ชา
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

ชา

on

  • 540 views

 

Statistics

Views

Total Views
540
Views on SlideShare
540
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
2
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

ชา ชา Document Transcript

  • บ ท ที่ 1 ประวัติชาและสถานภาพการผลิตชา ชา เป็นเครืองดืมทีคนทัวโลกรูจกและนิยมดืมกันมานานหลายพันปี เชือกันว่าต้นก�ำเนิดของชา ่ ่ ่ ่ ้ั ่ ่ มาจากประเทศจีน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับต�ำนานและที่มาของชาที่แตกต่างกันไป ในบทที่ 1 นี้จะกล่าวถึง ประวัตการค้นพบและความเป็นมาของชาทังในและต่างประเทศ รวมถึงสถานภาพการผลิตชาของโลก ิ ้ และของไทยในปัจจุบัน 1.1 การค้นพบและความเป็นมาของชา “ชา” มีต้นก�ำเนิดมาจากประเทศจีน ค�ำว่า ชา สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากภาษาจีนกลางจาก ค�ำว่า ฉา (cha) ซึ่งได้มีการบัญญัติไว้ตั้งแต่เริ่มแรกเมื่อมีการค้นพบชา ส่วนค�ำว่า tea ในภาษาอังกฤษ มาจากค�ำของภาษาฮกเกียน (Chinese Amoy) ในมณฑลฝูเจียน โดยพ่อค้าชาวเนเธอร์แลนด์ ที่ติดต่อค้าขายกับชาวจีนในมณฑลฝูเจียนได้ส่งชาไปยังทวีปยุโรป จึงได้ใช้ค�ำนี้เผยแพร่ในยุโรป จาก ต้นก�ำเนิดชาในประเทศจีน ชาได้แพร่กระจายและได้รับความนิยมบริโภคในหลายประเทศของโลก เชื่อกันว่าชาถูกค้นพบและมีต้นก�ำเนิดมาจากประเทศจีน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับต�ำนานและการค้นพบชา ที่แตกต่างกันไปพอจะสรุปได้ 3 ต�ำนาน ดังนี้ [1] 1. สันนิษฐานว่าชามีต้นก�ำเนิดในยุคจักรพรรดิเสิน-หนง (Shen-Nung) ของจีนเมื่อประมาณ 2737 ปีก่อนคริสตกาล ในต�ำนานได้กล่าวว่า ในระหว่างที่พระองค์ทรงต้มน�้ำอยู่ใกล้ ๆ ต้นชา ขณะที่ พระองค์ทรงก�ำลังต้มน�้ำได้มีใบชาปลิวตกลงมาในหม้อต้มน�้ำของพระองค์ จากนั้นพระองค์ทรงได้กลิ่น หอมของชาที่ตกลงไป และพระองค์ได้ลองดื่มน�้ำต้มนั้น พระองค์พบว่าน�้ำต้มนั้นมีรสชาติดี หอม กลมกล่อม และรู้สึกกระชุ่มกระชวยกว่าปกติ ต่อมาพระองค์ได้เผยแพร่การดื่มชาที่พระองค์ได้ค้นพบ จึงได้มีการดื่มชากันเรื่อยมาอย่างแพร่หลาย 2. สันนิษฐานว่าชามีต้นก�ำเนิดในยุคจักรพรรดิถูตี่ (ประมาณ ค.ศ. 519) ต�ำนานเล่าว่า มี พระสงฆ์ซึ่งเป็นโอรสของกษัตริย์อินเดียเดินทางมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศจีน จักรพรรดิ
