• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
Sirirat 49
 

Sirirat 49

on

  • 1,111 views

 

Statistics

Views

Total Views
1,111
Views on SlideShare
1,111
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
9
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft Word

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    Sirirat 49 Sirirat 49 Document Transcript

    • 1การศึกษาความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีA study of fundamental knowledge in English grammarof Suratthani Rajabhat University’s students. นางสาวศิริรัตน์ ชูพันธ์ โปรแกรมภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผลนัน ผู้เรียนจำาเป็นต้องมี ้ความรู้ด้านไวยากรณ์เป็นพื้นฐานสำาคัญ เพราะการมีความรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ดีนั้น ย่อมนำาไปสู่ความสามารถที่จะพัฒนาทักษะในการพูด การอ่าน และการเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้พื้น ัฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และเพือพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและ ่จัดทำาสือการสอนได้อย่างเหมาะสมกับระดับความรู้พื้นฐานด้าน ่ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักศึกษา ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง 370 คนซึ่งเป็นนักศึกษาที่เรียนรายวิชา 1500102 ภาษาอังกฤษเพือการสือสารและการสืบค้น ่ ่(English for Communication and Information Retrieval) ซึ่งผู้วิจัยเป็นผู้สอน ทังนี้ผู้วิจยสร้างแบบทดสอบเพือวัดระดับความรู้ ้ ั ่พืนฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 56 ข้อ ซึ่งครอบคลุมเนื้อหา ้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 8 เรื่อง (เรื่องละ 7 ข้อ) ได้แก่เรือง ่The verb to be, Pronouns, Prepositions, Wh-questions,Telling the time, Quantitative Adjectives, Tenses และDemonstratives โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลียและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ่ ผลการวิจัยสรุปว่า กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีส่วนใหญ่มีความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับตำ่ากว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้วิจัยกำาหนดไว้ เนื่องจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า กลุ่ม
    • 2ตัวอย่างทั้งสิ้น 370 คน ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ผวิจัยกำาหนดไว้ ู้เพียง 100 คน คิดเป็นอัตราร้อยละ 27.0 และกลุมตัวอย่างไม่ ่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ผวิจัยกำาหนดไว้ 270 คน คิดเป็นอัตราร้อย ู้ละ 73.0 ทั้งนีจากแบบทดสอบวัดระดับความรู้พื้นฐานด้าน ้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 56 ข้อ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลีย ่เท่ากับ 23.13 ค่าเบียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 7.78 ่ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลซึงจำาแนกตามเนื้อหาด้านไวยากรณ์ ่ภาษาอังกฤษแสดงให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างสามารถทำาคะแนนเรื่องPrepositions ได้ดีมากที่สุด รองลงมาคือเรื่อง The verb to beทังนีเนือหาด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเรือง Quantitative ้ ้ ้ ่Adjectives เป็นเรื่องที่กลุ่มตัวอย่างทำาคะแนนได้ดีน้อยที่สุด Abstract For the effective study of English, it is necessary forthe learners to have a fundamental knowledge of Englishgrammar. English grammar knowledge is a proven methodto improve the English skills of speaking, reading andwriting. The purpose of this research is to study thefundamental knowledge in English grammar of SuratthaniRajabhat University’s students. Moreover this research isaimed to help develop learning and teaching managementmethodologies and to prepare appropriate materials to aidwith the attainment of the fundamental knowledge ofEnglish grammar for students. 370 students were sampled and took a test thatconsisted of 56 items and covered 8 separate parts ofEnglish grammar structure, (The verb to be, Pronouns,Prepositions, Wh-questions, telling the time, QuantitativeAdjectives, Tenses and Demonstratives). Percentage,Mean and Standard deviation were used as the statisticalmethods of analysis. This study conclusively shows that the fundamentalknowledge level of English grammar of almost all of those
