• Like
ความหมายจริยศาสตร์
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

ความหมายจริยศาสตร์

  • 4,531 views
Uploaded on

 

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
4,531
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
10
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. ความหมายจริยศาสตร์ โดย อิจรลาลีย์เชิงภาษา จริยะในภาษาอาหรับตรงกับคำาว่า อัล-อัคลาค ซึงในรูปศัพท์ ่แล้ว คำาว่า “ อัคลาก” เป็น พหูพจน์ของ อัล-คุลุก หมายถึง สัญชาติญาณ ความเคยชิน ธรรมชาติที่มีอยูในตัวมนุษย์ สิ่งที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ ่เป็นประจำา คำาว่า “ คุลุก” มีปรากฏอยู่ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน อยู่ 2ที่ ดังในบท อัล-กอลัม ดำารัสที่วา ่ " และแท้จริงเจ้านั้น อยู่บนคุณธรรมอันยิ่งใหญ่่ " ( 68/4 )และในบท อัชชุอะรออฺ ดำารัสทีว่า ่ " นี่ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นเรื่องโกหกในสมัยก่อนๆ" ( 19 / 137 )พระดำารัสของอัลลอฮ ทีปรากฏคำาว่า “คุลุก” ในสองที่นี้ ให้ความหมาย ่ต่างกัน ดังปรากฏว่าในที่แรก เป็นการกล่าวในลักษณะสรรเสริญ ชมเชยฐานะเป็นบรรทัดฐานพฤติกรรม คุณธรรมหรือจริยธรรมในที่นี้มาจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงประทานผ่านเทวทูตแห่งพระองค์ แก่หัวใจของท่านศาสดามุฮัมหมัด เพื่อบัญชาให้ทานยึดถือเป็นคุณธรรมประจำา ่ตัวท่านและเป็นแบบฉบับอันดีงามแก่ ผู้ติดตามท่านในภายหลัง หมายถึงเมื่อพระองค์ทรงประทานอัลกุรอานเป็นบทบัญัติแห่งพระองค์แก่ท่านศาสดา แล้ว ท่านศาสดามีน้าที่โดยสมบูรณ์ในการปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงบอกกล่าวไว้ใน พระคัมภีร์ ซึงแน่นอนว่าพฤติกรรมทั้งหมด ่ของท่านล้วนเป็นอรรถาธิบายที่ลึกซึ้ง ละเอียดลออแก่พระคัมภีร์ จึงสรุปได้ว่า คำาว่า “คุลุก” ในความหมายแรก หมายถึง ธรรมชาติประจำาตัวมนุษย์ ความเคยชิน สัญชาติญาณ ทีอัลลอฮ ทรงกำาหนดไว้เป็น ่ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ขณะที่อีกพระดำารัสหนึ่งเป็นการกล่าวบรรยายถึงคุณลักษณะที่สืบต่อกันมาของชน รุ่นก่อน กล่าวคือเป็นธรรมเนียมประเพณี สืบต่อกันมาจากชนก่อนหน้าท่านศาสดาฮู๊ด อะลัยฮิสสลาม ( Hud ) ทีทำาหน้าที่เชิญชวน ่ตักเตือน แต่แล้วกลุ่มชนของท่านกลับตอบรับท่านด้วยการปฏิเสธและเย้ยหยัน โดยกล่าวอ้างว่าสิ่งทีท่านนำามานั้นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของ ่ชนรุ่นก่อนๆ
  • 2. จริยธรรมในเชิงภาษาแล้วจึงหมายความถึง ภาคแสดงภายในของมนุษย์ซึ่งก็คืออุปนิสัย หรือ ธรรมชาติตัวตนที่แท้จริงของบุคคลนั้นๆ ส่วนภาคแสดงภายนอกนั้น เรียกว่า พฤติกรรม หรือความประพฤติ ทีเปิดเผยและ ่แสดงออกมา หากเป็นพฤติกรรมที่ดี ก็ถือว่ามีจริยธรรม และหากเป็นพฤติกรรมตรงกันข้าม ก็ถือว่าไร้จริยธรรม ดังนั้น ความประพฤติจึงถือเป็นเครื่องหมายบ่งชี้ถึงอุปนิสัยภายในและพฤติกรรมภาย นอกความหมายสากลคือ ศาสตร์ทว่าด้วยเรื่องของชีวิตที่มีจริยธรรม สนับสนุนให้รู้จักจุดมุ่ง ี่หมายของชีวิต ชี้แจงถึงกฏเกณฑ์การตัดสินและมาตรวัดระดับจริยธรรมเป็นศาสตร์ที่อธิบายถึงความหมายของความดีและความชั่ว ดีคืออะไรไม่ดีคืออะไร แบบอย่างอันสูงส่งทีมนุษย์พึงยึดถือปฏิบัติตามคืออะไร ่จริยศาสตร์ศึกษาว่า อะไรควรเว้น อะไรควรทำา อะไรผิด อะไรถูก อะไรดีอะไรชั่ว โดยเปรียบเทียบความประพฤตินั้นกับความดีเลิศทั้งหลายกล่าวโดยสรุปคือ “เป็นศาสตร์ที่นำาพาสู่หนทางที่พึงกระทำา สู่สิ่งที่พึงจะเป็น” จริยศาสตร์จึงถือเป็นตัวแปรสำาคัญในการชี้นำาบุคคลให้อยูบน ่รากฐานการตัดสินใจ ที่มั่นคง แน่วแน่ ไม่คล้อยตามอารมณ์และความต้องการของตน เป็นศาสตร์ที่วาด้วยอุดมคติอันสูงสุดที่มีความสัมพันธ์ ่อยู่กับชีวิตมนุษย์จริยศาสตร์ (Ethics) หมายถึงสาขาหนี่งของปรัชญาทีว่าด้วยการ ่แสวงหาความดีสูงสุดของชีวิตมนุษย์ การแสวงหากฎเกณฑ์ในการตัดสินความประพฤติของมนุษย์ว่าอย่างไรถูก ไม่ถูก ดี ไม่ดี ควร ไม่ควรจะพิจารณาของคุณค่าทางศีลธรรม (ราชบัณฑิตยสถาน,2540:34)สำาหรับคำานิยามเฉพาะของจริยศาสตร์ อิสลาม คือ ศาสตร์ที่ประมวลไว้ด้วยเรื่องของคำาพูด การกระทำา ทีจำาเป็นต้องตั้งอยู่บนมูลฐาน กฎเกณฑ์ ่กติกามารยาท ทีสอดคล้องและสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับคัมภีร์ขอ ่งอัลลอฮ และแนวทางการปฏิบัติของท่านศาสดามุฮัมหมัดจริยธรรมจึงไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของศาสนาแต่เป็นแก่นแท้ เป็นจิตวิญญาณของอิสลามพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์
  • 3. พฤติกรรม คือ การกระทำาตามเจตจำานงค์ เพื่อให้เกิดผลดังที่ตั้งเจตนาไว้ การกระทำาที่เป็นผลจากเจตจำานงค์ จากความคิด ความตั้งใจของผู้กระทำาเท่านั้นที่เรียกว่าพฤติกรรม และเป็นการกระทำาที่แบ่งแยกระหว่างมนุษย์กับสัตว์ เพราะสัตว์มีเพียงการกระทำาที่มาจากสัญชาติญาณเท่านั้น และมนุษย์เป็นผลจากการผสมผสานระหว่างดินและวิญญาณ จึงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่พร้อมประพฤติในด้านดีและด้านไม่ดีอย่างเท่าเทียม หากแต่มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาพร้อมกับการมีสิทธิ์เลือกอย่างเสรีระหว่างสิ่ง ดีและสิ่งไม่ดี ดังปรากฏในพระคัมภีร์ ว่า"พระองค์ทรงดลใจชีวิตให้รู้ทางดีและทางชั่ว" ( อัชชัมซฺ 91/ 8 )"และเรา( อัลลอฮ )ได้ชี้แนะทางแห่งความดีและความชั่วให้แก่เขาแล้ว" (อัลบะลัด 90 /10 )พลังธรรมชาติที่ฝังอยู่ในมนุษย์ทุกคน คือ พลังแห่งสติปัญญา พลังแห่งความคิด ใครทีใช้สติปัญญาในการขัดเกลาตนเอง ทำาให้ตนบริสุทธิ์จาก ่สิ่งไม่ดีทั้งหลาย นันย่อมแสดงถึงชัยชนะ ส่วนใครที่ดับพลังสติปัญญานี้ ่ย่อมพบกับความผิดหวังและขาดทุนแน่นอนผู้ที่ขัดเกลาชีวิต ย่อมได้รบความสำาเร็จ และแน่นอนผู้หมกมุ่นใน ัการชั่ว ย่อมล้มเหลว(อัชชัมซฺ91/9-10)จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมมนุษย์เป็นเรื่องที่เปลียนแปลงได้เสมอ หากได้ ่รับการอบรม ขัดเกลา เมื่อมนุษย์เคยชินกับภาวะแวดล้อมใด พฤติกรรมมนุษย์ก็สามารถคล้อยตามสภาวะแวดล้อมนั้นๆ อิสลามจึงได้ส่งเสริมและกำาชับในเรื่องจริยธรรมอันดีงาม หากพฤติกรรมมนุษย์เป็นสิ่งคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว ก็เท่ากับว่า อิสลามได้สั่งใช้ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือ กลายเป็นว่าบัญญัติอิสลามเป็นสิ่งไม่มีความหมาย ซึ่งดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ โดยเด็ดขาดท่านศาสดา มุฮัมมัด กล่าวว่า“ความสุขุมมีขึ้น ด้วยการหมั่นสุขุม ความอดทนมีขึ้น ด้วยการหมั่นอดทน และะความรู้จะมีขึ้น ด้วยการหมั่นเรียนรู้”พระคัมภีร์อัลกุรอานระบุวา ่
  • 4. "และจงตักเตือนเถิด แท้จริง การตักเตือนนั้นจะยังประโยชน์แก่บรรดาผู้ศรัทธา " ( อัซซาริยาต 51 / 55 ) ๊จึงเป็นที่เข้าใจชัดเจนแล้วว่า อุปนิสัย พฤติกรรมของมนุษย์ย่อมสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้เสมอ หากมนุษย์ถูกสร้างมาพร้อมกับอุปนิสัยที่ตายตัวแล้ว การตักเตือนดังปรากฏในพระดำารัสข้างต้น จะมีประโยชน์ต่อมนุษย์ได้อย่างไรความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมและพฤติกรรมมนุษย์เมื่อทราบแล้วว่าอุปนิสัยคือภาคแสดงภายในตัวมนุษย์ และพฤติกรรมคือภาคแสดงภายนอก ทังสองจึงมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่น เปรียบ ้ดั่งลักษณะความสัมพันธ์ของ ผล และ เหตุ ของสิ่งที่เกิดและสิ่งที่ทำาให้เกิด หากแต่ไม่สามารถกล่าวได้ว่า เฉพาะอุปนิสัยเท่านั้นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ เพราะในความเป็นจริงแล้วยังคงมีภาวะแวดล้อมอื่นๆที่เกี่ยวข้องและอาจส่งผล โดยตรงต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ซึงสิ่ง ่ดังกล่าวอาจสามารถระงับพฤติกรรมนั้นๆจากผู้กระทำาได้ ดังเราจะเห็นได้ว่า ไม่จำาเป็นที่ผู้ที่ได้ชื่อว่ากล้าหาญ จะต้องเป็นคนกล้าหาญอยู่ตลอดเวลา เพราะในบางสถานการณ์ความเจ็บป่วยอาจทำาให้เขาไม่สามารถแสดงถึงความกล้าหาญของ ตนในสถานการณ์ใด สถานการณ์หนึ่งได้ เป็นต้น จริยศาสตร์อิสลาม โดย อิจรลาลีย์กล่าวได้ว่า จริยศาสตร์อิสลามนั้น คืออุดมการณ์ คือรากฐาน คือแนวทางการประพฤติปฏิบัติตน ตามแนวทางที่ถูกต้องเที่ยงตรงที่ถูกบัญชาใช้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นมุสลิมผู้นอบน้อมยอมจำานนโดยสิ้นเชิงจริยศาสตร์อิสลามได้มอบความเอ็นดูเมตตาให้หยั่งรากลึกในจิตวิญญาณของมนุษย์ ให้มนุษย์มีความเมตตา ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อสรรพสัตว์ และต่อทรัพยากรธรรมชาติทั้งมวล และความเอ็นดูเมตตานี่เองที่นำาไปสู่คุณธรรมอันประเสริฐซึ่งยังความผาสุกแก่สังคมทั้งหมดอย่างทั่วถึง
  • 5. อิสลามได้วางระบบจริยธรรมที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีการเพิ่มเติม ตัดทอนเปลียนแปลง ปรับปรุงใดๆได้อีก และทุกการเสริมเติมแต่งบทบัญญัติ ่ศาสนานั้น อิสลามถือว่าเป็นโมฆะ ดังทีท่านศาสดา มุฮัมหมัด กล่าวว่า ่“ ใครที่ประดิษฐ์สิ่งใดขึ้นใหม่ นอกเหนือจากคำาสั่งของเรา นั้น ถือเป็นโมฆะ” (ไม่ถูกตอบรับ )พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้กำาหนดคำาสั่งใช้และคำาสั่งห้ามใดๆ โดยไม่มีเหตุผลทุกคำาสั่งของพระองค์นั้น เป็นการแสดงถึงความยุติธรรมของพระองค์อย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากการตอบแทนผู้กระทำาดีและการลงโทษผู้กระทำาผิด ในดำารัสของพระองค์ทว่า ี่"และสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย และสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ พระองค์จะทรงตอบแทนบรรดาผู้กระทำาความชั่วตามที่พวกเขาได้กระทำาไว้ และจะทรงตอบแทนบรรดาผู้กระทำาความดีด้วยความดี" (อันนัจมฺ / 31 )พระองค์จะทรงนำาการงานทั้งหมดของมนุษย์ทั้งดีและชั่ว มาชั่งในตาชั่งความดีความชัวของพระองค์ ซึงไม่มีผู้ใดล่วงรูถึงสภาพและวิธีการชั่ง ่ ่ ้ของพระองค์ แต่แน่นอนที่สุดว่า การชั่งความดีความชั่วของพระองค์ในวันแห่งการตัดสินนั้น ละเอียดถี่ถวน และเที่ยงธรรมอย่างที่สุด พระองค์ ้ได้แจ้งถึงการตัดสินของพระองค์ในดำารัสที่วา ่"และ เราจะตั้งตราชูที่เที่ยงธรรม สำาหรับวันกิยามะฮฺ ( วันปรโลก ) ดังนั้นจะไม่มีชีวิตใดถูกอธรรมแต่อย่างใด และแม้ว่ามันจะมีนำ้าหนักเพียงเท่าเมล็ดพืชเล็กๆ เราก็จะนำามาแสดงให้เห็น และเป็นการพอเพียงแล้วสำาหรับเรา ที่เป็นผู้ชำาระสอบสวน " ( อัลอัมบิยาอฺ 21 / 47 )"และ การชั่งในวันนั้นเป็นความจริง ดังนั้น ผู้ใดที่ตราชูของเขาหนัก ชนเหล่านีแหละคือผู้ที่ได้รับความสำาเร็จ และผู้ใดที่ตราชูของเขาเบา ขน ้เหล่านีแหละคือผู้ที่ก่อความขาดทุนให้แก่ตัวของพวกเขาเอง เนื่องจาก ้การที่พวกเขามิได้ให้ความเป็นธรรม แก่บรรดาโองการของเรา" (อัลอะอฺร็อฟ 7/ 8-9)และภายหลังจากการตัดสินอันเที่ยงธรรมของพระองค์แล้ว จะมีกลุ่มหนึ่งได้เข้าพำานักในสรวงสวรรค์ และ อีกกลุ่มหนึ่งเข้าสู่ขุมนรก ดังดำารัสทีว่า ่
  • 6. "ส่วนบรรดาผู้ศรัทธา และประกอบสิ่งที่ดีงามทั้งหลายนั้น พระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาโดยครบถ้วย ซึ่งรางวัลของพวกเขา และจะทรงเพิ่มให้แก่พวกเขาด้วย จากความกรุณาของพระองค์ และส่วนบรรดาผู้ที่หยิ่งและยโสนั้น พระองค์จะทรงลงโทษพวกเขา ด้วยการลงโทษอันเจ็บแสบ และพวกเขาจะไม่พบผู้คุ้มครอง และผู้ช่วยเหลือใดๆ สำาหรับพวกเขาอื่นจากอัลลอฮเลย " ( อันนิซาอฺ4 / 173 )นี่คือสิ่งที่อิสลามมอบแด่มนุษยชาติ เพื่อให้ผู้ศรัทธาเป็นผู้นอบน้อมจำานนต่อพระองค์ เป็นผู้รำาลึกนึกถึงพระองค์เป็นอาจิณ เป็นผู้คิดบัญชีตัวเองอยู่เสมอ ไม่อธรรมผู้ใด ไม่บิดพลิ้วคดโกง ไม่เย่อหยิ่งจองหอง และมีความละอายต่อพระองค์ไม่ว่าอยู่ในที่ลบหรือที่เปิดเผยก็ตาม ั" การตอบแทนของพวกเขา ณ ที่พระเจ้าของพวกเขา คือสวนสวรรค์หลากหลายอันสถาพร ณ เบื้องล่างของสรวงสวรรค์นั้นมีลำานำ้าหลายสายไหลผ่าน พวกเขาเป็นผู้พำานักอยู่ในนั้นตลอดกาล อัลลอฮทรงปิติต่อพวกเขา และพวกเขาก็ยินดีในพระองค์ นั่นคือ สำาหรับผู้ที่กลัวเกรงพระเจ้าของพวกเขา" ( อัลบัยยินะฮฺ 98 /8 )ความสำาคัญของจริยศาสตร์อิสลามต่อชีวิตมนุษย์ไม่วาสังคมชนชั้นใด หากสมาชิกในสังคมไม่มีความสัมพันธ์อย่าง ่แน่นแฟ้นในด้านคุณธรรมจริยธรรม ความสงบสุข ความเห็นอกเห็นใจความเข้าใจซึ่งกันในสังคมย่อมไม่อาจมีได้ และหากสังคมกำาหนดให้การมีอยู่ของสังคมตั้งอยู่บนผลประโยชน์ทางด้านวัตถุ เพียงอย่างเดียว โดยไม่คำานึงถึงเป้าหมายที่สูงส่งและมั่นคงยิ่งกว่า วิถีชีวิตของสังคมนั้นๆย่อมไม่จรังยังยืน ความอยู่รอดของสังคมจึงไม่ได้ อยูที่เงิน ี ่ ่ตรา ชื่อเสียง ความสะดวกสบาย แต่จำาเป็นที่จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานจริยธรรมอย่างน้อย 2 ประการ นั่นคือ ความแน่วแน่มั่นคง และ การเป็นทียอมรับไว้วางใจ จริยธรรมที่สูงส่งจึงถือเป็นสิ่งจำาเป็นทีทุกสังคมจะ ่ ่ขาดเสียไม่ได้ จริยธรรมเป็นเสมือนแกนกลางที่ประสานหรือสร้างความสัมพันธ์อันดีแก่เพื่อน มนุษย์ด้วยกัน เมื่อใดที่จริยธรรมดับสูญ เมื่อนั้นสมาชิกในสังคม จะแตกแยก ขาดความรัก สมัครสมานสามัคคีและขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเมื่อตามหลักเกณฑ์สากลจริยศาสตร์มีความสำาคัญถึงเพียงนี้ สำาหรับทัศนะอิสลามแล้ว จริยศาสตร์มีความสำาคัญและเป็นสิ่งจำาเป็นยิ่งกว่า ดังจะเห็นได้จากการที่อิสลามกำาหนดการตอบแทนและการลงโทษสำาหรับ
  • 7. มนุษย์ทั้งใน โลกนี้และโลกหน้า ดังตัวอย่างที่อัลกุรอานได้บอกเราไว้ถง ึการลงโทษแก่กลุ่มชนที่ปราศจาก จริยธรรม ดังในดำารัสที่วา ่"และแท้จริง เราได้ทำาลายประชาชาติจากศตวรรษก่อนจากพวกท่านไปแล้ว เมื่อพวกเขาเป็นผู้อธรรม" ( ยูนุส 10 / 13 )"และพระเจ้าของเจ้าไม่ทรงทำาลายหมูบ้านใดโดยอยุติธรรม โดยที่ ่ประชากรของหมู่บ้านนันเป็นผู้ฟื้นฟู ทำาความดี" ( ฮู๊ด 11 / 117) ้อิสลามให้ความสำาคัญกับจริยธรรมอย่างมาก เพราะอิสลามถือว่าจริยธรรม เป็นเรื่องที่จำาเป็นและสำาคัญยิ่งต่อความสงบยั่งยืนของสังคมพฤติกรรมของมนุษย์เชื่อมโยงผูกติดกับอุปนิสัยภายในเสมอ เสมือนดั่งความสำาพันธ์ของ กิ่งก้านสาขาของต้นไม้ที่มีต่อรากไม้ซึ่งซ่อนตัวอยูใต้ ่ผืนดิน พฤติกรรมอันดีงามก็เป็นผลจากการมีจริยธรรมงดงาม กิ่งก้านจะงดงามแข็งแรง รากแก้วก็ต้องงดงามและแข็งแกร่งด้วยเช่นเดียวกัน" และ เมืองที่ดีนั้น ( มีดินดี ) ผลิตผลของมันจะงอกออกมาด้วยอนุมัติแห่งพระเจ้าของมัน และเมืองทีไม่ดีนั้น ผลิตผลของมันจะไม่ออก ่นอกจากในสภาพแกร็น" ( อัลอะรอฟ 7 / 58 )ดังนั้น แผนการปฏิรูปบุคคลและ สังคม จึงต้องปลูกฝัง บ่มเพาะที่จิตใจเป็นอันดับแรก อิสลามจึงมุ่งเน้นที่การขัดเกลาจิตใจเพื่อขจัดความสกปรกขุ่นมัว อันเป็นจุดกำาเนิดของพฤติกรรมที่ไม่ดีงามทังหลาย ้" แท้จริง อัลลอฮ จะมิทรงเปลี่ยนแปลงสภาพของชนกลุ่มใด เว้นแต่พวกเขาจะเปลี่ยนแปลงสภาพ ของพวกเขาเอง" ( อัรเราะดฺ 13 / 11 )อิสลามตระหนักดีว่า หาก กฏเกณฑ์จริยธรรมทางสังคมถูกละเลยเพิกเฉยไปแล้ว แน่นอนที่สุดว่า การหลอกลวงหักหลัง การคดโกงบิดพลิ้วการโกหก การหลั่งเลือด การละเมิดในสิ่งต้องห้ามและในสิทธิต่างๆย่อมเกิดขึ้น มนุษยธรรมจะมีเพียงแต่ชื่อ ไม่มีความรัก ไม่มีการช่วยเหลือเกื้อกูล ไม่มีความเอ็นดูเมตตา และไม่มีความความบริสทธิ์ใจ เมื่อนั้น ุสังคมจะกลายเป็นขุมเพลิงที่มนุษย์ไม่อาจต้านทานความร้อนระอุ และทนรักษาชีวิตในขุมเพลิงนั้นได้ เพราะโดยธรรมชาติความเป็นมนุษย์แล้วมนุษย์ย่อมต้องอาศัยพึ่งพาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และโดยธรรมชาติความ
