TAEM10:Pain management for nurse

Loading...

Flash Player 9 (or above) is needed to view presentations.
We have detected that you do not have it on your computer. To install it, go here.

1 comments

Comments 1 - 1 of 1 previous next Post a comment

  • + acerolar acerolar 4 months ago
    ขอบคุณครับ
Post a comment
Embed Video
Edit your comment Cancel

3 Favorites

TAEM10:Pain management for nurse - Presentation Transcript

  1. บทบาทของพยาบาลในการจัดการกับผู้ป่วย ที่มีความเจ็บปวดในภาวะฉุกเฉิน Management of patients with pain in emergency care: The nurses’ roles อรพรรณ โตสิงห์ คณะพยาบาลศาสตร์ ม . มหิดล
  2. การบำบัดความเจ็บปวด เป็นข้อบ่งชี้ในการประกันคุณภาพของสถานบริการสุขภาพทุกแห่ง
  3. ปี พ . ศ . 2544 สภาการพยาบาลประกาศมาตรฐานเชิงผลลัพธ์ขององค์กรพยาบาลในสถานบริการสุขภาพ ทุกระดับ “ การควบคุมความเจ็บปวดและการทำให้ผู้ป่วยเกิดความสุขสบาย”
  4. ปี พ . ศ . 2551 สภาการพยาบาลพัฒนารูปแบบการรับรองคุณภาพองค์กรพยาบาล และใช้ เรื่องของการควบคุมความเจ็บปวดเป็นเกณฑ์มาตรฐานของหน่วยงาน
  5. วรรณกรรมเกี่ยวกับการจัดการกับความเจ็บปวดพบว่าผู้ป่วยที่มารับการรักษา ณ ห้องฉุกเฉิน เป็นผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่มีปัญหาสำคัญเรื่องความเจ็บปวด แต่ได้รับการจัดการกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นไม่สอดคล้อง หรือต่ำกว่าความต้องการ
  6. ทบทวนวรรณกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวิธีการจัดการผู้ป่วยที่มีความเจ็บปวดในภาวะฉุกเฉิน เน้นที่บทบาทและสมรรถนะของพยาบาล สืบค้นวรรณกรรมจากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่ on-line ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่นิพนธ์ตั้งแต่ ค . ศ . 2000 -2009
  7. โดยคัดเลือกวรรณกรรมทั้งที่เป็นงานวิจัยทุกประเภท บทความวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิ แนวปฏิบัติหรือมาตรฐานของหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับในวงการสุขภาพ ทั้งนี้เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการจัดการกับความเจ็บปวดสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งผู้ป่วยบาดเจ็บ และผู้ป่วยระบบอื่นๆที่มารับการรักษา ณ ห้องฉุกเฉิน โดยเน้นที่บทบาทของพยาบาล
  8. 1. การจัดการกับความเจ็บปวดสำหรับผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน : ความสำคัญที่ถูกละเลย จุดเน้นของการจัดการกับความเจ็บปวดในขณะนั้นยังคงครอบคลุมเฉพาะผู้ป่วยหลังผ่าตัด ผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆที่มีบาดแผล ผู้ป่วยที่มีความปวดเรื้อรัง เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็ง การจัดการกับความเจ็บปวดของผู้ป่วยฉุกเฉินเพิ่งเริ่มมีความตื่นตัวในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา
  9. ประมาณร้อยละ 70 ของผู้ป่วยฉุกเฉิน ได้รับการบำบัดความเจ็บปวดอย่างไม่เหมาะสม และไม่เพียงพอ Hogan S. Patient satisfaction with pain management in the emergency department. Topics in Emergency Medicine. 2005; 27(4) : 284–294.
  10. งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการกับความเจ็บปวด ในผู้ป่วยฉุกเฉินมีจำนวนค่อนข้างจำกัด Fosnocht, D.C. & Swanson, E.R. (2001). Improving pain management in the emergency department. Utah's Health: An Annual Review Volume VIII .pp.11-12.
