เอกสารประกอบการบรรยายวิชาพระไตรปิฎกวิเคราะห์ (ตอน ๑)(1)
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

เอกสารประกอบการบรรยายวิชาพระไตรปิฎกวิเคราะห์ (ตอน ๑)(1)

on

  • 1,114 views

 

Statistics

Views

Total Views
1,114
Views on SlideShare
1,052
Embed Views
62

Actions

Likes
0
Downloads
14
Comments
0

2 Embeds 62

http://taninkh.blogspot.com 61
http://www.blogger.com 1

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

เอกสารประกอบการบรรยายวิชาพระไตรปิฎกวิเคราะห์ (ตอน ๑)(1) Document Transcript

  • 1. ๑ บทที่ ๑ ความนา ผู้ที่ศึกษาวิชาพระไตรปิฎกวิเคราะห์ ต้องทราบความหมายแห่งคาว่า “วิเคราะห์” ก่อน คาว่า “วิเคราะห์” ในวิชานี้ คือ การแยกแยะข้อธรรมแต่ละเรื่องที่กาหนดให้ศึกษานามาพิจารณาเป็น ส่วนย่อยที่มีความสัมพันธ์กัน เพื่อทาความเข้าใจข้อธรรมแต่ละเรื่องให้แจ่มแจ้ง รวมทั้งการสืบค้น ความสัมพันธ์ของหลักธรรมต่างๆ เพื่อดูว่าหลักธรรมนั้นๆ สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร ซึ่งจะช่วย ให้เกิดความเข้าใจหลักธรรมนั้นๆ อย่างแท้จริง การวิเคราะห์ถือเป็นทักษะที่มนุษย์ฝึกได้ การวิเคราะห์นั้น มีใช้ในหลักภาษาบาลี เป็นการแยกแยะให้เห็นส่วนต่างๆ และเห็น ความหมายแห่งศัพท์แต่ละศัพท์ เช่น คาว่า โพธิ พระอาจารย์ผู้อธิบายได้วิเคราะห์แยกแยะให้เห็น ความหมาย ๕ ความหมาย ดังข้อความว่า โพธีติ หิ รุกฺโขปิ มคฺโคปิ สพฺพญฺญุตญาณมฺปิ นิพฺพานมฺปิ๑ เอวปณฺณตฺติโก ปุคฺคโลปิ วุจฺจติ.๒ แปลว่า โพธิ หมายถึง ต้นไม้ มรรค พระสัพพัญญุตญาณ พระนิพพาน และบุคคลที่มีการตั้งชื่อไว้อย่างนั้น ซึ่งท่านได้วิเคราะห์แยกแยะ อธิบายให้เห็นความหมาย ดังนี้ ๑. พุชฺฌติ จตฺตาริ อริยสจฺจานิ เอตฺถาติ โพธิ, โพธิรุกฺโข. โพธิ หมายถึงต้นไม้ที่ พระพุทธเจ้าประทับนั่งตรัสรู้อริยสัจ คือ ต้นโพธิ์ ดังข้อความว่า พุทฺโธ ภควา วิหรติ โพธิรุกฺขมูเล ปฐมาภิสมฺพุทฺโธ.๓ แปลว่า ชวงแรกตรัสรู้ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับที่ควงไม้โพธิ์และ ข้อความว่า อทฺทสา โข อุปโก อาชีวโก ภควนฺต อนฺตรา จ คย อนฺตรา จ โพธึ อทฺธาน- มคฺคปฏิปนฺน ทิสฺวาน ภควนฺต.๔ แปลว่า อาชีวกชื่ออุปกะได้พบพระผู้มีพระภาคเสด็จดาเนิน ทางไกล ณ ระหว่างแม่น้าคยากับต้นโพธิ ๒. พุชฺฌติ จตฺตาริ สจฺจานีติ โพธิ, มคฺโค. โพธิ หมายถึงสัจจะ ๔ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ มรรค ดังข้อความที่พระสารีบุตรอธิบายปรากฏในคัมภีร์นิทเทสว่า โพธีติ วุจฺจติ จตูสุ มคฺเคสุ ญาณ.๕ แปลว่า ญาณในมรรค ๔ ท่านเรียกว่า โพธิ ๑ นม.ฏีกา (บาลี) ๔๓. ๒ นีติ.ธาตุ. (ไทย) ๒/๕๙๘. ๓ วิ.ม. (บาลี) ๔/๑๑/๑๑. ๔ วิ.ม. (บาลี) ๔/๑๑/๑๑. ๕ ขุ.ม. (บาลี) ๒๙/๒๗/๗๖, ขุ.จู. (บาลี) ๓๐/๑๒๑๒๔๑.
  • 2. ๒ ๓. พุชฺฌติ สพฺพเญยฺยธมฺมนฺติ โพธิ.๖ โพธิ หมายถึงธรรมที่พึงรู้ทั้งปวงที่พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ ดังข้อความว่า ปปฺโปติ โพธึ วรภูริเมธโส.๗ แปลว่า บรรลุพระโพธิญาณ มีพระปัญญา ประเสริฐกว้างขวางดังแผ่นดิน ๔. ปตฺวา โพธึ อมต อสงฺขตนฺติ อาคตฏฺฐาเน นิพฺพาน โพธีติ วุจฺจติ.๘ โพธิ หมายถึงพระ นิพพาน ดังข้อความว่า ทรงบรรลุโพธิอันเป็นอมตะที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ๕. โพธิ ภนฺเต ราชกุมาโร ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทติ.๙ แปลว่า “พระองค์ผู้เจริญ โพธิ ราชกุมาร ฝากมาถวายบังคมพระบาทพระผู้มีพระภาค” ข้อความนี้ท่านอ้างมารองรับโพธิที่หมายถึง นามบัญญัติอย่างนั้น คือ ที่ตั้งเป็นชื่อบุคคลอย่างนั้น ข้อความภาษาบาลีนี้ เรียกว่ารูปวิเคราะห์ คือแยกแยะให้เห็นว่า โพธิ มีกระบวนการทาง ภาษาที่แสดงความหมาย คาว่า โพธิ เป็นบทสาเร็จ ท่านแยกแยะให้เห็นความหมาย ๕ ความหมาย ๑.๑ ความเป็นมาแห่งพระไตรปิฎก ในการศึกษาวิชาพระไตรปิฎกวิเคราะห์ มิใช่จะมุ่งวิเคราะห์เนื้อหาแห่งพระไตรปิฎก เท่านั้น ผู้ศึกษาจาเป็นต้องทราบความเป็นมาแห่งพระไตรปิฎก เพื่อเป็นการปูพื้นฐานความรู้ด้าน ต่างๆ ในพระไตรปิฎก เป็นการปลูกศรัทธาและเสริมปัญญาในพระไตรปิฎก เป็นเบื้องต้น เมื่อมี ศรัทธาพอดีกับปัญญา การศึกษาพระไตรปิฎก ซึ่งรวมไปถึงอรรถกถาและฎีกา จึงจะเป็นไปในทาง ที่เหมาะสม ความเป็นมาแห่งพระไตรปิฎก มีรายละเอียดพอสรุปได้ดังต่อไปนี้ ความเป็นมาแห่งพระไตรปิฎก เมื่อกาหนดตามที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ก็ถือ ว่า เริ่มต้นที่สุเมธดาบสตั้งความปรารถนาขอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โดยนับย้อนหลังจากนี้ไป ๔ อสงไขย ๑ แสนกัป ครั้งที่พระพุทธเจ้าโคดมเสวยพระชาติเป็นสุเมธพราหมณ์ มีทรัพย์สินมหาศาล ท่านพิจารณาเห็นว่าการเกิดการตายเป็นทุกข์ คิดที่จะแสวงหาความดับทุกข์ จึงสละทรัพย์สินจานวน มหาศาลออกบวชเป็นดาบส ช่วงแรกท่านใช้ผ้าสาฎกที่เคยใช้มาในสมัยที่ยังเป็นผู้ครองเรือน ภายหลังท่านสละผ้าสาฎกซึ่งท่านเห็นว่า มีโทษ ๙ ประการ คือ ๑. มีราคามาก ๒. ต้องเกี่ยวข้องในการที่ต้องขอรับจากผู้อื่น ๓. ใช้สอยแล้วสกปรกง่าย ๔. ต้องซักต้องย้อม ๕. ใช้เก่าแล้วก็ต้องปะหรือชุนจะแสวงหาได้ยาก ๖ นม.ฏีกา (บาลี) ๔๓-๔๔. ๗ ที.ปา. (บาลี) ๑๑/๒๑๗/๑๓๗. ๘ นม.ฏีกา (บาลี) ๔๔, นีติ.ธาตุ. (ไทย) ๒/๕๙๙. ๙ ม.ม. (บาลี) ๑๓/๓๒๔/๓๐๕.
  • 3. ๓ ๖. ผ้าสาฎกไม่เหมาะสาหรับผู้บวชเป็นดาบส ๗. ผ้าสาฎกใช้กันทั่วไปทาให้มีผู้ต้องการเอาไปใช้ ๘. จะต้องดูแลรักษาไม่ให้พวกที่ต้องการหยิบไปได้ เป็นเหตุให้ผู้บาเพ็ญเพียรจัดว่า ประดับตกแต่ง ๙. ดาบสนุ่งห่มไปไหนมาไหนถือว่ามักมาก๑๐ เมื่อท่านเลิกใช้ผ้านุ่งผ้าห่มของชาวบ้านแล้วท่านได้ใช้ผ้าเปลือกไม้ ซึ่งมีคุณประโยชน์ ๑๒ ประการ คือ ๑. มีราคาน้อย ๒. ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ๓. สามารถทาเองได้ ๔. ใช้สอยเก่าแล้วก็ไม่ต้องเย็บ ๕. ไม่ต้องกลัวว่าขโมยจะลักไป ๖. แสวงหามาทาได้ง่าย ๗. เหมาะสาหรับผู้บวชเป็นดาบส ๘. เมื่อใช้สอยไม่ถือว่าประดับตกแต่ง ๙. มีความมักน้อยในผ้านุ่งผ้าห่ม ๑๐. นุ่งห่มสะดวก ๑๑. หาเปลือกไม้มาทาได้ง่าย ๑๒. แม้เมื่อผ้าเปลือกไม้หายไปก็ไม่เสียดาย๑๑ เนื่องจากในระยะแรกที่ออกบวชท่านพักอาศัยในบรรณศาลาอยู่ในป่าหิมพานต์ ท่าน เห็นว่าบรรณศาลามีโทษ ๘ ประการ คือ ๑. ต้องใช้อุปกรณ์มากกว่าจะสร้างเสร็จ ๒. ต้องใช้หญ้าใบไม้ดินเหนียวซ่อมแซมเป็นประจา ๓. จิตไม่มีเอกัคคตาเมื่อถูกให้ย้ายออกเนื่องจากที่นั่งที่นอนถึงคราวที่ต้องให้คนแก่พัก อาศัย ก็ต้องย้ายออก ๔. ร่างกายของผู้อยู่ในที่มุงบังบอบบางเมื่อออกไปกระทบหนาวร้อน ๕. ต้องป้ องกันข้อครหาว่า คนที่เข้าที่มุงบังอาจจะทาชั่ว ๖. มักมีความหวงแหนสถานที่เป็นของตน ๗. การมีที่พักก็ย่อมมีเพื่อน ๘. บรรณศาลาเป็นสถานที่สาธารณะแก่สัตว์จานวนมาก เช่น ตัวเล็นตัวเลือดและจิ้งจก๑๒ ท่านจึงละทิ้งบรรณศาลาออกไปอาศัยอยู่บริเวณโคนต้นไม้ ท่านบาเพ็ญเพียรที่บริเวณ โคนต้นไม้เพียง ๗ วันก็สาเร็จอภิญญา๑๓ ต่อมา สุเมธดาบสได้พบพระพุทธเจ้าทีปังกร ซึ่งถ้าท่านขอ ๑๐ ขุ.พุทฺธ.อ. (บาลี) ๑๑๘, ขุ.พุทฺธ.อ. (ไทย) ๙/๒/๑๘๒. ๑๑ ขุ.พุทฺธ.อ. (บาลี) ๑๑๙, ขุ.พุทฺธ.อ. (ไทย) ๙/๒/๑๘๓. ๑๒ ขุ.พุทฺธ.อ. (บาลี) ๑๑๙, ขุ.พุทฺธ.อ. (ไทย) ๙/๒/๑๘๓-๑๘๔. ๑๓ ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๑-๓๓/๔๔๗–๔๕๐, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑-๓๓/๕๖๗- ๕๗๑.
  • 4. ๔ บวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าทีปังกรบาเพ็ญเพียร ท่านจักได้สาเร็จอรหัตผล ดับทุกข์ทั้งมวล ท่านมิได้บวชเป็นสาวก เพราะท่านปรารถนาที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ซึ่งพระพุทธเจ้า ทีปังกร ก็ได้ทรงพยากรณ์ว่าท่านจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมในอนาคต๑๔ การที่บุคคลตั้งความปรารถนาที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วความปรารถนาจะสาเร็จ ได้นั้น ผู้ปรารถนาต้องมีธรรมที่รวมอยู่ในตน ๘ ประการ ซึ่งสุเมธดาบส ก็มีคุณธรรมที่รวมอยู่ใน ตัวท่าน ๘ ประการ อันทาให้ความปรารถนาสาเร็จได้คือ ๑. ท่านเกิดเป็นมนุษย์ ๒. เป็นบุรุษ ๓. มีอุปนิสัยที่สามารถบรรลุธรรม ๔. ได้พบพระพุทธเจ้า ๕. เป็นนักบวช ๖. ได้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ๗. สละชีวิตเพื่อพระพุทธเจ้า ๘. มีฉันทะ พอใจจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า๑๕ เฉพาะฉันทะท่านมีอย่างแรงกล้าที่จะบาเพ็ญบารมีเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ถึงขนาด ว่า ถ้าท่านต้องตกนรกเป็นเวลาถึง ๔ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป หรือต่อให้ท่านต้องเดินลุยถ่านเพลิงที่มี เปลวไฟลุกโชติช่วงเต็มทั้งจักรวาล หรือต่อให้ท่านเดินลุยหอกหลาวที่ปักไว้เต็มจักรวาล หรือต่อให้ ท่านต้องเดินเหยียบหนามไผ่ที่ขึ้นเต็มทั้งจักรวาล จึงจะสาเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็ยินดีที่จะทา อย่างนั้น ขอให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า๑๖ เมื่อสุเมธดาบส ได้รับการพยากรณ์ว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตจาก พระพุทธเจ้าทีปังกร ท่านก็เป็นพระโพธิสัตว์ คือ บุคคลผู้ที่จะได้ตรัสรู้๑๗ ก่อนที่จะได้ตรัสรู้นั้น ท่านได้เวียนตายเวียนเกิดบาเพ็ญบารมีหลายภพชาติ หลังจากชาติที่ท่านได้พบพระพุทธเจ้าทีปังกร แล้ว ท่านยังได้เกิดในสมัยของพระพุทธเจ้าอีก ๒๓ องค์ ซึ่งได้รับการพยากรณ์ว่า จะได้ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า คือ ๑. พระพุทธเจ้าโกณฑัญญะ ๒. พระพุทธเจ้ามังคละ ๓. พระพุทธเจ้าสุมนะ ๔. พระพุทธเจ้าเรวตะ ๑๔ ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๓๔-๖๙/๔๕๐–๔๕๔, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๓๔-๖๙/๕๗๑- ๕๗๖. ๑๕ ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๕๙/๔๕๔, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๕๙/๕๗๔-๕๗๕. ๑๖ ขุ.ชา. (บาลี) ๑/๒๒-๒๓, ขุ.อป.อ. (บาลี) ๑/๑๙-๒๐, ขุ.พุทฺธ.อ. (บาลี) ๑๓๙-๑๔๐. ๑๗ โพธิสตฺโต ประกอบขึ้นจากคาว่า โพธิ+สตฺโต วิเคราะห์ว่า พุชฺฌตีติ โพธิ บุคคลใดจะตรัสรู้ เหตุนั้น บุคคลนั้น ชื่อโพธิ ผู้จะตรัสรู้, โพธิ สตฺโต โพธิสตฺโต สัตว์ผู้จะตรัสรู้ ชื่อว่า โพธิสัตว์, ผู้ที่ปรารถนาจะตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า ถ้ายังไม่เคยพบพระพุทธเจ้าและยังไม่ได้รับการพยากรณ์ว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เรียกว่า อนิยตโพธิสัตว์ คือ ยังเป็นพระโพธิสัตว์ที่ไม่แน่นอน จิตอาจเปลี่ยนไม่อยากตรัสรู้ก็ได้ ส่วนผู้ที่ปรารถนาแล้ว ได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ชื่อว่านิยตโพธิสัตว์ คือเป็นพระโพธิสัตว์ที่ จะได้ตรัสรู้แน่นอน (เขียนจากความจารอการอ้างอิง).
  • 5. ๕ ๕. พระพุทธเจ้าโสภิตะ ๖. พระพุทธเจ้าอโนมทัสสี ๗. พระพุทธเจ้าปทุมะ ๘. พระพุทธเจ้านารทะ ๙. พระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ๑๐. พระพุทธเจ้าสุเมธะ ๑๑. พระพุทธเจ้าสุชาตะ ๑๒. พระพุทธเจ้าปิยทัสสี ๑๓. พระพุทธเจ้าอัตถทัสสี ๑๔. พระพุทธเจ้าธัมมทัสสี ๑๕. พระพุทธเจ้าสิทธัตถะ ๑๖. พระพุทธเจ้าติสสะ ๑๗. พระพุทธเจ้าปุสสะ ๑๘. พระพุทธเจ้าวิปัสสี ๑๙. พระพุทธเจ้าสิขี ๒๐. พระพุทธเจ้าเวสสภู ๒๑. พระพุทธเจ้ากกุสันธะ ๒๒. พระพุทธเจ้าโกนาคมน์ ๒๓. พระพุทธเจ้ากัสสปะ๑๘ ผู้ที่ปรารถนาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ตามคุณธรรม ๘ ที่กล่าวข้างต้น มีข้อหนึ่ง ต้องเป็น นักบวช และอีกข้อหนึ่งต้องได้สมาบัติและอภิญญา ปรากฏว่า ในสมัยของพระพุทธเจ้า ๒๓ องค์ นั้น๑๙ พระโพธิสัตว์ออกบวชในพระศาสนาของพระพุทธเจ้า ๑๒ องค์คือ ๑. ในสมัยของพระพุทธเจ้าโกณฑัญญะ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าจักร พรรดิวิชิตาวี ได้ถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้รับการพยากรณ์จาก พระพุทธเจ้าว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านฟังแล้วได้สละราชสมบัติออกผนวชเป็นสาวก เรียนพระไตรปิฎก สาเร็จสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ สิ้นพระชนม์แล้วไปบังเกิดในพรหมโลก๒๐ ๒.ในสมัยของพระพุทธเจ้ามังคละ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสุรุจิพราหมณ์ใน กรุงพาราณสีได้สละสมบัติออกบวชเป็นพระสาวก๒๑ ๑๘ ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๑๑-๑๒/๔๗๑, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๑-๑๒/๕๙๗-๕๙๘, ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๑๖- ๒๑/๕๖๙-๕๗๐, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๖-๒๑/๗๑๓-๗๑๔. ๑๙ ความจริง พระโพธิสัตว์เกิดในสมัยของพระพุทธเจ้าอีก ๓ องค์ คือ พระพุทธเจ้าตัณหังกร พระพุทธเจ้าเมธังกร พระพุทธเจ้าสรณังกร แต่ทั้ง ๓ องค์มิได้ทรงพยากรณ์ว่าท่านจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จึงไม่ มีการแสดงรายละเอียดของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ องค์นั้น ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๑/๕๗๖, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑/๗๒๑, ขุ.พุทฺธ.อ. (บาลี) ๑๙๒. ๒๐ ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๒๒/๔๗๒, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๒๒/๕๙๙, ขุ.ชา.เอกก.อ. (บาลี) ๑/๔๘, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๑/๕๐. ๒๑ ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๑๕/๔๗๗, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๕/๖๐๕.
