• Like
 ทฤษฎีองค์การ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
Uploaded on

about theory of organization theory by Shariff

about theory of organization theory by Shariff

More in: Business
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
No Downloads

Views

Total Views
42,415
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
385
Comments
1
Likes
6

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. ทฤษฎีองค์การ ( Organization Theory )
    • ความหมายของคำว่า “องค์การ” ( Organization )
    • Chester B Classical Organization Theory arnard ให้คำนิยามว่า “องค์การ” คือกลุ่มบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาร่วมกันทำงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน อย่างมีจิตสำนึก ”
    • Max Weber ให้คำนิยามว่า “องค์การ” คือระบบของกิจกรรมเฉพาะเจาะจงที่มีวัตถุประสงค์อย่างต่อเนื่อง ( A system of continuos purposive activity of a specific kind )
  • 2. ความหมายของคำว่าองค์การ ( ต่อ )
    • Richard Hall ให้ความหมายของคำว่าองค์การเพิ่มเติมจาก Max Weber โดยอธิบายว่าเป็นกลุ่มความร่วมมือ
    • ( corporate group ) ซึ่งหมายถึงรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมแบบหนึ่งซึ่งได้วางกฎเกณฑ์ไว้สำหรับการเข้ามาเป็น
    • สมาชิกของกลุ่ม และมีสมาชิกบางท่านในกลุ่มนั้นทำหน้าที่เป็นหัวหน้าและฝายบริหารซึ่งคอยดูแลให้สมาชิกปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้
  • 3. ขอบข่ายเนื้อหาสาระของวิชาทฤษฎีองค์การ
    • เนื้อหาสาระสำคัญของวิชานี้จะพูดถึงขอบเขตที่เกี่ยวกับกรอบความคิดทฤษฎีในแง่โครงสร้าง ( Structure ), การกระทำหน้าที่ต่อกัน ( Interaction ) หรือ มีความสัมพันธ์ต่อกัน
    • ( Interrelation ) และเกี่ยวข้องกับสาเหตุและการจัดการที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบองค์การต่าง ๆ
  • 4. วิวัฒนาการทฤษฎีองค์การ
    • 1. Classical Organization Theory
    • 2. Neoclassical Organization Theory
    • 3. Human Resource Theory or Organizational Behavior Perspective
    • 4. Modern Structural Organization Theory
    • 5. System Theory and Organizational Economics
    • 6. Power and Politics Orgnaization Theory
  • 5. วิวัฒนาการทฤษฎีองค์การ
    • 7. Organizational Culture and Sense Making
    • 8. Organizational Culture Reform Movement
    • 9. Postmodernism and the Information Age
  • 6. Classical Organization Theory
    • ยุคโบราณ – Taymiyyah “ Principle of Admintration ( Muslim Style )
    • - Socrates explain to Nichomahindes
    • “ Generic Management ” เกี่ยวกับการปกครองคน
    • ต้องรู้ความต้องการของคน , เป็นผู้นำที่ดี , แก้ปัญหาเก่ง
    • ยุคทฤษฎีองค์การแบบคลาสิค มีรากฐานจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 17 โดยเน้นเป้าหมายทางเศรษฐกิจ และการผลิต , มีวิธีการที่ดีที่สุดเพียงวิธีเดียว , สามารถพิสูจน์ทราบได้จากการสืบค้นอย่างเป็นระบบ และเป็นวิทยาศาสตร์
  • 7. Classical Organization Theory
    • ยุคทฤษฎีองค์การแบบคลาสสิค
    • - ผลผลิตสามารถทำได้สูงสุดโดยผ่านการแบ่งงานกันทำ และ
    • - ทำงานตามความถนัดเฉพาะด้าน ( specialization )
    • - บุคคลกับองค์การปฏิบัติงานตามหลักการทางเศรษฐกิจที่มี
    • ความสมเหตุสมผล
  • 8. Classical Organization Theory
    • The first theories of organization were concerned primarily with the anatomy, or structure, or formal organizations.
    • Adam Smith, ” An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations ( 1776 ) and James Watt ( 1736-1819 ) ทั้งสองท่านเป็นบุคคลที่ผลักดันให้โลกของเราเป็นอุตสาหกรรม
  • 9. Classical Organization Theory
    • David C. McCullum ( 1815-1878 ) เน้นการแบ่งอำนาจ และความรับผิดชอบพอ ๆ กัน และระบบรายงานอย่างถูกต้องต่อผู้บริหารระดับสูง
    • Henry R. Town มีทัศนะว่าองค์การของแรงงานที่มีผลผลิตจะต้องชักจูงและควบคุมบุคลากรไม่เพียงแต่มีการบริหารที่ดี และกระบวนการสร้างความคุ้นเคยในการทำงานเกี่ยวกับช่างเทคนิคหรือวิศวกรที่ผลิตสินค้าได้เป็นอย่างดี แต่ยังต้องมีความรู้ในทางปฏิบัติถึงวิธีการสังเกต , บันทึก , วิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อเท็จจริงที่สัมพันธ์กับค่าจ้าง , การจัดหาวัตถุดิบ , บัญชีค่าใช้จ่าย และทั้งหมดนำเข้าไปสู่เศรษฐกิจการผลิต และต้นทุนสินค้าที่ผลิต
  • 10. Classical Organization Theory
    • Henri Fayol, General Principles of Management
    • -Division of labor
    • -Authority and responsibility
    • -Discipline
    • -Unity of command
    • -Unity of direction
    • -Subordination of individual interest to
    • the general interest.
    • -Remuneration of personnel
  • 11. Classical Organization Theory
    • - Centralization
    • - Scalar chain ( line of authority )
    • - Order
    • - Equity
    • - Stability of tenure of personnel
    • - Initiative
    • - Esprit de corps.
  • 12. Classical Organization Theory
    • Frederick Winslow Taylor, The Principles of Scientific Management
    • - พูดถึงผลกระทบต่อการใช้การอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดแรงงาน ( Labor-saving devices )
    • - การพัฒนาของการอู้งาน ( Soldiering )
    • - ลักษณะกรรมกรในสหภาพแรงงาน
    • - นิยามของคำว่าการจัดการแบบวิทยาศาสตร์
  • 13. Classical Organization Theory
    • - สิ่งที่การจัดการวิทยาศาสตร์ทำ
    • - การคัดเลือกคนงานแบบวิทยาศาสตร์
    • - การนำวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์
    • - การลดกิจกรรมที่ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ( เช่นการใช้แรงเช่นการ
    • แซะด้วยพลั่ว )
    • - การใช้การจัดการแบบวิทยาศาสตร์คุ้มใหม ?
  • 14. Classical Organization Theory
    • Max Weber, Bureaucracy
    • 1. The principles of fixed and official jurisdictional areas, which are generally ordered by rules, that is by law and administrative regulation. ทำงานโดยยึดหลักกฎระเบียบข้อบังคับที่แน่นอน
  • 15. Classical Organization Theory
    • 2. A hierarchy เน้นการทำงานตามสายการบังคับบัญชา
    • 3. There is modern office is based upon
    • written documents. มีการทำงานแบบสำนักงาน สมัยใหม่โดยยึดเอกสารที่มีลายลักษณ์อักษร
    • 4. การทำงานยึดหลักความถนัดเฉพาะด้าน , คัดเลือกคนด้วยระบบคุณธรรม
    • 5. ถือหลักประโยชน์ส่วนรวมเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน
  • 16. Classical Organization Theory
      • Luther Gulick, Notes on the Theory of Organization .
