Your SlideShare is downloading. ×
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

Sci access 14th : เฉลยตะลุยโจทย์ ชีวะ ม.6

14,793

Published on

เฉลยข้อสอบในคลาส Exam ที่จัดขึ้นโดยโครงการ Sci access 14th

เฉลยข้อสอบในคลาส Exam ที่จัดขึ้นโดยโครงการ Sci access 14th

Published in: Education
0 Comments
12 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
14,793
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
677
Comments
0
Likes
12
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล ตะลุยโจทยชีววิทยา ชุดที่ 1 1. ขอใดคือคุณสมบัติของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด 1. สืบพันธุได 2. มีสารพันธุกรรมเปน DNA เทานั้น 3. ประกอบไปดวยเซลล 4. ถูกทุกขอ 2. ขอความใดถูกตอง ก. กลองจุลทรรศนอิเล็กตรอนใชสองดูเซลลที่ตายแลว ข. กลองจุลทรรศนอิเล็กตรอนแบบสองกราด (SEM) ใชสองดูโครงสรางภายในเซลล ในขณะที่กลองจุลทรรศน อิเล็กตรอนแบบสองผาน (TEM) ใชสองดูพื้นผิวของเซลล ค. กลองจุลทรรศนแบบใชแสงมีกําลังขยาย = กําลังขยายของเลนสใกลตา x กําลังขยายของเลนสใกลวัตถุ ง. ภาพที่ไดจากกลองจุลทรรศนแบบใชแสงมีลักษณะกลับซายเปนขวา กลับบนเปนลาง 1. ก ข 2. ก ค 3. ก ค ง 4. ก ข ค ง 3. ถาสองอะมิบาภายใตกลองจุลทรรศนแบบใชแสงที่มีกําลังขยาย 40 เทา พบวามีขนาด 16 มิลลิเมตร อะมิบาควรมีขนาด จริงเทาใด 1. 4 มิลลิเมตร 2. 400 ไมโครเมตร 3. 40 ไมโครเมตร 4. พันธะเปปไทด เกิดจากการ dehydration ของหมูฟงกชันใด 1. หมูไฮดรอกซิลกับหมูอะมิโน 2. หมูคารบอนิลกับหมูอะมิโน 3. หมูคารบอกซิลกับหมูอะมิโน 4. 4 ไมโครเมตร 4. หมูอะมิโนกับหมูอะมิโน 5. แปงตางจากเซลลลโลสในขอใดบาง ู ก. แปงเปน polymer แตเซลลลโลสเปน monomer ู ข. แปงประกอบดวยกลูโคสแบบ α glucose แตเซลลลูโลสประกอบดวยกลูโคสแบบ β glucose ค. แปงประกอบดวยกลูโคสแบบ β glucose แตเซลลลูโลสประกอบดวยกลูโคสแบบ α glucose ง. แปงเปลี่ยนสีสารละลายไอโอดีนเปนสีน้ําเงิน แตเซลลลูโลสไมเปลียน ่ 1. ก 2. ข 3. ค ง 4. ข ง 6. ขอใดไมใชไขมัน 1. ฮอรโมนเอสโทรเจน 2. สวนประกอบของเยื่อหุมเซลล 3. ผนังเซลลของเห็ดรา 7. ขอใดไมใชสวนประกอบของ DNA 4. ไตรกลีเซอไรด 1. น้ําตาลเพนโทสและหมูอะมิโน 2. เบสที่มีไนโตรเจนเปนองคประกอบและน้ําตาลกลูโคส 3. น้ําตาลไรโบสและหมูฟอสเฟต 4. เบสที่มีซัลเฟอรเปนองคประกอบและน้ําตาลไรโบส 1
  • 2. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา 8. ขอใดถูก ก. เซลลตับจะมี SER และ mitochondria มาก เพราะตองสรางโปรตีนเยอะ ข. เซลลอสุจตองใชพลังงานในการวายน้ํา จึงมี mitochondria เยอะ ิ ค. เซลลที่มีหนาที่ในการสราง enzyme จะมี RER และ ribosome เยอะ ง. เซลลพืชทุกเซลลจะตองมี chloroplast เพื่อสังเคราะหดวยแสง 1. ก ข ค ง 2. ก ค 3. ข ง 4. ค 9. การลําเลียงสารแบบใดไมใชพลังงาน 1. Active transport 2. Pinocytosis 3. Facilitated diffusion 4. Receptor mediated endocytosis 10. http://www.kbinirsnb.be/ibo/questions.html จากภาพ ขอใดกลาวถูกตอง 1. A ไป B คือ S phase และ C คือ meiosis II 2. C คือ meiosis I และ E คือ meiosis II 3. E เกิดการ fertilization ของ gamete 4. ไมมีขอใดถูก 11. ในการหายใจระดับเซลลแบบใชออกซิเจน ขั้นตอนใดที่เกิดขึ้นใน matrix บาง 1. Glycolysis และ Kreb cycle 3. Kreb cycle และ Electron transport system 2. Acetyl CoA formation และ Kreb cycle 4. ทั้ง 4 ขั้นตอน 12. ถาเริ่มตนการหายใจแบบใชออกซิเจนดวย Acetyl CoA 1 โมเลกุล จะไดพลังงานกี่โมเลกุล 1. 12 ATP 2. 24 ATP 3. 30 ATP 4. 38 ATP 13. ขอใดถูกตอง 1. Alcoholic fermentation ไดผลผลิตเปน ethanol, ATP, CO2 และ NADH 2. Lactic acid fermentation ไดผลผลิตเปน ethanol, ATP, และ CO2 3. ทั้ง Alcoholic fermentation และ Lactic acid fermentation ตางก็ไมได NADH เปนผลผลิต 4. ทั้ง Alcoholic fermentation และ Lactic acid fermentation ตางก็ให ATP และ CO2 2
  • 3. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 14. ขอใดไมเปนจริงเกี่ยวกับการยอยอาหาร 1. ในกระเพาะอาหารมี HCl เพื่อชวยเปลี่ยนเอนไซม trypsinogen ใหเปน trypsin 2. NaOH ชวยปรับสมดุล pH ในลําไสเล็กใหเปนเบส 3.Enterokinase หลั่งออกมาจากตับออน 4. ไมเปนจริงทุกขอ 15. การยอยอาหารในสิ่งมีชีวิตตางๆขอใดไมถูกตอง ก. ไฮดรามีการยอยโดยอาศัย gastrovascular cavity ข. ไสเดือนดินมี gizzard ชวยยอยอาหาร ค. วัวมี 4 กระเพาะ โดย2 กระเพาะมาจากหลอดอาหาร สวนอีก 2 กระเพาะเปนกระเพาะที่แทจริง ง. อะมิบาใชวิธี phagocytosis เพื่อนําอาหารเขาเซลล เชนเดียวกับพารามิเซียม 1. ก 2. ก ข 3. ข ค 4. ค ง 16. ในขณะที่หายใจเขา ขอใดไมถูกตอง 1. กลามเนื้อยึดซี่โครงแถบนอกหดตัว 2. กระบังลมลดตัวต่ําลง 3. ความดันภายในปอดเพิ่ม 4. ปริมาตรภายในปอดเพิ่ม 17. ขอใดถูกตอง ก. ที่ปอดจะเกิดเหตุการณนี้ Hb + O2  HbO2 ข. ที่เนื้อเยื่อจะเกิดเหตุการณนี้ HbO2  Hb + O2 ค. ที่ปอดจะเกิดเหตุการณนี้ H+ + HCO3-  H2CO3  H2O + CO2 ง. ที่เนื้อเยื่อจะเกิดเหตุการณนี้ H2O + CO2  H2CO3  H+ + HCO31. ก ข 2. ค ง 3. ก ข ค 4. ก ข ค ง 18. ขอใดถูกตอง แอมโมเนีย ยูเรีย 1. ขับถายโดยพวกปลา เปนพิษนอยที่สุด 2. ขับถายโดยพวกปลา เปนพิษปานกลาง 3. ขับถายโดยพวกนก เปนพิษปานกลาง 4. ขับถายโดยพวกนก เปนพิษนอยที่สุด 19. ถาเปนสัตวที่อาศัยอยูในทะเลทราย จะมีการปรับตัวเพื่ออยูรอดอยางไร 1. มี loop of Henle ยาว เพื่อดูดกลับเกลือแรไดมากขึ้น 2. มี loop of Henle สั้น เพื่อปองกันการสูญเสียน้ํา 3. มีการออกหากินในเวลากลางคืน เพื่อลดการสูญเสียน้ํา 4. ขอ 1 และขอ 3 ถูกตอง 3 กรดยูริก ใชพลังงานในการสรางมากที่สด ุ ใชพลังงานในการสรางมากที่สด ุ ใชพลังงานในการสรางนอยที่สุด ใชพลังงานในการสรางนอยที่สุด
  • 4. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา 20. Hemocoel ของสัตวที่มีระบบเลือดแบบเปด (Open circulatory system) เทียบไดกบหลอดเลือดใด ั 1. Artery 2. Venule 3. Capillary 4. ทั้ง 1 และ 2 21. ขอใดเรียงลําดับการสงสัญญาณควบคุมการเตนของหัวใจไดถูกตอง 1. SA node  Bundle of His  AV node  Purkinje fiber 2. SA node  AV node  Bundle of His  Purkinje fiber 3. AV node  SA node  Purkinje fiber  Bundle of His 4. AV node  Purkinje fiber  SA node  Bundle of His 22. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับระบบหมุนเวียนเลือดของสัตวตางๆ 1. ไสเดือนดินมีระบบหมุนเวียนเลือดแบบปด 2. พวก mollusk ไดแกหมึกและหอยมีระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปด 3. สัตวเลื้อยคลานมีหัวใจ 4 หองไมสมบูรณยกเวนจระเข 4. ถูกทุกขอ 23. Hypothalamus มีบทบาทในระบบตอมไรทออยางไรบาง 1. สรางฮอรโมนไปกระตุนการหลังฮอรโมนจากตอมใตสมองสวนหนา (Anterior pituitary gland) ่ 2. สรางฮอรโมน oxytocin และ vasopressin ไปกระตุนการทํางานของหนวยไตและมดลูกตามลําดับ 3. สรางฮอรโมนไปกระตุนการหลังฮอรโมนจากตอมใตสมองสวนหลัง (Posterior pituitary gland) ่ 4. สรางฮอรโมน FSH และ LH ซึ่งเกี่ยวของกับการตกไขในเพศหญิง 24. ถาระดับน้ําตาลในเลือดต่ําลง จะมีการควบคุมโดยวิธีใดบางเพื่อใหระดับน้ําตาลในเลือดกลับมาสูระดับปกติ  1. เพิ่มการหลั่ง Glucagon จาก Islet of Langerhans 2. ลดการหลั่ง Norepinephrin จากตอมหมวกไตชั้นใน 3. เพิ่มการหลั่ง Growth hormone จากตอมใตสมองสวนหนา 4. ลดการหลั่ง Insulin จาก Islet of Langerhans 25. ฮอรโมนใดมีอวัยวะเปาหมายเปนอวัยวะเดียวกับอวัยวะทีสราง ่ 1. Parathormone 2. Calcitonin 26. Steroid hormone ผลิตมาจากตอมไรทอใดบาง 3. ADH 4. Gastrin ก. ตอมหมวกไตชั้นใน ข. รังไขและอัณฑะ ค. ตอมใตสมองสวนหลัง ง. ตอมหมวกไตชั้นนอก 1. ก ข 2. ข ค 3. ก ค 4. ข ง 27. ขอใดไมถูกตอง 1. ตอมใตสมองสวนหนาหลั่ง GH, FSH, LH, ACTH, ADH และ Prolactin 2. ตอมไรทอที่เปนตอมไรทอจําเปนไดแก Parathyroid, Adrenal cortex, Islet of Langerhans 3. ถาจะให Insulin แกผูปวย มักจะใหโดยการฉีดมากกวาใหโดยการกิน 4. ผิดทุกขอ 4
