1276933222 morpheme

21,668 views
21,545 views

Published on

1276933222 morpheme

  1. 1. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 86 บทที่ 7 รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา7.1 รูป [Form/ Morph] หนวยพื้นฐานที่เล็กที่สุดที่เปนองคประกอบของภาษา คือ หนวยเสียง [phoneme]โดยคําจํากัดความแลว หนวยเสียงไมมีความหมาย แตอาจนํามาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของความหมายหนวยเสียงในภาษามักจะรวมตัวกัน และอาจจะเกิดขึ้นซ้ําแลวซ้ําเลา ตราบที่มนุษยยังใชภาษาพูดในการติดตอสื่อสารกัน ในทางภาษาศาสตร เมื่อใดก็ตามที่ปรากฏหนวยเสียงรวมตัวกัน เราเรียกกลุมของหนวยเสียงเหลานั้นวา "รูป" (ซึ่งมาจากคําในภาษาอังกฤษวา form หรือmorph) รูปที่กลาวถึงนี้อาจมีความหมายหรือไมก็ได เชน [kankrai] "กรรไกร" จากหนวยเสียงที่เรียงติดตอกัน เมื่อเราตัดแบงออกเปนรูป 2 รูปไดแก kan + krai และ kank + rai ซึ่งไมวาเราจะตัดแบงหนวยเสียงที่เรียงตัวกันแบบแรกหรือแบบหลังสวนของหนวยเสียงที่ตัดแบงออกมานั้น จะเรียกวา "รูป" [Delbridge and Bernard, 1966 : 83-93] นักภาษาศาสตรไมไดใหความสนใจรูปทุกรูป แตจะเลือกศึกษาเฉพาะรูปที่มีความสัมพันธหรือมีความสําคัญ หรือมีสวนเกี่ยวของกับระบบภาษาเทานั้น ซึ่งหมายความวานักภาษาศาสตรจะศึกษาเฉพารูปที่มีความหมายเทานั้น7.2 คํา [Word] คํา หรือ word คือ หนวยอิสระที่เล็กที่สุดที่มีความหมาย ดังนั้นจากคํานิยามนี้หนวยใดๆจะเปนคําได จะตองมีคุณสมบัติครบทั้งสามประการคือ 1. อยูเปนอิสระได 2. เล็กที่สุด แบงแยกใหเล็กลงเปนหนวยอิสระไมได 3. มีความหมาย เราจึงสรุปไดวา dis- ในคํา dislike ไมใชคํา เพราะอยูเปนอิสระไมได (แมวาจะเล็กที่สุดและมีความหมาย) bird เปนคํา เพราะอยูเปนอิสระได เล็กที่สุด และมีความหมาย
  2. 2. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 87 -ed ใน talked ไมใชคํา เพราะอยูเปนอิสระไมได (แมวาจะเล็กที่สุดและมีความหมาย) wished เปนคํา เพราะอยูเปนอิสระได และมีความหมาย ถาเราแยกเปนwish กับ ed จะพบวา -ed อยูโดยอิสระไมไดทําให ed ตองอยูรวมกับ wish ถาพิจารณาดานการเกิดอิสระ เราถือวา wished เปนหนวยที่เล็กที่สุดแลว เราไมสามารถแยก wish กับ ed ออกจากกันได ในภาษาหลายๆภาษา เชน ภาษาอังกฤษ ภาษามาเลย ฯลฯ ในการเขียนจะมีการเวนวรรคระหวางคํา [juncture] ทําใหสังเกตคําไดงาย แตสําหรับภาษาที่เขียนโดยไมมีชองวางระหวางคํา เชน ภาษาไทย อาจมีปญหาบางในการสังเกตคํา เชน คํา "ลูกเสือ" [boyscout] เปนคําเพราะถาเราแยกเปน ลูก และ เสือ เราจะไมไดความหมายเดิมวา boyscout เราจึงถือวา "ลูกเสือ" ที่แปลวา boyscout เปนหนวยที่เล็กที่สุด ที่แบงแยกลงไปไมไดแลว และถือวาเปน 1 คํา7.3 หนวยคํา [Morpheme] "หนวยคํา" หรือ morpheme คือ หนวยที่เล็กที่สุดในภาษาที่มีความหมาย จะอยูเปนอิสระไดหรือไมไดก็ได ดังนั้นขอแตกตางระหวางคําและหนวยคําที่สําคัญที่สุดก็คือการที่หนวยคําสามารถอยูเปนอิสระไดหรือไมไดก็ได แตคําตองสามารถเปนอิสระไดเทานั้น ในกรณีที่หนวยใดๆ เปนหนวยคําอิสระ หนวยคํานั้นก็สามารถเปนคําไดดวย dis ใน dislike เปนหนวยคํา แตไมเปนคํา เพราะไมสามารถปรากฏลําพังได bird เปนหนวยคําอิสระ และเปนคําดวย ed ใน wished เปนหนวยคํา แตไมเปนคํา เพราะไมสามารถปรากฏลําพังได wished เปนคําเดียว ประกอบดวย 2 หนวยคํา