  • ถูตได้เลือมใสศรัทธาในพระองค์นจงได้นมนต์ให้บำเพ็ญเพียรอยูในถ�ำแห่งหนึงในเมืองหนานจิง วันหนึง ี่ ่ ี้ ึ ิ � ่ ้ ่ ่ ขณะที่ท่านก�ำลังสวดมนต์ภาวนาอยู่ ท่านได้เผลอหลับไป ครั้นมีชาวบ้านมาเห็น ชาวบ้านกลับดูถูก และเยาะเย้ย ท่านจึงลงโทษตัวเองโดยการตัดหนังตาของท่านออก เมื่อหนังตาตกถึงพื้นจึงเกิดงอก เป็นต้นชา ชาวจีนที่ได้รู้ต่างพากันมาเก็บใบชามาชงดื่มเพื่อรักษาโรค 3. สันนิษฐานว่าชามีต้นก�ำเนิดในยุคที่ประเทศจีนมีโรคระบาดรุนแรงท�ำให้มีผู้คนล้มตาย จ�ำนวนมาก โดยเกี้ยอุยซินแสพบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคระบาดเนื่องจากผู้คนดื่มน�ำตามล�ำธารและ � ้ แม่น�้ำซึ่งไม่สะอาด ท่านจึงได้แนะน�ำให้ชาวบ้านต้มน�้ำดื่ม เพื่อให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อถือ ท่านได้เข้า ไปในป่าเพื่อหาใบไม้มาอังไฟให้หอม ท่านพบว่ามีพืชชนิดหนึ่งที่ให้กลิ่นหอมเป็นพิเศษ มีรสฝาด และ สามารถแก้อาการท้องร่วงได้ จึงได้เผยแพร่ให้ชาวบ้านได้ดื่ม ซึ่งพืชที่ค้นพบนี้ก็คือ ชา แม้ว่าต�ำนานเรื่องเล่าของชามีทั้งเรื่องจริงและไม่จริงปะปนกันไปจนไม่สามารถบอกที่มาที่ไป ของชาได้อย่างแน่ชัด อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นส�ำคัญที่เป็นลายลักษณ์อักษร เกี่ยวกับเรื่องชาที่สามารถบอกที่มาที่ไปของชาได้อย่างชัดเจนในราว ค.ศ. 750-800 หลักฐานดังกล่าว คือ ต�ำราชา (Cha Ching) เล่มแรกของโลกทีบนทึกโดยลูอวี้ (Lu Yu) ในต�ำราได้บรรยายถึงแหล่งก�ำเนิด ่ ั ของชา การปลูกชา การผลิตชา คุณภาพของชา วิธีการดื่มชา และขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับชา ต�ำราชาเล่มนี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชาที่ส�ำคัญที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 1.2 ความเป็นมาของชาในต่างประเทศ [1] จากประเทศจีนซึ่งเป็นต้นก�ำเนิดของชา ชาได้แพร่กระจายยังประเทศต่าง ๆ โดยในราว ค.ศ. 593 ได้มีการน�ำวัฒนธรรมการดื่มชาของจีนเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ในช่วง ค.ศ. 803-804 มีการน�ำเมล็ดชาไปปลูกในประเทศญี่ปุ่นโดยพระชาวญี่ปุ่นชื่อ Dengyo Daishi ต่อมาใน ค.ศ. 1169 พระชาวญี่ปุ่นชื่อ Eisai ที่เดินทางมาศึกษาค�ำสอนทางพระพุทธศาสนาในประเทศจีนจึงได้น�ำเมล็ดชา และวัฒนธรรมการดื่มชาของจีนมาเผยแพร่จนได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น จนกระทั่งใน ค.ศ. 1192 ท่านได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพโดยการดื่มชา (Preserving health in drinking tea) ซึ่งเป็นหนังสือชาเล่มแรกของญี่ปุ่น ต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็นประเพณีการชงชาของญี่ปุ่น พิธีชงชา ได้พัฒนารูปแบบเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่เรียกว่า Chado ในราว ค.ศ. 1560 ชาวโปรตุเกสเป็นชาติแรกที่เริ่มค้าชากับจีน โดยชาวโปรตุเกสได้น�ำเข้าชา จากจีนและส่งขายต่อไปยังประเทศฝรั่งเศส และฮอลแลนด์ ชาวดัตช์ได้ส่งชาขายชาให้ประเทศในกลุ่ม ทะเลบอลติก ใน ค.ศ. 1602 โปรตุเกสและฮอลแลนด์เกิดปัญหากัน ฮอลแลนด์จึงเปิดท�ำการค้าชา กับจีนโดยตรง ใน ค.ศ. 1650 ชาได้เข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา และเข้าสู่เกาะอังกฤษในราว ค.ศ. 1652-1654 ในช่วง ค.ศ. 1657-1833 อังกฤษโดยบริษัท East India จ�ำกัด ได้ผูกขาดการน�ำเข้าชา จากจีนสู่เกาะอังกฤษ ใน ค.ศ. 1662 พระเจ้าชาร์ลที่ 2 ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงโปรตุเกส 2
