ระบบผิวหนัง

10,090 views
9,325 views

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
10,090
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
9
Actions
Shares
0
Downloads
70
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ระบบผิวหนัง

  1. 1. สมาชิก นายชนะพล ทองชื่น ม .5/4 เลขที่ 29 นายณัฐนนท์ คำแหล่ ม .5/4 เลขที่ 34
  2. 2. ระบบผิวหนัง
  3. 4. <ul><li>ผิวหนัง      ผิวหนังของคนเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุด ที่ห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ผิวหนังของผู้ใหญ่คนหนึ่ง มีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ตารางนิ้ว ผิวหนังตามส่วนต่างๆของร่างกาย จะหนาประมาณ 1-4 มิลลิเมตร แตกต่างกันไปตามอวัยวะ และบริเวณที่ถูกเสียดสี เช่น ผิวหนังที่ศอก และ เข่า จะหนากว่าผิวหนังที่แขนและขา </li></ul>ระบบผิวหนัง
  4. 5. <ul><li>หน้าที่ของผิวหนัง        1. ป้องกันและปกปิดอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับ อันตราย       2. ป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายโดยง่าย       3. ขับของเสียออกจากร่างกาย โดยต่อมเหงื่อ ขับเหงื่อออกมา       4. ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ โดย ระบบหลอดเลือดฝอยและการระเหยของเหงื่อ       5. รับความรู้สึกสัมผัส เช่น ร้อนหนาว เจ็บ ฯลฯ       6. ช่วยสร้างวิตามินดีให้แก่ร่างกาย โดยแสง       7. ขับไขมันออกมาหล่อเลี้ยงเส้นผม </li></ul>
  5. 6. ผิวหนัง มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุดของร่างกาย ปกคลุมห่อหุ้มร่างกายทั้งหมดของเราไว้ ผิวหนังของผู้ใหญ่คนหนึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ตารางนิ้ว               มีความหนาประมาณ 1 – 4 มิลลิเมตร โดยความหนาของผิวหนัง จะแตกต่างกันไป    
  6. 7. <ul><li>- ส้ม อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสดูอ่อนวัย - มะนาว อุดมด้วยวิตามินซี ที่มีประโยชน์ต่อผิว และยังช่วยทำความสะอาดตับซึ่งทำหน้าที่ กำจัดของเสีย อกจากร่างกายได้อีกด้วย - แครอท ให้คุณค่าเบต้าแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ อาหารที่จำเป็นสำหรับผิว - กีวี ประกอบด้วยวิตามินซีที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างคอลลาเจน - อะโวคาโด อุดมไปด้วยวิตามินอีที่ช่วยบำรุงผิว การกิน อะโวคาโด วันละผล ให้วิตามินอีเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละ วัน </li></ul>อาหารที่บำรุงผิวหนัง
  7. 8. <ul><li>- โยเกิร์ต ช่วยในการขับถ่าย ทำให้ผิวพรรณสดใส ไม่หมองคล้ำ - เมล็ดถั่วต่าง ๆ อุดมด้วยโปรตีน สารอาหารที่จำเป็นสำหรับผิวสวย - งา อุดมด้วยวิตามินบี สังกะสี และโพแทสเซียม ช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวดูสดใสอ่อนวัยอยู่เสมอ - ผักโขม อุดมด้วยธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งอมชมพูดูมีสุขภาพดี - ปลาอุดมไขมัน เช่น ปลาแซลมอน น้ำมันปลาช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง </li></ul>