saw เปนคําเดียว ประกอบดวย 2 หนวยคํา เพราะเปนหนวยคํา see รวมกับหนวยคําบอกอดีตกาล [past tense] แตบังเอิญวาเปนหนวยคําที่เมื่อเติมแลวไมปรากฏรูปใหเห็น หนวยคําเปนองคประกอบของคํา คําบางคําประกอบดวยหนวยคํา 1 หนวย บางคําก็ประกอบดวยหนวยคํามากกวา 1 หนวย ดังตัวอยางตอไปนี้ quickly ประกอบดวย 2 หนวยคําคือ quick + ly play ประกอบดวย 1 หนวยคําคือ play player ประกอบดวย 2 หนวยคําคือ play + er players ประกอบดวย 3 หนวยคําคือ play + er + s softening ประกอบดวย 3 หนวยคําคือ soft + en + ing
  3. 3. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 88 ungentlemanliness ประกอบดวย 5 หนวยคําคือ un + gentle + man+ly + ness สํ า หรั บ กลุ ม พร า ก [Prague]ซึ่ ง เป น กลุ ม โครงสร า งรุ น แรก ยั ง พิ จ ารณาความสั ม พัน ธ ระหว า งหน ว ยคํ า และหนว ยเสี ย ง และเรีย กความสัมพั น ธดั ง กลา ววาmorphophonemics หรือ morphophology นั่นคือพิจารณาวาหนวยเสียงใดบางจะมีหนาที่เปนหนวยคําใหพิจารณาจากการรวมกลุมของสวนยอยแสดงหนวยคําหรือเรียกวา morph เชน ในคําgirls ประกอบดวย 5 หนวยเสียง คือ [g-з:-r-l-z] ซึ่งเมื่อพิจารณาสวนยอยแสดงหนวยคําหรือmorph แลวจัดได 2 สวนคือ [gз:rl] และ [z] ตอไปจึงพิจารณาใหสวนยอยแสดงหนวยคํานี้เปน 2หนวยคํา คือ {gз:rl} และ {z} (ใหสังเกตการใชเครื่องหมายวงเล็บที่แตกตางกันดวย) สวน Leonard Bloomfield นักภาษาศาสตรในกลุมโครงสราง ไดใหคํานามวา"หนวยคํา คือ คือหนวยเสียง 1 หนวยเสียงหรือมากกวา 1 หนวยเสียงขึ้นไปที่มีการจัดรูปแบบเฉพาะ" และเขายังกลาวไววา ภาษาแตกตางกันที่ระบบหนวยคํามากกวาที่จะแตกตางกันที่ระบบวากยสัมพันธเสียอีกปญหาสําคัญในการศึกษาเรื่องความหมายในระบบหนวยคําในภาษาใดภาษาหนึ่ง จึงมีอยางนอยที่สุด 3 ขั้นตอน คือ 1. เนนการเรียนรูที่จะตัดคําออกเปนสวนๆ รูวาสวนใดเปนหนวยคําประเภทใดหรืออีกนัยหนึ่ง รูวาขอบเขตของหนวยคําสิ้นสุดที่ใด รวมทั้งรูกฎเกณฑตางๆ ที่ตองใชเมื่อหนวยคําสองหนวยคําอยูติดกัน 2. แตละหนวยคํา มีความหมายอยางไร 3. หนวยคําใดเปนหนวยคําสําคัญ ที่ทําหนาที่เปนหลักใหหนวยคําอื่นมาเกาะ ในทางภาษาศาสตร สัญลักษณที่ใชแสดงหนวยคํา คือวงเล็บปกกา { } ดังนั้นถาเราจะเขียนหนวยคํา "กระดาษ" จะเขียนเปนสัญลักษณดังนี้ {kradàat}7.4 ประเภทของหนวยคํา เราสามารถแบงหนวยคําออกเปนชนิดตางๆไดหลายวิธี เชน จําแนกตามความเปนอิสระและไมอิสระ และจําแนกตามหนาที่
  4. 4. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 89 7.4.1.ชนิดของหนวยคําจําแนกตามความเปนอิสระหรือไมอิสระ 1. หนวยคําอิสระ [free morpheme] คือ หนวยคําที่เกิดตามลําพังได หรือสามารถนําไปใชเปนคําโดยไมตองเปลี่ยนรูป ในภาษาไทย เชน นก บาน สวย ในภาษาอังกฤษ เชนhome person cat หนวยคําอิสระในภาษาสวนใหญมักเปนสวนสําคัญหรือแกนของคํา ซึ่งเรียกวา รากศัพท หรือ ธาตุ [root] เชน bean ใน beans, slow ใน slowly, use ใน useful เปนตน ในกรณีที่หนวยคําอิสระ 1 หนวยคําขึ้นไปเปนฐานของคําใหหนวยคําอื่นมาเกาะ เราเรียกสวนของคํานี้วา ตนเคาศัพท [stem] เชน man ใน manly, friend ใน friends,bookstore ใน bookstores ในสองคําแรกตนเคาศัพทประกอบดวยรากศัพท 1 คํา แตในbookstores ตนเคาศัพทประกอบดวยรากศัพท 2 คํา 2. หนวยคําไมอิสระ หรือบางครั้งเรียกวาหนวยคําผูกพัน [bound morpheme]คือ หนวยคําที่ไมสามารถปรากฏตามลําพังได ตองเกาะอยูกับหนวยคําอื่น หนวยคําเติม [affix]ทั้งหลายมักเปนหนวยคําไมอิสระ เชน หนวยคําเติมหนา [prefix] หนวยคําเติมกลาง [infix] และหนวยคําเติมทาย [suffx] ในภาษาสวนใหญ หนวยคําไมอิสระมักรวมตัวกันหรือรวมกับหนวยคําอิสระกลายเปนสวนสําคัญของคํา เรียกวา ตนเคาศัพท [stem] เชน re-ceive, con-cept, ab-norm,dis-gust ในคําวา receives, conceptual, abnormal, disgusted เปนตน - หนวยคําเติมหนา หรือ อุปสรรค [prefix] คือหนวยคําที่เติมขางหนาหนวยคําอื่น เชน un- ในภาษาอังกฤษ ในคําวา unhappy, untidy, unimportant, unreleasedการ- ในภาษาไทย ในคําวา การบาน การเมือง การชุมนุม การประทวง เปนตน - หนวยคําเติมกลาง หรือ อาคม [infix] คือหนวยคําที่เติมที่กลางศัพทในภาษาเขมร เชน /-am-/ ในคําวา ตํารวจ /tamruat/ (มาจาก ตรวจ /traut/) /-do-/ ในภาษากรีกโบราณ ในคําวา /neo:ridos/ of a dockyard มาจาก /neo:ris/ dockyard เปนตน หนวยคําเติมกลาง หรืออาคม [infix] พบมากในภาษาเขมร เชน [trɔŋ] straight → [tɔmrɔŋ] to straighten [kaɤt] to be born → [kɔmnaɤt] birth
  5. 5. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 90 - หนวยคําเติมทาย หรือ ปจจัย [suffix] คือ หนวยคําที่เติมทายหนวยคําอื่น เชน -er ในภาษาอังกฤษ ในคําวา teacher, waiter, painter -กร ในภาษาไทย ในคําวา จิตรกร กรรมกร พิธีกร วิทยากร ฆาตกร เปนตน นอกจากนี้ยังมีหนวยคําเติมครอมหนวยคําอื่น [circumfix] เชน ในภาษาเยอรมัน [German] ที่บอกความเปน past participle คือ ge - t ตัวอยางเชน lieb love → geliebt loved mach make → gemacht made ในบางกรณีหนวยคําไมอิสระก็ไมปรากฏรูปใหเห็นชัดเจนแยกออกมาจากหนวยคําหลักตามตัวอยางขางตน แตกลับทําใหสระของหนวยคําหลักเปลี่ยนไป หนวยคําไมอิสระชนิดนี้เรียกวา simulfix พบมากในหลายภาษารวมทั้งในภาษาอังกฤษ เชน give + หนวยคําแสดง past tense กลายเปน gave foot + หนวยคําแสดงพหูพจน กลายเปน feet 7.4.2. ชนิดของหนวยคําจําแนกตามหนาที่ หนวยคําทําหนาที่ทางไวยากรณตางกัน เชนแปลงคําใหเปนอีกชนิดหนึ่งหรือผันใหมีความสัมพันธกับคําอื่นๆได เราจึงสามารถแบงประเภทของหนวยคําตามหนาที่ ไดดังนี้ 1. หนวยคําแปลง [derivational morpheme] คือ หนวยคําที่ทําหนาที่แปลงคําชนิดหนึ่งใหเปนอีกชนิดหนึ่ง เชน -ness แปลงคําวา lonely, dark, sad ซึ่งเปน adjective ใหเปนloneliness, darkness, sadness ซึ่งเปน noun หรือแปลงคําที่มีความหมายหนึ่งเปนอีกความหมายหนึ่งซึ่งเกี่ยวของกัน เชน im- ใน impossible, impolite, immodest re- ใน replay, rewind, rewriteเปนตน 2. หนวยคําวิภัตติปจจัย [inflectional morpheme] คือ หนวยคําที่เติมเขาไปที่หนวยคําที่เปนรากศัพท [root] หรือศัพทตนเคา [stem] เพื่อทําใหเกิดคําที่สามารถปรากฏในประโยคและมีความสัมพันธทางไวยากรณกับคําอื่นๆ ไดอยางถูกตอง หนวยคําประเภทนี้อยูในรูปหนวยคําเติมประเภทตางๆ เชน หนวยคําพหูพจน หนวยคําอดีตกาล หนวยคําแสดงความเปนเจาของ ในภาษาอังกฤษ ในคําวา houses, visited, mans ตามลําดับ ภาษาที่มีหนวยคําประเภทนี้จํานวนมาก หรือใชหนวยคําประเภทนี้แสดงความสัมพันธทางไวยากรณเปนหลัก เรียกวา ภาษาวิภัตติปจจัย [inflectional language] ไดแกภาษาตระกูลอินโด ยูโรเปยน [Indo-European Language Family]
