ลิลิตตะเลงพ่าย (สอน Ppt)[1]

57,140 views
56,788 views

Published on

5 Comments
15 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
57,140
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2,346
Actions
Shares
0
Downloads
904
Comments
5
Likes
15
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ลิลิตตะเลงพ่าย (สอน Ppt)[1]

  1. 1. สมเด็จพระมหาสมณเจ้ า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส วรรณคดีวิจักษ์ • วิชาภาษาไทย รหัส ท๓๒๑๐๒ • ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ลิลิตตะเลงพ่าย • โดย..ครูไทยรัฐ โพธิ์พันธุ์ • กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย • โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ฯ
  2. 2. คาชี้แจง ลิ ลิ ต ตะเลงพ่ า ยเป็ น วรรณคดี ส มั ย กรุ ง ศรี อ ยุ ธ ยาศัพท์บางคายากแก่การเข้าใจ จึงจัดทา PWP ประกอบการเรียนโดยมีคาแปลอย่างย่อๆ ของแต่ละตอน และมีคาศัพท์ประกอบเพื่อให้นักเรียนศึกษา และอ่านเข้าใจยิ่งขึ้น จะทาให้นักเรียนเกิดความประทับใจในความงามของวรรณคดีไทย อันควรแก่ ก ารอนุ รั ก ษ์ ให้ ค นรุ่ น หลั ง ได้ ชื่ น ชมและเห็ น ความเก่งกล้าสามารถของกษัตริย์ไทย
  3. 3. ประวัติผู้พระนิพนธ์ ลักษณะการประพันธ์ เรื่องย่อ/คาประพันธ์ แบบทดสอบ/กิจกรรม ความรูเ้ สริม
  4. 4. ภาค ๑เคลือนทัพจับความตามที่มา ่
  5. 5. ลิลิต...ตะเลงพ่าย คาว่า “ตะเลง” หมายถึง มอญ “พ่ า ย” หมายถึ ง แพ้ “ตะเลงพ่ า ย” จึ งแปลว่า “มอญแพ้” ทั้งนี้เพราะในสมัยสมเด็จพระนเรศวร-มหาราช มอญตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า และพม่าได้ย้ายราชธานีมาอยู่ที่เมืองหงสาวดีเพื่อควบคุมดูแลพวกมอญได้สะดวกการสงครามระหว่างไทยกับพม่าในสมัยพระนเรศวรมหาราชดังปรากฏในวรรณคดีเรื่องนี้ “ไทยมีชัยชนะ” แม้ว่าพม่าได้เกณฑ์พวกมอญมาในกองทัพ เป็นจานวนมาก คาว่า “ตะเลงพ่าย” จึงหมายถึง “พม่าแพ้นั่นเอง”
  6. 6. ลิลิต...ตะเลงพ่าย วรรณคดี เ รื่ อ งนี้ ด าเนิ น เรื่ อ งตามพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (ซึ่งเป็นพระราช-พงศาวดารอยุธ ยาที่ น ามาช าระ และเรีย บเรี ยงให้ ไ ด้เนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเป็นฉบับที่ถือเป็นหลักกันมา) ดังปรากฏในร่ายตอนต้นเรื่องว่า “จักดาเนินในเบื้ อง เรืองราชพงศาวดาร ่ บรรหารเหตุแผ่นภู ชูพระยศเจ้าหล้า...”
  7. 7. ลิลิต...ตะเลงพ่าย ลิ ลิ ต ต ะ เ ล ง พ่ า ย แ ต่ ง ขึ้ น โ ด ย มีจุดประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระ-นเรศวรมหาราช ดังความในร่ายต้นเรื่องว่า“...เฉลิมพระเกียรติผ่านเผ้า เจ้าจักรพรรดิแผ่นสยาม สมญานามนฤเบศ นเรศวรนรินทร์...”และในโคลงสี่สุภาพท้ายเรื่องว่า “จบกลอนเกลาพากย์อาง อภิปราย ้ เถลิงเกียรติราชบรรยาย ยศไท้”
  8. 8. ลิลิต...ตะเลงพ่าย พระประวัติผูนิพนธ์ ้ ผูนิพนธ์ลิลิตตะเลงพ่าย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า- ้กรมพระปรมานุ ชิตชิโนรส กวีผูแต่งได้บอกนามไว้ชดเจน ้ ัในโคลงกระทูตอนท้ายเรือง ดังนี้ ๕/๔ ้ ่ กรมหมื่นนุชิตเชื้อ กวีวร ชิโนรส มิ่งมหิศร เสกให้ ศรีสุคต พจนสุนทร เถลิงลักษณ์ นี้นา ขัตติยวงศ์ ผจงโอษฐ์ไว้ สืบหล้าอย่าศูนย์
  9. 9. ลิลิต...ตะเลงพ่าย นอกจากนี้ มี ผู้ ช่ ว ยแต่ ง คื อ พระองค์ เ จ้ าก ปิ ษ ฐ า ขั ต ติ ย กุ ม า ร เ ป็ น พ ร ะ ร า ช โ อ ร ส ใ นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและเจ้าจอมมารดาอัมพา ดังระบุในเรื่องว่า “ไพบูลย์โดยบทเบื้อง โบราณ รีดนา รังสฤษฏ์พระหลานตู ต่อบ้าง กปิษฐาขัตติยกุมาร สมมติ นามนา หน่อบพิตรเจ้าช้าง เผือกผู้สามทรง”
  10. 10. ลิลิต...ตะเลงพ่าย สมเด็ จ พระมหาสมณเจ้ า กรมพระปรมานุ ชิ ตชิโนรส เป็ นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลกมหาราช ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาจุ้ย เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๑ ธัน วาคม พ.ศ. ๒๓๓๓ พระนามเดิ ม คื อพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าวาสุกรี ๕/๓ เมื่อมีพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษา ได้บรรพชาเป็ นสามเณร ณ วัด พระศรี ร ัต นศาสดาราม แล้ว เสด็ จ ไปประทับ ณ วัน พระเชตุ พ นวิ ม ลมัง คลาราม ทรงศึ ก ษาภาษาไทย ภาษาขอม ภาษาบาลี วิ ช าโบราณคดีตลอดจนวิชาลงเลขยันต์ต่างๆ จากสานักสมเด็จพระวันรัต (พนรัตน) วัดพระเชตุพนฯ นั้น
  11. 11. ลิลิต...ตะเลงพ่าย ต่ อ มาใน พ.ศ. ๒๓๕๔ พระองค์ผนวชเป็ นพระภิ ก ษุ ฉายาว่ า “สุ ว ัณ ณรัง สี ”และประทับ ณ วัด พระเชตุ พ นฯ สื บ มาจนตลอดพระชนมายุ พระบาทสมเด็ จ พระพุ ท ธเลิ ศ หล้า -นภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าวาสุกรี เป็ นอธิบดีสงฆ์ว ด พระเชตุ พ นฯ และทรงสถาปนาเป็ น ั“กรมหมืนนุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัตติยวงศ์” ่ ๕/๖