  • 8. เป็นมนุษย์อีกเช่นกันที่มนุษย์มักต้องการอำานาจ ปรารถนาที่จะครอบครอง เห็นแก่ตัวและต้องการแก้แค้น"และ เมื่อเขาให้หลังไปแล้ว เขาก็เพียรพยายาม เพื่อก่อความเสียหายในแผ่นดินนั้น และทำาลายพืชผล และเผ่าพันธุ์ และอัลลอฮนั้น ไม่ทรงชอบการก่อความเสียหาย" ( อัลบะเกาะเราะฮ 2 / 205 )และนี่เองคือเหตุผลที่อิสลามต้องให้ความสำาคัญต่อจริยธรรมด้วยการวางรากฐาน ตลอดจนกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งกลายเป็นสิ่งจำาเป็นต่อผู้เป็นมุสลิมทุกคนที่จะต้องยึดถือและดำาเนินตาม จริยศาสตร์อิสลามจึงหาใช่เป็นเพียงกฎเกณฑ์ที่ถูกวางไว้เท่านั้น แต่ถือเป็นบัญชาจากพระเจ้าที่ประมวลไว้ด้วยคำาสั่งใช้ คำาสั่งห้าม สิ่งที่อนุมัติ และสิ่งที่พึงระวัง จากพระองค์ ดังนั้น ใครที่เชื่อฟังพระองค์ก็จะได้รับการตอบแทน และใครที่ฝ่าฝืนพระองค์ก็จะได้รับการลงโทษจริยธรรมกับการศรัทธาหากมองในด้านหลักศรัทธาแล้ว จริยธรรมนับว่ามีความสำาคัญอย่างมากเพราะอิสลามได้โยงความสำาคัญระหว่างการศรัทธาและการมีจริยธรรมไว้อย่างแน่น แฟ้น ดังปรากฏในวจนะศาสดา เมื่อท่านถูกถามว่า ผู้ศรัทธาใดที่ถือว่าเป็นผู้มีศรัทธาสูงสุด ? ท่านตอบว่า “ คือผู้มีจริยธรรมดีงามที่สุด ”อิสลามจึงไม่แยกจริยธรรมออกจากการศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า การยกระดับจริยธรรมให้เกี่ยวพันกับการรู้จักพระองค์นั้น นับเป็นหนทางในการสร้างฐานะอันสูงส่งแก่มนุษย์ และในขณะเดียวกันก็เป็นการประกันสังคมให้ได้รับความปลอดภัย ร่มเย็นสงบสุขอิสลามถือว่าการศรัทธานั้นเป็นความดี เพราะการศรัทธานั้นครอบคลุมในกิจการศาสนาเอาไว้ทั้งหมด ศรัทธาในอิสลามแทรกซึมอยู่ที่หวใจ ัลิ้น และอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย กล่าวคือ การศรัทธาในศาสนาอิสลาม หมายถึง การเชื่อมั่นด้วยหัวใจ เอ่ยด้วยคำาพูด และ ประจักษ์จริงบนการกระทำา ทังสามต่างยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน และอยู่ควบคู่กันเสมอ ้พระคัมภีร์ระบุว่า"หาใช่คุณธรรมไม่ การที่พวกเจ้าผินหน้าของพวกเจ้าไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก แต่ทว่าคุณธรรมนั้น คือผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ และ
  • 9. วันปรโลก และศรัทธาต่อมลาอิกะฮฺ่ ( เทวทูต ) ต่อบรรดาคัมภีร์ และต่อนบีทั้งหลาย" ( อัลบะเกาะเราะฮ 2 / 177 )ท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวว่า “ คุณธรรม คือ การมีจริยธรรมอันดีงาม” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ อิมามมุสลิมและอิมามติรมีซีย์ )ความดีเป็นคุณลักษณะของการกระทำาที่ดำารงไว้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรมซึ่งครอบคลุมทุกสิ่งอย่างที่เป็นความดีงามจริยธรรมกับการประกอบศาสนกิจในด้านการอิบาดะฮฺ ( การแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระเจ้า )อิสลามถือว่า การแสดงออกถึงการจงรักภักดี เป็นจิตวิญญาณของจริยธรรม เพราะการประกอบศาสนกิจนี้ถือเป็นการกระทำาตามบัญชาของพระเจ้า จริยธรรมจึงเป็นอีกครึ่งหนึ่งของศาสนาบัญญัติ จึงเห็นได้ว่าอิสลามได้เชื่อมสัมพันธ์ระหว่าง การศรัทธา การจงรักภักดีด้วยสายสัมพันธ์ของจริยธรรม เพื่อให้จุดมุ่งหมายของจริยธรรมเด่นชัดและประจักษ์จริงณ ทีนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า หลักการปฏิบัติในศาสนาอิสลาม ล้วนมี ่จุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมจริยธรรมเป็นที่ตั้ง เสมือนดั่งสนามฝึกฝนให้คุ้นเคย และเคยชิน เพื่อการดำารงชีวิตอย่างสันติบนพื้นฐานคุณธรรมจริยธรรม พระคัมภีร์อัลกุรอานได้ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงเหตุผลอันแยบยลที่พระผู้เป็น เจ้าทรงกำาหนดศาสนกิจต่างๆเพื่อเป็นข้อบังคับใช้แก่ผู้ศรัทธาในพระองค์ ตัวอย่างเช่นเรื่อง การละหมาดอัลลอฮ ตรัสว่า "และจงดำารงการละหมาด (เพราะ) แท้จริงการละหมาดนั้นจะยับยั้งการทำาลามกและความชั่ว" ( อัลอังกะบูต / 45 )การออกห่างจากสิ่งชั่วช้า ละเว้นจากคำาพูดและการกระทำาที่ไม่ดีไม่งามทั้งหลาย ถือเป็น แก่นแท้ของการละหมาดทีแท้จริง หาใช่สักแต่ว่า ่ละหมาดให้ผ่านเลย จะได้ชื่อว่า ละหมาด หากยังคงไม่ละทิงจากสิ่งไม่ ้ดีทั้งหลาย ก็ถือว่าถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงของการละหมาดไม่ ท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวไว้ในฮะดีส กุ๊ดซีย์ มีความว่า
  • 10. “ แท้จริงข้า ( อัลลอฮ ) จะรับละหมาดของผู้ที่ถ่อมตนในความยิ่งใหญ่ของข้าฯ ไม่แสดงอาการโอหัง ด้วยการละหมาด เพื่อโอ้อวดมนุษย์ทั้งหลาย ไม่นอนในสภาพทียังคงฝ่าฝืนข้า ใช้กลางวันในการรำาลึกถึงข้า ่เขาเอ็นดูเมตตาคนยากจน คนเดินทาง หญิงหม้าย และผู้ประสบเคราะห์กรรม บุคคลประเภทดังกล่าวมานี้ รัศมีของเขาเช่นเดียวกับแสงสว่างของดวงอาทิตย์ “เรื่อง การชำาระซะกาต ( บริจาคทานบังคับ )จุดมุ่งหมายของการบริจาคหาใช่เพียงการหยิบยื่นแก่คนที่มีฐานะด้อยกว่า แต่จุดมุ่งหมายประการแรกนั้น คือ การบ่มเพาะความรู้สึกรักใคร่สงสาร เอ็นดูเมตตา และเชื่อมสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างชนชั้นทีแตก ่ต่าง เพื่อสร้างความใกล้ชิด ปิดความอิจฉาริษยา และลดช่องว่างในสังคม พระคัมภีร์ได้ระบุเป้าหมายข้อนี้ไว้อย่างชัดเจน ดังดำารัสที่วา ่"(มุฮัมหมัด)จงเอาจากทรัพย์ของพวกเขาเป็นทาน เพื่อการขัดเกลาและซักฟอกเขาให้สะอาดบริสุทธิ" ( อัตเตาบะฮฺ / 103 ) ์การบริจาคทาน ถือเป็นการพัฒนาจิตใจ ให้รู้จักเสียสละ ไม่ตระหนีถี่ ่เหนียว เอื้อเฟื่อเผื่อแผ่ อีกทั้งยังนำามาซึ่งความปลาบปลื้มใจของผู้รบัเป็นการรักษาเกียรติของเพื่อนมนุษย์ ขจัดความเป็นศัตรู และความเกลียดชัง สร้างความมั่นคงในสังคม ทำาให้ระบบสังคมมีความสูงส่งและสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเรื่อง การถือศีลอดอิสลามไม่ได้พิจารณาการถือศีลอดว่าเป็นเพียงแค่ การอดอาหารและเครื่องดื่มในช่วงเวลากลางวันเท่านั้น แต่ยังคำานึงถึงการหักห้ามจิตใจไม่ให้ประกอบความชั่วต่างๆอีกด้วย ท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวเน้นในเรื่องนี้วา ่“ ใครที่ไม่ละทิงคำาพูดเท็จและ การกระทำาที่เป็นเท็จ อัลลอฮก็ไม่ทรง ้ประสงค์สิ่งใดจากการที่เขาละทิ้งอาหารและเครื่องดื่ม ” ( บันทึกโดย อิมาม บุคอรีย์ )เรื่อง การประกอบพิธีฮัจญ์ ( พิธแสวงบุญ ที่นครมักกะฮฺ ) ี
  • 11. อัลลอฮ ตรัสว่า"(เวลา) การทำาฮัจญ์นั้นมีหลายเดือนอัน เป็นทีทราบกันอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ ่ใดที่ได้ให้การทำา ฮัจญ์จำาเป็นแก่เขาในเดือนเหล่านั้น แล้ว ก็ต้อง ไม่มีการสมสู่ และไม่มีการละเมิด และไม่มีการวิวาท ใดๆ ใน (เวลา) การทำาฮัจญ์ และความดีใดๆ ที่ พวกเจ้ากระทำานัน อัลลอฮทรงรู้ดี และพวก ้เจ้า จงเตรียมเสบียงเถิด แท้จริงเสบียงที่ดีที่สุดนั้น คือความยำาเกรงและพวกเจ้าจงยำาเกรงข้าเถิด โอ้ ผู้มปัญญาทั้งหลาย! "( อัลบะเกาะ ีเราะฮ 2 / 197 )จากดำารัสนี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อประกอบพิธีฮัจญ์ มุสลิมต้องอยู่ในสภาพที่สงบเสงี่ยม อดทน อดกลั้น ควบคุมอารมณ์และความโกรธ ไม่กระทำาการใดที่ส่อไปในทางเกี้ยวพาราสี การละเมิดขอบเขตของศาสนาหรือการทะเลาะวิวาทใดๆดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ศาสนบัญญัติอันเป็นเสาหลักของศาสนานั้น แม้ภายนอกจะแสดงออกถึงการปฏิบัติของร่างกาย แต่เหตุผลทีแฝงอยู่ใน ่ข้อบังคับใช้เหล่านั้นล้วนนำาพาสู่จุดมุ่งหมายที่ทาน ศาสดา มุฮัมหมัด ่ได้วาดไว้ ดังที่ทานกล่าวว่า ่ “ แท้จริง ฉันถูกส่งมาเพื่อทำาให้จริยธรรมอันประเสริฐสมบูรณ่์ ”ดังนั้น ศาสนกิจทั้งหลายทั้งมวล ล้วนแต่เป็นขั้นตอนสู่จริยธรรมอันสมบูรณ์ เพื่อธำารงรักษา และปกป้องชีวิตมนุษย์ มุสลิมทียึดมั่นกับคุณค่า ่จริยธรรมเหล่านี้ เขาก็จะได้รับฐานะอันมีเกียรติของศาสนา และหากเขาไม่ได้รับคุณค่าใดๆจากจริยธรรมทีอิสลามมอบให้ หัวใจของเขาก็จะไม่ได้รับการขัดเกลาเพราะตกเป็นทาสของกิเลสนั่นเอง อัลลอฮ ตรัสว่า"แท้จริง เราได้ศรัทธาต่อพระเจ้าของเราเพื่อพระองค์จะทรงอภัยความผิดต่าง ๆ ของเราให้แก่เราและทรงอภัยสิ่งทีท่านได้บังคับให้เรากระทำา ่เกี่ยวกับเรื่องมายากลและอัลลอฮนั้นทรงเป็นผู้ดีเลิศยิ่งและทรงยั่งยืนตลอดไป *ความจริงนั้น ผู้ใดมาหาพระเจ้าของเขาในสภาพของผู้กระทำาความผิด แน่นอน เขาจะได้รับนรกเป็นการตอบแทน โดยที่เขาจะไม่ตายและไม่เป็นในนั้น*และผู้ใดมาหาพระองค์โดยเป็นผู้ศรัทธาเขาได้กระทำาความดีต่าง ๆ ไว้ ชนเหล่านีแหละสำาหรับพวกเขานั้นจะมีสถานะอันสูงส่ง ้*สวนสวรรค์หลากหลายอันสถาพร ณ เบื้องล่างของมันมีลำานำ้าหลายสายไหลผ่าน พวกเขาเป็นผู้พำานักอยูในนั้นตลอดกาล และนั่นคือการ ่
  • 12. ตอบแทนสำาหรับผู้ขัดเกลาตนเอง (ให้พ้นจากความชัว)" ( ฏอฮา / ่73-76 ) สำานึกจริยธรรม โดย อิจรลาลีย์การสำานึกถึงความจำาเป็นของจริยธรรมถือเป็นรากฐานที่สำาคัญที่สุดของระบอบ จริยธรรมอิสลาม ความจำาเป็นของจริยธรรมในที่นี้ หมายถึง การที่บุคคลสำานึกถึงหน้าที่ที่ตนพึงปฏิบัติต่อผู้อื่น โดยถือเป็นสิ่งจำาเป็นที่ละทิ้งไม่ได้ การสำานึกว่าตนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำาของตน สำานึกว่าตนมีหน้าที่ มีหลักการ และมีอิสระในการเลือกปฏิบัติ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ตัดสินและตอบ แทนในทุกการกระทำา ความรู้สึกถึงความจำาเป็นดังกล่าวจึงเป็นความรับผิดชอบสูงสุด และเป็นเสาหลักของจริยธรรมอิสลาม ดังกล่าวเป็น เพราะ1. หากขาดจิตสำานึกว่าจริยธรรมเป็นสิ่งจำาเป็นแล้ว แน่นอนว่า ความรับผิดชอบย่อมหายไป เมื่อความรับผิดชอบหายไปจากสังคม ความหวังที่จะกำาหนดให้ทุกอย่างตั้งอยู่บนความเที่ยงธรรมก็ย่อมสูญสิ้นไปด้วย เช่นกัน2. ความ โดดเด่นของจริยธรรมที่ดีงาม ขึ้นอยู่กับการมีสำานึกของบุคคลในสังคม หากทุกคนขาดจิตสำานึกดังกล่าวแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลจะมองว่าสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืนหรือชั่วช้าต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจอย่างแท้จริงอิสลามจึงถือหลัก “ เอียะฮ์ซาน” หรือ การทำาดี เป็นสิ่งที่สำาคัญที่สุดในการประพฤติตน ซึ่งความดีที่อิสลามหมายถึง ก็คือการเคารพ ภักดีต่ออัลลอฮ เสมือน กับว่า เราเห็นพระองค์ แม้นว่าความเป็นจริงเราไม่อาจเห็นพระองค์ในโลกนี้ได้ แต่เราต้องสำานึกอยู่เสมอว่า พระองค์ทรงเห็น ทรงได้ยินเราอยู่ตลอดเวลาท่านศาสดา มุฮัมหมัด ถูกถามว่า ความดีคืออะไร? ท่านตอบว่า“ คือการที่ท่านเคารพภักดีต่ออัลลอฮ ประหนึ่งว่าท่านเห็นพระองค์ แม้นว่าท่านจะไม่เห็นพระองค์ แต่แท้จริงแล้วพระองค์ทรงเห็นท่าน” (บันทึกโดย อิหม่ามมุสลิม)
  • 13. พระคัมภีร์ได้ระบุยืนยันถึงการตรวจสอบ สอดส่องดูแลของพระองค์ ว่า"และ พระองค์ทรงอยูร่วมกับพวกท่านทั้งหลาย ไม่ว่าท่านทั้งหลายจะ ่อยู่ ณ ทีใด และอัลลอฮทรงเห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำา" ( อัลฮะดี๊ด 57 / 4 ่)"แท้จริง อัลลอฮนั้น ไม่สิ่งใดในพื้นดินและฟากฟ้าที่จะปิดบังพระองค์ได้" ( อาละอิมรอน 3 / 5 )มูลฐานของ สำานึกจริยธรรมพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้ประมวลไว้ด้วยเรื่องของ แนวทางการปลูกฝังจิตใต้สำานึกด้านจริยธรรม และ คุณธรรม อย่างมากมายหลายที่ด้วยกัน ซึ่งครอบคลุมทุกเรื่องไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เพื่อมุ่งให้ปัจเจกบุคคลพิจารณาตนเอง เอาใจใส่ต่อสังคม และมุงให้สังคม เอาใจใส่ต่อ ่ปัจเจกบุคคลเฉกเช่นเดียว กันการสำานึกถึงความจำาเป็นของการมีจริยธรรมมาจากพื้นฐานต่างๆดังต่อไปนี้1. บทบัญญัติของศาสนา เพราะศาสนาเป็นแนวทางที่นำามนุษย์สู่ความดี และจริยธรรมที่ประเสริฐ" พระองค์ทรงเป็นผู้แต่งตั้งร่อซูลขึ้นคนหนึ่ง ในหมู่ผไม่รู้หนังสือจาก ู้พวกเขาเอง เพื่อสาธยายโองการต่างๆของพระองค์ แก่พวกเขา และทรงทำาให้พวกเขาบริสุทธิ์ผุดผ่อง และทรงสอนคัมภีร์และความสุขุมคัมภีร์ภาพแก่พวกเขา และแม้วาแต่ก่อนนี้ พวกเขาอยูในการหลงผิด ่ ่อย่างชัดแจ้งก็ตาม " ( อัลญุมุอะฮฺ 62 / 2 )บัญญัติต่างๆที่มในพระคัมภีร์ที่ผู้เป็นร่อซูล ( ศาสนทูต ) แห่งพระองค์ ีนำามานั้นได้ ถือเป็นสิ่งซักฟอกขัดเกลาจิตใจผู้ศรัทธา จากการปฏิเสธศรัทธาและความผิดต่างๆ โดยที่สภาพของพวกเขาก่อนที่ร่อซูลจะถูกส่งมานั้น อยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง2. สติปัญญา เพราะเป็นสิ่งชี้แนะมนุษย์สู่ความประพฤติที่ดีงาม และออกห่างจากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย สิ่งที่อิสลามนำามาเสนอนั้นล้วนแต่มีเหตุผล มีคุณ และรักษาคุ้มครองความเป็นมนุษย์เอาไว้ หากมนุษย์ใช้สติปัญญาพิจารณา ดังตัวอย่างจากดำารัสของพระองค์ที่วา ่
  • 14. "ผู้ศรัทธาทั้งหลาย แท้จริง สุรา และการพนัน และแท่นหินสำาหรับเชือดบูชายัญ และการเสี่ยงติ้วนั้น เป็นสิ่งโสมม อันเกิดจาการกระทำาของชัยฏอน ดังนั้นพวกเจ้าจงห่างไกลจากมันเสีย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รบความัสำาเร็จ ทีจริงชัยฏอนนั้น เพียงต้องการที่จะให้เกิดการเป็นศัตรูกัน และ ่การเกลียดชังกันระหว่างพวกเจ้าในสุราและการพนัน เท่านั้น และมันจะหันเหพวกเจ้าออกจากการรำาลึกถึงอัลลอฮและการละหมาด แล้วพวกเจ้าจะยังไม่ยุติอีกละหรือ ?"( อัลมาอิดะฮฺ 5 / 91 )3. สำานึกจริยธรรม อันได้จาก การส่งเสริมและการขู่สัมทับ กล่าวคือแนวทางการอบรมของอิสลามในด้านการยับยั้งสิ่งไม่ดีนั้นมีอยู่หลายทางด้วยกัน อาทิ- การขู่สัมทับให้ทราบถึงการลงโทษของอัลลอฮในโลกนี้ ทีมีต่อผู้ ่ฝ่าฝืนและผู้อธรรม ดังดำารัสของพระองค์ทว่า ี่"หากพวกเจ้ากตัญญู ข้าก็จะเพิ่มพูนให้แก่พวกเจ้า และหากพวกเจ้าเนรคุณ แท้จริงการลงโทษของข้านั้นสาหัสยิ่งนัก" ( อิบรอฮีม 14 / 7 )- การแจ้งถึงผลตอบแทน ณ ที่พระองค์ ดังที่พระองค์ตรัสว่า"ดังนั้น จึงไม่มีชีวิตใดรู้ถงสิ่งที่ถูกซ่อนไว้สำาหรับพวกเขา ให้เป็นที่ ึรื่นรมย์แก่สายตา เป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำาไว้" (อัซซัจญฺดะฮฺ 32 / 17 )หมายถึงไม่มีใครจะสามารถล่วงรู้ถงปริมาณความโปรดปรานที่พระองค์ ึทรงตระ เตรียมไว้แก่บาวของพระองค์ อันเป็นสิ่งที่ ตาไม่เคยเห็น หูไม่ ่เคยได้ยิน และหัวใจไม่เคยนึกฝันมาก่อน4. สำานึกจริยธรรม อันได้จากการปรามของผู้มีอำานาจ กล่าวคือ การปรามจากสติปัญญาก็ดีหรือจากวิธีการเชิญชวนสู่ความดี หรือบอกกล่าวถึงบทลงโทษก็ดี อาจไม่สามารถยับยั้งความชั่วจากบางกลุ่มบางพวกได้ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงได้มอบอำานาจให้กับผู้ปกครอง หรือ ผู้พิพากษาเพื่อดำาเนินการตัดสินตามเกณฑ์ตัดสินของพระองค์" และขโมยชายและขโมยหญิงนัน จงตัดมือของเขาทั้งสองคน ทังนี้ ้ ้เพื่อเป็นการตอบแทนในสิ่งทีทั้งสองนั้นได้แสวงหาไว้ (และ) เพื่อเป็น ่เยี่ยงอย่างการลงโทษ จากอัลลอฮ และอัลลอฮนั้น ทรงเดชานุภาพทรงปรีชาญาณ " ( อัลมาอิดะฮฺ 5 / 38 )
  • 15. "หญิงมีชู้และชายมีชู้ พวกเจ้าจงโบยแต่ละคนในสองคนนั้น คนละหนึ่งร้อยที และอย่าให้ความสงสารยับยังการกระทำาของพวกเจ้าต่อคนทั้ง ้สองนั้น ในบัญญัติของอัลลอฮเป็นอันขาด หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮ และวันปรโลก" ( อันนู๊ร 24 / 2 )ทั้งหมดนี้คือกฎเกณฑ์การยับยั้งความชั่วที่อิสลามได้กำาหนดและวางระบบ จริยธรรมไว้มาช้านานแล้ว ทังนี้เพื่อไม่ให้ความชั่วช้าแพร่สะพัด ้บนหน้าแผ่นดิน และการฝังจิตใต้สำานึกให้มีความเกรงกลัวต่อความผิดเกรงกลัวต่อพระผู้เป็นเจ้า ถือเป็นจิตใต้สำานึกสูงสุดที่จะบังคับให้บุคคลหันหลังจากความผิด ความชั่วช้าทั้งมวลตัวอย่างสำานึกจริยธรรม1. ท่านอบูบักร ( ขออัลลอฮทรงพอพระทัยในตัวท่าน ) ไม่เคยดื่มสุราเลยสักครั้งเดียว ครั้งหนึ่งมีผู้ถามท่านว่า ในสมัยญาฮิลยะฮฺ ( ยุคก่อน ีอิสลาม ) ท่านหลีกเลี่ยงจากการดื่มสุราได้อย่างไร? ท่านอบูบักร ตอบว่า“ ฉันปรารถนาที่จะรักษาเกีรยติและความเป็นสุภาพบุรุษของฉันไว้เพราะแท้ที่จริงแล้ว ผูที่ดื่มสุรา แน่นอนว่าเขาได้สูญเสียทั้งสติปัญญา ้และความเป็นสุภาพบุรุษ ”2. ครั้งแรกที่ทานศาสดา มุฮัมหมัด ได้รบการแต่งตั้งให้เป็นศาสดา ่ ัท่านได้มาหา ท่านหญิง คอดิญะฮฺ ( ขออัลลอฮทรงพอพระทัยในตัวนาง) ในสภาพที่ตื่นกลัว และตกใจท่านบอกกับนางว่า“ นำาผ้ามาห่มฉันที นำามามาห่มฉันที ”นางได้ปลอบโยนท่านศาสดา ว่า“ ขอสาบานต่ออัลลอฮ อัลลอฮจะไม่ทรงทำาให้ท่านได้รับความอัปยศอย่างแน่นอน เพราะแท้จริงแล้ว ท่านเป็นผู้มีสัมพันธ์ต่อเครือญาติ ช่วยเหลือคนอ่อนแออนาถา เลียงดูคนยากจนขัดสน ท่านเป็นผูที่ต้อนรับ ้ ้แขก และช่วยเหลือผู้อื่นให้รอดพ้นจากเคราะห์กรรม”(บันทึกโดยอิหม่ามบุคอรี )