  8. 9. การออกกำลังกาย - ใช้การเดินหรือขี่จักรยานเมื่อไปที่ไม่ไกล - หยุดใช้รถหนึ่งวันแล้วใช้การเดินไปทำงานสำหรับผู้ที่บ้านและที่ทำงานไม่ไกล - ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน - ขี่จักรยานรอบหมู่บ้าน - ทำงานบ้าน เช่นทำสวน ล้างรถ ถูบ้าน
  9. 10. - การเดินให้เร็วขึ้นสลับกับการเดินช้า - ขี่จักรยานนานขึ้น - ขึ้นบันไดหลายขั้น - ขุดดินทำสวนนานขึ้น - ว่ายน้ำ - เต้นแอร์โรบิค แต่ไม่ต้องนาน - เต้นรำ - เล่นกีฬา เช่น ปิงปอง แบดมินตัน เทนนิส
  10. 11. <ul><li>ผิวขาว . ทุกคนของสีผิวใด ๆ จะได้รับโรคมะเร็งผิวหนัง แต่มีเม็ดสีน้อย ( เมลานิน ) ในผิวของคุณให้ความคุ้มครองน้อยจากรังสียูวีทำลาย ถ้าคุณมีผมสีบลอนด์หรือสีแดงและตาสีอ่อนและคุณกระหรือผิวไหม้ได้อย่างง่าย ดายคุณมากขึ้นแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นโรคมะเร็งผิวหนังมากกว่าเป็นคนที่มีผิว คล้ำ </li></ul>ปัจจัยเสี่ยง
  11. 12. <ul><li>แสงแดด </li></ul><ul><li>ทุกคนที่ใช้เวลามากในการที่ดวงอาทิตย์อาจเป็นโรคมะเร็งผิวหนังโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งถ้าผิวหนังที่ไม่ได้ป้องกันโดยการใช้ครีมกันแดดหรือเสื้อผ้า การฟอกรวมทั้งการสัมผัสกับหลอดไฟฟอกและเตียงนอกจากนี้ยังทำให้คุณมีความเสี่ยง สีน้ำตาลคือการตอบสนองการบาดเจ็บของผิวของคุณให้รังสียูวีมากเกินไป </li></ul>
  12. 13. <ul><li>อายุที่เพิ่มขึ้น . ความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้นตามอายุหลักเพราะมะเร็งผิวหนังจำนวนมากในการพัฒนาอย่างช้าๆ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่นอาจจะไม่ปรากฏจนกว่าจะถึงวัยกลางคน ยังคงเป็นโรคมะเร็งผิวหนังจะไม่ จำกัด เฉพาะผู้สูงอายุและสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย </li></ul>
  13. 14. <ul><li>1.   สิว เกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศในช่วงวัยรุ่น หรือ เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่ในต่อมไขมันใต้ผิวหนังมีมากผิดปกติ </li></ul><ul><li>2.   ตาปลา เกิดจากแรงกดหรือแรงเสียดสีผิวหนังบริเวณนั้นบ่อยๆ มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ แข็งๆ มักเกิดบริเวณนิ้วเท้าหรือฝ่าเท้า เนื่องจากใส่รองเท้าคับเกินไป </li></ul><ul><li>3.    กลิ่นตัว เกิดจากปฏิกิริยาเคมีของกรดไขมันจากต่อมเหงื่อเซลล์บุผิวที่ตายแล้ว เหงื่อรวมกับแบคทีเรียและความชื้นเกิดเป็นกลิ่นตัว ถ้ามีกลิ่นตัวแรงอาจใช้สารส้มหรือลูกกลิ้งระงับกลิ่นทาบริเวณรักแร้หลังอาบ น้ำทุกครั้ง </li></ul>โรคของระบบผิวหนัง
