Chaos1

2,820 views
2,732 views

Published on

my homework,,the present of chaos theory in crisis communications subject

sukanda panpetch

1 Comment
5 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
2,820
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
4
Actions
Shares
0
Downloads
281
Comments
1
Likes
5
Embeds 0
No embeds

No notes for slide
  • กราบเรียนท่านอาจารย์ สวัสดีชาวมาคอมทั้งรุ่นหนึ่งรุ่นสองทุกคนนะคะ วันนี้ดิฉันเป็นตัวแทนกลุ่มจะมาพรีเซนท์บทที่ 11 เรื่อง เคออสเทียเออะรี ค่ะ
  • ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับเคออสทีเอะรีก่อนค่ะ สำหรับคำว่าเคออส หลายคนคงทราบความหมายว่า เคออส หมายถึงความโกลาหลวุ่นวาย ในที่นี้ก็เช่นเดียวกัน เคออสทีเอะคือ ทฤษฎีความโกลาหลที่ใช้ศึกษาพลวัตที่ไม่เป็นระเบียบ แต่จริงๆ แล้วมีระเบียบที่แน่นอนแอบแฝงอยู่ ซึ่งเราเรียกมันว่า order ก็คือระเบียบที่แอบควบคุมความโกลาหล สำหรับในทางสังคมศาสตร์ เคออสคือวิวัฒนาการของระบบความคิดที่มีความซับซ้อนและเอามาจับความสับสนอลหม่านตามธรรมชาติและพฤติกรรมในสังคม โดยจะหมายรวมไปถึงภาวะวิกฤติด้วย นะคะ ถ้าฟังแล้วรู้สึกงง ขอร้องอย่ายกมือถามเด็ดขาด ฟังต่อไปก่อน
  • การที่นิยามของเคออสมันค่อนข้างจะซับซ้อนนิดๆ ทั้งนี้เพราะเคออสทีเอะรีเป็นความรู้ที่มาจากสายคณิตศาสตร์วิทย์ธรรมชาติ แต่เพราะดันหนังสือเคออสเล่มหนึ่งออกมาแล้วเขียวแบบที่คนนอกสาขาคณิตฟิสิกต์เข้าใจได้ ก็เลยปรากฏว่าหนังสือก็ขายดี ทำให้มีนักวิชาการ นักสังคมศาสรตร์ นักจิตวิทยาให้ความสนใจทีเอรีนี้มากมาย เคออสก็เลยกลายเป็นพาราดามทางเลือกอีกตัวหนึ่งที่จะนำมาใช้เปรียบเทียบและอธิบายวิกฤติต่างๆ ในองค์กร
  • สำหรับจุดที่ดึงดูดของทีเออรีนี้ มาจากความชื๊นนชมในความโกลาหลอลหม่าน ฟังดูแล้วแปลกๆ แต่สำหรับนักวิชาการก็ถือว่าดึงดูดใจ เพราะเคออสสามารถหาระบบระเบียบมาอธิบายเหตุตตตตต อธิบายผลผผของความโกลาหลในองค์กรและปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ โดยเคออสจะเป็นหลักของปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแต่จริงๆ มันมี ส่วนบุคคลที่มีความสำคัญในการนำเคออสมาใช้อธิบายองค์กรก็คือ นายมอร์แกน กาเร็ท คนในรูปนั่นเอง
  • เรื่องของเคออสกับปรากฏการณ์และเคสต่างๆ เราจะดูตามใน text เลยนะคะ เริ่มจากเคสแรก เหตุระเบิดต่อเนื่องที่โรงงานมัลเดนมิลคอมเพล็ก เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่ผลิตสิ่งทอและขนสัตว์ สาเหตุระเบิดคาดว่าท่อเดินแก๊สระเบิด แต่โชคดีไม่มีคนเสียชีวิต บาดเจ็บ 33 ราย เจ็บสาหัสอีก 8 ราย เรียกว่าเป็นเหตุระเบิดไฟไหม้ครั้งประวัติศาสตร์ของแมสซาชูเซตกันเลยทีเดียว