  12. 12. ลิลิต...ตะเลงพ่าย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยู่หว ได้มี ่ ัการบู ร ณปฏิ ส ัง ขรณ์ว ัด พระเชตุ พ นฯ และรวบรวมวิ ช าความรู ด านต่ า งๆ มาจารึ ก ลงในแผ่ นศิ ล าประดับ ไว้ต าม ้ ้ระเบียงและผนังภายในเพื่อให้เป็ นแหล่งวิ ทยาการสาหรับประชาชน วัดพระเชตุพนฯ จึ งนับว่าเป็ น “มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเมืองไทย” การจารึกวิชาการดังกล่าว กรมหมืนนุ ่ชิตชิโนรสทรงนิพนธ์ตาราต่ างๆ ไว้หลายเรื่อง เช่น ตารา-ฉัน ท์ว รรณพฤติ แ ละมาตราพฤติ , โคลงภาพฤาษี ด ด ตน, ัโคลงจารึกศาลาราย, โคลงจารึกพระมหาเจดีย,์ โคลงภาพคนต่างภาษา เป็ นต้น
  13. 13. ลิลิต...ตะเลงพ่าย เมือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวขึ้ น ่ ัครองราชย์ใน พ.ศ. ๒๓๙๔ ทรงสถาปนากรมหมื่นนุชิตชิ โนรสขึ้ นเป็ น กรมสมเด็จ พระปรมานุ ชิตชิ โนรส”ตาแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชเจ้าองค์ที่ ๗ แห่ งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์สิ้นพระชนม์ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมือ พ.ศ. ๒๓๙๖ สิริพระชนมายุได้ ่๖๓ พรรษา หลังจากสิ้ นพระชนม์แล้ว ๖๘ ปี คือใน พ.ศ.๒๔๖๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หวทรง ัพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้ นเป็ น “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุ ชิตชิโนรส”
  14. 14. ลิลิตสมเด็จพระมหาสมณเจ้าย ...ตะเลงพ่ า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงมีความรู้ แตกฉานทังทางคดีโลกและ ้คดีธรรมทรงได้ รับพระเกียรติคณยกย่องว่าเป็ น ุ“รั ต นกวี ” แห่ ง กรุ ง รั ต นโกสิ น ทร์ ทรงมี พ ระปรี ช าสามารถอันเชี่ยวชาญยิ่งในการทรงนิพนธ์คาประพันธ์ประเภทต่างๆ งานพระนิพนธ์จึงมีเป็ นจานวนมาก ทัง้โคลง ฉันท์ กาพย์ ร่ าย กลอน และร้ อยแก้ ว ทุก -เรื่ องล้ วนมีคณค่าด้ านวรรณศิลปและมีเนื ้อหางดงาม ุ ์เป็ นมรดกอันล ้าค่าที่อนุชนควรรักษา พระนิ พ นธ์ ซึ่ง เป็ นที่ ร้ ู จัก แพร่ ห ลาย ได้ แ ก่สรรพสิทธิ์ คาฉันท์ กฤษณาสอนน้ องคาฉันท์ สมุทรโฆษคาฉันท์ตอนปลาย ร่ ายยาวมหาเวสสันดรชาดก(หลายกัณฑ์) ปฐมสมโพธิกถา และลิลิตตะเลงพ่ าย
  15. 15. ลิลิต...ตะเลงพ่าย สมเด็ จ พระมหา สมณเจ้ า กรม-พระปรมานุชิตชิโนรส ทรงมีความรู้แตกฉานทัง ้ทางคดีโลกและคดีธรรมทรงได้ รับพระเกียรติคุ ทรงได้ รั บ การยกย่ อ งจากองค์ ก ารวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ( UNESCO)ว่ า พระองค์ เ ป็ นบุ ค คลดี เ ด่ นท า ง ด้ า น วั ฒ น ธ ร ร ม ข อ ง โ ล ก ป ร ะ จ า ปีพ.ศ. ๒๕๓๓
  16. 16. ลักษณะคำประพันธ์ แต่งเป็ นลิลิตสุภาพ ประกอบด้วยร่ายสุภาพและโคลงสุภาพ (ได้แก่ โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพ และโคลงสี่สุภาพ) แต่ งปนกันโดยร้อยโคลงส่ งสัมผัส ระหว่ างบทโดยตลอด ดังนี้ โคลง ๔ ส่ งสั มผัสระหว่ างบทกับโคลงสาม เบื้องบรมขัตติย์ท่องท้อง แถวธาร พระจักไล่ลุยลาญ เศิกไสร้ ริปูบ่อรอราญ ฤทธิ์ราช เลยพ่อ พ่อจักชาญชเยศได้ ดั่งท้าวใฝ่ฝัน ครั้นบดินทร์ดาลได้ สดับพยากรณ์ไท้ ธิราชแผ้วบนเกษม
  17. 17. คาประพันธ์แต่ละชนิดมีคณะและสัมผัสบังคับ ดังนี้ แผนผังของโคลงสองสุภาพสัมผัสระหว่างบท (คารับสัมผัสระหว่างบทจะใช้คาที่ ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ ก็ได้)
  18. 18. ตัวอย่ำงคำประพันธ์ เจ็บจาบัลบ่มเศร้า ไป่กี่ปางจักเต้า แขกน้องคืนถนอม แม่นา ตรอมกระอุอกช้า ปวดปิ้มฝีหวขว้า ั บ่งได้เยียไฉน นี้นา
  19. 19. แผนผังของโคลงสามสุภาพคำรับสัมผัสในวรรคที่ ๒ จะใช้คำที่ ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ ก็ได้
  20. 20. ตัวอย่ำงคำประพันธ์ พวกพลทัพรามัญ เห็นไทยผันหนีหน้า ไปบ่หยุดยั้งช้า ตื่นต้อนแตกฉาน น่านนา ไป่แจ้งการแห่งเล่ห์ เท่ห์กลไทยใช่น้อย ต่างเร่งติดเร่งต้อย เร่งเต้าตีนตาม มานา
  21. 21. แผนผังของโคลงสี่สุภาพตัวอย่าง อ้าองค์จักรพรรดิผู้ เพ็ญยศ แม้พระเสียเอารส แก่เสี้ยน จักเจ็บอุระระทด ทุกข์ใหญ่ หลวงนา ถนัดดั่งพาหาเหี้ยน หั่นกลิ้งไกลองค์
  22. 22. แผนผังของร่ ายสุภาพจบด้ วยโคลงสุภาพ (ตรงช่ วงที่ขีดเส้ นใต้ คือ โคลงสองสุภาพ)
  23. 23. ข้อบังคับ ร่าย ๑บท จะยาวกี่วรรคก็ได้ แต่ละวรรคมีจานวนคาวรรคละ๕ คาการส่งสัมผัส ให้คาสุดท้ายของวรรคหน้าส่งสัมผัสไปยังคาที่ ๑หรือ ๒ หรือ ๓ (คาใดคาหนึ่ง) ในวรรคถัดไป ต่อเนื่องกันไปเช่นนี้ทุกวรรค ถ้ า ค าส่ ง สั ม ผั ส มี รู ป วรรณยุ ก ต์ ใ ด ค ารั บ สั ม ผั ส ควรใช้ รู ปวรรณยุกต์นั้นด้วย (ให้สังเกตจากตัวอย่างที่ยกมา)เวลาจบบท ต้องจบด้วยโคลงสองสุภาพ (ตามช่วงที่ขีดเส้นใต้ให้เห็น)
  24. 24. ตัวอย่าง พระอาวรณ์หวั่นเทวษ ถึงอัคเรศแรมเวียง พลางเมิลเมียงไม้เขา โดยลาเนาแดนเถื่อน เคลื่อนแสนยาโจษจน ลุตาบลสังคล่า ป่าระหง ดงดอน พิศศีขรรายเรียง เพียงสุดสายเมฆเมิล เนื่องเนิ่นเนินไศล สูงไสวว่ายฟ้า ชอ่าอ้าหาวหน ...ฯลฯ พฤกษาเสียดสีกิ่ง เสียงเสนาะ ยิ่ ง อย่ า งพิ ณ พระยลยิ น พิ ศ วง ถวิ ล ถึ ง องค์ อั ค เรศ ยามดุ ริ เ ยศ จาเรียง ประสานเสียงถวายซอ พึงพอใจพอกรรณ ธ ก็ จาบัลบมิ เบื่อ เหงื่อเนตรตกอกช้า เหลือทุกข์เหลือที่กล้า เทวษไว้ไป่มี แม่เอย๕/๒
  25. 25. ภาค ๒เดินทัพ จับเรื่อง
  26. 26. เนื้อเรื่องย่อ เริ่มเรื่องด้วยบทประณามพจน์ยอพระเกี ยรติยศพระเจ้าแผ่นดิน และกล่าวถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็ จ ขึ้ น ครองราชย์ ต่ อ จากรพระราชบิ ด า (สมเด็ จ พระมหาธรรมราชา) พระเอกาทศรถผู้เป็นพระอนุชาได้เป็นพระมหาอุปราช พระองค์ทรงปรารภจะไปตีเมืองเขมรซึ่งมักเอาใจออกห่างเสมอ