  • เจ้าหญิงทรงเสิร์ฟชาแก่เพื่อนในราชวงศ์และสังคมชั้นสูง  ท�ำให้ชามีชื่อเสียงและมีการดื่มชากัน แพร่หลายมากขึ้นในแวดวงสังคมชั้นสูง ต่อมาได้พัฒนาเป็นประเพณีการดื่มชาตอนบ่าย (afternoon tea) ท�ำให้มีการดื่มชากันแพร่หลายมากขึ้น และมีความต้องการบริโภคชาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการ น�ำเข้าชาจากจีนเพิ่มมากขึ้น เป็นช่วงที่ชาเป็นสินค้าที่มีราคาสูงและเป็นที่ต้องการมาก ใน ค.ศ. 1776 อังกฤษโดยบริษัท East India จ�ำกัด จึงแก้ปัญหาราคาชาโดยส่งขายฝิ่นที่ปลูกในอินเดียซึ่งเป็น อาณานิคมของอังกฤษให้กับจีนแล้วน�ำเงินที่ได้จากการขายฝิ่นมาซื้อชาจากจีน แม้ว่ารัฐบาลจีนได้ ออกกฎหมายห้ามการน�ำเข้าฝิ่น อย่างไรก็ตาม ยังมีการลักลอบน�ำเข้าฝิ่นจากบริษัท East India ของ อังกฤษอย่างต่อเนื่อง ต่อมาใน ค.ศ. 1839 อังกฤษและจีนเกิดปัญหากันขึ้นจึงได้ประกาศสงครามกัน (opium war) จากปัญหาการค้าและสงครามระหว่างจีนและอังกฤษ ท�ำให้อังกฤษพยายามหา แหล่งชาทดแทน โดยใน ค.ศ. 1835 บริษัท East India ของอังกฤษได้ทดลองปลูกชาที่รัฐอัสสัม (Assam) ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย และขยายไปยังดาร์จีลิง (Darjeeling) และเขตอื่น ๆ ทั้ง ทางตอนเหนือและทางตอนใต้ของอินเดีย ต่อมาใน ค.ศ. 1857 ได้มการปลูกชาในศรีลงกาจนได้ผลผลิต ี ั และเริ่มส่งออกได้ใน ค.ศ. 1870 ในราว ค.ศ. 1872 บริษัท East India จ�ำกัด ของอังกฤษ ได้ทดลอง ปลูกชาในประเทศอินโดนีเซีย โดยน�ำชาพันธุ์อัสสัมจากอินเดียเข้ามาทดลองปลูก ในประเทศเวียดนาม ชาวฝรั่งเศสได้เริ่มท�ำสวนชาเป็นครั้งแรกแต่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพราะมีปัญหาความ ขัดแย้งภายในประเทศ ภายหลังสงครามเวียดนามจึงมีการฟื้นฟูและส่งเสริมการปลูกชามากยิ่งขึ้น ในประเทศแถบแอฟริกา ชาได้แพร่หลายเข้าไปครั้งแรกในประเทศมาลาวีในราว ค.ศ. 1878 ต่อมา ได้มีการน�ำพันธุ์ชามาปลูกที่ประเทศเคนยาใน ค.ศ. 1903 และได้พัฒนาการปลูกและผลิตชาในเชิง อุตสาหกรรม จากนั้นชาเริ่มแพร่หลายและปลูกกันต่อเรื่อยมาในประเทศแทนซาเนีย ยูกันดา และ แคเมอรูน 1.3 ความเป็นมาของชาในไทย [1] ชาเป็นพืชพื้นเมืองของไทย สามารถพบกระจายทั่วไปตามภูเขาในแถบภาคเหนือ ในจังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน แพร่ และน่าน อย่างไรก็ตาม การปลูกและผลิตชาของไทยเริ่มขึ้น ครั้งแรกในราว พ.ศ. 2480 โดยคุณประสิทธิ์ และคุณประธาน พุ่มชูศรี ทั้งสองได้จัดตั้งโรงงานชา ขนาดเล็กขึ้นที่อ�ำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และรับซื้อใบชาสดจากชาวบ้านที่ปลูกและท�ำเมี่ยง (ชาอัสสัม) อยู่แล้ว ต่อมาใน พ.