Your SlideShare is downloading. ×
Computer
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×

Saving this for later?

Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime - even offline.

Text the download link to your phone

Standard text messaging rates apply

Computer

755
views

Published on

Published in: Technology, Education

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
755
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
0
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. เรื่อง ภาษาชั้นสูงมาก ( Very high - Level Language) ภาษาคอมพิวเตอร์
  • 2. ภาษาคอมพิวเตอร์
    • ภาษาใดๆที่ผู้ใช้งานใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์หรือคอมพิวเตอร์ด้วยกัน แล้วคอมพิวเตอร์สามารถทำงานตามคำสั่งนั้นได้
  • 3. ลักษณะของภาษาคอมพิวเตอร์
    • 1. คำสั่งรับข้อมูลและแสดงผล คำสั่งประเภทนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีใช้ในภาษา กับทั้งยังต้องแจกแจงละเอียดต่อไปด้วยว่า รับผ่านอุปกรณ์ใด และแสดงผลทางอุปกรณ์ใด
    • 2. คำสั่งคำนวณ โปรแกรมหรือคำสั่งที่เขียนจะหนีไม่พ้นคำสั่งที่สั่งให้ประมวลผลประเภท บวก ลบ คูณ หาร
    • 3. คำสั่งที่มีการเลือกทิศทาง หมายถึง สั่งให้มีการเปรียบเทียบ เช่น ถ้ามากกว่าให้ทำอย่างหนึ่ง ถ้าเท่ากันให้ทำอย่างหนึ่ง หรือน้อยกว่าให้ทำอีกอย่างหนึ่ง เป็นต้น นอกจากนั้นอาจมีคำสั่งประเภทให้ทำงานเป็นวงซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกว่าจะมีการเปรียบเทียบค่า ซึ่งถ้าเป็นเท่านั้นเท่านี้ หรือมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ให้หยุดได้
    • 4. คำสั่งให้นำโปรแกรมหรือข้อมูลออกมาจาก และ / หรือส่งเข้าไปเก็บในสื่ออย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อเรียกมาใช้ใหม่ได้
  • 4. ภาษาชั้นสูงมาก ( Very high - Level Language)
    • สามารถเรียกได้อีกอย่างว่าภาษาในรุ่นที่ 4 (4 GLs:Fourth Generation Languages) ภาษานี้เป็นภาษาที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าภาษารุ่นที่ 3 มีลักษณะของภาษาในรุ่นที่เป็นธรรมชาติคล้ายๆกับภาษาพูดของมนุษย์จะช่วย ในเรื่องของการสร้างแบบฟอร์มบนหน้าจอเพื่อจัดการเกี่ยวกับข้อมูล
    รวมไปถึงการออกรายงาน ซึ่งจะมีการจัดการ ที่ง่ายมากไม่ยุ่งยากเหมือนภาษารุ่นที่ 3 ตัวอย่างของภาษาในรุ่นที่ 4 ได้แก่ Informix-4GL, Focus, Sybase, InGres เป็นต้น
  • 5. ลักษณะของ 4 GLs
    • เป็นภาษาแบบ Nonprocedural ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้เพียงแต่บอกว่าต้องการอะไร แต่ไม่ต้องบอกถึงรายละเอียดว่าต้องทำอย่างไร คอมพิวเตอร์จะเป็นผู้จัดการให้เองหมด ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการสร้างแบบฟอร์มการรับข้อมูลจากผู้ใช้ผู้เขียนโปรแกรมเพียงแต่ทำการออกแบบหน้าตาของแบบฟอร์มนั้นบนโปรแกรมอิดิเตอร์ ( Editor) ใดๆ และเก็บเป็นไฟล์ไว้เมื่อจะเรียกใช้งานแบบฟอร์มนั้นเพียงแต่ใช้คำสั่งเปิดไฟล์นั้นขึ้นมาแสดงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้โดยทันทีซึ่งต่างจากภาษารุ่นที่ 3 ซึ่งเป็นแบบ Procedural ผู้เขียนโปรแกรม จะต้องเขียนรายละเอียดของโปรแกรมทั้งหมดว่า ที่บรรทัดนี้คอลัมน์นี้จะให้แสดงข้อความหรือข้อมูลอะไรออกมา
  • 6. ลักษณะของ 4 GLs
