Your SlideShare is downloading. ×
สงครามโลกครั้งที่1
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

สงครามโลกครั้งที่1

2,144
views

Published on


0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
2,144
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
40
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. สงครามโลกครั้งที่ 1World War I หรือ First World War
  • 2. สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นความขัดแย้งระดับโลก เริ่มใน ค.ศ. 1914 สิ้นสุดในค.ศ.1918 เป็นความขัดแย้งระหว่างมหาอานาจ 2 ค่าย คือ ประกอบด้วย เยอรมนี ออสเตรีย –ฮังการี และอิตาลี (ผู้นาสาคัญ คือบิสมาร์ค แห่งเยอรมนี) กับฝ่าย ประกอบด้วย Triple Entente ได้แก่ บริเตนใหญ่ (อังกฤษ ) ฝรั่งเศส และรัสเซีย การรบเริ่มขึ้นหลังการลอบสังหารมกุฎราชกุมารแห่งออสเตรีย – ฮังการี และสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของมหาอานาจกลาง หรือ Triple Allianceมีการทาสนธิสัญญาแวร์ซายส์ บังคับให้เยอรมนีและ แผนที่สงครามโลครั้งที่ 1 แสดงพันธมิตรเสียค่าปฏิกรรมสงครามชดใช้จานวนมหาศาลและ การรบในยุโรปและตะวันออก กลางเสียดินแดนที่เป็นอาณานิคมให้แก่ฝ่าย Triple Entente
  • 3. สาเหตุสงครามโลกครั้งที่ 1 1.ลัทธิชาตินยม ิ การเกิดลัทธิชาตินิยมจากคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมาทาให้เกิดระบบรวมรัฐชาติ สร้างระบบรวมอานาจเข้าสู่ส่วนกลาง รัฐชาติในประเทศยุโรปต่างแสวงหาความเป็นมหาอานาจ ทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ รัฐชาติหมายถึง รัฐหรือประเทศที่ประชาชนมีความรู้สึกผูกพันกัน มีความสามัคคีภาคภูมิใจในความเป็นชาติ จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ความรักชาติที่รุนแรงจนเป็นลัทธิชาตินิยม ทาให้เชื่อว่าชาติตนเหนือกว่าชาติอื่น ผลักดันชาติของตนได้เปรียบชาติอื่นไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ หรือการทหาร นาไปสู่การแข่งขันอานาจกัน จนกลายเป็นสงคราม เช่น สงครามการรวมอิตาลี การรวมเยอรมนีจนถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
  • 4. 2.ลัทธิจักรวรรดินิยม ลัทธิชาตินิยมนาไปสู่ลัทธิจักรวรรดินิยม ลัทธิจักรวรรดินิยม หมายถึงประเทศที่พัฒนาแล้วประสบความสาเร็จด้านเศรษฐกิจ การทหาร และวิทยาศาสตร์ เข้าครอบครอง ที่ด้อยพัฒนากว่า ลัทธิจักรวรรดินิยมเริ่มจากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทาให้ต้องการวัตถุดิบและตลาด มหาอานาจยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ปรัสเซีย ( เยอรมนี)เนเธอร์แลนด์ ต่างแข่งขันกันขยายอานาจในการครอบครองดินแดนในทวีปเอเชียอเมริกากลางและอัฟริกาโดยครอบงาทาวัฒนธรรม และวิถีชีวิต เป็นแหล่งเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้เมืองแม่
  • 5. 3.การแบ่งกลุ่มพันธมิตรยุโรป นโยบายการรวมกลุ่มที่มีผลประโยชน์ตรงกัน เริ่มต้นใน ค.ศ. 1907 เมื่อ เยอรมันและออสเตรีย-ฮังการีลงนามในสนธิสัญญาพันธมิตรไตรมิตร (Triple Alliance )ประจันหน้ากับรุสเซีย เนืองจากเยอรมนี ต้องการไม่ให้รัสเซียเป็นใหญ่ในชนเผ่าสลาฟ ่แหลมสมุทรบอลข่าน ต่อมามีอิตาลีมาร่วมประเทศ เพราะไม่พอใจฝรั่งเศสที่แย่งครอบครองตูนิเซีย ในฐานะรัฐในอารักขา ฝ่ายออสเตรีย – ฮังการีซึ่งต้องการเป็นใหญ่ในแหลมบอลข่านเช่นกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากเยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซียลงนามในสนธิสัญญาฉันทไมตรีไตรมิตร (Triple Entente ) ค.ศ. 1907และเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นด้วย
  • 6. 4. ความขัดแย้งเรื่องแหลมบอลข่าน สาเหตุสาคัญเกิดจากการที่ออสเตรีย – ฮังการีขัดแย้งกับเซอร์เบีย เรื่องการสร้างเขตอิทธิพลในแหลมบอลข่านเยอรมนีสนับสนุนออสเตรีย – ฮังการี ขณะที่รัสเซียสนับสนุนเซอร์เบีย ความขัดแย้งขยายความรุนแรงเป็นสงครามระหว่างรัฐในแหลมบอลข่าน มหาอานาจจึงมีโอกาสแทรกแซงและตั้งกลุ่มพันธมิตร