  • 6. ๖ ๓. ในสมัยของพระพุทธเจ้านารทะ พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤๅษี บาเพ็ญสมณธรรม จนสาเร็จอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขได้ กระทาการบูชาด้วยจันทน์แดง๒๒ ๔. ในสมัยของพระพุทธเจ้าสุเมธะ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอุตตรมาณพได้สละ สมบัติ ๘๐ โกฏิที่ฝั่งเก็บไว้ทั้งหมด ถวายมหาทานแต่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ฟังธรรม แล้วรับสรณะออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าสุเมธะ๒๓ ๕. ในสมัยของพระพุทธเจ้าสุชาตะ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงทราบว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วจึงเสด็จเข้าไปเฝ้าฟังธรรมแล้วถวายราชสมบัติในทวีปทั้ง ๔ พร้อมรัตนะ ๗ ประการแก่สงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้วทรงผนวชเป็นสาวกของ พระพุทธเจ้า๒๔ ๖. ในสมัยของพระพุทธเจ้าอัตถทัสสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสุสิมพราหมณ์ สละบ้านเรือนออกบวชเป็นชฎิล๒๕ ๗. ในสมัยของพระพุทธเจ้าสิทธัตถะ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมังคลพราหมณ์ สละบ้านเรือนออกบวชเป็นดาบส๒๖ ๘. ในสมัยของพระพุทธเจ้าติสสะ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสุชาตะได้ สละราชสมบัติออกผนวชเป็นฤๅษี๒๗ ๙. ในสมัยของพระพุทธเจ้าปุสสะ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าวิชิตะได้สละ ราชสมบัติออกผนวชเป็นพระสาวก๒๘ ๑๐. ในสมัยของพระพุทธเจ้าเวสสภู พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสุทัสสนะ ได้สละราชสมบัติออกผนวชเป็นพระสาวก๒๙ ๒๒ ขุ.ชา.เอกก.อ. (บาลี) ๑/๕๘, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๑/๖๑-๖๒. ๒๓ ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๑๑-๑๒/๕๑๓, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๑-๑๒/๖๔๖, ขุ.ชา.เอกก.อ. (บาลี) ๑/๕๙, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๑/๖๓. ๒๔ ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๑๑-๑๓/๕๑๗-๕๑๘, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๑-๑๓/๖๕๑, ขุ.ชา.เอกก.อ. (บาลี) ๑/๖๐, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๑/๖๔. ๒๕ ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๙/๕๒๗, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๙/๖๖๑. ๒๖ ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๘/๕๓๕, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๘/๖๗๑. ๒๗ ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๙/๕๓๙, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๙/๖๗๖. ๒๘ ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๘/๕๔๓, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๙/๖๘๑. ๒๙ ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๑๐-๑๒/๕๕๖, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๐-๑๒/๖๙๖-๖๙๗.
  • 7. ๗ ๑๑. ในสมัยของพระพุทธเจ้าโกนาคมน์ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าปัพพตะ ได้สละราชสมบัติออกผนวชเป็นพระสาวก๓๐ ๑๒. ในสมัยของพระพุทธเจ้ากัสสปะ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นโชติปาลมาณพ ศึกษาจบไตรเพท ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดาฟังธรรมกถาแล้วได้สละสมบัติบวชเป็นสาวก เรียน พระไตรปิฎก ถึงพร้อมด้วยวัตรปฏิบัติ๓๑ ใน ๑๒ ชาติรวมชาติที่เกิดเป็นสุเมธดาบสในสมัยพระพุทธเจ้าทีปังกรเป็น ๑๓ ชาติ พระโพธิสัตว์ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ๙ ชาติ ออกบวชเป็นฤๅษีเป็นดาบส ๔ ชาติ จากการศึกษาค้นคว้าการบาเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในชาดก ได้พบว่า พระโพธิ สัตว์สละชีวิตฆราวาสออกบวชบาเพ็ญเนกขัมมบารมีจานวน ๑๑๑ ชาดก คือ ๑. ในมฆเทวชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามฆเทพ ครองราชย์สมบัติใน กรุงมิถิลาวิเทหรัฐ เมื่อพระองค์มีพระเกสาหงอกได้ทรงสละราชสมบัติเสด็จออกผนวช๓๒ ๒. ในสุขวิหาริชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์มีทรัพย์มาก ท่านเห็น โทษในกามและอานิสงส์ในการออกบวช จึงละกามเข้าป่าหิมพานต์บวชเป็นฤๅษี สาเร็จสมาบัติ ๘ ท่านมีดาบสบริวารจานวน ๕๐๐ ท่าน มีหัวหน้าศิษย์ดาบส เป็นราชาที่สละราชสมบัติมากออกบวช เจริญกสิณได้สมาบัติ ๘ ชอบเปล่งอุทานว่า “สุขหนอ สุขหนอ” เนื่องจากในสมัยที่เป็นคฤหัสถ์ เสวยสิริราชสมบัติ มีทหารถืออาวุธถวายอารักขาอยู่ ก็ไม่มีความสุขเหมือนความสุขในการบวช และความสุขในฌาน๓๓ ๓. ในมาลุตชาดก พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤๅษี อาศัยอยู่ที่เชิงเขา ซึ่งมีราชสีห์กับเสือโคร่ง เป็นเพื่อนกันอยู่ในถ้าเดียวกัน วันหนึ่งเกิดทะเลาะกันเรื่องอากาศหนาวมีในเวลาข้างแรมเวลาข้างขึ้น ตกลงกันไม่ได้จึงถามพระโพธิสัตว์๓๔ ๔. ในเวฬุกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบุตรของผู้มีสมบัติมาก พอเจริญวัยรู้ เดียงสา ออกบวชเป็นฤๅษีบาเพ็ญกสิณ สาเร็จอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ สอนหมู่ดาบสให้เจริญ ๓๐ ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๑๔-๑๕/๕๖๖, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๔-๑๕/๗๐๙. ๓๑ ขุ.พุทฺธ. (บาลี) ๓๓/๑๓-๑๔/๕๖๙, ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๓-๑๔/๗๑๓, ขุ.ชา.เอกก.อ. (บาลี) ๑/๖๗, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๑/๗๒-๗๓. ๓๒ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๙/๓, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๙/๔, ขุ.ชา.อ. (บาลี) ๑/๑๙๕-๑๙๘, ขุ.ชา.อ. (ไทย) ๓/๑/๒๒๐-๒๒๑. ๓๓ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๑๐/๓, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๑๐/๔, ขุ.ชา.เอกก.อ. (บาลี) ๑/๑๙๙-๒๐๐, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๑/๒๒๕-๒๒๖. ๓๔ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๑๗/๕, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๑๗/๗, ขุ.ชา.เอกก.อ. (บาลี) ๑/๒๓๑-๒๓๒, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๑/๒๖๖.
  • 8. ๘ พรหมวิหาร ๔ เมื่อสิ้นอายุ ก็ไปเกิดในพรหมโลก๓๕ ๕. ในอสาตมันตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ศึกษาจบไตรเพท เป็น อาจารย์ทิศาปาโมกข์ ได้สละชีวิตฆราวาสออกบวชเป็นฤๅษี สอนศิษย์ให้รู้โทษแห่งกามคุณ๓๖ ๖. ในตักกบัณฑิตชาดก พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤๅษี บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ในเวลาสิ้นชีวิต ก็ได้ไปเกิดในพรหมโลก๓๗ ๗. ในมุทุลักขณชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็นฤๅษี บาเพ็ญกสิณจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ เจริญพรหมวิหาร มรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๓๘ ๘. ในกุททาลชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นคนปลูกผักขาย ออกบวชเป็นฤๅษี ท่านบวชๆ สึกๆ ถึง ๖ ครั้ง ในครั้งที่ ๗ เข้าไปยังป่าหิมพานต์บวชบริกรรมกสิณเจริญพรหมวิหาร สาเร็จสมาบัติมรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๓๙ ๙. ในสัจจังกิรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว บวชเป็น ฤๅษี สร้างศาลาอาศัยอยู่ที่คุ้งน้าตอนหนึ่ง ท่านได้ช่วยเหลือพระราชกุมาร งู หนู นกแขกเต้า ซึ่งเกาะขอนไม้ลอยน้ามาให้พ้นอันตราย๔๐ ๑๐. ในอสังกิยชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์เจริญวัยแล้ว ออกบวช เป็นฤๅษีอยู่ในป่าหิมพานต์๔๑ ๓๕ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๔๓/๑๑, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๔๓/๑๘, ขุ.ชา.เอกก.อ. (บาลี) ๒/๑๔-๑๕, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๒๓-๒๔. ๓๖ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๖๑/๑๕, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๖๑/๒๖, ขุ.ชา.อ. (บาลี) ๒/๖๕-๗๐, ขุ.ชา.อ. (ไทย) ๓/๒/๑๑๑-๑๑๖. ๓๗ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๖๓/๑๖, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๖๓/๒๖-๒๗, ขุ.ชา.เอกก.อ. (บาลี) ๒/๗๗- ๘๑, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๑๓๑-๑๓๕. ๓๘ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๖๖/๑๖, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๖๖/๒๗-๒๘, ขุ.ชา.เอกก.อ. (บาลี) ๒/๘๗– ๙๑, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๑๔๘-๑๕๓. ๓๙ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๗๐/๑๗, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๗๐/๒๙, ขุ.ชา.เอกก.อ. (บาลี) ๒/๙๘-๑๐๒, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๑๖๘-๑๗๓. ๔๐ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๗๓/๑๘, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๗๓/๓๐, ขุ.ชา. เอกก.อ. (บาลี) ๒/๑๑๓- ๑๑๔, ขุ.ชา. เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๑๙๑-๑๙๒. ๔๑ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๗๖/๑๙, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๗๖/๓๑, ขุ.ชา. เอกก.อ. (บาลี) ๒/๑๒๖- ๑๒๗, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๒๑๒-๒๑๔.
  • 9. ๙ ๑๑. ในมหาสุบินชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ตระกูลสูง เจริญวัยแล้ว บวชเป็นฤๅษี บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ๔๒ ๑๒. ในสุราปานชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ตระกูลสูง เจริญวัยแล้ว บวชเป็นฤๅษี พักอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ มีดาบสบริวารประมาณ ๕๐๐ ท่าน๔๓ ๑๓. ในสีลวิมังสนชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัต ในกรุงพาราณสี เป็นคนให้ทาน ถือศีล ๕ ไม่ขาด ได้รับการยกย่องจากพระราชา ภายหลังได้บวช เป็นฤๅษี ไปอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ มรณภาพแล้วไป เกิดในพรหมโลก๔๔ ๑๔. ในมังคลชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ตระกูลสูง พอรู้เดียงสา ก็บวชเป็นฤๅษี พักอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ๔๕ ๑๕. ในโลมหังสชาดก นับจากนี้ไป ๙๑ กัป พระโพธิสัตว์ต้องการจะทดลองบาเพ็ญตบะ แบบนอกลู่นอกทาง จึงบวชเป็นอาชีวก ไม่นุ่งผ้า เอาฝุ่นทาตัว อยู่โดดเดี่ยวคนเดียว เห็นพวกมนุษย์ แล้วก็วิ่งหนี มีมหาวิกัติเป็นอาหาร๔๖ เช่นกินโคมัยแห่งลูกโค อยู่ในไพรสณฑ์เปลี่ยว เวลากลางคืน หิมะตก ก็ออกจากไพรสณฑ์ไปอยู่กลางแจ้ง ตัวชุ่มโชกด้วยน้าหิมะ เวลากลางวัน ก็เข้าอยู่ในไพร สณฑ์ ตัวชุ่มโชกด้วยหยาดน้าที่ไหลจากไพรสณฑ์ ทนทุกข์จากความหนาวทั้งกลางวันกลางคืน ท้าย เดือนฤดูร้อน เวลากลางวันก็อยู่กลางแจ้งรุ่มร้อนด้วยแสงแดด เวลากลางคืนก็อยู่ในไพรสณฑ์ที่ ปราศจากลม กายรุ่มร้อน จนหยาดเหงื่อไหลจากสรีระ เร่าร้อนด้วยความแผดเผาจากดวงอาทิตย์ หนาวเหน็บชุ่มโชกด้วยน้าหิมะ อยู่ผู้เดียว ไม่มีเพื่อน ในป่าน่ากลัว ซึ่งผู้ที่เข้าไปแล้วต้องขนลุก ๔๒ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๗๗/๑๙, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๗๗/๓๒, ขุ.ชา. เอกก.อ. (บาลี) ๒/๑๔๐- ๑๔๓, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๒๓๖-๒๔๑. ๔๓ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๘๑/๒๐, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๘๑/๓๔, ขุ.ชา. เอกก.อ. (บาลี) ๒/๑๖๔- ๑๖๖, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๒๗๖-๒๗๙. ๔๔ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๘๖/๒๑, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๘๖/๓๖, ขุ.ชา. เอกก.อ. (บาลี) ๒/๑๗๖- ๑๗๘, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๓๐๐-๓๐๒. ๔๕ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๘๗/๒๒, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๘๗/๓๖, ขุ.ชา.เอกก.อ. (บาลี) ๒/๑๘๐-๑- ๘๑, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๓๐๖-๓๐๘. ๔๖ คือ กิน มูตร คูถ เถ้า ดิน เป็นอาหาร วิ.ม. (บาลี) ๕/๒๖๘/๓๖, วิ.ม. (ไทย) ๕/๒๖๘/๖๐.
  • 10. ๑๐ ขนพอง เป็นคนเปลือย ทั้งไม่ได้ผิงไฟ แม้จะถูกลมหนาวเบียดเบียนก็ไม่นุ่งผ้าห่มผ้า ไม่ได้ผิงไฟ เข้าใจสิ่งที่มิใช่พรหมจรรย์เป็นพรหมจรรย์ ขวนขวายพากเพียร เข้าใจว่า การปฏิบัตินี้เป็น พรหมจรรย์๔๗ ๑๖. ในปโรสหัสสชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ตระกูลสูง เจริญวัย เรียนสรรพศิลปวิทยา ละกามบวชเป็นฤๅษี อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ มีดาบสบริวาร ๕๐๐ ท่าน ท่านมรณภาพแล้วไปเกิดบนอาภัสสรพรหม๔๘ ๑๗. ในติตติรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ตระกูลสูงเจริญวัยเรียน ศิลปะทุกอย่าง ละกามออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ท่านเป็นอาจารย์สอนฤๅษี ๕๐๐ ท่าน มรณภาพแล้วไปเกิดในพรหมโลก๔๙ ๑๘. ในพันธนโมกขชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัต แห่งกรุงพาราณสี ถูกพระมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตใส่ร้ายว่า ข่มขืนพระนาง พระราชารับสั่งให้ จองจาท่านแต่ท่านได้ทาให้พระราชาทรงทราบความจริงแล้วกราบทูลขออนุญาตออกบวช ท่าน กราบทูลว่า ที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น เพราะท่านอยู่ครองเรือน ท่านไม่ต้องการอยู่ครองเรือน ต้องการออก บวช แล้วลาญาติ สละสมบัติจานวนมาก บวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจน สาเร็จฌานสมาบัติ มรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๕๐ ๑๙. ในอัมพชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ตระกูลสูงเจริญวัยแล้วบวช เป็นฤๅษี มีบริวาร ๕๐๐ ท่าน อาศัยอยู่ที่เชิงเขา คราวหนึ่ง ป่าหิมพานต์แห้งแล้งอย่างหนัก น้าดื่มในที่ ต่างๆ เหือดแห้ง พวกสัตว์ดิรัจฉานไม่ได้น้ากินต่างลาบาก ดาบสบริวารท่านหนึ่ง เห็นพวก ดิรัจฉานอดน้า จึงตัดต้นไม้ต้นหนึ่งทารางโพงน้าใส่ให้พวกดิรัจฉานกิน เมื่อพวกสัตว์ดิรัจฉาน จานวนมากพากันมากินน้า พระดาบสเลยไม่มีโอกาสที่จะไปหาผลไม้ฉัน ท่านยอมอดอาหาร ๔๗ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๙๔/๒๓, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๙๔/๓๙, ขุ.ชา. เอกก.อ. (บาลี) ๒/๒๐๓- ๒๐๔, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๓๔๕-๓๔๗. ๔๘ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๙๙/๒๔, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๙๙/๔๑, ขุ.ชา. เอกก.อ. (บาลี) ๒/๒๒๓- ๒๒๕, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๓๘๐. ๔๙ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๑๑๗/๒๙, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๑๑๗/๔๘, ขุ.ชา. เอกก.อ. (บาลี) ๒/๒๕๖- ๒๕๗, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๔๔๒-๔๔๓. ๕๐ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๑๒๐/๓๐, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๑๒๐/๔๙, ขุ.ชา.เอกก.อ. (บาลี) ๒/๒๖๔- ๒๖๘, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๔๕๔-๔๖๑.
  • 11. ๑๑ โพงน้าให้พวกสัตว์ดิรัจฉานกิน ฝูงเนื้อแต่ละตัวพากันคาบผลไม้มาให้ รวมแล้วประมาณ ๒ เล่ม เกวียนครึ่ง พระดาบสทั้ง ๕๐๐ พลอยฉันผลไม้ทั่วกัน๕๑ ๒๐. ในเอกปัณณชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ตระกูลสูง เรียนจบ ไตรเพทและสรรพศิลปวิทยา อยู่ครองเรือนระยะเวลาเล็กน้อย พอมารดาบิดาล่วงลับไป ท่านก็บวช เป็นฤๅษี พักอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ๕๒ ๒๑. ในอินทสมานโคตตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ ละการครองเรือนออกบวชเป็นฤๅษี อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ เป็นครูสอนฤๅษี ๕๐๐ ท่าน ท่าน แนะนาอินทสมานโคตตดาบส ซึ่งเลี้ยงลูกช้างไว้ไม่ให้เลี้ยง เพราะมันเมื่อเติบโตมักฆ่าคนเลี้ยง ก็ไม่ เชื่อฟัง ต่อมาเมื่อมันโตก็ได้เอางวงจับอินทสมานโคตตดาบสฟาดลงกับพื้น เอาเท้าเหยียบศีรษะขยี้ จนมรณภาพ๕๓ ๒๒. ในอุปสาฬหกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ เรียนจบศิลปวิทยา แล้ว ได้ออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ ได้สอน พราหมณ์กับบุตรว่า สถานที่ที่ไม่ถูกเผาก็ดี สถานที่ที่ไม่ใช่ป่าช้าก็ดี สถานที่ที่ศีรษะไม่ทอดลงก็ดี ไม่อาจหาได้ในแผ่นดิน๕๔ ๒๕. ในสมิทธิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ เจริญวัยเรียนจบ ศิลปวิทยาทุกชนิดแล้วออกบวชเป็นฤๅษี บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ ท่านบาเพ็ญเพียร ตลอดคืน เวลาอรุณขึ้นท่านอาบน้าแล้วนุ่งผ้าเปลือกไม้ผืนหนึ่ง ถือไว้ผืนหนึ่ง ยืนผึ่งตัวให้แห้ง ท่าน บวชบาเพ็ญสมณธรรมแต่ยังหนุ่ม๕๕ ๒๖. ในอรกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ เจริญวัยแล้วละกามสุขบวช เป็นฤๅษี อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรต สาเร็จพรหมวิหาร ๙ ท่านมีบริวารมาก ท่านสอน ๕๑ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๑๒๔/๓๑, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๑๒๔/๕๑, ขุ.ชา.เอกก.อ. (บาลี) ๒/๒๘๐- ๒๘๑, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๔๘๑-๔๘๒. ๕๒ ขุ.ชา.เอกก. (บาลี) ๒๗/๑๔๙/๓๖, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๑๔๙/๖๐, ขุ.ชา.เอกก.อ. (บาลี) ๒/๓๕๐- ๓๕๓, ขุ.ชา.เอกก.อ. (ไทย) ๓/๒/๖๐๑-๖๐๖. ๕๓ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๑๖๑/๔๒, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๑๖๑/๖๙, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๓๙-๔๑, ขุ.ชา.ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๗-๗๘. ๕๔ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๑๖๖/๔๔, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๑๖๖/๗๑, ขุ.ชา. ทุก.อ. (บาลี) ๓/๕๓-๕๔, ขุ.ชา.ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๑๐๕. ๕๕ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๑๖๗/๔๔, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๑๖๗/๗๒, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๕๕-๕๖, ขุ.ชา.ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๑๐๙-๑๑๒.