    • ซึ่งถ้าต่อไปจะมีการปรับเปลี่ยนหน้าตาของแบบฟอร์ม ก็จะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอย่างยิ่ง หรือในการสร้างรายงานด้วย 4 GLs ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายเพียงแต่ระบุลงไปว่าต้องการรายงานอะไร มีข้อมูลใดที่จะนำมาแสดงบ้าง โดยไม่ต้องบอกถึงวิธีการสร้างหรือการดึงข้อมูลแต่อย่างใด 4 GLs จะจัดการให้เองหมดส่วนใหญ่จะพบว่า 4 GLs มักจะอยู่ควบคู่กับระบบฐานข้อมูล โดยผู้ใช้ระบบฐานข้อมูลจะสามารถจัดการฐานข้อมูลได้โดยผ่านทาง 4 GLs นี้
  • 7. ส่วนประกอบของภาษา 4 GLs (Fourth Generation Languages)
    • โดยทั่วไปแล้ว 4 GLs จะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนดังต่อไปนี้
    • เครื่องช่วยสร้างรายงาน ( Report Generators)
    • หรืออาจเรียกได้อีกอย่างว่า เครื่องมือช่วยเขียนรายงาน ( Report Writer) เป็นโปรแกรมสำหรับผู้ใช้ ( end - users) ให้สามารถสร้างรายงานอย่างง่ายได้ด้วยตนเอง โดยผู้ใช้สามารถกำหนดเงื่อนไขและข้อมูลที่จะออกมาพิมพ์ในรายงานรวมไปถึงรูปแบบ ( format) ของการพิมพ์ไว้ โปรแกรมช่วยสร้างรายงานนี้จะทำการพิมพ์รายงานตามรูปแบบที่เรากำหนดไว้ให้
  • 8. ส่วนประกอบของภาษา 4 GLs
    • ภาษาช่วยค้นหาข้อมูล ( Query Languages)
    • เป็นภาษาที่ช่วยในการค้นหาหรือดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล ภาษานี้จะง่ายต่อการใช้งานมาก เนื่องจากจะอยู่ในรูปแบบที่ ใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษมาก ตัวอย่างของภาษาช่วยค้นหาข้อมูลนี้ได้แก่ ภาษา SQL (Structured Query Language) ภาษา QBE (Query - By - Example) และ Intellect เป็นต้น
    • เครื่องมือช่วยสร้างโปรแกรม ( Application Generators)
    4GLs จะมีรูปแบบการเขียนโปรแกรมเฉพาะตัว และสามารถเรียกใช้เครื่องมือช่วยสร้างโปรแกรมนี้ทำการแปลง 4 GLs ให้กลายเป็นโปรกรมในภาษารุ่นที่ 3 ได้ เช่น ภาษาโคบอล หรือ ภาษาซี เป็นต้น ซึ่งอาจนำภาษาโคบอล หรือซีที่แปลงได้ไปพัฒนาต่อเพื่อใช้กับงานที่มีความซับซ้อนมากๆ ต่อไป
  • 9. ประโยชน์ของ 4 GLs
    • เป็นภาษาที่ง่ายต่อการเรียนรู้ คำสั่งแต่ละคำสั่งสื่อความหมายได้อย่างชัดเจน ดังนั้น
    • จึงสามารถใช้เวลาในการศึกษาสั้นกว่าภาษารุ่นที่ 3
    • ประหยัดเวลาในการเขียนโปรแกรมได้มาก เนื่องจาก 1 คำสั่งของ 4 GL ถ้าต้อง
    • เขียนด้วยภาษารุ่นที่ 3 อาจต้องเขียนถึง 100 กว่าคำสั่งในการทำงานแบบเดียวกัน
    • สนับสนุนระบบจัดการฐานข้อมูล ทำให้สามารถจัดการกับข้อมูลได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว
    • สามารถสร้างแบบฟอร์มเพื่อจัดการกับข้อมูลในฐานข้อมูล และออกรายงานได้
    • อย่างง่ายดาย ไม่ยุ่งยาก
    • มีเครื่องมือการใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกในการเขียนโปรแกรมมาพอสมควร
    • สามารถทำงานได้ในลักษณะ Interactive คือมีการโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ทันที
  • 10. ตัวอย่างการเขียน 4GLs
    • มีนักเขียนโปรแกรมกล่าวว่า ถ้าใช้ภาษาในยุคที่ 4 นี้เขียนโปรแกรมจะทำให้ได้งานที่เพิ่มขึ้นถึงสิบเท่าตัว ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการพิมพ์รายงานแสดงจำนวนรายการสินค้าที่ขายให้ลูกค้าแต่ละคนในหนึ่งเดือน โดยให้แสดงยอดรวมของลูกค้าแต่ละคน และให้ขึ้นหน้าใหม่สำหรับการพิมพ์รายงานลูกค้าแต่ละคน จะเขียนโดยใช้ภาษาในยุคที่ 4 ได้ดังนี้
  • 11. รายงานแสดงจำนวนรายการสินค้าที่ ขายให้ลูกค้าแต่ละคนในหนึ่งเดือน
  • 12. ตัวอย่างโปรแกรม 4 GLs