  6. 6. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 917.5 หนวยตางๆที่เกี่ยวของกับหนวยคํา 7.5.1 หนวยคํายอย [allomorph] หนวยคํายอย คือรูปตางๆของหนวยคํา ซึ่งปรากฏในสิ่งแวดลอมที่อธิบายได [Gleason 1955 : 61] หนวยคําพหูพจนที่เติมทายคํานามในภาษาอังกฤษมีหลายหนวยคํายอย(หมายความวาออกเสียงไดหลายแบบ แตความหมายเดียวกัน) ไดแก /-s/ ในคําเชน hats, /-z/ในคําเชน dogs, /Iz-əz/ ในคําเชน churches รูปทั้งสามรูปนี้เปนหนวยคํายอยของหนวยคําเดียวกัน คือหนวยคําพหูพจนของคํานามในภาษาอังกฤษ เราสามารถอธิบายไดวา ในสิ่งแวดลอมใดรูปใดจะปรากฏ กลาวคือ รูป /əz/ หรือ /Iz/ จะปรากฏหลังนามที่ลงทายดวยเสียงเสียดแทรก/s/, /z/, / /, / /, / /, / / รูป /s/ ปรากฏทายคํานามที่ลงทายดวยเสียงอโฆษะ [voiceless]อื่นๆ สวนรูป /z/ ปรากฏทายคํานามที่ลงทายดวยเสียงโฆษะ [voiced] ที่เหลือ หนวยคํายอยประเภทนี้เปน หนวยคํายอยที่มีเงื่อนไขทางเสียง [phonologically conditioned allomorph] 7.5.2 หนวยศัพท [Lexeme] หนวยศัพท หมายถึง หนวยพื้นฐานดานศัพท หนวยศัพทซึ่งเปนชุดกับหนวยเสียง [phoneme] หนวยคํา [morpheme] หนวยศัพทเปนหนวยนามธรรมของคํา เชน cry,cries, crying, cried นับเปน 4 คํา แตรวมเปน 1 หนวยศัพทเทานั้นคือ CRY คําวา tooth, teethเปน 2 คํา (เอกพจน และพหูพจน) ของหนวยศัพท TOOTH เราสามารถกลาวไดวา หนวยศัพทCRY เปนคํากริยา และหนวยศัพท TOOTH เปนคํานาม ในภาษาไทย หนวยศัพทกับคํามีรูปเหมือนกันเพราะภาษาไทยไมมีวิภัตติปจจัย แตเราอาจถือวา คําวา คะ กับ คะ นาจะเปนหนวยศัพทเดียวกัน 7.5.3 คําประสม หรือคําผสม [Compound word] คําประสม หรือคําผสม คือคําที่ประกอบดวยหนวยคําอิสระ 2 หนวยคําขึ้นไป เชน แมน้ํา พิมพดีด เปลี่ยนแปลง ตูเย็น, aircraft waterfall housewife เปนตน คําประสมหรือคําผสมมีความหมายเฉพาะตัวที่ไมตรงกับความหมายของทั้ง 2 หนวยคํานัก แตมีเคาอยูบางเชน แม ใน แมน้ํา ไมไดหมายถึง "แม" แตหมายถึง "ใหญ", "สําคัญ" ซึ่งเปนลักษณะหนึ่งของคําวาแม
  7. 7. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 92 เกณฑในการดูคําประสม หรือคําผสม 1 เกณฑการแทนที่ [substitution] ถาเปนคําประสมแลว ไมสามารถแยกโดยนําคําอื่นไปแทนที่ไมวาในตําแหนงใด เชน cold feet "กลัว” ถาเราทดลองใชเกณฑการแทนที่ โดยนําคําวา hot ไปแทน cold เปน hot feet ซึ่งแปลวา เทารอน ก็จะกลายเปนนามวลี[noun phrase] แทน หรือ ประโยคทักทายในภาษาอังกฤษวา Good day ก็ไมสามารถเปลี่ยนเปนExcellent day หรือ Bad day ที่ใชในการทักทายได 2 เกณฑการเพิ่มสวนขยายไมได คําประสมหรือคําผสม ไมเหมือนนามวลีและไมเหมือนวลีชนิดอื่นๆ วลีอาจมีคําขยายเติมเขาไป และทําใหความหมายเกิดเปนความหมายของวลีนั้นบวกความหมายของคําสวนขยายที่มาเติม เชน green house → very greenhouse (ขอใหสังเกตการณลงเสียงเนนหนักในนามวลี เสียงเนนหนักที่สุดจะลงที่นามตัวหลัง เสียงเนนหนักที่สองจะลงที่นามตัวแรก แตถาเปนคําประสม เสียงเนนหนักที่สุดจะลงที่นามตัวแรก เสียงเนนหนักที่สามจะลงที่นามตัวหลัง เชน greenhouse "เรือนกระจก") คําประสมหรือคําผสมเปนจํานวนมากที่มีคําสวนขยายมาเติมไมไดถาเติมไดก็จะทําใหความหมายเปลี่ยนไป เชน "red handed (แปลวาทําความผิดแลวถูกจับไดอยางคาหนังคาเขา) → *very red handed ไมได 3 เกณฑทางความหมาย คําประสมหรือคําผสมเปนคําคําเดียวที่มีความหมายจําเพาะพิเศษ ในภาษาอังกฤษ เชน