Your SlideShare is downloading. ×
0
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
11 สื่อผสม (multimedia) 001272
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

11 สื่อผสม (multimedia) 001272

502

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
502
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
38
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอรคณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยนเรศวร1สื่อผสม (Multimedia)
  • 2. วัตถุประสงค2เพื่อใหเขาใจในความหมายของมัลติมีเดียเพื่อใหเขาใจองคประกอบของมัลติมีเดียเพื่อใหเขาใจระบบสี RGB และ CMYKเพื่อใหเขาใจการทํางานของแสงและสี
  • 3. ความหมาย3มัลติ (Multi) หมายถึง หลายๆ อยางผสมกัน (มีศัพทใกลเคียงกัน เชน Many,Much และ Multiple เปนตน)มีเดีย (Media) หมายถึง สื่อ ขาวสาร ชองทางการติดตอสื่อสาร"สื่อผสม (Multimedia)" คือการผสมผสานหรือบูรณาการของสื่อตางๆ มากกวา 2ประเภทขึ้นไป เพื่อสรางเนื้อหาสาระใหมสําหรับการสอนและการสื่อสาร โดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอรเปนเครื่องมือหรืออุปกรณการผลิตและการนําเสนอ
  • 4. องคประกอบของมัลติมีเดีย4มัลติมีเดีย (Multimedia) จะตองมีองคประกอบตั้งแต 2 องคประกอบเปนอยางนอย เชน ใชตัวอักษรรวมกับการใชสีที่แตกตางกัน 2-3 สี ภาพศิลป ภาพนิ่ง จากการวาด หรือการสแกน นอกนั้น ก็อาจมีเสียงและวิดีทัศนรวมอยูดวยก็ไดTextGraphicsMultimediaMultimediaAudio AnimationVideo
  • 5. องคประกอบของมัลติมีเดีย (ตอ)5Text ตัวอักษร ในระบบคอมพิวเตอรเปนตัวอักษรระบบดิจิตอล ในโปรแกรมคอมพิวเตอรจะมีตัวอักษรใหเลือกหลาบแบบ หลายขนาดGraphics เปนภาพกราฟกที่ไมมีการเคลื่อนไหว เชน ภาพถาย หรือภาพวาด เปนตน ชวยในการเสริมความชัดเจนใหกับ Text เพื่อใหเขาใจงายขึ้นAudio ชวยใหเกิดบรรยากาศที่นาสนใจในการรับรูทางหู โดยอาศัยจะนําเสนอในรูปของ เสียงประกอบ เพลงบรรเลง เสียงพูด เสียงบรรยาย หรือเสียงพากย เปนตนไฟลเสียงมีหลายประเภท เชน Midi ,Wav ,Mp3Animation หมายถึง การทําใหภาพเคลื่อนไหว โดยการเปลี่ยนตําแหนงของภาพหรือการแสดงภาพหลายๆ ภาพที่แตกตางกันอยางรวดเร็วVideo นับเปนสื่ออีกรูปหนึ่งที่นิยมใชกับเทคโนโลยีมัลติมีเดีย เนื่องจากสามารถแสดงผลไดทั้งภาพเคลื่อนไหว และเสียงไปพรอมๆ กัน
  • 6. ตัวอักษร (Text)6แอสกี (ASCII) ยอมาจาก American Standard Code for InformationInterchange) ใชเพียงประเทศสหรัฐอเมริกาเทานั้นยูนิโคด (Unicode) เปนรหัสที่พัฒนาขึ้นเพื่อการใชงานที่เปนสากล โดยผูพัฒนาคือองคกรกําหนดมาตรฐานสากลหรือไอเอสโอ (ISO : Internation Organization forStandardization) เพื่อรองรับตัวอักษรและสัญลักษณแบบตางๆ ของแตละภาษาเปนรหัสขนาด 16 บิต สามารถรองรับตัวอักษรไดมาถึง 65,536 (รหัส) ในรูปแบบของ “ Code Point”
  • 7. รูปแบบตัวอักษร(Fonts) แบงเปน 3 ระดับ ไดแก71.ประเภท (Category) เปนที่รวมของตระกูล (Family) และชื่อเฉพาะ (Face) ของแตละตัวอักษร (Font)แบงไดดังนี้1.1 Serif: เปนแบบอักษรที่ใชเปนมาตรฐาน ในแตละตัวอักษรจะมีเสนคลายๆ ขีด-เหลี่ยม1.2 Sans-Serif: เปนแบบอักษรที่คุนเคยมากกวา Serif เพราะเปนที่นิยมของผูเขียนเว็บ มีรูปรางมนกลม และดูสวยงาม1.3 Monospaced: เปนแบบอักษรที่มีขนาดความกวางของทุกตัวอักษรเทากันหมดบางครั้งเรียกวา Typewriter Fonts เนื่องจากมีลักษณะใกลเคียงกับตัวอักษรที่ไดจากเครื่องพิมพดีด1.4 Script: เปนแหลงรวมของแบบอักษรทุกชนิด ที่มีลักษณะพิเศษตางๆ เชน มีจุด มีหาง เปนตน
  • 8. รูปแบบตัวอักษร(Fonts) (ตอ)82. ตระกูล (Family)เปนหมวดที่ยอยลงไปจาก Category แตตัวอักษรที่อยูในตระกูลเดียวกัน จะมีบรรพบุรุษรวมกันตารางแสดงความสัมพันธระหวาง Category และ FamilyCategory FamilySerif Times, Century Schoolbook, GaramondSans-Serif Helvetica, Arial, VerdanaMonospaced Courier, Courier NewDecorative Whimsy, Arribal, Bergell
  • 9. รูปแบบตัวอักษร(Fonts) (ตอ)93. ชื่อเฉพาะ (Face)เปนตัวอักษรที่สามารถแสดงความสัมพันธระหวาง Family และ FaceFamily FaceTime Roman, ItalicArial Regular, Bold, ItalicCourier Regular, ObliqueWhimsy Regular, Bold
  • 10. การใชงานตัวอักษรและรูปแบบตัวอักษรในมัลติมีเดีย10ในการใชตัวอักษรที่มีขนาดเล็กจะตองชัดเจนและอานงายขอความที่ตองการจะเนนควรจะมีลักษณะที่แตกตางจากขอความธรรมดาเชน มีการขีดเสนใต ตัวอักษรตัวเอียง หรือตัวหนาจัดชองวางของบรรทัดใหเหมาะสมและอานงายจัดขนาดของตัวอักษรตามความสําคัญของขอความหัวขอที่ใชตัวอักษรขนาดใหญควรมีระยะชองไฟของตัวอักษรที่ใหความรูสึกที่ดี ไมติด หรือหางกันเกินไปจัดสีของขอความใหอานงาย มีความแตกตางจากสีของพื้นหลังควรใชวิธีการ Anti-aliasing กับหัวขอที่เปนอักษรกราฟฟกขนาดใหญ
