Your SlideShare is downloading. ×
Climate change2009
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×

Introducing the official SlideShare app

Stunning, full-screen experience for iPhone and Android

Text the download link to your phone

Standard text messaging rates apply

Climate change2009

1,268
views

Published on

Published in: Education

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
1,268
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
20
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide
  • Past climate can be reconstructed using a combination of different types of proxy records . These records can then be integrated with observations of Earth's modern climate and placed into a computer model to infer past as well as predict future climate .
  • ฟอแรมมินิเฟอราบางชนิดอยู่เฉพาะน้ำเย็น บางชนิดอยู่เฉพาะน้ำอุ่น . ส่วนประกอบทางเคมีของเปลือกสะท้อนถึงเคมีของน้ำทะเลขณะสร้างเปลือก น้ำอุ่นจะระเหยออกซิเจน 16 มากกกว่า ดังนั้นเปลือกที่สร้างในน้ำอุ่นจะมีออกซิเจน 18 มากกว่า
  • อะตอมของธาตุเดียวกันที่มีความแตกต่างของจำนวนนิวตรอน เรียกว่าไอโซโทป 16,17,18 น้ำหนักอะตอม White spheres are neutrons and blue spheres are protons . นิวเคลียสของออกซิเจน 18 มีนิวตรอนมากกว่า O-16 จำนวน 2
  • เถ้าธุลีและก๊าซที่พ่นออกมาสู่บรรยากาศระหว่างการระเบิดมีผลต่ออุณหภูมิโลก
  • โดยปรกติปรากฏการณ์เรือนกระจกตามธรรมชาติจะช่วยรักษาอุณหภูมิของโลกไม่ให้เย็นเกินไปสำหรับสิ่งมีชีวิต โดยทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยที่ผิวโลกเป็นเพียง 15  ซ . ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต เพราะถ้าในชั้นบรรยากาศไม่มีก๊าซเรือนกระจกเลยอุณหภูมิที่ผิวโลกจะเย็นลงต่ำได้ถึง -18  ซ .
  • รังสีจากดวงอาทิตย์จะประกอบไปด้วย - รังสีแกมมา รังสีเอ๊กซ์ และรังสีอัลตราไวโอเลต มีอยู่ประมาณร้อยละ 9 ของพลังงานทั้งหมด - รังสีที่มองเห็นได้ มีอยู่ประมาณร้อยละ 41 ของพลังงานทั้งหมด - รังสีอินฟราเรด มีอยู่ประมาณร้อยละ 50 ของพลังงานทั้งหมด
  • ก๊าซเรือนกระจกสามารถดูดกลืนรังสีอินฟราเรดได้เป็นอย่างดี เรียงลำดับจากไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ ไนตรัสออกไซด์ มีเทน และโอโซน
  • อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคบางชนิด จึงทำให้เชื้อโรคมีความคงทนในสภาพแวดล้อมและมีการแพร่กระจายสู่คนได้มากขึ้น
  • แผ่นน้ำแข็งของมหาสมุทรอาร์กติกเกือบ 7 ล้านตารางกิโลเมตร หดตัวเหลือเพียง 5.32 ล้านตารางกิโลเมตร หรือขนาดสองเท่าของรัฐเท็กซัส ตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา ช่วงเวลาน้ำแข็งละลายซึ่งจะเริ่มในฤดูใบไม้ผลิ เกิดขึ้นเร็วกว่าปกติในบริเวณทางตอนเหนือของอลาสก้า และไซบีเรีย และเมื่อปี 2005 ช่วงเวลาน้ำแข็งละลายทั่วอาร์กติกเร็วขึ้นถึง 17 วัน ธารน้ำแข็งที่แอนตาร์กติก ละลายเร็วขึ้นยี่สิบเท่า ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยละลายเร็วขึ้น อีกห้าสิบปีข้างหน้าธารน้ำแข็งในแอนดีสจะเหือดแห้ง
