลาววาคนทํา กรรมอันจะพึงใหผลอยางใด ๆ ยอมเสวยผลของกรรมนั้น อยางนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเปนอยางนี้ การอยูประพฤติ พรหมจรรยยอมมีได ชองทางที่จะทําที่สดทุกขโดยชอบ ุ ก็ยอมปรากฏ. ภิกษุ ท. ! บาปกรรมแมประมาณนอย ที่บุคคล บางคนทําแลว บาปกรรมนั้นยอมนําเขาไปนรกได บาป กรรมประมาณนอย อยางเดียวกันนั้น บางคนทําแลว กรรมนั้นเปนทิฏฐธรรมเวทนียกรรม (ใหผลในภพปจจุบัน) ไมปรากฏผลมากตอไปเลย ? บาปกรรมแมประมาณนอย บุคคลชนิดไร ทํา
  • 109. แกกรรม ? ๑๐๕ แลว บาปกรรมนั้นจึงนําเขาไปนรกได ? บุคคลบางคนในโลกนี้ เปนผูมีกายมิไดอบรม มี ศีลมิไดอบรม มีจิตมิไดอบรม มีปญญามิไดอบรม มีคุณ ความดีนอย เปนอัปปาตุมะ (ผูมีใจคับแคบ ใจหยาบ ใจ ต่ําทราม) เปนอัปปทุกขวิหารี (มีปกติอยูเปนทุกขดวยเหตุ เล็กนอย คือเปนคนเจาทุกข) บาปกรรมแมประมาณนอย บุคคลชนิดนี้ทาแลว บาปกรรมนั้นยอมนําเขาไปนรก ได ํ บาปกรรมประมาณนอยอยางเดียวกัน. บุคคลชนิดไร ทําแลว กรรมนั้นจึงเปนทิฏฐ- ธรรมเวทนียกรรม ไมปรากฏผลมากตอไปเลย ? บุคคลบางคนในโลกนี้ เปนผูมีกายไดอบรมแลว มีศีลไดอบรมแลว มีจิตไดอบรมแลว มีปญญาไดอบรม แลว มีคุณความดีมาก เปนมหาตมะ (ผูมีใจกวางขวาง ใจ  บุญ ใจสูง) เปนอัปปมาณวิหารี (มีปกติอยูดวยธรรม อันหา ประมาณมิไดคือเปนคนไมมีหรือไมแสดงกิเลส ซึ่งจะเปนเหตุให บาปกรรมประมาณนอย เขาประมาณไดวาเปนคนดีแคไหน) อยางเดียวกันนั้น บุคคลชนิดนี้ทําแลวกรรมนั้นเปน ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไมปรากฏผลมาก ตอไปเลย.
  • 110. ๑๐๖ พุทธวจน ภิกษุ ท. ! ตา งวา คนใสเ กลือ ลงไปในถวยน้ํา เล็ก ๆ หนึ่งกอน ทานทั้งหลายจะสําคัญวากระไร น้ําอัน นอยในถวยน้ํานั้น จะกลายเปนน้ําเค็มไมนาดื่มไป เพราะ เกลือกอนนั้นใชไหม ? “เปนเชนนั้น พระพุทธเจาขา !” เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุวา น้ําในถวยน้ํานั้นมีนอย มันจึงเค็มได... เพราะเกลือกอนนั้น. ตางวา คนใสเกลือกอนขนาดเดียวกันนัน ลงไป ้ ในแมน้ําคงคา ทานทั้งหลายจะสําคัญวากระไร น้ําใน แมน้ําคงคานันจะกลายเปนน้ําเค็ม ดื่มไมไดเพราะเกลือ ้ กอนนั้นหรือ. “หามิได พระพุทธเจาขา !” เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุวา น้ําในแมน้ําคงคามีมาก น้ํานั้นจึงไมเค็ม... เพราะเกลือกอนนั้น. ฉันนั้นนันแหละ. ่ ภิกษุ ท.! บาปกรรมแมประมาณนอย บุคคล บางคนทําแลว บาปกรรมนั้นยอมนําไปนรกได สวน
  • 111. แกกรรม ? ๑๐๗ บาปกรรมประมาณนอยอยางเดียวกันนั้น บางคนทําแลว กรรมนั้นเปนทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไมปรากฏผลมาก ตอไปเลย... ภิกษุ ท. ! คนบางคนยอมผูกพันเพราะทรัพย แมกึ่งกหาปณะ... แม ๑ กหาปณะ... แม ๑๐๐ กหาปณะ สวนบางคนไมผูกพันเพราะทรัพยเพียงเทานั้น คนอยางไร จึงผูกพันเพราะทรัพยแมกึ่งกหาปณะ ฯลฯ คนบางคนใน โลกนี้เปนคนจน มีสมบัตนอย มีโภคะนอย คนอยางนี้ ิ ยอมผูกพันเพราะทรัพยแมกงกหาปณะ. ฯลฯ ึ่ คนอยางไร ไมผูกพันเพราะทรัพยเพียงเทานั้น ? คนบางคนในโลกนี้เปนผูมั่งคั่ง มีทรัพยมาก มี โภคะมาก คนอยางนี้ ยอมไมผูกพันเพราะทรัพยเพียง เทานั้น ฉันนั้นนั่นแหละ. ภิกษุ ท. ! บาปกรรมแมประมาณนอย บุคคล บางคนทําแลว บาปกรรมนั้นยอมนําเขาไปนรกได สวน บาปกรรมประมาณนอยอยางเดียวกันนั้น บุคคลบางคน ทําแลว กรรมนั้นเปนทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไมปรากฏ ผลมากตอไปเลย...
  • 112. ๑๐๘ พุทธวจน ภิกษุ ท. ! พรานแกะหรือ คนฆา แกะบางคน อาจฆา มัด ยางหรือทําตามประสงคซึ่งแกะที่ขโมยเขา มาได บางคนไมอาจทําอยางนั้น พรานแกะหรือคนฆา แกะเชนไร จึงอาจฆา มัด ยาง หรือทําตามประสงค ซึ่งแกะที่ขโมยเขามาได ? บางคนเปนคนยากจน มีสมบัตินอย มีโภคะนอย พรานแกะหรือคนฆาแกะเชนนี้ อาจฆา ฯลฯ ซึ่งแกะที่ ขโมยเขามาได. พรานแกะหรือคนฆาแกะเชนไร ไมอาจทําอยาง นั้น ? บางคนเปนผูมงคั่ง มีทรัพยมาก มีโภคะมาก เปน ั่ พระราชาหรือราชมหาอํามาตย พรานแกะหรือคนฆาแกะ เชนนี้ไมอาจทําอยางนั้น มีแตวาคนอืนจะประณมมือขอ ่ กะเขาวาทานผูนิรทุกข ทานโปรดใหแกะหรือทรัพยคาซื้อ  แกะแกขาพเจาบาง ดังนี้ฉนใด ฉันนั้นเหมือนกัน. ั ภิกษุ ท. ! บาปกรรมแมประมาณนอย บุคคล บางคนทําแลว บาปกรรมนั้นนําเขาไปนรกได สวน บาปกรรมประมาณนอยอยางเดียวกันนั้น บางคนทําแลว
  • 113. แกกรรม ? ๑๐๙ กรรมนั้นเปนทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไมปรากฏผลมาก ตอไปเลย... ภิกษุ ท. ! ใครกลาววา คนทํากรรมอยางใด ๆ ยอมเสวยกรรมนั้นอยางนั้น ๆ ดังนี้ เมื่อเปนอยางนัน ๆ ้ การอยูประพฤติพรหมจรรยยอมมีไมได ชองทางที่จะทํา  ที่สุดทุกขโดยชอบก็ไมปรากฏ สวนใครกลาววา คนทํากรรมอันจะพึงใหผล อยางใด ๆ ยอมเสวยผลของกรรมนั้นอยางนั้น ๆ ดังนี้ เมื่อเปนอยางนี้ การอยูประพฤติพรหมจรรยยอมมีได  ชองทางที่จะทําที่สุดทุกขโดยชอบก็ยอมปรากฏ. ติก. อํ. ๒๐/๓๒๐/๕๔๐.
