ความหมายจริยศาสตร์

5,572
-1

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
5,572
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
30
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ความหมายจริยศาสตร์

  1. 1. ความหมายจริยศาสตร์ โดย อิจรลาลีย์เชิงภาษา จริยะในภาษาอาหรับตรงกับคำาว่า อัล-อัคลาค ซึงในรูปศัพท์ ่แล้ว คำาว่า “ อัคลาก” เป็น พหูพจน์ของ อัล-คุลุก หมายถึง สัญชาติญาณ ความเคยชิน ธรรมชาติที่มีอยูในตัวมนุษย์ สิ่งที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ ่เป็นประจำา คำาว่า “ คุลุก” มีปรากฏอยู่ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน อยู่ 2ที่ ดังในบท อัล-กอลัม ดำารัสที่วา ่ " และแท้จริงเจ้านั้น อยู่บนคุณธรรมอันยิ่งใหญ่่ " ( 68/4 )และในบท อัชชุอะรออฺ ดำารัสทีว่า ่ " นี่ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นเรื่องโกหกในสมัยก่อนๆ" ( 19 / 137 )พระดำารัสของอัลลอฮ ทีปรากฏคำาว่า “คุลุก” ในสองที่นี้ ให้ความหมาย ่ต่างกัน ดังปรากฏว่าในที่แรก เป็นการกล่าวในลักษณะสรรเสริญ ชมเชยฐานะเป็นบรรทัดฐานพฤติกรรม คุณธรรมหรือจริยธรรมในที่นี้มาจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงประทานผ่านเทวทูตแห่งพระองค์ แก่หัวใจของท่านศาสดามุฮัมหมัด เพื่อบัญชาให้ทานยึดถือเป็นคุณธรรมประจำา ่ตัวท่านและเป็นแบบฉบับอันดีงามแก่ ผู้ติดตามท่านในภายหลัง หมายถึงเมื่อพระองค์ทรงประทานอัลกุรอานเป็นบทบัญัติแห่งพระองค์แก่ท่านศาสดา แล้ว ท่านศาสดามีน้าที่โดยสมบูรณ์ในการปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงบอกกล่าวไว้ใน พระคัมภีร์ ซึงแน่นอนว่าพฤติกรรมทั้งหมด ่ของท่านล้วนเป็นอรรถาธิบายที่ลึกซึ้ง ละเอียดลออแก่พระคัมภีร์ จึงสรุปได้ว่า คำาว่า “คุลุก” ในความหมายแรก หมายถึง ธรรมชาติประจำาตัวมนุษย์ ความเคยชิน สัญชาติญาณ ทีอัลลอฮ ทรงกำาหนดไว้เป็น ่ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ขณะที่อีกพระดำารัสหนึ่งเป็นการกล่าวบรรยายถึงคุณลักษณะที่สืบต่อกันมาของชน รุ่นก่อน กล่าวคือเป็นธรรมเนียมประเพณี สืบต่อกันมาจากชนก่อนหน้าท่านศาสดาฮู๊ด อะลัยฮิสสลาม ( Hud ) ทีทำาหน้าที่เชิญชวน ่ตักเตือน แต่แล้วกลุ่มชนของท่านกลับตอบรับท่านด้วยการปฏิเสธและเย้ยหยัน โดยกล่าวอ้างว่าสิ่งทีท่านนำามานั้นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของ ่ชนรุ่นก่อนๆ
  2. 2. จริยธรรมในเชิงภาษาแล้วจึงหมายความถึง ภาคแสดงภายในของมนุษย์ซึ่งก็คืออุปนิสัย หรือ ธรรมชาติตัวตนที่แท้จริงของบุคคลนั้นๆ ส่วนภาคแสดงภายนอกนั้น เรียกว่า พฤติกรรม หรือความประพฤติ ทีเปิดเผยและ ่แสดงออกมา หากเป็นพฤติกรรมที่ดี ก็ถือว่ามีจริยธรรม และหากเป็นพฤติกรรมตรงกันข้าม ก็ถือว่าไร้จริยธรรม ดังนั้น ความประพฤติจึงถือเป็นเครื่องหมายบ่งชี้ถึงอุปนิสัยภายในและพฤติกรรมภาย นอกความหมายสากลคือ ศาสตร์ทว่าด้วยเรื่องของชีวิตที่มีจริยธรรม สนับสนุนให้รู้จักจุดมุ่ง ี่หมายของชีวิต ชี้แจงถึงกฏเกณฑ์การตัดสินและมาตรวัดระดับจริยธรรมเป็นศาสตร์ที่อธิบายถึงความหมายของความดีและความชั่ว ดีคืออะไรไม่ดีคืออะไร แบบอย่างอันสูงส่งทีมนุษย์พึงยึดถือปฏิบัติตามคืออะไร ่จริยศาสตร์ศึกษาว่า อะไรควรเว้น อะไรควรทำา อะไรผิด อะไรถูก อะไรดีอะไรชั่ว โดยเปรียบเทียบความประพฤตินั้นกับความดีเลิศทั้งหลายกล่าวโดยสรุปคือ “เป็นศาสตร์ที่นำาพาสู่หนทางที่พึงกระทำา สู่สิ่งที่พึงจะเป็น” จริยศาสตร์จึงถือเป็นตัวแปรสำาคัญในการชี้นำาบุคคลให้อยูบน ่รากฐานการตัดสินใจ ที่มั่นคง แน่วแน่ ไม่คล้อยตามอารมณ์และความต้องการของตน เป็นศาสตร์ที่วาด้วยอุดมคติอันสูงสุดที่มีความสัมพันธ์ ่อยู่กับชีวิตมนุษย์จริยศาสตร์ (Ethics) หมายถึงสาขาหนี่งของปรัชญาทีว่าด้วยการ ่แสวงหาความดีสูงสุดของชีวิตมนุษย์ การแสวงหากฎเกณฑ์ในการตัดสินความประพฤติของมนุษย์ว่าอย่างไรถูก ไม่ถูก ดี ไม่ดี ควร ไม่ควรจะพิจารณาของคุณค่าทางศีลธรรม (ราชบัณฑิตยสถาน,2540:34)สำาหรับคำานิยามเฉพาะของจริยศาสตร์ อิสลาม คือ ศาสตร์ที่ประมวลไว้ด้วยเรื่องของคำาพูด การกระทำา ทีจำาเป็นต้องตั้งอยู่บนมูลฐาน กฎเกณฑ์ ่กติกามารยาท ทีสอดคล้องและสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับคัมภีร์ขอ ่งอัลลอฮ และแนวทางการปฏิบัติของท่านศาสดามุฮัมหมัดจริยธรรมจึงไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของศาสนาแต่เป็นแก่นแท้ เป็นจิตวิญญาณของอิสลามพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์
  3. 3. พฤติกรรม คือ การกระทำาตามเจตจำานงค์ เพื่อให้เกิดผลดังที่ตั้งเจตนาไว้ การกระทำาที่เป็นผลจากเจตจำานงค์ จากความคิด ความตั้งใจของผู้กระทำาเท่านั้นที่เรียกว่าพฤติกรรม และเป็นการกระทำาที่แบ่งแยกระหว่างมนุษย์กับสัตว์ เพราะสัตว์มีเพียงการกระทำาที่มาจากสัญชาติญาณเท่านั้น และมนุษย์เป็นผลจากการผสมผสานระหว่างดินและวิญญาณ จึงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่พร้อมประพฤติในด้านดีและด้านไม่ดีอย่างเท่าเทียม หากแต่มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาพร้อมกับการมีสิทธิ์เลือกอย่างเสรีระหว่างสิ่ง ดีและสิ่งไม่ดี ดังปรากฏในพระคัมภีร์ ว่า"พระองค์ทรงดลใจชีวิตให้รู้ทางดีและทางชั่ว" ( อัชชัมซฺ 91/ 8 )"และเรา( อัลลอฮ )ได้ชี้แนะทางแห่งความดีและความชั่วให้แก่เขาแล้ว" (อัลบะลัด 90 /10 )พลังธรรมชาติที่ฝังอยู่ในมนุษย์ทุกคน คือ พลังแห่งสติปัญญา พลังแห่งความคิด ใครทีใช้สติปัญญาในการขัดเกลาตนเอง