  • 12. ๑๒ อานิสงส์การเจริญเมตตาบริวารเสมอ ท่านมรณภาพไปเกิดในพรหมโลก ไม่มาเกิดในโลกนี้เป็น เวลา ๗ สังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป๕๖ ๒๗. ในกัลยาณธรรมชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐี มีหน้าที่ช่วยราช กรณียกิจ ได้ขอพระราชทานอนุญาตบวช เข้าไปยังป่าหิมพานต์ บวชเป็นฤๅษี บาเพ็ญพรตจนสาเร็จ อภิญญาสมาบัติ มรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๕๗ ๒๘. ในมักกฏชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ เรียนจบศิลปวิทยา อยู่ครองเรือน มีบุตรคนหนึ่ง พอบุตรวิ่งเที่ยวไปมาได้ นางพราหมณีก็ถึงแก่กรรม พระโพธิสัตว์ พาบุตรเข้าป่าหิมพานต์ บวชเป็นฤๅษีทั้ง ๒ คนพ่อลูก ฉันรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหารเจริญ พรหมวิหาร ๔ มรณภาพแล้วไปเกิดในพรหมโลก๕๘ ๒๙. ในอาทิจจุปัฏฐานชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ศึกษาจบศิลปะ ออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาและสมาบัติ เป็นครูสอน บริวารจานวนมาก ท่านกับบริวารบาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌาน มรณภาพแล้วไปเกิดในพรหมโลก๕๙ ๓๐. ในทุทททชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ เรียนจบศิลปวิทยา ทุกอย่าง ออกบวชเป็นฤๅษี เป็นครูสอนดาบส อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌาน มรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๖๐ ๓๑. ในอสทิสชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอสทิสราชกุมาร โอรสพระเจ้า กรุงพาราณสี ทรงมีพรหมทัตกุมารเป็นพระกนิษฐภาดา เมื่อพระราชบิดาเสด็จสวรรคต ทรงมอบ ราชสมบัติให้พรหมทัตราชกุมารแล้วเสด็จออกผนวชเป็นฤๅษี บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ สิ้นพระชนม์ไปเกิดในพรหมโลก๖๑ ๕๖ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๑๖๙/๔๔, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๑๖๙/๗๓, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๕๙-๖๑, ขุ.ชา. ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๑๑๘-๑๑๙. ๕๗ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๑๗๑/๔๕, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๑๗๑/๗๔, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๖๓-๖๔, ขุ.ชา.ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๑๒๗-๑๒๙. ๕๘ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๑๗๓/๔๖, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๑๗๓/๗๕, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๖๗-๖๘, ขุ.ชา.ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๑๓๕-๑๓๗. ๕๙ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๑๗๕/๔๗, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๑๗๕/๗๖, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๗๑-๗๒, ขุ.ชา.ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๑๔๓-๑๔๕. ๖๐ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๑๘๐/๔๘, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๑๘๐/๗๙, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๘๔-๘๕, ขุ. ชา.ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๑๖๘-๑๗๐. ๖๑ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๑๘๑/๔๙, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๑๘๑/๘๐, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๘๖-๙๐, ขุ.ชา. ทุก.อ (ไทย) ๓/๓/๑๗๒-๑๗๗.
  • 13. ๑๓ ๓๒. ในมิตตามิตตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ออก บวชเป็นฤๅษี อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ เป็นครูสอนประจาคณะ ท่านได้สอนเหตุแห่งความเป็นมิตรและความเป็นศัตรู ท่านเจริญพรหมวิหาร มรณภาพแล้วไปเกิด ในพรหมโลก๖๒ ๓๓. ในพันธนาคารชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นคหบดียากจน ท่านทิ้งบุตร ภรรยา เข้าป่าหิมพานต์ บวชเป็นฤๅษี บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ มรณภาพแล้วไปเกิดใน พรหมโลก๖๓ ๓๔. ในขันธชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ละการครองเรือน ออก บวชเป็นฤๅษีสร้างอาศรมอยู่ที่คุ้งแม่น้าแห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญา สมาบัติ เป็นครูประจาคณะ มีฤๅษีเป็นบริวาร ท่านสอนให้ดาบสทั้งหลายเจริญเมตตาในตระกูล พญางูทั้ง ๔ คือพญางูวิรูปักขะ พญางูเอราปถะ พญางูฉัพยาปุตตะ พญางูกัณหาโคตมกะ ท่านเจริญ พรหมวิหาร มรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๖๔ ๓๕. ในภรุชาดก พระโพธิสัตว์บวชเป็นดาบส อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจน สาเร็จอภิญญาสมาบัติ เป็นครูสอนดาบสจานวน ๕๐๐ ท่าน๖๕ ๓๖. ในอสิตาภุชาดก พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรต จนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ ได้สอนให้พระนางอสิตาภูมเหสีของพรหมทัตกุมารโอรสพระเจ้า กรุงพาราณสีเจริญกสิณจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ สามารถลอยขึ้นไปยืนในอากาศได้๖๖ ๓๗. ในวัจฉนขชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ เจริญวัยแล้วออกบวช เป็นฤๅษีอยู่ในป่าหิมพานต์ ท่านเข้าไปในกรุงพาราณสี ได้สอนเศรษฐีให้รู้โทษของการครองเรือนว่า ผู้ครองเรือนถ้าไม่ขยันทางานเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ อย่างสม่าเสมอ การครองเรือนก็จะไม่มั่นคง ผู้ ครองเรือนที่จะไม่พูดเท็จเพื่อให้ได้สิ่งของ เช่นที่นาและเงินทอง ไม่ถือท่อนไม้ใช้อานาจลงโทษ ๖๒ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๑๙๗/๕๔, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๑๙๗/๘๙, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๑๓๑-๑๓๒, ขุ.ชา.ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๒๕๙-๒๖๑. ๖๓ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๒๐๑/๕๕, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๒๐๑/๙๑, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๑๓๙-๑๔๑, ขุ.ชา.ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๒๗๖-๒๘๐. ๖๔ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๒๐๓/๕๖, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๒๐๓/๙๒, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๑๔๕-๑๔๘, ขุ.ชา.ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๒๘๘-๒๙๐. ๖๕ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๒๑๓/๕๙, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๒๑๓/๙๘, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๑๗๒, ขุ.ชา. ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๓๓๔. ๖๖ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๒๓๔/๖๗, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๒๓๔/๑๑๐, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๒๓๐- ๒๓๒, ขุ.ชา.ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๔๔๔-๔๔๖.
  • 14. ๑๔ ผู้อื่นไม่รังแกผู้อื่น ก็ครองเรือนไม่ได้ ผู้ลงโทษผู้อื่น เช่น ฆ่า จองจา ตัดอวัยวะ และเฆี่ยนตี จึงจะ ครองเรือนได้มั่นคง เมื่อไม่ทาผิดเช่นพูดเท็จ จะอยู่ครองเรือนไม่ได้๖๗ ๓๘. ในวิคติจฉชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ เมื่อเจริญวัยแล้วสละ ทรัพย์สมบัติและครอบครัว๖๘ ออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ต่อมาท่านลงจากภูเขาไป พักอยู่ที่บรรณศาลาใกล้แม่น้าวน๖๙ ได้สนทนากับปริพาชกท่านหนึ่ง ซึ่งหาผู้ที่สนทนาโต้ตอบกับ ตนไม่ได้มาสนทนาโต้ตอบด้วยจนปริพาชกสิ้นปฏิภาณลุกหนีไป๗๐ ๓๙. ในพาโลวาทชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็นฤๅษี บาเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่าหิมพานต์ ท่านออกจากป่าไปแสวงหารสเค็มและรสเปรี้ยวถูกกุฎุมพีคน หนึ่งกลั่นแกล้ง๗๑ ๔๐. ในกปิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ เจริญวัยมีครอบครัวมีบุตร คนหนึ่ง พอบุตรโตวิ่งเล่นได้ นางพราหมณีผู้เป็นภรรยาได้ถึงแก่กรรม ท่านอุ้มบุตรเข้าป่าหิมพานต์ บวชเป็นดาบส ให้บุตรบวชเป็นดาบสกุมาร บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติได้สอนดาบส กุมารให้บริกรรมกสิณจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ ดาบสทั้ง ๒ มรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๗๒ ๔๑. ในสังกัปปชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์มีทรัพย์มาก ท่านออก บวชเป็นฤๅษี อยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตไม่นานก็ได้สาเร็จอภิญญาสมาบัติ ท่านได้เข้าไปพัก อาศัยในราชอุทยาน ๑๒ ปี หลงรักพระมเหสีของพระเจ้ากรุงพาราณสีจนฌานเสื่อม แต่ในที่สุดท่าน ก็สามารถทาฌานให้เกิดขึ้นมาอีก แล้วกลับไปอยู่ในป่าหิมพานต์จนมรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๗๓ ๖๗ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๒๓๕/๖๘, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๒๓๕/๑๑๐, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๒๓๓- ๒๓๕, ขุ.ชา. ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๔๔๙-๔๕๓. ๖๘ บาลีใช้คาว่า กาเม ปหาย (ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๒๕๗-๒๕๙) ละกามทั้งหลาย กาม คือสิ่งที่น่าใคร่ ซึ่งหมายถึงทรัพย์สมบัติและครอบครัวรวมทั้งความรู้สึกที่ใคร่ในสิ่งเหล่านั้น. ๖๙ บาลีใช้คาว่า คงฺคานิวตฺตเน อาจแปลว่า ตรงที่แม่น้าไหลกลับ ก็ได้. ๗๐ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๒๔๔/๗๑, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๒๔๔/๑๑๖, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๒๕๗- ๒๕๙, ขุ.ชา.ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๔๙๙ – ๕๐๑. ๗๑ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๒๔๖/๗๑, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๒๔๖/๑๑๗, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๒๖๒- ๒๖๓, ขุ.ชา.ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๕๐๘-๕๐๙. ๗๒ ขุ.ชา.ทุก. (บาลี) ๒๗/๒๕๐/๗๒, ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๒๕๐/๑๑๙, ขุ.ชา.ทุก.อ. (บาลี) ๓/๒๖๙- ๒๗๑, ขุ.ชา.ทุก.อ. (ไทย) ๓/๓/๕๒๓-๕๒๕. ๗๓ ขุ.ชา.ติก. (บาลี) ๒๗/๒๕๑/๗๔, ขุ.ชา.ติก. (ไทย) ๒๗/๒๕๑/๑๒๐, ขุ.ชา.ติก.อ. (บาลี) ๔/๒-๗, ขุ.ชา. ติก.อ. (ไทย) ๓/๔/๓-๑๑.
  • 15. ๑๕ ๔๒. ในมณิกัณฐชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์มีทรัพย์สมบัติมากมี น้องชาย ๑ คน เมื่อเจริญวัยมารดาบิดาถึงแก่กรรม ท่านจึงพากันบวชเป็นฤๅษีสร้างบรรณศาลาอยู่ที่ ฝั่งแม่น้าคงคา พระโพธิสัตว์อยู่เหนือแม่น้าคงคา ฤๅษีน้องชายอยู่ใต้แม่น้าคงคา ดาบสสองพี่น้อง บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานสมาบัติ มรณภาพไปเกิดในพรหมโลก ดาบสน้องชายได้มาเสวยพระชาติ เป็นพระอานนท์ ดาบสผู้พี่ชายได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า๗๔ ๔๓. ในติรีฏวัจฉชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ไป ศึกษาที่ตักศิลาจบศิลปะแล้วกลับมายังภูมิลาเนามีครอบครัว เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไป ได้ออกบวช เป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่า บาเพ็ญพรตสาเร็จอภิญญาและสมาบัติมรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๗๕ ๔๔. ในจูฬปโลภนชาดก พระโพธิสัตว์จุติจากพรหมโลกลงมาเสวยพระชาติเป็นโอรส ของพระเจ้าพรหมทัต ไม่ยอมให้สตรีถูกต้อง เมื่อทรงเจริญพระชันษาพระองค์ถูกสตรีสาวนักฟ้อน รายั่วยวนจนลุ่มหลงหึงหวง ถึงกับทรงใช้ดาบไล่ฆ่าบุรุษกลัวจะมาแย่งนางไป จึงถูกพระบิดาทรงขับ ออกจากเมือง ทรงพาสตรีนางนั้นไปอาศัยอยู่ในป่า ภายหลังพระองค์เห็นโทษแห่งกามจึงออกบวช เป็นฤๅษีบาเพ็ญกสิณสาเร็จอภิญญาสมาบัติ มรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๗๖ ๔๕. ในอุทปานทูสกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบุตรผู้มีตระกูล พอเจริญวัย ได้บวชเป็นฤๅษีอยู่กับฤๅษีบริวารที่ป่าอิสิปตนะ๗๗ ๔๖. ในกัจฉปชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ในแคว้นกาสี เมื่อเจริญวัย ได้ไปศึกษาศิลปวิทยาที่กรุงตักศิลา ต่อมาได้ออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้าคงคา บาเพ็ญพรต จนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ๗๘ ๔๗. ในอัพภันตรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ไป ศึกษาศิลปวิทยาที่กรุงตักศิลาจนจบศิลปะทุกอย่างแล้วกลับมามีครอบครัว เมื่อมารดาบิดาถึงแก่ ๗๔ ขุ.ชา.ติก. (บาลี) ๒๗/๒๕๓/๗๕, ขุ.ชา.ติก. (ไทย) ๒๗/๒๕๓/๑๒๑, ขุ.ชา.ติก.อ. (บาลี) ๔/๑๔-๑๖, ขุ.ชา.ติก.อ. (ไทย) ๓/๔/๒๓-๒๙. ๗๕ ขุ.ชา.ติก. (บาลี) ๒๗/๒๕๙/๗๗, ขุ.ชา.ติก. (ไทย) ๒๗/๒๕๙/๑๒๕, ขุ.ชา.ติก.อ. (บาลี) ๔/๔๖-๕๐, ขุ. ชา.ติก.อ. (ไทย) ๓/๔/๘๑-๘๗. ๗๖ ขุ.ชา.ติก. (บาลี) ๒๗/๒๖๓/๗๙, ขุ.ชา.ติก. (ไทย) ๒๗/๒๖๓/๑๒๘, ขุ.ชา.ติก.อ. (บาลี) ๔/๖๐-๖๓, ขุ.ชา.ติก.อ. (ไทย) ๓/๔/๑๐๙-๑๑๔. ๗๗ ขุ.ชา.ติก. (บาลี) ๒๗/๒๗๑/๘๓, ขุ.ชา.ติก. (ไทย) ๒๗/๒๗๑/๑๓๔, ขุ.ชา.ติก.อ. (บาลี) ๔/๘๙, ขุ.ชา.ติก.อ. (ไทย) ๓/๔/๑๖๓-๑๖๔. ๗๘ ขุ.ชา.ติก. (บาลี) ๒๗/๒๗๓/๘๓, ขุ.ชา.ติก. (ไทย) ๒๗/๒๗๓/๑๓๕, ขุ.ชา.ติก.อ. (บาลี) ๔/๙๔, ขุ.ชา.ติก.อ. (ไทย) ๓/๔/๑๗๕.
  • 16. ๑๖ กรรม ท่านได้ออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ เป็นอาจารย์สอนหมู่ฤๅษี๗๙ ๔๘. ในสิริชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ไปศึกษา ศิลปวิทยาที่กรุงตักศิลาแล้วกลับมามีครอบครัวเมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรม ท่านเกิดความสังเวชจึง ออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ๘๐ ๔๙. ในมณิสูกรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้บวชเป็น ดาบส บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌาน มรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๘๑ ๕๐. ในโกมารบุตรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็นฤๅษี อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บริกรรมกสิณจนสาเร็จสมาบัติ มีพวกดาบสอื่นชอบสนุกอาศัยอยู่ใกล้ๆ ดาบสเหล่านั้นไม่มีการบริกรรมกสิณเลย๘๒ ๕๑. ในจูฬกาลิงคชาดก พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤๅษี อาศัยอยู่ระหว่างเขตแดนของ พระเจ้ากาลิงคะกับพระเจ้าอัสสกะ ซึ่งทาสงครามกัน๘๓ ๕๒. ในกัสสปมันทิยชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ เมื่อมารดาถึงแก่ กรรม ท่านได้พาบิดากับน้องชายไปบวชเป็นดาบสอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์๘๔ ๕๓. ในขันติวาทีชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ เมื่อมารดาบิดาถึงแก่ กรรม ได้ออกบวชเป็นดาบส เป็นผู้กล่าวสอนขันติความอดทน ถูกพระเจ้ากลาพุเบียดเบียนจนถึง มรณภาพ๘๕ ๗๙ ขุ.ชา.ติก. (บาลี) ๒๗/๒๘๑/๘๗, ขุ.ชา.ติก. (ไทย) ๒๗/๒๘๑/๑๔๑, ขุ.ชา.ติก.อ. (บาลี) ๔/๑๓๐, ขุ.ชา.ติก.อ. (ไทย) ๓/๔/๒๔๒. ๘๐ ขุ.ชา.ติก. (บาลี) ๒๗/๒๘๔/๘๘, ขุ.ชา.ติก. (ไทย) ๒๗/๒๘๔/๑๔๓, ขุ.ชา.ติก.อ. (บาลี) ๔/๑๔๙, ขุ.ชา. ติก.อ. (ไทย) ๓/๔/๒๗๖. ๘๑ ขุ.ชา.ติก. (บาลี) ๒๗/๒๘๕/๘๙, ขุ.ชา.ติก. (ไทย) ๒๗/๒๘๕/๑๔๓, ขุ.ชา.ติก.อ. (บาลี) ๔/๑๕๗- ๑๕๘, ขุ.ชา.ติก.อ. (ไทย) ๓/๔/๒๘๙-๒๙๑. ๘๒ ขุ.ชา.ติก. (บาลี) ๒๗/๒๙๙/๙๔, ขุ.ชา.ติก. (ไทย) ๒๗/๒๙๙/๑๕๓, ขุ.ชา.ติก.อ. (บาลี) ๔/๑๙๑-๑๙๓, ขุ.ชา.ติก.อ. (ไทย) ๓/๔/๓๖๐-๓๖๒. ๘๓ ขุ.ชา.จตุกฺก. (บาลี) ๒๗/๓๐๑/๙๖, ขุ.ชา.จตุกฺก. (ไทย) ๒๗/๓๐๑/๑๕๖, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (บาลี) ๔/๒๐๐, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (ไทย) ๓/๔/๓๗๖. ๘๔ ขุ.ชา.จตุกฺก. (บาลี) ๒๗/๓๑๒/๑๐๒, ขุ.ชา.จตุกฺก. (ไทย) ๒๗/๓๑๒/๑๖๖, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (บาลี) ๔/๒๓๘, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (ไทย) ๓/๔/๔๕๒-๔๕๓. ๘๕ ขุ.ชา.จตุกฺก. (บาลี) ๒๗/๓๑๓/๑๐๒, ขุ.ชา.จตุกฺก. (ไทย) ๒๗/๓๑๓/๑๖๖, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (บาลี) ๔/๒๔๑-๒๔๔, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (ไทย) ๓/๔/๔๕๘-๔๖๓.