  • สำหรับเคสมัลเดนมิวนี้เมื่อมองตามแนวเคออสทีเออรีจะแลเห็นเงื่อนไขตามทฤษฎีอยู่ 6 ข้อด้วยกัน ซึ่ง 6 ข้อนี้ก็คือองค์ประกอบสำคัญของเคออสทีเออรี ที่เราจะอธิบายต่อไปนี้ค่ะ
  • องค์ประกอบตัวแรกก็คือ ............ หรือ ความไวต่อสภาวะเริ่มต้น โดยเอ็ดวาร์ดลอเรนซ์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงข้อมูลนำเข้าเพียงเล็กน้อยจะสามารถนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นี่ก็คือที่มาของแนวคิด บัตเตอร์ไฟ เอ็ฟเฟ็ก แค่ผีเสื้อกระพือปีกก็อาจก่อให้เกิดเฮอรริเคนในอีกสิบปีข้างหน้า อย่างบางคนในห้องนี้ถ้าเคยดูภาพยนตร์เรื่องบัตเตอรไฟล เอ็ฟเฟ็ก พอพูดถึงตรงนี้คงจะอ๋อเลย ไม่ว่าจะภาค 1 หรือ 2 หรือ 3 แนวทางเดียวกันหมดก็คือ การเปลี่ยนแปลงแม้เพียงคำพูดประโยคเดียวก็สามารถทำให้อนาคตแตกต่างแบบสุดขั้วไปเลยก็ได้
  • ส่วนองค์ประกอบตัวที่ 2 ได้แก่ .......... คือไม่สามารถทำนายได้ในระยะยาว อันนี้คือเป็นลักษณะของระบบเคออสติกอยู่แล้วที่จะทำนายได้ดีที่สุดก็แค่ระยะสั้น เพราะพื้นฐานเคออสติกมันเป็นนอนลิเนียที่ไร้ระเบียบ แม้จะรู้จุดเริ่มต้นก็ยากที่จะรู้จุดจบ เช่น เรื่อง เอกภพ จักรวาล ต่อให้เรารู้ที่มาก็ไม่สามารถทำนายความโกลาหลที่กระจัดจายต่อไปอีกหลายล้านล้านปีได้ แม้แต่สภาพอากาศ อุตุยังต้องอาศัยการทำนายระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง จะทำนายข้ามปีข้ามเดือนนั้นเป็นไม่ได้ยาก
  • ถัดมาองค์ประกอบตัวที่ 3 ไบเฟอเคชั่น อันนี้เรียกแบบไทยๆ ได้ว่า ทางสองแพร่ง ซึ่งทางสองแพร่งนี้จะเรียกให้ง่ายกว่านั้นก็คือ จุดเปลี่ยนของสภาวะต่างๆ จากการที่ความโกลาหลเดินทางมาจนถึงช่วงวิกฤติที่เรียกว่า period doubling แล้ว ไบเฟอเคชั่นก็จะเกิดขึ้น งงไหมคะ ยกตัวอย่างเช่น ชีวิตคู่ ถ้ามันมาถึงจุดวิกฤติหรือ period boubling มักจะมี 2 ทางออกแวบเข้ามาในใจของทุกคนว่า จะอยู่ หรือจะไป คุณว่ามีทางเลือกที่ 3 ไหม .... นั่นก็คือเลือกที่จะ ... ที่นี้มาดูตามแนวทางของไบเฟอเคชั่นนะคะ ไม่ว่าทางออกคืออยู่หรือไป ยังมีเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ทางสองแพร่งอื่นๆ ได้อีกเรื่อยๆ เช่น เลือกอยู่อย่างเจ็บๆ หรืออยู่เพื่อลูกแต่ตัวใครตัวมัน มันสุดแท้แต่เงื่อนไขที่บีบสภาวะนั้นๆ อยู่ เข้าใจไหมคะ
  • ส่วนอันนี้สำคัญมากเหมือนกัน attractor หรือตัวดึงดูด ที่สร้างให้เกิดพฤติกรรมในระบบไร้ระเบียบ ไม่เข้าใจให้ลองสมมุติจากรูปว่า ที่หมุนๆ อยู่เนี่ยคือพฤติกรรมของสสารหรือเหตุการณ์ภายใต้เงื่อนไขที่บีบมันให้ต้องกลายเป็นรูปนี้ จะเห็นว่าพฤติกรรมมันมีความโกลาหลวนเวียนอยู่ในตัวเองจริงๆ แต่ก๊อยังมีทิศทาง นะคะ โดย attractor จะมีอยู่ 4 แบบ คือ พอยท์ ทิศทางเดียว เพนดูลัม ไปมาระหว่างสองจุด ทอรัส เป็นวงโคจรที่หลากหลาย และสเตนจ์ จะมีรูปคล้ายผีเสื้อ นิยมใช้อธิบายพฤติกรรมองค์กรมากที่สุด สำหรับ attractor พูดได้ว่าเป็นได้ทั้งสาเหตุปัญหา และวิธีการแก้ เพราะมันคือพฤติกรรมที่เกิดจากเคออติกระบบความโกลาหล เช่น บ้านเรามีคนอยู่เยอะมีกิจกรรมเยอะค่าไฟเลยแพง attractor ที่เป็นปัญหาคือพฤติกรรมการใช้ไฟของคนในบ้าน แต่พอค่าไฟแพงมากๆ จนหัวหน้าครอบครัวทนไม่ไหวรณรงค์การประหยัดไฟ อันนี้ก็คือ attractor วิธีการแก้ปัญหา