  27. 27. เนื้อเรื่องย่อ ทางฝ่ า ยพม่ า พระเจ้ า หงสาวดี ท รงปรารภว่ า จะมาตีกรุงศรีอยุธยา เพราะเห็นว่าเพิ่งผลัดเปลี่ยนแผ่นดินพระมหาอุปราชพระราชโอรสจึงจาต้องยกทัพมาตีไทยโดยเดินทัพมาตั้งค่ายที่ตาบลตะพังตรุ
  28. 28. เนื้อเรื่องย่อ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทราบข่าวศึก ขณะเตรียมทัพไปรบเขมร จึงทรงเคลื่อนทัพไปตั้งรับพม่าที่หนองสาหร่าย ทัพหน้าของไทยปะทะทัพหงสาวดี สมเด็จพระนเรศวรทรงเคลื่อนทัพหลวงและได้เข้าชนช้างกับพระมหาอุปราชา ทรงได้ชัยชนะ ทัพหงสาวดีแตกพ่าย เมื่อเสร็จศึกทรงปูนบาเหน็จทหาร และปรึกษาโทษแม่ทัพนายกองที่ตามเสด็จไม่ทัน ปล่อยพระองค์และพระอนุชาตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของพม่า
  29. 29. เนื้อเรื่องย่อ สมเด็จพระวันรั ต วัดป่าแก้วทูลขอพระราชทานอภัยโทษแก่แม่ทัพนายกองเหล่านั้น พระองค์พระราชทานให้ แต่ให้แม่ทั พนายกองทั้ งหลายแก้ตั ว โดยยกทัพไปตีเมื อ งทวายมะริด และตะนาวศรี ต่อมาเมืองเชียงใหม่ส่งทูตมาขอเป็นเมืองขึ้น ตอนท้ายเรื่องเป็นเนื้อความยอพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรที่ทรงดารงพระองค์อยู่ในทศพิธราชธรรม ๑๐ข้อ ราชสดุดี ๕ ข้อ และจักรพรรดิวัตร ๑๒ ข้อตอนจบบอกนามผู้นิพนธ์
  30. 30. เนื้อเรื่องย่อ ลิ ลิ ต ตะเลงพ่ า ยเป็ น วรรณคดี ที่ มี เ นื้ อเรื่องค่อนข้างยาว ดาเนินเรื่องโดยใช้ร่ายและโคลง (ทั้ งโคลงสอง โคลงสาม และโคลงสี่ )ในที่ นี้ จึ ง ขอกล่ า วถึ ง เนื้ อ เรื่ อ งพร้ อ มทั้ ง ยกค าประพั น ธ์ มาประกอบเพี ยงบางส่ วนเพื่ อให้ไ ด้เห็ น คุ ณ ค่ า ด้ า นต่ า งๆ ของวรรณคดี อั น เป็ นงานพระนิพนธ์ที่ดีเยี่ยมของสมเด็จพระมหา-สมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส
  31. 31. แบบทดสอบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๑คาสั่ ง จงเติมคาหรือข้ อความลงในช่ องว่ างให้ ถูกต้ อง๑.ผูแต่ง “ลิลิตตะเลงพ่าย” ทรงมีพระนามเดิมว่า...................................................... ้๒.ผูแต่ง “ลิลิตตะเลงพ่าย” ทรงเป็ นพระราชโอรสใน.............................................. ้และ......................................................................๓.ผูแต่ง “ลิลิตตะเลงพ่าย” ได้บรรพชา และอุปสมบทที่วด .................................... ้ ั๔.ตาแหน่ง “พระมหาสมณเจ้า” ของผูแต่ง ้ พระมหากษัตริ ยผทรงพระราชทานคือ........ ์ ู้๕. เหตุใดผูแต่งจึงได้รับยกย่องเป็ น “รัตนกวี” แห่งกรุ งรัตนโกสิ นทร์ .................... ้
  32. 32. แบบทดสอบ๖. ตะเลงพ่าย หมายถึง...................................................................................๗. เรื่ อง “ลิลิตตะเลงพ่าย” มีผช่วยแต่ง พระนามว่า....................................... ู้๘. ลิลิตสุ ภาพ ประกอบด้วยคาประพันธ์ประเภท...........................................๙.ร่ ายสุ ภาพเป็ นร่ ายที่บงคับ วรรคละ .............คา และจบด้วยคาประพันธ์ ั ประเภท.......................................๑๐.ให้เขียนแผนผังร่ ายสุ ภาพ จานวน ๑ บท พร้อมทั้งลักษณะบังคับ.........................................................................................................................๑๑.ให้เขียนแผนผังโคลงสองสุ ภาพ จานวน ๑ บท........................................
  33. 33. ๑.พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าวาสุกรี๒.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลก และเจ้าจอมมารดาอุย ้๓.บรรพชา ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และอุสมบท ณ วัดพระศรี รัตนศาสดาราม๔.พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหว ่ ั๕.พระองค์ทรงมีพระปรี ชาสามารถในการทรงนิพนธ์คาประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และมีงานนิพนธ์ จานวนมาก๖.พม่าแพ้๗.พระองค์เจ้ากปิ ษฐาขัตติยกุมาร๘.ร่ ายสุภาพ และโคลงสุภาพ (โคลงสองสุภาพ , โคลงสามสุภาพ , โคลงสี่ สุภาพ)๙.วรรคละ ๕ คา จบด้วยโคลงสองสุภาพ๑๐. แผนผังร่ ายสุภาพ๑๑.แผนผังโคลงสองสุภาพ สัมผัสระหว่างบท (คารับสัมผัสระหว่างบทจะใช้ คาที่ ๑ หรื อ ๒ หรื อ ๓ ก็ได้ )
  34. 34. กรอบที่ ๒ เหตุการณ์ทางกรุงหงสาวดี• ตอนที่หนึ่ง เริ่มด้วยบทกวี บทประณามพจน์ เริ่มด้วยร่ายยอพระเกีย รติพระเจ้าแผ่นดินว่า ด้วยพระเดชานุภาพทรงสามารถปราบศัตรูให้พ่ายแพ้ไป เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์บ้านเมืองจึงสงบร่มเย็น ผู้คนในแผ่นดินล้วน กล่าวสรรเสริญพระเกียรติคุณ
  35. 35. กรอบที่ ๒ เหตุการณ์ทางกรุงหงสาวดีเหตุการณ์ทางกรุงหงสาวดี พระเจ้านันทบุเรง กษัตริย์พม่าทรงทราบข่าวว่าพระมหา-ธรรมราชาสวรรคต จึ งทรงคาดว่ ากรุ ง ศรีอยธยาอาจมีก ารชิ งบัลลังก์กันระหว่างพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถ จึงรับสั่งให้พระมหาอุปราชาผู้เป็นโอรสยกทัพมารุกรานไทย แต่พระมหาอุปราชาได้กราบทูลพระราชบิดาว่า โหรทานายว่าพระองค์กาลังมีเคราะห์พระเจ้า นันทบุเ รงจึงตรัสประชดว่า ถ้าเกรงจะมี เคราะห์ก็ให้นาเสื้อผ้าสตรีมาสวมใส่เพื่อเป็นการสร่างเคราะห์ พระมหาอุปราชาเกรงพระราชอาญาและทรงอับอาย จึงยกทัพไปกรุงศรีอยุธยาโดยเกณฑ์พลจากเชียงใหม่และเมืองขึ้นต่าง ๆ มาช่วย จากนั้นพระองค์ก็เสด็จเข้าห้องเพื่อไปลาพระสนมด้วยความอาลัย