  11. หลักสูตรการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีสำหรับแพทย์และพยาบาลในสหรัฐอเมริกา เพิ่งเริ่มมีการบรรจุเนื้อหาการเรียนการสอนเกี่ยวกับการจัดการความเจ็บปวดเมื่อ ปี ค . ศ . 2000 เป็นต้นมา จึงมีผลให้พยาบาลและแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา มาก่อนเวลานั้น ไม่ได้รับการเตรียมความรู้และทักษะเรื่องการบำบัดความเจ็บปวดอย่างสมบูรณ์ Hogan S. Patient satisfaction with pain management in the emergency department. Topics in Emergency Medicine. 2005; 27(4) : 284–294.
  12. สำหรับประเทศไทย หลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง 16 สัปดาห์สำหรับพยาบาล มี 98 หลักสูตร หลักสูตรสำหรับ ER nurses มีเพียง 2 หลักสูตร ( ศิริราช , รามา ) หลักสูตร อนุสาขา pain management 8 wks 1 หลักสูตร วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย
  13. 2. จุดเริ่มต้นของความสนใจต่อการจัดการความเจ็บปวดสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉิน
  14. The American College of Emergency Physicians ได้กำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมงานวิจัย เรื่องการบำบัดความเจ็บปวดในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่กระตุ้นให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอาทิ หน่วยบำบัดฉุกเฉินในสถานบริการสุขภาพเกือบทุกระดับ โดยเฉพาะสถานบริการสุขภาพขนาดใหญ่สังกัดมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เช่น มหาวิทยาลัยยูท่า (The University of Utah) ได้ริเริ่มโครงการจัดการ กับความเจ็บปวดสำหรับผู้ป่วยในหน่วยบำบัดฉุกเฉิน เมื่อปี ค . ศ . 1999 โดยเริ่มโครงการสำรวจเบื้องต้นว่า การปฏิบัติของแพทย์และพยาบาลเพื่อจัดการกับ ความเจ็บปวดสำหรับผู้ป่วยที่มารับบริการในหน่วยบำบัดฉุกเฉินเป็นอย่างไร
  15. การสำรวจดังกล่าวจึงเน้นที่การศึกษาความคาดหวัง ของผู้ป่วยต่อการปฏิบัติของแพทย์และพยาบาลเป็นสำคัญ การสำรวจผู้ป่วยที่มารับบริการจำนวน 458 คน พบว่ามีเพียงร้อยละ 45 ของผู้ป่วยที่มีความเจ็บปวดเท่านั้นที่ได้รับยาเพื่อบำบัดความเจ็บปวดภายในเวลา ที่เหมาะสมตามความคาดหวังของผู้ป่วย กล่าวคือระยะเวลาเฉลี่ยที่ผู้ป่วยได้รับยาเพื่อบำบัดความเจ็บปวด เท่ากับ 78 นาทีนับจากเวลาที่ผู้ป่วยมาถึงหน่วยบำบัดฉุกเฉิน ในขณะที่ระยะเวลาเฉลี่ยตามความคาดหวัง ของผู้ป่วยคือ 23 นาที
  16. ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับการบำบัดความเจ็บปวด ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง มีระดับคะแนนความพึงพอใจเพียง 51 คะแนน จากมาตรวัดระดับความพึงพอใจ ที่มีคะแนนเต็ม 100 คะแนน
  17. ค . ศ . 2000 มีการสำรวจซ้ำในผู้ป่วยจำนวน 522 คนในหน่วยฉุกเฉิน พบว่าผู้ป่วยต้องการให้มีการบำบัดเพื่อลดระดับความเจ็บปวดลงร้อยละ 72 จากระดับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับตนเอง และมีผู้ป่วยร้อยละ 18 ที่ต้องการการบำบัดความเจ็บปวดแบบสมบูรณ์
  18. หลังจากการสำรวจ 2 ปี ติดต่อกัน หน่วยบำบัดฉุกเฉินของมหาวิทยาลัยยูทาจึงได้พัฒนาโปรโตคอลเพื่อจัดการกับความเจ็บปวดสำหรับผู้ป่วยและผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการประเมินและให้การบำบัดความเจ็บปวดเบื้องต้นตามระดับ ความเจ็บปวดที่กำหนดไว้ในโปรโตคอลคือพยาบาลประจำหน่วยบำบัดฉุกเฉิน
