• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
ว30103
 

ว30103

on

  • 5,651 views

 

Statistics

Views

Total Views
5,651
Views on SlideShare
5,651
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
207
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    ว30103 ว30103 Presentation Transcript

    • สื่อการเรียนรายวิชาชีววิทยา ( ว 30103) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 เสนอ ครูมยุรี มุขศรีใส กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลำลูกกา
    • สื่อการเรียนรายวิชาชีววิทยา ( ว 30103) หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เรื่อง ไบโอม
    • ไบโอม
    •   คือระบบนิเวศใดๆ ก็ตามที่มีองค์ประกอบของปัจจัยทางกายภาพเช่นอุณหภูมิ ความชื้นและปัจจัยทางชีวภาพ เช่น พืชและสัตว์ ที่คล้ายคลึงกันกระจายอยู่ในเขตภูมิศาสตร์ต่างๆ ประเภทของไบโอม  แบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ไบโอมบนบก และไบโอมในน้ำ
    • ไบโอมบนบก 1. ป่าดิบชื้น (tropical rain forest) 2. ป่าผลัดใบในเขตอบอุ่น (temperate decidous forest) 3. ป่าสน (coniferous forest) 4. ทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น (temperate glassland) 5. สะวันนา (savanna) 6. ทะเลทราย (desert) 7. ทุนดรา (tundra)
    • ไบโอมในน้ำ 1. น้ำจืด 2. น้ำเค็ม 3. น้ำกร่อย
    • 1. ป่าดิบชื้น (tropical rain forest)
    • ป่าดงดิบ ( evergreen forest) หรืออาจเรียกว่า ป่าฝนเขตร้อน ( tropical rainforest) พบได้ในบริเวณใกล้เขตเส้นศูนย์สูตรของโลกในทวีปอเมริกากลาง ทวีปอเมริกา เอเชียตอนใต้ และบริเวณบางส่วนของหมู่เกาะแปซิฟิก  ลักษณะของภูมิอากาศร้อนและชื้น อากาศบริเวณนี้มีการเปลี่ยนไม่มากนัก ที่ สำคัญมีฝนตกชุกตลอดปี  ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 200 – 400 เซนติเมตรต่อปี หรือปีละ 2,000-5,000 มม . (2-5 เมตร ) ต่อปี มีอินทรียสารอุดมสมบูรณ์มาก และมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากมายมหาศาล ป่าดงดิบมีหลายแบบ ที่พบในประเทศไทย มีทั้งป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าพรุ ฯลฯ   ในป่าชนิดนี้พบพืชและสัตว์หลากหลายพันสปีชีส์  เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงมากเขียวชอุ่มร่มรื่น  
    • 2. ป่าผลัดใบในเขตอบอุ่น (temperate decidous forest)
    • พบกระจายทั่วไปในละติจูดกลาง ทั้งในเขตอบอุ่น และเขตร้อนของโลก เช่น ในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป ประเทศจีน และในประเทศไทย ป่าผลัดใบได้รับน้ำฝนประมาณ 600-2,500 มม . ต่อปี ซึ่งมีปริมาณความชื้นเพียงพอที่ต้นไม้ใหญ่จะเจริญเติบโตได้ดี และมีอากาศ ค่อนข้างเย็น พรรณไม้หลักเป็นไม้ต้นใบกว้างซึ่งทิ้งใบในช่วงฤดูแล้ง หรือช่วงฤดูหนาว และผลิใบอีกครั้งเมื่อมีฝนตก ในป่าชนิดนี้และต้นไม้จะทิ้งใบหรือผลัดใบก่อนฤดูหนาว  และจะเริ่มผลิใบอีกครั้งเมื่อฤดูหนาวผ่านพ้นไปแล้ว สัตว์ที่พบ เช่น กวางเอลก์ และสุนัขจิ้งจอก  โดยมีต้นไม้ที่พบมีหลากหลายทั้งไม้ยืนต้น  ไม้พุ่ม  รวมถึงไม้ล้มลุก