    • โปรแกรม Visual Basic (VB) เป็นโปรแกรมสำหรับพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ที่กำลังเป็นที่ นิยมใช้อยู่ในปัจจุบัน โปรแกรม Visual Basic เป็นโปรแกรมที่ได้เปลี่ยนรูปแบบการเขียนโปรแกรมใหม่ โดยมีชุดคำสั่งมาสนับสนุนการทำงาน มีเครื่องมือต่าง ๆ ที่เรียกกันว่า คอนโทรล ( Controls) ไว้สำหรับช่วยในการออกแบบโปรแกรม โดยเน้นการออกแบบหน้าจอแบบกราฟฟิก หรือที่เรียกว่า Graphic User Interface (GUI)
  • 13. ตัวอย่างการเขียนโปรแกรม ภาษาชั้นสูงมาก ( Very high - Level Language)
    • การสร้างเครื่องคิดเลข ด้วยโปรแกรม Visual Basic.Net
  • 14. ขั้นตอนการสร้าง
    • ปุ่ม C ที่ Name เปลี่ยนชื่อเป็น btnCLR
    • ปุ่ม 7 "---------------" btn_Num_7
    • ปุ่ม 8 "---------------" btn_Num_8
    • ปุ่ม 9 "---------------" btn_Num_9
    • ปุ่ม 4 "---------------" btn_Num_4
    • ปุ่ม 5 "---------------" btn_Num_5
    • ปุ่ม 6 "---------------" btn_Num_6
    • ปุ่ม 1 "---------------" btn_Num_1
    • ปุ่ม 2 "---------------" btn_Num_2
    • ปุ่ม 3 "---------------" btn_Num_3
    • ปุ่ม 0 "---------------" btn_Num_0
    • ปุ่ม . " dot หรือจุด ------" btnNumPeriod
    • ปุ่ม + " บวก -----------" btn_Operator_Add
    • ปุ่ม - " ลบ ------------" btn_Operator_Subt
    • ปุ่ม x " คูณ ------------" btn_Operator_Multi
    • ปุ่ม / " หาร ------------" btn_Operator_div
    • ปุ่ม = " เท่ากับ ---------" btnCalculate
  • 15. โค้ดในการทำงาน
    • Public Class Form1
    • Inherits System.Windows.Forms.Form
    • Private Var1 As Double
    • Private var2 As Double
    • Private Temp As Double
    • Private Memory As Double
    • Private period As Boolean
    • Private [Operator] As String
    • Private Status As Boolean
  • 16. ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ปุ่ม 7 แล้วเขียนโค๊ดลงไปดังนี้
    • Private Sub btn_Num_7_Click(ByVal sender As System.Object, _
    • ByVal e As System.EventArgs) Handles btn_Num_7.Click
    • If Status = False Then
    • TextBox1.Text = TextBox1.Text + CStr( 7 )
    • Else
    • TextBox1.Text = 7
    • Status = False
    • End If
    • End Sub
    ปุ่มตัวเลขจะใช้วิธีการเขียนโค้ดเหมือนกัน โดยการดับเบิ้ลคลิกที่ปุ่มตัวเลข แล้วแก้ไขเฉพาะตัวเลขที่แสดงค่าของปุ่ม หรือ บริเวณ CStr( 7 ) และ TextBox1.Text = 7
  • 17. ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ปุ่ม . (dot หรือ จุด ) แล้วเขียนโค๊ดลงไปดังนี้
    • Private Sub btnNumPeriod_Click(ByVal sender As System.Object, _
    • ByVal e As System.EventArgs) Handles btnNumPeriod.Click
    • If Status = False Then
    • If period = False Then
    • If TextBox1.Text.Length > 0 Then
    • TextBox1.Text = TextBox1.Text + "."
    • Else
    • TextBox1.Text = "0."
    • End If
    • period = True
    • End If
    • End If
  • 18. ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ปุ่ม + แล้วเขียนโค๊ดลงไปดังนี้
    • Private Sub btn_Operator_Add_Click(ByVal sender As System.Object, _
    • ByVal e As System.EventArgs) Handles btn_Operator_Add.Click
    • If TextBox1.Text.Length <> 0 Then
    • If [Operator] = &quot;&quot; Then
    • Var1 = CDbl(TextBox1.Text)
    • TextBox1.Text = &quot;&quot;
    • Else
    • Calculate()
    • End If
    • [Operator] = &quot;Add&quot;