  • 5. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 28. B cell และ T cell แตกตางกันในขอใดบาง ก. บริเวณทีสราง ่ ข. บริเวณทีเ่ จริญ ค. วิธีการกําจัดเชื้อโรค ง. เซลลตนกําเนิด 1. ก ค 2. ข ง 3. ข ค 4. ก ข ค ง 29. ถาเราตรวจพบเม็ดเลือดขาวชนิด eosinophil ในเลือดมากผิดปกติ นาจะเกิดจากสาเหตุใด 1. เกิดอาการภูมิแพ 2. มีพยาธิเขามา infect รางกาย 3. มีแบคทีเรียเขามา infect รางกาย 30. ขอใดไมใชกลามเนื้อ 2 ชุดที่ทํางานแบบ antagonism 4. มีไวรัสเขามา infect รางกาย 1. กลามเนื้อยึดซี่โครงแถบนอกและกลามเนื้อยึดซีโครงแถบใน ่ 2. กลามเนื้อที่ใชในการเคลื่อนที่ของพวก nematode 3. กลามเนื้อที่ใชในการเคลื่อนที่ของไสเดือนดิน 4. กลามเนื้อที่ขาของแมลง 31. ขอใดไมใชกระดูกแกน 1. กะโหลกศีรษะ 2. กระดูกซี่โครง 3. กระดูกหนาอก 4. กระดูกเชิงกราน 32. จากภาพ ถากลามเนื้อหดตัว จะเกิดเหตุการณใด 1. A band แคบลง 3. I band กวางขึ้น 2. H zone แคบลง 4. M line กวางขึ้น 33. ตัวเซลลของ skeletal muscle คือขอใด 1. Muscle bundle 2. Actin filament 3. Muscle fiber 34. ขอใดจับคูการเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิตไมถูกตอง 4. Myofibrils 1. แมเพรียง – parapodia 2. ขาแมลง – flexor และ extensor 3. ดาวทะเล – siphon 4. แมงกะพรุน – jet repulsion 5
  • 6. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา 35. ขอใดถูกตอง Sympathetic 1. เพิ่มการหลั่งเหงื่อ 2. กระตุนการยอยอาหาร 3. หลั่งน้ําลายแบบเหนียวมากกวา 4. ทําใหรูมานตาขยาย Parasympathetic ลดการหลั่งเหงื่อ ยับยั้งการยอยอาหาร หลั่งน้ําลายแบบใสมากกวา ทําใหรูมานตาหดลง 36. จากภาพ A, B, C, D คือขอใดตามลําดับ ดัดแปลงภาพจาก : Howmed.net/wpcontent/uploads/2010/09/actionpotential.bmp 1. Repolarization, Hyperpolarization, Treshold level, Depolarization 2. Repolarization, Depolarization, Treshold level, Hyperpolarization 3. Depolarization, Repolarization, Treshold level, Hyperpolarization 4. Depolarization, Hyperpolarization, Treshold level, Reperpolarization 37. Receptor ขอใดจับคูไดไมถูกตอง 1. Rod cell – photoreceptor 2. Test cell – chemoreceptor 3. lateral line – mechanoreceptor 4. hair cell – chemoreceptor 38. สารสื่อประสาทตางจากฮอรโมนในขอใด ก. สารสื่อประสาทสรางจากเซลลประสาท ฮอรโมนสรางจากตอมไรทอ  ข. สารสื่อประสารทไมมีการสงผานกระแสเลือด ฮอรโมนสงผานกระแสเลือด ค. สารสื่อประสาทบางชนิดก็เปนฮอรโมน 1. ก ข 2. ก ค 3. ข ค 6 4. ก ข ค
  • 7. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 39. ขอใดถูกตอง ถาวัตถุอยูใกล 1. เลนสตานูนมาก กลามเนื้อยึดเลนสคลายตัว เอ็นยึดเลนสหดตัว 2. เลนสตานูนมาก กลามเนื้อยึดเลนสหดตัว เอ็นยึดเลนสคลายตัว 3. เลนสตานูนนอย กลามเนื้อยึดเลนสคลายตัว เอ็นยึดเลนสหดตัว 4. เลนสตานูนนอย กลามเนื้อยึดเลนสหดตัว เอ็นยึดเลนสคลายตัว 40. ขอใดเรียงลําดับทางเดินของอสุจไดถูกตอง ิ 1. seminiferous tubule  ejaculatory duct  epididymis  vas deferens urethra 2. epididymis  vas deferens  seminiferous tubule  ejaculatory duct urethra 3. seminiferous tubule  epididymis  vas deferens  ejaculatory duct urethra 4. epididymis  ejaculatory duct  seminiferous tubule  vas deferens urethra 7
  • 8. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา ชุดที่ 2 1. เซลลใดตอไปนี้เปน haploid ทั้งหมด 1. Spermatid และ Oogonium 2. Primary spermatocyte และ Primary oocyte 3. Spermatozoa และ Secondary oocyte 4. Spermatogonium และ Ovum 2. ถาผูหญิงคนหนึ่งมีประจําเดือนครังสุดทายคือเมื่อ 90 วันที่แลว แสดงวาตั้งครรภไดกี่วันแลว ้ 1. 76 2. 83 3. ขอใดจับคูหนาที่ของฮอรโมนไมถกตอง ู 3. 90 4. 60 1. LH กระตุนการตกไขในเพศหญิง 2. FSH ทําหนาที่กระตุนการสราง testosterone ในเพศชาย 3. Estrogen ทําใหเกิด secondary female sex characteristic 4. Progesterone ทําใหเกิดการหนาตัวของผนังมดลูก 4. ขอใดเรียงระยะของเอ็มบริโอสัตวตามลําดับการเจริญไดถูกตอง 1. zygote morula blastula gastrula 2. zygote blastula gastrula morular 3. zygote gastrula morular blastula 4. zygote morula gastrula blastula 5. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับไขของกบ 1. animal pole มีไขแดงอยูนอยกวา vegetal pole 2. animal pole มีสีดากวา สวน vegetal pole มีสีขาวกวา ํ 3. ในการแบงเซลลเพื่อสราง embryo บริเวณ animal pole จะแบงไดเร็วกวา 4. ถูกทุกขอ 6. ขอใดถูกตองที่สุดจากภาพตอไปนี้ ก. เราสามารถพบเนื้อเยื่อ parenchyma และ collenchyma ไดทบริเวณ A ี่ ข. เราสามารถพบเนื้อเยื่อ collenchyma และ chlorenchyma ไดที่บริเวณ B ค. บริเวณ E เปนเซลลตายทั้งหมดในขณะที่บริเวณ F เปนเซลลมีชวิตทั้งหมด ี ง. เซลลบริเวณ C จะหายไปหมดเมื่อพืชชนิดนี้มี Secondary growth เพราะเซลลบริเวณ นี้จะ differentiation ไปเปน Cork 1. ก และ ข 2. ข เทานั้น 8 3. ค เทานั้น 4. ก ข และ ง
  • 9. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 7. ขอใดกลาวถูกตอง ก. การคายน้ําเกิดมากทีสุดทางปากใบ โดยคายในรูปไอน้ํา ่ ข. ไฮดาโทด (hydathode) ทําใหเกิดน้ําคาง ค. ลําตนก็สามารถคายน้ําไดทาง lenticel ง. เซลลคุมสามารถคายน้ําได 1. ก 2. ก ข 8. เซลลในขอใดเปนเซลลที่ตายแลวทั้งหมด 1. fiber collenchyma 2. sclereid fiber 3. fiber tracheid 4. sclereid fiber 9. จากภาพ 3. ก ข ค tracheid tracheid vessel tracheid 4. ก ข ค ง companion cell sieve tube companion cell vessel A B http://cnx.org/content/m44704/latest C D ขอใดจับคูไมถูกตอง 1. A เปนบริเวณที่มีการ differentiation ของเซลล 2. B เปนบริเวณที่มีการขยายขนาดของเซลล 3. C เปนบริเวณที่มีการแบงเซลลสูงสุด 4. D เปนบริเวณที่มี apical meristem อยูอยางหนาแนน 10. ในการสังเคราะหดวยแสง กระบวนการ Electron transport chain เกิดขึ้นที่ A ซึ่งเทียบไดกับ B ในการหายใจระดับ เซลล A และ B คืออะไร 1. A คือ thylakoid membrane ของ chloroplast B คือ inner membrane ของ mitochondria 2. A คือ thylakoid membrane ของ chloroplast 3. A คือ stroma ของ chloroplast B คือ intermembrane space ของ mitochondria B คือ matrix ของ mitochondria 4. A คือ stroma ของ chloroplast B คือ intermembrane space ของ mitochondria 9
