สงครามเย็น

9,958 views
9,652 views

Published on

Published in: Education

สงครามเย็น

  1. 1. สงครามเย็น Cold War
  2. 2. สงครามเย็น แปลว่า คาว่า “สงครามเย็น” เป็นศัพท์ใหม่ที่เรียกสถานการณ์ของโลก ตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ที่เรียกว่า “สงคราม เย็น” เป็นสงครามทีมหาอานาจทั้งสองทาการต่อสู้กัน โดยใช้ ่ เครื่องหมายทุกอย่าง ยกเว้นอาวุธปรมาณู หรือหมายถึงความขัดแย้ง ระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย โดยไม่ใช้อาวุธต่อสู้กันโดยตรง แต่ ใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่อการแทรกซึมบ่อนทาลาย การประณามการ แข่งขันกันสร้างกาลังอาวุธ และแสวงหาอิทธิพลในประเทศเล็ก
  3. 3. สงครามเย็น สงครามเย็น คือลักษณะความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ ช่วงค.ศ.1945-1991 ภายหลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย เป็น มหาอานาจที่มีความสาคัญ และมีอิทธิพลทั้งทางด้าน การทหารและเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากมหาอานาจทั้ง สองมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน จึงมีความ หวาดระแวงในเจตนาร้ายแรงของกันและกัน ทาให้เกิด ความขัดแย้งกันขึ้น โดยแต่ละฝ่ายแข่งขันกัน เพื่อชิง อานาจทางการทหาร และอิทธิพลทางการเมือง ตลอดจนต่อสู้กันในทางการเมืองระหว่างประเทศ ถึงแม้ว่าจะไม่มีการประกาศสงครามและใช้อาวุธต่อสู้ กันโดยตรง แต่มีผลทาให้สัมพันธภาพของประเทศ อภิมหาอานาจทังสองตกอยู่ในสภาพที่ตึงเครียด ้ ตลอดเวลา
  4. 4. สาเหตุของสงครามเย็น สงครามเย็นมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองของ ประเทศมหาอานาจทั้งสอง ที่ยึดถือเป็นแนวทางในการดาเนินนโยบายต่างประเทศ และความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์และเขตอิทธิพล เพื่อครองความเป็นผู้นาของ โลก โดยพยายามแสวงหาผลประโยชน์และเขตอิทธิพลในประเทศต่าง ๆ ทั้งนี้เป็นผล มาจากการที่ผู้ยิ่งใหญ่หรือผู้นาทางการเมืองของโลกในสมัยก่อน คือ อังกฤษ เยอรมัน ได้หมดอานาจในภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
  5. 5. Bernard Baruch Franklin D. Roosevelt ทั้งนี้เป็นเพราะเกิดดุลแห่งความกลัว(Balance of Terror) คือ มหาอานาจต่างฝ่ายต่างก็หวั่นเกรง อาวุธมหาประลัยที่จะนามาทาลายล้างกันใน กรณีที่เกิดการสู้รบขึ้น คาว่า สงครามเย็น (Cold War) ได้นามาใช้เป็นครั้งแรกในสุนทรพจน์เมื่อ ค.ศ. 1946 โดยเบอร์นาร์ด บารุก(Bernard Baruch ค.ศ. 1870-1965) ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาประธา นาธิปดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt ค.ศ. 1933-1945) แห่ง สหรัฐอเมริกา
  6. 6. การเปลียนแปลงดุลทางอานาจของโลก ่ สงครามโลกครังที่ 2 ได้ทาลายสถานะทางอานาจของมหาอานาจเดิม ้ คือ เยอรมนีและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้แพ้สงคราม ส่วนอังกฤษกับฝรั่งเศสเป็นชาติ พันธมิตรที่ชนะสงคราม แต่ทั้งสองชาติก็ได้รับความบอบช้าจากสงครามโลก อย่างหนัก อังกฤษได้รับความบอบช้าทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เกิด ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจตกต่า ส่วนฝรังเศสถูก ่ เยอรมนียึดครองประเทศเป็นเวลานานถึง 4 ปี (ค.ศ. 1940-1944) ถึงแม้ ประเทศจะถูกปลดปล่อยในช่วงปลายสงครามแต่อานาจก็ถดถอยลงอย่าง มาก ฝรั่งเศสจึงไม่ได้มีอานาจทางการเมืองเท่าใดนัก
  7. 7. สาหรับสหรัฐอเมริกาไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนจากสงครามมากนัก สภาวะสงครามโลกยังส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเจริญเติบโต ในช่วงหลังสงครามสหรัฐอเมริกาจึงกลายเป็นชาติมหาอานาจที่มั่งคั่งที่สุดใน โลก และมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองด้วย ส่วนสหภาพโซเวียตถึงแม้จะได้รับความบอบช้าจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ค่อนข้างมากจากการถูกกองทัพเยอรมันรุกราน ประชากรเสียชีวิตจาก สงครามจานวนมาก แต่ก็ฟนตัวจากสงครามได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมี ื้ ดินแดนกว้างใหญ่ ทัพยากรอุดมสมบูรณ์ และมีการเมืองทีมเสถียรภาพ คือ ่ ี ระบบคอมมิวนิสต์ สหภาพโซเวียตจึงก้วขึ้นมาเป็นชาตืมหาอานาจคู่กับ สหรัฐอเมริกาแทนชาติยุโรปตะวันตกและญี่ปุ่น