    • Focus on:
    • 1. Division of Labor –The whold and the Parts
    • 2. The co-ordination of work
    • 3. The span of control –One man one master
    • CEO work is POSDCORB
  • 17. Classical Organization Theory
      • Luther Gulick, Notes on the Theory of Organization .
    • P = Planning
    • O = Organizing
    • S = Staffing
    • D = Directing
    • CO=Coordinating
    • R = Reporting
    • B = Budgetting
  • 18. Neoclassical Organization Theory
    • Classical organization theory concentrate that organizations should be based on universally applicable scientific principles.
    • ยุค Neoclassical organization theory เป็นยุคที่ปรับปรุงจาก classical organization theory เป็นลักษณะ Modern organization theory
    • Chester I. Barnard, Function of Executive
    • เน้นความร่วมมือขององค์การ
  • 19. Neoclassical Organization Theory
    • The Economy of Incentives ของ Chester I. Barnard
    • 1. The method of incentives
    • 2. The method of pursuasive
    • Robert K. Morton,Bureaucratic Structure and Personality.
    • 1. The Structure of Bureaucracy
    • 2. The Dysfunction of Bureaucracy
  • 20. Neoclassical Organization Theory
    • Herbert A. Simon, The Proverb of Administration มองว่าหลักของ Gulick และ Urwick
    • เมื่อมาพิจารณาแล้วเป็นเพียงสุภาษิต หลักแต่ละหลักเมื่อมาพิจารณารวมกันมิใช่หลักอีกต่อไป
    • Simon มองว่าการตัดสินใจมีอยู่ในทุกระดับขององค์การ การตัดสินใจไม่สามารถแยกข้อเท็จจริงกับค่านิยม ดังนั้นการตัดสินใจที่สมบูรณ์แบบ จึงเป็นการตัดสินใจที่พอทำได้ ( Satificing )
  • 21. Neoclassical Organization Theory
    • Richard M.Cyert and James G. March
    • “ A Behavioral Theory of Organizational Objectives. ”
    • - The organization as a coalition
    • - Stabilization and Elaboration of objectives
    • - Changes in Objective Through Experience.
  • 22. Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective
    • ในอดีต ผู้บริหารเป็นผู้รู้ที่ดีที่สุด ( The Boss knows best mindset )
    • Hugo Munsterberg นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน ทำงานที่ ม . ฮาร์วาร์ด ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่ง “จิตวิทยาอุตสาหกรรม”
    • หรือจิตวิทยาประยุกต์ เขาพยายามคัดเลือกคนงานให้เหมาะกับความต้องการของบริษัท การส่งเสริมให้พนักงานมีทัศนคติในเชิงบวกต่อการทำงาน และต่อองค์การ แนวความคิดของเขาจึงเน้นถึงวิธีการนำพฤติกรรมศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในองค์การได้เป็นอย่างดี
  • 23. Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective
    • ในทางตรงข้าม Munsterberg ได้พัฒนาพฤติกรรมศาสตร์โดยแสวงหาคำตอบว่าทำอย่างไรองค์การจึงจะส่งเสริมบุคลากรให้เติบโตและพัฒนา การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับองค์การ เป็นลักษณะน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า แต่มิใช่เป็นการพึ่งพาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
    • Argyris ได้กล่าวว่าบุคคลใดมององค์การโดยผ่านเลนส์มุมมองด้านพฤติกรรมองค์การเขาก็จะเน้นเกี่ยวกับคน , กลุ่ม และความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มและสิ่งแวดล้อมขององค์การ และพฤติกรรมองค์การถูกวางเป็นค่านิยมชั้นสูงในการมองมนุษย์ในฐานะปัจเจกชน , เป็นสิ่งที่ต้องกระทำให้สำเร็จโดยเปิดเผย และซื้อสัตย์เพื่อให้บุคลากรได้รับข้อมูลข่าวสารถูกต้องมากที่สุด
  • 24. Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective
    • ทฤษฎีทรัพยากรมนุษย์ได้รับอิทธิพลจากองค์ความรู้ทางการวิจัย และทฤษฎีถูกสร้างจากสมมติฐานดังนี้
    • ก . องค์การเกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการมนุษย์มากกว่าการแก้แค้น
    • ข . เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับองค์การไม่ดี ทำให้บุคคลได้รับความทุกข์ทรมานจากภาวะกดขี่ครอบงำ
    • ค . ความเหมาะสมระหว่างบุคคลกับองค์การก็คือ win-win game มนุษย์ต้องการทำงานสนุกและมีความหมาย และองค์การก็ปรารถนาคนเก่ง และความสามารถจากบุคลากร
  • 25. Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective
    • แนวคิดทางพฤติกรรมองค์การที่เด่นชัดที่สุด ได้แก่การศึกษาวิจัยที่โรงงาน Hawthorn study ที่บริษัท Western Electric Company เขาแสดงให้เห็นการทดลองจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมีอิทธิพลต่อการเพิ่มผลผลิตเพียงใด โดยศึกษาปัจจัยด้านแสงสว่าง , อัตราการไหลของวัตถุดิบ , แผนการจ่ายค่าจ้างทางเลือก ผลการศึกษาพบว่าเป็นปัญหาทางด้านจิตวิทยาสังคมได้แก่ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม , ปทัสถานของกลุ่ม , เป็นตัวควบคุมสภาพแวดล้อม
  • 26. Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective
    • J.Steven Ott’s ( 1996 ) เขียนเรื่อง Classic Readings in organizational Behavior
    • ได้อธิบายว่าหัวใจสำคัญของทฤษฎีการบริหารทรัพยากรมนุษย์ได้แก่
    • ก . การจูงใจ ( Motivation )
    • ข . พฤติกรรมกลุ่ม และพฤติกรรมระหว่างกลุ่ม ( group and intergroup behavior )
    • ค . ภาวะผู้นำ ( Leadership )
    • ง . ทีมการปฏิบัติงาน และการมอบหมายอำนาจให้ระดับล่าง ( empowerment )
  • 27. Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective
    • แนวคิดของ Mary Parker Follett เขียน “ The Giving Orders ได้อธิบายว่าในองค์การควรจะออกคำสั่งอย่างไร คำสั่งอาจทำให้ลดทอนตัวบุคคล ( depersonalized ) การสร้างความอันหนึ่งอันเดียวกันจึงจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการศึกษาเรื่องสถานการณ์ เพื่อค้นหากฎของสถานการณ์ ( Law of situation ) และให้การเชื่อฟังสิ่งนั้น ๆ
  • 28. Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective
    • ทฤษฎีแรงจูงใจ ได้แก่ ของ Abraham Maslow ว่าด้วยลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ ( A Hierarchy of Need ) ได้อิทธิพลจากการศึกษาที่ Harthorne Experiments และทฤษฎี X,Y ของ Douglas Mcgregor มาจากจุดของการหันมาศึกษาการจูงใจในองค์การ
    • ข้อสันนิษฐานทางทฤษฎีของ Maslow สรุปได้ดังนี้คือ
    • ก . มนุษย์ทุกคนมีความต้องการอยู่ภายใต้โครงสร้างแรงจูงใจ
    • ข . เมื่อความต้องการในระดับต่ำตอบสนองแล้ว ก็จะไม่ใช่แรงขับอีกต่อไป
  • 29. Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective
    • ค . เมื่อคนงานได้รับความพอใจกับความต้องการในระดับต่ำกว่าแล้ว ก็จะเกิดแรงผลักดันไปสู่ความต้องการในระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิม
    • Irving Janis เขียนเรื่อง “ Groupthink ” เป็นวิธีการคิดเป็นไปตามกระแสของกลุ่ม หากไม่ติดกลุ่มจะถูกมองว่านอกคอกและไม่มีมนุษยสัมพันธ์ในสายตาของกลุ่มเออออห่อหมก เขาได้แสดงถึงวิธีการดูอาการของกลุ่มเออออห่อหมกมีลักษณะดังต่อไปนี้
    • ก . หลงตัวเองว่าเป็นผู้ไร้เทียมทาน
    • ข . สร้างกลุ่มต่อรองเพื่อความสมเหตุสมผลที่สมาชิกกลุ่มละเลยต่อคำเตือนหรือยอมรับการทบทวนในเชิงนิเสธ ( Negative feedback )
  • 30. Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective
    • ค . มีความเชื่อในจริยธรรมของกลุ่มภายในตนเองโดยเชื่ออย่างหัวปักหัวปำโดยไม่สงสัยหรือกังขาใด ๆ
    • ง . เข้มแข็ง , มีทัศนคติเชิงลบ และมีทัศนคติแบบเหมาพวก ( Stereotyping ) แก่ผู้นำกลุ่มที่เป็นปรปักษ์
    • จ . มีการนำไปใช้กดดันสมาชิกกลุ่มที่แสดงข้อสงสัยเกี่ยวกับความหลงผิดในการช่วยเหลือแบ่งปันของกลุ่ม
    • มีการเอื้อเฟื้อความหลงผิดของความคิดที่มิใช่เป็นเอกฉันท์
    • มีการกำหนดการเฝ้ามองสภาพจิตใจ ( Mindguard )
  • 31. Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective
    • Bart Victor and Carroll Stephens เขียน Dark
    • Side of the New organizational forms
    • พบว่าแนวโน้มยุคมืดขององค์การคือ การมีสำนักงานอัตโนมัติ , การมีอาชีพเสมือนจริง , ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล , ระหว่างเพื่อนร่วมงาน , และองค์การมีลักษณะชั่วคราว องค์การแบบ Flat organization จะผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไปสู่ความต้องการที่มากกว่าและไปสู่การยัดเยียดมากกว่าเดิม
  • 32. Modern Structural Organization Theory
    • Classical School เป็นลักษณะของ Structuralist
    • พวกนี้เน้นโครงสร้าง , การออกแบบ , และกระบวนการผลิต
    • Modern Structural organization theory มีรากฐานมาจาก Fayol, Taylor,Gulick,
    • Weber โดยมองว่าประสิทธิภาพขององค์การเป็นสาระสำคัญของความสมเหตุสมผลขององค์การ และเป้าหมายของ Rationality ก็คือการเพิ่มผลผลิตของความมั่งคั่งและในแง่ของสินค้าและบริการที่ดี
  • 33. Modern Structural Organization Theory
    • Modern Structural Organization Theory ได้รับอิทธิพลจากยุค Neoclassical,human relation, system theory
    • Bolman and Deal ( 1997 ) ได้ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับกรอบทัศนะของโครงสร้างดังต่อไปนี้
    • ก . องค์การเป็นสถาบันที่สมเหตุสมผลโดยมีวัตถุประสงค์พื้นฐานเพื่อบรรลุเป้าหมายจากวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ พฤติกรรมองค์การสมเหตุสมผลจะบรรลุความสำเร็จได้ดีที่สุดจากสิ่งที่สนับสนุนความสมเหตุสมผลขององค์การ
  • 34. Modern Structural Organization Theory
    • ข . จะต้องมีโครงสร้างที่ดีที่สุดสำหรับองค์การใด ๆ ก็ตาม อย่างน้อยที่สุดต้องมีโครงสร้างที่เหมาะสมในแง่ของวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
    • ค . การจำแนกงานเฉพาะด้านและการแบ่งงานกันทำเป็นการเพิ่มคุณภาพและปริมาณของผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดำเนินงานที่อาศัยทักษะ และความเป็นวิชาชีพ
    • ง . ปัญหาส่วนใหญ่ในองค์การหนึ่งๆ มักเกิดจากความบกพร่องของโครงสร้าง ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
  • 35. Modern Structural Organization Theory
    • Tom Burns and G.M.Stalker เป็นผู้นำแนวคิดเกี่ยวกับสังคมเทคนิคสำหรับองค์การ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับ mechanistic และ organic system ขององค์การ
    • เขาเสนอแนะว่าในภาวะที่แน่นอนให้ใช้องค์การแบบกลไก หรือ mechanistic ซึ่งเป็นการบริหารแบบดั้งเดิมเกี่ยวกับสายการบังคับบัญชาภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับที่เป็นทางการ มีการสื่อสารในแนวดิ่ง และมีการตัดสินใจที่มีการกำหนดมาแล้ว แต่ในสภาวะที่เป็นพลวัตร และเป็นสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องใช้ organic system ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมและไว้วางใจคนงานสูง
  • 36. Modern Structural Organization Theory
    • Peter M.Blue, W.Richard Scott ได้เขียนแนวคิดที่เกี่ยวกับองค์การที่เป็นทางการในหนังสือชื่อ “ Formal Organization: A Comparative approach ” กล่าวว่า องค์การที่ไม่เป็นทางการมีรากฐานมาจากองค์การที่ไม่เป็นทางการ และสนับสนุนองค์การที่เป็นทางการโดยกำหนดปทัสถานเพื่อการดำเนินงานขององค์การ
    • Arthur H.Walker, Jay W.Lorsch ได้เขียนถึง Organization Choice:product or function พบว่า ผู้เชี่ยวชาญควรจะรวมหน้าที่เดียวกันโดยอยู่ภายใต้นายคนเดียวกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ หรือควรมีผู้ชำนาญการตามหน้าที่การงานที่แตกต่างกันภายใต้ผลิตภัณฑ์เดียวกัน ควรรวมกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้หัวหน้าคนเดียวกัน
  • 37. Modern Structural Organization Theory
    • Adam Smith ให้ความสำคัญกับการแบ่งงานกันทำ เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการผลิตของโรงงาน ในปี 1922 Max Weber ได้อธิบายถึงแรงผลักดันที่เข้มแข็ง และต่อต้านคัดค้านกันอยู่ที่มีผลกระทบต่อองค์การทั้งหมด นั่นคือความต้องการแบ่งงานกันทำ กับการทำงานตามความถนัดเฉพาะด้าน การแบ่งงานกันทำไม่ได้จัดลำดับความสำคัญตามความถนัดเฉพาะด้านตามทักษะ , ผลิตภัณฑ์ และตามกระบวนการ