  36. 36. กรอบที่ ๒ เหตุการณ์ทางกรุงหงสาวดี• ร่าย ฝ่ ายพระนครรามัญ ขัณฑ์เขตด้ าวอัสดง หงสาวดีบเุ รศ รั่วรู้ เหตุบมิหึงแห่งเอิก อึงกิ ดาการ ฝ่ ายพสุธารอออกทิศ ว่าอดิศวรกษั ตรา มหาธรรมราชนริ นทร์เจ้ าปถพินทร์ ผ่านทวีป ดับชนมชีพพิราลัย เอารสไทนฤเบศ นเรศวรเสวยศวรรยา แจ้ งกิจจาตระหนัก จึ่งพระปิ่ นปั กธาษตรี บุรี รัตนหงสา ธก็บญชาพิภาษ ด้ วยมวลมาตยา ักร ว่านครรามินทร์ ผลัดแผ่นดินเปลี่ยนราช เยียววิวาทชิงฉัตร เพื่อกษัตริ ย์สองสู้ บร้ างรู้ เหตุผล ควรยาตรพลไปเยือน เตือนประยุทธ์เอาเปรี ยบ แม้ นไป่ เรี ยบเป็ นที โจมจู่ยี่ย่าภพ เสนีนบนึกชอบ ระบอบเบื ้องบรรหาร ธก็เอื ้อนสารเสาวพจน์ แต่เอารสยศเยศ องค์อิศเรศอุปราช ให้ ยกยาตราทัพ กับนครเชี ยงใหม่ เป็ นพยุหใหญ่ ห้าแสน ไปเหยียบแดนปราจิ น บุต รท่ า นยิ น ถ้ อ ถ้ อ ย ข้ อ ยผู้ข้ า บาทบงสุ์ โหรควรคงท านาย ทายพระเคราะห์ถงฆาต ึ
  37. 37. กรอบที่ ๒ เหตุการณ์ทางกรุงหงสาวดี ๕/๑• ฟั งสารราชเอารส ธก็ผะชดบัญชา เจ้ าอยุธยามีบตร ล้ วนยงยุทธ์เชี่ยวชาญ หาญหัก ุ ศึกบมิยอ ต่อสู้ศกบมิหยอน ไปพักวอนว่าใช้ ให้ ธหวงธห้ าม แม้ นเจ้ าคร้ ามเคราะห์กาจ ่ ึ จงอย่ายาตรยุทธนา เอาพัสตราสตรี สวมอินทรี ย์สร่ างเคราะห์ ธตรัสเยาะเยี่ยงขลาด องค์ อุปราชยินสาร แสนอัประมาณมาตย์ มวล นวลพระพักตร์ ผ่องเผือด เลือดสลด หมดคล ้า ช ้ากมลหมองมัว กลัวพระอาชญายอบ นอบประณตบทมูล ทูลลาไท้ ลีลาศ ธก็ประกาศเกณฑ์พล บอกยุบลบ่มิหึง ถึงเชียงใหม่ตระบัด เร่ งแจงจัดจตุรงค์ ลงมาสู่ หงสา แล้ วธให้ หาเมืองออก บอกทุกแดนทุกด้ าว บอกทุกท้ าวทุกเทศ ทั่วทุกเขตทุก ขอบ รอบสีมามณฑล ทราบนุสนธิ์ ทุกแห่ง ต่างตกแต่งแสะสาร แสนยาหาญมหิมา คลาบรรลุเวียงราช แลสระพราศสระพรั่ง คังคับนับเหลือตรา ต่างภาษาต่างเพศ พิเศษ ่ สรรพแต่งตน ข้ าศึกยลแสยงฤทธิ์ บพิตรธเทียบทัพหลวง โดยกระทรวงพยุบาตร จัก ยาตราตรู่เช้ า เสด็จเข้ านิเวศไท้ เกรี ยมอุระราชไหม้ หม่นเศร้ าศรี สลาย อยูนา ่
  38. 38. กรอบที่ ๒ เหตุการณ์ทางกรุงหงสาวดี• โคลง ๒ พระผาดผายสู่ห้อง หาอนุชนวลน้อง หนุ่มหน้าพระสนม ปวงประนมนบเกล้า งามเสงี่ยมเฟี้ยมเฝ้า อยู่ถ้าทูลสนอง กรตระกองกอดแก้ว เรียมจักร้างรสแคล้ว คลาดเคล้าคลาสมร จาใจจรจากสร้อย อยู่แม่อย่าละห้อย ห่อนช้าคืนสม แม่แล ๕/๒
  39. 39. กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๒คาสั่ง จงเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคาตอบเดียว๑.“หงสาวดีบุเรศ รั่วรู้เหตุบมิหึง แห่งเอกอึงกิดาการ” ข้อความนี้สัมพันธ์กับข้อใดมากที่สุด ก. หาญหักศึกบมิย่อ ต่อสูศกบมิหย่อน ้ึ ข. เอารสไทนฤเบศ นเรศวรเสวยสวรรยา ค. มหาธรรมราชานรินทร์ เจ้าปถพินทุร์ผ่านทวีป ดับชนม์ชีพพิราลัย ง. เตือนประยุทธ์เอาเปรียบ แม้นไป่เรียบเป็นที โจมจู่ยย่าภพ ี
  40. 40. ๒. “ธก็บัญชาพิภาษ ด้วยมวลมาตรยากร ว่านครรามินทร์ผลัดแผ่นดินเปลี่ยนราช” “นครรามินทร์” หมายถึงข้อใด ก. เมืองมอญ ข. เมืองพม่า ค. เมืองไทย ง. เมืองเขมร ๓. เมืองใดมาช่วยพม่ารบกับไทยก.เมืองเขมร ค. เมืองเชียงรายข.เมืองเชียงใหม่ ง. เมืองมอญ ๔. “แม้นไป่เรียบเป็นที โจมจู่ยีย่าภพ” หมายความว่าอะไร ก. ถ้าสนามรบเรียบดี การโจมตีก็สะดวก ข. แม้เหตุการณ์ไม่เรียบร้อย เป็นโอกาสที่จะโจมตี ค. หากว่าสนามรบไม่ราบเรียบ ก็อย่าเข้าโจมตีเลย ง. แม้นมีเหตุการณ์เรียบร้อย ก็ยกทัพกลับโดยเร็ว
  41. 41. ๕.“เป็นพยุหใหญ่ห้าแสน ไปเหยียบแดนปราจิน”ข้อความที่ขด ี เส้นใต้หมายถึงข้อใด ก. จังหวัดปราจีนบุรี ข. เมืองเขมร ค. เมืองเชียงใหม่ ง. เมืองไทย๖. “บุตรท่านยินถ้อถ้อย ข้อยผู้ข้าบาทบงสุ” คาที่ขีดเส้นใต้ ์ หมายถึงข้อใด ก. ค่าพูดที่ไพเราะ ข. กล่าวโต้ตอบ ค. ถ้อยค่าพูด ง. ถนัด๗. คาพูดในข้อใดทาให้ผู้ฟัง “แสนอัประมาณมาตย์มวล” ก. เจ้าอยุธยามีบุตร ล้วนยงยุทธ์เชี่ยวชาญ ข. เอาพัสตราสตรี สวมอินทรีย์สร่างเคราะห์ ค. ให้ยกยาตราทัพ กับนครเชียงใหม่ ง. เลือดสลดหมดคล้่า ช้่ากมลหมองมัว
  42. 42. ๘. “เร่งแจงจัดจตุรงค์” จตุรงค์หมายถึงอะไร ก. ทหารสี่เหล่า คือ เหล่าช้าง ม้า รถ พลเดินเท้า ข. โชคดีสี่ประการ คือ แม่ทัพดี อาหารสมบูรณ์ ทหารกล้า วันเดือนดี ค. พรสี่ประการคือ อายุ วรรณะ สุข พละ ง. อาวุธดี ได้แก่ ดาบ ของ้าว หน้าไม้ ปืนไฟ๙. “คั่งคับนับเหลือตรา ต่างภาษาต่างเพศ” คาว่า เพศ ในที่นี้ แปลว่าอะไร ก. ภาษาพูด ข. อาวุธชนิดหนึ่ง ค. สัตว์พาหนะ ง. รูปร่างหน้าตา
  43. 43. ๑๐.ข้อใดมีการใช้สัญลักษณ์ แสดงภาพพจน์ ก. พระฟังความลูกท้าว ลาเสด็จศึกด้าว ดั่งเบื้องบรรหาร ข. มาเดียวเปลี่ยวอกอ้า อายสู ค. กรตระกองกอดแก้ว เรียมจักร้างรสแคล้ว คลาดคลาสม ง. สงครามครานี้หนัก ใจเจ็บจริงนา
  44. 44. คาตอบ๑. ค๒. ค๓. ค๔. ข๕. ง๖. ข๗. ข๘. ก๙. ง๑๐. ก