  • 11. การใชงานตัวอักษรและรูปแบบตัวอักษรในมัลติมีเดีย(ตอ)11หากตองการจัดขอความใหอยูกึ่งกลางบรรทัด ไมควรทําติดตอกันหลายบรรทัดจะดูไมสวยงามในภาษาอังกฤษควรใชอักษรพิมพใหญ และพิมพเล็กอยางเหมาะสมเนนความนาสนใจของขอความดวยการไลแสงเงาใหตัวอักษรหรือวางหัวขอหลักๆ บนพื้นที่วาง ซึ่งเปนจุดที่สนใจที่มองเห็นไดอยางชัดเจนสรรหาขอคิด คําเสนอแนะ หรือคําติชมจากหลายๆ ความคิดมาสรุปเพื่อเลือกใชตัวอักษรที่เหมาะสมที่สุดใชคําศัพทที่มีความหมายนาสนใจและเขาใจงาย เพื่อเชื่อมโยงหัวขอกับเนื้อความเขาดวยกันขอความสําหรับเชื่อมโยงบนหนาเว็บเพจ ควรมีลักษณะตัวอักษรที่เนนขอความ เชน ใสสีสัน ขีดเสนใตขอความ ควรหลีกเลี่ยงการเนนดวยสีเขียวบนพื้นสีแดงเนนเนื้อความที่เปนจุดสําคัญดวยการทําแถบสีที่ขอความนั้นๆ แตไมควรใหเหมือน TextLink หรือขอความบนปุมกด Button
  • 12. การจัดวางขอความสําหรับการอาน (Fields for Reading)12จัดวางขอความสําคัญๆ แตละหัวขอใหอยูบนจอภาพเดียวกันแบงเนื้อความอธิบายเปนสวนๆ แยกยอยกันไปในแตละยอหนาใชตัวอักษรที่อานงาย และมีขนาดของตัวอักษรไมใหญหรือเล็กจนเกินไปเชื่อมโยงความสัมพันธของขอความใหงายตอการเขาถึงขอมูลที่ตองการไดอยางรวดเร็ว
  • 13. ภาพกราฟก (Graphics)13กราฟก (Graphic) ก็คือภาพตาง ๆ ที่เกิดจากการสรางสรรค ไมวาจะเปนวาดเสน หรือระบายสีจนเกิดเปนภาพ ลักษณะตาง ๆ ขึ้นมา สวนคําวาคอมพิวเตอรกราฟก (Computer Graphic – CG) ก็คือภาพตาง ๆ ที่เกิดขึ้นมา จากการใชเครื่องคอมพิวเตอรเปนเครื่องมือในการสรางสรรค
  • 14. ตัวอยางโปรแกรม14โปรแกรมสําหรับวาดภาพ เชน โปรแกรม Microsoft Paint,Illustrator, Corel Painter หรือ Corel DRAW เปนตนโปรแกรมสําหรับการตกแตงภาพ เชน Photoshop, Paint Shop Proหรือ GIMP เปนตนโปรแกรมสําหรับงานตัดตอหรือแกไขวิดีโอ Premiere Pro, FinalCut Pro, After Effect, Newtek VT หรือ Combustion เปนตนโปรแกรมสําหรับสรางงาน 2D Animation เชน Flash, Moho หรือToon Boom เปนตนโปรแกรมสําหับสรางงาน 3D Animation เชน 3ds Max, Maya,Lightwave, Softimage XSI หรือ Cinema 4D เปนตน
  • 15. ประเภทของภาพ15วิธีการที่เครื่องคอมพิวเตอรจะสามารถสรางภาพ และบันทึกขอมูลของภาพนั้นเก็บเอาไวมีอยู 2 วิธี หลัก ๆ ดวยกัน คือวิธีการสรางภาพแบบ Raster Graphicวิธีการสรางภาพแบบ Vector Graphic
  • 16. Raster Graphic16เปนวิธีการสรางภาพและจดจําขอมูลของภาพแบบที่เรียบงายที่สุด อาศัยหลักการ โดยนําเอาจุดสีเล็ก ๆ ที่เรียกวา Pixelหลาย ๆ จุดมาวางเรียงกันจนกลายเปนภาพขนาดใหญ ยิ่งจุดสีหรือ Pixel มีจํานวนมากเทาไหร ภาพก็ยิ่งมีรายละเอียดมากแลดูสวยงาม (ความละเอียดของภาพแบบ Raster วัดเปนจํานวนจุด Pixel ตอพื้นที่ 1 ตารานิ้ว หรือตารางเซนติเมตร)
  • 17. Raster Graphic (ตอ)17ถาเราขยายภาพที่เปน Raster Graphic ขึ้นมากๆ เราจะพบวาภาพนั้นประกอบไปดวยจุดสีสี่เหลี่ยมที่ เรียกวา Pixel หลาย ๆ จุดมาวางเรียงตอกัน ไฟลประเภทนี้ไดแกBMP, CGM, GIF, HGL, JPEG, PBM, PCX, PGM, PNM, PPM, PSD, RLE, TGA,TIFF และ WPGสวนใหญภาพประเภทนี้จะนํามาจากแหลงขอมูลตางๆ ผานโปรแกรมที่รองรับการทํางานเกี่ยวกับรูปภาพ การคัดลอก (Copy) ภาพที่แสดงบนจอภาพ โดยกดปุมPrint Screen บนคียบอรด จากนั้นวาง (Paste) ในโปรแกรมที่สามารถแกไขภาพหรือโปรแกรมที่จะใชพิมพการนําภาพถายผานทางเครื่องสแกนเนอร (Scanner) หรือรูปภาพจากกลองถายภาพดิจิตอลหรือกลองวิดีโอดิจิตอล เปนตน
  • 18. Vector Graphic18เปนภาพที่มีวิธีการสรางภาพและบันทึกขอมูลของภาพที่แตกตางออกไปอยางสิ้นเชิง เพราะภาพแบบ Vector จะอาศัยการทางเลขาคณิตมาเปนตัวชวยในการสรางภาพและบันทึกขอมูลภาพ เชน ภาพสี่เหลี่ยม 1 รูปแทนที่จะบันทึกดวยขอมูลของจุด Pixel หลาย ๆ จุด ก็บันทึกเปนสูตรคณิตศาสตรแทน เชน จําวาจุดทั้ง 4 มุม ของภาพสี่เหลี่ยมวางอยูในตําแหนงใดบาง สีภายในภาพสี่เหลี่ยมเปนสีอะไร ซึ่งทั้งหมดนี้จะเปนขอมูลที่มีจํานวนนอยกวาขอมูลของจุด Pixel ทั้งหมดในภาพสี่เหลี่ยมมาก
  • 19. Vector Graphic (ตอ)19เนื่องจากภาพแบบ Vector เปนภาพแบบที่สรางจากสูตรคณิตศาสตรหรือเลขาคณิตจึงทําใหภาพแบบ Vector ไมมีปญหาเรื่องความคมชัดเมื่อขยายภาพขึ้นมาก ๆอยางภาพ Raster เพราะไมวาภาพจะเล็กหรือ ใหญเทาใด จํานวนขอมูลที่ตองจําก็มีขนาดเทาเดิมแตขอเสียของการสรางจากสูตรคณิตศาสตรหรือเลขาคณิต ของภาพแบบ Vectorก็คือมันไมสามารถสรางหรือบันทึกภาพที่มีรายละเอียดของสีมาก ๆ อยางภาพถายตาง ๆ ได ดังนั้น ภาพแบบ Vector จึงเหมาะสําหรับการสรางและบันทึกภาพที่มีสีเรียบ ๆ เทานั้น ไฟลประเภทนี้ไดแก AI, CDR, CGM, CMX, DRW, DFX,EPS,PDF,PCT, PIC, PLT และ WMF เปนตน
  • 20. คุณภาพของรูปภาพ20ความละเอียดของภาพ (Image Resolution)การบีบอัดขนาดของรูปภาพ (Image Compression)