  8. 8. อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน สหรัฐอเมริกายึดหลักลัทธิเสรีประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง โดย ให้ความสาคัญกับการเมืองแบบเสรีนิยม มีการเลือกตั้ง และมีพรรคการเมืองแบบ หลายพรรค ระบบเศรษฐกิจก็เป็นแบบระบบทุนนิยม ให้ความสาคัญกับการลงทุน ทางเศรษฐกิจของภาคเอกชน ส่วนสังคมก็มีลักษณะเปิดกว้าง ให้สิทธิเสรีภาพในการ ดาเนินชีวิตของประชาชน สหภาพโซเวียตยึดถืออุดมการณ์สังคมนิยมมาร์กซิสต์ในการปกครองประเทศ กล่าวคือในด้านระบอบการปกครองแบบเผด็จการ มีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรค การเมืองที่มีอานาจเหนืออานาจอธิปไตยอื่นๆโดยพรรคมีอานาจควบคุมให้ประชาชน กระทาการตามทีพรรคกาหนด อานาจการปกครองจึงมีลักษณะรวมศูนย์อานาจ ่ ระบบเศรษฐกิจก็เป็นระบบที่รัฐเข้าไปมีบทบาทอย่างเต็มที่ กล่าวคือ รัฐเป็นเจ้าของ ปัจจัยการผลิตทุกอย่างทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การคมนาคม ส่วนในด้าน สังคม รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์เข้าไปควบคุมการดาเนินชีวิตให้มีความเป็นระเบียบ เป็นไปตามหลักการสังคมนิยม เน้นในวัฒนธรรมชนชั้นกรรมาชีพหรือผลประโยชน์ ของผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่
  9. 9. อุดมการณ์ที่แตกต่างกันของชาติอภิมหาอานาจทาให้บรรยากาศของ สงครามเย็นมีความตึงเครียด ขณะที่สหภาพโซเวียตพยายามขยายอิทธิพลของ ลัทธิสังคมนิยมออกไปสูประเทศต่างๆ สหรัฐอเมรืกาเองก็พยายามรักษาลัทธิ ่ ทุนนิยมและระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในประเทศต่างๆการ เผชิญหน้าระหว่างสองชาติอภิมหาอานาจจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
  10. 10. ความขัดแย้งของผู้นาของชาติอภิมหาอานาจ ประธานาธิปดีของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ แฮร์รี่ เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman ค.ศ. 1945-1953) ซึ่งมีนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าว ทั้งนี้มาจากการ สนับสนุนของชาวอเมริกันที่มีความรู้สึกต่อต้านสหภาพโซเวียตด้วย นอกจากประธานาธิปดี สหรัฐอเมริกาแล้ว นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์ (Winston Churchill ค.ศ. 1940-1945 และ ค.ศ. 1951-1955) ของอังกฤษ ซึ่งเป็นชาติพันธมิตรชนะสงครามที่สาคัญก็มีท่าทีต่อต้าน สหภาพโซเวียตด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในเหตุการณ์ที่สหภาพโซเวียตแผ่ขยายาอิทธิพลไปยัง ประเทศต่างๆในยุโรปตะวันออก ในขณะเดียวกัน ผู้นาของสหภาพโซเวียต ได้แก่ จอมพล โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin ค.ศ. 1941-1953) ซึ่งเป็นผู้นาเผด็จการ มีนโยบายกวาดล้างและการควบคุมทางการเมือง ภายในประเทศอบ่างเข้สงวด สตาลินมีความหวาดระแวงในท่าทีของฝูายพันธมิตรตะวันตกใน ด้านต่างๆในช่วงปลายสงคราม เช่น การกีดกันสหภาพโซเวียตในเรื่องการยอมจานนของอิตาลี การพยายามยอมจานนของเยอรมนีต่อฝูายพันธมิตรตะวันตกเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต ทาให้ สหภาพโซเวียตไม่ไว้วางใจประเทศตะวันตก เห็นว่าประเทศตะวันตกจ้องจะทาลายลัทธิ คอมมิวนิสต์ ท่าทีของผู้นาของชาติอภิมหาอานาจมีส่วนสาคญในการเพิ่มความตึงเครียดของ สงครามเย็น
  11. 11. การเกิดสงครามเย็นเริ่มต้นตั้งแต่ ค.ศ. 1945 เมื่อสหภาพโซเวียตได้จัดตั้ง รัฐบาลคอมมิวนิสต์ขึ้นในประเทศต่างๆทางยุโรปตะวันออก และฝูย สหรัฐอเมริกากับอังกฤษก็ได้จัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยขึ้นในประเทศที่อยู่ในอา รักขอของตน ซึงมีพรมแดนติดต่อกับเขตยึดครองของสหภาพโซเวียต เพราะ ่ เกรงว่าลัทธิคอมมิวนิสต์แบบสหภาพโซเวียตจะสนับสนุนให้มีการล้มล้าง รัฐบาลเสรีประชาธิปไตยของฝูายตน และจะแผ่ขยายไปยังส่วนอื่นๆของโลก เพราะเหตุนี้สหรัฐอเมริกาจึงหวั่นเกรงการขยายอานาจของสหภาพโซเวียต ประกอบกับในช่วงเวลานั้น สหรัฐอเมริกาได้เข้าไปช่วยเหลือรัฐบาลกรีกและ รัฐบาลตุรกีต่อต้านอานาจลัทธิคอมมิวนิสต์ พร้อมกับประธานาธิปดีทรูแมน (Truman Doctrine) ซึ่งมีสาระสาคัญว่า สหรัฐอเมริกาจะให้ความช่วยเหลือ รัฐบาลในระบอบเสรีประชาธิปไตยและต่อต้านก็ขยายและต่อต้านการขย่ายตัว ของลัทธิคอมมิวนิสต์
  12. 12. ความจริงแล้วสหภาพโซเวียตต้องการที่จะเป็นผู้นาของยุโรปตะวันออก เพื่อปฺองกันการฟื้นตัวของเยอรมนี ซึ่งอาจก่อให้เกิดวิกฤตการณ์สงครามขึ้นอีกก็ ได้ จึงเข้ามาให้ความสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ ของภูมิภาคนี้ และสหภาพโซเวียตยังต้องการเผยแพร่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ไป ทั่วโลกด้วย ในขณะเดียวกันทางฝูายสหรัฐอเมริกาก็ได้ประกาศใช้แผน มาร์แชลล์ (Marshall Plan) เพือช่วยเหลือและฟื้นฟูบูรณะประเทศต่างๆในทวีป ่ ยุโรปที่ประสบภัยจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทาให้ประเทศที่ได้รับการช่วยเหลือ เหล่านั้นต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาไปโดยปริยาย Harry S. Truman Winston Churchill Joseph Stalin