  • 114. ๑๑๐ พุทธวจน เหตุที่ทําใหมนุษยเกิดมาแตกตางกัน สุภมาณพ โตเทยยบุตร ไดทูลถามพระผูมีพระภาค ดังนี้วา “ขาแตพระโคดมผูเจริญ ! อะไรหนอแล เปนเหตุ เปนปจจัยใหพวกมนุษยที่เกิดเปนมนุษยอยู ปรากฏความเลวและ ความประณีต คือ มนุษยทั้งหลายยอมปรากฏมีอายุสั้น มีอายุยืน มีโรคมาก มีโรคนอย มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณงาม มีศักดา นอย มีศักดามาก มีโภคะนอย มีโภคะมาก เกิดในสกุลต่ํา เกิดใน สกุลสูง ไรปญญา มีปญญา. ขาแตพระโคดมผูเจริญ ! อะไร หนอแล เปนเหตุ เปนปจจัย ใหพวกมนุษยที่เกิดเปนมนุษยอยู ปรากฏความเลวและความประณีต.” พระผูมีพระภาคตรัสวา มาณพ ! สัตวทั้งหลายมี กรรมเปนของตน เปนทายาทแหงกรรม มีกรรมเปน กําเนิด มีกรรมเปนเผาพันธุ มีกรรมเปนที่พึ่งอาศัย กรรมยอมจําแนกสัตวใหเลวและประณีตได. ขาพระองคยอมไมทราบเนื้อความโดยพิสดารของอุเทศ ที่พระโคดมผูเจริญตรัสโดยยอมิไดจําแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้ ได ขอพระโคดมผูเจริญ ! ไดโปรดแสดงธรรมแกขาพระองคโดย
  • 115. แกกรรม ? ๑๑๑ ประการที่ขาพระองคจะพึงทราบเนื้อความแหงอุเทศนี้โดยพิสดาร ดวยเถิด. มาณพ ! ถาอยางนั้น ทานจงฟง จงใสใจใหดี เราจะกลาวตอไป :- สุภมาณพ โตเทยยบุตร ทูลรับพระผูมีพระภาควา “ชอบแลว พระเจาขา !” พระผูมีพระภาคจึงไดตรัสดังนี้วา มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เปนผู มักทําชีวิตสัตวใหตกลวง เปนคนเหี้ยมโหด มีมือเปอน เลือดหมกมุนในการประหัตประหาร ไมเอ็นดูในเหลา สัตวมีชีวิต เขาตายไป จะเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนัน อันเขาใหพรั่งพรอม สมาทานไวอยางนี้ ้ หากตายไป ไมเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถามาเปน มนุษยเกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเปนคนมีอายุสั้น. มาณพ ! ปฏิปทาที่เปนไปเพื่อความมีอายุสั้น นี้ คือ เปนผูมักทําชีวิตสัตวใหตกลวง เปนคนเหี้ยมโหด  มีมือเปอนเลือด หมกมุนในการประหัตประหาร ไมเอ็นดู ในเหลาสัตวมชีวิต.ี
  • 116. ๑๑๒ พุทธวจน มาณพ ! สวนบุคคลบางคนในโลกนี้จะเปน สตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแลว เปนผูเวนขาด จากปาณาติบาต วางอาชญา วางศัสตราได มีความ ละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะหดวยความเกื้อกูลใน สรรพสัตวและภูตอยู เขาตายไป จะเขาถึงสุคติโลก สวรรค เพราะกรรมนั้น อันเขาใหพรั่งพรอมสมาทานไว อยางนี้ หากตายไป ไมเขาถึงสุคติโลกสวรรค ถามาเปน มนุษยเกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเปนคนมีอายุยน. ื มาณพ ! ปฏิปทาที่เปนไปเพื่อความมีอายุยืนนี้ คือ ละปาณาติบาตแลว เปนผูเวนขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศัสตราได มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะหดวยความเกื้อกูลในสรรพสัตวและภูตอยู. มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรี ก็ตาม บุรุษก็ตาม เปนผูมีปกติเบียดเบียนสัตวดวยฝามือ  หรือกอนดิน หรือทอนไม หรือศัสตรา เขาตายไป จะ เขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขา ใหพรั่งพรอม สมาทานไวอยางนี้ หากตายไปไมเขาถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถามาเปนมนุษยเกิด ณ ที่
  • 117. แกกรรม ? ๑๑๓ ใดๆ ในภายหลัง จะเปนคนมีโรคมาก. มาณพ ! ปฏิปทาที่เปนไปเพื่อความมีโรคมากนี้ คือ เปนผูมีปกติเบียดเบียนสัตวดวยฝามือ หรือกอนดิน หรือทอนไม หรือศัสตรา. มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรี ก็ตาม บุรุษก็ตาม เปนผูมีปกติไมเบียดเบียนสัตวดวยฝามือ  หรือกอนดิน หรือทอนไม หรือศัสตรา เขาตายไป จะ เขาถึงสุคติโลกสวรรค เพราะกรรมนั้น อันเขาให พรั่งพรอมสมาทานไวอยางนี้ หากตายไป ไมเขาถึงสุคติ โลกสวรรค ถามาเปนมนุษยเกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเปนคนมีโรคนอย. มาณพ ! ปฏิปทาที่เปนไปเพื่อความมีโรคนอย นี้ คือ เปนผูมีปกติไมเบียดเบียนสัตวดวยฝามือ หรือ กอนดิน หรือทอนไม หรือศัสตรา. มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรี ก็ตาม บุรุษก็ตาม เปนคนมักโกรธ มากดวยความแคนเคือง ถูกเขาวาเล็กนอยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท มาดราย ทําความโกรธ ความราย และความขึ้งเคียดใหปรากฏ
  • 118. ๑๑๔ พุทธวจน เขาตายไป จะเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะ กรรมนั้น อันเขาใหพรั่งพรอมสมาทานไวอยางนี้ หาก ตายไป ไมเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถามาเปน มนุษยเกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเปนคนมีผิวพรรณ ทราม. มาณพ ! ปฏิปทาที่เปนไปเพื่อความมีผวพรรณ ิ ทรามนี้ คือ เปนคนมักโกรธ มากดวยความแคนเคือง ถูกเขาวาเล็กนอยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท มาดราย ทําความโกรธ ความราย และความขึ้งเคียดใหปรากฏ. มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรี ก็ตาม บุรุษก็ตาม เปนคนไมมักโกรธ ไมมากดวย ความแคนเคือง ถูกเขาวามากก็ไมขัดใจ ไมโกรธเคือง ไมพยาบาท ไมมาดราย ไมทําความโกรธ ความราย และ ความขึ้งเคียดใหปรากฏ เขาตายไป จะเขาถึงสุคติโลก สวรรค เพราะกรรมนั้น อันเขาใหพรั่งพรอม สมาทานไว อยางนี้ หากตายไป ไมเขาถึงสุคติโลกสวรรค ถามาเปน มนุษย เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเปนคนนาเลื่อมใส. มาณพ ! ปฏิปทาที่เปนไปเพื่อความเปน ผู
  • 119. แกกรรม ? ๑๑๕ นาเลื่อมใสนี้ คือ เปนคนไมมักโกรธ ไมมากดวย ความแคนเคือง ถูกเขาวามากก็ไมขัดใจ ไมโกรธเคือง ไมพยาบาท ไมมาดราย ไมทําความโกรธ ความราย ความขึ้งเคียดใหปรากฏ. มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรี ก็ตาม บุรุษก็ตาม มีใจริษยา ยอมริษยา มุงราย ผูกใจ อิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว และการบูชาของคนอื่น เขาตายไป จะเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาใหพรั่งพรอม สมาทานไวอยางนี้ หากตายไปไมเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถามาเปนมนุษยเกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเปนคนมีศกดานอย. ั มาณพ ! ปฏิปทาที่เปนไปเพื่อความมีศักดา นอยนี้ คือ มีใจริษยา ยอมริษยา มุงราย ผูกใจอิจฉา ในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว และ การบูชาของคนอื่น. มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรี ก็ตาม บุรุษก็ตาม เปนผูมีใจไมริษยา ยอมไมริษยา
  • 120. ๑๑๖ พุทธวจน ไมมุงราย ไมผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว และการบูชาของคนอื่น เขาตายไป จะเขาถึงสุคติ โลกสวรรค เพราะกรรมนั้น อันเขาให พรั่งพรอม สมาทานไวอยางนี้ หากตายไปไมเขาถึงสุคติ โลกสวรรค ถามาเปนมนุษยเกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเปนคนมีศกดามาก. ั มาณพ ! ปฏิปทาที่เปนไปเพื่อความมีศักดา มากนี้ คือ มีใจไมริษยา ยอมไมริษยา ไมมุงราย ไมผูกใจ อิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว และการบูชาของคนอื่น. มาณพ ! บุค คลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรี ก็ตาม บุรุษก็ตาม ยอมไมเปนผูใหขาว น้ํา ผา ยาน ดอกไม ของหอม เครื่องลูบไล ที่นอน ที่อาศัย เครื่อง ตามประทีปแกสมณะหรือพราหมณ เขาตายไป จะเขาถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาใหพรั่ง พรอม สมาทานไวอยางนี้ หากตายไปไมเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถามาเปนมนุษยเกิด ณ ที่ใดๆ ใน ภายหลังจะเปนคนมีโภคะนอย.
  • 121. แกกรรม ? ๑๑๗ มาณพ ! ปฏิปที่เปนไปเพื่อความมีโภคะนอย นี้ คือ ไมใหขาว น้ํา ผา ยาน ดอกไม ของหอม เครื่องลูบไล ที่นอน ที่อยูอาศัย เครื่องตามประทีป แกสมณะหรือพราหมณ. มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรี ก็ตาม บุรุษก็ตาม ยอมเปนผูใหขาว น้ํา ผา ยาน ดอกไม ของหอม เครื่องลูบไล ที่นอน ที่อยูอาศัย เครื่องตาม ประทีปแกสมณะหรือพราหมณ เขาตายไป จะเขาถึงสุคติ โลกสวรรค เพราะกรรมนั้น อันเขาใหพรั่งพรอมสมาทาน ไวอยางนี้ หากตายไป ไมเขาถึงสุคติโลกสวรรค ถามา เปนมนุษยเกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเปนคนมีโภคะ มาก. มาณพ ! ปฏิปที่เปนไปเพื่อความมีโภคะมาก นี้ คือ ใหขาว น้ํา ผา ยาน ดอกไม ของหอม เครื่อง  ลูบไล ที่นอน ที่อยูอาศัย เครื่องตามประทีป แกสมณะ หรือพราหมณ. มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรี ก็ตาม บุรุษก็ตาม เปนคนกระดางเยอหยิง ยอมไมกราบ ่