  • 7. จุดระเบิดของสงครามโลกครั้งที่ 1 มกุฎราชกุมารแห่ง ออสเตรีย-ฮังการีคือ อาร์ค ฟรานซิส เฟอร์ดินานด์ กับพระชายา โซเฟีย ถูกลอบปลงพระชนม์ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ.1914ที่เมือง ซาราเจโว ขณะเสด็จเยือนเมืองหลวงของบอสเนีย โดยคนร้ายชื่อ กาฟริโล ปรินซิพ นักศึกษาชาวบอสเนียสัญชาติเซอร์เบีย ออสเตรียเรียกร้องให้เซอร์เบียปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง เซอร์เบีย ปฏิเสธออสเตรีย-ฮังการีจึงประกาศสงครามกับเซอร์เบีย 28 กรกฎาคม 1914 รัสเซียแสดงตนว่าเป็นผู้พิทักษ์เผ่าสลาฟจึงระดม พล เยอรมนีประกาศสงครามกับฝรั่งเศสและรัสเซีย ต่อมาอังกฤษ เข้าสู่สงครามเมื่อเยอรมนีบุกเบลเยียม และญี่ปุ่นได้ประกาศสงคราม ต่อเยอรมนี เพราะมุ่งหวังในอาณานิคมของเยอรมนีในจีน ภายหลังจากอาร์คดยุกแห่งออสเตรียถูกลอบปลงประชนม์ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นอริกันต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน ในที่สุดจึงประกาศสงครามต่อกันเป็นลูกโซ่ กลายเป็นสงครามใหญ่
  • 8. ฝ่ายไตรพันธมิตร/พันธมิตร ฝ่ายไตรภาคี/มหาอานาจกลาง Triple Alliance/ Triple Entente/ Allied Central Powers/Triple Entente (Entente) Powers อังกฤษ เยอรมันนี ฝรั่งเศส ออสเตรีย-ฮังการี รัสเซีย (เกิดปฏิวัติของเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศ ปี ค.ศ. 1917 จึงถอนตัว ออตโตมานเติร์ก ออกไป) อเมริกา (เข้ามาร่วมตอนหลัง ค.ศ. 1917) บัลแกเรีย จีน ญี่ปุ่น ไทย .. อิตาลี (เข้ามาร่วมทีหลัง)
  • 9. การแข่งขันการสะสมอาวุธ การแข่งขันแสนยานุภาพทางทะเลระหว่างอังกฤษและเยอรมนีนั้นเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อกองทัพเรืออังกฤษสร้างเรือประจัญบานชั้นเดรตนอท ซึ่งเป็นเรือประจัญบานขนาดหนักได้สาเร็จในปี ค.ศ. 1906 การคิดค้นเรือดังกล่าวนับเป็นการปฏิวัติทั้งขนาดและพลังอานาจที่เหนือกว่าเรือประจัญบานธรรมดาอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น อังกฤษยังคงสามารถรักษาความเป็นผู้นาทางทะเลได้เหนือกว่าเยอรมนีและอิตาลี พอล เคเนดี้ได้ชี้ว่าทั้งสองประเทศมีความเชื่อว่า แนวคิดของอัลเฟรดเทย์เลอร์ มาฮานเกี่ยวกับการบัญชาการรบทางทะเลว่าเป็นความสาคัญต่อสถานภาพของประเทศอย่างมาก แต่การผ่านการจารกรรมทางพาณิชย์อาจพิสูจน์ว่าแนวคิดของเขาอาจจะผิดก็เป็นได้ เดวิด สตีเวนสัน นักประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ชาวบริเตน ได้กล่าวถึงการแข่งขันการสะสมอาวุธว่าเป็น "การสร้างเสริมตัวเองเป็นวงกลมแห่งการเตรียมความพร้อมด้านการทหารอย่างแรงกล้า" เดวิด เฮอร์มันน์ได้มองการแข่งขันแสนยานุภาพทางทะเลว่าเป็นหลักที่จะชี้ชะตาทิศทางของสงคราม
  • 10. อย่างไรก็ตาม ไนอัล เฟอร์กูสัน นักประวัติศาสตร์ชาวสก็อต ได้โต้แย้งว่า ความสามารถของอังกฤษที่จะรักษาความเป็นผู้นาทางการทหารไว้มิได้เป็นปัจจัยของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมาอังกฤษและเยอรมนีต่างใช้จ่ายเงินในการแข่งขันสะสมอาวุธเป็นจานาวนมาก จากสถิติแล้วหกชาติมหาอานาจยุโรป อันได้แก่ อังกฤษ จักรวรรดิรัสเซีย ฝรั่งเศส เยอรมนี จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีและอิตาลี ได้ใช้งบประมาณเพื่อการแข่งขันการสะสมอาวุธเพิ่มขึ้นถึง 50%เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปีค.ศ. 1908กับปี ค.ศ. 1913
  • 11. แผนการ ความไม่ไว้วางใจและการประกาศระดมพล แนวคิดดังกล่าวถูกเสนอโดยนักปกครองจานวนมากว่า แผนการระดมพลของเยอรมนีฝรั่งเศสและรัสเซียนั้นได้ทาให้ความขัดแย้งขยายไปกว้างขึ้น ฟริทซ์ ฟิสเชอร์ได้กล่าวถึงความรุนแรงโดยเนื้อหาของแผนการชลีฟเฟ็นซึ่งได้แบ่งเอากองทัพเยอรมันต้องทาการรบทั้งสองด้าน การทาศึกทั้งสองด้านหมายความว่ากองทัพเยอรมันจาเป็นที่จะต้องรบให้ชนะศัตรูจากทางด้านหนึ่งอย่างรวดเร็วก่อนที่จะทาการรบกับศัตรูที่เหลือได้ แผนการดังกล่าวเรียกว่าเป็น "อุบายการตีกระหนาบ"เพื่อที่จะทาลายเบลเยี่ยมและทาให้กองทัพฝรั่งเศสกลายเป็นอัมพาตโดยการโจมตีอย่างรวดเร็วก่อนที่ฝรั่งเศสจะพร้อมระดมพล หลังจากได้ชัยชนะแล้ว กองทัพเยอรมันจะเคลื่อนไปยังทิศตะวันออกโดยทางรถไฟและทาลายกองทัพรัสเซียซึ่งระดมพลได้อย่างเชื่องช้า แผนการที่สิบเจ็ดของฝรั่งเศสมีจุดประสงค์ที่จะส่งกองทัพของตนเข้าเป็นยึดครองหุบเขารูร์อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นหัวใจหลักของอุตสาหกรรมของเยอรมนี ซึ่งทางทฤษฏีแล้วจะเป็นการทาให้เยอรมนีหมดสภาพที่จะทาสงครามสมัยใหม่ต่อไป