  • ภาวะโลกร้อนยังทำให้พายุหมุนมีความรุนแรงมากขึ้น เพราะตัวมันเองเกิดจากอากาศร้อนที่ลอยตัวสูงขึ้น และอากาศเย็นรอบข้างเคลื่อนเข้ามาแทนที่ โดยอุณหภูมิที่สูงจะเป็นตัวเร่งให้พายุมีความรุนแรงขึ้นตามไปด้วย
  • ภาวะโลกร้อนจะทำให้มีฝนตกมากขึ้นและมีระดับน้ำที่สูงขึ้นเฉพาะแผ่นดินตามชายฝั่ง แต่มีความแห้งแล้งมากขึ้นในแผ่นดินที่อยู่ลึกเข้าไปในทวีปนักวิทยาศาสตร์จึงคาดการณ์ว่าในอนาคตจะมีน้ำท่วมมากขึ้นตามชายฝั่ง ในขณะเดียวกันก็มีปริมาณน้ำลดลงตามแหล่งน้ำบนแผ่นดินที่อยู่ลึกเข้าไป
  • แม่หมีขั้วโลกต้องย้ายถิ่นฐานจากแผ่นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติก ขึ้นฝั่งทางตอนเหนือของอลาสก้า เพื่อใช้เป็นสถานที่ให้กำเนิดลูก โดยธรรมชาติหมีตัวเมียที่ตั้งครรภ์ จะสร้างถ้ำจากหิมะที่ทับถมบนแผ่นน้ำแข็ง เพื่อให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูก นักวิทยาศาสตร์พบว่า ในระหว่างปี 1985 – 1994 แม่หมีขั้วโลกจำนวน 62% สร้างถ้ำเพื่อให้กำเนิดลูกบนแผ่นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติก แต่ในระหว่างปี 1998 – 2004 มีจำนวนลดลง 37% ระดับน้ำทะเลที่สูงและอุ่น ได้ทำลายปะการังของโลกไปร้อยละ 10 นอกจากนั้นยังทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของกบ 50 ชนิด ในคอสตาริก้า ( Costa Rica ) มีผลกระทบต่อการสืบพันธุ์ของสัตว์น้ำเย็น ในมหาสมุทรอาร์คติก แมวน้ำและหมีขาวกำลังเผชิญชะตากรรมเลวร้ายจากฤดูหนาวที่สั้นลง และหากอุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอีกระหว่าง 1.5 ถึง 2.5 องศาเซลเซียส จะมีสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ 20 – 30 ชนิด
  • Transcript

    • 1. การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก Climate Change โดย อ.ตติยา ใจบุญ ส่วนวิชาการ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา
    • 2. ภูมิอากาศบรรพกาล Paleoclimate อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในยุคต่างๆ = การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิต
    • 3. วิธีการศึกษาภูมิอากาศบรรพกาล
      • ศึกษาโดยใช้สิ่งที่เป็นตัวแทนถึงสภาพอากาศในอดีต (climate proxies) ได้แก่
      • ซากดึกดำบรรพ์ และซากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก fossil and m icrobial life
      • แท่งน้ำแข็ง ice core
      • วงปี tree rings
      • แท่งหิน และแท่งตะกอน rock core and sediment core
        • แล้วนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ร่วมกันกับภูมิอากาศปัจจุบัน
        • โดยใช้คอมพิวเตอร์โมเดลช่วยแปลความหมายออกมา
      Paleoclimatology = the study of past climates .