    • 3sampled is lower than the researcher’s standard level. Only27.0 percent of those sampled passed the test. Theaverage of the score is 23.13 and Standard deviation is7.78. The results of the data analysis which was separatedinto the eight selected parts of English grammar, showsthat the highest scores for the English grammar test werefor ‘Prepositions’. The second highest were for ‘The verb tobe’. And the lowest scores for the English grammar testwere for ‘Quantitative Adjectives’. บทนำาความเป็นมาและความสำาคัญของปัญหา ในสังคมโลกปัจจุบนภาษาต่างประเทศมีความสำาคัญเป็นอย่างยิง ั ่ในการสือสาร ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหนึ่งทีทวโลกใช้เป็นภาษา ่ ่ ั่สากล การเรียนรูภาษาอังกฤษจึงเป็นสิงจำาเป็น ทังนีเพือประโยชน์ ้ ่ ้ ้ ่ในการติดต่อสือสาร การศึกษา การแสวงหาข้อมูลข่าวสารเพือเพิม ่ ่ ่เติมความรู้ เพือประกอบอาชีพ ตลอดจนเพือให้สามารถนำาประเทศ ่ ่ไปสูการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ เข้าใจความแตกต่างทางการเมือง ่และวัฒนธรรมในฐานะที่เป็นพลเมืองโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ การเรียนภาษาอังกฤษจะช่วยให้ผเรียนมีวิ สั ยทั ศน์ กว้ างไกล สามารถ ู้สื่ อ สารกั บ ชาวต่ า งประเทศได้ อ ย่ า งถู ก ต้ อ งเหมาะสมและมั่ น ใจนอกจากนี้ ยงสามารถถ่ายทอดวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ไทยไปสู่ ัสังคมโลกได้ดวย ้ การเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผลนัน ผู้เรียนจำาเป็นต้องมี ้ความรู้ด้านไวยากรณ์เป็นพื้นฐานสำาคัญ เพราะการมีความรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ดี ย่อมนำาไปสู่ความสามารถที่จะพัฒนาทักษะในการพูด การอ่าน และการเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป เปรียบเสมือนบ้านที่มรากฐานโครงสร้างที่แข็งแรง ก็มี ีผลทำาให้ส่วนประกอบอื่นๆ ของบ้านมั่นคงอยู่ได้ การเรียนภาษาอังกฤษโดยมีความรูดานไวยากรณ์เป็นพืนฐานทีดแล้วย่อมส่งผลดี ้ ้ ้ ่ ี
    • 4เช่นเดียวกัน (เศรษฐวิทย์, 2545) ทังนี้ ผูเรียนภาษาอังกฤษทีมี ้ ้ ่พืนฐานไวยากรณ์ดี จะสามารถเรียนภาษาอังกฤษ ทังการพูด ้ ้การอ่าน การเขียนได้เร็วกว่าและดีกว่าผูที่ไม่รู้หรือรู้ไวยากรณ์ ้อังกฤษน้อย (นเรศ สุรสิทธิ, 2547) ์ ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจะช่วยให้สารที่ผู้ส่งสารสื่อไปยังผู้รับมีเนื้อความที่ถูกต้อง และตรงตามเจตนาของผู้ส่ง เนื้อความไม่ผิดเพี้ยนจนทำาให้การสื่อสารนั้นล้มเหลว หรือเกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน และยังเป็นการช่วยยกระดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น(กรองแก้ว ฉายสภาวธรรม, 2537) โปรแกรมภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เล็งเห็นความสำาคัญรวมถึงความจำาเป็นในการสื่อสารและการค้นคว้าข้อมูลข่าวสารต่างๆ ข้อมูลสารสนเทศ สื่อทางด้านอิเลกทรอนิกส์หรือสื่อทางอินเตอร์เนตซึ่งล้วนแล้วแต่มีบทบาทอย่างมากในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการเรียนรู้และนับวันจะมีความสำาคัญมากขึ้นทุกขณะ ดังนั้นรายวิชา 1500102 ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น (English for Communication andInformation Retrieval) จึงถูกกำาหนดให้เป็นวิชาพืนฐานทีนกศึกษา ้ ่ ัทุกคนต้องเรียน ในฐานะที่ ผู้ วิ จั ย เป็ น ผู้ ส อนในรายวิ ช า 1500102 ภาษาอั ง ก ฤ ษ เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร แ ล ะ ก า ร สื บ ค้ น (English forCommunication and Information Retrieval) โดยใช้ ห นั ง สื อInterchange Third Edition เป็ น สื่ อ การเรี ย นการสอน ผู้ เ ขี ย นหนั ง สื อ เล่ ม ดั ง กล่ า วได้ แ ทรกไวยากรณ์ ภ าษาอั ง กฤษเพื่ อ ให้นักศึกษาได้ทำา ความเข้าใจอย่างต่อเนื่องในทุกบทเรียน ปัญหาสำา คัญที่ผู้วิจัยพบคือ นักศึกษาแต่ละคนมีพื้นฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอั ง กฤษไม่ เ ท่ า เที ย มกั น ในแต่ ล ะกลุ่ ม เรี ย นสามารถแบ่ งนักศึกษาได้เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมากและกลุ่มที่มีความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษน้อย กลุ่มนักศึกษาที่มีความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมากกว่าจะสามารถเรียนรู้และทำาความเข้าใจในบทเรียนได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่นักศึกษาที่มีความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์