ศ. 2482 ได้เริ่มปลูกสวนชาเป็นของตนเอง และขยายพื้นที่ปลูกเพิ่ม มากขึ้น การส่งเสริมและพัฒนาชาของไทยเริ่มขึ้นใน พ.ศ. 2483 โดยปลัดกระทรวงเกษตร (หม่อมหลวง เพชร สนิทวงศ์) อธิบดีกรมเกษตร (คุณพระช่วงเกษตร ศิลปากร) และหัวหน้ากองพืชสวน (หม่อมเจ้า ลักษณากร เกษมสันต์) ได้ส�ำรวจหาพื้นที่เพื่อท�ำการปลูกชาที่อ�ำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และได้ 3
  • เลือกบริเวณโป่งน�้ำร้อนเป็นสถานีทดลองปลูกชา และได้จัดตั้งเป็นสถานีทดลองพืชสวนฝาง โดยใน ระยะแรกน�ำเมล็ดพันธุ์ชาจากต�ำบลม่อนปิ่นและดอยขุนสวยมาปลูก ต่อมาได้มีการศึกษาค้นคว้าและ วิจัยชาในสถานีทดลองหลายแห่ง ได้แก่ สถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ จังหวัดตาก สถานีทดลอง เกษตรที่สูงวาวี จังหวัดเชียงราย และสถานีทดลองเกษตรที่สูงแม่จอนหลวง จังหวัดเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2517 ฝ่ายรักษาความมั่นคงของชาติได้เริ่มโครงการปลูกชาในแปลงสาธิต ต่อมา ใน พ.ศ. 2518 พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้มอบพันธุ์ชาจากไต้หวันแก่นายพลต้วน ซี เหวิน เพื่อ น�ำมาปลูกที่ดอยแม่สลอง อ�ำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ใน พ.ศ. 2522 คณะกรรมการหมู่บ้าน น�ำโดยนายพลต้วน ซี เหวิน อดีตผู้น�ำกองพล 93 ได้รวมหุ้นจัดตั้งเป็นสหกรณ์หมู่บ้าน และมีการ ส่งเสริมการปลูกชาอย่างจริงจัง ต่อมามีการขยายพันธุ์ชาและน�ำชาจีนหลากหลายพันธุ์ไปปลูกในพื้นที่ ต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ยังมีการน�ำชาที่ได้มีการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์จากไต้หวันมา ปลูกเพิ่มมากขึ้นโดยได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ ท�ำให้การปลูกชาขยายตัวมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีการปลูกและผลิตชากันมากในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ คิดเป็นประมาณร้อยละ 80-90 ของการปลูกและผลิตชาของประเทศไทย 1.4 สถานภาพการผลิตชาของโลก ในบรรดาการผลิตและบริโภคชาทั่วโลก ชาด�ำมีปริมาณการผลิตและบริโภคมากที่สุด (คิดเป็น ร้อยละ 78 ของชาทั้งหมด) ชาด�ำนิยมบริโภคในประเทศแถบตะวันตก อินเดีย ศรีลังกา แอฟริกา และ อินโดนีเซีย การผลิตชาเขียวคิดเป็นร้อยละ 20 ของชาทั้งหมด นิยมผลิตและบริโภคกันมากในประเทศ ญี่ปุ่นและจีน ส่วนอีกร้อยละ 2 ที่เหลือเป็นชาอู่หลงซึ่งผลิตและบริโภคกันมากในจีนตอนใต้และ ไต้หวัน[2] มูลค่าการค้าและปริมาณการส่งออกชาของโลกใน พ.ศ. 2550-2555 ของ 20 ประเทศแรก ของโลก แสดงดังตารางที่ 1.1 และ 1.2[3] 4