  • 12. ส่วนแผนการที่สิบเก้าของจักรวรรดิรัสเซียมีเป้าหมายที่จะมองการณ์ไกลและระดมกองทัพของตนเพื่อต่อต้านทั้งจักรรวรดิออสเตรีย-ฮังการีและจักรรวรดิเยอรมนี แผนการของทั้งสามประเทศได้ก่อให้เกิดบรรยากาศซึ่งต้องทาให้ได้มาซึ่งชัยชนะอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะสามารถกุมชัยชนะได้ ทุกฝ่ายต่างมีตารางเวลาซึ่งถูกคานวณอย่างละเอียดลออ เมื่อมีการระดมพลเกิดขึ้น โอกาสที่จะถอยหลังก็หมดสิ้นไปแล้ว ความล่าช้าทางการทูตและการคมนาคมขนส่งที่เลวส่งผลทาให้แผนการเหล่านี้ประสบความติดขัดหรือหยุดชะงัก และเหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ แผนการของทั้งสามประเทศนี้เป็นปฏิบัติการเชิงรุก ซึ่งทาให้ต้องมีการพัฒนาความสามารถในการป้องกันและการขุดสนามเพลาะเพื่อการป้องกันประเทศ
  • 13. ลัทธินิยมทหารและเอกาธิปไตย ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสันแห่งสหรัฐอเมริกาและคนอื่น ๆ ได้มีความเห็นว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอาจเกิดจากลัทธินิยมทหาร บางคนอาจโต้เถียงว่าเป็นเพราะการปกครองแบบอภิชนาธิปไตย และสาหรับพวกนายทหารชั้นสูงในกองทัพมีอานาจมากมายดังเช่นในประเทศอย่างเยอรมนีรัสเซียและออสเตรีย-ฮังการี ผู้ซึ่งเห็นว่าสงครามเป็นโอกาสทองที่พวกเขาจะสามารถได้รับตอบสนองความต้องการเพื่ออานาจทางการทหารและดูถูกการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นอย่างโดดเด่นในโฆษณาต่อต้านเยอรมนี เนื่องจากว่าผู้สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวได้เรียกร้องให้มีการสละราชสมบัติของผูนาประเทศ อย่างเช่น สมเด็จพระจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 แห่งเยอรมนี รวมไปถึงการกาจัดพวกชนชั้นสูงซึ่งมีส่วนร่วมในการปกครองของยุโรปมาหลายศตวรรษรวมไปถึงลัทธินิยมทหารด้วย เวทีนี้ได้ให้เหตุผลอันสมควรแก่สหรัฐอเมริกาที่เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเมื่อจักรวรรดิรัสเซียยอมจานนเมื่อปี 1917
  • 14. ฝ่ายพันธมิตรซึ่งประกอบด้วยสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส มีการปกครองระบบประชาธิปไตย ได้ต่อสู้กบฝ่ายมหาอานาจกลางซึ่งประกอบด้วย เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการีและ ัจักรวรรดิออตโตมาน รวมไปถึงรัสเซีย พันธมิตรของอังกฤษและฝรั้งเศสเอง ยังคงมีการปกครองระบบจักรวรรดิจนกระทั่งถึงปี 1917-1918 แต่ก็ตรงกันข้ามกับการปราบปรามเชื้อชาติสลาฟของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี โดยหลังฉากนี้ มุมมองของสงครามของหนึ่งในกลุมประชาธิปไตยกับการปกครองแบบ ่เผด็จการมาตั้งแต่ก่อนสงครามนั้นดูสมเหตุสมผลและมีน้าหนักพอสมควร แต่มุมมองเหล่านั้นได้สูญเสียความน่าเชื่อถือไปเรื่อย ๆ ขณะที่ความขัดแย้งยังคงดาเนินต่อไป วิลสันนั้นหวังว่าสันนิบาตชาติและการปลดอาวุธนั้นจะช่วยให้สามารถธารงสันติภาพให้คงอยู่กาลนาน โดยยืมแนวคิดมาจากเอช.อี.เวลส์ เขาได้อธิบายเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งว่าเป็น "สงครามเพื่อที่จะยุติสงครามทั้งมวล" เขายังหวังที่จะเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตรของอังกฤษและฝร่งเศสตั้งแต่ต้นจนจบ แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีลัทธินิยมทหารอยู่บ้าง
  • 15. สมดุลแห่งอานาจ หนึ่งในเป้าหมายของประเทศมหาอานาจก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็คือ การรักษา "สมดุลแห่งอานาจ" ในทวีปยุโรป ทาให้ต่อมาได้กลายเป็นระบบที่ประณีตของข้อตกลงและสนธิสัญญาต่าง ๆ ทั้งต่อหน้า (เผยแพร่ต่อสาธารณชน) และลับหลัง (เป็นความลับ) ตัวอย่างเช่นหลังจากสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย อังกฤษก็ได้ให้ความช่วยเหลือแก่เยอรมนีอันแข็งแกร่ง ซึ่งอังกฤษหวังว่าจะช่วยรักษาสมดุลกับศัตรูทางวัฒนธรรมของอังกฤษ นั่นคือ ฝรั่งเศส แต่ว่าภายหลังจากที่เยอรมนีเริ่มที่จะสร้างกองทัพเรือขึ้นมาแข่งขันกับอังกฤษ ก็ทาให้สถานภาพนี้เปลี่ยนไปฝรั่งเศสผู้กาลังหาพันธมิตรใหม่เพื่อรักษาความปลอดภัยจากอันตรายของเยอรมนี คือ จักรวรรดิรัสเซีย ส่วนจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ซึ่งเผชิญกับภัยจากรัสเซีย ได้รับความช่วยเหลือจากเยอรมนี