  19. 3. ปัญหาที่เกิดขึ้นในการจัดการ กับความเจ็บปวดในภาวะฉุกเฉิน
  20. 3.1 การสั่งยาระงับปวดน้อยกว่าความต้องการของผู้ป่วย Oligoanalgesia หรือการสั่งยาระงับปวดน้อยกว่าความต้องการของผู้ป่วย มีผลให้ไม่สามารถควบคุมความเจ็บปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเสมอสำหรับผู้ป่วยในห้องฉุกเฉิน Duignan, M. & Dunn, V. (2008) Congruence of pain assessment between nurses and emergency department patients: A replication . International Emergency Nursing 16,pp. 23–28
  21. สาเหตุสำคัญของ Oligoanalgesia คือการเกิดความไม่สอดคล้องกันของการประเมินระดับความเจ็บปวดระหว่างพยาบาลกับผู้ป่วย โดยที่การศึกษาที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยเดี่ยว หรืองานทบทวนวรรณกรรม พบว่าแพทย์และพยาบาลมักประเมินระดับความเจ็บปวดของผู้ป่วยต่ำกว่าที่ผู้ป่วยประเมินเสมอ Duignan, M. & Dunn, V. (2008) Congruence of pain assessment between nurses and emergency department patients: A replication . International Emergency Nursing 16,pp. 23–28 Garbez, R. Puntillo, K. Acute musculoskeletal pain in the emergency department: A review of the literature and implications for the advanced practice nurse. AACN Clinical Issues . 2005; 16 : 310–319. Puntillo K, Neighbor M, O’Neil N, Nixon R, Accuracy of emergency nurses in assessment of patients’ pain. Pain Management Nursing . 2003; 4 (4) :171–175.
  22. 3.2 การประเมินความเจ็บปวดที่ไม่สอดคล้องกัน ระหว่างผู้ป่วยกับพยาบาล จากการศึกษาของ Duignan และ Dunn ถึงความสอดคล้องระหว่างการประเมินความเจ็บปวดของพยาบาลกับผู้ป่วย โดยใช้เครื่องมือแบบ numeric rating scale (NRS) แบ่งระดับของความเจ็บปวดเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1–4 = mild pain, 5–6 = moderate pain และ 7–10 = severe pain กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลหน่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 16 คน และผู้ป่วยที่มารับการรักษาที่หน่วยฉุกเฉิน 64 คน ได้ผลการศึกษาดังนี้
  23. 1. ผู้ป่วยประเมินความปวด ( ขณะพัก ) ในระดับสูงกว่าการประเมินของพยาบาล โดยที่ผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยของการประเมินเท่ากับ 6.4 ในขณะที่พยาบาลมีค่าเฉลี่ยของการประเมินเท่ากับ 5.2 2. พยาบาลร้อยละ 45 ประเมินความรุนแรงของความปวดในระดับต่ำกว่าที่ผู้ป่วยประเมิน
  24. 3. ลักษณะส่วนบุคคลของพยาบาล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน ประสบการณ์การอบรมเกี่ยวกับการจัดการกับความเจ็บปวด ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้พยาบาลประเมินความเจ็บปวด ไม่สอดคล้องกับที่ผู้ป่วยประเมิน 4. การประเมินความเจ็บปวดของพยาบาลไม่สอดคล้องกับที่ผู้ป่วยประเมิน มีสาเหตุจาก ลักษณะความเจ็บปวดของผู้ป่วย โดยกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินจากพยาบาลว่ามีระดับความปวดต่ำกว่าที่ผู้ป่วยรับรู้หรือประเมินตนเอง คือผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่อง abdominal pain, musculoskeletal pain จากภาวะ cellulitis