  14. 15. <ul><li>4.   โรคราที่เท้าจากเชื้อราที่เท้าเนื่องจากรองเท้าอับชื้นหรือลุยน้ำสกปรก </li></ul><ul><li>5.    ผิวหนังแห้งกร้าน เกิดจากสภาพแวดล้อมผิดปกติ เช่นอากาศ ร้อนจัด อากาศแห้งมาก หรือฟอกสบู่บางชนิด เป็นต้น ควรใช้ครีมทาผิวเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังไว้ </li></ul><ul><li>6.  เกลื้อน เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง มักเกิดขึ้นบริเวณลำตัว แขน ขา คอ หน้า เป็นต้น พบมากในผู้ประกอบอาชีพที่อยู่ในอุณหภูมิสูงมีเหงื่อออกมาก มีความชื้นสูง หรือสกปรกเปรอะเปื้อนพวกไขมันและฝุ่นละออง ควรใช้ขี้ผึ้งรักษากลากเกลื้อนทาบริเวณที่เป็น ถ้ามีอาการลุกลามควรปรึกษาแพทย์ </li></ul>
  15. 16. <ul><li>7.   กลาก ( Ring worm) เป็น โรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราหลายชนิดที่เกิดขึ้นทั่วไปตามร่างกายมีลักษณะ เป็นวง แต่ส่วนขอบนั้นนั้นจะนูนสูงแดงมีเม็ดตุ่มพองน้ำเล็กๆ ป้องกันและรักษาเช่นเดียวกับเกลื้อน </li></ul><ul><li>8.    ฝี ( Abscess) เกิดจากเชื้อบัคเตรีชนิดหนึ่งซึ่งมีบนผิวหนังทั่วไป มีลักษณะบวมแดงจนกลายเป็นหนอง </li></ul><ul><li>9.   เล็บขบ ( Ingrown nail) มักเป็นกับนิ้วหัวแม่เท้าที่เกิดจากการงอกของเล็บที่กดลึกเข้าไปในเนื้อ บริเวณซอกเล็บ ทำให้เกิดความเจ็บปวด ป้องกันได้โดยไม่ควรตัดเล็บสั้นจนเกินไป </li></ul><ul><li>10.  เชื้อราที่เล็บ ( Tinea ungium) มักเป็นกับผู้ทำงานที่ทำให้มือต้องเปียกน้ำเป็นประจำ หรือเท้าอยู่ในที่อับชื้น ป้องกันโดยตัดเล็บให้สั้น รักษาเล็บให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ </li></ul>
  16. 17. <ul><li>1.      รับ ประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะวัยรุ่นต้องการโปรตีน แคลเซียม วิตามิน และเกลือแร่ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกให้แข็งแรงสมบูรณ์ </li></ul><ul><li>2.      ออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ </li></ul><ul><li>3.     ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว </li></ul><ul><li>4.     ป้องกันกล้ามเนื้อไม่ให้เกิดบาดแผล </li></ul><ul><li>5.      ระดับฮอร์โมนในร่างกายในช่วงวัยรุ่นชาย จะมีผลทำให้กล้ามเนื้อเติบโตและแข็งแรงมากกว่าเพศหญิง </li></ul>การดูแลรักษา
  17. 18. ระบบกระดูก
  18. 20. <ul><li>ระบบโครงกระดูก </li></ul><ul><li>มีหน้าที่ค้ำจุนร่างกายให้คงรูปร่างอยู่ได้ กระดูกของมนุษย์ทั้งร่างกายมีอยู่ทั้งสิ้น 206 ชิ้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ </li></ul><ul><li>1) กระดูกแกน </li></ul><ul><li>2) กระดูกระยาง </li></ul><ul><li>กระดูกของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ </li></ul><ul><li>1. กระดูกอ่อน </li></ul><ul><li>2. กระดูก </li></ul>ระบบกระดูก
  19. 21. <ul><li>         อาหารช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก เช่นอาหารพวกที่มี แคลเซียมสูง ได้แก่ นมสด ไข่แดง ผักใบเขียว ผลไม้ และอาหารที่มีวิตามินดี เช่น น้ำมันตับปลา ผักสด การออกกำลังกายเป็นประจำเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนากระดูกให้เจริญอย่างเต็ม ที่และแข็งแรง ระวังอย่าให้น้ำหนักตัวมากเกินไปเพราะอาจทำให้ข้อต่อชำรุดเสื่อมสภาพเร็ว </li></ul>อาหาร