  • ใกล้หมดแล้วเหลือองค์ประกอบอีก 3 ตัว อันนี้คือ นอนลีเนียความไร้ระบบ เป็นระบบที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ นั้นไม่เป็นเส้นตรง แต่จะเป็นรูปตัวยู ตัวแอล หรืออะไรก็ได้ อย่างเช่นตามสมการนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วผลรวมจากสองข้างมันต้องเท่ากัน เหมือน 1 บวกกันห้าครั้งต้องเท่ากับ 5 แต่ นอนลิเนียไม่ใช่ ระหว่างบวกหนึ่งกันห้าครั้งไม่รู้ว่าอะไรจะมาแทรกแซงจนผลลัพธ์แตกต่างออกไป เป็นต้น
  • ส่วนองค์ประกอบตัวนี้ คือ feedback ถ้าคิดตามความรู้เดิมที่เรามีมาคือผิดเลย เพราะโพสิติฟฟีดแบกไม่ใช่เรื่องดี เนกาทีฟก็ไม่ใช่เรื่องร้าย อธิบายได้ง่ายๆ ว่า เนกาทีฟจะเป็นตัวนำพากลับไปสู่สภาวะปกติ ส่วนโพสิตีฟคือตัวขยายเหตุการณ์ให้มันบานปลายยจนความโกลาหลเกิดขึ้น เช่น ไม้ขีดไฟที่จุดแล้วถูกเป่าจนดับเรียกว่าเป็นเนกาทีฟ แต่ไม้ขีดไฟที่กระเด็นไปตกใส่ดินเบินจนระเบิดโป๊ะเป๊ะ อันนี้คือโพสิตีฟ ทั้งสองค่านี้ต้องมีเสมอกันจึงนะสมดุลไม่เกิดเคออสขึ้น นะคะ
  • องค์ประกอบข้อนี้ไม่มีอะไรมาก เป็นการบริหารจัดการองค์กรของตัวเองด้วยตนเอง โดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก เป็นการเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หลังเจอวิกฤติ คืออย่างน้อยก็ต้องปรับปรุงอะไรสักอย่าง
  • ที่นี้เมื่อรู้จักเคออสทีเออรีไปพอสมควรแล้วมาดูในมุมที่เกี่ยวข้องกับวิกฤติในองค์กรจริงๆ บ้าง แนวคิดสำคัญก็คือทุกอย่างจักรวาลนี้มีพื้นฐานมาจากความโกลาหลอยู่แล้ว เช่น การมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้าเพราะความโกลาหลกระเจิดกระเจิงของคลื่นแสงที่ทำให้เราเห็นเป็นเช่นนั้น เช่นเดียวกับวิกฤติในองค์กรที่ควรตั้งสมมุติฐานไว้ก่อนเลยว่าเดิมทีมันก็อยู่ในระบบโกลาหลเคออสติกอยู่แล้ว ก็คือจุดเริ่มขององค์กรต้องมีสาเหตุที่นำมาสู่วิกฤติในวันนี้
  • ที่นี้มาดูเคสแยกวิเคราะห์ตามองค์ประกอบเคออสกันบ้างนะคะ เริ่มจาก ......... ไวต่อสภาวะเริ่มต้น ดูจากภาพแรกค่ะ เป็นภาพโรงงานหมากฝรั่งระเบิด สาเหตุมาจากประกายไฟเล็กๆ ในอากาศมาโดนสารทำหมากฝรั่งจึงทำให้ระเบิดจนเสียหายขนาดตายไป 6 บาดเจ็บ 54 ส่วนภาพด้านล่างเรือน้ำมันเอ็กซอนรั่ว จะเห็นว่ามีจุดเล็กๆ แต่สำคัญคือการใช้ลูกเรือที่ขาดประสบการณ์และไม่จัดการอบรมเรื่องแนวหินต่างๆ ให้ดีพอถึงได้เป็นแบบนี้ ส่วนภาพเครื่องบินควันขึ้นอันนั้นคือเที่ยวบินวาลูเจ็ทไฟลท์ 592 เกิดเหตุไม่คาดฝันเพราะโหลดถังออกซิเจนขึ้นเครื่องหนักเกิดไปนิดหน่อยทำให้ห้องบรรทุกสินค้าระเบิด เครื่องบินถึงกับควบคุมไม่ได้แต่สุดท้ายยังลงจอดปลอดภัย ทั้งหมดก็จะเห็นว่า จุดเริ่มต้นเล็กที่แตกต่างสามารถให้ผลลัพธ์ดีร้ายต่างกันได้ขนาดนี้