    • 5น้ อ ยกว่ า จะเข้ า ใจในบทเรี ย นได้ ช้ า กว่ า และไม่ ก ล้ า ซั ก ถามอาจารย์ ผู้ ส อนเมื่ อ ไม่ เ ข้ า ใจ เนื่ อ งจากเกรงว่ า จะทำา ให้ เ พื่ อ นนักศึกษาทีเข้าใจแล้วเสียเวลา เกิดความเบือหน่าย อีกทังยังรูสก ่ ่ ้ ้ ึอายเพือน เหตุผลนีเป็นเหตุผลสำาคัญทีทำาให้นักศึกษาได้คะแนน ่ ้ ่สอบไม่ดเท่าทีควร ี ่ ผู้ วิ จั ย เล็ ง เห็ น ว่ า ปั ญ หาดั ง กล่ า วข้ า งต้ น เป็ น ปั ญ หาสำา คั ญหากได้ ศึ ก ษาความรู้ พื้ น ฐานด้ า นไวยากรณ์ ภ าษาอั ง กฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีแล้ว จะทำาให้ทราบได้ว่านักศึกษามีความรูพนฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษอยูในระดับ ้ ื้ ่ใด และยังสามารถพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและจัดทำาสือการ ่สอนได้อย่างเหมาะสมกับระดับความรูพนฐานด้านไวยากรณ์ภาษา ้ ื้อังกฤษของนักศึกษา อีกทั้งได้นำา ผลการวิจัยมาปรับปรุงหลักสูตรการเรีย นการสอนวิ ช าภาษาอัง กฤษของโปรแกรมภาษาอัง กฤษคณะมนุ ษ ยศาสตร์ แ ละสั ง คมศาสตร์ มหาวิ ท ยาลั ย ราชภั ฏสุราษฎร์ธานีต่อไปวัตถุประสงค์ 1. เพื่ อ ศึ ก ษาระดั บ ความรู้ พื้ น ฐานด้ า นไวยากรณ์ ภ าษา อังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี 2. เพือพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและจัดทำาสือการสอน ่ ่ ได้อย่างเหมาะสมกับระดับความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักศึกษาขอบเขตการวิจัย 1. กลุมตัวอย่าง นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ่ ระดับปริญญาตรี ภาคปกติ ภาคเรี ย นที่ 2/49 ที่ เ รี ย นรายวิ ช า 1500102 ภาษาอั ง กฤษเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น (English for Communication andInformation Retrieval) ทั้งหมดที่ผู้วิจัยเป็นผู้สอน
    • 6 2. ขอบเขตด้านสถานที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี 3. ขอบเขตด้านเนื้อหา ศึกษาความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ โดยศึกษาไวยากรณ์ภาษาอั ง กฤษที่ ปรากฏในหนั ง สื อ Interchange ThirdEditionประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้ทราบระดับความรูพนฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ้ ื้ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี 2. ได้นำาผลงานวิจยมาพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและ ั จัดทำาสือการสอนได้อย่าง ่เหมาะสมกับระดับความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักศึกษา 3. สามารถจำา แนกกลุ่ม นัก ศึก ษาตามระดับ ความรู้พื้น ฐาน ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนได้ 4. เป็ น แนวทางในการศึ ก ษาเกี่ ย วกั บ ความรู้ พื้ น ฐานด้ า น ต่างๆ ของนักศึกษาคำาสำาคัญ ภาษาอังกฤษ ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ระเบียบวิธีวจัย ิการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง กลุมตัวอย่างในงานวิจยนีคอ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ ่ ั ้ ืสุราษฎร์ธานี ระดับปริญญาตรี ภาคปกติ ภาคเรี ย นที่ 2/49 ที่เรี ย นรายวิ ช า 1500102 ภาษาอั ง กฤษเพื่ อ การสื่ อ สารและการสื บ ค้ น (English for Communication and InformationRetrieval) ทั้งหมดที่ผู้วิจัยเป็นผู้สอน จำานวนทังสิ้น 370 คน ้
    • 7การสร้างเครืองมือทีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ่ ่ งานวิจยนีผวจยสร้างแบบสอบถามและแบบทดสอบเพือใช้เป็น ั ้ ู้ ิ ั ่ เครืองมือในการเก็บรวบรวม ่ข้อมูล โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ชื่อ-นามสกุล เพศ คณะ กลุ่มเรียน ระดับการศึกษาสูงสุดก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ระดับการศึกษาทีเริมเรียนภาษาอังกฤษ ่ ่ ส่วนที่ 2 แบบทดสอบวัดระดับความรูพนฐานด้านไวยากรณ์ ้ ื้ ภาษาอังกฤษ เป็นแบบทดสอบทีผวจยสร้างเอง เพือวัดระดับความรูพนฐานด้านไวยากรณ์ภาษา ่ ู้ ิ ั ่ ้ ื้อังกฤษของกลุมตัวอย่าง ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาด้านไวยากรณ์ภาษา ่อังกฤษ 8 เรื่อง ที่ปรากฏในหนังสือ Interchange Third Editionซึ่งเป็นสือการสอนรายวิชา 1500102 ภาษาอังกฤษเพือการสือสาร ่ ่ ่และการสื บ ค้ น (English for Communication and InformationRetrieval) เนื้อหาด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 8 เรื่อง ได้แก่ 1. The verb to be 5. Telling the time 2. Pronouns 6. Quantitative Adjectives 3. Prepositions 7. Tenses 4. Wh-questions 8. Demonstratives แบบทดสอบทั้ ง หมดจำา นวน 56 ข้ อ เป็ น แบบทดสอบซึ่ งประกอบด้วยเนื้อหาด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษดังที่กล่าวข้างต้นเรื่ อ งละ 7 ข้ อ ทั้ ง นี้ แ บบทดสอบได้ ผ่ า นการพิ จ ารณาจากผู้เชี่ ย วชาญด้ า นวั ด ผลและด้ า นเนื้ อ หา 4 ท่ า น 1 พิ จ ารณาหาข้ อบกพร่อง เมื่อพบข้อบกพร่อง ผูวิจัยนำามาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะ ้สมและให้ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 4 ท่านตรวจอีกครั้งก่อนนำาไปทดลองใช้กั บ นั ก ศึ ก ษา 20 คน เพื่ อ วิ เ คราะห์ ห าค่ า ความยาก ค่ า อำา นาจจำาแนก และค่าความเชื่อมั่น แล้วนำามาปรับปรุงเพื่อใช้จริงต่อไปการเก็บรวบรวมข้อมูล1 Ms. Janet Ronald, ดร. สุพรรณริกา วัฒน์บณย์, ผศ. สมเชาว์ ุชาตินฤดม และ อ. มาณพ ห่อเพชร