  • 16. จากสองตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า แม้ก่อนที่อิสลามจะถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางในคาบสมุทรอาหรับ แต่ในพื้นฐานจิตใต้สำานึกแล้วจริยธรรม คุณธรรม ยังคงมีอยู่ในชาวอาหรับแต่เดิม และหลังจากมีศาสนบัญญัติ จริยธรรมเหล่านั้นก็ได้รับการส่งเสริมมากยิงขึ้น อาทิ ความ ่ใจบุญ ความโอบอ้อมอารี การให้เกียรติแขกผู้มาเยือน และอื่นๆอีกมากมายอันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติติดตัวของชาวอาหรับ ก่อนที่จะมีการแต่งตั้ง ศาสดาท่านศาสดา กล่าวว่า“ มนุษย์นั้นเหมือนกับแร่ธาตุ ผู้ที่ดีที่สุดในสมัยญาฮิลียะฮ ก็จะเป็นผูที่ดี ้ที่สุดในสมัยอิสลาม หากพวกเขาเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ”( บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์และอิมามมุสลิม )เอกลักษณ์เฉพาะของจริยศาสตร์อิสลาม1. เป็นกฏเกณฑ์ที่เป็นรูปธรรมไม่ใช่นามธรรม ซึ่งเน้นยำ้าในเรื่องของการมีสทธิเสรีภาพของมนุษย์ และการรับผิดชอบต่อผลการกระทำาของ ิตนเอง2. เป็นกฏเกณฑ์ที่จำาเป็นและครอบคลุมโดยทั่วกัน ไม่มีการเปลียนแปลง หรือปรับปรุงใดๆ เพราะล้วนครอบคลุมทั้งด้านสังคม ด้าน ่เศรษฐกิจ ด้านการปกครอง ยิ่งไปกว่านั้น จริยศาสตร์อิสลามยังเป็นประหนึ่งประการสำาคัญที่ป้องกันความอธรรมและความชั่ว ช้าต่างๆความครอบคลุมนียังรวมถึงเรื่องส่วนตัวของปัจเจกบุคคลและเรื่องที่ ้เกี่ยวพัน กับบุคคลอื่น กลุ่มคนหรือแม้แต่รัฐ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของจริยธรรมอย่างเคร่งครัด"เหล่านั้นแหละ คือ ขอบเขตของอัลลอฮ พวกเจ้าจงอย่าได้ละเมิด" (อัลบะก่อรอฮ 2/ 229 )3. เป็น กฏเกณฑ์ที่กำาหนดหลักการและรายละเอียดแก่รางกายและจิต ่วิญญาณพร้อมๆกัน มนุษย์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการ อารมณ์ใคร่ฝ่ายตำ่าของตน ตามแต่ที่ตนปรารถนา หากแต่ต้องดำาเนินอยู่ภายใต้กรอบแห่ง ศาสนบัญญัติ พระคัมภีร์ระบุว่า
  • 17. "และ พระองค์ทรงห้ามการลามก ความชัวช้าและการก่ออธรรม ่พระองค์ทรงตักเตือนพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจักได้รำาลึก " ( อันนะฮลฺ16 / 90 )ดังกล่าวเป็นกฏเกณฑ์จริยธรรมอันแผ่กว้างและครอบคลุมของพระผู้เป็นเจ้า เผื่อให้มนุษย์ออกห่างจากความไม่ดีไม่งามทั้งมวล เช่นเดียวกับที่ท่านศาสดาได้เชิญชวนสู่จริยธรรมอันสูงส่งว่า“ ท่านทั้งหลายจงยำาเกรงต่ออัลลอฮเถิด ไม่วาท่านจะอยู่ ณ ทีใดก็ตาม ่ ่จงติดตามความชั่วด้วยความดี ซึงความดีนั้นจะลบล้างความชั่ว และ ่ท่านจงปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยจริยธรรมอันดีงาม”( บันทึกโดย อิมามมาลิกและอิมาม อบูดาวู๊ด )4. จริยศาสตร์อิสลาม ครอบคลุม และเหมาะสมกับทุกคน ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีความง่ายดาย ไม่ยากลำาบาก อีกทั้งยังไม่จำากัดขอบข่ายที่บุคคลจะก้าวสู่ความเจริญแห่งชีวิต ดังดำารัสของพระองค์ที่วา ่"อัลลอฮ จะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใด นอกจากตามความสามารถของชีวิตนั้นเท่านั้น " (อัลบะเกาะเราะฮ 2/286 )"และพระองค์มิได้ทรงทำาให้เป็นการยากลำาบากแก่พวกเจ้าในเรื่องของศาสนา" ( อัลฮัจญ์ 22 / 78 )5. จริยศาสตร์อิสลามไม่ตัดสินแต่เพียงการกระทำาภายนอกเท่านัน แต่ ้ถือการพิจรณาที่เจตจำานงค์ และภาวะที่ผลักดันสู่การกระทำานั้นๆเป็นหลัก ท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวว่า“ แท้จริง การงานนั้น ขึ้นอยู่กับเจตนา และสำาหรับทุกคนจะได้รับตามสิ่งที่เขาตั้งเจตนาไว้ ” ( บันทึกโดยอิหม่ามบุคอรีย์และอิหม่ามมุสลิม )6. จริยศาสตร์อิสลามเป็นกฏเกณฑ์ที่สติปัญญาให้การยอมรับ และเป็นที่พึงใจของจิตวิญญาณ ทุกสิ่งที่อิสลามสั่งห้ามล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งทีมี ่เหตุผลทั้งสิ้น"ผู้ศรัทธาทั้งหลาย แท้จริงสุรา และการพนัน และแท่นหินสำาหรับเชือดบูชายัญ และการเสี่ยงติ้วนั้น เป็นสิ่งโสมม อันเกิดจาการกระทำาของชัย
  • 18. ฏอน ดังนั้นพวกเจ้าจงห่างไกลจากมันเสีย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รบความัสำาเร็จ ทีจริงชัยฏอนนั้น เพียงต้องการที่จะให้เกิดการเป็นศัตรูกัน และ ่การเกลียดชังกันระหว่างพวกเจ้าในสุราและการพนัน เท่านั้น และมันจะหันเหพวกเจ้าออกจากการรำาลึกถึงอัลลอฮและการละหมาด แล้วพวกเจ้าจะยังไม่ยุติอีกล่ะหรือ" ( อัลมาอิดะฮฺ 5 / 91 )7. จริยศาสตร์อิสลาม จำาเป็นต้องยึดมั่นในวิธีการและเป้าหมาย การกล่าวว่า “ เป้าหมายจะกำาหนดวิธีการ” ถือเป็นคำากล่าวที่ค้านกับระบบจริยธรรมอิสลามโดยสิ้นเชิง จริยธรรมอิสลามต้องมีพื้นฐานจากวิธีการอันชอบธรรมและคำานึงถึงคุณค่าทาง จริยธรรมเสมอ ดังตัวอย่างจากพระคัมภีร์ที่วา ่"และ หากพวกเขาขอให้พวกเจ้าช่วยเหลือในเรื่องศาสนา ก็จำาเป็นที่พวกเจ้าต้องช่วยเหลือ เว้นแต่ในการสู้รบกับพวกซึ่งระหว่างพวกเจ้ากับพวกเขามีสนธิสัญญาต่อกัน และอัลลอฮนั้นเป็นผู้ทรงเห็นในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำา" ( อัลอัมฟาล 8 / 72)ดำารัสนี้เป็นการบัญญัติใช้ให้มุสลิมต้องช่วยเหลือพี่น้องของพวกเขาที่ถูกกด ขี่ ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ทางด้านศาสนาของมุสลิม แต่หากการช่วยเหลือดังกล่าวทำาให้ต้องละเมิดสนธิสัญญาที่มีอยู่กับคนต่างศาสนา ก็ไม่สามารถให้การช่วยเหลือได้ เพราะเป็นวิธีการที่นำาไปสู่การบิดพลิ้วและละเมิดข้อตกลง ศาสนาอิสลามเกลียดการบิดพลิวและ ้เกลียดชังผู้บิดพลิ้วทังหลาย ้8. จริยศาสตร์อิสลามเกี่ยวข้องโดยตรงกับการศรัทธาและการยำาเกรงต่อพระเจ้า จริยธรรมหาใช่เป็นเพียงนามธรรมที่ประเสริฐเท่านัน หากแต่ ้จริยธรรมจำาเป็นต้องเชื่อมสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับการ ดำาเนินชีวิตทั้งหมด ดังนั้น สำาหรับอิสลามแล้ว หลักการเชื่อมั่นก็คือจริยธรรมหลักการปฏิบัติก็คือจริยธรรม เมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดบกพร่อง อีกส่วนหนึ่งย่อมจะได้รบผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน ัท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวว่า“ไม มีผู้ผิดประเวณีคนใด ในขณะที่เขากำาลังผิดประเวณีอยู่นั้น เป็นผู้มีศรัทธา และไม่มีผู้ดื่มสุราในขณะที่เขากำาลังดื่มอยู่นั้น เป็นผู้มีศรัทธาและไม่มีผลักขโมยคนใด ขณะที่เขากำาลังขโมยอยูนั้น เป็นผู้มีศรัทธา” ู้ ่ท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวว่า
  • 19. “ เมื่อผู้เป็นบ่าวทำาซินา ( ผิดประเวณี ) เมื่อนั้นการศรัทธาได้ออกไปจากตัวเขาแล้ว” (บันทึกโดย อิมาม อบูดาวู๊ด )ท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวว่า“ ไม่มีความศรัทธาสำาหรับผูที่ไม่มีความซื่อสัตย์ และไม่มีศาสนาสำาหรับ ้ผู้ที่ไม่รักษาสนธิสัญญา” ( บันทึกโดยอิมาม อะฮฺหมัด )เพราะการศรัทธาที่แท้จริงนั้นย่อมนำาไปสู่จริยธรรมอันดีงาม ความประพฤติที่ชั่วช้าจึงขัดแย้งกับการศรัทธาโดยสิ้นเชิง การศรัทธาและความประพฤตชั่วนั้นย่อมไม่อาจอยู่รวมกันได้โดยเด็ดขาด ่จริยศาสตร์อิสลามล้วนแล้วแต่เป็นกฎเกณฑ์ที่ธรรมชาติความเป็นมนุษย์อัน บริสุทธิ์ให้การยอมรับ และสติปัญญาที่ถูกต้องไม่อาจปฏิเสธความสมบูรณ์นี้ได้ จริยธรรมจึงเป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงการมีอิสลามที่สมบูรณ์ทั้งในด้านการศรัทธา และการปฏิบัติ เมื่อใดก็ตามที่ศรัทธาเข้มแข็งจริยธรรมที่เข้มแข็งก็จะเป็นผลสืบเนื่องติดตามมาอยู่เสมอ9. จริยศาสตร์ อิสลามระบุถึงการตอบแทนอย่างชัดเจน บัญญัติอิสลามจึงเป็นในลักษณะคำาสั่งใช้ให้กระทำา และคำาสั่งห้ามไม่ให้กระทำา ดังนั้นผู้ทละเมิดคำาสั่งย่อมได้รับผลกรรมตามที่ตนกระทำาไว้ การลงโทษผู้ ี่ฝ่าฝืน สำาหรับบางกรณีก็มีผลทันทีในโลกนี้ ตัวอย่างเช่น การเป็นพยานเท็จ การใช้วาจาหยาบคายและการทรยศ ผู้พิพากษาสามารถลงโทษได้ตามความเหมาะสมตัวอย่างการลงโทษของพระองค์ในโลกนี้ ดังจะเห็นได้จาก ความพินาศของประชาชาติที่มีการประพฤติชั่วอย่างแพร่หลาย ท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวถึงการลงโทษในลักษณะนี้ ว่า“ แท้จริง สิ่งทีทำาให้ผู้คนก่อนพวกท่านได้รบความหายนะ คือ เมื่อผู้มี ่ ัเกียรติในหมู่พวกเขาลักขโมย พวกเขาก็จะปล่อยไปไม่เอาเรื่อง และเมื่อผู้อ่อนแอในหมู่พวกเขาลักขโมย พวกเขาก็จะจัดการลงโทษผู้นั้นเสียขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮว่า หากว่าฟาฏิมะฮฺ บุตรีของมุฮัมหมัด ขโมย แน่นอน ฉันจะต้องตัดมือของนาง” ( บันทึกโดยอิมามบุคอรียและอิมามมุสลิม ) ์ที่มา : http://www.islammore.com
  • 20. จริยศาสตร์อิสลามกับจริยศาสตร์แขนงอื่น โดย อิจรลาลีย์ความแตกต่างระหว่างจริยศาสตร์อิสลามกับจริยศาสตร์แขนงอื่นจริยศาสตร์อิสลามมีความแตกต่างที่ชัดเจนจากจริยศาสตร์แขนงอื่นๆดังนี้1. จริยศาสตร์อิสลามมีเป้าหมายเพื่อนำาไปสู่การปฏิบัติ และชี้แนะสู่หนทางที่พึงยึดถือและดำาเนินตาม เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมทีแท้จริง แต่จริยศาสตร์ทางปรัชญามุ่งเน้นแต่กฎเกณฑ์ภาคทฤษฎี ่เท่านั้น2. ที่มาของจริยศาสตร์อิสลามมาจาก พระบัญชาแห่งพระเจ้า จึงเป็นบัญญัติที่มั่นคงถาวร เป็นแบบอย่างที่สูงส่ง สอดคล้องกับมนุษย์ทั้งหมดโดยไม่จำากัดว่าเพศใด วัยใด เวลา หรือ สถานที่ใด แต่จริยศาสตร์แขนงอื่นนั้น มีแหล่งที่มาจากสติปัญญามนุษย์ หรือเป็นการเห็นพ้องของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงย่อมที่จะเปลียนแปลง และไม่มั่นคงได้เสมอ กฎ ่เกณฑ์จริยธรรมของสังคมหนึ่ง อาจไม่ใช่สำาหรับอีกสังคมหนึ่ง ความเห็นพ้องของสังคมหนึ่งก็อาจไม่ตรงกับความเห็นพ้องของอีกสังคมหนึ่งเป็นต้น3. การสร้างจิตสำานึกว่าจริยธรรมเป็นเรื่องสำาคัญ จำาเป็นของมนุษย์สำาหรับทัศนะอิสลามแล้ว คือ การรำาลึกอยู่เสมอว่ามนุษย์เราทุกคนมีผู้คอยติดตาม สอดส่อง ดูแลอยู่เสมอ มนุษย์ไม่อาจรอดพ้น การเห็น การได้ยินของพระเจ้า เพราะพระองค์ ทรงรู้ ทรงได้ยิน และทรงมองเห็น ทุกการกระทำาของเขาอยู่ตลอดเวลา แต่เกณฑ์ดังกล่าวสำาหรับจริยศาตร์อื่นแล้ว อาศัยจิตใต้สำานึก หรือความรู้สึกกว่าเป็นหน้าที่ เป็นกฎเกณฑ์ที่พึงธำารงรักษา4. จริยศาตร์อิสลามไม่แยกระหว่างศาสนากับการดำาเนินชีวิต ไม่แยกระหว่างผู้สร้างกับผู้ถูกสร้าง กฎเกณฑ์จริยธรรมจึงกำาหนดผลตอบแทนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ตามแต่การกระทำาของบุคคลนั้นَๆ ทุกสิ่งอย่างไม่วาเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าในที่ลบหรือที่แจ้งล้วนได้รับการตอบแทนอย่าง ่ ัเที่ยงธรรม พระคัมภีร์ระบุวา ่
  • 21. " ดังนั้น ผู้ใดกระทำาความดี มีนำ้าหนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะได้เห็นมันส่วนผู้ใดกระทำาความชั่ว หนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะได้เห็นมัน " (อัซซัลซะละฮฺ 99 /7-8 )กล่าวคือ ทุกความดีความชั่วที่มนุษย์ประกอบไว้ เขาจะพบมันถูกบบันทึกอย่างละเอียดในบันทึกของเขา เพื่อได้รับการตอบแทนอย่าง ครบถ้วน ทั้งนี้เป็นการสอดคล้องกับข้อเท็จจริงทีว่า อัลลอฮจะไม่ทรง ่หลงลืมการงานใดของมนุษย์ ไม่วาจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม ดังที่พระองค์ ่ตรัสว่า"แท้จริง อัลลอฮ จะไม่ทรงอยุติธรรม แม้มีนำ้าหนักเท่าละอองธุลี " ( อัน นิซาอฺ 4 / 40 )5. จริยศาตร์อิสลามไม่เป็นสมบัตที่บุคคลใดจะอ้างเป็นเจ้าของผูกขาด ิได้จุดมุ่งหมายของจริยศาสตร์อิสลามเราทุกคนล้วนมีเป้าหมายในการดำาเนินชีวิต หากแต่เป้าหมายชีวิตของผู้ศรัทธาไม่ได้จำากัดแต่เพียงโลกนี้เท่านั้น ผู้ศรัทธาปรารถนาการมีชีวิตที่ผาสุกทั้งในโลกนีและโลกหน้า ความสุขในโลกนี้ไม่ได้อยู่ที่การมี ้ทรัพย์สินเงินทองมากมาย ไม่ได้อยู่ที่การมีอำานาจ มีเกียติยศชื่อเสียงมีหน้ามีตาในสังคม มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ แต่ความสุขทีแท้จริง คือ ่การได้รบความพอพระทัยจากพระเจ้า การได้เป็นทีรักที่โปรดปรานของ ัพระองค์สำาหรับโลกหน้าอันเป็นโลกที่จีรงถาวรนั้น ความสุขที่แท้จริงคือการได้ ัพำานักในสรวงสวรรค์ของพระองค์ เป็นความสุขอันสถาพรและนิรนดร์ ักาลพระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสว่า " สำาหรับบรรดาผูทำาดีในโลกนี้ คือความดี ( ได้ ้รับการตอบแทนที่ดี ) และแน่นอนในปรโลกนั้น ย่อมดีกว่า และที่พำานักของบรรดาผู้ยำาเกรงนัน ช่างดีเลิศ " ( อันนะฮลฺ 16 / 30 ) ้"แล้วผูใดที่ถูกให้ห่างไกลจากไฟนรก และถูกให้เข้าสวรรค์แล้วไซร้ ้แน่นอน เขาได้ชนะแล้ว" ( อาละอิมรอน 3 / 185 )
  • 22. ความสุข คือ การรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย สงบ อบอุ่นใจ รับรูถึงความ ้โปรดปราน ความพึงพอใจ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ย่อมแตกต่างกันตามปัจเจกบุคคล อันเป็นผลจากการกระทำาได้ประกอบไว้จริยศาตร์อิสลามมุ่งเน้นที่ความสุขของโลกหน้า อันเป็นภาคผล เป็นรางวัลที่พระผู้เป็นเจ้าได้สัญญาไว้กับบ่าวของพระองค์ ในขณะเดียวกันอิสลามไม่ได้ละทิง หรือเพิกเฉยต่อการใช้ชีวิตบนโลกนี้ อิสลามใช้ให้ ้มนุษย์สร้างความสมดุลในการดำารงชีวิตทั้งในโลกนีและในโลก หน้า ้พระคัมภีร์ระบุว่า "และ จงแสวงหาสิ่งที่อลลอฮ ได้ประทานแก่เจ้าใน ัปรโลก และอย่าลืมส่วนของเจ้าแห่งโลกนี้ และจงทำาความดี เสมือนกับที่อัลลอฮได้ทรงทำาดีแก่เจ้า และอย่าแสวงหาความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน แท้จริง อัลลอฮไม่ทรงโปรดบรรดาผู้บ่อนทำาลาย" ( อัลก่อศ็อศ20 / 77 )" และจงกิน และจงดื่ม และจงอย่าฟุ่มเฟือย แท้จริงพระองค์ ไม่ทรงชอบบรรดาผู้ฟมเฟือย" ( อัลอะรอฟ 7 / 31 ) ุ่ดำารัสของพระองค์ข้างต้นเป็นการบ่งถึง สิทธิของมนุษย์ในการตอบสนองความปรารถนาของตนด้วยกับข้อกำาหนดตามหลักเกณฑ์ ศาสนาพร้อมๆกับการตอบสนองจิตวิญญาณให้อิ่มเอม ด้วยกับการรำาลึก การเชื่อฟังและจงรักภีกดีต่อพระองค์อัลลอฮ ตรัสว่า " และพวกเจ้าอย่าได้เป็นเช่นบรรดาผูที่ลืมอัลลอฮ มิ ้ฉะนั้น อัลลอฮจะทรงทำาให้พวกเขาลืมตัวของพวกเขาเอง" ( อัลฮัชรฺ59 / 19 )การศรัทธาต่อโลกหน้า ศรัทธาต่อการสอบสวนคิดบัญชี ศรัทธาต่อการตอบแทนของพระองค์นั้น ไม่ได้หมายถึงต้องทำาตนสุดโต่งในเรื่องศาสนาโดยไม่คำานึงถึงสิ่งอื่นในโลกนีแต่ชีวิตที่อิสลามปรารถนาคือการ ้ผสมผสานกันอย่างสมดุลและลงตัวในการดำาเนินชีวิตเพื่อโลกนี้และโลกหน้า“ จงทำาการงานเพื่อโลกนี้ของท่าน เสมือนกับว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ตลอด ไปและจงทำาการงานเพื่อโลกหน้าของท่านเสมือนกับว่าท่านจะตายในวัน พรุ่ง”
  • 23. อิสลามส่งเสริมจริยธรรมอย่างไร ?1. อิสลามถือว่าการประพฤติปฏิบัติตนของผู้เป็นบ่าวเป็นสิ่งที่อยูใน ่สายตาของพระผู้เป็นเจ้า ท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวว่า“ แท้จริงอัลลอฮ จะไม่ทรงมองที่รูปร่างและทรัพย์สมบัติของพวกท่านหากแต่พระองค์ทรงมองที่จิตใจและการงานของพวกท่าน ”ท่านอิหม่ามอิบนิก็อยยิมได้อธิบายว่า“ พึงทราบเถิดว่า ความสวยงามนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ สวยงามภายในและสวยงามภายนอก ความสวยงามภายในเป็นที่รักและถูกชื่นชมในตัวเอง ความสวยงามเหล่านั้นได้แก่ ความรู้ ปัญญา ความดีความมีเกียรติ ความกล้าหาญ และความสวยงามภายในนี่เองที่อัลลอฮทรงทอดพระเนตร และเป็นทีที่พระองค์ทรงรัก ตามที่ฮะดีสนี้ได้บอกไว้ ่ความสวยงามภายในจะประดับประดารูปร่างภายนอกให้สวยงาม แม้นว่าเขาจะไม่ได้มีรูปร่างทีงดงาม ความสวยงามจากภายในจะห่อหุ้มตัวเขา ่ด้วยความงดงาม ความน่าเกรงขามและความอ่อนโยน เท่าที่จิตวิญญาณของเขาได้แสวงหามัน ใครที่พบเห็นเขาจะให้เกียรติ ใครที่สนิทสนมกับเขาจะหลงรัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ประจักษ์จริงในสายตาของเราท่านจะเห็นได้ว่า คนดีที่มีจริยธรรมมีมารยาทอันดีงาม ถือเป็นผูที่งดงาม ้ที่สุด แม้วาเขาจะดำาเมียมหรือไม่มีความสวยงามใดๆเลยก็ตาม “ ่ ่2. จริยธรรมคือหน้าที่สำาคัญของบรรดาศาสดาทั้งหลาย อิสลามถือว่าการขัดเกลาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ การอบรมบ่มนิสัยให้มีคุณธรรมจริยธรรมนั้น ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของบรรดาศาสนทูตของอัลลอฮ ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า"แท้จริง อัลลอฮได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อผู้ศรัทธา โดยที่พระองค์ได้ทรงส่งร่อซูลผู้หนึ่งจากพวกเขาเอง มายังพวกเขา เพื่อจะได้อ่านบรรดาโองการของพระองค์ให้พวกเขาฟัง และชำาระขัดเกลาพวกเขาให้สะอาดบริสทธิ์ และจะสอนคัมภีร์ และ ความรู้เกี่ยวกับข้อปฏิบัติใน ุบัญญัติศาสนาแก่พวกเขา และแท้จริง เมื่อก่อนนั้น พวกเขาเคยอยู่ในความหลงผิดอันชัดแจ้ง " ( อาละอิมรอน 3 / 164 )ท่านอิบนุ กะซี๊ร ได้อธิบายว่า อัลลอฮ ตะอาลา ทรงเตือนบ่าวผู้ศรัทธาของพระองค์ให้รำาลึกถึงว่า การที่พระองค์ทรงส่ง ศาสดามุฮัมหมัด