  • 21. ความละเอียดของภาพ (Image Resolution)21หนวยที่ใชวัดความละเอียดของภาพเรียกวา พิกเซลตอนิ้ว (Pixel Per Inch :PPI) จอคอมพิวเตอรสวนใหญจะมีความละเอียดที่ 72 PPI คือความกวาง 1นิ้วบนจอคอมพิวเตอรจะแสดงจุดได 72 จุดนั่นเอง ดังนั้นไฟลภาพที่เรานํามาไมวาจากกลองหรือเครื่องสแกนก็ตาม หากคิดวาจะใชแสดงผลแคบนจอคอมพิวเตอรเทานั้น ก็ใหกําหนดความละเอียดเปน 72 PPIจุดแตละจุดที่ประกอบเปนภาพ เรียกวา Pixel300 จุด400 จุดResolution ของภาพนี้คือ 300 จุด * 400 จุด= 120,000 pixels
  • 22. การบีบอัดขนาดของรูปภาพ (Image Compression)22ลดจํานวนขอมูลในการแสดงภาพใหนอยลงโดยเมื่อนําขอมูลที่ลดขนาดไปมาสรางภาพขึ้นใหม คุณภาพของภาพใหมจะไมมีการสูญเสียหรือมีการสูญเสียที่ยอมรับได เมื่อเทียบกับภาพเดิมการบีบอัดมาก - เสียความละเอียดมาก - ไฟลขนาดเล็กการบีบอัดนอย - เสียความละเอียดนอย - ไฟลขนาดใหญCompressed
  • 23. ชนิดของ image compression23Lossless Image Compressionภาพที่สรางกลับมาจากขอมูลที่ถูกบีบอัดมีคุณภาพเหมือนภาพเดิมโดยไมมีการเปลี่ยนแปลงภาพทางการแพทยที่ตองการความแมนยํามาก ความผิดพลาดเพียงเล็กนอยอาจหมายถึงชีวิตของผูปวยไดLossy Image Compressionภาพที่สรางกลับมาจากขอมูลที่ถูกบีบอัดมีคุณภาพไมเหมือนภาพเดิม (แตตามนุษยไมสามารถแยกออกได)การบันทึกภาพวิดีโอ ถึงแมวาภาพที่แปลงมาจากการ compress จะไมเหมือนเดิมทีเดียว แตมีผลกระทบกับคุณภาพของภาพเพียงเล็กนอยก็สามารถยอมรับได
  • 24. ภาพ 3 มิติ (3D Image)24เปนภาพประเภทหนึ่งของภาพเวกเตอร มีลักษณะมุมมองของภาพที่เหมือนจริง อยูในรูปทรง 3 มิติ (3D: Three Dimensions) การสรางและการแสดงผลของภาพ 3 มิตินั้น จะตองใชซอฟตแวรที่เหมาะสมสําหรับสรางแกไข หรือแสดงภาพในรูปแบบ 3 มิติ และเพิ่มลักษณะพิเศษใหกับภาพ 3 มิติ เชน สรางฉากหลัง เพิ่มทิศทางของแสง และเพิ่มเทคนิคพิเศษใหกับภาพ
  • 25. ตัวอยาง25
  • 26. สี (Color)26เปนสวนประกอบสําคัญในการตกแตงภาพเวกเตอรและภาพบิตแมปใหเปนไปตามความตองการ สําหรับงานมัลติมีเดียไมวาจะแสดงผลผานจอภาพหรือพิมพลงแผนพับโฆษณาตางๆ
  • 27. รูปแบบของแสงสีที่ใชงานบนคอมพิวเตอร27HSBเปนพื้นฐานของการมองเห็นแสงสีของดวงตามนุษย ประกอบดวยลักษณะของแสงสี 3 ประการ คือ Hue, Saturation, BrightnessLabคาขอมูลแสงสีของ Lab ประกอบไปดวยคาตางๆ ไดแก คาระดับความเขมของแสงสวาง คาแสดงการไลแสงสีจากสีเขียวไปยังแสงสีแดง และคาแสดงการไลแสงสีจากแสงสีน้ําเงินไปยังแสงสีเหลือง
  • 28. รูปแบบของแสงสีที่ใชงานบนคอมพิวเตอร (ตอ)28Saturationเปนคาความเขมของแสงสีที่อยูในชวงแสงสีจางจนถึงแสงสีเขม จะเปนสัดสวนของแสงสี Hue ที่มีอยูในโทนสีเทา โดยวัดคาเปนเปอรเซนตHueเปนการเปลี่ยนแปลงเฉดสีที่แตกตางจากแสงหลักทั้งสาม (แดง เขียว น้ําเงิน) โดยเปรียบเทียบกับองศาตางๆ บนวงกลมที่เปนการนําองศาของวงกลมมาใชแบงความแตกตางของแสงสีตั้งแต 0-360 องศาBrightnessคาความสวางของแสงสี คือ คาของแสงสีดําไลระดับสวางขึ้นเรื่อยๆ จนถึงแสงสีขาวสวาง ซึ่งวัดคาเปนเปอรเซ็นตจาก 0% (แสงสีดํา) จนถึง 100 % (แสงสีขาว
  • 29. รูปแบบของแสงสีที่ใชงานบนคอมพิวเตอร (ตอ)29RGBเกิดจากการรวมแสงของแสงสีหลัก คือ แสงสีแดง (Red) เขียว (Green) และน้ําเงิน(Blue) โดยแสงสีหลักทั้ง 3 จะมีคาตั้งแต 0 ถึง 255 เมื่อขอมูลแสงสี RGBเปลี่ยนไป ความเขมของแสงสีแดง เขียว และน้ําเงิน บนจอภาพจะปรับเปลี่ยนตามไปดวยCMYKเกิดจากการซึมซับหมึกพิมพลงบนกระดาษ โดยมีสีพื้นฐาน คือ สีน้ําเงินเขียว(Cyan) สีแดงมวง (Magenta) และสีเหลือง (Yellow)
  • 30. เสียง (Sound)30ประเภทของเสียงมิดี้ (MIDI : Musical Instrument Digital Interface)คือ ขอมูลที่แสดงถึงลักษณะเสียงที่แทนเครื่องดนตรีชนิดตางๆ ซึ่งเปนมาตรฐานในการสื่อสารดานเสียงหรือหมายถึง โนตเพลงที่มีรูปแบบเปนสัญลักษณหรือตัวเลข ที่จะบอกใหรูวาตองเลนโนตตัวใดในเวลานานเทาไร เพื่อใหเกิดเปนเสียงดนตรีขอดีไฟลขอมูลมีขนาดเล็ก การสรางขอมูล MIDI ไมจําเปนตองใชเครื่องดนตรีจริงๆ ใชหนวยความจํานอย ทําใหประหยัดพื้นที่บนฮารดดิสก เหมาะสําหรับใชงานบนระบบเครือขาย และงายตอการแกไขและปรับปรุงขอเสียแสดงผลเฉพาะดนตรีบรรเลงและเสียงที่เกิดจากโนตดนตรีเทานั้น และอุปกรณอิเล็กทรอนิกสที่ใชสรางมีราคาคอนขางสูง
  • 31. 31เสียงแบบดิจิตอล (Digital Audio)คือ สัญญาณเสียงที่สงมาจากไมโครโฟน เครื่องสังเคราะหเสียง เครื่องเลนเทป หรือจากแหลงกําเนิดเสียงตางๆ แลวนําขอมูลที่ไดแปลงเปนสัญญาณดิจิตอล ซึ่งขอมูลดิจิตอลจะถูกสุมใหอยูในรูปแบบของบิต และไบต โดยเรียกอัตราการสุมขอมูลที่ไดมา วา“Sampling Size” จะเปนตัวกําหนดคุณภาพของเสียงที่ไดจากการเลนเสียงแบบดิจิตอลเสียงดิจิตอลจะมีขนาดของขอมูลใหญ ทําใหตองใชหนวยความจําและทรัพยากรบนหนวยประมวลผลกลางมากกวา MIDI