ทำาให้ตนบริสุทธิ์จาก ่สิ่งไม่ดีทั้งหลาย นันย่อมแสดงถึงชัยชนะ ส่วนใครที่ดับพลังสติปัญญานี้ ่ย่อมพบกับความผิดหวังและขาดทุนแน่นอนผู้ที่ขัดเกลาชีวิต ย่อมได้รบความสำาเร็จ และแน่นอนผู้หมกมุ่นใน ัการชั่ว ย่อมล้มเหลว(อัชชัมซฺ91/9-10)จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมมนุษย์เป็นเรื่องที่เปลียนแปลงได้เสมอ หากได้ ่รับการอบรม ขัดเกลา เมื่อมนุษย์เคยชินกับภาวะแวดล้อมใด พฤติกรรมมนุษย์ก็สามารถคล้อยตามสภาวะแวดล้อมนั้นๆ อิสลามจึงได้ส่งเสริมและกำาชับในเรื่องจริยธรรมอันดีงาม หากพฤติกรรมมนุษย์เป็นสิ่งคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว ก็เท่ากับว่า อิสลามได้สั่งใช้ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือ กลายเป็นว่าบัญญัติอิสลามเป็นสิ่งไม่มีความหมาย ซึ่งดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ โดยเด็ดขาดท่านศาสดา มุฮัมมัด กล่าวว่า“ความสุขุมมีขึ้น ด้วยการหมั่นสุขุม ความอดทนมีขึ้น ด้วยการหมั่นอดทน และะความรู้จะมีขึ้น ด้วยการหมั่นเรียนรู้”พระคัมภีร์อัลกุรอานระบุวา ่
  4. 4. "และจงตักเตือนเถิด แท้จริง การตักเตือนนั้นจะยังประโยชน์แก่บรรดาผู้ศรัทธา " ( อัซซาริยาต 51 / 55 ) ๊จึงเป็นที่เข้าใจชัดเจนแล้วว่า อุปนิสัย พฤติกรรมของมนุษย์ย่อมสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้เสมอ หากมนุษย์ถูกสร้างมาพร้อมกับอุปนิสัยที่ตายตัวแล้ว การตักเตือนดังปรากฏในพระดำารัสข้างต้น จะมีประโยชน์ต่อมนุษย์ได้อย่างไรความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมและพฤติกรรมมนุษย์เมื่อทราบแล้วว่าอุปนิสัยคือภาคแสดงภายในตัวมนุษย์ และพฤติกรรมคือภาคแสดงภายนอก ทังสองจึงมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่น เปรียบ ้ดั่งลักษณะความสัมพันธ์ของ ผล และ เหตุ ของสิ่งที่เกิดและสิ่งที่ทำาให้เกิด หากแต่ไม่สามารถกล่าวได้ว่า เฉพาะอุปนิสัยเท่านั้นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ เพราะในความเป็นจริงแล้วยังคงมีภาวะแวดล้อมอื่นๆที่เกี่ยวข้องและอาจส่งผล โดยตรงต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ซึงสิ่ง ่ดังกล่าวอาจสามารถระงับพฤติกรรมนั้นๆจากผู้กระทำาได้ ดังเราจะเห็นได้ว่า ไม่จำาเป็นที่ผู้ที่ได้ชื่อว่ากล้าหาญ จะต้องเป็นคนกล้าหาญอยู่ตลอดเวลา เพราะในบางสถานการณ์ความเจ็บป่วยอาจทำาให้เขาไม่สามารถแสดงถึงความกล้าหาญของ ตนในสถานการณ์ใด สถานการณ์หนึ่งได้ เป็นต้น จริยศาสตร์อิสลาม โดย อิจรลาลีย์กล่าวได้ว่า จริยศาสตร์อิสลามนั้น คืออุดมการณ์ คือรากฐาน คือแนวทางการประพฤติปฏิบัติตน ตามแนวทางที่ถูกต้องเที่ยงตรงที่ถูกบัญชาใช้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นมุสลิมผู้นอบน้อมยอมจำานนโดยสิ้นเชิงจริยศาสตร์อิสลามได้มอบความเอ็นดูเมตตาให้หยั่งรากลึกในจิตวิญญาณของมนุษย์ ให้มนุษย์มีความเมตตา ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อสรรพสัตว์ และต่อทรัพยากรธรรมชาติทั้งมวล และความเอ็นดูเมตตานี่เองที่นำาไปสู่คุณธรรมอันประเสริฐซึ่งยังความผาสุกแก่สังคมทั้งหมดอย่างทั่วถึง
  5. 5. อิสลามได้วางระบบจริยธรรมที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีการเพิ่มเติม ตัดทอนเปลียนแปลง ปรับปรุงใดๆได้อีก และทุกการเสริมเติมแต่งบทบัญญัติ ่ศาสนานั้น อิสลามถือว่าเป็นโมฆะ ดังทีท่านศาสดา มุฮัมหมัด กล่าวว่า ่“ ใครที่ประดิษฐ์สิ่งใดขึ้นใหม่ นอกเหนือจากคำาสั่งของเรา นั้น ถือเป็นโมฆะ” (ไม่ถูกตอบรับ )พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้กำาหนดคำาสั่งใช้และคำาสั่งห้ามใดๆ โดยไม่มีเหตุผลทุกคำาสั่งของพระองค์นั้น เป็นการแสดงถึงความยุติธรรมของพระองค์อย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากการตอบแทนผู้กระทำาดีและการลงโทษผู้กระทำาผิด ในดำารัสของพระองค์ทว่า ี่"และสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย และสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ พระองค์จะทรงตอบแทนบรรดาผู้กระทำาความชั่วตามที่พวกเขาได้กระทำาไว้ และจะทรงตอบแทนบรรดาผู้กระทำาความดีด้วยความดี" (อันนัจมฺ / 31 )พระองค์จะทรงนำาการงานทั้งหมดของมนุษย์ทั้งดีและชั่ว มาชั่งในตาชั่งความดีความชัวของพระองค์ ซึงไม่มีผู้ใดล่วงรูถึงสภาพและวิธีการชั่ง ่ ่ ้ของพระองค์ แต่แน่นอนที่สุดว่า การชั่งความดีความชั่วของพระองค์ในวันแห่งการตัดสินนั้น ละเอียดถี่ถวน และเที่ยงธรรมอย่างที่สุด พระองค์ ้ได้แจ้งถึงการตัดสินของพระองค์ในดำารัสที่วา ่"และ เราจะตั้งตราชูที่เที่ยงธรรม สำาหรับวันกิยามะฮฺ ( วันปรโลก ) ดังนั้นจะไม่มีชีวิตใดถูกอธรรมแต่อย่างใด และแม้ว่ามันจะมีนำ้าหนักเพียงเท่าเมล็ดพืชเล็กๆ เราก็จะนำามาแสดงให้เห็น และเป็นการพอเพียงแล้วสำาหรับเรา ที่เป็นผู้ชำาระสอบสวน " ( อัลอัมบิยาอฺ 21 / 47 )"และ การชั่งในวันนั้นเป็นความจริง ดังนั้น ผู้ใดที่ตราชูของเขาหนัก ชนเหล่านีแหละคือผู้ที่ได้รับความสำาเร็จ และผู้ใดที่ตราชูของเขาเบา ขน ้เหล่านีแหละคือผู้ที่ก่อความขาดทุนให้แก่ตัวของพวกเขาเอง เนื่องจาก ้การที่พวกเขามิได้ให้ความเป็นธรรม แก่บรรดาโองการของเรา" (อัลอะอฺร็อฟ 7/ 8-9)และภายหลังจากการตัดสินอันเที่ยงธรรมของพระองค์แล้ว จะมีกลุ่มหนึ่งได้เข้าพำานักในสรวงสวรรค์ และ อีกกลุ่มหนึ่งเข้าสู่ขุมนรก ดังดำารัสทีว่า ่