  25. การศึกษานี้สอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมาซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ป่วย กลุ่มนี้มีโอกาสได้รับการบำบัดความเจ็บปวดอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากได้รับ การประเมินจากพยาบาลว่ามีระดับ ความเจ็บปวดต่ำกว่าความเป็นจริง Garbez, R. Puntillo, K. Acute musculoskeletal pain in the emergency department: A review of the literature and implications for the advanced practice nurse. AACN Clinical Issues . 2005; 16 : 310–319. Puntillo K, Neighbor M, O’Neil N, Nixon R, Accuracy of emergency nurses in assessment of patients’ pain. Pain Management Nursing . 2003; 4 (4) :171–175.
  26. 3.3 ระบบบันทึกระดับความเจ็บปวด ที่ไม่มีประสิทธิภาพ และพบว่าการบันทึกระดับความเจ็บปวดในหน่วยบำบัดฉุกเฉินมักถูกละเลย เพราะไม่ใช่อาการที่คุกคามชีวิต ในความเป็นจริง ควรมีการพัฒนารูปแบบการลงบันทึกข้อมูลความเจ็บปวดของผู้ป่วยฉุกเฉินในรูปของ electronic database pain registry เพื่อการนำผลการบันทึกมาใช้ในกระบวนการพัฒนาและประกันคุณภาพ
  27. 3.4 การรายงานระดับความเจ็บปวดที่ต่ำกว่า ความเป็นจริง ปัจจัยสำคัญที่มีผลให้ผู้ป่วยรายงานความเจ็บปวด ต่ำกว่าความเป็นจริง เช่นการสื่อสาร โดยพบว่า ผู้ป่วยเพศชาย สูงอายุ หรือมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ดี มักมีปัญหาด้านการสื่อสารความเจ็บปวด และเป็นกลุ่มที่ได้รับการบำบัดความเจ็บปวดต่ำกว่าความต้องการ Garbez, R. Puntillo, K. Acute musculoskeletal pain in the emergency department: A review of the literature and implications for the advanced practice nurse. AACN Clinical Issues . 2005; 16 : 310–319.
  28. ดังนั้นผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการสื่อสาร จึงควรถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง มีการประเมินความเจ็บปวดอย่างใกล้ชิด โดยประเมินซ้ำ และส่งต่อยังผู้เกี่ยวข้องเพื่อการประเมินความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่อง Duignan, M. & Dunn, V. (2008) Congruence of pain assessment between nurses and emergency department patients: A replication . International Emergency Nursing 16,pp. 23–28 Garbez, R. Puntillo, K. Acute musculoskeletal pain in the emergency department: A review of the literature and implications for the advanced practice nurse. AACN Clinical Issues . 2005; 16 : 310–319. Puntillo K, Neighbor M, O’Neil N, Nixon R, Accuracy of emergency nurses in assessment of patients’ pain. Pain Management Nursing . 2003; 4 (4) :171–175.
  29. 4. มาตรการณ์สำหรับพยาบาลในการจัดการกับผู้ป่วยที่มีความเจ็บปวดในภาวะฉุกเฉิน
  30. 4.1 กำหนดมาตรการณ์ระดับหน่วยงาน นโยบายจาก policy maker 1. เน้นการประเมินและการจัดการกับความเจ็บปวดสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับรักษาในโรงพยาบาล ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน 2. เน้นการให้ข้อมูลและการสนับสนุนให้ผู้ป่วยพิทักษ์สิทธิของตนเองในกระบวนการจัดการกับความเจ็บปวดอย่างมีประสิทธิภาพ 3. กำหนดให้การจัดการกับความเจ็บปวดเป็นมาตรฐานหนึ่งของการประกันคุณภาพการบริการของหน่วยงาน 4. จัดระบบทบทวนประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ของการจัดการกับความเจ็บปวดในผู้ป่วยทุกกลุ่ม