  • ตารางที่ 1.1 มูลค่าการส่งออกชาของโลก[3] ล�ำดับที่ ประเทศ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 ลค่าการส่งออกชาของโลก (US Dollar thousand) มู 2550 2551 2552 2553 2554 World 4,501,832 5,482,230 5,440,722 6,389,160 6,707,760 Sri Lanka 1,017,027 1,258,557 1,175,677 1,366,815 1,475,038 Kenya 698,213 931,582 893,984 1,163,630 1,176,308 China 604,033 682,248 704,947 784,145 965,080 India 433,340 560,493 554,326 694,852 865,427 United Kingdom 306,938 323,912 278,427 327,752 261,780 Germany 173,245 206,782 186,318 194,433 227,114 Indonesia 126,615 158,959 171,628 178,549 166,717 Poland 44,098 64,752 60,002 75,225 141,864 Viet Nam 133,497 147,326 180,219 200,536 124,833 Argentina 55,923 63,567 72,560 94,537 105,247 Belgium 69,959 77,940 73,861 83,836 100,834 Malawi 55,415 36,861 78,298 80,776 86,273 United States of America 46,547 57,081 53,427 68,357 73,651 Uganda 47,629 47,222 59,761 68,263 72,126 United Arab Emirates 95,711 114,805 176,549 272,519 61,808 Japan 29,203 33,284 37,338 50,289 60,353 Rwanda 30,344 125,454 75,643 no data 52,762 Russian Federation 60,188 77,275 62,964 55,949 50,500 France 45,439 52,095 51,315 51,204 49,660 United Repubic of Tanzania 39,146 42,545 68,140 47,324 46,938 5
  • ตารางที่ 1.2 ปริมาณการส่งออกชาของโลก[3] ล�ำดับที่ ประเทศ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 2550 ปริมาณการส่งออกชาของโลก (Tons) 2551 2552 2553 World 2554 1,825,995 1,905,949 1,823,154 1,992,936 1,993,729 Kenya 374,329 390,283 331,594 417,661 388,344 China 289,623 296,946 302,952 302,525 322,580 India 181,142 201,498 198,113 218,793 322,548 Sri Lanka 310,293 318,490 288,427 312,931 321,074 Argentina 75,767 77,498 69,863 85,744 86,650 Viet Nam 115,725 104,728 134,532 136,709 83,660 Indonesia 83,689 96,210 92,304 87,101 75,450 Uganda 44,015 45,914 47,928 55,079 55,256 Malawi 54,397 30,435 47,356 49,999 46,007 Germany 24,035 26,990 25,373 25,946 28,624 United Repubic of Tanzania 30,506 28,103 30,438 26,172 27,114 United Kingdom 25,267 27,739 27,482 30,675 26,435 Rwanda 20,083 20,042 16,478 no data 23,207 Belgium 8,123 8,261 7,862 10,148 15,423 Poland 5,816 7,387 8,546 10,132 14,147 Iran (Islamic Republic of) no data no data no data 24,611 12,950 United States of America 8,071 9,091 8,530 10,835 11,326 United Arab Emirates 37,218 45,872 44,750 53,849 11,205 Zimbawe 3,575 7,153 7,874 10,023 9,760 Burundi 6,712 6,149 6,454 7,769 9,406 1.5 สถานภาพการผลิตชาของไทย ปัจจุบัน ชาถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามความ ต้องการบริโภคชาที่เพิ่มขึ้น ประเทศไทยมีการปลูกและผลิตชาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก โดยใน พ.