คําวา sister-in-law (พี่/นองสะใภ), jack-in-the-box (ตุกตามีสปริงที่อัดไวกลอง พอเปดฝาตุกตาจะเดงออกมา), half sister (พี่สาว หรือนองสาวที่มีพอหรือแมคนเดียวกัน), passers-by (คนที่ผานไปมาหลายคน) (ที่มา : สุริยา รัตนกุล : 2544 :175-179) 7.5.4 คําประสานหรือคําผสาน [Complex word] คําประสาน หรือคําผสาน คือ คําที่ประกอบดวยหนวยคําอิสระกับหนวยคําไมอิสระ ภาษาอังกฤษมีคําประเภทนี้มากและสรางคําโดยใชหนวยคําเติม [affix] ทําใหเกิดคําประสาน หรือคําผสาน เชน beautiful [beauty + ful], happiness [happy + ness], incorrect [in+ corret], education [educate + ation] เปนตน7.6 การวิเคราะหหนวยคํา การวิเคราะหหนวยคํา คือการระบุวาในขอมูลภาษาตางๆ ที่วิเคราะหมีหนวยคําอะไรบาง หรือหมายถึงการแยกขอมูลคําเปนหนวยคํานั่นเอง ในการวิเคราะหหนวยคําตองยึดหลักดังนี้
  8. 8. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 93 1. ความหมายเหมือนและรูปเหมือน คํา หรือสวนของคํา ที่มีความหมายเหมือนกัน และมีรูปเหมือนกันทุกที่ที่ปรากฏ ใหถือวารูปเหลานั้นเปนหนวยคําเดียวกัน คือเปน 1 หนวยคําหรือหนวยคํายอยของหนวยคําเดียวตัวอยางเชน -ess ซึ่งปรากฏทายคําวา hostess, actress, waitress etc. ถือเปน 1หนวยคํา เพราะมีความหมายเหมือนกันคือบอก "เพศ" โปรดสังเกต ที่กลาววา "มีรูปเหมือนกัน"หมายถึง "ออกเสียงเหมือนกัน" (ไมใช สะกดเหมือนกัน) 2. ความหมายเหมือนและรูปคลายกัน คํา หรือสวนของคํา ที่มีความหมายเหมือนกัน และมีรูปทางเสียงคลายกันคือแตกตางกันเล็กนอย และความแตกตางนั้นสามารถอธิบายไดตามระบบเสียง [phonologicallyconditioned feature] ใหถือวารูปที่แตกตางกันเล็กนอยนั้นเปนหนวยคําเดียวกัน คือเปน 1หนวยคํา อีกนัยหนึ่ง ถาเราสามารถอธิบายเงื่อนไขทางเสียงของการปรากฏของรูปตางๆ ที่มีความหมายเหมือนกันไดใหถือวารูปเหลานั้นเปนหนวยคํายอย [allomorph] ของหนวยคํา[morpheme] เดียวกัน ตัวอยางเชน ในคําภาษาอังกฤษตอไปนี้ im- (/im-/) ในคํา immortal, impossible, impolite in- (/-in/) ในคํา intolerant, intangible, indecent ir- (/ir-/) ในคํา irrelevant, irregular, irreplaceable il- (/il-/) ในคํา illegal, illiterate, illogical รูปที่ปรากฏ /im-, in-, ir-, il-/ เปนรูปทางเสียงที่มีความแตกตางกันเล็กนอย แตมีความหมายที่เหมือนกัน ซึ่งแปลวา "ไม” เราสามารถอธิบายความแตกตางตามระบบเสียงไดดังนี้ - รูป /im-/ เกิดหนาเสียงริมฝปาก [occurs before bilabial sounds] - รูป /in-/ เกิดหนาเสียงปุมเหงือก [occurs before alveolar sounds] - รูป /ir-/ เกิดหนาเสียงลิ้นสะบัด [occurs before flap sounds] - รูป /il-/ เกิดหนาเสียงขางลิ้น [occurs before lateral sounds] รูปทั้งสามนี้ เกิดสับหลีกกัน [complentary distribution] และถือวาเปนหนวยคํายอย [allomorphs] ของหนวยคํา [morpheme] เดียวกัน อนึ่ง การที่เรากลาววา การเกิดของหนวยคํายอยสามารถอธิบายไดตามระบบเสียงหมายความวา เราสามารถระบุการปรากฏของรูปเหลานั้นดวยกระบวนการทางเสียงนั่นเอง