  • 122. ๑๑๘ พุทธวจน ไหวคนที่ควรกราบไหว ไมลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไมให อาสนะแกคนที่สมควรแกอาสนะ ไมใหทางแกคน ที่สมควรแกทาง ไมสักการะคนที่ควรสักการะ ไมเคารพ คนที่ควรเคารพ ไมนับถือคนที่ควรนับถือ ไมบูชาคนที่ ควรบูชา เขาตายไป จะเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนัน อันเขาใหพรั่งพรอม สมาทานไวอยางนี้ ้ หากตายไป ไมเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถามา เปนมนุษยเกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเปนคนเกิดใน สกุลต่ํา. มาณพ ! ปฏิป ทาที่เ ปน ไปเพื่อ ความเกิดใน สกุลต่ํานี้ คือ เปนคนกระดาง เยอหยิ่ง ยอมไมกราบไหว คนที่ควรกราบไหว ไมลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไมใหอาสนะ แกคนที่สมควรแกอาสนะ ไมใหทางแกคนที่สมควร แกทาง ไมสักการะคนที่ควรสักการะ ไมเคารพคนที่ควร เคารพ ไมนับถือคนที่ควรนับถือ ไมบูชาคนที่ควรบูชา. มาณพ ! บุค คลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรี ก็ตาม บุรุษก็ตาม เปนคนไมกระดาง ไมเยอหยิ่ง ยอม กราบไหวคนที่ควรกราบไหว ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ให
  • 123. แกกรรม ? ๑๑๙ อาสนะแกคนที่สมควรแกอาสนะ ใหทางแกคนที่สมควร แกทาง สักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา เขาตายไป จะเขาถึงสุคติโลกสวรรค เพราะกรรมนั้น อันเขาให พรั่งพรอม สมาทานไวอยางนี้ หากตายไป ไมเขาถึงสุคติ โลกสวรรค ถามาเกิด เปน มนุษ ยเ กิด ณ ที่ใ ดๆ ใน ภายหลัง จะเปนคนเกิดในสกุลสูง. มาณพ ! ปฏิป ทาที่เ ปน ไปเพื่อ ความเกิดใน สกุลสูงนี้ คือ เปนคนไมกระดาง ไมเยอหยิ่ง ยอมกราบ ไหวคนที่ควรกราบไหว ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ใหอาสนะ แกคนที่สมควรแกอาสนะ ใหทางแกคนที่สมควรแกทาง สักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือ คนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา. มาณพ ! บุค คลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรี ก็ต าม บุรุษ ก็ต าม ยอ มไมเ ปน ผู เ ขา ไปหาสมณะหรือ พราหมณแลวสอบถามวา อะไรเปนกุศล อะไรเปนอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไมมีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไมควร เสพ อะไรเมื่อทํา ยอมเปนไปเพื่อความไมเกื้อกูล เพื่อ
  • 124. ๑๒๐ พุทธวจน ความทุก ขสิ้น กาลนาน หรือวาอะไรเมื่อทํายอมเปนไป เพื่อประโยชนเกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน เขาตาย ไป จะเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาใหพรั่งพรอม สมาทานไวอยางนี้ หากตายไป ไมเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถามาเปนมนุษย เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเปนคนมีปญญาทราม. มาณพ ! ปฏิปทาที่เปนไปเพื่อความมีปญญา ทรามนี้ คือ ไมเปนผูเขาไปหาสมณะหรือพราหมณแลว สอบถามวาอะไร เปนกุศล อะไรเปนอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไมมีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไมควรเสพ อะไร เมื่อทํายอมเปนไปเพื่อความไมเกื้อกูล เพื่อความทุกขสิ้น กาลนาน หรือวา อะไรเมื่อทํายอมเปนไปเพื่อประโยชน เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน . มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรี ก็ตาม บุรุษก็ตาม ยอมเปนผูเขาไปหาสมณะหรือ พราหมณแลวสอบถามวา อะไรเปนกุศล อะไรเปนอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไมมีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไมควร เสพ อะไรเมือทํา ยอมเปนไปเพื่อไมเกื้อกูล เพื่อทุกขสิ้น ่
  • 125. แกกรรม ? ๑๒๑ กาลนาน หรือวาอะไรเมื่อทํายอมเปนไปเพื่อประโยชน เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน เขาตายไป จะเขาถึง สุคติโลกสวรรค เพราะกรรมนั้น อันเขาใหพรั่งพรอม สมาทานไวอยางนี้ หากตายไป ไมเขาถึงสุคติโลกสวรรค ถามาเปนมนุษยเกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเปนคนมี ปญญามาก. มาณพ ! ปฏิปทาที่เปนไปเพื่อความมีปญญา มากนี้ คือ เปนผูเขาไปหาสมณะหรือพราหมณแลว สอบถามวา อะไรเปนกุศล อะไรเปนอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไมมีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไมควรเสพ อะไร เมื่อทํายอมเปนไปเพื่อความไมเกื้อกูล เพื่อความทุกขสิ้น กาลนาน หรือวา อะไรเมื่อทํายอมเปนไปเพื่อประโยชน เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน . มาณพ ! ดวยประการฉะนี้แล ปฏิปทาที่ เปนไปเพื่อความมีอายุสั้น ยอมนําเขาไปสูความเปนคนมี อายุสั้น ปฏิปทาที่เปนไปเพื่อความมีอายุยืน ยอมนําเขา ไปสูความเปนคนมีอายุยน ปฏิปทาเปนไปเพื่อความมี ื โรคมาก ยอมนําเขาไปสูความเปนคนมีโรคมาก ปฏิปทา
  • 126. ๑๒๒ พุทธวจน ที่เปนไปเพื่อความมีโรคนอย ยอมนําเขาไปสูความเปน คนมีโรคนอย ปฏิปทาที่เปนไปเพื่อความมีผิวพรรณทราม ยอมนําเขาไปสูความเปนคนมีผิวพรรณทราม ปฏิปทาที่ เปนไปเพื่อความเปนผูนาเลือมใส ยอมนําเขาไปสูความ ่ เปนคนนาเลื่อมใส ปฏิปทาที่เปนไปเพื่อความมีศักดานอย ยอมนําเขาไปสูความเปนคนมีศักดานอย ปฏิปทาที่เปนไป เพื่อความมีศักดามาก ยอมนําเขาไปสูความเปนคนมีศักดา มาก ปฏิปทาที่เปนไปเพื่อความมีโภคะนอย ยอมนําเขา ไปสูความเปนคนมีโภคะนอย ปฏิปทาที่เปนไปเพื่อความ มีโภคะมาก ยอมนําเขาไปสูความเปนคนมีโภคะมาก ปฏิปทาทีเ่ ปนไปเพื่อความเกิดในสกุลต่ํา ยอมนําเขาไปสู ความเปนคนเกิดในสกุลต่ํา ปฏิปทาทีเ่ ปนไปเพื่อความเกิด ในสกุลสูง ยอมนําเขาไปสูความเปนคนเกิดในสกุลสูง. ปฏิปทาทีเ่ ปนไปเพื่อความมีปญญาทราม ยอมนําเขาไปสู ความเปนคนมีปญญาทราม ปฏิปทาที่เปนไปเพือความมี ่ ปญญามาก ยอมนําเขาไปสูความเปนคนมีปญญามาก.  มาณพ ! สัตวทั้งหลาย มีกรรมเปนของตน เปนทายาทแหงกรรม มีกรรมเปนกําเนิด มีกรรมเปน
  • 127. แกกรรม ? ๑๒๓ เผาพันธุ มีกรรมเปนที่พึ่งอาศัย กรรมยอมจําแนกสัตว ใหเลวและประณีต. เมื่อพระผูมีพระภาคตรัสแลวอยางนี้ สุภมาณพ โตเทยยบุตรไดกราบทูลพระผูมีพระภาคดังนี้ วา :- “แจมแจงแลว พระเจาขา ! แจมแจงแลว พระเจาขา ! พระโคดมผูเจริญทรงประกาศธรรมโดยปริยายมิใชนอย เปรียบ เหมือนหงายของที่คว่ํา หรือเปดของที่ปด หรือบอกทางแกคน หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ดวยหวังวาผูมีตาดีจักเห็นรูป ไดฉะนั้น ขาพระองคนี้ขอถึงพระโคดมผูเจริญ พระธรรม และ พระภิกษุสงฆ วาเปนสรณะ. ขอพระโคดมผูเจริญ ! จงทรงจํา ขาพระองควาเปนอุบาสก ผูถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแตบัดนี้เปน ตนไป”. อุปริ. ม. ๑๔/ ๓๗๖ /๕๗๙.
  • 128. ๑๒๔ พุทธวจน เกี่ยวกับบุรพกรรม ของการไดลักษณะของมหาบุรุษ และการบําเพ็ญบารมีในอดีตชาติ ภิกษุ ท. ! พวกฤาษีภายนอกจํามนตมหาปุริส- ลักขณะไดกจริง แตหารูไมวาการที่มหาบุรุษไดลักขณะ ็  อันนี้ ๆ เพราะทํากรรมเชนนี้ ๆ : ก. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน ในภพทีอยูอาศัยกอน ไดเปนผูบากบั่นในกุศล ถือ ่ มั่นในกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต, ในการบริจาคทาน การสมาทานศีล การรักษาอุโบสถ การปฏิบัติมารดา บิดา การปฏิบัติสมณพราหมณ การออนนอมตอผูเจริญ ในตระกูล และในอธิกุศลธรรมอื่น. เพราะไดกระทํา ได สรางสม ไดพอกพูน ไดมวสุมกรรมนั้น ๆ ไว, ภายหลัง ั่ แตการตาย เพราะกายแตก ยอมเขาถึงสุคติโลกสวรรค. ตถาคตนั้นถือเอาในเทพเหลาอื่นโดยฐานะ ๑๐ คือ อายุ
  • 129. แกกรรม ? ๑๒๕ ทิพย วรรณะทิพย สุขทิพย ยศทิพย อธิบดีทิพย รูปทิพย เสียงทิพย กลิ่นทิพย รสทิพย สัมผัสทิพย ; ครั้นจุติจากภพ นั้น มาสูความเปนมนุษยอยางนี้ จึงไดมหาปุริสลักขณะ ขอนี้คือ มีฝาเทาเสมอ จดลงก็เสมอ ยกขึนก็เสมอฝาเทา ้ ถูกตองพื้นพรอมกัน ... ลักขณะที่๑, ยอมเปนผูไม หวาดหวั่นตอขาศึกทั้งภายในและภายนอก คือราคะ โทสะ โมหะ ก็ตาม สมณะพราหมณ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ก็ตาม ในโลก ที่เปนศัตรู. ข. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน ...๑ ไดเปนผูนําสุขมาใหแกมหาชนเปนผูบรรเทาภัย คือความสะดุงหวาดเสียว จัดการคุมครองรักษา โดยธรรม ไดถวายทานมีเครื่องบริวาร. เพราะไดกระทํา...กรรมนั้นๆ ไว ... ครั้นมาสูความเปนมนุษยอยางนี้ จึงไดมหาปุรส- ิ ลักขณะขอนี้คอภายใตฝาเทามีจักรทั้งหลายเกิดขึ้น มีซี่ตั้ง ื พัน พรอมดวยกงและดุม บริบูรณดวยอาการทั้งปวง _________________________ ๑. ที่ละไวดวยจุด....ดังนี้ ทุกแหงหมายความวา คําที่ละไวนนซ้ํากันเหมือน ั้ ในขอ (ก) ขางบน. เติมเอาเองก็ได แมไมเติมก็ไดความเทากัน.