  20. 22. <ul><li>ปัจจัยทางพันธุกรรม และครอบครัว จากสถิติ พบว่าบุคคลต่อไปนี้มีโอกาสที่จะมีกระดูกพรุนมากกว่า </li></ul><ul><li>คนเชื้อชาติเอเชีย มีมากกว่าทางยุโรป  </li></ul><ul><li>หญิงที่มีประจำเดือนหมดเร็ว หรือ หญิงที่ตัดรังไข่ </li></ul><ul><li>  บุคคลที่มีรูปร่างผอมบางและน้ำหนักตัวน้อย </li></ul><ul><li>  มารดามีภาวะกระดูกพรุนพบว่า บุตรมีโอกาสเกิดภาวะกระดูกพรุนสูงเช่นกัน </li></ul>ปัจจัยเสี่ยง
  21. 23. <ul><li>โรคกระดูกพรุนแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ </li></ul><ul><li>   1. โรคกระดูกพรุนแบบปฐมภูมิ ( Primary osteoporosis) ได้แก่ภาวะกระดูกพรุนที่พบใน </li></ul><ul><li>       หญิงวัยหมดประจำเดือน ( Post-menopausal osteoporosis) </li></ul><ul><li>       คนสูงอายุ ( Senile osteoporosis) เกิดได้ทั้งหญิง และชาย   </li></ul><ul><li>  ในอัตราส่วน หญิง : ชาย   = 2:1 </li></ul>         สาเหตุการเกิดโรคกระดูกพรุน
  22. 24. <ul><li>       2. โรคกระดูกพรุนแบบทุติยภูมิ  ( Secondary osteoporosis) ได้แก่ภาวะกระดูกพรุนที่พบในคน </li></ul><ul><li>            ที่รับผลกระทบต่าง ๆ ต่อไปนี้ อันมีผลต่อการเจริญหมุนเวียนของกระดูก เช่น </li></ul><ul><li>       รับประทานยาบางชนิดโดยเฉพาะ ยาประเภทสเตียรอยด์ </li></ul><ul><li>       ขาดสารอาหารแคลเซียม </li></ul><ul><li>       สูบบุหรี่จัด ดื่มสุราหนัก </li></ul><ul><li>       ขาดการออกกำลังกาย </li></ul><ul><li>       โรคบางชนิด เช่น มะเร็งที่ตัวกระดูก หรือความผิดปกติของฮอร์โมน </li></ul>
  23. 25. <ul><li>โรคที่เกี่ยวกับโครงกระดูกจะส่งผลต่อความแข็งแรงและความสามารถในการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยตรง ความผิดปกติของโครงกระดูกที่พบบ่อยคือ กระดูกหัก ซึ่งเกิดจากการที่กระดูกได้รับแรงที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นเพียงกระดูกที่หักอยู่ภายใน หรืออาจมีส่วนใดส่วนหนึ่งของกระดูกที่โผล่พ้นผิวหนังขึ้นมาก็ได้ในกรณีร้าย แรง นอกจากนี้ ภาวะกระดูกหักยังพบได้ง่ายในผู้ป่วย โรคกระดูกพรุน ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุและสตรีวัยหมดประจำเดือน โรคของกระดูกที่จัดว่าร้ายแรง ได้แก่ เนื้องอก และ มะเร็ง ของกระดูก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด นอกจากนี้ ภาวะ ข้ออักเสบ ยังส่งผลเสียต่อกระดูกในบริเวณข้อต่อ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงและเคลื่อนไหวลำบากอีกด้วย </li></ul>โรค
  24. 26. <ul><li>การบำรุงรักษาและพัฒนาโครงร่าง </li></ul><ul><li>         ข้อเคล็ด เกิดจากเส้นเอ็นที่ยึดติดกระดูกฉีกขาด ทำให้อักเสบบวมบริเวณข้อต่อ และห้อเลือด รักษาโดยใช้น้ำแข็งประคบ </li></ul><ul><li>ท่ายืนควรยืดไหล่หลังตรง แอ่นเล็กน้อยบริเวณคอ </li></ul><ul><li>หน้าอกแอ่น ตะโพกยื่น ทำให้กระดูกสันหลังช่วงเอวแอ่นมากทำให้เกิดอาการปวดหลัง </li></ul><ul><li>การนั้งเอามือเท้าคาง หลังงอ ทกให้กรดูกสันหลังโก่ง ปวดหลัง </li></ul><ul><li>การเดินเอาส้นเท้าลงก่อน ทำให้พยุงน้ำหนักได้ดี เดินเร็วแล้วมีความรู้สึกว่าตัวเบากว่าการเดินเอาปลายเท้าลง </li></ul>การดูแลรักษาของระบบกระดูก