  • 17. ๑๗ ๕๔. ในโลหกุมภิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยเห็นโทษ ในกามจึงละกามออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ๘๖ ๕๕. ในติตติรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ไปศึกษาที่ กรุงตักศิลาจนจบศิลปะทุกอย่างแล้วออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จ อภิญญาสมาบัติ๘๗ ๕๖. ในพรัหมทัตตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ไป ศึกษาที่กรุงตักศิลาจนจบศิลปะทุกอย่าง ต่อมาออกบวชเป็นดาบสอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญ พรตจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ๘๘ ๕๗. ในอนนุโสจิยชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ไป ศึกษาที่กรุงตักศิลาจนจบศิลปะทุกอย่าง ท่านเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก มารดาบิดา ได้จัดการให้ท่านแต่งงานกับหญิงสาวที่ถือพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นเด็ก ท่านอยู่ด้วยเหมือนภิกษุ ๒ รูป และเหมือนพรหม ๒ ท่าน เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรม ท่านได้พากันออกบวชเป็นดาบสและดาบสินี ต่อมานางดาบสินีมรณภาพจากไป ดาบสได้ไปอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌาน อภิญญามรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๘๙ ๕๘. ในราโชวาทชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ศึกษา จบศิลปะทุกอย่างแล้วออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญา สมาบัติ๙๐ ๘๖ ขุ.ชา.จตุกฺก. (บาลี) ๒๗/๓๑๔/๑๐๓, ขุ.ชา.จตุกฺก. (ไทย) ๒๗/๓๑๔/๑๖๗, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (บาลี) ๔/๒๔๗, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (ไทย) ๓/๔/๔๖๙. ๘๗ ขุ.ชา.จตุกฺก. (บาลี) ๒๗/๓๑๙/๑๐๕, ขุ.ชา.จตุกฺก. (ไทย) ๒๗/๓๑๙/๑๗๑, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (บาลี) ๔/๒๖๗-๒๖๘, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (ไทย) ๓/๔/๕๐๗. ๘๘ ขุ.ชา.จตุกฺก. (บาลี) ๒๗/๓๒๓/๑๐๗, ขุ.ชา.จตุกฺก. (ไทย) ๒๗/๓๒๓/๑๗๕, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (บาลี) ๔/๒๘๔-๒๘๗, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (ไทย) ๓/๔/๕๓๙-๕๔๔. ๘๙ ขุ.ชา.จตุกฺก. (บาลี) ๒๗/๓๒๘/๑๑๐, ขุ.ชา.จตุกฺก. (ไทย) ๒๗/๓๒๘/๑๗๙, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (บาลี) ๔/๓๐๐-๓๐๓, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (ไทย) ๓/๔/๕๗๐-๕๗๖. ๙๐ ขุ.ชา.จตุกฺก. (บาลี) ๒๗/๓๓๔/๑๑๓, ขุ.ชา.จตุกฺก. (ไทย) ๒๗/๓๓๔/๑๘๔, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (บาลี) ๔/๓๑๗, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (ไทย) ๓/๔/๖๐๗.
  • 18. ๑๘ ๕๙. ในปีฐชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ไปศึกษาที่ กรุงตักศิลาจนจบศิลปะทุกอย่าง ต่อมา ได้ออกบวชเป็นดาบส อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรต จนสาเร็จฌานและอภิญญามรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๙๑ ๖๐. ในเกสวชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ไปศึกษาที่ กรุงตักศิลาจนจบศิลปะทุกอย่าง ต่อมา ท่านออกบวชเป็นฤๅษี เป็นอันเตวาสิกของเกสวดาบสซึ่งเป็น ครูสอนดาบสจานวน ๕๐๐ ท่าน คุ้นเคยกับเกสวดาบสอย่างยิ่ง๙๒ ๖๑. ในอรัญญชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ไปศึกษา จนจบศิลปวิทยาที่กรุงตักศิลาแล้วมีครอบครัว เมื่อภรรยาถึงแก่กรรม ท่านพาบุตรไปบวชเป็นฤๅษี อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ทั้ง ๒ เจริญกสิณจนสาเร็จฌานมรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๙๓ ๖๒. ในสีลวีมังสชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ไป ศึกษาที่กรุงตักศิลาจนจบศิลปะทุกอย่างแล้วได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้ากรุงพาราณสี ต่อมา ได้ขอ พระราชานุญาตออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาและสมาบัติ มรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๙๔ ๖๓. ในอวาริยชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ไปศึกษาที่ กรุงตักศิลาจนจบศิลปะทุกอย่างแล้วออกบวชเป็นฤๅษี อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ระยะหนึ่งแล้วไป อาศัยอยู่ในพระราชอุทยานของพระเจ้ากรุงพาราณสี ให้โอวาทพระราชาทุกวัน พระราชาทรง เลื่อมใสได้พระราชทานหมู่บ้านเรียกเก็บภาษีตาบลหนึ่งซึ่งเรียกเก็บภาษีได้ ๑ แสน ท่านไม่รับ ท่าน พักอาศัยพระราชอุทยานเป็นเวลา ๑๒ ปีจึงออกจาริกไปที่อื่น๙๕ ๙๑ ขุ.ชา.จตุกฺก. (บาลี) ๒๗/๓๓๗/๑๑๕, ขุ.ชา.จตุกฺก. (ไทย) ๒๗/๓๓๗/๑๘๖, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (บาลี) ๔/๓๒๘-๓๓๐, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (ไทย) ๓/๔/๖๒๘-๖๓๑. ๙๒ ขุ.ชา.จตุกฺก. (บาลี) ๒๗/๓๔๖/๑๒๐, ขุ.ชา.จตุกฺก. (ไทย) ๒๗/๓๔๖/๑๙๓-๑๙๔, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (บาลี) ๔/๓๕๔, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (ไทย) ๓/๔/๖๘๒. ๙๓ ขุ.ชา.จตุกฺก. (บาลี) ๒๗/๓๔๘/๑๒๑, ขุ.ชา.จตุกฺก. (ไทย) ๒๗/๓๔๘/๑๙๕, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (บาลี) ๔/๓๖๐-๓๖๑, ขุ.ชา.จตุกฺก.อ. (ไทย) ๓/๔/๖๙๔-๖๙๗. ๙๔ ขุ.ชา.ปญฺจก. (บาลี) ๒๗/๓๖๒/๑๓๒, ขุ.ชา.ปญฺจก. (ไทย) ๒๗/๓๖๒/๒๑๑, ขุ.ชา.ปญฺจก.อ. (บาลี) ๔/๔๑๑-๔๑๕, ขุ.ชา.ปญฺจก.อ. (ไทย) ๓/๔/๘๐๒-๘๐๕. ๙๕ ขุ.ชา.ฉกฺก. (บาลี) ๒๗/๓๗๖/๑๔๓, ขุ.ชา.ฉกฺก. (ไทย) ๒๗/๓๗๖/๒๒๗, ขุ.ชา.ฉกฺก.อ. (บาลี) ๕/๒- ๓, ขุ.ชา.ฉกฺก.อ. (ไทย) ๓/๕/๕-๗.
  • 19. ๑๙ ๖๔. ในอาสังกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ไปศึกษา ศิลปะที่กรุงตักศิลา แล้วออกบวชเป็นฤๅษี อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญา สมาบัติ๙๖ ๖๕. ในมัยหกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบุตรเศรษฐีมีทรัพย์มาก พอเจริญวัย มารดาบิดาถึงแก่กรรม ท่านอยู่ครองเรือนเลี้ยงดูน้องชาย สร้างโรงทานให้ทาน ท่านมีบุตรคนหนึ่ง พอบุตรโตเดินได้ ท่านได้มอบทรัพย์สมบัติบุตรภรรยาให้น้องชายแล้วออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ใน ป่าหิมพานต์บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาและสมาบัติ๙๗ ๖๖. ในอุปสิงฆปุปผชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ไป ศึกษาศิลปะที่กรุงตักศิลา ภายหลังได้ออกบวชเป็นฤๅษี พักอยู่ใกล้สระบัว ท่านลงไปสูดดมกลิ่น ดอกบัวในสระถูกนางเทพธิดากล่าวตาหนิ ท่านบาเพ็ญพรตสาเร็จฌาน มรณภาพไปเกิดใน พรหมโลก๙๘ ๖๗. ในอัฏฐิเสนชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอัฏฐิเสนกุมารบุตรของพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ไปศึกษาที่กรุงตักศิลาจนจบศิลปะทุกอย่าง ภายหลังได้ออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ใน ป่าหิมพานต์บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานอภิญญาและสมาบัติ๙๙ ๖๘. ในกุมภการชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นช่างปั้นหม้อขายเลี้ยงครอบครัว ต่อมาได้ฟังธรรมจากพระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ องค์เกิดความเลื่อมใส ออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ใกล้ เมือง บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานอภิญญามรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๑๐๐ ๙๖ ขุ.ชา.ฉกฺก. (บาลี) ๒๗/๓๘๐/๑๔๗, ขุ.ชา.ฉกฺก. (ไทย) ๒๗/๓๘๐/๒๓๓, ขุ.ชา.ฉกฺก.อ. (บาลี) ๕/๒๕, ขุ.ชา.ฉกฺก.อ. (ไทย) ๓/๕/๕๓. ๙๗ ขุ.ชา.ฉกฺก. (บาลี) ๒๗/๓๙๐/๑๕๗, ขุ.ชา.ฉกฺก. (ไทย) ๒๗/๓๙๐/๒๔๗, ขุ.ชา.ฉกฺก.อ. (บาลี) ๕/๘๔, ขุ.ชา.ฉกฺก.อ. (ไทย) ๓/๕/๑๖๕-๑๖๖. ๙๘ ขุ.ชา.ฉกฺก. (บาลี) ๒๗/๓๙๒/๑๕๘, ขุ.ชา.ฉกฺก. (ไทย) ๒๗/๓๙๒/๒๔๙, ขุ.ชา.ฉกฺก.อ. (บาลี) ๕/๙๒- ๙๔, ขุ.ชา.ฉกฺก.อ. (ไทย) ๓/๕/๑๖๕-๑๖๖. ๙๙ ขุ.ชา.สตฺตก. (บาลี) ๒๗/๔๐๓/๑๖๙, ขุ.ชา.สตฺตก. (ไทย) ๒๗/๔๐๓/๒๖๔, ขุ.ชา.สตฺตก.อ. (บาลี) ๕/๑๔๒, ขุ.ชา.สตฺตก.อ. (ไทย) ๓/๕/๒๘๘. ๑๐๐ ขุ.ชา.สตฺตก. (บาลี) ๒๗/๔๐๘/๑๗๔, ขุ.ชา.สตฺตก. (ไทย) ๒๗/๔๐๘/๒๗๑, ขุ.ชา.สตฺตก.อ. (บาลี) ๕/๑๗๑-๑๘๐, ขุ.ชา.สตฺตก.อ. (ไทย) ๓/๕/๓๔๗-๓๖๐.
  • 20. ๒๐ ๖๙. ในสุสีมชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสุสีมกุมารบุตรของปุโรหิต พอเจริญ วัยได้ไปศึกษาที่กรุงตักศิลาจนจบศิลปะทุกอย่างแล้วกลับมาเป็นปุโรหิตแทนบิดา ภายหลังท่านได้ ออกบวชเป็นฤๅษี บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานอภิญญามรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๑๐๑ ๗๐. ในชาครชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ในกรุงพาราณสี พอเจริญ วัยได้ไปศึกษาที่กรุงตักศิลาจนจบศิลปะทุกอย่างแล้วกลับมาอยู่ครองเรือน ภายหลังท่านได้ออกบวช เป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานอภิญญา ท่านถือการยืนเดินเป็นวัตร๑๐๒ ๗๑. ในอัฏฐสัททชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบุตรพราหมณ์มีทรัพย์มากใน กรุงพาราณสี พอเจริญวัยได้ไปศึกษาศิลปะที่กรุงตักศิลาแล้วเมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรม ท่านได้สละ ทรัพย์เป็นทานออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานอภิญญา๑๐๓ ๗๒. ในอินทริยชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นโชติปาลกุมารบุตรของปุโรหิตใน กรุงพาราณสี พอเจริญวัยได้ไปศึกษาที่กรุงตักศิลาจนจบศิลปะทุกอย่างแล้วภายหลังได้ออกบวชเป็น ฤๅษีบาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานอภิญญา ท่านมีฤๅษีหลายร้อยเป็นบริวาร ในครั้งนั้น พระสาวกสาคัญ ของพระพุทธเจ้าโคดม คือ พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะ พระมหากัจจายนะ พระอานนท์ ได้บวชเป็นฤๅษีบริวารของพระโพธิสัตว์๑๐๔ ๗๓. ในอัฏฐานชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมหาธนกุมารบุตรของเศรษฐี ชาวกรุงพาราณสี เป็นพระสหายของพระโอรสพระเจ้าพรหมทัต ได้ศึกษาศิลปะในสานักอาจารย์ เดียวกัน ท่านลุ่มหลงหญิงงามเมือง ภายหลัง ท่านทราบว่าหญิงงามเมืองเห็นแก่ค่าตัว จึงออกบวช เป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่า บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานและอภิญญา๑๐๕ ๑๐๑ ขุ.ชา.สตฺตก. (บาลี) ๒๗/๔๑๑/๑๗๖, ขุ.ชา.สตฺตก. (ไทย) ๒๗/๔๑๑/๒๗๖, ขุ.ชา.สตฺตก.อ. (บาลี) ๕/๑๘๙-๑๙๕, ขุ.ชา.สตฺตก.อ. (ไทย) ๓/๕/๓๔๗-๓๖๐. ๑๐๒ ขุ.ชา.สตฺตก. (บาลี) ๒๗/๔๑๔/๑๗๙, ขุ.ชา.สตฺตก. (ไทย) ๒๗/๔๑๔/๒๗๙, ขุ.ชา.สตฺตก.อ. (บาลี) ๕/๒๐๓-๒๐๔, ขุ.ชา.สตฺตก.อ. (ไทย) ๓/๕/๔๑๒. ๑๐๓ ขุ.ชา.อฏฺฐก. (บาลี) ๒๗/๔๑๘/๑๘๕, ขุ.ชา.อฏฺฐก. (ไทย) ๒๗/๔๑๘/๒๘๖, ขุ.ชา.อฏฺฐก.อ. (บาลี) ๕/๒๓๕, ขุ.ชา.อฏฺฐก.อ. (ไทย) ๓/๕/๔๗๒. ๑๐๔ ขุ.ชา.อฏฺฐก. (บาลี) ๒๗/๔๒๓/๑๙๑, ขุ.ชา.อฏฺฐก. (ไทย) ๒๗/๔๒๓/๒๙๔, ขุ.ชา.อฏฺฐก.อ. (บาลี) ๕/๒๗๔-๒๘๑, ขุ.ชา.อฏฺฐก.อ. (ไทย) ๓/๕/๕๕๗-๕๗๐. ๑๐๕ ขุ.ชา.อฏฺฐก. (บาลี) ๒๗/๔๒๕/๑๙๓, ขุ.ชา.อฏฺฐก. (ไทย) ๒๗/๔๒๕/๒๙๗, ขุ.ชา.อฏฺฐก.อ. (บาลี) ๕/๒๘๘-๒๘๙, ขุ.ชา.อฏฺฐก.อ. (ไทย) ๓/๕/๕๘๘-๕๙๐.
  • 21. ๒๑ ๗๔. ในทีปิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบุตรของผู้มีสมบัติมาก พอเจริญวัยได้ ออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานอภิญญา๑๐๖ ๗๕. ในหริตจชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นหริตจกุมารบุตรของพราหมณ์มี สมบัติมาก พอเจริญวัยได้ไปศึกษาศิลปะที่กรุงตักศิลาแล้วกลับมาครอบครองสมบัติ เมื่อมารดาบิดา ถึงแก่กรรม ท่านได้สละสมบัติเป็นทานแล้วออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรต ๗ วันก็ได้สาเร็จอภิญญาสมาบัติ๑๐๗ ๗๖. ในโลมกัสสปชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นกัสสปกุมารบุตรของปุโรหิต เป็นพระสหายของพระโอรสพระเจ้าพรหมทัต ได้ศึกษาจบศิลปะทุกอย่างในสานักอาจารย์เดียวกัน เมื่อพระสหายได้เป็นพระราชา ท่านเกรงว่าตนจะได้รับอิสริยยศจึงทูลลาพระราชาลามารดาบิดา ออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรต ๗ วันก็ได้สาเร็จอภิญญาสมาบัติ๑๐๘ ๗๗. ในหลิททราคชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นดาบสสาเร็จอภิญญาและ สมาบัติได้สอนดาบสกุมารผู้เป็นบุตรที่ตกอยู่ในอานาจของหญิงสาว ต้องการจะตามนางไปอยู่ใน ถิ่นมนุษย์ให้กลับใจยินดีเป็นดาบสอยู่ในป่าและสอนให้บริกรรมกสิณจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ เมื่อ ทั้ง ๒ มรณภาพได้ไปเกิดในพรหมโลก๑๐๙ ๗๘. ในสมุคคชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นชาวกรุงพาราณสี ละกามออกบวช เป็นฤๅษี บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญาสมาบัติ ท่านเป็นดาบสตาทิพย์๑๑๐ ๗๙. ในกัณหชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นกัณหกุมารบุตรของพราหมณ์ ศึกษา จบศิลปะทุกอย่าง มีครอบครัว ภายหลังได้ออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจน สาเร็จอภิญญาสมาบัติ๑๑๑ ๑๐๖ ขุ.ชา.อฏฺฐก. (บาลี) ๒๗/๔๒๖/๑๙๔, ขุ.ชา.อฏฺฐก. (ไทย) ๒๗/๔๒๖/๒๙๗, ขุ.ชา.อฏฺฐก.อ. (บาลี) ๕/๒๙๓, ขุ.ชา.อฏฺฐก.อ. (ไทย) ๓/๕/๕๙๙. ๑๐๗ ขุ.ชา.นวก. (บาลี) ๒๗/๔๓๑/๒๐๐, ขุ.ชา.นวก. (ไทย) ๒๗/๔๓๑/๓๐๗, ขุ.ชา.นวก.อ. (บาลี) ๕/๓๑๔-๓๑๕, ขุ.ชา.นวก.อ. (ไทย) ๓/๕/๖๕๐. ๑๐๘ ขุ.ชา.นวก. (บาลี) ๒๗/๔๓๓/๒๐๒, ขุ.ชา.นวก. (ไทย) ๒๗/๔๓๓/๓๑๐, ขุ.ชา.นวก.อ. (บาลี) ๕/๓๓๓-๓๓๔, ขุ.ชา.นวก.อ. (ไทย) ๓/๕/๖๘๖-๖๘๗. ๑๐๙ ขุ.ชา.นวก. (บาลี) ๒๗/๔๓๕/๒๐๕, ขุ.ชา.นวก. (ไทย) ๒๗/๔๓๕/๓๑๓, ขุ.ชา.นวก.อ. (บาลี) ๕/๓๔๕-๓๔๗, ขุ.ชา.นวก.อ. (ไทย) ๓/๕/๗๑๒-๗๑๗. ๑๑๐ ขุ.ชา.นวก. (บาลี) ๒๗/๔๓๖/๒๐๖, ขุ.ชา.นวก. (ไทย) ๒๗/๔๓๖/๓๑๕, ขุ.ชา.นวก.อ. (บาลี) ๕/๓๔๘-๓๕๓, ขุ.ชา.นวก.อ. (ไทย) ๓/๕/๗๒๑-๗๒๙. ๑๑๑ ขุ.ชา.ทสก. (บาลี) ๒๗/๔๔๐/๒๑๒, ขุ.ชา.ทสก. (ไทย) ๒๗/๔๔๐/๓๒๒, ขุ.ชา.ทสก.อ. (บาลี) ๕/๓๗๔-๓๗๕, ขุ.ชา.ทสก.อ. (ไทย) ๓/๕/๗๗๕-๗๗๗.