  • 24. ศาสนทูตของพระองค์ มายังเหล่าผู้ศรัทธานั้น นับเป็นความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระองค์ทรงแต่งตั้งท่านเพื่อทำาหน้าที่อ่านดำารัสอันชัดแจ้งของพระองค์ และทำาให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายสะอาดบริสุทธิ์จากความสกปรกโสมม ของนิสัยที่ชั่วช้าและพฤติกรรมที่เลวทรามในยุคสมัยแห่งความงมงายท่านอิบนิ ซะอฺดียฺ ได้กล่าวว่า คำาว่า “ ทำาให้บริสุทธิ์ ” หมายความว่าทำาให้พฤติกรรมและจิตใจของพวกเจ้าสะอาดบริสทธิ์ ด้วยกับการอบรม ุสั่งสอนบนพื้นฐานจริยธรรมที่งดงาม และขจัดความตำ่าทรามทั้งหลายให้หมดไป อันได้แก่ การทำาให้พวกเขาสะอาดบริสทธิ์จากการตั้งภาคี ไปสู่ ุการให้เอกภาพแด่อัลลอฮเพียงองค์เดียว จากความโอ้อวด ไปสู่ความบริสทธิ์ใจ จากการโกหกสู่สัจจะวาจา จากการคดโกง สู่การเป็นที่ไว้ ุวางใจ จากความโอหังสู่ความนอบน้อม จากมารยาทที่เลวทราม สู่มารยาทที่ดีงาม และจากการเกลียดชัง โกรธแค้น ตัดญาติขาดมิตร สู่ความรักใคร่ปรองดอง สมัครสมานสามัคคี เป็นต้นพระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสชมเชยศาสนทูตของพระองค์ว่า " แท้จริงเจ้า ( มุฮัมมัด )นั้น อยูบนจริยธรรมอันยิ่งใหญ่่ " ( อัลก่อ ่ ลัม 68 / 4 )ท่านอิบนิ อับบาส ได้อธิบายว่า จริยธรรมอันสูงส่งในที่นี้ หมายถึงศาสนาอันยิ่งใหญ่ คือหมายถึงศาสนาอิสลาม ท่านฮะซัน อัลบัศรีย์อธิบายว่า หมายถึง จริยธรรมแห่งอัลกุรอาน และดังมีรายงานจากท่านซะอฺ อิบนิ ฮิชาม กล่าวว่า ฉันได้เคยถามท่านหญิง อาอิชะฮฺ ( ขออัลลอฮทรงพอพระทัยในตัวนาง ) ว่า" โปรดบอกฉันถึงมารยาทของท่านศาสดา ด้วยครับ ท่านหญิงตอบว่า “มารยาทของท่านคืออัลกุรอาน ”ท่านอิบนิร่อญับ ได้อธิบายว่า หมายถึงท่านศาสดา มีความประพฤติตามจริยธรรมของอัลกุรอาน ท่านกระทำาในสิ่งที่เป็นคำาสั่งใช้ และออกห่างจากคำาสั่งห้าม ทุกพฤติกรรมที่ดำาเนินตามพระคัมภีร์จึงได้กลายเป็นอุปนิสัย เป็นความประพฤติ และเป็นธรรมชาติประจำาตัวท่าน และสิ่งนี้เองที่นับเป็นจริยธรรมอันสูงส่งที่สุด มีเกียรติที่สุดและงดงามที่สุดท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวว่า
  • 25. “ แท้จริงแล้ว ฉันถูกส่งมาเพื่อทำาให้จริยธรรมที่ดีงามนั้นครบถ้วนสมบูรณ์ “ (บันทึกโดยอิหม่ามบุคอรี)ดังนั้น จุดมุ่งหมายสำาคัญในการที่พระองค์ทรงแต่งตั้งท่านเป็นศาสดา ก็เพื่อทำาให้จริยธรรมเพียบพร้อมสมบูรณ์ เพื่อดำาเนินตามกฎเกณฑ์อันสูงส่ง และ ทำาให้ความประเสริฐสูงส่งนีแพร่กระจายครอบคลุมอย่าง ้กว้างขวาง ยิ่งไปกว่านั้น จุดมุ่งหมายของสาสน์ของพระองค์ยังเป็นเป้าหมายของจริยธรรม เพราะแน่นอนเหลือเกินว่า คำาว่า"ศาสนา" หมายถึงการมีจริยธรรมอันดีงาม เพราะศาสนาที่ปราศจากจริยธรรมในตนเองย่อมเหมือนกับกฎหมายที่ปราศจากผู้พิพากษานักวิชาการมีความเห็นว่า ดำารัสของพระเจ้าที่ประมวลไว้ซงความดี ความ ึ่ประเสริฐ และ คุณธรรมอันสูงส่ง ในดำารัสเดียวกัน ได้แก่ ดำารัสของพระองค์ทว่า ี่" แท้จริง อัลลอฮทรงกำาชับพวกเจ้าให้คงไว้ซึ่ง ความยุติธรรม และการกระทำาดี และการบริจาคแก่ญาติใกล้ชิด และพระองค์ทรงกำาชับให้พวกเจ้าละเว้น การลามก และการชั่วช้า และการละมิด พระองค์ทรงตักเตือนพวกเจ้าในเรื่องนี้ เพื่อพวกเจ้าจักได้รำาลึกถึง" ( อันนะหฺลฺ 16 / 90)สำานวนของอัลกุรอาน ด้านการเรียกร้องเชิญชวนสู่จริยธรรมนัน เป็น ้สำานวนที่เรียกร้องให้มีการปฏิบัติโดยตรง มิใช่สำานวนของนักปราชญ์ในด้านการค้นหาทฤษฎี และตั้งหลักแบบตรรกวิทยา หรือการโต้แย้ง หากแต่เป็นสำานวนที่วาด้วยมูลฐานของคุณธรรมและความประเสริฐ โดยแจ้ง ่ให้ทราบถึงรายละเอียดแล้วจึงเชิญชวน ปลุกมุสลิมให้ตื่นตัวในการทำาความดีอย่าสมำ่าเสมอ หน้าที่ของบรรดาศาสนทูตของพระองค์ จึงหมายถึงการสั่งสอน ชี้นำาสู่จริยธรรมอันสูงส่ง เพื่อขัดเกลาและเยียวยารักษาจิตใจของมนุษยชาติ3. อิสลามกำาชับส่งเสริม ให้มีจริยธรรม ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากจริยวัตรของท่านศาสดามุฮัมหมัด ท่านเป็นที่สุดแห่งตัวอย่างอันดีงาม จริยวัตรของท่านดำาเนินตามแนวทางแห่งอัลกุรอาน อย่างสมบูรณ์ปราศจากข้อบกพร่องใดๆ อิสลามได้กำาชับในเรื่องจริยธรรมมากมายหลายครั้งด้วยกัน ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ พระคัมภีร์ ระบุวา ่
  • 26. " และความดี และความชัวนั้น หาได้เท่าเทียมกันไม่ เจ้าจงขับไล ่่( ่ความชั่ว) ด้วยสิ่งที่ดีกว่า แล้วเมื่อนั้น ผู้ทระหว่างเจ้าและระหว่างเขา ี่เคยเป็นอริกัน ก็จะกลับกลายเป็นเยียงมิตรที่สนิทกัน "( ฟุศศิลัต 41 / ่34 )" แท้จริงความดีทงหลาย ย่อมลบล้างความชั่วทั้งหลาย " ( ฮูด 11 / ั้114 )และวจนะท่านศาสดา ได้ระบุวา ่ “ ผู้ที่ดียิ่งในหมู่พวกท่าน คือผู้ที่มีจริยธรรมที่สุดในหมู่พวกท่าน ”“ ผู้ศรัทธาที่ประเสริฐสุดในการเป็นมุสลิม คือผู้ที่บรรดามุสลิมปลอดภัยจากลิ้นและมือของเขา และผู้ศรัทธาที่ประเสริฐสุดในการเป็นมุอมินคือผู้มีมารยาทดีที่สุด ” ( บันทึกโดย อิมาม อัฏฏ็อบรอนีย์ )“ บรรดาผู้ศรัทธาที่มีศรัทธาสมบูรณ์ที่สุดนั้น คือผู้มีจริยธรรมที่ดีที่สุด ” (บันทึกโดยอิมาม บุคอรี )“ ในวันกิยามะฮฺ ( วันแห่งการตัดสิน )ไม่มีสิ่งใดที่จะมีนำ้าหนักในตาชั่งของมุอฺมิน ยิ่งไปกว่า การมีจริยธรรมอันดีงาม” ( บันทึกโดย อิมามอะฮฺหมัด และอบูดาวูด )ท่านศาสดา ถูกถามว่า อะไรคือสิ่งที่ทำาให้เข้าสวรรค์ได้มากที่สุด ท่านตอบว่า“การยำาเกรงต่ออัลลอฮ และการมีจริยธรรมดี” ( บันทึกโดยอิมาม บุคอรีย์ )“ ความดี คือ การมีความประพฤติที่ดีงาม ส่วนมลทิน (บาป ) คือ สิ่งที่สร้างความเคลือบแคลงในใจท่าน และไม่อยากให้ผู้อื่นเห็น”และจากคำาวิงวอน ( ดุอาอฺ ) ของท่าน ก็เป็นเครื่องบ่งชี้อย่างดีถึงความสำาคัญของจริยธรรมดังที่ทานเคยวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าว่า ่“ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ ให้พ้นจาก มารยาททีไม่ดี ่งามทั้งหลาย” ( บันทึกโดย ติรมีซีย) ์
  • 27. ” ขอพระองค์ทรงโปรดนำาทางข้าพระองค์สู่จริยธรรมที่ประเสริฐที่สุดไม่มใครสามารถชี้นำาข้าพระองค์สู่จริยธรรมที่ประเสริฐที่สุดได้ นอกจาก ีพระองค์ และโปรดทรงทำาให้พฤติกรรมที่ไม่ดี ไกลห่างจากข้าพระองค์ไม่มใครสามารถทำาให้พฤติกรรมที่ไม่ดีห่างไกลจากข้าพระองค์ได้ ีนอกจากพระองค่์” ( บันทึกโดยอิมาม มุสลิม )เพียงเท่านี้ก็เป็นที่บงชี้ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า สำาหรับอิสลามแล้ว ่จริยธรรมถือเป็นทั้งหมดของศาสนา เป็นการศรัทธาอันจริงแท้ และเป็นบทบัญญัติอันสูงส่งของอิสลามการเสริมสร้างจริยธรรมอิสลามอิสลามถือว่าการปรับปรุงแก้ไขหรือการให้ได้มาซึงจริยธรรมอาจกระทำา ่ได้โดยวิธีดังต่อไปนี้1. ด้วยการพยายามลดผลที่เกิดจากพฤติกรรมบางอย่าง และหักห้ามตนเองจากการทำาตามอารมณ์ ซึ่งเป็นวิธีการเฉพาะที่สามารถปรับใช้กับพฤติกรรมที่เป็นนิสัยแต่กำาเนิด เช่น ความโกรธ ดังปารกฏในวจนะศาสดาที่วา ่“ มีชายคนหนึ่งกล่าวกับท่านศาสดาว่า ได้โปรดกรุณาสั่งเสียฉันเถิดท่านศาสดากล่าวว่า “ ท่านจงอย่าโกรธ ” ชายผู้นั้นได้กล่าวคำาขอร้องของเขาหลายครั้ง ท่านศาสดาตอบเขาว่า “ ท่านจงอย่าโกรธ ” (บันทึกโดย อิมามบุคอรี)นักวิชาการได้อธิบายวจนะท่านศาสดาดังกล่าวว่า การห้ามโกรธนั้นหมายถึงห้ามกระทำาตามผลของความโกรธ คืออย่าให้ความโกรธมีผลต่อการกระทำา ไม่ได้หมายถึงห้ามมิให้โกรธ เพราะการโกรธเป็นธรรมชาติของปุถุชน เป็นลักษณะนิสัยที่ไม่อาจถอดถอนจากความเป็นมนุษย์ได้ ดังนั้นการพัฒนาลักษณะที่เป็นความโกรธ ไม่ได้หมายถึงการถอดถอนความโกรธให้หมดสิ้น แต่หมายถึงการควบคุมไม่ให้ความโกรธส่งผลต่อการกระทำาดังมีระบุในพระคัมภีร์วา ่"และบรรดาผู้ข่มโทสะ และบรรดาผู้ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์ " ( อาละอิมรอน 3 / 34 )
  • 28. จากดำารัสข้างต้น อัลลอฮ ทรงสรรเสริญ ยกย่องผู้ที่สามารถระงับควบคุมการโกรธ ไม่ได้หมายถึงผู้ที่ถอดถอนความโกรธออกจากตนเองได้แต่อย่างใด" และเมื่อพวกเขาโกรธ พวกเขาก็ให้อภัย " ( อัชชูรอ / 37 )ท่านศาสดามุฮัมหมัด ได้กล่าวว่า“ ผูที่เข้มแข็งหาใช่ผู้ที่ทำาให้ผู้อื่นล้มลงได้ แต่ผู้ที่เข้มแข็งที่แท้จริง คือ ้ผู้สามารถควบคุมตนเองในขณะโกรธได้ ( บันทึกโดยอิมามบุคอรีและอิมามมุสลิม )การที่อิสลามสอนมุสลิมให้มีลักษณะเช่นนี้ ก็เพราะอิสลามต้องการให้มนุษย์รู้ว่า ชัยชนะที่แท้จริงนั้น คือการควบคุมตนเอง และการพ่ายแพ้ทีแท้จริง คือการคล้อยตามอารมณ์และละเมิดบทบัญญัติศาสนา ่2. ด้วยการปรับเปลี่ยนความขุ่นมัวที่มีในลักษณะนิสัยที่ไม่ดีงามให้เป็นพฤติกรรมที่ดีงามตามคำาเรียกร้องของอิสลามโดยแท้จริง อาทิเช่นความกล้าหาญทีถูกใช้ไปในการรังแกผู้อ่อนแอหรือทำาร้ายผู้บริสุทธิ์ การ ่มีใจบุญที่แฝงด้วยความโอ้อวด เป็นต้น ทังสองเป็นจริยธรรมที่ดีงามแต่ ้ถูกนำาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ของอิสลาม อิสลามใช้ให้กล้าหาญเพื่อช่วยเหลือผู้อ่อนแอ ขจัดความไม่ชอบธรรมทั้งหลาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออัลลอฮ แต่เพียงผู้เดียว เช่นเดียวกับความใจบุญ ก็จำาเป็นต้องแสดงออกเพื่อพระองค์เพียงองค์เดียว โดยไม่มีสิ่งอื่นใดแอบแฝง พระคัมภีร์ระบุว่า" โอ้บรรดาผู้ศรัทธา พวกเจ้าจงอย่าทำาให้ทานของพวกเจ้าไร้ผล ด้วยการลำาเลิกและสร้างความเดือดร้อน " (อัลบะเกาะเราะฮ 2 / 264 )3. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดีด้วยจริยธรรมที่ดีงาม เช่น เปลี่ยนจากการโกหก เป็นการมีสัจจะวาจา จากการทรยศหักหลังเป็นการซื่อสัตย์จากอธรรมเป็นยุติธรรม การเปลี่ยนแปลงปรับปรุงเช่นนี้ ย่อมทำาให้พฤติกรรมทีไม่ดีหมดสิ้นไป จริยธรรมที่งดงามจะเข้ามาแทนที่ ดังเช่น ่การเปลี่ยนแปลงของผู้กลับเนื้อกลับตัวอย่างแท้จริงที่มา : http://www.islammore.com ข้อบ่งชี้จริยธรรมในอิสลาม
  • 29. โดย อิจรลาลีย์1. ความยุติธรรมอิสลามเน้นและให้ความสำาคัญในด้านความยุติธรรมเป็นอย่างมากยุติธรรมที่อิสลามหมายถึง คือ การให้สิทธิอันสมบูรณ์ต่อผู้ที่มีสิทธิในสิ่งนั้น การยืนหยัด ยึดมั่นอยู่บนความสัตย์ ความเทียงธรรม ในทุกเรื่องราว ่ของการดำาเนินชีวิต และออกห่างจากการอธรรม ในทุกรูปแบบผู้ที่มีหนี้สินต้องใช้หนี้แก่เจ้าหนี้ นี่คือความยุติธรรม ดังนั้น ผู้ลักขโมยจึงเท่ากับเป็นผู้อธรรม เพราะเอาสิ่งที่ไม่ใช่สิทธิของตนไป พ่อค้าที่ตวงหรือชั่งของให้ลูกค้าไม่ครบตามกำาหนด ถือว่าเป็นผู้อธรรมเช่นกัน เพราะไม่ได้ให้สิทธิที่ครบถ้วยสมบูรณ์แก่ผู้ซื้อ เช่นเดียวกับผู้พิพากษา หากมีใจเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือรับสินบน ก็เท่ากับเป็นผู้อธรรมเพราะเอาสิ่งที่ไม่ใช่สิทธิของตนมาครอบครองอิสลามถือว่า ความยุติธรรมเป็นส่วนสำาคัญที่จะทำาให้จริยธรรมอิสลามสมบูรณ์ เพราะความยุติธรรมจะนำามาซึ่ง การดำารงมั่นในความเป็นธรรมและรักในความสัตย์ ผู้ดำารงไว้ซึ่งความยุติธรรมจึงถือเป็นบุคคลที่มีจริยธรรมอันน่าสรรเสริญ เพราะเป็นผู้มีเกียรติอย่างแท้จริง มีความยืนหยัดในความถูกต้อง ปราณีและมีใจบริสุทธิ์ อัลลอฮ ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ความว่า " แท้จริงอัลลอฮนั้น ทรงกำาชับให้พวกเจ้า คงไว้ซึ่งความยุติธรรม และ การทำาด่ี " ( อันนะฮฺลฺ 16 / 90 )"ผู้ศรัทธาเอ๋ย จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรม และจงอย่าให้การเกลียดชังต่อพวกนึ่งพวกใด ทำาให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด เพราะมัน ( ความยุติธรรม ) นั้น ใกล้ชิดกับความยำาเกรงที่สุด แท้จริงอัลลอฮนั้นเป็นผูทรงรอบรู้อย่างละเอียด ้ในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำากัน" ( อัลมาอิดะฮฺ 5 / 8 )กล่าวคือ อย่าให้ความเกลียดชังของพวกท่านทีมีต่ออีกฝ่ายหนึ่ง มาบีบ ่บังคับให้ปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความอธรรม มนุษย์ทุกคนต้องมีความยุติธรรมทัดเทียมกันทังกับคนที่เรารักและเกลียด ผูร่วมศาสนาหรือต่าง ้ ้ศาสนา และมีระบุในฮะดีส ของท่านศาสดา ความว่า “ การให้ความยุติธรรม ระหว่างสองสิ่งนั้น ถือเป็นทานอย่างหนึ่ง”
  • 30. การปฏิบัติตามสัญญาทีมีต่อกันจึงเป็นสิ่งจำาเป็น ไม่วาจะเป็นมุสลิมหรือ ่ ่ไม่ก็ตาม การกระทำาเช่นนี้เป็นสิ่งที่สูงส่งยิงที่มนุษยชาติพึงปฏิบัติต่อกัน ่ในขณะเดียวกันอิสลามได้ประณามการอยุติธรรมและการอธรรมทั้งหลายไว้อย่าง ละเอียดและรัดกุม ดังมีระบุในพระคัมภีร์และมีระบุในฮะดีส ของท่านศาสดา “ ท่านทั้งหลายพึงระวัง การอธรรมไว้ให้ดี แท้จริงการอธรรมนั้นเป็นความมืดมนในวันกิยามะฮฺ ( วันสิ้นโลก )”ยุติธรรมในสิ่งใดบ้าง ?1. ยุติธรรมต่อพระผู้เป็นเจ้า ด้วยการไม่ตั้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ ยุติธรรมต่อพระองค์ด้วยการเชื่อฟังไม่ฝ่าฝืน รำาลึกไม่หลงลืมและกตัญญูไม่เนรคุณ2. ยุติธรรมในการตัดสิน โดยการให้สิทธิแก่ผู้สมควรได้รับสิทธิ3. ยุติธรรมกับภรรยาและลูกๆ ให้ความเท่าเทียมโดยไม่ให้ความสำาคัญกับคนหนึ่งเหนือกว่าอีกคนหนึ่งดังที่มีปรากฏในฮะดีสว่า สาวกของท่านศาสดา ท่านหนึ่ง ได้มาหาท่านเพื่อขอให้ท่านเป็นพยานให้ ในการยกสวนแห่งหนึงให้บุตรชาย ท่าน ่ศาสดา ถามสาวกท่านนั้นว่า “ ท่านได้ให้ลูกๆทุกคนของท่านเช่นนี้หรือไม่ ?” สาวกท่านนั้นตอบว่า ไม่ครับ ท่านศาสดา จึงกล่าวความว่า“ ฉันจะไม่เป็นพยานให้กับการอธรรม”4. ยุติธรรมต่อคำาพูด โดยการไม่เป็นพยานเท็จ ไม่พูดโกหกหรือไร้สาระ5. ยุติธรรมต่อความเชื่อมั่น โดยไม่เชื่อนอกจากสิ่งที่เป็นความสัจ เป็นข้อเท็จจริง และไม่ชื่นชมในสิ่งที่ขัดกับความจริงผลของการขาดความยุติธรรมแน่นอนว่าความยุติธรรม ย่อมสร้างความเป็นปึกแผ่นในสังคม สร้างความสงบ ปลอดภัยและความเสมอภาคของทุกสังคมชนชั้น หากสังคมขาดความยุติธรรมเมื่อใด การละเมิดสิทธิบุคคลในสังคมจะเกิดขึ้นทันทีความ สับสนวุ่นวายจะขยายวงกว้าง ไม่มีสิ่งใดจะระงับอาชญากรรมและความไม่ดีต่างๆไว้ได้อีก ทุกฝ่ายพร้อมที่จะตั้งตนเป็นศัตรู จิตใจจะตำ่า
  • 31. ทราม และ ความสงบสุข ความปลอดภัยในสังคมจะคงเหลือเพียงแต่ชื่อเท่านั้น"และ พวกเจ้าอย่าคิดว่าอัลลอฮทรงละเลยต่อสิ่งที่พวกอธรรมได้ปฏิบัติแท้จริง พระองค์ทรงประวิงเวลาให้พวกเขา จนถึงวันที่สายตาเงยจ้องไม่กระพริบ ( วันปรโลก )" ( อิบรอฮีม 14 / 42 )2. ความละอายอิสลามถือว่าความละอายเป็นคุณลักษณะเฉพาะของจริยธรรมอิสลามอันสูงส่ง เมื่อมนุษย์มีความละอายเป็นสมบัติประจำาตัว เขาจะมีความเกรงกลัวต่อพระผู้เป็นเจ้า ละอายต่อความผิด และละอายที่จะให้พระองค์เห็นเขาในฐานะผู้ฝ่าฝืนมีวจนะท่านศาสดา ทีกล่าวส่งเสริมความละอายอยู่มากมาย ดังเช่น ่วจนะของท่านศาสดา ทีความว่า ่“ ความละอาย ล้วนแต่เป็นความดีทั้งสิ้น ” ( บันทึกโดย อิมามมุสลิม )“ แท้จริง ทุกๆศาสนามีจริยธรรม และจริยธรรมของอิสลามนั้น คือ ความละอาย ” ( บันทึกโดย อิมามอิบนุมาญะฮฺและอิมามมาลิก )“การอีมานนั้น มีเจ็ดสิบกว่าแขนง หรือ หกสิบกว่าแขนง ที่ประเสริฐสุดนั้น คือ ( คำาปฏิญาณ ) ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ และที่ตำ่าสุดนั้น คือ การขจัดภยันตรายให้พ้นจากทางสัญจร และ ความละอายนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีและมุสลิม )“ ความละอาย กับ การศรัทธานัน เป็นของคู่กันเสมอ หากสิ่งหนึ่งสิ่งใด ้ถูกถอดทอน อีกสิ่งหนึ่งก็จะถูกถอดถอนไปด้วยเช่นกัน” ( บันทึก โดยอัลฮากิม )“อัลลอฮ นั้น สมควรยิ่งท่ี ่ ่ (มนุษย์)พึงละอาย มากกว่าที่จะละอายต่อเพื่อนมนุษย่์ ” (บันทึกโดยอิมามบุคอรี )หากมนุษย์ไม่มีความละอายเป็นพื้นฐานทางจริยธรรมแล้ว ประตูแห่งความผิดบาปทั้งหลายก็พร้อมเปิดต้อนรับเขาอย่างเต็มที่ เพราะไม่มีอะไรที่จะคอยฉุดรั้ง คอยเตือนสติเขาไว้ได้อีกท่านศาสดา กล่าวความว่า
  • 32. “ หากเจ้าไม่ละอาย ก็จงทำาสิ่งที่เจ้าปรารถนาเถิด” ( บันทึกโดยอิหม่ามมาลิก และอบูดาวู๊ด )เหตุผลที่ความละอายเป็นส่วนหนึ่งของการอีมานนั้น ก็เพราะ ทังความ ้ละอายและการอีมาน ล้วนแล้วแต่ชักนำาสู้ความดี และ หลีกห่างจากความชั่ว อีมานเป็นแรงผลักดันให้ผู้ศรัทธา กระทำาในสิ่งที่เป็นการเชื่อฟัง ( ฏออะฮฺ ) และละทิงสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืน ส่วนความละอายนั้น จะหัก ้ห้ามไม่ให้ผู้ศรัทธาบกพร่องในการกตัญญู แก่ผทรงประทาน หักห้ามไม่ ู้ให้ละเมิดสิทธิของคนหนึ่งคนใด ดังกล่าวจึงถือว่า ความละอายนับเป็นความดีประการหนึ่ง และเป็นประตูเปิดสู่ความดีงามทั้งหลายท่านศาสดา กล่าวความว่า“ความละอายจะไม่นำาสิ่งใดมานอกจากความดีเท่านั้น” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีและมุสลิม )ความละอายในที่นี้หมายถึง สิ่งที่จะส่งเสริมให้มุสลิมปฏิบัติสิ่งที่ดีงามและห่างไกลจากสิ่งที่ชั่วร้าย ตามแนวทางและกฎเกณฑ์ที่อิสลามให้ไว้หากเป็นความละอายทีนำาพาไปสู่การกระทำาที่ผิดต่อหลักการแล้ว ก็หา ่ใช่เป็นความละอายทีถูกต้องตามบัญญัติอิสลามไม่ เช่น อายที่จะตัก ่เตือนผู้กระทำาผิด หรืออายที่จะปฏิบัติตามข้อใช้และข้อห้ามของอัลลอฮและศาสนทูตของพระองค์ เป็นต้นเมื่อการละอายต่อเพื่อนมนุษย์นับเป็นความดีแล้ว การละอายต่อผู้สร้างมนุษย์จึงนับเป็นคุณธรรมที่ประเสริฐและสูงส่งยิ่งกว่า เพราะการละอายต่ออัลลอฮ เป็นเครื่องยับยั้งทีดีที่สุดจากความผิดทั้งมวลท่านศาสดา กล่าวความว่า“ ท่านทั้งหลายจงละอายต่ออัลลอฮ์ ด้วยการละอายอย่างแท้จริงเถิด”บรรดาสาวกกล่าวกับท่านว่า “ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ แน่นอน เราต่างก็ละอายต่ออัลลอฮและการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ”ท่านศาสดา กล่าวความว่า“หามิได้ หากแต่การละอายต่ออัลลอฮด้วยการละอายอย่างแท้จริงนั้นคือ การทีท่านรักษา ศรีษะและสิ่งที่มันบรรจุไว้ รักษาท้องและสิ่งที่มัน ่บรรจุไว้ และท่านรำาลึกถึงความตายและความไม่จีรัง (อยู่เสมอ)
