• Like

Loading…

Flash Player 9 (or above) is needed to view presentations.
We have detected that you do not have it on your computer. To install it, go here.

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
280
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
35
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. สวนที่1 (ONET)........โดย อ.อําพล ขวัญพัก (คุณครูกาแฟ)...............หนา 2-66 สวนที่2 (PAT2).........โดย ผศ.ดร.ชัชวาล จันทราสุริยารัตน..............หนา 67-112 สวนที่3 (PAT2).........โดย นพ.วีรวัช เอนกจํานงคพร (พี่วิเวียน).......หนา 113-176
  • 2. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (2)_______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 STATION I โครงสรางของเซลล ทฤษฎีเซลล (Cell Theory) ทฤษฎีเซลลกลาวไววา “สิ่งมีชีวิตประกอบดวยเซลล 1 เซลล หรือมากกวาซึ่งเซลลเปนหนวยที่เล็กที่สุด ของสิ่งมีชีวิตและเซลลที่มีอยูเดิมจะเปนตนกําเนิดของเซลลใหมที่จะเกิดขึ้น” องคประกอบพื้นฐานดังตอไปนี้ Who are we?
  • 3. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013_______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (3) สวนประกอบของเซลล เซลล (Cell)
  • 4. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (4) ______________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 ตารางแสดงโครงสรางเซลลของสิ่งมีชีวิตจําพวกยูคาริโอตและหนาที่ ชื่อโครงสรางรูปรางขอมูลที่ควรทราบหนาที่ 1.ผนังเซลล (cellwall) -อยูถัดจากเยื่อหุมเซลลออกไป (ผนังเซลลพบที่เซลลของสิ่งมีชีวิต บางประเภทเชนพืชสาหรายเห็ด ราและแบคทีเรีย) -ยอมใหสารผานไดหมด (ซึ่งจะแตกตางจากเยื่อหุมเซลล) -ปกปองและค้ําจุนเซลล 2.เยื่อหุมเซลล (plasma membrane) -ประกอบดวยฟอสโฟลิพิด (Phospholipid)เรียงตัวกัน2ชั้น และมีโปรตีนแทรกตัวอยู -มีคุณสมบัติเปนเยื่อเลือกผาน (SemipermeableMembrane) -ลักษณะโครงสรางเปน FuidmosaicModel -ควบคุมการผานเขา-ออกของสาร ระหวางเซลลกับสิ่งแวดลอม ภายนอก -จดจําโครงสรางของเซลลบางชนิด -สื่อสารระหวางเซลล 3.นิวเคลียส (nucleus) -เปนโครงสรางที่มีเยื่อหุม2ชั้นและ มีโครโมโซมอยูภายใน -ควบคุมการสังเคราะหโปรตีนและ การสืบพันธุของเซลล -เปนแหลงเก็บโครโมโซม
  • 5. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 _____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (5) ชื่อโครงสรางรูปรางขอมูลที่ควรทราบหนาที่ 4.โครโมโซม-ประกอบดวยดีเอ็นเอ(DNA)และ โปรตีนฮีสโตน(HistoneProtein) -เปนแหลงเก็บขอมูลทางพันธุกรรมที่ ใชเปนรหัสในกระบวนการ สังเคราะหโปรตีน 5.นิวคลีโอลัส (nucleolus) -ควบคุมการสังเคราะหrRNA-เปนแหลงสังเคราะหrRNAและ ไรโบโซม 6.ไรโบโซม (ribosome) -มีขนาดเล็กประกอบดวยโปรตีนและ RNA -มีทั้งไรโบโซมอิสระ(ลอยอยูในไซโท- พลาซึม)และไรโบโซมยึดเกาะเชน เกาะอยูที่เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม (ER) -โครงสรางประกอบไปดวยหนวยใหญ (LargeSubunit)และหนวยเล็ก (SmallSubunit) -เซลลโพรคาริโอตมีไรโบโซมขนาด70S เซลลยูคาริโอตมีไรโบโซมขนาด80S -สรางสารประเภทโปรตีนสําหรับใช ภายในเซลล
  • 6. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (6) ______________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 ชื่อโครงสรางรูปรางขอมูลที่ควรทราบหนาที่ 7.เอนโดพลาส- มิกเรติคูลัม (ER) reticulum) -เปนระบบเยื่อหุมภายในเซลลมองดู คลายรางแห -แบงออกเปน2ชนิดดังนี้ 1)เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมชนิดผิว ขรุขระ(RER)เปนERที่มีไรโบ- โซมชมาเกาะ 2)เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมชนิดผิว เรียบ(SER)เปนERที่ไมมีไรโบ- โซมเกาะ -RERสรางสารประเภทโปรตีน สําหรับสงออกไปใชภายนอกเซลล -SERสรางสารประเภทลิพิด(Lipid) :สเตียรอยด(Steriod)และกําจัด สารพิษ 8.กอลจิคอม- เพล็กซ (golgi complex) -มีลักษณะคลายถุงแบนๆเรียงซอน กันเปนชั้น -สรางเวสิเคิลหุมโปรตีนที่RER สรางขึ้นแลวลําเลียงไปยังเยื่อหุม เซลลเพื่อสงโปรตีนออกไปนอกเซลล 9.ไลโซโซม (lysosome) -มีลักษณะเปนถุงกลมๆเรียกวา เวสิเคิล(Vesicle)ซึ่งภายในมี เอนไซมที่ใชสําหรับยอยสารตางๆ บรรจุอยู -ยอยสลายออรแกเนลลและเซลลที่ เสื่อมสภาพ -ยอยสารตางๆที่เซลลนําเขามาดวย กระบวนการเอนโดไซโทซิส (Endocytosis)
  • 7. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 _____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (7) ชื่อโครงสรางรูปรางขอมูลที่ควรทราบหนาที่ 10.ไมโทคอน- เดรีย -มีเยื่อหุม2ชั้น -มีของเหลวอยูภายในเรียกวาเมทริกซ(Matrix) ซึ่งมีไรโบโซมและDNAลอยอยูในเมทริกซ -นักชีววิทยาตั้งสมมติฐานวา“ไมโทคอนเดรีย นาจะเปนแบคทีเรียที่เขามาอาศัยอยูภายใน เซลลของสิ่งมีชีวิตในอดีตกาลแลวมี วิวัฒนาการรวมกันมาจนถึงปจจุบัน” -เปนแหลงสรางพลังงานใหแกเซลล (ไมโทคอนเดรียสรางพลังงานจาก กระบวนการสลายสารอาหารภายใน เซลลแบบใชออกซิเจนหรือที่เรียก กันวาการหายใจระดับเซลลแบบใช ออกซิเจน) 11.คลอโร- พลาสต -มีเยื่อหุม2ชั้น -มีของเหลวอยูภายในเรียกวาสโตรมา(Stroma) ซึ่งมีไรโบโซมและDNAลอยอยูในสโตรมา -นักชีววิทยาตั้งสมมติฐานวา“คลอโรพลาสต นาจะเปนแบคทีเรียที่เขามาอาศัยอยูภายใน เซลลของสิ่งมีชีวิตในอดีตกาลแลวมี วิวัฒนาการรวมกันมาจนถึงปจจุบัน” -เปนแหลงสรางอาหารกลูโคสใหแก เซลล(คลอโรพลาสตสรางอาหาร จากกระบวนการสังเคราะหดวยแสง)
  • 8. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (8) ______________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 ชื่อโครงสรางรูปรางขอมูลที่ควรทราบหนาที่ 12.แวคิวโอล (vacuole) vacuole-มีหลายชนิดหลายขนาดหลายรูปรางและมี หนาที่แตกตางกันออกไปเชนฟูดแวคิวโอล เซนทรัลแวคิวโอลและคอนแทร็กไทลแวคิวโอล เปนตน -แวคิวโอลแตละชนิดพบไดในเซลลของสิ่งมีชีวิต ที่จําเพาะเจาะจง 1)ฟูดแวคิวโอลทําหนาที่บรรจุอาหาร และทํางานรวมกับไลโซโซมเพื่อยอย อาหาร 2)เซนทรัลแวคิวโอลทําหนาที่เก็บ สะสมสารตางๆเชนสารอาหารสารสี สารพิษเปนตน 3)คอนแทร็กไทลแวคิวโอลทําหนาที่ กําจัดน้ําสวนเกินออกจากเซลลของ สิ่งมีชีวิตเซลลเดี่ยวที่อาศัยอยูในน้ํา เชนยูกลีนาอะมีบาและพารา- มีเซียม 13.เซนทริโอล (centriole) -ประกอบดวยไมโครทูบูลเรียงตัวกันอยางเปน ระเบียบมองดูคลายทรงกระบอก2อัน -สรางเสนใยสปนเดิลในกระบวนการ แบงเซลล 14.ไซโทสเก- เลตอน -มีลักษณะเปนรางแหของเสนใยโปรตีน-ชวยค้ําจุนเซลล -ชวยในการเคลื่อนที่ของเซลล -ชวยในการเคลื่อนที่ของเวสิเคิล ภายในเซลล
  • 9. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013_______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (9) Organelles ออรแกเนลลจําแนกตาม ................................................................. สามารถแบงออกเปน 2 ประเภท ดังนี้ ออรแกเนลลที่ไมมีเยื่อหุม ออรแกเนลลที่มีเยื่อหุม - ไรโบโซม - เซนทริโอล - ไซโทสเกเลตอน Code ลับ!! RCC นิดนึงนะบางครั้งขอสอบจะจัด นิวคลีโอลัส รวมใน กลุมนี้ดวย 1. ออรแกเนลลที่มีเยื่อหุมชั้นเดียวเชน - เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม (รางแหเอนโดพลาซึม) - กอลจิคอมเพล็กซ - ไลโซโซม - แวคิวโอล 2. ออรแกเนลลที่มีเยื่อหุม 2 ชั้น ไดแก - นิวเคลียส - ไมโทคอนเดรีย - คลอโรพลาสต Comparison of Plant & Animal Cells ภาพโครงสรางและสวนประกอบของเซลลพืช ภาพโครงสรางและสวนประกอบของเซลลสัตว
  • 10. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (10)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 ตารางเปรียบเทียบโครงสรางเซลลพืชและเซลลสัตว เซลลพืช (plant cell) เซลลสัตว (animal cell) โครงสรางภายนอก 1. ผนังเซลล มี ไมมี 2. เยื่อหุมเซลล มี มี 3. แฟลเจลลัมหรือซิเลีย ไมมี (ยกเวนสเปรมของพืชบางชนิด) มี (ในบางเซลล) โครงสรางภายใน 1. นิวเคลียส มี มี 2. ไรโบโซม มี มี 3. ไลโซโซม ไมมี มี 4. เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม มี มี 5. กอลจิคอมเพล็กซ มี มี 6. แวคิวโอล มี มี 7. เซนทริโอล ไมมี มี 8. ไซโทสเกเลตอน มี มี 9. ไมโทคอนเดรีย มี มี 10. คลอโรพลาสต มี ไมมี ของแถมกอนจบเรื่องขอแฉ แรงไมไหวแลว!!!
  • 11. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (11) STATION II การเคลื่อนที่ของสารผานเซลล เยื่อหุมเซลล (Plasma Membrane) เปนโครงสรางของเซลลที่ทําหนาที่ควบคุมการเคลื่อนที่ผานเขา-ออก ของสารระหวางภายในเซลลกับสิ่งแวดลอมภายนอก โครงสรางของเยื่อหุมเซลล เยื่อหุมเซลลประกอบดวยสารหลัก 2 ชนิด คือ ฟอสโฟลิพิด และโปรตีน โดยฟอสโฟลิพิดจะจัดเรียงตัว เปน 2 ชั้นซึ่งจะหันสวนที่ไมชอบน้ํา (สวนหาง hydrophobic tail) เขาหากันและหันสวนที่ชอบน้ํา (สวนหัว hydrophilic head) ออกจากกันโดยมีโมเลกุลของโปรตีนกระจายตัวแทรกอยูระหวางโมเลกุลของฟอสโฟลิพิด นอกจากนี้ยังมีคอเลสเทอรอล ไกลโคโปรตีน และไกลโคลิพิดเปนสวนประกอบของเยื่อหุมเซลลดวยเยื่อหุมเซลลทํา หนาที่หอหุมเซลล และรักษาสมดุลของสารภายในเซลลโดยควบคุมการผานเขา-ออกของสารระหวางเซลลกับ สิ่งแวดลอมภายนอก ดังนั้นเยื่อหุมเซลลจึงมีคุณสมบัติเปนเยื่อเลือกผาน (Semipermeable Membrane) ภาพแสดงโครงสรางของเยื่อหุมเซลล
  • 12. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (12)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 แผนผังแสดงรูปแบบการเคลื่อนที่ของสารเขา-ออกเซลล การเคลื่อนที่ของสารเขา-ออกเซลล การเคลื่อนที่แบบผานเยื่อหุมเซลล การเคลื่อนที่แบบไมผานเยื่อหุมเซลล การเคลื่อนที่แบบพาสซีฟ (Passive Transport) การเคลื่อนที่แบบแอกทีฟ (Active Transport) 1. การแพร (Diffusion) 2. การแพรแบบฟาซิลิเทต (Facilitated Diffusion) 3. ออสโมซิส (Osmosis) เอนโดไซโทซิส (Endocytosis) เอกโซไซโทซิส (Exocytosis) 1. ฟาโกไซโทซิส (Phagocytosis) 2. พิโนไซโทซิส (Pinocytosis) 3. การนําสารเขาสูเซลลโดยอาศัยตัวรับ (Receptor-Mediated Endocytosis) การเคลื่อนที่ของสารเขา-ออกเซลลมี 2 รูปแบบ ไดแก 1. การเคลื่อนที่แบบผานเยื่อหุมเซลลเปนการเคลื่อนที่ของสารผานฟอสโฟลิพิดหรือโปรตีนของเยื่อหุมเซลล แบงออกเปน 2 แบบดังนี้ 1.1 การเคลื่อนที่แบบพาสซีฟ (Passive Transport) หมายถึงการเคลื่อนที่ของสารเขา-ออก เซลลโดยไมตองใชพลังงานซึ่งไอออน (Ion) และโมเลกุลของสารบางชนิดสามารถเคลื่อนที่ผานเยื่อหุมเซลลจาก บริเวณที่มีความเขมขนมากไปยังบริเวณที่มีความเขมขนนอย รูปแบบ ภาพประกอบ ตัวอยางการเคลื่อนที่ของสาร 1. การแพร (Diffusion) - การเคลื่อนที่ของแกสออกซิเจนและคารบอนไดออกไซด - การเคลื่อนที่ของแอลกอฮอล - การเคลื่อนที่ของไอออนบางชนิด เชนแคลเซียมไอออน (Ca2+) คลอไรดไอออน (Cl- ), โซเดียมไอออน (Na+) และโพแทสเซียมไอออน (K+)
  • 13. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (13) รูปแบบ ภาพประกอบ ตัวอยางการเคลื่อนที่ของสาร 2. การแพร แบบฟาซิลิเทต (Facilitated Diffusion) - การเคลื่อนที่ของกลูโคสเขาสูเซลล 3. ออสโมซิส (การเคลื่อนที่ ของน้ําโดย อาศัยโปรตีน เฉพาะที่ชื่อวา Aquaporins) - การเคลื่อนที่ของน้ํา 1.2 การเคลื่อนที่แบบแอกทีฟ (Active Transport) หมายถึงการเคลื่อนที่ของสารเขา-ออกเซลล จากบริเวณที่มีความเขมขนนอยไปยังบริเวณที่มีความเขมขนมากซึ่งตองใชพลังงานในการเคลื่อนที่ รูปแบบ ภาพประกอบ ตัวอยางการเคลื่อนที่ของสาร แอกทีฟทรานสปอรต - กระบวนการโซเดียมโพแทสเซียม ปมของเซลลประสาท 2. การเคลื่อนที่แบบไมผานเยื่อหุมเซลล เปนกระบวนการลําเลียงสารที่มีขนาดโมเลกุลใหญเขา-ออกเซลล โดยอาศัยโครงสรางที่เรียกวา “เวสิเคิล (Vesicle)” รูปแบบ ภาพประกอบ ตัวอยางการเคลื่อนที่ของสาร เอกโซไซโทซิส - การหลั่งเอนไซมของเซลลตางๆ - การหลั่งเมือก - การหลั่งฮอรโมน - การหลั่งสารสื่อประสาทของเซลลประสาท
  • 14. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (14)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 รูปแบบ ภาพประกอบ ตัวอยางการเคลื่อนที่ของสาร ฟาโกไซโทซิส - การกินแบคทีเรียของเซลล เม็ดเลือดขาวบางชนิด - การกินอาหารของอะมีบา พิโนไซโทซิส - การนําสารอาหารเขาสู เซลลไขของมนุษย เอนโดไซโทซิส การนําสารเขา สูเซลลโดย อาศัยตัวรับ - การนําคอเลสเทอรอลเขาสู เซลล ความเขมขนของตัวละลาย (Solute) ทั้งหมดในสารละลาย เรียกวา ความเขมขนออสโมติก (Osmotic Concentration) ของสารละลายดังนั้นเราจึงแบงสารละลายออกเปน 3 ประเภทตามความเขมขนของ ตัวละลาย 1. สารละลายไฮเพอรโทนิก (Hypertonic Solution) หมายถึง สารละลายที่มีความเขมขนของ ตัวละลายมากกวาความเขมขนของสารละลายบริเวณขางเคียง 2. สารละลายไฮโพโทนิก (Hypotonic Solution) หมายถึง สารละลายที่มีความเขมขนของตัวละลาย นอยกวาความเขมขนของสารละลายบริเวณขางเคียง 3. สารละลายไอโซโทนิก (Isotonic Solution) หมายถึง สารละลายที่มีความเขมขนของตัวละลาย เทากับความเขมขนของสารละลายบริเวณขางเคียง ภาพการเปลี่ยนแปลงของเซลลสัตวและเซลลพืชเมื่ออยูในสารละลายแตละประเภท
  • 15. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (15) แรงดันออสโมติก (Osmotic Pressure) คือ แรงดันน้ําสูงสุดของสารละลายใดๆ ณ จุดสมดุลของการ ออสโมซิส โดยแรงดันออสโมติกจะแปรผันตรงกับความเขมขนของสารละลาย กลาวคือ สารละลายที่มีความ เขมขนมากจะมีแรงดันออสโมติกสูง และสารละลายที่มีความเขมขนนอยจะมีแรงดันออสโมติกต่ํา แรงไมหยุด!! NOTE
  • 16. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (16)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 STATION III การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต คําถามนาคิด เพราะเหตุในสิ่งมีชีวิตตองมีกลไกการรักษาดุลภาพของรางกาย กลไกการรักษาดุลยภาพ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีการรักษาดุลยภาพของสภาวะและสารตางๆ ภายในรางกายดังนี้ 1. การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิ 2. การรักษาดุลยภาพของน้ํา 3. การรักษาดุลยภาพของกรด-เบส 4. การรักษาดุลยภาพของแรธาตุ การรักษาดุลยภาพของน้ําและสารตางๆในรางกายคน อวัยวะสําคัญในการรักษาดุลยภาพของน้ําและสารตางๆ ในรางกาย คือ ไต (Kidneys) ไตพบในสัตวมี กระดูกสันหลัง ไตคนมีลักษณะคลายเมล็ดถั่วแดง 2 เมล็ดอยูในชองทองดานหลังของลําตัวเมื่อผาไตตามยาวจะสังเกตเห็น เนื้อไต 2 ชั้น คือ ชั้นนอกและชั้นในซึ่งในเนื้อไตแตละขางประกอบดวยหนวยไต (Nephron) ประมาณ 1 ลาน หนวยทําหนาที่กําจัดของเสียในรูปของปสสาวะ หนวยไตแตละหนวยประกอบดวยโครงสรางยอย ดังนี้ 1. โบวแมนส แคปซูล (Bowman’s Capsule) ลักษณะทรงกลมมีผนังบาง หอหุมกลุมหลอดเลือดฝอย (โกลเมอรูลัส) 2. หลอดเลือดฝอย มี 2 สวน ไดแก • กลุมหลอดเลือดฝอยที่อยูใน Bowman’s Capsule เรียกวา โกลเมอรูลัส (Glomerulus) • หลอดเลือดฝอยที่พันอยูตามทอของหนวยไต 3. ทอหนวยไต (Convoluted Tubule) แบงออกเปน 3 สวน ไดแก • ทอ (ขด) หนวยไตสวนตน (Proximal Convoluted Tubule) มีการดูดสารที่มีประโยชนกลับเขาสู รางกายมากที่สุด เชน กลูโคส กรดอะมิโน วิตามิน และน้ํา • ทอหนวยไตสวนกลางมีขนาดเสนผานศูนยกลางของทอนอยกวาทอหนวยไตสวนตน และสวนทาย ลักษณะคลายอักษรตัวยู (U) มีชื่อเรียกเฉพาะวาเฮนเลลูป (Loop of Henle) หรือหวงเฮนเลเปนอีกบริเวณหนึ่งที่ มีการดูดน้ํากลับเขาสูรางกาย • ทอ (ขด) หนวยไตสวนทาย (Distal Convoluted Tubule) เปนบริเวณที่มีการดูดโซเดียมไอออน (Na+) ภายใตการควบคุมของฮอรโมนแอลโดสเทอโรน (Aldosterone) 4. ทอรวม (Collecting Duct) เปนบริเวณที่มีการดูดน้ํากลับเขาสูรางกายภายใตการควบคุมของ ฮอรโมน ADH จากตอมใตสมองและเปนแหลงรวมของเหลวที่เกิดจากการทํางานของหนวยไตซึ่งสุดทายแลวจะ กลายเปนปสสาวะกอนที่จะสงตอไปยังกรวยไต
  • 17. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (17) ภาพโครงสรางของหนวยไต ภาพลักษณะและตําแหนงของไตในรางกายคน กลไกการผลิตปสสาวะของหนวยไตประกอบดวย 2 กระบวนการดังนี้ การกรองสารที่โกลเมอรูลัส (Glomerulus Filtration) การดูดสารกลับเขาสูรางกาย (Reabsorption) บริเวณทอหนวยไต ผนังของกลุมหลอดเลือดฝอย “โกลเมอรูลัส” มีคุณสมบัติพิเศษในการยอมใหสารโมเลกุลเล็กที่มีอยู ในเลือดเชนน้ําแรธาตุวิตามินยูเรียกรดยูริกกลูโคสและ กรดอะมิโนผาน สวนสารโมเลกุลใหญโดยปกติแลวจะไม สามารถผานไปไดเชนเม็ดเลือดแดงโปรตีนขนาด ใหญและไขมันการกรองสารบริเวณนี้จะอาศัยแรงดัน เลือดเปนสําคัญโดยวันหนึ่งๆจะมีการกรองสารได ประมาณ 180 ลิตร (180 ลูกบาศกเดซิเมตร) การดูดสารกลับเขาสูกระแสเลือดเกิดขึ้นที่ทอ ของหนวยไตซึ่งมีหลอดเลือดฝอยพันลอมรอบทออยู โดยใชวิธีแอกทีฟทรานสปอรต (Active Transport) พาสซีฟทรานสปอรต (Passive Transport) และพิโน- ไซโทซิส(Pinocytosis) วันหนึ่งๆรางกายจะมีการดูด สารกลับประมาณ 178.5 ลิตร (178.5 ลูกบาศก- เดซิเมตร)แอนติไดยูเรติกฮอรโมน (Antidiuretic Hormone; ADH) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งวาวาโซเพรสซิน (Vasopressin) เปนฮอรโมนสําคัญที่ทําหนาที่กระตุน การดูดน้ํากลับเขาสูรางกายบริเวณทอรวมของหนวยไต มานีกับมานะปวดฉี่!!!!! (เติมขอมูลใหเด็กชายมานะหนอยนะครับ) มานีดื่มน้ํามาก มานีฉี่เยอะ ฉี่มานีเขมขนนอย ADH ดูดน้ํากลับมาก มานะดื่มน้ํานอย
  • 18. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (18)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในรางกายคน รูหรือไม เอนไซม (Enzyme) ภายในเซลลหรือรางกายจะไมสามารถทํางานไดถารางกาย มีการเปลี่ยนแปลงความเปนกรด-เบสมากๆ ดังนั้นรางกายจึงมีกลไกรักษาดุลยภาพ ของกรด-เบส ดังนี้ การเพิ่มหรือลดอัตราการหายใจ ถา CO2 ในเลือดมีปริมาณมากจะสงผลใหศูนยควบคุมการหายใจซึ่งคือสมองสวนเมดัลลาออบลองกาตา (Medulla Oblongata) สงกระแสประสาทไปควบคุมใหกลามเนื้อกะบังลมและกลามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงทํางาน มากขึ้นเพื่อจะไดหายใจออกถี่ขึ้นทําใหปริมาณ CO2 ในเลือดลดลงและเมื่อ CO2 ในเลือดมีปริมาณนอยจะไปยับยั้ง Medulla Oblongata ซึ่งจะมีผลใหกลามเนื้อกะบังลมและกลามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงทํางานนอยลง ภาพโครงสรางสมองของคน ระบบบัฟเฟอร (Buffer) คือระบบที่ทําใหเลือดมีคา pH คงที่แมวาจะมีการเพิ่มของสารที่มีฤทธิ์เปนกรด หรือเบสก็ตามสารที่เปนบัฟเฟอรในเลือดไดแก 1. ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ในเม็ดเลือดแดง 2. โปรตีน (Protein) ในพลาสมาเชนอัลบูมินโกลบูลิน การควบคุมกรดและเบสของไต ไต (Kidneys) สามารถปรับระดับกรดหรือเบสออกทางปสสาวะไดมากสามารถแกไข pH ที่เปลี่ยนแปลงไป มากใหเขาสูภาวะปกติ (สมดุล) ไดแตใชเวลานาน
  • 19. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (19) การรักษาดุลยภาพของน้ําและแรธาตุในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ การรักษาดุลยภาพของน้ําและแรธาตุในรางกายของสิ่งมีชีวิตเกี่ยวของกับแรงดันออสโมติก(Osmotic Pressure) โดยสิ่งมีชีวิตแตละชนิดมีกลไกการรักษาสมดุลของน้ําและแรธาตุในรางกาย พารามีเซียม (Paramecium) ใช Contractile Vacuole รักษาสมดุลของน้ําในเซลล นกทะเล ใช ตอมนาสิก หรือ ตอมเกลือ (Nasal Salt Glands) รักษาสมดุลของเกลือในรางกาย สัตวทะเลชนิดอื่นๆ (Osmotic Pressure ของของเหลวในรางกายใกลเคียงกับน้ําทะเลจึงไมตองมีกลไก ในการปรับสมดุลเหมือนปลาทะเล)
  • 20. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (20)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 หนานี้มวยคูเอก รุน heavyweight ลุย!!!!! ปลาน้ําเค็ม ปลาน้ําจืด VS แผนภาพแสดงการรักษาสมดุลของน้ําของปลาน้ําเค็มและปลาน้ําจืด ปลาน้ําเค็ม (Osmotic Pressure ของของเหลวใน รางกายนอยกวาน้ําทะเล) กลไกการรักษาสมดุลคือ • มีผิวหนังและเกล็ดปองกันน้ําซึมออก • ขับปสสาวะนอยและปสสาวะมีความเขมขนสูง • มีเซลลซึ่งอยูบริเวณเหงือกทําหนาที่ขับแรธาตุ สวนเกินออกโดยวิธีแอกทีฟทรานสปอรต (Active Transport) • ขับแรธาตุสวนเกินออกทางทวารหนัก ปลาน้ําจืด (Osmotic Pressure ของของเหลวใน รางกายมากกวาน้ําจืด) กลไกการรักษาสมดุลคือ • มีผิวหนังและเกล็ดปองกันน้ําซึมเขา • ขับปสสาวะมากและปสสาวะเจือจาง • มีโครงสรางพิเศษที่เหงือกทําหนาที่ดูดแรธาตุ กลับคืนสูรางกาย การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิรางกายของสัตว สัตวแบงออกเปน 2 ประเภทตามการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของรางกายดังนี้ 1. สัตวเลือดเย็น (Poikilothermic Animal/Ectotherm) หมายถึง สัตวที่มีอุณหภูมิรางกายไมคงที่ เพราะจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของสิ่งแวดลอมภายนอก ตัวอยางเชน ไสเดือนดิน หอย แมลง ปลา สัตวสะเทินน้ําสะเทินบกและสัตวเลื้อยคลาน 2. สัตวเลือดอุน (Homeothermic Animal/Endotherm) หมายถึง สัตวที่มีกลไกรักษาอุณหภูมิ รางกายใหคงที่ไมเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของสิ่งแวดลอม ไดแก สัตวปก และสัตวเลี้ยงลูกดวยน้ํานม
  • 21. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (21) กราฟแสดงอุณหภูมิของรางกายของสัตวเลือดเย็นและสัตวเลือดอุน หนุมหลอ แบบไทยๆ ถูกใจสาวๆ มั้ยจะ รอนๆ หนาวๆ แลวหละสิ คริคริ!! ภาพกลไกการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิรางกายของสัตวเลือดอุน VS
  • 22. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (22)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 STATION IV ภูมิคุมกันรางกาย ภูมิคุมกัน (Immunity) คือความสามารถของรางกายในการตอตานและกําจัดจุลินทรียเชนแบคทีเรียหรือ สิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ที่เขาสูรางกายภูมิคุมกันรางกายแบงออกเปน 2 ประเภทดังนี้ 1. ภูมิคุมกันที่มีมาแตกําเนิด (Innate Immunity) ซึ่งประกอบดวยกลไกภูมิคุมกันรางกาย 2 ดาน ตามลําดับดังนี้ 1.1 ระบบปกคลุมรางกาย (ผิวหนัง) จัดเปนภูมิคุมกันดานแรกสุดของรางกาย 1.2 ภูมิคุมกันแบบไมจําเพาะ (Nonspecific Immunity) เปนภูมิคุมกันดานที่สองของรางกาย 2. ภูมิคุมกันที่เกิดขึ้นหลังกําเนิด (Acquired Immunity) ซึ่งเปนภูมิคุมกันดานที่สาม (ดานสุดทาย) ของรางกายและจัดเปนภูมิคุมกันแบบจําเพาะ (Specific Immunity) 1. ภูมิคุมกันที่มีมาแตกําเนิด (Innate Immunity) 1.1 ระบบปกคลุมรางกาย (ผิวหนัง) - ตอมผลิตน้ํามันและตอมเหงื่อจะหลั่งสารชวยทําใหผิวหนังมีคา pH 3-5 ซึ่งสามารถยับยั้ง การเจริญเติบโตของจุลินทรียหลายชนิดได - เหงื่อน้ําตาและน้ําลายมีไลโซไซม (Lysozyme) ซึ่งสามารถทําลายแบคทีเรียบางชนิดได - ผิวหนังเปนแหลงที่อยูของแบคทีเรียและเชื้อราที่ไมกอใหเกิดโรคซึ่งชวยปองกันไมให แบคทีเรียที่กอใหเกิดโรคเขาไปในรางกายไดงาย - ผนังดานในของอวัยวะทางเดินอาหารอวัยวะหายใจและอวัยวะขับถาย (ปสสาวะ) ประกอบดวย เซลลที่สามารถสรางเมือก (Mucus) เพื่อดักจับจุลินทรียไดรวมถึงกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหารก็สามารถ ทําลายแบคทีเรียบางชนิดได 1.2 ภูมิคุมกันแบบไมจําเพาะ (Nonspecific Immunity) - เม็ดเลือดขาว 3 ชนิดที่เกี่ยวของกับระบบภูมิคุมกันแบบไมจําเพาะมีดังนี้ 1. นิวโทรฟล (Neutrophil) 2. แมโครฟาจ (Macrophage) 3. Natural Killer Cell (NK Cell) - การอักเสบเกิดโดยการหลั่งสารฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งจะทําใหเลือดไหลไปยังบริเวณที่ อักเสบมากขึ้นรวมทั้งหลอดเลือดฝอยบริเวณดังกลาวจะยอมใหสารตางๆ ผานเขาออกไดมากขึ้น - การเปนไข (Fever) จะไปกระตุนการทํางานของเม็ดเลือดขาวกลุมฟาโกไซต (Phagocyte) เพื่อไปยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรียนั้นๆ - อินเทอรเฟอรอน (Interferon) จะปองกันการติดเชื้อจากไวรัสโดยการทําลาย RNA ของ ไวรัสชนิดนั้นๆ
  • 23. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (23) 2. ภูมิคุมกันที่เกิดขึ้นหลังกําเนิด (Acquired Immunity) ภูมิคุมกันแบบจําเพาะ (Specific Immunity) - เปนการทํางานของเม็ดเลือดขาวกลุมลิมโฟไซต (Lymphocyte) โดยการสรางแอนติบอดี (Antibody) ซึ่งเปนสารประเภทโปรตีนขึ้นมาตอตานเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม (Antigen) ที่เขาสูรางกาย - เม็ดเลือดขาวกลุมลิมโฟไซต (Lymphocyte) มีตัวรับอยูบริเวณเยื่อหุมเซลลซึ่งสามารถจดจําชนิด ของแอนติเจนไดและทําใหเกิดภูมิคุมกันแบบจําเพาะ - อวัยวะที่สงเสริมระบบภูมิคุมกันแบบจําเพาะ ประกอบดวย อวัยวะน้ําเหลืองปฐมภูมิและอวัยวะ น้ําเหลืองทุติยภูมิ อวัยวะน้ําเหลืองปฐมภูมิทําหนาที่สรางเซลลเม็ดเลือดขาว ไดแก • ไขกระดูก (Bone Marrow) • ตอมไทมัส (Thymus) อวัยวะน้ําเหลืองทุติยภูมิทําหนาที่กรองแอนติเจน (จุลินทรียตางๆ เชนแบคทีเรีย) ไดแก • มาม (Spleen) • ตอมน้ําเหลือง (Lymph Node) • เนื้อเยื่อน้ําเหลืองที่เกี่ยวของกับการสรางเมือก (Mucosal-Associated Lymphoid Tissue ; MALT) ไดแก ตอมทอนซิลไสติ่งและกลุมเซลลฟอลลิเคิลในชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยูดานใตของชั้นเนื้อเยื่อสรางเมือก ภูมิคุมกันแบบจําเพาะแบงออกเปน 2 ประเภทตามแหลงที่มาของแอนติบอดีไดแก 1. ภูมิคุมกันกอเอง (Active Immunity) หมายถึง ภูมิคุมกันที่เกิดจากรางกายสรางแอนติบอดี (Antibody) ขึ้นมาเอง โดยเปนภูมิคุมกันระยะยาวซึ่งถูกกระตุนจากปจจัยตอไปนี้ - การฉีดวัคซีนปองกันโรคตางๆ - การฉีกทอกซอยด (Toxoid) ปองกันโรคบางชนิด - การคลุกคลีหรือใกลชิดกับบุคคลที่เปนโรคนั้นๆ ประเภทของวัคซีน วัคซีนแบงออกเปน 3 ประเภทตามวัตถุดิบดังนี้ 1) เชื้อโรคที่ตายแลว 2) เชื้อโรคที่ถูกทําใหออนฤทธิ์ลง 3) สารพิษจากเชื้อโรค (Toxoid) ซึ่งถูกทําใหหมดสภาพความเปนพิษแลว 2. ภูมิคุมกันรับมา (Passive Immunity) หมายถึง ภูมิคุมกันที่เกิดจากรางกายรับแอนติบอดี (Antibody) จากภายนอกเขามา เพื่อตอตานเชื้อโรคที่เขาสูรางกายไดทันทีและเปนภูมิคุมกันในระยะสั้นตัวอยางภูมิคุมกันรับมาเชน - การฉีดเซรุมเพื่อรักษาโรคบางชนิดเชนเซรุมปองกันโรคพิษสุนัขบา - การดื่มน้ํานมแมของทารก - การไดรับภูมิคุมกันจากแมของทารกที่อยูในครรภ