  31. 5. พัฒนาระบบบันทึกทางการพยาบาลและเน้นการบันทึกการประเมินความเจ็บปวด กระบวนการและผลลัพธ์ของการบำบัดความเจ็บปวดที่เกิดจากพยาบาล 6. วางระบบ software เพื่อส่งเสริมการบันทึกระดับความเจ็บปวดของผู้ป่วยและเชื่อมต่อให้เป็นส่วนหนึ่งของ medical record systems 7. พัฒนาระบบการประเมินและจัดการกับความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่หน่วยบำบัดฉุกเฉินจนกระทั่งผู้ป่วยจำหน่ายจากโรงพยาบาล
  32. 4.2 ใช้ความรู้จากผลการวิจัยเพื่อช่วยพัฒนาให้เกิดระบบการจัดการความเจ็บปวดที่มีประสิทธิภาพ
  33. Tracy และ คณะได้พัฒนาโครงการใช้ผลการวิจัย เพื่อบูรณาการความรู้และสมรรถนะของทีมสหสาขาวิชาชีพในการร่วมกันจัดการความเจ็บปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัด (The Collaborative research Utilization Model) โดยมุ่งเน้นวิธีการจัดการแบบไม่ใช้ยาเพื่อเน้นกระบวนการนำไปใช้สำหรับพยาบาลและเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถจัดการความเจ็บปวดหลังผ่าตัดด้วยตนเอง ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน Tracy S, Dufault M, Kogut S, Martin V, Rossi S, Willey-Temkin C. Translating best practices in non drug postoperative pain management . Nursing Research . 2006; 55 : S57–S67
  34. ขั้นตอนที่ 1 ร่วมกันระบุปัญหา โดยมีนักวิจัยทางการพยาบาลเป็นผู้นำทีมพยาบาลระดับปฏิบัติการ มีการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นเชิงลึก เพื่อนำไปพัฒนาเป็นกรอบสำหรับการสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ ในขั้นตอนนี้กลุ่มพยาบาลได้ขอคำแนะนำและการสนับสนุนจากผู้บริหาร องค์กร และฝ่ายวิจัยของหน่วยงาน ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2-3 เดือน
  35. ขั้นตอนที่ 2 คัดเลือกงานวิจัยตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ งานวิจัยที่ได้คัดเลือก ถูกประเมินคุณภาพและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากปฏิบัติตามการวิจัย งานวิจัยที่มีคุณลักษณะตามเกณฑ์ ถูกคัดเลือกและนำไปเขียนเป็นข้อเสนอแนะที่เป็น best practice ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน
  36. ขั้นตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะที่ได้กำหนด ถูกนำไปพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติ คู่มือ โปรโตคอลเพื่อจัดการกับความเจ็บปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัด นอกจากนั้นได้มีการพัฒนาโครงการนำร่องเพื่อนำเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นไปทดสอบประสิทธิภาพ โดยใช้เวลา ประมาณ 2 เดือน
  37. โครงการนำร่องแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรกทดลองใช้เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของวิธีการที่เป็น non-drug pain intervention ในกลุ่มผู้ป่วย 137 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ระยะที่สอง นำไปใช้ในผู้ป่วย 46 คน วัดผลก่อนและหลังให้ intervention ในขั้นตอนนี้มีการปรับปรุง intervention ให้สั้น เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับการปฏิบัติเดิม สำหรับวิธีการลดปวดแบบไม่ใช้ยาที่เป็น best practice ได้แก่ การนวด ( massage), การฟังดนตรี ( music) , และ Self-guided imagery ซึ่งพบว่าสามารถลดปวดและทำให้ผู้ป่วยมีความพึงพอใจ เนื่องจากผู้ป่วยสามารถควบคุมความเจ็บปวดได้ด้วยตนเอง
  38. ขั้นตอนที่ 4 นำโปรโตคอลที่พัฒนาขึ้นไปปฏิบัติ โดยติดตามวัดผลเรื่องความเป็นไปได้ ประโยชน์ที่เกิดขึ้น และประสิทธิผลของแนวปฏิบัติ ใช้เวลา ประมาณ 8 เดือน ในขั้นตอนนี้มีการนำแผ่น CD เพลงที่มีความหลากหลาย และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง กับการบำบัดใส่รถเข็นเพื่อให้ผู้ป่วยเลือกตามความต้องการ