  6. 6. "ส่วนบรรดาผู้ศรัทธา และประกอบสิ่งที่ดีงามทั้งหลายนั้น พระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาโดยครบถ้วย ซึ่งรางวัลของพวกเขา และจะทรงเพิ่มให้แก่พวกเขาด้วย จากความกรุณาของพระองค์ และส่วนบรรดาผู้ที่หยิ่งและยโสนั้น พระองค์จะทรงลงโทษพวกเขา ด้วยการลงโทษอันเจ็บแสบ และพวกเขาจะไม่พบผู้คุ้มครอง และผู้ช่วยเหลือใดๆ สำาหรับพวกเขาอื่นจากอัลลอฮเลย " ( อันนิซาอฺ4 / 173 )นี่คือสิ่งที่อิสลามมอบแด่มนุษยชาติ เพื่อให้ผู้ศรัทธาเป็นผู้นอบน้อมจำานนต่อพระองค์ เป็นผู้รำาลึกนึกถึงพระองค์เป็นอาจิณ เป็นผู้คิดบัญชีตัวเองอยู่เสมอ ไม่อธรรมผู้ใด ไม่บิดพลิ้วคดโกง ไม่เย่อหยิ่งจองหอง และมีความละอายต่อพระองค์ไม่ว่าอยู่ในที่ลบหรือที่เปิดเผยก็ตาม ั" การตอบแทนของพวกเขา ณ ที่พระเจ้าของพวกเขา คือสวนสวรรค์หลากหลายอันสถาพร ณ เบื้องล่างของสรวงสวรรค์นั้นมีลำานำ้าหลายสายไหลผ่าน พวกเขาเป็นผู้พำานักอยู่ในนั้นตลอดกาล อัลลอฮทรงปิติต่อพวกเขา และพวกเขาก็ยินดีในพระองค์ นั่นคือ สำาหรับผู้ที่กลัวเกรงพระเจ้าของพวกเขา" ( อัลบัยยินะฮฺ 98 /8 )ความสำาคัญของจริยศาสตร์อิสลามต่อชีวิตมนุษย์ไม่วาสังคมชนชั้นใด หากสมาชิกในสังคมไม่มีความสัมพันธ์อย่าง ่แน่นแฟ้นในด้านคุณธรรมจริยธรรม ความสงบสุข ความเห็นอกเห็นใจความเข้าใจซึ่งกันในสังคมย่อมไม่อาจมีได้ และหากสังคมกำาหนดให้การมีอยู่ของสังคมตั้งอยู่บนผลประโยชน์ทางด้านวัตถุ เพียงอย่างเดียว โดยไม่คำานึงถึงเป้าหมายที่สูงส่งและมั่นคงยิ่งกว่า วิถีชีวิตของสังคมนั้นๆย่อมไม่จรังยังยืน ความอยู่รอดของสังคมจึงไม่ได้ อยูที่เงิน ี ่ ่ตรา ชื่อเสียง ความสะดวกสบาย แต่จำาเป็นที่จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานจริยธรรมอย่างน้อย 2 ประการ นั่นคือ ความแน่วแน่มั่นคง และ การเป็นทียอมรับไว้วางใจ จริยธรรมที่สูงส่งจึงถือเป็นสิ่งจำาเป็นทีทุกสังคมจะ ่ ่ขาดเสียไม่ได้ จริยธรรมเป็นเสมือนแกนกลางที่ประสานหรือสร้างความสัมพันธ์อันดีแก่เพื่อน มนุษย์ด้วยกัน เมื่อใดที่จริยธรรมดับสูญ เมื่อนั้นสมาชิกในสังคม จะแตกแยก ขาดความรัก สมัครสมานสามัคคีและขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเมื่อตามหลักเกณฑ์สากลจริยศาสตร์มีความสำาคัญถึงเพียงนี้ สำาหรับทัศนะอิสลามแล้ว จริยศาสตร์มีความสำาคัญและเป็นสิ่งจำาเป็นยิ่งกว่า ดังจะเห็นได้จากการที่อิสลามกำาหนดการตอบแทนและการลงโทษสำาหรับ
  7. 7. มนุษย์ทั้งใน โลกนี้และโลกหน้า ดังตัวอย่างที่อัลกุรอานได้บอกเราไว้ถง ึการลงโทษแก่กลุ่มชนที่ปราศจาก จริยธรรม ดังในดำารัสที่วา ่"และแท้จริง เราได้ทำาลายประชาชาติจากศตวรรษก่อนจากพวกท่านไปแล้ว เมื่อพวกเขาเป็นผู้อธรรม" ( ยูนุส 10 / 13 )"และพระเจ้าของเจ้าไม่ทรงทำาลายหมูบ้านใดโดยอยุติธรรม โดยที่ ่ประชากรของหมู่บ้านนันเป็นผู้ฟื้นฟู ทำาความดี" ( ฮู๊ด 11 / 117) ้อิสลามให้ความสำาคัญกับจริยธรรมอย่างมาก เพราะอิสลามถือว่าจริยธรรม เป็นเรื่องที่จำาเป็นและสำาคัญยิ่งต่อความสงบยั่งยืนของสังคมพฤติกรรมของมนุษย์เชื่อมโยงผูกติดกับอุปนิสัยภายในเสมอ เสมือนดั่งความสำาพันธ์ของ กิ่งก้านสาขาของต้นไม้ที่มีต่อรากไม้ซึ่งซ่อนตัวอยูใต้ ่ผืนดิน พฤติกรรมอันดีงามก็เป็นผลจากการมีจริยธรรมงดงาม กิ่งก้านจะงดงามแข็งแรง รากแก้วก็ต้องงดงามและแข็งแกร่งด้วยเช่นเดียวกัน" และ เมืองที่ดีนั้น ( มีดินดี ) ผลิตผลของมันจะงอกออกมาด้วยอนุมัติแห่งพระเจ้าของมัน และเมืองทีไม่ดีนั้น ผลิตผลของมันจะไม่ออก ่นอกจากในสภาพแกร็น" ( อัลอะรอฟ 7 / 58 )ดังนั้น แผนการปฏิรูปบุคคลและ สังคม จึงต้องปลูกฝัง บ่มเพาะที่จิตใจเป็นอันดับแรก อิสลามจึงมุ่งเน้นที่การขัดเกลาจิตใจเพื่อขจัดความสกปรกขุ่นมัว อันเป็นจุดกำาเนิดของพฤติกรรมที่ไม่ดีงามทังหลาย ้" แท้จริง อัลลอฮ จะมิทรงเปลี่ยนแปลงสภาพของชนกลุ่มใด เว้นแต่พวกเขาจะเปลี่ยนแปลงสภาพ ของพวกเขาเอง" ( อัรเราะดฺ 13 / 11 )อิสลามตระหนักดีว่า หาก กฏเกณฑ์จริยธรรมทางสังคมถูกละเลยเพิกเฉยไปแล้ว แน่นอนที่สุดว่า การหลอกลวงหักหลัง การคดโกงบิดพลิ้วการโกหก การหลั่งเลือด การละเมิดในสิ่งต้องห้ามและในสิทธิต่างๆย่อมเกิดขึ้น มนุษยธรรมจะมีเพียงแต่ชื่อ ไม่มีความรัก ไม่มีการช่วยเหลือเกื้อกูล ไม่มีความเอ็นดูเมตตา และไม่มีความความบริสทธิ์ใจ เมื่อนั้น ุสังคมจะกลายเป็นขุมเพลิงที่มนุษย์ไม่อาจต้านทานความร้อนระอุ และทนรักษาชีวิตในขุมเพลิงนั้นได้ เพราะโดยธรรมชาติความเป็นมนุษย์แล้วมนุษย์ย่อมต้องอาศัยพึ่งพาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และโดยธรรมชาติความ
  8. 8. เป็นมนุษย์อีกเช่นกันที่มนุษย์มักต้องการอำานาจ ปรารถนาที่จะครอบครอง เห็นแก่ตัวและต้องการแก้แค้น"และ เมื่อเขาให้หลังไปแล้ว เขาก็เพียรพยายาม เพื่อก่อความเสียหายในแผ่นดินนั้น และทำาลายพืชผล และเผ่าพันธุ์ และอัลลอฮนั้น ไม่ทรงชอบการก่อความเสียหาย" ( อัลบะเกาะเราะฮ 2 / 205 )และนี่เองคือเหตุผลที่อิสลามต้องให้ความสำาคัญต่อจริยธรรมด้วยการวางรากฐาน ตลอดจนกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งกลายเป็นสิ่งจำาเป็นต่อผู้เป็นมุสลิมทุกคนที่จะต้องยึดถือและดำาเนินตาม จริยศาสตร์อิสลามจึงหาใช่เป็นเพียงกฎเกณฑ์ที่ถูกวางไว้เท่านั้น แต่ถือเป็นบัญชาจากพระเจ้าที่ประมวลไว้ด้วยคำาสั่งใช้ คำาสั่งห้าม สิ่งที่อนุมัติ และสิ่งที่พึงระวัง จากพระองค์ ดังนั้น ใครที่เชื่อฟังพระองค์ก็จะได้รับการตอบแทน และใครที่ฝ่าฝืนพระองค์ก็จะได้รับการลงโทษจริยธรรมกับการศรัทธาหากมองในด้านหลักศรัทธาแล้ว จริยธรรมนับว่ามีความสำาคัญอย่างมากเพราะอิสลามได้โยงความสำาคัญระหว่างการศรัทธาและการมีจริยธรรมไว้อย่างแน่น แฟ้น ดังปรากฏในวจนะศาสดา เมื่อท่านถูกถามว่า