  9. 9. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 94หนวยคํายอยประเภทนี้เรียกวา หนวยคํายอยที่มีเงื่อนไขทางเสียง [phonologically conditionmorpheme] 3. ความหมายเหมือนแตรูปตาง คํา หรือสวนของคําใดที่มีความหมายเหมือนกัน แตมีรูปทางเสียงที่ตางกัน และการปรากฏของรูปที่แตกตางเหลานี้ ไมสามารถอธิบายไดตามระบบเสียง แตสามารถใชลักษณะบังคับทางคํา [morphologically conditioned feature] มาเปนเกณฑพิสูจนได ใหถือวารูปเหลานั้นเปนหนวยคํายอย [allomorph] ของหนวยคํา [morpheme] เดียวกัน ตัวอยางในคําภาษาอังกฤษที่เปลี่ยนจากคํานามเอกพจน เปนพหูพจน เชน ox → oxen child → children 4. ความหมายคลายและรูปเหมือน หมายความวา รูปใดก็ตามที่ปรากฏซ้ําๆ และเหมือนกันทุกประการ หรือที่เราเรียกวา "พองเสียง" จะถือเปนหนวยคําเดียวกันก็ตอเมื่อมีความหมายคลายกัน หรือใกลเคียงกัน หรือ เกี่ยวของกัน เชน They run, Their run, The run in their stocking ควรถือเปนหนวยคําเดียวกัน แตคําวา sun กับ son ไมใชหนวยคําเดียวกันทั้งๆที่มีรูปทางเสียงเหมือนกันเพราะความหมายตางกัน การใชหลักขอนี้ตัดสินวาอะไรเปนหนวยคําเดียวกันหรือไม มีปญหาเสมอไมวาจะวิเคราะหภาษาใด เพราะเปนเรื่องยากที่จะตัดสินวาความหมายคลายกันหรือไม ถาคลายจะคลายกันพอที่จะถือวาเปนหนวยคําเดียวกันหรือไม เชน He picks the pen under his chair. กับHe picks me up.เปนตน ปญหาในการวิเคราะหหนวยคํา ถึงแมจะมีหลักในการวิเคราะหหนวยคําดังกลาวขางตน แตเราอาจประสบปญหาดังนี้ 1 ในคําบางคํา เราสามารถระบุบางสวนเปนหนวยคําไดโดยงาย เพราะปรากฏรูปซ้ําๆกันและมีรูปเหมือนกัน เชน berry ในคํา cranberry, raspberry แตในสวนที่เหลือคือ cran, rasp ไมพบวาไปปรากฏที่อื่นเลย และเราไมทราบดวยวาหมายความวาอะไร จึงยากที่จะตัดสินใจใหเปนหนวยคําตามหลักที่กลาวมาขางตน อยางไรก็ตามนักภาษาศาสตรบางคน เชน ยูจีน เอ ไนดา [Eugene A. Nida 1946] ถือวาสวนที่เหลือคือ cran, rasp เปนหนวยคํา ถึงแมจะไมมีความหมาย
  10. 10. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 95 2. สวนประกอบของคําที่ปรากฏซ้ําในคําจํานวนมาก ดูเหมือนเปนหนวยคํา เชนนา ในคํา นาฬิกา นารี นายก นาวา และ -er ในคํา hammer, ladder, hadger, under, bitter, Rogerเมื่อเราแยกหนวยคํา นา กับ -er ออกมา ปญหาที่พบคือสวนที่เหลือไมมีความหมายรวมกันเลยดังนั้นเราไมควรแยก นา และ -er 3. เสียงที่ฟงดูมีความหมาย เชน /sl-/ ในคํา slide, slush, slip, slime, slopper,slick อาจถูกแยกเปนหนวยคําสําหรับบางคน ถาเราทําเชนนั้นจะเกิดปญหาวา หนวยคํา /sl-/ มีความหมายวาอยางไร และสวนที่เหลือก็ไมมีความหมายเชนกัน วิธีที่ปลอดภัยคือ เราไมควรแยกเปนหนวยคํา 4. ถาเรายอมรับความคิดวา ภาษามีหนวยคํา และคําทุกคําประกอบดวยหนวยคําอยางนอย 1 หนวย เราอาจมีปญหาเมื่อหนวยคําไมปรากฏรูปในที่ที่ควรปรากฏ เชน ในภาษาอังกฤษมีการแยกความแตกตางระหวางเอกพจนและพหูพจน หนวยคําแสดงพหูพจนไมมีปญหาเพราะเรามองเห็นรูปเชน girls, bats, boys แตคําวา girl, bat, boy ที่เปนเอกพจนไมมีหนวยคําแสดงเอกพจน แตมีความหมายเปนเอกพจนอยูในคํา มีผูหาทางออกใหกับปญหานี้คือ ใหหนวยคําเอกพจน = ø คือเปนหนวยไรรูป ถึงจะดูไมสมเหตุสมผลนัก แตก็ทําใหการวิเคราะหเปนระบบขึ้น 5. ในบางกรณีเราพบหนวยคําที่ไมธรรมดา กลาวคือไมใชหนวยคําที่เติมเขากับหนวยคําอื่น แลวคงรูปใหเห็นชัดเจน ในภาษาอังกฤษ เชน ในคํา spoke, drew, saw เราดูจากความหมายแลว จะตองใหคํานี้ประกอบดวย 2 หนวยคํา หนวยคําหนึ่งคือ หนวยคําแสดงอดีตกาลเมื่อเทียบกับ speak, draw, see ซึ่งมีความหมายเปนปจจุบัน แตเราไมสามารถตัดแยกหนวยคําอดีตกาลออกจากคําทั้งสามได ทางออกของนักวิทยาหนวยคํา คือ สรางชนิดของหนวยคําแทนที่ขึ้นเพื่อใชอธิบายการที่ speak กลายเปน spoke, draw กลายเปน drew และ see กลายเปน saw เมื่อเปนอดีตกาล เพราะ /i:/ → /əʊ/ , / ɔ:/→ /u:/, / i:/ →/ ɔ: / ตามลําดับ