  • 33. ผู้ใดที่ปรารถนาอาคิเราะฮฺ เขาย่อมละทิ้งความเพริดแพร้วของดุนยาและใครที่กระทำาได้เช่นนี้ แน่นอน เขาได้ละอายต่ออัลลอฮด้วยการละอายอย่างแท้จริงแล้ว” ( บันทึกโดย อัลมุนศิรยฺ -มัรฟูอัน - ) ี3. ความสุขุมหมายถึงการสามารถระงับจิตใจเมื่อโกรธ และอดทน โดยไม่ย่อท้ออ่อนแอต่ออุปสรรค การที่บุคคลมีความสุขุมเป็นนิสัย เขาจะไม่ใจร้อนไม่โกรธง่าย และอดทนต่อทุกสิ่งที่ประสบ ความสุขุมยังเป็นคุณลักษณะสำาคัญที่นำาไปสู่ความสำาเร็จของการเป็นผู้นำา ดังตัวอย่างทีท่าน มุอาวิ ่ยะฮฺ เคยถาม อะรอบะฮฺว่า ท่านใช้วิธีอะไรในการเป็นผู้นำากลุ่มชน ? อะรอบะฮ ตอบว่า“ ฉันมีความสุขุม ใจเย็น กับคนเขลา ฉันให้กับผู้ที่ขอ และฉันช่วยเหลือตามความต้องการของพวกเขา ใครทีทำาได้เหมือนฉัน เขาก็จะเป็นอย่าง ่ฉัน ใครทีทำาได้มากกว่าฉัน เขาก็ประเสริฐกว่าฉัน และใครที่ทำาได้น้อย ่กว่าฉัน ฉันก็ดีกว่าเขา”ตัวอย่างความสุขุม ของท่าน ศาสดามุฮัมมัดมีชายอาหรับชาวชนบทคนหนึ่งได้ปัสสาวะในมัสยิด บรราดาสาวกของท่านศาสดาต่างพากันตกตะลึงและโกรธมาก พวกเขาต่างหักห้ามและตะคอกใส่ชายผู้นั้น หากแต่ท่านศาสดาผู้ซึ่งได้รับความรู้อย่างรอบคอบในการเชิญชวนสู่อัลลอฮ กล่าวขึ้นว่า “พวกท่านอย่าได้บังคับให้เขาต้องกลั้นปัสสาวะ”พอชายผู้นั้นเสร็จธุระแล้ว ท่านศาสดาสั่งให้นำานำ้ามาหนึงถังเพื่อราดบน ่รอยปัสสาวะ แล้วเรียกชายผู้นั้นเข้ามาหา และบอกกับชายผู้นั้นความว่า“ แท้จริง ทีนี่เป็นมัสยิด ซึ่งไม่เป็นการบังควรอย่างยิ่งที่จะปล่อยให้มีสิ่ง ่สกปรก เพราะมัสยิดเป็นสถานที่สำาหรับละหมาด อ่านอัลกุรอาน และรำาลึกถึงอัลลอฮ ผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงเกรียงไกร” (บันทึกโดยอิหม่ามบุคอรี )การตักเตือนของท่านเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด กับผู้ศรัทธา ท่านไม่เคยโต้ตอบด้วยความรุนแรง หยาบคาย ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังตอบกลับด้วยความละมุนละม่อม อ่อนโยน อดทนและให้อภัย ดังอีกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อครั้งที่พวกผู้ปฏิเสธศรัทธา ต้อนรับการเชิญชวนของท่าน ด้วยการกลั่นแกล้ง ทำาร้ายท่านทุกวิถีทาง ท่านปาดคราบเลือดบนใบหน้าพร้อมวิงวอนขอต่ออัลลอฮว่า
  • 34. “ โอ้อัลลอฮ ขอพระองค์ทรงอภัยโทษแก่กลุ่มชนของข้าพระองค์ด้วยเถิด แท้จริงพวกเขาเป็นผู้ไม่รู้ ”นี่คือจริยธรรมอันสูงส่งของท่านศาสดาผู้ซึ่งเป็นแบบอย่างแห่งจริยธรรมที่ สมบูรณ์ ดังที่อัลลอฮ ได้ตรัสยืนยันในเรื่องนี้ ความว่า"แท้จริง ในตัวของศาสนฑูตของอัลลอฮนั้น มีแบบฉบับอันดีงามสำาหรับพวกเจ้า" (อัลอะฮฺซาบ 33/21 )อัลลอฮทรงใช้ให้ผู้ศรัทธาอดทนต่อกฎสภาวะการณ์ของพระองค์ ดังที่พระองค์ตรัสความว่า“และเจ้าจงอดทนเถิด เพราะแท้จริงอัลลอฮจะไม่ทรงทำาให้ผลตอบแทนของผูทำาความดีนั้นสูญหาย” ( ฮูด 11/115 ) ้ดังกล่าวคือความประเสริฐของความสุขุม ละมุนละม่อม อันเป็นจริยธรรมที่อิสลามส่งเสริม เพราะแน่นอนว่า ความสุขุม ใจเย็นนี่เอง ทีจะรักษา ่สัมพันธภาพอันดีงามของเพื่อนมนุษย์ให้คงอยู่และยืนยง4. ความสัจจริงความสัจจริงเป็นลักษณะพิเศษของบรรดาศาสดา" และจงรำาลึกถึงเรื่องราวของท่านนบีอิบรอฮีมในคัมภีร์ แท้จริง เขาเป็นผู้สัจจริงและเป็นศาสดา " ( มัรยัม 19 /41 )ชาวอาหรับชนบทคนหนึ่ง มองดูใบหน้าของท่านร่อซู้ล แล้วเขาก็เห็นสัญญาณการเป็นนบีประจักษ์บนใบหน้าของท่าน อาหรับชนบทผู้นั้นจึงกล่าวว่า “ แท้จริงใบหน้าเช่นนี้ ไม่ใช่ใบหน้าของคนโกหก ”อิสลามกำาชับให้ผู้ศรัทธายึดมั่นอยู่บนความสัจจริง ให้มีความยำาเกรงและอยู่รวมกับผู้มีสัจจะ เพราะความสัจจริงนั้นเป็นเครื่องหมายของการ ่ศรัทธา และการเชื่อฟังในพระผู้เป็นเจ้า พระคัมภีร์ระบุความว่า" โอ้บรรดาผู้ศรัทธาแล้วทั้งหลาย จงยำาเกรงต่ออัลลอฮ และจงอยู่พร้อมกับบรรดาผู้มีสัจจะ " ( อัตเตาบะฮฺ 9/ 119 )สำาหรับวันอาคิเราะห์นั้น ไม่มีสิ่งใดยังประโยชน์ นอกจากความสัจจริงในการศรัทธา ทั้งวาจาและการปฏิบัติ ดังที่อัลลอฮ ตรัสความว่า
  • 35. " อัลลอฮตรัสว่า นีแหละคือวันที่การพูดความจริงของพวกเขาจะอำานวย ่ประโยชน์แก่บรรดาผู้ที่พูดจริง " ( อัลมาอิดะฮฺ 5 / 119 )ความสัจจริงเป็นแหล่งของความดีและความประเสริฐทั้งหลาย และการมุสานั้นเป็นรากฐานแห่งความสูญเสียและความชัวร้ายทั้งมวล ในฮะดี ่สระบุความว่า“ แท้จริงการมีสัจจะนั้น คือ คุณธรรม และแท้จริง คุณธรรมนั้น นำาพาสู่สรวงสวรรค่์ ” (บันทึกโดยอิมามมุสลิม )ท่านศาสดา กล่าวความว่า“ลักษณะ 2 ประการที่จะไม่รวมอยู่ในตัวผู้มีศรัทธา คือความตระหนี่ และ มุสาวาจา”มีผู้ถามท่านศาสดา ว่า ผู้ศรัทธาจะเป็นคนขี้ขลาดได้ไหม ? ท่านตอบว่า “ ได้ ” และมีผู้ถามท่านอีกว่า ผู้ศรัทธาจะเป็นคนตระหนี่ได้ไหม ?ท่านตอบว่า “ ได้ ” และมีผถามท่านอีกว่า ผู้ศรัทธาจะเป็นคนโกหกได้ ู้ไหม ? ท่านศาสดา ตอบว่า “ ไม่ได้ ”ท่านศาสดา กล่าวความว่า“ ท่านทั้งหลายจงยึดความสัจจริงเถิด แท้จริง ความสัจจริงนั้นจะนำาไปสู่ความดี และแท้จริงความดีนั้นจะนำาไปสู่สวนสวรรค์ และบุคคลยังคงพูดจริง และพยายามแสวงหาความจริง จนกระทั่งเขาจะถูกจารึก ณ ที่อัลลอฮว่า เขาเป็นผู้สัจจริ ง และท่านทั้งหลายจงห่างไกลจากการโกหกแท้จริง การโกหก จะนำาไปสู่ความชั่ว และความชั่วนั้นจะนำาไปสู่ขุมนรกบุคคลยังคงโกหก และแสวงหาการโกหก จนกระทั่ง เขาจะถูกจารึก ณที่อัลลอฮว่าเป็นผู้โกหก” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ และอิมาม มุสลิม )ท่านศาสดา กล่าวความว่า“ มีอยู่ 4 ประการ หากท่านมีอยูทั้ง 4 ประการนั้นแล้ว ท่านอย่าได้ ่เสียดายสิ่งอำานวยสุขอื่นๆ ในดุนยาที่ทานไม่ได้รบเลย นั่นคือ ่ ั1. การมีอมานะฮฺ รักษาของฝาก หรือ ปฏิบัติตามหน้าที่ทรับผิดชอบ ี่2. การมีสัจจะ
  • 36. 3. การมีมารยาทดี4.ความสงบเสงี่ยมพึงพอใจในสิ่งที่ทานรับประทาน ” ่( บันทึกโดยอัฏฏอบรอนียฺ และ อัลบัยฮะกียฺ )ความสัจจริง คือรากฐานแห่งความดีงาม เป็นเป้าหมายของความเจริญก้าวหน้า และเป็นคุณลักษณะการกระทำาที่สะอาดบริสทธิ์ ความสัจจริง ุเป็นสิ่งทีประกันสิทธิต่างๆให้กลับคืนสู่ผู้เป็นเจ้าของ และเสริมสร้าง ่ความเชื่อถือ และ ความไว้วางใจระหว่างบุคคลกับหมู่คณะ ความสัจจริงเป็นคุณลักษณะหนึ่งจากบรรดาคุณลักษณะของอัลลอฮ ดังที่พระองค์ตรัสความว่า " และผู้ใดเล่าที่พูดจริงยิงกว่าอัลลอฮ " ( อันนิซาฮฺ 4 / 87 ) ่5. ความอ่อนโยน ละมุนละม่อมอิสลามสนับสนุนให้ใช้ความอ่อนโยน ทังในคำาพูดและการกระทำา เป็น ้สะพานเชื่อมความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างกัน อิสลามไม่ส่งเสริมให้เกิดความขัดแย้ง ทะเลาะวิวาท หรือใช้ความรุนแรงต่อกัน ท่านศาสดากล่าวความว่า“ แท้จริง อัลลอฮ ทรงเป็นผู้มีความละมุนละม่อม อ่อนโยน พระองค์ทรงชอบความละมุนละม่อมอ่อนโยนในกิจการทั้งปวง” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ )ท่านศาสดามุฮัมมัด กล่าวความว่า“ แท้จริงความละมุนละม่อม อ่อนโยน เมื่ออยู่ในสิ่งใด จะทำาให้สิ่งนั้นดีงามขึ้น และความละมุนละม่อม อ่อนโยน เมื่อถูกถอนออกจากสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะทำาให้สิ่งนั้นเลวลง ”(บันทึกโดยอิมาม มุสลิม )ความละมุนละม่อม อ่อนโยนนี้เอง ทีเป็นคุณลักษณะดึงดูดให้ผู้คนรัก ่ใคร่และเอ็นดูเมตตา สร้างสัมพันธไมตรีอันดีงามต่อกัน และให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตัวอย่างชัดเจนในเรื่องนี้เห็นได้จากการที่ทานศาสดามุฮัมมัด ่ เป็นผู้ที่อ่อนโยนต่อมวลชน สุภาพ และมีไมตรี จึงทำาให้ทานเข้าไปอยู่ ่ในใจสาวกและมิตรสหายของท่าน ตลอดจนทุกคนที่พบเห็นและรู้จักกับท่าน ต่างก็สัมผัสได้ถึงคุณธรรมอันประเสริฐของท่าน
  • 37. อัลลอฮ ตรัสความว่า"เนื่อง ด้วยความเมตตาจากอัลลอฮนั่นเอง เจ้า (มุฮัมมัด) จึงได้สุภาพอ่อนโยนแก่พวกเขา และถ้าหากเจ้าเป็นผูประพฤติหยาบช้า และมีจิตใจ ้แข็งกระด้างแล้วไซร้ แน่นอน พวกเขาย่อมกระเจิดกระเจิง แยกตัวออกไปจากเจ้ากันแล้ว" ( อาละอิมรอน 3 / 159 )พระผู้เป็นเจ้า ทรงแจ้งให้ท่านศาสดาทราบว่า ความเอ็นดูเมตตาที่พระองค์ทรงประทานให้แก่ทานนั้น นับเป็นสาเหตุแห่งการสุภาพอ่อน ่โยนต่อบรรดาผู้ศรัทธา ถ้าหากท่านมีลักษณะแข็งกระด้าง หยาบช้าแน่นอนประชาชาติของท่านย่อมเตลิดหนี กระเจิดกระเจิงไปจากท่านแม้ว่า คำาสั่งดังกล่าวจะเจาะจงถึงท่านศาสดา แต่ในขณะเดียวกันก็รวมไปถึงประชาชาติของท่านด้วย สิ่งใดที่พระองค์ทรงประสงค์ให้ทาน ่ศาสดาปฏิบัติ ย่อมหมายรวมถึงบรรดาผู้ศรัทธาทังหมด ยกเว้นในสิ่งที่ ้เป็นกรณีพิเศษ เฉพาะเจาะจงเท่านั้น อิสลามใช้ให้แสดงออกถึงความอ่อนโยนกับทุกคน ไม่ให้เลือกปฏิบัติ ทังกับคนใกล้ชิดและห่างไกล ทัง ้ ้แก่ผู้ศรัทธาและผู้ปฏิเสธศรัทธา และทั้งแก่คนดีและคนชั่ว พระคัมภีร์ระบความว่า" และเจ้าอย่าหันแก้ม (ใบหน้า) ของเจ้าให้แก่ผู้คนอย่างยะโส และอย่าเดินไปตามแผ่นดินอย่างไร้มรรยาท แท้จริง อัลลอฮ์ มิทรงชอบทุกผู้หยิ่งจองหอง และผู้คุยโวโอ้อวด" ( ลุกมาน 31 / 18 )ท่านศาสดา มุฮัมมัด ครองใจประชาชาติของท่าน ด้วยจริยธรรมและมารยาทอันงดงามของท่าน ท่านอ่อนโยนกับทุกคนแม้กระทั่ง สาวกรับใช้ ดังปรากฏใน คำาบอกเล่าของท่านอนัส อิบนุ มาลิก ว่า“ ฉันได้รับใช้ท่านนบี 10 ปี ตลอดระยะเวลานั้น ท่านไม่เคยบ่น หรือแสดงอาการไม่พอใจเลยแม้สักครั้งเดียว ท่านไม่เคยกล่าวตำาหนิฉันเลยว่าทำาไมถึงทำาอย่างนั้น ทำาไมถึงไม่ทำาอย่างนี้ ” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ และอิมาม มุสลิม )ท่านศาสดา มุฮัมมัด กล่าวว่า “ แท้จริง อัลลอฮ ได้ประทานวะฮีย์ (บัญชา ) ให้ฉันนอบน้อมถ่อมตน จนกระทั่ง ไม่ให้มีการโอ้อวด เหยียดหยามและ อธรรมต่อกัน ” (บันทึกโดยอิมาม มุสลิม )ส่วนหนึ่งจากวจนะศาสดา มุฮัมหมัด เกี่ยวกับจริยธรรมอิสลาม
  • 38. 1. ห้ามการประพฤติเลียนแบบผูกลับกลอก ้2. ห้ามการพูดจาหยาบคาย นินทา ใส่ร้าย3. เกี่ยวกับการปฏิบัติตามในสิ่งที่ดีงาม4. เกี่ยวกับความรักและมีเมตตาต่อกัน5. เกี่ยวกับการให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ท่านศาสดา กล่าวความว่า“ ลักษณะของการเป็นมุนาฟิก ( ผู้หน้าไหว้หลังหลอก ) มี 3 ประการคือ เมื่อพูดก็จะโกหก เมื่อสัญญาก็บิดพลิ้ว และเมื่อได้รบความไว้วางใจ ัก็ทรยศ หักหลัง” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ และอิมาม มุสลิม )ท่านศาสดา กล่าวความว่า“ผู้ศรัทธานั้น ไม่ใช่เป็นผู้ชอบด่า ไม่ใช่เป็นผู้ชอบสาปแช่ง ไม่ใช่เป็นผู้ชอบพูดชั่ว และไม่ใช่เป็นผู้ชอบพูดจาหยาบคาย” ( บันทึกโดย อัตติรมีซีย์ )ท่านศาสดา กล่าวความว่า “ท่านทราบไหมว่า ใครคือผู้ล้มละลาย ?”เหล่าสาวกกล่าวตอบว่า ผู้ล้มละลายในพวกเราก็คือ คนทีไม่มีเงินทอง ่และไม่มีสมบัติอะไรเลย ท่านศาสดา กล่าวว่า“ ผูล้มละลายในประชาชาติของฉัน คือ คนที่นำาเอาการละหมาด การ ้บริจาคทาน การถือศีลอดมาในวันปรโลก ในสภาพที่เคยด่าทอคนนี้ ใส่ร้ายคนนั้น กินทรัพย์สมบัติของคนนั้น สังหารคนนี้ และทุบตีคนนั้น แล้วเขาก็จะให้ความดีของเขาแก่คนนั้น และให้ความดีของเขาแก่คนนี้ ดังนั้นหากความดีของเขาจะหมดสิ้นไปก่อนที่เขาจะใช้หนี้หมด ก็จะมีการเอาความผิดจากคนเหล่านั้น โยนใส่เขา จากนั้นเขาก็จะถูกโยนลงไปในไฟนรก ” (บันทึกโดยอิมามมุสลิม )ท่านศาสดา กล่าวความว่า“คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านอย่าเป็นผู้มีลักษณะพวกมากลากไป กล่าวคือ หากเห็นคนอื่นทำาดี ฉันก็ทำาดีด้วย หากคนอื่นทำาชั่ว ฉันก็ทำาชั่วด้วย
  • 39. แต่พวกท่านจงเตรียมตัวของพวกท่าน หากคนอื่นทำาดี พวกท่านก็จงทำาดี และหากเขาทำาชั่ว พวกท่านก็จงหลีกห่างจากความชั่วของพวกเขา”(บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ และอิมาม มุสลิม )ท่านศาสดา กล่าวความว่า“ อุปมาความรัก ความเอ็นดูเมตตา ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันของผู้ศรัทธา อุปมัยดั่งเรือนร่างเดียวกัน เมื่ออวัยวะส่วนใดเจ็บปวด ส่วนอื่นของร่างกายก็พลอยไม่ได้หลับไม่ได้นอนและไม่สบายไปด้วย” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ และอิมาม มุสลิม )“ พวกท่าน จะยังไม่มีศรัทธาที่สมบูรณ์ จนกว่าเขาจะรักที่จะให้ได้แก่พี่น้องของเขา ซึ่งสิ่งที่เขารักที่จะให้ได้แก่ตัวของเขาเอง” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ และอิมาม มุสลิม )“ แท้จริง อัลลอฮ ทรงประทานวะฮีย์ มายังฉัน ให้มีความถ่อมตนซึ่งกันและกัน ไม่ให้อหังการต่อกัน และไม่ละเมิดสิทธิของกันและกัน” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ ) “ เป็นการเพียงพอแล้วที่จะเรียกบุคคลหนึ่งว่าเป็นคนชั่ว อันเนื่องมาจากการที่เขาเหยียดหยามพี่น้องของเขา”ที่มา : http://www.islammore.com ศีลธรรม (อัคลาค) การเคารพต่อบทบัญญัติของอัลลอฮฺ่ (ตักวา)บทบัญญัติ คือ คำาสั่งสอนขององค์อัลลอฮฺที่ได้ทรงบัญญัติไว้ ให้ปฏิบัติตาม ส่วนคำาว่า "ตักวา" การเคารพต่อบทบัญญัติของศาสนา ซึ่งทุกคนต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด ละเว้นคำาสั่งห้ามที่อัลลอฮฺกำาหนดไว้ ทังในที่ ้ลับและเปิดเผย ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำาสั่งดังกล่าว ผู้นั้นถือว่าเป็นผู้ที่ฝาฝืน ขาดคุณธรรมที่ถูกต้องต่อบทบัญญัตินี้ ทุกคนจะต้องรู้การ ่ปฏิบัติตนต่อบทบัญญัตินี้ เพื่อปฏิบัติตามได้ถูกต้อง เหมาะสม ดังนี้ 1.ปฏิบัติตามคำาสั่งสอนโดยเคร่งครัดและสมำ่าเสมอ 2. ละเว้นคำาสั่งห้ามโดยเด็ดขาด 3. เราต้องเชื่อมั่นว่าอัลลอฮฺมีจริง และไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ 4. ให้พึงระลึกเสมอว่า อัลลอฮฺเท่านั้นเป็นผูทรง ้ประทานความเมตตา กรุณา แก่พวกเรา 5. ความเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺ
  • 40. ไม่เหมือนความกลัวทีมีต่อสิ่งอื่นใดในโลก เพราะความเกรงกลัวต่อสิ่งที่ ่อยู่ในโลก บางครั้งเราต้องหนีให้ไกลออกไป แต่การเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺนั้น คือ การปฏิบัติตามบทบัญญัติคำาสั่งของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) อย่างเคร่งครัด 6. ให้พึงระลึกถึงความตายอยู่เสมอว่า คนทุกคนย่อมต้องตายไปจากโลกนี้ ไม่มีสิ่งอื่นใดจะตอบแทนต่อผู้ตายได้ นอกจากความดีที่ได้กระทำาไว้ในโลกนี้ หากเราทำาความชั่วในโลกนี้ ความชั่วก็จะติดตามตัวเราไปในโลกหน้า และอัลลอฮฺจะทรงตอบแทนการทำาความชั่วเช่นนั้นอย่างหนัก ดังท่านศาสดามุฮัมมัด (ช.ล.) กล่าวไว้ความว่า"จงเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺ ถึงแม้วาจะอยู่ทใดก็ตาม และท่านจงลบล้าง ่ ี่ความชั่วนันด้วยความดี และจงปฏิบัติมารยาทที่ดีงามต่อสังคมและมวล ้มนุษย์ทั้งหลาย" หน้าที่พึงปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านเพื่อนบ้าน หมายถึง บุคคลที่อยู่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับบ้านของเรา บ้านของเขาอยูใกล้ๆ กับบ้านของเรา มีลักษณะเป็นบ้านใกล้เรือน ่เคียง จำานวนไม่ตำ่ากว่า 40 หลังคาเรือน เราต้องมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อเพื่อนบ้าน ตามที่อัลลอฮฺได้ทรงสั่งสอนไว้ เพื่อนบ้านก็มีหน้าที่ที่ปฏิบัติต่อเรา เมื่อทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามหน้าทีที่ได้รับการสั่งสอนแล้ว เราและ ่เพื่อนบ้าน ก็จะอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ไม่มีเรื่องเดือดร้อนทำาความรำาคาญใจให้แก่กันและกัน หน้าที่อันพึงปฏิบัติต่อเพื่อนบ้าน มีดังนี้ 1. ให้สลามและตอบสลามเมื่อพบปะกัน 2. ถามข่าวคราวเมื่อจากไปเวลานาน 3. เยี่ยมเยียนเมื่อมีการเจ็บป่วย 4. แสดงความเศร้าโศกเมื่อเพื่อนบ้านประสบความทุกข์ 5. แสดงความยินดี เมื่อเขาได้รับความพอใจ 6. ไม่สร้างความเดือดร้อนด้วยวิธีใดๆ แก่เพื่อนบ้าน 7. เมื่อเพื่อนบ้านช่วยเหลือเรา เราควรกล่าวขอบคุณทันที 8. รักใคร่เพื่อนบ้านด้วยความบริสุทธิ์ใจและจริงใจ 9. ไม่เปิดเผยความลับของเพื่อนบ้านให้บุคคลอื่นทราบ 10. เมื่อพบปะกันให้มีใบหน้ายิมแย้มแจ่มใส แสดง ้ความดีใจ และจงให้เกียรติยกย่องเพื่อนบ้านอยู่เสมอ ท่านศาสดามุฮัมมัด (ช.ล.) กล่าวไว้ ความว่า"ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันอาคีเราะห์ เขาจงให้เกียรติแก่เพื่อนบ้านของเขา" มารยาทในสังคม