  • 24. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (24)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 ระบบน้ําเหลือง (Lymphatic System) หนาที่ของระบบน้ําเหลือง 1. นําของเหลวที่อยูระหวางเซลลกลับเขาสูระบบหมุนเวียนเลือด 2. ดูดซึมสารอาหารประเภทไขมันบริเวณลําไสเล็ก 3. เปนสวนหนึ่งของระบบภูมิคุมกันรางกาย สวนประกอบของระบบน้ําเหลืองไดแก 1. น้ําเหลือง 2. หลอดน้ําเหลือง 3. อวัยวะน้ําเหลืองแบงออกเปน 2 ประเภทดังนี้ 3.1 อวัยวะน้ําเหลืองปฐมภูมิไดแกไขกระดูกและตอมไทมัส 3.2 อวัยวะน้ําเหลืองทุติยภูมิไดแกมามตอมน้ําเหลืองและตอมทอนซิล 1. น้ําเหลือง (Lymph) คือของเหลวไมมีสีที่ซึมผานผนังหลอดเลือดฝอยออกมาอยูบริเวณชองวาง ระหวางเซลลซึ่งของเหลวดังกลาวจะเคลื่อนที่เขาสูหลอดน้ําเหลืองตอไปน้ําเหลืองมีสวนประกอบคลายคลึงกับ เลือดแตมีจํานวนและปริมาณโปรตีนนอยกวารวมทั้งไมมีเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือด ทิศทางของน้ําเหลือง น้ําเหลืองจะเขาสูหัวใจหองบนขวารวมกับเลือดเสียจากสวนตางๆ ของรางกายซึ่งการไหลเวียนของ น้ําเหลืองภายในหลอดน้ําเหลืองจะอาศัยการหดตัวของกลามเนื้อที่อยูรอบๆ โดยภายในหลอดน้ําเหลืองจะมีลิ้นกั้น เพื่อควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของน้ําเหลืองใหไปในทิศทางเดียวกัน ภาพแสดงระบบน้ําเหลืองของมนุษย (Lymphatic System of Humam)
  • 25. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (25) 2. หลอดน้ําเหลือง (Lymphatic Vessels) หลอดน้ําเหลืองมีหลายขนาดเปนหลอดที่มีปลายดานหนึ่งตันหลอดน้ําเหลืองบริเวณอก (ThoracicDuct) จะมีขนาดใหญที่สุดทําหนาที่ลําเลียงน้ําเหลืองไปยังหลอดเลือดดําบริเวณไหปลารา (Subclavian Vein) เพื่อสง เขาสูหลอดเลือดดําใหญ (Vena Cava) ตอไป 3. อวัยวะน้ําเหลือง (Lymphoid Organs) แบงออกเปน 2 ประเภทดังนี้ 3.1 อวัยวะน้ําเหลืองปฐมภูมิไดแกไขกระดูกและตอมไทมัส 1. ไขกระดูก (Bone Marrow) เปนเนื้อเยื่อที่อยูในโพรงกระดูกทําหนาที่สรางเซลลเม็ดเลือด ขาวและเม็ดเลือดแดงรวมทั้งเกล็ดเลือดดวย 2. ตอมไทมัส (Thymus) เปนอวัยวะน้ําเหลืองที่เปนตอมไรทอ (สรางฮอรโมนได) อยูตรงทรวง อกรอบหลอดเลือดเอออรตา (Aorta) ตอมไทมัสมีหนาที่ดังนี้ สรางและพัฒนาเซลลเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต (Lymphocyte) : ลิมโฟไซตที่ไทมัสไมสามารถ ตอสูกับเชื้อโรคที่เขาสูรางกายไดแตเมื่อโตเต็มที่จะเขาสูระบบหมุนเวียนเลือดเพื่อไปยังอวัยวะน้ําเหลืองอื่นๆ และ สามารถตอสูกับเชื้อโรคได 3.2 อวัยวะน้ําเหลืองทุติยภูมิ ไดแก มาม ตอมน้ําเหลือง และตอมทอนซิล 1. มาม (Spleen) เปนอวัยวะน้ําเหลืองที่มีขนาดใหญที่สุดมีลักษณะนุมสีมวงอยูในชองทอง ดานซายใตกะบังลมติดกับดานหลังของกระเพาะอาหารภายในมามมีแมโครฟาจ (Macrophage) และเม็ดเลือด แดงอยูเปนจํานวนมาก มามมีหนาที่ดังนี้ - กรองจุลินทรีย (แบคทีเรีย) และสิ่งแปลกปลอมออกจากเลือด - สรางและทําลายเซลลเม็ดเลือดขาว - ทําลายเซลลเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุแลว - เปนอวัยวะเก็บสํารองเลือดไวใชในยามฉุกเฉินเชนภาวะที่รางกายสูญเสียเลือดมาก 2. ตอมน้ําเหลือง (Lymph Node) มีลักษณะคอนขางกลมมีหลากหลายขนาดกระจายตัวอยู ภายในหลอดน้ําเหลืองทั่วรางกายพบมากตามบริเวณคอรักแรและขาหนีบเปนตนซึ่งภายในตอมน้ําเหลืองจะพบ เซลลเม็ดเลือดขาวอยูรวมกันเปนกระจุกมีลักษณะคลายฟองน้ํา ตอมน้ําเหลืองมีหนาที่ดังนี้ - กรองเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมออกจากน้ําเหลือง - ทําลายแบคทีเรียและไวรัส 3. ตอมทอนซิล (Tonsils) มีหนาที่ปกปองไมให เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเขาสูหลอดอาหารและกลองเสียง ซึ่งมี อยู 3 บริเวณดังนี้ 3.1 ตอมทอนซิลบริเวณเพดานปาก 3.2 ตอมทอนซิลบริเวณคอหอย 3.3 ตอมทอนซิลบริเวณลิ้น ภาพแสดงตําแหนงของตอมทอนซิลในมนุษย
  • 26. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (26)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 STATION V การแบงเซลล วัฏจักรของเซลล (Cell Cycle) วัฏจักรของเซลล คือ วงจรการเจริญเติบโตและการแบงเซลลเพื่อสรางเซลลรุนใหมขึ้นมาทดแทนเซลล รุนเกาที่หมดอายุขัยหรือเสียหายไป ซึ่งพบในการแบงเซลลแบบไมโทซิสเทานั้น วัฏจักรของเซลลประกอบดวย 3 ระยะใหญไดแก 1. ระยะอินเตอรเฟส (Interphase) มี 3 ระยะยอยตามลําดับดังนี้ 1.1 G1 1.2 S 1.3 G2 2. ระยะไมโทซิส (Mitosis) มี 4 ระยะยอยตามลําดับดังนี้ 2.1 โพรเฟส (Prophase) 2.2 เมทาเฟส (Metaphase) 2.3 แอนาเฟส (Anaphase) 2.4 เทโลเฟส (Telophase) 3. ระยะแบงไซโทพลาซึม (Cytokinesis) แผนภาพแสดงวัฏจักรเซลล
  • 27. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 ____________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (27) วัฏจักรของเซลลสัตว(การแบงเซลลแบบไมโทซิสMitosis) ระยะอินเตอรเฟส (Interphase) โพรเฟส (Prophase) เมทาเฟส (Metaphase) แอนาเฟส (Anaphase) เทโลเฟส (Telophase) ระยะแบงไซโทพลาซึม (Cytokinesis) -โครมาทิน(แตละหนวย) จําลองตัวเองขึ้นมา อีก1Copyทําให โครมาทินแตละหนวย ประกอบดวย2โคร- มาทิด -เซนทริโอล(ในเซลล สัตว)จําลองตัวเอง ขึ้นมาอีก1คู -โครมาทินขดสั้นอัด แนนเห็นเปนแทง ชัดเจนเรียกวา โครโมโซม -เยื่อหุมนิวเคลียสและ นิวคลีโอลัสสลายไป ไมปรากฏใหเห็น -เซนทริโอลเคลื่อนที่ ออกจากกันเพื่อไปยัง ขั้วเซลลและมีการ สรางเสนใยสปนเดิล โครโมโซมแตละแทงมา เรียงตัวในแนวกึ่งกลาง เซลลโดยมีเสนใยสปน เดิลยึดจับตรงตําแหนง เซนโทรเมียรของ โครโมโซม โครมาทิดของโครโมโซม แตละแทงถูกเสนใย สปนเดิลดึงใหแยกออก จากกันเพื่อไปยังขั้ว เซลล -เยื่อหุมเซลล(สัตว) จะคอดเขาหากัน -เยื่อหุมนิวเคลียส ปรากฏใหเห็น การแบงเซลลเสร็จ สมบูรณโดยเกิด2เซลล ลูกตอ1เซลลแมและ จํานวนโครโมโซมใน เซลลลูกเทากับเซลลแม ซึ่งโครโมโซมจะคลายตัว กลายเปนเสนใยโครมาทิน ดังเดิม ตารางแสดงการแบงเซลลแบบไมโทซิสของเซลลสัตว
  • 28. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (28) _____________________________โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 การแบงเซลลแบบไมโอซิส(Meiosis) การแบงแบบไมโอซิสมีวัตถุประสงคเพื่อลดจํานวนโครโมโซมและปริมาณดีเอ็นเอ(DNA)ของเซลลใหมที่จะเกิดขึ้นใหเหลือเปนครึ่งหนึ่งของจํานวนโครโมโซม และปริมาณดีเอ็นเอในเซลลเริ่มตนในสัตวจะพบการแบงเซลลแบบไมโอซิสที่อัณฑะและรังไขสวนในพืชดอกจะพบการแบงเซลลแบบไมโอซิสที่อับเรณูและรังไข การแบงเซลลแบบไมโอซิสมีการแบงนิวเคลียส2ครั้งตอเนื่องกันคือไมโอซิสIและไมโอซิสII ไมโอซิสIเปนขั้นตอนของการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรม(ยีน)ระหวางโฮโมโลกัสโครโมโซม(HomologousChromosome)และในระยะทายสุดของ ไมโอซิสIจะไดเซลลลูก2เซลลตอ1เซลลแมซึ่งจํานวนโครโมโซมและปริมาณดีเอ็นเอในเซลลลูกจะลดลงเหลือเปนครึ่งหนึ่งของเซลลแม ไมโอซิสIIเปนขั้นตอนตอเนื่องจากไมโอซิสIโดยเซลลลูกที่เกิดขึ้นในระยะไมโอซิสIจะเขาสูการแบงนิวเคลียสครั้งที่2ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของ นิวเคลียสและโครโมโซมในระยะนี้จะคลายคลึงกับการแบงเซลลแบบไมโทซิสแตตางกันตรงที่โครโมโซมในแตละเซลลจะไมมีคูเหมือน(Homologous)อยูและเมื่อ สิ้นสุดการแบงเซลลในระยะไมโอซิสIIจะไดเซลลลูกทั้งหมด4เซลลที่มีขอมูลทางพันธุกรรมแตกตางกัน ตารางแสดงการแบงเซลลแบบไมโอซิสของเซลลสัตว
  • 29. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (29) ตารางเปรียบเทียบการแบงเซลลแบบไมโทซิสและไมโอซิส ลักษณะเปรียบเทียบ ไมโทซิส ไมโอซิส 1. วัตถุประสงคของการแบง เพื่อเพิ่มจํานวนเซลลในการเจริญเติบโต หรือซอมแซมสวนที่สึกหรอ เพื่อลดจํานวนโครโมโซม ในการสรางเซลลสืบพันธุ 2. จํานวนครั้งในการแบงนิวเคลียส 1 ครั้ง 2 ครั้ง 3. จํานวนเซลลลูกที่ไดตอ 1 เซลลแม 2 เซลล 4 เซลล 4. จํานวนโครโมโซมในนิวเคลียสของ เซลลลูก เทาเซลลแม เปนครึ่งหนึ่งของเซลลแม 5. ปริมาณดีเอ็นเอ (สารพันธุกรรม) เทาเซลลแม เปนครึ่งหนึ่งของเซลลแม 6. ขอมูลทางพันธุกรรมของเซลลลูก เหมือนกับเซลลแมทุกประการ แตกตางจากเซลลแม 7. ตัวอยางแหลงที่พบ ผิวหนัง, กระเพาะอาหาร, ไขกระดูก, บริเวณเนื้อเยื่อเจริญ ของพืช (ปลายยอดปลายราก) อัณฑะ, รังไขของคน, อับเรณู และรังไขของพืชดอก เนนๆ ย้ําๆ ของการแบงเซลลแบบไมโทซิส 1. ไมโทซิสจะเกิดขึ้นเมื่อรางกายตองการซอมแซมเนื้อเยื่อสวนที่สึกหรอจากการเกิดบาดแผลตางๆ หรือจากการสิ้นอายุขัยของเซลล 2. อวัยวะสําคัญที่มีการแบงเซลลแบบไมโทซิสอยูเสมอไดแกผิวหนังกระเพาะอาหารไขกระดูก เนนๆ ย้ําๆ ของการแบงเซลลแบบไมโอซิส 1. ครอสซิงโอเวอร (Crossing Over) เปนกระบวนการแลกเปลี่ยนยีน (สารพันธุกรรม) ระหวาง โฮโมโลกัสโครโมโซม (Homologous Chromosome) ซึ่งจะเกิดขึ้นในระยะโพรเฟส I ของไมโอซิส ภาพการเกิดครอสซิงโอเวอรของโฮโมโลกัสโครโมโซมและผลที่เกิดขึ้น 2. ครอสซิงโอเวอรเปนกระบวนการที่ทําใหเกิดความหลากหลายทางพันธุกรรมของเซลลสืบพันธุ ซึ่งจะนําไปสูความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
  • 30. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (30)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 STATION VI การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม คําศัพทที่เกี่ยวของกับการศึกษาการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 1. ยีน (Gene) หมายถึง หนวยควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมตางๆ ของสิ่งมีชีวิตซึ่งอยูเปนคู และจะ ถายทอดจากพอแมไปสูลูกโดยในทางพันธุศาสตรไดมีการกําหนดสัญลักษณแทนยีนไวหลายแบบ เชน TT Aa mm เปนตน 2. แอลลีล (Allele) หมายถึง แบบของยีนแตละยีนที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม 3. โฮโมไซกัสยีน (Homozygous Gene) หมายถึง คูของยีนที่เหมือนกันอยูในตําแหนงเดียวกันบน โฮโมโลกัสโครโมโซมเพื่อควบคุมลักษณะของสิ่งมีชีวิต เชน TT, tt, IAIA เปนตน โฮโมไซกัสยีน เรียกอีกอยางหนึ่งวา พันธุแท โฮโมไซกัสยีนแบงออกเปน 2 แบบดังนี้ 3.1 โฮโมไซกัสโดมิแนนท (Homozygous Dominance) หมายถึง คูของยีนเดนที่เหมือนกันอยู ดวยกันหรือเรียกวาเปนพันธุแทของลักษณะเดน เชน AA, TT เปนตัน 3.2 โฮโมไซกัสรีเซสซีฟ (Homozygous Recessive) หมายถึง คูของยีนดอยที่เหมือนกันอยูดวยกัน หรือเรียกวาเปนพันธุแทของลักษณะดอย เชน aa, tt เปนตน 4. เฮเทอโรไซกัสยีน (Heterozygous Gene) หมายถึง คูของยีนที่ตางกันอยูในตําแหนงเดียวกันบน โฮโมโลกัสโครโมโซมเพื่อควบคุมลักษณะของสิ่งมีชีวิต เชน Tt, Rr เปนตนเฮเทอโรไซกัสยีนเรียกอีกอยางหนึ่งวา พันทาง 5. ลักษณะเดน (Dominance หรือ Dominant Trait) หมายถึง ลักษณะที่แสดงออกมาเมื่อมีแอลลีลเดน เพียง 1 แอลลีล ซึ่งจะพบในเฮเทอโรไซกัสหรือเมื่อมีแอลลีลเดน 2 แอลลีลซึ่งจะพบในโฮโมไซกัสโดมิแนนท (Homozygous Dominance) 6. ลักษณะดอย (Recessive Trait) หมายถึง ลักษณะที่ถูกขมเมื่ออยูในรูปของเฮเทอโรไซกัสแตจะ แสดงออกเมื่ออยูในรูปของโฮโมไซกัสรีเซสซีฟ (Homozygous Recessive) 7. ฟโนไทป (Phenotype) หมายถึง ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่สามารถสังเกตไดดวยประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง) เชน สีผิวของคน จํานวนชั้นของหนังตา ลักษณะของเสนผม หมูเลือด เปนตน 8. จีโนไทป (Genotype) หมายถึง รูปแบบของคูยีน (คูแอลลีล) หรือกลุมยีนที่ควบคุมฟโนไทปตางๆ เชน จีโนไทปที่ควบคุมความยาวของลําตนถั่วมีได 3 แบบ ไดแก TT, Tt และ tt 9. เซลลรางกาย (Somatic Cells) หมายถึง เซลลที่เปนสวนประกอบของเนื้อเยื่อและอวัยวะตางๆ ภายในรางกาย (ยกเวน เซลลสืบพันธุ) เชน เซลลหัวใจ เซลลตับ เซลลเม็ดเลือดขาว เปนตน ซึ่งโดยทั่วไปเปน เซลลที่มีจํานวนโครโมโซมภายในนิวเคลียสเทากับ 2n (2 ชุดโครโมโซม) 10.เซลลสืบพันธุ (Sex Cells) หมายถึง เซลลที่จะเกิดการปฏิสนธิในกระบวนการสืบพันธุ เชน อสุจิ (Sperm) ไข (Egg Cell) เปนตน มีโครโมโซมเทากับ n (1 ชุดโครโมโซม) 11.โครโมโซมรางกายหรือออโตโซม (Autosome) เปนโครโมโซมที่เกี่ยวของกับการควบคุมลักษณะทั่วไป ของรางกายซึ่งไมเกี่ยวของกับเพศ 12.โครโมโซมเพศ (Sex Chromosome) เปนโครโมโซมที่กําหนดเพศและเกี่ยวของกับการควบคุมลักษณะ ที่เกี่ยวเนื่องกับเพศ
  • 31. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (31) ยีน โครโมโซม ดีเอ็นเอ ตองรู!! ยีน (gene) คือ สวนหนึ่งของสายดีเอ็นเอ (DNA Segment) ที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะของสิ่งมีชีวิต โครโมโซม (chromosome) คือ โครงสรางที่อยูภายในนิวเคลียสประกอบดวย DNA และโปรตีน ภาพแสดงตําแหนงของยีนในสายดีเอ็นเอ ภาพแสดงองคประกอบของโครโมโซม
  • 32. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (32)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 ภาพแสดงรูปรางของโครโมโซม คารีโอไทป (karyotype) คือ การศึกษาโครโมโซมโดยใชภาพของโครโมโซมในระยะเมตาเฟส ของไมโตซิส มาเรียงกันตามความยาวและตําแหนงของเซนโตรเมียร โดยมากจะเรียงจากใหญสุดไปจนถึงเล็กสุด ภาพแสดงคารีโอไทปของมนุษยเพศชาย
  • 33. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (33) ดีเอ็นเอ (DNA) หมายถึง สารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต และบางสวนของ DNA แตละโมเลกุลทําหนาที่ เปนยีน (Gene) คือสามารถควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตได DNA เปนกรดนิวคลีอิกชนิดหนึ่งมีโครงสรางเปนพอลิเมอร (Polymer) สายยาวประกอบดวยมอนอเมอร (Monomer) ที่เรียกวา นิวคลีโอไทด ซึ่งแตละนิวคลีโอไทดของดีเอ็นเอ ประกอบดวยสาร 3 ชนิดดังตอไปนี้ 1. น้ําตาลเพนโทส (Pentose) ที่มีชื่อวาน้ําตาลดีออกซีไรโบส (Deoxyribose) 2. ไนโตรจีนัสเบส (Nitrogenous Base หรือ N-Base) มีโครงสรางเปนวงแหวน (Ring) แบงออกเปน 2 ประเภทดังนี้ 2.1 เบสเพียวรีน (Purine) มี 2 ชนิด คือ กวานีน (Guanine) และอะดีนีน (Adenine) 2.2 เบสไพริมิดีน (Pyrimidine) มี 2 ชนิด คือ ไซโทซีน (Cytosine) และไทมีน (Thymine) 3. หมูฟอสเฟต (Phosphate Group) เบสทั้ง 4 ชนิดที่พบในสายเกลียวคู DNA จะอยูกันเปนคูๆ โดยมีพันธะไฮโดรเจน ยึดเหนี่ยวกันไวดังนี้ A คู T ยึดกันดวย 2 พันธะไฮโดรเจน ภาพแสดงสารที่เปนองคประกอบของนิวคลีโอไทด (ไมใช พันธะคู (double bond)) C คู G ยึดกันดวย 3 พันธะไฮโดรเจน (ไมใช พันธะสาม (triple bond)) ภาพซายแสดงสายดีเอ็นเอ ภาพขวาแสดงเบสชนิดตาง
  • 34. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (34)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 RNA ของแถม สายพอลิเมอรของนิวคลีโอไทด (Nucleotide) สายเดี่ยว (Single Strand) ทําหนาที่เหมือนแมแบบ (Template) สําหรับแปลขอมูลจากยีนไปเปนขอมูลในโปรตีน แลวขนยายกรดอะมิโนเขาไปในออรแกเนลลไรโบโซม (Ribosome) ของเซลล เพื่อผลิตโปรตีน และแปลรหัส (Translation) เปนขอมูลในโปรตีน ชนิดของ อารเอ็นเอ (RNA) มีทั้งหมด 3 ชนิด คือ 1. เอ็มอารเอ็นเอ หรือ เมสเซนเจอร อารเอ็นเอ (messenger RNA, mRNA) 2. ทีอารเอ็นเอ หรือ ทรานสเฟอร อารเอ็นเอ (transfer RNA, tRNA) 3. อารอารเอ็นเอ หรือ ไรโบโซมอล อารเอ็นเอ (ribosomal RNA, rRNA) ภาพแสดงสายmRNA ตารางเปรียบเทียบองคประกอบของ RNA และ DNA ของเซลลยูคาริโอต ขอมูลเปรียบเทียบ DNA RNA ตําแหนงที่พบ ในนิวเคลียส ในไซโทพลาสซึมและในนิวเคลียส จํานวนสายโพลีนิวคลีโอไทด 2 1 น้ําตาล deoxyribose ribose ไนโตรจีนัสเบส A G C T A G C U หมายเหตุ ทั้ง DNA และ RNA มีหมูฟอสเฟตเหมือนกันจา
  • 35. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (35) การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม : จากรุนสูรุน ภาพวงจรชีวิตของมนุษย ความแปรผันทางพันธุกรรม (Genetic Variation) สามารถจําแนกไดเปน 2 ประเภท คือ 1. ลักษณะทางพันธุกรรมที่มีความแปรผันตอเนื่อง (Continuous Variation) เปนลักษณะทางพันธุกรรม ที่ไมสามารถแยกความแตกตางไดอยางชัดเจน เชน สีผิว ความสูง น้ําหนัก ไอคิวของคน ลักษณะเหลานี้ ถูกควบคุมดวยยีนหลายคู ยีนจึงมีอิทธิพลตอการควบคุมลักษณะดังกลาวนอย แตสิ่งแวดลอมจะมีอิทธิพลมาก 2. ลักษณะทางพันธุกรรมที่มีความแปรผันไมตอเนื่อง (Discontinuous Variation) เปนลักษณะทาง พันธุกรรมที่มีความแตกตางกันอยงชัดเจน เชน ความสามารถในการหอลิ้น จํานวนชั้นของตา การถนัดมือขวา หรือมือซาย
  • 36. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (36)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 แผนภาพแสดงลักษณะทางพันธุกรรมที่มีความแปรผันแบบไมตอเนื่อง แผนภาพแสดงลักษณะทางพันธุกรรมที่มีความแปรผันแบบไมตอเนื่องและแบบตอเนื่อง
  • 37. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (37) กฎของเมนเดล (Mendel’s Law) เมนเดลทําการศึกษาการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของถั่วลันเตา จนสามารถสรุปเปนกฎ (Law) ที่ใช อธิบายกระบวนการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมได 2 ขอ ดังนี้ กฎขอที่ 1 กฎแหงการแยกตัว (Law of Segregation) สรุปไดจากการผสมโดยพิจารณา 1 ลักษณะ กฎแหงการแยกตัว มีใจความสําคัญสรุปไดดังนี้ ยีนที่อยูกันเปนคูจะแยกออกจากกันในระหวางกระบวนการ สรางเซลลสืบพันธุ (เกิดขึ้นในระยะแอนาเฟส I ของไมโอซิส) จึงทําใหเซลลสืบพันธุแตละเซลลมียีนควบคุม ลักษณะนั้นๆ เพียง 1 แอลลีล กฎขอที่ 2 กฎแหงการรวมกลุมอยางอิสระของยีน (Law of Independent Assortment) สรุปไดจากการ ผสมโดยพิจารณา 2 ลักษณะ กฎแหงการรวมกลุมอยางอิสระของยีน มีใจความสําคัญสรุปไดดังนี้ ยีนที่แยกออกจากคูของมันจะไป รวมกลุมอยางอิสระกับยีนอื่นๆ ที่แยกออกจากคูเชนเดียวกันเพื่อเขาไปอยูในเซลลสืบพันธุ ภาพประกอบการอธิบายกฎขอที่ 1 และ 2 ของเมนเดล
  • 38. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (38)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 การผสมโดยพิจารณาหนึ่งลักษณะ (Monohybrid Cross)&การผสมโดยพิจารณาสองลักษณ (Dihybrid Cross) การผสมโดยพิจารณาหนึ่งลักษณะ (Monohybrid Cross) คือ การผสมระหวางพอพันธุและแมพันธุ โดยพิจารณาลักษณะที่ตองการผสม 1 ลักษณะ เชน ตนแมพันธุดอกสีแดงผสมกับตนพอพันธุดอกสีขาว เปนตน การผสมโดยพิจารณาลักษณะเดียว (Dihybrid Cross) คือ การผสมระหวางพอพันธุและแมพันธุโดย พิจารณาลักษณะที่ตองการผสม 2 ลักษณะ ควบคูกัน เชน ตนสูงดอกสีมวงผสมกับตนเตี้ยดอกสีขาว (การผสมใน ตัวอยางพิจารณา 2 ลักษณะ คือ ลักษณะความสูงของลําตนและลักษณะของสีดอก) ลักษณะเดนแตละระดับ 1. ลักษณะเดนสมบูรณ (Complete Dominance) หมายถึง การแสดงออกของลักษณะเดนที่เกิดจาก การที่ยีนเดนสามารถขมการแสดงออกของยีนดอยได 100% ทําใหจีโนไทปที่เปนโฮโมไซกัสยีนของลักษณะเดน (Homozygous Dominance) และเฮเทอโรไซกัสยีนมีการแสดงออกของฟโนไทปที่เหมือนกัน ดอกสีแดง (RR) ดอกสีขาว (rr) ดอกสีแดง (Rr) ทั้งหมด ภาพการถายทอดลักษณะเดนแบบสมบูรณ แรงไมหยุด!! NOTE
  • 39. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (39) 2. ลักษณะเดนไมสมบูรณ (Incomplete Dominance) หมายถึง การแสดงออกของลักษณะเดน เปนไปไมเต็ม 100% ทั้งนี้เกิดจากการทํางานของยีนเดนรวมกับยีนดอยเพราะยีนเดนไมสามารถขมการแสดงออก ของยีนดอยได 100% จึงทําใหจีโนไทปที่เปนเฮเทอโรไซกัสมีลักษณะคอนไปทางโฮโมไซกัสของลักษณะเดน ดอกสีแดง (RR) ดอกสีขาว (rr) ดอกสีชมพู (Rr) ทั้งหมด ภาพการถายทอดลักษณะเดนแบบไมสมบูรณ 3. ลักษณะเดนรวมกัน (Co-Dominance) หมายถึง การแสดงออกของลักษณะใดลักษณะหนึ่งของ สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการทํางานรวมกันของยีนที่ควบคุมลักษณะเดนทั้งคู เนื่องจากไมสามารถขมกันและกันได เชน หมูเลือด AB ในคน ที่ถูกควบคุมโดยจีโนไทป IAIB เปนตน มัลติเปลแอลลีล (Multiple Allele) มัลติเปลแอลลีล คือ ยีนที่มีแอลลีลมากกวา 2 แบบขึ้นไป ซึ่งควบคุมลักษณะพันธุกรรมเดียวกัน ตัวอยางเชน หมูเลือดระบบ ABO มียีนควบคุมอยู 3 แอลลีล หมูเลือดระบบ ABO แอลลีล (Allele) ที่ควบคุมการแสดงออกของหมูเลือดระบบ ABO มีทั้งหมด 3 แบบดังนี้ IA, IB และ i ซึ่งหนาที่ของแอลลีลแตละแบบคือควบคุมการสรางแอนติเจนที่เยื่อหุมเซลลเม็ดเลือดแดง ตารางแสดงความสัมพันธระหวางหมูเลือด จีโนไทป แอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดแดง และแอนติบอดีในพลาสมา ของหมูเลือดระบบ ABO หมูเลือด จีโนไทป แอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดแดง แอนติบอดีในพลาสมา A IA IA หรือ IA i A B B IB IB หรือ IB i B A AB IA IB A และ B ไมมี O i i ไมมี A และ B
  • 40. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (40)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 การใหเลือด บุคคลที่เกี่ยวของกับการใหเลือด คือ ผูให (เลือด) และผูรับ (เลือด) ซึ่งในการใหเลือดผูที่มีความเสี่ยงตอ ชีวิตคือ ผูรับ เพราะถาเลือดของผูรับไมสามารถเขากับเลือดของผูใหไดจะทําใหเซลลเม็ดเลือดแดงของผูรับจับตัว กันเปนกลุมแลวตกตะกอนอุดตันหลอดเลือด ซึ่งจะนําไปสูการเสียชีวิตไดในที่สุด ดังนั้นผูใหและผูรับควรมีเลือดหมู เดียวกันจึงจะปลอดภัยที่สุด หลักการสําคัญในการใหและรับเลือดอยางปลอดภัย คือ แอนติเจน (Antigen) ของผูใหตองไมตรงกับ แอนติบอดี (Antibody) ของผูรับ ผูให → ผูรับ แผนผังแสดงการใหเลือดในระบบ ABO พอลิยีน (Polygene) พอลิยีน คือ กลุมของยีนหรือยีนหลายๆ คู ที่อยูบนโครโมโซมคูเดียวกัน หรือตางคูกัน (ก็ได) ทําหนาที่ รวมกันในการควบคุมลักษณะพันธุกรรมหนึ่งๆ ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเปนลักษณะที่ไมสามารถสังเกตเห็นความแตกตาง ไดอยางชัดเจน เชน ลักษณะสีผิวของคน ความสูง สติปญญา โดยการแสดงออกของลักษณะเหลานี้จะขึ้นอยูกับ อิทธิพลของสิ่งแวดลอมดวย การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกควบคุมโดยยีนดอยบนออโตโซม (Autosome) และ โครโมโซมเพศ (Sex Chromosome) ตัวอยางลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกควบคุมโดยยีนดอยบนออโตโซม 1. อาการผิวเผือก (Albino) 2. โรคทาลัสซีเมีย (Thalassemia) 3. โรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล (Sickle Cell Anemia) ตัวอยางลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกควบคุมโดยยีนดอยบนโครโมโซม X 1. โรคฮีโมฟเลีย (Hemophilia) 2. โรคตาบอดสี (Color Blindness) 3. โรคกลามเนื้อแขนขาลีบชนิดดูเชนน (Duchenne Muscular Dystrophy) 4. โรค G-6-PD เทคนิคการจําจา!!! O ใจดี AB ใจราย O ผูใหสากล AB ผูรับสากล
  • 41. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (41) เพดิกรีหรือพันธุประวัติหรือพงศาวลี (Pedigree) เพดิกรี คือ แผนภาพแสดงความสัมพันธในการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของครอบครัวหรือตระกูล หนึ่งๆ ภาพเพดิกรีการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม มิวเทชัน (Mutation) มิวเทชัน คือ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับยีนหรือโครโมโซม ซึ่งจะกอใหเกิดลักษณะทางพันธุกรรมที่ดี หรือไมดีก็ไดมิวเทชันที่เกิดขึ้นกับยีน (Gene Mutation หรือ DNA Mutation) คือการเปลี่ยนแปลงของยีนใน DNA อยางถาวรซึ่งจะสงผลตอการทํางานของยีน พันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering) พันธุวิศวกรรม เปนเทคนิคการสราง DNA สายผสม หรือรีคอมบิแนนท ดีเอ็นเอ (Recombinant DNA) เพื่อใหไดสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะตามตองการซึ่งเทคนิควิธีดังกลาวจะตองอาศัยเอนไซมพื้นฐานสําคัญ 2 ชนิด คือ เอนไซมตัดจําเพาะ (Restriction Enzyme) และเอนไซมดีเอ็นเอไลเกส (DNA Ligase Enzyme) จีเอ็มโอ (GMOs) จีเอ็มโอ หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ผานกระบวนการตัดตอยีนแลวหรืออาจกลาวไดวาเปนสิ่งมีชีวิตที่มีดีเอ็นเอ สายผสม (Recombinant DNA) อยูภายในเซลลซึ่งยีนที่ถูกใสเขาไปใน DNA ของสิ่งมีชีวิตเจาบาน (Host) นั้นจะ ทําใหสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นๆ มีลักษณะตามที่มนุษยตองการ การโคลน (Cloning) การโคลน หมายถึง การสรางสิ่งมีชีวิต (ตัวหรือตน) ใหมซึ่งมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนสิ่งมีชีวิต ตนแบบทุกประการเชนการปกชําการตอกิ่งการทาบกิ่งการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเปนตน
  • 42. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (42)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 ลายพิมพดีเอ็นเอ (DNA Fingerprint) ลายพิมพดีเอ็นเอ คือ รูปแบบของแถบดีเอ็นเอ ซึ่งแสดงความแตกตางของขนาดโมเลกุลดีเอ็นเอใน สิ่งมีชีวิตแตละตัวหรือแตละบุคคลได ดังนั้นลายพิมพดีเอ็นเอจึงเปนเอกลักษณของแตละบุคคล ภาพแสดงการเตรียมลายพิมพดีเอ็นเอและภาพลายพิมพดีเอ็นเอที่เตรียมได
  • 43. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (43) STATION VII ความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ ( Diversity of life) ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆ ในการดํารงชีวิตอยูในแหลง ที่อยูอาศัยเดียวกันหรือแตกตางกัน ซึ่งสิ่งมีชีวิตตางชนิดกันจะมีความแตกตางกันทั้งในดานชนิดและจํานวน หรือ แมเปนสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันก็อาจมีความแตกตางหลากหลายไดเชนกัน ความหลากหลายทางชีวภาพแบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic Diversity) 2. ความหลากหลายทางสปชีส (Species Diversity) 3. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ (Ecological Diversity) อนุกรมวิธาน (Taxonomy หรือ Systematics) ซึ่งจะศึกษาในดานตางๆ 3 ลักษณะ ไดแก 1. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตออกเปนหมวดหมูในลํา ดับขั้นตางๆ (Classification) 2. การตรวจสอบหาชื่อวิทยาศาสตรที่ถูกตองของสิ่งมีชีวิต (Identification) 3. การกําหนดชื่อที่เปนสากลของหมวดหมูและชนิดของสิ่งมีชีวิต (Nomenclature) 1. การจัดหมวดหมูของสิ่งมีชีวิตๆ (Classification) Kingdom (อาณาจักร) Phylum (ไฟลัม) Class (คลาส) Order (อันดับ) Family (วงศ) Genus (สกุล) Species (สปชีส) การจัดจําแนกแบบ Domain โดยมีการจัดแนกสิ่งมีชีวิตออกเปน 3 โดเมน ไดแก 1. Archaea (แบคทีเรียโบราณ) 2. Bacteria/Eubacteria 3. Eukarya/Eukaryota