  13. 13. ความเป็นมาของสงครามเย็น เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง โดยเยอรมันเป็นฝูายพ่ายแพ้ต่อฝูายสหประชาชาติทาให้ สหรัฐอเมริกาและรัสเซียขาดจุดมุ่งหมายที่จะดาเนินการร่วมกันอีกต่อไป ความขัดแย้งจึงเริ่มต้นขึ้น แสดงให้เห็นถึงการขัดแย้งทางอุดมการณ์อย่างชัดเจน ประเทศทั้งสองได้เคยตกลงกันไว้ที่เมือง ยัลต้า (Yalta) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1945 ว่า ุุเมื่อสิ้นสงครามแล้ว จะสถาปนาการปกครอง ระบบประชาธิปไตยในประเทศเหล่านั้น” แต่พอสิ้นสงคราม รัสเซียได้ใช้ความได้เปรียบของตนในฐานะที่มีกาลังกองทัพอยู่ในประเทศ เหล่านั้น สถาปนาประชาธิปไตยตามแบบของตนขึ้นที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยของประชาชน” ฝูายสหรัฐอเมริกาจึงทาการคัดค้าน เพราะประชาธิปไตยตามความหมายของสหรัฐอเมริกา หมายถึง “เสรีประชาธิปไตยที่จะเปลี่ยนรัฐบาลได้โดยวิธีการเลือกตั้งที่เสรี ส่วนรัสเซียก็ยืนกรานไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ส่วนที่เกี่ยวกับประเทศเยอรมันก็ เช่นกันเพราะรัสเซียไม่ยอมปฏิบัติการตามการเรียกร้องของสหรัฐอเมริกาที่ให้มีการรวมเยอรมัน และสถาปนาระบอบเสรีประชาธิปไตยในประเทศนี้ตามทีได้เคยตกลงกันไว้ ความไม่พอใจระหว่าง ่ ประเทศทั้งสองเพิ่มมากขึ้น
  14. 14. หลักการทรูแมน อังกฤษได้ประกาศสละความรับผิดชอบในการช่วยเหลือกรีซ และตุรกี ให้พ้น จากการคุมคามของคอมมิวนิสต์ เพราะไม่มีกาลังพอที่จะปฏิบัติการได้ และร้อง ขอให้สหรัฐอเมริกาเข้าทาหน้าที่นี้แทน ประธานาธิบดีทรูแมนจึงตกลงเข้าช่วยเหลือ และประกาศหลักการในการดาเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาให้โลก ภายนอกทราบว่า “ุุจากนี้ไปสหรัฐอเมริกาจะเข้า ช่วยเหลือรัฐบาลของประเทศที่รักเสรี ทั้งหลายในโลกนี้ให้พนจากการคุกคาม ้ โดยชนกลุ่มน้อยในประเทศที่ได้รับการ ช่วยเหลือจากต่างประเทศ” หลักการนี้เรียก กันว่า “หลักการทรูแมน” (Truman Doctrine)
  15. 15. หลังจากการประกาศ หลักการทรูแมน สหรัฐอเมริกาก็แสดงให้ปรากฏว่า ตนพร้อมที่จะใช้กาลังทหารและ เศรษฐกิจ สกัดกั้นการขยายอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ทุกแห่งในโลก ไม่วาจะ ่ เป็นทวีปยุโรป เอเชีย หรืออัฟริกา ต่อมาในเดือนกันยายน ค.ศ. 1947 ผู้แทน ของรัสเซียได้ประกาศต่อที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกที่นครเบลเกรด ประเทศยูโกสลาเวียว่า “ุ..โลกได้แบ่งออกเป็นสองค่ายแล้วคือ ค่าย จักรวรรดินิยมอเมริกันผู้รุกราน กับค่ายโซเวียตผู้รักสันติุและเรียกร้องให้ คอมมิวนิสต์ทั่วโลก ช่วยสกัดกันและทาลายสหรัฐอมริกาุ.” ฉะนั้น จึงกล่าว ้ ได้ว่าถ้อยแถลงของผู้แทนรัสเซียนี้เป็นการประกาศ “สงคราม” กับ สหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ
  16. 16. การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สงครามเย็นที่มีลักษณะเป็นทั้งการขัดแย้งทางอุดมการณ์และการแข่งขัน เพื่อกาลังอานาจของประเทศมหาอานาจทั้งสอง ซึ่งต้องการที่จะเป็นผู้นาโลก ได้ เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่ลดความรุนแรง ตั้งแต่ปีค.ศ. 1960 เป็นต้นมา ทั้งนีเนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระหว่างประเทศสาคัญ 2 ้ ประการคือ 1. การนานโยบาย “การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” (Peaceful Co-existence) ของ ประธานาธิบดี นิกิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) ของรัสเซียมาใช้ 2. ความแตกแยกในค่ายคอมมิวนิสต์ระหว่างรัสเซียกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
  17. 17. 1. การนานโยบาย “การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” (Peaceful Co-existence) ขอประธานาธิบดี นิกิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) ของรัสเซีย มาใช้ เนื่องจากเกรงว่าอานาจนิวเคลียร์ที่รัสเซียและสหรัฐอเมริกามีเท่าเทียมกัน อาจถู นามาใช้ในกรณีที่ความตึงเครียดระห่างสองฝูายมีความรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ยังเชื่อว่า ประเทศที่มีลัทธิการเมืองและลัทธิเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน จะสามารถติดต่อค้าขายและมี ความสัมพันธ์ต่อกันได้ โดยไม่ยุ่งเกี่ยวในกิจการภายในซึ่งกันและกัน ดังนั้น การต่อสู้ ระหว่างค่ายเสรีประชาธิปไตยกับค่ายคอมมิวนิสต์อาจจะเอาชนะกันได้โดยไม่ต้องใช้กาลัง อย่างไรก็ตาม หลักการอยู่ร่วมกันโดยสันติของรัสเซีย เป็นเพียงแต่การเปลี่ยนจาก การ มุ่งขยายอิทธิพลด้วยสงครามอย่างเปิดเผยไปเป็นสงครามภายในประเทศและการบ่อน ทาลาย ฉะนั้น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1963 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาและรัสเซียต่างใช้วิธีการทุก อย่างทั้งด้านการทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ ในการแข่งขันกันสร้างความนิยม ความ สนับสนุนและอิทธิพลในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก โดยหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธและการ ประจันหน้ากันโดยตรง