  • 38. Modern Structural Organization Theory
    • Henry Minzberg เขียน “ The Structuring of
    • Organization ” โดยถือเป็นส่วนประกอบหนึ่งของ Model และเขียน “ Power in and around Organization ” เป็นส่วนประกอบที่สองของ Model และเขียน “ Five Basic Parts of the Organization ”
  • 39. Modern Structural Organization Theory
    • Five Basic Parts of the Organization
    • เป็นแบบจำลองขององค์การที่ส่วนประกอบมีความเป็นอิสระต่อกัน
    • ได้แก่ 1. The strategic apex
    • 2. The middle line
    • 3. The operating core
    • 4. The technostructure
    • 5. The support staff
  • 40. Modern Structural Organization Theory
    • Elliott Jacques เป็นผู้ปกป้องแนวคิดระบบราชการตามแนวสายการบังคับบัญชา ว่าระบบราชการมีคุณงามความดี กล่าวคือเป็นการแก้ปัญหาความไม่ต่อเนื่องทางด้านจิตใจ และความซับซ้อนทางด้านกายภาพ เขามีทัศนะว่าสายการบังคับบัญชาเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในองค์การขนาดใหญ่ เพราะหากไม่มีสายการบังคับบัญชาบุคคลก็จะ
    • ไม่สามารถตรวจสอบความผิดพลาดได้ ( แต่ถ้าหากระบบราชการนำสายการบังคับบัญชาไปใช้อย่างผิด ๆ ก็จะเกิดปัญหาตามที่ ดร . พิทยา บวรวัฒนา กล่าวถึงไว้ว่า
  • 41. Modern Structural Organization Theory
    • ผลเสียของการนำระบบราชการที่เน้นสายการบังคับบัญชาไปใช้อย่างผิด ๆ ก็คือ
    • ก . มักคิดว่าระบบราชการเป็นระบบสมัยใหม่ ๆ ที่เน้นแนวราบ ทำให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น และทำให้ hirarchy มีความโลภ
    • ข . เป็นคนเย็นชาต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
    • ค . มุ่งเน้นความก้าวหน้าของตนเอง
    • ง . ในระดับบน นักปฏิรูปจะได้เปรียบ
    • จ . การตัดสินใจจะมีลักษณะการประนีประนอมมากเกินไป
  • 42. System Theory and Organizational Economics
    • Since WWII the social sciences have used systems analysis to examine their assertions about human behavior.
    • Systems theories of organization have two major conceptual themes or components:
    • 1. application of Ludwig von Bertalnanfy’s
    • 2. the use of quantitative tools and technicques to understand complex relationships among organizational and environtmental variables and thereby to optimize decisions.
  • 43. System Theory and Organizational Economics
    • A system is any organized collection of parts united by prescribed interactions and designed for the accomplishment of specific goals or general purposes.
    • Classical organization theory tends to be one dimensional and somewhat simplistic, systems theories tend to be mutidimensional and complex in their assumptions about organizational cause-and-effect relationships.
  • 44. System Theory and Organizational Economics
    • Norbert Wiener’s model of an organization as an adaptive systems from his book Cybernatics มาจากภาษากรีก ตรงกับความหมายว่า “ steerman ” ซี่งมีความหมายว่า The multidisciplinary study of the structures and function of control information processing systems in animals and machines.
    • The system approach is strongly cause-and-effect oriented (“ positivist ”)
  • 45. System Theory and Organizational Economics
    • Pioneering neoclassical theories provided important conceptual foundations for the system approach Herbert Simon and his associates contributed some of the most important of these. Simon visionary theories addressed bounded rationality and satisficing in organizational decision making ( 1957 ) and programmed and unprogrammed decisions ( 1960 )
    • William G.Scott, article “ Organization Theory:An Overview and Appraisal ”
    • Katz and Kahn conclude that the traditional closed system view of organization has led to a failure to fully appreciate the interdependences and interaction between organization and their environments. (“ The Social Psychology of Organization ”)
  • 46. System Theory and Organizational Economics
    • James D.Thompson, in his influential l967 book
    • Organization in Action, classifies most organization as open systems. เขาให้ความเห็นว่า แนวทางการศึกษาระบบปิดอาจเห็นจริงได้จากระดับเทคนิคของการปฏิบัติในองค์การ Thomson แสวงหาแนวทางเชื่อมช่องว่างระหว่างระบบปิด และระบบเปิด จากการถือเอาความไม่แน่นอนขององค์การเพื่อแก้ปัญหากับโลกภายนอก
  • 47. System Theory and Organizational Economics
    • สาขาเศรษฐศาสตร์องค์การกำเนิดจากบทความของ Ronald H.Coase, “ The Nature of the Firm ” เขาโต้แย้งว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทฤษฎีราคาอย่างเดียวที่จะอธิบายพฤติกรรมในองค์การ แม้ว่าทฤษฎีราคามักจะอธิบายการตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรบางอย่าง และวิชานี้ขยายเติบโตเป็นทฤษฎีตัวแทน , ทฤษฎีของสิทธิในทรัพย์สิน และทฤษฎีต้นทุนแลกเปลี่ยน
  • 48. Power and Politics Organization Theory
    • Kanter contends that “ power is America’s last dirty word. It is easier to talk about money and much easier to talk about sex- than it is to talk about power ” .
    • The power school rejects these assumptions about organizations as being naïve and unrealistic , and therefore of minimal practical value. Instead organization are viewed as complex systems of individuals and coalitions each having its own interests belief,values, preferences, perspectives and perceptions.