    • 8 วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือ เพื่อศึกษาระดับความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ผู้วิจัยต้องการให้ผลการวิจัยที่ได้จากงานวิจัยครังนีเป็นระดับความรูพนฐานของกลุมตัวอย่างอย่างแท้จริง ผู้ ้ ้ ้ ื้ ่วิจยจึงเก็บข้อมูลโดยให้กลุมตัวอย่างทำาแบบทดสอบวัดระดับความ ั ่รู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษในสัปดาห์แรกของการจัดการเรียนการสอนของภาคเรียนที่ 2/49 ซึงผูวจยยังไม่ได้ทำาการสอน ่ ้ ิ ักลุมตัวอย่างแต่อย่างใด อีกทั้งกลุมตัวอย่างไม่ทราบล่วงหน้าว่า ่ ่จะต้องทำาการทดสอบ ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยให้กลุมตัวอย่างทำาแบบทดสอบ ่วัดระดับความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจำานวน 56 ข้อซึ่ งกำา หนดเวลาในการทำา แบบทดสอบ 1.30 ชั่ วโมง โดยผู้ วิ จัยเป็นผู้ควบคุมการทดสอบด้วยตัวเองการประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดแล้ว ผู้ วิจัยจึงนำาข้อมูลที่ได้จากกลุ่ ม ตั ว อย่า งมาประมวลผล โดยแบ่ง การบั นทึ ก ข้ อ มู ล ที่ ไ ด้ จ ากกลุ่มตัวอย่างลงในโปรแกรม SPSS เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลออกเป็น 2ส่วน ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของกลุมตัวอย่าง ผูวิจัย ่ ้บันทึกข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล เพศคณะ กลุ่ ม เรี ย น ระดั บ การศึ ก ษาสู ง สุ ด ก่ อ นเข้ า มหาวิ ท ยาลั ยและระดับการศึกษาที่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ ส่วนที่ 2 แบบทดสอบวั ด ระดั บ ความรู้ พื้ น ฐานด้ า นไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ก่อนผู้วิจัยบันทึกข้อมูลลงในโปรแกรมSPSS ผูวจยตรวจสอบความถูกต้องและให้คะแนน โดยให้คะแนน ้ ิ ัข้อทีตอบถูกเท่ากับ 1 คะแนน ข้อที่ตอบผิดหรือไม่ตอบเท่ากับ 0 ่คะแนน หลัง จากตรวจสอบความถู ก ต้ อ งและให้ คะแนนแล้ ว ผู้วิจัยบันทึกข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างลงในโปรแกรม SPSS เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมแกรม SPSSทั้งนี้ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เกณฑ์มาตรฐานที่ผู้วิจัยกำา หนด
    • 9ไว้ คือ เกณฑ์ร้อยละ 50 กลุมตัวอย่างที่ได้คะแนนมากกว่าร้อย ่ละ 50 ของแบบทดสอบ กล่าวคือ จากแบบทดสอบ 56 ข้อ กลุม ่ตัวอย่างทีได้คะแนนตังแต่ 28 คะแนนขึนไป จัดเป็นกลุมตัวอย่างที่ ่ ้ ้ ่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทีผวจยกำาหนดไว้ ่ ู้ ิ ั ผลการวิจย ัผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยภาพรวม ผูวจยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบวัดระดับความรูพน ้ ิ ั ้ ื้ฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจำา นวน 56 ข้อ ซึ่ ง ได้ จำา แนกตามเนื้ อ หาด้ า นไวยากรณ์ ภ าษาอังกฤษ 8 เรื่อง หลังจากประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดแล้ว ได้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยภาพรวมซึ่งแสดงไว้ในตารางที่ 2ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ขอมูลโดยภาพรวม ้ กลุ่มตัวอย่าง ผ่าน ไม่ผ่าน จำานวน จำานวน (คน) ร้อยละ (คน) ร้อยละกลุ่ ม ตั ว อย่ า งทั้ ง หมด 370 100 27.0 270 73.0คน ตารางที่ 2 แสดงผลการวิเคราะห์ขอมูลโดยภาพรวม กล่าว ้คื อ ผู้ วิ จั ย วิ เ คราะห์ ข้ อ มู ล ที่ ไ ด้ จ ากการทำา แบบทดสอบวั ด ระดั บความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษทั้งหมด 56 ข้อ โดยไม่ได้วิเคราะห์จำา แนกตามเนื้ อหาด้ านไวยากรณ์ ภาษาอัง กฤษ 8เรื่อง พบว่ากลุ่มตัวอย่างทังหมด 370 คน ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ ้ผู้วิจัยกำาหนดไว้ จำานวน 100 คน คิดเป็นอัตราร้อยละ 27.0 และ
    • 10กลุมตัวอย่างจำานวน 270 คน ซึงคิดเป็นอัตราร้อยละ 73.0 ไม่ผาน ่ ่ ่เกณฑ์มาตรฐานทีผวจยกำาหนดไว้ ่ ู้ ิ ัผลการวิเคราะห์ขอมูลจำาแนกตามเนือหาด้านไวยากรณ์ภาษา ้ ้อังกฤษ หลังจากผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยภาพรวมจากแบบทดสอบทั้ง 56 ข้อแล้ว ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยจำาแนกตามเนื้อหาไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 8 เรื่อง ได้แก่ The verb to be,Pronouns, Prepositions, Wh-questions, Telling the time,Quantitative Adjectives, Tense และ Demonstratives ซึ่งปรากฏอยู่ในแบบทดสอบวัดระดับความรูพนฐานด้านไวยากรณ์ ้ ื้ภาษาอังกฤษเรืองละ 7 ข้อ ่ ตารางที่ 3 แสดงจำานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบทดสอบถูกและตอบแบบทดสอบผิดในแต่ละเรื่อง ทังนี้เพื่อ ้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างสามารถทำาแบบทดสอบเรื่องใดได้ถูกต้องมากที่สุด และทำาแบบทดสอบเรื่องใดได้ถูกต้องน้อยที่สุดตารางที่ 3 ผลการวิเ คราะห์ข้อ มูล จำา แนกตามเนือ หาด้า น ้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เนื้อหาด้านไวยากรณ์ ตอบถูก ตอบผิด จำานวน จำานวน (คน) ร้อยละ (คน) ร้อยละThe verb to be 204 55.1 166 44.9Pronouns 164 44.3 206 55.7Prepositions 213 57.5 157 42.5Wh-questions 191 51.7 179 48.3Telling the time 119 32.2 251 67.8Quantitative Adjectives 80 21.6 290 78.4Tenses 117 31.7 253 68.3Demonstratives 135 36.4 235 63.6