  11. 11. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 967.7 แบบฝกหัดวิเคราะหหนวยคํา1. ตัวอยางจากภาษา Tuvaluan (Polynesian) (จาก Finegan 1994) จงพิจารณาขอมูลทางภาษา และหาหนวยคําแสดงกริยาพหูพจน กริยาเอกพจน กริยาพหูพจน ความหมาย #1 kai kakai eat #2 mafuli mafufuli turn around #3 fepaki fepapaki collide #4 apulu apupulu capsize #5 nofo nonofo stay #6 maasei maasesei bad #7 takato takakato lie down #8 valean valelea stupid2. ตัวอยางจากภาษา Michoacan Aztec (Mexico) (จาก กมลา นาคะศิริ 2541a) จงวิเคราะหขอมูลภาษา #1 nimoita I see myself #2 nimichita I see you #3 nikita I see him #4 tinečta You see me #5 timoita You see yourself #6 tikita You see him #7 nimoaniltia I dirty myself #8 nimicaniltia I dirty you #9 nikaniltia I dirty him #10 tinečaniltia You dirty me
  12. 12. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 97 #11 timoaniltia You dirty yourself #12 tikaniltia You dirty him3. จงพิจารณาภาษา Tok Pisin (Finegan, 1999)manmeri ol wokabout long rot.People they stroll on roadPeople are strolling on the road.mi harim toktok bilong yupelaI listen speech of you [plural]I listen to your [plural] speech.mi harim toktok bilong yuI listen speech of you [singular]I listen to your [singular] speech.em no brata em ol harim toktok bilong mi.he and brother he they listen speech of meHe and his brother listen to my speech.mi laikim dispela manmeri long rot.I like these people on roadI like these people [who are] on the road.dispela man no prend bilong mi ol laikim dispelathis man and friend of me they like thistoktok.speechThis man and my friend like this speech.
  13. 13. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 98 จงแปลประโยคตอไปนี้ เปนภาษา Tok Pisin 1 These people like my speech. 2 I am strolling on the road. 3 I like my friends speech. 4 I like my brother and these people. 5 These people on the road and my friend like his speech. 6 You and my brother like the speech of these people. 7 These people listen to my friends and my brothers speech.4. ภาษาสมมุติ จากขอมูลทางภาษาตอไปนี้ จงพิจารณาหาหนวยคําแสดงพหูพจน #1 nibeci I fall. #5 nitlakwa I eat. #2 tibeci You fall. #6 titlakwa You eat. #3 nikoči I sleep. #7 ničuka I cry. #4 tikoči You sleep. #8 tičuka You cry.5. ภาษาสมมุติ จากขอมูลทางภาษาตอไปนี้ จงพิจารณาหาหนวยคําแสดงพหูพจนและหนวยคําแสดงอนาคต #1 patani He flies. #7 koniah They drink it. #2 pinawa Hes ashamed. #8 weckas He will laugh. #3 wecka He laughs #9 patanish He will fly. #4 patanih They fly. #10 pinawas He will be ashamed. #5 weckah They laugh. #11 koniash They will drink it. #6 konia He drinks it. #12 pinawah They are ashamed.