  39. ขั้นตอนที่ 5 ตัดสินใจโดยพิจารณาจากผลลัพธ์ของการนำแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นไปใช้ มีการนำเสนอผลการทดสอบเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันตัดสินใจ และอภิปรายถึงวิธีการนำไปปฏิบัติให้เหมาะสมในสถานการณ์จริง
  40. ขั้นตอนที่ 6 พัฒนาวิธีการเผยแพร่แนวปฏิบัติไปยังหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อองค์กรที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนำวิธีการบำบัดความเจ็บปวดแบบไม่ใช้ยา ไปใช้สำหรับกลุ่มผู้ป่วยหลังผ่าตัด การเผยแพร่ผลงาน ในการประชุมวิชาการต่างๆร่วมกับการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานเป็นการสร้างแรงจูงใจ และเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับหน่วยงานอื่นๆที่มีบริบทคล้ายคลึงกัน
  41. EBP guidelines implement วัดผลลัพธ์ งานวิจัย R to R
  42. 4.3 ควบคุมสาเหตุของความเจ็บปวดของผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินที่เกิดจากกระบวนการดูแลหรือหัตถการต่างๆ
  43. Collier และ Hollinworth ให้ความสำคัญกับการป้องกันหรือลดความเจ็บปวดระหว่างการหัตถการหรือทำแผล เพราะหัตถการต่างๆ มีผลให้เกิด acute pain และ tissue damage เลือกผลิตภัณฑ์ทำแผลที่ช่วยลดความปวดและการเสียหายของเนื้อเยื่อเช่น soft silicone พยาบาลสามารถเลือกวิธีการทำแผลและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผู้ป่วย เพื่อลดความปวดและความเสียหายของเนื้อเยื่อ และให้ข้อมูลผู้ป่วยและครอบครัวเกี่ยวกับวิธีการและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ตกแต่งแผล Collier M, Hollinworth H. Pain and tissue trauma during dressing change, Nursing Standard , 2000; 40 : 71-73.
  44. 4.4 ใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการคัดกรองความเจ็บปวด ประเมินระดับความรุนแรงของ ความเจ็บปวด และประเมินลักษณะความเจ็บปวด
  45. ประสิทธิภาพของการจัดการความเจ็บปวดขึ้นอยู่กับคุณภาพของแบบประเมินและแบบบันทึกต่างๆที่พยาบาลใช้กับผู้ป่วย การประเมินความเจ็บปวดต้องครอบคลุมตั้งแต่ 4.4.1 การคัดกรองความเจ็บปวด (pain screening) 4.4.2 การใช้เครื่องมือวัดระดับความเจ็บปวด (pain rating scale) 4.4.3 การประเมินลักษณะของความเจ็บปวด Best Practice Committee of the Health Care Association of New Jersey. Pain Management Guideline. 2006.
  46.  
  47.  
  48.  
  49.  
  50. พยาบาลควรให้ความสำคัญในการคัดกรอง การประเมินระดับหรือความรุนแรง การประเมินลักษณะ การคัดกรองและการประเมินที่แม่นยำ ทำให้ทราบทางเลือกของการบำบัดความเจ็บปวดว่า - ควรเตรียมการใช้ local anaesthesia ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องทำหัตการเฉพาะที่ - ควรเตรียมการเพื่อเลือกใช้ยาในกลุ่ม opioid ได้แก่ pethidine, morphine และ fentanyl ในการบำบัดความเจ็บปวดที่รุนแรง - ควรเตรียมการเพื่อใช้ยา non-opioid เช่น NSAIDs สำหรับบำบัดความเจ็บปวดที่เกิดจาก ureteric หรือ biliary colic The National Health and Medical Research Council (NHMRC). Acute pain management : scientific evidences. 2 005 .
  51. 4.5 จัดโปรแกรมให้ความรู้และพัฒนาสมรรถนะพยาบาลฉุกเฉินในการบำบัดความเจ็บปวด
