ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอีสาน2
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอีสาน2

on

  • 3,529 views

 

Statistics

Views

Total Views
3,529
Views on SlideShare
3,519
Embed Views
10

Actions

Likes
0
Downloads
43
Comments
2

1 Embed 10

http://teacherhistory.wordpress.com 10

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอีสาน2 Presentation Transcript

  • 1. ประวัติศาสตร์วฒนธรรมอีสาน ประวตศาสตรวฒนธรรมอสาน ั จากหลักฐานโบราณคดีี ั โ ศูนย์พฒนาการเรียนรูประวัติศาสตร์ ั ้ โรงเรยนสนมวทยาคาร อําเภอสนม จังหวัดสรินทร์ โรงเรียนสนมวิทยาคาร อาเภอสนม จงหวดสุรนทร
  • 2. ซากปรักหักพังของอาคาร โบราณสถานเศษซาก ชิ้นส่วนของโบราณวัตถุ คืือหลักฐานโบราณคดีี ั โ ที่แสดงถึงการมีอยู่ของ ู ผูคนที่ผ่ามาแล้วในอดีต ้ ั อน ยาวไกลของแตละ ไ ่ ท้องถิ่น
  • 3. การใช้หลักฐานโบราณคดีในการศึกษา ประวัติศาสตร์ทองถิ่น ้ โบราณวตถุ การขุดคน โบราณวัตถ / การขดค้น โบราณสถาน / การขดแต่ง การขุดแตง ศลาจารก ศิลาจารึก บันทึึกการเดิินทาง ั ลักษณะรูปแบบศิลปะโบราณวัตถุสถาน โ
  • 4. การใช้หลักฐานโบราณคดี เพื่อการอธิบาย หรือเล่าเรื่องทางสังคมวัฒนธรรม - คติความเชื่ อ - คติทางศาสนา - ภูมิปัญญา การประดิษฐ์คิดค้น - วิถีชีวิต - ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน - ประเพณี พิธีกรรม ฯลฯ
  • 5. ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ทีี่ประกอบด้วยเทืือกเขา ทุ่งราบ สายนํํ้ า แหลงเกลืื อ คืือปจจยสํําคญ ที่ีทาใ ้ ้ ่ ปั ั ั ํ ให้ ผูคนเข้ามาตังถิ่นฐานอยู่ในบริเวณภาคอีสาน ตังแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ้ ้ ้
  • 6. อดีตอีสาน จากหลักฐานโบราณคดีแบ่งได้เป็ น 4 สมัยทางวัฒนธรรม ฐานโบราณคดี วัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ 1,000 – 14,,000 ปี ที่ผ่านมา 14 วัฒนธรรมสมัยทวารวดี วฒนธรรมสมยทวารวด ประมาณพุทธศตวรรษท่ 12 - 16 ประมาณพทธศตวรรษที วัฒนธรรมแบบเขมรในประเทศไทย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 14 - 18 ั ใ ป ไ วัฒนธรรมสมัยล้านช้าง - อยุธยา ตัง้ แต่พุทธศตวรรษ 19 เป็ นต้นมา
  • 7. คนอีสานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในสังคมแบบนายพราน นับตังแต่เมื่อประมาณ 15,000 ปี ที่ผ่านมา เป็ นช่วงเวลาที่ คนอีสาน ้ เมื 15, ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีวิถีชีวิตแบบสังคมเร่ร่อน ยังชีพด้วยการ แบบสั หาอาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
  • 8. คนอีสานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในสังคมแบบเกษตรกรรม จนถึงช่วงประมาณ 5,600 ปี ที่ผ่านมา คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ใน นประวั ภาคอีสานจึงเริ่มอย่ าศัยเป็ นหลักแหล่ง มวถชวตแบบสงคม ภาคอสานจงเรมอยู ภาคอสานจงเรมอยูอาศยเปนหลกแหลง มวถชวตแบบสังคม อี มีวิถีชีวิตแบบสงคม เกษตรกรรม รูจกทําการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ หล่อโลหะ ้ ั
  • 9. คนอีสานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีการประกอบพิธีกรรม บวงสรวง บูชาในอํานาจเหนื อธรรมชาติ มุ่งหวังในความอุดมสมบูรณ์ มีการ กําหนดพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ เชอเรองจตวญญาณและโลกหลงความตาย กาหนดพนทศกดสทธ เชื่อเรื่องจิตวิญญาณและโลกหลังความตาย ั มีการอุทิศสิ่งของเครื่องใช้ให้แก่คนตายในหลุมฝังศพ
  • 10. วัฒนธรรมบ้านเชียง คือรากฐานวัฒนธรรม ของสังคม เกษตรกรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีอายเก่าที่สดในภาค เกษตรกรรมสมยกอนประวตศาสตร ทมอายุเกาทสุดในภาค อีสาน และเอเชียตะวันออกเฉี ยงใต้ บริเิ วณเนิิ นดินแหล่งโ ิ ่ โบราณคดีบานเชีียง ี ้ อ.หนองหาน จ.อุดรธานี