  45. 45. กรอบที่ ๓ พระเจ้ากรุงหงสาวดีประทานโอวาทพระเจ้านันทบุเรง ประทานโอวาท ๘ ประการแก่พระมหาอุปราชา ดังนี้ ๑. อย่าเป็นคนหูเบา ๒. อย่าทาอะไรตามใจตนเอง ไม่นึกถึงใจผู้อื่น ๓. รู้จักเอาใจทหารให้ฮึกเหิมอยู่เสมอ ๔. อย่าไว้ใจคนขี้ขลาดและคนโง่ ๕. ควรรอบรู้ในการจัดกระบวนทัพทุกรูปแบบ ๖. รู้หลักพิชยสงคราม การตั้งค่าย ั ๗. รู้จักให้บาเหน็จความดีความชอบแก่แม่ทัพนายกองทีเ่ ก่งกล้า ๘. อย่าลดความเพียรหรืออย่าเกียจคร้าน
  46. 46. กรอบที่ ๓ พระเจ้ากรุงหงสาวดีประทานโอวาท• โคลง ๒ พระฟังความลูกท้าว ลาเสด็จศึกด้าว ดั่งเบื้องบรรหาร• โคลง ๓ ภูบาลอื้นอานวย อวยพระพรเลิศล้น จงอยุธย์อย่าพ้น แห่งเงื้อมมือเทอญ พ่อนา
  47. 47. กรอบที่ ๓ พระเจ้ากรุงหงสาวดีประทานโอวาท• โคลง ๔ จงเจริญชเยศด้วย เดชะ ชาวอยุธย์อย่าพะ พ่อได้ จงแพ้พินาศพระ วิริยภาพ พ่อนา ชนะแด่สองท่านไท้ ธิราชเจ้าจอมสยาม
  48. 48. กรอบที่ ๓ พระเจ้ากรุงหงสาวดีประทานโอวาท สงครามความเศิกซึ้ง แสนกลจงพ่ออย่ายินยล แต่ตื้นอย่าลองคะนองตน ตามชอบ ทานาการศึกลึกเล่ห์พื้น ล่อเลี้ยวหลอกหลอน
  49. 49. กรอบที่ ๓ พระเจ้ากรุงหงสาวดีประทานโอวาท จงแจ้งแห่งเหตุเบื้อง โบราณเป็นประโยชน์ยุทธการ กล่าวไว้เอาใจทหารหาญ เริงรื่น อยู่นาอย่าระคนปนใกล้ เกลือกกลั้วขลาดเขลา หนึ่งรู้พยุหเศิกไสร้ สบสถานเจนจิตวิทยาการ กาจแกล้วรู้เชิงพิชัยชาญ ชุมค่าย ควรนาอาจจักรอนรณแผ้ว แผกแพ้พังหนี
  50. 50. กรอบที่ ๓ พระเจ้ากรุงหงสาวดีประทานโอวาท หนึ่งรู้บาเหน็จให้ ขุนพลอันสมรรถมือผจญ จิตเสี้ยนอย่าหย่อนวิริยะยล อย่างเกียจแปดประการกลเที้ยร ถ่องแท้ทางแถลง
  51. 51. กรอบที่ ๓ พระเจ้ากรุงหงสาวดีประทานโอวาท จงจำคำพ่อไซร้ สั่งสอนจงประสิทธิ์สมพร พ่อให้จงเรืองพระฤทธิ์รอน อริรำชจงพ่อลุกลำภได้ เผด็จด้ำวแดนสยำม
  52. 52. พระมหาอุปราชาราพันถึงนาง กวีใช้ลีลาการแต่งแบบนิราศแต่งบทราพันถึงนางโดยนาธรรมชาติที่พระมหาอุปราชาได้พบเห็นเชื่อมโยงกับอารมณ์ความรู้สึกของพระองค์ที่มีต่อพระสนม ใช้ความเปรียบโดยนาชื่อดอกไม้ ต้นไม้ เป็นสื่อพรรณนาความรัก และความอาลัยต่อนางอันเป็นที่รักได้อย่างไพเราะ และสะเทือนอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง ๕/๔
  53. 53. พระมหาอุปราชาราพันถึงนาง• โคลง ๔ มาเดียวเปลียวอกอ้า อายสู ่ สถิตอยู่เอ้องค์ดู ละห้อย พิศโพ้นพฤกษ์พบู บานเบิก ใจนา พลางคะนึงนุชน้อย แน่งเนื้ อนวลสงวน
  54. 54. พระมหาอุปราชาราพันถึงนาง• โคลง ๔ สลัดไดใดสลัดน้อง แหนงนอน ไพรฤๅ เพราะเพือมาราญรอน ่ เศิกไสร้ สละสละสมร เสมอชื่อ ไม้นา นึกระกานามไม้ แม่นแม้นทรวงเรียม
  55. 55. พระมหาอุปราชาราพันถึงนาง • โคลง ๔ สายหยุดหยุดกลินฟุ้ ง ่ ยามสายสายบ่หยุดเสน่หหาย ์ ห่างเศร้ากีคืนกีวนวาย ่ ่ั วางเทวษ ราแม่ถวิลทุกขวบคาเช้า ่ หยุดได้ฉนใด ั
  56. 56. กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๓คาชี้แจง ให้นักเรียนยกตัวอย่างบทประพันธ์ที่มีความหมายเกี่ยวกับโอวาท ๘ ประการต่อไปนี้ (ข้อ ๑ – ๘) ๑. อย่ าหูเบา ๒. อย่าทาอะไรตามใจตนเอง ๓. ให้ เอาใจทหาร ๔. อย่าไว้ ใจคนขลาด ๕. รอบรู้ กระบวนการจัดทัพ ๖. รู้ หลักตาราพิชัยสงคราม ๗. ให้ รางวัลทหารที่มความสามารถ ี ๘. จงพากเพียร อย่ าเกียจคร้ าน ๙. “สละสละสมร เสมอชื่อ ไม้นำ” คาประพันธ์ นีใช้ ศิลปะในการแต่ งอย่ างไร ้ ๑๐.“สำยหยุดหยุดกลิ่นฟุ้ง ยำมสำย” คาประพันธ์ นีใช้ ศิลปะในการแต่ งอย่ างไร ้
  57. 57. คำตอบ๑. จงพ่ออย่ายินยล แต่ตื้น๒. อย่าลองคะนองตน ตามชอบ ทานา๓. เอาใจทหารหาญ เริงรื่น อยู่นา๔. อย่าระคนปนใกล้ เกลือกกลั้ว ขลาดเขลา๕. หนึ่งรู้พยุหเศิกไสร้ สบสถาน๖. รู้เชิงพิชัยชาญ ชุมค่าย ควรนา๗. หนึ่งรู้บาเหน็จให้ ขุนพล๘. อย่าหย่อนวิริยะยล อย่างเกียจ๙. การใช้คาซ้า๑๐. การใช้คาซ้า
  58. 58. กรอบที่ ๔ ลางร้ายของพระมหาอุปราชตอนที่สี่ สมเด็จพระนเรศวรทรงปรารภเรื่องตีเมืองเขมร ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรทรงประทับอยู่ที่ท้องพระ- โรง ทรงไต่ถำมทุกข์สุขของมวลพสกนิกร ขุนนำงทั้งหลำย ต่ำงถวำยควำมเห็นแด่สมเด็จพระนเรศวร พระองค์ทรง ตัดสินคดีควำมให้ลุล่วงไปตำมแบบอย่ำงยุติธรรม เสร็จแล้วทรงปรึกษำขุนนำง เพื่อเตรียมทัพไปปรำบ เขมรว่ำควรยกไปเมื่อไรดี โดยให้เกณฑ์กำลังพลมำจำกทำง ใต้
  59. 59. กรอบที่ ๔ ลางร้ายของพระมหาอุปราช พระองค์ทรงห่วงแต่ศึกมอญพม่า เกรงว่าจะยกมาตีกรุงศรีอยุธยา จึงมอบหมายให้พระยาจักรี เป็นผู้ดูแลกรุงศรีอยุธยาในระหว่างที่ทาศึกกับเขมร ให้ตั้งใจรักษาเมื อ งไว้ พระองค์ จ ะรี บ กลั บ มาปกป้ อ งแผ่ น ดิ น สยามโดยไว พระองค์ ท รงปลอบพระองค์ ว่ า พม่ า เพิ่ ง แพ้ ไ ทยกลับไปเมื่อต้นปี คงไม่ยกกลับมาภายในปีนี้หรอก เหล่าขุนนางยังไม่ได้ตอบพระราชบรรหาร ทันใดนั้นทูตจากเมืองกาญจนบุรีก็มาถึง
  60. 60. กรอบที่ ๔ ลางร้ายของพระมหาอุปราช- ลางร้ายของพระมหาอุปราชา พระมหาอุ ป ราชายกทั พ มาถึ ง อ าเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เกิดเหตุร้าย ลมเวรัมภา (ลมที่เกิด จากอานาจเวรกรรม) พัดฉัตรบนหลังช้างทรงหัก พระ มหาอุปราชาทรงหวั่น พระทัย จึงทรงให้โหรมาทานาย เหตุการณ์ดังกล่าว โหรทั้งหลายต่างตระหนักว่าเป็นเหตุร้ายแรง ถ้าทูล ความจริงเกรงจะได้รับโทษ จึงทูลว่าเหตุการณ์นี้เกิดใน ยามเช้าไม่ดี แต่เกิดในยามเย็นนั้นดี