  • 44. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (44)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 สปชีส (species) คือ กลุมสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันสามารถผสมพันธุกันแลวไดลูกที่ไมเปนหมัน สิ่งมีชีวิตแบงออกเปน 5 อาณาจักร ตามลักษณะรวมภายนอกและภายในเซลล ดังนี้ 1. อาณาจักรมอเนอรา (Monera Kingdom) 2. อาณาจักรโพรทิสตา (Protista Kingdom) 3. อาณาจักรฟงไจ (Fungi Kingdom) 4. อาณาจักรพืช (Plantae Kingdom) 5. อาณาจักรสัตว (Animalia Kingdom) 2. การตรวจสอบหาชื่อวิทยาศาสตร (Identification) : ใชไดโคโตมัสคีย (dichotomous key) 3. การตั้งชื่อวิทยาศาสตร (Nomenclature) : ใชภาษาละตินเทานั้น ย้ํา!! ละตินเทานั้น ตามระบบการ ตั้งชื่อแบบทวินาม (Binomial nomenclature) ชื่อแบงออกเปน 2 สวน คือ สวนหนาและสวนหลัง สวนหนา คือ Genus หรือ generic name สวนหลัง คือ specific epithet (ไมใช species นะ หลายคนเขาใจวาคําหลังเปน species) ทั้งสองคํารวมกันจึงจะเรียกวา species หลักการเขียนมี 2 แบบใหญๆ ดังนี้ ชื่อวิทยาศาสตรของแมวบาน 1. Felis catus (ตัวเอียง) 2. Felis catus (ตัวตรงขีดเสนใต) เลือกเขียนแบบใดแบบหนึ่งนะจะ แผนภาพแสดงการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตเปน 5 อาณาจักร ตารางเปรียบเทียบลักษณะของสิ่งมีชีวิต 5 อาณาจักร อาณาจักร ลักษณะ มอเนอรา โพรทิสตา ฟงไจ (เห็ด รา ยีสต) พืช สัตว 1. ไรโบโซม 2. นิวเคลียส 3. ผนังเซลล 4. ดีเอ็นเอ 5. สิ่งมีชีวิตสวนใหญ มีเซลลเดียว 6. สังเคราะหดวยแสงได 7. คลอโรพลาสต
  • 45. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (45) ไวรัส (Virus) ไมมีลักษณะเปนเซลล เนื่องจากไมมีเยื่อหุมเซลลไซโทพลาซึม และไรโบโซมแตเปน อนุภาคที่ประกอบดวยโปรตีนซึ่งหอหุมสารพันธุกรรมเอาไว ไวรัสมีขนาดเล็กมากซึ่งเราจะมองเห็นไดโดยใช กลองจุลทรรศนอิเล็กตรอนเทานั้นไวรัสสามารถเพิ่มจํานวนตัวเองไดเมื่อเขาไปอยูในเซลลหรือรางกายของ สิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ดังนั้นในสภาวะดังกลาว จึงถือวาไวรัสเปนสิ่งมีชีวิต ในทางตรงกันขามถาไวรัสไมไดอยู ภายในเซลลหรือรางกายของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ไวรัสก็ไมสามารถเพิ่มจํานวนตัวเองได ดังนั้นในสภาวะเชนนี้ จะถือวาไวรัสไมใชสิ่งมีชีวิต
  • 46. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (46)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 STATION VIII สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดลอม ระบบนิเวศ (Ecosystem) หมายถึง กลุมสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยูในบริเวณเดียวกัน มีความสัมพันธเกี่ยวของกัน อยางเปนระบบรวมทั้งความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตและระหวางสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไมมีชีวิตในเวลาหนึ่งๆ ภาพแสดงการจัดระบบของสิ่งมีชีวิต
  • 47. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (47) โครงสรางระบบนิเวศ 1. โครงสรางทางชีวภาพ (Biological structure) ประกอบดวย สิ่งมีชีวิตตางๆ ที่มีบทบาทในระบบนิเวศ ไดแก A. ผูผลิต (Producer) เชนพืช สาหราย สาหรายสีเขียวแกมน้ําเงิน B. ผูบริโภค (Consumer) แบงออกเปน ผูบริโภคพืช (Herbivore) เชน ชาง มา วัว ผูบริโภคสัตว (Carnivore) เชน จระเข เสือ สุนัข ผูบริโภคทั้งพืชและสัตว (Omnivore) เชน เปด ไก คน ผูบริโภคซากพืชซากสัตว (Detritivore /Scarvenger) เชน แรง กา หนอน ปลวก C. ผูยอยสลาย (Decomposer) เชน เห็ด รา แบคทีเรีย 2. โครงสรางทางกายภาพ (Physiological structure) เชน แสง อุณหภูมิ แร การถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ ภาพแสดงหวงโชอาหาร ภาพแสดงสายใยอาหาร พีระมิดปริมาณของสิ่งมีชีวิตหรือพีระมิดนิเวศ (Ecological Pyramid) ในลักษณะของสามเหลี่ยมพีรามิดของสิ่งมีชีวิต (Ecological Pyramid) แบงได 3 ประเภท ตามหนวยที่ใช วัดปริมาณของลําดับขั้นในการกิน 1. พีระมิดจํานวน (Pyramid of Number) เปนพีระมิดที่บอกจํานวนสิ่งมีชีวิตในแตละลําดับขั้นเชิง อาหารในหนวยตนหรือตัวตอหนวยพื้นที่หรือปริมาตร 2. พีระมิดมวลชีวภาพ (Pyramid of Biomass) เปนพีระมิดแสดงปริมาณสิ่งมีชีวิตในแตละลําดับขั้น เชิงอาหารในหนวยน้ําหนักแหงหรือจํานวนแคลอรีตอหนวยพื้นที่หรือปริมาตร 3. พีระมิดพลังงาน (Pyramid of Energy) เปนพีระมิดแสดงปริมาณสิ่งมีชีวิตโดยบอกเปนอัตราการ ถายทอดพลังงาน หรืออัตราผลิตของแตละลําดับขั้นเชิงอาหาร ในหนวยของพลังงาน ตอหนวยพื้นที่หรือปริมาตร ตอหนวยเวลา
  • 48. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (48)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 พลังงานที่ผูบริโภคนําไปสรางเนื้อเยื่อของตนเองจึงเหลือเพียง 10% (กฎ 10% ของการถายทอด พลังงานในโซอาหาร) ของพลังงานศักยทั้งหมดในสิ่งมีชีวิตที่เปนอาหารของตนเอง แผนภาพพีระมิดนิเวศแบบตางๆ การถายทอดสารปนเปอนในโซอาหารและสายใยอาหาร : การสะสมสารเคมี/สารมลพิษผานการกินตอกันใน สายใยอาหาร (Food Web) โดยความเขมขนของสารเคมีที่เกิดการสะสมนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (Biomagnification) ตามลําดับขั้นอาหาร (Tropic Level)
  • 49. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (49) ชีวภูมิภาค (Biome) ลองเติมขอมูลไบโอมแบบตางๆ หนอยสิจะ!! ทุนดรา ไทกา ปาผลัดใบ ทุงหญา ปาไมพุม ปาฝนเขตรอน ปาเบญจพรรณ สะวันนา ทะเลทราย
  • 50. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (50)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 ลักษณะการอยูรวมกันของสิ่งมีชีวิต (ตัวอยางเฉพาะที่พบในขอสอบบอยๆ นะจะ) รูปแบบความสัมพันธ ลักษณะ ตัวอยางความสัมพันธ ภาวะพึ่งพา (+, +) (Mutualism) เปนรูปแบบความสัมพันธของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่อยูรวมกันโดยตางฝายตางได ประโยชนซึ่งถาแยกออกจากกันจะเกิด การตาย - ไลเคนส - แบคทีเรียไรโซเบียมกับรากพืช ตระกูลถั่ว - โพรโทซัวในลําไสปลวก - แบคทีเรีย E. coli ในลําไสใหญ ของคน - แหนแดงกับไซยาโนแบคทีเรีย ภาวะไดประโยชน รวมกัน (+, +) (Protocooperation) เปนรูปแบบความสัมพันธของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่อยูรวมกันโดยตางฝายตางได ประโยชนแตก็สามารถแยกกันอยูได โดยไมมีการตายเกิดขึ้น - นกเอี้ยงกับควาย - ดอกไมกับแมลง - ปูเสฉวนกับซีแอนีโมนี (ดอกไมทะเล) - มดดํากับเพลี้ย ภาวะเกื้อกูล (+, 0) (Commensalism) เปนรูปแบบความสัมพันธของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่อยูรวมกันโดยมีฝายหนึ่งได ประโยชนแตอีกฝายไมได-ไมเสีย ประโยชน - ดอกไมทะเล (ซีแอนีโมนี) กับ ปลาการตูน - เหาฉลามกับฉลาม ภาวะลาเหยื่อ (+, -) (Predation) เปนรูปแบบความสัมพันธที่สิ่งมีชีวิต หนึ่งเปนผูลา (Predator) จับสิ่งมีชีวิต ที่เปนเหยื่อ (Prey) กินเปนอาหารโดย ผูลาไดประโยชนเหยื่อเสียประโยชน (ตาย) - งูกินกบ - นกกินงู ภาวะปรสิต (+, -) (Parasitism) เปนรูปแบบความสัมพันธที่สิ่งมีชีวิต ชนิดหนึ่งอาศัยอยูกับสิ่งมีชีวิตอีกชนิด หนึ่งโดยผูอาศัย (Parasite) ได ประโยชนแตผูถูกอาศัย (Host) เสีย ประโยชน - กาฝากกับตนไม - พยาธิตัวตืดในอวัยวะทางเดิน อาหารของสัตว - เหากับหัวคน ภาวะแขงขัน (-, -) (Competition) เปนรูปแบบความสัมพันธที่สิ่งมีชีวิตทั้ง 2 ฝายตางแกงแยงชิงปจจัยบางอยาง ที่มีอยูอยางจํากัด ภาวะแขงขันเพื่อใหไดมาเพื่อ อาหารแสงสวางแหลงที่อยูอาศัย แกสออกซิเจนสัตวเพศเมียเปนตน
  • 51. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (51) การหมุนเวียนของสารที่สําคัญในระบบนิเวศ วัฏจักรของสารแบงออกเปน 2 แบบ คือ 1. วัฏจักรแบบแกส (Gaseous Cycle) เปนการหมุนเวียนของสารที่มีบรรยากาศเปนแหลงหมุนเวียนที่ สําคัญไดแกน้ําคารบอนไนโตรเจนซัลเฟอรและออกซิเจน ภาพแสดงวัฏจักรของน้ํา 2. วัฏจักรแบบตะกอน (Sedimentary Cycle) เปนการหมุนเวียนของสารที่มีแผนดินเปนแหลงหมุนเวียน ที่สําคัญไดแกแคลเซียมฟอสฟอรัส การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของกลุมสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ (Ecological Succession) การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของกลุมสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศหมายถึงการแทนที่ของกลุมสิ่งมีชีวิตเปนยุคๆ จาก ยุคแรกจนถึงยุคสังคมสิ่งมีชีวิตขั้นสุด (Climax Community) เนื่องจากสิ่งแวดลอมเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบงตามลักษณะการเกิดออกเปน 2 ประเภทไดแก 1. การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิ (Primary Succession) คือการเปลี่ยนแปลงแทนที่ของกลุม สิ่งมีชีวิตในสถานที่ที่ไมมีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยูกอนเลย ภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิ
  • 52. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (52)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 2. การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิ (Secondary Succession) คือ การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของ กลุมสิ่งมีชีวิตในบริเวณที่เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยูกอนแตถูกทําลายดวยปจจัยบางอยางเชนน้ําทวมนานๆ ไฟไหมปา เปนตน มนุษยกับสภาวะแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ สภาวะแวดลอมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาซึ่งเปนปกติ แตถาหากมีการเปลี่ยนแปลงไปมากจนเปนอันตราย ตอการดํารงชีวิตในดานใดดานหนึ่งแลวจนถึงเปนอันตรายตอสิ่งมีชีวิตจะเรียกวามลพิษ (Pollution) มลพิษทางน้ํา วิธีการตรวจน้ําเสียทําได 2 วิธีหลักดังนี้ 1. วัดปริมาณแบคทีเรียโคลิฟอรม 2. วัดปริมาณแกสออกซิเจนในน้ําซึ่งทําได 3 วิธีดังนี้ 2.1 วัดคา DO (Dissolved Oxygen) คือปริมาณ O2 ที่ละลายในน้ําถา DO นอยกวา 3 mg/lit แสดงวาน้ําเสีย 2.2 วัดคา BOD (Biochemical Oxygen Demand) คือปริมาณ O2 ในน้ําที่จุลินทรียตองการใชใน การยอยสลายสารอินทรียถาคา BOD มากกวา 100 mg/lit แสดงวาน้ําเสีย 2.3 วัดคา COD (Chemical Oxygen Demand) คือปริมาณ O2 ที่ใชในการสลายสารอินทรียในน้ํา โดยใชสารเคมีเชนโพแทสเซียมไดโครเมตเปนตน มลพิษทางอากาศ อากาศที่มีสวนประกอบเปลี่ยนแปลงไปจากปกติมีสาเหตุหลายประการสาเหตุสําคัญ เชน การปลอยสาร ตางๆ เขาสูชั้นบรรยากาศของโรงงานอุตสาหกรรมหรือบริเวณที่มีการกอสรางซึ่งอาจทําใหมีสารเจือปนอยูใน อากาศปริมาณมากจนกอใหเกิดผลเสียตอการดํารงชีวิตของคนสัตวพืชรวมถึงสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นในบริเวณนั้น ปรากฏการณเรือนกระจก (Greenhouse Effect) คือ ปรากฏการณที่แกสเรือนกระจกในบรรยากาศมี ปริมาณมากเกินไปซึ่งแกสเหลานั้นจะดูดซับความรอนและคายความรอนคืนสูโลกจึงทําใหโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น แกสเรือนกระจกที่สําคัญเชนแกสคารบอนไดออกไซด (CO2) แกสมีเทน (CH4) ออกไซดของไนโตรเจน และไอน้ํา (H2O) แกสเหลานี้มีความสามารถในการเก็บกักความรอนไดดี การทําลายโอโซนในบรรยากาศ การลดลงของโอโซน (O3) ในบรรยากาศจะสงผลใหรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากดวงอาทิตยสองผาน มายังโลกไดมากขึ้นและสาร CFC เปนสาเหตุสําคัญในการทําลายโอ ขาวลามาแรง!! หลัก 5R ลดขยะและมลพิษ 1. Reduce การลดปริมาณขยะ โดยลดการใชผลิตภัณฑที่มีบรรจุภัณฑสิ้นเปลือง 2. Reuse การนํามาใชซ้ํา เชน ขวดแกว กลองกระดาษ กระดาษพิมพหนาหลัง เปนตน 3. Repair การซอมแซมแกไขสิ่งของตางๆ ใหสามารถใชงานตอได 4. Reject การหลีกเลี่ยงใชสิ่งที่กอใหเกิดมลพิษ 5. Recycle การแปรสภาพและหมุนเวียนนํากลับมาใชไดใหม โดยนําไปผานกระบวนการผลิตใหมอีกครั้ง
  • 53. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (53) แบบฝกหัด โครงสรางของเซลล 1. ออรแกเนลลใดในเซลลพืชที่ไมพบดีเอ็นเอ (O-NET’52) 1) นิวเคลียส 2) แวคิวโอล 3) คลอโรพลาสต 4) ไมโทคอนเดรีย 2. เซลลที่มีสวนประกอบดังตอไปนี้ : ดีเอ็นเอ ไรโบโซม เยื่อหุมเซลล เอนไซม และไมโทคอนเดรีย เปนเซลล ของสิ่งมีชีวิตในขอใด 1) แบคทีเรีย 2) พืชเทานั้น 3) สัตวเทานั้น 4) อาจเปนไดทั้งพืชหรือสัตว การเคลื่อนที่ของสารผานเซลล 1. เมื่อนํากระเพาะปสสาวะของสุกรมาบรรจุสารละลายน้ําตาล รัดปลายทั้งสองดานใหแนนและนําไปชั่งน้ําหนัก จากนั้นจึงนําไปแชในน้ํากลั่นและชั่งน้ําหนักเปนระยะๆ กราฟใดแสดงการเปลี่ยนแปลงน้ําหนักของกระเพาะปสสาวะ ไดถูกตอง (O-NET’52) 1) น้ําหนัก (กรัม) เวลา (ชม.) 2) น้ําหนัก (กรัม) เวลา (ชม.) 3) น้ําหนัก (กรัม) เวลา (ชม.) 4) น้ําหนัก (กรัม) เวลา (ชม.) 2. กระบวนการใดไมพบในกระบวนการดูดน้ํากลับที่ทอหนวยไต (O-NET’53) 1) การแพร 2) ออสโมซิส 3) เอนโดไซโทซิส 4) การลําเลียงแบบใชพลังงาน 3. เมื่อหยดน้ําเกลือลงบนสไลดที่มีใบสาหรายหางกระรอกอยู จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเซลลคลายกับ ที่เกิดขึ้นเมื่อหยดสารใดมากที่สุดและเกิดเร็วที่สุด (O-NET’53) 1) น้ํากลั่น 2) น้ําเชื่อม 3) น้ํานมสด 4) แอลกอฮอล
  • 54. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (54)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต 1. ขอใดแสดงสภาวะของเลือดในคนกอนและหลังการออกกําลังกายใหมๆ ไมถูกตอง (O-NET’52) คาที่วัด กอนออกกําลังกาย หลังออกกําลังกาย 1) คา pH ของเลือด 7.4 7.8 2) ความเขมขนของออกซิเจน (หนวย/ซม.3) 30 20 3) ความเขมขนของคารบอนไดออกไซด (หนวย/ซม.3) 60 65 4) ความเขมขนของกรดแลกติก (หนวย/ซม.3) 15 35 2. โครงสรางของสิ่งมีชีวิตในขอใดตอไปนี้ที่ไมไดทําหนาที่ปองกันการสูญเสียน้ําจากรางกาย (O-NET’52) 1) ขนนก 2) เกล็ดปลา 3) ผนังลําตัวแมลง 4) เยื่อหุมเซลลพารามีเซียม 3. พิจารณาแผนภาพขางลางที่แสดงกลไกการรักษาสมดุลอุณหภูมิในรางกายมนุษย (O-NET’52) อากาศหนาว กอุณหภูมิของรางกายลดลง ค กระตุน ไฮโพทาลามัส เสนขนลุกชัน เสนเลือดฝอยหดตัว อัตราเมแทบอลิซึมลดลง ง จ อากาศรอน ขอุณหภูมิของรางกายเพิ่มขึ้น ฉ กระตุน เสนขนเอนราบ เสนเลือดฝอยขยายตัว อัตราเมแทบอลิซึมเพิ่มขึ้น ช ซ การตอบสนองในขอใดไมถูกตอง 1) ก. และ ข. 2) ค. และ ฉ. 3) ง. และ ช. 4) จ. และ ซ. 4. ขอใดตอไปนี้เกี่ยวของนอยที่สุดกับการปรับตัวเพื่อลดการคายน้ําของพืช (O-NET’52) 1) การมีเปลือกแข็งหุมลําตน 2) การมีใบเข็มของตนกระบองเพชร 3) การสังเคราะหดวยแสงในเวลากลางคืน 4) การมีปากใบดานหลัง (Ventral) ใบของผักตบชวา 5. สัตวในขอใดตอไปนี้มีอุณหภูมิรางกายในสภาวะปกติสูงที่สุด (O-NET’52) 1) อูฐ 2) ชาง 3) แมว 4) นกกระจิบ 6. เหตุใดผูดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอลจึงมักปสสาวะบอยกวาปกติ (O-NET’53) 1) ไตทํางานอยางมีประสิทธิภาพสูงขึ้น 2) การหลั่งฮอรโมนวาโซเปรสซินลดลง 3) แอลกอฮอลเปนพิษตอรางกายจึงถูกกําจัดทิ้งอยางรวดเร็ว 4) รางกายควบคุมการทํางานของกลามเนื้อกระเพาะปสสาวะไมได
  • 55. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (55) 7. การดื่มน้ําสมเปนปริมาณมากทําใหเลือดมีสภาวะเปนกรดจริงหรือไมเพราะเหตุใด (O-NET’53) 1) เปนกรดจริงเพราะวิตามินซีละลายน้ําได 2) เปนกรดจริงเพราะน้ําสมมีรสเปรี้ยวและมีปริมาณกรดสูง 3) ไมเปนกรดเพราะเลือดมีสมบัติเปนสารละลายบัฟเฟอร 4) ไมเปนกรดเพราะรางกายจะไดรับอันตรายไดหากเลือดมีสภาวะเปนกรด ภูมิคุมกันรางกาย 1. อวัยวะในขอใดตอไปนี้ไมเปนสวนหนึ่งของระบบน้ําเหลืองในรางกายมนุษย (O-NET’52) 1) มาม 2) ทอนซิล 3) ตอมไทมัส 4) ตอมหมวกไต 2. เมื่อเชื้อโรคเขาสูรางกายคน รางกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยสรางสารใดมาตอสู (O-NET’53) 1) ซีรุม 2) แอนติเจน 3) ทอกซอยด 4) แอนติบอดี การแบงเซลล 1. ขอใดเรียงลําดับระยะการแบงเซลลแบบไมโทซิสไดถูกตอง I. II. III. IV. 1) I, II, III, IV 2) III, II, I, IV 3) IV, II, I, III 4) II, I, IV, III 2. เมื่อเสร็จสิ้นการแบงเซลลแบบไมโทซิสในรางกายของเพศชายแลวเซลลที่เกิดขึ้นจะมีรูปแบบโครโมโซมดังขอใด 1) 44 + XX 2) 44 + XY 3) 22 + X 4) 22 + Y การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 1. ลักษณะทางพันธุกรรมในขอใดตอไปนี้ถูกควบคุมดวยยีนบนออโตโซม (O-NET’52) (ก) ผมหยิก (ข) ฮีโมฟเลีย (ค) หมูเลือด AB (ง) ตาบอดสี 1) (ก) และ (ข) 2) (ค) และ (ง) 3) (ก) และ (ค) 4) (ข) และ (ง) 2. ถาแมมีหมูเลือด AB และลูกมีหมูเลือด A พอจะมีหมูเลือดใดไดบาง (O-NET’52) 1) A หรือ O 2) A หรือ AB 3) A หรือ B หรือ AB 4) A หรือ B หรือ AB หรือ O
  • 56. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (56)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 3. ถาสิ่งมีชีวิตไมเกิดมิวเทชันเลยอาจจะเกิดเหตุการณใดตอไปนี้ (O-NET’52) 1) สิ่งมีชีวิตบางชนิดอาจสูญพันธุ 2) จํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิตจะคงที่ 3) จํานวนเผาพันธุของสิ่งมีชีวิตจะเทาเดิม 4) สิ่งมีชีวิตในอดีตและปจจุบันไมแตกตางกัน 4. เทคโนโลยีชีวภาพในขอใดถือวาเปนเทคโนโลยีที่เกาแกที่สุด (O-NET’52) 1) เทคโนโลยีการหมัก 2) เทคโนโลยีการถายยีน 3) เทคโนโลยีการผสมเทียม 4) เทคโนโลยีการผลิตวัคซีน 5. สมบัติของฝายบีที (BT) คือขอใด (O-NET’52) 1) ตานทานยาปราบวัชพืชในไรฝาย 2) ปลูกไดในพื้นที่ที่มีความแหงแลง 3) ตานทานหนอนเจาะสมอฝาย 4) ตานทานโรคฝายที่เกิดจากเชื้อไวรัส 6. วิธีการขยายพันธุมะมวงพันธุดีในขอใดที่ทําใหมีโอกาสเกิดการกลายพันธุสูงที่สุด (O-NET’52) 1) ติดตา 2) ตอกิ่ง 3) ตอนกิ่ง 4) เพาะเมล็ด 7. นักปกษีวิทยาศึกษาจํานวนประชากรนกบนเกาะชางโดยจับนกมาติดเครื่องหมาย 50 ตัวแลวปลอยไป หนึ่งเดือนตอมา จับนกอีกครั้งไดจํานวน 100 ตัว พบวาในจํานวนนี้มีนกที่ติดเครื่องหมายอยูแลว 2 ตัว ดังนั้นประชากรนกบนเกาะนี้มีจํานวนประมาณเทาใด (O-NET’52) 1) 250 ตัว 2) 1,250 ตัว 3) 2,500 ตัว 4) 10,000 ตัว 8. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับดีเอ็นเอ (O-NET’53) 1) ดีเอ็นเอพบไดในคลอโรพลาสต 2) ดีเอ็นเอทําหนาที่กําหนดชนิดของโปรตีน 3) สิ่งมีชีวิตแตละชนิดมีปริมาณดีเอ็นเอไมเทากัน 4) ไนโตรเจนเบสชนิดกวานีนและไซโทซีนจะจับคูกันดวยพันธะคูเสมอ 9. ถาพอมีหมูเลือด B แมมีหมูเลือด A และมีลูกชายที่มีหมูเลือด O โอกาสที่จะไดลูกสาวที่มีหมูเลือด O เปน เทาใด (O-NET’53) 1) 1/2 2) 1/4 3) 1/8 4) 1/16 10. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย (O-NET’53) 1) เปนโรคโลหิตจางชนิดหนึ่ง 2) ผูปวยเปนโรคธาลัสซีเมียควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง 3) เปนโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ควบคุมการสรางโกลบิน 4) ผูที่ไดรับแอลลีลผิดปกติจากพอหรือแมเพียงฝายเดียวมีโอกาสเปนโรคได 11. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับมิวเทชัน (O-NET’53) 1) มีอัตราการเกิดไดสูงตามธรรมชาติ 2) เกิดไดทั้งระดับโครโมโซมและดีเอ็นเอ 3) เกิดขึ้นไดเฉพาะในเซลลที่กําลังแบงตัว 4) มิวเทชันในเซลลทุกชนิดสามารถถายทอดไปยังรุนลูกหลานได
  • 57. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (57) 12. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับการโคลน (O-NET’53) 1) ไดสัตวตัวใหมที่มีเพศเดียวกับสัตวตนแบบ 2) เปนการสรางสัตวตัวใหมโดยไมตองอาศัยเซลลสืบพันธุ 3) แฝดเหมือนคือตัวอยางของการโคลนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ 4) แกะดอลลีเกิดจากการโคลนโดยใชเซลลบริเวณเตานมเปนตนแบบ 13. ขอใดจัดเปนสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม (O-NET’53) 1) แตงโมไมมีเมล็ด 2) กลวยไมที่ไดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 3) แบคทีเรียที่สามารถผลิตฮอรโมนอินซูลิน 4) กลวยไมพันธุใหมที่ไดจากการฉายรังสีแกมมา 14. หลักฐานในขอใดที่ไมสามารถใชตรวจหาฆาตกรโดยใชลายพิมพดีเอ็นเอ (O-NET’53) 1) เสนผม 2) ลายนิ้วมือ 3) คราบอสุจิ 4) คราบเลือด ความหลากหลายทางชีวภาพ 1. ขอใดสนับสนุนคํากลาวที่วา “ระบบนิเวศปาฝนเขตรอนมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุด” (O-NET’52) 1) ปาลุมน้ําอะเมซอนในอเมริกาใตเปนถิ่นกําเนิดของปลาปรันยา 2) ปาฝนเขตรอนมีฝนตกหนักความชื้นสูงและอุณหภูมิเฉลี่ย 25–27°C 3) ผืนปาภาคใตของไทยมีพืชเถาวัลยชื่อยานลิเภากระจายอยูทั่วไปถึง 200,000 ตน 4) อุทยานแหงชาติเขาสกจังหวัดสุราษฎานีมีสัตวเลี้ยงลูกดวยนม 93 ชนิด นก 153 ชนิด สัตวเลื้อยคลาน 69 ชนิด และสัตวสะเทินน้ําสะเทินบก 27 ชนิด 2. ขอใดไมนับวาเปนสวนหนึ่งของความหลากหลายทางชีวภาพ (O-NET’53) 1) ความหลากหลายของสปชีส 2) ความหลากหลายของพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต 3) ความหลากหลายของแหลงที่อยูของสิ่งมีชีวิต 4) ความหลากหลายของสารเคมีตางๆ รอบสิ่งมีชีวิต
  • 58. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (58)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดลอม 1. แบคทีเรีย Escherichia coli ที่อาศัยในลําไสคนมีความสัมพันธแบบเดียวกับสิ่งมีชีวิตในขอใด (O-NET’52) 1) ดอกไมกับแมลง 2) กลวยไมบนตนไมใหญ 3) พยาธิใบไมในตับกับมนุษย 4) แหนแดงกับไซยาโนแบคทีเรีย 2. ภาพพีระมิดนี้แสดงถึงจํานวนของสิ่งมีชีวิตในโซอาหารใด (O-NET’52) 1) หญา → กระตาย → งู → เหยี่ยว 2) หญา → ตั๊กแตน → แมงมุม → กบ 3) ตนไม → เพลี้ย → ดวงเตาลาย → นก 4) ตนไม → หนอนผีเสื้อ → แตนเบียน → ผูยอยสลายอินทรียสาร 3. วัฎจักรของสารใดในระบบนิเวศที่มีความสัมพันธกับการเกิดฝนกรดมากที่สุด (O-NET’52) 1) คารบอน 2) กํามะถัน 3) แคลเซียม 4) ไฮโดรเจน 4. ดัชนีที่แสดงวาน้ําในแหลงน้ําธรรมชาติมีคุณภาพดีคือขอใด (O-NET’52) 1) น้ําที่มีคา OD สูง 2) น้ําที่มีคา COD สูง 3) น้ําที่มีคา BOD ต่ํา 4) น้ํามีอุณหภูมิสูงและมีคา DO ต่ํา 5. ขอใดตอไปนี้กลาวไมถูกตองเกี่ยวกับภาวะโลกรอน (O-NET’52) 1) ภาวะโลกรอนมีผลนอยมากตอการอยูรอดของสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร 2) ภาวะโลกรอนทําใหบริเวณที่ชุมชื้นมีฝนตกมากขึ้น และเกิดพายุรุนแรง 3) ภาวะโลกรอนทําใหเกิดความแหงแลงจนอาจทําใหบางพื้นที่กลายเปนทะเลทราย 4) ภาวะโลกรอนทําใหสารประกอบมีเทนเยือกแข็งที่ฝงตัวอยูในชั้นน้ําแข็งหลอมเหลวและระเหยเปนแกส มากขึ้น 6. วิธีการในขอใดที่ใชควบคุมโรคไวรัสในพืชไดผลดีที่สุด (O-NET’53) 1) การเผาทําลายพืช 2) การฉีดวัคซีน 3) การใชยาปฏิชีวนะ 4) การเพิ่มไนโตรเจนในดิน 7. ในระบบนิเวศซึ่งประกอบดวย เหยี่ยว งู กระรอก หญา และตั๊กแตน สิ่งมีชีวิตในขอใดมีมวลชีวภาพนอยที่สุด (O-NET’53) 1) งู 2) เหยี่ยว 3) หญา 4) กระรอกและตั๊กแตน 8. กระบวนการเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบใดนําไปสูการเกิดระบบนิเวศหลังจากการระเบิดของภูเขาไฟบนเกาะหนึ่ง (O-NET’53) 1) แบบปฐมภูมิ 2) แบบทุติยภูมิ 3) แบบตติยภูมิ 4) แบบจตุรภูมิ
  • 59. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (59) 9. ทรัพยากรที่เกิดขึ้นทดแทนใหมไดในขอใดที่มนุษยนํามาใชประโยชนมากที่สุดในปจจุบัน (O-NET’53) 1) พลังงานน้ํา 2) พลังงานลม 3) พลังงานจากคลื่น 4) พลังงานแสงอาทิตย 10. เมื่อมีสารประกอบไนเตรต และฟอสเฟตสะสมอยูในแหลงน้ําเปนปริมาณมากปรากฏการณใดจะเกิดขึ้นเปน อันดับแรก (O-NET’53) 1) ปริมาณแพลงตอนสัตวจะเพิ่มขึ้น 2) จํานวนของแพลงตอนพืช สาหราย และพืชน้ําจะเพิ่มขึ้น 3) สารพิษตกคาง เชน สารกําจัดแมลง จะมีปริมาณการสะสมสูงขึ้น 4) ปริมาณสัตวน้ํา เชน ปลา สัตวไมมีกระดูกสันหลังอื่นๆ จะเพิ่มขึ้น
  • 60. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (60)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 เฉลย โครงสรางของเซลล 1. 2) 2. 3) การเคลื่อนที่ของสารผานเซลล 1. 3) 2. 3) 3. 2) การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต 1. 1) 2. 4) 3. 4) 4. 4) 5. 4) 6. 2) 7. 3) ภูมิคุมกันรางกาย 1. 4) 2. 4) การแบงเซลล 1. 4) 2. 2) การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 1. 3) 2. 4) 3. 1) 4. 1) 5. 1) 6. 3) 7. 3) 8. 4) 9. 3) 10. 4) 11. 2) 12. 2) 13. 3) 14. 2) ความหลากหลายทางชีวภาพ 1. 4) 2. 4) สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดลอม 1. 4) 2. 3) 3. 2) 4. 3) 5. 1) 6. 1) 7. 2) 8. 1) 9. 1) 10. 2)
  • 61. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (61) เก็งขอสอบ 1. บริเวณของรางกายที่ใชงานมากควรพบออรแกเนลลใด 1) นิวเคลียส 2) แวคิวโอล 3) คลอโรพลาสต 4) ไมโทคอนเดรีย 2. เซลลที่จะตองกําจัดสารพิษในรางกาย จะมีออรแกเนลลใดมาก 1) แวคิลโอล 2) เซนตริโอล 3) ไมโทคอนเดรีย 4) รางแหเอนโดพลาสซึมชนิดเรียบ 3. กระบวนการใดสัมพันธกับภาพที่กําหนดให 1) การทําลายแบคทีเรียของเม็ดเลือดขาว 2) การดูดซึมน้ําเขาสูเซลล 3) การนําสารออกพิษออกจากเซลลของอะมีบา 4) การหลั่งเอนไซมจากกระเพาะอาหารของมนุษย 4. เด็กชายซุปเปอรแมนนําชิ้นมะมวงที่ซื้อจากโรงเรียนมาแชในน้ําปลาที่บาน เซลลของมะมวงควรเปนอยางไร 1) เซลลเตง 2) เซลลแตก 3) เซลลเหี่ยว 4) เซลลไมมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ 5. นายมดเอ็กซไปเที่ยวภูกระดึงในหนาหนาว เหตุการณใดตอไปนี้ไมสัมพันธกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเขา 1) ขนลุกชัน 2) รูขุมขนขยายตัว 3) อุณหภูมิของเลือดเพิ่มสูงขึ้น 4) อัตราเมทาบอลิซึมสูงขึ้น
  • 62. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (62)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 6. มีผิวหนังและเกล็ดปองกันน้ําซึมออกขับปสสาวะนอย และปสสาวะมีความเขมขนสูงมีเซลลซึ่งอยูบริเวณ เหงือกทําหนาที่ขับแรธาตุสวนเกินออกโดยวิธีแอกทีฟทรานสปอรต (Active Transport) ขับแรธาตุสวนเกิน ออกทางทวารหนักจากขอมูลขางตนควรจะเปนสิ่งมีชีวิตกลุมใด 1) ปลาน้ําเค็ม 2) ปลาน้ําจืด 3) สัตวเลี้ยงลูกดวยน้ํา 4) สัตวปก 7. ตอมทอนซิลมีหนาที่ปกปองไมใหเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเขาสูหลอดอาหารและกลองเสียงซึ่งมีอยู 3 บริเวณ ยกเวน บริเวณใด 1) บริเวณเพดานปาก 2) บริเวณคอหอย 3) บริเวณลิ้น 4) บริเวณใตขากรรไกร 8. อวัยวะน้ําเหลืองที่มีขนาดใหญที่สุดคืออวัยวะใด 1) ไขกระดูก 2) มาม 3) ตอไธมัส 4) ตอมทอนซิล 9. กําหนดใหเซลลแมมีโครโมโซมจํานวน 8 แทง เมื่อผานกระบวนการแบงเซลลแบบไมโทซิสแลว จะไดเซลลลูก กี่เซลลและแตละเซลลมีโครโมโซมกี่แทง 1) 1 เซลล / 4 แทง 2) 1 เซลล / 8 แทง 3) 2 เซลล / 4 แทง 4) 2 เซลล / 8 แทง 10. อะมีบามีการแบงเซลลแบบใดเพื่อสืบพันธุ 1) ไมโอซิส 2) ไมโทซิส 3) ไมโทซิสและไมโอซิส 4) ไมสามารถสรุปได 11. สามีและภรรยาคูหนึ่งมีเลือดหมู B คูมีลูกคนแรกเลือดหมู O โอกาสมีลูกคนที่ 2 เลือดหมู O คิดเปนรอยละ เทาไร 1) 0 2) 25 3) 50 4) 75 12. ขอใดกลาวถึง DNA ไมถูกตอง ก. monomer คือ nucleotide ข. มี deoxyribose เปนองคประกอบ ค. เบสอะดินีนจะกับเบสกัวนีนดวยพันธะไฮโดรเจน ง. เกิดจาก polynuclecotide 2 สาย 1) ก. และ ข. 2) ข. เทานั้น 3) ค. เทานั้น 4) ข., ค. และ ง.