  • 49. Power and Politics Organization Theory
    • อำนาจเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจ แต่เราไม่ค่อยให้ความสนใจ เพราะไม่สนใจจริงจังทางวิชาการ และนักการเมืองบอกว่าไปขยายอำนาจ เพิ่มกระทรวง แค่นี้ก็ยอมรับไม่ได้
    • ใน Structural and System School of organization theory เป็นสถาบันเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง ถือว่ามีเป้าหมายเป็น Rational Institutions แต่ว่า Rational อยู่ที่องค์การมีเป้าหมาย ทุกคนมีเป้าหมาย และทุกคนเข้าสู่เป้าหมาย แต่ Power school บอกว่าองค์การไม่มีเป้าหมาย
  • 50. Power and Politics Organization Theory
    • ทฤษฎีนี้มีลักษณะสำคัญ ๆ ดังนี้
    • 1. ปฏิเสธสมมติฐานที่ว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์การมีลักษณะ
    • เป็น Naïve คือไม่มีประโยชน์อะไร และไม่ตรงกับความเป็นจริง
    • เพราะว่ามนุษย์มีผลประโยชน์ , ความเชื่อ , ค่านิยม , ความชอบพอ , และมุม
    • มองของตนเอง แต่ละกลุ่มจะแย่งชิงทรัพยากร ดังนั้นความขัดแย้งจึงเป็น
    • สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การมีอิทธิพลเหนือคนอื่นจึงเป็นเครื่องมือสำคัญ
    • ในการแย่งชิงทรัพยากรในองค์การที่หายาก
  • 51. Power and Politics Organization Theory
    • 2. เป้าหมายขององค์การจึงกลายเป็นผลของการเจรจาต่อรองระหว่าง
    • ปัจเจกบุคคลกับกลุ่ม ( Coalition ) ไม่ใช่เป็นเป้าหมายของใครตั้งไว้ ที่จริงต้องผ่านกระบวนการ maneuvering ( การยักย้าย , การเล่นการเมือง ) หากดุลอำนาจเปลี่ยนไปเป้าหมายขององค์การก็มีสิทธิเปลี่ยนแปลงไปด้วย
    • 3. ดังนั้น power และ politics เป็นส่วนมิติสำคัญของชีวิตขององค์การธรรมดา ถ้าเป็น Rational Model จะปฏิเสธ power politics
    • หากเป็น Classical Model จะ set ระบบว่าทุกคนทำตามหน้าที่ที่ได้มา
    • ไม่มีใครมีอิทธิพลเหนือใคร
  • 52. Power and Politics Organization Theory
    • Power school มองว่าแผนเปลี่ยนได้ เมื่อกลุ่มใหม่เข้ามาสามารถเปลี่ยนแปลงแผนได้ , จัดลำดับความสำคัญ , เพิ่มความสำคัญ , รัฐบาลบางชุดมีการเล่มเกมส์อำนาจมาก ในระบบราชการถ้ามีการโยกได้
    • ดุลอำนาจก็เปลี่ยนได้ และบอกว่าไม่เล่นการเมืองซึ่งแท้จริงแล้วไม่จริง
    • อำนาจไม่ได้มีที่มาเป็นทางการอย่างเดียว มีแหล่งที่มาหลากหลาย อำนาจไม่ใช่เป็นสิ่งที่วิ่งตรงจากข้างบนสู่ข้างล่างอย่างเดียว แต่อำนาจเป็นสิ่งที่วิ่งได้ทุกทาง
  • 53. Power and Politics Organization Theory
    • Jeffrey Pfeffer ( 1997 ) และ Robert Allen,Lyman
    • Porter กล่าวว่า อำนาจคือความสามารถในการทำงานให้สำเร็จในวิธีการที่บุคคลหนึ่งต้องการ และเป็นความสามารถที่อยู่ภายในการสร้างอิทธิพลต่อบุคคลอื่น
    • นักศึกษาที่เรียน Management ถูก Socialization ให้เชื่อใน Rationality ตั้งแต่ต้น เช่นการเรียนทางธุรกิจก็จะสอนว่าทำไมธุรกิจของตัวเองดี ถึงมีความก้าวหน้าในวิชาชีพต่าง ๆ ก็เพราะว่า Manage ได้ดี มี Rationality มี efficiency, มีเทคนิคเหมาะที่จะเป็นศาสตร์ Rational Model ไม่เหมาะจะเป็น Power Politics
  • 54. Power and Politics Organization Theory
    • Rational Choice Model มีวัตถุประสงค์ขององค์การ
    • 1. สิ่งต่าง ๆเกิดขึ้นโดยเจตนา ของผู้แสดงที่มีความสม่ำเสมอ
    • ก . มีเป้าหมาย
    • ข . มีเป้าหมายที่เป็นหนึ่งเดียว
    • ค . สามารถเรียงลำดับตามความชอบได้
    • 2. เชื่อว่าองค์การมีเป้าหมายที่สม่ำเสมอ
    • 3. สามารถหาทางเลือกการตัดสินใจ ควบคุมทุก set ให้เลือกเอาทุก
    • Rationality
  • 55. Power and Politics Organization Theory
    • 4. เรามีความสามารถที่จะประเมิน outcome ของทางเลือก
    • ทั้งหลาย
    • 5. เรามีความสามารถด้วยที่จะเลือกที่ maximize มากที่สุดที่จะให้อัตถประโยชน์กับเราให้มากที่สุด
  • 56. Power and Politics Organization Theory
    • John R.P.French Jr. and Bertram Raven ( 1959 )
    • กล่าวว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแทน ( agent ) สองคนคือผู้ใช้อำนาจ และผู้ถูกใช้อำนาจ French and Raven ชี้ถึงที่มาของอำนาจทางสังคม 5 ชนิดคือ Reward power, the perception of coercive power, legitimate power, referent power and expert power
  • 57. Power and Politics Organization Theory
    • James March ศึกษาเรื่องอำนาจทางสังคมในองค์การ และอำนาจของชุมชน และเสนอให้หันมาศึกษาอำนาจของชุมชนเพื่อไปในทิศทางเดียวกันกับความสนใจขององค์การไร้พรมแดน , องค์การเสมือนจริง และเครือข่าย
    • Henry Mintzberg ในหนังสือ Power in and organization ( l983 ) เสนอว่า พฤติกรรมองค์การเป็นเกมของอำนาจ ( power game ) ที่ผู้เล่นเป็น influence ( ผู้มีอำนาจจูงใจ ) ที่มีความต้องการหลากหลาย ที่ต้องการควบคุมการตัดสินใจขององค์การ และกิจกรรม
  • 58. Organizational and Sense Making
    • Organizational culture is the culture that exists in an organization, something akin to a societal culture. It is composed of many intangible phenomena, such as values, beliefs, assumptions, perceptions, behavioral norms, artifacts and patterns of behavior.
    • The organizational culture perspective rejects the assumptions of the “ modern ” structural and system theories
  • 59.
    • From the organizational culture perspective, systems of formal rules, authority, and norms of rational behavior do not restrain the personal preferences of organizational members, Instead, they are controlled by cultural norms, values, beliefs, and assumptions.
    • The organizational culture school has turned to qualitative research methods such as ethnography and participant observation.
    Organizational and Sense Making
  • 60. Organizational and Sense Making
    • A different orientation to cultures in organizations started to appear in the organization theory literature during the late 1970, and it became a “ Wave ” in the mid-1980s. This orientatin is known as the symbolic frame,symbolic management or organzitional symbolism. Bolmen and Deal
    • ( 1997 ) identify the basic tanets of symbolic management as follows:
  • 61. Organizational and Sense Making
    • 1. The meaning or the interpretation of what is happening in organizations is more imporgant than what actually is happening.
    • 2. Ambiguity and uncertainty, which are prevalent in most organizations, preclude rational problem-solving and decision-making processes.
    • 3. People use symbols to reduct ambiguity and to gain a sense of direction when they are faced with incertainty.