  • 11. ความหลากหลาย ของโบราณวัตถุ ที่พบในหลมขดค้น ทพบในหลุมขุดคน ทางโบราณคดีซึ่งใน อดีตคือพื้นที่ที่เป็ น สุสานฝังศพ ฝั
  • 12. โครงกระดู โครงกระดูกคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทีี่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีี คืือหลักฐานสํําคัญทีีนํามา บจากการขุ ้ โ ั ฐานสํ ั ใช้อธิบายเกี่ยวกับความเชื่ อ วถชวตของผูคนในอดต ใชอธบายเกยวกบความเชอ วิถีชีวิตของผ้ นในอดีต ใชอธิอธบายเกยวกบความเชอ
  • 13. ภาชนะเครื่องปั้ นดินเผาที่มีพบในหลุมขุดค้นเป็ นจํานวนมากนันคือ นวนมากนั้ ภาชนะที่ใส่อาหาร สิ่งของเครื่องใช้ แล้วนําไปวางอทิศใหผู ้ ภาชนะทใสอาหาร สงของเครองใช แลวนาไปวางอุทศใหผ้ตายใน ศให้ผู ผ หลุมฝังศพตามความเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย
  • 14. การฝังศพในไหของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย บริเวณลุ่มแม่นํ้ามูล-ชี ในช่วงประมาณ 2,000 ปี ที่ผ่านมา
  • 15. คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในภาคอีสาน รูจกการปลูกข้าว คืือการเริิ่มต้นพัฒนาเป็ นสังคมเมืือง ้ ั ป ้ ้ ั ป็ ั เปลื อกเมล็ ดข้าวซึ่งเป็ น เมล็ ดข้าวปลูกที่ติดอยู่ บนใบหอกเหลก บนใบหอกเหล็ก
  • 16. ภาชนะดนเผา ภาชนะดินเผา ที่มีลายเขียนสี คือภาชนะที่ใช้ใน พิธีกรรม ลวดลาย เขยนสบนภาชนะ เขียนสีบนภาชนะ มีลกษณะเป็ นรูป ั อวัยวะเพศชายเพศ ั หญิ งซึ่งเป็ นสัญลักษณ์ ญ ที่มีความหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ ส
  • 17. การหล่อโลหะ สําริด กําไลข้อมือ ข้อเท้า ที่หล่อจากสําริด กําไลข้อมือหล่อจากสําริดใส่ซอน ้ หลายวงตลอดช่วงแขน
  • 18. เครื่องมือ / อาวุธแบบต่างๆที่หล่อจากเหล็ ก
  • 19. ร่องรอยผ้าไหมที่ติดอยู่บนเครื่องมือโลหะ
  • 20. ความสําคัญของแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมบ้านเชีียง ทีี่พบในภาคอีีสาน ั ้ ใ เป็ นวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่เป็ นสังคม เกษตรกรรม ที่มีอายเก่าที่สดแห่งหนึ่ งในภมิภาคเอเชย ทมอายุเกาทสุดแหงหนงในภูมภาคเอเชีย ตะวันออกเฉี ยงใต้ ที่มีอายุุไม่นอยกว่า 5,600 ปี ที่ผ่านมา ้ , เป็ นชุมชนสมัยก่่อนประวัติศาสตร์ท่ีมีความก้าวหน้า ป็ ั ป ั ์ ้ ้ ด้านโลหะกรรม และการปลกข้าวที่มีอายเก่าแก่ไม่นอยกว่า ดานโลหะกรรม และการปลูกขาวทมอายุเกาแกไมนอยกวา ้ แหล่งอารยธรรมแห่งอื่นๆของโลก หรืออาจจะเก่ามากกว่า
  • 21. แหล่งภาพเขียนสีท่ีพบตามเทือกเขา ถํ้าและเพิงผาที่มีพบ ในบริเวณภาคอีสานมีอายุประมาณ 2,000 – 3,000 ปี ที่ ผ่านมาคือพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ผานมาคอพนทศกดสทธของคนสมยกอนประวตศาสตร ั
  • 22. ภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ บนเพิงผาริมฝังแม่นํ้าโขงที่ผาแต้ม อ โขงเจียม จ.อุบลราชธาน ่ บนเพงผารมฝงแมนาโขงทผาแตม อ.โขงเจยม จ อบลราชธานี เป็ นภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีพ้ ืนที่เขียนภาพ ยาวที่สดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉี ยงใต้ ุ
  • 23. ภาพเขี ยนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์บนเพิงผา ถํ้า มีีลกษณะเป็ นภาพสัญลักษณ์ท่ีใช้ในการสื่ือความหมาย ั ป็ ั ั ์ ้
  • 24. ภาพสัญลักษณ์รปมือ บนผนังถํ้าพระอานนท์ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ู
  • 25. กลองมโหระทึก กลองศักดิ์สิทธิ์ ทีมีพบในภาคอีสาน กลองมโหระทก กลองศกดสทธ ทมพบในภาคอสาน สมัยก่อนประวัติสาสตร์ ในวัฒนธรรมดองซอน หล่อจากโลหะสําริด
  • 26. แหล่งที่พบกลองมโหระทึก สมัยก่อนประวัติศาสตร์์ ั ป ั วฒนธรรมดองซอน วัฒนธรรมดองซอน ในประเทศไทย
  • 27. ลายดาวกระจายเป็ นแฉกบนหน้ากลองมโหระทึก คอเอกลกษณของกลองมโหระทกในวฒนธรรมดองซอน คือเอกลักษณ์ของกลองมโหระทึกในวัฒนธรรมดองซอน
  • 28. ลวดลายบนหน้ากลอง รวมทังรูปกบที่มีความหมายว่าเป็ นสัตว์ศกดิ์สิทธิ์ ้ ั คือสัญลักษณ์ท่ีเกี่ยวกับนํ้า เสียงฟาร้อง และความอุดมสมบูรณ์ ้