ผู้ศรัทธาใดที่ถือว่าเป็นผู้มีศรัทธาสูงสุด ? ท่านตอบว่า “ คือผู้มีจริยธรรมดีงามที่สุด ”อิสลามจึงไม่แยกจริยธรรมออกจากการศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า การยกระดับจริยธรรมให้เกี่ยวพันกับการรู้จักพระองค์นั้น นับเป็นหนทางในการสร้างฐานะอันสูงส่งแก่มนุษย์ และในขณะเดียวกันก็เป็นการประกันสังคมให้ได้รับความปลอดภัย ร่มเย็นสงบสุขอิสลามถือว่าการศรัทธานั้นเป็นความดี เพราะการศรัทธานั้นครอบคลุมในกิจการศาสนาเอาไว้ทั้งหมด ศรัทธาในอิสลามแทรกซึมอยู่ที่หวใจ ัลิ้น และอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย กล่าวคือ การศรัทธาในศาสนาอิสลาม หมายถึง การเชื่อมั่นด้วยหัวใจ เอ่ยด้วยคำาพูด และ ประจักษ์จริงบนการกระทำา ทังสามต่างยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน และอยู่ควบคู่กันเสมอ ้พระคัมภีร์ระบุว่า"หาใช่คุณธรรมไม่ การที่พวกเจ้าผินหน้าของพวกเจ้าไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก แต่ทว่าคุณธรรมนั้น คือผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ และ
  9. 9. วันปรโลก และศรัทธาต่อมลาอิกะฮฺ่ ( เทวทูต ) ต่อบรรดาคัมภีร์ และต่อนบีทั้งหลาย" ( อัลบะเกาะเราะฮ 2 / 177 )ท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวว่า “ คุณธรรม คือ การมีจริยธรรมอันดีงาม” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ อิมามมุสลิมและอิมามติรมีซีย์ )ความดีเป็นคุณลักษณะของการกระทำาที่ดำารงไว้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรมซึ่งครอบคลุมทุกสิ่งอย่างที่เป็นความดีงามจริยธรรมกับการประกอบศาสนกิจในด้านการอิบาดะฮฺ ( การแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระเจ้า )อิสลามถือว่า การแสดงออกถึงการจงรักภักดี เป็นจิตวิญญาณของจริยธรรม เพราะการประกอบศาสนกิจนี้ถือเป็นการกระทำาตามบัญชาของพระเจ้า จริยธรรมจึงเป็นอีกครึ่งหนึ่งของศาสนาบัญญัติ จึงเห็นได้ว่าอิสลามได้เชื่อมสัมพันธ์ระหว่าง การศรัทธา การจงรักภักดีด้วยสายสัมพันธ์ของจริยธรรม เพื่อให้จุดมุ่งหมายของจริยธรรมเด่นชัดและประจักษ์จริงณ ทีนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า หลักการปฏิบัติในศาสนาอิสลาม ล้วนมี ่จุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมจริยธรรมเป็นที่ตั้ง เสมือนดั่งสนามฝึกฝนให้คุ้นเคย และเคยชิน เพื่อการดำารงชีวิตอย่างสันติบนพื้นฐานคุณธรรมจริยธรรม พระคัมภีร์อัลกุรอานได้ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงเหตุผลอันแยบยลที่พระผู้เป็น เจ้าทรงกำาหนดศาสนกิจต่างๆเพื่อเป็นข้อบังคับใช้แก่ผู้ศรัทธาในพระองค์ ตัวอย่างเช่นเรื่อง การละหมาดอัลลอฮ ตรัสว่า "และจงดำารงการละหมาด (เพราะ) แท้จริงการละหมาดนั้นจะยับยั้งการทำาลามกและความชั่ว" ( อัลอังกะบูต / 45 )การออกห่างจากสิ่งชั่วช้า ละเว้นจากคำาพูดและการกระทำาที่ไม่ดีไม่งามทั้งหลาย ถือเป็น แก่นแท้ของการละหมาดทีแท้จริง หาใช่สักแต่ว่า ่ละหมาดให้ผ่านเลย จะได้ชื่อว่า ละหมาด หากยังคงไม่ละทิงจากสิ่งไม่ ้ดีทั้งหลาย ก็ถือว่าถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงของการละหมาดไม่ ท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวไว้ในฮะดีส กุ๊ดซีย์ มีความว่า
  10. 10. “ แท้จริงข้า ( อัลลอฮ ) จะรับละหมาดของผู้ที่ถ่อมตนในความยิ่งใหญ่ของข้าฯ ไม่แสดงอาการโอหัง ด้วยการละหมาด เพื่อโอ้อวดมนุษย์ทั้งหลาย ไม่นอนในสภาพทียังคงฝ่าฝืนข้า ใช้กลางวันในการรำาลึกถึงข้า ่เขาเอ็นดูเมตตาคนยากจน คนเดินทาง หญิงหม้าย และผู้ประสบเคราะห์กรรม บุคคลประเภทดังกล่าวมานี้ รัศมีของเขาเช่นเดียวกับแสงสว่างของดวงอาทิตย์ “เรื่อง การชำาระซะกาต ( บริจาคทานบังคับ )จุดมุ่งหมายของการบริจาคหาใช่เพียงการหยิบยื่นแก่คนที่มีฐานะด้อยกว่า แต่จุดมุ่งหมายประการแรกนั้น คือ การบ่มเพาะความรู้สึกรักใคร่สงสาร เอ็นดูเมตตา และเชื่อมสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างชนชั้นทีแตก ่ต่าง เพื่อสร้างความใกล้ชิด ปิดความอิจฉาริษยา และลดช่องว่างในสังคม พระคัมภีร์ได้ระบุเป้าหมายข้อนี้ไว้อย่างชัดเจน ดังดำารัสที่วา ่"(มุฮัมหมัด)จงเอาจากทรัพย์ของพวกเขาเป็นทาน เพื่อการขัดเกลาและซักฟอกเขาให้สะอาดบริสุทธิ" ( อัตเตาบะฮฺ / 103 ) ์การบริจาคทาน ถือเป็นการพัฒนาจิตใจ ให้รู้จักเสียสละ ไม่ตระหนีถี่ ่เหนียว เอื้อเฟื่อเผื่อแผ่ อีกทั้งยังนำามาซึ่งความปลาบปลื้มใจของผู้รบัเป็นการรักษาเกียรติของเพื่อนมนุษย์ ขจัดความเป็นศัตรู และความเกลียดชัง สร้างความมั่นคงในสังคม ทำาให้ระบบสังคมมีความสูงส่งและสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเรื่อง การถือศีลอดอิสลามไม่ได้พิจารณาการถือศีลอดว่าเป็นเพียงแค่ การอดอาหารและเครื่องดื่มในช่วงเวลากลางวันเท่านั้น แต่ยังคำานึงถึงการหักห้ามจิตใจไม่ให้ประกอบความชั่วต่างๆอีกด้วย ท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวเน้นในเรื่องนี้วา ่“ ใครที่ไม่ละทิงคำาพูดเท็จและ การกระทำาที่เป็นเท็จ อัลลอฮก็ไม่ทรง ้ประสงค์สิ่งใดจากการที่เขาละทิ้งอาหารและเครื่องดื่ม ” ( บันทึกโดย อิมาม บุคอรีย์ )เรื่อง การประกอบพิธีฮัจญ์ ( พิธแสวงบุญ ที่นครมักกะฮฺ ) ี