  18. 18. 2. ความแตกแยกในค่ายคอมมิวนิสต์ระหว่างรัสเซียกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเริ่มปรากฏตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 เป็นต้นมา และเมื่อจีนสามารถ ทดลอง ระเบิดปรมาณูสาเร็จและกลายเป็นประเทศมหาอานาจคิวเคลียร์ ในปี ค.ศ. 1964 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองก็เสื่อมลง จนถึงขึน ้ ปะทะกันโดยตรงด้วยกาลังในปี ค.ศ. 1969 จากความขัดแย้งทางด้าน อุดมการณ์และการแข่งขันกันเป็นผู้นาในโลกคอมมิวนิสต์ ระหว่างจีนกับ รัสเซีย มีผลทาให้ความเข้มแข็งของโลกคอมมิวนิสต์ลดน้อยลง และมีส่วน ผลักดันให้จีนเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศ ไปสู่การปรับความสัมพันธ์ กับสหรัฐอเมริกาในที่สุด
  19. 19. วิธีการที่ใช้ในสงครามเย็น 1. การโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) เป็นวิธการหนึ่งที่ฝูายเสรี ี ประชาธิปไตยและฝูายคอมมิวนิสต์นิยมใช้ เพื่อสร้างความรู้สึกและ ทัศนะที่ดีเกียวกับประเทศของตน โดยใช้คาพูด สิ่งตีพิมพ์ และการ ่ เผยแพร่เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดาเนินชีวิตและวัฒนธรรมของ ประชาชนในประเทศของตน เพื่อแสดงให้เห็นว่าฝูายตนเป็นฝูายที่รัก ความยุติธรรม รักเสรีภาพและสันติภาพ ขณะเดียวกันก็ประฌามฝูาย ตรงข้ามว่าเป็นฝูายรุกราน เป็นจักรวรรดินยม เป็นต้น ิ
  20. 20. 2. การแข่งขันทางด้านอาวุธ สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ต่างพยายามแข่งขันกันสร้างเสริมกาลัง อาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงไว้ครอบครองให้มากที่สุด จนกระทั่งต่างฝูายต่างมีจานวนอาวุธ ยุทธศาสตร์ในปริมาณและสมรรถนะที่เกินความต้องการ ในเรื่องนี้นานาประเทศรวมทั้ง องค์การสหประชาชาติ ได้พยายามให้มีข้อตกลงในเรื่องการจากัดการสร้าง และการเผยแพร่ อาวุธตลอดมา แต่ก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร อาวุธยุทธศาสตร์ที่ทั้งสองฝ่ายแข่งขันกัน ได้แก่ - ขีปนาวุธข้ามทวีป ชนิดที่ยิงจากไซโลในพื้นดินไปสู่อวกาศ และตกกลับสู่ห้วงอวกาศตกไป ยังเปฺาหมาย มีชื่อเรียกทั้งระบบว่า ICEM –(Inter Continental Ballistic Missiles) มีทั้ง ระบบทาลายและระบบปฺองกัน - เรือดาน้านิวเคลียร์ติดขีปนาวุธ - เครื่องบินทิ้งระเบิดระยะทาการไกล อาวุธดังกล่าวถือว่า เป็นอาวุธยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ (Strategic Nuclear Forces) ที่ สหรัฐอเมริกาและรัสเซียมีสมรรถนะเท่าเทียมกัน และเหนือกว่าประเทศทั้งมวลในโลก นอกจากนี้อภิมหาอานาจทั้งสอง ยังแข่งขันกันคิดค้นระบบการปฺองกันขีปนาวุธในอวกาศซึ่ง มีฐานปฏิบัติการอยู่ในอวกาศที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Strategic Defense Initative (SDI) ซึ่งรู้จักกันโดยทั่วไปว่า “สตาร์ วอร์ส” (Star Wars)
  21. 21. ลักษณะการต่อสู้ในสงครามเย็น (ค.ศ.1945-ค.ศ.1990) ความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ระหว่างค่ายโลกเสรีซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็น ผู้นา และค่ายโลกคอมมิวนิสต์ซึ่งมีรัสเซียเป็นผู้นามีผลทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และหวาดระแวงต่อกันในทางการเมืองมากขึ้น จากการที่มหาอานาจเหล่านี้ พยายามเข้าไปมีบทบาทในส่วน ต่าง ๆ ของโลกเพื่อขยายอาณาเขตและรักษา ดินแดนนั้น ๆ จึงส่งผลทาให้เกิดการเผชิญหน้านั้นในภูมิภาคทั่วโลก ดังนี้
  22. 22. ในปี ค.ศ. 1945-1949 เป็นระยะของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซียในยุโรป ตะวันออก จนส่งผลทาให้เกิดวกฤตการณ์เบอร์ลินในปีค.ศ. 1948 สหรัฐอเมริกาได้ใช้ นโยบายสกัดกั้นอานาจของรัสเซียทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และการทหาร โดยการประกาศ หลักการทรูแมน (Truman Doctrine) การประกาศแผนการมาร์แชล (Marshall Plan) ในปี ค.ศ. 1947 และในปีค.ศ. 1949 ได้ร่วมก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) และรัสเซียก็ได้ก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ (Warsaw Treaty Organization) องค์การโคมีคอน (Council for Matual Asistance and Bomen)