ศ. 2541 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกชาทั้งสิ้น 77,067 ไร่ ให้ผลผลิตใบชาสด 27,282 ตัน จากการส่งเสริมให้มี การปลูกชาเพิ่มมากขึ้น ท�ำให้ใน พ.ศ. 2554 ไทยมีพื้นที่ปลูกชาเพิ่มขึ้นเป็น 123,211 ไร่ มีผลผลิต 6
  • ใบชาสดรวม 68,892 ตัน[4] แหล่งปลูกชาที่ส�ำคัญของไทยอยู่ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน ล�ำปาง แม่ฮ่องสอน และแพร่ โดยจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่มีการปลูกและผลิตชามากที่สุดของ ประเทศ คิดเป็นประมาณร้อยละ 80-90 ของพื้นที่ปลูกและผลิตชาของทั้งประเทศ[5] ตารางที่ 1.3 พื้นที่ให้ผลผลิตและผลผลิตใบชาสดของไทย[4] พ.ศ. พื้นที่ให้ผลผลิต (ไร่) ผลผลิตใบชาสด (ตัน) 2541 2542 2543 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553 2554 77,067 78,443 84,158 87,972 89,754 95,326 93,702 95,555 100,152 105,989 113,364 116,466 121,621 123,211 27,282 38,538 50,354 32,290 33,384 33,961 51,763 51,573 53,782 57,362 61,557 63,707 67,241 68,892 กลุ่มพันธุ์ชาที่ปลูกในประเทศไทยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มพันธุ์ใหญ่ ๆ คือ กลุ่มพันธุ์ชาอัสสัม (Camellia sinensis var. assamica) และกลุ่มพันธุ์ชาจีน (Camellia sinensis var. sinensis) ชา อัสสัมเป็นชาพื้นเมืองดั้งเดิมของไทยที่พบได้ตามภูเขาสูงในแถบภาคเหนือ ส่วนชาจีนเป็นชาที่มีถิ่น ก�ำเนิดในประเทศจีน เป็นกลุ่มพันธุ์ชาที่มีการปรับปรุงพันธุ์จนได้พันธ์ุดีและน�ำเข้ามาปลูกในประเทศ ไทย กลุ่มพันธุ์ชาจีนที่นิยมปลูกในไทย ได้แก่ พันธุ์อู่หลงเบอร์ 17 (อู่หลงก้านอ่อน) อู่หลงเบอร์ 12 (ชิงซิงอู่หลง) พันธุ์สี่ฤดู และพันธุ์ถิกวนอิม 7
  • ใบชาสดที่นิยมน�ำมาผลิตชาเพื่อให้ได้ชาคุณภาพดีจะใช้ยอดชาที่ประกอบด้วยยอดตูมและ ใบที่อยู่ต�่ำลงมา 2 ใบ (1 ยอดตูม 2 ใบบาน) น�ำมาเข้ากระบวนการผึ่ง คั่ว นวด และอบที่แตกต่างกัน ท�ำให้ได้ชาที่มีสี กลิ่น และรสชาติของน�้ำชาที่แตกต่างกันไป ขั้นตอนการผลิตที่หลากหลาย ซับซ้อน ประกอบกับความช�ำนาญของผู้ผลิตชา รวมทั้งชนิดของพันธุ์ชา และความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ปลูก จะเป็นตัวก�ำหนดคุณภาพและลักษณะของชาประเภทต่าง ๆ เมื่อจัดแบ่งประเภทชาตามระดับของ การหมักสามารถแบ่งชาได้ 3 ประเภท คือ ชาเขียว (ชาไม่หมัก) ชาอู่หลง (ชากึ่งหมัก) และชาด�ำ (ชา หมัก) นอกจากนี้ในประเทศไทยยังมีชาชนิดอื่น ๆ ได้แก่ เมี่ยง และชาผงปรุงแต่ง สายพันธุ์ชาแต่ละ สายพันธุ์นิยมน�ำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาที่ไม่เหมือนกัน โดยชาอัสสัมส่วนใหญ่นิยมน�ำมาแปรรูป เป็นชาด�ำ (ชาหมัก) ชาแดง ชาผงปรุงแต่ง (ชาไทยและชาเขียวนม) ชาเขียว (ชาไม่หมัก) และเมี่ยง ส่วนชาจีนนิยมน�ำมาผลิตเป็นชาอู่หลง (ชากึ่งหมัก) และชาเขียว โดยทั่วไปแล้วชาที่ผลิตจากกลุ่ม พันธุ์ชาจีนมีราคาสูงกว่าชากลุ่มพันธุ์อัสสัม ใน พ.