  • ส่วนอันนี้เป็นเคสไฟไหม้จากเหตุระเบิดโรงงานมัลเด็นมิลผลิตขนแกะและสิ่งทอที่กล่าวไปแล้ว ถ้าพูดถึงการทำนาย ก็คงทายไม่ได้อยู่แล้วว่าจะเกิดอุบัติเหตุยิ่งหลังเกิดเหตุเดายากเข้าไปใหญ่ อย่างเคสนี้คาดการตามหลักทั่วไปจะก็ได้ว่า โรงงานต้องสร้างใหม่ แรงงานส่วนใหญ่คงได้รับการดูแลชดเชยเงินเดือน แต่ปรากฏว่าเกินคาดหมาย เพราะนายอารอนซีอีโอทั้งสร้างโรงงานแถมให้ดีกว่าเดิมแบบสุดๆ พนักงานพันสี่ร้อยคนก็ให้เงินเดือนเต็มๆ ตลอดระยะการสร้างโรงงานแถมให้หลักประกันสุขภาพอีกเก้าเดือน ฟังดูเหมือนจะดีแต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็มาอีก คือขนสัตว์ปลอมขายดี ลูกค้าขายกำไรหด มัลเดนเลยอยู่ในสถานะล้มละลายถึงหกปี ... จะเห็นว่าปัจจัยเหล่านี้มันเป็นเรื่องของอนาคตคาดการณ์ได้ยากจริงๆ
  • ยังอยู่ที่เคสเดิมกรณีไฟไหม้โรงงานมัลเดนแต่มาวิเคราะห์ตามไบเฟอเคชั่นทางสองแพร่งกันบ้าง เหตุการณ์นี้รุนแรงมากต้องพารถ พาเครื่องบิน พาเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือชีวิตคนงานอย่างเนืองแน่น ซึ่งก็เยี่ยมมากเพราะไม่มีใครเสียชีวิตเลย แต่อีกด้านนึงเพราะมุ่งช่วยเหลือชีวิตทำให้การดับไฟเลทไปสิบห้านาทีทำให้ระเบิดมันต่อเนื่องจนอาคารไม่เหลือซาก หรืออย่างรถราเครื่องมือที่เตรียมมาสุดท้ายก็แออัดเข้าดับไฟไม่ได้ ถูกไฟล้อมอีกตะหาก นะคะ และยังลมฟ้าอากาศก็เป็นตัวแปรให้เกิดทางสองแพร่งได้เช่นเดียวกัน
  • ส่วนอันนี้เคสน้ำท่วมกับ attractor ยังจำได้อยู่ใช่ไหม๊ว่า attractor คือพฤติกรรมจากนอนลิเนียรซิสเต็มระบบไร้ระเบียบ เคสนี้คือน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เรดริเวอร์วัลเล ความรุนแรงคือผู้คนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก attractor ที่เข้ามาแก้ปัญหาก็คือ องค์กร us national guard กับ fema ซึ่งก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับชาวบ้านชาวเมือง หรือย้อนไปกรณีมัลเดน นายอารอน ceo ที่บอกว่าคุ้มครองคนงานนุ่นนี่นั่นก็คือ attractor แล้วก็ยังมีเคสอื่นๆ เช่น จอนสันแอนจอนสันที่มีวัฒนธรรมองค์กรว่าผู้บริโภคสำคัญที่สุด พฤติกรรมอย่างนี้ก็เป็น เป็นสเตนจ์ attractor เป็นต้น
  • ถัดมา นอนลิเนียร์ อันนี้เป็นเรื่องที่ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันเลย อย่างไฟไหม้ที่มัลเดน กับการล้างมือ คือโยงมาว่าเศษฝุ่นในอากาศมันอาจตกค้างอยู่ถ้าคนงานล้างมือไม่สะอาดอาจทำให้ผู้บริโภคป่วย หรืออย่างเอ็กซอน พอน้ำมันรั่วมาตรการที่มีๆ อยู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะเห็นว่าเหตุการณ์ต่างๆ ในโลกบางทีมันเป็นนอนลิเนียแบบนี้ คาดการณ์ก็ไม่ได้ จะจัดการตามแผนบางทีก็ทำไม่ได้