  • 22. ๒๒ ๘๐. ในจูฬโพธิชาดก พระโพธิสัตว์จุติจากพรหมโลกลงมาเสวยพระชาติเป็นโพธิกุมาร บุตรของพราหมณ์ ศึกษาจบศิลปะทุกอย่าง ได้แต่งงานกับหญิงสาวที่จุติลงมาจากพรหมโลก ทั้ง ๒ มิได้เกี่ยวข้องกันต่างเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรม ทั้ง ๒ ท่านพากันออกบวชเป็น ปริพาชกและปริพาชิกาฉันผลไม้เป็นอาหาร บวชอยู่ด้วยกันเป็นเวลา ๑๐ ปี ฌานก็ไม่เกิด มีแต่ ความสุขที่เกิดจากการบวชเท่านั้น ต่อมา เมื่อนางปริพาชิกามรณภาพ พระโพธิสัตว์ปริพาชกได้เข้า ไปบาเพ็ญพรตในป่าหิมพานต์จนสาเร็จอภิญญาและสมบัติเจริญพรหมวิหาร ๔ มรณภาพไปเกิดใน พรหมโลก๑๑๒ ๘๑. ในกัณหทีปายนชาดก๑๑๓ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นทีปายนพราหมณ์ มี สมบัติ ๘๐ โกฏิ เป็นสหายกับมัณฑพยพราหมณ์มีสมบัติ ๘๐ โกฏิเช่นกัน ทั้ง ๒ เห็นโทษในกาม ชักชวนกันสละทรัพย์ให้เป็นทานออกบวชเป็นดาบส ฉันเผือกมันผลไม้เป็นอาหารอาศัยอยู่ในป่า หิมพานต์ ทีปายนดาบสบวชเป็นเวลา ๕๐ ปีด้วยความไม่ยินดี จึงไม่สามารถทาฌานให้เกิดได้ ภายหลัง ท่านบรรเทาความไม่ยินดีแล้วสาเร็จฌานและอภิญญามรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๑๑๔ ๘๒. ในมหามงคลชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรักขิตกุมารบุตรของพราหมณ์ ผู้มีทรัพย์สมบัติ พอเจริญวัยได้ไปศึกษาศิลปวิทยาที่กรุงตักศิลาแล้วกลับมามีครอบครัว เมื่อมารดา บิดาถึงแก่กรรมได้ออกบวชเป็นดาบสบาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานอภิญญา ท่านมีดาบส ๕๐๐ ท่าน เป็นบริวาร ท่านกับบริวารเจริญพรหมวิหาร ๔ มรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๑๑๕ ๘๓. ในปานียชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ากรุงพาราณสี ได้พบพระ ปัจเจกพุทธเจ้า ๕ องค์แล้วเลื่อมใสถวายข้าวน้าได้ฟังธรรมแล้วถวายผ้าจีวรและเภสัช ตั้งแต่นั้นมา พระราชาโพธิสัตว์มิได้ทรงยินดีไม่ทรงมีเยื่อใยในวัตถุกาม เสวยกระยาหารแล้วไม่ทักทายไม่ ทอดพระเนตรดูพวกนางสนม เสด็จเข้าห้องพระบรรทมบริกรรมกสิณที่ฝาผนังสีขาวจนสาเร็จฌาน ต่อมา พระองค์ได้ตรัสลาอามาตย์ข้าราชบริพาร เสด็จออกผนวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ทิศเหนือ สิ้นพระชนม์ไปอุบัติในพรหมโลก๑๑๖ ๑๑๒ ขุ.ชา.ทสก. (บาลี) ๒๗/๔๔๓/๒๑๘, ขุ.ชา.ทสก. (ไทย) ๒๗/๔๔๓/๓๓๐, ขุ.ชา.ทสก.อ. (บาลี) ๕/๓๙๓-๓๙๙, ขุ.ชา.ทสก.อ. (ไทย) ๓/๕/๘๑๙-๘๓๐. ๑๑๓ ในบาลีเป็นมัณฑัพยชาดก ขุ.ชา.ทสก. (บาลี) ๒๗/๔๔๔/๒๑๙, ขุ.ชา.ทสก. (ไทย) ๒๗/๔๔๔/๓๓๒. ๑๑๔ ขุ.ชา.ทสก. (บาลี) ๒๗/๔๔๔/๒๑๙, ขุ.ชา.ทสก. (ไทย) ๒๗/๔๔๔/๓๓๒, ขุ.ชา.ทสก.อ. (บาลี) ๕/๔๐๐-๔๑๐, ขุ.ชา.ทสก.อ. (ไทย) ๓/๕/๘๓๕-๘๕๐. ๑๑๕ ขุ.ชา.ทสก. (บาลี) ๒๗/๔๕๓/๒๓๓, ขุ.ชา.ทสก. (ไทย) ๒๗/๔๕๓/๓๔๘, ขุ.ชา.ทสก.อ. (บาลี) ๕/๔๕๖-๔๖๒, ขุ.ชา.ทสก.อ. (ไทย) ๓/๕/๙๔๙-๙๕๙. ๑๑๖ ขุ.ชา.เอกาทสก. (บาลี) ๒๗/๔๕๙/๒๔๖,ขุ.ชา.เอกาทสก. (ไทย) ๒๗/๔๕๙/๓๖๔,ขุ.ชา. เอกาทสก.อ. (บาลี) ๖/๓๒-๓๘, ขุ.ชา.เอกาทสก.อ. (ไทย) ๓/๖/๕๔-๖๑.
  • 23. ๒๓ ๘๔. ในยุธัญชยชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเจ้าชายยุธัญชยะโอรสของพระเจ้า สัพพทัตตะในกรุงรัมมนคร๑๑๗ พระองค์กับพระขนิษฐาคือเจ้าชายยุธิฏฐิละ ออกผนวชเป็นฤๅษีอาศัย อยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานอภิญญา สิ้นพระชนม์ไปเกิดในพรหมโลก๑๑๘ ๘๕. ในกามชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบัณฑิตมาณพ ศึกษากรุงตักศิลาจน จบศิลปะทุกอย่าง ได้ถวายการบาบัดอาการพระประชวรแก่พระเจ้ากรุงพาราณสีแล้วได้ฌานในโอ ทาตกสิณ ท่านได้เหาะไปบวชเป็นฤๅษี อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์เจริญพรหมวิหารมรณภาพไปเกิดใน พรหมโลก๑๑๙ ๘๖. ในมหาปทุมชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นปทุมราชกุมารโอรสของพระเจ้า พรหมทัตแห่งกรุงพาราณสี ทรงศึกษาที่กรุงตักศิลาจนจบศิลปวิทยา ต่อมา เสด็จออกผวชเป็นฤๅษี อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานอภิญญา๑๒๐ ๘๗. ในจูฬนารทกัสสปชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ศึกษาศิลปะ แล้วมีครอบครัว เมื่อภรรยาคลอดบุตรแล้วได้ถึงแก่กรรม ท่านพิจารณาเห็นว่า ท่านจะต้องตาย เหมือนภรรยา จึงละกามพาบุตรออกไปบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จ ฌานอภิญญา ทั้ง ๒ มรณภาพได้ไปเกิดในพรหมโลก๑๒๑ ๘๘. ในอกิตติชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอกิตติกุมารบุตรของพราหมณ์ ท่านพาน้องสาวออกบวช มีประชาชนออกบวชมาอยู่กับท่านจานวนมาก เมื่อมีบริวารมาก ลาภ สักการะก็เกิดมาก ท่านจึงแยกไปอยู่ผู้เดียวต่างหาก บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานอภิญญา ท่านเจริญ พรหมวิหารมรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๑๒๒ ๑๑๗ กรุงรัมมนคร เป็นชื่อแห่งกรุงพาราณสี ซึ่งบางสมัยชื่อเปลี่ยนไป ในอุทัยชาดกมีชื่อว่าสุรุนธนนคร ในจูฬสุตโสมชาดกชื่อว่าสุทัสสนะ ในโสนันทชาดกชื่อว่าพรัหมวัฑฒนะ ในขัณฑหาลชาดกชื่อว่าปุปผวดี ในสังขพราหมณชาดกชื่อว่าโมฬินี ขุ.ชา.เอกาทสก.อ. (บาลี) ๖/๓๙, ขุ.ชา.เอกาทสก.อ. (ไทย) ๓/๖/๖๕. ๑๑๘ ขุ.ชา.เอกาทสก. (บาลี) ๒๗/๔๖๐/๒๔๗, ขุ.ชา.เอกาทสก. (ไทย) ๒๗/๔๖๐/๓๖๖, ขุ.ชา.เอกาทสก.อ. (บาลี) ๖/๓๙-๔๓, ขุ.ชา.เอกาทสก.อ. (ไทย) ๓/๖/๖๕-๗๑. ๑๑๙ ขุ.ชา.เอกาทสก. (บาลี) ๒๗/๔๖๗/๒๕๘, ขุ.ชา.เอกาทสก. (ไทย) ๒๗/๔๖๗/๓๘๐,ขุ.ชา.เอกาทสก.อ. (บาลี) ๖/๑๐๑-๑๐๖, ขุ.ชา.เอกาทสก.อ. (ไทย) ๓/๖/๑๕๒-๑๕๘. ๑๒๐ ขุ.ชา.ทวาทสก. (บาลี) ๒๗/๔๗๒/๒๖๖, ขุ.ชา.ทวาทสก. (ไทย) ๒๗/๔๗๒/๓๙๑, ขุ.ชา.ทวาทสก.อ. (บาลี) ๖/๑๒๒-๑๒๘, ขุ.ชา.ทวาทสก.อ. (ไทย) ๓/๖/๑๙๒-๑๙๙. ๑๒๑ ขุ.ชา.เตรสก. (บาลี) ๒๗/๔๗๗/๒๗๕, ขุ.ชา.เตรสก. (ไทย) ๒๗/๔๗๗/๔๐๓, ขุ.ชา.เตรสก.อ. (บาลี) ๖/๑๕๙-๑๖๓, ขุ.ชา.เตรสก.อ. (ไทย) ๓/๖/๒๔๙-๒๕๔. ๑๒๒ ขุ.ชา.เตรสก. (บาลี) ๒๗/๔๘๐/๒๘๐, ขุ.ชา.เตรสก. (ไทย) ๒๗/๔๘๐/๔๐๙, ขุ.ชา.เตรสก.อ. (บาลี) ๖/๑๗๙-๑๘๖, ขุ.ชา.เตรสก.อ. (ไทย) ๓/๖/๒๘๔-๒๙๓.
  • 24. ๒๔ ๘๙. ในภิสชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมหากัญจนกุมารบุตรของพราหมณ์มี สมบัติ ๘๐ โกฏิ ท่านมีน้องชาย ๖ คนมีน้องหญิง ๑ คน พอเจริญวัยได้ไปศึกษาที่กรุงตักศิลาจนจบ ศิลปะทุกอย่างแล้วกลับมา เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรม ท่านได้สละทรัพย์ ๘๐ โกฏิเป็นทานแล้วพา น้องชายน้องสาวคนรับใช้ชาย ๑ คน หญิง ๑ คน และสหาย ๑ คนออกไปบวชสร้างอาศรมอาศัยอยู่ ในป่าหิมพานต์ ทุกท่านบาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานอภิญญามรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๑๒๓ ๙๐. ในปัญจอุโปสถชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์มหาศาล พอเจริญ วัยได้ละกามออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าดง ท่านเป็นผู้ถือตัวจัดจึงไม่สามารถบาเพ็ญฌานให้ บังเกิด ท่านได้รับคาแนะนาจากพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งซึ่งทราบว่า ท่านจักได้ตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า แต่แรกท่านใช้ถ้อยคาไม่สมควรกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ภายหลังท่านสลดใจคลายความ ถือตัวเจริญกสิณจนสาเร็จอภิญญาและสมาบัติ ท่านมรณภาพแล้วไปเกิดในพรหมโลก๑๒๔ ๙๑. ในภิกขาปรัมปรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นดาบสอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจนสาเร็จอภิญญา ๕ ท่านได้ถวายอาหารซึ่งรับต่อกันมา แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า๑๒๕ ๙๒. ในมาตังคชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมาตังคบัณฑิตบุตรของคนจัณฑาล ออกบวชเป็นสมณะบาเพ็ญพรต ๗ วันก็ได้สาเร็จสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕๑๒๖ ๙๓. ในจิตตสัมภูตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นจิตตบัณฑิตบุตรของคน จัณฑาลมีสหายชื่อสัมภูตะ ทั้ง ๒ ถูกธิดาเศรษฐีกับธิดาปุโรหิตดูหมิ่น ปลอมตัวเป็นพราหมณ์ไป ศึกษาศิลปะที่กรุงตักศิลา ถูกจับได้ว่าเป็นคนจัณฑาล พากันไปบวชเป็นฤๅษีมรณภาพแล้วเกิดเป็น กวางเพื่อนกันถูกนายพรานฆ่าตายเกิดเป็นนกเขาเพื่อนกันถูกฆ่าตายอีก จิตตบัณฑิตไปเกิดเป็นบุตร ของปุโรหิต สัมภูตบัณฑิตเป็นโอรสของพระเจ้าอุตตรปัญจาละ ทั้ง ๒ ระลึกชาติได้ พออายุได้ ๑๖ ปีจิตตบัณฑิตออกบวชเป็นฤๅษี บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานและอภิญญา๑๒๗ ๑๒๓ ขุ.ชา.ปกิณฺณก. (บาลี) ๒๗/๔๘๘/๒๙๙, ขุ.ชา.ปกิณฺณก. (ไทย) ๒๗/๔๘๘/๔๓๕, ขุ.ชา.ปกิณฺณก.อ. (บาลี) ๖/๒๖๐-๒๗๒, ขุ.ชา.ปกิณฺณก.อ. (ไทย) ๓/๖/๔๐๗-๔๒๐. ๑๒๔ ขุ.ชา.ปกิณฺณก. (บาลี) ๒๗/๔๙๐/๓๐๕, ขุ.ชา.ปกิณฺณก. (ไทย) ๒๗/๔๙๐/๔๔๓, ขุ.ชา.ปกิณฺณก.อ. (บาลี) ๖/๒๘๖-๒๙๔, ขุ.ชา.ปกิณฺณก.อ. (ไทย) ๓/๖/๔๔๔-๔๕๒. ๑๒๕ ขุ.ชา.ปกิณฺณก. (บาลี) ๒๗/๔๙๖/๓๒๒, ขุ.ชา.ปกิณฺณก. (ไทย) ๒๗/๔๙๖/๔๖๕, ข.ชา.ปกิณฺณก.อ. (บาลี) ๖/๓๔๑, ขุ.ชา.ปกิณฺณก.อ. (ไทย) ๓/๖/๕๓๕. ๑๒๖ ขุ.ชา.วีสติ. (บาลี) ๒๗/๔๙๗/๓๒๕, ขุ.ชา.วีสติ. (ไทย) ๒๗/๔๙๗/๔๖๙,ขุ.ชา.วีสติ.อ. (บาลี) ๗/๒-๓, ขุ.ชา.วีสติ.อ. (ไทย) ๓/๗/๘-๑๐. ๑๒๗ ขุ.ชา.วีสติ. (บาลี) ๒๗/๔๙๘/๓๒๙, ขุ.ชา.วีสติ. (ไทย) ๒๗/๔๙๘/๔๗๓, ขุ.ชา.วีสติ.อ. (บาลี) ๗/๑๗- ๒๐, ขุ.ชา.วีสติ.อ. (ไทย) ๓/๗/๓๗-๔๐.
  • 25. ๒๕ ๙๔. ในโสมนัสสชาดก พระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมาเสวยพระชาติเป็น โสมนัสสกุมาร โอรสของพระเจ้าเรณุแห่งอุตตรปัญจาลนคร ในกุรุรัฐ เมื่อมีพระชันษาได้ ๗ ปีท่าน ถูกดาบสที่พระบิดาทรงเลื่อมใสใส่ร้าย จนพระบิดาทรงเชื่อตัดสินประหาร ภายหลังทรงทราบความ จริง ท่านได้ลาพระบิดาออกบวชเป็นฤๅษีในขณะมีพระชนมายุ ๗ ปี ได้รับการอภิบาลจากเหล่าเทพ เจ้า จนพระชนมายุ ๑๖ ปี ท่านบาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานอภิญญามรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๑๒๘ ๙๕. ในมหาปโลภนชาดก๑๒๙ พระโพธิสัตว์จุติจากพรหมโลกลงมาเสวยพระชาติ เป็นอนิตถิคันธกุมารโอรสของพระเจ้ากาสี ไม่ยอมให้สตรีถูกต้องพระองค์ เมื่อทรงเจริญพระชันษา พระองค์ถูกสตรีสาวนักฟ้อนรายั่วยวนจนลุ่มหลงหึงหวง ถึงกับทรงใช้ดาบไล่ฆ่าบุรุษกลัวจะมาแย่ง นางไป จึงถูกพระบิดาทรงขับออกจากเมือง ทรงพาสตรีนางนั้นไปอาศัยอยู่ในป่า ภายหลังพระองค์ เห็นโทษแห่งกามจึงนาสตรีนั้นไปส่งกลับเข้าเมืองแล้วบวชเป็นฤๅษี บาเพ็ญกสิณสาเร็จอภิญญา สมาบัติ มรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๑๓๐ ๙๖. ในหัตถิปาลชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นหัตถิปาลกุมารบุตรของปุโรหิต พระเจ้ากรุงพาราณสี พออายุได้ ๑๖ ปีท่านได้พาบริวารออกบวชเป็นฤๅษีบริกรรมกสิณได้สาเร็จ ฌาน มี พระเจ้าสุทโธทนะ พระนางสิริมหามายา พระมหากัสสปะ นางภัททกาปิลานี พระอนุรุทธะ พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร ได้เกิดร่วมชาติ ทุกท่านพร้อมประชาชนได้ออกบวชตามหัตถิปาล กุมารกันหมดจนพระนครว่างเปล่า๑๓๑ ๙๗. ในอโยฆรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอโยฆรกุมารโอรสของพระเจ้า พรหมทัตแห่งกรุงพาราณสี พอพระชนมายุได้ ๑๖ ปีทรงพิจารณาเห็นภัยคือการเกิดแก่เจ็บตายแล้ว ทูลลาพระมารดาพระบิดาออกบวช พระบิดาพระมารดาและชาวเมืองได้ติดตามพระโพธิสัตว์ไป บวชด้วย๑๓๒ ๙๘. ในกิงฉันทชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าพรหมทัตแห่งกรุงพาราณ สี ทรงสละราชสมบัติเสด็จออกผนวชเป็นฤๅษีอยู่ริมแม่น้าคงคาตอนล่าง ท่านติดรสผลมะม่วงที่ ๑๒๘ ขุ.ชา.วีสติ. (บาลี) ๒๗/๕๐๕/๓๕๓, ขุ.ชา.วีสติ. (ไทย) ๒๗/๕๐๕/๕๐๖, ขุ.ชา.วีสติ.อ. (บาลี) ๗/๗๘- ๘๘, ขุ.ชา.วีสติ.อ. (ไทย) ๓/๗/๑๖๘-๑๘๔. ๑๒๙ เรื่องคล้ายกันกับจูฬปโลภนชาดก ชาดกที่ ๔๔. ๑๓๐ ขุ.ชา.วีสติ. (บาลี) ๒๗/๕๐๗/๓๖๔, ขุ.ชา.วีสติ. (ไทย) ๒๗/๕๐๗/๕๒๐, ขุ.ชา.วีสติ.อ. (บาลี) ๗/๑๐๖-๑๑๑, ขุ.ชา.วีสติ.อ. (ไทย) ๓/๗/๒๒๔-๒๓๓. ๑๓๑ ขุ.ชา.วีสติ. (บาลี) ๒๗/๕๐๙/๓๗๑, ขุ.ชา.วีสติ. (ไทย) ๒๗/๕๐๙/๕๒๘, ขุ.ชา.วีสติ.อ. (บาลี) ๗/๑๑๔-๑๓๐, ขุ.ชา.วีสติ.อ. (ไทย) ๓/๗/๒๔๘-๒๗๒. ๑๓๒ ขุ.ชา.วีสติ. (บาลี) ๒๗/๕๑๐/๓๗๕, ขุ.ชา.วีสติ. (ไทย) ๒๗/๕๑๐/๕๓๓, ขุ.ชา.วีสติ.อ. (บาลี) ๗/๑๓๑-๑๔๐, ขุ.ชา.วีสติ.อ. (ไทย) ๓/๗/๒๘๐-๒๙๔.