  • 16. เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุ สนธิสัญญาเหล่านี้เป็นแค่ตัวตัดสินว่าพวกเขาจะเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายใด อังกฤษผู้ไม่มีสนธิสัญญาผูกพันกับฝรั่งเศสและรัสเซีย แต่ก็เข้าร่วมสงครามกับฝ่ายพันธมิตร ทางด้านอิตาลีมีทั้งสนธิสัญญาผูกพันกับทั้งเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี แต่ก็ไม่ได้เข้าร่วมสงครามกับฝ่ายมหาอานาจกลาง กลับเป็นฝ่ายพันธมิตร บางที สนธิสัญญาที่น่าสังเกตที่สุดน่าจะเป็นสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันระหว่างเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี ซึ่งเยอรมนีได้ร่างขึ้นในปี 1909 โดยได้กล่าวไว้ว่า เยอรมนีจะยืนเคียงข้างจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี แม้ว่าพวกเขาจะเป็นฝ่ายเริ่มสงครามก่อนก็ตาม
  • 17. เศรษฐกิจลัทธิจักรวรรดินิยม วลาดีมีร์ เลนินได้ยืนยันว่าสาเหตุของสงครามนั้นตั้งอยู่บนจักรวรรดินิยม เขาได้กล่าวพรรณาถึงแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ของคาร์ล มาร์กซ และนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ จอห์นเอ. ฮอบสัน ซึ่งได้ทานายว่าการแข่งขันอย่างไม่สิ้นสุดเพื่อการขยายตลาดการค้านั้นจะนาไปสู่ความขัดแย้งในระดับโลก โดยเหตุผลดังกล่าวนั้นมีผู้เชื่อถือเป็นจานวนมากและได้สนับสนุนการเจริญเติบโตของลัทธิคอมมิวนิสต์ เลนินยังได้กล่าวว่าความสนใจในการเงินของมหาอานาจลัทธิทุนนิยม-จักรวรรดินิยมจานวนมากได้ก่อให้เกิดสงคราม
  • 18. การแข่งขันทางการเมืองและมนุษยชาติ สงครามบนคาบสมุทรบอลข่านระหว่างจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีและเซอร์เบียนั้นถูกพิจารณาว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ด้วยอิทธิพลของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีได้เสื่อมถอยและการเจริญเติบโตของลัทธิรวมเชื้อชาติสลาฟ และความเจิรญขึ้นของลัทธิชาตินิยมภายในประจวบกับการเจริญเติบโตของเซอร์เบีย ซึ่งความรู้สึกต่อต้านชาวออสเตรียอาจจะมีความรุนแรงมากที่สุดจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีนั้นได้ยึดครองแคว้นบอลเนีย-เฮอร์เซโกวิเนียของจักรวรรดิออตโตมานซึ่งมีจานวนประชากรชาวเซิร์บเป็นจานวนมากในปี 1878 และจากนั้นก็ได้ถูกยุบรวมเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีในปี 1908 ความรู้สึกรักชาติที่เพิ่มมากขึ้นพร้อมกับที่จักรวรรดิออตโตมาน รัสเซียนั้นได้สนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อการรวมเชื้อชาติสลาฟ และกระตุ้นโดยมนุษยธรรมและความจงรักภักดีต่อศาสนาและการแข่งขันกับจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีย้อนกลับไปยังสงครามไครเมีย เหตุการณ์ปัจจุบันอย่างเช่น สนธิสัญญาล้มเหลวระหว่างออสเตรีย-ฮังการีกับรัสเซีย และความฝันเก่าตั้งแต่ต้นศตวรรษเรื่องท่าเรือน้าอุ่นก็ได้ถูกกระตุนในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ้
  • 19. นอกจากในบอสเนียแล้ว ก็ยังมีเจตนาอยู่ในสถานที่อื่น ๆ อีกเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นการสูญเสียแคว้นอัลซาซและแคว้นลอร์เรนภายหลังสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซียได้ก่อให้เกิดความรู้สึกต่อต้านในกลุ่มประชากรไปโดยปริยาย ในที่สุด ฝรั่งเศสก็ได้รัสเซียเป็นพันธมิตร และได้สร้างสิ่งที่ตั้งเค้าว่าจะกลายเป็นบศึกสองด้านกับเยอรมนีวิกฤตการณ์เดือนกรกฎาคมและการประกาศสงคราม รัฐบาลของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเยอรมนี ได้ยกเอาเหตุผลของการลอบปลงพระชนม์ อาร์คดยุคฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์แห่งออสเตรีย เป็นการตั้งคาถามกับเซอร์เบีย เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ. 1914 ออสเตรีย-ฮังการีได้ยื่นคาขาดแก่เซอร์เบียโดยมีความต้องการสิบข้อ ซึ่งบางข้อนั้นเซอร์เบียเห็นว่ารุนแรงเกินไป จึงปฏิเสธคาขาดข้อที่หก เซอร์เบียนั้นไว้ใจว่าตนจะได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอจากรัสเซีย จึงทาให้เกิดการปฏิเสธคาขาดบางกรณี