  • ส่วนอันนี้ feedback อย่างที่บอกไปแล้วว่าเนกาตีฟคือย้อนหลังกลับมาสู่ภาวะปกติ ( ซึ่งภาวะปกติมันอาจจะไม่ดีก็ได้ ) ส่วนโพสิตีฟคือเหตุการณ์ที่ขยายตัวออกจากจุดสมดุลไปสู่เคออส ดูจากเคสไฟไหม้โรงงานมัลเด็นอีกครั้ง เนกาตีฟก็คือความพยายามจะให้เหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนโพสิตีฟคือเส้นใย กระแสลมแรง และสภาพอากาศที่ทำวิกฤติให้ขยาย แต่อย่างที่บอกคือทั้งสองอย่างต้องมาพบกันจึงจะสมดุล เพราะถ้าวิกฤติไม่ขยายตัว self organization หรือการปรับปรุงองค์กรก็จะไม่เกิดขึ้น
  • อันนี้ก็จะเห็นชัดเลยว่าฟ้าหลังฝนเป็นอย่างไร เมื่อเจอวิกฤติเข้าไปโรงงานก็ทำใหม่ไฉไลกว่าเดิม ส่วนน้ำท่วมที่ red river valley กลับกลายเป็นทำให้สองรัฐคือ มอรเฮดกับฟาโกที่ได้รับผลกระทบหันมาร่วมมือร่วมใจกัน พัฒนาอะไรร่วมกันอีกตั้งหลายอย่าง
  • จะจบแล้ว ที่นี้มาดูการนำไปใช้ในการวิจัยและการบริหารจัดการบ้างนะคะ จากมุมมองทางการวิจัย เคออสก็คือเป็นกรอบแนวคิดทางเลือกที่จะมาใช้วิเคราะห์องค์กร ซึ่งมันก็มีประโยชน์มากเลยเพราะจากเดิมที่คิดที่มองอะไรแบบเป็นระเบียบก็กลายมาเป็นนอนลิเนียร์ไร้ระเบียบกันบ้าง ทำให้วิเคราะห์วิกฤติต่างๆ ที่มีความซับซ้อนได้ดีมากขึ้น แต่หลักการสำคัญที่ต้องรับรู้ไว้ก็คือ 1. สิ่งเล็กๆ มีความสำพันธ์ต่อวิกฤติองค์กรมาก อย่ามองข้ามปัญหาเล็กๆ น้อยๆ แม้แต่เรื่องอุณภูมิ ฝุ่นละอองในอากาศ 2. เรื่องของการทำนายระยะยาวมันยากก็ทำนายระยะสั้นไว้ให้มากๆ เพราะการทำนายอะไรไว้ล่วงหน้าเป็นสิ่งจำเป็น เผื่อเหลือเผื่อขาดอาจจะใช้รับมือกับวิกฤติที่กำลังจะเข้ามาได้ทันท่วงที
  • 3 เรื่องของไบเฟอเคชั่นทางสองแพร่งต้องตระหนักไว้เสมอว่ามันทำให้เกิดจุดเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ทั้งที่ดีและเลวร้าย ดังนั้นการบริหารจัดการต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นให้ได้เป็นสำคัญ 4. อย่าลืมว่ารูปแบบปัญหาบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ อย่างเช่น attractor พฤติกรรมร้ายๆ ของคนในองค์กรซึ่งเราไม่เคยรู้ แม้กระทั่งระดับผู้บริหารถ้าซุก attractor แย่ๆ ไว้องค์กรก็ต้องวิกฤติในสักวัน 5. เรื่องของระเบียบและความสับสนมันเป็นปกติธรรมชาติในองค์กรอยู่แล้ว ถึงกระนั้นมันก็มีประโยชน์ต่อองค์กรได้ เช่นเกิดวิกฤติ องค์กรก็ต้องปรับตัว อะไรที่ควรจะมีมาตั้งนานแล้วก็จะมีขึ้นมาได้เพราะวิกฤตินี่แหละ
  • 6. การหาสาเหตุวิกฤติต่างๆ จะยากมากขึ้นถ้าแยกส่วนไม่มองภาพรวม เพราะสาเหตุต่างๆ มันมีความสัมพันธ์กัน 7. โพสิตีฟ
  • Chaos1

    1. 1. Chaos Theory An Alternative Paradigm in the Study of Organization Crises Sukanda Panpetch