  • 63. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (63) 13. ปาชนิดใดพบความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด 1) ปาสน 2) ปาพรุ 3) ปาดิบชื้น 4) ปาเต็งรัง 14. สิ่งมีชีวิตอาณาจักรใดมีบทบาทเปนผูยอยสลายในระบบนิเวศ 1) อาณาจักรสัตว 2) อาณาจักรพืช 3) อาณาจักรฟงไจ 4) ถูกทั้ง 2 และ 3 15. นายเอนก ไดชวยลดปญหาสิ่งแวดลอม โดยการนํากระดาษที่ใชเพียงหนาเดียวกลับมาใชใหม วิธีดังกลาว เรียกวาอะไร 1) reduce 2) reuse 3) recycle 4) repair
  • 64. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (64)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 เฉลย 1. เฉลย 4) ไมโทคอนเดรีย ไมโทคอนเดรีย (Mitochondrai) เปนออรแกเนลลที่ทําหนาที่สรางพลังงานใหแกเซลล 2. เฉลย 4) รางแหเอนโดพลาสซึมชนิดเรียบ รางแหเอนโดพลาสซึมชนิดเรียบ (Smooth Endoplasmic Reticulum : SER) SER สรางสาร ประเภทลิพิด (Lipid) : สเตียรอยด (Steriod) และกําจัดสารพิษ 3. เฉลย 1) การทําลายแบคทีเรียของเม็ดเลือดขาว การทําลายแบคทีเรียของเม็ดเลือดขาว ซึ่งจากภาพที่กําหนดใหเปนการนําสารขนาดใหญเขาสู เซลล (Endocytosis) เรียกวิธีนี้วา ฟาโกไซโทซิส (Phagocytosis) ตัวอยางของกระบวนการขางตน เชน การกินอาหารของอะมีบา การทําลายแบคทีเรียของเม็ดเลือดขาว สวนการดูดซึมน้ําเขาสูเซลลใชกระบวนการออสโมซิส การหลั่งเอนไซมจากกระเพาะอาหารของ มนุษยใชกระบวนการ Exocytosis
  • 65. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (65) 4. เฉลย 3) เซลลเหี่ยว เซลลเหี่ยว เนื่องจากความเขมขนของสารละลายภายนอกเซลลสูงกวาภายในเซลล เรียกสารละลาย นี้วา Hypertonic Solution จึงสงผลใหน้ําในเซลลมะมวงออสโมซิสออกจากเซลล Hypertonic Solution 5. เฉลย 2) รูขุมขนขยายตัว รูขุมขนขยายตัวเพราะในสภาวะที่อากาศหนาวอุณหภูมิลดต่ําลงรูขุมขนหดตัวขนลุกชัน อุณหภูมิ ของเลือดเพิ่มสูงขึ้น อัตราเมทาบอลิซึมสูงขึ้น 6. เฉลย 1) ปลาน้ําเค็ม ปลาน้ําเค็ม เนื่องจากปลาน้ําเค็มมี Osmotic Pressure ของของเหลวในรางกายนอยกวาน้ํา ทะเล กลไกการรักษาสมดุลคือมีผิวหนังและเกล็ดปองกันน้ําซึมออกขับปสสาวะนอยและปสสาวะมีความ เขมขนสูง มีเซลลซึ่งอยูบริเวณเหงือกทําหนาที่ขับแรธาตุสวนเกินออกโดยวิธีแอกทีฟทรานสปอรต (Active Transport) ขับแรธาตุสวนเกินออกทางทวารหนัก 7. เฉลย 4) บริเวณใตขากรรไกร บริเวณใตขากรรไกรไมพบตอมทอนซิลซึ่งตอมทอนซิลนั้นจะพบดวยกัน 3 บริเวณ คือ บริเวณ เพดานปาก บริเวณคอหอยและบริเวณลิ้น 8. เฉลย 2) มาม มาม อวัยวะน้ําเหลืองที่มีขนาดใหญที่สุด 9. เฉลย 4) 2 เซลล / 8 แทง 2 เซลล / 8 แทง เพราการแบงเซลลแบบไมโทซิสเปนการแบงเซลลรางกายทําใหไดเซลลลูกที่ แบงไดมีจํานวนเปน 2 เทาของเซลลแม โดยเมื่อสิ้นสุดการแบงแลวจํานวนโครโมโซมแตละเซลลจะเทาเดิม 10. เฉลย 2) ไมโทซีส อะมีบามีการแบงเซลลแบบไมโทซีส(mitosis)เพื่อสืบพันธุเรียกวิธีการดังกลาววา การแบงตัว ออกเปนสอง (Binary Fission)
  • 66. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (66)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 11. เฉลย 2) 25 25 ขอนี้ระวังดีๆ !!! โจทยกําหนด สามีและภรรยาคูหนึ่งมีเลือดหมู B คูมีลูกคนแรกเลือดหมู O นั่นหมายความวาจีโนไทปของสามีภรรยาคูนี้คือ IBi เทานั้น ดังนั้นโอกาสมีลูกคนที่ 2 เลือดหมู O คิดเปนรอย ละเทาไร คิดจาก P IBi × IBi gamete IB i IB i F1 IBIB IBi IBi ii ดังนั้น จากแผนผังขางตนสรุปไดวาโอกาสมีลูกคนที่ 2 เลือดหมู O เปนรอยละ 25 (จะคนที่ เทาไหร คนที่ 4 ที่ 5 ก็คิดโอกาสความนาจะเปนเปนครั้งๆ ไป แยกกัน โจทยเขาลวงใหเราคิดมาก) 12. เฉลย 3) ค. เทานั้น เทานั้นที่ผิด เพราะเบสอะดินีนไมไดจับกับเบสกัวนีนดวยแตจับกับเบสไทมีนพันธะไฮโดรเจน จํานวน 2 พันธะ และขออื่นที่กลาวเปนลักษณะของ DNA ทั้งสิ้น 13. เฉลย 3) ปาดิบชื้น ปาดิบชื้นหรือปาดงดิบเปนปาที่พบความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด 14. เฉลย 3) อาณาจักรฟงไจ อาณาจักรฟงไจบทบาทเปนผูยอยสลายในระบบนิเวศ นอกจากนี้อาณาจักรที่สามารถยอยสลาย สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศไดอีกคือ อาณาจักรมอเนอรา (พวกแบคทีเรีย) 15. เฉลย 2) reuse reuse คือ หลักการอนุรักษสิ่งแวดลอมที่นําสิ่งของที่ใชแลวนํากลับมาใชใหมโดยไมผานกระบวนการ ดัดแปลงหรือปรับปรุงใดๆ ทั้งสิ้น
  • 67. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (67) การรักษาดุลยภาพรางกายมนุษยและสัตว การรักษาดุลยภาพ (Homeostasis) • สัตวสามารถรักษาสมดุลภายในรางกายไวไดแมวาสภาพแวดลอมภายนอกจะมีการเปลี่ยนแปลงไป ประเภทของสิ่งมีชีวิตแบงออกได 2 ชนิด คือ 1. สัตวเลือดอุน สัตวที่มีการรักษาสมดุลภายในรางกายไมใหมีการเปลี่ยนไปมาก ในขณะที่สภาพแวดลอม ภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงอยางมาก ไดแก นก และสัตวเลี้ยงลูกดวยน้ํานม 2. สัตวเลือดเย็น สัตวที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภายในรางกายตามสภาพแวดลอมภายนอก ไดแก ปลา, สัตวไมมีกระดูกสันหลัง, สัตวสะเทินน้ําสะเทินบก และสัตวเลื้อยคลาน Ambient temperature (อุณหภูมิสิ่งแวดลอม) (°C) 0 10 20 30 40 Bodytemperature(°C) 10 20 30 40
  • 68. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (68)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 การควบคุมอุณหภูมิในรางกาย • ผิวหนัง ชวยปองกันเชื้อโรค รักษาอุณหภูมิรางกาย • ตอมเหงื่อขับของเสียจากเลือด โดยแพรจากหลอดเลือดฝอย • ขณะที่เหงื่อระเหยออกจากผิวหนัง จะพาความรอนของรางกายออกมาดวย เปนการชวยระบายความรอน • ไขมัน (Adipose) และขน ทําหนาที่เปนฉนวนปองกันการสูญเสียความรอนออกนอกรางกาย ถาอุณหภูมิรางกายลดลง - Hypothalamus สงสัญญาณใหหลอดเลือดที่ผิวหนังหดตัว ปริมาณเลือดที่ผิวหนังลดลง จึงลดการ ระบายความรอน - กลามเนื้อที่ผิวหนังหดตัว เกิดการตั้งชัน (Erection) ของขน - การหดและคลายตัวของกลามเนื้ออยางรวดเร็วเพื่อผลิตความรอน ทําใหเกิดการสั่น - Hypothalamus สงสัญญาณใหเซลลรางกายเพิ่มอัตรา Metabolism ถาอุณหภูมิรางกายสูงขึ้น - Hypothalamus สงสัญญาณใหหลอดเลือดที่ผิวหนังขยายตัว ปริมาณเลือดที่ผิวหนังเพิ่มขึ้น จึงเพิ่มการ ระบายความรอน - ตอมเหงื่อ ขับเหงื่อเพิ่มขึ้น ชวยระบายความรอน - Hypothalamus สงสัญญาณใหเซลลรางกายลดอัตรา Metabolism
  • 69. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (69) การควบคุมน้ําและเกลือแรในรางกาย - Osmosis : การเคลื่อนที่ของน้ําผาน Semipermeable Membrane โดยขึ้นกับความเขมขนของ Osmolyte (Ion, Small Organic Molecules, Protein) ที่อยูระหวางเยื่อกั้นทั้งสองดาน - นกทะเลหลายชนิด มีอวัยวะในการกําจัดเกลือที่หัวบริเวณจงอยปาก เรียกวา Nasal Gland - ฉลาม มีอวัยวะพิเศษสําหรับกําจัดเกลือ เรียกวา Rectal Gland การควบคุมน้ําและเกลือแรในปลาน้ําจืด ปญหา - ไดรับน้ําเขาสูรางกายจํานวนมาก - สูญเสียเกลือแรออกจากรางกาย การแกปญหา - ขับปสสาวะปริมาณมากและเจือจาง - รับเกลือจากอาหารและผานเหงือก - เหงือกดูดแรธาตุเขารางกายดวย Active Transport (ใชพลังงาน) การควบคุมน้ําและเกลือแรในปลาน้ําเค็ม ปญหา - ไดรับเกลือเขาสูรางกายจํานวนมาก - สูญเสียน้ําออกจากรางกายจํานวนมาก การแกปญหา - กําจัดเกลือออกจากเหงือกโดยวิธี Active Transport (ใชพลังงาน) - รับน้ําจากอาหารและน้ําทะเล ขับปสสาวะปริมาณต่ํา และความเขมขนสูง
  • 70. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (70)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 การกําจัดของเสียพวกไนโตรเจนที่ไดจากการสลายโปรตีน 1. แอมโมเนีย (Ammonia) - เปนสารที่ละลายน้ําไดดี แตเปนพิษตอสัตว แมจะมีปริมาณนอย - มักพบในสัตวน้ําและปลาน้ําจืด เพราะแอมโมเนียสามารถแพรผานเยื่อเซลลสูน้ําไดดี 2. ยูเรีย (Urea) - พบในสัตวเลี้ยงลูกดวยน้ํานม, สัตวครึ่งบกครึ่งน้ําตัวเต็มวัย, ปลาทะเล และสัตวเลื้อยคลานในน้ํา - ยูเรียสรางที่ตับโดยการรวมกันของแอมโมเนียและคารบอนไดออกไซด - ยูเรียมีอันตรายนอยกวาแอมโมเนียม 3. กรดยูริก (Uric acid) - พบในหอยทากบก, แมลง, นก และสัตวเลื้อยคลานหลายชนิด - กรดยูริกไมคอยละลายน้ํา จึงมีการขับออกจากรางกายในรูป Semisolid จึงประหยัดการขับน้ําออก - กรดยูริก ไมเปนอันตรายตอเซลล การขับถายของสิ่งมีชีวิตเซลลเดียว • สวนใหญอาศัยในน้ํา หรือที่มีความชื้นสูง • ของเสียจะแพรผานเยื่อหุมเซลลออกสูสิ่งแวดลอม • น้ําจากสิ่งแวดลอมจะแพรเขาสูเซลลมากกวาแพรออก • Contractile Vacuole ชวยรักษาสมดุลน้ําและแรธาตุ รวมทั้งกําจัดของเสียในเซลลดวย Water diffuses through call membrane Contractile vacuole Contractile vacuole (full) Contractile vacuole (empty) Vacuole pumps out water 100 µm B 100 µm A C
  • 71. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (71) การขับถายของสัตว อวัยวะที่ใชในการกําจัดของเสียจากรางกายสัตวชนิดตางๆ มีดังนี้ 1. Protonephridia พบในหนอนตัวแบน, Rotifers, Annelids บางพวก และ ตัวออน Mollusk 2. Metanephridia พบใน Annelids (ไสเดือนดิน) 3. Malpighian Tubules พบในแมลง 4. Kidney พบในสัตวมีกระดูกสันหลัง HEMOLYMPH Rectum Digestive Intestine Hindgut Malpighian tubules Midgut (stomach) Rectum AnusFeces and urine Malpighian tubule Salt, water, and nitrogenous wastes Reabsorption of H2 O, ions, and valuable organic molecules
  • 72. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (72)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 ไต (Kidney) • Vertebrates ทุกชนิดมีไตทําหนาที่เปนอวัยวะขับถาย • ปลาน้ําจืด มีปญหาน้ํามากเกินไป ไตจึงมีหนาที่ดูดกลับแรธาตุ ไมดูดกลับน้ํา ปสสาวะจึงมีน้ํามาก • ปลาน้ําเค็ม ตองดื่มน้ําเค็มจํานวนมาก เกลือสะสมในรางกายมาก กําจัดเกลือออกทางเหงือก ไตมีน้ํา ผานเขานอย ปสสาวะขับออกนอยและเขมขนมาก • กบ น้ําแพรผานทางผิวหนัง ไตขับปสสาวะปริมาณมากและเจือจาง ของเสียในรูป Urea • สัตวเลื้อยคลานและนกสงวนน้ําในรางกาย โดยมีโครงสรางรางกายปองกันการสูญเสียน้ํา (เกล็ดและขน) และขับถายของเสียในรูป Uric Acid (ของแข็งและใชน้ําในการขับถายนอยมาก) น้ําที่ผานไตจะถูกดูดกลับหมด ทางทอไต • สัตวเลื้อยคลาน ไมมีกระเพาะปสสาวะ Uric Acid ผานไตไปยัง Cloaca ออกไปพรอมกับกากอาหาร • Mammals ขับถายของเสียในรูป Urea ละลายในปสสาวะ • ทอของหนวยไต ดูดน้ํากลับคืนเพื่อปรับปริมาณและความเขมขนใหเหมาะสมตอการรักษาสมดุลน้ําและ แรธาตุ • สัตวทะเลทราย จะมีทอของหนวยไตยาวเปนพิเศษ สามารถดูดกลับน้ําไดเกือบหมด ปสสาวะจึงมี ความเขมขนมาก ไตกับการรักษาสมดุลน้ําและแรธาตุ • ฮอรโมนที่ควบคุมการรักษาสมดุลน้ํา คือ Antidiuretic Hormone (ADH) • ถารางกายขาดน้ํา เลือดจะมีแรงดันออสโมติกสูง ไปกระตุน Osmotic Receptor ที่ Hypothalamus • Hypothalamus กระตุนใหตอมใตสมองสวนหลังหลั่ง ADH เขาสูกระแสเลือด • ADH ทําหนาที่กระตุนใหทอของหนวยไตสวนปลายและทอรวม (Collecting Duct) ดูดน้ํากลับคืน เขาสูหลอดเลือด ปริมาณน้ําในเลือดจึงสูงขึ้น • Hypothalamus กระตุนใหเกิดการกระหายน้ํา • การดื่มน้ํามากขึ้น ทําใหแรงดันออสโมติกในเลือดเขาสูปกติ • ถาเลือดมีน้ํามาก แรงดันออสโมติกของเลือดจะลดลง • Hypothalamus จะยับยั้งการหลั่ง ADH ทําใหทอของหนวยไตลดการดูดน้ํากลับคืน • การดูดกลับน้ําคืนจึงนอยลง จึงปสสาวะมากขึ้นและเจือจาง • ถารางกายขาด ADH จะทําใหถายปสสาวะมากและเจือจาง เกิดโรคเบาจืด (Diabetes Insipidus) • Aldosterone จากตอมหมวกไตชั้นนอก จะควบคุมสมดุลเกลือแรพวกโซเดียม โพแทสเซียม ฟอสเฟต • กระตุนใหมีการดูด Na+ กลับเขากระแสเลือดโดย Active Transport ทําใหแรงดันออสโมติกสูงขึ้น จึงดูดกลับน้ําเพิ่มขึ้น
  • 73. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (73) ตัวอยางขอสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุด 1. ขอใดถูกเกี่ยวกับการทํางานของหนวยไตในคน 1) ภาวะที่รางกายขาดน้ําจะกระตุนการหลั่งฮอรโมน ADH มากขึ้น เพื่อลดการดูดน้ํากลับที่ทอหนวยไต และทอรวม 2) ทอหนวยไตของคนเปนเบาหวาน จะดูดกลับน้ําตาลไดนอยกวาของคนปกติ จึงทําใหมีน้ําตาลออกมาในปสสาวะ 3) ปริมาณกลูโคส ยูเรีย และน้ํา ที่กรองผานโกลเมอรูลัสจะใกลเคียงกับปริมาณในพลาสมา 4) การดูดกลับสารตางๆ รวมทั้งน้ําเพื่อเขาสูเลือด เกิดที่บริเวณทอขดสวนตนของหนวยไต 2. ขอใดเกิดขึ้นเมื่อขึ้นไปบนยอดเขาสูง ก. อัตราการหายใจและการเตนของหัวใจเพิ่มขึ้น ข. สรางเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น ค. เลือดไหลเวียนในเสนเลือดเร็วขึ้น 1) ก. 2) ก. และ ข. 3) ข. และ ค. 4) ก., ข. และ ค. 3. ถาคนและกบไปอยูในหองที่มีอุณหภูมิ 15°C จะมีอัตราการหายใจดังขอใด อัตราการหายใจ คน กบ 1) ลด ลด 2) เพิ่ม เพิ่ม 3) ลด เพิ่ม 4) เพิ่ม ลด 4. สารในขอใดที่ทอของหนวยไตดูดกลับคืนสูเสนเลือดฝอยที่ปกคลุมหนวยไต แตพบในน้ําปสสาวะในปริมาณมากกวา ก. โปรตีน ข. กลูโคส ค. โซเดียม ง. คลอไรด 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ก. และ ง. 5. โครงสรางในขอใดมีกระบวนการดูดกลับสารเขาสูกระแสเลือดหรือของเหลวของรางกาย ก. เฟลมเซลล ข. เนฟริเดียม ค. ทอมัลพิเกียน ง. หนวยไต 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ก., ข. และ ง. 4) ข., ค. และ ง. 6. ขอใดอธิบายไมถูกตอง 1) คอนแทร็กไทลแวคิวโอลทําหนาที่กําจัดของเสียที่เปนสารพวกไนโตรเจน 2) ไสเดือนดินมีเนฟริเดียมกําจัดของเสียพวกแอมโมเนีย 3) เนฟริเดียมทํางานคลายหนวยไตของสัตวมีกระดูกสันหลัง 4) ทอมัลพิเกียนกําจัดของเสียที่เปนสารประกอบไนโตรเจนออกในรูปของกรดยูริก
  • 74. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (74)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 7. พารามีเซียมที่เลี้ยงในน้ําเลี้ยงชนิดหนึ่ง มีการบีบตัวของคอนแทร็กไทลแวคิวโอล X ครั้ง/วินาที ถาตองการให น้ําที่เลี้ยงมีแรงดันออสโมซิสสูงขึ้น จะตองเติมสารใด และการบีบตัวของคอนแทร็กไทลแวคิวโอลจะเปนอยางไร สารที่เติม จํานวนครั้งของการบีบตัวของคอนแทร็กไทลแวคิวโอล 1) เกลือ มากกวา X 2) เกลือ นอยกวา X 3) น้ํากลั่น มากกวา X 4) น้ํากลั่น นอยกวา X 8. ขอใดเปนการรักษาสมดุลของแรธาตุและน้ําในสัตวที่ถูกตอง สัตว วิธีการ 1) ปลาทะเล ขับแรธาตุที่เกินพอออกไปดวยกระบวนการแอกทีฟทรานสปอรต 2) ปลาน้ําจืด มีเกล็ดแข็งและขับแรธาตุตางๆ ออกทางปสสาวะและอุจจาระดวยกระบวนการ พาสซีฟทรานสปอรต 3) สัตวชั้นต่ําในทะเล ปรับแรงดันออสโมติกในตัวใหนอยกวาแรงดันออสโมติกของน้ําทะเล 4) นกทะเล มีตอมนาสิกชวยดึงแรธาตุเขาทางจมูก 9. การขับถายของเสียที่ไดจากโปรตีนของสัตวในขอใดถูกตอง ปลา ไก มา 1) ยูเรีย แอมโมเนีย กรดยูริก 2) แอมโมเนีย กรดยูริก ยูเรีย 3) กรดยูริก ยูเรีย แอมโมเนีย 4) แอมโนเนีย ยูเรีย กรดยูริก 10. ระบบขับถายชนิดใดที่มีความเกี่ยวของกับทางเดินอาหารมากที่สุด 1) เฟลมเซลล 2) เนฟริเดียม 3) ทอมัลพิเกียน 4) ไต 11. สัตวในขอใดมีอัตราเมแทบอลิซึมสูงขึ้นกวาปกติ ก. กบขณะจําศีล ข. หนูทดลองขณะถูกใสไวในตูเย็น ค. หนูทดลองขณะถูกใสไวในตู 50 องศาเซลเซียส 1) ก. 2) ข. 3) ก. และ ข. 4) ก. และ ค.
  • 75. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (75) 12. กราฟแสดงปริมาณของเสียที่มีไนโตรเจนที่ถูกขับออกทางไตเปนของสัตวในคลาสขอใด ก ข ค0 ปริมาณที่พบในปสสาวะ แอมโมเนีย ยูเรีย กรดยูริก ก ข ค 1) แมมมาเลีย แอมฟเบีย ออสติอิคไทอิส 2) แมมมาเลีย เอวีส ออสติอิคไทอิส 3) แมมมาเลีย เอวีส แอมฟเบีย 4) แอมฟเบีย แอมฟเบีย ออสติอิคไทอิส 13. จากกราฟขอใดแสดงการกําจัดน้ําของอะมีบาถูกตอง เมื่อน้ําภายนอกเซลลมีความเค็มเพิ่มขึ้น A B C D 0 0 ปริมาณน้ําที่ถูกกําจัดออก ความเค็มของน้ํา (%) 1 2 3 4 5 6 1) A 2) B 3) C 4) D
  • 76. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (76)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 14. อวัยวะขับถายของสัตวในขอใดที่สามารถทําหนาที่กรองและดูดสารกลับคลายกับไต ก. พลานาเรีย ข. ไสเดือนดิน ค. ผีเสื้อ 1) ก. 2) ข. 3) ก. และ ค. 4) ข. และ ค. 15. ทอมัลพิเกียนกําจัดของเสียพวกใด ก. แอมโมเนีย ข. กรดยูริก ค. ยูเรีย 1) ก. 2) ข. 3) ก. และ ข. 4) ข. และ ค.