  25. 27. <ul><li>] อาหารบำรุงกระดูก </li></ul><ul><li>         อาหารช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก เช่นอาหารพวกที่มี แคลเซียมสูง ได้แก่ นมสด ไข่แดง ผักใบเขียว ผลไม้ และอาหารที่มีวิตามินดี เช่น น้ำมันตับปลา ผักสด การออกกำลังกายเป็นประจำเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนากระดูกให้เจริญอย่างเต็ม ที่และแข็งแรง ระวังอย่าให้น้ำหนักตัวมากเกินไปเพราะอาจทำให้ข้อต่อชำรุดเสื่อมสภาพเร็ว </li></ul>
  26. 28. ระบบกล้ามเนื้อ
  27. 30. <ul><li>กล้ามเนื้อเป็นอวัยวะที่ใช้ในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ ประมาณ 500 มัด แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ </li></ul>ระบบกล้ามเนื้อ
  28. 31. <ul><li>1. กล้ามเนื้อลาย เป็นกล้ามเนื้อยึดติดอยู่กับกระดูกโดยมีเอ็นยึด กล้ามเนื้อจะทำงานประสานกันคือ     ถ้ากล้ามเนื้อมัดหนึ่งหดตัว กล้ามเนื้ออีกมัดหนึ่งจะคลายตัวทำให้กระดูกสามารถเคลื่อนไหวได้     เช่น การงอแขนหรือเหยียดแขนได้ เนื่องมาจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อด้านนอกที่เรียกว่า    กล้ามเนื้อไบเซฟ ( bicep muscle ) และกล้ามเนื้อท้องแขนด้านในที่เรียกว่า กล้ามเนื้อไตรเซฟ    ( tricep muscle) ทำงานตรงกันข้าม การทำงานของกล้ามเนื้อในลักษณะนี้เรียกว่า Antagonistic muscle </li></ul>
  29. 32. <ul><li>อาหารที่ควรกินหลังออกกำลังกาย </li></ul><ul><li>นักวิจัยแนะนำอาหารและเครื่องดื่ม 8 ประเภท ที่ควรกินหลังออกกำลังกาย เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ช่วยในเรื่องการเผาผลาญไขมัน สร้างกล้ามเนื้อ ทั้งยังดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด </li></ul>อาหาร
  30. 33. <ul><li>อาหารประเภทที่ 1 คือ สับปะรดและมะละกอมีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ดี เพราะ ในผลไม้ทั้งสองชนิดนี้จะมีเอนไซม์ บรอมีเลน และปาเปน นอกจากจะช่วยย่อยโปรตีนแล้ว ยังป้องกันการอักเสบ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีหลังการออกกำลังกาย </li></ul>
  31. 34. <ul><li>อาหารประเภทที่ 2 คือ แซลมอน ดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด นักวิจัยในออสเตรเลียพบว่า นักปั่นจักรยานที่ได้รับไขมันปลาแซลมอนติดต่อกันถึง 8 สัปดาห์ จะมีอัตราการเต้นของหัวใจช้าลงและเกิดอาการหอบเหนื่อยน้อยลงขณะปั่นจักรยาน กรดไขมันในปลาแซลมอนยังดีต่อเซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์หัวใจ ดังนั้น จึงควรรับประทานปลาแซลมอนอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายได้กรดไขมันในปลาชนิด นี้  </li></ul>