  • 29. ลายบนหน้า กลองมโหระทึึก โ ที่เวียนซ้าย ทเวยนซาย
  • 30. ลายสลักที่เวียนไปทางซ้าย ลายสลกทเวยนไปทางซาย บนหน้ากลองมโหระทึก เป็ นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับความตาย ซึ่งอาจตีกลองมโหระทึกเพื่อส่งวิญญาณ
  • 31. สมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น ชุมชนโบราณที่เป็ นสังคมเมืองในภาคอีสาน เริ่มรับวัฒนธรรมด้านการศาสนา สมัยทวารวดี ตังแต่เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 12- 16 ้ 12-
  • 32. คนอีสานสมัยทวารวดี เมื่อถึงประมาณพทธศตวรรษที่ 12 – 16 ผ้คนในภาคอสาน เมอถงประมาณพุทธศตวรรษท ผู นในภาคอีสาน ได้พฒนาวิถีชีวิตไปสู่การเป็ นสังคมเมือง ในวัฒนธรรมแบบ ั ทวารวดีี เมืองโบราณสมัยทวารวดี มลกษณะผงเมองเปนคูน้าคนดน เมองโบราณสมยทวารวด ั เมองโบราณสมยทวารวด มีลกษณะผังเมืองเป็ นคนําคันดิน งโบราณสมั ล้อมรอบเนิ นดินที่อยู่อาศัย มีีการรับวัฒนธรรมและคติิความเชื่ื อทีี่เนืื่ องในศาสนาทีี่มี ั ั ใ แบบแผน มาจากอินเดีย โดยเฉพาะมีการนับถือพุทธ ุ ศาสนาเป็ นศาสนาหลักของชุมชน
  • 33. วัฒนธรรมแบบทวารวดี ในบริเวณลุุ่มแม่มล-นํ้าชี ู การเริ่มต้นประดิษฐานพุทธศาสนาในภาคอีสาน บ้านเมืองในสังคมสมัยทวารวดีในลุุ่มแม่มล-นํ้าชี ู เมืองฟาแดดสงยาง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ ์ เมืองเสมา ้ อ.สูงเนน จ.นครราชสมา บานชทวน อ เขื่องใน จ.อุบลราชธาน อ สงเนิ น จ นครราชสีมา บ้านชีทวน อ.เของใน จ อบลราชธานี บ้านตาดทอง อ.เมือง จ.ยโสธร ฯลฯ
  • 34. ลักษณะเด่นของผังเมืองในวัฒนธรรมสมัยทวารวดี คือ มีแนวคูนํ้าคัน ู ดินซ้อนสองชัน ซึ่งมีพบหลายแห่งทังในบริเวณแอ่งโคราช และแอ่ง ้ ้ สกลนคร
  • 35. ภาพวาดแผนผังเมืองเสมา อ.สูงเนิ น จ.นครราชสีมา อ. ู จ. ซึ่งเป็ นเมืองในสมัยทวารวดี ในลุ่มแม่นํ้ามูล
  • 36. แนวคูนาคนดนของเมองโบราณสมยทวารวด แนวคนําคันดนของเมองโบราณสมยทวารวด แนวคน้าคนดินของเมืองโบราณสมัยทวารวดี นํ ที่มีพบหลายๆแห่งในภาคอีสาน
  • 37. โบราณวัตถุสถานสมัยทวารวดีท่ีพบทังบริเวณภาคอีสาน ้ ส่่วนใหญ่่เป็ นสิ่ิงที่ีสร้างขึ้ ึ นใ ทธศาสนา นิิ กายเถรวาท เช่่น ใ ้ ในพุ พระพมพดนเผา สถปเจดีย เสมาหิน พระพิมพ์ดินเผา สถูปเจดย ์ เสมาหน
  • 38. การประดิษฐานพระบรมสารีริกฐานไว้ภายในอุุโมงค์ใต้พ้ ืนดิน แล้วก่อพระเจดีย ์ ฐ ฐ ทับไว้ขางบนแบบที่พบที่เมืองจัมปาศรี ที่นาดูนนัน เป็ นพุทธประเพณี แบบดังเดิม ้ ้ ้ ทเคยถอปฏบตมาตงแตสมยพุทธกาลในอนเดย ซึ่งเป็ นแดนเกิดพระพทธ ที่เคยถือปฏิบติมาตังแต่สมัยพทธกาลในอินเดีย ซงเปนแดนเกดพระพุทธ ั ้ ศาสนา และเจดียองค์นนมีความหมายว่าเป็ น “ พระมหาธาตุเจดี ย” ์ ั้ ์
  • 39. สถูปสําริดและผอบบรรจุ พระบรมสารีริกธาตที่นาดน พระบรมสารรกธาตุทนาดูน ผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุทงสามั้ ชันที่ซอนอยู่ในสถูปสําริด โดยเฉพาะ ้ ้ ภายในผอบทองคําได้พบวัสดุเป็ นก้อน แข็ งคล้ายรัตนชาติ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกัน วาคอ พระบรมสารรกธาตุ ว่าคือ “ พระบรมสารี ริกธาต ”
  • 40. กลุ ใบเสมาศลาทรายสมยทวารวด สลกรูปสถูปเจดยจาลอง กล่มใบเสมาศิลาทรายสมัยทวารวดี สลักรปสถปเจดียจาลอง ์ํ มีพบในหลายพื้นที่ในเขตภาคอีสาน
  • 41. เสมาหินสมัยทวารวดีท่ีสลักเป็ นรูปสถูปเจดียทรงหม้อนํ้า ์ พบแถบจงหวดอุบลราชธาน ที่มีความหมายของการเป็ น พบแถบจังหวัดอบลราชธานี ยโสธร ทมความหมายของการเปน ศิลาศักดิ์สิทธิ์ และยังเป็ นสัญลักษณ์ของการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
  • 42. เสมาหิินสมัยทวารวดีี สัญลักษณ์ของศิิลาศักดิ์ิสิทธิ์ิ ั ั ั ์ ั เพื่อกําหนดเขตพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ ที่เป็ นเขตสังฆกรรมที่บริเวณ เพอกาหนดเขตพนทศกดสทธ ทเปนเขตสงฆกรรมทบรเวณ ั พระธาตุก่องข้าวน้อย บ้านตาดทอง จ.ยโสธร