  • 77. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (77) เฉลย 1. เฉลย 3) ปริมาณกลูโคส ยูเรีย และน้ํา ที่กรองผานโกลเมอรูลัสจะใกลเคียงกับปริมาณในพลาสมา ภาวะที่รางกายขาดน้ําจะกระตุนการหลั่งฮอรโมน ADH มากขึ้น เพื่อเพิ่มการดูดน้ํากลับที่ทอหนวยไต และทอรวม น้ําและสารจํานวนหนึ่งถูกดูดกลับจากบริเวณทอขดสวนตนของหนวยไต สวนคนที่เปนเบาหวาน มีระดับน้ําตาลในเลือดสูง เกินความสามารถสูงสุดในการดูดกลับของหนวยไต หนวยไตดูดกลับน้ําตาลไมหมด ทําใหมีน้ําตาลในปสสาวะมาก 2. เฉลย 4) ก., ข. และ ค. บนยอดเขาสูงความหนาแนนของอากาศลด ปริมาณออกซิเจนนอยรางกายจึงตองมีการปรับตัว ดานสรีระ เพื่อใหมีการสรางเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นสําหรับรวมตัวกับออกซิเจน เพื่อใหเพียงพอตอความ ตองการของรางกาย โดยเลือดจะไหลเวียนในเสนเลือดเร็วขึ้น เพื่อนําออกซิเจนไปใหเซลลมีผลทําใหอัตรา การหายใจและการเตนของหัวใจเพิ่มขึ้น 3. เฉลย 4) อัตราการหายใจของคนเพิ่มขึ้น, อัตราการหายใจของกบลดลง คน สัตวเลี้ยงลูกดวยน้ํานม และสัตวปก เปนสัตวเลือดอุน อุณหภูมิของรางกายไมเปลี่ยนแปลง ไปตามอุณหภูมิของสิ่งแวดลอม ดังนั้นเมื่อไปอยูในสิ่งแวดลอมที่มีอุณหภูมิต่ํา (อุณหภูมิ 15°C) อัตราเมแท- บอลิซึมและอัตราการหายใจจะเพิ่มขึ้น เพราะมีการสรางความรอนชดเชยสวนที่เสียไปใหสิ่งแวดลอมเพื่อ รักษาสมดุลของอุณหภูมิในรางกายใหอยูในระดับปกติ (ประมาณ 37°C) แตกบเปนสัตวเลือดเย็นอุณหภูมิ ของรางกายจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของสภาพแวดลอม เมื่อไปอยูในสิ่งแวดลอมที่มีอุณหภูมิต่ํา อัตรา เมแทบอลิซึม และอัตราการหายใจจะลดลง เพื่อทําใหอุณหภูมิของรางกายลดลงตามอุณหภูมิของสิ่งแวดลอม 4. เฉลย 3) ค. และ ง. ตารางเปรียบเทียบสารในของเหลว 3 ชนิด คือ พลาสมา ของเหลวที่กรองผานโกลเมอรูลัส และปสสาวะ สาร พลาสมา (กรัม/100 cm3) ของเหลวที่กรองผานโกลเมอรูลัส (กรัม/100 cm3) ปสสาวะ (กรัม/100 cm3) น้ํา โปรตีน ยูเรีย กรดยูริก แอมโมเนีย กลูโคส โซเดียม คลอไรด 92 6.0-8.4 0.0008-0.25 0.003-0.007 0.0001 0.07-0.11 0.31-0.33 0.35-0.40 90-93 0.01-0.02 0.03 0.003 0.0001 0.1 0.32 0.37 95 0 2 0.05 0.05 0 0.6 0.6
  • 78. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (78)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 5. เฉลย 4) ข., ค. และ ง. โครงสรางที่ใชในการขับถายของสิ่งมีชีวิตที่มีกระบวนการดูดกลับสารเขาสูกระแสเลือดหรือของเหลว ของรางกาย ไดแก เนฟริเดียม (Nephridium) ของไสเดือนดิน, ทอมัลพิเกียน (Malpighian Tubule) ของ แมลงและหนวยไต (Nephron) ขอควรทราบเพิ่มเติม ไสเดือนดิน เปนสัตวที่มีลําตัวเปนปลอง มีอวัยวะขับถายของเสีย เรียกวา เนฟริเดียม (Nephridium) ปลองละ 1 คู เปนทอขดไปมา มีปลายเปดสองขาง ปลายขางหนึ่งอยูในชองของลําตัวมี ลักษณะเหมือนปากแตร เรียกวา เนโพรสโตม (Nephrostome) ทําหนาที่รับของเหลวจากชองของลําตัว สวนปลายอีกดานหนึ่งเปนชองเปดออกสูภายนอกทางผิวหนัง เนฟริเดียมนี้จะทําหนาที่ขับถายของเสีย พวกแอมโมเนีย และยูเรีย สวนน้ําและแรธาตุบางชนิดที่มีประโยชนจะถูกดูดกลับโดยผนังทอของเนฟริเดียม เขาสูกระแสเลือด เนฟริเดียมจึงทําหนาที่ทั้งกรองและดูดสารกลับ ซึ่งลักษณะการทํางานของเนฟริเดียม คลายคลึงกับหนวยไตของสัตวมีกระดูกสันหลังบางประเภท แมลง มีอวัยวะขับถาย เรียกวา ทอมัลพิเกียน (Malpighian Tubule) ประกอบดวยทอเล็กๆ จํานวนมาก ทอเหลานี้มีลักษณะคลายถุงยื่นออกมาจากทางเดินอาหารตรงบริเวณรอยตอของทางเดินอาหาร สวนกลางกับสวนทาย ปลายของทอมัลพิเกียนจะลอยเปนอิสระอยูในของเหลวภายในชองของลําตัว ใน ของเหลวจะมีของเสีย น้ําและสารตางๆ ซึ่งจะถูกลําเลียงเขาสูทอมัลพิเกียนไปยังทางเดินอาหารโดยจะมีการ ดูดสารที่มีประโยชนกลับเขาสูระบบหมุนเวียนเลือด สวนของเสียพวกสารประกอบไนโตรเจนจะเปลี่ยนเปน ผลึกกรดยูริกขับออกมาพรอมกากอาหาร โบวแมนสแคปซูล โกลเมอรูลัส หลอดเลือด ทอขดสวนตน หวงเฮนเล ทอรวม กลูโคส ++ NaOHClKHCO 23 -- + HNH3 + NaOHCl 2 - OHCl 2 - ++ KH + NaClOH2 -- 3HCONa+ ทอขดสวนปลาย กรดอะมิโน -3PO การกรองสารและการดูดสารกลับของหนวยไต
  • 79. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (79) 6. เฉลย 1) คอนแทร็กไทลแวคิวโอลทําหนาที่กําจัดของเสียที่เปนสารพวกไนโตรเจน คอนแทร็กไทลแวคิวโอล (Contractile Vacuole) มีหนาที่รักษาสมดุลของน้ําและแรธาตุในเซลล โดยการขับน้ําที่มากเกินไปออก (แบบเรียนชีววิทยา เลม 2 หนา 58) 7. เฉลย 2) สารที่เติมคือเกลือ, จํานวนครั้งของการบีบตัวของคอนแทร็กไทลแวคิวโอลนอยกวา X พารามีเซียมที่อยูในน้ําที่มีแรงดันออสโมซิสสูง (มีความเขมขนมาก) คอนแทร็กไทลแวคิวโอล จะทํางานนอยลง เนื่องจากน้ําที่อยูภายนอกเซลลพารามีเซียมแพรเขาสูเซลลไมมาก คอนแทร็กไทลแวคิวโอล (Contractile Vacuole) ทําหนาที่กําจัดน้ําที่มากเกินพอออกนอกเซลล 8. เฉลย 1) ปลาทะเล วิธีการ คือ ขับแรธาตุที่เกินพอออกไปดวยกระบวนการแอกทีฟทรานสปอรต ปลาทะเล แรงดันออสโมติกที่อยูภายในตัวปลาต่ํากวาแรงดันออสโมติกของน้ําที่อยูรอบๆ ทําให น้ําในตัวปลาออสโมซิสออกมาขางนอกตลอดเวลาจึงมีการปรับตัวดังนี้ 1. มีเซลลพิเศษที่เหงือกขับเกลือแรออกจากรางกายแบบ Active Transport 2. ดื่มน้ําทะเลเขาไปทดแทน 3. โกลเมอรูลัสของไต ขนาดเล็ก 4. ปสสาวะนอย และมีความเขมขนสูง 5. มีผิวหนังและเกล็ดปองกันแรธาตุจากน้ําทะเลเขาตัว 6. แรธาตุที่ปนมากับอาหารขับออกทางทวารหนัก 9. เฉลย 2) ปลา = แอมโมเนีย, ไก = กรดยูริก, มา = ยูเรีย ใหพิจารณาจากตารางตอไปนี้ สิ่งมีชีวิต โครงสรางที่ใชในการขับถาย ของเสียที่เปนสารประกอบไนโตรเจน อะมีบา พารามีเซียม Contractile Vacuole แอมโมเนีย (NH3) พลานาเรีย Flame Cell แอมโมเนีย ไสเดือนดิน Nephridium แอมโมเนีย และยูเรีย แมลง Malpighian Tubule กรดยูริก กุง Green Gland แอมโมเนีย ปลา ไต แอมโมเนีย ลูกออด ไต แอมโมเนีย กบ ไต ยูเรีย คน สัตวเลี้ยงลูกดวยน้ํานม ไต ยูเรีย สัตวปก สัตวเลื้อยคลาน ไต กรดยูริก
  • 80. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (80)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 10. เฉลย 3) ทอมัลพิเกียน แมลงมีอวัยวะขับถายที่เรียกวา ทอมัลพิเกียน (Malpighian Tubule) ประกอบดวยทอเล็กๆ จํานวนมาก ทอเหลานี้มีลักษณะคลายถุงยื่นออกมาจากทางเดินอาหารตรงบริเวณรอยตอของทางเดินอาหาร สวนกลางกับสวนทาย ปลายทอมัลพิเกียนจะลอยเปนอิสระอยูในของเหลวภายในชองของลําตัว ในของเหลว จะมีของเสีย น้ําและสารตางๆ ซึ่งจะถูกลําเลียงเขาสูทอมัลพิเกียนไปยังทางเดินอาหาร โดยจะมีการดูดกลับ สารที่เปนประโยชน กลับเขาสูระบบหมุนเวียนเลือด สวนของเสียพวกสารประกอบไนโตรเจนจะเปลี่ยนเปน ผลึกกรดยูริก ขับออกมาพรอมกากอาหาร ทอมัลพิเกียน เกลือ น้ํา และของเสียที่มีไนโตรเจนเปนองคประกอบ กากอาหาร ทางเดินอาหารสวนกลาง ลําไส ไสตรง ทวารหนัก ก. แสดงตําแหนงของทอมัลพิเกียน ข. แผนภาพของกระบวนการขับถายสารตางๆ ของทอมัลพิเกียน อวัยวะขับถายของแมลง (แบบเรียนชีววิทยา เลม 2 หนา 59) 11. เฉลย 2) ข. หนู เปนสัตวเลือดอุน (Homeothermic Animal) จะมีกลไกในการรักษาอุณหภูมิของรางกายใหคงที่ ทําใหอุณหภูมิของรางกายไมเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของสิ่งแวดลอม ดังนั้นเมื่อไปอยูในสิ่งแวดลอมที่มี อุณหภูมิต่ํา เชน ในตูเย็น อัตราเมแทบอลิซึมของรางกายจะเพิ่มสูงขึ้นกวาปกติ กลไกการกระตุนใหเพิ่ม เมแทบอลิซึม ขึ้นอยูกับศูนยควบคุมอุณหภูมิที่สมอง Hypothalamus กระตุนการหลั่งฮอรโมนตางๆ ที่ เกี่ยวของกับการเพิ่มเมแทบอลิซึม เชน ฮอรโมนไทรอกซิน อะดรีนาลิน นอรอะดรีนาลิน เปนตน (ชีววิทยา. ทบวงมหาวิทยาลัย. 2530. หนา 461-462) 12. เฉลย 2) ก = แมมมาเลีย, ข = เอวีส, ค = ออสติอิคไทอิส ของเสียที่มีธาตุไนโตรเจนเปนองคประกอบ (Nitrogenous Waste) แอมโมเนีย ยูเรีย กรดยูริก การกําจัดของเสียที่มีสารประกอบไนโตรเจนของสัตวเลี้ยงลูกดวยน้ํานม (Mammalia) จะกําจัดออกมาในรูปยูเรีย ในพวกนก (Aves) กําจัดออกมาในรูปกรดยูริก ในพวกปลากระดูกแข็ง (Osteichthyes) กําจัดออกมาในรูป แอมโมเนีย
  • 81. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (81) 13. เฉลย 4) D ความเค็มของน้ํา (%) นอย แรงดันออสโมติกต่ํา น้ําจากสิ่งแวดลอมแพรผานเขาไปในเซลลได ตลอดเวลา อะมีบาตองกําจัดน้ําออกโดยใชคอนแทร็กไทลแวคิวโอล (Contractile Vacuole) ซึ่งเปนออรแกเนลล ชนิดพิเศษที่ทําหนาที่รักษาสมดุลของน้ํา แตถาความเค็มของน้ํา (%) มาก แรงดันออสโมติกสูง น้ําจาก สิ่งแวดลอมแพรเขาสูเซลลนอย การกําจัดน้ําออกนอกเซลลก็จะนอยดวย (แบบเรียนชีววิทยา ว0410 หนา 134) สรุปไดวา Contractile Vacuole จะทํางานมากในสภาวะแวดลอมเจือจาง และจะทํางานนอยใน สภาวะแวดลอมที่เขมขน 14. เฉลย 2) ข. ไตของคนประกอบดวยหนวยไต (Nephron) ทําหนาที่กรองของเสียจากเลือดและดูดกลับสารที่ เปนประโยชนคลายกับเนฟริเดียม (Nephridium) ของไสเดือนดิน 15. เฉลย 2) ข. ทอมัลพิเกียน (Malpighian Tubule) เปนโครงสรางในการกําจัดของเสียของพวกแมลง โดยจะ กําจัดของเสียออกมาในรูปของกรดยูริก
  • 82. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (82)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 พันธุศาสตร (Genetics) การถายทอดลักษณะตามกฎของเมนเดล - ถั่วลันเตา (Pisum sativum) อายุสั้น ลักษณะ ผิวเมล็ด สีเมล็ด สีดอก รูปฝก สีฝก ตําแหนงดอก ขนาดลําตน เดน เรียบ เหลือง มวง เต็ม เขียว ตาขาง สูง ดอย ยน เขียว ขาว คอด เหลือง ตายอด เตี้ย Monohybrid Cross : การผสมลักษณะที่สนใจเพียงหนึ่งลักษณะ ลักษณะเมล็ดเรียบ = ลักษณะเดน S ลักษณะเมล็ดยน = ลักษณะดอย s เมล็ดถั่วพันธุแทเมล็ดเรียบ = SS เมล็ดถั่วพันธุแทเมล็ดยน = ss ลูกผสมรุนที่หนึ่ง ไดเมล็ดเรียบทั้งหมด ลูกผสมรุนที่ 2 ไดเมล็ดเรียบ : เมล็ดยน = 3 : 1 5474 Smooth Smooth wrinkled× Smooth plantsFtertilizeSelf 1- 1F 1P 2F 1850 wrinkled 7324:FinTotel peas 2 3/4 Smooth 1/4 wrinkled
  • 83. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (83) กฎขอที่หนึ่งของเมนเดล Law of Segregation “ลักษณะแตละลักษณะถูกควบคุมดวย Factor 1 คู เมื่อมีการสรางเซลลสืบพันธุ Factor ที่อยูเปนคูนี้ จะแยกออกจากกันเขาสูเซลลสืบพันธุ (Gamate) เซลลละ 1 อันและจะกลับมาเขาคูอีกครั้งในลูก เมื่อมีการผสม ระหวางเซลลสืบพันธุจากพอกับแม” กําหนดให ยีน S - ลักษณะเมล็ดเรียบ ยีน s - ลักษณะเมล็ดยน P เมล็ดเรียบพันธุแท × เมล็ดยนพันธุแท SS ss เซลลสืบพันธุ F1 Ss เมล็ดเรียบ F1 × F1 Ss × Ss Gamete F2 SS Ss Ss ss (1SS : 2Ss : 1ss) 3 เมล็ดเรียบ 1 เมล็ดยน Dihybrid Cross : การผสมพอแมที่มีลักษณะที่ตางกัน 2 ลักษณะ ตัวอยาง 1. ลักษณะรูปรางเมล็ด และ 2. ลักษณะสีเมล็ด เมล็ดเรียบ × เมล็ดยน เมล็ดสีเหลือง × เมล็ดสีเขียว ทําการผสมพันธุดังนี้ เมล็ดเรียบสีเหลืองพันธุแท กับ เมล็ดยนสีเขียวพันธุแท CrossP1 :F1 :F2 :F:F 11 × Smooth Yellow Smooth Yellow× All Smooth Yellow Smooth Yellow wrinkled green× 9/16 Smooth Yellow 3/16 Smooth green 3/16 wrinkled Yellow 1/16 wrinkled green
  • 84. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (84)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 ถาแยกศึกษา ลักษณะรูปรางเมล็ด ลักษณะสีเมล็ด P เมล็ดเรียบ × เมล็ดยน P เมล็ดสีเหลือง × เมล็ดสีเขียว F1 เมล็ดเรียบ F1 เมล็ดสีเหลือง F2 423 เมล็ดเรียบ : 133 เมล็ดยน F2 416 เมล็ดสีเหลือง : 140 เมล็ดสีเขียว อัตราสวน 3/4 เรียบ : 1/4 ยน อัตราสวน 3/4 สีเหลือง : 1/4 สีเขียว 3/4 เมล็ดเรียบ × 3/4 เมล็ดสีเหลือง = 9/16 เมล็ดเรียบสีเหลือง 3/4 เมล็ดเรียบ × 1/4 เมล็ดสีเขียว = 3/16 เมล็ดเรียบสีเขียว 1/4 เมล็ดยน × 3/4 เมล็ดสีเหลือง = 3/16 เมล็ดยนสีเหลือง 1/4 เมล็ดยน × 1/4 เมล็ดสีเขียว = 1/16 เมล็ดยนสีเขียว อัตราสวน F2 ใน Dihybrid Cross 9/16 เมล็ดเรียบสีเหลือง 3/16 เมล็ดยนสีเหลือง 3/16 เมล็ดเรียบสีเขียว 1/16 เมล็ดยนสีเขียว กฎขอที่สองของเมนเดล Law of Independence Assortment ยีนที่อยูบนโครโมโซมตางคูกัน มีความเปนอิสระที่จะเขาสูเซลลสืบพันธุเดียวกัน ให ยีน S - เมล็ดเรียบ ยีน Y - เมล็ดสีเหลือง ยีน s - เมล็ดยน ยีน y - เมล็ดสีเขียว ยีนนี้ตั้งอยูบนโครโมโซมคนละคูกัน P เมล็ดเรียบสีเหลือง × เมล็ดยนสีเขียว Genotype SSYY ssyy Gamete (เซลลสืบพันธุ) SY sy F1 SsYy (เรียบสีเหลือง) F1 × F1 SsYy × SsYy Gamete SY Sy sY sy SY Sy sY sy F2 ♀ ♂ SY Sy sY sy SY SSYY SSYy SsYY SsYy Sy SSYy SSyy SsYy Ssyy sY SsYY SsYy ssYY ssYy sy SsYy Ssyy ssYy ssyy
  • 85. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (85) โครงสรางของ DNA • DNA - Deoxyribonucleic Acid • RNA - Ribonucleic Acid ดีเอ็นเอ และอารเอ็นเอ ประกอบดวยหนวยยอยตางๆ เรียกวา นิวคลีโอไทด (Nucleotide) Nucleotide ประกอบดวยสารเคมี 3 กลุม - น้ําตาล (Sugar) - เบส (Base) - หมูฟอสเฟต (Phosphate) โครงสรางของนิวคลีโอไซดและนิวคลีโอไทด
  • 86. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (86)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 พันธะที่เชื่อมระหวางนิวคลีโอไทด คือ Phosphodiester Bond ขอแตกตางระหวางดีเอ็นเอและอารเอ็นเอ ดีเอ็นเอ อารเอ็นเอ น้ําตาล Ribose Deoxyribose เบส A, G, C, T A, G, C, U โครงสรางของ DNA Double Stranded Helix ของ James Watson & Francis Crick (1953) • เกลียวคู (Double Helix) เวียนขวา • Complementary Base มีการจับคูของเบสคูสม A : T และ G : C ดวยพันธะ Hydrogen • Antiparallel สองสายมีทิศทางกลับหัวกลับหาง • เสนผานศูนยกลาง 20 อังสตรอม แตละคูเบสหางกัน 3.4 A • ทํามุม 36 องศา 1 รอบมี 10 คูเบส
  • 87. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (87) การจําลองโมเลกุลดีเอ็นเอ (DNA Replication)
  • 88. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (88)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 Central dogma การลอกรหัส (Transcription) • เปนการสราง RNA จาก DNA ตนแบบ • สังเคราะหโดยเอนไซม RNA Polymerase ในทิศทางจาก 5′ → 3′ รหัสพันธุกรรม (Codon = Genetic Code) • รหัสพันธุกรรม คือ รหัสที่กําหนดชนิดของกรดอะมิโน • ประกอบดวย 3 นิวคลีโอไทด (Triplet Codon) กําหนดโดย นิวคลีโอไทด 4 ชนิด G, A, T, C ใน DNA หรือ G, A, U, C ใน RNA • ทั้งหมด มี 64 รหัส (64 = 43 = 4 × 4 × 4) - มี 61 รหัสที่กําหนดกรดอะมิโน 20 ชนิด - 3 รหัส เปน Stop/Terminator Codon (UGA, UAA, UAG)
  • 89. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (89) คุณสมบัติของรหัสพันธุกรรม • Triplet Code ประกอบดวย 3 เบส แปลใหกรดอะมิโน 1 ตัว • Commaless ไมมีการเวนวรรค อานตอเนื่องกัน เชน - AUGUACGGCUGA met tyr gly stop • Non-Overlapping ไมมีการซอนกัน • Degeneracy กรดอะมิโนแตละชนิดมีไดหลายรหัสพันธุกรรม เชน - CUU, CUC, CUA, CUG = Leucine • Stop Codon มี 3 รหัส คือ UAG, UGA และ UAA องคประกอบของการสังเคราะหโปรตีน 1. mRNA ที่มีรหัสพันธุกรรม (Codon) 2. ไรโบโซม เลื่อนไปจนถึง Start Codon (AUG) 3. tRNA เปนอารเอ็นเอที่มีรหัสคูกับ Codon เรียก Anticodon เชน Codon AUG, Anticodon UAC นําอะมิโน Methionine โพลิโซม (Polysome) ใน Prokaryote mRNA มีอายุสั้น การลอกรหัสจะเกิดพรอมการแปลรหัส (Transcription-Translation Coupling) เราจึงเห็นสาย mRNA มีไรโบโซมเกาะอยูจํานวนมาก จึงเรียกวา Polyribosome หรือ Polysome
  • 90. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (90)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 ตัวอยางขอสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุด 1. ขอใดถูกเกี่ยวกับหมูเลือด 1) คนที่มีหมูเลือด O สามารถรับเลือดจากคนหมูเลือด B ไดโดยไมเปนอันตราย เพราะหมูเลือด O ไมมี แอนติเจน A ที่จะจับกับแอนติบอดี A ของหมูเลือด B 2) คนที่มีหมูเลือด A ไมสามารถรับเลือดจากคนหมูเลือด AB ได เพราะแอนติเจน B จากหมูเลือด AB จะจับกับแอนติบอดี B ของหมูเลือด A 3) คนที่มีหมูเลือด Rh- สามารถรับเลือดไดจากทั้งหมูเลือด Rh- และ Rh+ 4) แมที่มีหมูเลือด Rh+ ถามีทารกในครรภคนที่ 2 หรือ 3 เปน Rh- อาจทําใหทารกเกิดอีรีโทรบลาสโทซิส- ฟทาลิสได 2. จาก mRNA ที่มีลําดับนิวคลีโอไทด 5′ UAC UCC AGU AUA CCA GAG3′ mRNA ขางตน ถูกสังเคราะหมาจาก DNA ตนแบบ ที่มีลําดับนิวคลีโอไทดอยางไร 1) 5′ TAC TCC AGT ATA CCA GAG 3′ 2) 5′ ATG AGG TCA TAT GGT CTC 3′ 3) 5′ GAG ACC ATA TGA CCT CAT 3′ 4) 5′ CTC TGG TAT ACT GGA GTA 3′ 3. ตารางรหัสพันธุกรรม จากตาราง มิวเทชันที่ทําใหเบสลําดับที่ 5 ของ mRNA ที่มีลําดับนิวคลีโอไทดเปน 5′ AUGUCCGUA 3′ เปลี่ยนจาก C เปน A จะสงผลถึงชนิดของกรดอะมิโนในลําดับที่ 2 ของสายพอลิเพปไทดที่ถูกสรางขึ้นจาก mRNA นี้อยางไร 1) ไมมีการเปลี่ยนแปลงชนิดของกรดอะมิโน 2) เปลี่ยนชนิดของกรดอะมิโนจาก Ser เปน Tyr 3) เปลี่ยนชนิดของกรดอะมิโนจาก Arg เปน Asp 4) เปลี่ยนชนิดของกรดอะมิโนจาก Pro เปน Thr
  • 91. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (91) 4. ขอใดไมถูกตอง 1) เกลียวคูของสายพอลินิวคลีโอไทดเวียนขวาตามเข็มนาฬิกา 2) เบสคูสมในสายพอลินิวคลีโอไทดยึดกันดวยพันธะไฮโดรเจน 3) ถาเปรียบโครงสรางของสายดีเอ็นเอเปนบันไดเวียน ราวบันไดเกิดจากไนโตรจีนัสเบสจับกับหมูฟอสเฟต 4) โครงสรางของเบสพิวรีน เปนวงแหวนที่ประกอบดวยคารบอนและไนโตรเจน 2 วง แตเบสไพริมิดีนมี วงแหวนดังกลาว 1 วง 5. ขอใดสอดคลองกับกฎแหงการแยก 1) กฎขอนี้ไดมาจากการศึกษาลักษณะที่ไดจากการผสมพิจารณาสองลักษณะ 2) ยีนที่อยูเปนคูจะแยกออกจากกันในระหวางการแบงเซลลแบบไมโทซิสของการสรางเซลลสืบพันธุ 3) ในการผสมของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเดนแทกับลักษณะดอยแทจะใหลูกรุน F2 ที่มีลักษณะเดนตอลักษณะ ดอยเปน 3 : 1 4) ยีนที่แยกออกจากยีนที่เปนคูกัน จะจับกลุมอยางอิสระกับยีนอื่นที่แยกออกจากคูเชนกัน ในการเขาไปอยู ในเซลลสืบพันธุ 6. ถาประชากรในอําเภอหนึ่ง ซึ่งอยูในภาวะสมดุลของฮารดี-ไวนเบิรก มีจํานวนทั้งหมด 10,000 คน มีผูปวย เปนโรคซิสติค ไฟโบรซิส ซึ่งเปนโรคพันธุกรรมแบบยีนดอยบนโครโมโซมรางกาย 4 คน จะมีประชากร ประมาณกี่คนที่เปนพาหะของโรค 1) 49 คน 2) 98 คน 3) 196 คน 4) 392 คน 7. นักวิทยาศาสตรนําขาวสองตนมาผสมกัน โดยตนเพศเมียมีจีโนไทปเปน aa สวนตนเพศผูมีจีโนไทปเปน Aa ผลจากการผสมนี้จะทําใหไดจีโนไทปของเอนโดสเปรมแบบใดบาง ในอัตราสวนเทาใด 1) 1 Aaa : 1 aaa 2) 3 Aaa : 1 aaa 3) 1 AAa : 1 aaa 4) 3 AAa : 1 aaa 8. การถายทอดโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่ปรากฏในพันธุประวัติของครอบครัวมีลักษณะดังนี้ การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมนี้มีแบบแผนอยางไร 1) การถายทอดยีนที่ไมเกี่ยวเนื่องกับเพศ และลักษณะที่ผิดปกติเปนลักษณะดอย 2) การถายทอดยีนที่ไมเกี่ยวเนื่องกับเพศ และลักษณะที่ผิดปกติเปนลักษณะเดน 3) การถายทอดยีนที่เกี่ยวเนื่องกับ X (X-linked Gene) และลักษณะที่ผิดปกติเปนลักษณะดอย 4) การถายทอดยีนที่เกี่ยวเนื่องกับ X (X-linked Gene) และลักษณะที่ผิดปกติเปนลักษณะเดน 9. นักวิทยาศาสตรพบวา DNA ของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งมีปริมาณ Cytosine 38% ดังนั้นปริมาณของ Thymine คิดเปนกี่เปอรเซ็นต 1) 12% 2) 24% 3) 31% 4) 38%
  • 92. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (92)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 10. การศึกษาขอมูลจากภาพที่เกิดจากการหักเหของรังสีเอกซผานผลึก DNA ทําใหวัตสันและคริกไดทราบ คุณสมบัติของ DNA ไดแก ก. โมเลกุลมีรูปรางเปนเกลียว ข. ระยะหางของเกลียวแตละรอบ ค. ลําดับของนิวคลีโอไทดในสาย DNA ง. ความยาวของเสนผานศูนยกลางของเกลียว DNA 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ก., ข. และ ค. 4) ก., ข. และ ง. 11. สมมติวามีสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งสรางโปรตีนจากกรดอะมิโนจํานวน 40 ชนิด โดย RNA ประกอบดวยนิวคลีโอไทด จํานวน 3 ชนิด ดังนั้นรหัสพันธุกรรม (Codon) ที่สั้นที่สุดจะประกอบดวยกี่นิวคลีโอไทด 1) 2 2) 3 3) 4 4) 5 12. จากตารางรหัสพันธุกรรมดานลาง U C A G U UUU Phe UUC Phe UUA Leu UUG Leu UCU Ser UCC Ser UCA Ser UCG Ser UAU Tyr UAC Tyr UAA Stop UAG Stop UGU Cys UGC Cys UGA Stop UGG Trp U C A G C CUU Leu CUC Leu CUA Leu CUG Leu CCU Pro CCC Pro CCA Pro CCG Pro CAU His CAC His CAA Gln CAG Gln CGU Arg CGC Arg CGA Arg CGG Arg U C A G A AUU Ile AUC Ile AUA Ile AUG Met ACU Thr ACC Thr ACA Thr ACG Thr AAU Asn AAC Asn AAA Lys AAG Lys AGU Ser AGC Ser AGA Arg AGG Arg U C A G G GUU Val GUC Val GUA Val GUG Val GCU Ala GCC Ala GCA Ala GCG Ala GAU Asp GAC Asp GAA Glu GAG Glu GGU Gly GGC Gly GGA Gly GGG Gly U C A G ถาเกิดมิวเทชันเฉพาะที่ (Point Mutation) ในสายของ DNA ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของลําดับกรดอะมิโน จาก Ile Thr Asn Cys His Asp Tyr Glu His เปน Ile Thr Ile Val Met Ile Ile Glu His ขอใดเปนรูปแบบของมิวเทชันที่มีความเปนไปไดมากที่สุด 1) การแทนที่คูเบส (Substitution) 5 ตําแหนง 2) การเพิ่มขึ้นของนิวคลีโอไทด (Insertion) 1 ตําแหนง 3) การขาดหายไปของนิวคลีโอไทด (Deletion) 1 ตําแหนง 4) การเพิ่มขึ้นของนิวคลีโอไทด (Insertion) และการขาดหายไปของนิวคลีโอไทด (Deletion) อยางละ 1 ตําแหนง
  • 93. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (93) เฉลย 1. เฉลย 2) คนที่มีหมูเลือด A ไมสามารถรับเลือดจากคนหมูเลือด AB ได เพราะแอนติเจน B จากหมูเลือด AB จะจับกับแอนติบอดี B ของหมูเลือด A ตามกฎการใหเลือด “ตองไมใหแอนติเจนของผูใหตรงกับแอนติบอดีของผูรับ” ดังนั้น สําหรับคน หมูเลือด AB ซึ่งมีทั้งแอนติเจน A และแอนติเจน B จึงไมสามารถใหเลือดแกใครไดเลย เพราะแอนติเจน จากคนหมูเลือด AB จะจับกับแอนติบอดีของผูรับเลือดและทําใหเกิดการตกตะกอนขึ้น 2. เฉลย 4) 5′ CTC TGG TAT ACT GGA GTA 3′ เนื่องจากสาย mRNA ที่ได คือ 5′ UAC UCC AGU AUA CCA GAG3′ ดังนั้น สาย DNA ตนแบบที่ใชในการสังเคราะหตองมีลําดับนิวคลีโอไทดที่คูสมกัน คือ 3′ ATG AGG TCA TAT GGT CTC 5′ แตเนื่องจากทิศทางในการสังเคราะหสาย mRNA และทิศทางของ DNA ตนแบบนั้นตองมีทิศทางที่ตรงขามกัน ดังนั้น ลําดับที่ถูกตองของสาย DNA ตนแบบจึงเปน 5′ CTC TGG TAT ACT GGA GTA 3′ 3. เฉลย 2) เปลี่ยนชนิดของกรดอะมิโนจาก Ser เปน Tyr จากโจทยเมื่อเกิดมิวเทชันที่ทําใหเบสลําดับที่ 5 ของ mRNA ที่มีลําดับนิวคลีโอไทดเปน 5′ AUGUCCGUA 3′ เปลี่ยนจาก C เปน A จะสงผลถึงชนิดของกรดอะมิโนในลําดับที่ 2 ของสายพอลิเพปไทด ที่ถูกสรางขึ้นจาก mRNA เปลี่ยนไปจาก Ser เปน Tyr เพราะ Codon ที่ไดเปลี่ยนไปจาก UCC เปน UAG ซึ่งกําหนดเปนกดรอะมิโนไทโรซีน 4. เฉลย 3) ถาเปรียบโครงสรางของสายดีเอ็นเอเปนบันไดเวียน ราวบันไดเกิดจากไนโตรจีนัสเบสจับกับหมู ฟอสเฟต ถาเปรียบโครงสรางของสายดีเอ็นเอเปนบันไดเวียน ราวบันไดเกิดจากน้ําตาลดีออกซีไรโบสเกาะ กับหมูฟอสเฟต สวนไนโตรจีนัสเบสจะยื่นออกมาคลายขั้นบันได 5. เฉลย 3) ในการผสมของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเดนแทกับลักษณะดอยแทจะใหลูกรุน F2 ที่มีลักษณะเดนตอ ลักษณะดอยเปน 3 : 1 ในการผสมของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเดนแทกับลักษณะดอยแทจะใหลูกรุน F2 จะมีลักษณะเดนตอ ลักษณะดอยเปน 3 : 1 สอดคลองกับกฎแหงการแยก (Law of Segregation) ซึ่งกลาววา สิ่งมีชีวิตที่ สืบพันธุแบบอาศัยเพศจะมีสิ่งที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมอยูเปนคูๆ แตละคูจะแยกออกจากกันเมื่อมีการ สรางเซลลสืบพันธุ และเมื่อเซลลสืบพันธุผสมกันสิ่งที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมนี้จะกลับมาเขาคูกันอีกครั้ง 6. เฉลย 4) 392 คน เนื่องจากประชากรอยูในสมดุล ความถี่ของบุคคลที่เปนโรคเทากัน 4/10,000 = 0.0004 ซึ่งจะ เทากับคา q2 ของสมการ p2 + 2pq + q2 = 1 ดังนั้น q2 = 0.0004 จึงได q = 0.02 ซึ่งก็จะไดความถี่ของยีน(A) = 0.98 เพราะความถี่ของ A และ a ตองรวมกันเทากับ 1 ดังนั้น คนที่เปนพาหะ จะเทากับ 2pq = 2 × 0.98 × 0.02 × 10,000 = 392 คน
  • 94. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (94)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 7. เฉลย 1) 1 Aaa : 1 aaa ตนเพศเมียมีจีโนไทป aa เมื่อแบงเซลลสืบพันธุแบบไมโอซิสจะได 8 นิวเคลียส แตละนิวเคลียสมี โครโมโซมครึ่งหนึ่ง คือ a ตนเพศผูมีจีโนไทป Aa ไดเซลลสืบพันธุ 2 ชนิด A และ a การเกิดเอนโดสเปรมเกิดจากการปฏิสนธิระหวางโพลารนิวคลีไอ 2 นิวเคลียส (a, a) รวมกับ สเปรม 2 ชนิด (A, a) จะไดจีโนไทป 2 แบบ คือ Aaa และ aaa ในอัตราสวน 1 : 1 เพราะเปนการผสม ระหวางจีโนไทปที่เปนเฮเทอโรไซกัส (Aa) และฮอโมโลกัสรีเซสสีพ (aa) Aa A, a × aa a Aa aa: 1 1: 8. เฉลย 2) การถายทอดยีนที่ไมเกี่ยวเนื่องกับเพศ และลักษณะที่ผิดปกติเปนลักษณะเดน จากพันธุประวัติของครอบครัวพบวามีทั้งผูหญิงและผูชายเปนโรค ดังนั้นการถายทอดจะไมเกี่ยวกับ เพศและเปนลักษณะเดน เนื่องจากมีการแตงงานกันระหวางหญิงชายที่เปนโรคทั้งคูจะพบวามีลักษณะที่ไม เปนโรคดวย แสดงวาลักษณะไมเปนโรคเปนลักษณะดอยแฝงอยู ไมเปนโรคเปนโรค 9. เฉลย 1) 12% ปริมาณ Cytosine = Guanine = 38% ∴ มีปริมาณ Adenine = Thymine = 12% 10. เฉลย 1) ก. และ ข. เอ็ม เอช เอฟ วิลคินส (M.H.F. Wilkins) และโรซาลินด แฟรงคลิน (Rosalind Franklin) ไดใช เทคนิคเอกซเรยดิฟแฟรกชัน (X-Ray Diffraction) ผานผลึก DNA ทําใหเกิดภาพบนแผนฟลม แปลผลไดวา โครงสรางของ DNA ของสิ่งมีชีวิตตางๆ มีลักษณะที่คลายกันมาก คือ ประกอบดวยพอลินิวคลีโอไทด มากกวา 1 สาย มีลักษณะเปนเกลียว เกลียวแตละรอบมีระยะหางเทาๆ กัน 11. เฉลย 3) 4 รหัสพันธุกรรม (Genetic Codon) ในสาย mRNA จะประกอบดวยนิวคลีโอไทดทั้ง 3 ชนิด และตองครอบคลุมชนิดของกรดอะมิโนทั้ง 40 ชนิด ดังนั้นรหัสพันธุกรรมควรเปน 34 = 81 ชนิด จึงจะ เพียงพอกับชนิดของกรดอะมิโน ถาเปน 33 = 27 จะมีไมพอชนิดของกรดอะมิโน
  • 95. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (95) 12. เฉลย 4) การเพิ่มขึ้นของนิวคลีโอไทด (Insertion) และการขาดหายไปของนิวคลีโอไทด (Deletion) อยางละ 1 ตําแหนง การเกิดมิวเทชันแบบ Point Mutation เปนการมิวเทชันที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในระดับเบส ไดแก การแทนที่นิวคลีโอไทด (Substitution), การขาดหายไปของนิวคลีโอไทด (Deletion) และการเพิ่มขึ้น ของนิวคลีโอไทด (Insertion) จากโจทยจํานวนกรดอะมิโนเทาเดิมและลําดับกรดอะมิโน ลําดับตนสายและปลายสายไมเปลี่ยนแปลง แตเกิดการเปลี่ยนแปลงตรงชวงกลาง สามารถเกิดไดจากทั้งตัวเลือก 1) และ 4) แตโอกาสที่จะเกิดตัวเลือก 1) คือ การแทนที่นิวคลีโอไทดถึง 5 ตําแหนง เปนไปไดยากมาก สวนการเกิด Insertion และ Deletion อยางละ 1 ตําแหนง จะทําใหไดกรดอะมิโนเทาเดิม และลําดับเหมือนเดิมทางตนและปลาย