    • period = False
    • End If
    • End Sub
  • 19. ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ปุ่ม - แล้วเขียนโค๊ดลงไปดังนี้
    • Private Sub btn_Operator_Subt_Click(ByVal sender As System.Object, _
    • ByVal e As System.EventArgs) Handles btn_Operator_Subt.Click
    • If TextBox1.Text.Length <> 0 Then
    • If [Operator] = &quot;&quot; Then
    • Var1 = CDbl(TextBox1.Text)
    • TextBox1.Text = &quot;&quot;
    • Else
    • Calculate()
    • End If
    • [Operator] = &quot;Sub&quot;
    • period = False
    • End If
    • End Sub
  • 20. ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ปุ่ม x แล้วเขียนโค๊ดลงไปดังนี้
    • Private Sub btn_Operator_Multi_Click(ByVal sender As System.Object, _
    • ByVal e As System.EventArgs) Handles btn_Operator_Multi.Click
    • If TextBox1.Text.Length <> 0 Then
    • If [Operator] = &quot;&quot; Then
    • Var1 = CDbl(TextBox1.Text)
    • TextBox1.Text = &quot;&quot;
    • Else
    • Calculate()
    • End If
    • [Operator] = &quot;Mult&quot;
    • period = False
    • End If
    • End Sub
  • 21. ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ปุ่ม / แล้วเขียนโค๊ดลงไปดังนี้
    • Private Sub btn_Operator_div_Click(ByVal sender As System.Object, _
    • ByVal e As System.EventArgs) Handles btn_Operator_div.Click
    • If TextBox1.Text.Length <> 0 Then
    • If [Operator] = &quot;&quot; Then
    • Var1 = CDbl(TextBox1.Text)
    • TextBox1.Text = &quot;&quot;
    • Else
    • Calculate()
    • End If
    • [Operator] = &quot;Div&quot;
    • period = False
    • End If
    • End Sub
  • 22. ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ปุ่ม C แล้วเขียนโค๊ดลงไปดังนี้
    • Private Sub btnCLR_Click(ByVal sender As System.Object, _
    • ByVal e As System.EventArgs) Handles btnCLR.Click
    • TextBox1.Text = &quot;&quot;
    • Var1 = 0
    • var2 = 0
    • [Operator] = &quot;&quot;
    • period = False
    • End Sub
  • 23. ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ปุ่ม = แล้วเขียนโค๊ดลงไปดังนี้
    • Private Sub btnCalculate_Click(ByVal sender As System.Object, _
    • ByVal e As System.EventArgs) Handles btnCalculate.Click
    • If TextBox1.Text.Length <> 0 AndAlso Var1 <> 0 Then
    • Calculate()
    • [Operator] = &quot;&quot;
    • period = False
    • End If
    • End Sub
  • 24. โค๊ดสมการแปลผล
    • Public Sub Calculate()
    • var2 = CDbl(TextBox1.Text)
    • If [Operator] = &quot;Add&quot; Then
    • Var1 = Var1 + var2
    • ElseIf [Operator] = &quot;Sub&quot; Then
    • Var1 = Var1 - var2
    • ElseIf [Operator] = &quot;Mult&quot; Then
    • Var1 = Var1 * var2
    • ElseIf [Operator] = &quot;Div&quot; Then
    • Var1 = Var1 / var2
    • ElseIf [Operator] = &quot;Sqrt&quot; Then
    • Exit Sub
    • ElseIf [Operator] = &quot;Pow&quot; Then
    • Var1 = System.Math.Pow(Var1, var2)
    • ElseIf [Operator] = &quot;Inve&quot; Then
    • Exit Sub
    • End If
    • TextBox1.Text = CStr(Var1)
    • Status = True
    • End Sub