    • 4. ซากดึกดำบรรพ์ และซากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก fossil and m icrobial life ฟอแรมเป็นโพรโทซัวที่มีเปลือกแข็งเป็นสารปูน calcium carbonate CaCO 3 ไดอะทอมเป็นสาหร่ายที่มีเปลือกแข็งเป็นสารซิลิกา silicon dioxide SiO 2 www . sudipan . net /phpBB2/files/diatom.jpg http :// serc . carleton . edu : 80 / images / microbelife / topics / proxies / foraminefera . jpg
    • 5. วงปี tree rings
      • จำนวนวงปีช่วยในการนับระยะเวลา
      • ความหนาของแต่ละวงปี บ่งบอกถึงความยาวนานของฤดูแล้งฤดูฝน
      • ตำหนิหรือรอยแผลที่เปลือก บ่งบอกถึงเหตุการณ์ผิดปกติ เช่นไฟไหม้ป่าได้
    • 6. แท่งหิน และแท่งตะกอน rock core and sediment core http :// serc . carleton . edu / details / images / 6683 . html
      • ความหนาของชั้นตะกอนแต่ละชั้นบ่งบอกถึงอัตราการตกตะกอน
      • ลักษณะเนื้อหิน ลักษณะและขนาดเม็ดตะกอน บ่งบอกถึงสิ่งแวดล้อมในการสะสมตัว
      • ซากดึกดำบรรพ์ในหิน หรือในตะกอนบ่งบอกสิ่งแวดล้อมขณะที่มีชีวิตอยู่
    • 7. แท่งน้ำแข็ง ice core http :// www . csa . com / news / csa - news . php?SID = t7vbajfnhrmhand85r3q30ul15
    • 8. สิ่งที่แท่งน้ำแข็งเก็บรักษาไว้
      • ฟองอากาศ หรือก๊าซ gas
      • อัตราส่วนของไอโซโทปของธาตุ stable isotope ratios
      • ละอองเรณู pollen
      • สาหร่าย หรือตะไคร่ ( algae)
      • ฝุ่นละออง รวมทั้งเถ้าธุลีภูเขาไฟ dust and volcanic ash
    • 9. ออกซิเจนไอโซโทป Oxygen-16 and Oxygen-18 isotopes
      • (Herring, 2006 )
      O - 18 = heavy oxygen O - 16 = light oxygen ระเหยง่าย พอออกซิเจนทั้งสองระเหยขึ้นไปในบรรยากาศ จะกลายเป็นหิมะ เป็นฝนตกลงมา
    • 10. ออกซิเจนไอโซโทปเมื่อโลกร้อน
      • O-18 หนักกว่า O-16
      • ในภาวะปกติ O-16 จะระเหยมาก O-18 จะระเหยน้อย
      • ดังนั้น O-18 / O-16 ratio จะต่ำ
      • เมื่อโลกร้อนขึ้น O-18 จะระเหยมากขึ้น และตกลงมาเป็นฝน
      • ดังนั้น O-18 / O-16 ratio จะสูง
    • 11. สาเหตุที่ทำให้ภูมิอากาศโลกมีการเปลี่ยนแปลง
        • 1. การเปลี่ยนแปลงของแสงอาทิตย์ Changes in solar output
      • 2. การเปลี่ยนแปลงของการหมุนรอบตัวเองและการโคจรของโลก Changes in Earth's orbit
      • 3. การเคลื่อนที่ของทวีป Changes in the distribution of
      • continents
      • 4. การเปลี่ยนแปลงปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ Changes in atmospheric content of greenhouse gases.