  • 26. ๒๖ ลอยน้ามา ต่อมาท่านได้ไปอาศัยอยู่ในสวนมะม่วงนั้น ฉันแต่มะม่วงตามต้องการบริกรรมกสิณ จนสาเร็จฌานและอภิญญามรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๑๓๓ ๙๙. ในสัมพุลาชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าพรหมทัต ทรงสละราช สมบัติให้พระราชโอรสแล้วเสด็จออกผนวชเป็นฤๅษี บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานอภิญญา มรณภาพ ไปเกิดในพรหมโลก๑๓๔ ๑๐๐. ในสรภังคชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นโชติปาลกุมาร บุตรของปุโรหิต พระเจ้าพรหมทัต ศึกษาจบศิลปวิทยา อาจารย์พอใจยกมาณพ ๕๐๐ คนให้เป็นศิษย์มอบให้ท่าน สั่งสอน ท่านจึงพาพวกเขากลับมาบ้านเมืองตน ต่อมาท่านออกบวชเป็นฤๅษี บาเพ็ญพรตเพียง ๗ วัน ท่านก็ได้สาเร็จสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ มารดาบิดาพร้อมพระราชาและประชาชนได้ออกบวชเป็น บริวารจานวนมาก ท่านมีศิษย์ผู้ใหญ่ ๗ ท่านซึ่งในชาติสุดท้ายได้มาเกิดบวชเป็นสาวก คือ สาลิสสรดาบสได้มาเกิดเป็นพระสารีบุตร เมณฑิสสรดาบสได้มาเกิดเป็นพระมหากัสสปะ ปัพพต ดาบสได้มาเกิดเป็นพระอนุรุทธะ เทวลดาบสได้มาเกิดเป็นพระมหากัจจายนะ อนุสิสสดาบสได้มา เกิดเป็นพระอานนท์ กีสวัจฉดาบสได้มาเกิดเป็นพระมหาโมคคัลลานะ นารทดาบสได้มาเกิดเป็น พระปุณณมันตานีบุตร๑๓๕ ๑๐๑. ในอลัมพุสาชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ พอเจริญวัยได้ศึกษา จบศิลปวิทยาทุกอย่าง ได้ออกบวชเป็นฤๅษี ได้บุตรที่เกิดจากแม่เนื้อ พอบุตรโตขึ้นก็ให้บวชบาเพ็ญ พรตจนสาเร็จฌาน และสอนไม่ให้ไว้ใจสัตว์ที่มีเขาที่อก ต่อมาดาบสโพธิสัตว์ได้มรณภาพไปเกิดใน พรหมโลก ดาบสผู้เป็นบุตรลืมคาสอนของบิดา ถูกเทพธิดาอลัมพุสาที่ท้าวสักกะส่งให้มา ประเล้าประโลมจนศีลวิบัติ แต่ก็กลับใจทาให้เกิดขึ้นมาได้อีก๑๓๖ ๑๐๒. ในจูฬสุตโสมชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าจูฬสุตโสมทรง พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของสังขารและโทษในการครองเรือน จึงเสด็จออกผนวช พระมารดา พระบิดา พระชายาพระโอรส พระธิดา นางสนมกานัล พากันออกบวชตาม จนพระนครว่างเปล่า ๑๓๓ ขุ.ชา.ตึส. (บาลี) ๒๗/๕๑๑/๓๘๐, ขุ.ชา.ตึส. (ไทย) ๒๗/๕๑๑/๕๓๘, ขุ.ชา.ตึส.อ. (บาลี) ๗/๑๔๒- ๑๕๒, ขุ.ชา.ตึส.อ. (ไทย) ๓/๗/๓๐๓-๓๑๘. ๑๓๔ ขุ.ชา.ตึส. (บาลี) ๒๗/๕๑๙/๔๑๘, ขุ.ชา.ตึส. (ไทย) ๒๗/๕๑๙/๕๘๓, ขุ.ชา.ตึส.อ. (บาลี) ๗/๒๔๐- ๒๕๑, ขุ.ชา.ตึส.อ. (ไทย) ๓/๗/๔๙๕-๕๑๒. ๑๓๕ ขุ.ชา.จตฺตาลีส. (บาลี) ๒๗/๕๒๒/๔๓๑, ขุ.ชา.จตฺตาลีส. (ไทย) ๒๗/๕๒๒/๖๐๒, ขุ.ชา.จตฺตาลีส.อ. (บาลี) ๗/๒๘๕-๓๑๓, ขุ.ชา.จตฺตาลีส.อ. (ไทย) ๓/๗/๕๙๒-๖๓๑. ๑๓๖ ขุ.ชา.จตฺตาลีส. (บาลี) ๒๗/๕๒๓/๔๓๙, ขุ.ชา.จตฺตาลีส. (ไทย) ๒๗/๕๒๓/๖๑๑, ขุ.ชา.จตฺตาลีส.อ. (บาลี) ๗/๓๑๔-๓๒๔, ขุ.ชา.จตฺตาลีส.อ. (ไทย) ๓/๗/๖๓๙-๖๕๕.
  • 27. ๒๗ ประชาชนก็ตามไปบวช ท่านสอนบริวารให้หมั่นเจริญเมตตาและไม่ตั้งอยู่ในความประมาท สิ้นชีวิต แล้วไปเกิดในพรหมโลก๑๓๗ ๑๐๓. ในนฬินิกาชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบุตรพราหมณ์มหาศาล พอเจริญ วัยได้ศึกษาสาเร็จศิลปศาสตร์แล้วได้ออกบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรตจน สาเร็จฌานและอภิญญา ได้บุตรที่เกิดจากแม่เนื้อ พอบุตรโตขึ้นก็ให้บวชบาเพ็ญกสิณจนสาเร็จฌาน ได้พร่าสอนอิสิสิงคดาบสผู้เป็นบุตรมิให้บ่นเพ้อราพันถึงพระนางนฬินิกา ที่ปลอมตัวเป็นฤๅษีมา หลอกทาลายศีล จนกลับได้สติตั้งใจเจริญพรหมวิหารจนกลับได้ฌานและอภิญญาอีกครั้งหนึ่ง๑๓๘ ๑๐๔. ในมหาโพธิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นโพธิกุมารบุตรของพราหมณ์ มหาศาลมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ พอเจริญวัยได้ไปศึกษาศิลปศาสตร์ที่กรุงตักสิลาแล้วกลับมาอยู่ครอง เรือนได้ระยะหนึ่งแล้ว สละทรัพย์ออกบวชเป็นปริพาชก บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานอภิญญา ท่าน เจริญพรหมวิหารตลอดชีวิต มรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๑๓๙ ๑๐๕. ในโสณกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าอรินทมราช ทรงมีพระ สหายชื่อว่าโสณกะ ซึ่งออกบวชบาเพ็ญสมณธรรมบรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้มาแสดง ธรรมโปรดพระองค์ พระเจ้าอรินทมะทรงสละราชสมบัติออกผนวชบาเพ็ญพรต จนสาเร็จฌานและ อภิญญามรณภาพไปเกิดในพรหมโลก๑๔๐ ๑๐๖. ในสังกิจจชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสังกิจจกุมารบุตรของปุโรหิตและ เป็นสหายของพรหมทัตราชกุมารแห่งกรุงพาราณสี เมื่อทั้ง ๒ เจริญวัยแล้วได้เดินทางไปศึกษา ศิลปศาสตร์ที่เมืองตักกสิลาด้วยกัน ต่อมาพรหมทัตราชกุมารมีความดาริที่จะปลงพระชนม์พระ บิดา สังกิจจกุมารจะทูลทัดทานไว้ แต่พรหมทัตราชกุมารก็ไม่ทรงเชื่อฟัง สังกิจจกุมารคิดว่า ไม่มี ประโยชน์ที่จะอยู่ร่วมกับบุคคลเหล่านี้ จึงออกบวชเป็นฤๅษี อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ บาเพ็ญพรต มี ฤๅษี ๑๓๗ ขุ.ชา.จตฺตาลีส. (บาลี) ๒๗/๕๒๕/๔๕๒, ขุ.ชา.จตฺตาลีส. (ไทย) ๒๗/๕๒๕/๖๒๗, ขุ.ชา.จตฺตาลีส.อ. (บาลี) ๗/๓๔๔-๓๕๘, ขุ.ชา.จตฺตาลีส.อ. (ไทย) ๓/๗/๗๐๓-๗๒๔. ๑๓๘ ขุ.ชา.ปญฺญาส. (บาลี) ๒๘/๕๒๖/๑-๙, ขุ.ชา.ปญฺญาส. (ไทย) ๒๘/๕๒๖/๑-๑๐, ขุ.ชา.ปญฺญาส.อ. (บาลี) ๘/๑-๒๔, ขุ.ชา.ปญฺญาส.อ. (ไทย) ๔/๑/๑๐-๓๔. ๑๓๙ ขุ.ชา.ปญฺญาส. (บาลี) ๒๘/๕๒๘/๑๙-๒๕, ขุ.ชา.ปญฺญาส. (ไทย) ๒๘/๕๒๘/๒๔-๓๔, ขุ.ชา.ปญฺญาส.อ. (บาลี) ๘/๕๐-๒๔, ขุ.ชา.ปญฺญาส.อ. (ไทย) ๔/๑/๘๕-๑๑๘. ๑๔๐ ขุ.ชา.สฏฺฐิ. (บาลี) ๒๘/๕๒๙/๒๘-๓๒, ขุ.ชา.สฏฺฐิ. (ไทย) ๒๘/๕๒๙/๓๕-๔๔, ขุ.ชา.สฏฺฐิ.อ. (บาลี) ๘/๕๐-๙๘, ขุ.ชา.สฏฺฐิ.อ. (ไทย) ๔/๑/๑๒๘-๑๕๕.
  • 28. ๒๘ ๕๐๐ เป็นบริวาร เมื่อได้ฌานและอภิญญาแล้ว จึงกลับมาแสดงเรื่องนรกและสวรรค์ที่ผู้ทากรรมชั่ว และกรรมดีจะพึงได้รับในสัมปรายภพโปรดพรหมทัตราชกุมาร๑๔๑ ๑๐๗. ในโสณนันทชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นโสณบัณฑิต เมื่อเจริญวัยและ เรียนจบพระเวทได้พาบิดามารดาและน้องชายออกบวชเป็นดาบส อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ นันท บัณฑิตได้เจริญกสิณจนได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ๑๔๒ ๑๐๘. ในเตมิยชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสิกราช ใน เวลาที่ยังทรงพระเยาว์ทรงแกล้งทาเป็นคนใบ้ แม้จะถูกทดลองด้วยวิธีการต่างๆ มาตลอดเวลา แต่ก็ ไม่ยอมเจรจา พระราชบิดาจึงรับสั่งให้นาตัวท่านไปฝังในป่าช้า ทาให้ท่านได้โอกาสสอนนายสารถี แล้วเสด็จออกบรรพชา ต่อมาพระราชบิดาและชาวเมืองก็ได้ออกบรรพชาตามเป็นจานวนมาก๑๔๓ ๑๐๙. มหาชนกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามหาชนก ทรงศึกษาจบ ไตรเพทและศิลปศาสตร์ ทรงครองราชสมบัติด้วยทศพิธราชธรรม พระองค์เสด็จออกบรรพชา ทรง บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌาน เมื่อสิ้นพระชนม์ ได้อุบัติในพรหมโลก๑๔๔ ๑๑๐. เนมิราชชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าเนมิราช ทรงบาเพ็ญทาน สมาทานอุโบสถศีลมิได้ขาด ทรงสั่งสอนประชาชนให้ตั้งอยู่ในบุญกุศล เมื่อพระเกศาหงอก ได้ เสด็จออกบรรพชา บาเพ็ญพรตจนสาเร็จฌานสมาบัติเมื่อสวรรคตได้ไปอุบัติในพรหมโลก๑๔๕ ๑๑๑. ในเวสสันดรชาดก ชาติที่พระโพธิสัตว์บาเพ็ญบารมีชาติสุดท้าย คือในชาติที่ พระองค์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรได้บาเพ็ญทานอย่างยิ่ง ได้ทรงบริจาคช้างมงคลแก่พวกชาว แคว้นกาลิงคะ เป็นเหตุให้ทรงถูกขับออกจากเมือง๑๔๖ พระองค์พร้อมกับพระนางมัทรีและพระโอรส ๑๔๑ ขุ.ชา.สฏฺฐิ. (บาลี) ๒๘/๕๓๐/๓๒-๓๒, ขุ.ชา.สฏฺฐิ. (ไทย) ๒๘/๕๓๐/๔๕-๕๔, ขุ.ชา.สฏฺฐิ.อ. (บาลี) ๘/๑๐๐-๑๒๒, ขุ.ชา.สฏฺฐิ.อ. (ไทย) ๔/๑/๑๖๗-๑๙๔. ๑๔๒ ขุ.ชา.สตฺตติ. (บาลี) ๒๘/๕๓๒/๔๘-๕๖, ขุ.ชา.สตฺตติ. (ไทย) ๒๘/๕๓๐/๔๕-๕๔, ขุ.ชา.สตฺตติ.อ. (บาลี) ๘/๑๐๐-๑๒๒, ขุ.ชา.สตฺตติ.อ. (ไทย) ๔/๑/๒๘๕-๓๒๓. ๑๔๓ ขุ.ชา.ม. (บาลี) ๒๘/๕๓๘/๑๒๗-๑๓๘, ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๕๓๘/๑๘๓-๒๐๒, ขุ.ชา.ม. (บาลี) ๙/๑-๔๘, ขุ.ชา.ม.อ. (ไทย) ๔/๒/๑๘-๔๗. ๑๔๔ ขุ.ชา.ม. (บาลี) ๒๘/๕๓๙/๑๓๘-๑๕๔, ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๕๓๙/๒๐๒-๒๒๘,๔๙-๑๐๘, ขุ.ชา.ม.อ. (ไทย) ๔/๒/๙๓-๑๕๔. ๑๔๕ ขุ.ชา.ม. (บาลี) ๒๘/๕๔๑/๑๖๖-๑๘๗, ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๕๔๑/๒๔๖-๒๗๓, ขุ.ชา.ม.อ. (บาลี) ๙/ ๑๕๑-๒๐๙, ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๔/๒/๒๓๙-๓๐๒. ๑๔๖ ขุ.ชา.ม.อ. (บาลี) ๑๐/๒๙๙–๓๐๘, ขุ.ชา.ม.อ. (ไทย) ๔/๓/๖๑๐-๖๕๙.
  • 29. ๒๙ ชาลีพระธิดากัณหาพากันออกเดินทางออกจากเมืองไปบวชเป็นฤๅษีอาศัยอยู่ที่ภูเขาวงกต๑๔๗ ภายหลัง พระเวสสันดรได้สละเพศฤๅษีกลับไปครองราชสมบัติบาเพ็ญทานตลอดพระชนม์ชีพ จุติจาก อัตภาพพระเวสสันดรแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต๑๔๘ จากเรื่องที่ปรากฏในชาดก พระโพธิสัตว์บาเพ็ญเนกขัมมบารมีจานวน ๑๑๑ ชาตินั้น แสดงให้เห็นว่า ธรรมสโมธานข้อที่ ๕ คือการออกบวชสาคัญ เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมพุทธการกธรรม ให้สาเร็จ พระพุทธองค์ ได้ทรงเล่าเรื่องหลังจากพระองค์จุติจากอัตภาพพระเวสสันดรแล้วไปอุบัติ เป็นเทพบุตรสันดุสิตในสวรรค์ชั้นดุสิตแล้วจะเสด็จลงมาตรัสรู้ให้พระสารีบุตรฟัง พอสรุปได้ว่า พระองค์ทรงอุบัติเป็นเทพบุตรสันดุสิตอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นเวลาหลายล้านปี พวกเทวดาใน หมื่นจักรวาล พากันมาอัญเชิญให้พระองค์เสด็จลงมาอุบัติในมนุษยโลกเพื่อจะได้ตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า๑๔๙ พระอรรถกถาจารย์ ได้แสดงเรื่องที่พวกเทวดาอัญเชิญพระโพธิสัตว์ลงมาอุบัติใน มนุษยโลก พอสรุปได้ว่า เมื่อพวกเทวดาทูลเชิญแล้ว เทพบุตรสันดุสิต ยังไม่รับทันที ท่านได้ทรง พิจารณาปัญจมหาวิโลกนะ คือ การพิจารณาที่สาคัญ ๕ ประการ คือ ๑. โดยพิจารณากาลเวลาก่อนว่า เป็นเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ ช่วงกาลเวลาที่สัตว์มีอายุ เกิน ๑ แสนปี เป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม เพราะชาติชรามรณะจะไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย และ ธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไม่พ้นไปจากเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อพระพุทธเจ้า ทรงแสดงเรื่องนี้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่สนใจฟัง ช่วงกาลเวลาที่สัตว์มีอายุไม่เกิน ๑๐๐ ปี เป็น ช่วงเวลาที่เหมาะสม ทรงทราบว่า บัดนี้ สัตว์ในมนุษยโลกมีอายุไม่เกิน ๑๐๐ ปี เป็นเวลาที่พระองค์ พึงเสด็จลงไปอุบัติ ๒. พิจารณาทวีปใหญ่ทั้ง ๔ ทวีปและทวีปน้อย ทรงพิจารณาเห็นว่า พระพุทธเจ้า ทั้งหลาย ย่อมไม่เสด็จอุบัติในทวีปอื่น แต่ย่อมเสด็จอุบัติในชมพูทวีปเท่านั้น ๓. พิจารณาประเทศ ทรงทราบว่า พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระอสีติมหาสาวก พระเจ้าจักรพรรดิ กษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล คหบดีมหาศาล ย่อมเกิด ในมัชฌิมประเทศ กรุงกบิลพัสดุ์ตั้งอยู่ในมัชฌิมประเทศ ทรงตัดสินพระทัยเสด็จลงไปอุบัติใน กรุงกบิลพัสดุ์ในมัชฌิมประเทศ ๑๔๗ ขุ.ชา.ม.อ. (บาลี) ๑๐/๓๓๕–๓๔๘, ขุ.ชา.ม.อ. (ไทย) ๔/๓/๖๕๙-๖๗๒. ๑๔๘ ขุ.ชา.ม.อ. (บาลี) ๑๐/๔๕๐–๔๖๐, ขุ.ชา.ม.อ. (ไทย) ๔/๓/๘๐๓-๘๑๓. ๑๔๙ ขุ.พุทธ. (บาลี) ๓๓/๖๖–๖๗/๔๔๕, ขุ.พุทธ. (ไทย) ๓๓/๖๖–๖๗/๕๖๕, ขุ.พุทธ.อ. (บาลี) ๘๘–๙๐.