    • 11 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากตารางที่ 3 แสดงให้เห็นว่าเนื้อหาด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเรื่อง Prepositions เป็นเรื่องที่กลุ่มตัวอย่างตอบถูกมากที่สุด กล่าวคือ จากจำานวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 370 คน มีกลุ่มตัวอย่างที่ตอบถูกในเรื่อง Prepositionsจำานวน 213 คน คิดเป็นอัตราร้อยละ 57.5 และตอบผิดจำานวน157 คน คิดเป็นอัตราร้อยละ 42.5 รองลงมาคือเรื่อง The verbto be ซึ่งกลุ่มตัวอย่างตอบถูกจำานวน 204 คน คิดเป็นอัตราร้อยละ 55.1 และตอบผิดจำานวน 166 คน คิดเป็นอัตราร้อยละ 44.9ทังนีเนือหาด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเรือง Quantitative ้ ้ ้ ่Adjectives เป็นเรื่องที่กลุ่มตัวอย่างตอบถูกน้อยที่สุด กล่าวคือจากจำานวนกลุ่มตัวอย่างทังหมด 370 คน มีกลุ่มตัวอย่างที่ตอบ ้ถูกในเรื่อง Quantitative Adjectives จำานวนเพียง 80 คน คิดเป็นอัตราร้อยละ 21.6 และตอบผิดจำานวน 290 คน คิดเป็นอัตราร้อยละ 78.4ผลการวิเคราะห์คะแนนของกลุมตัวอย่าง่ เมือพิจารณาผลการวิเคราะห์ขอมูลซึงจำาแนกตามเนือหาด้าน ่ ้ ่ ้ไวยากรณ์ภ าษาอัง กฤษแล้ ว ตารางที่ 4 ผู้ วิ จั ย แสดงผลการวิเคราะห์คะแนนของกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากการทำาแบบทดสอบวัดระดั บ ความรู้ พื้ น ฐานด้ า นไวยากรณ์ ภ าษาอั ง กฤษ โดยแสดงคะแนนตำ่า สุ ด คะแนนสู ง สุ ด คะแนนเฉลี่ ย และค่ า เบี่ ย งเบนมาตรฐานตารางที่ 4 ผลการวิเคราะห์คะแนนของกลุมตัวอย่าง ่เนื้อหาด้านไวยากรณ์ Min Max X S.D. The verb to be 0 7 3.86 1.66 Pronouns 0 7 3.10 1.54 Prepositions 0 7 4.02 1.83 Wh-questions 0 7 3.62 1.55 Telling the time 0 7 2.26 1.58 Quantitative 0 7 1.51 1.28
    • 12Adjectives Tenses 0 7 2.22 1.43 Demonstratives 0 7 2.55 1.32 รวมแบบทดสอบ 56 ข้อ 9 48 23.13 7.78 จากตารางที่ 4 ซึ่ งแสดงผลการวิ เ คราะห์ คะแนนของกลุ่ มตัวอย่าง เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมจากแบบทดสอบทั้งหมด 56ข้อ พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนตำ่า สุดเท่ากับ 9 คะแนน คะแนนสู ง สุ ดเท่ า กั บ 48 คะแนน คะแนนเฉลี่ ย เท่ า กั บ 23.13 ค่ า เบี่ ย งเบนมาตรฐานเท่ากับ 7.78 เมื่ อ พิ จ ารณาโดยจำา แนกตามเนื้ อ หาด้ า นไวยากรณ์ ภ าษาอั ง กฤษทั้ ง 8 เรื่ อ ง ซึ่ ง จากแบบทดสอบ 56 ข้ อ จำา แนกตามเนื้ อ หาด้ า นไวยากรณ์ ภ าษาอั ง กฤษเรื่ อ งละ 7 ข้ อ พบว่ า แต่ ล ะเรื่องนั้นกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนตำ่าสุดเท่ากับ 0 คะแนน และคะแนนสูงสุดเท่ากับ 7 คะแนน โดยเรื่อง Prepositions เป็นเรื่องที่กลุ่มตั ว อย่ า งได้ ค ะแนนเฉลี่ ย มากที่ สุ ด ( X = 4.02, S.D. = 1.83)รองลงมาคื อ เรื่ อ ง The verb to be ( X = 3.86, S.D. = 1.66)และเรื่ อ งที่ ก ลุ่ ม ตั ว อย่ า งไ ด้ ค ะแ นน เฉลี่ ย น้ อ ยที่ สุ ด คื อ เรื่ องQuantitative Adjectives ( X = 1.51, S.D. = 1.28) สรุปผลการวิจัย จากวัตถุประสงค์ขอที่ 1 เพือศึกษาระดับความรูพนฐาน ้ ่ ้ ื้ ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีส่วนใหญ่มีความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับตำ่ากว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ผวิจัยกำาหนดไว้ เนื่องจากผล ู้การวิเคราะห์ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างทังสิ้น 370 คน ้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ผวิจัยกำาหนดไว้เพียง 100 คน คิดเป็น ู้อัตราร้อยละ 27.0 และกลุมตัวอย่างไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้ ่วิจัยกำาหนดไว้ 270 คน คิดเป็นอัตราร้อยละ 73.0 ทังนีจากแบบ ้ ้
    • 13ทดสอบวัดระดับความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 56 ข้อกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลียเท่ากับ 23.13 ค่าเบียงเบนมาตรฐาน ่ ่เท่ากับ 7.78 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลซึงจำาแนกตามเนื้อหาด้านไวยากรณ์ ่ภาษาอังกฤษแสดงให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างสามารถทำาคะแนนเรื่องPrepositions ได้ดีมากที่สุด รองลงมาคือเรื่อง The verb to beทังนีเนือหาด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเรือง Quantitative ้ ้ ้ ่Adjectives เป็นเรื่องที่กลุ่มตัวอย่างทำาคะแนนได้ดีน้อยที่สุด จากวั ต ถุ ป ระสงค์ ข้ อ ที่ 2 เพื่อพัฒนาการจัด การเรียนการสอนและจัดทำาสือการ ่สอนได้อย่างเหมาะสมกับระดับความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักศึกษา ผูวจยพบแนวทางสำาคัญในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ้ ิ ัวิชาภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานีดังนี้ 1. ควรจัดกลุมเรียนวิชาภาษาอังกฤษตามระดับความรูพนฐาน ่ ้ ื้ของนักศึกษา ก่อนจัดการเรียนการสอนรายวิชา 1500102 ภาษาอังกฤษเพือการสือสารและการสืบค้น (English for ่ ่Communication and Information Retrieval) นักศึกษาควรทำาการทดสอบเพื่อวัดระดับความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษของนักศึกษาเป็นอันดับแรก เพือจัดกลุมเรียนให้เหมาะสมกับระดับความ ่ ่รูพนฐานของนักศึกษา ทังนีนกศึกษาทีมความรูพนฐานในระดับ ้ ื้ ้ ้ ั ่ ี ้ ื้เดียวกันควรได้เรียนในกลุมเรียนเดียวกัน กล่าวคือ นักศึกษาทีมี ่ ่ความรูพนฐานดีควรได้เรียนกลุมเดียวกัน และนักศึกษาทีมความรูพน ้ ื้ ่ ่ ี ้ ื้ฐานไม่ดควรได้เรียนในกลุมเรียนเดียวกันเช่นกัน ี ่ หากไม่สามารถจัดให้นักศึกษาที่มีความรู้พื้นฐานระดับ เดียวกันเรียนในกลุ่มเดียวกันได้สำาหรับนักศึกษาที่มระดับความรู้พื้นฐานไม่ดี ควรจัดให้มีการเรียน ีเพิ่มเติม หรือมีกลุ่มเรียนเสริมนอกเวลาเรียน เพื่อปรับปรุงและพัฒนาตนเองให้มีความรู้เพิ่มมากขึ้น 2. การเรียนแบบรวมห้องอาจทำา ให้เกิดปัญหาในการเรีย นวิชาภาษาอังกฤษ ในฐานะผู้สอนรายวิชา 1500102 ภาษาอังกฤษเพือการสือสารและการสืบค้น (English for Communication and ่ ่
    • 14Information Retrieval) ตั้ง แต่ภ าคเรีย นที่ 1/49 จนกระทั่ง ถึงภาคเรียนที่ 2/49 ผูวจยพบว่ามีการรวมห้องเรียนของนักศึกษาอย่าง ้ ิ ัไม่ เ หมาะสมเท่ า ที่ค วร กล่ า วคื อ บางห้ อ งเรี ย นประกอบด้ ว ยนักศึกษา 2 กลุมเรียน ซึงมีจำานวนนักศึกษามากกว่า 100 คน อีก ่ ่ทังยังเป็นนักศึกษาต่างคณะ เช่น นักศึกษากลุมเรียน 4908.042 ้ ่บริหารฯ (บัญชี) และกลุมเรียน 4953.074 รปศ. นักศึกษาทัง 2 ่ ้กลุมเรียนดังกล่าว มีระดับความรูพนฐานวิชาภาษาอังกฤษแตกต่าง ่ ้ ื้กั น อย่ า งเห็ น ได้ ชั ด กล่ า วคื อ นั ก ศึ ก ษากลุ่ ม เรี ย น 4908.042บริหารฯ (บัญชี) ส่วนใหญ่มความรูพนฐานอยูในระดับดี ในขณะที่ ี ้ ื้ ่กลุมเรียน 4953.074 รปศ. ประมาณร้อยละ 90 มีความรู้พื้นฐาน ่อยูในระดับไม่ดี ทำาให้เกิดความเหลือมลำ้าในการเรียนการสอน ่ ่ ผู้วิจัยไม่ได้นำา เสนอว่าการรวมห้องเรียนเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำาแต่ควรรวมห้องเรียนอย่างเหมาะสม เช่น การรวมห้องเรียนจากกลุ่มเรีย นที่ มี นั กศึ กษาน้ อ ย ซึ่ง โดยส่ ว นใหญ่ เ ป็ น กลุ่ม เรี ย นจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น 4934.041 คณิตฯ ซึ่งมีนักศึกษาเพียง 11 คน รวมห้องเรียนกับกลุ่มเรียน 4929.043 สาธารณสุ ข ฯ ซึ่ ง มี นั ก ศึ ก ษา 37 คน เมื่ อ รวมห้ อ งเรี ย นแล้ ว มีนักศึกษาทั้งสิ้น 48 คน การเรียนวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ หากในห้องเรียนมีจำานวนนักศึกษามากเกินไป โดยมีระยะเวลาในการเรียนการสอนเพียงแค่ 100 นาทีนั้น ไม่สามารถทำาให้การเรียนการสอนสัมฤทธิ์ผลดีได้ เนื่องจากนักศึกษาไม่ได้มีโอกาสสื่อสารหรือสนทนากันเท่าที่ควร อีกทังผู้สอนไม่สามารถดูแลนักศึกษาได้อย่างทั่วถึง ้ 3. สือทีใช้ในการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษควรเป็นสิงที่ ่ ่ ่ผูเรียนทำาความเข้าใจได้งาย ผู้วิจัยจึงได้พัฒนาสื่อการเรียนการ ้ ่สอน เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนรายวิชา 1500102 ภาษาอังกฤษเพือการสือสารและการสืบค้น (English for ่ ่Communication and Information Retrieval) โดยได้ปรับปรุงจากสื่อการเรียนการสอนเดิมคือหนังสือ Interchange ThirdEdition ซึ่งจากงานวิจยนี้ ผู้วิจัยพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่ซึ่งมี ัระดับความรู้พื้นฐานวิชาภาษาอังกฤษไม่ดีนั้น ไม่สามารถอ่านสื่อการเรียนการสอนทีมีคำาอธิบายเป็นภาษาอังกฤษได้ เนื่องจากไม่ ่เข้าใจความหมาย ผู้วิจัยจึงสร้างสื่อการเรียนการสอนเพิ่มเติมเพื่อ