  61. 61. กรอบที่ ๔ลางร้ายของพระมหาอุปราช พระฝืนทุกข์เทวษกลำ แกล่ครวญ ขับคชทบจรจวน จักเพล้ บรรลุพนมทวน เถื่อนที่ นันนำ เหตุอนำถหนักเอ้ อำจให้ชนเห็น เกิดเป็นหมอกมืดห้อง เวหำ หนเฮย ลมชื่อเวรัมภำ พัดคลุ้ม หวนหอบหักฉัตรำ คชขำด ลงแฮ แลธุลีกลัดกลุ้ม เกลื่อนเพียงจักรผัน
  62. 62. กรอบที่ ๔ ลางร้ายของพระมหาอุปราช พระพลันเห็นเหตุไซร้ เสียวดวง แดเฮยถนัดดั่งภูผาหลวง ตกต้องกระหม่าหระเหม่นทรวง สั่นซีด พักตร์นาหนักหฤทัยท่านร้อง เรียกให้โหรทาย
  63. 63. กรอบที่ ๔ลางร้ายของพระมหาอุปราช ทั้งหลายล้วนจบแจ้ง เจนไสย ศาสตร์แฮเห็นตระหนักแน่ใน เหตุห้าวจักทูลบ่ทูลไท เกรงโทษ ท่านนาเสนอแต่ดกลบร้าว ี เกลื่อนร้ายกลายดี เหตุนี้ผิดเช้าชั่ว ฉุกเข็นเกิดเมื่อยามเย็นดี ดอกไท้อย่าขุ่นอย่าลาเค็ญ ใจเจ็บ พระเอยพระจักลุลาภได้ เผด็จเสี้ยนศึกสยาม ฯลฯ
  64. 64. กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๔ *********************คาสั่ง ให้ นักเรียนตอบคาถามต่ อไปนี ้๑. พระมหาอุปราชา ยกทัพมาถึง “พนมทวน” เวลาใด....๒. อาเภอพนมทวน อยู่ในจังหวัดใด....๓. ให้ ยกตัวอย่ างบทประพันธ์ ทกล่ าวถึงเหตุร้ายของพระมหาอุปราชา.... ี่๔. ลมเวรัมภา หมายถึง....๕. “ทั้งหลายล้วนจบแจ้ง เจนไสย ศาสตร์แฮ” จากบทประพันธ์ นีหมายถึงใคร.... ้๖. “พระพลันเห็นเหตุไซร้ เสียวดวง แดเฮย ถนัดดังภูผาหลวง ่ ตกต้อง” จากบทประพันธ์ นีมีโวหารใด... ้๗. บทประพันธ์ ใด ที่กล่ าวถึงคาทานายของโหร....๘. เหตุใดโหรจึงไม่ ทูลความจริงเกียวกับคาทานาย..... ่
  65. 65. คาตอบ ๑. ใกล้ คา ่ ๒. กาญจนบุรี ๓. เกิดเป็ นหมอกมืดห้ อง เวหา หนเฮย ลมชื่อเวรัมภา พัดคลุ้ม หวนหอบหักฉัตรา คชขาด ลงแฮ แลธุลกลัดกลุ้ม ี เกลือนเพียงจักรผัน ่ ้ ๔. ลมที่เกิดจากอานาจเวรกรรม ๕. โหร ๖. อุปมาโวหาร ๗. เหตุนีผดเช้ าชั่ว ้ ิ ฉุกเข็น เกิดเมื่อยามเย็นดี ดอกไท้ อย่ าขุ่นอย่ าลาเค็ญ ใจเจ็บ พระเอย พระจักลุลาภได้ เผด็จเสี้ยนศึกสยาม ฯลฯ ๘. เกรงจะได้ รับโทษ
  66. 66. กรอบที่ ๕ พระมหาอุปราชาราพึงถึงพระบิดา พระมหาอุปราชาทรงราพึงถึงพระบิ ดาว่า หากต้องทรงเสียโอรส คือพระมหาอุปราชาแก่ข้าศึก พระเจ้านันทบุเรงคงจะทรงเสี ย พระทัย และทรงเป็ น ทุ ก ข์ ยิ่ ง แผ่ น ดิน มอญก็ จะไม่มี ผู้ ม าปกป้อง ด้วยพระเจ้า นันทบุเรงก็ทรงชราภาพแล้ว เกรงว่าจะแพ้ข้าศึก หากพระมหาอุ ป ราชาสิ้ น พระชนม์ ใ นสงครามครั้ ง นี้ ท รงเป็นห่วงว่าจะไม่มีใครมาเก็บพระศพ พระเจ้า นันทบุเรงก็จะไม่มีคู่คิดในการทาศึกสงคราม พระคุณของพระเจ้า นันทบุเรงนั้นมากเกรงว่าจะไม่ได้ตอบแทน
  67. 67. กรอบที่ ๕ พระมหาอุปราชาราพึงถึงพระบิดา สระเทินสระทกแท้ ไทถวิล อยู่เฮยฤาใคร่คลายใจจินต์ จืดสร้อยคานึงนฤบดินทร์ บิตุเรศ พระแฮพระเร่งลานละห้อย เทวษไห้โหยหา อ้าจอมจักรพรรดิผู้ เพ็ญยศแม้พระเสียเอำรส แก่เสี้ยนจักเจ็บอุระระทด ทุกข์ใหญ่ หลวงนาถนัดดั่งพาหาเหี้ยน หั่นกลิ้งไกลองค์
  68. 68. กรอบที่ ๕ พระมหาอุปราชาราพึงถึงพระบิดา ณรงค์นเรศวร์ด้าว ดัสกรใครจักอาจออกรอน รบสู้เสียดายแผ่นดินมอญ พลันมอด ม้วยแฮเหตุบ่มีมอผู้ ื อื่นต้านทานเข็ญ เอ็นดูภูธเรศเจ้ำ จอมถวัลย์เปลี่ยวอุระราชรัน- ทดแท้พระชนม์ชรำครัน ครองภพ พระเอยเกรงบพิตรจักแพ้ เพลี่ยงพล้าศึกสยาม
  69. 69. กรอบที่ ๕ พระมหาอุปราชาราพึงถึงพระบิดา สงครามครานี้หนัก ใจเจ็บ ใจนาเรียมเร่งแหนงหนาวเหน็บ อกโอ้ลูกตายฤใครเก็บ ผีฝาก พระเอยผีจักเท้งทีโพล้ ่ ทีเพล้ใครเผา ่ พระเนานัคเรศอ้า เอองค์ฤาบ่มีใครคง คู่ร้อนจักริจักเริ่มรงค์ ฤาลุ แล้วแฮพระจักขุ่นจักข้อน จักแค้นคับทรวง
  70. 70. กรอบที่ ๕ พระมหาอุปราชาราพึงถึงพระบิดา พระคุณตวงเพียบพื้น ภูวดลเต็มตรลอดแหล่งบน บ่อนใต้พระเกิดพระก่อชนม์ ชุบชีพ มานาเกรงบ่ทันลูกได้ กลับเต้าตอบสนอง
  71. 71. กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๕คาสั่ง จงเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคาตอบเดียว๑. “อ้าจอมจักรพรรดิผู้ เพ็ญยศแม้พระเสียเอารส แก่เสี้ยน” จากบทประพันธ์ นี้ คาว่ า “เอารส” หมายถึงใคร ก. พระนเรศวร ข. พระเอกาทศรส ค. พระมหาอุปราชา ง. พระเจ้านันทบุเรง๒. “ณรงค์นเรศวร์ด้าว ดัสกร ใครจักอาจออกรอน รบสู้ เสียดายแผ่นดินมอญ พลันมอด ม้วยแฮ เหตุบ่มีมือผู้ อื่นต้านทานเข็ญ” บทประพันธ์ นีให้ ข้อคิดเห็นอย่ างไร ้ ก. ทุกสิ่ งทุกอย่างย่อมผันแปร ข. พม่าไร้คนมีฝีมือ ค. พม่าคิดแต่จะรบกับไทย ง. ไม่มีใครคิดอยากทาสงครามอีก๓. “ลูกตายฤใครเก็บ ผีฝาก พระเอย ผีจักเท้งทีโพล้ ่ ทีเพล้ใครเผา” จากบทประพันธ์ นี้ “เท้ง” หมายถึงอะไร ่ ก. ลอยตามน้ า ข. ทิ้งไว้ ค. เก็บไว้ ง. พลบค่า
  72. 72. ๔. “พระคุณตวงเพียบพื้น ภูวดล เต็มตรลอดแหล่งบน บ่อนใต้ พระเกิดพระก่อชนม์ ชุบชีพ มานา เกรงบ่ทันลูกได้ กลับเต้าตอบสนอง”จากบทประพันธ์ นีชี้ให้ เห็นเด่ นชัดเรื่องใด ้ ก. ความกตัญญู ข. เกิดจินตภาพ ค.ใช้คาได้ดีสละสลวย ง. เกิดอารมณ์หวันไหว ่๕. ข้ อใดเป็ นโวหารแบบอธิพจน์ ก. พระคุณตวงเพียบพื้น ภูวดล เต็มตรลอดแหล่งบน บ่อนได้ ข. อ้าจอมจักพรรดิ์ผู้ เพ็ญยศ แม้พระเสี ยเอารส แก่เสี้ ยน ค. ชาวสยามคร้ามเศิกสิ้ น ทั้งผอง นายและไพร่ ไป่ ปอง รบเร้า ง. มาเดียวเปลี่ยวอกอ้า อายสู สถิตอยูเ่ อ้องค์ดู ละห้อย
  73. 73. คาตอบ ๑. ค ๒. ค ๓. ข ๔. ก ๕. ก