  • 96. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (96)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 นิเวศวิทยา นิเวศวิทยา (Ecology) คือ วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดลอม ประชากร (Population) คือ สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อยูรวมกัน ณ สถานที่หนึ่ง เชน ประชากรมนุษย ในโลก กลุมสิ่งมีชีวิต (Community) กลุมสิ่งมีชีวิต หมายถึง สิ่งมีชีวิตหลายๆ ชนิดอยูรวมกัน (Complex Species) เชน จอก แหน ผักตบชวา บัว กระจับ ปลา ปู กบ กุง หอย อยูรวมกัน ถาสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันอยูรวมกัน เราเรียกวา ประชากร ระบบนิเวศ (Ecosystem) ระบบนิเวศ คือ หนวยของความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิต และสิ่งมีชีวิตเหลานั้นกับสภาพแวดลอมของ แหลงที่อยู ความสัมพันธเหลานั้นทําใหเกิด การถายทอดพลังงานและวัฏจักรของสาร ซึ่งเปนหัวใจของระบบ นิเวศ ตัวอยางระบบนิเวศ - บนขอนไมผุ มีมด ปลวก ดวง หญา เห็ด รา เจริญอยูมากมาย - ในแองน้ํารอยเทาสัตว มีลูกน้ํา ไรน้ํา สาหราย แบคทีเรีย อาศัยอยู - หนองน้ํา มีจอก แหน ผักตบชวา กบ ปลา หอย กุง อาศัยอยูรวมกัน สรุป ระบบนิเวศ (Ecosystem) = กลุมสิ่งมีชีวิต (Community) + ถิ่นที่อยู (Habitat) ระบบนิเวศตามธรรมชาติ 1. ระบบนิเวศบนบก (Terrestrial Ecosystem) เปนระบบนิเวศที่ปรากฏอยูบนพื้นดินตามภูมิภาคตางๆ ที่มีลักษณะแตกตางกันออกไป การจําแนก ประเภทใชลักษณะเดนของพืชเปนเกณฑ และขึ้นอยูกับปจจัย 2 ประการ คือ อุณหภูมิและปริมาณน้ําฝน ทําให พืชพันธุตางๆ ในแตละพื้นที่แตกตางกัน 2. ระบบนิเวศในน้ํา (Aquatic Ecosystem) แบงเปน 2.1 ระบบนิเวศน้ําจืด (Fresh Water Ecosystem) 2.2 ระบบนิเวศน้ํากรอย (Estuarine Ecosystem) เปนระบบนิเวศที่เกิดขึ้นบริเวณรอยตอระหวาง น้ําเค็มกับน้ําจืด มักเปนบริเวณปากแมน้ําตางๆ จะมีตะกอนมาก 2.3 ระบบนิเวศน้ําเค็ม (Marine Ecosystem) ระบบนิเวศน้ําเค็มนิยมแบงตามความลึกของน้ํา เชน ระบบนิเวศชายฝง (Coastal Ecosystem) เปนบริเวณที่ตกอยูภายใตอิทธิพลของน้ําขึ้น-น้ําลง สิ่งมีชีวิตตอง ปรับตัวใหเขากับสภาพการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ําได และระบบนิเวศทะเลลึกเปนบริเวณที่แสงแดดสองไปไมถึง จึงขาดแคลนผูผลิตของระบบ สัตวน้ําตางๆ จึงมีจํานวนนอย และใชชีวิตรอซากของสิ่งมีชีวิตอื่นที่ตายจากดานบน
  • 97. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (97) องคประกอบสิ่งมีชีวิต (Biotic Component) เราสามารถแยกประเภทของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศตามแหลงของอาหารได 2 ประเภทใหญๆ คือ 1. Autotroph (Producer) สิ่งมีชีวิตประเภทนี้เปนสิ่งมีชีวิตที่สรางอาหารเองได 2. Heterotroph สิ่งมีชีวิตประเภทนี้ ไมสามารถสรางอาหารเองได ตองบริโภคสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เพื่อใหไดมา ซึ่งพลังงานในการดํารงชีวิต แบงไดเปน 2 ประเภทยอย คือ 1. Consumer (ผูบริโภค) ไดแก สัตวตางๆ แยกไดตามอาหารที่กิน แบงเปน 4 ประเภท คือ Herbivore ผูบริโภคพืช เชน ชาง มา วัว ฯลฯ Carnivor ผูบริโภคสัตว เชน เสือ สุนัข สิงโต แมว ฯลฯ Omnivore ผูบริโภคทั้งสัตวและพืช เชน คน ไก นก ฯลฯ Detretivore ผูบริโภคซาก เชน นกแรง กิ้งกือ ไสเดือน ฯลฯ 2. Decomposer (ผูยอยอินทรียสาร) ไดแก แบคทีเรีย เห็ด รา ยีสต ซึ่งจะยอยซากสัตวกลับไปเปน อนินทรียสาร และหมุนเวียนกลับไปสูสิ่งแวดลอม การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตใหเขากับสิ่งแวดลอม เนื่องจากสภาวะแวดลอมมีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา สิ่งมีชีวิตจึงมีความจําเปนที่จะตองปรับตัวใหเขา กับสภาพแวดลอมที่มันอยูเพื่อการอยูรอด การปรับตัว (Adaptation) หมายถึง กระบวนการที่สิ่งมีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะหรือพฤติกรรมให เขากับสภาพแวดลอม ซึ่งจะเปนประโยชนตอการอยูรอดและสืบพันธุ การปรับตัวสามารถแบงไดเปน 2 ประเภท คือ แบบชั่วคราวและแบบถาวร 1. การปรับตัวแบบชั่วคราว เชน ตนไมที่อยูบริเวณชายคาก็จะเลี้ยวเบนออกไปใหพนชายคาเพื่อหาแสง จิ้งจกเปลี่ยนสีเพื่อพรางตัว การจําศีลของหมี หรือสัตวเลื้อยคลานตางๆ ในฤดูหนาว การที่ปลามีปอดบางชนิด จําศีลอยูใตโคลนในหนาแลงเพื่อรอหนาฝนอีกครั้ง 2. การปรับตัวแบบถาวร เปนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในระดับยีน ถูกถายทอดมา จากบรรพบุรุษ การปรับตัวแบบถาวรในพืช เชน - กระบองเพชรเปลี่ยนใบเปนหนาม เพื่อลดอัตราการคายน้ํา ลําตนปอมเก็บสะสมน้ํา - ผักกระเฉด มีนวมสีขาวหุมลําตน เพื่อใหตนของมันลอยน้ําได - ผักตบชวา มีลําตนเปนทุน ทําใหมันลอยน้ําได การปรับตัวแบบถาวรในสัตว 1. การปรับตัวดานสรีระ (Physiological Adaptation) หนาที่การทํางานของอวัยวะตางๆ เชน - นกทะเลมีตอมขับเกลือ (Nasal Gland) สําหรับขับเกลือออกนอกรางกาย - สัตวเลือดอุนมีตอมเหงื่อสําหรับขับเหงื่อระบายความรอน - ผีเสื้อพัฒนาปากที่เหมาะกับการดูดน้ําหวาน
  • 98. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (98)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 2. การปรับตัวทางสัณฐาน (Morphological Adaptation) เปนการปรับเปลี่ยนลักษณะรูปรางและ อวัยวะภายนอกของสิ่งมีชีวิต เชน - ตนโกงกางที่อยูตามปาชายเลนมีรากค้ําจุนไมใหลมงาย - ผักกระเฉดมีทุนเพื่อการลอยตัว 3. การปรับตัวทางดานพฤติกรรม (Behavior Adaptation) - การพันหลักของตําลึง - การออกหากินกลางคืนของสัตวทะเลทราย - การจําศีล ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ + คือ การไดผลประโยชน - คือ การเสียผลประโยชน 0 คือ การไมไดไมเสีย ไมมีผลใดๆ ภาวะปรสิต Parasitism (+/-) ปรสิตนั้นอาจอาศัยอยูในผูถูกอาศัย (Host) อยู 2 ลักษณะ คือ 1. ปรสิตภายนอก (Ectoparasite) ไดแก กาฝาก ฝอยทอง เหา หมัด โลน 2. ปรสิตภายใน (Endoparasite) ไดแก แบคทีเรีย ไวรัส พยาธิตางๆ ภาวะการลาเหยื่อ Predation (+/-) ถาแยกกันอยูจะกลายเปน (-/+) การลาเหยื่อ เปนกลไกกอใหเกิดสมดุลทางธรรมชาติ หมายเหตุ - เหยื่ออาจกลายเปนผูลาได ผูลาอาจกลายเปนเหยื่อได - พืชที่จับแมลงเปนอาหาร จัดวาเปนการลาเหยื่อเชนกัน ภาวะอิงกันหรือภาวะเกื้อกูล Commensalism +/0 ถาแยกกันจะกลายเปน -/0 เปนความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิต 2 ฝาย ฝายหนึ่งไดรับผลประโยชน สวนอีกฝายไมไดไมเสียประโยชน เชน - กลวยไม ชายผาสีดากับตนไมใหญ - เหาฉลามกับฉลามหรือวาฬ - แบคทีเรียบนผิวหนังคน - ลูกกุง ลูกปู ลูกปลากับฟองน้ํา ภาวะไดประโยชนรวมกัน Protocooperation +/+ หากแยกกันจะกลายเปน 0/0 ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตทั้ง 2 ฝายโดยตางฝายตางไดประโยชนจากการอยูรวมกัน +/+ โดยสามารถ แยกกันได ไมเกิดผลเสียใดๆ ไมจําเปนตองอยูดวยกันตลอด เชน ดอกไม-แมลง และปูเสฉวน-ดอกไมทะเล
  • 99. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (99) ภาวะที่ตองพึ่งพากัน Mutualism +/+ หากแยกกันจะกลายเปน -/- ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตทั้งสองฝาย โดยทั้งสองฝายตางไดประโยชนรวมกัน แตแยกกันแลวจะเกิด ผลเสีย เปนสถานะการที่ผูกมัด เชน โปรโตซัว-ลําไสปลวก และรา Mycorrhiza-รากพืชตระกูลสนและกลวยไม ภาวะการยอยสลาย Saprophytes การดํารงชีวิตของผูยอยสลาย Decomposer บนซากสิ่งมีชีวิต โดยการหลั่งน้ํายอยออกมานอกรางกาย โดยสารที่ไดจากการยอยสลายเหลานี้สวนหนึ่งจะถูกดูดซึมไปใชประโยชน สวนที่เหลือจะอยูในวัฏจักรในระบบนิเวศ ตอไป ภาวะการยับยั้งการเจริญ Antibiosis -/0 การดํารงชีพโดยฝายหนึ่งจะหลั่งสารเคมีออกมาไปมีผลยับยั้งการเจริญของอีกฝายหนึ่ง -/0 เชน ราสีเขียว ทําใหแบคทีเรียไมเจริญ ภาวะการแขงขัน -/- การแขงขันโดยทั้งสองฝายตองการปจจัยเดียวกัน แตปจจัยนั้นมีจํากัดจึงตองแขงขันเพื่อใหไดปจจัยที่ตองการ จึงเปน -/- เชน จอกแหนในแหลงน้ํา บัวกับผักตบชวา ตนถั่วที่ปลูกมากๆ ในกระถางเล็กๆ ภาวะเปนกลาง Neutralism 0/0 การดํารงชีวิตโดยไมมีผลใดๆ ตอกันระหวางสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด รูปแบบการบริโภคของสิ่งมีชีวิต การกินกันเปนทอดๆ มี 2 ลักษณะ คือ หวงโซอาหาร และสายใยอาหาร โซอาหาร (Food Chain) เปนการเคลื่อนยายพลังงาน และธาตุอาหารในระบบนิเวศ ผานผูผลิต ผูบริโภค ในระดับตางๆ โดยการกินกันเปนทอดๆ ในลักษณะเปนเสนตรง กลาวคือ สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งกินสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เพียงชนิดเดียวเทานั้น หวงโซอาหารแบงออกเปน 2 แบบ คือ
  • 100. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (100)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 1. หวงโซอาหารแบบจับกิน (Grazing Food Chain) เปนหวงโซอาหารที่เริ่มตนที่พืช เชน พืชผัก → แมลงกินพืช → กบ → งู → เหยี่ยว การเขียนหวงโซอาหารนั้นจะหันหัวลูกศรไปทางผูบริโภคเสมอ เราเรียกผูบริโภคที่กินผูผลิตเปนอาหารวา Primary Consumer และเรียกผูบริโภค Primary Consumer วา Secondary Consumer และเราเรียกผูบริโภค Secondary Consumer วา Tertiary Consumer และเรียกผูบริโภค Tertiary Consumer วา Quarternary Consumer ตามลําดับ
  • 101. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013_____________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (101) 2. หวงโซอาหารแบบกินเศษอินทรีย (Detritus Food Chain) เปนหวงโซอาหารที่เริ่มจากซากของ สิ่งมีชีวิตถูกยอยสลายดวยผูยอยสลาย สายใยอาหาร (Food Web) เนื่องจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งอาจกินอาหารหลายชนิด และเหยื่อชนิดเดียวกันก็อาจถูกสิ่งมีชีวิตหลายชนิดกิน ลักษณะดังกลาวไดเกิดความซับซอนกันในระบบของโซอาหาร ซึ่งเรียกวา สายใยอาหาร (Food Web) ซึ่ง ยิ่งสายใยอาหารมีความสลับซับซอนมากเพียงใด ก็ไดแสดงใหเห็นถึงระบบนิเวศที่มีระบบความสมดุลสูง ขึ้นเทานั้น การถายทอดพลังงานในหวงโซอาหาร อาจแสดงในลักษณะของสามเหลี่ยมพีระมิดของสิ่งมีชีวิต (Ecological Pyramid) แบงได 3 ประเภทตามหนวยที่ใชวัดปริมาณของลําดับขั้นในการกิน 1. พีระมิดจํานวนของสิ่งมีชีวิต (Pyramid of Number) ใชสัดสวนของผูผลิตและผูบริโภคระดับตางๆ แสดงจํานวนสิ่งมีชีวิตเปนหนวยตัวตอพื้นที่ พีระมิดจํานวนของสิ่งมีชีวิต
  • 102. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (102)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 2. พีระมิดมวลของสิ่งมีชีวิต (Pyramid of Mass) แสดงปริมาณของสิ่งมีชีวิตในแตละลําดับขั้นของ การกินโดยใชมวลรวมของน้ําหนักแหง (Dry Weight) ของสิ่งมีชีวิตตอพื้นที่ พีระมิดมวลของสิ่งมีชีวิต 3. พีระมิดพลังงาน (Pyramid of Energy) เปนพีระมิดที่สรางขึ้นเพื่อแสดงปริมาณพลังงานของแตละ ลําดับขั้นของการกินซึ่งจะมีคาลดลงตามลําดับขั้นของการโภค พีระมิดพลังงานจะเปนพีระมิดฐานกวางเสมอ การถายทอดพลังงานไปยังผูบริโภคลําดับถัดไป พลังงานจะถูกถายทอดไปเพียง 10% เทานั้น 90% ที่เหลือ ถูกใชไปในกระบวนการการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตแตละชนิด และบางสวนเปลี่ยนเปนพลังงานความรอนถายเท เขาสูสิ่งแวดลอม และพลังงานบางสวนนําไปเก็บไวในสวนที่บริโภคไมได เชน เปลือก กระดูก ขน เล็บ พีระมิดพลังงาน
  • 103. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013_____________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (103) ความสมดุลของระบบนิเวศ ระบบนิเวศที่อยูในภาวะสมดุล หมายถึง สภาพสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยูรวมกันอยางพอเหมาะ จํานวนสิ่งมีชีวิต ตางๆ ไมมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ทั้งผูผลิต ผูบริโภค และผูยอยสลาย โดยธรรมชาติระบบนิเวศตางๆ มักไมอยู ในภาวะสมดุล เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากร มี 2 แบบ คือ 1. การเกิดแทนที่ขั้นบุกเบิก Primary Succession การเกิดแทนที่จะเริ่มขึ้นในพื้นที่ที่ไมเคยมีสิ่งมีชีวิต อาศัยอยูกอน ซึ่งแบงออกไดเปน 2 ประเภท คือ 1.1 การเกิดแทนที่บนพื้นที่วางเปลาบนบก เริ่มจากไลเคนบนกอนหิน ตอมาหินเริ่มสึกกรอน ทําใหเกิดอนุภาคเล็กๆ ของดินและทราย จากนั้นก็จะเกิดพืชจําพวกมอส ตอมาเปนพืชพวกหญา และพืชลมลุก ตอมาเกิดไมพุมและตนไมเขามาแทนที่ และ พัฒนาเปนขั้นชุมชนสมบูรณ (Climax Stage) เปนไมใหญและมีสภาพเปนปาที่อุดมสมบูรณนั่นเอง 1.2 การแทนที่ในแหลงน้ํา เชน ในบอน้ํา ทะเลทราย หนอง บึง เริ่มตนจากบริเวณกนสระมีแตพื้นทราย มีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ลองลอยอยูในน้ํา เชน แพลงกตอน สาหรายเซลลเดียว ตอมาเกิดพืชใตน้ําพวกสาหราย และสัตวเล็กๆ ตอมาจะเกิดพืชมีใบโผลพนน้ํา เชน กก พง ออ เตยน้ํา แลวจากนั้นก็จะเกิดมีสัตวจําพวก หอยโขง กบ เขียด กุง หนอน ไสเดือน และวิวัฒนาการเปนขั้นชุมชน สมบูรณแบบสระน้ํานั้นจะตื้นเขินจนกลายสภาพเปนพื้นดินในที่สุด 2. การแทนที่ของสิ่งมีชีวิตในขั้นทดแทน (Secondary Succession) เปนการเกิดแทนที่ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในพื้นที่เดิมที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป เชน บริเวณพื้นที่ปาไมที่ถูกโคนถาง ปรับเปนพื้นที่เพาะปลูกหรือพื้นที่ปาไมที่เกิดไฟปา
  • 104. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (104)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 การหมุนเวียนของสารในระบบนิเวศ วัฏจักรของน้ํา การหมุนเวียนของน้ํามี 2 รูปแบบ คือ หมุนโดยไมผานสิ่งมีชีวิตกับหมุนเวียนโดยผานสิ่งมีชีวิต การหมุนเวียน โดยไมผานสิ่งมีชีวิตจะเริ่มจากแหลงน้ําธรรมชาติ ไดรับความรอนจากดวงอาทิตย เกิดการระเหยเปนไอน้ําลอยตัว ขึ้นสูบรรยากาศและจับตัวกันเปนกอนเมฆ เมื่อเมฆกระทบความเย็นเบื้องบนก็จะควบแนนกลั่นตัวเปนหยดน้ํา ตกลงมาเปนฝน คืนสูสิ่งแวดลอมตอไป สวนการหมุนเวียนผานสิ่งมีชีวิตนั้นเกิดจากสิ่งมีชีวิตขับถายน้ําออกจาก รางกาย รวมถึงการขับน้ําผานการหายใจในรูปแบบของไอน้ํา เชน การหายใจของสัตวและการคายน้ําของพืช วัฏจักรคารบอน พืชนําคารบอนไดออกไซดในอากาศมาสังเคราะหแสงกลายเปนสารโมเลกุลใหญ สัตวบริโภคพืชเขาไปก็จะ ไดรับสารประกอบเหลานี้ไปใชประโยชนและสรางสวนตางๆ ของรางกาย สัตวหายใจเอากาซคารบอนไดออกไซด ออกมาใหม ใหพืชใชในการสังเคราะหแสงไดอีกครั้ง เมื่อพืชและสัตวตายลงก็จะถูกผูยอยสลาย ไดคารบอนไดออกไซด อิสระออกมาเชนกัน วัฏจักรออกซิเจน สัตวหายใจเขาโดยใชออกซิเจนในอากาศ หายใจออกมาเปนกาซคารบอนไดออกไซดและน้ํา ซึ่งพืชใชใน กระบวนการสังเคราะหแสงเพื่อสารอาหารและไดกาซออกซิเจนเปนผลิตภัณฑ
  • 105. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013_____________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (105) วัฏจักรไนโตรเจน แบคทีเรียที่เรียกวา Nitrogen Fixing Bacteria เชน ไรโซเบียมในปมรากพืชตระกูลถั่ว/แอนนาบีนา ซึ่งเปนสาหรายสีเขียวแกมน้ําเงินชนิดหนึ่งที่อาศัยอยูในแหนแดงและเชื้อราไมโครไรซาในรากสน จะตรึงไนโตรเจน ที่อยูในอากาศมาเปนไนเตรตในดิน ซึ่งพืชสามารถนําไปใชได แตไนเตรตนี้ก็อาจถูกเปลี่ยนเปนแกสไนโตรเจนไดโดย Denitrifying Bacteria นอกจากนี้พืชและสัตวจะขับเอาไนโตรเจนออกมาทางปสสาวะ ซึ่งมักจะอยูในรูปของ กรดยูริกทําใหไนโตรเจนกลับคืนสูธรรมชาติ อีกทั้งเมื่อสัตวและพืชตายผูยอยสลายจะยอยซากสัตวและพืชเหลานั้น เกิดเปนสารประกอบแอมโมเนียม และจะถูกเปลี่ยนเปนสารไนเตรตในดินจากการกระทําของ Nitrifying Bacteria วัฏจักรฟอสฟอรัส พืชใชฟอสฟอรัสในรูปของสารประกอบฟอสเฟต เมื่อสัตวกินพืช ฟอสฟอรัสเหลานั้นจะถูกถายทอดผาน กระบวนการการกินอาหารเขาสูรางกายสัตว สัตวจะนําฟอสฟอรัสไปใชสรางกระดูกและฟน เมื่อสัตวตายลง ฟอสฟอรัสจะทับถมลงสูดิน บางสวนจะถูกดูดกลับคืนมาใชใหมโดยพืชได วัฏจักรฟอสฟอรัสไมมีการหมุนเวียนใน อากาศ มีเพียงหมุนเวียนในดินและน้ําเทานั้น วัฏจักรซัลเฟอร ซัลเฟอรหรือกํามะถัน จะอยูในสภาพของแกสไฮโดรเจนซัลไฟด (H2S) และซัลเฟต -2 4SO สารประกอบ อินทรียในพืชและสัตวจะถูกยอยเปนไฮโดรเจนซัลไฟดโดยแบคทีเรีย และถูกเปลี่ยนตอไปเรื่อยๆ จนเปนซัลเฟต ซึ่งพืชนํากลับไปใชได กํามะถันในซากของพืชและสัตวบางสวนจะถูกตรึงและสะสมไวในถานหิน และน้ํามัน ปโตรเลียม เมื่อมีการนํามาใชเปนเชื้อเพลิงจะไดกาซซัลเฟอรไดออกไซด (SO2) เมื่อกาซนี้อยูในบรรยากาศจะ รวมตัวกับละอองน้ําตกลงมาเปนฝนกรด ซึ่งเปนกรดกํามะถันหรือกรดซัลฟวริก (H2SO4) ซึ่งจะกัดและทําให สิ่งกอสรางตางๆ สึกกรอนและเปนอันตรายตอการหายใจตอคน ทรัพยากรปาไม ประเภทของปาไม แบงเปน 2 ประเภท คือ 1. ปาไมผลัดใบ ประกอบดวยพันธุไมที่มีใบสีเขียวตลอดเวลา แบงออกเปน 4 ชนิด คือ 1.1 ปาดิบเมืองรอน (Tropical Evergreen Forest) เปนปาที่อยูในเขตลมมรสุมพัดผานเกือบ ตลอดป มีปริมาณน้ําฝนมาก แบงออกเปน - ปาดงดิบชื้น (Tropical Rain Forest) ปาดงดิบชื้นในประเทศไทยมีการกระจายสวนใหญ อยูทางภาคใตและภาคตะวันออกของประเทศ - ปาดงดิบแลง (Dry Evergreen Forest) ปาดงดิบแลงของเมืองไทยพบกระจายตั้งแต ตอนบนทางเหนือ และทางทิศตะวันตก - ปาดงดิบเขา (Hill Evergreen Forest) พบไดในทุกภาคของประเทศไทยในบริเวณที่เปน ยอดเขาสูง 1.2 ปาสน (Coniferous Forest) มีสนสองใบหรือสนสามใบเจริญอยู
  • 106. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (106)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 1.3 ปาพรุหรือปาบึง (Swamp Forest) พบตามที่ราบลุมมีน้ําขังอยูเสมอ และตามริมฝงทะเลที่มี โคลนเลนทั่วๆ ไป แบงออกเปน - ปาพรุ (Peat Swamp) อยูถัดจากปาชายเลน พบในภาคใตของประเทศ - ปาชายเลน (Mangrove Swamp Forest) พบตามชายฝงทะเลในภาคใต ภาคกลาง และ ภาคตะวันออก และมีน้ําขึ้น-น้ําลงอยางเดนชัดในรอบวัน 1.4 ปาชายหาด (Beach Forest) แพรกระจายอยูตามชายฝงทะเลที่เปนดินกรด ทราย และโขดหิน ดินมีฤทธิ์เปนดาง 2. ปาผลัดใบ ประกอบดวยพันธุไมที่ทิ้งใบในฤดูแลง แบงออกเปน 3 ประเภท คือ 2.1 ปาเบญจพรรณ เปนปาโปรง มีไมสัก ไมแดง ไมประดู ไมมะคา พบในภาคเหนือ ภาคกลาง และ ภาคอีสาน 2.2 ปาแดง ปาแพะ หรือปาเต็งรัง เปนปาโปรง มีไมในวงศยาง ฤดูแลงจะผลัดใบ และมีไฟปาเปนประจํา ปญหาสิ่งแวดลอม 1. ปญหามลพิษทางน้ํา น้ําเสีย หมายถึง น้ําที่ผานการใชประโยชนมาแลว มีคุณสมบัติตางไปจากเดิม คือ มีสิ่งสกปรกตางๆ เจือปนอยู ไดแก สารอินทรีย สารอนินทรีย สารพิษ และจุลินทรียตางๆ น้ําเนา หมายถึง น้ําเสีย หรือแหลงน้ําที่มีสภาวะการเจริญเติบโตของแบคทีเรียแบบแอนโรบิคเนื่องจาก ขาดออกซิเจนน้ําจะมีสีดําและกลิ่นเหม็น น้ําทิ้ง หมายถึง น้ําที่ผานการบําบัดแลว มีคุณภาพไดตามมาตรฐานของทางราชการ สามารถปลอยลง สูแหลงน้ําสาธารณะได 2. ปญหามลพิษทางดิน สาเหตุที่ทําใหเกิดมลพิษทางดิน สวนใหญเกิดจากมนุษยที่ใชประโยชนจากสารเคมี ไดแก การใชปุย ทางวิทยาศาสตร และการใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืช (Pesticides) เมื่อใชปุยวิทยาศาสตรติดตอกันเปนเวลานานจะ ทําใหดินเปรี้ยว มีสภาพความเปนกรดสูงไมเหมาะสมแกการปลูกพืช 3. ปญหามลพิษทางอากาศ อากาศ (Air) คือ ของผสมที่เกิดจากกาซหลายชนิด อากาศบริสุทธิ์จะไมมีสี ไมมีกลิ่น และไมมีรส สวนผสมสําคัญโดยปริมาตร ไดแก ไนโตรเจน รอยละ 78.09 ออกซิเจน รอยละ 20.94 กาซเฉื่อย ซึ่งสวนใหญ ไดแก กาซอารกอน รอยละ 0.93 คารบอนไดออกไซด รอยละ 0.03 และสวนผสมของกาซฮีเลียม ไฮโดรเจน นีออน คริปตอน ซีนอน โอโซน มีเทน ไอน้ําและสิ่งอื่นรวมกันรอยละ 0.01 การเกิดอากาศเสียหรือมลพิษ คือ การที่สวนผสมของอากาศเปลี่ยนไปเนื่องจากความผันแปรของ ธรรมชาติ เชน ภูเขาไฟระเบิด ไอเสียรถยนต
  • 107. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013_____________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (107) ขอควรรู กาซโมเลกุลใหญ เชน ไอน้ํา คารบอนไดออกไซด มีเทน ไนตรัสออกไซดและโอโซนแมจะมีอยูในบรรยากาศ เพียงเล็กนอย กลับมีความสามารถในการดูดกลืนรังสีอินฟราเรด และมีอิทธิพลทําใหอุณหภูมิของโลกอบอุน เราเรียกกาซพวกนี้วา “กาซเรือนกระจก” (Greenhouse Gas) กาซเรือนกระจกที่ถูกควบคุมโดยพิธีสารเกียวโตมี 6 ชนิด ไดแก 1. กาซคารบอนไดออกไซด (CO2) 2. กาซมีเทน (CH4) 3. กาซไนตรัสออกไซด (NO2) 4. กาซไฮโดรฟลูออโรคารบอน (HFC) 5. กาซเพอรฟลูออโรคารบอน (PFC) 6. กาซซัลเฟอรเฮกซะฟลูออไรด (SF6) การเพิ่มขึ้นของกาซเรือนกระจกนั้น สงผลใหชั้นบรรยากาศมีความสามารถในการกักเก็บรังสีความรอนได มากขึ้น ผลที่ตามมาคือ อุณหภูมิเฉลี่ยของชั้นบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นดวย พิธีสารมอนทรีออล ระบุวาแตละประเทศจะตองควบคุมการใชสารที่มีผลทําลายชั้นโอโซน โดยการลดการ ใชสารซีเอฟซี ในฐานะที่เราเปนสวนหนึ่งของสังคมจึงควรใหความรวมมือดวยการเลิกใชผลิตภัณฑที่มีการใชสาร ซีเอฟซีทุกชนิด เชน โฟม กระปองสเปรย ครีมโกนหนวด ใชเครื่องปรับอากาศรถยนตที่ใชสาร R134a แทนซีเอฟซี ตลอดจนผลิตสารอื่นเพื่อใชแทนซีเอฟซี
  • 108. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (108)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 ตัวอยางขอสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุด 1. เราใชปจจัยใดเปนเกณฑในการแบงไบโอมบนบก เปนไบโอมแบบตางๆ กัน (PAT2 มีนา’52) 1) ความสูงจากระดับน้ําทะเล 2) อุณหภูมิและความชื้นเฉลี่ย 3) ปริมาณแสงและอุณหภูมิเฉลี่ย 4) เขตละติจูด 2. วัตถุประสงคสําคัญของการปลูกพืชวงศถั่วหมุนเวียนกับพืชไรอื่น คือขอใด (PAT2 มีนา’52) 1) เพิ่มความอุดมสมบูรณของดิน 2) ปองกันการพังทลายของหนาดิน 3) ปรับปรุงสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของดิน 4) เลือกใชประโยชนจากที่ดินใหเหมาะสมกับลักษณะของดิน 3. เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิในพื้นที่ที่เคยทําไรขาวโพดมากอน พืชกลุมแรกที่จะขึ้นในพื้นที่นี้ นาจะเปนพวกใด (PAT2 มีนา’52) 1) มอสและไลเคน 2) หญา 3) ไมลมลุก 4) ไมพุม 4. โซอาหารในขอใดจัดเปนโซอาหารแบบดีไทรทัส (Detritus Food Chain) (A-NET มีนา’49) 1) ตนชบา → หนอนบุง → นกกระจาบ 2) หญา → เพลี้ย → แมงมุม 3) สาหราย → หอยขม → เตา 4) ขอนไม → ปลวก → กิ้งกา 5. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับการถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ (A-NET มีนา’50) 1) พลังงานแสงที่โลกไดรับสวนใหญจะเขาสูผูผลิต 2) พลังงานที่ถายทอดในโซอาหารอยูในรูปพลังงานแสงและความรอน 3) ระบบนิเวศรับพลังงานแสงไดโดยไมผานผูผลิต 4) ผูผลิตจะนําพลังงานแสงที่ไดรับไปใชไดเพียง 10% เทานั้น
  • 109. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013_____________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (109) 6. การอยูรวมกันของสิ่งมีชีวิตในขอใดที่แตกตางจากขออื่น (A-NET มีนา’49) 1) โพรโทซัว อาศัยอยูในลําไสปลวก 2) ผักตบชวาแขงขันกันแพรพันธุในสระน้ํา 3) กาฝากขึ้นอยูบนตนไมใหญ 4) นกพิราบและนกเขาแยงกันกินเมล็ดหญา 7. ขอใดเปนสาเหตุสําคัญที่ทําใหสัตวบางชนิดอาศัยอยูในถิ่นอาศัยไดหลายแบบ (A-NET มีนา’50) 1) สามารถทนตอปจจัยตางๆ ในสิ่งแวดลอมไดชวงกวาง 2) มีลูกครั้งละจํานวนมาก 3) มีการสืบพันธุทั้งแบบอาศัยเพศและไมอาศัยเพศ 4) เปนผูบริโภคอันดับสุดทาย 8. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับชนิดพันธุตางถิ่น (A-NET มีนา’50) ก. อาจเปนสาเหตุใหความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศลดลง ข. อาจเปนสาเหตุใหประชากรชนิดพันธุพื้นเมืองเดิมบางชนิดลดลง ค. หลายชนิดมีคุณคาทางเศรษฐกิจ 1) ก. และ ข. 2) ก. และ ค. 3) ข. และ ค. 4) ก.,ข.,และ ค. 9. กระบวนการใดไมมีบทบาทโดยตรงตอการสรางสารประกอบตางๆ ภายในพืช (A-NET มีนา’50) 1) การตรึงไนโตรเจน 2) การเปลี่ยนแปลงไนเตรตกลับเปนแกสไนโตรเจน 3) การเปลี่ยนแปลงสารประกอบไนโตรเจนเปนแอมโมเนีย 4) การเปลี่ยนเกลือแอมโมเนียเปนไนไตรตและไนเตรต 10. ปรากฎการณในขอใดเกิดจากความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตที่แตกตางจากขออื่น (A-NET มีนา’50) 1) ผักตบชวาทําใหผักตบไทยในแหลงน้ําธรรมชาติจํานวนลดลง 2) หอยเชอรรี่ทําใหหอยโขงในแหลงน้ําธรรมชาติหรือนาขาวลดจํานวนลง 3) ไมยราพยักษทําใหตนกระถินและพืชดั้งเดิมหลายชนิดบริเวณสองฝงแมน้ําลําคลองลดจํานวนลง 4) นกปากหางที่อพยพมาจากถิ่นทําใหหอยเชอรรี่ในนาขาวลดจํานวนลง 11. ขอใดถูกตองเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแทนที่จนเกิดสังคมสิ่งมีชีวิตขั้นสุดทายในพื้นที่ที่เคยทําไรแลวปลอยให รกราง (A-NET มีนา’49) 1) การเปลี่ยนแปลงแทนที่ที่เกิดขึ้นเปนแบบปฐมภูมิ 2) สิ่งมีชีวิตที่เขาอยูกอนมักจะเปนมอส และไลเคน 3) สังคมสิ่งมีชีวิตขั้นสุดทายที่เกิดขึ้นจะไมมีการเปลี่ยนแปลงอีก 4) จํานวนสปชีสของไมยืนตนในบริเวณนั้นจะเพิ่มขึ้นตามลําดับ
  • 110. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (110)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 12. ถานักวิทยาศาสตรใชเทคนิคทางพันธุวิศวกรรมสรางขาวโพดสปชีสใหมที่สามารถชักนําใหแบคทีเรียกลุม ไรโซเบียมมาอาศัยอยูในรากได ประโยชนที่เห็นไดชัดเจนของขาวโพดพันธุใหมนี้คือขอใด (A-NET มีนา’49) 1) ลดการใชปุยไนโตรเจนในการเพาะปลูก 2) ไมตองใสปูนมารลในดินกอนทําการปลูก 3) ไมตองไถพรวนดินกอนทําการปลูก 4) ลดการใชสารกําจัดศัตรูพืชในการเพาะปลูก 13. เมื่อนําเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยูในสระน้ําทั่วไปมาตรวจหาปริมาณสารกําจัดแมลงชนิดหนึ่งที่ปนเปอน อยูในน้ํา พบวามีการสะสมของสารนี้สูงสุดในปลาชอนเสมอ แสดงวาปลาชอนเปน (O-NET กุมภา’50) 1) ผูบริโภคพืชลําดับแรกของโซอาหาร 2) ผูบริโภคทั้งสัตวและพืช 3) ผูบริโภคสัตวลําดับแรกของโซอาหาร 4) ผูบริโภคสัตวลําดับสุดทายของโซอาหาร 14. แกสในขอใดจัดเปนแกสเรือนกระจก (O-NET กุมภา’50) 1) คารบอนไดออกไซด คลอโรฟลูออโรคารบอน มีเทน 2) มีเทน คารบอนไดออกไซด ออกไซดของไนโตรเจน 3) ไนโตรเจน ออกซิเจน คารบอนไดออกไซด 4) มีเทน ออกไซดของไนโตรเจน คลอโรฟลูออโรคารบอน