  32. 35. <ul><li>         อาหารประเภทที่ 3 คือ แซนด์วิชเนยถั่วผสมแยม หรือจะเป็นพาสตาซอสเนื้อก็ได้ เป็นอาหารที่ช่วยสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ เพราะโปรตีนที่อยู่ในนั้นจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อขึ้นใหม่ ส่วนคาร์โ </li></ul><ul><li>         อาหารประเภทที่ 4 คือ เนื้อหมูสันในจัดเป็นเนื้อในส่วนที่ไม่มีมัน จึงเป็นแหล่งโปรตีนที่มีแคลอรีต่ำ นัก วิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ในแคนาดา พบว่า การรับประทานโปรตีนแคลอรีต่ำให้มากขึ้น บวกกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยลดไขมันตรงส่วนเอวลงได้ บไฮเดรตจะช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่มีอยู่ </li></ul>
  33. 36. <ul><li>อาหารประเภทที่ 5 คือ นมช็อกโกแลต 8 ออนซ์ นัก วิจัยในอังกฤษพบว่า นมถือเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมที่สุดในการช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวหลังการออก กำลังกายดีกว่าน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มเกลือแร่เสียอีก เนื่องจากนมอุดมไปด้วยโปแตสเซียมซึ่งช่วยเรื่องการเต้นของหัวใจ และการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมองแต่การเติมช็อกโกแลตลงไปด้วยจะช่วยให้นมมี ความสมดุลของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้เร็วขึ้น </li></ul><ul><li>อาหารประเภทที่ 6 กาแฟก็เป็นเครื่องดื่มที่ดีเช่นกันหลังการออกกำลังกาย นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์เจียในสหรัฐ พบว่า ถ้าร่างกายได้รับกาเฟอีนในปริมาณที่เท่ากับการดื่มกาแฟ 2 ถ้วย หลังออกกำลังกาย จะช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้มาก เพราะกาเฟอีนจะไปยับยั้งสารเคมีที่กระตุ้นให้เกิดการเจ็บปวด </li></ul>
  34. 37. <ul><li>อาหารประเภทที่ 7 เครื่องดื่มอีกประเภทที่เหมาะคือน้ำเย็น ดื่มน้ำเย็นทั้งก่อนและขณะออกกำลังกาย จะช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น ผลการศึกษาในอังกฤษ พบว่า นักปั่นจักรยานที่ดื่มน้ำเย็น 30 ออนซ์ สักครึ่งชั่วโมงก่อนปั่นจักรยาน จะช่วยให้ปั่นจักรยานได้ไกลกว่านักปั่นที่ดื่มน้ำอุ่น น้ำเย็นยังช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย จึงเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมถ้าต้องออกกำลังกายกลางแจ้งท่ามกลางอากาศร้อน อบอ้าว </li></ul><ul><li>อาหารประเภทที่ 8 เครื่องดื่มประเภทสุดท้ายที่เหมาะสมคือ ชาเขียว นักวิทยาศาสตร์ในบราซิล พบว่า ผู้ที่ดื่มชาเขียววันละ 2 ถึง 3  แก้ว อาจช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้เร็วขึ้นหลังออกกำลังกายอย่างหนัก </li></ul>