  • 130. ๑๒๖ พุทธวจน มีระยะอันจัดไวดวยดี .... ลักขณะที่ ๒, ยอมเปนผูมี   บริวารมาก, ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย อสูร นาค คนธรรพ ยอมเปนบริวารของตถาคต. ค. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน ... ไดเปนผูเวนจากปาณาติบาต วางแลวซึ่งศัสตรา และอาชญา มีความละอาย เอ็นดู กรุณาเกื้อกูลแกสัตวมี ชีวิตทั้งปวง. เพราะ ... กรรมนั้น ๆ ครั้นมาสูความเปน มนุษยอยางนี้ จึงไดมหาปุริสลักขณะทั้ง ๓ ขอนี้ คือ มี สนยาว มีขอนิ้วยาว มีกายตรงดุจกายพรหม ... ลักขณะที่ ๓,๔,๑๕, ยอมเปนผูมชนมายุยนยาวตลอดกาลนาน ; ี ื สมณะหรือพราหมณ เทวดา มาร พรหม ก็ตาม หรือ ใคร ๆ ที่เปนศัตรู ไมสามารถปลงชีวิตตถาคตเสียใน ระหวางได. ง. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน ไดเปนผูใหทานของควรเคี้ยว ควรบริโภค ควรลิ้ม  ควรจิบ ควรดืม มีรสอันประณีต. เพราะ … กรรมนั้น ๆ.. ่ ครั้นมาสูความเปนมนุษยอยางนี้แลว จึงไดมหาปุริสลักขณะ ขอนี้คือ มีเนือนูนหนาในที่ ๗ แหง คือที่มือทั้งสอง ้
  • 131. แกกรรม ? ๑๒๗ ที่เทาทั้งสอง ที่บาทั้งสองและที่คอ… ลักขณะที่ ๑๖, ยอม ไดของควรเคียว ควรบริโภค ควรลิ้ม ควรจิบ ควรดื่ม ้ อันมีรสประณีต. จ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน ... ไดสงเคราะหผูอื่นดวยสังคหวัตถุทั้งสี่ คือ การให สิ่งของ วาจาที่ไพเราะ การประพฤติประโยชนผูอื่น และ ความมีตนเสมอกัน. เพราะ ... กรรม นั้น ๆ ...ครั้นมาสู ความเปนมนุษยอยางนี้แลว จึงไดมหาปุริสลักขณะ ๒ ขอ นี้คือ มีมือและเทาออนนุม มีลายฝามือฝาเทาดุจตาขาย .... ลักขณะที่ ๕,๖, ยอมเปนผูสงเคราะหบริษัท คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย อสูร นาค คนธรรพ ยอมไดรับความสงเคราะหจากตถาคต. ฉ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน ... ไดเปนผูกลาววาจาประกอบดวยอรรถดวยธรรม แนะนําชนเปนอันมาก เปนผูนําประโยชนสุขมาใหแก ชนทั้งหลาย ตนเองก็เปนผูบูชาธรรม. เพราะ ...กรรม นั้น ๆ ... ครั้นมาสูความเปนมนุษยอยางนี้ จึงไดมหา- ปุริสลักขณะ ๒ ขอนี้ คือ มีขอเทาสูงมีปลายขนชอน
  • 132. ๑๒๘ พุทธวจน ขึ้น .... ลักขณะที่ ๗,๑๔, ยอมเปนผูเลิศประเสริฐเยี่ยม สูงกวาสัตวทงหลาย. ั้ ช. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน ... ไดเปนผูบอกศิลปวิทยา ขอประพฤติ ดวยความ เคารพ ดวยหวังวาสัตวเหลานั้นพึงรูไดรวดเร็ว พึงปฏิบัติ ไดรวดเร็ว ไมพึงเศราหมองสิ้นกาลนาน. เพราะ ... กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมาสูความเปนมนุษยอยางนี้ จึงได มหาปุริสลักขณะขอนี้คือ มีแขงดังแขงเนื้อ … ลักขณะ ที่ ๘, ยอมไดวัตถุอันควรแกสมณะ เปนองคแหงสมณะ เปนเครื่องอุปโภคแกสมณะ โดยเร็ว. ซ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน ... ไดเปนผูเขาไปหาสมณพราหมณแลวสอบถามวา “ทานผูเจริญ ! อะไรเปนกุศล อะไรเปนอกุศล อะไรมี โทษ อะไรไมมีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไมควรเสพ ทํา อะไรไมมีประโยชน เปนทุกขไปนาน ทําอะไรมี ประโยชน เปนสุขไปนาน. เพราะ ... กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมาสูความเปนมนุษยอยางนี้ จึงไดมหาปุริสลักขณะ ขอนี้คือมีผิวละเอียดออน ธุลีไมติดอยูได ... ลักขณะที่ ๑๒,
  • 133. แกกรรม ? ๑๒๙ ยอมเปนผูมปญญาใหญ มีปญญาหนาแนน มีปญญา ี  เครื่องปลื้มใจ ปญญาแลนปญญาแหลม ปญญาแทง ตลอด, ไมมีสัตวอื่นเสมอหรือยิ่งไปกวา. ฌ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน ... ไดเปนผูไมมักโกรธ ไมมากไปดวยความแคน แม ชนเปนอันมาก วากลาวเอา ก็ไมเอาใจใส ไมโกรธ ไม พยาบาท ไมคุมแคน ไมแสดงความโกรธ ความรายกาจ ความเสียใจใหปรากฏ. ทั้งเปนผูใหทานผาเปลือกไม ผา ดาย ผาไหม ผาขนสัตว สําหรับลาดและนุงหม อันมีเนื้อ ละเอียดออน. เพราะ ... กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมาสูความ เปนมนุษยอยางนี้ จึงไดมหาปุริสลักขณะขอนี้คือ มีกาย ดุจทอง มีผิวดุจทอง. ลักขณะที่ ๑๑, ยอมเปนผูไดผา เปลือกไม ผาดาย ผาไหม ผาขนสัตวสําหรับลาดและหม มีเนื้อละเอียดออน. ญ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน...ไดเปนผูสมานญาติมิตร สหายชาวเกลอ ผูเหินหาง แยกกันไปนาน, ไดสมานไมตรีมารดากับบุตร บุตรกับ มารดา บิดากับบุตร บุตรกับบิดา พี่นองชายกับพีนอง ่
  • 134. ๑๓๐ พุทธวจน หญิง พี่นองหญิงกับพี่นองชาย, ครั้นทําความสามัคคีแลว พลอยชื่นชมยินดีดวย. เพราะ ... กรรมนั้นๆ ... ครั้นมาสู  ความเปนมนุษยอยางนี้ จึงไดมหาปุริสลักขณะขอนี้คอ ื มีคุยหฐาน (อวัยวะที่ลับ) ซอนอยูในฝก.... ลักขณะที่ ๑๐, ยอมเปนผูมีบตร (สาวก) มาก มีบุตรกลาหาญ มีแววแหง ุ คนกลาอันเสนาแหงบุคคลอืนจะย่ํายีมิได หลายพัน. ่ ฎ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน ไดเปนผูสังเกตชั้นเชิงของมหาชน รูไดสม่ําเสมอ รู  ไดเอง รูจักบุรุษธรรมดาและบุรุษพิเศษ วาผูนี้ควรแก สิ่งนี้ๆ, ไดเปนผูทําประโยชนอยางวิเศษในชนชั้นนัน. ้ เพราะ ... กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมาสูความเปนมนุษยอยางนี้ จึงไดมหาปุริสลักขณะ ๒ ขอนี้คือมีทรวดทรงดุจตนไทร, ยืนตรงไมยอกาย ลูบถึงเขาไดดวยมือทั้งสอง....ลักขณะที่  ๑๙-๙, ยอมมั่งคั่งมีทรัพยมาก มีโภคะมาก. ทรัพยของ ตถาคตเหลานี้คือ ทรัพยคือศรัทธา ทรัพยคือศีล ทรัพย คือหิริ ทรัพยคือโอตตัปปะ ทรัพยคือการศึกษา (สุตะ) ทรัพยคือจาคะ ทรัพยคือปญญา. ฐ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ
  • 135. แกกรรม ? ๑๓๑ กอน ... ไดเปนผูใครตอประโยชน ใครตอความเกื้อกูล ใครตอความผาสุข ใครตอความเกษมจากโยคะแกชนเปน อันมากวา “ไฉนชนเหลานีพึงเปนผูเจริญดวยศรัทธา ดวย ้ ศีล ดวยการศึกษา ดวยความรู ดวยการเผือแผ ดวยธรรม ่ ดวยปญญา ดวยทรัพย และขาวเปลือก ดวยนาและสวน ดวยสัตวสองเทาสี่เทา ดวยบุตรภรรยา ดวยทาสกรรมกร และบุรุษ ดวยญาติมิตรและพวกพอง”. เพราะ ... กรรม นั้นๆ ... ครั้นมาสูความเปนมนุษยอยางนี้ จึงไดมหา ปุริสลักขณะ ๓ ขอนี้ คือมีกึ่งกายเบื้องหนาดุจสีหะ, มีหลังเต็ม, มีคอกลม ... ลักขณะที่ ๑๗-๑๘-๒๐, ยอม เปนผูไมเสื่อมเปนธรรมดา คือไมเสื่อมจากศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปญญา, ไมเสื่อมจากสมบัติทั้งปวง. ฑ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน ... ไดเปนผูไมเบียดเบียนสัตวทั้งหลายดวยฝามือ ก็ตาม กอนดินก็ตาม ทอนไมก็ตาม ศัสตราก็ตาม. เพราะ ... กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมาสูความเปนมนุษยอยางนี้ จึงไดมหาปุริสลักขณะขอนี้ คือมีประสาทรับรสอันเลิศ มีปลายขึ้นเบื้องบน เกิดแลวที่คอรับรสโดยสม่ําเสมอ ...