  • 20. และหลังจากนั้นก็มีการออกคาสั่งระดมพล จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีได้ตอบสนองโดยการประกาศสงครามเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ในตอนเริ่มต้น กองทัพรัสเซียได้สั่งระดมพลเป็นบางส่วน มุ่งตรงมายังชายแดนของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมหลังจากที่กองเสนาธิการทั่วไปของรัสเซียได้ทูลแก่พระเจ้าซาร์ว่า การส่งกาลังบารุงแก่ทหารเกณฑ์นันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จึงได้เปลี่ยนเป็นการระดมพลเต็มขนาดแทน แผนการชลีฟเฟ็นซึ่งมีเป้าหมายที่จะโจมตีสายฟ้าแลบต่อฝรั่งเศสนั้น ไม่สามารถให้รัสเซียสามารถระดมพลได้ นอกจากภายหลังกองทัพเยอรมันได้เข้าโจมตีแล้ว ดังนั้น เยอรมนีจึงประกาศสงครามกับรัสเซียเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม และฝรั่งเศสในอีกสองวันต่อมา หลังจากนั้นเยอรมนีก็ได้ฝ่าฝืนต่อความเป็นกลางของเบลเยี่ยมโดยการเดินทัพผ่านเพื่อไปโจมตีกรุงปารีส ซึ่งส่งผลให้จักรวรรดิอังกฤษเข้าสู่สงคราม ด้วยสาเหตุนี้ ห้าในหกประเทศมหาอานาจของยุโรป จึงเข้ามาพัวพันอยู่ในความขัดแย้งวงกว้างภายในทวีปยุโรปครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามนโปเลียน
  • 21. เส้นทางของสงคราม กระสุนนัดแรก ความสับสนภายในฝ่ายมหาอานาจกลางแผนการทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายมหาอานาจกลางต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากความไร้ประสิทธิภาพของการคมนาคมและการสื่อสารระหว่างกันเยอรมนีให้คามั่นแก่ออสเตรีย-ฮังการีว่าตนจะช่วยสนับสนุนในการรุกรานเซอร์เบีย จึงทาให้เกิดความผิดใจกันในฝ่ายมหาอานาจกลาง ออสเตรีย-ฮังการีนั้นเชื่อว่าเยอรมนีจะช่วยส่งกองทัพเข้ามาป้องกันประเทศทางชายแดนด้านทิศเหนือซึ่งติดกับรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ออสเตรีย-ฮังการีได้มีความเห็นที่จะส่งกองทัพหลักของตนพุ่งเป้าไปยังรัสเซีย ขณะที่เยอรมนีจัดการกับประเทศฝรั่งเศส จากสาเหตุดังกล่าวได้สร้างความสับสนให้แก่กองทัพออสเตรีย-ฮังการี ซึ่งจาเป็นต้องแบ่งกองทัพของตนเพื่อรบกับทั้งเซอร์เบียและรัสเซียทั้งสองด้านเขตสงครามทวีปแอฟริกาดูบทความหลักได้ที่ เขตปฏิบัติการทวีปแอฟริกา (สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง)
  • 22. ประกายแรกของสงครามก็ได้เข้ามาพัวพันกับอาณานิคมทั้งหลายของอังกฤษฝรั่งเศสและเยอรมนีในทวีปแอฟริกา เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1914 กองทัพอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสได้เข้าโจมตีรัฐในอารักขาของเยอรมนี โตโกแลนด์ อีกสองวันต่อมากองทัพเยอรมันในนามิเบียได้เข้าโจมตีแอฟริกาใต้ การรบในทวีปแอฟริกายังมีขึ้นอย่างประปรายและรุนแรงตลอดช่วงเวลาของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
  • 23. สงครามทางทะเล ในตอนเริ่มต้นของสงคราม จักรวรรดิเยอรมนีนนมีเรือลาดตระเวนเป็นจานวนประปราย แต่อยู่ ั้ทั่วทั้งโลก ในภายหลังกองทัพเรือเยอรมันได้ใช้เรือรบดังกล่าวเพื่อการจมเรือพาณิชย์ของฝ่ายพันธมิตรกองทัพเรืออังกฤษนั้นได้พยายามตามล่าเรือรบเหล่านี้อย่างเป็นระบบ แต่ว่ากองเรือเหล่านี้มีความอับอายเนื่องจากเรือรบเหล่านี้ไม่สามารถป้องกันเรือพาณิชย์ได้ จึงได้มีการกระทาบางประการ เช่น มีเรือลาดตระเวนเบาอันสันโดษของเยอรมัน "เอมเดน" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือเอชียตะวันออกประจาการอยู่ในเมืองท่าซิงเทา ถูกเผาและพ่อค้า 15 ตนบนเรือเสียชีวิต รวมไปถึงการจมเรือลาดตระเวนเบาของรัสเซียและเรือพิฆาตฝรั่งเศสอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ด้วยขนาดใหญ่โตของกองเรือเอเชียตะวันออกของเยอรมัน-ซึ่งประกอบด้วยเรือลาดตระเวนหุ้มเกราะ Scharnhorst และ Gneisenauเรือลาดตระเวนเบา Nürnberg และ Leipzig และเรือบรรทุกอีกสองลา- นั้นมิได้รับคาสั่งให้เข้าปล่นเรือสินค้าฝ่ายพันธมิตรแต่อย่างใด