  • 10. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา 11. ขอใดไมถูกตอง P680 1. 2. 3. 4. P700 ระบบแสง 2 เกี่ยวของกับ cyclic electron transport chain รับแสงที่ความยาวคลื่นต่าที่สุด 680 nm ํ มีขอผิดมากกวา 1 ขอ ระบบแสง 1 ไมเกี่ยวของกับ cyclic electron transport chain รับแสงที่ความยาวคลื่นต่าที่สุด 700 nm ํ 12. Calvin cycle ไมพบเหตุการณใดตอไปนี้ 1. สารคารบอน 5 อะตอมรับ CO2 กลายเปนสารคารบอน 6 อะตอม 2. มีการแตกตัวของสารคารบอน 6 อะตอมที่ไมเสถียร กลายเปนกรดคารบอน 3 อะตอม 2 ตัว 3. มีการใช ATP และ NADPH โดยจํานวนของ ATP ที่ใชมีมากกวา NADPH 4. มีการเปลียนแปลงจากกรดคารบอน 3 อะตอมเปนน้ําตาลคารบอน 5 อะตอม โดยผานน้ําตาลคารบอน 4 อะตอม ่ 13. ถาให 14CO2 กับออย จะพบสารชนิดใดเปนสารกัมมันตรังสีตามลําดับ 1. OAA 2. PGA Malate PGAL PGA RuBP 3. RuBP PGA sucrose 4. PEP OAA Malate 14. ขอเปรียบเทียบใดไมถูกตองเกี่ยวกับพืช C3, C4 และ CAM 1. 2. 3. 4. C3 ตรึง CO2 1 ครั้ง มี mesophyll และอาจมี bundle sheath หรือไมมีกได ็ ตรึง CO2 ครั้งแรกดวย Rubisco เซลลที่เกิด Calvin cycle คือ mesophyll C4 ตรึง CO2 2 ครั้ง มีทั้ง mesophyll และ bundle sheath ตรึง CO2 ครั้งแรกดวย PEP carboxylase เซลลที่เกิด Calvin cycle คือ bundle sheath CAM ตรึง CO2 2 ครั้ง มีทั้ง mesophyll และ bundle sheath ตรึง CO2 ครั้งแรกดวย PEP carboxylase เซลลที่เกิด Calvin cycle คือ mesophyll 15. ขอใดถูกตอง ก. Microspore mother cell แบงเซลลแบบ meiosis ให 4 microspore ข. Megaspore จะสลายไป 3 เซลล เหลืออีก 1 เซลล ซึ่งจะ mitosis ตอ 2 ครั้ง ค. Polar nuclei ผสมกับ sperm ได endosperm ที่มีโครโมโซม 3n ง. Generative nucleus แบงเซลลแบบ meiosis ใหได 2 sperm 1. ก ข 2. ก ค 3. ข ค 10 4. ข ง
  • 11. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 16. การสืบพันธุแบบใดในพืช ทําใหเกิดความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด 1. เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 2. ปกชํา 3. ตอนกิ่ง 4. เพาะเมล็ด 17. ขอใดเปนผลรวมทั้งหมด 1. มะเดื่อ แตงกวา องุน 3. มะเดื่อ สาเก สับปะรด 2. ลูกยอ สับปะรด สตรอเบอรรี่ 4. สตอรเบอรรี่ นอยหนา นมแมว 18. ขอใดกลาวถึงฮอรโมนพืชไมถูกตอง 1. Auxin ทําใหยอดเบนเขาหาแสงได เนื่องจากเคลื่อนที่หนีแสง 2. Cytokinin มีผลกระตุนการแบงเซลล 3. Gibberellin คนพบครั้งแรกในรา 4. Abscisic acid จะเพิ่มขึ้นเมื่อเมล็ดกําลังจะงอก 19. เพราะเหตุใด endodermis จึงทําใหสารละลายที่เคลื่อนที่เขามาแบบ apoplast เปลียนเปนแบบ symplast ได ่ 1. endodermis มีผนังเซลลหนา 2. มีแถบ Casparian ที่มีสาร suberin มาก 3. มีแถบ Casparian ที่มีสาร pectin มาก 4. ขอ 1 และ 3 ถูกตอง 20. ขอใดไมใชการตอบสนองแบบ tropism 1. ดอกทานตะวันหันเขาหาดวงอาทิตย 2. รากงอกหาแหลงน้ํา 3. ดอกบัวบานในตอนเชา 4. ละอองเรณูงอกหลอดหลังตกลงบนเกสรตัวเมีย 21. ขอใดไมเกี่ยวของกับกฎขอที่ 2 ของเมนเดล 1. Principle of independent assortment 2. เกี่ยวของกับการแบงเซลลแบบ meiosis ระยะ metaphase I และ anaphase I 3. Dihybrid cross 4. เกี่ยวของทุกขอ 22. ลักษณะทางพันธุกรรมลักษณะหนึง ถาพอมี genotype BBCC ซึ่งมีขนสีดํา ผสมกับแมที่มี genotype bbcc ซึ่งมีขนสี ่ ขาว ไดลูกรุน F1 ที่มีลักษณะ BbCc ซึ่งมีขนสีดํา จากนั้นนําลูกรุน F1 ผสมกันเอง ไดลูกรุน F2 ซึ่งมี phenotype 3 แบบ คือ ขนสีดํา(B_C_) ขนสีน้ําตาล(bbC_) ขนสีขาว(__cc) จากขอมูลที่ใหนี้ ยีน B และ C มีปฏิกิรยากันอยางไร ิ 1. เปน incomplete dominant 2. เปน codominant 3. เปน epistasis 4. เปน polygene 11
  • 12. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา 23. ถา genotype B ควบคุมลักษณะตาสีดา และ b ควบคุมลักษณะตาสีฟา และกําหนดใหเปนการขมแบบสมบูรณ ถา ํ ครอบครัวหนึ่งมีพอและแมเปน heterozygous ของลักษณะสีตานี้ จงหาโอกาสที่จะไดลูกชายตาสีฟา 1. 1/2 2. 1/4 3. 1/8 4. 1/16 24. ใชขอมูลจากขอ 23 ถาครอบครัวนี้มีลูก 3 คน จงหาโอกาสที่จะมีลกสาวตาสีดํา 2 คน และลูกชายตาสีฟา 1 คน ู 1. 4/64 2. 9/64 25. Multiple alleles ตางจาก polygene อยางไร 3. 3/8 4. 27/512 1. Multiple alleles เกี่ยวของกับ gene มีเพียง 1 gene 2. ตัวอยางของ multiple alleles เชนหมูเลือด ABO สวน Polygene เชน สีชมพูของดอกลิ้นมังกร 3. ไมแตกตางกัน เพราะเปนคําที่มีความหมายเหมือนกัน 4. ถูกตองทั้งขอ 1 และ 2 26. ถานําพอแมที่มี genotype AaBbCcDdEeFf มาผสมกัน จะไดลูกทีมี genotype และ phenotype ทั้งหมดกี่แบบ ่ 1. 64 และ 243 2. 729 และ 64 3. 243 และ 64 4. 64 และ 729 27. เซลลสืบพันธุในขอใดเกิดจาก AaBb เมื่อเปน link gene โดยมี linkage ระหวางยีน A และ B 1. AB และ ab โดยมีอัตราสวน 1 : 1 2. AB และ ab โดยมีอัตราสวนไมเปน 1 : 1 3. AB, Ab, aB และ ab โดยมีอัตราสวน 1 : 1 : 1 : 1 4. AB, Ab, aB และ ab โดยมีอัตราสวนไมเปน 1 : 1 : 1 : 1 28. ขอใดเรียงลําดับของสารพันธุกรรม/สวนประกอบของสารพันธุกรรมจากเล็กไปใหญไดถูกตอง ก. Gene ข. Chromosome ค. nucleotide ง. Virus 1. ก  ข  ค 2. ก  ค  ข 3. ค  ก  ข 29. ขอใดคือชุดโครโมโซมเพศของคนกลุม Klinefelter’s 1. XXY 4. ง  ข  ค 2. XY 3. XXX 4. XO 30. ขอใดเปนหนาที่ของ mRNA และ rRNA ตามลาดับ 1. เปนขอมูลสําหรับการแปรรหัสไปสูโปรตีน , เปนสวนประกอบของ ribosome 2. เปนสวนประกอบของ ribosome , เปนขอมูลสําหรับการแปรรหัสไปสูโปรตีน 3. เปนขอมูลสําหรับการแปรรหัสไปสูโปรตีน , เปนสวนประกอบของ lysosome 4. เปนสวนประกอบของ lysosome , เปนขอมูลสําหรับการแปรรหัสไปสูโปรตีน 31. ใน replication อะไรทําหนาที่สังเคราะห DNA สายใหม และอะไรทําลายพันธะไฮโดรเจน 1. Helicase , DNA polymerase 2. RNA polymerase , Helicase 3. DNA polymerase , Helicase 4. Helicase , RNA polymerase 32. ใน translation กรดอะมิโนตัวแรกที่สังเคราะหไดคือ 1. AUG 2. Met 3. UAA 12 4. ตัวใดก็ได
  • 13. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 33. ใน prokaryote และ eukaryote เกิด translation ที่ใดตามลําดับ 1. nucleus , cytoplasm 2. cytoplasm , nucleus 3. nucleus , nucleus 4. cytoplasm , cytoplasm 34. ขอใดไมเกี่ยวของกับ PCR 1. t-RNA 3. Taq polymerase 2. Template DNA 4. Buffer ใชรูปตอไปนี้ตอบคําถามขอ 35 – 37 G A F C D B ดัดแปลงภาพจาก E http://www.education.com/studyhelp/article/dna-replication/ 35. ขอใดจับคูตัวอักษรในภาพกับชื่อสิงที่ลูกศรชี้ถูกตอง ่ B 1. 2. 3. 4. SSB DNA polymerase Ligase Helicase C Lagging strand SSB DNA Polymerase SSB D DNA polymerase Okazaki fragment SSB DNA Polymerase G DNA primer RNA primer DNA primer RNA primer 36. ขอใดคือหนาที่ของ B D และ G ตามลําดับ 1. จับ DNA สายเดี่ยว ไมใหสรางพันธะไฮโดรเจนอีก , สราง DNA สายใหม , ใหเอนไซม DNA polymerase เขามาจับ เพื่อเริ่มทํางาน 2. สราง DNA สายใหม , จับ DNA สายเดี่ยว ไมใหสรางพันธะไฮโดรเจนอีก , ใหเอนไซม DNA polymerase เขามาจับ เพื่อเริ่มทํางาน 3. เชื่อมสาย DNA ที่ขาดอยูใหติดกัน , สราง DNA สายใหม , ใหเอนไซม DNA polymerase เขามาจับเพื่อเริ่มทํางาน 4. ทําลายพันธะไฮโดรเจน , จับ DNA สายเดียว ไมใหสรางพันธะไฮโดรเจนอีก , ใหเอนไซม DNA polymerase เขามา ่ จับเพื่อเริ่มทํางาน 37. ถาเกิด mutation ทําใหไมมเี อนไซมที่ใชสราง G เหตุการณใดนาจะเกิดขึ้น 1. ไมมีการสังเคราะหสาย lagging แตสาย leading ยังสังเคราะหตามปกติ 2. ไมเกิดการ replication 3. Okazaki fragment จะสั้นลง 4. Helicase ทํางานไมได 13
  • 14. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา 38. ถาลําดับบน mRNA เปนดังนี้ “AUG CGC CUU AUA UCG UUG GCA…” ขอใดคือ Frameshift mutation และเกิด จากกระบวนการใด 1. AUG CAC CUU AUA UCG UUG GCA... เกิดจาก base substitution 2. AUG CCC UUA UAU CGU UGG CA… เกิดจาก base substitution 3. AUG CCC UUA UAU CGU UGG CA… 4. AUG CAC CUU AUA UCG UUG GCA... เกิดจาก deletion เกิดจาก insertion 39. ขอใดเกี่ยวของกับเทคโนโลยีชีวภาพนอยที่สุด 1. การรักษามะเร็งโดยใช chemo 2. การตัดตอยีนสรางเอนไซม insulin ในแบคทีเรีย 3. การปรับปรุงพันธุพืชโดยใชการดัดแปลงพันธุกรรม 4. Recombinant DNA 40. ขอใดอาจไมพบใน plasmid บางชิ้น 1. Double strand DNA 3. ยีนตานยาปฏิชีวนะ 2. Origin of Replication 4. ทุกขอพบใน plasmid ทั้งหมด 14