  23. 23. ในปี ค.ศ. 1950-1960 พรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศจีนมีชัยชนะในสงครามกลางเมืองในประเทศจีนในเดือน ตุลาคม ค.ศ. 1949 เหมาเจ๋อตุง (Mao Zedong) ขึ้นเป็นผู้นาจีนมีอานาจปกครองจีนทั้ง ประเทศ ยกเว้นเกาะไต้หวัน จีนกลายเป็นผู้นาในการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์อีกประการ หนึ่ง ทาให้ในทศวรรษที่ 50 เกิดวิกฤตการณ์หลายแห่งในเอเชีย เช่น สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม การขยายอิทธิพลของจีนในธิเบต สนับสนุนการปฏิวัติในลาว กัมพูชา มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นต้น ในทวีปยุโรปหลังปี ค.ศ. 1950 เป็นต้นมา รัสเซียไม่สามารถขยายอิทธิพลในยุโรปได้ ต้องใช้ความพยายามควบคุมประเทศบริวารให้ เข้ามาอยู่ภายใต้อิทธิพลเช่นเดิม ในเดือนมกราคม ค.ส. 1959 ฟิเดล คัสโตร (Fidel Castro) ผู้นาคิวบาได้ปกครองประเทศ และเข้ามาอยู่ภายใต้อานาจอิทธิพลของรัสเซีย
  24. 24. ในปี ค.ศ. 1960-1970 ความขัดแย้งระหว่างค่ายโลกเสรี และค่ายโลกคอมมิวนิสต์ได้ลดความรุนแรงลง ทั้งนี้ เพราะได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองคือ ครุสซอฟผู้นารัสเซียได้นานโยบายอยู่ร่วมกัน โดยสันติกับกลุ่มประเทศเสรีประชาธิปไตยและความแตกแยกระหว่างรัสเซียและจีน ซึ่ง เริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่ ค.ศ. 1960 เป็นต้นมา จีนสามารถสร้างนิวเคลียร์ได้เองใน ค.ศ. 1964 จีนจึงกลายเป็นมหาอานาจนิวเคลียร์ประเทศที่ 5 ของโลกยังผลทาให้ความสัมพันธ์ ระหว่างรัสเซียและจีนเสื่อมลงถึงขึ้นปะทะกันโดยตรงด้วยกาลังในปี ค.ศ. 1969 จีนได้หัน ไปปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาเพื่อเป็นการถ่วงดุลอานาจกับรัสเซีย
  25. 25. ในปี ค.ศ. 1971-1990 ในช่วงระยะนี้เป็นยุคผ่อนคลายความตึงเครียด (Détente) หรือเรียกว่า ยุคแห่งการ เจรจา (Era of Negotiations) มหาอานาจทุกฝูายต้องการจะปรับความสัมพันธ์ให้เข้ามา อยู่ในระดับปกติ เริ่มตั้งแต่ประธานาธิบดีนิกสันของสหรัฐอเมริกาปรับความสัมพันธ์เปิด การเจรจาโดยตรงกับรัสเซียและจีน สาหรับจีนสหรัฐอเมริกายกเลิกนโยบายปิดล้อมและ แยกจีนให้โดดเดียว โดยเปิดความสัมพันธ์ทางการทูต ให้จีนเข้ามาเป็นสมาชิกองค์การ ่ สหประชาชาติและเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคง สาหรับรัสเซีย สหรัฐเอมริกาได้ เปิดการเจรจาจากัดอาวุธยุทธศาสตร์ครั้งแรกที่กรุงเฮลซิงกิ (Helsinki) ในปี ค.ศ. 1972 เรียกว่า SALT-1 ที่กรุงเวียนนา (Vienna) ในปี ค.ศ. 1979 และต่อมาในปี ค.ศ. 1987 ได้มี การลงนามในสนธิสัญญาทาลายอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางที่กรุงวอชิงตัน ดีซี
  26. 26. ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับจีน ก็ปรับความสัมพันธ์ดีขึ้น คือ ในวันที่ 1518 พฤษภาคม ค.ศ. 1989 ได้มีการประชุมสุดยอดระหว่างนายกอร์บาชอฟ (Mikchauil Gorbachev) และนายเติ้งเสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ซึ่งเป็นการ เดินทางมาเยือนจีนเป็นครั้งแรกของนายกอร์บาชอฟ หลังจากนั้นทั้งสองประเทศได้ ออกแถลงการณ์ร่วมในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ขึ้นปกติระหว่างกัน โดยทั้งสอง ประเทศตกลงให้แนวชายแดนที่ติดต่อกันเป็นเขตปลอดทหาร มีคณะทางานเพื่อ การนี้ กาหนดมาตรการลดกาลังทหารบริเวณชายแดนให้มีน้อยที่สุดและได้ให้ คามั่นต่อไปว่าจะไม่แสวงหาความเป็นเจ้าเพื่อครอบงาภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ ส่วนต่าง ๆ ของโลก ทั้งสองประเทศเห็นพ้องให้มการถอนทหารเวียดนามออกจาก ี กัมพูชาและหาวิธีการให้เกิดสันติภาพในกัมพูชาต่อไป
  27. 27. ในวันที่ 30 พฤษภาคม ถึงวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1990 นายกอร์บาชอฟ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา เพื่อเจรจาข้อตกลงในการทาสนธิสัญญาลดอาวุธ นิวเคลียร์ การผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างกัน ตลอดจนปัญหาอื่น ๆ เช่น การ ประกาศเอกราชของลัตเวีย เอสโตเนีย และลิทัวเนีย ตลอดจนการค้าระหว่างกัน และในปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1990 นายจอร์ช บุช ได้เดินทางไปเยือนมอสโก เพื่อทาสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์และการรับรองสนธิสัญญาลดอาวุธยุทธศาสตร์ (Strategic Arms Reduction Treaty) จากกรณีที่อิรักยึดครองคูเวตกลายเป็นสงครามอ่าวเปอร์เซีย ทั้ง สหรัฐอเมริกาและรัสเซียได้สนับสนุนให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ให้ใช้กาลังจัดการกับอิรักได้ หากอิรักไม่ยอมถอนทหารออกจากคูเวตภายในวีนที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1990
  28. 28. ภาวะสงครามเย็น กรณีความขัดแย้งระหว่างชาติอภิมหาอานาจในช่วง ค.ศ. 1945-1948 ถือ ได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสภาวะสงครามเย็น หลังจาก ค.ศ. 1948 โลกก็เข้าสู่ สงครามเย็นอย่างแท้จริง ทุกภูมิภาคของโลกถูกครอบงาโดยการแข่งขันทางด้าน อุดมการณ์ทางการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ ระหว่างสหภาพโซเวียตและ สหรัฐอเมริกา ชาติอภิมหาอานาจทั้งสองต่างมีบทบาทในการสนับสนุนกลุ่ม การเมืองภายในประเทศเหล่านั้นที่จงรักภักดีต่อตนให้ต่อสู้กับรัฐบาลของ ประเทศเหล่านั้นหรือให้การสนับสนุนทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเพื่อขยาย อิทธิพลของชาติมหาอานาจไปยังประเทศต่างๆ นอกจากประเทศอภิมหาอานาจ ทั้งสองยังสนับสนุนให้ประเทศบริวารทาการสู้รบกันเองเพื่อแผ่ขยายอิทธิพลของ ตน