  • 24. และกาลังเดินทางกลับสู่เยอรมนีเมื่อกองเรือเหล่านี้ปะทะเข้ากับกองเรืออังกฤษ กองเรือเล็กเยอรมัน พร้อมด้วยเรือเดรสเดน ได้จมเรือลาดตระเวนหุ้มเกราะไปสองลาในยุทธนาวีโคโรเนลแต่ว่ากองเรือดังกล่าวก็เกือบจะถูกทาลายจนสิ้นในยุทธนาวีหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ ในเดือนธันวาคม 1914 เหลือเพียงเรือเดรสเดนเท่านั้นที่สามารถหลบหนีได้ ไม่นานหลังจากการรบทางทะเลเริ่มต้น อังกฤษก็ได้ทาการปิดล้อมทางทะเลกับเยอรมนีซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่พิสูจน์ว่าได้ผลในสงครามครั้งนี้ การปิดล้อมได้ตัดเสบียงและทรัพยากรของเยอรมนี แม้ว่าการกระทาดังกล่าวจะเป็นการละเมิดประมวลกฤหมายนานาชาติซึ่งถูกร่างขึ้นโดยทั้งสองประเทศก็ตาม กองทัพเรืออังกฤษยังได้วางทุ่นระเบิดตามนานน้าสากลเพื่อป้องกันมิให้กองเรือใดๆ เข้าออกเขตมหาสมุทร ซึ่งเป็นอันตรายแม้แต่กับเรือของประเทศที่เป็นกลางและเนื่องจากอังกฤษไม่ออกมารับผิดชอบต่อผลเสียที่เกิดจากยุทธวิธีนี้ เยอรมนีจึงได้กระทาแบบเดียวกันกับกลยุทธ์เรือดาน้าของตนเช่นกัน
  • 25. ปี 1916ยุทธนาวีแห่งคาบสมุทรจัตแลนด์ (ภาษาเยอรมัน: "Skagerrakschlacht", หรือ"Battle of the Skagerrak") ได้กลายเป็นยุทธนาวีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสงครามโลกครั้งนี้ ซึ่งเป็นการปะทะกันเต็มอัตราศึกของกองทัพเรือทั้งสองฝ่าย ซึ่งกินเวลาตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม - 1มิถุนายน 1916 บริเวณทะเลเหนือห่างจากคาบสมุทรจัตแลนด์ กองเรือทะเลหลวงของกองทัพเรือเยอรมันบัญชาการโดยพลเรือโท Reinhard Scheer เผชิญหน้ากับกองเรือหลวงของกองทัพเรืออังกฤษภายใต้การนาของพลเรือเอก เซอร์ John Jellicoe ผลชองยุทธนาการครั้งนี้คือเสมอกัน ฝ่ายเยอรมันนั้นมีชัยชนะเชิงเล่ห์เหลี่ยมเหนือกองทัพอังกฤษที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งกองเรือเยอรมันวางแผนที่จะหลบหนีและได้สร้างความเสียหายต่อกองทัพเรืออังกฤษมากกว่าที่กองเรือเยอรมันได้รับ แต่ทางยุทธศาสตร์แล้ว กองทัพเรืออังกฤษยังคงครองความเป็นเจ้าสมุทรเหนือมหาสมุทรต่อไป และกองทัพเรือบนผิวน้าก็ถูกกักให้อยู่แต่ในท่า (ไม่สามารถปฏิบัติการได้) อีกเลยตลอดช่วงเวลาของสงคราม
  • 26. เรืออูของเยอรมันนั้นมีความพยายามที่จะตัดเส้นทางสนับสนุนระหว่างสหรัฐอเมริกากับอังกฤษ และเป็นธรรมชาติของกลยุทธ์เรือดาน้าที่จะทาการโจมตีโดยไม่มีการกล่าวตักเตือน เรือสินค้าที่ถูกจมจึงมีความหวังน้อยมากที่ลูกเรือจะมีชีวิตรอด สหรัฐอเมริกาจึงประท้วง เยอรมนีจึงปรับปรุงรูปแบบการทาการรบภายหลังจากการจมเรือโดยสารลูซิทาเนียอันโด่งดัง ในปี 1915 เยอรมนีสัญญาว่าจะไม่โจมตีเส้นทางของเรือพาณิชย์อีก ขณะที่อังกฤษได้ติดอาวุธให้กับเรือพาณิชย์ของตน ในที่สุดแล้วต้นปี 1917 เยอรมนีได้กกนโยบายกลยุทธ์เรือดาน้าแบบไม่จากัด เนื่องจากกลัวว่าสหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่ ัสงคราม ด้านแยอรมนีพยายามที่ค้นหาเส้นทางการเดินเรือของฝ่ายพันธมิตรก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะขนส่งกองทพขนาดใหญ่ข้ามทะเลมาได้
  • 27. ภัยจากเรืออูนั้นเริ่มลดลงเมื่อปี 1917 เมื่อเรือพาณิชย์ของอังกฤษได้เข้าร่วมกับขบวนเรือคุ้มกันซึ่งประกอบไปด้วยเรือพิฆาต ยุทธวิธีดังกล่าวทาให้เป็นการยากที่เรืออูของเยอรมันจะสามารถค้นหาเป้าหมาย ทาให้เกิดความสูญเสียน้อยลง ภายหลังการเปิดตัวไฮโดรโฟนและระเบิดน้าลึก ทาให้เรือพิฆาตมีความหวังที่จะโจมตีเรือดาน้าซึ่งยังปฏิบัติการอยู่ได้ แต่ว่าการใช้ระบบขบวนเรือดังกล่าวก็ทาให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งเสบียง เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการรวบรวมเรือเข้าจัดตั้งเป็นขบวน เหตุการณ์ดังกล่าวได้นาไปสู่การสร้างเรือบรรทุกสินค้าแบบใหม่ จากนั้นเรือทหารก็ไม่สามารถตกเป็นเป้าของเรือดาน้าเยอรมนีได้อีกต่อไป