  74. 74. กรอบที่ ๖พระสุบิน และพระนิมิตของสมเด็จพระนเรศวร ตอนที่ห้า สมเด็จพระนเรศวรทรงเตรียมการสู้ศึกมอญ สมเด็จพระนเรศวรตรัสว่า เราจะไปตีเมืองกัมพูชา แต่มอญ ชิงส่งทัพเข้ามารบเสียก่อน ทาให้เราไม่ได้ไปรบกับเขมร ทรงสั่งให้ไป รบกับมอญแทน อันเป็นมหรสพอันยิ่งใหญ่ ว่าแล้ว ทรงประกาศให้ เมื อ งกาญจนบุ รี เกณฑ์ ก าลั ง พล ๕๐๐ ไปสอดแนมซุ่ ม ดู ก าลั ง ของ ข้าศึก ที่เดินทางผ่านล าน้ากระเพิน โดยตัดสะพานให้ข าดเป็นท่อน ทาลายเชือกสะพานให้ขาดลอยเป็นทุ่น ก่อไปทาลายเสียอย่าให้มอญ จับได้
  75. 75. กรอบที่ ๖ พระสุบิน และพระนิมิตของสมเด็จพระนเรศวรตอนที่ห้า สมเด็จพระนเรศวรทรงเตรียมการสู้ศึกมอญ ทั น ใดนั้ น ทู ต จากเมื อ งต่ า งๆ ก็ ส่ ง รายงานศึ ก มาให้ พ ระองค์ทราบ เป็นการสนับสนุนข่าวนั้นว่าเป็นจริง พระนเรศวรทรงยินดีที่จะได้ปราบศัตรูบ้านเมือง ทรงปรึกษากับเหล่าเสนาอามาตย์ว่า การศึกครั้งนี้ ควรจะสู้นอกเมือง หรือตั้งรับในเมือง เหล่าขุนนางทั้งหลายก็กราบทูลว่า พระองค์ควรเสด็จไปทาศึกนอกเมืองจะดีกว่า ซึ่งก็ตรงกับพระทัยของสมเด็จพระนเรศวร แล้ ว มี พ ระบรมราชโองการ เรี ย กเกณฑ์ พ ลจากหั วเมื อ ง ตรีจัตวา กับหัวเมืองทางใต้
  76. 76. กรอบที่ ๖ พระสุบินและพระนิมิตของสมเด็จพระนเรศวรตอนที่ห้า สมเด็จพระนเรศวรทรงเตรียมการสู้ศึกมอญ ให้ พระยาศรีไสยณรงค์ เป็นทัพหน้า มี พระราชฤทธานนท์ เป็นปลัดทัพ มีกาลังพล ๕ หมื่น ทรงสั่งอีกว่าให้รีบรบโดยเร็ว หากต้านทานไม่ไหว พระองค์ จะเสด็จมาช่วยภายหลัง แม่ทัพทั้งสองกราบบังคมลา แล้วยกทัพ ไปตาบลหนองสาหร่าย เขตจังหวัดกาญจนบุรี แล้วตั้งค่ายลงตรง ชั ย ภู มิ ชื่ อ สี ห นาม เพื่ อ รอรบ และหลอกล่ อ ข้ า ศึ ก ให้ ต่ อ สู้ ไ ด้ ยากลาบาก
  77. 77. กรอบที่ ๖ พระสุบินและพระนิมิตของสมเด็จพระนเรศวรพระสุบิน และพระนิมิตของสมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระนเรศวรเสด็จจากกรุงศรีอยุธยาไปขึ้นบกที่ อ าเภอปากโมก (ป่ า โมก) จั ง หวั ด อ่ า งทอง เมื่ อพระองค์บรรทมก็เกิดพระสุบินเทพสังหรณ์ว่า ...มีน้าท่วมมาจากทิศตะวันตก พระองค์ทรงลุยน้ า พบจระเข้ ใ หญ่ จ ะกั ด พระองค์ จึ ง ทรงต่ อ สู้ กั บจระเข้ ด้ ว ยพระแสงดาบ จระเข้ ถู ก พระนเรศวรฆ่ าน้ าที่ ท่ ว มก็ ก ลั บ แห้ ง เหื อ ดไป... เมื่ อ พระองค์ ส ร่ า งบรรทมจึงทรงให้โหรทานายพระสุบิน
  78. 78. กรอบที่ ๖ พระสุบินและพระนิมิตของสมเด็จพระนเรศวรตอนที่ห้า สมเด็จพระนเรศวรทรงเตรียมการสู้ศึกมอญ โหรทานายว่าเป็นพระสุบินที่เทวดาดลบันดาลให้ทรงทราบ น้าที่ไหลเชี่ยวคือกองทัพพม่า ส่วนจระเข้นั้นหมายถึงพระมหาอุป ราชา สมเด็จพระนเรศวรจะทรงกระทายุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา และทรงมีชัยชนะ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงสดับคาพยากรณ์ของโหรก็ทรง ยิ น ดี จากนั้ น ทรงเครื่ อ งต้ น เสด็ จ พร้ อ มพระอนุ ช าไปยั ง กองทั พ ที่ เตรียมไว้ เกิดศุภนิมิต สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตรพระบรม สารีริกธาตุ มีแสงสว่างงดงามขนาดเท่าผลส้มเกลี้ยงลอยมาจากทิศ ใต้ เวียนขวารอบกองทัพ ๓ รอบ แล้วลอยไปทางทิศเหนือ
  79. 79. กรอบที่ ๖ พระสุบินและพระนิมิตของสมเด็จพระนเรศวรตอนที่ห้า สมเด็จพระนเรศวรทรงเตรียมการสู้ศึกมอญ โคลง ๔ เทวัญแสดงเหตุให้ สังหรณ์ เห็นแฮ เห็นกระแสสาคร หลั่งล้น ไหลลบวนาดอน แดนตก ทิศนา พระแต่เพ่งฤาพ้น ที่น้่านองสาย พระกรายกรย่างเยื้อง จรลี ลุยมหาวารี เรี่ยวกว้าง พอพานพะกุมภีล์ หนึ่งใหญ่ ไสร้นา โถมปะทะเจ้าช้าง จักเคี้ยวขบองค์
  80. 80. กรอบที่ ๖ พระสุบินและพระนิมิตของสมเด็จพระนเรศวรตอนที่ห้า สมเด็จพระนเรศวรทรงเตรียมการสู้ศึกมอญ โคลง ๒ ครั้งบดินทร์ดาลได้ สดับพยากรณ์ไท้ ธิราชแผ้วพูนเกษม เปรมปรีดิ์ปราโมทย์แท้ เพราะพระโหรหากแก้ กล่าวต้องตามฝัน พระพลันทรงเครื่องต้น งามประเสริฐเลิศล้น แหล่งหล้าควรชม ชื่นนา สมเด็จอนุชาน้องแก้ว ทรงสุภาภรณ์แพร้ว เพริศพร้อมเพราตา ยิ่งแฮ
  81. 81. กรอบที่ ๖ พระสุบินและพระนิมิตของสมเด็จพระนเรศวรตอนที่ห้า สมเด็จพระนเรศวรทรงเตรียมการสู้ศึกมอญ ร่าย สองขัตติยายุรยาตร ยังเกยราชหอทัพ ขุนคชขับช้างเทียบ ทวยหาญเพียบแผ่นภู ดู มหิมาดาดาษ สระพราศพร้อมโดยขบวน องค์อ ดิ ศ วรสองกษัต ริ ย ์ คอยนฤขัต รพิ ช ัย บัด เดี๋ ย วไททฤษฎี พระศรีสารีริกบรมธาตุ ไขโอภาสโศภิต ช่ วงชวลิตพ่างผล ส้ม เกลี้ ยงกลกุก่อง ฟ่ องฟ้ าฝ่ ายทักษิณ ผินแวดวงตรงทัพ นับคารบ สามครา เป็ นทักษิณาวรรตเวียน ว่ายฉวัดเฉวียนอัมพร ผ่านไป อุดรโดยด้าว พลางบพิตรโทท้าว ท่านตั้งสดุดี อยู่นา ...ฯลฯ
  82. 82. กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๖คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว๑. “เทวัญแสดงเหตุให้ สังหรณ์ เห็นแฮ เห็นกระแสสาคร หลั่งล้น ไหลลบวนาดอน แดนตก ทิศนา พระแต่เพ่งฤาพ้น ที่น้านองสาย”จากบทประพันธ์ นีแสดงให้ เห็นว่ าพระนเรศวรฝันแบบใด ้ ก. บุพนิมิต ข. จิตนิวรณ์ ค. เทพสังหรณ์ ง. ธาตุโขภะ๒. “ไหลลบวนาดอนแดนตก ทิศนา” จากบทประพันธ์ นี“แดนตก”หมายถึงข้ อใด ้ ก.พม่า ข. มอญ ค. เขมร ง. ไทย