    2. 2. Introduction. C haos theory is the study of nonlinear dynamics, where seemingly random but it’s have orders and events are actually predictable from simple deterministic equations. In social science chaos theory is revolution of complexity ideas system. This revolution began with a set of ideas having to do with disorder in nature and social behavior.
    3. 3. C haos theory is rooted in mathematics and the natural sciences, but the bestselling book by James Gleick made chaos theory understandable to those outside the mathematics and physics disciplines. Shortly thereafter, social, scientists, organizational scholars, and psychologists became interested in chaos theory and could be used as a lens for understanding the complex social and psychological interactions that make up these disciplines. Chaos theory is an alternative paradigm in the study of organization crises as a metaphor to explain phenomena. Introduction.
    4. 4. The appeal of chaos theory. T he appeal of chaos theory has been likened to a romantic appreciation of disorder and could be used as a lens for viewing organizations and seek to find order emerging in systems that may not exhibit a clear sense of cause and effect thus Chaos is a state whereby phenomena that appear to be unrelated actually follow an unknown or hidden pattern chaos used as metaphors to explain organizational phenomena of a nonmathematical nature. Morgan Gareth was a key player and Following this lead, others have encouraged the use of chaos theory as a metaphor in the study of organizational phenomena as well.
    5. 5. The Malden Mill Fire
    6. 6. The incident viewed through chaos theory. 1- sensitive dependence to intial conditions. 2- the inability to predict occurrences for the long run. 3- the presence of bifurcations. 4- a phenomenon known as a strange attractor. 5- behavior that is nonlinear. 6- the presence of positive feedback. All important concepts conditions in chaos theory.
    7. 7. S ensitive Dependence on Initial Conditions Components of chaos theory. Edward Lorenz noted that a slight change in the initial input of data can lead to vastly different results. This now famous occurrence led to the popular "butterfly effect" illustration. The key to unlocking chaos theory: A slight change in initial conditions can lead to a vastly different outcome in the system.