  • 30. ๓๐ ๔. พิจารณาตระกูล ทรงทราบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่เสด็จอุบัติในตระกูล แพศย์ ย่อมไม่เสด็จอุบัติในตระกูลศูทร แต่ย่อมเสด็จอุบัติในตระกูลกษัตริย์และในตระกูลพราหมณ์ ที่ชาวโลกยกย่อง เวลานี้ชาวโลกยกย่องตระกูลกษัตริย์ พระองค์ตัดสินพระทัยเสด็จลงไปอุบัติใน ตระกูลกษัตริย์ทรงเลือกพระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระบิดา ๕. พิจารณามารดา ทรงทราบว่า สตรีที่จะเป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า จะต้องเป็น คนไม่โลเล ไม่ดื่มสุรา ได้บาเพ็ญบารมีมา ๑ แสนกัป ต้องรักษาศีล ๕ ไม่ขาดตั้งแต่เกิด พระนางสิริ มหามายามเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะทรงเป็นเช่นนั้น พระนางทรงเหมาะสมที่จะเป็นพระมารดา ของพระองค์ เมื่อพระโพธิสัตว์เทพบุตรสันดุสิตทรงพิจารณาเลือกสิ่งที่ควรเลือกอันสาคัญ ๕ ประการ นี้แล้วจึงทรงรับปฏิญญาพวกเทวดาเสด็จลงไปอุบัติเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงถือ ปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา พอครบ ๑๐ เดือนก็ประสูติ ได้รับการขนานพระ นามว่า สิทธัตถะ แปลว่า ผู้ปรารถนาอะไรก็ได้สมปรารถนา พระองค์ทรงครองฆราวาสอยู่ ๒๙ พรรษาก็เสด็จออกผนวช๑๕๐ พระพุทธเจ้าโคดมเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ได้รับการพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าจากพระพุทธเจ้าในอดีต พระองค์บาเพ็ญเนกขัมมบารมี ออกบวชหลายชาติ จน มาถึงชาติสุดท้าย พระองค์เสวยพระชาติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก็ได้เสด็จออกผนวช การจะตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้านั้นจะต้องออกบวชแสวงหาโมกขธรรม คือ ต้องอยู่ในเพศนักบวชจึงจะตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้าได้ เป็นธรรมข้อหนึ่งใน ๘ ข้อ แต่ธรรมทั้ง ๘ ข้อนั้น เป็นคุณธรรมที่ต้องมีในบุคคล ผู้ปรารถนาจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ธรรมเหล่านี้มีมาตั้งแต่เจ้าชายสิทธัตถะเสวยพระชาติเป็นสุเมธ ดาบส พบพระพุทธเจ้าทีปังกรแล้วตั้งความปรารถนาขอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า การออกบวชแสวงหาโมกขธรรม ไม่ว่าแบบไหน ต้องสละละเว้นออกจากบ้านเรือนไม่ ประกอบอาชีพใดๆ อาศัยการเที่ยวหาอาหารที่มีผู้ให้เลี้ยงชีวิต เจ้าชายสิทธัตถะแห่งราชวงศ์โคตมะ ทรงสละราชสมบัติเสด็จออกผนวชแสวงหาความหลุดพ้นจากความทุกข์ ที่ฝั่งแม่น้าอโนมาแล้ว เสด็จไปพักที่อนุปิยอัมพวัน เป็นเวลา ๗ วัน แล้วเสด็จดาเนินพระบาทเปล่าระยะทาง ๓๐ โยชน์วัน เดียวถึงกรุงราชคฤห์ ได้เสด็จเข้าไปแสวงหาก้อนข้าวตามลาดับตรอก๑๕๑ ได้อาหารพอยังอัตภาพ พอ ๑๕๐ ดูรายละเอียดใน ขุ.ชา.อ. (บาลี) ๑/๗๔-๘๗, ขุ.ชา.อ. (ไทย) ๓/๑/๘๑-๑๐๗. ๑๕๑ ราชคห ... ปวิสิตฺวา สปทาน ปิณฺฑาย จริ –ขุ.ชา.อ. (บาลี) ๑/๙๘, ขุ.ชา.อ. (ไทย) ๓/๑/๑๐๘ ถ้าเป็น เรื่องบอกเล่ากิริยาอาการของภิกษุ แปลว่า เข้าไปเที่ยวบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์.
  • 31. ๓๑ เริ่มจะเสวยลาไส้ก็ปั่นป่วน๑๕๒ เพราะพระองค์ไม่เคยเห็นอาหารอย่างนี้มาก่อน ทรงสะอิดสะเอียน เพราะอาหารนั้น ทรงสอนพระองค์เองว่า “สิทธัตถะ ท่านเกิดในตระกูลที่หาข้าวน้าได้ง่าย บริโภค กันแต่ข้าวสาลีกลิ่นหอม ซึ่งเก็บไว้ ๓ ปี มีรสเลิศ ต่อมา ได้เห็นบรรพชิตนุ่งห่มผ้าบังสุกุลรูปหนึ่ง แล้วคิดต้องการเที่ยวแสวงหาอาหารกินอย่างบรรพชิตนั้น รอคอยเวลานั้นจนได้ออกบวช บัดนี้ท่าน จะทาเรื่องนั้นอย่างไร” ทรงข่มพระทัยเสวยอาหารนั้นโดยไม่มีอาการรังเกียจ๑๕๓ ช่วงก่อนตรัสรู้ เจ้าชายสิทธัตถะได้อาศัยการเที่ยวแสวงหาอาหารจากประชาชนที่ใส่ในภาชนะฉันดารงพระชนมายุ เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงออกผนวชเพื่อแสวงหากุศลธรรม ทรงเข้าพักอาศัยในมคธรัฐ ทรง ใช้ชีวิตแบบนักบวช ได้ทรงเข้าศึกษาและปฏิบัติในสานักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ได้สาเร็จ อากิญจัญจัญยายตนสมาบัติ๑๕๔ คือได้สาเร็จสมาบัติ ๗ ซึ่งมีอากิญจัญจัญยายตนสมาบัติเป็นที่สุด๑๕๕ แต่ทรงเห็นว่ามิใช่ทางแห่งการตรัสรู้ จึงได้เข้าไปศึกษาปฏิบัติในสานักของอุทกดาบสได้สาเร็จ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ๑๕๖ ก็ทรงเห็นว่ามิใช่ทางแห่งการตรัสรู้เช่นเดียวกันแล้ว ได้เสด็จไป บาเพ็ญเพียรที่อุรุเวลาเสนานิคม๑๕๗ ปัญจวัคคีย์คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ที่ถือบวชมาอยู่ด้วยคอยเฝ้าปรนนิบัติเจ้าชายสิทธัตถะด้วยหวังว่า เมื่อเจ้าชายบรรลุธรรมแล้วจะบอก ธรรมนั้นแก่พวกตน๑๕๘ ก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงปฏิบัติหลายวิธี ปรากฏ ตามที่พระองค์ทรงเล่าไว้ หลังจากที่ตรัสรู้แล้ว พระองค์ได้ทรงปฏิบัติแบบทรมานตน เรียกว่า ทุกกร กิริยา ตามเรื่องที่ทราบกันอันปรากฏในหนังสือพุทธประวัติ และยังมีนอกจากที่กล่าวในหนังสือ พุทธประวัติอีก ดังที่พระองค์ทรงเล่าให้พระสารีบุตรฟัง พอสรุปได้ว่า พระองค์เคยถือการประพฤติ เปลือยกาย มีความเป็นอยู่แสวงหาอาหารเลี้ยงชีพแบบพวกนิครนถ์ เมื่อละการเปลือยกายก็นุ่งห่ม แบบนักบวชประเภทต่างๆ๑๕๙ เคยถือประพฤติเศร้าหมอง ปล่อยให้ธุลีหมักหมมในกายเป็นปี๑๖๐ ๑๕๒ ท่านใช้ถ้อยคาว่า อนฺตานิ ปริวตฺติตฺวา มุเขน นิกฺขมนาการปฺปตฺตานิ อเหสุ : ลาไส้ใหญ่ ถึงกับ จะม้วนออกมาทางพระโอษฐ์ –ขุ.ชา.อ. (บาลี) ๑/๙๘, ขุ.ชา.อ. (ไทย) ๓/๑/๑๐๘. ๑๕๓ ขุ.ชา.อ. (บาลี) ๑/๙๘–๙๙, ขุ.ชา.อ. (ไทย) ๓/๑/๑๐๘–๑๐๙. ๑๕๔ ม.มู. (บาลี) ๑๒/๒๗๗/๒๓๘, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๒๗๗/๓๐๐-๓๐๒. ๑๕๕ ม.มู.อ. (บาลี) ๒/๒๗๗/๗๙. ๑๕๖ ม.มู. (บาลี) ๑๒/๒๗๘/๒๓๙-๒๔๐, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๒๗๘/๓๐๒-๓๐๓. ๑๕๗ ม.มู. (บาลี) ๑๒/๒๗๙/๒๔๑,๓๗๓-๓๘๑/๓๓๕-๓๔๓, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๒๗๙/๓๐๓-๓๐๔, ๓๗๓- ๓๘๑/๔๐๙-๔๑๖. ๑๕๘ ม.มู. (บาลี) ๑๒/๓๘๒/๓๔๓, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๓๘๒/๔๑๖. ๑๕๙ ม.มู. (บาลี) ๑๒/๑๕๕/๑๑๙, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๕๕/๑๕๘-๑๕๙. ๑๖๐ ม.มู. (บาลี) ๑๒/๑๕๖/๑๒๐, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๕๖/๑๕๙.
  • 32. ๓๒ เคยถือการประพฤติรังเกียจ คือ เวลาก้าวไปถอยกลับก็กลัวว่าจะเบียดเบียนสัตว์แบบพวกนิครนถ์๑๖๑ เคยถือการประพฤติสงัด เมื่อคราวที่พักอาศัยชายป่า พบผู้คนก็หลบหนีไปที่อื่น ดุจสัตว์ป่าที่พบ มนุษย์แล้วพากันหลบหนี พระองค์เคยเสวยมูลโค เสวยอุจจาระปัสสาวะของพระองค์เอง๑๖๒ เคยถือ การอยู่ในป่าช้าที่น่ากลัว สถานที่คนยังมีกิเลสเข้าไปแล้วขนพองสยองเกล้า ทรงอยู่กลางแจ้งตลอด ทั้งคืนในคืนที่หนาวเหน็บ ทรงอยู่กลางแจ้ง เวลากลางวันในฤดูร้อนจัด๑๖๓ ทรงทดลองอดอาหาร ตามลัทธิที่ถือว่า จะบริสุทธิ์ได้ด้วยการอดอาหาร๑๖๔ จากข้อความที่พระองค์ทรงเล่านี้ แสดงว่า พระองค์ได้ผ่านการปฏิบัติแบบอัตตกิลมถานุโยคมาทุกอย่าง จนทรงเห็นว่า เป็นข้อปฏิบัติที่สุดโต่ง ไม่สามารถทาให้ตรัสรู้ได้ เมื่อพระสิทธัตถราชกุมาร ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จนพระองค์ตัดสินพระทัยเสด็จออก ประกาศพระศาสนา พระองค์เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ก่อน พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมโปรด นักบวชกุลบุตรทั้งหลาย จนได้บรรลุธรรมตามลาดับจนขอเข้าบวชเป็นพระสาวกจานวนมากทรง ประดิษฐานพระศาสนามั่นคง ทรงแสดงธรรมและทรงบัญญัติพระวินัยตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น๑๖๕ พระธรรมที่ทรงแสดงและพระวินัยที่ทรงบัญญัตินั้น ได้รับการสืบทอดต่อกันมา จนกระทั่ง ได้รับการจัดพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ ในประเทศไทย จัดพิมพ์เป็นพระไตรปิฎกทั้งภาษาบาลีและ ภาษาไทย จานวน ๔๕ เล่ม การสังคายนารวบรวมพระไตรปิฎก พระธรรมวินัย คือคาสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น พระสาวกทั้งหลายทรงจาสืบต่อกันมา ด้วยวิธีมุขปาฐะ คือสั่งสอนกันจากปากของอาจารย์สู่โสตประสาทของศิษย์แล้วท่องบ่นสาธยาย ทบทวนสืบต่อกันนับพันปี จึงได้จารึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงบนในลาน เนื่องจากพระพุทธองค์รับสั่งว่า พระธรรมวินัย คือพระไตรปิฎกนั้นจะอยู่เป็นองค์แทนพระ ศาสดา ดังนั้น หลังจากที่พระพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานได้ ๓ เดือน พระสาวกทั้งหลายจึงได้ทา การสังคายนา คือรวบรวมจัดหมวดหมู่พระธรรมวินัย สังคายนา แปลว่าสวดพร้อมกัน คือรวบรวม จนลงกันแล้วสวดสาธยายพร้อมกัน ๑๖๑ ม.มู. (บาลี) ๑๒/๑๕๖/๑๒๐, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๕๖/๑๕๙. ๑๖๒ ม.มู. (บาลี) ๑๒/๑๕๖/๑๒๑, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๕๖/๑๖๐. ๑๖๓ ม.มู. (บาลี) ๑๒/๑๕๗/๑๒๑, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๕๗/๑๖๐-๑๖๑. ๑๖๔ ม.มู. (บาลี) ๑๒/๑๕๙/๑๒๓, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๕๙/๑๖๒. ๑๖๕ ดูรายละเอียดใน วิ.ม. (บาลี) ๔/๑-๒๔๑/๑-๒๗๗, วิ.ม. (ไทย) ๔/๑-๒๔๑/๑-๒๗๗.
  • 33. ๓๓ สังคายนาในชมพูทวีป ๓ ครั้ง การสังคายนานั้นมีมาตามลาดับในเมื่อมีเหตุการณ์ที่ให้ต้องสังคายนา นับตั้งแต่พระพุทธเจ้า ปรินิพพานไม่นาน พระสาวกทั้งหลายทาสังคายนาในอินเดีย ๓ ครั้ง คือ ปฐมสังคายนา สังคายนาครั้งที่ ๑ พระสาวก ๕๐๐ รูป กระทาที่ถ้าสัตตบรรณคูหา กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๓ เดือน พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงอุปถัมภ์ ทุติยสังคายนา สังคายนาครั้งที่ ๒ พระสาวก ๗๐๐ รูป กระทาที่วัดวาลุการาม กรุงเวสาลี แคว้นวัชชี เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๑๐๐ ปี พระเจ้ากาฬาโศกราช ทรงอุปถัมภ์ ตติยสังคายนา สังคายนาครั้งที่ ๓ พระสาวก ๑,๐๐๐ รูป กระทาที่วัดอโศการาม กรุงปาฏลี บุตร แคว้นมคธ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินพพานได้ ๒๑๘ ปี (บางแห่งว่า ๒๓๔ ปี บ้าง ๒๘๗ บ้าง) พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงอุปถัมภ์ สังคายนาในศรีลังกา ๔ ครั้ง เมื่อทาสังคายนาครั้งที่ ๓ เสร็จแล้ว พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระประธานสงฆ์ พิจารณาเห็น ว่า พระพุทธศาสนาจะไม่ดารงมั่นในอินเดีย จึงขอความอุปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมหาราช เพื่อส่ง สมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในนานาประเทศ ๙ สายด้วยกัน สายที่สาคัญมีผลงานปรากฏมา จนถึงปัจจุบัน คือสายของพระมหินทเถระกับคณะ ท่านลงมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่เกาะศรีลังกา ได้มีการสังคายนา ๔ ครั้ง โดยนับต่อจากอินเดีย คือ จตุตถสังคายนา สังคายนาครั้งที่ ๔ พระสาวกทั้งหลายกระทา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ ปรินพพานได้๒๓๘ ปี พระมหินทเถระเป็นประธานสงฆ์ พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ทรงอุปถัมภ์ ปัญจมสังคายนา สังคายนาครั้งที่ ๕ พระสาวกทั้งหลายกระทา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับ ขันธปรินพพานได้ ๔๓๓ ปี พระเจ้าวัฏฏคามณีอภัยทรงอุปถัมภ์ เมื่อทาสังคายนาครั้ง ๕ เสร็จ พระสาวกทั้งหลาย ตกลงกันจารึกพระไตรปิฎกและอรรถกถาเป็นลายลักษณ์ลงบนใบลาน ฉัฏฐสังคายนา สังคายนาครั้งที่ ๖ พระพุทธโฆสาจารย์ลงมาแปลอรรถกถาภาษาสิงหลกลับ เป็นภาษามคธ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินพพานได้ ๙๕๖ ปี สัตตมสังคายนา สังคายนาครั้งที่ ๗ พ.ศ. ๑๕๘๗ พระเจ้าปรักกมพาหุ ได้นิมนต์พระสาวก ทั้งหลาย รจนาคาอธิบายพระไตรปิฎกและอรรถกถา เรียกว่า ฎีกา พระไตรปิฎกเข้าสู่แดนสยาม ช่วงสมัยสุโขทัย พระสงฆ์ชาวสยาม ได้ไปศึกษาที่ลังกาแล้วนาพระไตรปิฎกอรรถกถาและ ฎีกาเข้ามาจารจารึกสืบต่อกันมา จากสมัยล้านนา สมัยสุโขทัย ผ่านสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี ถึง กรุงรัตนโกสินทร์ คัดลอกจารจารึกสืบต่อกันเป็นเวลาช้านาน
  • 34. ๓๔ เนื่องจากเมื่อประมาณช่วง พ.ศ. ๑๕๐๐-๑๗๐๐ พระพุทธศาสนาในศรีลังกา ได้รับการ ทะนุบารุงทางด้านการศึกษาจนเจริญรุ่งเรืองสืบมา มีกิตติศัพท์แพร่มาถึงสยามประเทศ พระสงฆ์ใน ดินแดนนี้จึงพากันไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่ศรีลังกาแล้วนาคัมภีร์พระไตรปิฎกอรรถกถาและฎีกา เข้ามา ซึ่งปรากฏตามหลักฐานในหนังสือตานานมูลศาสนาว่า “พระมหาสุรินทเถระ ให้พระญาณคัมภีระไปโรหณชนบท(ในศรีลังกา) รับพระศาสนา พระพุทธรูป ต้นโพธิ์ พระไตรปิฎก พร้อมทั้งอักษรที่ใช้เขียนภาษาบาลีกลับมาเมื่อ พ.ศ. ๑๙๗๓”๑๖๖ สังคายนาในสยามประเทศ เมื่อมีพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกา ที่นาเข้ามาจากศรีลังกาแล้ว ก็เกิดมีการจารจารึกลงบน ใบลาน การจารจารึกในแต่ละฉบับย่อมมีข้อผิดพลาดบกพร่อง จึงเป็นเหตุให้ทาสังคายนาตรวจสอบ คัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับต่างๆ คือ อัฏฐมสังคายนา สังคายนาครั้งที่ ๘ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๒๐ พระเจ้าติโลกราช แห่งล้านนา ได้ นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ชาวล้านนา กระทาสังคายนาพระไตรปิฎกแล้วจารึกลงใบลานด้วยอักษรธรรม ล้านนา ที่วัดโพธาราม เมืองเชียงใหม่ กระทาอยู่ ๑ ปี จึงเสร็จ นวมสังคายนา สังคายนาครั้งที่ ๙ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๑ สมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้าอาราธนาพระเถรานุเถระเป็นพระสังคีติกาจารย์ จานวน ๒๑๘ รูป และเชิญศาสนบัณฑิต ผู้ทรงความรู้ จานวน ๓๒ ท่าน ทาการสังคายนา พระไตรปิฎก ชาระตรวจสอบ นาคัมภีร์พระไตรปิฎกที่มีอยู่ทั้งหมดมาสอบทานกันแล้วแก้ไขคา ที่บกพร่องให้ถูกต้อง ทาที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ (วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์) กรุงรัตนโกสินทร์ กระทาอยู่ ๕ เดือน จึงเสร็จ ทสมสังคายนา สังคายนาครั้งที่ ๑๐ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้มีการสังคายนาพระไตรปิฎก ที่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร มีพระสงฆ์เข้าประชุมเป็นพระสังคีติกาจารย์ จานวน ๑๑๐ รูป กระทาอยู่ ๖ ปี เสร็จแล้วได้มีการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นเล่มหนังสือเป็นครั้งแรกใน ประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอุปถัมภ์ เอกาทสมสังคายนา สังคายนาครั้งที่ ๑๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้มีการสังคายนาพระไตรปิฎก ที่วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร กระทาอยู่ ๒ ปี จึงเสร็จ พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นองค์อุปถัมภ์ พร้อมด้วยรัฐบาล ๑๖๖ ศ.ดร. ประเสริฐ ณ นคร, ปวงคา ตุ้ยเขียว. ตานานมูลศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : ศักดิโสภาการพิมพ์, ๒๕๓๗), หน้า ๒,๑๔๐–๑๔๑.