    • 3. ป่าสน (coniferous forest)
    • ป่าสน ( Coniferous forest)  ป่าไทกา ( Taiga)  และป่าบอเรียล ( Boreal) เป็นป่าประเภทเขียวชอุ่มตลอดปี  พบได้ทางตอนใต้ของประเทศแคนนาดา  ทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ  ทวีปเอเชียและยุโรป  ในเขตละติจูดตั้งแต่ 45 – 67 องศาเหนือ  ลักษณะของภูมิอากาศมีฤดูหนาวค่อนข้างยาวนาน ภูมิอากาศแบบกึ่งอาร์กติก Continental Subarctic climate เป็นเขตหนาวเย็นและแห้ง มีระยะเวลาที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งนานกว่า 6 เดือน ในเดือนมกราคม อุณหภูมิ ประมาณ - 6 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูร้อน มีอากาศ อบอุ่นขึ้น อุณหภูมิในเดือนกรกฎาคม ประมาณ 16 องศาเซลเซียส มีฝนตกในฤดูร้อน ปริมาณ หยาดน้ำฟ้า 500-1,000 มิลลิเมตรต่อปี ส่วนใหญ่ตกในรูปของหิมะ มีฝนตกมากกว่าเขตทุนดรา และมีฤดูร้อนยาวนานกว่าเขตทุนดราเล็กน้อย
    • 4. ทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น (temperate glassland)
    • ทุ่งหญ้าในเขตอบอุ่นที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ เรียกว่า แพรรี่ ( prairie ) ในเขตยูเรเชีย เรียก สเต็ปป์ ( steppe) และในทวีปอเมริกาใต้เรียก แพมพา ( pampa) สภาพภูมิอากาศมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 25 – 50 เซนติเมตรต่อปี มักมีฝนตกในช่วงฤดูร้อน และแห้งแล้งในฤดูหนาว นอกจากทุ่งหญ้าแล้ว ยังมีไม้พุ่มที่มีหนาม มีไม้ต้นทนแล้ง และทนไฟป่า เช่น เบาบับ ( baobab) และพวกกระถิน ( acacia) สัตว์ที่พบมีหลากหลาย เช่น ช้าง ม้าลาย สิงโตในอัฟริกา หมีโคลา จิงโจ้ และนกอีมูในออสเตรเลีย ทุ่งหญ้าเขตอบอุ่นนี้เหมาะสำหรับการทำกสิกรและปศุสัตว์  เพราะดินมีความอุดมสมบูรณ์สูงมีหญ้านานาชนิดขึ้นอยู่  ส่วนใหญ่พบมีการทำเกษตรกรรมควบคู่ในพื้นที่นี่ด้วย
    • 5. สะวันนา (savanna)
    • ทุ่งหญ้าสะวันนา มักจะพบกระจายอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ของทวีปแอฟริก หรือ อเมริกาใต้ สะวันนา ( Savanna) เป็นทุ่งหญ้าที่พบได้ในทวีปแอฟริกาและพบบ้างทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีป เอเชีย  ลักษณะของภูมิอากาศร้อน ในฤดูร้อนมักเกิดไฟป่า มีลักษณะเป็นป่าไม้จนถึงทุ่งหญ้า ที่มีต้นไม้กระจายอยู่ห่างๆ กันทั้งนี้เนื่องจากความชื้นในฤดูแล้งไม่เพียงพอสำหรับการปกคลุมของต้นไม้ ให้เต็มพื้นที่ ไม้บางชนิดเป็นพวกทนแล้ง ( xerophyte) การที่มีเรือนยอดโปร่งทำให้ไม้พื้นล่างขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น โดยเฉพาะหญ้าชนิดต่างๆ สัตว์ที่พบมีหลากหลาย เช่น ช้าง ม้าลาย สิงโตในอัฟริกา หมีโคลา จิงโจ้ และนกอีมูในออสเตรเลีย
    • 6. ทะเลทราย (desert)