  • 28. ชัยชนะของฝ่ายพันธมิตร ฝ่ายพันธมิตรได้โจมตีโต้กลับ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าการรุกร้อยวัน เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม1918 ในยุทธการแห่งอเมนส์ กองทัพพันธมิตรสามารถรุกเข้าไปในแนวรบเยอรมันได้ 12 กิโลเมตรในเวลาเพียง 7 ชั่วโมง นายพลอิริค ลูเดนดอร์ฟได้กล่าวถึงวันนี้ว่าเป็น "วันอันมืดมนของกองทัพเยอรมัน" กองทัพฝ่ายพันธมิตรนาโดยกองทัพผสมออสเตรเลีย-แคนาดาที่อเมนส์ และสนับสนุนการเดินทัพของกองทัพอังกฤษไปทางทิศเหนือ และกองทัพฝรั่งเศสไปทางทิศใต้ ขณะที่การต้านทานของฝ่ายเยอรมันที่มีต่อแนวรบกองทัพอังกฤษที่สี่ที่อเมนส์ หลังจากที่กองทัพอังกฤษสามารถรุกเข้าไปได้23 กิโลเมตร และสามารถยุติการรบลงได้ ส่วนกองทัพฝรั่งเศสที่สามได้ขยายแนวรบที่อเมนส์ในวันที่10 สิงหาคม ขณะที่อยู่ทางปีกขวาของกองทัพฝรั่งเศสที่หนึ่ง และสามารถรุกเข้าไปได้ 6 กิโลเมตร เข้าปลดปล่อยเมืองลาร์ชิญี ในการรบที่ดาเนินต่อไปจนกระทั่งถึงวันที่ 16 สิงหาคม ส่วนทางตอนใต้ นายพลมานแชงได้นากองทัพฝรั่งเศสที่สิบมุ่งหน้าไปยังเมืองชัวสซอนส์ในวันที่ 20 สิงหาคม และสามารถจับทหารข้าศึกเป็นเชลยได้กว่าแปดพันคน ปืนใหญ่สองร้อยกระบอกและที่ราบสูงแอเนอ ซึ่งเป็นการกดดันทหารเยอรมันซึ่งประจาอยู่ทางตอนเหนือของเวสเลอ ซึ่งเป็น "วันอันมืดมน" อีกวันหนึ่งที่นายพลลูเดนดอร์ฟได้กล่าวถึง
  • 29. ขณะที่กองทัพอังกฤษที่สามภายใต้การบัญชาการของนายพลบีนง พบว่าแนวรบของข้าศึกเปราะบางลงเนื่องจากมีการถอนกาลังออกไป จึงได้โจมตีด้วยรถถัง 200 คันไปยังเมืองบาโปม และในยุทธการแห่งอัลเบิร์ต กองทัพดังกล่าวได้รับคาสั่งเฉพาะว่า "ทาลายแนวรบของข้าศึก เพื่อที่จะโอบหลังแนวรบของศัตรู ณ เวลานี้" (ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับกองทัพอังกฤษที่สี่ที่เมืองอเมนส์) ผู้บัญชาการทหารฝ่ายพันธมิตรพบว่าการโจมตีทางจุดต้านทานของศัตรูทาให้เกิดการสูญเสียชีวิต และเห็นว่าควรจะผ่านจุดเหล่านี้ไป จากนั้นจึงมีการโจมตีอย่างรวดเร็วเพื่อชิงความได้เปรียบจากการโจมตีที่ประสบความสาเร็จ และยกเลิกการโจมตีหากพบว่าความเร็วในการรุกลดลงจากเดิมแล้ว
  • 30. ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 ทาให้แผนที่ยุโรปเปลี่ยนไปเนื่องจากการล่มสลายของจักรวรรดิใหญ่ทั้งสี่ ก่อให้เกิดประเทศใหม่ ๆ อีกหลายประเทศ เศรษฐกิจตกต่าครั้งใหญ่ทั่วโลกประเทศยุโรปหลายแห่งต่างเป็นลูกหนี้ของสหรัฐอเมริกาซึ่งเติบโตจนกลายเป็นประเทศมหาอานาจของโลกหลังจากสงครามนี้ สงครามโลกครั้งที่ 1 นอกจากจะจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายพันธมิตรแล้ว ยังส่งผลกระทบสาคัญ อื่น ๆ ตามมาอีกหลายประการ ประการแรก หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้เข้าร่วมรบและประกาศศักดาในสงครามครั้งนี้ให้เป็นที่ประจักร ทาให้สหรัฐอเมริกาได้ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในมหาอานาจโลกเสรีบนเวทีโลกเคียงคู่กับอังกฤษและฝรั่งเศส
  • 31. รัสเซียกลายเป็นมหาอานาจโลกสังคมนิยม(โลกคอมมิวนิสต์) หลังจากเลนินทาการปฏิวัติยึดอานาจในปี ค.ศ. 1917 (ช่วงก่อนที่สงครามครั้งที่ 1 จะยุติ) และต่อมาเมื่อสามารถขยายอานาจไปผนวกแคว้นต่าง ๆ มากขึ้น เช่น ยูเครน เบลารุส ฯลฯ จึงประกาศจัดตั้งสหภาพโซเวียต(Union of Soviet Republics -USSR) ในปี ค.ศ. 1922 การร่างสนธิสัญญาสันติภาพแวร์ซายส์ (The Treaty of Veraailles) โดยฝ่ายชนะสงครามสาหรับเยอรมนี และสนธิสัญญาสันติภาพอีก 4 ฉบับสาหรับพันธมิตรของเยอรมนีเพื่อให้ฝ่ายผู้แพ้ยอมรับผิดในฐานะเป็นผู้ก่อให้เกิดสงคราม ในสนธิสัญญาดังกล่าวฝ่ายผู้แพ้ต้องเสียค่าปฏิกรรมสงคราม เสียดินแดนทั้งในยุโรปและอาณานิคม ต้องลดกาลังทหาร อาวุธ และต้องถูกพันธมิตรเข้ายึดครองดินแดนจนกว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขของสนธิสัญญาเรียบร้อยอย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ประเทศผู้แพ้ไม่ได้เข้าร่วมในการร่างสนธิสัญญา แต่ถูกบีบบังคับให้ลงนามยอมรับข้อตกลงของสนธิสัญญา จึงก่อให้เกิดภาวะตึงเครียดขึ้น