  • 111. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013_____________________________วิทยาศาสตร ชีววิทยา (111) เฉลย 1. เฉลย 2) อุณหภูมิและความชื้นเฉลี่ย ไบโอมบนบก ใชเกณฑปริมาณน้ําฝนอุณหภูมิเปนตัวกําหนด ไบโอมบนบกที่สําคัญ ไดแก ปาดิบชื้น ปาผลัดใบในเขตอบอุน ปาสน ทุงหญาเขตอบอุน ทะเลทราย ทุนดรา เปนตน 2. เฉลย 1) เพิ่มความอุดมสมบูรณของดิน หลักของการปลูกพืชหมุนเวียนมีเพื่ออนุรักษดิน และรักษาธาตุอาหารในดิน เชน การปลูกพืชวงศถั่ว จะทําใหมีการสรางธาตุอาหารสมดุล 3. เฉลย 2) หญา การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิ (Secondary Succession) เปนการเปลี่ยนแปลงแทนที่ใน แหลงที่เคยมีสิ่งมีชีวิตดํารงอยูกอนแลวแตถูกทําลายไป จึงมีการเปลี่ยนแปลงแทนที่ขึ้นใหมเพื่อกลับเขาสู สภาพสมดุล ซึ่งหญาจะเปนพืชกลุมแรกที่จะเกิดขึ้นกอน ตอมามีไมลมลุก ไมพุม ไมใหญเขาแทนที่ตามลําดับ 4. เฉลย 4) ขอนไม → ปลวก → กิ้งกา 1), 2) และ 3) เปนโซอาหารแบบผูผลิต 5. เฉลย 1) พลังงานแสงที่โลกไดรับสวนใหญจะเขาสูผูผลิต ในระบบนิเวศ ผูผลิตเปนผูรับพลังงานแสงเพื่อนํามาเปลี่ยนเปนพลังงานเคมี และมีการถายทอด พลังงานเคมีไปในหวงโซอาหาร พืชสามารถดูดกลืนพลังงานจากแสงไดรอยละ 40 แตนําไปใชในกระบวนการ เมแทบอลิซึมรอยละ 19, นําไปใชในการสังเคราะหดวยแสงรอยละ 5, สูญเสียความรอนรอยละ 8, แสงสะทอน และสองผานรอยละ 8 6. เฉลย 1) โพรโทซัว อาศัยอยูในลําไสปลวก โพรโทซัวในลําไสปลวก เปนความสัมพันธแบบ Mutualism ใชเครื่องหมาย +/+ คือโพรโทซัว ชวยยอยเซลลูโลสที่ปลวกกิน 2) ผักตบชวาในสระน้ํา เปนความสัมพันธแบบ Competition ใชเครื่องหมาย -/- ผักตบชวาแตละ ตนแกงแยงปจจัยในการดํารงชีวิต ทําใหเจริญไมเต็มที่ 3) กาฝากบนตนไมใหญ เปนความสัมพันธแบบ Parasitism ใชเครื่องหมาย +/- กาฝากจะงอกสวน ที่สามารถดูดน้ําและอาหารเขาไปในตนไมใหญ 4) นกพิราบ นกเขา เปนความสัมพันธแบบ Competition ใชเครื่องหมาย -/- นกทั้งสองแกงแยง ปจจัยในการดํารงชีวิต ทําใหไดปจจัยไมเต็มที่ 7. เฉลย 1) สามารถทนตอปจจัยตางๆ ในสิ่งแวดลอมไดในชวงกวาง การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตตอสิ่งแวดลอมไดดี ทําใหสิ่งมีชีวิตสามารถอยูรอดได
  • 112. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (112)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 8. เฉลย 4) ก., ข. และ ค. ชนิดพันธุตางถิ่น (Alien Species) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นในที่ที่แตกตางจากพื้นที่การ กระจายตามธรรมชาติ แบงเปน 2 ประเภท 1. ชนิดพันธุตางถิ่นที่ไมรุกราน (Non-Invasive Alien Species หรือ NIAS) พันธุตางถิ่น ปรับตัวเขากับพันธุที่มีอยูเดิม 2. ชนิดพันธุตางถิ่นที่รุกราน (Invasive Alien Species หรือ IAS) พันธุตางถิ่นแพรพันธุไดเร็ว และสามารถแขงขันกับพันธุพื้นเมือง ทําใหพันธุพื้นเมืองลดลง ทําใหความหลากหลายทางชีวภาพลดลง 9. เฉลย 2) การเปลี่ยนไนเตรตกลับเปนแกสไนโตรเจน การเปลี่ยนสารประกอบไนเตรตไปเปนแกสไนโตรเจน ทําใหดินสูญเสียธาตุไนโตรเจนไปจากดิน พืชไมสามารถนําไปใชได การตรึงไนโตรเจนโดยแบคทีเรียในดิน ทําใหแกสไนโตรเจนกลับมาอยูในพืชในรูป ของสารประกอบไนเตรต และการเปลี่ยนสารประกอบไนโตรเจน → แอมโมเนีย → ไนไตรทและไนเตรต และสารประกอบเหลานี้ พืชสามารถดูดซึมได ทําใหเกิดการสรางสารประกอบภายในพืช 10. เฉลย 4) นกปากหางที่อพยพมาจากถิ่นอื่นทําใหหอยเชอรี่ในนาขาวลดจํานวนลง นกปากหางและหอย เปนสิ่งมีชีวิตที่เปนสัตวมีกระดูกสันหลังและไมมีกระดูกสันหลัง ซึ่งตางจาก ขออื่นๆ ที่เปนสิ่งมีชีวิตอยูในชนิดเดียวกันแตตางสายพันธุ 11. เฉลย 4) จํานวนสปชีสของไมยืนตนในบริเวณนั้นจะเพิ่มขึ้นตามลําดับ การเปลี่ยนแปลงแทนที่ (Succession) ในพื้นที่ที่เคยมีสิ่งมีชีวิตกอน และจะมีการเปลี่ยนแปลง แทนที่จนกระทั่งไดตนไมยืนตนเปนปา (Climax Community) 12. เฉลย 1) ลดการใชปุยไนโตรเจนในการเพาะปลูก Rhizobium สามารถตรึง Nitrogen จากอากาศได 13. เฉลย 4) ผูบริโภคสัตวลําดับสุดทายของโซอาหาร การสะสมสารพิษในระบบนิเวศจะสูงขึ้นในผูบริโภคลําดับที่สูงขึ้น ดังนั้นถาพบสารกําจัดแมลงใน ปลาชอนสูงสุดเสมอ แสดงวาปลาชอนเปนผูบริโภคลําดับที่สูงที่สุด (ผูบริโภคลําดับสุดทาย) 14. เฉลย 2) มีเทน คารบอนไดออกไซด ออกไซดของไนโตรเจน ปรากฏการณเรือนกระจกเกิดจากการสะสมแกสที่สามารถกักเก็บความรอนในบรรยากาศ เชน แกสคารบอนไดออกไซด, แกสมีเทน และออกไซดของไนโตรเจน ทําใหเกิดการกักเก็บความรอนไวใน บรรยากาศของโลกมากคลายกับการเก็บความรอนในเรือนกระจกที่ปลูกตนไมในเขตหนาว
  • 113. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (113)
  • 114. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (114)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 115. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (115)
  • 116. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (116)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 117. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (117)
  • 118. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (118)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 119. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (119)
  • 120. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (120)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 121. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (121)
  • 122. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (122)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 123. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (123)
  • 124. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (124)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 125. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (125)
  • 126. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (126)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 127. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (127)
  • 128. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (128)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 129. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (129)
  • 130. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (130)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 131. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (131)
  • 132. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (132)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 133. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (133)
  • 134. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (134)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 135. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (135)
  • 136. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (136)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 137. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (137)
  • 138. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (138)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 139. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (139)
  • 140. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (140)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 141. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (141)
  • 142. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (142)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 143. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (143)
  • 144. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (144)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 145. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (145)
  • 146. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (146)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 147. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (147)
  • 148. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (148)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 149. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (149)
  • 150. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (150)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 151. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (151)
  • 152. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (152)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013
  • 153. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (153) แนวขอสอบ 1. นายณเดชนไดเปรียบเทียบความแตกตางระหวางการจําลองตัวของดีเอ็นเอ (DNA Replication) และการ ถอดรหัส (Transcription) ขอสรุปใดของนายณเดชนผิด การจําลองตัวของดีเอ็นเอ การถอดรหัส 1) ใชดีเอ็นเอทั้งสองสายเปนดีเอ็นเอแมแบบ (DNA Template) และเกิดการจําลองตัวตลอด ความยาวของโมเลกุลดีเอ็นเอ ใชดีเอ็นเอเพียงสายเดียวเปนแมแบบและเกิด การถอดรหัสเพียงบางสวนของโมเลกุลดีเอ็นเอ 2) เมื่อสิ้นสุดกระบวนการจะไดดีเอ็นเอสายคู 2 โมเลกุล ที่เหมือนกันทุกประการ เมื่อสิ้นสุดกระบวนการจะไดอารเอ็นเอสายเดี่ยว 1 โมเลกุล 3) เปนกระบวนการที่เกิดขึ้นในนิวเคลียส เปนกระบวนการที่เกิดขึ้นในไซโทพลาซึม 4) เกิดขึ้นกับเซลลที่สามารถแบงตัวไดและเกิด เฉพาะเวลาที่เซลลกําลังจะแบงตัว เกิดขึ้นกับเซลลทุกชนิดและเกิดขึ้นไดตลอดเวลา 2. ดีเอ็นเอสายคูโมเลกุลหนึ่ง มีลําดับเบสดังนี้ 5′ C C A T G T T G A A 1000 C G A T A C T G A A 3′ 3′ G G T A C A A C T T คูเบส G C T A T G A C T T 5′ หากเกิดกระบวนการจําลองตัวของดีเอ็นเอ (DNA Replication) เมื่อสิ้นสุดกระบวนการจะไดผลเปนอยางไร 1) ไดดีเอ็นเอสายคู 2 โมเลกุล แตละโมเลกุลมีความยาว 1020 คูเบส 2) ไดดีเอ็นเอสายเดี่ยว 2 โมเลกุล แตละโมเลกุลมีความยาวนอยกวา 1020 คูเบส 3) ไดอารเอ็นเอสายคู 2 โมเลกุล แตละโมเลกุลมีความยาว 1020 คูเบส 4) ไดอารเอ็นเอสายเดี่ยว 1 โมเลกุล แตละโมเลกุลมีความยาวนอยกวา 1020 คูเบส 3. ดีเอ็นเอสายคูโมเลกุลหนึ่ง ซึ่งชวงหนึ่งของยีน 1 ยีน มีลําดับเบสดังนี้ 5′ .......... C C A T G T T A 1000 C G T G A A .......... 3′ 3′ .......... G G T A C A A T คูเบส G C A C T T .......... 5′ หากใหดีเอ็นเอสายลางเปนดีเอ็นเอแมแบบ (DNA Template) เมื่อเกิดกระบวนการถอดรหัส (Transcription) และแปลรหัส (Translation) จะไดสายพอลิเพปไทดที่มีกรดอะมิโนกี่โมเลกุล 1) 335 2) 336 3) 337 4) 338
  • 154. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (154)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 4. ลักษณะตาบอดสีเขียวแดงเปนลักษณะดอยที่อยูบนโครโมโซมเพศ ลักษณะผิวเผือกเปนลักษณะดอยที่อยูบน โครโมโซมรางกาย และลักษณะศีรษะลานเปนลักษณะพันธุกรรมที่ขึ้นกับอิทธิพลของเพศ (Sex Influenced) นายณเดชนมีผิวปกติและหัวลาน แมของนายณเดชนมีผิวเผือกและหัวลาน และพอของนายณเดชนมีผิวปกติ และหัวไมลาน ครอบครัวนายณเดชนไมมีประวัติการเปนตาบอดสีเขียวแดง นายณเดชนแตงงานกับนางอุรัสยา ซึ่งมีผิวปกติไมเปนตาบอดสี และหัวไมลาน แมของนางอุรัสยามีผิวปกติ ไมเปนตาบอดสี แตหัวลาน สวนพอ ของนางอุรัสยามีผิวเผือก เปนตาบอดสี แตหัวไมลาน หากนายณเดชน และนางอุรัสยามีลูก เขามีโอกาสมี ลูกชายที่หัวไมลาน ผิวปกติ และไมเปนตาบอดสีเปนเทาใด 1) 1/64 2) 1/32 3) 3/64 4) 3/32 5. ยีนควบคุมสีตาของแมลงหวี่เปนยีนที่อยูบนโครโมโซม X โดยตาสีแดงเปนลักษณะเดน ตาสีขาวเปนลักษณะดอย ยีนควบคุมสีตัวของแมลงหวี่เปนยีนที่อยูบนโครโมโซมรางกาย โดยตัวสีเทาเปนลักษณะเดน ตัวสีดําเปน ลักษณะดอย เมื่อนําแมลงหวี่เพศเมียตาสีแดง ตัวสีเทาผสมกับแมลงหวี่เพศผูตาสีขาว ตัวสีดํา ไดแมลงหวี่ รุนลูกเปนเพศเมียและเพศผูที่มีลักษณะเหมือนกันคือตาสีขาว ตัวสีเทา และตาสีแดง ตัวสีเทาดวยอัตราสวน 1 : 1 อยากทราบวาแมลงหวี่เพศเมียตาสีแดงตัวสีเทาในรุนพอแมมีจีโนไทปเปนอยางไร 1) XRXR BB 2) XRXr BB 3) XRXR Bb 3) XRXr Bb 6. เอนไซมตอไปนี้ A. restriction enzyme B. DNA ligase C. DNA polymerase D. RNA polymerase E. helicase เอนไซมใดบางที่ใชในการสรางดีเอ็นเอสายผสม (Recombinant DNA) 1) A. และ B. 2) A. และ C. 3) B. และ E. 4) C. และ D. 7. ไมคอรไรซาเปนราที่อยูรวมกันแบบภาวะพึ่งพากันกับรากพืช ไมคอรไรซาชวยเพิ่มความสามารถในการดูดซึม น้ําและแรธาตุของรากพืชจากดินโดยไดน้ําตาลและกรดอะมิโนที่พืชผลิตขึ้นเปนการตอบแทน และเนื่องจาก มีผลการศึกษาชิ้นหนึ่ง พบวาฝนกรดมีผลกระทบทําใหการเจริญเติบโตของไมคอรไรซาลดลง ดังนั้นถาดินมี คา pH เทากับ 7 พืชและไมคอรไรซาจะไดรับผลกระทบอยางไร 1) ไมมีผลกระทบตอทั้งพืชและไมคอรไรซา 2) พืชเจริญเติบโตลดลง แตไมคอรไรซาไมไดรับผลกระทบ 3) ไมคอรไรซาเจริญเติบโตลดลง แตพืชไมไดรับผลกระทบ 4) ทั้งพืชและไมคอรไรซาเจริญเติบโตลดลง
  • 155. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (155) 8. แผนภาพขางลางแสดงกระบวนการเกิดกลุมสิ่งมีชีวิตขึ้นในบริเวณหนึ่งตั้งแตยังไมมีสิ่งมีชีวิตในบริเวณนั้นเลย แลวเปลี่ยนแปลงไปตามลําดับจนกระทั่งไดสังคมสมบูรณ (Climax Community) มอสและไลเคนส → กลุมสิ่งมีชีวิต A → กลุมสิ่งมีชีวิต B → กลุมสิ่งมีชีวิต C → สังคมสมบูรณ ลําดับการเกิดกลุมสิ่งมีชีวิตในขอใดถือไดวาเกิดการเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิขึ้นในบริเวณนั้นแลว 1) เมื่อมีมอสและไลเคนสเกิดขึ้นก็ถือวาเกิดการเปลี่ยนแปลงแทนที่ขึ้นในบริเวณนั้นแลว 2) เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจากมอสและไลเคนสไปจนเปนกลุมสิ่งมีชีวิตกลุมอื่นใดก็ถือวาเกิดการ เปลี่ยนแปลงแทนที่ขึ้นในบริเวณนั้นแลว 3) เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงตั้งแตมอสและไลเคนสไปจนเปนกลุมสิ่งมีชีวิตสมบูรณเทานั้นจึงจะถือไดวาเกิด การเปลี่ยนแปลงแทนที่ขึ้นในบริเวณนั้นแลว 4) เมื่อสังคมสมบูรณถูกทําลายแลวเกิดการเปลี่ยนแปลงใหมตั้งแตกลุมสิ่งมีชีวิต A ไปจนเปนสังคมสมบูรณ อีกครั้งจึงจะถือไดวาเกิดการเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิขึ้นในบริเวณนั้นแลว 9. สิ่งมีชีวิตใดในโซอาหารขางลางนี้ที่มีทั้งมวลชีวภาพ (Biomass) และพลังงานโดยรวมมากที่สุด แพลงกตอนพืช → แพลงกตอนสัตว → ปลาทู → ฉลาม 1) แพลงกตอนพืช 2) แพลงกตอนสัตว 3) ปลาทู 4) ฉลาม 10. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตในขอใดที่แตกตางจากขออื่น 1) คางคาวผสมเกสรใหตนกลวย 2) โพรโทซัวยอยเซลลูโลสใหปลวก 3) รากับสาหรายอยูรวมกันเปนไลเคนส 4) ปะการังสรางคารบอนไดออกไซดใหซูแซนเทลลี 11. เมื่อเซลลเม็ดเลือดแดงเซลลหนึ่งเดินทางออกจากหัวใจหองลางขวาของคนที่มีสุขภาพเปนปกติ ตําแหนงแรก ของหัวใจที่เซลลเม็ดเลือดแดงนี้จะเดินทางกลับเขามาก็คือขอใด 1) หองบนซาย 2) หองบนขวา 3) ลิ้นไบคัสปด 4) ลิ้นเอออรติกเซมิลูนาร 12. ถาเซลลเม็ดเลือดแดงเซลลหนึ่งอยูในหลอดเลือดแดงที่แขนซาย และตองเดินทางไปยังหัวใจหองลางซาย เซลลเม็ดเลือดแดงดังกลาวตองเคลื่อนผานหลอดเลือดฝอยทั้งหมดกี่ชุด 1) 1 2) 2 3) 3 4) 4 13. จากการตรวจวินิจฉัยคนไขรายหนึ่งพบวา คนไขสามารถผลิตแอนติบอดีตอตานการติดเชื้อแบคทีเรียแตไม สามารถผลิตแอนติบอดีตอตานเชื้อไวรัสได ขอใดแสดงองคประกอบที่ผิดปกติของระบบภูมิคุมกันของคนไขรายนี้ 1) ทีเซลล 2) บีเซลล 3) แมโครเฟจ 4) พลาสมาเซลล
  • 156. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (156)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 14. ขอใดผิด 1) ในการถายทอดอิเล็กตรอนแบบไมเปนวัฏจักร โมเลกุลของน้ําแยกสลายเปนออกซิเจนและโปรตอน 2) ในการถายทอดอิเล็กตรอนแบบไมเปนวัฏจักร อิเล็กตรอนที่หลุดออกไปจากคลอโรฟลล เอ ในระบบแสง I จะไมยอนกลับคืนสูระบบแสง I อีก 3) การถายทอดอิเล็กตรอนแบบเปนวัฏจักรเกิดขึ้นเมื่อระบบแสง II ไดรับพลังงานแสง สารสีในระบบแสง II จะรับพลังงานแสงและถายทอดพลังงานไปยังคลอโรฟลลเอ 4) การถายทอดอิเล็กตรอนแบบไมเปนวัฏจักรมีการสังเคราะหทั้ง NADPH และ ATP สวนการถายทอด อิเล็กตรอนแบบเปนวัฏจักรมีการสังเคราะห ATP แตไมมีการสังเคราะห NADPH 15. ในเวลากลางคืนพืชในกลุมใดมีการลําเลียงกรดมาลิกไปเก็บไวในแวคิวโอล 1) ขาว มะมวง 2) ออย ขาวโพด 3) กลวยไม วานหางจระเข 4) ผักโขมจีน บานไมรูโรย เฉลย 1. 3) 2. 1) 3. 3) 4. 4) 5. 2) 6. 1) 7. 1) 8. 1) 9. 2) 10. 1) 11. 2) 12. 1) 13. 4) 14. 3) 15. 3)
  • 157. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (157) ตัวอยางขอสอบ 1. ขอใดไมใชสวนประกอบของโครโมโซม (PAT 2 ก.ค. 52) 1) ดีเอ็นเอ 2) ฮีสโทน 3) นิวคลีโอโซม 4) ไรโบโซม 2. ภาพโครงสรางสวนหนึ่งของดีเอ็นเอ A T C G G C สัญลักษณ และ คืออะไร ตามลําดับ (PAT 2 ต.ค. 52) 1) ฟอสเฟต และเบส 2) ฟอสเฟต และนิวคลีโอไทด 3) น้ําตาล และเบส 4) น้ําตาล และฟอสเฟต 3. ขอใดไมถูกตอง (PAT 2 มี.ค. 52) 1) เกลียวคูของสายพอลินิวคลีโอไทดเวียนขวาตามเข็มนาฬิกา 2) เบสคูสมในสายพอลินิวคลีโอไทดยึดกันดวยพันธะไฮโดรเจน 3) ถาเปรียบโครงสรางของสายดีเอ็นเอเปนบันไดเวียน ราวบันไดเกิดจากไนโตรจีนัสเบสจับกับหมูฟอสเฟต 4) โครงสรางของเบสพิวรีนเปนวงแหวนที่ประกอบดวยคารบอนและไนโตรเจน 2 วง แตเบสไพริมิดีนมีวง แหวนดังกลาว 1 วง 4. จาก mRNA ที่มีลําดับนิวคลีโอไทด 5′ UACUCCAGUAUACCAGAG 3′ mRNA ขางตนถูกสังเคราะห มาจาก DNA ตนแบบที่มีลําดับนิวคลีโอไทดอยางไร (PAT 2 มี.ค. 52) 1) 5′ TACTCCAGTATACCAGAG 3′ 2) 5′ ATGAGGTCATATGGTCTC 3′ 3) 5′ GAGACCATATGACCTCAT 3′ 4) 5′ CTCTGGTATACTGGAGTA 3′
  • 158. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (158)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 5. ถา mRNA สายหนึ่งมีลําดับนิวคลีโอไทดเปน 5′ AUGACUCGAUAACUG 3′ ขอใดถูกตอง (PAT 2 ก.ค. 52) 1) ดีเอ็นเอสายแมพิมพลําดับนิวคลีโอไทดเปน 5′ AUGACUCGAUAACUG 3′ 2) แอนติโคดอนมีลําดับนิวคลีโอไทดเปน 5′ AUGACUCGAUAACUG 3′ 3) โปรตีนที่ไดมีกรดอะมิโน 3 ตัว 4) ขอ 2) และ 3) ถูก 6. ชวงหนึ่งของดีเอ็นเอสายคูมีลําดับนี้ 5′ AGTCATGA 3′ 3′ TCAGTACT 5′ สายของนิวคลีโอไทดที่สามารถจับกับดีเอ็นเอนี้ไดคือขอใด (PAT 2 ต.ค. 52) 1) 5′ AGTCATGA 3′ 2) 5′ AGTCATGA 3′ 3) 5′ TCAGTACT 3′ 4) ขอ 1) และ 3) ถูก 7. จากแผนภาพตอไปนี้ DNA RNA B C พอลิเพปไทด A A B และ C คืออะไรตามลําดับ (PAT 2 มี.ค. 52) 1) RNA พอลิเมอเรส DNA ไลเกส ไรโบโซม 2) RNA พอลิเมอเรส DNA พอลิเมอเรส อารเอ็นเอ 3) DNA พอลิเมอเรส DNA ไลเกส อารเอ็นเอ 4) DNA พอลิเมอเรส RNA พอลิเมอเรส ไรโบโซม 8. การเปลี่ยนแปลงใดมีผลทําใหลักษณะฟโนไทปเปลี่ยนไป (PAT 2 ก.ค. 53) 1) การเติมเบส 3 ตัว หนาตําแหนงเริ่มตนของการถอดรหัส 2) การเติมลําดับเบสสําหรับกรดอะมิโนฮีสทิดีนหนาตําแหนงโพรโมเตอร 3) การเติมเบส 3 ตัว หนาหลังตําแหนงเริ่มตนของการถอดรหัส (Transcription) 4) การเติมลําดับเบสสําหรับกรดอะมิโนฮีสทิดีนหลังตําแหนงสุดทายของการถอดรหัส 9. การเปลี่ยนแปลงระดับยีนแบบใดที่อาจไมมีผลตอการเปลี่ยนลักษณะฟโนไทป (PAT 2 ก.ค. 53) 1) การเปลี่ยนแปลงเบส 1 ตัว ในสายดีเอ็นเอ 2) การเอาลําดับเบส 1 โคดอน ออกจากยีน 3) การเติมเบส 1 ตัว ลงไปในสายดีเอ็นเอ 4) การเพิ่มลําดับเบส 1 โคดอน ในยีน
  • 159. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (159) 10. ถาโมเลกุลของ RNA มีนิวคลีโอไทด 5 ชนิด และรหัสพันธุกรรมประกอบดวย 4 นิวคลีโอไทด เมื่อเรียง สลับกันแลวจะไดรหัสพันธุกรรมทั้งหมดกี่รหัส (PAT 2 มี.ค. 54) 1) 64 2) 120 3) 625 4) 1024 11. ตารางรหัสพันธุกรรม นิวคลีโอไทดลําดับที่ 2 U C A G Phe Ser Tyr Cys U Phe Ser Tyr Cys C Leu Ser Stop Stop A U Leu Ser Stop Trp G Leu Pro His Arg U Leu Pro His Arg C Leu Pro Gln Arg A C Leu Pro Gln Arg G Ile Thr Asn Ser U Ile Thr Asn Ser C Ile Thr Lys Arg A A Met Thr Lys Arg G Val Ala Asp Gly U Val Ala Asp Gly C Val Ala Glu Gly A นิวคลีโอไทดลําดับที่1 G Val Ala Glu Gly G นิวคลีโอไทดลําดับที่3 จากตาราง มิวเทชันที่ทําใหเบสลําดับที่ 5 ของ mRNA ที่มีลําดับนิวคลีโอไทดเปน 5′ AUGUCCGUA 3′ เปลี่ยนจาก C เปน A จะสงผลถึงชนิดของกรดอะมิโนในลําดับที่ 2 ของสายพอลิเพปไทดที่ถูกสรางขึ้นจาก mRNA นี้อยางไร (PAT 2 มี.ค. 52) 1) ไมมีการเปลี่ยนแปลงชนิดของกรดอะมิโน 2) เปลี่ยนชนิดของกรดอะมิโนจาก SER เปน TYR 3) เปลี่ยนชนิดของกรดอะมิโนจาก ARG เปน ASP 4) เปลี่ยนชนิดของกรดอะมิโนจาก PRO เปน THR
  • 160. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (160)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 12. ตารางรหัสพันธุกรรม นิวคลีโอไทดลําดับที่ 2 U C A G Phe Ser Tyr Cys U Phe Ser Tyr Cys C Leu Ser Stop Stop A U Leu Ser Stop Trp G Leu Pro His Arg U Leu Pro His Arg C Leu Pro Gln Arg A C Leu Pro Gln Arg G Ile Thr Asn Ser U Ile Thr Asn Ser C Ile Thr Lys Arg A A Met Thr Lys Arg G Val Ala Asp Gly U Val Ala Asp Gly C Val Ala Glu Gly A นิวคลีโอไทดลําดับที่1 G Val Ala Glu Gly G นิวคลีโอไทดลําดับที่3 จากตาราง มิวเทชันที่ทําใหเบสลําดับที่ 5 ของ mRNA ที่มีลําดับนิวคลีโอไทด 5′ AUGCACGUAA 3′ หายไปจะสงผลถึงสายพอลิเพปไทดที่ถูกสรางขึ้นจาก mRNA นี้อยางไร (PAT 2 ก.ค. 52) 1) ไมมีการเปลี่ยนแปลงชนิดของกรดอะมิโน 2) ชนิดของกรดอะมิโนในโคดอนที่ 2 เปลี่ยนแปลงไป 3) ทําใหสายพอลิเพปไทดนี้สั้นลง เนื่องจากมีการสรางรหัสหยุด 4) ขอ 2) และ 3) ถูก 13. ขอใดไมถูกตอง (PAT 2 ก.ค. 52) 1) พีซีอารเปนเทคนิคที่ใชเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอ จึงนับเปนการโคลนยีนแบบหนึ่ง 2) เมื่อเอนไซมตัดจําเพาะตัดสายดีเอ็นเอแลว อาจทําใหสายที่ถูกตัดมีปลายเหนียวหรือปลายทูก็ได ขึ้นกับ ชนิดของเอนไซม 3) ในการแยกดีเอ็นเอดวยเจลอิเล็กโทรโฟรีซิสนั้น ดีเอ็นเอที่มีขนาดใหญ มีประจุลบมากจะเคลื่อนที่เขาหา ขั้วบวกไดเร็วกวาดีเอ็นเอที่มีขนาดเล็กกวา 4) เราสามารถมองเห็นโมเลกุลดีเอ็นเอที่อยูบนเจลหลังจากผานขั้นตอนเจลอิเล็กโทรโฟรีซิสแลว โดยยอม ดวยสีอีธิเดียมโบรไมด แลวสองดวยแสงอัลตราไวโอเลต 14. เทคนิคการสราง DNA สายผสมใหไดสิ่งมีชีวิตที่ตองการ ภายหลังการใชเอนไซมตัดจําเพาะในการตัดสาย DNA แลว สามารถใชเอนไซมใดเรงปฏิกิริยาการสรางพันธะโคเวเลนตระหวาง DNA 2 โมเลกุล ให เชื่อมตอกันได (PAT 2 มี.ค. 54) 1) DNA ไลเกส 2) DNA ไพรเมส 3) DNA เฮลิเคส 4) DNA พอลิเมอเรส
  • 161. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (161) 15. ขอใดถูก (PAT 2 ต.ค. 52) 1) การโคลนยีนคือ การเพิ่มดีเอ็นเอสวนที่ตองการใหมีจํานวนมากและเหมือนกับดีเอ็นเอตนแบบ 2) การโคลนยีนนิยมใชพลาสมิดของแบคทีเรียซึ่งเปนดีเอ็นเอที่อยูบนโครโมโซมของแบคทีเรีย 3) การโคลนยีนในแบคทีเรียนิยมใชยีนที่ตานทานยาปฏิชีวนะที่อยูบนโครโมโซมของแบคทีเรียเปนเครื่องหมาย 4) การโคลนยีนภายนอกเซลลโดยไมใชแบคทีเรีย สามารถเพิ่มจํานวนดีเอ็นเอไดดวยวิธีอิเล็กโทรโฟรีซิส 16. ขอใดไมใชปจจัยที่ทําใหการผสมพันธุถั่วลันเตาของเมนเดลประสบความสําเร็จจนทําใหเขาคนพบหลักการ ถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม (PAT 2 ก.ค. 52) 1) ถั่วลันเตามีหลายลักษณะในพันธุเดียวกัน และสามารถแยกแยะลักษณะออกไดชัดเจน 2) ลักษณะของถั่วลันเตาทั้ง 7 ประการ ที่เมนเดลศึกษาอยูบนโครโมโซมแทงเดียวกัน 3) ดอกถั่วลันเตาเปนดอกสมบูรณเพศ ผสมพันธุในดอกเดียวกัน 4) ถั่วลันเตาเปนพืชอายุสั้น ปลูกงาย โตเร็ว 17. ขอใดสอดคลองกับกฎแหงการแยก (PAT 2 มี.ค. 52) 1) กฎขอนี้ไดมาจากการศึกษาลักษณะที่ไดจากการผสมพิจารณาสองลักษณะ 2) ยีนที่อยูเปนคูจะแยกออกจากกันในระหวางการแบงเซลลแบบไมโทซิสของการสรางเซลลสืบพันธุ 3) ในการผสมของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเดนแทกับลักษณะดอยแทจะใหลูกรุน F2 ที่มีลักษณะเดนตอลักษณะดอย เปน 3 : 1 4) ยีนที่แยกออกจากยีนที่เปนคูกันจะจัดกลุมอยางอิสระกับยีนอื่นที่แยกออกจากคูเชนกันในการเขาไปอยูใน เซลลสืบพันธุ 18. ขอใดสอดคลองกับกฎแหงการแยกของเมนเดล (PAT 2 ก.ค. 52) 1) เกิดจากการแยกของแอลลีลที่เปนคูกันในระยะไมโอซิส II 2) ยีนแตละคูที่แยกออกจากกันมารวมกลุมกันในเซลลสืบพันธุ 3) ยีน 2 คู ที่มีความอิสระในการรวมกันจะอยูบนโครโมโซมตางคูกัน 4) เซลลสืบพันธุแตละเซลลจะไดรับโครโมโซม 1 แทง จากโฮโมโลกัสโครโมโซมแตละคู 19. กฎแหงการแยก (Law of Segregation) สอดคลองกับการแบงเซลลในระยะใด (PAT 2 ต.ค. 52) 1) โพรเฟส 2) โพรเฟส II 3) แอนาเฟส I 4) แอนาเฟส II 20. ขอใดผิดเกี่ยวกับแอลลีล (PAT 2 มี.ค. 55) 1) แอลลีลที่ควบคุมลักษณะเดียวกันจะอยูบนโลคัสเดียวกัน 2) รูปแบบที่แตกตางของแอลลีลทําใหเกิดความหลากหลายดานพันธุกรรม 3) ความแตกตางของแอลลีลเกิดจากลําดับนิวคลีโอไทดบนสาย DNA 4) ลักษณะที่ถูกควบคุมดวยแอลลีล 2 แอลลีล จะถูกถายทอดไปยังเซลลสืบพันธุ (Gamete) เดียวกัน
  • 162. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (162)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 21. ลักษณะในขอใดถูกควบคุมดวยกลไกทางพันธุกรรมแบบเดียวกัน (PAT 2 มี.ค. 52) 1) สีตาของคน และหมูเลือดระบบ ABO 2) ตาบอดสีในคน และสีตาของแมลงหวี่ 3) ดาวนซินโดรม และโรคธาลัสซีเมีย 4) โรคธาลัสซีเมีย และโรคฮีโมฟเลีย 22. ใหกระตายขนสีดําเปนลักษณะเดน ขนสีน้ําตาลเปนลักษณะดอยที่ถายทอดทางพันธุกรรมตามกฎของเมนเดล การทดลองที่สามารถทดสอบไดวากระตายขนสีดําที่มีอยูเปนพันธุแทคือขอใด (PAT 2 ต.ค. 52) 1) ผสมกับกระตายขนสีดําที่แนใจวาเปนพันธุแท ถากระตายที่มีอยูเปนพันธุแทจะไดลูกขนสีดํา : สีน้ําตาล = 1 : 1 2) ผสมกับกระตายขนสีน้ําตาลที่แนใจวาเปนพันธุแท ถากระตายที่มีอยูเปนพันธุแทจะไดลูกขนสีดํา : สีน้ําตาล = 1 : 1 3) ผสมกับกระตายขนสีดําที่แนใจวาเปนเฮเทอโรไซกัส ถากระตายที่มีอยูเปนพันธุแทจะไดลูกขนสีดํา : สีน้ําตาล = 1 : 1 4) ผสมกับกระตายขนสีดําที่แนใจวาเปนเฮเทอโรไซกัส ถากระตายที่มีอยูเปนพันธุแทจะไดลูกขนสีดําทั้งหมด 23. เมล็ดถั่วลันเตาซึ่งไดจากการผสมของตนพอที่มียีน V ควบคุมลักษณะดอกสีมวงกับตนแมที่มียีน v ควบคุม ลักษณะดอกสีขาว จะมีจีโนไทปของเอนโดสเปรมแบบใดไดบาง (PAT 2 ต.ค. 52) A. VVv B. Vvv C. vvv D. Vv E. vv 1) A. 2) A. และ B. 3) B. และ C. 4) D. และ E. 24. ตารางลักษณะตางๆ ที่ควบคุมดวยมัลติเปลแอลลีล จํานวนยีนที่ควบคุม A. 1 คู B. หลายคู ลักษณะที่แสดงออก C. มีความแตกตางอยางเดนชัด D. มีความแตกตางกันเล็กนอย การควบคุมลักษณะ E. ยีนหลายแอลลีลในตําแหนง เดียวกันบนโฮโมโลกัสโครโมโซม F. ยีนหลายแอลลีลในหลายตําแหนง ของโฮโมโลกัสโครโมโซม ผลกระทบจาก สิ่งแวดลอม G. มี H. มีนอยมาก ลักษณะที่ควบคุมดวยมัลติเปลแอลลีลมีลักษณะตรงกับขอใด (PAT 2 ต.ค. 52) 1) A., C., E. และ H. 2) A., D., E. และ G. 3) B., C., F. และ G. 4) B., D., F. และ H.