  83. 83. ๓. “พระกรายกรท่งเยื้อง จรลี ลุยมหาวารี เรี่ยวกว้าง พอพานพะกุมภีล์ หนึ่งใหญ่ ไสร้นา โถมปะทะเจ้าช้าง จักเคี้ยวขบองค์” จากบทประพันธ์ นี้ ข้ อใดกล่ าวไม่ ถูกต้ อง ก. กุมภีล์ คือ พระมหาอุปราชา ข. เจ้าช้าง คือ เจ้าพระยาไชยานุภาพ ค. วารี คือ กองทัพพม่า ง. เจ้าช้าง คือ พระนเรศวร๔. คาคู่ใดมีความหมายต่ างกัน ก. กุมภีล์ - สุ งสุ มาร ข. สายสิ นธุ์ - กระแสสาคร ค. ดิลกเจ้าจอมถวัลย์ - ไทเทเวศร์ ง. ทฤษฎี - ยล๕. ข้ อใดไม่ ใช่ ศุภนิมิต ทีสมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตร ่ ก. สองขัตติยายุรยาตร ยังเกยราชหอทัพ ข. บัดเดี๋ยวไททฤษฎี พระศรี สารี ริกบรมธาตุ ไขโอภาสโศภิต ค. ช่วงชวลิตพ่างผล ส้มเกลี้ยงกลกุก่อง ฟ่ องฟ้ าฝ่ ายทักษิณ ง. นับคารบสามครา เป็ นทักษิณาวรรตเวียน ว่ายฉวัดเฉวียนอัมพร
  84. 84. คำตอบ ๑. ค ๒. ก ๓. ข ๔. ค ๕. ก
  85. 85. กรอบที่ ๗ เคลื่อนพลตามเกล็ดนาคตอนที่หก พระนเรศวรทรงตรวจเตรียมทัพ สมเด็จพระนเรศวร ให้โหรหาฤกษ์ยามดีเพื่อเคลื่อนพลไปรบ หลวงญาณโยคโลกทีป ถวายคาพยากรณ์ทูลว่า พระองค์ได้ จ ตุ ร งคโชค อาจปราบประเทศต่ า งๆให้ แ พ้ ส งครามได้เชิญเสด็จเคลื่อ นทัพในยามเช้า วันอาทิ ตย์ขึ้น ๑๑ ค่า ย่ารุ่ ง ๘นาฬิกา ๓๐ นาที ในเดือนยี่ นับเป็นฤกษ์สิริมงคล ทรงสดับแล้วให้ตรวจทัพเตรียมเคลื่อนพลทางน้า มุ่งสู่ตาบลปากโมก จังหวัดอ่างทอง
  86. 86. กรอบที่ ๗ เคลื่อนพลตามเกล็ดนาคตอนที่หก พระนเรศวรทรงตรวจเตรียมทัพ สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถ สรงน้ าอบหอม แต่งพระองค์ด้วยภูษาทรงอันสวยงาม นับแต่ผ้ารัดบั้นพระองค์มีชายไหวชายแครงสนับเพลา ทับทรวง สะอิ้ง ล้วนสวยงาม สวมข้อพระกรด้วยกาไลอ่อน พระธามรงค์ที่สวมนิ้วพระหัตถ์ทั้ง ๘ ประดับเพชรพลอยแพรวพราวเป็นสีรุ้ง ทรงมงกุฎทองประดับเพชร ถือคัน -ธนูเสด็จมาช้าๆ กษัตริย์ ๒ พระองค์ดุจดังพระลักษมณ์กับพระรามรบทศกัณฐ์ และปราบศัตรูทั่วทิศ
  87. 87. กรอบที่ ๗ เคลื่อนพลตามเกล็ดนาค ตอนที่หก พระนเรศวรทรงตรวจเตรียมทัพ เมื่อได้ฤกษ์ออกศึก โหรตีฆ้องดังกึกก้อง บรรดาสมณชีพราหมณ์ก็ร่ายมนตร์ตามคัมภีร์ พร้อมเป่าสังข์เป่าแตรถวาย เสียงประสานกันเซ็งแซ่ จากนั้นเคลื่อนพลผ่านโขลนทวาร พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาให้มีชัย และเคลื่อนทัพ จนถึงตาบลปาก-โมก ทรงปรึกษาเหล่าขุนนางเรื่องการศึก จนล่วงเข้ายามสามก็เสด็จเข้าที่บรรทมครั้นถึงเวลา ๑๐ ทุ่ม พระองค์ทรงสุบิน เป็นศุภนิมิต ว่า.... ...ทรงทอดพระเนตรเห็นน้าไหลบ่าท่วมป่าสูง มาทางทิศตะวันตก เป็นแนวยาวสุดสายพระเนตร ขณะพระองค์ลุยกระแสน้าอันเชี่ยวกรากนั้น มีจระเข้ใหญ่ตัวหนึ่ งมาโถมปะทะ และจะกั ดพระองค์ พระองค์ใช้แสงดาบที่ ถื อในพระหัตถ์ ต่อสู้กั บจระเข้ พระองค์ฟันเข้าถูกจระเข้ตาย ทันใดนั้นสายน้าที่ท่วมป่าอยู่ก็เหือดแห้ง...
  88. 88. กรอบที่ ๗ เคลื่อนพลตามเกล็ดนาคตอนที่หก พระนเรศวรทรงตรวจเตรียมทัพ เมื่อตื่นบรรทม สมเด็จพระนเรศวรรับสั่งให้โหรทานายพระสุบินนิมิตทันที เหล่าโหรพยากรณ์ว่า พระสุบินครั้งนี้ เกิดเพราะเทวดาสังหรณ์ให้ทราบเป็นนัยว่า น้าซึ่งไหลท่วมป่าทางทิศตะวันตกนั้นคือกองทัพพม่า ส่วนจระเข้นั้นคือพระมหาอุปราชา การสงครามนี้ยิ่งใหญ่ ถึงขนาดต้องกระทายุทธหัตถี การลุยกระแสน้านั้นหมายความว่าพระองค์จะทรงตะลุยไล่บุกเข้าไปในหมู่ข้าศึก จนข้าศึกแตกพ่าย
  89. 89. กรอบที่ ๗ เคลื่อนพลตามเกล็ดนาค ตอนที่หก พระนเรศวรทรงตรวจเตรียมทัพ เมื่อพระองค์สดับฟังคาพยากรณ์ ก็มีความผ่องแผ้วเป็นสุขใจ และเสด็จมายังเกยช้างที่ประทับ ณ พลับพลาในค่ายหลวงในระหว่างที่คอยพิชัยฤกษ์อยู่ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุ ส่องแสงเรืองรอง มีขนาดเท่าผลส้มเกลี้ยง ลอยมาในท้องฟ้าทางทิศใต้ ลอยวนรอบกองทัพเป็นทักษิณาวรรต ๓ รอบแล้วลอยเวียนฉวัดเฉวียนกลางฟ้า ผ่านไปทางทิศเหนือ
  90. 90. กรอบที่ ๗ เคลื่อนพลตามเกล็ดนาค ตอนที่หก พระนเรศวรทรงตรวจเตรียมทัพ สมเด็จพระพี่น้อง ทรงกราบนมัสการด้วยความปลาบปลื้มปิติยินดียิ่ง ทรงพระช้างชื่อ ไชยานุภาพ ส่วนพระเอกาทศรถทรงช้าง พลายปราบไตรจักร โดยเสด็จนาหน้าขบวนสมเด็จพระนเรศวร
  91. 91. กรอบที่ ๗ เคลื่อนพลตามเกล็ดนาคตอนที่เจ็ดพระมหาอุปราชทรงปรึกษาการศึกแล้วยกทัพเข้าประทะทัพหน้าของไทย ฝ่ า ยนายกองลาดตระเวน ซึ่ ง พระมหาอุ ป ราชาใช้ ใ ห้ ขี่ ม้ าตรวจดูทัพไทย มีสมิงอะคร้าน สมิงเป่อ สมิงซายม่วน พร้อมทหารม้า๕๐๐ และกราบทูลพระมหาอุปราชาว่า กองทัพไทยตั้งค่ายอยู่ที่หนองสาหร่าย สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นผู้ยกทัพมาเอง มีรี้พลประมาณ ๑๗-๑๘ หมื่น
  92. 92. กรอบที่ ๗ เคลื่อนพลตามเกล็ดนาคตอนที่เจ็ดพระมหาอุปราชทรงปรึกษาการศึกแล้วยกทัพเข้าประทะทัพหน้าของไทย พระมหาอุปราชาจึงตัดสินใจใช้วิธีจู่โจม หักเอาชัยชนะเสียแต่แรก เพื่ อ เบาแรง แล้ ว ล้ อ มกรุ ง ศรี อ ยุ ธ ยา แล้ ว ชิ ง ราชสมบั ติ ใ นภายหลัง จึงรับสั่งให้เตรียมพลให้เสร็จตั้งแต่ ๓ นาฬิกา(ตีสาม) พอ ๕นาฬิกา(ตีห้า) ก็ยกทัพกะให้ไปสว่างกลางทาง รุ่งเช้าจะได้เข้ามีทันทีพระองค์ขึ้นประทับ พลับพลาที่มีเกยสาหรับขึ้นช้าง เพื่อประทับช้างพระที่นั่งชื่อ พลายพันธกอ
  93. 93. กรอบที่ ๗ เคลื่อนพลตามเกล็ดนาคตอนที่เจ็ดพระมหาอุปราชทรงปรึกษาการศึกแล้วยกทัพเข้าประทะทัพหน้าของไทย ฝ่ายไทย พระยาศรีไสยณรงค์ กับพระราชฤทธานนท์ได้รับพระราชโองการจากสมเด็จพระนเรศวร จึงยกพลเข้าโจมตีทัพพม่าตั้งแต่กลางดึก มีกาลังพลทั้งหมด ๕ หมื่น โดยจัดทัพดังนี้

×