  • 43. ภาพสลักบนเสมาหิน แสดงเรื่องราวในพุทธ ประวัั ป ติ และชาดก ตามการรับรูของ ู้ พุทธศาสนิ กชนในสังคม สมยทวารวดีี ที่ีรบอิิทธิิพล ั ั มาจากอินเดีย
  • 44. เสมาหินสมัยทวารวดี สัญลักษณ์ของศิลาศักดิ์สิทธิ์ ปั กรอบเพิงหินเพื่อกําหนดพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ ที่เป็ นเขตสังฆกรรม ปกรอบเพงหนเพอกาหนดพนทศกดสทธ ทเปนเขตสงฆกรรม ั แบบอรัญวาสี หรือวัดป่ า ที่ภูพระบาท อ.บ้านผื อ จ.อุดรธานี
  • 45. ร่องรอยสถูปเจดียท่ีพบบริเวณเมืองโบราณ ์ เมองฟาแดดสงยางมลกษณะของการเปนพระมหาธาตุเจดย เมืองฟาแดดสงยางมีลกษณะของการเป็ นพระมหาธาตเจดีย ์ และ ้ ั เป็ นพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ตามคติพุทธศาสนาแบบเถรวาท ั
  • 46. มการตกแตงสถูปเจดยดวยรูปปูนปน และมการสรางพระพมพอุทศถวาย มีการตกแต่งสถปเจดียดวยรปปนปั้ น และมีการสร้างพระพิมพ์อทิศถวาย ์ ้ เป็ นพุทธบูชา และเพื่ออานิ สงส์ในการสืบอายุพระพุทธศาสนา
  • 47. กุลาวกชาดก เตมยชาดก เตมียชาดก ์ ภริฑตชาดก ภูรฑตชาดก ั ใบเสมาที่มีภาพสลักเล่าเรื่องในชาดก เพื่อสื่อความหมายถึงการสังสม ใบเสมาทมภาพสลกเลาเรองในชาดก เพอสอความหมายถงการสงสม ่ และบําเพ็ญบุญบารมีที่นําไปสู่การเป็ นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
  • 48. วฒนธรรมเขมร วฒนธรรม ขมร วัฒนธรรมเขมร แพร่่อิทธิิพลมาถึึงชุมชนโบราณในบริิเวณภาคอีีสาน โ ใ ตลอดทงลุมแมนาโขง แมนามูล และแมนาชีตงแต่ ตลอดทังล่ แม่นํ้าโขง แม่นํ้ามล และแมนาชตงแต ้ และแม่นํ้าชตงแต ั้ ประมาณพทธศตวรรษที14 โดยเฉพาะวั ประมาณพทธศตวรรษที่14 – 18 โดยเฉพาะวัฒนธรรม ประมาณพุทธศตวรรษท ธศตวรรษท โดยเฉพาะวฒนธรรม วฒนธรรม ที่เนื่ องในศาสนาฮินดูและพุทธศาสนานิ กายมหายาน งในศาสนาฮิ ู ละพุุ
  • 49. อีสานสมัยวัฒนรรมแบบเขมร เมื่อถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ 14 – 18 อิทธิพลวัฒนธรรม ุ เขมรจากเมืองพระนคร แพร่เข้ามาสู่บริเวณภาคอีสาน ตลอดทังลุ่มแม่นํ้าโ แม่น้ํามูล และแม่น้ําชี ้ โขง มีการสร้างเทวาลัยเพื่อการอทิศถวายเทพเจ้าตามคติใน มการสรางเทวาลยเพอการอุทศถวายเทพเจาตามคตใน ศาสนาฮินดูู และการสร้างวัดในพุทธศาสนานิ กายมหายาน ุ ให้เป็ นพื้นที่ศกดิ์สิทธ์ที่มีความหมายว่าเป็ นศูนย์กลาง ั จักรวาล และเป็ นศูนย์กลางชุมชน และเป็ นพื้นที่แห่งการ สรางบุญกรยา ที่นําไปส่ ารหลุดพน คอนพพาน หรอ สร้างบญกิริยา ทนาไปสูการหลดพ้น คอนิ พพาน หรือโมกษะ คือนพพาน หรอโมกษะ
  • 50. เขาพนมบาแค็็ง/ยโศธรคีีรี ภูเขาศักดิิ์สิทธิ์ิกลางเมืืองพระนคร โ ั ศูนยกลางจกรวาลแหงเมองยโศธรปุร ปร เทศกมพูชา ศนย์กลางจักรวาลแห่งเมืองยโศธรประ ประเทศกัมพชา ได้รบการบูชาว่า เป็ นวิมานพระศิวะที่ตงอยู่บนเขาพระสุเมรุ ั ั้
  • 51. ปราสาทบากอง เมืองหริหราลัย/เสียมเรียบ มีฐานเป็ นชัน เมองหรหราลย/เสยมเรยบ มฐานเปนชน ้ เป็ นสัญลักษณ์เขาพระสุเมรุ ที่เป็ นศูนย์กลางจักรวาล
  • 52. แผนที่แสดงเส้นทางโบราณในการเดินทางจากเมืองพระนคร/ แผนทแสดงเสนทางโบราณในการเดนทางจากเมองพระนคร/ กัมพูชา เข้ามายังประเทศไทย และประเทศใกล้เคียง
  • 53. ศิลาจารึกภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธสตวรรษที่ 12-13 14-15 พบท อ.โขงเจยม จ.อุบลราชธาน บานดงเมองเตย 12 13 , 14 15 พบที่ อ โขงเจียม จ อบลราชธานี บ้านดงเมืองเตย อ.คา อ คํา เขื่ อนแก้ว จ.ยโสธร และที่ อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น มีพระนาม พระเจ้า จิตรเสน / มเหนทรวรมัน อิทรวรมัน ยโศวรมัน หรรษวรมัน ทรงสร้างบุญ กิริยาด้วยการสร้างเทวาลัยในศาสนาฮินดู และพระอารามในพุทธศาสนา
  • 54. ประมาณพุทธศตวรรษที่ 14 สมยพระเจาอนทรวรมน ส ั จ้ ิ ั วัฒนธรรมเขมรเข้าครอบครอง ถึงบริเวณลุ่มแม่นํ้ามูล แม่นํ้าชี ปราสาทบ้านเมืองเตย อ.คําเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร ึ ื ศั ป ื ิ ถงเมองศงขปุระคอบรเวณ อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร จนถึง ราวพุทธศตวรรษที่ 17 ในสมัย พระเจ้าสุริยวรมันทีี่ 1 เทืือกเขา ้ ั พนมรุงคือที่ตงต้นราชวงศ์ ุ้ ั้ มหิธรปุระ โดยเรียกชื่อพื้นที่นน ั้ ว่่า กษิิ ตีนทรคราม ปราสาทพนมรุง จ.บุรรมย์ ้ ีั