  35. 38. <ul><li>6 วิธีออกกําลังกาย &quot; หุ่นเฟิร์ม กระชับ ทุกสัดส่วน &quot; </li></ul><ul><li>1. หน้าท้องแบนราบ </li></ul><ul><li>เริ่มด้วยการนอนคว่ำลงกับพื้นให้แขนด้านในและหัวเข่าชิดพื้นไว้ จากนั้นค่อย ๆ ชันศอกทั้งสองข้างขึ้นยันพื้นไว้โดยให้แขนทั้งสองข้างนี้แยกออกจากกัน ความกว้างประมาณสะโพก พร้อมกันนั้นให้ใช้ปลายนิ้วเท้ายันพื้นไว้ให้ลำตัวลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ออกแรงบริเวณหัวไหล่กดลำตัวลงสู่พื้น พยายามเกร็งนิ้วเท้าและแขนด้านในไว้อย่าให้ลำตัวติดพื้น กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องจะตึงขึ้นทรงตัวให้อยู่ในท่านี้ประมาณ 30 วินาที ทำซ้ำประมาณ 3-4 ครั้ง หรือให้ครบ 1 นาทีก็ได้ </li></ul>ออกกำลังกาย
  36. 39. <ul><li>2. แขนและหัวไหล่เข้ารูป </li></ul><ul><li>ท่าชกลมนี้สามารถทำให้กล้ามเนื้อกระชับได้ไม่แพ้ท่าอื่น ๆ เริ่มด้วยท่ายืนแยกเท้าความกว้างประมาณสะโพก ก้าวขาซ้ายไว้ด้านหน้าขาขวาเล็กน้อยโดยบิดส้นเท้าซ้ายเข้าด้านในเล็กน้อย ปลายเท้าขวาหันออกไปด้านหน้า ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นให้ข้อศอกแนบลำตัวไว้กำมือไว้ให้แน่นและวางไว้ใน ตำแหน่งใต้คาง ปล่อยหมัดขวาแย็บออกไปด้านหน้าพร้อมเหยียดขาขวาให้ตึงด้วย ระหว่างนี้อย่าลืมบิดสะโพกไปด้านขวาเล็กน้อยหมัดที่ปล่อยออกไปพยายามเหยียด ให้ตึงและฝ่ามือคว่ำลง จากนั้นให้สลับหมัดเป็นอีกข้างหนึ่งอย่างรวดเร็วหมัดข้างที่ดึงกลับให้กลับ มาไว้ที่ตำแหน่งใต้คางเช่นเดิม </li></ul>
  37. 40. <ul><li>3. ต้นแขนกระชับ </li></ul><ul><li>อุปกรณ์เสริมที่ต้องนำมาใช้สำหรับท่านี้ก็คือ ดัมเบลล์ค่ะ เมื่อเลือกดัมเบลล์ที่เหมาะสมแล้วให้ยืนแยกเท้าทั้งสองข้างออกประมาณสะโพก โดยให้ฝ่ามือที่ถือดัมเบลล์หันเข้าลำตัว ก้าวขาขวาไปทางด้านหลังและยกส้นเท้าไว้เหนือพื้นค่อย ๆ งอเข่าขวาลงให้อยู่ในระดับข้อเท้าซ้าย จากนั้นค่อย ๆ ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาระดับหัวไหล่โดยให้ฝ่ามือหันเข่าหัวไหล่ค่อย ๆ ชูแขนขึ้นเหนือศีรษะทำซ้ำท่านี้ โดยสลับข้างขาไปเรื่อย ๆ ประมาณ 8-12 ครั้งค่ะ </li></ul>
  38. 41. <ul><li>4. เพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อขา </li></ul><ul><li>นอนหงายบนพื้นราบงอเข่าซ้ายขึ้นค่อย ๆ ดึงหัวเข่าขวาให้ชิดกับหน้าอก จากนั้นค่อย ๆ เหยียดขาขวาขึ้นตั้งฉากกับพื้นช้า ๆ โดยใช้มือทั้งสองข้างจับบริเวณต้นขาไว้ เพื่อช่วยในการทรงตัว ค้างไว้ประมาณ 2 วินาที จากนั้นจึงเริ่มทำซ้ำอีกครั้งโดยสลับทำอีกข้างหนึ่ง 5. ขาเรียวสวยพร้อมสะโพกกลมกลึง </li></ul><ul><li>ยืนแยกเท้าทั้งสองข้างออกเล็กน้อยวิ่งอยู่กับที่ โดยระหว่างที่วิ่งให้ยกหัวเข่าสูงเท่าที่จะทำได้ แกว่งแขนสลับข้างไปเรื่อย ๆ ในระหว่างการวิ่ง วิ่งไปเรื่อย ๆ ค่ะ เพื่อกล้ามเนื้อขาและสะโพกที่กระชับมากยิ่งขึ้น 5. ขาเรียวสวยพร้อมสะโพกกลมกลึง </li></ul><ul><li>ยืนแยกเท้าทั้งสองข้างออกเล็กน้อยวิ่งอยู่กับที่ โดยระหว่างที่วิ่งให้ยกหัวเข่าสูงเท่าที่จะทำได้ แกว่งแขนสลับข้างไปเรื่อย ๆ ในระหว่างการวิ่ง วิ่งไปเรื่อย ๆ ค่ะ เพื่อกล้ามเนื้อขาและสะโพกที่กระชับมากยิ่งขึ้น </li></ul>