  • 32. การบันทึกขอมูลเสียง (Recording Sound)32การบันทึกเสียงเปนการนําเสียงที่ไดจากการพูด การเลนเครื่องดนตรี หรือเสียงจากแหลงตางๆ เชน เสียงน้ําตก ฟารอง หรือ สัตวรอง มาทําการจัดเก็บลงในหนวยความจําหรือหนวยจัดเก็บ เพื่อนําไปใชงานตามที่ตองการ เสียงที่ทํางานผานคอมพิวเตอรเปนสัญญาณดิจิตอล มี 2 รูปแบบคือ
  • 33. การบันทึกขอมูลเสียง (Recording Sound) ตอ33Synthesize Sound เปนเสียงที่เกิดจากตัววิเคราะหเสียง ที่เรียกวา MIDI โดยเมื่อตัวโนตทํางาน คําสั่ง MIDI จะถูกสงไปยังSynthesize Chip เพื่อทําการแยกเสียงวาเปนเสียงดนตรีชนิดใดไฟลที่ไดจะมีขนาดเล็กSound Data : เปนเสียงที่ไดจากการแปลงสัญญาณอนาลอกเปนสัญญาณดิจิตอล โดยจะมีการบันทึกตัวอยางคลื่น (Sample ) ใหอยูที่ใดที่หนึ่งในชวงของเสียงนั้นๆ และการบันทึกตัวอยางคลื่นจะเรียงกันเปนจํานวนมาก เพื่อใหมีคุณภาพที่ดี
  • 34. การแกไขและการเพิ่มเทคนิคพิเศษ (Sound Editing and Effects)34คือ การตัดตอ และการปรับแตงเสียง โดยสิ่งที่สําคัญในการแกไขเสียง คือการจัดสรรเวลาของการแสดงผลใหสัมพันธกับองคประกอบตางๆ ที่ใชงานรวมกับเสียง เชน การตัดตอเสียงสําหรับนํามาใชในการนําเสนอไฟลวิดีโอตัวอยางเชน โปรแกรม Audio Edit สําหรับใชแกไขและการเพิ่มเทคนิคพิเศษใหกับเสียงที่ไดทําการบันทึก เพื่อสรางความตอเนื่องของเสียง
  • 35. การจัดเก็บแฟมขอมูลเสียงแบบดิจิตอล(Preparing DigitalAudio File)35หลักสําคัญในการจัดเก็บแฟมขอมูลเสียงแบบดิจิตอล คือ1. จะตองเตรียม RAM และทรัพยากรบนฮารดดิสรองรับใหเหมาะสมกับคุณภาพของเสียงที่ตองการ2. ปรับระดับของการบันทึกเสียงใหตรงกับคุณภาพที่ตองการและมีมาตรการปองกันเสียงรบกวนได
  • 36. การแสดงผลเสียงบนระบบเครือขายทําได 2 วิธีคือ361. จัดเก็บขอมูลเสียงจากระบบเครือขาย (Download) ลงบนเครื่องคอมพิวเตอรของผูใชกอนแลวจึงแสดงผลเสียง ในขณะที่กําลังใชงานบนระบบเครือขาย (Streaming)2. คุณภาพของเสียงจะขึ้นอยูกับประสิทธิภาพของอุปกรณเชื่อมตอ(Modem) ดวยรูปแบบของไฟลเสียงที่นิยมใชบนระบบเครือขายไดแกไฟล AU. Wav,MIDI, MPEG และ MP3 ซึ่งนิยมนํามาใชกับเทคโนโลยีสตรีมมิ่งมีเดีย(Streaming Media Technology)
  • 37. แอนิเมชัน (Animation)37หลักการของแอนิเมชันแอนิเมชันอาศัยปรากฎการณทางชีววิทยาที่เรียกวา “ความตอเนื่องของการมองเห็น รวมกับการทําใหวัตถุมีการเคลื่อนที่ที่ความเร็วระดับหนึ่ง จนตาของคนเรามองเห็นวาวัตถุนั้นมีการเคลื่อนไหว ภาพแตละภาพที่นํามาทําแอนิเมชันเรียกวา “เฟรม (Frame)”
  • 38. วิธีการสรางแอนิเมชัน381.เฟรมตอเฟรม (Frame by frame) เปนการนําภาพมาใสไวในแตละเฟรมและทําการกําหนดคียเฟรม (คียเฟรม คือ เฟรมที่ถูกกําหนดใหมีการเปลี่ยนแปลงของวัตถุเพื่อสรางการเคลื่อนไหว) การสรางเคลื่อนไหวแบบFrame by Frame เหมาะสําหรับ ภาพอะนิเมชันที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็ว หรืองานที่ซับซอนมากๆ
  • 39. วิธีการสรางแอนิเมชัน (ตอ)392.ทวีนแอนิเมชัน (Tween Animation)Tween (ทวีน) ยอมาจากคําวา Between แปลวา “ระหวาง” ดังนั้นการสรางภาพแบบนี้เปนการกําหนดคียเฟรมเริ่มตนและคียเฟรมสุดทาย จากนั้นปลอยใหโปรแกรมสรางความเปลี่ยนแปลงระหวางเฟรมโดยอัตโนมัติ คือ การสรางภาพเคลื่อนไหวแบบ Tween จะสรางเฟรมเพียงสองเฟรม คือ เฟรมเริ่มตนและเฟรมสุดทาย แบงได 2 แบบคือ1.Motion Tween หรือ Motion Path:2.Shape Tween:
  • 40. วิธีการสรางแอนิเมชัน (ตอ)40Motion Tween หรือ Motion Path: เปนการเคลื่อนไหวที่มีการกําหนดการเคลื่อนที่ หมุน ยอ หรือขยายไปตามเสนที่วาดไว โดยที่รูปทรงของวัตถุไมมีการเปลี่ยนแปลง และวิธีนี้นิยมใชมากที่สุดShape Tween: เปนการสรางภาพเคลื่อนไหวที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงของวัตถุ จากรูปทรงหนึ่งไปเปนอีกรูปทรงหนึ่งโดยสามารถกําหนด ตําแหนง ขนาดทิศทาง และสีของวัตถุในแตละชวงเวลาตามตองการ นิยมใชกับรูปวาดเทานั้น
  • 41. วิธีการสรางแอนิเมชัน (ตอ)413.เอ็คชันสคริปต (Action Script)เปนภาษาโปรแกรมที่นํามาใชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานของระบบ และสามารถโตตอบ (Interactive) กับผูใชงานได โดย Action Script จะถูกนํามาใชเมื่อมีการกระทําเกิดขึ้น เรียกวา “เหตุการณ”(Event) เชน การคลิกเมาส หรือการกดคียบอรด เปนตน
  • 42. รูปแบบของไฟลแอนิเมชัน (Animation File Format)421. GIF (Graphics Interlace File)ไฟล GIF (Graphics Interlace File) หรือ กิฟอะนิเมชัน เปนอะนิเมชันที่ไดรับความนิยมมาก เนื่องจากประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บขอมูล โดยจัดเก็บภาพนิ่งเปนลําดับตอเนื่องกัน เหมาะสําหรับการใชงานบนเว็บไซต เพื่อเพิ่มเติมความสวยงามและสรางความนาสนใจ