  • 15. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล ชุดที่ 3 1. การเปลียนแปลงตามขอใดทําใหเกิดวิวัฒนาการ ่ 1. Biochemistry 3. Behavior 2. Gene and environment 4. ถูกทุกขอ 2. ปกคางคาวและปกของแมลงทับ ทําหนาที่เดียวกันแตมีจุดกําเนิดตางกัน เรียกโครงสรางนี้วา 1. Homologous structure 2. Analogous structure 3. Vestigial organ 4. ผิดทุกขอ 3. ผลจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ทาใหสิ่งมีชีวิตสปชีสเ ดียวกันมีลักษณะตางกันเรียกวา 1. polygene 2. Polymorphism 3. polytene 4. Polyploidy 4. การอพยพเขาออกของกลุมสิ่งมีชีวต ทาใหเกิดการหมุดเวียนพันธุกรรมเรียกวา ิ 1. gene flow 2. gene drift 3. gene mutation 4. gene lower 5. ถาประชากรหนึ่งอยูในสมดุลของฮารด-ไวนเบิรก และอัลลีล A มีความถี่อัลลีล 0.4 จงหาจํานวนของประชากรที่มี ี้ genotype แบบ Aa โดยกําหนดใหประชากรทั้งหมด 5000 คน 1. 1200 2. 2400 3. 3600 4. ไมมีขอใดถูก 6. สิ่งมีชีวิตในขอใดนาจะมีลักษณะคลายกันมากทีสุด ่ 1. Domain เดียวกัน 2. Family เดียวกัน 3. Order เดียวกัน 4. Genus เดียวกัน 7. ถามีสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง มีลักษณะคือ มีระบบเลือดแบบปด , ไมไดเคลื่อนที่ดวยกลามเนื้อวงและกลามเนื้อตามยาว , ไมมี dorsal nerve cord สิ่งมีชีวิตดังกลาวนาจะเปนอะไร 1. หอย 2. ไสเดือนดิน 3. หมึก 8. ขอใดไมใชลักษณะของสิ่งมีชีวิตใน Kingdom Protista 1. เปนผูผลิตในระบบนิเวศ 3. เปน multicellular organism 4. แมลง 2. มีเยื่อหุมนิวเคลียส 4. อาจเปนผูลาในระบบนิเวศได 9. จากภาพ ขอใดไมใชลักษณะของสิ่งมีชีวิตไฟลัมนี้ทุกชนิด 1. มี Dorsal nerve chord 2. มี Gill slit 3. มีระบบเลือดแบบปด 4. ทั้งหมดเปนลักษณะของสิ่งมีชีวิตไฟลัมนี้ทุกชนิด 15
  • 16. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา 10. สัตวในขอใดจัดอยูในไฟลัมเดียวกันทั้งหมด 1. เพรียงลอย แมเพรียง 2. เพรียงหิน เพรียงหัวหอม 3. เพรียงลอย เพรียงคอหาน 4. เพรียงหิน เพรียงคอหาน 11. ขอใดคือสิ่งมีชีวิตเริ่มตนของการเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิ 1. หญา 2. มอส 3. ไลเคนส 4. ถูกทุกขอ 12. ขอใดจัดเปนปจจัยทางชีวภาพทีสงผลตอประชากรในระบบนิเวศ ่ 1. อุณหภูมิเฉลี่ยของระบบนิเวศ 2. ชนิดของดินในระบบนิเวศ 3. จํานวนและชนิดของผูลาในระบบนิเวศ  4. ความเขมขนของออกซิเจนในระบบนิเวศ 13. จากกราฟตอไปนี้ http://upper.usm.k12.wi.us/academics/f aculty/rheun/ecologytest04.htm สิ่งมีชีวิตสองชนิดนี้มีความสัมพันธแบบใด 1. interspecific competition 2. predation 3. intraspecific competition 4. cooperation 14. จากภาพนี้ ขอใดถูกเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่จัดอยูในประเภท III 1. มี parental care เพื่อปกปองลูกจากผูลา  2. ออกลูกนอยๆ เพราะเสียพลังงานในการสืบพันธุมาก 3. ออกลูกมากๆ เพื่อใหสามารถดํารงเผาพันธุตอไปได เนื่องจากถูกผูลาลาเปนจํานวนมาก 4. ถูกทุกขอ Campbell et al, 2008 16
  • 17. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 15. ปจจัยที่สําคัญที่สดที่ทําใหสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศตองมีความสัมพันธกันคือ ุ 1. อาหาร 2. พลังงาน 3. แสงสวาง 4. ที่อยูอาศัย 16. การที่มนุษยไดรับสารพิษแคดเมียมที่ปนเปอนในแหลงน้ํามากกวาสัตวน้ําเปนเพราะปรากฎการณใด 1. sedimentation 2. amplification 3. eutrophication 4. biological magnification 17. ตารางตอไปนี้แสดงสารที่จําเปนตอการเจริญ กับสารที่สรางและปลอยออกมาสูสิ่งแวดลอมของจุลินทรีย 3 ชนิดที่อาศัย อยูใน habitat เดียวกัน ชนิด สารที่จําเปนตอการเจริญ สารที่สรางและปลอยออกมาสูสิ่งแวดลอม  A Nicotinic acid Thiamine B Thiamine C Thiamine Nicotinic acid ขอใดคือความสัมพันธที่ถูกตองระหวางจุลินทรียชนิด A กับ B และชนิด A กับ C ตามลาดับ 1. Parasitism, Mutualism 2. Commensalism, Mutualism 3. Parasitism, Commensalism 4. Neutralism, Commensalism 18. ถานักวิทยาศาสตรคนหนึ่งตองการหาความหนาแนนประชากรของสัตวชนิดหนึ่ง ในบริเวณแหงหนึ่ง เริ่มตนเขาจับสัตว ชนิดนั้นมา 200 ตัว ทําเครื่องหมายไว แลวปลอยไป จากนั้นวันรุงขึ้นจึงจับมาอีก 200 ตัว พบวามีหวงขา 50 ตัว และไมมี หวงขา 150 ตัว ดังนั้นในบริเวณดังกลาวจะมีสัตวชนิดนี้ทั้งหมดกีตัว ่ 1. 800 ตัว 2. 400 ตัว 3. 1600 ตัว 4. ไมมีขอถูก 19. พฤติกรรมในขอใดที่มักจะพบในสัตวเลี้ยงลูกดวยน้ํานมนอยกวาในแมลง 1. Reasoning 2. Habituation 3. Conditioning 4. Chain of reflex 20. ขอใดไมใชการเคลื่อนที่แบบ taxis ก. การบินเขาหาแสงของแมลงเมา ข. การวิ่งอยางรวดเร็วในที่โลงของแมลงสาบ ค. ผีเสื้อตัวผูบินเขาหาตัวเมียที่ปลอยฟโรโมนออกมา 1. ก 2. ข 3. ค 4. ข ค 21. ภาพที่แสดงเปนแมลงชนิดหนึ่งที่ปรากฏในวงภาพของกลองจุลทรรศนแบบเลนสประกอบที่ใชกําลังขยายปานกลาง ทาน จะปรับกลองอยางไรใหไดรายละเอียดของแมลงทั้งตัวในวงภาพ 1. เลื่อนสไลดไปทางซาย – ไมเปลียนกําลังขยาย ่ 2. เลื่อนสไลดไปทางขวา – ไมเปลียนกําลังขยาย ่ 3. เลื่อนสไลดไปทางซาย – ใชกําลังขยายสูง 4. เลื่อนสไลดไปทางขวา – ใชกําลังขยายสูง 17
  • 18. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา 22. ถาใชกลองจุลทรรศนสองดูโพรโทซัว โดยใชเลนสตาที่มีกําลังขยาย 10 เทา และเลนสวัตถุที่มีกําลังขยาย 40 เทา สามารถมองเห็นโพรโทซัวในสเกลเลนสตามีความยาว 2 mm ขนาดจริงของโพรโทซัวคือ 1. 0.5 ไมครอน 2. 5 ไมครอน 3. 50 ไมครอน 4. 0.5 mm 23. ขอใดไมถูกตอง ก. Electron microscope ลํากลองจะเปนสุญญากาศ ข. Electron microscope ใชเล็นอิเล็กตรอนในการสองดูตัวอยาง ค. Light microscope มีกําลังขยายมากที่สุดเพียง 100 เทา ง. ภาพจาก Light microscope จะไดภาพกลับซายเปนขวา กลับบนเปนลาง 1. ก ข 2. ข ค 3. ค ง 4. ก ง 24. โครงสรางใดในเซลลที่เปนแหลงผลิตและลําเลียงสารในเซลล และเปนแหลงผลิตสารที่ใหพลังงานสูงตามลําดับ (ขอสอบ PAT2 ก.ค. 53) 1. mitochondria และ ER 2. Mitochondria และ Golgi complex 3. ER และ Golgi complex 4. ER และ Mitochondria 25. จากรูปแสดงการเคลื่อนที่ 4 แบบของสาร 4 ชนิดผานเยื่อหุมเซลลทเี่ กิดขึ้นไดตามทิศทางลูกศร โดยหมายเลข 1 – 4  เปนสารประกอบชนิดตาง ๆ ที่เปนองคประกอบของเยื่อหุมเซลล (ขอสอบ PAT2 มี.ค. 53) การเคลื่อนที่แบบใดเปนการแพรแบบฟาซิลิเทต 1. A 2. C 3. A และ B 26. ขอใดคือหนาที่ของ Gap junction (ขอสอบ PAT2 มี.ค. 54) 1. ยึดเซลลกับ extracellular matrix 2. ยึดเซลลที่ใกลกัน 2 เซลลเขาดวยกัน 3. สื่อสารระหวางเซลลกลามเนื้อเรียบ 4. ทําใหเกิดคววามแตกตางของเยื่อหุมเซลล 2 ดาน 18 4. C และ D