  39. 42. <ul><li>6. กระตุ้นระบบไหลเวียนในร่างกาย </li></ul><ul><li>ท่าบริหารนี้ไม่ยากสักเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับตัวของคุณเองค่ะ เพราะท่านี้ก็คือการเต้นสะบัดร่างกายทั้งตัว เพื่อเพิ่มการไหลเวียนในร่างกาย อาจจะเปิดเพลงประกอบลีลาก็ได้ค่ะ เช่น เพลงฮิปฮอป ร็คแอนด์โรล รับรองว่าทั้งสนุกและช่วยให้แข็งแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อเชียวค่ะ </li></ul>
  40. 43. <ul><li>1. ชายอายุเกิน 45 ปี หญิงอายุเกิน 55 ปี 2. สูบบุหรี่ 3. มีโรคเบาหวาน 4. มีโรคความดันเลือดสูง 5. มีไขมันชนิด LDL ในเลือดสูงเกิน 160 mg/dl 6. มีไขมันชนิด HDL ในเลือดต่ำกว่า 35 mg/dl 7. มีประวัติในครอบครัว </li></ul>ปัจจัยเสี่ยง
  41. 44. <ul><li>กล้ามเนื้อช้ำ ( Contusion) คือ การที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของกล้ามเนื้อได้รับแรงกระทบโดยตรงจนเกิดการฟกช้ำ เนื่องจากเส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นฉีกขาด เลือดจึงออกมาคั่งอยู่ภายในกล้ามเนื้อ โดยที่ผิวหนังบริเวณนั้นไม่มีการฉีกขาด ทำให้มีอาการเจ็บ ปวด บวม เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อขาดคุณสมบัติในการหดตัว จึงทำงานไม่สะดวก มักเกิดจากการถูกกระทบกระแทกอย่างรุนแรงจากวัตถุที่ไม่มีคม </li></ul>โรค
  42. 45. <ul><li>กล้ามเนื้อฉีกขาด ( Muscle strain) คือ การที่กล้ามเนื้อหรือเอ็นกล้ามเนื้อถูกยืดออก หรือถูกใช้งานมากเกินไป ซึ่งสามารถแบ่งความรุนแรงได้ 3 ระดับ คือ กล้ามเนื้อฉีกขาดเล็กน้อย ( Mild strain) กล้ามเนื้อฉีกขาดปานกลาง ( Moderate strain) และกล้ามเนื้อฉีกขาดอย่างรุนแรง ( Severe strain) มักเกิดจากการยกของหนักมากเกินไป การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว </li></ul>
  43. 46. <ul><li>หลักสำคัญในการปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ </li></ul><ul><li>หยุดพักการใช้กล้ามเนื้อนั้นทันที </li></ul><ul><li>ยกบริเวณที่บาดเจ็บให้สูงเพื่อลดอาการบวม </li></ul><ul><li>ประคบเย็นบริเวณที่บาดเจ็บเพื่อลดอาการบวมปวด </li></ul>
  44. 47. <ul><li>  การปฐมพยาบาลและการรักษาเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะการปฐมพยาบาลที่ถูกวิธีจะช่วยทำให้การรักษาง่ายขึ้น ช่วยลดอันตรายและภาวะแทรกซ้อนลงได้ </li></ul>การดูแลรักษา
  45. 48. <ul><li>1)       ให้การปฐมพยาบาลอย่างรีบด่วน </li></ul><ul><li>หากมีอาการเป็นลม หรือช็อก ต้องแก้ไขให้ฟื้นก่อน </li></ul><ul><li>ถ้ามีการตกเลือด ต้องห้ามเลือดด้วยวิธีการที่เหมาะสม </li></ul><ul><li>การจับหรือตรวจบริเวณที่หักต้องทำด้วยความระมัดระวัง </li></ul><ul><li>ถ้าจำเป็นต้องถอดเสื้อผ้าออก ควรใช้วิธีตัดทิ้ง </li></ul><ul><li>หากมีบาดแผลควรเช็ดล้างให้สะอาด แต่ห้ามล้างเข้าไปในแผล </li></ul><ul><li>หากจำเป็นต้องเข้าเฝือก ต้องทำด้วยความระมัดระวังและรวดเร็ว </li></ul><ul><li>การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ต้องกระทำให้ถูกหลักวิธีการ </li></ul><ul><li>รีบนำส่งแพทย์ </li></ul><ul><li>การรักษากระดูกนั้น ต้องรักษาโดยแพทย์ผู้ชำนาญทางกระดูกเท่านั้น </li></ul>
  46. 49. เย่ๆจบการนำเสนอ

×