  • 43. รูปแบบของไฟลแอนิเมชัน (Animation File Format) ตอ432. JPG (Joint Photographer’s Experts Group)เปนไฟลภาพที่ใชงานบนระบบเครือขาย มีโปรแกรมสนับสนุนในการสรางจํานวนมาก นําเสนอภาพที่มีความละเอียดสูง และคมชัด แตมีขอเสียคือ ไมสามารถทําใหพื้นภาพโปรงใสได เมื่อมีการสงภาพจาก Server ไปแสดงผลที่ Client จะทําใหการแสดงผลภาพชามาก เพราะตองเสียเวลาในการคลายไฟล
  • 44. รูปแบบของไฟลแอนิเมชัน (Animation File Format) ตอ443. PNG (Portable Network Graphics)เปนไฟลที่ทําใหพื้นภาพใหโปรงใสได สนับสนุนสีไดตามคา “True color) มีระบบแสดงผลตั้งแตความละเอียดนอยๆ และคอยๆ ขยายไปสูรายละเอียดที่มีความคมชัดมากขึ้น โดยผูใชสามารถกําหนดคาการบีบอัดไฟลไดตามตองการ ไฟลที่ไดมีขนาดเล็ก แตหากกําหนดคาการบีบไฟลไวสูง ก็จะตองใชเวลาในการคลายไฟลสูงไปดวย โปรแกรมสนับสนุนในการสรางมีนอย ไมสามารถเรียกดูกับ GraphicBrowser รุนเกาได
  • 45. วิดีโอ (Video)45ชนิดของวิดีโอวิดีโออนาลอก (Analog Video) วิดีโออนาลอก เปนวิดีโอที่ทําการบันทึกขอมูลภาพและเสียงใหอยูในรูปของสัญญาณอนาลอก สําหรับวิดีโอที่เปนอนาลอก ไดแก VHS ( Video Home System) เปนมวนเทป วิดีโอที่ใชคูกันตามบาน
  • 46. ชนิดของวิดีโอ (ตอ)46วิดีโอดิจิตอล (Digital Video) เปนวิดีโอที่ทําการบันทึกขอมูลภาพและเสียงที่ไดมา จากกลองวิดีโอดิจิตอล ใหอยูในรูปของสัญญาณดิจิตอล คือ 0กับ 1 สวนการตัดตอขอมูลของภาพและเสียงที่ไดมาจากวิดีโอดิจิตอลนั้นจะแตกตางจากวิดีโออนาลอก เพราะขอมูลที่ไดจะยังคงคุณภาพความคมชัดเหมือนกับขอมูลตนฉบับ
  • 47. แหลงที่มาของวิดีโอ47แผนวีดีโอซีดี (VCD)กลองดิจิตอล (Digital Camera)แผนดีวีดี (DVD)เทปวีดีโอที่ใชดูกันตามบาน (VHS)เว็บไซตตางๆ
  • 48. ลักษณะการทํางานของวิดีโอ48กลองวิดีโอเปนการนําเอาหลักการของแสงที่วา “แสงตกกระทบกับวัตถุแลวสะทอนสูเลนสในดวงตาของมนุษยทําใหเกิดการมองเห็น “มาใชในการสรางภาพรวมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส โดยภาพที่ไดจะถูกเก็บบันทึกเปนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส ที่เรียกวา “สัญญาณอนาลอก (Analog Signal) ประกอบดวยขอมูลสี 3 ชนิด คือ แดง เขียว น้ําเงิน (Red, Green, Blue : RGB)
  • 49. ลักษณะการทํางานของวิดีโอ (ตอ)49สัญญาณวิดีโอจะถูกสงไปบันทึกยังตลับเทปวิดีโอ (Video CassetteRecorder VCR) โดยการแปลงสัญญาณอิเล็กทรอนิกสเปนสัญญาณดิจิตอลและบันทึกลงบนอุปกรณบันทึกขอมูลดวยหลักการของสนามแมเหล็กการบันทึกจะตองกระทําผานอุปกรณที่เรียกวา “หัวเทปวิดีโอ “ ที่สามารถบันทึกไดทั้งภาพ (Video Track) เสียง (Audio Track) และขอมูลควบคุมการแสดงภาพ (Control Track)
  • 50. มาตรฐานการแพรภาพวิดีโอ50National Television System Committee (NTSC) เปนมาตรฐานเกี่ยวกับโทรทัศนและวิดีโอในสหรัฐอเมริกาPhase Alternate Line (PAL) เปนมาตรฐานของโทรทัศนและวิดีโอที่นิยมใชกันในแถบยุโรป อังกฤษ ออสเตรเลีย อัฟริกาใต และประเทศไทยSequential Color and Memory (SECAM) เปนมาตรฐานการเผยแพรสัญญาณโทรทัศนและวิดีโอที่ใชกันในประเทศฝรั่งเศส รัสเซีย ยุโรปตะวันออกตะวันออกกลางHigh Definition Television (HDTV) เปนเทคโนโลยีของการแพรภาพโทรทัศนที่ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อแสดงภาพที่มีความละเอียดสูง
  • 51. การบีบอัดวิดีโอ51เจเพ็ก (JPEG) เปนมาตรฐานการบีบอัดขอมูลที่คิดขึ้นในยุคปลายทศวรรษ1980Motion – JPEC หรือ M-JPEG เปนมาตรฐานการบีบอัดขอมูลที่สามารถบีบอัดและขยายสัญญาณไดตั้งแต12:1 , 5 : 1 และ 2 : 1CODEC เปนเทคโนโลยีการบีบอัดและการคลายขอมูล สามารถนําไปใชกับซอฟตแวรและฮารดแวร สวนมาก CODEC นิยมใชบีบอัดแบบ MPEG ,Indeo และ Cinepakเอ็มเพ็ก (MPEG : Moving Picture Experts Group) เปนมาตรฐานการบีบอัดสัญญาณภาพและเสียง โดยใชระบบ DCT ที่ใชกับระบบวิดีโอคุณภาพสูงทั่วไป
  • 52. คุณภาพของวิดีโอ52อัตราเฟรม (Frame Rate)คืออัตราความถี่ในการแสดงภาพจาก Timeline ออกทางหนาจอ อัตราที่เฟรมถูกแสดงในวิดีโอมีหนวยเปนเฟรมตอวินาทีความละเอียด (Resolution)หมายถึง ความคมชัดของภาพที่แสดงผลออกทางจอภาพ ความละเอียดของจอภาพขึ้นอยูกับจํานวนจุดทั้งหมดที่เกิดบนจอ จุดตางๆ นี้เรียกวา พิกเซล (Pixels)รูปแบบของไฟลวิดีโอ เชน *rm / *.ra / *.ram *.MPEG2 / *.MPEC4*.viv *.mov*. Avi (Audio / Video Interleave)
  • 53. ความสําคัญของสี53สี คือลักษณะของแสงที่ปรากฏแกสายตาใหเห็นเปนสี (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน)ในทางวิทยาศาสตรใหคําจํากัดความของสีวา เปนคลื่นแสงหรือความเขมของแสงที่สายตาสามารถมองเห็นในทางศิลปะ สีคือ ทัศนธาตุอยางหนึ่งที่เปนองคประกอบสําคัญของงานศิลปะ และใชในการสรางงานศิลปะ โดยจะทําใหผลงานมีความสวยงาม ชวยสรางบรรยากาศมีความสมจริง เดนชัดและนาสนใจมากขึ้น