  29. 29. ภูมิภาคยุโรป ในช่วงสงครามเย็น ประเทศต่างๆในยุโรปได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝูาย อย่าง ชัดเจฯ คือ ภูมิภาคยุโรปตะวันออกได้กลายเป็นประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียต ยกเว้นประเทศยูโกสลาเวียที่เป็นประเทศ คอมมิวนิสต์ต่อต้านสหภาพโซเวียตและติดต่อสัมพันธ์กับชาติตะวันตก สหภาพโซ เวียตได้สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก ประเทศยุโรปตะวันตกพยายามแทรกซึมเข้าไปในภูมิภาคยุโรปตะวันออก โดยการเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองและสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อสู้เพื่อเสรีภาพของประชาชนในประเทศยุโรปตะวันออกใน เวลาต่อมา เช่น กรณีโปแลนด์และกรณีฮังการีใน ค.ศ. 1956 และกรณีเชโก สโลวะเกียใน ค.ศ. 1968 ซึ่งสหภาพโซเวียตได้ปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง นอกจากนี้กองทัพขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือยังได้ประจันหน้ากับ กองทัพขององค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ ทาให้ภูมิภาคยุโรปเกิดความตึงเครียด
  30. 30. ภูมิภาคเอเชีย ภูมิภาคเอเชียเป็นภูมิภาคที่เกิดความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอานาจใน ยุคสงครามเย็น กรณีที่มีความขัดแย้งในทวีปเอเชียที่สาคัญได้แก่ 1) สงครามเกาหลี (ค.ศ. 1950-1953) 2) กรณีขัดแย้งเรื่องเกาะไต้หวัน (ค.ศ. 1950-ปัจจุบัน) 3) สงครามเวียดนาม (ค.ศ. 1956-1975)
  31. 31. สงครามเกาหลี สงครามเกาหลี (ค.ศ. 1950-1953) สงครามเกาหลีเป็นความขัดแย้งที่ เกิดขึ้นในคาบสมุทรเกาหลีหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สนสุดลงใหม่ๆ ิ้ กล่าวคือ ญีปุูนได้เข้าครอบครองคาบสมุทรเกาหลีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1910 ต่อมา ่ เมื่อญี่ปุูนเป็นผูแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ใน ค.ศ. 1945 มหาอานาจจึงเข้า ้ ครอบครองคาบสมุทรเกาหลีไว้ องค์การสหประชาชาติกาหนดให้เส้นขนานที่ 38 องศาเหนือเป็นแนวแบ่ง โดยกาหนดให้ดินแดนเหนือเส้นนี้อยู่ในความดูแล เป็นเขตปลดอาวุธทหารญี่ปุูน โดยสหภาพโซเวียตมีรัฐบาลปกครองแบบสังคม นิยมคอมมิวนิสต์ และดินแดนใต้เส้นนี้อยู่ในความดูแลของสหรัฐอเมริกา ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และให้จัดการเลือกตั้งเพื่อรวมเหาหลีทั้งสอง ใน ค.ศ. 1948 แต่สหภาพโซเวียตไม่ยินยอมที่จะจัดการเลือกตั้ง
  32. 32. อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาได้จัดการเลือกตั้งในเกาหลีใต้ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1948 พรรคการเมืองที่นิยมสหรัฐอเมริกาประสบชัยชนะ การเลือกตั้งดังกล่าว เท่ากับเป็นการปิดหนทางรวมเกาหลีลงทันที ในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1950 กองกาลังของเกาหลีเหนือซึ่งได้ฝึกและเตรียมตัวมาอย่างดีพร้อมทั้งได้รับการ สนับสนุนจากสหภาพโซเวียตได้บุกผ่านเส้น 38 องศาเหนือลงมายังเกาหลีใต้ ทาให้คณะ มนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติต้องจัดการประชุมฉุกเฉิน แต่ตัวแทนของสมาชิก ถาวร 2 ประเทศ คือ สหภาพโซเวียตไม่ยอมเข้าประชุม และรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ พยายามคัดค้าน ดังนั้นประธานาธิบดีทรูแมนแห่งสหรัฐอเมริกาจึงได้สั่งเคลือนกองกาลัง ่ ของตนเข้าช่วยเกาหลีใต้ และขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือไปยังพันธมิตรอื่นๆให้ ช่วยเหลือด้วย กองกาลังของสหรัฐอเมริกาได้ขับไล่เกาหลีเหนือออกไป และเข้าไปยึดพื้นที่ใน เกาหลีเหนือได้ถึงบริเวณแม่น้ายาลู จีนประกาศเตือนให้สหรัฐอเมริกาถอนกาลังออกไป แต่นายพล ดักลาส แมกอาร์เทอร์ ผู้บัญชาการในสงครามครั้งนี้ไม่ปฏิบัติตาม จีนจึงได้ส่ง กองทัพบุกเข้ามาถึงในเกาหลีใต้ แต่ถูกกองทัพสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรตอบโต้ จีนจึง ต้องล่าถอยกลับไป
  33. 33. นายพลแมกอาร์เทอร์ต้องการขจัดจีนออกจากสงครามครั้งนี้จึงได้สั่งปิด ล้อมชายฝั่งของจีนและยังสั่งให้ถล่มฐานทัพของรัสเซียในแมนจูเรียด้วย แต่ ประธานาธิบดีทรูแมนไม่เห็นด้วยกับแผนการนี้ เพราะเกรงว่าจะดึงสหภาพโซ เวียตเข้าสู่สงครามด้วย จึงสั่งย้ายนายพล แมกอาร์เทอร์ และแต่งตั้งนายพล แม ทธิว ริดจ์เวย์ (Matthew Ridgway ค.ศ. 1985-1993) มาเป็นผู้บัญชาการแทน กระทั่งนายพลไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคน ต่อมาจึงได้ดาเนินนโยบายให้ประนีประนอมมากขึ้น สหประชาชาติได้พยายาม ไกล่เกลี่ยให้คู่สงความเจรจายุติสงความในคาบสมุทรเกาหลี จนใน ค.ศ.1953 จึงได้ยุติสงความลงได้ Douglas MacArthur Matthew Ridgway