  11. 11. อัลลอฮ ตรัสว่า"(เวลา) การทำาฮัจญ์นั้นมีหลายเดือนอัน เป็นทีทราบกันอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ ่ใดที่ได้ให้การทำา ฮัจญ์จำาเป็นแก่เขาในเดือนเหล่านั้น แล้ว ก็ต้อง ไม่มีการสมสู่ และไม่มีการละเมิด และไม่มีการวิวาท ใดๆ ใน (เวลา) การทำาฮัจญ์ และความดีใดๆ ที่ พวกเจ้ากระทำานัน อัลลอฮทรงรู้ดี และพวก ้เจ้า จงเตรียมเสบียงเถิด แท้จริงเสบียงที่ดีที่สุดนั้น คือความยำาเกรงและพวกเจ้าจงยำาเกรงข้าเถิด โอ้ ผู้มปัญญาทั้งหลาย! "( อัลบะเกาะ ีเราะฮ 2 / 197 )จากดำารัสนี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อประกอบพิธีฮัจญ์ มุสลิมต้องอยู่ในสภาพที่สงบเสงี่ยม อดทน อดกลั้น ควบคุมอารมณ์และความโกรธ ไม่กระทำาการใดที่ส่อไปในทางเกี้ยวพาราสี การละเมิดขอบเขตของศาสนาหรือการทะเลาะวิวาทใดๆดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ศาสนบัญญัติอันเป็นเสาหลักของศาสนานั้น แม้ภายนอกจะแสดงออกถึงการปฏิบัติของร่างกาย แต่เหตุผลทีแฝงอยู่ใน ่ข้อบังคับใช้เหล่านั้นล้วนนำาพาสู่จุดมุ่งหมายที่ทาน ศาสดา มุฮัมหมัด ่ได้วาดไว้ ดังที่ทานกล่าวว่า ่ “ แท้จริง ฉันถูกส่งมาเพื่อทำาให้จริยธรรมอันประเสริฐสมบูรณ่์ ”ดังนั้น ศาสนกิจทั้งหลายทั้งมวล ล้วนแต่เป็นขั้นตอนสู่จริยธรรมอันสมบูรณ์ เพื่อธำารงรักษา และปกป้องชีวิตมนุษย์ มุสลิมทียึดมั่นกับคุณค่า ่จริยธรรมเหล่านี้ เขาก็จะได้รับฐานะอันมีเกียรติของศาสนา และหากเขาไม่ได้รับคุณค่าใดๆจากจริยธรรมทีอิสลามมอบให้ หัวใจของเขาก็จะไม่ได้รับการขัดเกลาเพราะตกเป็นทาสของกิเลสนั่นเอง อัลลอฮ ตรัสว่า"แท้จริง เราได้ศรัทธาต่อพระเจ้าของเราเพื่อพระองค์จะทรงอภัยความผิดต่าง ๆ ของเราให้แก่เราและทรงอภัยสิ่งทีท่านได้บังคับให้เรากระทำา ่เกี่ยวกับเรื่องมายากลและอัลลอฮนั้นทรงเป็นผู้ดีเลิศยิ่งและทรงยั่งยืนตลอดไป *ความจริงนั้น ผู้ใดมาหาพระเจ้าของเขาในสภาพของผู้กระทำาความผิด แน่นอน เขาจะได้รับนรกเป็นการตอบแทน โดยที่เขาจะไม่ตายและไม่เป็นในนั้น*และผู้ใดมาหาพระองค์โดยเป็นผู้ศรัทธาเขาได้กระทำาความดีต่าง ๆ ไว้ ชนเหล่านีแหละสำาหรับพวกเขานั้นจะมีสถานะอันสูงส่ง ้*สวนสวรรค์หลากหลายอันสถาพร ณ เบื้องล่างของมันมีลำานำ้าหลายสายไหลผ่าน พวกเขาเป็นผู้พำานักอยูในนั้นตลอดกาล และนั่นคือการ ่
  12. 12. ตอบแทนสำาหรับผู้ขัดเกลาตนเอง (ให้พ้นจากความชัว)" ( ฏอฮา / ่73-76 ) สำานึกจริยธรรม โดย อิจรลาลีย์การสำานึกถึงความจำาเป็นของจริยธรรมถือเป็นรากฐานที่สำาคัญที่สุดของระบอบ จริยธรรมอิสลาม ความจำาเป็นของจริยธรรมในที่นี้ หมายถึง การที่บุคคลสำานึกถึงหน้าที่ที่ตนพึงปฏิบัติต่อผู้อื่น โดยถือเป็นสิ่งจำาเป็นที่ละทิ้งไม่ได้ การสำานึกว่าตนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำาของตน สำานึกว่าตนมีหน้าที่ มีหลักการ และมีอิสระในการเลือกปฏิบัติ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ตัดสินและตอบ แทนในทุกการกระทำา ความรู้สึกถึงความจำาเป็นดังกล่าวจึงเป็นความรับผิดชอบสูงสุด และเป็นเสาหลักของจริยธรรมอิสลาม ดังกล่าวเป็น เพราะ1. หากขาดจิตสำานึกว่าจริยธรรมเป็นสิ่งจำาเป็นแล้ว แน่นอนว่า ความรับผิดชอบย่อมหายไป เมื่อความรับผิดชอบหายไปจากสังคม ความหวังที่จะกำาหนดให้ทุกอย่างตั้งอยู่บนความเที่ยงธรรมก็ย่อมสูญสิ้นไปด้วย เช่นกัน2. ความ โดดเด่นของจริยธรรมที่ดีงาม ขึ้นอยู่กับการมีสำานึกของบุคคลในสังคม หากทุกคนขาดจิตสำานึกดังกล่าวแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลจะมองว่าสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืนหรือชั่วช้าต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจอย่างแท้จริงอิสลามจึงถือหลัก “ เอียะฮ์ซาน” หรือ การทำาดี เป็นสิ่งที่สำาคัญที่สุดในการประพฤติตน ซึ่งความดีที่อิสลามหมายถึง ก็คือการเคารพ ภักดีต่ออัลลอฮ เสมือน กับว่า เราเห็นพระองค์ แม้นว่าความเป็นจริงเราไม่อาจเห็นพระองค์ในโลกนี้ได้ แต่เราต้องสำานึกอยู่เสมอว่า พระองค์ทรงเห็น ทรงได้ยินเราอยู่ตลอดเวลาท่านศาสดา มุฮัมหมัด ถูกถามว่า ความดีคืออะไร? ท่านตอบว่า“ คือการที่ท่านเคารพภักดีต่ออัลลอฮ ประหนึ่งว่าท่านเห็นพระองค์ แม้นว่าท่านจะไม่เห็นพระองค์ แต่แท้จริงแล้วพระองค์ทรงเห็นท่าน” (บันทึกโดย อิหม่ามมุสลิม)
  13. 13. พระคัมภีร์ได้ระบุยืนยันถึงการตรวจสอบ สอดส่องดูแลของพระองค์ ว่า"และ พระองค์ทรงอยูร่วมกับพวกท่านทั้งหลาย ไม่ว่าท่านทั้งหลายจะ ่อยู่ ณ ทีใด และอัลลอฮทรงเห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำา" ( อัลฮะดี๊ด 57 / 4 ่)"แท้จริง อัลลอฮนั้น ไม่สิ่งใดในพื้นดินและฟากฟ้าที่จะปิดบังพระองค์ได้" ( อาละอิมรอน 3 / 5 )มูลฐานของ สำานึกจริยธรรมพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้ประมวลไว้ด้วยเรื่องของ แนวทางการปลูกฝังจิตใต้สำานึกด้านจริยธรรม และ คุณธรรม อย่างมากมายหลายที่ด้วยกัน ซึ่งครอบคลุมทุกเรื่องไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เพื่อมุ่งให้ปัจเจกบุคคลพิจารณาตนเอง เอาใจใส่ต่อสังคม และมุงให้สังคม เอาใจใส่ต่อ ่ปัจเจกบุคคลเฉกเช่นเดียว กันการสำานึกถึงความจำาเป็นของการมีจริยธรรมมาจากพื้นฐานต่างๆดังต่อไปนี้1. บทบัญญัติของศาสนา เพราะศาสนาเป็นแนวทางที่นำามนุษย์สู่ความดี และจริยธรรมที่ประเสริฐ" พระองค์ทรงเป็นผู้แต่งตั้งร่อซูลขึ้นคนหนึ่ง ในหมู่ผไม่รู้หนังสือจาก ู้พวกเขาเอง เพื่อสาธยายโองการต่างๆของพระองค์ แก่พวกเขา และทรงทำาให้พวกเขาบริสุทธิ์ผุดผ่อง และทรงสอนคัมภีร์และความสุขุมคัมภีร์ภาพแก่พวกเขา และแม้วาแต่ก่อนนี้ พวกเขาอยูในการหลงผิด ่ ่อย่างชัดแจ้งก็ตาม " ( อัลญุมุอะฮฺ 62 / 2 )บัญญัติต่างๆที่มในพระคัมภีร์ที่ผู้เป็นร่อซูล ( ศาสนทูต ) แห่งพระองค์ ีนำามานั้นได้ ถือเป็นสิ่งซักฟอกขัดเกลาจิตใจผู้ศรัทธา จากการปฏิเสธศรัทธาและความผิดต่างๆ โดยที่สภาพของพวกเขาก่อนที่ร่อซูลจะถูกส่งมานั้น อยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง2. สติปัญญา เพราะเป็นสิ่งชี้แนะมนุษย์สู่ความประพฤติที่ดีงาม และออกห่างจากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย สิ่งที่อิสลามนำามาเสนอนั้นล้วนแต่มีเหตุผล มีคุณ และรักษาคุ้มครองความเป็นมนุษย์เอาไว้ หากมนุษย์ใช้สติปัญญาพิจารณา ดังตัวอย่างจากดำารัสของพระองค์ที่วา ่