  • 19. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 27. ระยะใดในการแบงเซลลแบบไมโอซิสมีโอกาสทําใหเกิดความถี่ในการกลาย (mutation frequency) สูงสุด (ขอสอบ PAT2 ก.ค. 53) 1. Prophase I 2. Metaphase I 3. Prophase II 4. Metaphase II 28. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับการรับอิเล็กตรอนในกระบวนการหายใจระดับเซลล (ขอสอบ A-net 51) ก. FAD เปนตัวรับอิเล็กตรอนใน Kreb cycle ข. Pyruvic acid สามารถรับอิเล็กตรอนจาก NADH ค. NAD+ เปนตัวรับอิเล็กตรอนที่อยูที่เยื่อหุมชั้นในของไมโทคอนเดรีย  ง. ออกซิเจนเปนตัวรับอิเล็กตรอนที่อยูในชองวางระหวางเยื่อหุมไมโทคอนเดรีย 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ค และ ง 4. ก และ ง 29. ในการหายใจระดับเซลล จะเกิดฟอสโฟรีเลชันที่บริเวณใดบาง ก. Cytoplasm ข. Inner membrane of mitochondria ค. Matrix 1. ก ข 2. ข ค 3. ก ค 30. สารใดทีไมใชเอนไซมในการยอยอาหาร (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 48) ่ 1. ทริปซิน 2. ไคโมทริปซิน 3. เอนเทอโรไคเนส 4. ก ข ค 4. คารบอกซีเพปทิเดส 31. หลังจากทานอาหารและยอยเสร็จแลว บริเวณใดจะพบวามีน้ําตาลอยูสูงที่สุด 1. ตับ 2. หัวใจ 3. หลอดน้ําเหลือง 4. ตับออน 32. ขอใดเกี่ยวของกับการยอยอาหารของสัตวเลี้ยงลูกดวยนมที่กินพืช (ขอสอบเอนทรานซ ด.ค. 44) ก. มีลําไสเล็กยาว ข. มีไสติ่งชวยในการยอยและดูดซึมอาหาร ค. มีจุลินทรียชวยยอยอาหารในทางเดินอาหาร 1. ก และ ข 2. ก และ ค 3. ข และ ค 33. โครงสรางคูใดทําหนาที่คลายคลึงกัน (ขอสอบ A-net 51) 4. ก ข และ ค ก. ถุงลมของนก – ทอลมของแมลง ข. เยื่อหุมเซลลของไฮดรา – ผิวหนังของไสเดือนดิน ค. เฟรมเซลลของพลานาเรีย – ทอมัลพิเกียนของแมลงสาบ 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก และ ค 4. ก ข และ ค 34. คุณสมบัติที่ทําใหผิวหนังของไสเดือนดินสามารถแลกเปลี่ยนแกสไดคือ (ขอสอบ PAT2 มี.ค. 54) 1. หนาและมีขนชวยพัดโบกออกซิเจน 2. ชุมชื้นและมีตอมมากมาย 3. มีพื้นที่ผิวมาก 4. บางและชุมชื้น 19
  • 20. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา 35. คนที่มีกลูโคสในพลาสมาเทากับ 0.1 กรัมตอ 100 มิลลิลตร จะมีปริมาณกลูโคสที่ตรวจพบในสวนตางๆของทอหนวยไต ิ (กรัมตอ 100 มิลลิลิตร) เปนเทาใด (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 46) 1. 2. 3. 4. โบวแมนแคปซูล 0.1 0.1 0 0.1 ทอขดสวนตน 0 0.1 - 0 0 มากกวา 0 ทอรวม 0 0 0 มากกวา 0 36. อวัยวะในขอใดที่กําจัดของเสียชนิดเดียวกับไตของสัตวปก (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 46) 1. ทอมัลพิเกียน 3. เหงือก 2. เนฟริเดียน 4. ไตของสัตวเลี้ยงลูกดวยนม 37. สัตวใดที่ระบบเลือดไมไดทําหนาทีลําเลียง O2 ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อของรางกาย (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 47) ่ ก. เหา ข. ปู ค. พลานาเรีย 1. ก 2. ข และ ค 3. ก และ ค 38. ขอใดเปนลักษณะของสัตวที่มระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปด (ขอสอบ A-net ป 50) ี 4. ก ข และ ค 1. ไมมีหลอดเลือด 2. มีเลือดทําหนาทีลําเลียงสาร ่ 3. มีชองรับเลือดภายในลําตัวเปนทางลําเลียงสาร 4. มีการเรียงตัวของเซลลบริเวณผิวลําตัวไมเกิน 2 ชั้น 39. ถาตัดตับออนทิ้งจะมีผลกระทบตอขอใด (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 47) ก. การควบคุมระดับน้ําตาลในเลือด ข. การยอยโปรตีน ค. การยอยน้ําตาลแลกโทส 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก และ ค 4. ก ข และ ค 40. เพศชายเมื่อตัดตอมหมวกไตออก จะทําใหขาดฮอรโมนชนิดใด (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 48) ก. คอรติซอล ข. แอลโดสเตอโรน ค. เทสโทสเทอโรน ง. เอพิเนฟริน 1. ก ข ค 2. ก ข ง 3. ข ค ง 20 4. ก ค ง
  • 21. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล ชุดที่ 4 1. จากรูปขอใดถูกตอง (ขอสอบ PAT2 มี.ค. 53) 1. ฮอรโมน 1 คือ Gonadotropin-releasing hormone (GnRH) ฮอรโมน 2 คือ Growth hormone (GH) 2. ฮอรโมน 1 คือ Thyrotropin-releasing hormone (TRH) ฮอรโมน 2 คือ Thyroxin 3. ฮอรโมน 1 คือ Growth hormone (GH) ฮอรโมน 2 คือ Insulin 4. ฮอรโมน 1 คือ Neurohormone ฮอรโมน 2 คือ Growth hormone (GH) 2. ขอใดกลาวถึงฮอรโมนเมลาโทนินไดถูกตอง (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 48) ก. การทํางานมีผลไปขัดขวางการตกไข ข. การทํางานมีผลไปยับยั้งการเจริญของอวัยวะสืบพันธุ ค. สรางมาจากตอมไพเนียล ง. ถาอยูในที่มืดจะมีผลทําใหสรางเมลาโทนินไดนอยลง 1. ก และ ข 2. ค และ ง 3. ก ข และ ค 4. ข ค และ ง 3. อวัยวะ ก หลั่งฮอรโมน ข มากกวาปกติ สงผลใหมีการสะสมแคลเซียมที่ไตและเสนเลือด เปนโรคกระดูกพรุน ขอใด หมายถึง ก และ ข ตามลําดับ (ขอสอบ A-net 49) 1. ตอมพาราไทรอยดและพาราทอรโมน 2. ตอมไทรอยดและไทรอกซิน 3. ตอมไทรอยดและแคลซิโทนิน 4. ตอมพาราไทรอยดและแคลซิโทนิน 4. ขอใดเปนสาเหตุที่ทําใหเซลลเปาหมายเทานั้นที่ตอบสนองตอฤทธิ์ของฮอรโมนกลูคากอน (ขอสอบ A-net 50) 1. เซลลเปาหมายเทานั้นที่สมผัสกับกลูคากอนโดยตรง ั 2. เซลลเปาหมายเทานั้นที่มีหนวยรับสัญญาณที่จําเพาะกับกลูคากอน 3. เซลลเปาหมายเทานั้นที่จะกระตุนใหกลูคากอนอยูในรูปที่ทํางานได 4. เซลลเปาหมายเทานั้นที่มีชองจําเพาะใหกลูคากอนผานเขาสูเซลลได 21
  • 22. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา 5. การสรางภูมิคมกันในคนขอใดถูกตอง (ขอสอบ PAT2 ต.ค. 52) ุ ก. การฉีดวัคซีนเพื่อปองกันไขหวัดใหญ เปนการสรางภูมิคุมกันแบบกอเอง (active immunization) ข. การเลียงทารกดวยน้ํานมแม เปนการใหภูมิคมกันเทียบไดกับเลนกับเพื่อนที่ติดหวัด ้ ุ ค. การเปนโรคหัดตั้งแตเด็ก เปนการสรางภูมิคุมกันแบบรับมา (passive immunization) ทําใหไมเปนโรคนี้อีกตลอด ชีวิต 1. ก 2. ก ข 3. ค 4. ก ข ค 6. ภาพการเรียงตัวของเสนใยกลามเนื้อเล็กของเซลลกลามเนื้อยึดกระดูก (ขอสอบ PAT2 ต.ค. 52) จากขอมูลในภาพ ก. A และ B คือไมโครทูบล ู ข. ขณะที่กลามเนื้อนี้หดตัว ระยะ C จะคงที่แตระยะ D จะแคบลง ค. การหดตัวของกลามเนื้อชนิดนี้ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนวัติ 1. ก 2. ข 3. ข ค 4. ก ข ค 7. ขณะที่ไสเดือนดินเคลื่อนที่โดยการยืดตัวออก กลามเนื้อของไสเดือนทํางานอยางไร (ขอสอบ A-net 49) 1. กลามเนื้อวงและกลามเนื้อตามยาวหดตัว 2. กลามเนื้อวงและกลามเนื้อตามคลายตัว 3. กลามเนื้อลงคลายตัว กลามเนือตามยาวหดตัว ้ 4. กลามเนื้อวงหดตัว กลามเนื้อตามยาวคลายตัว 8. หลังจากอานหนังสืออยูในหองที่เปดไฟสวางไดสักครู แลวมองออกไปนอกหนาตางเห็นภาพตนไมไดอยางชัดเจน เนื่องจากการปรับนัยนตาตามขอใด (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 47) 1. 2. 3. 4. กลามเนื้อยึดเลนสตา หดตัว หดตัว คลายตัว คลายตัว ความนูนเลนสตา เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ลดลง ลดลง 22 มานตา หดตัว คลายตัว หดตัว คลายตัว
  • 23. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 9. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับระบบประสาทของสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆ (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 47) ก. ไสเดือนดินมีเสนประสาทอยูทางดานทองของลําตัว ข. กุงมีเสนประสาทอยูทางดานหลังของลําตัว ค. ไฮดรามีระบบประสาทเปนรางแหอยูทั้งตัว ง. ไกมีเสนประสาทเปนเสนคูอยูทางดานหลังของลําตัว 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ค และ ง 4. ก และ ค 10. ขอใดมีผลทําใหกลามเนื้อมานตาคลายตัว (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 47) ก. มองวัตถุในที่ที่มีแสงจา ข. มองวัตถุในที่มืด ค. กระตุนประสาทซิมพาเทติก 1. ก และ ค 2. ข และ ค ง. กระตุนประสาทพาราซิมพาเทติก 3. ก และ ง 4. ข และ ง 11. เมื่อกระตุนเซลลประสาทดวยสิ่งเรามีผลใหชองโซเดียมเปดซึ่งทําใหเกิดเหตุการณใด (ขอสอบ A-net 49) 1. ศักยเยื่อเซลลเพิมขึ้นและเพิ่มโอกาสเกิดแอกชันโพเทนเชียล ่ 2. ศักยเยื่อเซลลเพิมขึ้นและลดโอกาสเกิดแอกชันโพเทนเชียล ่ 3. ศักยเยื่อเซลลลดลงและเพิมโอกาสเกิดแอกชันโพเทนเชียล ่ 4. ศักยเยื่อเซลลลดลงและลดโอกาสเกิดแอกชันโพเทนเชียล 12. เซลลประสาทสามารถรักษาศักยของเยื่อเซลล (membrane potential) ไวไดเนื่องจาก (ขอสอบ A-net 49) 1. มีชองโซเดียว 2. มีชองคลอไรด 3. มีชองโพแทสเซียม 4. มีโซเดียมโพแทสเซียมปม 13. สัตวมีกระดูกสันหลังที่สัดสวนของสมองสวนกลางตอสมองทั้งหมดสูงที่สุดคือสัตวชนิดใด (ขอสอบ A-net 49) 1. โลมา 2. เตา 3. คางคก 14. ขอใดกลาวผิดเกี่ยวกับการสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศ  1. ไดลูกหลานจํานวนมาก 2. ลูกที่เกิดขึ้นมีความหลากหลายของพันธุกรรม 3. ไดลูกรวดเร็ว 4. เมื่ออยูในสภาพที่ขาดแคลนเพศบางเพศ ทําใหยังคงจํานวนประชากรไวได 15. ในกระบวนการ Spermatogenesis ขอใดผิด 1. Primordial germ cell พบในระยะ Embryo เทานั้น 2. Spermatogonium สามารถแบงไดแบบ mitosis เทานั้น 3. Primary spermatocyte สามารถแบงไดแบบ meiosis เทานั้น 4. Spermatid คือระยะที่สามารถ fertilizationกับไขได 16. ในกระบวนการ Oogenesis ขอใดผิด 1. First polar body ไมจําเปนตองแบงอีกแลว 2. Oogonium แบงเซลลได primary oocyte 3. Secondary polar body มีชุดโครโมโซม 2n 4. ไขจะ complete of meiosis II ได เมื่อไดรับการปฏิสนธิเรียบรอยแลว 23 4. ฉลาม
  • 24. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา 17. ไมโครสปอรมาเทอรเซลลของพืชเทียบไดกับโครงสรางใดในสัตว (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 47) ก. สเปอรมาโทไซตระยะแรก ข. สเปอรมาโทไซตระยะที่ 2 ค. สเปอรมาโทโกเนียม 1. ก 2. ก ข 3. ก ค 4. ข ค 18. ระยะคลีเวจ (Cleavage) ของไซโกตของสัตวชั้นสูงในขอใดถูกตอง (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 47) ก. เซลลที่ไดจากการแบงมีขนาดเล็กลง ข. เซลลใหมที่ไดมีอัตราสวนของพื้นที่ผิวตอปริมาตรเพิ่มขึ้น ค. การแบงไมโทซิสเร็วมาก โดยสวนมากไมมีระยะ G1 และ G2 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก และ ค 4. ก ข และ ค 19. การฝงตัวในผนังมดลูกของเอ็มบริโอคน และการเกิดเนื้อเยื่อชั้นตางๆ เกิดขึ้นในเอ็มบริโอระยะใด (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 48) 1. มอรูลา บลาสทูลา 2. มอรูลา แกสทรูลา 3. บลาสทูลา แกสทรูลา 4. แกสทรูลา บลาสทูลา 20. จากรูปแสดงโครงสรางภายในของพืช เนื้อเยื่อ D คืออะไร (ขอสอบ PAT2 มี.ค. 53) 1. xylem ของราก 2. phloem ของราก 3. xylem ของลําตน 4. phloem ของลําตน 21. เซลลมีชีวิตในโครงสรางหรือเนื้อเยื่อใด ที่ไมมีโอกาสเกิดการจําลองตัวเองของ DNA (ขอสอบ A-net 51) 1. Vessel 3. Pericycle 2. Sieve tube 4. Vascular cambium 22. การเคลื่อนไหวในขอใดเปนผลมาจากการเปลี่ยนแปลงแรงเตง (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 47) ก. การปด – เปดของปากใบ ข. การหุบและบานของดอกบัว ค. การคลี่บานของดอกชบา 1. ก และ ข ง. การเจริญพันหลักของตนไมเลื้อย 2. ก ข และ ค 3. ก ค และ ง 4. ก ข ค และ ง 24
  • 25. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 23. โครงสรางในขอใดไมใชการปรับตัวของพืชที่เจริญอยูในเขตทะเลทราย (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 47) 1. ผิวใบมันสะทอนแสง 2. มีคอรกที่ลําตนปองกันการสูญเสียน้ํา 3. ปากใบฝงลึกเขาไปในผิวใบ 4. ลําตนอวบน้ํา 24. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับการลําเลียงน้าในพืช (ขอสอบ A-net 50) ํ ก. ถาพืชมีการคายน้ํา จะไมมีแรงดันราก ข. น้ําจะเขาสูเอนโดเดอรมิสแบบซิมพลาสเทานั้น ค. การลําเลียงธาตุอาหารแบบใชพลังงานทําใหพืชสามารถสะสมธาตุอาหารบางชนิดเอาไวได ง. แรงดันที่ใชในการลําเลียงสารอาหารใน sieve tube member มาจากการแพรของน้ําในไซเลมเขาสูโฟลเอ็ม 1. ก ข ค 2. ข ค ง 3. ก ข ง 4. ก ข ค ง 25. จากการทดลองของชาลส ดารวิน (Charles Darwin) ซึ่งเปนนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษไดสังเกตเห็นสวนยอดคอลิ ออพไทล (coleoptile) ของพืชตระกูลหญาชนิดหนึ่ง (canary grass) เอนเขาหาแสงเสมอ ดารวินไดเอากระดาษทึบแสง คลุมสวนของคอลิออพไทลไว และใหไดรับแสง ปรากฏวาคอลิออพไทลไมมีการเอนเขาหาแสง ตอมาดารวินไดตัดสวน ของคอลิออพไทดทิ้งไป แลวใหแสง ปรากฏวาพืชไมมีการเอนเขาหาแสงเหมือนกัน ผลดังกลาวเกิดจากสิ่งใดและเรียกวา อะไร (ขอสอบ A-net 49) 1. Auxin positive phototropism 2. Auxin positive geotropism 3. Gibberellin 4. Gibberellin positive phototropism positive geotropism 26. นําผิวใบที่ปากใบเปดอยูไปแชในสารละลายในขอใดจึงทําใหปากใบปด (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 47)  ก. ไฮเพอรโทนิก ข. ไฮโพโทนิก ค. ไอโซโทนิก 1. ก 2. ข 3. ก และ ค 27. ขอความในขอใดถูกตองเกี่ยวกับแกมีโตไฟต (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 46) 4. ข และ ค ก. เมื่อสปอรแบงเซลลจะไดแกมีโทไฟต ข. แกมีโทไฟตเพศผูที่เติบโตเต็มที่ของพืชดอกมี 2 เซลล ค. แกมีโทไฟตเพศผูของพืชดอกที่เคลื่อนที่ได แตของเพศเมียเคลื่อนทีไมได ่ 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก และ ค 4. ก ข และ ค 28. ในกระบวนการสังเคราะหดวยแสง พลังงานแสงเกี่ยวของกับกระบวนการในขอใด (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 47) ก. ฟอสโฟรีเลชัน ข. การสลายตัวของน้ํา ค. การเกิดออกซิเดชันของโมเลกุลคลอโรฟลล 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก และ ค 4. ก ข และ ค 29. ในเวลาเที่ยงวันถาเก็บใบขาวโพดมาตัดตามขวางแลวสองดูดวยกลองจุลทรรศนจะพบเม็ดแปงในเซลลใด (ขอสอบ เอนทรานซ ต.ค. 47) ก. มีโซฟลลเซลล 1. ก และ ข ข. บันเดิลชีทเซลล 2. ข และ ค ค. เซลลคุม 3. ก และ ค 25 4. ก ข และ ค
  • 26. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา 30. ขอใดที่พบวามีกระบวนการแบงนิวเคลียสแบบไมโอซิส (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 47) ก. ไมโครสปอโรไซตสรางไมโครสปอร ข. การสรางสเปรมของละอองเรณู  ค. สปอรงอกเปนสปอรโรไฟต ง. เมกะสปอรเจริญเปนถุงเอ็มบริโอ 1. ก 2. ข 3. ก และ ค 4. ข และ ง 31. ขอใดเปนการเคลื่อนไหวที่ตอบสนองตอการสัมผัสอยางถาวร (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 47) 1. การงอกของหลอดละอองเรณูไปยังรังไขภายในดอกของพืชดอก 2. การหุบของใบไมยราบเมื่อมีวตถุไปสัมผัส ั 3. การเจริญของตนพลูพันหลักที่เกาะขึ้นไปรับแสงสวางดานบน 4. การบานของดอกบัวในเวลากลางวันและหุบในเวลาเย็นใกลค่ํา 32. วาสคิวลารแคมเบียมพบในอวัยวะใด และมีฮอรโมนชนิดใดกระตุนการแบงเซลล (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 48) 1. รากและลําตน ไซโทไคนิน 2. รากและลําตน ออกซิน 3. ใบ ราก และลําตน 4. ใบ ราก และลําตน ไซโทไคนิน ออกซินและไซโทไคนิน 33. ในกระบวนการสังเคราะหดวยแสง การทํางานรวมกันของระบบแสง I และระบบแสง II มีผลอยางไร (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 48) ก. รีดักชันของ NADP+ ข. เพิ่มจํานวนโปรตอนภายในไทลาคอยด ค. การสราง ATP 1. ก ข 2. ข ค 3. ก ค 4. ก ข ค 34. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับอิทธิพลของความเขมแสงที่มีตอใบโกสนทีเ่ ติบโตในธรรมชาติ (ขอสอบ A-net 50) 1. เมื่อความเขมแสงเพิ่มขึ้น ใบจะมีปริมาณคลอโรฟลลตอพื้นที่ลดลง 2. เมื่อความเขมแสงเพิ่มขึ้น อัตราการตรึงคารบอนไดออกไซดสุทธิจะเพิ่มขึ้นเสมอ 3. เมื่อความเขมแสงลดลง ใบจะสรางแคโรทีนอยดเพิ่มขึ้นเพื่อชวยในการรับแสง 4. เมื่อความเขมแสงลดลง ใบจะสราง คิวทิเคิลเพิ่มขึ้นเพื่อทําหนาที่เปนเลนสรวมแสงชวยใหพาลิเซดไดรับแสงเต็มที่ 35. นักพันธุศาสตรจะสามารถทราบไดวา ยีน 2 คูแยกออกจากกันไดอยางอิสระโดยดูจากการศึกษาลูกผสมที่เกิดจากพอแมที่ มีจีโนไทปแบบใด (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 47) 1. AABB x aabb 2. AaBb x aabb 3. AaBB x aabb 4. aaBB x aabb 36. เลือดระบบ ABO ควบคุมโดยยีน 3 อัลลีล ระบบ Rh ควบคุมโดยยีน 2 อัลลีล (การขมกันเปนแบบขมสมบูรณ) ระบบ MN ควบคุมโดยยีน 2 อัลลีล (การขมกันเปนแบบขมไมสมบูรณ) ถาพิจารณาเลือดทั้ง 3 ระบบไปพรอมๆกัน จะมีฟโน  ไทปไดมากที่สดกี่แบบ (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 47) ุ 1. 6 แบบ 2. 9 แบบ 3. 16 แบบ 26 4. 24 แบบ