  • 55. ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16- 17 สมัยพระเจ้าหิิรณยวรมัน ั ้ ั ั และพระเทวหรณยลกษม และพระเทวีหิรณยลักษมี ั วัฒนธรรมเขมรเข้า ครอบครองถึงบริเวณลุ่ม แมนามูล แมนาช คือที่ตงต้น แม่นํ้ามล แม่นํ้าชี คอทตงตนั้ ราชวงศ์ มหิธรประ ที่เมือง ราชวงศ มหธรปุระ ทเมอง กษิ ตีนทรคาม เชื้อพระวงศ์ท่ี สืบต่อมาคือ กษิ ตินทราทิตย์ สุริยวรมันที่ี 2 ชัยวรมันทีี่7 ั ั ั
  • 56. แนวคิดสําคัญในการสร้างปราสาท ในวัฒนธรรมเขมร 1. สร้างปราสาทบนฐานเตี้ยๆ/บนพื้นที่ราบ สรางปราสาทบนฐานเตยๆ/บนพนทราบ เพื่ออทิศถวายบรรพบุรษ บรรพสตร เพออุทศถวายบรรพบรษ บรรพสตรีุ 2. สร้างปราสาทบนฐานสง/บนภเขา เพื่ออทิศ ฐ ู ู ุ ถวายเทพเจ้า หรือพระพุทธเจ้า 3. ขุดสระนํ้า “ บาราย ” ให้มีความหมายว่า เป็็ นแหล่งนํ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลมาจากสวรรค์์
  • 57. ปราสาทพระวหาร เทวลัยพระศิวะบนเขาพระสเมร ปราสาทพระวิหาร เทวลยพระศวะบนเขาพระสุเมรุ ศาสนบรรพตศักดิ์สิทธิ์ บนแนวเทือกเขาพนมดงรัก
  • 58. จักรวาลมณฑล / ปั ญจบรรพตแห่งเขาพระสุเมรุ ป.พระวิหาร / ภวาลัยบรรพต (บนเทือกเขาพนมดงรัก) เหนื อ ป.วัดภู/ ป.พนมสันดัก/ พนมสนดก/ พนมสนดก ลงคบรรพต ึ พนมจิสอร์ ตก เมืองยโศธรปุระ / ออก เมืองพระนคร (เมืองจําปาสัก/ลาว) ลาว) (ใ เมืองพระตะบอง, ใกล้ งพระตะบอง, พนมบาแค็ง / ยโศ ศรีโสภณ ) ธรคีรี ใต้ ป.พนมกรอม/พนมบก (ใกล้กบตวลเลสาป) พนมกรอม/ ั ตวลเลสาป)
  • 59. องค์ศิวลึ งค์ รูปสญลกษณแทนองค รปสัญลักษณ์แทนองค์ พระศิวะ/พระอิศวร ตามคติในศาสนาฮินดู หรอศาสนาพราหมณท่ี ื ศส ์ ได้รบการสถาปนาเป็ น ั ประธานประจําเทวาลัย หรอปราสาทหนในลทธ หรือปราสาทหินในลัทธิ เทวราชาทุกแห่ง
  • 60. ภููเขาในความหมายของ เขาพระสุเมรุ เขาพระสเมร ที่เป็ นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล ตามคติในศาสนาฮินดู และพุทธศาสนา
  • 61. ภููเขาในความหมายของ ศาสนบรรพตศักดิ์สิทธิ์ ศาสนบรรพตศกดสทธ ที่เป็ นสัญลักษณ์ของการเป็ นพื้ นที่ศกดิ์สิทธิ์ ั ซึ่งเป็ นศูนย์รวมอํานาจของเทพเจ้าตาม ลัทธิเทวราชาคติในศาสนาฮินดู
  • 62. แม่นํ้าในความหมายของ สายนํ้าศักดิ์สิทธิ์ สายนาศกดสทธ คือชัยสินธุธาราที่ไหลมาจากสวรรค์ ในลักษณะของการเป็ นแม่นํ้าแห่งจักรวาล
  • 63. สระนํ้ าที่มีความหมายถึงชัยสินธุธาราล้อมรอบปราสาทหินเมืองตํา ่
  • 64. ปราสาทวัดภู / เศรษฐปุระ / ลึงคบรรพต สถาปนาขนโดยพระเจาเศรษฐวรมน แห่งอาณาจักรเจนละ สถาปนาขึ้นโดยพระเจ้าเศรษฐวรมัน แหงอาณาจกรเจนละ ปั จจุบนอยู่ในแขวงเมืองจําปาสัก สปป.ลาว ั
  • 65. องค์ศิวลึ งค์ รูปสัญลักษณ์ แทนองค์พระศิวะ / พระอศวร พระอิศวร ตามคติในศาสนาฮินดู หรือ ศาสนาพราหมณ์ ที่ได้รบการ ั สถาปนาเปนประธานประจา สถาปนาเป็ นประธานประจํา เทวาลัยในลัทธิเทวราชาทุกแห่ง
  • 66. โบราณสถานดงเมืองเตย ที่ อ.คําเขื่ อนแก้ว จ.ยโสธร เทวาลยศาสนาฮนดู ศูนยกลางจกรวาล ประจําเมืองศังขประ เทวาลัยศาสนาฮินด ศนย์กลางจักรวาล ประจาเมองศงขปุระ แห่งอาณาจักรเจนละ อายุราวพุทธศตวรรษที่12 -13
  • 67. ศลาจารก อาคารจาลองรูปกูฑ ศลาจาหลก ศิลาจารึก อาคารจําลองรปกฑุ ศิลาจําหลัก รูปกูฑ/บัญชร และส่วนยอดศิวลึงค์/รุทร ู ู ุ ุ พบที่เทวาลัยบ้านดงเมืองเตย
  • 68. ประติมากรรมรูปสิงห์ทวารบาล ที่เทวาลัยบ้านเมืองเตย สญลกษณของผู ุ ้ ครองระหวาง สัญลักษณ์ของผ้คมครองระหว่าง แดนมนุษย์ กับต้นทางเข้าสู่แดน สวรรค์ คือป่ าหิมพานต์ และเขา พระสเมรที่เป็ นศนย์กลางจักรวาล พระสุเมรุทเปนศูนยกลางจกรวาล
  • 69. ทับหลังสมัยก่อนเมืองพระนครแบบสมโบร์ไพรกุก / แบบถาราบริวตร ั ิ ่ ป ั ั ่ี ิ เดมนาจะประดบเทวาลยทบรเวณภูหมาใน อ.โขงเจยม จ.อุบลราชธานี ใ โ ี ช ซึ่งเป็ นเทวาลัยแบบเขมรในศาสนาฮินดูท่ีเก่าที่สดที่พบในประเทศไทย ุ