  14. 14. "ผู้ศรัทธาทั้งหลาย แท้จริง สุรา และการพนัน และแท่นหินสำาหรับเชือดบูชายัญ และการเสี่ยงติ้วนั้น เป็นสิ่งโสมม อันเกิดจาการกระทำาของชัยฏอน ดังนั้นพวกเจ้าจงห่างไกลจากมันเสีย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รบความัสำาเร็จ ทีจริงชัยฏอนนั้น เพียงต้องการที่จะให้เกิดการเป็นศัตรูกัน และ ่การเกลียดชังกันระหว่างพวกเจ้าในสุราและการพนัน เท่านั้น และมันจะหันเหพวกเจ้าออกจากการรำาลึกถึงอัลลอฮและการละหมาด แล้วพวกเจ้าจะยังไม่ยุติอีกละหรือ ?"( อัลมาอิดะฮฺ 5 / 91 )3. สำานึกจริยธรรม อันได้จาก การส่งเสริมและการขู่สัมทับ กล่าวคือแนวทางการอบรมของอิสลามในด้านการยับยั้งสิ่งไม่ดีนั้นมีอยู่หลายทางด้วยกัน อาทิ- การขู่สัมทับให้ทราบถึงการลงโทษของอัลลอฮในโลกนี้ ทีมีต่อผู้ ่ฝ่าฝืนและผู้อธรรม ดังดำารัสของพระองค์ทว่า ี่"หากพวกเจ้ากตัญญู ข้าก็จะเพิ่มพูนให้แก่พวกเจ้า และหากพวกเจ้าเนรคุณ แท้จริงการลงโทษของข้านั้นสาหัสยิ่งนัก" ( อิบรอฮีม 14 / 7 )- การแจ้งถึงผลตอบแทน ณ ที่พระองค์ ดังที่พระองค์ตรัสว่า"ดังนั้น จึงไม่มีชีวิตใดรู้ถงสิ่งที่ถูกซ่อนไว้สำาหรับพวกเขา ให้เป็นที่ ึรื่นรมย์แก่สายตา เป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำาไว้" (อัซซัจญฺดะฮฺ 32 / 17 )หมายถึงไม่มีใครจะสามารถล่วงรู้ถงปริมาณความโปรดปรานที่พระองค์ ึทรงตระ เตรียมไว้แก่บาวของพระองค์ อันเป็นสิ่งที่ ตาไม่เคยเห็น หูไม่ ่เคยได้ยิน และหัวใจไม่เคยนึกฝันมาก่อน4. สำานึกจริยธรรม อันได้จากการปรามของผู้มีอำานาจ กล่าวคือ การปรามจากสติปัญญาก็ดีหรือจากวิธีการเชิญชวนสู่ความดี หรือบอกกล่าวถึงบทลงโทษก็ดี อาจไม่สามารถยับยั้งความชั่วจากบางกลุ่มบางพวกได้ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงได้มอบอำานาจให้กับผู้ปกครอง หรือ ผู้พิพากษาเพื่อดำาเนินการตัดสินตามเกณฑ์ตัดสินของพระองค์" และขโมยชายและขโมยหญิงนัน จงตัดมือของเขาทั้งสองคน ทังนี้ ้ ้เพื่อเป็นการตอบแทนในสิ่งทีทั้งสองนั้นได้แสวงหาไว้ (และ) เพื่อเป็น ่เยี่ยงอย่างการลงโทษ จากอัลลอฮ และอัลลอฮนั้น ทรงเดชานุภาพทรงปรีชาญาณ " ( อัลมาอิดะฮฺ 5 / 38 )
  15. 15. "หญิงมีชู้และชายมีชู้ พวกเจ้าจงโบยแต่ละคนในสองคนนั้น คนละหนึ่งร้อยที และอย่าให้ความสงสารยับยังการกระทำาของพวกเจ้าต่อคนทั้ง ้สองนั้น ในบัญญัติของอัลลอฮเป็นอันขาด หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮ และวันปรโลก" ( อันนู๊ร 24 / 2 )ทั้งหมดนี้คือกฎเกณฑ์การยับยั้งความชั่วที่อิสลามได้กำาหนดและวางระบบ จริยธรรมไว้มาช้านานแล้ว ทังนี้เพื่อไม่ให้ความชั่วช้าแพร่สะพัด ้บนหน้าแผ่นดิน และการฝังจิตใต้สำานึกให้มีความเกรงกลัวต่อความผิดเกรงกลัวต่อพระผู้เป็นเจ้า ถือเป็นจิตใต้สำานึกสูงสุดที่จะบังคับให้บุคคลหันหลังจากความผิด ความชั่วช้าทั้งมวลตัวอย่างสำานึกจริยธรรม1. ท่านอบูบักร ( ขออัลลอฮทรงพอพระทัยในตัวท่าน ) ไม่เคยดื่มสุราเลยสักครั้งเดียว ครั้งหนึ่งมีผู้ถามท่านว่า ในสมัยญาฮิลยะฮฺ ( ยุคก่อน ีอิสลาม ) ท่านหลีกเลี่ยงจากการดื่มสุราได้อย่างไร? ท่านอบูบักร ตอบว่า“ ฉันปรารถนาที่จะรักษาเกีรยติและความเป็นสุภาพบุรุษของฉันไว้เพราะแท้ที่จริงแล้ว ผูที่ดื่มสุรา แน่นอนว่าเขาได้สูญเสียทั้งสติปัญญา ้และความเป็นสุภาพบุรุษ ”2. ครั้งแรกที่ทานศาสดา มุฮัมหมัด ได้รบการแต่งตั้งให้เป็นศาสดา ่ ัท่านได้มาหา ท่านหญิง คอดิญะฮฺ ( ขออัลลอฮทรงพอพระทัยในตัวนาง) ในสภาพที่ตื่นกลัว และตกใจท่านบอกกับนางว่า“ นำาผ้ามาห่มฉันที นำามามาห่มฉันที ”นางได้ปลอบโยนท่านศาสดา ว่า“ ขอสาบานต่ออัลลอฮ อัลลอฮจะไม่ทรงทำาให้ท่านได้รับความอัปยศอย่างแน่นอน เพราะแท้จริงแล้ว ท่านเป็นผู้มีสัมพันธ์ต่อเครือญาติ ช่วยเหลือคนอ่อนแออนาถา เลียงดูคนยากจนขัดสน ท่านเป็นผูที่ต้อนรับ ้ ้แขก และช่วยเหลือผู้อื่นให้รอดพ้นจากเคราะห์กรรม”(บันทึกโดยอิหม่ามบุคอรี )
  16. 16. จากสองตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า แม้ก่อนที่อิสลามจะถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางในคาบสมุทรอาหรับ แต่ในพื้นฐานจิตใต้สำานึกแล้วจริยธรรม คุณธรรม ยังคงมีอยู่ในชาวอาหรับแต่เดิม และหลังจากมีศาสนบัญญัติ จริยธรรมเหล่านั้นก็ได้รับการส่งเสริมมากยิงขึ้น อาทิ ความ ่ใจบุญ ความโอบอ้อมอารี การให้เกียรติแขกผู้มาเยือน และอื่นๆอีกมากมายอันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติติดตัวของชาวอาหรับ ก่อนที่จะมีการแต่งตั้ง ศาสดาท่านศาสดา กล่าวว่า“ มนุษย์นั้นเหมือนกับแร่ธาตุ ผู้ที่ดีที่สุดในสมัยญาฮิลียะฮ ก็จะเป็นผูที่ดี ้ที่สุดในสมัยอิสลาม หากพวกเขาเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ”( บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์และอิมามมุสลิม )เอกลักษณ์เฉพาะของจริยศาสตร์อิสลาม1. เป็นกฏเกณฑ์ที่เป็นรูปธรรมไม่ใช่นามธรรม ซึ่งเน้นยำ้าในเรื่องของการมีสทธิเสรีภาพของมนุษย์ และการรับผิดชอบต่อผลการกระทำาของ ิตนเอง2. เป็นกฏเกณฑ์ที่จำาเป็นและครอบคลุมโดยทั่วกัน ไม่มีการเปลียนแปลง