  • 136. ๑๓๒ พุทธวจน ลักขณะที่ ๒๑, ยอมเปนผูมอาพาธนอย มีโรคนอย มี ี วิบากอันสม่ําเสมอ ไมเย็นเกิน รอนเกิน พอควรแก ความเพียร. ฒ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน ... ไดเปนผูไมถลึงตา ไมคอนควัก ไมจองลับหลัง, เปนผูแชมชื่นมองดูตรง ๆ มองดูผูอื่นดวยสายตาอันแสดง ความรัก. เพราะ ... กรรมนัน ๆครั้นมาสูความเปนมนุษย ้ อยางนี้ จึงไดมหาปุริสลักขณะ ๒ ขอนี้ คือมีตาเขียวสนิท, มีตาดุจตาโค ... จึงไดมหาปุริสลักขณะ ๒ อยางนี้ คือมีฟน ครบ ๔๐ ซี่ มีฟนสนิท ไมหางกัน ... ลักขณะที่ ๒๓-๒๕,  ยอมเปนผูมีบริษัทไมกระจัดกระจาย คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย อสูร นาค คนธรรพ. ถ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน ... ไดเปนผูละเวนการกลาวคําหยาบ, กลาวแตวาจาที่ ไมมีโทษ เปนสุขแกหู เปนที่ตั้งแหงความรักซึมซาบถึงใจ เปนคําพูดของชาวเมือง เปนที่พอใจและชอบใจของชน เปนอันมาก. เพราะ ... กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมาสูความเปน มนุษยอยางนี้ ยอมไดมหาปุริสลักขณะ ๒ ขอนี้ คือมีลิ้น
  • 137. แกกรรม ? ๑๓๓ อันเพียงพอ, มีเสียงเหมือนพรหม พูดเหมือนนก การวิก ... ลักขณะที่ ๒๗-๒๘, ยอมเปนผูมีวาจาที่ ผูอื่นเอื้อเฟอเชื่อฟง, คือ ภิกษุ ภิกษุณีอบาสก อุบาสิกา ุ เทวดา มนุษย อสูร นาคคนธรรพ เอื้อเฟอเชื่อฟง. ธ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน ... ไดเปนผูละเวนการพูดเพอเจอ, เปนผูกลาวควรแก เวลา กลาวคําจริง กลาวเปนธรรม กลาวมีอรรถ กลาว เปนวินัย กลาวมีที่ตั้ง มีหลักฐาน มีที่สุด ประกอบดวย ประโยชน. เพราะ ... กรรมนั้น ๆ ... ครั้นมาสูความเปน มนุษยอยางนีแลว ยอมไดมหาปุริสลักขณะขอนี้ คือมีคาง ้ ดุจคางราชสีห ... ลักขณะที่ ๒๒, ยอมเปนผูที่ศัตรูท้ง ั ภายในและภายนอกกําจัดไมได : ศัตรู คือ ราคะ โทสะ โมหะ หรือ สมณะ พราหมณ เทวดา มาร พรหม หรือ ใคร ๆ ในโลก กําจัดไมได. น. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติ กอน ... ไดเปนผูละมิจฉาชีพ มีการเลี้ยงชีพชอบ เวนจาก การฉอโกงดวยตาชั่ง ดวยของปลอม ดวยเครื่องตวง เครื่องวัดจากการโกง การลวง เวนจากการตัด การฆา
  • 138. ๑๓๔ พุทธวจน การผูกมัด การรวมทําราย การปลน การกรรโชก เพราะ กรรมนั้นๆ ครั้นมาสูความเปนมนุษยอยางนี้ จึงได มหาปุริสลักขณะ ๒ ขอนั้น คือมีฟนอันเรียบเสมอ, มีเขี้ยวขาวงาม ... ลักขณะที่ ๒๔-๒๖, ยอมเปนผูมีบริวาร เปนคนสะอาด คือมีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย อสูร นาค คนธรรพ เปนบริวารอันสะอาด. ปา. ที. ๑๑/๑๕๙-๑๙๓/๑๓๐,๑๗๑.
  • 139. แกกรรม ? ๑๓๕ กรรมที่ทําใหไดรับผลเปนความไมตกต่ํา ภิกษุ ท. ! แตชาติที่แลวมาแตอดีต ตถาคตได เคยเจริญเมตตาภาวนาตลอด ๗ ป จึงไมเคยมาบังเกิดใน โลกมนุษยนี้ ตลอด ๗ สังวัฏฏกัปป และวิวัฏฏกัปป. ในระหวางกาลอันเปนสังวัฏฏกัปปนั้น เราไดบังเกิดใน อาภัสสรพรหม. ในระหวางกาลอันเปนวิวัฏฏกัปปนน ั้ เราก็ไดอยูพรหมวิมานอันวางเปลาแลว. ภิกษุ ท. ! ในกัปปนั้น เราไดเคยเปนพรหม ไดเคยเปนมหาพรหมผูยงใหญ ไมมีใครครอบงําได เปนผู ิ่ เห็นสิ่งทั้งปวงโดยเด็ดขาด เปนผูมีอํานาจสูงสุด. ภิกษุ ท. ! เราไดเคยเปนสักกะ ผูเปนจอมแหง เทวดา นับได ๓๖ ครั้ง เราไดเคยเปนราชาจักรพรรดิผู ประกอบดวยธรรม เปนพระราชาโดยธรรม มีแวนแควน จดมหาสมุทรทั้งสี่เปนที่สุด เปนผูชนะแลวอยางดี มี ชนบทอันบริบูรณประกอบดวยแกวเจ็ดประการ นับดวย รอยๆ ครั้ง, ทําไมจะตองกลาวถึงความเปนราชาตาม ธรรมดาดวย.
  • 140. ๑๓๖ พุทธวจน ภิกษุ ท. ! ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราวา ผล วิบากแหงกรรมอะไรของเราหนอ ที่ทําใหเราเปนผูมีฤทธิ์ มากถึงอยางนี้ มีอานุภาพมากถึงอยางนี้ ในครั้งนั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! ความรูสึกไดเกิดขึ้นแกเราวา ผล วิบากแหงกรรม ๓ อยางนี้แล ที่ทําใหเรามีฤทธิ์มากถึง อยางนี้ มีอานุภาพมากถึงอยางนี,้ วิบากแหงกรรม ๓ อยาง ในครั้งนั้น คือ ผลวิบากแหงทาน การให ๑, แหง ทมะ การบีบบังคับใจ ๑, แหงสัญญมะ การสํารวมระวัง ๑, ดังนี้. อิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๔๐/๒๐๐.
  • 141. แกกรรม ? ๑๓๗ ชนชั้นวรรณะไมใชสงสําคัญ ิ่ สําคัญที่การกระทํา “ขาแตพระองคผูเจริญ !ปูรณกัสสปบัญญัติชาติเฉพาะ อยาง ๖ ชนิด คือ ชาติดํา ชาติเขียว ชาติแดง ชาติเหลือง ชาติขาว และชาติขาวสุด. ขาแตพระองคผูเจริญ ! ในการบั ญ ญั ติ ของปูรณกัสสป นั้น เขาบัญญัติคนฆาแพะแกะ คนฆาสุกร ฆานก ฆาเนื้อ ชาวประมง โจรปลน โจรฆาคน เจาหนาที่เรือนจํา หรือคนมีการงานชั้นต่ําอยาง อื่นๆ วาเปน ชาติดํา. ขาแตพระองคผูเจริญ ! ปูรณกัสสปบัญญัติภิกษุ พวก กัณฑกพฤติ หรือพวกกัมมวาท พวกกิริยวาทอื่น ๆ วาเปน ชาติเขียว. ขาแตพระองคผูเจริญ ! ปูรณกัสสปบัญญัติพวกนิครนถ มีผาผืนเดียว วาเปน ชาติแดง. ขาแตพระองคผูเจริญ ! ปูรณกัสสปบัญญัติพวกคฤหัสถ ผูนุงขาว ผูเปนสาวกอเจลก วาเปน ชาติเหลือง. ขาแตพระองคผูเจริญ ! ปูรณกัสสปบัญญัติพวกอาชีวก พวกอาชีวกินี (หญิง) วาเปน ชาติขาว.
  • 142. ๑๓๘ พุทธวจน ขาแตพระองคผูเจริญ ! ปู ร ณกั ส สปบั ญ ญั ติ เ จ า ลั ท ธิ ชื่ อ นันทวัจฉะ กิจจสังกิจจะและมักขลิโคสาละ วาเปน ชาติขาวสุด. ขาแตพระองคผูเจริญ ! ปู ร ณกั สสปบั ญ ญั ติ ช าติ เ ฉพาะ อยาง ๖ ชนิด เหลานี้แลพระเจาขา !” อานนท ! โลกทั้งปวง ยอมรับรูการบัญญัติ อภิชาติ ๖ ชนิด ของปูรณกัสสปนั้นหรือ ? “ขอนั้นหามิได พระเจาขา !” อานนท ! ถาอยางนั้น มันก็เหมือนกับคนยากจน เข็ญใจไมมีทรัพยติดตัว ทั้งไมปรารถนาจะไดเนื้อซึ่งตอง ใชคาเนื้อตามสัดสวน, เมื่อมีคนมากลาววา “บุรุษผูเจริญ ! เนื้อนี้นากิน แตทานตองใชคาเนื้อ” ดังนี้แลว ; เขายอม  ปฏิเสธ ; ฉันเดียวกับปูรณกัสสป ไมไดรบการรับรูจาก ั สมณพราหมณทั้งหลาย แลวมาบัญญัติอภิชาติ ๖ ชนิดนี้ มีลักษณะเปนคนโง คนไมเฉียบแหลม ไมรูจักขอบเขต ไมฉลาด ฉันใดก็ฉันนัน. อานนท ! เราแหละ จะบัญญัติ ้ อภิชาติ ๖ ชนิด, เธอจงฟง จงทําในใจใหดี, เราจะกลาว. อานนท ! อภิชาติ ๖ ชนิด เปนอยางไรเลา ? อานนท ! ในกรณีแหงอภิชาติหกนี้ คือ คนบาง