  • 54. ประโยชนของสี541. ใชในการจําแนกสิ่งตาง ๆ เพื่อใหเห็นชัดเจน2.ใชในการจัดองคประกอบของสิ่งตาง ๆ เพื่อใหเกิดความสวยงาม กลมกลืน เชน การแตงกาย การจัดตกแตงบาน3. ใชในการจัดกลุม พวก คณะ ดวยการใชสีตาง ๆ เชน คณะสี เครื่องแบบตาง ๆ4. ใชในการสื่อความหมาย เปนสัญลักษณ หรือใชบอกเลาเรื่องราว5. ใชในการสรางสรรคงานศิลปะ เพื่อใหเกิดความสวยงาม สรางบรรยากาศ สมจริงและนาสนใจ6. เปนองคประกอบในการมองเห็นสิ่งตาง ๆ ของมนุษย
  • 55. แสงสี55แสง เปนพลังงานรังสี (Radiation Energy) ที่ตารับรูและมีปฏิกิริยาตอบสนองดวยกระบวนการ วิเคราะหแยกแยะของสมอง ตาสามารถวิเคราะหพลังงานแสงโดยการรับรูวัตถุ สัมพันธกับตําแหนง ทิศทาง ระยะทาง ความเขมของแสงและความยาวคลื่นที่มองเห็นไดสี คือลักษณะความเขมของแสงที่ปรากฏแกสายตาใหเห็นเปนสี โดยผานกระบวนการรับรูดวยตา มองจะรับขอมูลจากตา โดยที่ตาไดผานกระบวนการวิเคราะหขอมูลพลังงานแสงมาแลว ผานประสาท สัมผัสการมองเห็น ผานศูนยสับเปลี่ยนในสมองไปสูศูนยการมองเห็นภาพ การสรางภาพหรือการมองเห็นก็คือ การที่ขอมูลไดผานการวิเคราะหแยกแยะใหเรารับรูถึงสรรพสิ่งรอบตัว
  • 56. เกี่ยวกับสี56ในราวป ค.ศ. 1666 เซอร ไอแซค นิวตันไดแสดงใหเห็นวา สีคือสวนหนึ่งในธรรมชาติของแสงอาทิตย โดยใหลําแสงสองผานแทงแกวปริซึม แสงจะหักเหเพราะแทงแกวปริซึมความหนาแนนมากกวาอากาศเมื่อลําแสงหักเหผานปริซึมจะปรากฏแถบสีสเปคตรัม ( Spectrum) หรือที่เรียกวา สีรุง (Rainbow) คือ สีมวง คราม น้ําเงิน เขียว เหลือง แสด แดง เมื่อแสงตกกระทบโมเลกุลของสสาร พลังงานบางสวนจะดูดกลืนสีจาก แสงบางสวน และสะทอนสีบางสีใหปรากฏเห็นได พื้นผิววัตถุที่เราเห็นเปนสีแดง เพราะ วัตถุดูดกลืนแสงสีอื่นไว สะทอนเฉพาะแสงสีแดงออกมา วัตถุสีขาวจะสะทอนแสงสีทุกสี และวัตถุสีดําจะดูดกลืนทุกสี
  • 57. เกี่ยวกับสี (ตอ)57จากทฤษฎีการการหักเหของแสงของ ของนิวตัน และจากสามเหลี่ยมสี CIE พบวาแสงสีเปนพลังงานเพียง ชนิดเดียวที่ปรากฎสี จากดานทั้ง 3 ดานของรูปสามเหลี่ยมสี CIE นักวิทยาศาสตรไดกําหนดแมสีของแสงไว 3 สี คือ สีแดง ( Red )สีเขียว (Green) และสีน้ําเงิน ( Blue ) แสงทั้งสามสี เมื่อนํามาฉายสองรวมกัน จะทําใหเกิด สีตาง ๆ ขึ้นมา คือแสงสีแดง + แสงสีเขียว = แสงสีเหลือง ( Yellow )แสงสีแดง + แสงสีน้ําเงิน = แสงสีแดงมาเจนตา ( Magenta)แสงสีน้ําเงิน + แสงสีเขียว = แสงสีฟาไซแอน ( Cyan )
  • 58. เกี่ยวกับสี (ตอ)58และถาแสงสีทั้งสามสีฉายรวมกัน จะไดแสงสีขาว หรือ ไมมีสี เราสามารถสังเกตแมสีของแสง ไดจากโทรทัศนสี หรือจอคอมพิวเตอรสี โดยใชแวนขยายสองดูหนาจอจะเห็นเปนแถบสีแสงสวาง 3 สี คือ แดง เขียว และน้ําเงิน นอกจากนี้เราจะสังเกตเห็นวา เครื่องหมายของสถานีโทรทัศนสีหลาย ๆ ชอง จะใชแมสีของแสงดวยเชนกันทฤษฎีของแสงสีนี้ เปนระบบสีที่เรียกวา RGB ( Red - Green - Blue ) เราสามารถนําไปใชในการ ถายทําภาพยนตร บันทึกภาพวิดีโอ การสรางภาพ เพื่อแสดงทางคอมพิวเตอร การจัดไฟแสงสีในการแสดง การจัดฉากเวที
  • 59. 59แสงสีที่เปนแมสี คือ สีแดง น้ําเงิน เขียว จะเรียกวา สีพื้นฐานบวก ( Additiveprimary colors ) คือ เกิดจาก การหักเหของแสงสีขาวสวนสีใหมที่เกิดจากการผสมกันของแมสีของแสงทั้งสามสี จะเรียกวา สีพื้นฐานลบ (Subtractive primary colors ) คือ สีฟาไซแอน (Cyan) สีแดงมาเจนตา(Magenta) และสีเหลือง (Yellow) ทั้งสามสีเปนแมสีแมใชในระบบการพิมพออฟเซท หรือที่เรียกวา ระบบสี CMYK โดยที่มีสีดํา (Black) เพิ่มเขามา
  • 60. แมสี Primary Colour60แมสี คือ สีที่นํามาผสมกันแลวทําใหเกิดสีใหม ที่มีลักษณะแตกตางไปจากสีเดิมแมสี มือยู 2 ชนิด คือ1. แมสีของแสง เกิดจากการหักเหของแสงผานแทงแกวปริซึม มี 3 สี คือ สีแดง สีเหลือง และสีน้ําเงิน อยูในรูปของแสงรังสี ซึ่งเปนพลังงานชนิดเดียวที่มีสี คุณสมบัติของแสงสามารถนํามาใช ในการถายภาพ ภาพโทรทัศน การจัดแสงสีในการแสดงตาง ๆ เปนตน
  • 61. แมสี Primary Colour (ตอ)612. แมสีวัตถุธาตุ เปนสีที่ไดมาจากธรรมชาติ และจากการสังเคราะหโดยกระบวน ทางเคมี มี 3 สี คือ สีแดง สีเหลือง และสีน้ําเงิน แมสีวัตถุธาตุเปนแมสีที่นํามาใช งานกันอยางกวางขวาง ในวงการศิลปะ วงการอุตสาหกรรม ฯลฯ
  • 62. 62แมสีวัตถุธาตุ เมื่อนํามาผสมกันตามหลักเกณฑ จะทําใหเกิด วงจรสี ซึ่งเปนวงสี ธรรมชาติ เกิดจากการผสมกันของแมสีวัตถุธาตุ เปนสีหลักที่ใชงานกันทั่วไปใน วงจรสี จะแสดงสิ่งตาง ๆ ดังตอไปนี้
  • 63. วงจรสี ( Colour Circle)63สีขั้นที่ 1 คือ แมสี ไดแก สีแดง สีเหลือง สีน้ําเงินสีขั้นที่ 2 คือ สีที่เกิดจากสีขั้นที่ 1 หรือแมสีผสมกันในอัตราสวนที่เทากัน จะทําใหเกิดสีใหม 3 สี ไดแกสีแดง ผสมกับสีเหลือง ไดสี สมสีแดง ผสมกับสีน้ําเงิน ไดสีมวงสีเหลือง ผสมกับสีน้ําเงิน ไดสีเขียว