    8. 8. Components of chaos theory. U npredictability in the Long Run The behavior of a chaotic system cannot be predicted in the long run. At best, there may be some accuracy in short-term predictions. The predicting in the long-ran is impossible, but short-run predictions are possible.
    9. 9. Components of chaos theory. B ifurcations A bifurcation is a point in the behavior of the system where the outcome can actually oscillate between two possible values in alternating time periods. Chaos theorists call this period doubling. Two possible outcomes in alternating time periods when a chaotic state is reached and then the system continued to move in and out of chaos because bifurcations can change the system suddenly, causing it to behave in a difference way.
    10. 10. Components of chaos theory. A ttractors In chaos theory, an attractor is a pattern that forms the behavior of a nonlinear system, that is, the different states throught various points in time. Four types of attractors have been identified: point, pendulum, torus, and strange. Attractors are the behavior of the system follows a pattern through time.
    11. 11. Components of chaos theory. N onlinear Nonlinear systems have relationships among variables that are not linear and may be curvilinear, U-shaped, S-shaped, or any combination of these. Chaotic systems are nonlinear and do not have the predictability for variables that linear systems have. The natural world and the social world behave in a nonlinear fashion, chaos theory offers a suitable perspective for examining these systems. f(x+y) ≠ f(x)+f(y)
    12. 12. Components of chaos theory. F eedback Two concepts of feedback mush be presented: negative and potsitive. Negative feedback occurs when the system returns to a steady or normal state and Positive feedback, on the other hand, amplifies deviations until a chaotic state is reached. Negative feedback is returns to a steady or normal state,, Positive feedback is amplifies deviations.
    13. 13. Components of chaos theory. S elf-Organization This term describes the chaotic system's ability to change itself into a new form without intervention from forces outside the system. The concept posits that a chaotic stage is necessary before a new system can emerge. Self-Organization is changing to the organization are usually inevitable after a crisis hits.
    14. 14. Chaos Theory and Organizational Crises. C risis is part of a larger system that is displaying chaotic behavior. it is more accurate to start with the assumption that all organizations currently reside in chaotic systems. This perspective is reflected by Richard Pascale
    15. 15. Chaos Theory and Organizational Crises. S ensitive Dependence on Initial Conditions It is often because of a sensitive slight detail but vastly different way. ValuJet Flight 592
    16. 16. Unpredictability in the Long Run Chaos Theory and Organizational Crises.
    17. 17. Chaos Theory and Organizational Crises. Bifurcations
    18. 18. Chaos Theory and Organizational Crises. Attractor Red river valley flood
    19. 19. Chaos Theory and Organizational Crises. Nonlinear
    20. 20. Chaos Theory and Organizational Crises. Feedback
    21. 21. Chaos Theory and Organizational Crises. Self-Organization Red river valley flood
    22. 22. Implications for Research and Management. F rom a research perspective, chaos theory offers an alternate framework for analyzing organizational crisis, one that can be used to supplement traditional (i.e., linear) perspectives as a useful tool when complex phenomena such as crisis events are analyzed. 1. Little things do matter in relation to an organizational crisis. 2. Long-term predictions of future crises are difficult to make, but short-term predictions are more feasible and necessary for crisis vulnerability assessment. next-
    23. 23. Implications for Research and Management. 3. Bifurcations represent key turning point whereby the crisis can be brought under control or can escalate out of control. Management's responsibility is important. 4. There are hidden patterns (i.e., attractors) in almost everything, including the causes of a crisis and the way it is managed. 5. A certain amount of order and disorder is natural and even healthy for the organization. next-
    24. 24. Implications for Research and Management. 6. Finding the cause of a crisis may be more difficult than originally anticipated. Isolating a single cause for every crisis is neither practical nor appropriate. 7. The concept of positive feedback in chaos theory is not a good thing. Negative feedback helps keep the organization at equilibrium. 8. Whether management realizes it or not, the organization is changing constantly.
    25. 25. Limitations of the Use of Chaos Theory 1. Chaos theory has been overly enthusiastically endorsed as a "cure-all" in organizational research applications. 2. There are some significant semantic misunderstandings of the word chaos. 3. The inability to forecast long-term events does not mean standard operating procedures and strategic planning should be abandoned.

    ×