  • 143. แกกรรม ? ๑๓๙ คนมีชาติดา กอใหเกิดธรรมดํา ๑, บางคนมีชาติดา ํ ํ กอใหเกิดธรรมขาว ๑, บางคนมีชาติดา กอใหเกิดนิพพาน ํ (ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ) อันเปนธรรมไมดําไมขาว ๑, บางคนมีชาติขาว กอใหเกิดธรรมดํา ๑, บางคนมีชาติขาว กอใหเกิดธรรมขาว ๑, บางคนมีชาติขาว กอใหเกิด นิพพานอันเปนธรรมไมดําไมขาว ๑. อานนท ! คนมีชาติดา กอใหเกิดธรรมดํา เปน ํ อยางไรเลา ? อานนท ! คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในตระกูล ต่ํา คือ ตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน ตระกูลจักสาน ตระกูลทํารถ หรือตระกูลเทหยากเยื่อ ซึ่งเปนคนยากจน มี ขาวและน้ํานอย เปนอยูฝดเคือง มีอาหารและเครื่องนุงหม หาไดโดยยาก เขาเปนผูมีผิวพรรณทราม ไมนาดู เตี้ยคอม ขี้โรค ตาบอด งอยกระจอก มีตัวตะแคงขาง ไมคอยจะมี ขาว น้ํา เครื่องนุงหม ยานพาหนะ ดอกไม ของหอม เครื่องลูบไล ที่นอน ที่อยู และประทีปโคมไฟ แตเขาก็ยัง ประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ครั้นประพฤติ ทุจริตแลว เบื้องหนาแตการตาย เพราะการทําลายแหงกาย
  • 144. ๑๔๐ พุทธวจน ยอมเขาถึงอบายทุคติวิบาตนรก. อยางนี้แล อานนท ! เรียกวา คนมีชาติดํา กอใหเกิดธรรมดํา. อานนท ! คนมีชาติดา กอใหเกิดธรรมขาว ํ เปนอยางไรเลา ? อานนท ! คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในตระกูล ต่ํา คือ ตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน ฯลฯ มีอาหาร และเครื่องนุงหมหาไดโดยยาก มีผิวพรรณทรามไมนาดู ... ฯลฯ...ไมคอยจะมีขาว น้ํา ....ฯลฯ... ประทีปโคมไฟ แต เขา ประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ครั้น ประพฤติสุจริตแลวเบื้องหนาแตการตาย เพราะการทําลาย แหงกาย ยอมเขาถึงสุคติโลกสวรรค. อยางนี้แล อานนท ! เรียกวา คนมีชาติดํา กอใหเกิดธรรมขาว. อานนท ! คนมีชาติดา กอใหเกิดนิพพานอัน ํ เปนธรรมไมดาไมขาว เปนอยางไรเลา ? ํ อานนท ! คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในตระกูล ต่ํา คือตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน ....ฯลฯ .... มีผิวพรรณ ทราม ไมนาดู เตี้ยคอม. เขาปลงผมและหนวด ครองผา ยอมฝาด ออกจากเรือน บวชเปนผูไมมีประโยชนเกียวของ ่
  • 145. แกกรรม ? ๑๔๑ ดวยเรือน. เขานั้น ครั้นบวชแลวอยางนี้ ละนิวรณทั้งหา อันเปนเครื่องเศราหมองจิต ทําปญญาใหถอยกําลังไดแลว มีจิตตั้งมันดีในสติปฏฐานทังสี่ ยังโพชฌงคเจ็ดใหเจริญ ่  ้ แลวตามที่เปนจริง ชื่อวายอมกอใหเกิดนิพพานอันเปน ธรรมไมดํา ไมขาว. อยางนีแล อานนท ! เรียกวา คนมี ้ ชาติดํา กอใหเกิดนิพพานอันเปนธรรมไมดาไมขาว. ํ อานนท ! คนมีชาติขาว กอใหเกิดธรรมดํา เปนอยางไรเลา ? อานนท ! คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในสกุลสูง คือ สกุลกษัตริยมหาศาล สกุลพราหมณมหาศาล หรือ สกุลคหบดีมหาศาล อันมั่งคั่ง มีทรัพยมาก มีโภคะมาก มี ทองและเงินพอตัว มีอุปกรณแหงทรัพยพอตัว มีทรัพย และขาวเปลือกพอตัว เขามีรูปงาม นาดู นาเลื่อมใส ประกอบด ว ยความเกลี้ ย งเกลาแหงผิวพรรณอยางยิ่ง ร่ํารวยดวยขาวดวยน้ํา เครื่องนุงหม ยานพาหนะ ดอกไม ของหอม เครื่องลูบไล ที่นอน ที่อยู และประทีปโคมไฟ แตเขา ประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ครั้น ประพฤติทุจริตแลว เบื้องหนาแตการตายเพราะการทําลาย
  • 146. ๑๔๒ พุทธวจน แหงกาย ยอมเขาพึงอบายทุคติวินิบาตนรก. อยางนี้แล อานนท ! เรียกวา คนมีชาติขาว กอใหเกิดธรรมดํา. อานนท ! คนมีชาติขาว กอใหเกิดธรรมขาว เปนอยางไรเลา ? อานนท ! คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในสกุลสูง คือสกุลกษัตริยมหาศาล สกุลพราหมณมหาศาล ...ฯลฯ... มีทรัพยและขาวเปลือกพอตัว มีรูปงาม ...ฯลฯ... ร่ํารวย ดวย ขาวน้ํา ...ฯลฯ... ประทีปโคมไฟ ; เขา ประพฤติกาย สุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ครั้นประพฤติสุจริตแลว เบื้องหนาแตการตายเพราะการทําลายแหงกาย ยอมเขาถึง สุคติโลกสวรรค. อยางนีแล อานนท ! เรียกวา คนมีชาติ ้ ขาว กอใหเกิดธรรมขาว. อานนท ! คนชาติขาว กอใหเกิดนิพพานอัน เปนธรรมไมดาไมขาว เปนอยางไรเลา ? ํ อานนท ! คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในสกุลสูง คือ สกุลกษัตริยมหาศาล สกุลพราหมณมหาศาล ....ฯลฯ.... มีทรัพยและขาวเปลือกพอตัว มีรูปงาม ....ฯลฯ.... ร่ํารวย ดวยขาวน้ํา ...ฯลฯ... ประทีปโคมไฟ ; เขาปลงผมและ
  • 147. แกกรรม ? ๑๔๓ หนวด ครองผากาสายะ ออกจากเรือน บวชเปนผูไมมี ประโยชนเกี่ยวของดวยเรือน, เขานั้นครั้นบวชแลวอยาง นี้ ละนิวรณทั้งหา อันเปนเครื่องเศราหมองใจทําปญญาให ถอยกําลังไดแลว มีจิตตั้งมันดี ในสติปฏฐานทั้งสี่ ยัง ่  โพชฌงคเจ็ดใหเจริญแลวตามที่เปนจริง ชื่อวายอม กอใหเกิดนิพพานอันเปนธรรมไมดํา ไมขาว. อยางนีแล ้ อานนท ! เรียกวา คนมีชาติขาว กอใหเกิดนิพพานอัน เปนธรรมไมดาไมขาว. ํ อานนท ! เหลานี้แล อภิชาติ ๖ ชนิด. ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๒๘/๓๒๙.
  • 148. แกกรรม ? ๑๔๕ บุคคล ๔ จําพวก พระผูมีพระภาคไดตรัสแกพระเจาปเสนทิโกศล วา มหาราช ! บุคคล ๔ จําพวกนี้มีปรากฏอยูในโลก บุคคล ๔ จําพวกเปนไฉน ? บุคคล ๔ จําพวกคือ :- บุคคลผูมดแลวมืดตอไปจําพวก ๑ ื บุคคลผูมดแลวกลับสวางตอไปจําพวก ๑ ื บุคคลผูสวางแลวกลับมืดตอไปจําพวก ๑ บุคคลผูสวางแลวคงสวางตอไปจําพวก ๑. มหาราช ! ก็อยางไร บุคคลชื่อวามืดแลวคงมืด ตอไป มหาราช ! บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดมาภาย หลังในตระกูลอันต่ํา คือในตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน ตระกูลจักสาน ตระกูลทํารถ หรือตระกูลเทหยากเยื่อ ซึ่ง เปนคนยากจน มีขาวและน้ํานอย เปนอยูฝดเคือง มีอาหาร  และเครื่องนุงหมหาไดโดยยาก เขาเปนผูมีผิวพรรณทราม ไมนาดู เตี้ยคอม ขี้โรค ตาบอด งอยกระจอก มีตัวตะแคง