หรือปรับปรุงใดๆ เพราะล้วนครอบคลุมทั้งด้านสังคม ด้าน ่เศรษฐกิจ ด้านการปกครอง ยิ่งไปกว่านั้น จริยศาสตร์อิสลามยังเป็นประหนึ่งประการสำาคัญที่ป้องกันความอธรรมและความชั่ว ช้าต่างๆความครอบคลุมนียังรวมถึงเรื่องส่วนตัวของปัจเจกบุคคลและเรื่องที่ ้เกี่ยวพัน กับบุคคลอื่น กลุ่มคนหรือแม้แต่รัฐ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของจริยธรรมอย่างเคร่งครัด"เหล่านั้นแหละ คือ ขอบเขตของอัลลอฮ พวกเจ้าจงอย่าได้ละเมิด" (อัลบะก่อรอฮ 2/ 229 )3. เป็น กฏเกณฑ์ที่กำาหนดหลักการและรายละเอียดแก่รางกายและจิต ่วิญญาณพร้อมๆกัน มนุษย์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการ อารมณ์ใคร่ฝ่ายตำ่าของตน ตามแต่ที่ตนปรารถนา หากแต่ต้องดำาเนินอยู่ภายใต้กรอบแห่ง ศาสนบัญญัติ พระคัมภีร์ระบุว่า
  17. 17. "และ พระองค์ทรงห้ามการลามก ความชัวช้าและการก่ออธรรม ่พระองค์ทรงตักเตือนพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจักได้รำาลึก " ( อันนะฮลฺ16 / 90 )ดังกล่าวเป็นกฏเกณฑ์จริยธรรมอันแผ่กว้างและครอบคลุมของพระผู้เป็นเจ้า เผื่อให้มนุษย์ออกห่างจากความไม่ดีไม่งามทั้งมวล เช่นเดียวกับที่ท่านศาสดาได้เชิญชวนสู่จริยธรรมอันสูงส่งว่า“ ท่านทั้งหลายจงยำาเกรงต่ออัลลอฮเถิด ไม่วาท่านจะอยู่ ณ ทีใดก็ตาม ่ ่จงติดตามความชั่วด้วยความดี ซึงความดีนั้นจะลบล้างความชั่ว และ ่ท่านจงปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยจริยธรรมอันดีงาม”( บันทึกโดย อิมามมาลิกและอิมาม อบูดาวู๊ด )4. จริยศาสตร์อิสลาม ครอบคลุม และเหมาะสมกับทุกคน ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีความง่ายดาย ไม่ยากลำาบาก อีกทั้งยังไม่จำากัดขอบข่ายที่บุคคลจะก้าวสู่ความเจริญแห่งชีวิต ดังดำารัสของพระองค์ที่วา ่"อัลลอฮ จะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใด นอกจากตามความสามารถของชีวิตนั้นเท่านั้น " (อัลบะเกาะเราะฮ 2/286 )"และพระองค์มิได้ทรงทำาให้เป็นการยากลำาบากแก่พวกเจ้าในเรื่องของศาสนา" ( อัลฮัจญ์ 22 / 78 )5. จริยศาสตร์อิสลามไม่ตัดสินแต่เพียงการกระทำาภายนอกเท่านัน แต่ ้ถือการพิจรณาที่เจตจำานงค์ และภาวะที่ผลักดันสู่การกระทำานั้นๆเป็นหลัก ท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวว่า“ แท้จริง การงานนั้น ขึ้นอยู่กับเจตนา และสำาหรับทุกคนจะได้รับตามสิ่งที่เขาตั้งเจตนาไว้ ” ( บันทึกโดยอิหม่ามบุคอรีย์และอิหม่ามมุสลิม )6. จริยศาสตร์อิสลามเป็นกฏเกณฑ์ที่สติปัญญาให้การยอมรับ และเป็นที่พึงใจของจิตวิญญาณ ทุกสิ่งที่อิสลามสั่งห้ามล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งทีมี ่เหตุผลทั้งสิ้น"ผู้ศรัทธาทั้งหลาย แท้จริงสุรา และการพนัน และแท่นหินสำาหรับเชือดบูชายัญ และการเสี่ยงติ้วนั้น เป็นสิ่งโสมม อันเกิดจาการกระทำาของชัย
  18. 18. ฏอน ดังนั้นพวกเจ้าจงห่างไกลจากมันเสีย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รบความัสำาเร็จ ทีจริงชัยฏอนนั้น เพียงต้องการที่จะให้เกิดการเป็นศัตรูกัน และ ่การเกลียดชังกันระหว่างพวกเจ้าในสุราและการพนัน เท่านั้น และมันจะหันเหพวกเจ้าออกจากการรำาลึกถึงอัลลอฮและการละหมาด แล้วพวกเจ้าจะยังไม่ยุติอีกล่ะหรือ" ( อัลมาอิดะฮฺ 5 / 91 )7. จริยศาสตร์อิสลาม จำาเป็นต้องยึดมั่นในวิธีการและเป้าหมาย การกล่าวว่า “ เป้าหมายจะกำาหนดวิธีการ” ถือเป็นคำากล่าวที่ค้านกับระบบจริยธรรมอิสลามโดยสิ้นเชิง จริยธรรมอิสลามต้องมีพื้นฐานจากวิธีการอันชอบธรรมและคำานึงถึงคุณค่าทาง จริยธรรมเสมอ ดังตัวอย่างจากพระคัมภีร์ที่วา ่"และ หากพวกเขาขอให้พวกเจ้าช่วยเหลือในเรื่องศาสนา ก็จำาเป็นที่พวกเจ้าต้องช่วยเหลือ เว้นแต่ในการสู้รบกับพวกซึ่งระหว่างพวกเจ้ากับพวกเขามีสนธิสัญญาต่อกัน และอัลลอฮนั้นเป็นผู้ทรงเห็นในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำา" ( อัลอัมฟาล 8 / 72)ดำารัสนี้เป็นการบัญญัติใช้ให้มุสลิมต้องช่วยเหลือพี่น้องของพวกเขาที่ถูกกด ขี่ ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ทางด้านศาสนาของมุสลิม แต่หากการช่วยเหลือดังกล่าวทำาให้ต้องละเมิดสนธิสัญญาที่มีอยู่กับคนต่างศาสนา ก็ไม่สามารถให้การช่วยเหลือได้ เพราะเป็นวิธีการที่นำาไปสู่การบิดพลิ้วและละเมิดข้อตกลง ศาสนาอิสลามเกลียดการบิดพลิวและ ้เกลียดชังผู้บิดพลิ้วทังหลาย ้8. จริยศาสตร์อิสลามเกี่ยวข้องโดยตรงกับการศรัทธาและการยำาเกรงต่อพระเจ้า จริยธรรมหาใช่เป็นเพียงนามธรรมที่ประเสริฐเท่านัน หากแต่ ้จริยธรรมจำาเป็นต้องเชื่อมสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับการ ดำาเนินชีวิตทั้งหมด ดังนั้น สำาหรับอิสลามแล้ว หลักการเชื่อมั่นก็คือจริยธรรมหลักการปฏิบัติก็คือจริยธรรม เมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดบกพร่อง อีกส่วนหนึ่งย่อมจะได้รบผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน ัท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวว่า“ไม มีผู้ผิดประเวณีคนใด ในขณะที่เขากำาลังผิดประเวณีอยู่นั้น เป็นผู้มีศรัทธา และไม่มีผู้ดื่มสุราในขณะที่เขากำาลังดื่มอยู่นั้น เป็นผู้มีศรัทธาและไม่มีผลักขโมยคนใด ขณะที่เขากำาลังขโมยอยูนั้น เป็นผู้มีศรัทธา” ู้ ่ท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวว่า