  • 163. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (163) 25. จากการตรวจสอบหมูเลือดของนายสมรพบวา เลือดตกตะกอนทั้งใน anti-A และ anti-B ขอใดคือหมู เลือดที่เปนไปไดของพอและแมของนายสมร (PAT 2 มี.ค. 53) I. A × B II. AB × A III. AB × B IV. AB × O 1) I. และ II. 2) I., II. และ III. 3) II., III. และ IV. 4) I., II., III. และ IV. 26. ดาราสาวคนหนึ่งอางกับนักรองชายวาลูกที่เพิ่งเกิดเปนลูกของนักรองชาย โดยนักรองชายมีเลือดหมู A ดาราสาวมีเลือดหมู B จีโนไทปของเด็กในขอใดที่นักรองชายสามารถปฏิเสธไดวาเด็กไมใชลูกของนักรอง ชาย (PAT 2 มี.ค. 54) A. ii B. IAIB C. IAIA D. IBIB E. IAi F. IBi 1) A. และ B. 2) C. และ D. 3) E. และ F. 4) A., C. และ D. 27. ครอบครัวหนึ่ง พอและแมมีจีโนไทปที่ควบคุมลักษณะศีรษะลานเหมือนกัน แตมีฟโนไทปแตกตางกัน ขอใดคือ ลักษณะที่เปนไปไดของจีโนไทปและฟโนไทปของลูกสาว (PAT 2 มี.ค. 54) 1) BB ศีรษะไมลาน 2) Bb ศีรษะลาน 3) Bb ศีรษะไมลาน 4) bb ศีรษะลาน 28. ยีนที่ทําใหเกิดโรคฮีโมฟเลียเปนยีนดอยบนโครโมโซม X หากครอบครัวหนึ่งมีแมเปนโรคฮีโมฟเลียและพอมี ลักษณะเปนปกติ ขอใดถูก (PAT 2 ต.ค. 52) 1) พออาจเปนพาหะของโรคฮีโมฟเลีย 2) ลูกชายทุกคนจะเปนโรคฮีโมฟเลีย 3) ลูกสาวทุกคนจะเปนโรคฮีโมฟเลีย 4) ลูกชายทุกคนจะเปนพาหะของโรคฮีโมฟเลีย 29. กรณีในขอใดที่ทําใหทารกในครรภคนที่ 2 มีโอกาสเกิดอีรีโทรบลาสโทซิสฟทาลิส (PAT 2 ก.ค. 52) 1) แมมีหมูเลือด Rh+ ทารกในครรภคนแรกมีหมูเลือด Rh+ คนที่ 2 มีหมูเลือด Rh- 2) แมมีหมูเลือด Rh+ ทารกในครรภคนแรกและคนที่ 2 มีหมูเลือด Rh- 3) แมมีหมูเลือด Rh- ทารกในครรภคนแรกมีหมูเลือด Rh- คนที่ 2 มีหมูเลือด Rh+ 4) แมมีหมูเลือด Rh- ทารกในครรภคนแรกและคนที่ 2 มีหมูเลือด Rh+ 30. สามีภรรยาคูหนึ่ง สามีมีลักษณะมีขนที่ใบหู ภรรยามีลักษณะไมมีขนที่ใบหู ลูกของสามีภรรยาคูนี้จะมีลักษณะ เชนใด (PAT 2 ก.ค. 53) 1) ทั้งลูกสาวและลูกชายมีขนที่ใบหู 2) ทั้งลูกสาวและลูกชายไมมีขนที่ใบหู 3) ลูกสาวมีขนที่ใบหู ลูกชายไมมีขนที่ใบหู 4) ลูกสาวไมมีขนที่ใบหู ลูกชายมีขนที่ใบหู
  • 164. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (164)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 31. ตนถั่วเฮเทอโรไซกัสที่มีลักษณะสูงและเมล็ดสีเหลืองมีจีโนไทปเปน TtYy เกิดการผสมภายในตนเดียวกัน โอกาสที่จะเกิดลูกเปนตนสูงเมล็ดสีเหลืองหรือตนเตี้ยเมล็ดสีเหลืองเปนเทาใด (PAT 2 ต.ค. 52) 1) 1/2 2) 3/4 3) 3/16 4) 9/16 32. พืชสายพันธุหนึ่งมีฟโนไทปของสีเมล็ดเปนสีเขียวเขม (A) และสีเขียวออน (a) เมื่อนําไปผสมขามสายพันธุกับ พืชอีกสายพันธุหนึ่งที่มีฟโนไทปเปนเมล็ดเรียบ (B) และเมล็ดยน (b) อยากทราบวา ลักษณะใดไมนาจะ เกิดขึ้นในชั่วรุนลูก หากลักษณะฟโนไทปของยีน B ถูกควบคุมดวยลักษณะดอยของยีน A (PAT 2 มี.ค. 53) 1) เมล็ดเรียบสีเขียวเขม 2) เมล็ดเรียบสีเขียวออน 3) เมล็ดยนสีเขียวเขม 4) เมล็ดยนสีเขียวออน 33. พืชสายพันธุ a เปนชั่วลูกที่เกิดจากการผสมพันธุของพืชสายพันธุ r ที่มียีนควบคุมลักษณะปลายใบแหลม และปลายใบตัด โดยปลายใบแหลมมีลักษณะเดน กับพืชสายพันธุ v ที่มียีนควบคุมลักษณะขนสั้นและขนยาว โดยขนยาวเปนลักษณะเดน หากพืชสายพันธุ a มีลักษณะดอยของยีนลักษณะขนควบคุมการแสดงออกของ ยีนเดนลักษณะปลายใบ ลักษณะใดไมนาจะพบในพืชสายพันธุ A (PAT2 ต.ค. 53) 1) ปลายใบแหลมขนยาว 2) ปลายใบแหลมขนสั้น 3) ปลายใบตัดขนยาว 4) ปลายใบตัดขนสั้น 34. ผสมตนถั่วที่มี Genotype เปน AaBbCc กับ AABbCc โอกาสที่รุนลูกจะมี Genotype เปน AABBCC เปนเทาใด (PAT 2 ต.ค. 53) 1) 1/64 2) 2/64 3) 3/64 4) 4/64 35. จากภาพเพดดีกรี จงตอบคําถามขอตอไปนี้ I II 21 III 1 2 3 4 1 2 3 1 2 3 IV ลักษณะผิดปกติที่แสดงออกนี้นาจะมีการถายทอดโดยพันธุกรรมแบบใด (PAT 2 ก.ค. 52) 1) Autosomal Dominant 2) Autosomal Recessive 3) X-linked Inheritance 4) Multiple Alleles
  • 165. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (165) 36. จากภาพเพดดีกรี ถากําหนดใหลักษณะเดนแทนดวย A และลักษณะดอยแทนดวย a จีโนไทปของบุคคลที่ II-2 และ III-1 ควรจะเปนอยางไร ตามลําดับ (PAT 2 ก.ค. 52) I II 21 III 1 2 3 4 1 2 3 1 2 3 IV 1) Aa และ Aa 2) AA และ Aa 3) Aa และ AA 4) Aa และ aa 37. พงศาวลี (Pedigree) ของครอบครัวหนึ่งในสามชั่วอายุ (Generation) แสดงถึงการเปนโรคพันธุกรรมอยาง หนึ่งเปนดังนี้ I II XY III XX XY 1 2 3 4 3 41 2 21 43 65 XY Sex-linked Recessive ccXX YXc YXc XXc ccXXXXc YXcXXcYXc XXc ความนาจะเปนของลูกในรุนที่สามที่เปนเพศชายที่เปนโรคเปนเทาใด (PAT 2 ต.ค. 53) 1) 1.00 2) 0.75 3) 0.50 4) 0.25 38. เราใชปจจัยใดเปนเกณฑในการแบงไบโอมบนบกเปนไบโอมแบบตางๆ กัน (PAT 2 มี.ค. 52) 1) ความสูงจากระดับน้ําทะเล 2) อุณหภูมิและความชื้นเฉลี่ย 3) ปริมาณแสงและอุณหภูมิเฉลี่ย 4) เขตละติจูด 39. เถาวัลยที่พบในปาดิบชื้นจัดเปนไมในระดับใด (PAT 2 ก.ค. 52) 1) ไมเรือนยอดชั้นบน 2) ไมยืนตนชั้นบน 3) ไมชั้นกลาง 4) ไมชั้นลาง
  • 166. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (166)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 40. พืชชนิดใดจัดเปนไมชั้นกลางในปาดิบชื้น (PAT 2 มี.ค. 52) 1) ตะเคียน 2) เถาวัลย 3) หวาย 4) จิกเขา 41. ขอใดเปนปาไมผลัดใบทั้งหมด (PAT 2 มี.ค. 53) 1) ปาเต็งรัง ปาเบญจพรรณ ปาทุง 2) ปาดิบเขา ปาทุง ปาสนเขา 3) ปาสนเขา ปาดิบแลง ปาหญา 4) ปาชายเลน ปาพรุ ปาชายหาด 42. ระบบนิเวศแบบใดที่ไมพบในประเทศไทย (PAT 2 ก.ค. 52) 1) ปาสน 2) ปาผลัดใบในเขตอบอุน 3) ทุงหญาสะวันนา 4) ทุนดรา 43. ไบโอมแบบใดที่ไมพบในประเทศไทย (PAT 2 ต.ค. 52) 1) ไบโอมปาสน 2) ไบโอมปาผลัดใบในเขตอบอุน 3) ไบโอมสะวันนา 4) ไบโอมทุงหญาเขตอบอุน 44. การสํารวจปาแหงหนึ่ง พบองคประกอบทางกายภาพและทางชีวภาพดังแสดงในตาราง องคประกอบทางชีวภาพ ตนพลวง ตนมะขามปอม เห็ดเผาะ กิ้งกา องคประกอบทางกายภาพ อุณหภูมิสูงและแสงแดดจัดในเวลากลางวัน ดินเปนดินรวนปนทราย ระบบนิเวศที่มีลักษณะดังกลาวพบไดในภาคใดของประเทศไทย (PAT2 มี.ค. 53) A. ภาคเหนือ B. ภาคกลาง C. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ D. ภาคตะวันออก E. ภาคใต 1) A., B. และ C. 2) A., C. และ D. 3) A., B., C. และ D. 4) A., B., C., D. และ E.
  • 167. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (167) 45. ปานเทพและปานอัปสรเก็บตัวอยางน้ําและดินจากพื้นที่ปาแหงหนึ่งไปตรวจในหองปฏิบัติการ พบวาน้ํามีความ เปนกรดสูงมาก และพบวาดินมีปริมาณอินทรียสารสูงและมีสารประกอบ Pyrite อยูมาก พื้นที่ปาที่ปานเทพ และปานอัปสรทําการสํารวจเปนพื้นที่ปาในขอใด (PAT 2 ก.ค. 53) 1) ปาพรุ (Peat Swamp Forest) 2) ปาชายเลน (Mangrove Forest) 3) ปาดิบชื้น (Tropical Rain Forest) 4) ปาดิบแลง (Dry Evergreen Forest) 46. จากการสํารวจลักษณะสิ่งมีชีวิตที่อยูบริเวณแหลงน้ําแหงหนึ่งพบวา มีปลาที่มีรูปรางแบนราบไปกับพื้นผิวที่เกาะ นอกจากนี้ยังพบหอยกาบเดียวซึ่งสามารถหลั่งเมือกเหนียว และพบปลาพลวงจํานวนมาก จากขอมูลลักษณะ สิ่งมีชีวิตที่พบ นักเรียนจะสรุปลักษณะระบบนิเวศของแหลงน้ําดังกลาวไดอยางไร (PAT 2 มี.ค. 54) 1) เปนแหลงน้ําจืดบริเวณน้ํานิ่ง 2) เปนแหลงน้ําจืดบริเวณน้ําไหล 3) เปนแหลงน้ํากรอยบริเวณน้ํานิ่ง 4) เปนแหลงน้ํากรอยบริเวณน้ําไหล 47. แผนภาพสายใยอาหาร ตนขาว หนอน นกกางเขน เหยี่ยว ตั๊กแตน หนูนา ผูบริโภคลําดับที่ 2 ไดแกสิ่งมีชีวิตใดบาง (PAT 2 ก.ค. 52) 1) หนูนา และเหยี่ยว 2) นกกางเขน และหนูนา 3) หนอน ตั๊กแตน และหนูนา 4) หนูนา นกกางเขน และเหยี่ยว 48. สิ่งมีชีวิตกลุมใดที่ทําใหเกิดการหมุนเวียนของสารเปนวัฏจักรอยูในระบบนิเวศ (PAT 2 ต.ค. 52) 1) ผูผลิต 2) ผูยอยสลาย 3) ผูผลิตและผูยอยสลาย 4) ผูบริโภคซากพืชซากสัตวและผูยอยสลาย
  • 168. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (168)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 49. แบคทีเรียในลําไสปลวก Microcerotermes sp. อาศัยและเจริญอยูในลําไสปลวก โดยยอยสลายลิกโนเซลลูโลส ในเยื่อไมที่ปลวกกินเขาไป แบคทีเรียชนิดนี้และปลวกมีความสัมพันธกันแบบใด (PAT 2 ก.ค. 53) 1) ภาวะปรสิต 2) ภาวะอิงอาศัย 3) ภาวะพึ่งพากัน 4) การไดประโยชนรวมกัน 50. ความสัมพันธระหวางแบคทีเรีย A และ B ในตารางเหมือนกับความสัมพันธในขอใด (PAT 2 ต.ค. 53) แบคทีเรีย สารที่ตองการในการเติบโต สารที่สังเคราะหได A Lysine Riboflavin B Riboflavin Lysine 1) Bacteria - Phage 2) ปลวก - โพรโทซัว 3) ปลา - แพลงกตอน 4) หนู - Leptospira 51. ตารางตอไปนี้แสดงสารที่จําเปนตอการเจริญกับสารที่สรางและปลอยออกมาสูสิ่งแวดลอมของจุลินทรีย 3 ชนิด ที่อาศัยอยูใน Habitat เดียวกัน (PAT 2 มี.ค. 53) ชนิด สารที่จําเปนตอการเจริญ สารที่สรางและปลอยออกมาสูสิ่งแวดลอม A Nicotinic Acid Thiamine B Thiamine - C Thiamine Nicotinic Acid ขอใดคือความสัมพันธที่ถูกตองระหวางจุลินทรียชนิด A กับ B และชนิด A กับ C ตามลําดับ 1) Parasitism Mutualism 2) Commensalism Mutualism 3) Parasitism Commensalism 4) Neutralism Commensalism 52. ขอใดตอไปนี้กลาวถูกตอง (PAT 2 มี.ค. 54) 1) มดดํากับเพลี้ยเปนภาวะไดประโยชนรวมกัน 2) แบคทีเรียในลําไสใหญของคนเปนภาวะเกื้อกูล 3) ปูเสฉวนกับซีแอนีโมนีเปนภาวะพึ่งพา 4) ฉลามกับเหาฉลามเปนภาวะปรสิต
  • 169. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (169) 53. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตในขอใดที่แตกตางจากขออื่นๆ ในเรื่องของการถายทอดพลังงาน (PAT 2 ต.ค. 52) 1) นกเคาแมวลาเหยื่อ 2) แมลงกับดอกไม 3) ชายผาสีดาขึ้นอยูบนตนไมใหญ 4) ทากดูดเลือดคน 54. พลังงานที่สงผานจากลําดับผูบริโภค (Trophic Level) หนึ่งไปยังลําดับถัดไป พลังงานสวนใหญถูกใชไป สําหรับกระบวนการใดมากที่สุด (PAT 2 ก.ค. 53) 1) การเตนของหัวใจ 2) การเคลื่อนไหว 3) การเจริญเติบโต 4) การหายใจระดับเซลล 55. วัฏจักรของสารใดตอไปนี้ตางจากขออื่น (PAT 2 ต.ค. 53) 1) คารบอน 2) ไนโตรเจน 3) ฟอสฟอรัส 4) น้ํา 56. เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิบนพื้นลาวาจากภูเขาไฟ สิ่งมีชีวิตที่จะเขามาอยูในพื้นที่นั้นไดเปน กลุมแรกคือขอใด (PAT 2 ก.ค. 52) 1) มอสและไลเคนส 2) สาหรายและเห็ดรา 3) หญาและวัชพืช 4) ไมลมลุก 57. เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิในพื้นที่ที่เคยทําไรขาวโพดมากอน พืชกลุมแรกที่จะขึ้นในพื้นที่นี้ นาจะเปนพวกใด (PAT 2 มี.ค. 52) 1) มอสและไลเคนส 2) หญา 3) ไมลมลุก 4) ไมพุม 58. เมื่อปาเบญจพรรณถูกไฟไหมจนไมเหลือตนไมขนาดใหญจะเกิดอะไรขึ้น (PAT 2 มี.ค. 52) 1) เกิดการเปลี่ยนแปลงแทนที่ขั้นปฐมภูมิ ไปเปนทุงหญา 2) เกิดการเปลี่ยนแปลงแทนที่ขั้นทุติยภูมิ ไปเปนไมพุม 3) เกิดการเปลี่ยนแปลงแทนที่ขั้นปฐมภูมิ ไปเปนปาไมเบญจพรรณ 4) เกิดการเปลี่ยนแปลงแทนที่ขั้นทุติยภูมิ ไปเปนปาไมเบญจพรรณ
  • 170. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (170)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 59. แหลงน้ําใดที่ผานกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ําทั่วไปและผานการฆาเชื้อโรคนําไปใชในการเกษตรกรรมได (PAT 2 ก.ค. 53) แหลงน้ํา DO (mg/l) BOD (mg/l) Fecal Coliform (MPN/ml) 1) A > 2.0 > 4.0 4000 2) B > 2.0 < 4.0 4000 3) C > 4.0 < 2.0 4000 4) D < 6.0 > 1.5 1000 60. การปลูกพืชวงศถั่วชวยเพิ่มความอุดมสมบูรณของดินไดอยางไร (PAT 2 ก.ค. 52) 1) เพิ่มสารอินทรียใหแกดิน 2) เพิ่มธาตุไนโตรเจนใหแกดิน 3) ชวยใหดินสามารถอุมน้ําไดดีขึ้น 4) เพิ่มประสิทธิภาพของดินในการดูดซึมธาตุอาหาร 61. ถาตองการปรับปรุงใหดินมีประสิทธิภาพสามารถดูดยึดธาตุอาหารพืชไวไดมากขึ้นควรทําตามขอใด (PAT 2 ต.ค. 52) 1) ปลูกพืชตระกูลถั่วหมุนเวียนกับพืชชนิดอื่นๆ ในพื้นที่เดียวกัน 2) เติมปุยพืชสด ปุยหมัก หรือปุยคอก เพื่อชวยใหดินสามารถอุมน้ําไดดี 3) เติมปูนขาว หินปูนบด เปลือกหอยปน หรือปูนมารล ควบคูไปกับอินทรียวัตถุ 4) ไถพรวนดินเพื่อใหดินรวนซุยขึ้น เกิดชองวางในดิน และลดความแนนทึบของดิน 62. ขอใดเปนผลของการแพรกระจายของพืชซึ่งเปนชนิดพันธุตางถิ่นที่รุกราน (Invasive Alien Species) (PAT 2 มี.ค. 54) 1) มีการแทนที่พันธุพื้นเมืองเดิม 2) มีการผสมกับพันธุพื้นเมืองเดิม 3) ปรับตัวเขากับชนิดพันธุที่มีอยูเดิม 4) พันธุตางถิ่นไมสามารถมีชีวิตอยูรอดได 63. การที่มนุษยไดรับสารพิษแคดเมียมที่ปนเปอนในแหลงน้ํามากกวาสัตวน้ําเปนเพราะปรากฏการณใด (PAT 2 ต.ค. 53) 1) Sedimentation 2) Amplification 3) Eutrophication 4) Biological Magnification
  • 171. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (171) 64. ภาพโครงสรางหัวใจคน จากขอมูลในภาพ A. เลือดในหลอดเลือดหมายเลข 1 เปนเลือดที่มีออกซิเจนมาก B. หลอดเลือดหมายเลข 2 นําเลือดไปปอด C. ลิ้นไตรคัสปดเปนลิ้นที่กั้นระหวางหองหัวใจหมายเลข 3 กับหมายเลข 4 D. หลอดเลือดหมายเลข 5 นําเลือดจากหัวใจและแขนเขาสูหัวใจ ขอใดถูก (PAT 2 ต.ค. 52) 1) A., B. และ C. 2) A., B. และ D. 3) A., B., C. และ D. 4) C. และ D. 65. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับระบบหมุนเวียนเลือดของคน (PAT 2 มี.ค. 52) 1) เลือดจากปอดที่นําออกซิเจนไปใหกลามเนื้อหัวใจตองผานลิ้นไตรคัสปดและเซมิลูนารในหัวใจ 2) ความดันเลือดในพัลโมนารีอารเตอรีสูงกวาในพัลโมนารีเวน 3) อัตราการเตนของหัวใจสามารถวัดไดจากการเตนของชีพจร 4) ถาโคโรนารีอารเตอรีตีบหรือแข็งจะทําใหกลามเนื้อหัวใจตาย 66. จะไมพบการกําจัดสิ่งแปลกปลอมโดยวิธีฟาโกไซโทซิสในเซลลเม็ดเลือดขาวชนิดใด (PAT 2 ก.ค. 53) 1) ลิมโฟไซต 2) อีโอซิโนฟล 3) นิวโทรฟล 4) โมโนไซต
  • 172. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (172)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 67. การสรางภูมิคุมกันในคน ขอใดถูก (PAT 2 ต.ค. 52) A. การฉีดวัคซีนเพื่อปองกันโรคไขหวัดใหญเปนการสรางภูมิคุมกันแบบคุมกันกอเอง (Active Immunization) B. การเลี้ยงทารกดวยน้ํานมแมเปนการใหภูมิคุมกันเทียบไดกับการเลนกับเพื่อนที่ติดหวัด C. การเปนโรคหัดตั้งแตเล็กเปนการสรางภูมิคุมกันแบบภูมิคุมกันรับมา (Passive Immunization) ทํา ใหไมเปนโรคนี้อีกตลอดชีวิต 1) A. 2) A. และ B. 3) C. 4) A., B. และ C. 68. ขอใดถูกสําหรับปฏิกิริยาแสง (PAT 2 มี.ค. 52) 1) อิเล็กตรอนที่ถายทอดจากระบบแสง I สูระบบแสง II ผานตัวรับอิเล็กตรอนหลายตัว จะมีพลังงานลดลง เปนลําดับ 2) เมื่อคลอโรฟลล a โมเลกุลพิเศษที่เปนศูนยกลางของปฏิกิริยาแสงสงอิเล็กตรอนใหตัวรับอิเล็กตรอนแลว จะมีการสงตอใหตัวรับอิเล็กตรอนอื่นอีกหลายตัว 3) ในลูเมนของไทลาคอยดของกรานามีการสะสมโปรตอนมากขึ้นจนเกิดความแตกตางของปริมาณโปรตอน ในลูเมนและในสโตรมาทําใหเกิดการสังเคราะห ATP ภายในลูเมน 4) ระหวางปฏิกิริยาแสง สารที่สะสมอยูบนเยื่อไทลาคอยดคือ คลอโรฟลลและแคโรทีนอยด แตสารที่สะสม อยูในลูเมนของไทลาคอยด คือ อิเล็กตรอนที่ไดจากการแตกตัวของน้ํา 69. แหลงพลังงานที่นํามาสราง ATP จาก ADP + Pi ในปฏิกิริยาแสง (Light Reaction) ของพืชเกิดจากขอใด (PAT 2 มี.ค. 53) 1) พลังงานที่รงควัตถุดูดจับไว 2) พลังงานที่เกิดขึ้นระหวางการถายทอดอิเล็กตรอน 3) ความแตกตางของความเขมขนของโปรตอนระหวางภายนอกและภายในของไทลาคอยด 4) ความแตกตางของความเขมขนของอิเล็กตรอนระหวางภายนอกและภายในของไทลาคอยด 70. จงเรียงลําดับเหตุการณที่เกิดขึ้น (PAT 2 มี.ค. 54) A. อิเล็กตรอนในโมเลกุลของคลอโรฟลล A จะถูกกระตุนใหอยูในสภาพเรงเรา (Excited State) B. พลังงานแสงถูกสงเขาสูศูนยกลางปฏิกิริยา (Reaction Center) C. แคโรทีนอยดบริเวณเยื่อไทลาคอยด (Thylakoid Membranes) รับพลังงานแสง 1) A., B. และ C. 2) C., B. และ A. 3) A., C. และ B. 4) B., C. และ A.
  • 173. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (173) 71. วัฏจักรคัลวินของพืชชนิดหนึ่งเปนปฏิกิริยาที่ไมตองอาศัยแสง แตปฏิกิริยานี้ไมสามารถเกิดขึ้นในเวลากลางคืนได เพราะเหตุใด (PAT 2 ก.ค. 53) 1) พืชมีการเปดปากใบในเวลากลางวันมากกวากลางคืน 2) พืชมีความเขมขนของคารบอนไดออกไซดลดต่ําลงในเวลากลางคืน 3) กลางคืนมีอุณหภูมิต่ํากวากลางวันซึ่งไมเหมาะตอปฏิกิริยาในวัฏจักรคัลวิน 4) พืชตองนําผลิตภัณฑที่เกิดจากปฏิกิริยาแสงในเวลากลางวันมาใชในวัฏจักรคัลวิน 72. ขอใดถูกสําหรับปฏิกิริยาตรึงคารบอนไดออกไซด (PAT 2 มี.ค. 52) 1) PGA เปนสารเสถียรตัวแรกที่เกิดจากขั้นตอนการรวมกันของ RuBP และ CO2 โดยไดพลังงานจาก ATP 2) ผลผลิตสุดทายของปฏิกิริยาตรึงคารบอนไดออกไซดคือ G3P หรือ PGAL 3) ขั้นตอนรีเจนเนอเรชันคือขั้นตอนที่นํา PGAL 2 โมเลกุล สรางน้ําตาล C6 1 โมเลกุล 4) น้ําตาล C6 ที่เกิดขึ้นในคลอโรพลาสตสามารถลําเลียงไปยังไมโทคอนเดรียไดโดยตรงเพื่อสลายใหไดพลังงาน 73. ขอใดไมถูกเกี่ยวกับปฏิกิริยาคารบอกซิเลชัน (Carboxylation) (PAT 2 มี.ค. 54) 1) ไดผลลัพธคือ 3-Phosphoglycerate (3PGA) 2) ผลลัพธที่เสถียรเปนสารที่มีคารบอน 6 อะตอม 3) เรงปฏิกิริยาโดยการทํางานของเอนไซม RuBisCO 4) สารตั้งตนของปฏิกิริยา Carboxylation มีคารบอน 5 อะตอม 74. ขอเปรียบเทียบระหวางพืช C3 และ พืช C4 ขอใดไมถูกตอง (PAT 2 มี.ค. 52) ขอเปรียบเทียบ พืช C3 พืช C4 1) บันเดิลชีทของใบ อาจมีหรือไมมี มี 2) คลอโรพลาสตที่เซลลบันเดิลชีท ไมมี มี 3) การได CO2 จํานวนครั้งของ การตรึง CO2 และแหลงที่ เกิดปฏิกิริยาตรึง ไดจากอากาศ 1 ครั้ง ซึ่งเกิดการตรึงที่เซลลมี โซฟลล ไดจากอากาศ 1 ครั้ง ซึ่งเกิดการ ตรึงที่เซลลมีโซฟลล และไดจาก การเกิดภายในใบอีก 1 ครั้ง ซึ่ง เกิดจากการตรึงที่เซลลบันเดิลชีท 4) สารตัวแรกที่เกิดจากการตรึง คารบอนไดออกไซด กรดฟอสโฟกลีเซอริก กรดมาลิก
  • 174. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (174)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 75. ขอใดเปนขอสรุปที่ไดจากกราฟ (PAT 2 มี.ค. 52) 1) ออยมีคาไลทคอมเพนเซซันพอยทสูงกวามะมวง 2) มะมวงมีจุดอิ่มตัวของแสงประมาณ 1,200 µmol ของโฟตอน m-2s-1 3) ออยมีจุดอิ่มตัวของแสงประมาณ 100 µmol ของโฟตอน m-2s-1 4) ความเขมของแสงที่มากกวา 1,500 µmol ของโฟตอน m-2s-1 จะไมมีผลตอการเพิ่มอัตราการตรึง CO2 สุทธิของออย 76. ขอใดกลาวไมถูกตองเกี่ยวกับการสังเคราะหดวยแสงของพืชทุกชนิดในธรรมชาติ (PAT 2 ต.ค. 53) 1) ปฏิกิริยาตรึงคารบอนไดออกไซดเกิดขึ้นในเวลากลางวันเทานั้น 2) วัฏจักรคัลวินเกิดขึ้นในเวลากลางวันเทานั้น 3) ปฏิกิริยาแสงเกิดขึ้นในเวลากลางวันเทานั้น 4) ขอ 2) และ 3) ไมถูกตอง 77. แยกไทลาคอยดที่สมบูรณ (Intact Thylakoid) ของคลอโรพลาสตจํานวนหนึ่งจากเซลลพืชที่มี pH 7 นํามา จํานวนหนึ่งไปใสในสารละลายบัฟเฟอร pH 4 เปนเวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นแยกไทลาคอยดดังกลาวไปใสใน สารละลายบัฟเฟอร pH 8 และเก็บไวในที่มืดเปนเวลา 1 ชั่วโมง เมื่อนําสารละลายบัฟเฟอร pH 8 มาตรวจสอบ ควรจะพบสิ่งใด (PAT 2 ต.ค. 52) 1) กลูโคส 2) ATP 3) NADPH 4) pH จะลดต่ํากวาเดิม
  • 175. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013______________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (175) 78. ขอใดถูกสําหรับกระบวนการสังเคราะหดวยแสง (PAT 2 ก.ค. 52) 1) ผลผลิตสุดทายของกระบวนการสังเคราะหดวยแสงคือ แกสออกซิเจนและ G3P (PGAL) 2) ในวัฏจักรคัลวิน RuBP สามารถตรึงไดทั้งคารบอนไดออกไซดและออกซิเจน 3) RuBisCO เปนโปรตีนที่พบมากที่สุดในพืช และพบในทุกเซลลที่มีชีวิตของพืช 4) เซลลบันเดิลชีทของพืช C4 มี PEP Carboxylase และ RuBisCO ชวยกันตรึงคารบอนไดออกไซด 79. ขอใดไมถูกตอง (PAT 2 ก.ค. 52) 1) ในการสกัดสารสีจากใบคะนารวมกับใบโกสนตองใชทําตัวละลาย 2 ชนิด เพื่อแยกสารสีออกจากกันเปน 2 กลุม 2) คลอโรฟลล a โมเลกุลพิเศษในระบบแสงสามารถใหอิเล็กตรอนในปฏิกิริยาแสงหากไดรับแสงที่มีชวง ความยาวคลื่นเหมาะสม 3) การถายทอดอิเล็กตรอนแบบไมเปนวัฏจักรจนได NADPH นั้น ระบบแสง II รับอิเล็กตรอนมาจากการ แตกตัวของน้ําและ NADP+ รับอิเล็กตรอนเปนลําดับสุดทาย 4) พืชมีสารที่ใชในการสังเคราะหดวยแสงหลายชนิด แตละชนิดดูดกลืนแสงในชวงความยาวคลื่นตางๆ กัน แตรวมทุกชนิดแลวสามารถดูดกลืนแสงไดทุกความยาวคลื่นของแสงที่ตามองเห็น 80. ขอใดถูกเกี่ยวกับสารสี (PAT 2 มี.ค. 52) 1) สารสีที่ใชในการสังเคราะหดวยแสงของสาหรายสีเขียว คือ คลอโรฟลล a คลอโรฟลล b และแคโรทีนอยด 2) สารสีที่ใชในการสังเคราะหดวยแสงของพืชอยูที่เยื่อหุมชั้นในและเยื่อไทลาคอยดของคลอโรพลาสต 3) คลอโรฟลล a และแคโรทีนอยดดูดกลืนพลังงานแสงไดดีที่ความยาวคลื่นประมาณ 400-500 นาโนเมตร และ 630-700 นาโนเมตร ตามลําดับ 4) สารสีทุกชนิดที่พบในพืช ไดแก คลอโรฟลล แคโรทีนอยด และแอนโทไซยานิน ลวนทําหนาที่เปนแอนเทนนา ดูดรับพลังงานแสง
  • 176. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (176)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2013 เฉลย 1. 4) 2. 4) 3. 3) 4. 4) 5. 3) 6. 1),2) 7. 4) 8. 3) 9. 1) 10. 3) 11. 2) 12. 4) 13. 3) 14. 1) 15. 1) 16. 2) 17. 3) 18. 4) 19. 3) 20. 4) 21. 2) 22. 4) 23. 3) 24. 1) 25. 2) 26. 2) 27. 3) 28. 2) 29. 4) 30. 4) 31. 2) 32. 4) 33. 4) 34. 2) 35. 2) 36. 1) 37. 3) 38. 2) 39. 4) 40. 4) 41. 1) 42. 4) 43. 4) 44. 1) 45. 1) 46. 2) 47. 4) 48. 3) 49. 3) 50. 2) 51. 2) 52. 1) 53. 3) 54. 4) 55. 3) 56. 1) 57. 2) 58. 2) 59. 3) 60. 2) 61. 2) 62. 1) 63. 4) 64. 2) 65. 1) 66. 1) 67. 1) 68. 2) 69. 3) 70. 2) 71. 4) 72. 2) 73. 2) 74. 4) 75. 4) 76. 1) 77. 4) 78. 1) 79. 4) 80. 1) “พี่ขออวยพรใหนองทําขอสอบไดผานฉลุยทุกขอ สอบติดมหาวิทยาลัยอยางที่ตั้งใจ และขอใหนองๆ ของพี่ทุกคน สุขภาพรางกายแข็งแรง มีความสุขมากๆ นะจะ” (ครูพี่วิเวียน ออนดีมานด)