  • 35. ๓๕ การจารึกและการพิมพ์พระไตรปิฎกในประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๓๑ ที่ทาสังคายนาครั้งที่ ๑๐ นั้น เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชย์ได้ ๒๕ ปี ได้มีพระกรุณาโปรดเกล้าให้กรมหมื่นวชิรญาณวโรส และพระเถรานุเถระทั้งหลายช่วยกันชาระคัดลอกตัวขอมในคัมภีร์ใบลานเปลี่ยนเป็นอักษรไทย พิมพ์เป็นเล่มหนังสือได้จานวน ๓๙ เล่ม เริ่มชาระคัดลอกจัดพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๑ สาเร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ จานวน ๑,๐๐๐ ชุด พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ โปรดเกล้าฯให้ชาระ จัดพิมพ์พระไตรปิฎกเรียกชื่อว่า ฉบับสยามรัฐ มีตราช้างเป็นเครื่องหมาย ครบ ๔๕ เล่ม ดาเนินการ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๖๘ เสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓ พ.ศ. ๒๔๘๓ สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลกับสมัยพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ต่อกัน ได้มีการแปลพระไตรปิฎก เป็นภาษาไทย แล้วจัดพิมพ์ เริ่ม ดาเนินการ พ.ศ. ๒๔๘๓ เสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ จัดพิมพ์จานวน ๒,๕๐๐ ชุด ชุดละ ๘๐ เล่ม พ.ศ. ๒๕๑๔ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสวยราช สมบัติมาครบ ๒๕ ปี ได้มีการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกภาษาไทย เรียกชื่อว่า พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง พิมพ์จานวน ๒,๐๐๐ ชุด ชุดละ ๔๕ เล่ม พ.ศ. ๒๕๒๑ กรมการศาสนา ได้ดาเนินการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง อีก ครั้งหนึ่ง พิมพ์จานวน ๒,๐๐๐ ชุด ชุดละ ๔๕ เล่ม พ.ศ. ๒๕๒๕ กรุงรัตนโกสินทร์ ได้ดารงมั่นคงมาครบ ๒๐๐ ปี ทางคณะสงฆ์ได้ดาเนินการ จัดพิมพ์พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง อีกครั้งหนึ่ง พิมพ์จานวน ๓,๐๐๐ ชุด ชุดละ ๔๕ เล่ม พ.ศ. ๒๕๓๐ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ภูมิพลอดุลยเดช มีพระชนมายุ ครบ ๕ รอบ ทางคณะสงฆ์ได้ดาเนินการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกภาษาไทย เรียกชื่อว่าฉบับสังคีติ อีก ครั้งหนึ่ง มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกับพระไตรปิฎก พ.ศ. ๒๕๐๐ พระเถรานุเถระผู้บริหารมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ดาเนินการตรวจ ชาระจัดพิมพ์พระไตรปิฎกภาษาบาลี จานวน ๔๕ เล่ม เสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ เรียกชื่อว่า ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏก ได้จัดงานสมโภชพระไตรปิฎก ฉบับภาษาบาลีกับอรรถกถาภาษาบาลีที่อาจารย์ พร รัตนสุวรรณ ดาเนินการตรวจชาระจัดพิมพ์เมื่อ ๑๒ – ๒๐ กันยายน ๒๕๓๕ พ.ศ. ๒๕๓๕ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปรารภการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา ได้ดาเนินการแปลพระไตรปิฎกภาษาบาลี
  • 36. ๓๖ ฉบับมหาจุฬาเตปิฏก เป็นภาษาไทย แปลและจัดพิมพ์เสร็จเรียบร้อย ปี ๒๕๓๙ จัดงานสมโภช เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒ จานวน ๖,๐๐๐ ชุด ชุดละ ๔๕ เล่ม ปัจจุบัน มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีพระไตรปิฎก ฉบับภาษาบาลี ๔๕ เล่มชุด และฉบับ ภาษาไทย ๔๕ เล่มชุด มีอรรถกถา–ฎีกา–ปกรณวิเสส จานวน ๑๐๒ เล่ม กาลังดาเนินการแปลคัมภีร์ อรรถกถาภาษาบาลีเป็นภาษาไทย ระบบสืบค้นพระไตรปิฎกด้วยคอมพิวเตอร์ ประเทศไทยของเรา มีพระไตรปิฎกฉบับที่จารลงบนใบลานร้อยเชือกเป็นฉบับเรียกว่า “ผูก” รวมหลายๆ ผูกเรียกว่า “บั้น” ฉบับที่ตีพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ จานวน ๔๕ เล่มทั้งภาษาบาลีและ ภาษาไทย และฉบับที่จารึกลงบนแผ่นหินอ่อน จานวน ๑,๔๑๘ แผ่น ประดิษฐานอยู่ในมหาวิหารที่ บริเวณพุทธมณฑล นอกจากจะมีพระไตรปิฎกฉบับต่างๆ ดังที่กล่าวยังมีพระไตรปิฎก ฉบับคอมพิวเตอร์ เป็น พระไตรปิฎกฉบับ CD–ROM ใช้เปิดอ่านและศึกษาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ พระไตรปิฎกฉบับ คอมพิวเตอร์ คือ พระไตรปิฎกที่จัดพิมพ์ป้ อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วบันทึกลงบนแผ่น CD–ROM สร้างระบบฐานข้อมูลเป็นโปรแกรมสืบค้นข้อความที่ต้องการแล้วพิมพ์ลงกระดาษปริ้นส์ ออกมา เหตุที่เกิดพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ ก็เนื่องมาจากปริมาณที่มากมายของพระไตรปิฎก ซึ่งทาให้การบันทึก การเก็บรักษา การนามาใช้ศึกษาค้นคว้าเป็นไปด้วยความยากลาบาก จึงได้มีการ จัดทาพระไตรปิฎกฉบับ CD–ROM เมื่อปี ๒๕๓๑ โดยสานักคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยมหิดล พระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์นั้นรวมอรรถกถาด้วยมีปริมาณถึง ๔๓๐ ล้านตัวอักษร เฉพาะแผ่น CD–ROM ที่บันทึกข้อมูลสามารถบันทึกข้อมูลได้สูงถึง ๗๐๐ ล้านตัวอักษร ปัจจุบันมีพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์หรือฉบับ CD–ROM หลายฉบับ คือ ฉบับฉัฏฐ สังคายนา (Chatฺฺ tฺฺ ha Sangayana) ของท่านโกเอ็นก้า (S.N. Goenka) เป็นภาษาบาลี ชุดที่ ๓ (version 3) บรรจุคัมภีร์ภาษาบาลี จานวน ๒๑๗ เล่ม พระไตรปิฎก VCD ROM ชุดพระไตรปิฎกอรรถกถาไทยของมหามกุฏราชวิทยาลัย ฉบับ กองทุนใต้ร่มเงาพระบรมสารีริกธาตุ เนื่องในโอกาสพุทธพิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุในวัน อาสาฬหบูชา ณ บรมบรรพต (ภูเขาทอง) วัดสระเกศ ๒๕๔๘. สาหรับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ดาเนินการจัดทาพระไตรปิฎกภาษาไทยบันทึกลงแผ่น CD–ROM เสร็จแล้วกาลังจะเปิดตัวให้ใช้ค้นคว้าในช่วงต้นปี ๒๕๕๐ ใช้ชื่อว่า MCU.Trai พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับคอมพิวเตอร์
  • 37. ๓๗ พระไตรปิฎก ๔๕ เล่ม พระไตรปิฎกนั้นเป็นคัมภีร์ที่บันทึกคาสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า “นวังคสัตถุ ศาสน์” ได้แก่ คาสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ คือ ๑. สุตฺต สูตร ได้แก่ อุภโตวิภังค์ นิทเทส ขันธกะ ปริวาร พระสูตรในสุตตนิบาตและพุทธ วจนะอื่น ๆ ที่มีชื่อว่า สุตตะ หรือ สุตตันตะ โดยสรุป คือ วินัยปิฎก คัมภีร์นิทเทส และพระสูตร ทั้งหลาย ๒. เคยฺย เคยยะ ได้แก่ ข้อความที่มีร้อยแก้ว และร้อยกรองผสมกัน หมายเอาพระสูตรที่มี คาถาทั้งหมด โดยเฉพาะสคาถวรรคในสังยุตตนิกาย ๓. เวยฺยากรณ เวยยากรณะ ได้แก่ ความร้อยแก้วล้วน หมายเอาพระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด พระสูตรที่ไม่มีคาถา และพุทธพจน์อื่นที่ไม่จัดเข้าในองค์ ๘ ข้อที่เหลือ ๔. คาถา คาถา ได้แก่ ความร้อยกรองล้วนหมายเอาธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา และคาถา ล้วนในสุตตนิบาตที่ไม่มีชื่อว่าเป็นสูตร ๕. อุทาน อุทาน ได้แก่ พระคาถา คือร้อยกรองก็มี ร้อยแก้วก็มี๑๖๗ ซึ่งทรงเปล่งออกมาด้วย พระทัยอันสหรคตด้วยโสมนัสสัมปยุตด้วยญาณ รวมเป็นพระสูตร ๘๒ สูตร ๖. อิติวุตฺตก อิติวุตตกะ ได้แก่ พระสูตร ๑๑๐ สูตร ที่ตรัสโดยนัยว่า วุตฺต เหต ภควตา (สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้) ๗. ชาตก ชาดก ได้แก่ ชาดก ๕๕๐ เรื่อง มีอปัณณกชาดก เป็นต้น มีเวสสันตรชาดกเป็น ที่สุด ๘. อพฺภูตธมฺม อัพภูตธรรม ได้แก่ พระสูตรที่ว่าด้วยเหตุอัศจรรย์หมายเอาพระสูตรที่ว่าด้วย ข้ออัศจรรย์ไม่เคยมีทุกสูตร เช่นที่ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ข้ออัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ อย่างนี้หาได้ใน อานนท์๑๖๘ ๙. เวทลฺล เวทัลละ ได้แก่ พระสูตรแบบถามตอบ ซึ่งผู้ถามได้ทั้งความรู้(เวท) และความ พอใจ (ตุฏฺฐิ) ถามต่อ ๆ ไป เช่น จูฬเวทัลลสูตร๑๖๙ มหาเวทัลลสูตร๑๗๐ สัมมาทิฏฐิสูตร๑๗๑ สักกปัญห สูตร๑๗๒ สังขารสูตร๑๗๓ และมหาปุณณมสูตร๑๗๔ ๑๖๗ ดูรายละเอียดใน ขุ.อุ. (บาลี) ๒๕/๗๑/๒๑๒,๗๓/๒๑๓,๗๔/๒๑๔. ขุ.อุ. (ไทย) ๒๕/๗๑/๓๒๑,๗๓/ ๓๒๓,๗๔/๓๒๔. ๑๖๘ องฺ.จตุกฺก. (บาลี) ๒๑/๑๒๙/๑๔๙-๑๕๐, องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๑๒๙/๑๙๗-๑๙๘. ๑๖๙ ม.มู. (บาลี) ๑๒/๔๖๐–๔๖๗/๔๑๐–๔๑๖, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๖๐–๔๖๗/๕๐๐-๕๐๙. ๑๗๐ ม.มู. (บาลี) ๑๒/๔๔๙–๔๕๙/๔๐๑–๔๐๙, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๔๙–๔๕๙/๔๘๘-๔๙๙. ๑๗๑ ม.มู. (บาลี) ๑๒/๘๙-๑๐๔/๖๓-๗๕, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๘๙-๑๐๔/๘๑-๑๐๐.
  • 38. ๓๘ คาสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่แบ่งเป็นสัตถุศาสน์นั้น เมื่อรวบรวมจัดพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ ในประเทศไทย แบ่งจัดพิมพ์เป็น ๔๕ เล่ม วินัยมีทั้งหมด ๘ เล่ม ประกอบด้วย เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ ว่าด้วยศีลของภิกษุ ๑๙ ข้อ คือ ปาราชิก ๔ ข้อ สังฆาทิเสส ๑๓ ข้อ อนิยต ๒ ข้อ เล่ม ๒ มหาวิภังค์ภาค ๒ ว่าด้วยศีลของภิกษุที่เหลืออีก ๑๐๘ ข้อ เล่ม ๓ ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยศีลของภิกษุณี ๓๑๑ ข้อ เล่ม ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ว่าด้วยเรื่องแต่แรกตรัสรู้ การอุปสมบท อุโบสถ จาพรรษา และ ปวารณา เล่ม ๕ มหาวรรค ภาค ๒ ว่าด้วยเรื่องเครื่องหนัง เภสัช กฐิน จีวร นิคคหกรรม การทะเลาะ วิวาท และสามัคคี เล่ม ๖ จูฬวรรค ภาค ๑ ว่าด้วยเรื่องนิคคหกรรม วุฏฐานวิธี และการระงับอธิกรณ์ เล่ม ๗ จูฬวรรค ภาค ๒ ว่าด้วยข้อบัญญัติปลีกย่อย เสนาสนะ สังฆเภท ข้อวัตร การงดสวด ปาติโมกข์ ภิกษุณี สังคายนาครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ เล่ม ๘ ปริวาร คู่มือถามตอบซักซ้อมความรู้วินัย สุตตันตะ ๒๕ เล่ม ประกอบด้วยทีฆนิกาย ๓ เล่ม เล่ม ๙ ทีฆนิกายสีลขันธวรรค มีพระสูตรขนาดยาว ๑๓ สูตร เล่ม ๑๐ ทีฆนิกายมหาวรรค มีพระสูตรยาว ๑๐ สูตร เล่ม ๑๑ ทีฆนิกายปาฏิกวรรค มีพระสูตรยาว ๑๑ สูตร มัชฌิมนิกาย ๓ เล่ม เล่ม ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มีพระสูตรขนาดกลาง ๕๐ สูตร เล่ม ๑๓ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ มีพระสูตร ๕๐ สูตร เล่ม ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ มีพระสูตร ๕๒ สูตร สังยุตตนิกาย ๕ เล่ม เล่ม ๑๕ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค รวมคาถาภาษิต จัดเป็นสังยุต (กลุ่มเรื่อง) มี ๑๑ สังยุต เล่ม ๑๖ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ว่าด้วยเหตุปัจจัยคือปฏิจจสมุปบาท มี ๑๐ สังยุต เล่ม ๑๗ สังยุตตนิกาย ขันธวรรค ว่าด้วยเรื่องขันธ์ มี ๑๓ สังยุต ๑๗๒ ที.ม. (บาลี) ๑๐/๓๔๔–๓๗๑/๒๒๖–๒๔๗, ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๔๔–๓๗๑/๒๗๓-๓๐๐. ๑๗๓ องฺ.ติก. (บาลี) ๒๐/๒๓/๑๑๖-๑๑๗, องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๒๓/๑๗๑-๑๗๒. ๑๗๔ ม.อุ. (บาลี) ๑๔/๘๕-๙๐/๖๗-๗๑, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๘๕-๙๐/๙๖-๑๐๔.
  • 39. ๓๙ เล่ม ๑๘ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ว่าด้วยเรื่องอายตนะ ๖ มี ๑๐ สังยุต เล่ม ๑๙ สังยุตตนิกาย มหาวรรค ว่าด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ มี ๑๒ สังยุต อังคุตตรนิกาย ๕ เล่ม ประกอบด้วย เล่ม ๒๐ อังคุตตรนิกาย เอกก–ทุก–ติกนิบาต ว่าด้วยธรรมหมวด ๑-๒-๓ รวมทั้งเรื่อง เอตทัคคะ เล่ม ๒๑ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ว่าด้วยธรรมหมวด ๔ เล่ม ๒๒ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ว่าด้วยธรรมหมวด ๕-๖ เล่ม ๒๓ อังคุตตรนิกาย สัตตก–อัฏฐก–นวกนิบาต ว่าด้วยธรรมหมวด ๗–๘–๙ เล่ม ๒๔ อังคุตตรนิกาย ทสก–เอกาทสกนิบาต ว่าด้วยธรรมหมวด ๑๐-๑๑ ขุททกนิกาย ๙ เล่ม เล่ม ๒๕ รวมคัมภีร์ย่อย ๕ คัมภีร์ คือ ขุททกปาฐะ ธรรมบท อุทาน อิติวุตตกะ สุตตนิบาต เล่ม ๒๖ รวมคัมภีร์ย่อยที่เป็นคาถาล้วน ๔ คัมภีร์ คือ วิมานวัตถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา เล่ม ๒๗ ชาดก ภาค ๑ รวมคาถาชาดก ๕๒๕ ชาดก เล่ม ๒๘ ชาดก ภาค ๒ รวมคาถาชาดก ๒๒ ชาดก เล่ม ๒๙ ขุททกนิกาย มหานิทเทส ภาษิตของพระสารีบุตร อธิบายพระสูตร ๑๖ สูตรใน อัฏฐกวรรค เล่ม ๓๐ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ภาษิตของพระสารีบุตร อธิบายพระสูตร ๑๖ สูตร เล่ม ๓๑ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ภาษิตของพระสารีบุตร อธิบายข้อธรรมที่ลึกซึ้ง เกี่ยวกับหนทางแห่งปฏิสัมภิทา เล่ม ๓๒ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ รวมคาถาแสดงประวัติในอดีตของพระพุทธเจ้า พระ ปัจเจกพุทธเจ้า และประวัติของพระอรหันต์ ๔๑๐ รูป เล่ม ๓๓ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ รวมคาถาแสดงประวัติในอดีตของพระเถระ(ภิกษุ) ๔๐ รูป และประวัติในอดีตของพระเถรี(ภิกษุณี) ๔๐ รูป แสดงเรื่องพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์ แสดงพุทธจริยาในอดีต อภิธรรม ๑๒ เล่ม ประกอบด้วย เล่ม ๓๔ ธัมมสังคณี แสดงมาติกา (แม่บท) ข้อธรรมเป็นชุด ๑๖๔ ชุด แล้วขยายความ เล่ม ๓๕ วิภังค์ยกหลักธรรมสาคัญ ๆ มาอธิบาย รวม ๑๘ วิภังค์ เล่ม ๓๖ ธาตุกถา นาข้อธรรมมาจัดเข้าในขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ รวม ๑๒๕ อย่าง ปุคคลบัญญัติ ว่าด้วยการบัญญัติ ๖ คือ ขันธบัญญัติ อายตนบัญญัติ ธาตุบัญญัติ สัจจบัญญัติ อินทริย บัญญัติ ปุคคลบัญญัติ
  • 40. ๔๐ เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ คัมภีร์ที่พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เรียบเรียงขึ้น เมื่อคราวสังคายนาครั้ง ที่ ๓ ประพันธ์เป็นคาปุจฉา–วิสัชนา รวม ๒๑๙ กถา เล่ม ๓๘ ยมก ภาค ๑ คัมภีร์อธิบายหลักธรรม ตั้งคาถามเป็นคู่ ๆ มี ๗ ยมก เล่ม ๓๙ ยมก ภาค ๒ ถามตอบเพิ่มเติมจากภาค ๑ มี ๑๐ ยมก เล่ม ๔๐ ปัฏฐาน ภาค ๑ อธิบายปัจจัย ๒๔ เล่ม ๔๑ ปัฏฐาน ภาค ๒ อธิบายความที่ธรรมทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่กัน ต่อจากภาค ๑ เล่ม ๔๒ ปัฏฐาน ภาค ๓ อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กัน ต่อ เล่ม ๔๓ ปัฏฐาน ภาค ๔ อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กัน ต่อ เล่ม ๔๔ ปัฏฐาน ภาค ๕ อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กัน ต่อ เล่ม ๔๕ ปัฏฐาน ภาค ๖ อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันในแง่ปฏิเสธ พระไตรปิฎกทั้ง ๔๕ เล่ม มีคัมภีร์ที่บันทึกคาอธิบาย เรียกว่า อรรถกถา และอรรถกถา ก็มี คัมภีร์ที่บันทึกคาอธิบายที่แต่งโดยพระสาวก เรียกว่า ฎีกา อักษรย่อหัวใจพระไตรปิฎก โบราณท่านได้ย่อพระไตรปิฎกทั้งหมดเป็นตัวอักษรใช้บริกรรมกัน ดังนี้ วินัยปิฎกย่อว่า ปา (หรือ อา) ปา ม จุ ป สุตตันตปิฎกย่อว่า ที ม สัง อัง ขุ อภิธรรมปิฎกย่อว่า สัง วิ ธา ปุ ก ย ป ปัจจุบันได้มีการย่อขุททกนิกาย ๑๕ คัมภีร์ว่า ขุ ธ อุ อิ สุ วิ เป เถ เถ ชา นิ ป อ พุ จ พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา ที่ประกอบการศึกษาในหลักสูตรปริญญาโทนี้ มีการใช้อักษรย่อนิสิต พึงศึกษารายละเอียดในหนังสือคู่มือทาวิทยานิพนธ์ และดูตามที่ปรากฏในโครงสร้างแห่ง พระไตรปิฎก ในหน้าต่อไป