    • 12. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกบางช่วงเวลา จากการระเบิดของภูเขาไฟ Spencer, 2003 0.5 0 ซ 13.30 ล้านตัน 1991 พินาตูโบ 0.2 0 ซ 12 ล้านตัน 1982 เอลชิชอน 0.1 0 ซ ปานกลาง 1980 เซนต์เฮเลนส์ 0.3 0 ซ 55 ล้านตัน 1883 กรากะตัว 0.4-0.7 0 ซ 150 ล้านตัน 1815 แทมบอรา อุณหภูมิโลกลดลง ปริมาณเถ้าธุลีและก๊าซที่พ่นออกมา ปีที่ระเบิด ( ค . ศ .) ภูเขาไฟ
    • 13. ทฤษฎีมิลานโควิทช์ ( Milankovitch Theory )
      • ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักดาราศาสตร์ชาวเซอร์เบียชื่อนายมิลูติน มิลาน โควิทช์ ( Milutin Milankovitch ) ได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกเป็นคาบเวลาระยะยาว เกิดขึ้นจากปัจจัย 3 ประการคือ
      • วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงขนาดความรี ในคาบเวลา 100 , 000 ปี
      • แกนหมุนของโลกส่าย ( เป็นวงคล้ายลูกข่าง ) รอบละเฉลี่ยประมาณ 23 , 000 ปี
      • แกนของโลกเอียงทำมุมกับระนาบของวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เปลี่ยนกลับไปกลับมา ในคาบเวลา 41 , 000 ปี
    • 14. วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงขนาดความรี eccentricity วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงขนาดความรี ( รีมาก - รีน้อย ) เป็นวงรอบประมาณ 100 , 000 ปี เมื่อโลกเข้าใกล้ดวงอาทิตย์อุณหภูมิก็จะสูงขึ้น เมื่อโลกอยู่ไกลอุณหภูมิก็จะต่ำลง
    • 15. แกนหมุนของโลกส่าย Precession of the equinoxes แกนหมุนของโลกส่าย เป็นวงคล้ายลูกข่าง รอบละเฉลี่ยประมาณ 23 , 000 ปี ทำให้แต่ละพื้นที่ของโลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ในช่วงเวลาเดียวกันของแต่ละปี
    • 16. แกนของโลกเอียงทำมุมกับระนาบของวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เปลี่ยนกลับไปกลับมา แกนของโลกเอียงทำมุมระหว่าง 21.5-24.5 องศา กลับไปกลับมา ในคาบเวลา 41 , 000 ปี แกนของโลกเอียงเป็นสาเหตุทำให้เกิดฤดูกาล ปัจจุบันแกนของโลกเอียง 23.5 องศา หากแกนของโลกเอียงมากขึ้น ก็จะทำให้ขั้วโลกได้รับแสงอาทิตย์มากขึ้นในฤดูร้อนและน้อยลงในฤดูหนาว ซึ่งมีผลทำให้ฤดูร้อนและฤดูหนาวมีอุณหภูมิแตกต่างกันมากขึ้น
    • 17. ปรากฏการณ์เรือนกระจก และภาวะโลกร้อน (Greenhouse effect and Global Warming)
    • 18. ปรากฏการณ์เรือนกระจก ( greenhouse effect)
      • หมายถึง การที่ชั้นบรรยากาศของโลกกระทำตัวเสมือนกระจกที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ผ่านทะลุลงมายังผิวพื้นโลกได้ แต่จะดูดกลืนรังสีคลื่นยาวที่โลกคายออกไปไม่ให้หลุดออกนอกบรรยากาศ ทำให้โลกไม่เย็นจัดในเวลากลางคืน
    • 19. ภาวะโลกร้อน ( Global Warming)
      • ภาวะโลกร้อน หมายถึง ภาวะที่อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น อันเนื่องมาจากการที่ “ ปรากฏการณ์เรือนกระจก ” กักเก็บพลังงานความร้อนในโลกมากเกินไป
      • หากไม่มีมาตรการใดๆ ที่จะยับยั้งการปล่อยออกก๊าซเรือนกระจกแล้ว คาดว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มสูงขึ้น 1.5-4.5 องศาเซลเซียส ภายในปี ค . ศ . 2100