    • 15ใช้ประกอบกับสื่อการเรียนการสอนเดิม โดยผู้วิจัยได้เพิ่มเติมคำาอธิบายเป็นภาษาไทยเพื่อความสะดวกและง่ายต่อการทำาความเข้าใจของนักศึกษา อีกทังยังเหมาะสมกับระดับความรูพนฐานวิชา ้ ้ ื้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาด้วย ข้อเสนอแนะ 1. ควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้พื้นฐานด้าน ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษกับความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ทังในด้านการฟัง การ ้พูด การอ่านและการเขียน 2. ควรศึกษาระดับความรู้พื้นฐานวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการ สื่อสารของนักศึกษา เช่นการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน 3. ควรทำาการวิจยเพือเปรียบเทียบวิธการสอน โดยใช้วธการ ั ่ ี ิ ี สอนทีตางกันเพือ ่ ่ ่เปรียบเทียบสัมฤทธิ์ผลที่ได้ บรรณานุกรมภาษาไทยกรองแก้ว ฉายสภาวธรรม. 2537. คูมือหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ. ่กรุงเทพฯ: พิมพการ การพิมพ์.ขจร พริ้งจำา รัส. 2519. การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างไวยากรณ์ อังกฤษกับความสามารถในการนำาโครงสร้างนันมาใช้ในการ ้เขียน. ปริญญานิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.จริ ย า ผลประเสริ ฐ . 2513. ระดั บ ความสามารถในการใช้โครงสร้างไวยากรณ์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชามัธยมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.จริยา อ่อนประไพ. 2518. ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างไวยากรณ์และความ
    • 16 เข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชามัธยมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.จันทร์เพ็ญ ฮั่นตระกูล. 2513. ความสามารถในการใช้โครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของ นั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 3 ใ น โ ร ง เ รี ย น รั ฐ บ า ล .วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.จำา รัส อานามนารถ. 2517. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียน ป ร ะ ก า ศ นี ย บั ต ร วิ ช า ก า ร ศึ ก ษ า ปี ที่ ส อ ง กั บ นั ก เ รี ย นมัธยมศึกษาปีที่หา. ปริญญานิพนธ์ ้ ก า ร ศึ ก ษ า ม ห า บั ณ ฑิ ต วิ ท ย า ลั ย วิ ช า ก า ร ศึ ก ษ าประสานมิตร.ดวงธิดา ลีลายงค์. 2518. ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการใช้โครงสร้างไวยากรณ์ อัง กฤษกับ ความสามารถในการแต่ง ความของนัก เรีย นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชามัธยมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.ถาวร สุบงกช. 2510. ผลสัมฤทธิในการเรียนภาษาอังกฤษของ ์นักเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตร วิช าการศึก ษาตอนต้น ของวิท ยาลัย ครูทั้ง สามแห่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. ปริ ญ ญานิ พ นธ์ ก ารศึ ก ษามหาบั ณ ฑิ ต วิ ท ยาลั ย การศึ ก ษาประสานมิตร.ธำารงสิน เจียรตระกูล. 2522. การศึกษาความสามารถในการใช้โครงสร้างไวยากรณ์อังกฤษ ข อ ง นั ก ศึ ก ษ า ผู้ ใ ห ญ่ ร ะ ดั บ 5 ใ น ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร .วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.ธู ป ทอง กว้ า งสวาสดิ์ . 2549. คู่ มื อ การสอนภาษาอั ง กฤษ .กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เดือนตุลา.
    • 17นเรศ สุรสิทธิ. 2547. English Grammar ไวยากรณ์ฉบับสมบูรณ์. ์กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เดือนตุลา.นันทกา ทาวุฒิและคณะ. 2542. ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร.นครราชสีมา : มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครราชสีมา.เบตตี้ ชรัมเฟอร์ อาซาร์. 2547. สรุปหลักไวยากรณ์ 1. แปลโดย บุญฤทธิ์ ตังคะกาญจน์. กรุงเทพฯ : เอช เอ็น กรุ๊ป จำากัด.ประเพศ ไกรจันทร์. 2544. เรียนรูหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษง่าย ้นิดเดียว. กรุงเทพ : พิมพ์ศยาม.พิณทิพย์ ทวยเจริญ. 2515. การศึกษาข้อผิดพลาดในการอ่านตำาราเรียนภาษาอังกฤษในด้าน โครงสร้างไวยากรณ์ คำา ศัพท์ และความเข้าใจเรื่องที่อ่านของนิสิตชั้นปีที่ 2 วิทยาลัย วิชาการศึกษา . วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร.พิ ม ลพรรณ เคหะเจริ ญ . 2507. การสอนภาษาอั ง กฤษในชั้นมัธยมศึกษา. วารสารวิสามัญศึกษา.พิสณุ ฟองศรี . 2459. วิจัยทางการศึก ษา . กรุงเทพฯ : เทียมฝ่าการพิมพ์.ไพสั ณฑ์ ประเสริ ฐ สั ง ข์. 2526. ความสั มพั น ธ์ ร ะระหว่ างความเข้าใจโครงสร้างกับ ความสามารถในการใช้ภาษาด้านการเขียนเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปี ที่ 3 โรงเรี ย นร้ อ ยเอ็ ด วิ ท ยาลั ย . วิ ท ยานิ พ นธ์ ป ริ ญ ญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต ภาควิชา การศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.มาณพ ห่ อ เพชร. 2546. การถ่ า ยทอดภาษาอั ง กฤษของครู ผู้สอนแก่นักเรียนระดับชั้น มั ธ ยมศึ ก ษาตอนปลาย เขตจั ง หวั ด ชุ ม พร ระนองและสุราษฎร์ธานี. สุราษฎร์ธานี : มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี.ระรินทิพย์ เจริญสุข . 2518. ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้าใจโครงสร้างไวยากรณ์ คำาศัพท์