  • 62. Organizational and Sense Making
    • In 1976 book The Social Construction of Reality
    • By Peter Berger and Thomas Luckmann define
    • Meanings as “ Socially constructed realities ” As
    • W.I.Thomas said, If organizational culture
    • perspective,meaning ( reality ) is established by
    • and among the people in organizations
  • 63. Organizational and Sense Making
    • The turning point the organizational culture/symbolic management perspecive, arrived almost overnight in the 1980s. In 1982 best-seller by Thomas Peters and Robert Waterman, Jr., In Search of Excellence ได้พูดถึง
    • การดั้นด้นหาความเป็นเลิศทางการบริหาร ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และวารสารที่พูดถึง Total Quality Mangement ( TQM ) และ “ Reinventing Government ”
  • 64. Organizational and Sense Making
    • Edgar H.Schein’s book, Organizational Culture and Leadership เขามองว่าการศึกษาแบบชาติพรรณวรรณา
    • เป็นการศึกษาวัฒนธรรมองค์การเพื่อให้เกิดเหตุผลทางปัญญา และวิทยาศาสตร์ แต่เขามีทัศนคติว่าผู้ปฏิบัติงานในการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์การ ควรศึกษาในลักษณะของการอาศัยความร่วมมือ ( Cooperation ) ด้วย
    • Meryl Reis Louis ( 1980 ) ได้เขียนบทความเรื่อง “ Surprise and Sense Making What Newcomerss Experince in Entering Unfamilliar Organizational Settings
  • 65. Organizational and Sense Making
    • Joan Acker เขียน “ Gendering Organizational Theory ” ได้กล่าวถึง วิธีการที่เราอ่านอิทธิพลขององค์การถึงวิธีที่เราจะผลิต โดยผ่านเลนส์ของผู้ชายในการมอง
    • Scott Cook และ Dvora Yanow ใช้กรณีของ workshop เล็ก ๆ 3 แห่ง เขาได้สำรวจถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การ และการเรียนรู้องค์การ
  • 66. Organizational Culture Reform Movements
    • This movement has two features:
    • ( 1 ) their origins in the realization that U.S. companies had lost their competitiveness in the last three decades of the twentieth century
    • ( 2 ) Their commitment to increasing organizational effectiveness, competitiveness,
    • flexibility, and responsiveness by changing organizational cultures
  • 67. Organizational Culture Reform Movements
    • Origin of this movement:
    • concept of Q.C. by Dr.W.Edward Deming
    • Reform Movement concentrated :
    • 1. empowerment
    • 2. policy, procedures, and layers of the hierarchy are eliminated.
    • 3. Accoutability to bosses is replaced by accountability to customers or clients.
  • 68. Organizational Culture Reform Movements
    • TQM : Deming’s now-famous fourteen points of
    • management represent its essence. ( see 427-8 )
    • Japanese mangement: Theory Z by William Ouchi
    • In search for excellent:
    • the concept by Tom Peters and Bob Waterman, there are 8 attributes of management Excellent :
    • 1. A bias for action
    • 2. Close to the customer
  • 69. Organizational Culture Reform Movements
    • 3. autonomy and entrepreneurship
    • 4. productivity through people
    • 5. hands-on, value driven
    • 6. stick to the knitting
    • 7. simple form, lean staff; and
    • 8. simulteneous loose-tight properties
  • 70. Organizational Culture Reform Movements
    • Learning organization by Peter Senge
    • 1. Personal Mastery
    • 2. Mental Model
    • 3. Shared Vision
    • 4. Team Learning
    • 5. System thinking
  • 71. Organizational Culture Reform Movements
    • Reinventing government by David Osborne
    • And Ted Gaebller , they tell the ten principles
    • Of reinvention are
    • 1. Catalytic government
    • 2. Community-owned government
    • 3. Competitive government
    • 4. Mission-driven government
  • 72. Organizational Culture Reform Movements
    • 5. Results-oriented government
    • 6. Custermer-driven government
    • 7. Enterprising government
    • 8. Anticipatory government
    • 9. Decentralized government
    • l0. Market-oriented government
  • 73. Organizational Culture Reform Movements
    • Reengineering by Michael Hammer and James champy from the book, Reengineering the corporation ( 1993 )
  • 74. Postmodern and the Information Age
    • This age is the new era, on the boundary between
    • order and chaos. It refers to a pervasive
    • condition of unpredictability and complexity.
    • The chaos and uncertainty of this approaching
    • postmodern era has been accompanied—and
    • accelerated-by rapidly advancing information
    • technology.
  • 75. Postmodern and the Information Age
    • Although “ automating ” represented an
    • Information technology revolution in the l960’s
    • Postmodern organizations, the mental ability of humans in organizations to make sense when confronted by pervasive complexity and
    • the role of humans and organizations in society.
  • 76. Postmodern and the Information Age
    • William Berquist’s ( l993 ) selection reprinted here, “ Postmodern Thought in a Nutshell:
    • Where Art and Science Come Together. ”
    • “ in many ways ,postmodernism is a fad-
    • and at the same time about fads. Berquist
    • identifies and explicates four themes of post
    • modernism.
  • 77. Postmodern and the Information Age
    • 1. Objectivism versus constuctivism
    • Objectivism is predeminated in the modern
    • era – is rational, It assumes that there is an
    • objective reality that can be discovered.
    • Constructivism is a postmodern phenomenon
    • believe that we construct our own social
    • realities.
  • 78. Postmodern and the Information Age
    • 2. Language is it self reality
    • 3. Globalization and segmentalism.
    • 4. Fragmented and inconsistent image.
  • 79. Postmodern and the Information Age
    • Organizations must “ stay on top of new
    • technology ” and work continuously to learn
    • how to use it imaginatively.