  • 64. 64สีขั้นที่ 3 คือ สีที่เกิดจากสีขั้นที่ 1 ผสมกับสีขั้นที่ 2 ในอัตราสวนที่เทากัน จะไดสีอื่นๆอีก 6 สี คือสีแดง ผสมกับสีสม ไดสี สมแดงสีแดง ผสมกับสีมวง ไดสีมวงแดงสีเหลือง ผสมกับสีเขียว ไดสีเขียวเหลืองสีน้ําเงิน ผสมกับสีเขียว ไดสีเขียวน้ําเงินสีน้ําเงิน ผสมกับสีมวง ไดสีมวงน้ําเงินสีเหลือง ผสมกับสีสม ไดสีสมเหลือง
  • 65. 65วรรณะของสี คือสีที่ใหความรูสึกรอน-เย็น ในวงจรสีจะมีสีรอน 7 สี และสีเย็น 7 สี ซึ่งแบงที่ สีมวงกับสีเหลือง ซึ่งเปนไดทั้งสองวรรณะ
  • 66. 66สีตรงขาม หรือสีตัดกัน หรือสีคูปฏิปกษ เปนสีที่มีคาความเขมของสี ตัดกันอยาง รุนแรง ในทางปฏิบัติไมนิยมนํามาใชรวมกัน เพราะจะทําใหแตละสีไมสดใส เทาที่ควร การนําสีตรงขามกันมาใชรวมกัน อาจกระทําไดดังนี้1. มีพื้นที่ของสีหนึ่งมาก อีกสีหนึ่งนอย2. ผสมสีอื่นๆ ลงไปสีสีใดสีหนึ่ง หรือทั้งสองสี3. ผสมสีตรงขามลงไปในสีทั้งสองสี
  • 67. 67สีกลาง คือ สีที่เขาไดกับสีทุกสี สีกลางในวงจรสี มี 2 สี คือ สีน้ําตาล กับ สีเทา สีน้ําตาล เกิดจากสีตรงขามกันในวงจรสีผสมกัน ในอัตราสวนที่เทากัน สีน้ําตาลมี คุณสมบัติสําคัญ คือ ใชผสมกับสีอื่นแลวจะทําใหสีนั้น ๆ เขมขึ้นโดยไมเปลี่ยน แปลงคาสี ถาผสมมาก ๆ เขาก็จะกลายเปนสีน้ําตาล สีเทา เกิดจากสีทุกสี ๆสีในวงจรสีผสมกัน ในอัตราสวนเทากัน สีเทา มีคุณสมบัติ ที่สําคัญ คือ ใชผสมกับสีอื่น ๆ แลวจะทําให มืด หมน ใชในสวนที่เปนเงา ซึ่งมีน้ําหนัก ออนแกในระดับตาง ๆถาผสมมาก ๆ เขาจะกลายเปนสีเทา
  • 68. ระบบสี RGB68ระบบสี RGB เปนระบบสีของแสง ซึ่งเกิดจากการหักเหของแสงผานแทงแกวปริซึมจะเกิดแถบสีที่เรียกวา สีรุง ( Spectrum ) ซึ่งแยกสีตามที่สายตามองเห็นได 7 สี คือแดง แสด เหลือง เขียว น้ําเงิน คราม มวง ซึ่งเปนพลังงานอยูในรูปของรังสี ที่มีชวงคลื่นที่สายตาสามารถมองเห็นได แสงสีมวงมีความถี่คลื่นสูงที่สุด คลื่นแสงที่มีความถี่สูงกวาแสงสีมวง เรียกวา อุลตราไวโอเลต ( Ultra Violet ) และคลื่นแสงสีแดง มีความถี่คลื่นต่ําที่สุด คลื่นแสง ที่ต่ํากวาแสงสีแดงเรียกวา อินฟราเรด (Infrared) คลื่นแสงที่มีความถี่สูงกวาสีมวง และต่ํา กวาสีแดงนั้น สายตาของมนุษยไมสามารถรับได และเมื่อศึกษาดูแลวแสงสีทั้งหมดเกิดจาก
  • 69. การนํา RGB มาใชงาน69แสงสี 3 สี คือ สีแดง ( Red ) สีน้ําเงิน ( Blue)และสีเขียว ( Green )ทั้งสามสีถือเปนแมสี ของแสง เมื่อนํามาฉายรวมกันจะทําใหเกิดสีใหม อีก 3 สี คือ สีแดงมาเจนตา สีฟาไซแอน และสีเหลือง และถาฉายแสงสีทั้งหมดรวมกันจะไดแสงสีขาว จากคุณสมบัติของแสงนี้เรา ไดนํามาใชประโยชนทั่วไป ในการฉายภาพยนตร การบันทึกภาพวิดีโอ ภาพโทรทัศน การสรางภาพเพื่อการนําเสนอทางจอคอมพิวเตอร และการจัดแสงสีในการแสดง เปนตนRED BLUE GREEN
  • 70. ระบบสี CMYK70ระบบสี CMYK เปนระบบสีชนิดที่เปนวัตถุ คือสีแดง เหลือง น้ําเงิน แตไมใชสีน้ําเงินที่เปนแมสีวัตถุธาตุ แมสีในระบบ CMYK เกิดจากการผสมกันของแมสีของแสง หรือระบบสี RGB คือแสงสีน้ําเงิน + แสงสีเขียว = สีฟา (Cyan)แสงสีน้ําเงิน + แสงสีแดง = สีแดง (Magenta)แสงสีแดง + แสงสีเขียว = สีเหลือง (Yellow)CYAN MAGENTA YELLOW BLACK
  • 71. การนํา CMYK มาใชดานการพิมพ71ทั้ง 3 สี ไดแก สีฟา (Cyan) สีแดง (Magenta) สีเหลือง (Yellow) นี้นํามาใชในระบบการพิมพ และ มีการเพิ่มเติม สีดําเขาไป เพื่อใหมีน้ําหนักเขมขึ้นอีก เมื่อรวมสีดํา ( Black=K )เขาไป จึงมีสี่สีโดยทั่วไปจึงเรียกระบบการพิมพนี้วาระบบการพิมพสี่สี ( CMYK )ระบบการพิมพสี่สี ( CMYK ) เปนการพิมพภาพในระบบที่ทันสมัยที่สุด และไดภาพใกลเคียงกับภาพถายมากที่สุด โดยทําการพิมพทีละสี จากสีเหลือง สีแดง สีน้ําเงิน และสีดํา ถาลองใชแวนขยายสองดู ผลงานพิมพชนิดนี้ จะพบวา จะเกิดจากจุดสีเล็ก ๆ สี่สีอยูเต็มไปหมด การที่เรามองเห็นภาพมีสีตาง ๆ นอกเหนือจากสี่สีนี้ เกิดจากการผสมของเม็ดสีเหลานี้ใน ปริมาณตาง ๆ คิดเปน % ของปริมาณเม็ดสี ซึ่งกําหนดเปน 10-20-30-40-50-60-70-80-90 จนถึง 100 %
  • 72. ความรูสึกเกี่ยวกับสีในเชิงจิตวิทยา72-สีแดง ใหความรูสึกรอน รุนแรง กระตุน ทาทาย เคลื่อนไหว ตื่นเตน เราใจ มีพลังความอุดมสมบูรณ ความมั่งคั่ง ความรัก ความสําคัญ อันตราย-สีสม ใหความรูสึก รอน ความอบอุน ความสดใส มีชีวิตชีวา วัยรุน ความคึกคะนอง การปลดปลอย ความเปรี้ยว การระวัง-สีเหลือง ใหความรูสึกแจมใส ความสดใส ความราเริง ความเบิกบานสดชื่นชีวิตใหม ความสด ใหม ความสุกสวาง การแผกระจาย อํานาจบารมี
  • 73. ความรูสึกเกี่ยวกับสีในเชิงจิตวิทยา (ตอ)73-ใหความรูสึก สงบ เงียบ รมรื่น รมเย็น การพักผอน การผอนคลาย ธรรมชาติความปลอดภัย ปกติ ความสุข ความสุขุม เยือกเย็น-สีน้ําเงิน ใหความรูสึกสงบ สุขุม สุภาพ หนักแนน เครงขรึม เอาการเอางานละเอียด รอบคอบ สงางาม มีศักดิ์ศรี สูงศักดิ์ เปนระเบียบถอมตน-สีมวง ใหความรูสึก มีเสนห นาติดตาม เรนลับ ซอนเรน มีอํานาจ มีพลังแฝงอยู ความรัก ความเศรา ความผิดหวัง ความสงบ ความสูงศักดิ์-สีฟา ใหความรูสึก ปลอดโปรงโลง กวาง เบา โปรงใส สะอาด ปลอดภัยความสวาง ลมหายใจ ความเปนอิสระเสรีภาพ การชวยเหลือ แบงปน