  34. 34. สงครามเกาหลีทาให้มการสูญเสียชีวิตไปไม่น้อยกว่า 2.5ล้านคน ี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนชาวจีนประมาณ 100,000 คน ชาวเกาหลีใต้ ประมาณ 700,000 คน ชาวอเมริกันประมาณ 54,000 คน และเชื้อชาติ อื่นๆ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย ตุรกี นอกจากนี้ยงทาให้ชาวเกาหลีต้อง ั ได้รับบาดเจ็บ เป็นโรคจิต และต้องอพยพลี้ภัยอีกเป็นจานวนมาก ส่วน ทรัพย์สิน เช่น สิ่งสาธารณูปโภค โรงงานอุตสาหกรรม สถานที่ราชการ บ้านเรือนราษฎรถูกวางเพลิง ถูกกระสุนทาลาย และถูกทิ้งระเบิดถล่ม เสียหายไปเป็นจานวนมาก ในด้านการเมืองนั้นสงครามครั้งนี้ทาให้ เกาหลีแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ และทั้งสองต่างระแวงสงสัยในการ แทรกแซงของอีกฝูายหนึ่งมากยิ่งขึนดังนันโอกาสที่เกาหลีจะรวมเป็น ้ ้ ประเทศเดียวกันจึงยิ่งห่างไกลออกไปอีก
  35. 35. ผลสะท้อนของสงครามเย็นต่อประเทศเล็ก 1. เมือประเทศมหาอานาจทาการแข่งขันกันเพื่อให้ชนะจิตใจของประชากร ่ ของโลก (Struggle for the minds of men) และต้องการให้ประเทศต่าง ๆในโลก สนับสนุนนโยบายของตน ประเทศเล็กจึงมีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ ทางแรกเลือก เข้ากับมหาอานาจประเทศใดประเทศหนึ่งเสีย เมื่อมั่นใจว่ามหาอานาจนั้นจะเป็น ผู้ชนะในสงครามเย็นนี้ และเป็นผู้ที่จะช่วยปฺองกันตนให้พ้นจากการคุกคามของ อีกฝูายหนึ่ง ทางเลือกที่สองคือ คอยดูไปก่อนว่า มหาอานาจฝูายใดจะเป็นฝูาย ชนะในสงครามเย็นนี้ โดยวางตนเป็นกลางไม่สนับสนุนหรือเข้ากับฝูายใด
  36. 36. 2. สาหรับประเทศเล็กที่สนับสนุนมหาอานาจฝูายใดฝูายหนึ่งกับที่วางตนเป็นกลางนั้น นอกจากจะมีความมุ่งหมาย เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับตนแล้ว ยังเป็นการสร้าง สันติภาพให้แก่โลกด้วย ดังนั้น จึงนามาสู่นโยบายในการสร้าง “ความมั่นคงร่วมกัน ในส่วนภูมิภาค” (Regional Collective Security) อันเป็นการสนับสนุนหลักการ ขององค์การสหประชาชาติ ที่มุ่งจะสถาปนาความมั่นคงระหว่างชาติกับนโยบายที่ สร้าง “เขตสันติภาพ” (area of peace) เพื่อปฺองกันไม่ให้อานาจหนึ่งอานาจใดใช้ ดินแดนในเขตนัน เป็นเวทีการแข่งขันเพื่อสร้างอิทธิพลให้แก่ฝูายตนซึ่งเป็นการ ้ สนับสนุนองค์การสหประชาชาติ ที่มุ่งรักษาสันติภาพของโลก
  37. 37. การเปลี่ยนแปลงทางอานาจในโลก สภาวการณ์ภายหลังสงครามเย็นบรรยากาศทางการเมืองโลกได้เข้าสู่ สภาวะการเกิดสันติภาพในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะสภาพการณ์ที่ปรากฏตามมา และกาลังจะกลายเป็นปัญหาต่อเนื่องไป ได้แก่ กระแสชาตินิยมที่กาลังเกิดขึ้น อย่างรุนแรง ตลอดจนการแข่งขันด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อาจก่อให้เกิด การแย่งชิงกันควบคุมทรัพยากรธรรมชาติ ตลาดเส้นทางเดินเรือ หรือแม้กระทั่ง ความต้องการที่จะปกปฺองกันเทคโนโลยีของตน ซึ่งยังไม่รวมถึงความขัดแย้งใน กรณีพิพาทดั้งเดิมที่ยังมิได้ขจัดให้หมดสิ้นไปด้วย เราอาจวิเคราะห์แนวโน้ม สถานการณ์ของโลกในอนาคตได้ว่าอาจเป็น แนวสถานการณ์ดังต่อไปนี้
  38. 38. 1. การเจรจาลดกาลังอาวุธระหว่างอภิมหาอานาจ การพัฒนาและสะสมกาลังอาวุธ ยุทธศาสตร์ทั้งบนโลก และในห้วงอวกาศระหว่างอภิมหาอานาจและความก้าวหน้า ทางเทคโนโยยีที่เคยนาไปสู่การแข่งขันที่รุนแรงก็จะลดความหวาดระแวงภัยต่อกัน และ จะทาให้เกิดเสถียรภาพในการเมืองระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น รัสเซียที่เคยเป็นตัวแปร ทาให้การเมืองระหว่างประเทศตึงเครียดเสมอมาก็จะลดบทบาทลง ทาให้เกิดสันติภาพ ให้โลกได้ในระดับหนึ่ง 2. การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (PeacefulCoexistence) ผู้นาของประเทศ อภิมหาอานาจได้ ประนีประนอมและสามารถเจรจาตกลงลดอาวุธเรียบร้อยแล้ว เพราะการพัฒนาอาวุธในทศวรรษที่ 1980 ได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยัง ถูกต่อต้านจากประชาชนของทุกมุมโลกองค์การระหว่างประเทศได้เข้าไปมีบทบาท ในการควบคุมการลดกาลังรบในประเทศอภิมหาอานาจจนสามารถผ่อนคลาย ความตึงเครียด ซึ่งนาไปสู่การร่วมมือกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