  19. 19. “ เมื่อผู้เป็นบ่าวทำาซินา ( ผิดประเวณี ) เมื่อนั้นการศรัทธาได้ออกไปจากตัวเขาแล้ว” (บันทึกโดย อิมาม อบูดาวู๊ด )ท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวว่า“ ไม่มีความศรัทธาสำาหรับผูที่ไม่มีความซื่อสัตย์ และไม่มีศาสนาสำาหรับ ้ผู้ที่ไม่รักษาสนธิสัญญา” ( บันทึกโดยอิมาม อะฮฺหมัด )เพราะการศรัทธาที่แท้จริงนั้นย่อมนำาไปสู่จริยธรรมอันดีงาม ความประพฤติที่ชั่วช้าจึงขัดแย้งกับการศรัทธาโดยสิ้นเชิง การศรัทธาและความประพฤตชั่วนั้นย่อมไม่อาจอยู่รวมกันได้โดยเด็ดขาด ่จริยศาสตร์อิสลามล้วนแล้วแต่เป็นกฎเกณฑ์ที่ธรรมชาติความเป็นมนุษย์อัน บริสุทธิ์ให้การยอมรับ และสติปัญญาที่ถูกต้องไม่อาจปฏิเสธความสมบูรณ์นี้ได้ จริยธรรมจึงเป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงการมีอิสลามที่สมบูรณ์ทั้งในด้านการศรัทธา และการปฏิบัติ เมื่อใดก็ตามที่ศรัทธาเข้มแข็งจริยธรรมที่เข้มแข็งก็จะเป็นผลสืบเนื่องติดตามมาอยู่เสมอ9. จริยศาสตร์ อิสลามระบุถึงการตอบแทนอย่างชัดเจน บัญญัติอิสลามจึงเป็นในลักษณะคำาสั่งใช้ให้กระทำา และคำาสั่งห้ามไม่ให้กระทำา ดังนั้นผู้ทละเมิดคำาสั่งย่อมได้รับผลกรรมตามที่ตนกระทำาไว้ การลงโทษผู้ ี่ฝ่าฝืน สำาหรับบางกรณีก็มีผลทันทีในโลกนี้ ตัวอย่างเช่น การเป็นพยานเท็จ การใช้วาจาหยาบคายและการทรยศ ผู้พิพากษาสามารถลงโทษได้ตามความเหมาะสมตัวอย่างการลงโทษของพระองค์ในโลกนี้ ดังจะเห็นได้จาก ความพินาศของประชาชาติที่มีการประพฤติชั่วอย่างแพร่หลาย ท่านศาสดามุฮัมหมัด กล่าวถึงการลงโทษในลักษณะนี้ ว่า“ แท้จริง สิ่งทีทำาให้ผู้คนก่อนพวกท่านได้รบความหายนะ คือ เมื่อผู้มี ่ ัเกียรติในหมู่พวกเขาลักขโมย พวกเขาก็จะปล่อยไปไม่เอาเรื่อง และเมื่อผู้อ่อนแอในหมู่พวกเขาลักขโมย พวกเขาก็จะจัดการลงโทษผู้นั้นเสียขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮว่า หากว่าฟาฏิมะฮฺ บุตรีของมุฮัมหมัด ขโมย แน่นอน ฉันจะต้องตัดมือของนาง” ( บันทึกโดยอิมามบุคอรียและอิมามมุสลิม ) ์ที่มา : http://www.islammore.com
  20. 20. จริยศาสตร์อิสลามกับจริยศาสตร์แขนงอื่น โดย อิจรลาลีย์ความแตกต่างระหว่างจริยศาสตร์อิสลามกับจริยศาสตร์แขนงอื่นจริยศาสตร์อิสลามมีความแตกต่างที่ชัดเจนจากจริยศาสตร์แขนงอื่นๆดังนี้1. จริยศาสตร์อิสลามมีเป้าหมายเพื่อนำาไปสู่การปฏิบัติ และชี้แนะสู่หนทางที่พึงยึดถือและดำาเนินตาม เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมทีแท้จริง แต่จริยศาสตร์ทางปรัชญามุ่งเน้นแต่กฎเกณฑ์ภาคทฤษฎี ่เท่านั้น2. ที่มาของจริยศาสตร์อิสลามมาจาก พระบัญชาแห่งพระเจ้า จึงเป็นบัญญัติที่มั่นคงถาวร เป็นแบบอย่างที่สูงส่ง สอดคล้องกับมนุษย์ทั้งหมดโดยไม่จำากัดว่าเพศใด วัยใด เวลา หรือ สถานที่ใด แต่จริยศาสตร์แขนงอื่นนั้น มีแหล่งที่มาจากสติปัญญามนุษย์ หรือเป็นการเห็นพ้องของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงย่อมที่จะเปลียนแปลง และไม่มั่นคงได้เสมอ กฎ ่เกณฑ์จริยธรรมของสังคมหนึ่ง อาจไม่ใช่สำาหรับอีกสังคมหนึ่ง ความเห็นพ้องของสังคมหนึ่งก็อาจไม่ตรงกับความเห็นพ้องของอีกสังคมหนึ่งเป็นต้น3. การสร้างจิตสำานึกว่าจริยธรรมเป็นเรื่องสำาคัญ จำาเป็นของมนุษย์สำาหรับทัศนะอิสลามแล้ว คือ การรำาลึกอยู่เสมอว่ามนุษย์เราทุกคนมีผู้คอยติดตาม สอดส่อง ดูแลอยู่เสมอ มนุษย์ไม่อาจรอดพ้น การเห็น การได้ยินของพระเจ้า เพราะพระองค์ ทรงรู้ ทรงได้ยิน และทรงมองเห็น ทุกการกระทำาของเขาอยู่ตลอดเวลา แต่เกณฑ์ดังกล่าวสำาหรับจริยศาตร์อื่นแล้ว อาศัยจิตใต้สำานึก หรือความรู้สึกกว่าเป็นหน้าที่ เป็นกฎเกณฑ์ที่พึงธำารงรักษา4. จริยศาตร์อิสลามไม่แยกระหว่างศาสนากับการดำาเนินชีวิต ไม่แยกระหว่างผู้สร้างกับผู้ถูกสร้าง กฎเกณฑ์จริยธรรมจึงกำาหนดผลตอบแทนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ตามแต่การกระทำาของบุคคลนั้นَๆ ทุกสิ่งอย่างไม่วาเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าในที่ลบหรือที่แจ้งล้วนได้รับการตอบแทนอย่าง ่ ัเที่ยงธรรม พระคัมภีร์ระบุวา ่
  21. 21. " ดังนั้น ผู้ใดกระทำาความดี มีนำ้าหนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะได้เห็นมันส่วนผู้ใดกระทำาความชั่ว หนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะได้เห็นมัน " (อัซซัลซะละฮฺ 99 /7-8 )กล่าวคือ ทุกความดีความชั่วที่มนุษย์ประกอบไว้ เขาจะพบมันถูกบบันทึกอย่างละเอียดในบันทึกของเขา เพื่อได้รับการตอบแทนอย่าง ครบถ้วน ทั้งนี้เป็นการสอดคล้องกับข้อเท็จจริงทีว่า อัลลอฮจะไม่ทรง ่หลงลืมการงานใดของมนุษย์ ไม่วาจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม ดังที่พระองค์ ่ตรัสว่า"แท้จริง อัลลอฮ จะไม่ทรงอยุติธรรม แม้มีนำ้าหนักเท่าละอองธุลี " ( อัน นิซาอฺ 4 / 40 )5. จริยศาตร์อิสลามไม่เป็นสมบัตที่บุคคลใดจะอ้างเป็นเจ้าของผูกขาด ิได้จุดมุ่งหมายของจริยศาสตร์อิสลามเราทุกคนล้วนมีเป้าหมายในการดำาเนินชีวิต หากแต่เป้าหมายชีวิตของผู้ศรัทธาไม่ได้จำากัดแต่เพียงโลกนี้เท่านั้น ผู้ศรัทธาปรารถนาการมีชีวิตที่ผาสุกทั้งในโลกนีและโลกหน้า ความสุขในโลกนี้ไม่ได้อยู่ที่การมี ้ทรัพย์สินเงินทองมากมาย ไม่ได้อยู่ที่การมีอำานาจ มีเกียติยศชื่อเสียงมีหน้ามีตาในสังคม มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ แต่ความสุขทีแท้จริง คือ ่การได้รบความพอพระทัยจากพระเจ้า การได้เป็นทีรักที่โปรดปรานของ ัพระองค์สำาหรับโลกหน้าอันเป็นโลกที่จีรงถาวรนั้น ความสุขที่แท้จริงคือการได้ ัพำานักในสรวงสวรรค์ของพระองค์ เป็นความสุขอันสถาพรและนิรนดร์ ักาลพระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสว่า " สำาหรับบรรดาผูทำาดีในโลกนี้ คือความดี ( ได้ ้รับการตอบแทนที่ดี ) และแน่นอนในปรโลกนั้น ย่อมà

×