    • Janet Fulk and Gerardine chapter “ Articuation of
    • Communication Technology and Organizational
    • Form ” They utilize three perspectives in their
    • analysis:
  • 80. นี่คือ หน้าคัดลอก ของ http://www.udonshop.com/~senate/ ที่ G o o g l e ได้สร้างเอาไว้ เมื่อ 10 พ . ค . 2007 08:58:20 GMT . หน้าเว็บที่ G o o g l e ได้เก็บไว้ เมื่อมีการเข้าไปเก็บข้อมูลจากเว็บนั้น หน้านี้อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว คลิกที่นี่สำหรับ หน้าปัจจุบัน โดยที่ไม่มีการเน้นสี หน้าที่จัดเก็บไว้นี้อาจอ้างถึงรูปภาพที่ไม่มีอยู่อีกต่อไป คลิกที่นี่เพื่อดูเฉพาะ ข้อความที่เก็บไว้ ถ้าต้องการลิงค์มาหา หรือบุ๊กมาร์กหน้านี้ , โปรดใช้ url ดังต่อไปนี้ : http://www.google.com/search?q=cache:_ew4eo7kIcUJ:www.udonshop.com/~senate/+%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&hl=th&ct=clnk&cd=8&gl=th Google ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ที่สร้างเว็บนี้ และไม่มีส่วนรับผิดชอบกับเนื้อหาภายในเว็บ ผลการค้นหาถูกเน้นด้วยสี :   สภา   คณาจารย์   และ   ข้าราชการ   Links Home Contact Us News สภาคณาจารย์และข้าราชการ ม . ราชภัฏอุดรธานี Main Menu หน้าแรก ปรัชญา วิสัยทัศน์สภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี คณะกรรมการสภา ข้อบังคับ กิจกรรม ภารกิจหลัก คณะอนุกรรมการ กระดานสนทนา ดูงานภาคเหนือ แบบสำรวจ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง ค้นหาข้อมูล คณะกรรมการสภาคณาจารย์ ลงทะเบียน แผนกลยุทธ์ สภาคณาจารย์และข้าราชการ กระดานสนทนา User Menu MamboServer MamboForge Administrator Visitors Counter 7702 Visitors Newsflash เปิดผลสำรวจภาระงาน อาจารย์ชี้ไม่เห็นด้วยกับแบบประเมิน           อาจารย์ร้อยละ 82.9 ไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์ประเมิน ร้อยละ 73.2 ให้มีการประชาพิจารณ์เกณฑ์ภาระงานก่อนใช้ ควรให้อาจารย์เข้ามามีส่วนร่วม ด้านผลกระทบพบว่าอาจารย์เสียความรู้สึกมากที่สุดถึง            ร้อยละ 51.2           ผศ . สุริยา   ธรรมมา ประธาน สภาคณาจารย์และข้าราชการ เปิดเผยว่า “ สภาคณาจารย์และข้าราชการ ได้จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นของอาจารย์ที่มีต่อการประเมินภาระงานอาจารย์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 ระหว่างวันที่ 20 – 30 เมษายน 2549 โดยเก็บข้อมูลจากคณาจารย์ทั้ง 5 คณะ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามคืนกลับมา จำนวน 82 ชุด สำหรับผลการสำรวจพบว่า อาจารย์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์การประเมิน กล่าวคือ อาจารย์ร้อยละ 82.9 ไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์การแบ่งงานสอน 60 เปอร์เซ็นต์ งานวิจัย 20 เปอร์เซ็นต์ และงานบริการวิชาการ 20 เปอร์เซ็นต์ อาจารย์เห็นด้วยเพียงร้อยละ 13.4 ขณะที่ไม่มีความคิดเห็นร้อยละ 3.7”           สำหรับด้านผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอาจารย์ในครั้งนี้ พบว่า อาจารย์ส่วนใหญ่เสียความรู้สึกที่ตั้งใจปฏิบัติงานแล้วไม่ผ่านประเมินมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 51.2 ไม่มีผลกระทบ จำนวนร้อยละ 32.9 เลือกทำงานเฉพาะงานที่มีภาระงานเท่านั้น ร้อยละ 24.4 ต้องปรับปรุงตัวเอง ร้อยละ 18.3 ความคิดเห็นอื่น ๆ ร้อยละ 12.2 วิตกกังกลกลัวเงินเดือนไม่ขึ้น ร้อยละ 8.5 และคิดมากนอนไม่หลับ ร้อยละ 1.2 ตามลำดับ           อาจารย์มีความเห็นให้มีการจัดประชาพิจารณ์เกณฑ์การประเมินมากที่สุด โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม คิดเป็นร้อยละ 73.2 รองลงมาคือควรมีการประเมินผล ร้อยละ 56.0 ด้านความคิดเห็นในทางตรงข้าม พบว่า อาจารย์ยอมรับเกณฑ์การประเมิน คิดเป็นร้อยละ 4.9 ในขณะที่ไม่เห็นด้วย คิดเป็นร้อยละ 95.1           สำหรับในการประเมินครั้งต่อไป อาจารย์เห็นว่าควรให้อาจารย์เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเกณฑ์การประเมินภาระงาน คิดเป็นร้อยละ 50.0 รองลงมาคือควรมีการปรับปรุงเกณฑ์ใหม่ ร้อยละ 30.5 ควรนำเกณฑ์มาทำประชาพิจารณ์ก่อน คิดเป็นร้อยละ 14.6 ในขณะที่เห็นด้วยกับเกณฑ์เดิม ร้อยละ 2.4 อื่น   ๆ ร้อยละ 2.4 ตามลำดับ           “ จากผลการประเมินในครั้งนี้ สภาคณาจารย์และข้าราชการ จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “ การพัฒนาเกณฑ์ภาระงานอาจารย์ขึ้น เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม   2549 ณ ฟอราฮิลด์ รีสอร์ท อ . เมือง จ . เลย โดยได้รับความร่วมมือจากตัวแทนคณะ ๆ ละ 2 คน และคณะกรรมการสภาฯ จำนวน 16 คน รวม 26 คน เข้าร่วมร่างเกณฑ์การประเมินภาระงานใหม่ขึ้น ซึ่งขณะนี้กำลังสรุปผล คาดว่าจะนำร่างเกณฑ์การประเมินเข้าประชุมอาจารย์ เพื่อจัดทำประชาพิจารณ์อีกครั้ง ตามที่อาจารย์ต้องการตามผลสำรวจคือต้องมีการประชาพิจารณ์เกณฑ์ก่อนใช้ประเมิน สำหรับ วัน เวลา และสถานที่จะแจ้งให้คณาจารย์ทราบอีกครั้ง ”     หน้าแรก สภาคณาจารย์และข้าราชการ ดูงานภาคเหนือ User Rating:  / 1 เขียนโดย Administrator    Sunday, 12 June 2005 สภาคณาจารย์และข้าราชการฟิตจัด ศึกษาดูงานมหาวิทยาลัยภาคเหนือ พร้อมจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 2 ปี คณะกรรมการแข็งขันร่วมจัดตั้งอนุกรรมการ 6 ฝ่ายสร้างสรรค์ผลงานเพื่ออาจารย์และข้าราชการ ม . ราชภัฏอุดรธานี ระหว่างวันที่ 7 – 10 มิถุนายน 2548 ผศ . สุริยา   ธรรมมา ประธาน สภาคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เปิดเผยว่า “ ตามที่ สภาคณาจารย์และข้าราชการ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในระหว่างวันที่ 7 – 10 มิถุนายน   2548 และได้ร่วมกันร่างแผนยุทธศาสตร์ สภาคณาจารย์และข้าราชการ และร่วมกันจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 6 ฝ่าย เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพรบ . มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ซึ่งมีคณะอนุกรรมการประกอบด้วย 6 ฝ่ายได้แก่ คณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการ คณะ อนุกรรมการฝ่ายส่งเสริมพัฒนางานบริหารมหาวิทยาลัย คณะอนุกรรมการฝ่ายส่งเสริมคุณธรรม ภาพลักษณ์และสวัสดิการของคณาจารย์และข้าราชการ คณะอนุกรรมการฝ่ายส่งเสริม และพัฒนางานกิจการนักศึกษา คณะ อนุกรรมการฝ่ายสารสนเทศและประชาสัมพันธ์ และคณะ อนุกรรมการฝ่ายพัฒนา สภาคณาจารย์และข้าราชการ ซึ่งหากแผนยุทธศาสตร์เสร็จสิ้น ก็จะนำมาจัดทำประชาพิจารณ์ให้คณาจารย์และข้าราชการทุกท่านได้ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อไป ” สำหรับคณะอนุกรรมการทั้ง 6 ฝ่ายนี้กำลังอยู่ในระหว่างการจัดหาคณะอนุกรรมการ อาจารย์และข้าราชการท่านใดประสงค์จะเข้าร่วมงานกับ สภาคณาจารย์และข้าราชการ กรุณาสมัครได้ที่สำนักงาน