  • 149. ๑๔๖ พุทธวจน ขาง ไมคอยจะมีขาว น้ํา เครื่องนุงหม ยานพาหนะ ดอกไม ของหอม เครื่องลูบไล ที่นอน ที่อยู และประทีป โคมไฟ เขาซ้ําประพฤติทจริตดวยกาย วาจา ใจ ครั้นเขา ุ ประพฤติทุจริตดวยกาย วาจา ใจแลว ครั้นตายไปยอม เขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก. มหาราช ! บุรุษพึงไปจาก ความมืดทึบสูความมืดทึบ หรือพึงไปจากความมืดมัวสู  ความมืดมัว หรือพึงไปจากโลหิตอันมีมลทินสูโลหิตอันมี มลทิน ฉันใด มหาราช ! ตถาคตกลาววาบุคคลนี้ มี อุปไมยฉันนัน มหาราช ! อยางนี้แล บุคคลชื่อวาเปนผู ้ มืดแลวคงมืดตอไป. มหาราช ! ก็อยางไร บุคคลชื่อวาเปนผูมืดแลว  กลับสวางตอไป มหาราช ! บุคคลบางคนในโลกนี้ เปนคนเกิด มาภายหลังในตระกูลอันต่ําทราม คือในตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน ตระกูลจักสาน ตระกูลทํารถ หรือตระกูลเท หยากเยื่อ ซึ่งเปนคนยากจน มีขาวและน้านอย เปนอยู ํ ฝดเคือง มีอาหารและเครื่องนุงหมหาไดโดยยาก เขาเปนผู มีผิวพรรณทราม ไมนาดู เตี้ยคอม ขี้โรค ตาบอด งอย
  • 150. แกกรรม ? ๑๔๗ กระจอกมีตัวตะแคงขาง ไมคอยจะมีขาว น้ํา เครื่อง นุงหม ยานพาหนะ ดอกไม ของหอม เครื่องลูบไล ที่นอน ที่อยู และประทีปโคมไฟ แมกระนั้น เขาก็ ประพฤติสุจริตดวยกาย วาจา ใจ ครั้นเขา ประพฤติ สุจริตดวยกาย วาจา ใจแลว ครั้นตายไป ยอมเขาถึงสุคติ โลกสวรรค มหาราช ! บุรุษพึงขึ้นจากแผนดินสูบัลลังก หรือพึงขึ้นจากบัลลังกสูหลังมา หรือพึงขึ้นจากหลังมา สูคอชาง หรือพึงขึ้นจากคอชางสูปราสาท แมฉันใด มหาราช ! ตถาคตยอมกลาววา บุคคลนี้มีอุปไมยฉันนัน ้ มหาราช ! อยางนี้ แล บุคคลชื่อวาเปนผูมดแลวกลับสวาง ื ตอไป . มหาราช ! ก็อยางไร บุคคลชื่อวาเปนผูสวาง แลวกลับมืดตอไป มหาราช ! บุคคลบางคนในโลกนี้ เปนผูเกิดมา ภายหลังในตระกูลสูง คือในสกุลกษัตริยมหาศาล สกุล  พราหมณมหาศาล หรือสกุลคหบดีมหาศาล อันมั่งคั่ง มี ทรัพยมาก มีโภคะมาก มีทองและเงินพอตัว มีอุปกรณ แหงทรัพยพอตัว มีทรัพยและขาวเปลือกพอตัว เขามีรูปงาม
  • 151. ๑๔๘ พุทธวจน นาดู นาเลื่อมใส ประกอบดวยความเกลี้ยงเกลาแหง ผิวพรรณอยางยิ่ง ร่ํารวยดวยขาว ดวยน้ํา เครื่องนุงหม ยานพาหนะ ดอกไมของหอม เครื่องลูบไล ที่นอน ที่อยู และประทีปโคมไฟ แตเขากลับประพฤติทุจริตดวยกาย วาจา ใจ ครั้นเขาประพฤติทุจริตดวยกาย วาจา ใจแลว ครั้นตายไป ยอมเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก. มหาราช ! บุรุษลงจากปราสาทสูคอชาง หรือลงจากคอ ชางสูหลังมา หรือลงจากหลังมาสูบัลลังก หรือลงจาก บัลลังกสูพื้นดิน หรือจากพืนดินเขาไปสูที่มืด แมฉันใด ้  มหาราช ! ตถาคตกลาววา บุคคลนี้มอุปไมยฉันนัน. ี ้ มหาราช ! อยางนี้แล บุคคลชื่อวาเปนผูสวางแลว กลับมืดตอไป . มหาราช ! ก็อยางไร บุคคลชื่อวาเปนผูสวาง แลวคงสวางตอไป มหาราช ! บุคคลบางคนในโลกนี้ เปนคนเกิด มาภายหลังในตระกูลสูง คือในสกุลกษัตริยมหาศาล สกุลพราหมณมหาศาล หรือสกุลคหบดีมหาศาล อันมั่งคัง ่ มีทรัพยมาก มีโภคะมาก มีทองและเงินพอตัว มีอุปกรณ
  • 152. แกกรรม ? ๑๔๙ แหงทรัพยพอตัว มีทรัพยและขาวเปลือกพอตัว เขามีรูป งาม นาดู นาเลื่อมใส ประกอบดวยความเกลี้ยงเกลาแหง ผิวพรรณอยางยิ่ง ร่ํารวยดวยขาว ดวยน้ํา เครื่องนุงหม ยานพาหนะ ดอกไมของหอม เครื่องลูบไล ที่นอน ที่อยู และประทีปโคมไฟ เขายอมประพฤติสุจริตดวยกาย วาจา ใจ ครั้นเขาประพฤติ สุจริตดวยกาย วาจา ใจแลว ครั้นตายไป ยอมเขาถึงสุคติโลกสวรรค มหาราช ! บุรุษ พึงกาวไปดวยดีจากบัลลังกสบัลลังก หรือพึงกาวไปดวยดี ู จากหลัง มาสูหลังมา หรือพึงกาวไปดวยดีจากคอชาง สูคอชาง หรือพึงกาวไปดวยดีจากปราสาทสูปราสาท แม ฉันใด มหาราช ! ตถาคตยอมกลาววา บุคคลนี้มี อุปไมย ฉันนั้น มหาราช ! อยางนี้แล บุคคลชื่อวาเปนผูสวาง แลวคงสวางตอไป. มหาราช ! บุคคล ๔ จําพวกนี้แล มีปรากฏ อยูในโลก ดังนี้ . พระผูมีพระภาคผูพระสุคตศาสดา ครั้นตรัส ไวยากรณภาษิตนี้ จบลงแลว จึงไดตรัสพระคาถา ประพันธตอไปอีกวา
  • 153. ๑๕๐ พุทธวจน มหาราช ! บุรุษเข็ญใจไมมีศรัทธา เปนคน ตระหนี่เหนียวแนน มีความดําริชั่ว เปนมิจฉาทิฐิ ไมมี ความเอื้อเฟอ ยอมดา ยอมบริภาษสมณะหรือพราหมณ หรือวณิพกอื่นๆ เขาเปนคนไมมีประโยชน เปนคนมัก ขึ้งเคียด ยอมหามคนที่กําลังจะใหโภชนาหารแกคนที่ขอ. มหาราช ! ผูเปนใหญยิ่งของประชาราษฎร คนเชนนัน ้ เมื่อตายไป ยอมเขาถึงนรกอันรายแรง นี่ชื่อวาผูมืดแลว คงมืดตอไป . มหาราช ! บุรุษ (บางคน) เปนคนเข็ญใจ (แต) เปนคนมีศรัทธา ไมมีความตระหนี่ เขามีความดําริ ประเสริฐ มีใจไมฟุงซาน ยอมใหทาน ยอมลุกรับสมณะ หรือพราหมณ หรือวณิพกอื่นๆ ยอมสําเหนียกในจรรยา อันเรียบรอย ไมหามคนที่กําลังจะใหโภชนาหารแกคนที่ ขอ. มหาราช ! ผูเปนใหญยิ่งของประชาราษฎร คน เชนนั้นเมื่อตายไป ยอมเขาถึงไตรทิพสถาน นี่ชอวา ื่ ผูมืดแลวกลับสวางตอไป.
  • 154. แกกรรม ? ๑๕๑ มหาราช ! บุรุษ (บางคน) ถึงหากจะมั่งมี (แต) ไมมีศรัทธา เปนคนมีความตระหนี่เหนียวแนน มีความ ดําริชั่ว เปนมิจฉาทิฐิ ไมมีความเอื้อเฟอ ยอมดายอม บริภาษสมณะหรือพราหมณ หรือวณิพกอื่นๆ เขาเปน คนไมมประโยชน เปนคนมักขึ้งเคียด ยอมหามคนที่ ี กําลังจะใหโภชนาหารแกคนที่ขอ. มหาราช ! ผูเ ปนใหญ ยิ่งของประชาราษฎร คนเชนนันเมื่อตายไป ยอมเขาถึง ้ นรกอันรายแรง นี่ชื่อวา ผูสวางแลวกลับมืดตอไป . มหาราช ! บุรุษ (บางคน) ถึงหากจะมั่งมี ก็เปน คนมีศรัทธา ไมมีความตระหนี่ เขามีความดําริประเสริฐ มีใจไมฟุงซาน ยอมใหทาน ยอมลุกรับสมณะ หรือ พราหมณ หรือแมวณิพกอื่นๆ ยอมสําเหนียกในจรรยา อันเรียบรอย ไมหามคนที่กาลังจะใหโภชนาหารแกผูทขอ ํ ี่ มหาราช ! ผูเปนใหญยิ่งของประชาราษฎร คนเชนนัน ้ เมื่อตายไป ยอมเขาถึงไตรทิพสถาน นี่ชื่อวาผูสวางแลว คงสวางตอไป ดังนี้ . สคา. สํ ๑๕/๑๓๖/๓๙๓.
  • 155. ๑๕๒ พุทธวจน ทําชั่วไดชว ั่ ความยากจน และการกูหนี้ ทานกลาววาเปน  ความทุกขในโลก. คนจนกูหนี้มาเลี้ยงชีวต ยอมเดือดรอน  ิ เพราะเจาหนี้ตดตามบาง เพราะถูกจับกุมบาง. การถูก ิ จับกุมนั้น เปนความทุกขของผูไดกาม. ถึงแมในอริยวินัยนี้ก็เหมือนกัน : ผูใด ไมมี ศรัทธา ไมมีหิริ ไมมีโอตตัปปะ สั่งสมแตบาปกรรม กระทํากายทุจริต - วจีทุจริต - มโนทุจริต ปกปดอยูดวย  การกระทําทางกาย ทางวาจา ทางจิต เพื่อไมใหผูใดรูจัก  เขา, ผูนั้น พอกพูนบาปกรรมอยูเนืองนิตย ในที่นั้นๆ. คนชั่วทําบาปกรรม รูสึกแตกรรมชั่วของตน เสมือนคนยากจนกูหนี้มาบริโภคอยู ยอมเดือดรอน. ความตริตรึกที่เกิดจากวิปฏิสาร (ความรอนใจ) อันเปนเครื่องทรมานใจ ยอมติดตามเขาทั้งในบานและ ในปา.
  • 156. แกกรรม ? ๑๕๓ คนชัวทําบาปกรรม รูสึกแตกรรมชัวของตน ไปสู ่ ่ กําเนิดเดรัจฉานบางอยาง หรือวาถูกจองจํา อยูในนรก. การถูกจองจํานั้นเปนทุกข ชนิดที่ธีรชนไมเคยประสบเลย.... . ฉกฺก. อํ. ๒๒/๓๙๒/๓๑๖.