  • 70. หอพระพิฆเณศ หอพระอิศวร หอพระนารายณ์ ปราสาทบ้านเบญ และปราสาททองหลาง ท่ อ.เดชอดม ปราสาทบานเบญ ที อ.เดชอุดม มีความหมายว่าเป็ นเทวาลัยสถานศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดู ที่เป็ นศูนย์กลางจักรวาล และเป็ นหอสังเวยเทพเจ้าประจําเมือง
  • 71. พระเจ้าชัยวรมันที่7 มหาราชองคสุดทายของรฐ มหาราชองค์สดท้ายของรัฐ กมพูชาโบราณ ผู รางปราสาท กัมพชาโบราณ ผ้สร้างปราสาท หินพิมาย และศาสนสถานอีก หลายแห่งนัน พระองค์สืบเชื้อ ้ สายมาจากราชวงศ์มหิิธรปุระ ์ ป พระราชมารดาของพระองคคอ พระราชมารดาของพระองค์คือ พระเทวีชยราชจุุฑามณี เคยมี ั ถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ที่เมืองวิมายะ หรือเมืองพิมาย มาก่อน
  • 72. ศรีวเิ รนทราศรม ปราสาทหินพิมาย ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างเป็ นพระอาราม ปราสาทหนพมาย ทพร เจาชยวรมนท สรางเปนพร อาราม ในพุทธศาสนา นิ กายมหายาน อุทิศส่วนกุศลแด่พระราชมารดา
  • 73. อโรคยศาล / อโรคยศาลา โ โ พื้นที่แห่งการประกอบบุญกิริยาที่ย่ิ งใหญ่ ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระมหากษัตริยที่ได้รบการยกย่องให้เป็ นมหาราช ์ ั องค์สดท้ายแห่งราชอาณาจักรเขมรโบราณ ุ
  • 74. จากจารกปราสาทตาพรหม จากจารึกปราสาทตาพรหม พระเจ้าชัยวรมันที่7 ทรงนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน โดย เชื่ือว่่าพระองค์คือ ”พระโพธิิสตว์” ที่ีจุติมาเป็ นพระมหากษัตริิย ์ ์ โ ั ์ ป็ ั ที่เป็ น “ ธรรมราชา” เพื่อมาช่วยสรรพสัตว์ ได้ขามสังสารวัฏ ทเปน ธรรมราชา เพอมาชวยสรรพสตว ไดขามสงสารวฏ ้ ให้พนทุกข์ ้ ด้วยการสร้างบุญกิริยามหากุศลที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์คือโปรด ให้สร้าง “ อโรคยศาลา ” ให้เป็ นพระอาราม และเปนสถานท่ ใหสราง ใหเปนพระอาราม และเป็ นสถานที ในการรักษาโรค จํานวน 102 แห่ง ในทุกย่านชุมชน ทัวพระ ่ ราชอาณาจักร และบ้านเมืองในขอบขัณฑสีมา
  • 75. อโรคยศาลที่มีพบศิลาจารึกในประเทศไทย เช่น ปราสาทหินโคกปราสาท จ.บุรีรมย์ ั ปราสาทตาเมียนโต๊จ จ.สุรินทร์ ปราสาทกู่แก้ว จ.ขอนแก่่น ป ้
  • 76. สาระสําคัญจากจารึกอโรคยศาล 1. กลาวบูชาพระไภษชยคุรไวฑูรยประภาตถาคต 1 กล่าวบชาพระไภษัชยครไวฑรยประภาตถาคต ุ 2. กล่าวถึงความสนพระทัยของพระเจ้าชัยวรมันที่7 ที่มีต่อ กลาวถงความสนพระทยของพระเจาชยวรมนท7 ทมตอ ความทุกข์ในโรคภัยไข้เจ็บของประชาชน ที่นําไปสู่การ ่ สร้างอโรคยศาลไปทัวขอบขัณฑสีมา 3. กล่่าวถึึงจํานวนเจ้าหน้าที่ีต่างๆ เช่่น แพทย์์ พยาบาล ํ ้ ้ ผู รุงยา ผู ายยา ผ้ปรงยา ผ้จ่ายยา ฯลฯ 4. กล่าวถึงการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่อโรคยศาล
  • 77. อโรคยศาล ป กู่ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็็ด โ ปรางค์์ ั ้
  • 78. ปราสาทประธาน หรือสขตาลัย หรอสุขตาลย ที่หนหน้าไปทางทิศตะวันออก ั
  • 79. อาคารบรรณาลัยหันหน้าไปทิศตะวันตก ภายในบริเวณอโรคยศาล
  • 80. + บริเวณอาคารที่พกผูป่วย ั ้ น 1.อาคารสุขตาลัย 4.กําแพงแก้ว 5.สระนํ้ า/บาราย 2.อาคารบรรณาลย 2 อาคารบรรณาลัย 3.โคปุระ ภาพวาดแผนผังบริเวณอโรคยศาล ที่สร้างตามคติพุทธศาสนา นิ กายมหายาน
  • 81. พระไภษัชยคุรไวฑูรย ุ ประภาตถาคตพุทธเจ้า ตามคติพทธศาสนานิ กาย ุ มหายาน คือพระพุทธเจ้าผู ้ เป็ นแพทย์ ทําหน้าที่รกษา เปนแพทย ทาหนาทรกษา ั โรคภัยไข้เจ็บให้แก่สรรพ สัตว์ทงหลาย ทรงถือผอบ ั้ โอสถหรืือสมุนไพรเพื่ือใ ใน โ ไ ใช้้ การรกษาโรค การรักษาโรค
  • 82. พระโพธสตว พระโพธิสตว์ ั วัชรปาณี ทรงครุฑ ุ พบภายในอาคารบรรณาลัย ของอโรคยศาล กู่แก้วอาจมี ความหมายถงพุทธเทพแหง ความหมายถึงพทธเทพแห่ง แสงสว่างหรือผูให้กาเนิ ด ้ ํ ชีวิต
  • 83. ประติมากรรมศิลาทรายรูปพระยมทรงกระบือชื่อทุณพี เทพเจาแหงความตาย หรือลมปราณ เทพเจ้าแห่งความตาย หรอลมปราณ ส่วนใหญ่พบภายในอาคารบรรณาลัยของอโรคยศาลกู่แก้ว