  • 27. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 37. ขอใดจัดวาเปน Multiple alleles (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 48) 1. ในครอบครัวหนึ่งมีพอเปน AA แมเปน aa ลูกเปน Aa 2. คนในตําบลหนึ่งมีจีโนไทป PP, Pp, PP’, P’P’’ 3. คนๆหนึ่งมีจีโนไทปเปน CcDdeeFf 4. ตนถั่ว PpYy แสดงลักษณะดอกสีมวงเมล็ดสีเหลือง 38. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับลักษณะตาบอดสีเขียวสีแดง (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 47) 1. ลูกสาวตาบอดสีตองมีพอตาบอดสี 2. แมตาปกติจะมีลูกสาวตาปกติเสมอ 3. แมตาปกติอาจจะมีลูกชายตาบอดสี 4. แมตาบอดสีจะมีลูกชายตาบอดสีเสมอ 39. นักวิทยาศาสตรนําขาว 2 ตนมาผสมกัน โดยตนเพศเมียมีจีโนไทปเปน aa สวนตนเพศผูมจีโนไทปเปน Aa ผลจากการ ี ผสมนีจะทําใหไดจีโนไทปของเอนโดสเปรมแบบใดบาง ในอัตราสวนเทาใด (ขอสอบ A-net 50) ้ 1. 1 Aaa : 1 aaa 2. 3 Aaa : 1 aaa 3. 1 AAa : 1 aaa 4. 3 AAa : 1 aaa 40. กฎแหงการแยก (Law of Segregation) สอดคลองกับการแบงเซลลในระยะใด (ขอสอบ PAT2 ต.ค. 52) 1. Prophase I 2. Prophase II 3. Anaphase I 27 4. Anaphase II
  • 28. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา ชุดที่ 5 1. ยีนที่ควบคุมตาสีน้ําตาลเปนลักษณะเดนตอตาสีฟา หากพอแมที่มีจโนไทปของสีตาเปน heterozygous แตงงานกัน จะมี ี โอกาสไดลูกตาสีฟา 2 และตาสีน้ําตาล 1 คนเทาใด (ขอสอบ PAT2 ต.ค. 52) 1. 1/4 2. 1/16 3. 1/32 4. 9/64 2. กําหนดใหอักษรตางๆตอไปนี้แทนขั้นตอนการทํา recombinant DNA (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 46) A = ตัด DNA ที่มียีนที่ตองการเปนชิ้นยอยๆดวยเอนไซมตัดจําเพาะ B = เชื่อมตอ DNA ชิ้นยอยๆกับ DNA พาหะ ซึ่งตัดดวยเอนไซมตัดจําเพาะ C = แยก DNA ออกจากเซลลผูใหที่มียนที่ตองการ ี D E = = คัดเลือกเซลลของแบคทีเรีย (E. coli) ที่มียีนที่ตองการ recombinant DNA เขาสูเซลลของแบคทีเรีย (E. coli) ลําดับขั้นตอนที่ถูกตองของการทํา recombinant DNA เปนไปตามขอใด 1. D  C  A  B  E 2. C  A  B  E  D 3. D  E  C  B  A 4. A  B  E  D  C 3. โครงสรางในขอใดสามารถจําลองตัวเองได (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 47) ก. DNA ข. Chromosome 3. Centriole 1. ก และ ข 2. ก ข และ ค 3. ก ค และ ง 4. Plasmid 4. ก ข ค และ ง 4. ถาเบสบางตัวในโมเลกุล DNA ของยีนทีควบคุมการสรางเอนไซมชนิดหนึ่งเกิดหลุดหายไป ตรงตําแหนงที่ขีดเสนใต ่ AAA AUG AAA GGG GAU GAC UGA เอนไซมที่ถูกสรางขึ้นมาใหมจะประกอบดวยกรดอะมิโนจํานวนเทาใด (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 47) 1. 3 2. 4 3. 5 4. 6 5. กระบวนการในขอใดที่ทําใหเกิดการแปรผันทางพันธุกรรม (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 46) ก. การเกิดครอสซิงโอเวอร ข. รีเจเนอเรชันที่พบในสัตวพวกเอกไคโนเดิรม ค. การนําลูกรุนที่ 1 (F1) ซึ่งเปนพันทางมาผสมกันเอง ง. การนํากิ่งพันธุที่ตองการมาเสียบตนพันธุพื้นเมืองที่แข็งแรง 1. ก และ ข 2. ก และ ค 3. ข และ ง 4. ค และ ง 6. การเปลียนแปลงระดับจีนแบบใดที่อาจไมมผลตอการเปลี่ยนลักษณะฟโนไทป (ขอสอบ PAT2 มี.ค. 53) ่ ี 1. การเติมเบส 1 ตัวลงในไปในสายดีเอ็นเอ 2. การเอาลาดับเบส 1 โคดอนออกจากจีน 3. การเปลี่ยนแปลงเบส 1 ตัวในสายดีเอ็นเอ 4. การเพิ่มลาดับเบส 1 โคดอนในจีน 28
  • 29. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 7. การศึกษาขอมูลจากภาพที่เกิดจากการหักเหของรังสีเอ็กซผานผลึก DNA ทําให Watson และ Crick ไดทราบคุณสมบัติ ของ DNA ไดแก (ขอสอบ A-net 50) ก. โมเลกุลมีรูปรางเปนเกลียว ข. ระยะหางของเกลียวแตละรอบ ค. ลําดับของนิวคลีโอไทดในสาย DNA ง. ความยาวของเสนผานศุนยกลางของเกลียว DNA 1. ก ข 2. ข ค 3. ก ข ค 4. ก ข ง 8. ภาพโครงสรางสวนหนึ่งของ DNA (ขอสอบ PAT2 ต.ค. 52) สัญลักษณสี่เหลี่ยมสีดําและวงกลมคือขอใดตามลําดับ 1. ฟอสเฟตและเบส 2. ฟอสเฟตและนิวคลีโอไทด 3. น้ําตาลและเบส 4. น้ําตาลและฟอสเฟต 9. ขอใดถูก (ขอสอบ PAT2 ต.ค. 52) 1. การโคลนยีนคือการเพิ่ม DNA สวนที่ตองการใหมีจํานวนมาก และเหมือนกับ DNA ตนแบบ 2. การโคลนยีนนิยมใชพลาสมิดของแบคทีเรีย ซึ่งเปน DNA ที่อยูบนโครโมโซมของแบคทีเรีย 3. การโคลนยีนของแบคทีเรีย นิยมใชยีนตานยาปฏิชีวนะที่อยูบนโครโมโซมของแบคทีเรียเปนเครื่องหมาย 4. การโคลนยีนภายนอกเซลลโดยไมใชแบคทีเรีย สามารถเพิ่มจํานวน DNA ไดดวยวิธี electrophoresis 10. ชวงหนึ่งของ DNA สายคูมลําดับดังนี้ (ขอสอบ PAT2 ต.ค. 52) ี 5’ A G T C A T G A 3’ 3’ T C A G T A C T 5’ สายของนิวคลีโอไทดที่สามารถจับกับ DNA นี้ไดคือขอใด 1. 5’ A G T C A T G A 3’ 2. 5’ A G T C T T G A 3’ 3. 5’ T C A G T A T C 3’ 4. ขอ 1 และ 3 29
  • 30. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา 11. ถาโมเลกุลของ RNA มีนิวคลีโอไทด 5 ชนิด และรหัสพันธุกรรมประกอบดวย 4 นิวคลีโอไทด เมื่อเรียงสลับกันแลวจะได รหัสพันธุกรรมทั้งหมดกี่รหัส (ขอสอบ PAT2 มี.ค. 54) 1. 64 2. 120 3. 625 4. 1024 12. เทคนิคการสราง DNA สายผสม ใหไดสิ่งมีชีวิตที่ตองการ ภายหลังการใชเอนไซมตัดจําเพาะในการตัดสาย DNA แลว สามารถใชเอนไซมใดในการเรงปฏิกิริยาการสรางพันธะโคเวเลนตระหวาง DNA 2 โมเลกุลใหเชื่อมตอกันได (ขอสอบ PAT2 มี.ค. 54) 1. DNA ligase 2. DNA primase 3. DNA helicase 4. DNA polymerase 13. ขอใดกลาวผิด 1. DNA สวนมากมี 2 สาย 3. Guanine เปนเบสที่มี 1 วง 2. RNA สวนมากมี 1 สาย 4. เราสามารถพบ Uracine ใน RNA 14. ปรากฏการณทั้งหมดเกิดใน translation ยกเวนขอใด 1. มีการ link ระหวาง amino group and carbonyl group 2. UAA เปนหนึ่งในรหัสหยุด 3. Ribosome and t-RNA มีความเกี่ยวของในกระบวนการนี้ 4. ในแมวเกิดกระบวนการนี้ที่นิวเคลียส 15. ตนกุหลาบมีดอกสีขาว (CWCW) ดอกสีชมพู (CICW) และดอกสีแดง (CICI) หากตัวอยางที่นํามาจากประชากรกลุมหนึ่ง มี ดอกสีขาว 140 ตน ดอกสีชมพู 40 ตน และดอกสีแดง 20 ตน ความถี่อัลลีลของดอกสีแดงในตัวอยางนี้เปนเทาใด และถา ประชากรนี้อยูในสมดุล Hardy – Weinberg เปอรเซ็นตของดอกสีชมพูเปนเทาใด (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 46) 1. 0.2, 32% 2. 0.2, 16% 3. 0.8, 32% 4. 0.8, 16% 16. ประชากรหนึ่งอยูในสมดุลฮารดี – ไวนเบิรก มีความถี่อัลลีลที่นําลักษณะพันธุกรรมเลือดระบบ ABO IA = 0.2 และ IB = 0.5 สมาชิกของประชากรนี้จะมีหมูเลือด A รอยละเทาใด (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 47) 1. 10 2. 16 3. 20 4. 24 17. คําอธิบายในขอใดสอดคลองกับทฤษฎีวิวัฒนาการของลามารก (Lamarck) (ขอสอบ A-net 49) 1. ปลาทับทิมเกิดจากการคัดเลือกพันธุของปลานิล 2. กระเหรียงคอยาวมีลูกสาวคอยาวเหมือนแม ่ 3. การดื้อสาร DDT ของยุง 4. นกฟนสบนเกาะกาลาปากอสมีจะงอยปากหลายแบบ 18. ชื่อวิทยาศาสตรขอใดเขียนถูกตอง (ขอสอบ PAT2 มี.ค. 53) 1. Cryptozona siamensis 2. Cryptozona siamensis 3. Cryptozona siamensis 4. Cryptozona Siamensis 30