  39. 39. 3. วิกฤตการณ์และสงครามจากัดในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก (Worldwide Local Limited Wars) ความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ จะทวีความรุนแรง จนเป็นสงครามท้องถิ่น (local wars) ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก แต่สงคราม ดังกล่าวจะไม่ขยายกลายเป็นสงครามโลก หรือสงครามนิวเคลียร์ เพราะประเทศ มหาอานาจจะไม่เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง หรือเผชิญหน้าโดยตรง เพราะต่างเกรง อาวุธนิวเคลียร์ของกันและกัน แต่ประเทศมหาอานาจต่าง ๆ อาจสนับสนุนอยู่ เบื้องหลังหรืออย่างลับ ๆ ในลักษณะสงครามตัวแทน (proxy war) วิกฤตการณ์ และสงครามดังกล่าวจะเกิดขึ้นในบางภูมิภาคของโลก แต่ปัจจุบันรัสเซียมิได้เป็น มหาอานาจโลกอีกต่อไป จึงทาให้ความขัดแย้งลดน้อยลง ความขัดแย้งของ ภูมิภาคโลกจะค่อย ๆ ปรากฏในลักษณะเชื้อชาตินิยม หรือท้องถิ่นนิยมเข้ามา แทนที่
  40. 40. การสิ้นสุดสงครามเย็น สภาวะสงครามเย็นเริ่มคลี่คลายลง เมื่อมี มิฮาอิล กอร์บาชอฟ ( Mikhail Gorbachev ค.ศ. 1985 – 1991 ) เป็นเลขานุการพรรคคอมมิวนิสต์และผู้นา สหภาพโซเวียต ใน ค.ศ. 1985 กอร์ยาชอฟได้ประกาศนโยบายเปิด-ปรับ หรือ กลาสนอสต์-เปเรสตรอยกา (Glasnost-Perestroika) ปฏิรปการเมือง เศรษฐกิจ ู ของสหภาพโซเวียตให้เป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยมากขึ้น พร้อมกับสร้าง ความสัมพันธ์กับชาติต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาสาธาณรัฐประชาชนจีน และญีปุูน กอร์บาชอฟพยายามผ่อนคลายความตึงเครียดให้น้อยลง ในเดือน ่ กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1989 สหภาพโซเวียตก็ได้ถอนกาลังทหารออกจาก อัฟกานิสถาน กอร์บาชอฟได้เจรจากับสหรัฐอเมริกาและจีนเพื่อแก้ไขปัญหา ชายแดนร่วมกัน
  41. 41. Mikhail Gorbachev นโยบายกลาสนอสต์-เปเรสตรอยกาของผู้นา สหภาพโซเวียตทาให้สภาวะสงครามเย็นยุติเร็วขึ้น เมิอรัฐบาลสหภาพโซเวียต ประกาศว่าจะไม่เข้าไปยุ่ง เกี่ยวกับกิจการภายในของกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ ในภูมิภาคยุโรปตะวันออก หลังจาก ค.ศ. 1989 เป็น ต้นมา รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศนุโรป ตะวันออกส่วนใหญ่ต่างล่มสลาย หรือต้องปรับเปลี่ยน ไปรับระบอบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยมาใช้ ในการปกครองประเทศ
  42. 42. จุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดของสภาวะสงครามเย็น เริ่มต้นจากเหตุการณ์ใน ประเทศเยอรมนีตะวันออก ประชาชนชาวเยอรมันตะวันออกเรียกร้องเสรีภาพ ทางการเมืองมาตั้งแต่ ค.ศ. 1988 และมีความรุนแรงมากขึ้นในเดือนกันยายน ค.ศ.1989 ชาวเยอรมันตะวันออกได้เดินขบวนเรียกร้องเสรีภาพทั่วประเทศใน เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1989 กาแพงเบอร์ลินซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการ แบ่งแยกฝูายเสรีประชาธิปไตยกับฝูายคอมมิวนิสต์ได้ถูกประชาชนทาลายลงใน ค.ศ.1990 กระบวนการรวมเยอรมนีเป็นไปอย่างราบรื่น เหตุการณ์ทาลาย กาแพงเบอร์ลินนับว่าเป็นเหตุการณ์สาคัญอันมีความหมายว่า สภาวะสงคราม เย็นใกล้ถึงกาลอวสานแล้ว
  43. 43. ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันออกทาให้ประเทศในค่ายยุโรป ตะวันออกต่างถอนตัวจากสมาชิกกลุ่มกติกาสนธิสัญญาวอร์ซอ และการถอน ทหารของสหภาพโซเวียตออกจากภูมิภาคนี้ทาให้องค์การกลุ่มกติกา สนธิสัญญาวอร์ซอต้องสลายตัวลง ส่วนสหภาพโซเวียตต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง อย่างรุนแรง โดยเฉพาะสภาวะเงินเฟฺอ เศรษฐกิจตกต่า การปฏิรูปเศรษฐกิจของ นายกอร์บาชอฟสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดประสบสภาวะชะงักงัน ทาให้ สภาพโซเวียตต้องขอความช่วยเหลือจากชาติตะวันตก
  44. 44. นอกจากนี้กอร์บาชอฟยังประสบปัญหาการเมืองภายใน โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1991 พวกอนุรักษนิยมภายในพรรคคอมมิวนิสต์ และกองทัพได้ทารัฐประหารโค่นล้มกอร์บาชอฟ แต่เนื่องจากประชาชนทาการ ต่อต้านการรัฐประหารในครั้งนี้ทาให้การกระทาของฝูายอนุรักษนิยมล้มเหลว ผลจากการรัฐประหารในครั้งนี้ คือ พรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียตต้องล่ม สลายลง และหลังจากนั้นในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1991 สาธารณรัฐต่างๆ ใน สหภาพโซเวียต ได้ร่วมกันจัดตั้งเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States-CIS) ประเทศสหภาพโซเวียตจึงล่มสลายลง ส่งผลให้ สภาวะสงครามเย็นที่ดาเนินมานานถึง 45ปี ยุติลงในที่สุด
  45. 45. บรรณานุกรม อ้างอิง : จุณเจิม ยุวรี, เสาวณีย์ รอดเรืองศรี และเพ็ญจันทร์ กู้ประเสริฐ, 2542. เหตุการณ์โลกปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฏสวนดุสิต.
  46. 46. นาเสนอ อาจารย์ปรางค์สุวรรณ ศักดิ์โสภณ
  47. 47. จัดทาโดย 1.พนิตนาฎ จึงขจรเกียรติ 2.สิริกร เล้งรักษา ม.6.5 ม.6.5 เลขที่ 27 เลขที่ 36
  48. 48. ขอบคุณค่ะ

×