  • 41. คนเราจะอยูโดยลำาพังไม่ได้ จำาเป็นต้องมีเพื่อน เพื่อนของเรามีฐานะ ่ความเป็นอยู่ไม่เหมือนกัน บางคนรำ่ารวย บางคนยากจน บางคนมีอาชีพเป็นชาวนา อาชีพทำาสวนยาง เป็นพ่อค้า เป็นชาวประมง รับราชการรับจ้าง ฯลฯ แต่เราทุกคนก็จำาเป็นจะต้องพึ่งพาอาศัย และคบหาสมาคมซึ่งกันและกัน เราไม่สามารถปลีกตัวออกจากสังคมได้ ในวันหนึ่งๆ เราไม่สามารถดำาเนินชีวิตให้สมบูรณ์โดยลำาพังคนเดียวได้ จำาเป็นจะต้องทำางานร่วมกันกับบุคคลอื่นๆ อาศัยซึ่งกันและกัน จึงจะทำางานได้สำาเร็จไปด้วยดี การอยู่ร่วมกันเช่นนี้ เราเรียกว่า "สังคม" เพื่อให้การอยูร่วมกัน ่โดยราบรื่นเป็นปึกแผ่น จึงจำาเป็นต้องมีมารยาทในสังคม ดังต่อไปนี้ 1.อย่ายกตนเองเหนือผู้อื่น ด้วยเหตุผลเพียงว่าเรามีเกียรติและมีเงินทองมาก 2. แสดงความอ่อนน้อมถ่อมตน และชมเชยความดีงามของผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทังต่อหน้าและลับหลัง 3. ให้สลามเมื่อพบปะและ ้เมื่อยามจากกัน 4. ให้เกียรติยกย่องเรียกชื่อเขา ตามความนิยมอันจะทำาให้เขาพอใจ 5. ควรเสียสละที่นั่งให้บุคคลอื่นด้วยความเต็มใจ และด้วยใบหน้าทียิ้มแย้มแจ่มใส 6. ให้อภัยในสิ่งที่เขาทำาผิดพลาด และ ่กล่าวคำาขออภัยในสิ่งที่เราทำาผิดพลาด 7. ไม่เปิดเผยความลับของผู้อื่น8. ไม่กล่าวหา ยุแหย่ผู้อื่น โดยไม่เป็นธรรม 9. เมื่ออยู่ในสังคม ควรทำาใบหน้าให้ยิ้มแย้มแจ่มใส 10. ควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ถูกต้องตามกาละเทศะ เมื่อเรามีมารยาทในการสังคมดังกล่าวมาแล้ว จะทำาให้เราอยูในสังคม ได้อย่างภาคภูมิใจ ทุกคนก็จะรักใคร่ เกิดความสนิทสนม ่ซึ่งกันและกัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ก่อการวิวาท มีแต่ความสามัคคี รักใคร่ช่วยเหลือกัน สังคมนั้นๆ ก็จะเจริญ ประชาชนต่างก็อยู่อย่างสงบสุข ความเป็นสุภาพชนการที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างภาคภูมิใจ เป็นที่ยอมรับของสังคมนั้น เราจะต้องมีความเป็นสุภาพชน เป็นผู้มีคุณธรรมสูง รูจักกาละเทศะในการ ้แต่งกาย การพูดจา การอ่อนน้อมถ่อมตัวต่อบุคคลอื่นในสังคม และบุคคลทั่วไป ลักษณะความเป็นสุภาพชนนั้น รวมไปถึงการให้ความร่วมมือ ให้การสนับสนุน ช่วยเหลือในกิจการงานต่างๆ ให้เสร็จลุลวงไปด้วย ่ดี ผูที่มีคุณธรรมสูง จึงได้รับการเคารพยกย่อง ให้เกียรติ จากบุคคลอื่น ้ด้วยเหตุนี้ ความเป็นสุภาพชน มิได้เกิดขึ้นเองง่ายๆ แต่จะต้องฝึกฝนให้เกิดเป็นลักษณะนิสัย ปฏิบัติอย่างสมำ่าเสมอ จนกลายเป็นกิจวัตรประจำาวัน ปฏิบัติได้อย่างเรียบร้อย ดูไม่ขัดตา ไม่เป็นการแสร้งทำา เพื่อเรียกร้องคำาชมเชยจากผู้อื่น หลักปฏิบัติหรือข้อเสนอแนะในการเป็นสุภาพชนนั้น มีดังนี้ 1. เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตน ตามขอบข่ายของ
  • 42. ศาสนา 2. รู้จักการแต่งกาย การพูดจาปราศรัย การแสดงออกในสังคมให้ถูกต้องตามกาละเทศะ 3. รู้จักการเสียสละต่อผู้อื่น และบำาเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม 4. รูจักประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ ของประเทศชาติ ้5. ให้มีอุดมคติและเจตคติอันสูงสุด ในเรื่องนี้ ได้บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์อัลกุรอาน ความว่า"เขาเหล่านั้น ได้นำาความเป็นสุภาพชนมาสุ๋ตัวของเอง และเขาจะนำาความเป็นสุภาพชนให้แก่ผู้อื่น หากผู้อื่นมีความสนใจ"และท่านศาสดามุฮัมมัด (ช.ล.) ได้กล่าวไว้ ความว่า"ผู้หนึ่งผูใดอยู่ในสังคมร่วมกันกับมนุษย์ เขาจะไม่มีเจตนาร้ายต่อกัน ้และเมื่อเขาพูด เขาจะไม่หลอกลวงผู้อื่น และเมื่อเขาให้คำามั่นสัญญาเขาจะไม่ผิดสัญญานั้น ผู้นั้นนับว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยความเป็นสุภาพชนการแสดงออกถึงความยุติธรรมของเขา เป็นสิ่งจำาเป็นสำาหรับเพื่อนฝูงของเขาอีกมากมาย" ความมีขันติและอดทนขันติ คือ ความอดกลั้นหรือยับยั้งตนเอง เมื่อเวลาโกรธ ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ ผู้ที่มีความอดทนหรือมีขันตินั้น ได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูง ควรสรรเสริญยกย่อง ส่วนผู้ที่ตกเป็นทาสของอารมณ์ เป็นผู้ที่ขาดความศรัทธา (อีมาน) เป็นผูที่ขาดทุน ถึงแม้จะได้สำานึกตัวภายหลัง ก็ ้ไม่ประโยชน์อันใดอีก ท่านศาสดามุฮัมมัด (ช.ล.) ได้กล่าวไว้ ความว่า"การอดทน (ชอบาร์) เป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา" และ คัมภีร์อัลกุรอาน ได้บัญญัติไว้ ความว่า "แน่แท้อลลอฮฺ จะประทับอยู่กับผูที่มีความ ั ้อดทน" ความเป็นผู้มนำ้าใจดี ีผู้มีนำ้าใจดี คือ ผู้ที่มีความประพฤติดี มีจิตใจโอบอ้อมอารี คอยช่วยเหลือผู้อื่น ผูที่มีมารยาทดี แต่ขาดความเมตตา ไม่เห็นนำ้าใจผู้อื่น จะนับว่าเป็น ้ผู้มีนำ้าใจดีไม่ได้ ความหมายทัวๆ ไป ก็คือ ต้องดีทั้งกาย วาจา และ ่จิตใจ การมีนำ้าใจดีนั้น จะต้องไม่ทำาให้ผู้ใดเดือดร้อน ต้องเข้าใจว่า ในสังคมนั้นมีคนจำานวนมาก ย่อมจะมีจิตใจแตกต่างกัน คนหนึ่งชอบอย่างหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งอาจจะชอบอีกอย่างหนึ่ง การทำาอะไรตามใจชอบของตัวเอง โดยไม่คำานึงถึงจิตใจของผู้อื่นนั้น จะทำาให้สังคมเดือดร้อนต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เห็นอกเห็นใจกัน ถ้าผู้มนำ้าใจดีมีอยู่ในสังคม ี
  • 43. ใดมาก ก็จะทำาให้สังคมนั้นๆ มีความสงบสุข คนเราจะเป็นผูมีนำ้าใจดีได้ ้หรือไม่นั้น อยูที่การอบรมและปฏิบัติ ผูที่ได้รับการศึกษาอบรมมาแล้ว ่ ้ย่อมรู้จักคุณสมบัติของผู้ดี และจะต้องปฏิบัติตนเป็นคนดีด้วย เพราะทุกคนจะต้องยึดมั่นอยู่ในหลักการของศาสนา ระมัดระวังตนในการแสดงกิริยา มารยาท ในสังคม ทุกคนควรจะมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1. ยึดมั่นในคำาสั่งสอนของศาสนาอย่างเคร่งครัด 2. มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ 3. มีสัมมาคารวะ กิริยาท่าทางนุ่มนวล เป็นที่รักแกผู้พบเห็นทั่วไป4. ไม่เห็นแก่ตัวแต่ฝ่ายเดียว 5. มีความซื่อสัตย์ สุจริต และ ยุติธรรม ดังทีท่านศาสดามุฮัมมัด (ช.ล.) กล่าวไว้ ความว่า ่"คนมุอฺมีนนั้น มีจิตใจอ่อนน้อม ไม่มีความดีให้แก่ผู้ที่ปราศจากความอ่อนน้อม และมนุษย์ทประเสริฐนั้น คือ ผู้บำาเพ็ญประโยชน์ต่อเพื่อน ี่มนุษย์" ความเป็นญาติพี่น้องความเป็นญาติพี่น้อง หมายถึง ผู้ที่รวมสายโลหิตทางบิดาหรือมารดา ่เช่น พี่ หรือ น้อง ของฝ่ายบิดา หรือฝ่ายมารดา เรียงลำาดับกันไป จะมีกี่ชั้นก็ตาม บุคคลเหล่านั้น ถือว่าเป็นญาติพี่น้องกันทั้งสิ้น เราจะต้องให้ความเคารพนับถือ มีการปฏิบัติที่ดีต่อญาติพี่น้อง ดังนี้ 1. ให้ความช่วยเหลือแก่ญาติพี่น้องในด้านกำาลังกาย และกำาลังทรัพย์ ในเมืองมีความจำาเป็น 2. มีความรักใคร่ เคารพ นับถือ และ เผื่อแผ่ต่อญาติด้วยกัน 3.รักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล 4. เยียมเยียนถามทุกข์ สุข ของญาติเส ่มอๆ 5. สร้างความสัมพันธ์ในหมู่เครือญาติด้วยกัน ท่านศาสดามุฮัมมัด(ช.ล.) ได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างพวกอันชอร์ กับ พวกมูฮาญีรีน เป็นอย่างดี เพื่อจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน คัมภีร์อัลกุรอานได้บัญญัติไว้ความว่า"สูเจ้าจงรำาลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทีมีต่อสูเจ้า ่ขณะที่สูเจ้าเคยเป็นศัตรูกันมาก่อน แล้วพระองค์ได้ทรงให้พวกสูเจ้ารักใคร่สนิทสนมกันและเป็นพี่น้องกันด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระองค่์"ท่านศาสดามุฮัมมัด (ช.ล.)ได้กล่าวไว้ ความว่า"ท่านอย่าขาดการติดต่อกัน อย่าหันหลังให้กัน และอย่าอิจฉาริษยากัน ท่านจงเป็นญาติกันในฐานะที่เป็นบ่าวของอัลลอฮฺด้วยกัน"
  • 44. ความเป็นผูมีนำ้าใจเด็ดเดี่ยว ้การประกอบกิจการงานต่างๆ ทีดีมีคุณภาพ และประสบผลสำาเร็จได้นั้น ่ผู้ประกอบกิจการงานนั้น จะต้องเป็นผู้มีใจเด็ดเดี่ยวในการปฏิบัติงานรู้จักตัดสินใจเลือกวิธีที่ถูกต้อง มาเ่ำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ งานจึงจะได้รับผลสำาเร็จลุลวงไปด้วยดี ความเป็นผู้มใจเด็ดเดี่ยว ่ ีกล้าตัดสินใจนั้น จะต้องมีความคิดริเริ่มด้วย รู้จักเอาวัตถุโบราณที่หายสาบสูญไปแล้ว กลับมาค้นคว้าและผลิตให้เกิดประโยชน์ได้ การทำางานใหญ่ๆ เช่น การสร้างทางรถไฟ การสร้างเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ การประดิษฐ์เครื่องบิน การสร้างสะพาน โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ ล้วนแต่เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากผู้มีใจเด็ดเดี่ยว กล้าคิด กล้าลงมือทำา ทังสิ้น ้ในการนี้คัมภีร์อัลกุรอานได้บัญญัติไว้ ตวามว่า"ท่านจงมีความอดทน เสมือนการอดทนของบรรดาท่านรสูลฯ ทีมีจิตใจ ่ เด็ดเดี่ยว" หลักคุณธรรม จริยธรรมหลักการอิสลามพื้นฐานประการสุดท้าย คือ หลักการด้านศีลธรรมหรือจริยธรรม หรือ คุณธรรม อันเป็นหลักการที่เกี่ยวข้อง กับมารยาท และคุณทางด้านจิตใจ ตลอดจนความประพฤติอันดีงาม ซึ่งเรียกรวมว่า "อิหฺซาน"คุณธรรมอันสูงสุด คือ การที่มนุษย์สำานึกในความเป็นข้าทาสของตนเองต่อพระผู้เป็นเจ้า ด้วยใจอันบริสุทธิ์ จิตใจผูกพัน กับพระองค์ตลอดเวลาท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) กล่าวไว้ ความว่า"อิหฺซาน คือ การที่ท่านปฏิบัติการนมัสการอัลลอฮฺ ประหนึ่งท่านเห็นพระองค์ แม้ท่านไม่สามารถเห็นพระองค์ แต่พระองค์ ทรงมองเห็นท่าน"ความผูกพันระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้านั้น จะเป็นสายสัมพันธ์อันแน่นเหนียว ซึ่งก่อให้เกิดความประพฤติที่ดีงาม ทั้งที่กระทำาต่อพระผู้เป็นเจ้า และกระทำาต่อมนุษย์ สายสัมพันธ์สองด้านนี้ เป็นปัจจัยสำาคัญที่ทำาให้เกิดสันติสุข และสันติภาพ ถาวรในโลกนี้1. สัมพันธ์กับอัลลอฮฺ ทำาให้มนุษย์มีจิตยำาเกรง สำารวมต่อพระองค์2. สัมพันธ์กับมนุษย์ ทำาให้มนุษย์มีความประพฤติที่ดีต่อกัน หวังดีต่อกัน
  • 45. และหากใครขาดสายสัมพันธ์ทั้งสองนี้ คือ หัวเขาไม่สัมพันธ์กับพระเจ้าและ ไม่สัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ เขาก็ตกตำ่าอยู่ในความอัปยศ ปังปรากฏในอัลกุรอาน บทที่ 3 โองการที่ 112 ความว่า"พวกเขาจักประสบความตกตำ่า ไม่ว่าพวกเขาจะอยูในสถานะใดก็ตาม ่ยกเว้นโดยเหตุที่พวกเขา มีความสัมพันธ์ต่ออัลลอฮฺ และสัมพันธ์ต่อมนุษย์"หลักคุณธรรม แบ่งออกได้เป็น 2 ด้าน1. คุณธรรมที่ต้องประพฤติ2. คุณลักษณะที่ละเว้นคุณธรรมที่ต้องประพฤต่ิหมายถึงความดีต่างๆ ที่ต้องประพฤติอยู่เสมอ อันได้แก่หน้าทีและ ่มารยาทที่ต้องแสดงออก และคุณสมบัติที่ดีทางจิตใจ เช่น1. หน้าที่ของบุคคลต่อพระเจ้า ต้องระลึกอยู่เสมอว่า ตัวเองอยู่ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงมองเห็นอยู่ตลอดเวลา จึงต้องทำาแต่ความดีมีมารยาท และละเว้นการกระทำาที่ผิดต่อบทบัญญัติของพระองค์2. หน้าที่ของผู้รู้ ครูและผู้รู้โดยทั่วไป จะต้องสำานึกอยู่เสมอว่า ความรู้ที่ตนได้มานั้น เป็นไปโดยความเมตตาของผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงประทานให้ ดังนั้น จึงต้องเผยแพร่ต่อให้ผู้อื่น ให้ได้รับความรู้ โดยไม่มุ่งหวังอามิสสินจ้างใดๆ ทังสิ้น และไม่นำาความรู้ ไปสร้างสมบารมี หรือนำา ้ความรู้ไปแข่งขันกับใคร หรือทับถมผู้รู้อื่นๆ หรือหาประโยชน์อันมิชอบ3. หน้าที่ของผู้ไม่รู้ ผู้ไม่รู้จะต้องศึกษาเพื่อจะได้มีความรู้ ความรูมิได้ ้จำากัดแต่เฉพาะความรูทางด้านสามัญ หรือ ศาสนา ด้านใดด้านหนึ่ง ้มุสลิมจะต้องเรียนรู้ความรู้ทงสองด้าน จนสามารถนำาความรู้ความ ั้สามารถ ไปประพฤติทางด้านศาสนาอย่างดี และนำาความรู้ด้านสามัญหรือวิชาชีพ ไปประกอบสัมมาอาชีพต่อไป และผู้เรียนรูทุกคน จะต้องให้ ้ความเคารพต่อผู้สอน มีความนอบน้อมถ่อมตน พูดจาสุภาพ อ่อนโยนและคอยอุปถัมภ์ผู้สอนของตนอยู่เสมอ
  • 46. 4. หน้าที่ของลูก ลูกทุกคนมีหน้าที่ต้องระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ ต้องมีความกตัญญูกตเวทิคุณ ต่อท่านทั้งสอง ต้องคิดอุปการะท่านทั้งสอง ไม่ปล่อยให้ท่านทั้งสองต้องเดียวดาย อยู่กับความเหงาและต้องปรนนิบัติทานทังสอง เป็นอย่างดีที่สุด ่ ้5. หน้าที่ของพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่มลูก ก็ต้องเลี้ยงดูลูกอย่างดี ให้การดูแล ีให้ความสุข ให้การศึกษา คอยอบรมบ่มนิสัย ให้เป็นคนดี มีมารยาท ไม่ปล่อยปละละเลยต่อลูก จนขาดความอบอุ่นทางจิตใจ เตลิดออกไปหาความสนุกสนานนอกครอบครัว พ่อแม่ต้องสร้างสถาบันครอบครัว ให้เป็นความหวังของลูก เป็นสวรรค์ของลูก อย่าทำาให้เป็นนรกของลูก6. หน้าที่ของเพื่อน คนทุกคนมีเพื่อน ไม่ว่าเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมโรงเรียน เพื่อนร่วมหมูบ้าน จนถึงเพื่อนร่วมโลก ทุกคนต้องหวังดีกัน มี ่ความประพฤติที่ดีต่อกัน ไม่ดูถูก ไม่เกลียด ไม่อาฆาตแค้น ไม่ทับถมหรือทำาลายใคร ต่างคิดที่จะอยูร่วมกัน อย่างมีความสุข ่7. หน้าที่ของสามี ทังสามี - ภรรยา จะต้องมีหน้าที่พึงปฏิบัติต่อกัน ้กล่าวคือ สามีต้องรับผิดชอบ ในด้านการปกครองครอบครัว และการหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว และสามีจะต้องเป็นที่พึ่งของครอบครัว มีความประพฤติที่ดีงาม ต่อคนในครอบครัว เป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่คนในครอบครัวโดยสมำ่าเสมอ ไม่ทิ้งครอบครัวออกไปหาความสุขนอกบ้านและต้องตักเตือนและสอนภริยาและคนในครอบครัว8. หน้าที่ของภริยา ภริยามีหน้าที่ช่วยเหลือสามีในด้านต่างๆ คอยสอดส่องดูแล เป็นกำาลังใจให้สามี ให้ความสุขแก่สามี และต้องต้อนรับแขกของสามีด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส และด้วยความจริงใจ ไม่นินทาสามีลับหลัง ไม่บ่นหรือก้าวร้าวสามี หากสามีทำาผิด ก็เตือนด้วยความหวังดี และครองสติ ไม่โมโห ให้เกียรติสามี และอยูในโอวาทของสามี ่9. หน้าที่ของผู้นำา ผู้นำาทางสังคมในตำาแหน่งต่างๆ ที่ถูกแต่งตั้งหรือเลือกตั้งก็ตาม จะต้องปฏิบัติตนต่อผู้ตาม ด้วยความเมตตาและด้วยความนอบน้อม ไม่ถือตัว พูดจาสุภาพอ่อนโยน เมื่อจะใช้อำานาจ ก็ใช้ด้วยความยุติธรรม มีความกล้าหาญ และกล้าตัดสินใจ ไม่ลังเล ไม่อ่อนแอไม่ขลาดกลัว ต้องประพฤติดี พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดี สำาหรับประชาชนต้องเสียสละทุกสิ่ง เพื่อประชาชน
  • 47. 10. หน้าที่ของประชาชน ประชาชนในฐานะผู้ตาม จะต้องเคารพผู้นำากฎต่างๆ ทีออกมาโดยชอบธรรม ประชาชนต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด ผู้ตาม ่จะคิดกระด้างกระเดื่องไม่ได้ แต่ก็กล้าหาญที่จะเตือนผู้นำา เมื่อผู้นำาทำาผิด หรือออกกฎหมายโดยไม่ชอบธรรม ให้ความร่วมมือในกิจกรรมที่ดีรักษาและปกป้องเกียรติยศ ของผู้นำาที่มีคุณธรรม ไม่ละเมิดต่อสิทธิของผู้นำา และสิทธิของประชาชนด้วยกันคุณลักษณะที่ต้องละเว้นมีคุณลักษณะที่มุสลิมต้องละเว้นอยูมากมาย ล้วนเป็นข้อห้ามที่อิสลาม ่ได้บัญญัติไว้ พอสรุปได้ดังต่อไปนี้1. เกี่ยวกับคุณลักษณะด้านร้ายทางจิตใจ ซึ่งเมื่อใครมี หัวใจของเขาก็จะมือดบอด เช่น ความโกรธ ความอิจฉา ริษยา ความเกลียดชัง ความตระหนี่ ความโลภ ความยะโส ความลำาพอง ความโอ้อวด เป็นต้น2. เกี่ยวกับความประพฤติโดยทั่วไป เช่น ความฟุ่มเฟือย การพูดมากความเกียจคร้าน การเอารัดเอาเปรียบ การดูถูกคนอื่น การรังแกผู้อื่นการฉ้อโกง การนินทาใส่ร้าย ส่อเสียด การลักขโมย การปล้น การฉกชิงวิ่งราว การล่วงประเวณี การพนัน การประกอบอาชีพทุกจริต การดื่มสุราและของมึนเมา การกินดอกเบี้ย การเสียดอกเบี้ย เป็นต้น3. เกี่ยวกับคุณลักษณะและความประพฤติที่มีผลต่อการศรัทธา ซึ่งข้อห้ามเหล่านี้ มีผลทำาให้ผู้ประพฤติหรือมีอยู่ ต้องสิ้นสภาพอิสลามทันทีเช่น การนับถือสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ การกราบสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺกระทำาการอันเป็นการเหยียดหยาม ต่ออัลลอฮฺ ต่อมลาอีกะฮฺ ต่อศาสนทูต ต่อคัมภีร์ ต่อบทบัญญัติทางศาสนา ประวิงการเข้าอิสลามของผู้อื่นใช้คำาพูดกล่าวหามุสลิมว่า มิใช่มุสลิม การเชื่อโชคลาง ของขลัง ปฏิเสธอัลกุรอาน เป็นต้น สรุปการเรียนรู้ศาสนาที่แท้จริง ต้องเริ่มจากการทำาความเข้าใจกับหลักพื้นฐาน 3 ประการ ดังได้กล่าวมาแล้วความรู้ทถูกต้อง จะนำาไปสู่ความศรัทธา ความศรัทธาทีแท้จริง จะนำาไป ี่ ่