  • 74. ความรูสึกเกี่ยวกับสีในเชิงจิตวิทยา (ตอ)74-สีขาว ใหความรูสึก บริสุทธิ์ สะอาด สดใส เบาบาง ออนโยน เปดเผย การเกิด ความรัก ความหวัง ความจริง ความเมตตา ความศรัทธา ความดีงาม-สีดํา ใหความรูสึก มืด สกปรก ลึกลับ ความสิ้นหวัง จุดจบ ความตายความชั่ว ความลับ ทารุณ โหดราย ความเศรา หนักแนน เขมเข็ง อดทน มีพลัง-สีชมพู ใหความรูสึก อบอุน ออนโยน นุมนวล ออนหวาน ความรัก เอาใจใสวัยรุน หนุมสาว ความนารัก ความสดใส-สีเทา ใหความรูสึก เศรา อาลัย ทอแท ความลึกลับ ความหดหู ความชราความสงบ ความเงียบ สุภาพ สุขุม ถอมตน-สีทอง ใหความรูสึก ความหรูหรา โออา มีราคา สูงคา สิ่งสําคัญ ความเจริญรุงเรือง ความสุข ความมั่งคั่ง ความร่ํารวย การแผกระจาย
  • 75. การใชสีในเชิงสัญลักษณ75สีแดงมีความอบอุน รอนแรง เปรียบดังดวงอาทิตย นอกจากนี้ยังแสดงถึงความมีชีวิตชีวาความรัก ความปรารถนา เชนดอกกุหลาบแดงวัน วาเลนไทน ในทางจราจรสีแดงเปนเครื่องหมายประเภทหาม แสดง ถึงสิ่งที่อันตราย เปนสีที่ตองระวัง เปนสีของเลือด ในสมัยโรมัน สีของราชวงศเปนสีแดง แสดงความมั่งคั่งอุดมสมบูรณและอํานาจ
  • 76. การใชสีในเชิงสัญลักษณ (ตอ)76สีเขียวแสดงถึงธรรมชาติสีเขียว รมเย็น มักใชสื่อความหมายเกี่ยวกับการอนุรักษธรรมชาติเกี่ยวกับสิ่งแวดลอม การเกษตร การเพาะปลูกการเกิดใหม ฤดูใบไมผลิ การงอกงาม ในเครื่องหมายจราจร หมายถึงความปลอดภัย ในขณะเดียวกัน อาจหมายถึงอันตราย ยาพิษ เนื่องจากยาพิษ และสัตวมีพิษ ก็มักจะมีสีเขียวเชนกัน
  • 77. การใชสีในเชิงสัญลักษณ (ตอ)77สีเหลืองแสดงถึงความสดใส ความเบิกบาน โดยเรามักจะใชดอกไมสีเหลือง ในการไปเยี่ยมผูปวย และแสดงความรุงเรืองความมั่งคั่ง และฐานันดรศักดิ์ ในทางตะวันออกเปนสีของกษัตริย จักรพรรดิ์ของจีนใชฉลองพระองคสีเหลือง ในทางศาสนาแสดงความเจิดจา ปญญา พุทธศาสนาและยังหมายถึงการเจ็บปวย โรคระบาด ความริษยาทรยศ หลอกลวง
  • 78. การใชสีในเชิงสัญลักษณ (ตอ)78สีน้ําเงินแสดงถึงความเปนสุภาพบุรุษ มีความสุขุม หนักแนน และยังหมายถึงความสูงศักดิ์ในธงชาติไทย สีน้ําเงินหมายถึงพระมหากษัตริย ในศาสนาคริตสเปนสีประจําตัวแมพระ โดยทั่วไป สีน้ําเงินหมายถึงโลก ซึ่งเราจะ เรียกวา โลกสีน้ําเงิน (Blue Planet)เนื่องจากเปนดาวเคราะหที่มองเห็นจากอวกาศโดยเห็นเปนสีน้ําเงินสดใส เนื่องจากมีพื้นน้ําที่กวางใหญ
  • 79. การใชสีในเชิงสัญลักษณ (ตอ)79สีมวงแสดงถึงพลัง ความมีอํานาจ ในสมัยอียิปตสีมวงแดงเปนสีของกษัติรยตอเนื่องมาจนถึงสมัยโรมัน นอกจากนี้ สีมวงแดงยังเปนสีชุดของพระสังฆราช สีมวงเปนสีที่มีพลังหรือการมีพลังแอบแฝงอยู และเปนสีแหงความผูกพัน องคการลูกเสือโลกก็ใชสีมวง สวนสีมวงออนมักหมายถึง ความเศรา ความผิดหวังจากความรัก
  • 80. การใชสีในเชิงสัญลักษณ (ตอ)80สีฟาแสดงถึงความสวาง ความปลอดโปรง เปรียบเหมือนทองฟา เปนอิสระเสรี เปนสีขององคการสหประชาชาติ เปนสีของความสะอาด ปลอดภัย สีขององคการอาหารและยา (อย.) แสดงถึงการอนุรักษสิ่งแวดลอม การใชพลังงานอยางสะอาด แสดงถึงอิสรภาพ ที่สามารถโบยบินเปนสีแหงความคิดสรางสรรคและจินตนาการที่ไมมีขอบเขต
  • 81. การใชสีในเชิงสัญลักษณ (ตอ)81สีทองมักใชแสดงถึง คุณคา ราคา สิ่งของหายาก ความสําคัญ ความสูงสงสูงศักดิ์ความศรัทธาสูงสุด ในศาสนาพุทธ หรือ เปนสีกายของพระพุทธรูป ในงานจิตรกรรมเปนสีกายของพระพุทธเจา พระมหากษัติรยหรือเปนสวนประกอบของเครื่องทรง เจดียตาง ๆ มักเปนสีทอง หรือขาว และเปนเครื่องประกอบยศศักดิ์ ของกษัตริยและขุนนาง
  • 82. การใชสีในเชิงสัญลักษณ (ตอ)82สีขาวแสดงถึงความสะอาด บริสุทธิ์ เหมือเด็กแรกเกิด แสดงถึงความวางเปลาปราศจากกิเลส ตัณหา เปนสีอาภรณของผูทรงศีล ความเชื่อถือ ความดีงาม ความศรัทธา และหมายถึงการเกิดโดยที่แสงสีขาว เปนที่กําเนิดของแสงสี ตาง ๆ เปนความรักและความหวัง ความหวงใยเอื้ออาทรและเสียสละของ พอแม ความออนโยน จริงใจ บางกรณีอาจหมายถึง ความออนแอ ยอมแพ
  • 83. การใชสีในเชิงสัญลักษณ (ตอ)83สีดําแสดงถึงความมืด ความลึกลับ สิ้นหวัง ความตายเปนที่สิ้นสุดของทุกสิ่ง โดยที่สีทุกสีเมื่ออยูในความมืด จะเห็นเปนสีดํา นอกจากนี้ยังหมายถึง ความชั่วราย ในคริสตศาสนาหมายถึง ซาตาน อาถรรพเวทมนต มนตดํา ไสยศาสตร ความชิงชัง ความโหดราย ทําลายลาง ความลุมหลงเมามัว แตยังหมายถึงความอดทน กลาหาญเขมแข็ง และเสียสละไดดวย
  • 84. การใชสีในเชิงสัญลักษณ (ตอ)84สีชมพูแสดงถึงความอบอุน ออนโยน ความออนหวาน นุมนวล ความนารัก แสดงถึงความรักของมนุษยโดยเฉพาะรุนหนุมสาว เปนสีของความ เอื้ออาทร ปลอบประโลม เอาใจใสดูแล ความปรารถนาดี และอาจ หมายถึงความเปนมิตร เปนสีของวัยรุนโดยเฉพาะผูหญิง และนิยม ใชกับสิ่งของเครื่องใชของเด็กวัยรุนเปนสวนใหญ
  • 85. 85ซักซัก--ถามถาม

×