  14. 14. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 996. ภาษาสมมุติ จากขอมูลทางภาษาตอไปนี้ จงพิจารณาหาหนวยคําสรรพนามแสดงเอกพจนบุรุษที่ 1 และ2 #1 laulan I sing. #3 youn I drink. #2 laulat You sing. #4 yout You drinh.7. ภาษาสมมุติ จากขอมูลทางภาษาตอไปนี้ จงพิจารณาหาหนวยคํา house และหนวยคํา stool #1 kincaq ٨ my house #4 kint ٨ nc my stool #2 mincaq ٨ your house #5 mint ٨ nc your stool #3 iscaq ٨ his house #6 ist ٨ nc his stool กําหนดให { tʌpaqaʔut} name จงเขียนหนวยคํา my name, your name และ his name ของภาษาสมมุตินี้8. ภาษาสมมุติ จากขอมูลทางภาษาตอไปนี้ จงพิจารณาหาความหมายของหนวยคํา {ka-}, {-luʔ} {-du} #1 ñee foot #8 žigi chin #2 kañee feet #9 kažigi chins #3 ñeebe his chin #10 žigibe his chin #4 kañeebe his feet #11 žigilu your chin #5 ñeelu your foot #12 kažigitu your chins #6 kañeetu your feet #13 kažigidu our cins #7 kañeedu our feet กําหนดใหหนวยคํา ear {diaga} จงสรางหนวยคําตอไปนี้ his ear, your ears, our ears9. ภาษาสมมุติ
  15. 15. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 100 จากพิจารณาขอมูลทางภาษาตอไปนี้ #1 k٨ye tree #3 k٨yezi trees #2 p٨k٨ye It is a tree. #4 p٨k٨yezi They aretrees. กําหนดใหหนวยคํา {zike} shoulder จงหาความหมายของ {p zikezi} , และ กําหนดใหหนวยคํา {bišoze} father จงหาความหมายของ {bišozezi}10. ภาษาสมมุติ จากขอมูลทางภาษาตอไปนี้ จงพิจารณาหาหนวยคําแสดงหูพจน #1 fikas friend #6 lenziet boys #2 fikaset friends #7 wala girl #3 kumid stone #8 walaet girls #4 kumidet stones #9 dibi man #5 lenzi boy #10 dibiet men11. ภาษาสมมุติ จากขอมูลทางภาษาตอไปนี้ จงพิจารณาหาหนวยคํา very #1 bumato red #6 bumimato very red #2 balazi strong #7 bamilazi very strong #3 fusal nice #8 fumisal very nice #4 ganað good #9 gaminað very good #5 payatok brave #10 pamiyatok very brave12. ภาษาสมมุติ จากขอมูลทางภาษาตอไปนี้ จงพิจารณาหาหนวยคํา my #1 tugawko my chair #3 sidako my food #2 bagasko my rice #4 sadamko my banana กําหนดใหหนวยคํา {gözűn} eye จงเขียนหนวยคํา my eye
  16. 16. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 10113. ภาษาสมมุติ จากขอมูลทางภาษาตอไปนี้ จงพิจารณาหาหนวยคํา I, She, และ You #1 badam I sit. #6 gagoz You climb. #2 danam She speaks. #7 badunlɔ I play. #3 gatul You go. #8 dajowa She smiles. #4 batani I cook. #9 gabana You drink. #5 dale im She wants.14. ภาษาสมมุติ จากขอมูลทางภาษาตอไปนี้ จงหาความหมายของหนวยคํา {ma-}, {pu-} และ {la-} #1 lalaga will sing #6 lagato will be sung #2 manao He writes. #7 lapese will sweep #3 punou She learns. #8 mavavi He travels. #4 naoto wrote #9 puniwa She weaves. #5 nouto learnt15. ภาษาสมมุติ จงพิสูจน หนวยคํา {m-, n-, ŋ-} to be -ing #1 mba is overtaking #7 ŋgun is climbing #2 mpu is hiding #8 nlǽ is going #3 mphe is sitting #9 nsun is sleeping #4 mfɔ is breaking #10 nlo is fighting #5 ŋkɔ is writing #11 ntз is speaking #6 ŋwa is coming #12 ndin is painting16. ภาษาสมมุติ
  17. 17. รูป คํา หนวยคํา และการวิเคราะหหนวยคํา 102 จงพิสูจน หนวยคํา {-na-} และ {-ma-} -ing #1 pionatet firing #5 unmagok making #2 temadeh eating #6 epanakon borrowing #3 kimabat joining #7 bemadip stealing #4 tocinape putting17. ภาษาสมมุติ จงพิสูจน หนวยคํา {-kї-} และ {-nї-} can #1 takїsa can die #5 sakїko can predict #2 punїdi can play #6 irnїla can accept #3 zukїɒ can hide #7 ǽkїθε can read #4 kõnїb can break #8 wanїð can sing18. ภาษาสมมุติ จากพิจารณาขอมูลทางภาษาตอไปนี้ #1 fikas friend #4 fiθзkaset They are friends. #2 fikaset friends #5 nefiθзkas Is he a friend? #3 fiθзkas He is a friend. #6 nefiθзkaset Are they friends? กําหนดใหหนวยคํา {žigit} lover จงหาความหมายของหนวยคํา {nežiθзgit} จงหาหนวยคํา They are lovers.

×