สภาคณาจารย์และข้าราชการ อาคารโรงอาหารใหม่ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป . แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 30 June 2005 ) สภาคณาจารย์จัดประชุมเครียด ยกเครื่องภาระงานอาจารย์ User Rating:  / 0 เขียนโดย Administrator    Sunday, 28 May 2006 สภาคณาจารย์และข้าราชการจัดประชุมเข้ม รื้อภาระงานอาจารย์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 ดึงอาจารย์ทุกคณะเข้าร่วม พร้อมปรับเกณฑ์ใหม่เน้นความรับผิดชอบ ทุกงานที่ปฏิบัติต้องได้ภาระงาน      ผศ . สุริยา   ธรรมมา ประธาน สภาคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เปิดเผยว่า สภาคณาจารย์และข้าราชการ ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ขึ้น ณ ห้องประชุมฟอร์ราวิวรีสอร์ท จ . เลย เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม   2549 โดยมีคณะกรรมการ สภาคณาจารย์และข้าราชการ จำนวน 16 คนเข้าร่วม และได้เชิญตัวแทนคณะทั้ง 5 คณะ คณะละ 2 คน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย      สำหรับการประชุมในครั้งนี้ได้นำเรื่องเร่งด่วนและมีผลต่อคณาจารย์มากคือเกณฑ์ประเมินภาระงานอาจารย์ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 ซึ่งมีผลกระทบต่ออาจารย์เป็นจำนวนมาก สำหรับในที่ประชุมได้มอบหมายให้ ผศ . วีระพันธ์   แสงศิริไพศาล รับหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม และได้แบ่งกลุ่มภาระงานออกเป็น 7 กลุ่ม เพื่อที่จะได้นำมาเสนอเกณฑ์ ต่อที่ประชุม ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มงานวิจัย กลุ่มงานวิชาการ กลุ่มการเรียนการสอน กลุ่มบริการวิชาการ กล่มบริหาร กลุ่มกิจการนักศึกษา และกล่มงานพิเศษ สำหรับบรรยากาศที่ประชุมเป็นไปด้วยความตรึงเครียด มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการกำหนดภาระงาน และคาดว่าการประชุมในครั้งนี้จะได้ต้นแบบภาระงาน และจะนำเข้าสู่การประชาพิจารณ์ของอาจารย์ทั้งมหาวิทยาลัยอีกครั้ง ก่อนจัดส่งต่อฝ่ายบริหารต่อไป . สามารถดูภาพได้ที่ Postmodern and the Information Age
    • The technological perspective
    • The organizational perspective
    • The emergence perspective
  • 81. สรุป ทฤษฎีองค์การ
    • วิวัฒนาการของแนวคิดทฤษฎีองค์การ
    • 1. Classical Organization Theory
    • 2. Neoclassical Organization Theory
    • 3. Human Resource Theory or Organizational Behavior Perspective
    • 4. Modern Structural Organization Theory
    • 5. System Theory and Organizational Economics
    • 6. Power and Politics Orgnaization Theory
    • 7. Organizational Culture and Sense Making
    • 8. Organizational Culture Reform Movement
    • 9. Postmodernism and the Information Age
  • 82. สรุป ทฤษฎีองค์การ
    • ความหมายขององค์การ
    • ก . ความหมายในแง่เป็นสังคม หรือความสามารถในการ
    • รวมเป็นกลุ่มก้อน ( Social unit or collectivity )
    • ข . ความหมายในแง่ของทรัพย์สินองค์การ ( organzitional
    • properties ) ทั้งโครงสร้างและกระบวนการภายในหน่วย
    • สังคม หรือความสามารถรวมเป็นกลุ่มก้อนถูกจัดรวบรวบใน
    • วิถีทางเฉพาะ ได้แก่รูปแบบการจัดการ , ความสัมพันธ์ในอำนาจ
    • หน้าที่ , จำนวนผู้บังคับบัญชาต่อลูกน้อง 1 คน
  • 83. สรุป ทฤษฎีองค์การ
    • สาระสำคัญของทฤษฎีองค์การ เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง
    • โครงสร้าง และกระบวนการขององค์การ หรือบริบทและสิ่ง
    • แวดล้อมอื่น ๆ
    • ลักษณะขององค์การ
    • ก . ทัศนคติทางด้านจิตใจ
    • ข . พฤติกรรมของแต่ละบุคคลที่จัดการกับวัตถุที่เป็นกายภาพ
    • ค . กลุ่ม , ทีม และการรวมกลุ่มแบบเผชิญหน้า เช่นกลุ่มเพื่อน
    • ง . การจัดหน่วยงานเป็นฝ่าย , แผนก , บริษัทหรือสิ่งที่ใหญ่กว่า
  • 84. สรุป ทฤษฎีองค์การ
    • จ . เครือข่ายของส่วนต่าง ๆขององค์การ
    • ฉ . บริบท และสิ่งแวดล้อมขององค์การ , วิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี่
    • ตลาด , คู่แข่งขัน , กฎข้อบังคับรัฐบาล
    • ประเภทของทฤษฎี
    • ก . ทฤษฎีที่พรรณนาพื้นฐานที่เป็นสาระสำคัญ ( the substantive foundation of explaination )
    • ข . ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความเป็นสถาบัน ( Institutional Theories )
  • 85. สรุป ทฤษฎีองค์การ
    • 3. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ได้แก่ ค่านิยม , ความชอบ , สัญญาลักขณ์ที่แสดงความหมาย , และโปรแกรมทางจิตใจ
    • คุณสมบัติขององค์การ
    • ก . กลุ่มสังคม ( social entity )
    • ข . ขอบเขตชัดเจน ( relatively idetifiable boundary )
    • ค . วัตถุประสงค์ชัดเจน ( Specificity of perposes )
    • ง . การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ ( Hirarchy of authority )
    • จ . กฎระเบียบ การดำเนินงาน การควบคุมและเทคนิค ( Rules, procedures,
    • controls, and technicques )
    • ฉ . การสื่อสารอย่างเป็นทางการ ( Formality of communication )
  • 86. สรุป ทฤษฎีองค์การ
    • ความแตกต่างแนวคิดทฤษฎีองค์การแบบ ระบบปิด ( closed system )
    • และ ระบบเปิด ( open system )
    • ความแตกต่างทฤษฎีองค์การ แบบกลไก ( mechanic
    • organization ) กับทฤษฎีองค์การ แบบอินทรียะ ( organic
    • organization )
  • 87. สรุป ทฤษฎีองค์การ
    • โครงสร้างองค์การ มีหลักการออกแบบโครงสร้างองค์การได้แก่
    • ก . การแบ่งงานกันทำ ( division of labor )
    • ข . การแบ่งหน่วยงาน ( departmentalization )
    • ค . ช่วงของการควบคุม ( span of control )
    • ง . การมอบหมายอำนาจหน้าที่ ( delegation of authority )
  • 88. สรุป ทฤษฎีองค์การ
    • มิติของโครงสร้าง
    • ก . ความแตกต่าง ( Differentiation )
    • a ) vertical differentiation
    • b ) horizontal differentation
    • ข . การรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ( Integration )
    • a ) การรวมอำนาจ ( Centralization )
    • b ) ความเป็นทางการ ( Formalization )
    • c ) การปรับตัวเข้าหากัน ( Mutual adjustment )
    • d ) ความเป็นมาตรฐาน ( Standardization )
  • 89. สรุป ทฤษฎีองค์การ
    • รูปแบบโครงสร้างองค์การ
    • ก . โครงสร้างองค์การแบบราชการ ของ Weber
    • ข . โครงสร้างองค์การซึ่งบริหารโดยกลุ่มผู้บริหารระดับสูง
    • ค . โครงสร้างแบบราชการซึ่งบริหารโดยกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก
    • ง . โครงสร้างแบบราชการที่มีทีมงานข้ามหน่วยงาน
    • จ . โครงสร้างแบบแมททริกซ์
    • ฉ . โครงสร้างแบบทีมงาน
    • ช . โครงสร้างแบบเครือข่าย
  • 90. สรุป ทฤษฎีองค์การ