  • 31. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 19. ปจจัยใดที่เกิดขึ้นแลวทําใหเกิดการเปลียนแปลงความถี่ของอัลลีลในประชากรไมดอกแตละรุนนอยที่สด (ขอสอบ PAT2 ่ ุ มี.ค. 54) 1. การกลายพันธุ 2. การเกิดโรคระบาด 3. การคัดเลือกโดยธรรมชาติ 4. การแพรกระจายของละอองเรณู 20. ขอใดถูก (ขอสอบ PAT2 ต.ค. 52) 1. มิวเทชันทําใหไดลักษณะใหมทดีและมีประโยชนเกิดขึ้นในประชากรเสมอ ี่ 2. การสืบพันธุแบบอาศัยเพศเทานั้นที่ทําใหประชากรมีความแปรผันของลักษณะตางๆ 3. วิวัฒนาการที่เพียงแตกอใหเกิดการเปลียนแปลงความถี่ของอัลลีลในประชากรจัดเปนวิวัฒนาการระดับจุลภาค ่ 4. การคัดเลือกโดยธรรมชาติทําใหสมาชิกของประชากรที่มลักษณะไมเหมาะสมกับสภาพแวดลอมตองตายไปเหลือแต ี สมาชิกที่มีลักษณะเหมาะสมเทานัน ้ 21. พืชชนิดหนึ่งใบเปนแผนคลายพัด เสนใบแตกแขนงแบบเปด เมล็ดขนาดใหญเปลือย จัดอยูในกลุมเดียวกับพืชในขอใด 1. มะมวงหิมพานต ปรง 2. สน 3 ใบ สนทะเล 3. สนฉัตร สน 2 ใบ 4. สนหางสิงห ตีนตุกแก 22. ลักษณะในขอใดใชจําแนกปลาฉลามกับปลาชอน (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 46) ก. ไมมเี กล็ดและมีเกล็ด ข. ไมมีแผนปดเหงือก และมีแผนปดเหงือก ค. ปฏิสนธิภายในและปฏิสนธิภายนอก 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก และ ค 4. ก ข และ ค 23. ลักษณะใดที่ไมจาเปนตองพบในสัตวทุกชนิดที่อยูใน class mammalia (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 46) ํ 1. มีถุงน้ําคร่ํา 2. ออกลูกเปนตัว 3. มีขนปกคลุมตัว 24. สัตวคลาสแอมฟเบียและเรปทีเลียเหมือนกันในขอใด (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 47) ก. มีขา 2 คู ข. มีเมทามอรโฟซิส ค. มีจํานวนหองหัวใจเทากัน 4. มีตอมน้ํานม ง. มีถุงน้ําคร่ํา 1. ก 2. ก และ ข 3. ก ข และ ค 4. ก ข ค และ ง 25. แมลง ก และ แมลง ข จัดอยูในวงศตางกัน แตจัดอยูในอันดับเดียวกัน ดังนั้นแมลงทั้งสองนี้จัดจําแนกอยูในหมวดหมู เดียวกันในระดับใดไดอีกบาง (ขอสอบ A-net 50) 1. สปชีสและคลาส 2. ไฟลัมและคลาส 3. สกุลและสปชีส 4. ไฟลัมและสกุล 31
  • 32. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา 26. ลักษณะใดตอไปนี้พบในไลเคนส (ขอสอบ A-net 50) ก. มีไคทิน ข. มีคลอโรฟลล ค. มีวัฏจักรชีวิตแบบสลับ ง. ประกอบดวยสิ่งมีชีวิตจาก 2 อาณาจักร 1. ก ค 2. ข ง 3. ก ข ง 4. ข ค ง 27. สิ่งมีชีวิตที่แสดงดังรูปจัดอยูในไฟลัมใด และสรางสปอรแบบอาศัยเพศเปนชนิดใด (ขอสอบ PAT2 มี.ค. 53) 1. เบสิดิโอไมโคตา (Basidiomycota) และเบสิดิโอสปอร (basidiospore) 2. ไซโกไมโคตา (Zygomycota) และไซโกสปอร (zygospore) 3. ดิวเทอโรไมโคตา (Deuteromycota) และไมมีการสรางสปอร 4. แอสโคไมโคตา (Ascomycota) และแอสโคสปอร (ascospore) 28. สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะดังตอไปนี้ “สมมาตรรางกายเปนแบบผาซีก มีกระดูกสันหลัง มีหัวใจ 2 หอง โครงสรางรางกายสวน ใหญเปนกระดูกแข็ง ระบบทางเดินอาหารสมบูรณ ใชเหงือกชวยในการแลกเปลี่ยนแกส” ตรงกับขอใด (ขอสอบ PAT2 มี.ค. 53) 1. วาฬ ปลาฉลาม ปลากระเบน 2. ปลากระพง ปลากระเบน โลมา 3. มานา ปลาจิ้มฟนจระเข ปลาทอง 4. ปลาฉนาก ปลากระพง ปลาโรนิน 29. ความสัมพันธระหวางซีแอนนีโมนีที่เกาะบนเปลือกปูเสฉวนและความสัมพันธระหวางแมลงกับดอกไม เรียกวาอะไร ตามลําดับ (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 47) 1. ภาวะปรสิต และการไดประโยชนรวมกัน 2. ภาวะพึ่งพากัน และภาวะอิงอาศัย 3. การไดประโยชนรวมกัน และการไดประโยชนรวมกัน 4. ภาวะอิงอาศัย และภาวะอิงอาศัย 32
  • 33. BIOLOGY โครงการกุญแจวิทยาศาสตร ครั้งที่ 14 | สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 30. ความหมายของคําวา “ประชากร” ในทางชีววิทยาสอดคลองกับขอใด (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 48) 1. ในป พ.ศ. 2542 มีชางอยูเพียง 15 เชือก อาศัยอยูในบริเวณปาเขาใหญ 2. กระแสน้ําพัดพาฝูงปลาตะเพียนจํานวนหลายรอยตัวมาตายอยูตามริมฝงแมน้ํา  3. นกตัวผูบางชนิดทําหนาที่สรางรังแทนนกตัวเมีย 4. บริเวณปาดงดิบจะพบมอสจํานวนมากและมีความหลากหลาย 31. วัฏจักรของสารในขอใดที่มีธาตุหมุนเวียนทั้งบนบกและในน้ํา (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 48) ก. ไนโตรเจน ข. ฟอสฟอรัส ค. คารบอน 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก และ ค 4. ก ข และ ค 32. ขอใดถูกตองเมื่อเกิดการเปลียนแปลงแทนที่จนเกิดสังคมสิ่งมีชีวิตขันสุดทายในพื้นที่ที่เคยทําไรแลวปลอยใหรกราง ่ ้ (ขอสอบ A-net 49) 1. การเปลี่ยนแปลงแทนที่ที่เกิดขึนเปนแบบปฐมภูมิ ้ 2. สิ่งมีชีวิตที่เขามาอยูกอนมักเปนมอสและไลเคนส 3. สังคมสิ่งมีชีวิตขั้นสุดทายที่เกิดขึ้นจะไมมีการเปลี่ยนแปลงอีก 4. จํานวนสปชีสของไมยืนตนในบริเวณนั้นจะเพิ่มขึ้นตามลําดับ 33. พีระมิดโครงสรางอายุประชากรมนุษยใหขอมูลเกี่ยวกับประชากรในขอใดบาง (ขอสอบ A-net 50) ก. แนวโนมของขนาดประชากรในอนาคต ข. อัตราการเกิดของประชากร ค. สัดสวนระหวางประชากรกลุมวัยกอนเจริญพันธุ วัยเจริญพันธุ และวัยหลังเจริญพันธุ ง. สัดสวนระหวางเพศชายและเพศหญิง 1. ก ข 2. ค ง 3. ก ค ง 4. ก ข ค ง 34. ปจจัยใดมีอิทธิพลนองที่สุดตอการเพิ่มของประชากรแบบเอ็กซโพเนนเชียล (ขอสอบ A-net 51) 1. ความหนาแนนประชากร 2. จํานวนสมาชิกที่อยูในวัยเจริญพันธุ 3. จํานวนลูกที่มีไดในแตละครั้งทีสืบพันธุ ่ 4. ปริมาณอาหารที่มีอยูในสภาพแวดลอม 35. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตในขอใดที่คลายคลึงกับความสัมพันธระหวางเห็บกับสุนัขมากที่สุด (ขอสอบ A-net 51) 1. ชายผาสีดากับตนไมใหญ 2. นกเคาแมวกับสัตวที่เปนเหยื่อ 3. หนอนผีเสื้อกับตนไมที่เปนอาหาร 4. ปลวกกับสิ่งมีชีวิตเซลลเดียวที่อาศัยอยูในลําไส 36. บริเวณหนึ่งมีพื้นที่ 800 ตารางเมตร มีประชากรนกปากหาง 600 ตัว อาศัยรวมกันอยูบนตนไม 10 ตน แตละตนกินพื้นที่ 4 ตารางเมตร คาความหนาแนนของประชากรเชิงนิเวศ เปนกี่ตัว/ตารางเมตร (ขอสอบ PAT2 มี.ค. 53) 1. 0.75 2. 1.33 3. 15 4. 30 33
  • 34. BIOLOGY ตะลุยโจทยชีววิทยา 37. พฤติกรรมของสัตวในขอใดเกี่ยวของกับฟโรโมน (ขอสอบเอนทรานซ มี.ค. 47) ก. การวิ่งพลานของมดแดงหลังจากมดแดงบางตัวถูกบี้ตาย ข. สุนัขตัวผูวิ่งตามสุนัขตัวเมียทีเ่ ปนสัด ค. การบินออกมาเลนแสงไฟของแมงเมา ง. การบินเขาหากันของหิ่งหอยเมื่อไดรับแสงกะพริบ 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก ข และ ค 4. ข ค และ ง 38. พฤติกรรมทางสังคมคูใดจัดเปนประเภทเดียวกัน (ขอสอบเอนทรานซ ต.ค. 47) 1. ลูกวัวเดินตามแม และมารดาใหทารกดูดนม 2. แมไกเรียกลูกใหไปกินแมลง และแมวขูเมื่อสุนัขเดินเขามาใกล 3. การเตนแบบวงกลมของผึ้ง และการกระโดดหอยโหนของลิง 4. มดแดงเดินตามกันไปยังแหลงอาหาร และชายหนุมเดินตามหญิงสาวไปบาน 39. พฤติกรรมแบบฝงใจจะมีลักษณะพิเศษ ซึ่งมีลักษณะขอใดไมเปนลักษณะเฉพาะ (ขอสอบ A-net 49) 1. เปนพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ 2. เปนพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอยางถาวรและจดจําสิ่งนั้นไว 3. ตองมีการทําซ้ําจึงเกิดพฤติกรรมไดแนนอน 4. เกิดกับลูกสัตวแรกเกิดที่พอจะเดินตามพอแมได 40. ขอใดจัดเปนพฤติกรรมการเรียนรูแบบมีเงื่อนไข (ขอสอบ A-net 51)  1. การจําศีลของกบในฤดูแลว 2. การที่สัตวทําตามคําสั่งของครูฝก  3. สัตวในสวนสัตวหยุดตื่นกลัวคน 4. การเรียนรูเสียงเพลงของนกสปชีสเดียวกัน 34

×