    • คือบริเวณที่มีปริมาณน้ำฝน 250 มม . ต่อปี และบางช่วงอาจ ไม่มีฝนตกยาวนานถึง 8-10 ปี พบได้ทั่วไปในโลก  ในพื้นที่มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยน้อยกว่า 25 เซนติเมตรต่อปี ทะเลทรายบางแห่งร้อนมากมีอุณหภูมิเหนือผิวดินสูงถึง 60 องศาเซลเซียสตลอดวัน  บางวันแห่งมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น  ทะเลทรายบางแห่งซึ่งมีอากาศร้อน เช่น ทะเลทรายซาฮาราในอัฟริกา ทะเลทรายโซโนรันในเม็กซิโก มีฤดูหนาวสั้นๆ ที่ไม่หนาวมากนัก แต่ทะเลทรายบางแห่ง เช่น ทะเลทรายโกบีในมองโกเลียอาจมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งยาวนานในฤดูหนาว พืชที่พบในทะเลทรายเป็นพวกไม้พุ่มทนแล้ง พืชอวบน้ำ และพืชปีเดียว พืชที่พบในไบโอมทะเลทรายนี้มีการป้องกันการสูญเสียน้ำ  โดยใบลดรูปเป็นหนาม  ลำต้นอวบ  เก็บสะสมน้ำดี  ในทะเลทรายมีสัตว์เลื้อยคลาน พวกงูและกิ้งก่า และสัตว์ใช้ฟันกัดแทะ เช่น พวกหนูชุกชุม สัตว์ส่วนใหญ่หากินกลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อนในตอนกลางวัน
    • 7. ทุนดรา (tundra)
    • มีอาณาเขตตั้งแต่เส้นรุ้งที่ 60 เหนือขึ้นไปจนถึงขั้วโลก เป็นบริเวณหนาวเย็นที่มีหิมะปกคลุมเกือบตลอดปี แม้ในช่วงฤดูร้อน  ซึ่งเป็นสั้นๆ ประมาณ 2-3 เดือน อุณหภูมิในฤดูร้อนเฉลี่ยต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูหนาว อากาศหนาวจัด อุณหภูมิ ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งยาวนานกว่า 6 เดือน ฝนตกน้อย ปริมาณหยาดน้ำฟ้าประมาณ 500 มิลลิเมตร ส่วนใหญ่ตกในรูปของหิมะ ใต้พื้นดินก็ยังเป็นน้ำแข็ง เขตทุนดรา ได้แก่ พื้นที่ของรัฐอะลาสก้า และไซบีเรีย ในช่วงฤดูหนาวอันยาวนานเป็นช่วงที่ขาดชีวิตชีวา สัตว์จะจำศีล ( Hibermation) หรือหลบอยู่ใต้หิมะ และใต้ก้อนน้ำแข็ง พืชหยุดชะงักการเจริญเติบโต ในฤดูร้อนพื้นดินและพื้นน้ำจะสลับกันเป็นลวดลายสวยงาม ชุมชนแบบทุนดราเป็นชุมชนแบบง่ายๆ ไม่ยั่งยืนและไม่สมดุล เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นจึงทำให้มีอัตราการระเหยต่ำ การสลายตัวของธาตุอาหารเกิดอย่างช้าๆ ทำให้ค่อนข้างขาดแคลนอาหาร แม้สภาพแวดล้อมจะไม่ใคร่เหมาะสม แต่สิ่งมีชีวิตก็สามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้ พืชมีอายุการเจริญสั้นเพียงแค่ 60 วัน พืชชนิดเด่นได้แก่ ไลเคนส์ นอกจากนี้ยังมีมอส กก หญ้าเซดจ์ ( Sedge) และไม้พุ่มเตี้ย เช่น วิลโลแคระ
    • 1. น้ำจืด
    • โดยทั่วไปประกอบด้วยแหล่งน้ำนิ่งซึ่งได้แก่ ทะเลสาบ สระ หนอง บึง กับแหล่งน้ำไหล ซึ่งได้แก่ธารน้ำไหลและแม่น้ำเป็นต้น
    • 2. น้ำเค็ม
    • ประกอบด้วยแหล่งน้ำเค็ม ซึ่งได้แก่ทะเลและมหาสมุทรซึ่งพบในปริมานมาก มีถึงร้อยละ 71 ของพื้นที่ผิวโลกและมีความลึกมาก โดยมีความลึกเฉลี่ยถึง 3750 เมตร ไบโอมแหล่งน้ำเค็มจะแตกต่างกับแหล่งน้ำจืด โดยที่มีน้ำขึ้นน้ำลงเป็นปัจจัยทางกายภาพที่สำคัญ
    • 3. น้ำกร่อย
    • คือช่วงรอยต่อของแหล่งน้ำจืดและน้ำเค็มที่มาบรรจบกัน ซึ่งมักจะพบตามปากแม่น้ำ การขึ้นลงของกระแสน้ำทีอิทธิผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าความเค็มของน้ำในแหล่ง น้ำกร่อยเป็นอย่างมาก
    • เอกสารอ้างอิง http://www.thaigoodview.com/node/46248
    • สมาชิก 1. นายทรงกรด วารีศรลาภ เลขที่ 2 2. นายฐิติวัชร์ สร้อยสนถาวรกุล เลขที่ 6 3. นางสาวสุวิชญา จันทรสาขา เลขที่ 24 4. นางสาวมธุรส มีฉลาด เลขที่ 34 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 กลุ่มที่ 7