  • 84. การประดิษฐานประติมากรรมรูปพระไวโรจนพุทธเจ้า สัญลักษณ์ ของแสงสว่่างและการเกิด กับรูปพระยมสัญลักษณ์แห่่งความตาย ั ั ั ์ ไว้ค่กนในบรรณาลัยแห่งอโรคยศาล คือสัญลักษณ์ของ ู ั พลังสมดุลย์แห่งจักรวาลระหว่างการเกิด กับความตาย
  • 85. โบราณสถานแบบเขมร ในภาคตะวันออกเฉี ยงเหนื อของประเทศไทย ที่สร้างขึ้ นตามคติอโรคยศาล ปราสาทนางรํา อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ปราสาทตาเหมืือนโต๊จ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์์ ป โ ๊ ั ปราสาทสระกาแพงนอย อ.เมือง จ.ศรสะเกษ ปราสาทสระกําแพงน้อย อ.เมอง จ.ศรีสะเกษ กู่พนนา อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ั ปรางค์กู่ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด ฯลฯ
  • 86. ปราสาทตาเมอน ปราสาทตาเมือน /ธรรมศาลา สร้างตามแนวพระราชดําริ สรางตามแนวพระราชดาร พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตามคติพุทธศาสนา นิ กายมหายาน
  • 87. วัฒนธรรมแบบล้านช้าง วฒนธรรมแบบลานชาง ้ ่ ่ แพร่อิทธิพลครอบคลุมทังฝังซ้ายและฝังขวาลุ่มแม่น้ําโขง ตังแต่ราวพุทธศตวรรษที่ี 19 เป็ นต้นมา ้ ป็ ้ โดยมี โ ีพุทธศาสนานิิ กายเถรวาท แบบลังกา เป็ นศาสนา แบบลัั ป็ นศาสนา หลักของชมชน หลกของชุมชน
  • 88. อสานสมยวฒนรรมลานชางและอยุธยา อีสานสมัยวัฒนรรมล้านช้างและอยธยา นับตังแต่่พุทธศตวรรษที่ี 19 เป็ นต้นมา พุทธศาสนา ั ั้ ป็ ้ นิ กายเถรวาทจากลังกา ที่มีลกษณะเป็ นศาสนาของมหาชน นกายเถรวาทจากลงกา ทมลกษณะเปนศาสนาของมหาชน ั ก็ได้รบการยอมรับอย่างแพร่หลายในราชอาณาจักรล้านช้าง ั รวมทังในภาคอีสาน โดยมีการสร้างอานิ สงส์ดวยการสร้าง ้ ้ ยการสร้ พระมหาธาตุเจดย พระมหาธาตเจดี พระมหาธาตเจดีย ์ มหาธาตุ ความหมายของพระมหาธาตุเจดีย ์ ตามคติพทธ ุ ศาสนาเถรวาทแบบลังกา คือเจดียจุฬามณี ที่อยู่บนสวรรค์ ์ ชันดาวดึงส์ คือพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์แห่งการแสวงบญ พื้นที่แห่ง ้ ั ญ ุ การข้ามสังสารวัฏ และการหลุดพ้น
  • 89. คติการสร้างพระมหาธาตุุเจดีย ์ ให้เป็ นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ ใหเปนศาสนสถานศกดสทธ เปนศูนยกลางของบานของเมอง เป็ นศนย์กลางของบ้านของเมือง เป็ นความเชื่อตามคติในพทธศาสนา นิ กายเถรวาท เปนความเชอตามคตในพุทธศาสนา นกายเถรวาท ที่มีตนแบบมาจากลังกา และให้อิทธิพลแก่ ้ พุทธศาสนิ กชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉี ยงใต้ ตังแต่่ราวพุทธศตวรรษที่ี 19 เป็ นต้นมา และเป็ น ั้ ป็ ้ ป็ ความเชื่อที่ได้รบการยอมรับมาจนถึงปั จจบัน ความเชอทไดรบการยอมรบมาจนถงปจจุบ ั
  • 90. การสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามคติในพุทธศาสนา ุ นิ กายเถรวาท แบบลังกา ที่สําคัญมี 4 ประการ 1. การสร้างสถปเจดียท่ีประดิษฐาน ู ์ ฐ พระบรมสารีริกธาตุ และรวมถึงสถูปเจดีย ์ ที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์ 2. การสร้างรอยพระพุทธบาท ้ 3. การบชาต้นศรีมหาโพธิ์ การบูชาตนศรมหาโพธ 4. การสร้างพระพุุทธรูปเป็ นพุุทธบูชา ู ู
  • 91. การปรับเปลี่ ยนเทวาลัยในศาสนาฮินด การปรบเปลยนเทวาลยในศาสนาฮนดู ที่เคยสร้างไว้ในวัฒนธรรมเขมร ทเคยสรางไวในวฒนธรรมเขมร และสถปเจดียโบราณที่ถกทงราง และสถูปเจดยโบราณทถูกทิ้งร้าง ์ ใหเปนสถูปเจดยในพุทธศาสนาในลกษณะของพระ ให้เป็ นสถปเจดียในพทธศาสนาในลักษณะของพระ ์ มหาธาตุเจดียท่ีเป็ นพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ท่ีเป็ นศูนย์กลาง ์ ั ชุมชน เช่น :- พระธาตุพนม พระธาตุเชิงชุม พระ ธาตุพนขัน พระธาตุญาคู ั
  • 92. ในดินแดนแห่งราชอาณาจักรล้านช้าง รวมทังบริเวณภาคอีสานตอนบน ้ เป็ นดินแดนแห่งพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ ั ด้วยเป็ นที่ตงพระมหาธาตุเจดียอยู่ในหลายพื้นที่ ั้ ์