  • 157. มูลนิธิพุทธโฆษณ มูลนิธิแหงมหาชนชาวพุทธ ผูซึ่งชัดเจน และมั่นคงในพุทธวจน  เริ่มจากชาวพุทธกลุมเล็กๆกลุมหนึ่ง ไดมีโอกาสมาฟงธรรมบรรยายจาก ทานพระอาจารยคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ที่เนนการนําพุทธวจน (ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ ที่ พระพุทธองคทรงยืนยันวาทรงตรัสไวดีแลว บริสุทธิ์บริบูรณสิ้นเชิง ทั้งเนื้อความและพยัญชนะ) มาใชในการถายทอดบอกสอน ซึ่งเปนรูปแบบการแสดงธรรมที่ตรงตามพุทธบัญญัติ ตามที่ทรงรับสั่งแกพระอรหันต ๖๐ รูปแรกที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน ในการประกาศ พระสัทธรรม และเปนลักษณะเฉพาะที่ภิกษุในครั้งพุทธกาลใชเปนมาตรฐานเดียว หลักพุทธวจนนี้ ไดเขามาตอบคําถาม ตอความลังเลสงสัย ไดเขามาสราง ความชัดเจน ตอความพราเลือนสับสน ในขอธรรมตางๆ ที่มีอยูในสังคมชาวพุทธ ซึ่ง ทั้งหมดนี้ เปนผลจากสาเหตุเดียวคือ การไมใชคําของพระพุทธเจาเปนตัวตั้งตนในการ ศึกษาเลาเรียน ดวยศรัทธาอยางไมหวั่นไหวตอองคสัมมาสัมพุทธะ ในฐานะพระศาสดา ทานพระอาจารยคึกฤทธิ์ ไดประกาศอยางเปนทางการวา “อาตมาไมมคําสอนของตัวเอง” ี และใชเวลาที่มอยู ไปกับการรับสนองพุทธประสงค ดวยการโฆษณาพุทธวจน ี เพื่อความตั้งมั่นแหงพระสัทธรรม และความประสานเปนหนึ่งเดียวของชาวพุทธ เมื่อกลับมาใชหลักพุทธวจน เหมือนที่เคยเปนในครั้งพุทธกาล สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ความชัดเจนสอดคลองลงตัว ในความรูความเขาใจ ไมวาในแงของหลักธรรม ตลอด จนมรรควิธีที่ตรง และสามารถนําไปใชปฏิบัติใหเกิดผล รูเห็นประจักษไดจริงดวยตนเอง ทันที ดวยเหตุนี้ ชาวพุทธที่เห็นคุณคาในคําของพระพุทธเจา จึงขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
  • 158. เกิดเปน “กระแสพุทธวจน” ซึ่งเปนพลังเงียบที่กําลังจะกลายเปนคลื่นลูกใหม ในการกลับ ไปใชระบบการเรียนรูพระสัทธรรม เหมือนดังครั้งพุทธกาล ดวยการขยายตัวของกระแสพุทธวจนนี้ สื่อธรรมที่เปนพุทธวจน ไมวาจะเปน หนังสือ หรือซีดี ซึ่งแจกฟรีแกญาติโยมเริ่มมีไมพอเพียงในการแจก ทั้งนี้ เพราะจํานวน ของผูที่สนใจเห็นความสําคัญของพุทธวจน ไดขยายตัวมากขึ้นอยางรวดเร็วประกอบกับวา ทานพระอาจารยคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เครงครัดในขอวัตรปฏิบัติตามแนวทางของทาน พระโพธิญาณเถร (ชา สุภฺทโท) ภายใตวินัยอันเปนพุทธบัญญัติ การเผยแพรพุทธวจน ที่ผานมา จึงเปนไปในลักษณะสันโดษตามมีตามได เมื่อมีโยมมาปวารณาเปนเจาภาพ ในการจัดพิมพ ไดมาจํานวนเทาไหร ก็ทยอยแจกไปตามที่มีเทานั้น เมื่อมีมา ก็แจกไป เมื่อหมด ก็คือหมด เนื่องจากวา หนาที่ในการดํารงพระสัทธรรมใหตั้งมั่นสืบไป ไมไดผูกจํากัด อยูแตเพียงพุทธสาวกในฐานะของสงฆเทานั้น ฆราวาสกลุมหนึ่งซึ่งเห็นความสําคัญของ  พุทธวจน จึงรวมตัวกันเขามาชวยขยายผลในสิ่งที่ทานพระอาจารยคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ทําอยูแลว นั่นคือ การนําพุทธวจนมาเผยแพรโฆษณา โดยพิจารณาตัดสินใจจดทะเบียน  จัดตั้งเปนมูลนิธิอยางถูกตองตามกฏหมาย เพื่อใหการดําเนินการตางๆ ทั้งหมด อยูในรูป  แบบที่โปรงใส เปดเผย และเปดกวางตอสาธารณชนชาวพุทธทั่วไป สําหรับผูที่เห็นความสําคัญของพุทธวจน และมีความประสงคที่จะดํารง พระสัทธรรมใหตั้งมั่น ดวยวิธีของพระพุทธเจา สามารถสนับสนุนการดําเนินการตรงนี้ได ดวยวิธีงายๆ นั่นคือ เขามาใสใจศึกษาพุทธวจน และนําไปใชปฏิบัติดวยตนเอง เมื่อรู ประจักษ เห็นไดดวยตนแลว วามรรควิธีที่ไดจากการทําความเขาใจ โดยใชคําของ พระพุทธเจาเปนตัวตั้งตนนั้น นําไปสูความเห็นที่ถูกตอง ในหลักธรรมอันสอดคลอง เปนเหตุเปนผล และเชื่อมโยงเปนหนึ่งเดียว กระทั่งไดผลตามจริง ทําใหเกิดมีจิต ศรัทธา ในการชวยเผยแพรขยายสื่อพุทธวจน เพียงเทานี้ คุณก็คือหนึ่งหนวยในขบวน “พุทธโฆษณ“ แลว
  • 159. นี่คือเจตนารมณของมูลนิธิพุทธโฆษณ นั่นคือเปนมูลนิธิแหงมหาชน ชาวพุทธ ซึ่งชัดเจน และมั่นคงในพุทธวจน ผูที่สนใจรับสื่อธรรมที่เปนพุทธวจน เพื่อไปใชศึกษาสวนตัว หรือนําไปแจกเปนธรรมทาน แกพอแมพี่นอง ญาติ หรือเพื่อน สามารถมารับไดฟรี โดยไมมีเงื่อนไข ที่วัดนาปาพง หรือตามที่พระอาจารยคึกฤทธิ์ไดรับนิมนตไปแสดงธรรมนอกสถานที่ สําหรับรายละเอียดกิจธรรมตางๆ ภายใตเครือขายพุทธวจนโดยวัดนาปาพง คนหาขอมูลไดจาก www.watnapp.com หากมีความจํานงที่จะรับไปแจกเปนธรรมทานในจํานวนหลายสิบชุด ขอความกรุณาแจงความจํานงไดที่ มูลนิธิพุทธโฆษณ สํานักงานใหญ : ๑๖/๘๘ ชั้น ๒ ซอยสุขุมวิท ๖๘ ถนนสุขุมวิท แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๒๐ โทรศัพท ๐๒-๗๔๔-๘๓๖๐ - ๑ โทรสาร ๐๒-๓๙๘-๒๑๘๔ เวบไซด : www.buddhakos.org อีเมล : info@buddhakos.org ประสานงานและเผยแผ : มูลนิธิพุทธโฆษณ อาคารภคินท ๙ ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง, เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ๑๐๔๐๐ โทร.๐๘๕-๐๕๘-๖๘๘๘, ๐๘๑-๕๑๓-๑๖๑๑ สนับสนุนการเผยแผพุทธวจนไดที่ ชื่อบัญชี “มูลนิธิพุทธโฆษณ” ธนาคารกสิกรไทย สาขา ยอยตลาดไท ประเภท บัญชีออมทรัพย เลขที่บัญชี ๔๘๔-๒-๑๐๘๗๗-๘
  • 160. แผนที่วัดนาปาพง ลงสะพานคลอง ๑๐ ไปยูเทิรนแรกมา  แลวเลี้ยวซายกอนขึ้นสะพาน ๐๒-๕๔๙-๒๑๗๔ ๐๘๑-๕๑๓-๑๖๑๑ ๐๘๔-๐๙๖-๘๔๓๐ ลงสะพานคลอง ๑๐ เลี้ยวซายคอสะพาน ติดตามการเผยแผพระธรรมคำสอนตามหลักพุทธวัจน โดย พระอาจารยคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ไดที่ • www.watnapp.com • รายการศันสนียสนทนา ชวง “ถามโลก-ตอบธรรม” FM ๑๐๖.๐ MHz (คลื่นครอบครัวขาว) จันทร-ศุกร เวลา ๐๕.๐๐ – ๐๕.๓๐ น.
  • 161. บรรณานุกรม พระไตรปฏกบาลีอักษรไทยฉบับสยามรัฐ พระไตรปฏกไทยฉบับสยามรัฐ พุทธวจน ฉบับธรรมโฆษณ (ชุดจากพระโอษฐ ผลงานแปลพุทธวจนโดยทานพุทธทาสภิกขุ) พุทธวจน ฉบับตรวจแก (จัดพิมพโดยมูลนิธิพุทธโฆษณ) ขอกราบขอบพระคุณแด พระอาจารยคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล และคณะสงฆวัดนาปาพง ที่กรุณาใหคำปรึกษาในการจัดทำหนังสือเลมนี้ รวมจัดทำโดย กลุมละนันทิ, กลุมพุทธโอษฐ, กลุมพนักงานตอนรับบนครื่องบินบริษัทการบินไทย, กลุมธรรมะสีขาว, กลุมสมณะศากยะปุตติยะ, กลุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร, กลุมวิทยาเขต-หาดใหญ, คุณมานพ พุมเข็ม และครอบครัว, คุณดนัย วงศาโรจน และครอบครัว, คุณสุเทพ กุลสิงห และครอบครัว, นายกเทศมนตรีบางคูวัด คุณพสิษฐ มะลิ บจก.ไทยควอลิตี้ แลนด แอนด เฮาส
  • 162. ...โลก ยอมเปนไปตามกรรม หมูสัตว ยอมเปนไปตามกรรม สัตวทั้งหลาย มีกรรมเปนเครื่องรึงรัด เหมือนลิมสลักขันยึดรถที่กําลังแลนไปอยู. ่ สัตวทั้งหลาย เปนผูมีกรรมเปนของตน เปนทายาทแหงกรรม มีกรรมเปนกําเนิด มีกรรมเปนเผาพันธุ มีกรรมเปนที่พึ่งอาศัย กระทํากรรมใดไว ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเปนผูรับผลกรรมนัน. ้ สุ. ขุ. ๒๕/๔๕๗/๓๘๒, ทสก. อํ. ๒๔/๓๐๙/๑๙๓ .
  • 163. กรรม ...ขาวเปลือก ทรัพย เงินทอง หรือขาวของ ที่หวงแหนอยางใดอยางหนึ่งมีอยู ทาส กรรมกร คนใช และผูอาศัยของเขา พึงพาเอาไปไมไดทั้งหมด จะตองถึงซึ่งการละทิ้งไวทั้งหมด ก็บุคคลทำกรรมใด ดวยกาย ดวยวาจา หรือดวยใจ กรรมนั้นแหละ เปนของๆ เขา และเขายอมพาเอากรรมนั้นไป อนึ่งกรรมนั้น ยอมติดตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตน ฉะนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลควรทำกรรมดี สั่งสมไวสำหรับภพหนา บุญทั้งหลาย ยอมเปนที่พึ่งของสัตวทั้งหลาย ในโลกหนา. สคา. สํ. ๑๕ / ๑๓๔ / ๓๙๒. สื่อธรรมะนี้ จัดทำเพื่อประโยชนทางการศึกษาสูสาธารณชนเปนธรรมทาน ลิ ข สิ ท ธิ์ ใ นต น ฉบั บ นี้ ไ ด รั บ การสงวนไว ไม ส งวนสิ ท ธิ์ ใ นการ จั ด ทำจากต น ฉบั บ เพื่ อ เผยแผ ใ นทุ ก กรณี ในการจั ด ทำหรื อ เผยแผ โปรดใชความละเอียดรอบคอบ เพื่อรักษาความถูกตอง ของขอมูล ขอคำปรึกษาดานขอมูลในการจัดทำเพื่อความสะดวก และประหยัด ติดตอไดที่ คุณศรชา โทร. ๐๘๑-๕๑๓-๑๖๑๑ หรือ คุณอารีวรรณ โทร. ๐๘๕-๐๕๘-๖๘๘๘

×