    • 18 ภาษาอังกฤษกับการอ่านเอาเรืองของนักเรียนชันมัธยมศึกษา ่ ้ ปี ที่ สี่ . วิ ท ย า นิ พ น ธ์ ป ริ ญ ญ า ม ห า บั ณ ฑิ ต ภ า ค วิ ช า มัธยมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.ลภา จินตนเสรี. 2521. อ่านอย่างไร. ภาควิชาตะวันตก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒวิทยาเขตบางเขน.วาริ ณี ศรี ส มพงษ์ . 2516. ความสั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งความรู้ ค วามเข้าใจไวยากรณ์และคำาศัพท์ กับ ความสามารถในการอ่านอังกฤษของนักเรียนชันมัธยมศึกษาปี ้ ที่ ส า ม . วิ ท ย า นิ พ น ธ์ ป ริ ญ ญ า ม ห า บั ณ ฑิ ต ภ า ค วิ ช า มัธยมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.แวน ไซออค, ไบรซ์. 1962. แนะวิธีการสอนภาษาอังกฤษตามหลักภาษาศาสตร์สำาหรับประเทศ ไ ท ย . แ ป ล จ า ก Methods of Teaching English as aForeign Language โดย คมคาย จงเจริ ญ สุ ข . พระนคร : สมาคมสงเคราะห์ ศ าสตร์ แ ห่ ง ประเทศไทย.ศิ ริ ม น ศรี น พรั ตน์ . 2529. ความสั ม พั น ธ์ ร ะหว่า งความสามารถทางโครงสร้างกับความสามารถ ในการใช้ ไ วยากรณ์ เ พื่ อ ติ ด ต่ อ สื่ อ สารในเรื่ อ ง “กาล” ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบางกะปิ กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชา มัธยมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.เศรษฐวิทย์. 2545. จับเอาไวยากรณ์มาเขียนมาพูด. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เม็ดทราย.สถิ ต ย์ ประสิ ท ธากรณ์ . 2547. สถิ ติ กั บ การวิ จั ย ในชั้ น เรี ย น(ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก http://202.129.49/60/display.prms?refid=44.สุดา สมพอง. 2548. สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อการเรียนภาษาอังกฤษของ นั ก เรี ย นชั้ น มั ธ ยมศึ ก ษาปี ที่ 1-3 โรงเรี ย นมั ธ ยมสาธิ ตรามคำาแหง. วิทยานิพนธ์
    • 19 การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำาแหง.เสาวภาคย์ ศรี วิ จ ารณ์ . 2521. การศึ ก ษาเปรี ย บเที ย บความเข้าใจโครงสร้างภาษาอังกฤษเพื่อ ความเข้ า ใจในการอ่ า นของนั ก ศึ ก ษาบริ ห ารธุ ร กิ จ ระดั บเทคนิคในกรุงเทพมหานคร. วิ ท ย า นิ พ น ธ์ ศิ ล ป ศ า ส ต ร ม ห า บั ณ ฑิ ต ม ห า วิ ท ย า ลั ยเกษตรศาสตร์.อัมพร อัมราชีวะ. 2518. การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เกียวกับโครงสร้างไวยากรณ์ ่ อังกฤษกับความสามารถในการนำาโครงสร้างนั้นมาใช้ในการเขียนของนิสิตวิทยาลัยวิชา ก า ร ศึ ก ษ า . ป ริ ญ ญ า นิ พ น ธ์ ก า ร ศึ ก ษ า ม ห า บั ณ ฑิ ตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.อำา ไพ สรรพช่ า ง. 2518. สั ม ฤทธิ ผ ลในการเรี ย นโครงสร้ า งไวยากรณ์อังกฤษของนักเรียนชั้น มั ธ ยมศึ ก ษาปี ที่ ห้ า สายอาชี พ . วิ ท ยานิ พ นธ์ ป ริ ญ ญามหา บั ณ ฑิ ต ภ า ค วิ ช า มั ธ ย ม ศึ ก ษ า บั ณ ฑิ ต วิ ท ย า ลั ย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.ภาษาอังกฤษBachman, Lyle F. 1990. Fundamental Considerations inLanguage Testing. Oxford : Oxford University Press.Canale, Micheal and Merrill Swain. 1980. TheoreticalBases of Communicative Approaches to Second Language Teaching andTesting. Applied Linguistics 1.Canale, Micheal. 1983. From CommunicationCompetence to Communicative Language Pedagogy. In Language andCommunication. Edited by Jack C Richards and Richard W. Schmidt. New York :Longman Inc.
    • 20Finocchiaro, Mary. 1964. English as a Second language :From Theory to Practice. New York : Regents Publishing Company.Francis, Hazel. 1963. Language in Teaching and Learning.London. George Allen and Unwin.Fries, Charles C. 1976. Teaching and Learning English asa Foreign language. University of Michigan PressGurry, P. 1963. Teaching English as a Foreign Language.London. Longmans. Green and Co.Jack, Richards C. 2005. Interchange third Edition.English program : Suratthani Rajabhat UniversityO’Donnel, Boy C.W. 1963. Study of the Correlationbetween Awareness of Structural Relationships in English and ability inComprehension. The Journal of Experimental Education.Pooley, Robert C. 1957. Teaching English Grammar. NewYork : Appleton-Century-Crafts.Strevens, Peter D. 1980. Communicative LanguageTeaching : An Assessment. In Problems and Principles in English Teaching. Edit byBrumfit and Christopher J. London : Pergamon Press.Swain, Merril. 1984. Teaching and TestingCommunicative. TESL TALK 15 (Winter/Spring).Waddell, Robert. 1951. Grammar and Style. New York,William Sloane Associates Inc.