ศ. 2544 ไทยมีปริมาณการส่งออกชารวมทั้งสิ้น 1,249 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,935 พันล้าน เหรียญสหรัฐ ปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนกระทั่ง พ.ศ. 2552 ปริมาณการส่งออกชาของ ไทยเริ่มมีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตาม มูลค่าการส่งออกชาของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยใน พ.ศ. 2555 ไทยมีมูลค่าการส่งออกชารวมทั้งสิ้น 5,737 พันล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศคู่ค้า ส�ำคัญที่น�ำเข้าชาจากไทยคือ ไต้หวัน เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา จีน กัมพูชา และลาว[6] ปริมาณการน�ำเข้าชาของไทยในช่วง พ.ศ. 2544-2555 มีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยใน พ.ศ. 2555 ไทยน�ำเข้าชาเป็นปริมาณทั้งสิ้น 7,742 ตัน คิดเป็นมูลค่า 11,660 พันล้านเหรียญสหรัฐ ชาที่น�ำเข้า ส่วนใหญ่น�ำเข้าจากศรีลังกา อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ซึ่งคาดการณ์ได้ว่าส่วนใหญ่ไทยน�ำเข้า ชาด�ำมูลค่าสูงจากประเทศอินเดีย ศรีลังกา และอินโดนีเซีย น�ำเข้าชาเขียวมูลค่าสูงจากจีนและ ญี่ปุ่น[6] 8
  • รูปที่ 1.1 ปริมาณ (A) และมูลค่าการส่งออกชาของไทย (B) 9
  • รูปที่ 1.2 ปริมาณ (A) และมูลค่าการน�ำเข้าชาของไทย (B) 10
  • เอกสารอ้างอิง 1. 2. 3. 4. 5. 6. ธีรพงษ์ เทพกรณ์. (2553). เปิดต�ำนานแห่งชา. Coffee, tea & ice cream magazine ฉบับที่ 17, กรกฎาคม-สิงหาคม หน้า 26-27. FAO. (2008). Internationally coordinated action for the promotion of tea consump tion. Committee on Commodity Problems–Intergovernmental Group on Tea, 18th Session. Hangzhou, China, 14–16 May 2008 Market Analysis and Research, International Trade Centre (ITC) [Online]. Available from: http://www.trademap.org/Index.aspx Retrieved on March 18, 2013. ส�ำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. สายลม สัมพันธ์เวชโสภา, ธีรพงษ์ เทพกรณ์, พนม วิญญายอง และประภัสสร อึ้งวณิชยพันธ์ (2551). โครงการศึกษาสถานภาพปัจจุบันของชาในประเทศไทย. รายงานการวิจัยฉบับ สมบูรณ์ ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย 216 หน้า. ธี ร พงษ์ เทพกรณ์ . (2554). สถานภาพปั จ จุ บั น ของชาไทย. จดหมายข่ า วชา มหาวิ ท ยาลั ย แม่ฟ้าหลวง ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 เมษายน-มิถุนายน หน้า 2-3. 11