  52. แม้การจัดการความเจ็บปวดสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยบาดเจ็บจะมีการพัฒนามากขึ้น แต่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ จึงควรพัฒนาสมรรถนะให้กับพยาบาล ห้องฉุกเฉินให้สามารถประเมิน และคัดเลือก evidence based protocol เพื่อการประเมิน บำบัดและวัดผลลัพธ์ของการบำบัดอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยบาดเจ็บควรมีการจัดการทั้งในระยะ pre-hospital phase, early hospital phase และ operative -postoperative rehabilitation phases ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดเรื้อรังต้องไม่ถูกละเลยในการจัดการความเจ็บปวด Davidson E, Ginosar Y, Avidan A. Pain management and regional anaesthesia in the trauma patient. Current Opinion in Anaesthesiology . 2005; 18:169–174.
  53. การจัดการกับความเจ็บปวดสำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บ จะได้ผลสูงสุดเมื่อผู้ป่วยได้รับการประเมินทันทีที่ผู้ป่วยมาถึงหน่วยบำบัดฉุกเฉิน และเมื่อพบว่าผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดต้องได้รับการบำบัดทันทีเช่นกัน ดังนั้นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉินจึงควรได้รับการพัฒนาเป็น พยาบาลเวชปฏิบัติฉุกเฉิน (Acute Care Nurse Practitioner) เพื่อให้มีเอกสิทธิ์ในการให้การบำบัดได้
  54. 4.6 สนับสนุนให้ผู้ป่วยและครอบครัวพิทักษ์สิทธิของตนเอง
  55. เอกสารทางวิชาการจำนวนมากแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนในการใช้ผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางของการบำบัดความเจ็บปวด โดยได้พัฒนาแนวปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยและญาติ เกี่ยวกับการปกป้องสิทธิตนเองในเรื่องของการบำบัดความเจ็บปวด สอดคล้องกับข้อปฏิบัติของทุกวิชาชีพทางสุขภาพและหลักการของการปฏิบัติตามหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เน้นความต้องการ ความคาดหวังและการยอมรับของผู้ป่วยเป็นสำคัญ National Health and Medical Research Council (NHMRC). Acute pain management: information for consumers. 2005.
  56. สรุป
  57. การบำบัดความเจ็บปวดสำหรับผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉินยังคงต้องการการศึกษา ค้นคว้า เพื่อพัฒนารูปแบบที่เป็น best practice อย่างต่อเนื่อง
  58. พยาบาลมีหน้าที่สำคัญในการประเมิน ให้การบำบัด และติดตามประเมินผลลัพธ์
  59. ในพื้นที่ที่ขาดแคลนแพทย์ พยาบาลควรพัฒนาให้มีสมรรถนะด้านการประเมินและให้การบำบัดโดยใช้ evidence based protocol ร่วมกับผลักดันให้มีกฎหมายรองรับการปฏิบัติอย่างถูกต้อง
  60. การพัฒนาการจัดการ กับความเจ็บปวด ปฏิบัติ การวิจัย การศึกษา
SlideShare Zeitgeist 2009

+ taemtaem Nominate

custom

3257 views, 3 favs, 0 embeds more stats

ผศ.ดร.อรพรรณ โตสิงห more

More info about this document

© All Rights Reserved

Go to text version

  • Total Views 3257
    • 3257 on SlideShare
    • 0 from embeds
  • Comments 1
  • Favorites 3
  • Downloads 93
Most viewed embeds

more

All embeds

less

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate. If needed, use the feedback form to let us know more details.

Cancel
File a copyright complaint
Having problems? Go to our helpdesk?

Categories