  • 48. สู่การปฏิบัติ อย่างสมำ่าเสมอ จะเพิ่มพูนให้เกิดคุณธรรม จริยธรรมนั่นคือ ก่อให้เกิดความสำานึกในคุณธรรม จริยธรรม ต่อพระเจ้า ผู้ทรงสร้างและประทานปัจจัยต่างๆ แก่เรา ความสำานึกในหน้าที่ต่อตนเอง ต่อผู้รู้ ต่อผู้ไม่รู้ ต่อพ่อแม่ ต่อลูก ต่อเพื่อบ้าน ต่อคู่ครอง ต่อผู้นำา ต่อผู้ตามต่อผู้ลำาบากยากไร้ และต่อประเทศชาติโยส่วนรวม อันจะนำาไปสู่ความสันติสุขของสังคม ประเทศชาติ และทัวโลก ตามความหมายของคำาว่า ่"อิสลาม" ซึ่งหมายถึง ความสันติสุขอันถาวร ณ ตรงนี้ขอนำาเสนอการกระทำาบางอย่างที่นำามนุษย์ไปสู่การขัดเกลาตนเองเพื่อยก ระดับจิตใจ อันเป็นผลจากคำาสอนของอิมามผู้บริสทธิ์ และจากกระทำาของผู้รู้และนักปราชญ์ทั้งหลายทีประสบความ ุ ่สำาเร็จในหนทางนี้ อาทิเช่นท่านอายะตุลลอฮฺ อาริฟ ชัยค์ฮะซันซอเดะฮฺออมูลีย์๑. ให้ครองวุฎู (นำ้านมาซ) ตลอดเวลาท่านดีลัมมีย์ ได้เล่าจากท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ว่า พระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.)ทรงตรัสความว่า “ใครก็ตามทีได้ทำาให้วุฏูของตนเสีย และไม่ได้ทำาวุฎู ่ใหม่ เท่ากับได้ดูถูกฉัน ใครก็ตามตามที่ได้ทำาให้วุฏูของตนเสีย และได้ทำาวุฎูใหม่ ถ้าเขาไม่ได้ทำานมาซอย่างน้อย ๒ ระกะอัตเท่ากับได้ดูถูกฉันใครก็ตามตามที่ได้ทำาให้วุฏูของตนเสีย และได้ทำาวุฎูใหม่ พร้อมกับทำานมาซ ๒ ระกะอัต แต่ไม่ยอมขอดุอาอฺจากฉัน เท่ากับได้ดูถูกฉัน ใครก็ตามตามที่ได้ทำาให้วุฏูของตนเสีย และได้ทำาวุฎูใหม่ พร้อมกับทำานมาซ ๒ ระกะอัต ขอดุอาอฺในสิ่งที่ตนปารถนาทั้งโลกนี้และโลกหน้า ถ้าฉันไม่ตอบรับดุอาอฺของเขา ถือว่าฉันดูถูกเขา และฉันพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกไม่ชอบดูถูกบุคคลอื่น” แน่นอนยิ่งโอ้พี่น้องของฉัน แท้จริงวุฎูนั้นเป็นนูรฺ รัศมีการทำาให้ตัวเรามีวุฎูอยู่ตลอดเวลา จะทำาให้ตัวของเรามีนูรฺรัศมี จิตใจสะอาดผ่องแผ่วเสมอ และเป็นสาเหตุทำาให้ใกล้ชิดกับโลกอันบริสุทธิ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า และพึงสังวรไว้เถิดว่าการกระทำาเช่นนี้ มีบะร่อกัต (ความจำาเริญ) และเป็นประสบการณ์ที่ประสบความสำาเร็จของบรรดานักปราชญ์ททรงเกียรติทั้งหลาย ี่ดังนั้นโอ้ผู้ขัดเกลาทั้งหลายสิ่งจำาเป็นทีท่านต้องปฏิบัติคือ ่ • ท่านต้องปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ให้เป็นนิจศีลท่านจงอดทนสูง • ตั้งมั่นและมีขันติธรรมตลอดเวลา
  • 49. หลังจากนมาซเสร็จเรียบร้อยแล้วจงวิงวอนขอในสิ่งที่คงถาวร และมีความจำาเริญทั้งโลกนี้ และโลกหน้าและจงวิงวอนขอต่อพระองค์แต่เพียงผู้เดียว อย่าได้ใฝ่ใจต่อผู้อื่น จงสนทนากับพระองค์ด้วยความรู้สึกที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจเช่นพูดว่า “โอ้ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ไม่มีผู้ใดที่สามารถตั้งความหวังกับเขาได้นอกจากพระองค์ โปรดเอื้ออำานวยแก่ปวงบ่าวที่เขายังไม่ได้ลิ้มรสความรักจากพระองค์” เพราะผู้ที่ได้ลิ้มรสในความรักของพระองค์ เขาไม่สามารถเบี่ยงเบนหัวใจไปให้คนอื่นได้ ยิงไปกว่านั้นจิตใจของเขาจะไม่ปรารถนาใครอื่นนอกจากพระองค์ ่ทุกสิ่งคือศูนย์พลังแห่งการเปิดเผยพระนานอันบริสุทธิ์ของพระองค์ฉะนั้นเมื่อเขาได้เข้าถึงยังแก่นแห่งอาตมันสากลของพระองค์ สิ่งที่เป็นเปลือกภายนอกเขาก็จะได้รับไปโดยปริยายเรื่องราวของลัยลากับมัจนูนย่อมสะท้อนภาพของความรักได้เป็นอย่างดีซึ่งฝ่ายหนึ่งได้เป็นบ้าไป เพราะความรักทีมีต่อลัยลา อันเป็นความรักที่ ่ไม่จีรงและไม่สมหวังแต่มัจนูนก็ได้เป็นบ้าเพระความรัก นั้น เพราะเขาไม่ ัสามารถปันใจไปรักหญิงอื่นได้ ขณะที่ความรักที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าเป็นความรักที่ไม่มีขอบเขตที่สิ้นสุด เป็นความรักที่จีรังถาวรผู้ทรักพระองค์จึง ี่ยอมพลีทุกอย่างเพื่อคนรักของเขา เพียงเพื่อหวังว่า ให้เขานั้น ได้ใกล้ชิดกับคนรักของเขาดุจดังเช่นเหตุการณ์การพลีชีพแห่งกัรฺบะลา เป็นการพลีบนความรักทีมีต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นที่รักของพวกเขา ทำาไมเราจึง ่มักมุ่งมั่นอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่แก่น เป็นเพียงเปลือกและองค์ประกอบภายนอกเท่านัน จิตใจของมนุษย์ทำาไมจึงมุ่งมั่นอยู่กับสรวงสวรรค์ ทุก ้คนอยากได้สัมผัส อยากได้เข้าไปและพำานักอยู่ในนั้นตลอดไป ทำาไมเราจึงไม่ใส่ใจต่อพระผู้สร้างสรวงสวรรค์ผู้เป็นแก่นแท้ของทุกสรรพสิ่งดังนั้น เมื่อท่านทำานมาซเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ทำาสัจดะฮฺด้วยจิตใจที่นอบน้อมพร้อมทังกล่าวความว่า “โอ้ อัลลอฮฺ โปรดประทานความหวาน ้ชื่นในการรำาลึกถึงพระองค์ การได้พบกับพระองค์ และความนบนอบต่อพระองค์ แก่ข้าฯเถิด”๒. หลีกเลี่ยงการรับประทานมากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงตรัส ความว่า “จงกินและจงดื่ม แต่จงอย่าฟุ่มเฟือยแท้จริงพระองค์ไม่ชอบบรรดาผู้ทฟุ่มเฟือย” [ซูเราะฮฺ อะอฺรอฟ/ ๓๒] ี่โอ้ศรัทธาชนทังหลายไม่ต้องสงสัยเลยว่า การรับประทานมากเป็นเหตุ ้ทำาให้หัวใจต้องทำางานหนักผิดปรกติ จิตวิญาณห่อเหี่ยวไม่กระตือรือร้น
  • 50. และนำ้าหนักตัวเพิ่มโดยใช่เหตุ แต่พึงรู้ไว้วา ความหิวเป็นคุณสมบัติ ่พิเศษสำาหรับผู้ศรัทธา (มุอฺมิน)ท่าน ยะห์ยา บินมุอาซ ได้กล่าวไว้อย่างสวยหรูว่า “หากมอบให้มลาอิกะฮฺทั้งเจ็ดชั้นฟ้าผูให้ชะฟาอัต บรรดาศาสดาอีก ๑๒๔,๐๐๐ ท่าน และ ้คัมภีร์ทั้งหมดของพระองค์เป็นสื่อ ในการละทิงอารมณ์ใฝ่ตำ่าและความ ้ศิวิไลซ์ของโลก อีกทั้งนำาเสนอกฏเกณฑ์ต่างๆของอัลลอฮฺ เขาก็จะไม่ยอมรับมัน แต่ถาใช้ความหิวโหยเป็นสื่อ เขาจะยอมรับอย่างง่ายดายและ ้ปฏิบึติตามอย่างเคร่งครัด [กูวะตุลกุลูบ อบูฏอลิบ มักกีย์ พิมพ์ที่อียปต์ ิหน้าที่ ๒๑๕]ท่านอิมา มซอดิก (อ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ท้องคนเรา เมื่อรับประทานมากมันจะสร้างความอึดอัดและเหนื่อยหน่าย ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปวงบ่าว ในการแสดงความเคารพภักดีคือ ช่วงเวลาทีท้องของเขา ่ปราศจากอาหาร และช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของปวงบ่าว ในการแสดงความเคารพภักดีคือ ช่วงเวลาที่ท้องของเขาเต็มไปด้วยอาหาร”[บิฮารุลอันวาร ๖๖/๓๓๖]๓. หลีกเลียงการพูดมาก ่ท่าน เชคฏูซีย์ ได้เล่าหะดีษบทหนึงที่มาจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ความ ่ว่า “นอกจากการรำาลึกถึงอัลลอฮฺ แล้วอย่าพูดมาก เพราะการพูดมากที่ไม่ใช่การรำาลึกถึงอัลลอฮฺ เป็นสาเหตุทำาให้หัวใจแข็งกระด้าง คนที่มีหัวใจแข็งกระด้างเป็นคนที่ห่างไกลอัลลอฮฺมากที่สุด” [อัล-อะมาลีเขคฏูซีย์ หะดีษที่ ๑]ท่านเชคกุลัยนีย์ ได้เล่าหะดีษของท่านอิมามซอดิก (อ.) ว่าท่านอิมามได้กล่าวว่า “ท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้กล่าวว่า นอกจากการรำาลึกถึงอัลลอฮฺแล้วไม่ควรพูดมาก เพราะการพูดมากที่ไม่ใช่การรำาลึกถึงอัลลอฮฺ จะทำาให้จิตใจแข็งกระด้าง แม้ว่าเขาคนนั้นจะไม่รู้ตัวก็ตาม”[อุศูลกาฟีย์ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๑๑๔หลักการอิสลามพื้นฐานประการสุดท้าย คือ หลักการด้านศีลธรรมหรือจริยธรรม หรือ คุณธรรม อันเป็นหลักการที่เกี่ยวข้อง กับมารยาท และคุณทางด้านจิตใจ ตลอดจนความประพฤติอันดีงาม ซึ่งเรียกรวมว่า "อิหฺซาน"
  • 51. คุณธรรม อันสูงสุด คือ การที่มนุษย์สำานึกในความเป็นข้าทาสของตนเอง ต่อพระผู้เป็นเจ้า ด้วยใจอันบริสทธิ์ จิตใจผูกพัน กับพระองค์ ุตลอดเวลา ท่านศาสดามุฮัมมัด (ช็อล ฯ) กล่าวไว้ ความว่า "อิหฺซานคือ การทีท่านปฏิบัติการนมัสการอัลลอฮฺ (ซบ.) ประหนึ่งท่านเห็น ่พระองค์ แม้ท่านไม่สามารถเห็นพระองค์ แต่พระองค์ ทรงมองเห็นท่าน"ความผูกพัน ระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้านั้น จะเป็นสายสัมพันธ์อันแน่นเหนียว ซึ่งก่อให้เกิดความประพฤติที่ดีงาม ทั้งที่กระทำาต่อพระผู้เป็นเจ้า และกระทำาต่อมนุษย์ สายสัมพันธ์สองด้านนี้ เป็นปัจจัยสำาคัญที่ทำาให้เกิดสันติสุข และสันติภาพ ถาวรในโลกนี้ • สัมพันธ์กับอัลลอฮฺ ทำาให้มนุษย์มีจิตยำาเกรง สำารวมต่อพระองค์ • สัมพันธ์กับมนุษย์ ทำาให้มนุษย์มีความประพฤติที่ดีต่อกัน หวังดีต่อ กันและหากใครขาดสายสัมพันธ์ทั้งสองนี้ คือ หัวเขาไม่สัมพันธ์กับพระเจ้าและ ไม่สัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ เขาก็ตกตำ่าอยู่ในความอัปยศ ปังปรากฏในอัลกุรอาน บทที่ 3 โองการที่ 112 ความว่า พวกเขาจักประสบความตกตำ่า ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม ยกเว้นโดยเหตุที่พวกเขามีความสัมพันธ์ต่ออัลลอฮฺ และสัมพันธ์ต่อมนุษย์"หลักคุณธรรม แบ่งออกได้เป็น 2 ด้าน • คุณธรรมที่ต้องประพฤติ • คุณลักษณะที่ละเว้นคุณธรรมที่ต้องประพฤติหมายถึงความดีต่างๆ ที่ต้องประพฤติอยู่เสมอ อันได้แก่หน้าทีและ ่มารยาทที่ต้องแสดงออก และคุณสมบัติที่ดีทางจิตใจ เช่น1. หน้าที่ของบุคคลต่อพระเจ้า ต้องระลึกอยู่เสมอว่า ตัวเองอยู่ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงมองเห็นอยู่ตลอดเวลา จึงต้องทำาแต่ความดีมีมารยาท และละเว้นการกระทำาที่ผิดต่อบทบัญญัติของพระองค์2. หน้าที่ของผู้รู้ ครูและผู้รู้โดยทั่วไป จะต้องสำานึกอยู่เสมอว่า ความรู้ที่ตนได้มานั้น เป็นไปโดยความเมตตาของผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงประทาน
  • 52. ให้ ดังนั้น จึงต้องเผยแพร่ต่อให้ผู้อื่น ให้ได้รับความรู้ โดยไม่มุ่งหวังอามิสสินจ้างใดๆ ทังสิ้น และไม่นำาความรู้ ไปสร้างสมบารมี หรือนำา ้ความรู้ไปแข่งขันกับใคร หรือทับถมผู้รู้อื่นๆ หรือหาประโยชน์อันมิชอบ3. หน้าที่ของผู้ไม่รู้ ผู้ไม่รู้จะต้องศึกษาเพื่อจะได้มีความรู้ ความรูมิได้ ้จำากัดแต่เฉพาะความรูทางด้านสามัญ หรือ ศาสนา ด้านใดด้านหนึ่ง ้มุสลิมจะต้องเรียนรู้ความรู้ทงสองด้าน จนสามารถนำาความรู้ความ ั้สามารถ ไปประพฤติทางด้านศาสนาอย่างดี และนำาความรู้ด้านสามัญหรือวิชาชีพ ไปประกอบสัมมาอาชีพต่อไป และผู้เรียนรูทุกคน จะต้องให้ ้ความเคารพต่อผู้สอน มีความนอบน้อมถ่อมตน พูดจาสุภาพ อ่อนโยนและคอยอุปถัมภ์ผู้สอนของตนอยู่เสมอ4. หน้าที่ของลูก ลูกทุกคนมีหน้าที่ต้องระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ ต้องมีความกตัญญูกตเวทิคุณ ต่อท่านทั้งสอง ต้องคิดอุปการะท่านทั้งสอง ไม่ปล่อยให้ท่านทั้งสองต้องเดียวดาย อยู่กับความเหงาและต้องปรนนิบัติทานทังสอง เป็นอย่างดีที่สุด ่ ้5. หน้าที่ของพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่มลูก ก็ต้องเลี้ยงดูลูกอย่างดี ให้การดูแล ีให้ความสุข ให้การศึกษา คอยอบรมบ่มนิสัย ให้เป็นคนดี มีมารยาท ไม่ปล่อยปละละเลยต่อลูก จนขาดความอบอุ่นทางจิตใจ เตลิดออกไปหาความสนุกสนานนอกครอบครัว พ่อแม่ต้องสร้างสถาบันครอบครัว ให้เป็นความหวังของลูก เป็นสวรรค์ของลูก อย่าทำาให้เป็นนรกของลูก6. หน้าที่ของเพื่อน คนทุกคนมีเพื่อน ไม่ว่าเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมโรงเรียน เพื่อนร่วมหมูบ้าน จนถึงเพื่อนร่วมโลก ทุกคนต้องหวังดีกัน มี ่ความประพฤติที่ดีต่อกัน ไม่ดูถูก ไม่เกลียด ไม่อาฆาตแค้น ไม่ทับถมหรือทำาลายใคร ต่างคิดที่จะอยูร่วมกัน อย่างมีความสุข ่7. หน้าที่ของสามี ทังสามี - ภรรยา จะต้องมีหน้าที่พึงปฏิบัติต่อกัน ้กล่าวคือ สามีต้องรับผิดชอบ ในด้านการปกครองครอบครัว และการหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว และสามีจะต้องเป็นที่พึ่งของครอบครัว มีความประพฤติที่ดีงาม ต่อคนในครอบครัว เป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่คนในครอบครัวโดยสมำ่าเสมอ ไม่ทิ้งครอบครัวออกไปหาความสุขนอกบ้านและต้องตักเตือนและสอนภริยาและคนในครอบครัว8. หน้าที่ของภริยา ภริยามีหน้าที่ช่วยเหลือสามีในด้านต่างๆ คอยสอด
  • 53. ส่องดูแล เป็นกำาลังใจให้สามี ให้ความสุขแก่สามี และต้องต้อนรับแขกของสามีด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส และด้วยความจริงใจ ไม่นินทาสามีลับหลัง ไม่บ่นหรือก้าวร้าวสามี หากสามีทำาผิด ก็เตือนด้วยความหวังดี และครองสติ ไม่โมโห ให้เกียรติสามี และอยูในโอวาทของสามี ่9. หน้าที่ของผู้นำา ผู้นำาทางสังคมในตำาแหน่งต่างๆ ที่ถูกแต่งตั้งหรือเลือกตั้งก็ตาม จะต้องปฏิบัติตนต่อผู้ตาม ด้วยความเมตตาและด้วยความนอบน้อม ไม่ถือตัว พูดจาสุภาพอ่อนโยน เมื่อจะใช้อำานาจ ก็ใช้ด้วยความยุติธรรม มีความกล้าหาญ และกล้าตัดสินใจ ไม่ลังเล ไม่อ่อนแอไม่ขลาดกลัว ต้องประพฤติดี พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดี สำาหรับประชาชนต้องเสียสละทุกสิ่ง เพื่อประชาชน10. หน้าที่ของประชาชน ประชาชนในฐานะผู้ตาม จะต้องเคารพผู้นำากฎต่างๆ ทีออกมาโดยชอบธรรม ประชาชนต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด ผู้ตาม ่จะคิดกระด้างกระเดื่องไม่ได้ แต่ก็กล้าหาญที่จะเตือนผู้นำา เมื่อผู้นำาทำาผิด หรือออกกฎหมายโดยไม่ชอบธรรม ให้ความร่วมมือในกิจกรรมที่ดีรักษาและปกป้องเกียรติยศ ของผู้นำาที่มีคุณธรรม ไม่ละเมิดต่อสิทธิของผู้นำา และสิทธิของประชาชนด้วยกันคุณลักษณะที่ต้องละเว้นมีคุณลักษณะที่มุสลิมต้องละเว้นอยูมากมาย ล้วนเป็นข้อห้ามที่อิสลาม ่ได้บัญญัติไว้ พอสรุปได้ดังต่อไปนี้1. เกี่ยวกับคุณลักษณะด้านร้ายทางจิตใจ ซึ่งเมื่อใครมี หัวใจของเขาก็จะมืดบอด เช่น ความโกรธ ความอิจฉา ริษยา ความเกลียดชัง ความตระหนี่ ความโลภ ความยโส ความลำาพอง ความโอ้อวด เป็นต้น2. เกี่ยวกับความประพฤติโดยทั่วไป เช่น ความฟุ่มเฟือย การพูดมากความเกียจคร้าน การเอารัดเอาเปรียบ การดูถูกคนอื่น การรังแกผู้อื่นการฉ้อโกง การนินทาใส่ร้าย ส่อเสียด การลักขโมย การปล้น การฉกชิงวิ่งราว การล่วงประเวณี การพนัน การประกอบอาชีพทุกจริต การดื่มสุราและของมึนเมา การกินดอกเบี้ย การเสียดอกเบี้ย เป็นต้น3. เกี่ยวกับคุณลักษณะและความประพฤติที่มีผลต่อการศรัทธา ซึ่งข้อห้ามเหล่านี้ มีผลทำาให้ผู้ประพฤติหรือมีอยู่ ต้องสิ้นสภาพอิสลามทันที
  • 54. ‫ฺ‪เช่น การนับถือสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ การกราบสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ‬‬‫‪กระทำาการอันเป็นการเหยียดหยาม ต่ออัลลอฮฺ ต่อมลาอีกะฮฺ ต่อศาสน‬‬‫‪ทูต ต่อคัมภีร์ ต่อบทบัญญัติทางศาสนา ประวิงการเข้าอิสลามของผู้อื่น‬‬‫ิ‪ใช้คำาพูดกล่าวหามุสลิมว่า มิใช่มุสลิม การเชื่อโชคลาง ของขลัง ปฏ‬‬‫‪เสธอัลกุรอาน เป็นต้น‬‬‫‪การเรียนรู้ศาสนาที่แท้จริง ต้องเริ่มจากการทำาความเข้าใจกับหลักพื้น‬‬‫‪ฐาน 3 ประการ ดังได้กล่าวมาแล้ว‬‬‫‪ความรู้ทถูกต้อง จะนำาไปสู่ความศรัทธา ความศรัทธาทีแท้จริง จะนำาไป‬‬ ‫่ี‬ ‫่‬‫‪สู่การปฏิบัติ อย่างสมำ่าเสมอ จะเพิ่มพูนให้เกิดคุณธรรม จริยธรรม นั่นคือ‬‬‫‪ก่อให้เกิดความสำานึกในคุณธรรม จริยธรรม ต่อพระเจ้า ผู้ทรงสร้างและ‬‬‫ู้‪ประทานปัจจัยต่างๆ แก่เรา ความสำานึกในหน้าที่ต่อตนเอง ต่อผู้รู้ ต่อผ‬‬‫ู้‪ไม่รู้ ต่อพ่อแม่ ต่อลูก ต่อเพื่อบ้าน ต่อคู่ครอง ต่อผู้นำา ต่อผู้ตาม ต่อผ‬‬‫‪ลำาบากยากไร้ และต่อประเทศชาติโยส่วนรวม อันจะนำาไปสู่ความ‬‬‫‪สันติสุขของสังคม ประเทศชาติ และทัวโลก ตามความหมายของคำาว่า‬‬ ‫่‬‫‪"อิสลาม" ซึ่งหมายถึง ความสันติสุขอันถาวร‬‬‫‪ว‬‬ ‫‪ง‬‬ ‫‪จ‬‬ ‫‪ร‬‬ ‫‪แ‬‬ ‫่‪ห‬‬ ‫‪ง‬‬ ‫‪จ‬‬ ‫ิ‪ร‬‬ ‫‪ย‬‬ ‫‪ธ‬‬ ‫‪ร‬‬ ‫‪ร‬‬ ‫‪ม‬‬‫الحمدل ممن إختار حجتمه إتقاه ولم يلتقمت إلي سمواه فكان معمه القوة التمي لتغلب والحارس‬‫الذي لينام والهادئ الذي ليضممممممممممممممممممممممممل وأشهدأن لإله إل ال مممممممممممممممممممممممممن‬‫كان معمممه راقبمممه فمممي سمممره وعلي نيتمممه فحسمممنت معاملتمممه وسممميرته ودنياه واخرتمممه‬‫قال ال سمبحانه وتعالى ممن عممل صمالحا ممن ذكمر وانثمى وهمو مؤممن فلنحيينمه حياة طيبمة‬‫ولنجزينهمممممممممممممممممممممممممم أجرهمممممممممممممممممممممممممم بأحسمممممممممممممممممممممممممن ماكانوا يعملون‬‫وأشهدأن سمميدنامحمدارسول ال كان مممع ال فممي ليله ونهاره وسممره وجهاره وقوله وعمله‬‫وخلقمممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممه‬‫وسممائرأحواله فكان ال معممه نوره وشرح صممدره ورفممع ذكره ونصممر ه ال نصممرا عزيزا‬‫وقال صلوات ال وسملمه عليمه أفضمل اليمان أن تعلم أن ال معمك حيثمما كنت اللهم صل‬‫وسملم على سميدنا محممد وعلى آله وصمحبه الذي عرفواربهمم بطاعتمه وعلى الدوام فعرفهمم‬‫بحفممممممممممممممممممممظ اليمان والنصممممممممممممممممممممر والكرام أممممممممممممممممممممما بعممممممممممممممممممممد‬ ‫‪ท่า นพี่ น้องผู้ ศรั ทธาในเอกภาพแห่ งพระองค์อัลลอฮ์ ทั้ง หลาย‬‬‫‪จำา เป็นที่เราท่านทั้งหลายจะต้องปฏิบั ติตามสิ่ง ที่พระองค์แ ละเราะซู ล‬‬‫‪ของพระองค์ ท รงใช้ และจะต้ อ งละทิ้ ง สิ่ ง ที่ พ ระองค์ แ ละเราะซู ล ของ‬‬‫‪พ‬‬ ‫‪ร‬‬ ‫‪ะ‬‬ ‫‪อ‬‬ ‫‪ง‬‬ ‫์‪ค‬‬ ‫‪ท‬‬ ‫‪ร‬‬ ‫‪ง‬‬ ‫้‪ห‬‬ ‫‪า‬‬ ‫‪ม‬‬