    • 20. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับ ภาวะโลกร้อน
      • วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาภาวะโลก
      • ร้อน โดย
      • - ศึกษาวิทยาศาสตร์ของบรรยากาศ : เพื่อเข้าใจปัญหาและการเปลี่ยนแปลง
      • - ศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศต่อระบบโลก และการปรับตัวของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม : เพื่อตั้งรับและต่อสู้กับปัญหา
      • - พัฒนาเทคโนโลยีในการลดก๊าซเรือนกระจก : เพื่อบรรเทาปัญหา
    • 21. รังสีดวงอาทิตย์
      • พลังงานบนดวงอาทิตย์เกิดจากปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ฟิวส์ชั่น
      • อุณหภูมิที่พื้นผิวโฟโตสเฟียร์ 6,000 เคลวิน
      • รังสีดวงอาทิตย์มีลักษณะเป็น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าแสง
      • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ดวงอาทิตย์แผ่รังสีมายังโลกประกอบด้วยช่วงคลื่นต่างๆ กัน ตั้งแต่รังสีแกมมา ( สั้นที่สุด ) จนถึงคลื่นวิทยุ ( ยาวที่สุด )
      • ช่วงคลื่นที่ตามองเห็น (Visible light) มีความสำคัญต่อพืชในการสังเคราะห์ด้วยแสง
    • 22. รังสีดวงอาทิตย์ สั้นที่สุด ยาวที่สุด รังสีที่มองเห็นได้
    • 23. ชนิดของรังสีดวงอาทิตย์ที่ลงสู่พื้นโลก
      • รังสีตรง (Direct radiation) =
      • รังสีตกกระทบพื้นโลกโดยตรงและไม่เปลี่ยนทิศทาง
      • รังสีกระเจิง (Scattered radiation)= รังสีที่มีทิศทางเปลี่ยนแปลงไปโดยการกระเจิงจากโมเลกุลของก๊าซต่างๆ และสารแขวนลอยในบรรยากาศ
      • รังสีสะท้อน (Reflected radiation) = รังสีที่มีทิศทางเปลี่ยนแปลงไปโดยการสะท้อนจากเมฆ
    • 24. การดูดกลืนและการสะท้อนกลับของรังสีอินฟราเรด
    • 25. ก๊าซเรือนกระจก ( greenhouse gas)
      • ก๊าซเรือนกระจกเป็น ก๊าซที่ช่วยอบชั้นบรรยากาศของโลกให้มีอุณหภูมิสูงขึ้น เนื่องจากเป็นก๊าซที่สามารถเก็บกักความร้อนที่ผิวโลกเอาไว้ได้ หรือเป็น ก๊าซที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ผ่านทะลุลงมาได้แต่ไม่ยอมให้รังสีคลื่นยาวที่โลกคายออกไปหลุดออกนอกบรรยากาศ
      • ในช่วงระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา โลกเราได้มีการสะสมก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศมากขึ้น   เนื่องจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่าง ๆ ที่ใช้ในกิจกรรมประจำวัน การเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกทำให้โลกไม่สามารถแผ่ความร้อนออกไปได้อย่างที่เคย ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสมือนกับ โลกเรามีผ้าห่มที่หนาขึ้น นั่นเอง
    • 26. ก๊าซเรือนกระจก ( greenhouse gas)
      • - ไอน้ำ ( ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตามธรรมชาติที่มีสูงสุดคือประมาณร้อยละ 60 )
      • - ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
      • - โอโซน
      • - มีเทน
      • - ไนตรัสออกไซด์
      • - halocarbons , CFCs , HCFC-22 โมเลกุล ( เช่น Freon และ perfluoromethane ) , และ SF6 ( sulphurhexafluoride )
    • 27.