  • 32. เกิดการก่อตัวของลัทธิฟาสซิสต์ในอิตาลี นาซีในเยอรมัน และเผด็จการทหารในญี่ปุ่น ซึ่งท้ายสุดประเทศมหาอานาจเผด็จการทั้งสามได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรระหว่างกัน เพื่อต่อต้านโลกเสรีและคอมมิวนิสต์ เรียกกันว่าฝ่ายอักษะ (Axis) ความสูญเสียจากสงครามโลกครั้งนี้ทาให้เกิดการตระหนักถึงความจาเป็นที่จะต้องมีความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อรักษาความมั่นคง ปลอดภัยและสันติภาพในโลก ดังนั้นจึงมีการจัดตั้งองค์การสันนิบาตชาติขึ้นเป็นองค์กรกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศ กระนั้นความพยายามดังกล่าวก็ดูจะล้มเหลว เพราะในปี ค.ศ. 1939ได้เกิดสงครามที่รุนแรงขึ้นอีกครั้ง นั่นคือ สงครามโลกครั้งที่ 2 (สนธิสัญญาแวร์ซายส์ ซึ่งเป็นไปตามหลัก 14 ประการ ของประธานาธิบดีวิลสันของสหรัฐฯ ซึ่งสนธิสัญญาแวร์ซายส์ข้อที่ 1 ทาให้เกิด "สันนิบาตแห่งประชาชาติ")
  • 33. ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะและเกิดสนธิสัญญาสันติภาพที่บีบบังคับประเทศผู้แพ้สงคราม 3ประการ คือ 1. จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจานวนมหาศาล 2. ถูกจากัดกาลังทหารและห้ามสะสมอาวุธ 3. เสียดินแดนที่มีความสาคัญทางเศรษฐกิจ
  • 34. สนธิสัญญาสันติภาพที่สัมพันธมิตรทากับประเทศผู้แพ้สงคราม 5 ประเทศ ได้แก่ - สนธิสญญาแวร์ซายส์ (Versailles Treaty) ทากับเยอรมัน เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1919 ั - สนธิสญญาแซงต์แยร์แมง ทากับออสเตรีย ั - สนธิสญญาเนยยี ทากับบัลแกเรีย ั - สนธิสญญาตริอานอง ทากับฮังการี ั - สนธิสญญาแซฟส์ ทากับตุรกี ภายหลังตุรกีขอแก้ไขสัญญาใหม่เป็นสนธิสัญญาโลซานน์ ั
  • 35. ผลกระทบของสงคราม 1. ความพ่ายแพ้ของมหาอานาจกลางและความหายนะของมนุษยชาติ ทาให้ประเทศต่างๆ มีแนวคิดร่วมมือกันระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ โดยสันติวิธโดยการก่อตั้ง ีองค์การสันนิบาตชาติ 2. เกิดประเทศเอกราชใหม่ๆ 3. สภาพเศรษฐกิจตกต่าทั่วโลก 4. ความสูญเสียทางสังคมและทางจิตวิทยา
  • 36. ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นในยุโรปใน พ.ศ.2457 นั้น ประเทศไทยยังคงยึดมั่นอยู่ในความ เป็นกลางแต่พระ บาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสังเกตความเคลื่อนไหวของคู่สงคราม อย่างใกล้ชิดการสงครามได้รุนแรงขึ้นเป็นลาดับ ทรงเห็นว่าฝ่ายเยอรมนีเป็นฝ่ายรุกรานจึงทรงตัดสินพระ ทัยประกาศสงครามกับเยอรมนีและออสเตรีย -ฮังการี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460แล้วประกาศเรียกพลทหารอาสาสาหรับกองบินและกองยานยนต์ทหารบก เพื่อส่งไปช่วย สงครามยุโรป การส่งทหารไปรบครั้งนี้นับว่าเป็นประโยชน์ เพราะเท่ากับได้เรียนรู้วิชาการทางเทคนิคการรบและการช่างในสมรภูมิจริงๆ
  • 37. เมื่อเสร็จสงครามสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะ ประเทศไทยได้ส่งผู้แทนเข้าประชุม ณ พระราชวังแวร์ซาย ด้วยผลพลอยได้จากการเข้าสงครามนี้ ก็คือสัญญาต่างๆ ที่ไทยทากับเยอรมนีและออสเตรีย -ฮังการี ย่อมสิ้นสุดลงตั้งแต่ไทยประกาศสงครามกับประเทศนั้น และไทยก็ได้พยายามขอเจรจาข้อแก้ไขสนธิสัญญาฉบับเก่า ซึ่งทาไว้กับอังกฤษ ฝรั่งเศส และ ชาติอื่นๆ แต่ก็ประสบความยากลาบากอย่างมาก อาศัยที่ไทยได้ความช่วยเหลือจาก ดร.ฟราน ซิส บี แซยร์ (Dr. Francis B. Sayre)
  • 38. ชาวอเมริกาซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาต่างประเทศจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรี ในที่สุดประเทศต่างๆ 13 ประเทศ รวมทั้งอังกฤษ ตามสนธิสัญญาพ.ศ. 2468 และ ฝรั่งเศส ตามสนธิสัญญา พ.ศ. 2467 ตกลงยอมแก้ ไขสัญญาโดยมีเงื่อนไขบางประการ เช่น จะยอมยกเลิกอานาจศาลกงสุล เมื่อไทยมีประมวลกฎหมายครบถ้วน และยอมให้อิสรภาพในการเก็บภาษีอาการ
  • 39. ยกเว้นบางอย่างที่อังกฤษขอลดหย่อนต่อไปอีก 10 ปีเช่น ภาษีสินค้าฝ้ายเป็น เหล็ก ไทยพยายามเร่งชาระประมวลกฎหมายต่างๆ ต่อมาจนแล้วเสร็จ และเปิดการเจรจาอีกครั้งหนึ่งในที่สุด ประเทศต่างๆ ก็ยอมทาสัญญาใหม่กับไทย เมื่อพ.ศ. 2480 ไทย ได้อิสรภาพทางอานาจศาล และภาษีอากรคืนมาโดยสมบูรณ์
  • 40. QuickTime™ and a decompressor are needed to see this picture.• สงครามโลกครั้งที่ 1
  • 41. ขอบคุณครับ จัดทาโดยนายกิตติพงศ์ จันทวีสมบูรณ์ ม.6/2 เลขที่ 1นายบุญยภัทร อินต๊ะสิน ม.6/2 เลขที่ 2