  • 55. ในทุ ก ๆศาสนานั้ น ย่ อ มมี ห ลั ก ปฏิ บั ติ ที่ ถื อ เป็ น เอกลั ก ษณ์ ข องศาสนานั้นๆ และไม่ต้องสงสัยเลยว่าศาสนาอิสลามก็มีครรลองแห่งการจงรักภักดีเป็นการเฉพาะ ที่ผู้นับถือจะต้องปฏิบัติตาม และถือเป็นศาสนกิจที่ที่ถูกกำา หนดขึ้นในหมู่พวกเขาโดยตรงไม่เกี่ยวข้องกับ ศาสนิกอื่นแต่หลักคำา สอนด้านจริยธรรมหาใช่ส่วนหนึ่งจากด้านดังกล่าวไม่ เพราะมุสลิมย่อมต้องหยิบยื่นสิ่งดีงามอันปราศจากความคลุมเคลือให้กับเพื่อนม นุ ษ ย์ ทุ ก ค น ไ ม่ ว่ า เ ข า จ ะ นั บ ถื อ ศ า ส น า ใ ด ห รื อ ลั ท ธิ ใ ด ดังนั้นความสัจจะจึงเป็นหน้าที่ ที่มุสลิมต้องปฎิบัตต่อมุสลิมด้วยกั น และผู้ ที่ ไ ม่ ใ ช่ มุ ส ลิ ม ในทำา นองเดี ย วกั น ความโอบอ้ อ มอารี ย์ การรักษาสัญญา ความสุภาพ และความร่วมมือกัน และช่วยเหลือเกื้อกูลกันดังกล่าวนี้ล้วนเป็นสิ่งทีมุสลิมจำาเป็นต้องปฏิบัตต่อเพื่อนร่วมโลกทั้งสิ้น อัลกุรอานได้กำาชับให้เราชาวมุสลิมอย่าได้เข้าไปพัวพันกับพวกยิว และคริสเตียน ในข้อโต้เถียงอันเป็นเหตุให้เกิดข้อทะเลาะวิวาท และจ ะ ไ ม่ เ กิ ด ผ ล ดี แ ก่ ศ า ส น า เ ล ยพระองค์อัลลอฮ์ทรงได้มีพระดำา รัสไว้ในซูเราะห์ อัลอังกะบูต อายะฮที่46 ว่ า‫ولتجادلوا اهمممممل الكتاب إل بالتمممممي همممممي احسمممممن إل الذيمممممن ظلموامنهمممممم وقولوا‬‫آمنابالذي انزل إليناوانزل إليكمممممممممم وإلهناوإلهكمممممممممم واحدونحمممممممممن له مسممممممممملمون‬" และเจ้าทั้งหลายอย่าได้โต้แย้งกับชาวคัมภีร์ (ยิว คริสต์) เว้นไว้ด้วยหลักการที่สวยงามที่สุด นอกจากพวกที่ฉ้อฉลจากหมู่พวกนั้นและพวกเจ้าจงกล่าวว่า เราศรัทธาต่อ สิ่ง ที่ถู กลงมายัง เรา และสิ่งที่ถู กลงมายังพวกเจ้า อันพระเจ้าของเรากับพระเจ้าของพวกท่านก็คือพระเจ้าเดียวกันแ ล ะ พ ว ก เ ร า ย อ ม ส ว า มิ ภั ก ดิ์ ต่ อ พ ร ะ อ ง ค์ " และช่างเป็นเรื่องประหลาดต่อการที่ผู้เจริญรอยตามท่านศาสดามูซา และ อี ซ า จะเข้ า ไปปะทะกั บ บรรดามุ ส ลิ ม ในการโต้ แ ย้ ง เกี่ ย วกั บเ รื่ อ ง ดั ง ก ล่ า วอั ล ล อ ฮ์ ท ร ง ต รั ส ว่ า
  • 56. ‫قمممل اتحاجوننافمممي ال وهوربناوربكمممم ولنااعمالناولكمممم اعمالكمممم ونحمممن له مخلصمممون‬" เจ้าจงประกาศเถิด หรือเจ้าทั้งหลายจะโต้เถียงกับเราในเรื่องที่เกี่ยวกับพระองค์อัลลอฮ์ ทั้งๆ ที่พระองค์เป็นพระเจ้าของเราและพระเจ้าของท่านทั้งหลายด้วย และสำาหรับพวกเราก็คือการงานของเรา และสำา หรับพวกท่านก็คือการงานของพวกท่าน ต่างคนต่างก็รับผิดชอบการงานของตนเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกันประการใดๆ และพวกเราเป็นผู้ประพฤติธรรมโ ด ย บ ริ สุ ท ธิ์ ต่ อ พ ร ะ อ ง ค์ " ได้ มี เ หตุ ก ารณ์ ห นึ่ ง เกิ ด ขึ้ น ในยุ ค ของท่ า นศาสดามู ฮั ม มั ด ชาวยิวคนหนึ่งได้มาทวงหนี้ต่อท่านศาสดา โดยเขากล่าวว่า โอ้ชาวบานีอับดุลมุตฎอลิบ พวกท่านเป็นชนที่ล่าช้าต้องการใช้หนี้ อุมัร อิบนิ ค้อตฏอบ จึงเห็นควรจะต้องอบรมสั่งสอนผู้ที่มาดูหมิ่นเกียรติยศของท่านศาสดา เสียแล้ว ท่านจึงได้ชักดาบมาหมายจะฆ่าชายคนนั้นแต่ทาน ่ศ า ส ด า ก็ ไ ด้ ห้ า ม ป ร า ม ท่ า น อุ มั ร ไ ว้ พ ล า ง ก ล่ า ว ค ว า ม ว่ า"ฉันและเขาประเสริฐยิ่งกว่าเจ้าด้วยการใช้วิธีอื่น นอกเหนือจากสิ่งนี้ (หมายถึงการใช้ดาบหรือความรุนแรง) ท่านน่าจะใช้ให้เขาทวงหนี้ด้วยคำาพู ด ที่ ไ พ เ ร า ะ แ ล ะ ใ ช้ ใ ห้ ฉั น ใ ช้ ห นี้ เ ข า โ ด ย ดี " อิ ส ลามได้ กำา ชั บ ให้ ผู้ ศรั ท ธามี ความเป็ น ธรรม แม้ ก ระทั่ ง คนชั่ วและผู้ ป ฏิ เ สธการศรั ท ธา(กาเฟร) ก็ ต ามท่ า นศาสดา ได้ ก ล่ า วว่ า‫عمن ابمي هريرة قال قال رسمول ال صمل ال عليمه وسملم دعوةالمظلوم مسمتجابة وإن كان‬‫فاجرا ففجوره على نفسمممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممه رواه احممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممممد‬" การวิ งวอนของผู้ ที่ ถู กอธรรมจะถู ก ตอบรั บ ถึง แม้ ว่า เขาจะเป็ น คนชั่ วก็ ต า ม เ พ ร า ะ ค ว า ม ชั่ ว ข อ ง เ ข า ก็ จ ะ ต ก แ ก่ ตั ว ข อ ง เ ข า เ อ ง " จากตัวบทฮะดีษนี้แสดงให้เ ห็น ว่า อิ สลามห้า มมิใ ห้มุ สลิม ก่อความชั่วร้ายต่อชนศาสนิกอื่น เช่นเดียวกันอิสลามยังส่งเสริมให้มีความสัมพันธ์กับเครือญาติ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะปฏิเสธศาสนาอิสลามที่กำา ลังนับถืออยู่ก็ตาม เพราะการที่เรายึดมั่นกับสัจธรมอันเที่ยงแท้ ไม่ได้หมาย
  • 57. ถึงการปลดเปลื้องจากครอบครัว และเครือญาติ พระองค์อัลลอฮ์ ได้ทรงดำา รั ส ไ ว้ ใ น ซู เ ร า ะ ฮ์ อั ล ลุ ก ม า น ว่ า‫وصمماحبهمافي الدنيامعروفمما واتبممع سممبيل مممن اناب إلي ثممم الي مرجعكممم فانبئكممم بماكنتممم‬‫تعلمون‬" และเจ้ า จงปรนนิ บั ติ ค นทั้ ง สองในโลกนี้ อย่ า งมี คุ ณ ธรรมและเจ้ า จงประพฤติตามแนวทางของผูที่กลับคืนมายังข้าเถิด หลังจากนั้นพวกเจ้าก็ ้ต้องกลับคืนมายังข้า (เหมือนกัน) และข้าก็จะแจ้งให้พวกเจ้าทราบถึง(ผ ล ต อ บ แ ท น ) ต า ม ที่ พ ว ก เ จ้ า เ ค ย ป ฏิ บั ติ ไ ว้ " ทีกล่าวมานั้นเป็นการกล่าวถึงในแง่ตัวบุคคล ส่วนทางด้านสังคม ่อิสลามได้ ยืนยั นถึง การคงอยู่ ของประชาชาติต่างๆความเจริ ญ รุ่ง เรือ งการยื น หยั ด อยู่ อ ย่ า งเข้ ม แข็ ง ของพวกเขา จะได้ รั บ คำ้า ประกั น (การอนุเคราะห์ช่วยเหลือ) หากประชาชาติต่างๆถูกหล่อหลอมสู่การดำา เนินชีวิตอย่างมีศีลธรรม เพราะเมื่อศีลธรรมเสื่อมรัฐประเทศชาติก็จะเสื่ อมถอยตามไปด้วย พระวัจนะของท่านศาสดา ทีมีต่อกลุ่มชนและวงศ์วานของท่ า นได้ ยื น ยั น ถึ ง ข้ อ เท็ จ จริ ง ดั ง กล่ า วด้ ว ย ตำา แหน่ ง ฐานะและเกียรติยศของพวกเขาในคาบสมุทรอาหรับ ทำาให้พวกเขากลายเป็นผู้นำาแต่ทว่าท่านนะบี ได้ปรารภกับพวกเขาว่า อำา นาจการปกครองของพวกเขาจะไม่ยืนยงตลอดไปได้ นอกจากด้วยจริยธรรมที่ดีงามเพียงประการเ ดี ย ว เ ท่ า นั้ นมี ร า ย ง า น จ า ก ท่ า น อ นั ส อิ บ นุ ม า ลิ ก ก ล่ า ว ไ ว้ ว่ า พวกเราเคยอยู่ร่วมกันในบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีทั้งชาวมูญาฮิรีน และชาวอั น ศอร และท่ า นศาสดาได้ มุ่ ง หน้ า มายั ง พวกเรา ทุ ก คนพยายามหลีกทางให้กับท่าน เพราะหวังว่าท่านศาสดาจะมานั่งข้างๆเขาหลังจากนั้นท่านศาสดาไปหยุดยืนอยู่ที่ประตูโดยจับทั้งสองด้านของบานประตูพ ล า ง ก ล่ า ว ค ว า ม ว่ า"โอ้ บรรดาผู้ นำา ชาวกุ เ รชทั้ ง หลาย พวกท่ า นได้ รั บ การแต่ ง ตั้ ง ให้ ทำาภารกิจอันยิ่งใหญ่และสำา หรับบรรดาผู้ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าว มีสิ่งที่พวกเขาพึงกระทำาสามประการ เมื่อพวกเขาถูกขอความเมตตา พวกเขาต้องให้ความเมตตา เมื่อพวกเขาปกครองพวกเขาต้องให้ความเป็นธรรมและเมื่อพวกเขาให้สัญญาเขาจะต้องปฏิบัติตามสัญญา ฉะนั้น เมื่อผู้ใด
  • 58. ไม่ ก ระทำา ตามดั ง กล่า ว เขาจะถู ก สาปแช่ ง จากอั ล ลอฮ์ มลาอิ ก ะฮและพ ว ก ม นุ ษ ย์ ทั้ ง ห ล า ย " จากฮาดีษนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ไม่มีเกียรติยศใดๆสำา หรับประชาชาติ รัฐ และครอบครัว นอกจากการประพฤติที่ดีงาม และเป็นสิ่งที่จะทำาให้บรรลุวัตถุประสงค์ อันสูงส่ง ดังนั้นหากว่าผู้ปกครองชูป้ายอัลอิสลาม และ อัลกุรอาน แต่ว่าเมื่อประชาชน พิจารณาดูแล้ว พบว่าเขาไม่ เ ป็ น ธรรมในการปกครองและการชี้ ข าดตั ดสิ น ไม่ ใ ห้ ความเมตตาในยาม ทุกข์ร้อน และไม่ปฏิบัติตามสัญญาในขณะที่เขาอยู่ในนามของอัลอิสลาม และอัลกุรอานนั้นเท่ากับเขาถอด(ปลด)ตัวของเขาเองออกจากตำา แหน่งอันทรงเกียรติ และกลับกลายเป็นผู้ที่สมควรจะถูกประจานไปทั่ ว ฝ า ก ฟ้ า แ ล ะ พื้ น แ ผ น ดิ นร า ย ง า น จ า ก ท่ า น ฮ า ซั น มี ค ว า ม ว่ า"เมื่ออัลลอฮ์ ทรงมีพระประสงค์ที่จะประทานความดีงามแก่ชนกลุ่มหนึ่งพระองค์จะทรงให้ปราชญ์ (ผู้มีความรู้) ดำา รงตำา แหน่งเป็นผู้นำา พวกเขาและจะทรงบันดาลให้ทรัพย์สินเป็นของบรรดาผู้ที่โอบอ้อมอารีย์และเมื่ออัลลอฮ์ ทรงประสงค์ให้ความชั่วร้ายเกิดขึ้นแก่กลุ่มชนใด พระองค์จะให้ผู้ โ ฉดเขลา ดำา รงค์ ตำา แหน่ ง เป็ น ผู้ นำา พวกเขา และจะทรงบั น ดาลท รั พ ย์ สิ น ใ ห้ บ ร ร ด า ผู้ ต ร ะ ห นี่ ถี่ เ ห นี ย ว "แ ล ะ ส่ ว น ห นึ่ ง ข อ ง คำา ก ล่ า ว ข อ ง อิ ห ม่ า ม อิ บ นุ ตั ย มี ย ะ ฮ์"แท้จริงอัลลอฮ์ จะสถาปนารัฐที่มีความเป็นธรรม ถึงแม้รัฐนั้นเป็นกาเฟร(ผู้ปฏิเสธ) ก็ตาม และพระองค์จะไม่ทรงสถาปนารัฐที่มีความอธรรม ถึงแ ม้ รั ฐ นั้ น จ ะ เ ป็ น มุ ส ลิ ม ก็ ต า ม " จริยธรรมในอัลอิสลาม ที่มาจากคัมภีร์อัลกุรอ่าน และ ซุนนะฮ์ของท่ า นศาสดา นั้ น คื อ ทุ ก ส่ ว นของชี วิ ต ทางศาสนา และทางโลกฉะนั้นหากประชาชาติใดที่ได้รับส่วนแบ่งแห่งความสูงส่งในการติดต่อกับอั ล ลอฮ์ เบาบาง หรื อ เกี ย รติ ย ศ ท่ า มกลางมวลมนุ ษ ย์ ที่ ต กตำ่า นั่ น ก็หมายความว่าความประเสริฐ และ จริยธรรมของพวกเขาก็ย่อมตกตำ่าและเ สื่ อ ม ล ง ไ ป ด้ ว ยช ม ร ม นั ก วิ ช า ก า ร ป ทุ ม ธ า นี
  • 59. ที่ ม า http://www.islammore.com/mainจ ริ ย ธ ร ร ม ข อ ง ผู้ ศ รั ท ธ าอ า จ า ร ย์ ด า วุ ด สั น ติ วิ ไ ล พ ร‫السمممممممممممممممممممممملم عليكممممممممممممممممممممممم ورحمممممممممممممممممممممممة ال وبركاتممممممممممممممممممممممه‬ สวั ส ดี ท่ า นพี่ น้ อ งมุ ส ลิ ม ที่ เ คารพ ท่ า นทั้ ง หลายจงประพฤติปฏิบั ติใ นสิ่ งที่พระองค์ อั ล เลาะห์ ทรงใช้ และจงยับ ยั้ ง ละเว้ น ในสิ่ ง ที่พ ร ะ อ ง ค์ ท ร ง บั ญ ญั ติ ห้ า ม ท่านผู้ฟังที่เคารพ เราท่านทั้งหลายจงดำารงตนอยู่กับความภักดีต่อพระองค์ และขออภัยต่อพระองค์ การปฏิบัติอิบาดะห์ และการมีความบริ สุทธิ์ ใจ จะไม่ มีความสมบูรณ์ นอกจากจะต้อ งปฏิบั ติตามบั ญ ญั ติใ ช้และละเว้ น บั ญ ญั ติห้ า มของพระองค์ จะต้ อ งนอบน้ อ มยอมรั บ ในคำา สั่ งของพระองค์ ไม่ตั้งสิ่ งใดเป็ นภาคี กับ พระองค์ และไม่ฝ่ า ฝื น คำา สั่ ง ของพระองค์ และปฏิบัติตามบัญญัติของพระองค์ เชื่อฟังคำาสั่งของพระองค์เขาคื อ ผู้ ที่ น อบน้ อ มต่ อ อั ล เลาะห์ ผู้ ใ ดที่ หั น หลั ง ให้ กั บ บั ญ ญั ติ ข องพระองค์ และขัดขวางการปฏิบัติตามคำาสั่งของพระองค์ เขาคือ ผู้ที่ยโสอั ล เ ล า ะ ห์ ท ร ง ต รั ส ไ ว้ ใ น ซู เ ร า ะ ห์ อั น นิ ซ า อ์ อ า ย ะ ห์ ที่ ๑ ๗ ๒ ว่ า ‫َ َنمممممْ َسمممممْ َنْ ِفْ َنمممممْ ِ َا َ ِهممممِ َ َسمممممْ َكْ ِرْ َسممممَ َحْ ُ ُ ُمْ َِيْهممممِ َ ِيْعًمممما‬ ‫عب دت م وي ت ب ف مي شره إل م جم‬ ‫ي تك ع‬ ‫وم‬ความว่ า “และผู้ ใ ดที่ ห ยิ่ ง ต่ อ การจะอิ บ าดะห์ ต่ อ พระองค์ และยโสพ ร ะ อ ง ค์ ก็ จ ะ ท ร ง ชุ ม นุ ม พ ว ก เ ข า ไ ว้ ยั ง พ ร ะ อ ง ค์ ทั้ ง ห ม ด ” ท่านผู้ฟังที่เคารพ การนอบน้อม ถ่อมตน เป็นคุณลักษณะของบรรดานบีและบรรดาร่อซู้ล และเป็นมารยาทของบรรดามุอ์มิน ผู้ยำาเกรงอัลเลาะห์ ผู้ที่มีเกียรติก็จะมีเกียรติมากยิ่งขึ้น ผู้ที่มีความอ่อนน้อม ก็จะได้รับการกล่าวขวัญ และได้รับการยกย่อง บุคคลที่จะมีมารยาทที่ดีงามได้ก็ด้วยการยึดมั่นในความจริง เคารพในสิทธิ์ของผู้อื่น มีผู้นอบน้อมถ่อมตนจำานวนมาก ที่ได้รับความรักใคร่ และการให้ความสนิทสนม ไม่มีผู้ใดที่นอบน้อมถ่อมตน นอกจากอัลเลาะห์จะทรงให้เกียรติเขา และพระองค์ท ร ง ต รั ส ว่ า
  • 60. ْ‫َ َ ّ َا اّ ِيْ َ آ َ ُوْا اجْ َ ِ ُوْا َ ِيْ ًا ِ َ ال ّ ّ ِ ّ َعْ َ ال ّ ّ ِثْ ٌ َ َ َ َ ّ ُوْا َ َ َغْ َب‬ ‫تنب كث ر من ظن إن ب ض ظن إ م ول تجسس ول ي ت‬ ‫يأيه لذ ن من‬‫إن تو ب رح م‬ٌ ْ‫ّعْ ُ ُمْ َعْضًا َ ُ ِ ّ َ َ ُ ُمْ َنْ َأْ ُ َ َحْ َ َ ِيْ ِ َيْتًا َ َ ِهْ ُ ُوْ ٌ َا ّ ُوْا الَ ِ ّ الَ َ ّا ٌ ّ ِي‬ ‫أيحب أحدك أ ي كل ل م أخ ه م فكر تم ه و تق‬ ‫ب ضك ب‬“บรรดาผู้ ศรั ท ธาเอ๋ ย จงห่ า งไกลให้ ม าก การมี อ คติ แท้ จ ริ ง บางอย่ า งแห่งอคติก็บาปมากพอแล้ว และพวกเจ้าอย่าสอดรู้ สอดเห็น และอย่านิ น ทา บางส่ ว นจากพวกเจ้ า อี ก บางส่ ว น คนหนึ่ ง ชอบหรื อ ที่ จ ะรั บประทานเนื้อพี่น้องของเขา ในสภาพที่ตายไปแล้ว แน่นอนพวกเจ้าย่อมรังกียจ และพวกเจ้าจงยำา เกรงอัลเลาะห์ แท้จริงอัลเลาะห์ทรงรักการอ ภั ย ส า ร ภ า พ ผิ ด อี ก ทั้ ง เ ม ต ต า ยิ่ ง ” ท่านผู้ฟังที่เคารพ ส่วนหนึ่งของจริยธรรมสังคม คือคำา สอนที่มีบัญญัติไว้ในอัลกุรอาน หากเรานำา คำา สอนจากอัลกุรอานมาปฏิบัติ โดยเคร่งครัดและถาวร สังคมก็จะมีความสมานฉันท์ตลอดไป ส่วนหนึ่งที่อัลเลาะห์ ได้บัญญัติไว้ในอัลกุรอาน คือการอยู่ร่วมกันในสังคม เราจะต้องแสดงความจริงใจต่อกัน เราจะต้องปฏิบัติต่อเพื่อนสังคม ด้วยมาตรฐานเดียว อย่าหลายมาตรฐาน เราจะต้องอยู่ร่วมกันในสังคมแบบให้เกียรติกั น ไ ม่ อ ยู่ แ บ บ ดู ถู ก ดู แ ค ล น กั น ท่านผู้ฟังที่เคารพ มาตรฐาน แห่งความสมานฉันท์ อิสลามได้กำา หนดให้ทุกคน มีความรู้สึกว่าทุกคนเป็นพี่น้องกัน ที่เราทราบกันดีจากอัลกุรอาน ความเป็นพี่น้องนั้นจะต้องใช้ปัจจัย คือศรัท ธา( อีหม่าน )เพียงปัจจัยเดียว ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง ไม่ใช่ยศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่ใช่ชาติตระกูล ไม่ใช่ตำาแหน่งใด ๆ การใช้ปัจจัยอีหม่านเพียงปัจจัยเดียวแท้ๆ จึ ง จะรั ก ษาความสมานฉั น ท์ หรื อ ความเป็ น พี่ น้ อ งกั น ให้ ยื น ยงอยู่ตลอดไป เราจะคบหาสมาคมกับใคร เราก็ต้องใช้ปัจจัยอีหม่านเท่านั้นไ ม่ ใ ช่ ค บ กั น เ พ ร า ะ ปั จ จั ย อื่ น เมื่อเรามีความเป็น พี่น้ องกัน จริยธรรมหรื อวินั ยสั งคมที่จำา เป็ นต้ อ ง รั ก ษ า นั้ น อั ล กุ ร อ า น ไ ด้ บั ญ ญั ติ ไ ว้ ซึ่ ง ส รุ ป ไ ด้ ดั ง นี้ คื อ๑ . จ ะ ต้ อ ง ไ ม่ เ ย้ ย ห ยั น ซึ่ ง กั น แ ล ะ กั น๒ . จ ะ ต้ อ ง ไ ม่ ตำา ห นิ ติ เ ตี ย น ซึ่ ง กั น แ ล ะ กั น๓ . จ ะ ต้ อ ง ไ ม่ ล้ อ เ ลี ย น กั น
  • 61. ๔ . จ ะ ต้ อ ง ไ ม่ มี อ ค ติ ต่ อ กั น๕ . จ ะ ต้ อ ง ไ ม่ ส อ ด รู้ ส อ ด เ ห็ น๖ . จ ะ ต้ อ ง ไ ม่ นิ น ท า ว่ า ร้ า ยบทสรุปเหล่านี้ได้จากอัลกุรอาน ซูเราะห์อัลหุญร๊อต อายะห์ที่ ๑๑ และ๑ ๒ ‫َ َ ّهَا اّ ِيْ َ آ َ ُوْا َ َسْ َرْ َوْ ٌ ِنْ َوْ ٍ َ َى َنْ َ ُوْ ُوْا َيْ ًا ِنْ ُمْ َ َ ِ َا ٌ ِنْ ِ َا ٍ َ َى‬ ‫يأي لذ ن من لي خ ق م م ق م عس أ يك ن خ ر م ه ولنس ء م نس ء عس‬ِ‫َ ن َ ُنّ َيْ ًا ِنْ ُنّ َ َ َلْ ِ ُوْا َنْ ُ َ ُمْ َ َ َ َا َ ُوْا ِا َلْ َا ِ ِئْ سَ اْ ِ سْ ُ اْل ُ ُوْ ُ َعْ َ اْ ِيْ َا ن‬ ‫ل م فس ق ب د ل م‬ ‫أ ْ يك خ ر م ه ول ت مز أ ف سك ولتن بز ب لْ ق ب ب‬َ‫َ َنمممممممممممممممْ َممممممممممممممممْ َ ُبمممممممممممممممْ فُوَْ ِكممممممممممممممَ ُمممممممممممممممُ ال ّاِ ُوْنممممممممممممممم‬ ‫م ظ لم‬ ‫مه‬ ‫َأ لئ‬ ‫يت‬ ‫ل‬ ‫وم‬ “บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย คนกลุ่มหนึ่งอย่าเย้ยหยันคนอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มถูกเย้ยหยันอาจดีกว่ากลุ่มเย้หยันก็ได้ กลุ่มสตรีหนึ่งก็อย่าเย้ยหยันอีกกลุ่มสตรีหนึ่ง สตรีกลุ่มถูกเย้ยหยันอาจดีกว่ากลุ่มเย้ยหยันก็ได้ และพวกเจ้าอย่าตำาหนิติเตียนกันเอง และพวกเจ้าอย่าล้อเลียนกันด้วยสมญา เป็นชื่ออันเลวร้าย หลังความศรัทธา และใครไม่ สารภาพผิ ด แน่ นอนพวกเขาย่ อ ม เ ป็ น ผู้ อ ธ ร ร ม ” ท่านผู้ฟังที่เคารพ ที่จริงจริยธรรมและวินัยสังคมนั้น อัลกุรอานไม่ได้สอนเพียงเท่านี้ ยังมีหลายประการที่บัญญัติ เพียงแต่ต้องการสอนให้เราตระหนั ก ถึ ง จริ ย ธรรม หรื อ วิ นั ย ที่ เ รามั ก จะฝ่ า ฝื น และเพี ย งเท่ า ที่กำา หนดไว้ใน ๖ ประการนี้ สังคมใดปฏิบัติได้อย่างเคร่งครัด สมำ่า เสมอและทั่ ว ถึ ง สั ง คมนั้ น จะรั ก ษาความเป็ น พี่ น้ อ ง ไว้ ไ ด้ อ ย่ า งแน่ น อนคุ ต บ ะ ห์ วั น ศุ ก ร์ ณ มั ส ยิ ด ท่ า อิ ฐที่ ม า http://www.islammore.com/main