      • ชื่อก๊าซแหล่งกำเนิดระยะเวลาโดยเฉลี่ยที่จะอยู่ในบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์ ( ปี ) ศักยภาพสัมพันธ์ในการสร้างปรากฏการณ์เรือนกระจก GWP ** ( CO 2 =1 ) ปริมาณที่มีอยู่ในก๊าซเรือนกระจกปัจจุบันร้อยละคาร์บอนไดออกไซด์ CO 2 การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล , การตัดไม้และเผาทำลายป่า < 101 ~ 57 มีเทน ,CH4 ทุ่งข้าว , สัตว์เคี้ยวเอื้อง , การถมพื้นที่ , ผลผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 1025 ~ 12 ไนตรัสออกไซด์ , N2O ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ , การเผาป่า , การเผาไร่นา , หรือพืชที่เกษตรกรรมอื่นๆ 170230 ~ 6 คลอโรฟลูออโรคาร์บอน ,CFC’s สารทำความเย็น , ตัวทำลายทางเคมี , โฟม 60-10015 , 000 ~25 เปอร์ฟลูออโรมีเทน CF4 อุตสาหกรรมอะลูมิเนียม 50 , 0006 , 500 เล็กน้อยซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรด์ ,SF6Dielectric fluid3,20023,900 เล็กน้อย
    • 28. การดูดกลืนรังสีช่วงคลื่นต่างๆของก๊าซต่างๆ
    • 29. ก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO 2 )
      • จากแหล่งธรรมชาติ เช่น กระบวนการหายใจของสิ่งมีชีวิต
      • จากมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ การตัดไม้ทำลายป่า ( ลดการดูดซับ CO 2 )
      ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น 57 %
    • 30. CO 2 ดูดซับรังสีอินฟราเรดไว้ IR มาก IR น้อยลง CO 2 ยิ่งมี CO 2 มาก ยิ่งมีรังสีอินฟราเรดมาก มีความร้อนมาก
    • 31. การหมุนเวียนของคาร์บอน
    • 32. ก๊าซมีเทน (CH 4 ) 1. จากแหล่งธรรมชาติ เช่น จากการย่อยสลายของสิ่งมีชีวิต การเผาไหม้ที่เกิดจากธรรมชาติ 2. จากมนุษย์ เช่น จากนาข้าว แหล่งน้ำท่วม จากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ประเภทถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น 12 %
    • 33. ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N 2 O) ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น 6 %
      • จากมนุษย์ เช่น อุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในขบวนการผลิต ,
      • อุตสาหกรรมพลาสติก , อุตสาหกรรมไนลอน , อุตสาหกรรมเคมี ,
      • การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากซากพืชและสัตว์ , ปุ๋ย , การเผาป่า
      • จากแหล่งธรรมชาติ - อยู่ในภาวะที่สมดุล
    • 34. ก๊าซที่มีส่วนประกอบคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs)
      • จากมนุษย์ เช่น อุตสาหกรรมต่างๆ และอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โฟม , กระป๋องสเปรย์ , เครื่องทำความเย็น ; ตู้เย็น แอร์ , ตัวทำลาย ( ก๊าซนี้จะรวมตัวทางเคมีได้ดีกับโอโซนทำให้โอโซนในชั้นบรรยากาศลดลงหรือเกิดรูรั่วในชั้นโอโซน )
      ที่มา http:// www.aksorn.com/lib/libshow.asp?sid =148&sara=&level = ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น 25 %
    • 35. ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน
      • การละลายของน้ำแข็งทั่วโลก
      • ทำให้ฤดูกาลของฝนเปลี่ยนแปลงไป
      • การเกิดพายุหมุนที่มีความถี่มากขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้นด้วย  
      • บางบริเวณในโลกประสบกับสภาวะแห้งแล้งอย่างไม่เคยมีมาก่อน
      • ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลง
      • แหล่งประมงที่สำคัญๆของโลกจะเปลี่ยนแปลงไป
      • เชื้อโรคในเขตร้อนเพิ่มมากขึ้น
    • 36. การละลายของน้ำแข็งทั่วโลก แอนตาร์กติก อาร์กติก เทือกเขาแอนดีส ทวีปอเมริกาใต้
    • 37. ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
    • 38. เกิดพายุหมุนที่มีความถี่มากขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้นด้วย พายุ Katrina ถล่มนิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา
    • 39. บางบริเวณประสบกับ สภาวะแห้งแล้งอย่างไม่เคยมีมาก่อน
    • 40. สิ่งมีชีวิตบางชนิดอาจสูญพันธุ์ ประชากรหมีขั้วโลกจะลดลง 30 % ในปี ค . ศ . 2050
    • 41. รูโอโซน Ozone hole รูโอโซนที่ขั้วโลกใต้ เมื่อกันยายน 2006
    • 42. การทำลายโอโซนด้วยสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน
    • 43. เอลนีโญ (El Nino)
      • เอลนีโญ (El Nino) เป็นภาษาสเปน หมายถึง เด็กชาย เนื่องจากปรากฏการณ์นี้มักจะเกิดในช่วงเทศกาลคริสต์มาส จึงให้ความหมายว่า “ บุตรของพระคริสต์ ” ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของซีกโลกใต้ เพราะช่วงนี้ลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งพัดจากฝั่งแปซิฟิกตะวันออกไปยังฝั่งแปซิฟิกตะวันตกมักจะอ่อนกำลัง ทำให้กระแสน้ำอุ่นซึ่งปกติจะไหลตามทิศทางลม เกิดการไหลย้อนกลับไปแทนที่กระแสน้ำเย็นบริเวณฝั่งแปซิฟิกตะวันออก
      • ลานีญา (La Nina) คือ ปรากฏการณ์ที่กระแสน้ำอุ่นไหลมาทางฝั่งแปซิฟิกตะวันตกมากกว่าปกติ ตรงข้ามกับปรากฏการณ์เอลนีโญ
    • 44. ลานีญา –ภาวะปกติ - เอลนีโญ
    • 45. เอนโซ (ENSO)
      • เอนโซ (ENSO = EN + SO) เป็นคำรวมของเอลนีโญและความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ( El Nino / Southern Oscillation) โดยที่ปรากฏการณ์ทั้งสองที่กล่าวมาข้างต้น มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด โดยจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างปรากฏการณ์ในมหาสมุทรและบรรยากาศเข้าด้วยกัน กล่าวคือ เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในส่วนของมหาสมุทร และความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ซึ่ง เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในส่วนของบรรยากาศนั้นได้เชื่อมโยงเป็นปรากฏการณ์เดียวกัน
    • 46. ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้
      • ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ( Southern Oscillation: SO ) หมายถึง การที่บริเวณความกดอากาศที่ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้มีความสัมพันธ์เป็นส่วนกลับกับบริเวณความกดอากาศที่ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดีย กล่าวคือ เมื่อความกดอากาศบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกใต้มีค่าสูง ความกดอากาศบริเวณมหาสมุทรอินเดียจากแอฟริกาถึงออสเตรเลียมักจะมีค่าต่ำ และในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน ความผันแปรนี้เกิดจากการหมุนเวียนของอากาศจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำระหว่างมหาสมุทรทั้งสอง ทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยอาจสูงหรือต่ำผิดปกติในบางบริเวณ
    • 47. ลมสินค้า (Trade wind)
      • ลมสินค้า คือ ลมซึ่งพัดออกจากบริเวณความกดอากาศสูงกึ่งโซนร้อนไปยังบริเวณความกดอากาศต่ำที่เส้นศูนย์สูตร ในซีกโลกเหนือจะพัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนในซีกโลกใต้จะพัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็วประมาณ 16-24 กม./ชม. เนื่องจากลมสินค้านี้พัดสม่ำเสมอ มีกำลังแรงปานกลาง และมีทิศทางที่แน่นอน จึงมีประโยชน์ต่อการเดินเรือเป็นอย่างมาก
      • ลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้ช่วยพัดพากระแสน้ำอุ่นจากฝั่งแปซิฟิกตะวันออกไปยังฝั่งแปซิฟิกตะวันตก ทำให้บริเวณฝั่งตะวันตก (อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย) มีความชุ่มชื้น ฝนตกชุก ในขณะที่ฝั่งตะวันออก (เปรู ชิลี) มีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์
    • 48. ความสัมพันธ์ของลมสินค้าและกระแสน้ำ
    • 49. กระแสน้ำในมหาสมุทร
    • 50. การหมุนเวียนของกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็น