  • 93. แผนที่แสดงตําแหน่ งที่ตงองค์เจดียพระธาตุพนม ั้ ์ ในบริเวณที่แม่นํ้าสามสาย คือ แม่นํ้าโขง ลํานํ้ากํา และลํานํ้าเซบังไฟไหลมาบรรจบกันที่ ่ ้ ไฟไหลมาบรรจบกั อําเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เภอธาตุ จ.นครพนม ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศไทย พระธาตุพนม ่ ลํานํ้ ากํา จ.มุกดาหาร
  • 94. การปรับเทวาลัยให้เป็ น หอพระ และปรับให้เป็ น พระมหาธาตุเจดย พระมหาธาตเจดีย ์ พระธาตุพนขัน ั
  • 95. ผอบบรรจุใส่กระดูกคนตาย ที่พุทธศาสนิ กชนในสังคมไทย-ลาว นําไป ฝงไวรอบๆกาแพงอโรคยศาล หรอปราสาทแบบเขมร ด้วยเชื่อว่า ฝังไว้รอบๆกําแพงอโรคยศาล หรือปราสาทแบบเขมร ดวยเชอวา วิญญาณบรรพบุรษจะได้พกพิงอยู่ในพุทธสถานที่ศกดิ์สิทธิ์ ุ ั ั
  • 96. การสร้าง“ตํานาน”ผ่านโบราณวัตถุสถาน เพื่อ ุ อธิบายความเป็ นมาของบรรพชน ผูคนในท้องถิ่นที่ “มีชีวิต”อยู่ในช่วงระยะเวลาที่ยอนไปไม่ไกล ได้สร้าง ้ ้ ตํานานเล่าเรื่องโบราณสถานที่ถกทิ้ งร้างอยู่ในแต่ละท้องถิ่นให้มี ู ความสัมพันธ์เข้ากับคนในท้องถิ่น เพื่อแสดงถึงการมีอย่ของผ้คนที่ ความสมพนธเขากบคนในทองถน เพอแสดงถงการมอยู องผู นท เป็ นบรรพบุรษ ว่าเป็ นกลุ่มคนที่มีวฒนธรรม และมีประวัติศาสตร์การ ุ ั ตังถิ่นฐานมาแล้วในอดีตที่ยอนไปได้อย่างยาวนาน ้ ้
  • 97. พระธาตุภเู พ็ก จ.สกลนคร พระธาตุนารายณ์์เจงเวง จ.สกลนคร พระธาตุพนม จ.นครพนม พระธาตุเชิงชุม จ. พระพุทธบาทบวบกั สกลนคร พระธาตุขามแก่น จ. พระธาตุบงพวน ั จ. จ.อุดรธานี ขอนแก่น หนองคาย
  • 98. “ เมืองจัมปาศรี ” เมืองในวัฒนธรรมเขมร-ลาว ชื่อเมืองจัมปาศรีในตํานาน มีโครงเรื่องหลักอธิบายถึงกลุ่มราชวงศ์ ชนเผ่าลาวจากเมืองจําปาศักดิ์ ที่สืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรเขมร ชนเผาลาวจากเมองจาปาศกด ทสบเชอสายมาจากอาณาจกรเขมร โบราณ พากันมาสร้างเมือง ชื่อ “นครจัมปาศรี” อยู่ท่ีบริเวณท้อง ทุ่งริมทะเลสาบที่มีความอุดมสมบูรณ์
  • 99. ภาพวาดลายเส้นเจดียพระธาตุพนม ์ แสดงการสรางซอนทบหลายครง ส ส้ ้ ั ั้ 1.ปราสาท-เทวาลัย ศาสนาฮินดู 2. อูบมุง-หอพระ 3.พระมหาธาตุเจดีย ์
  • 100. พระธาตุพนม ทิพยปัทม (กอนบูรณะ) (ก่อนบรณะ) (ดวงปลี / บัวเหลี่ยม) ลายดอกไม้ทรงกลมประดับบน สวนยอดเจดย ์ มความหมายถง ่ ี ี ึ “ดอกมณฑารพ” ดอกไม้ ศักดิิ์สิทธิิ์จากสวรรค์ร่วงโปรยลง ั ์ โป มาเพื่อถวายเป็ นพุทธบูชา พระ ดอกมณฑารพ อุรงคธาตุ ั ส่วนยอดเจดียเ์ ป็ นรูปดวงปลี พุทธวิมาน หรือดอกบัวเหลี่ยม คือรูป สัญลักษณ์ของ”ทิพยปั ทม” หรือดอกบัวศักดิ์สิทธิ์ที่ประทับ ขององค์อนาคตพทธเจ้าที่จะลง ุ มาตรัสรูในกาลข้างหน้า ้
  • 101. พระธาตุพนม พระมหาธาตเจดียท่ีประดิษฐาน พระมหาธาตุเจดยทประดษฐาน์ พระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็ น พระอุรงคธาตุ ั และเป็ นพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์แห่งการแสวงบญ และเปนพนทศกดสทธแหงการแสวงบุญ ั ของมหาชนมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน
  • 102. ฉัตราวลี พระธาตุพนม (บูรณะ พ.ศ.2483- 2484) ได้้ ี ไ มการสร้้ างยอดเจดีย์ครอบยอดเจดีย์ ี ี ลายพุ ขาวบณฑ ลายพ่มขาวบณฑ ข้าวบิณฑ์ วบิ องค์ เดิม และเปลียนยอดเจดีย์ทรงดวง ่ ปลี ให้ เป็ นยอดฉัตรทีเ่ รียกว่ า “ฉัตรา วลี”ตามคตินิยมแบบไทย ซึ่งเป็ น สั ญลักษณ์ ของการเป็ น ธรรมิกราชา สวนลายดอกมณฑารพ ไดเปลยนใหเปน ส่ วนลายดอกมณฑารพ ได้ เปลียนให้ เป็ น่ ลายทรงพุ่มข้ าวบิณฑ์ ซึ่งเป็ นลวดลายที่ มีทมาจากเจดีย์ ทรงพุ่มข้้ าวบิิณฑ์ ทีี่ ี ี่ ี ได้ รับการยกย่ องว่ าเป็ นเจดีย์ทความงาม ี่ เป็ นยอดของศิลปะไทยสมัยสุ โขทัย
  • 103. การสร้างความทรงจําใหม่ เกี่ยวกับโบราณวัตถุสถานของผูคนในปั จจุบน ้ ั
  • 104. มีการจัดงานประเพณี พิธีกรรมในบริเวณแหล่งโ ใ โบราณสถาน อย่างหลากหลายเพื่อให้ชาวบ้านประกอบบญกิริยา ทงทาบุญบรจาค อยางหลากหลายเพอใหชาวบานประกอบบุญกรยา ทังทําบญบริจาค ้ ทาน เสี่ยงโชคปล่อยนก ปล่อยปลาเพื่อสะเดาะเคราะห์ ฯลฯ
  • 105. มีการจัดแสดงแสง – เสียง เล่าเรื่องประวัติโบราณสถาน ในลักษณะของมหรสพเพื่อความบันเทิงใจ