ระบบผิวหนัง
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

ระบบผิวหนัง

on

  • 7,995 views

 

Statistics

Views

Total Views
7,995
Slideshare-icon Views on SlideShare
7,995
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
38
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    ระบบผิวหนัง ระบบผิวหนัง Presentation Transcript

    • สมาชิก นายชนะพล ทองชื่น ม .5/4 เลขที่ 29 นายณัฐนนท์ คำแหล่ ม .5/4 เลขที่ 34
    • ระบบผิวหนัง
    •  
      • ผิวหนัง      ผิวหนังของคนเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุด ที่ห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ผิวหนังของผู้ใหญ่คนหนึ่ง มีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ตารางนิ้ว ผิวหนังตามส่วนต่างๆของร่างกาย จะหนาประมาณ 1-4 มิลลิเมตร แตกต่างกันไปตามอวัยวะ และบริเวณที่ถูกเสียดสี เช่น ผิวหนังที่ศอก และ เข่า จะหนากว่าผิวหนังที่แขนและขา
      ระบบผิวหนัง
      • หน้าที่ของผิวหนัง        1. ป้องกันและปกปิดอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับ อันตราย       2. ป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายโดยง่าย       3. ขับของเสียออกจากร่างกาย โดยต่อมเหงื่อ ขับเหงื่อออกมา       4. ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ โดย ระบบหลอดเลือดฝอยและการระเหยของเหงื่อ       5. รับความรู้สึกสัมผัส เช่น ร้อนหนาว เจ็บ ฯลฯ       6. ช่วยสร้างวิตามินดีให้แก่ร่างกาย โดยแสง       7. ขับไขมันออกมาหล่อเลี้ยงเส้นผม
    • ผิวหนัง มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุดของร่างกาย ปกคลุมห่อหุ้มร่างกายทั้งหมดของเราไว้ ผิวหนังของผู้ใหญ่คนหนึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ตารางนิ้ว               มีความหนาประมาณ 1 – 4 มิลลิเมตร โดยความหนาของผิวหนัง จะแตกต่างกันไป    
      • - ส้ม อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสดูอ่อนวัย - มะนาว อุดมด้วยวิตามินซี ที่มีประโยชน์ต่อผิว และยังช่วยทำความสะอาดตับซึ่งทำหน้าที่ กำจัดของเสีย อกจากร่างกายได้อีกด้วย - แครอท ให้คุณค่าเบต้าแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ อาหารที่จำเป็นสำหรับผิว - กีวี ประกอบด้วยวิตามินซีที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างคอลลาเจน - อะโวคาโด อุดมไปด้วยวิตามินอีที่ช่วยบำรุงผิว การกิน อะโวคาโด วันละผล ให้วิตามินอีเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละ วัน
      อาหารที่บำรุงผิวหนัง
      • - โยเกิร์ต ช่วยในการขับถ่าย ทำให้ผิวพรรณสดใส ไม่หมองคล้ำ - เมล็ดถั่วต่าง ๆ อุดมด้วยโปรตีน สารอาหารที่จำเป็นสำหรับผิวสวย - งา อุดมด้วยวิตามินบี สังกะสี และโพแทสเซียม ช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวดูสดใสอ่อนวัยอยู่เสมอ - ผักโขม อุดมด้วยธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งอมชมพูดูมีสุขภาพดี - ปลาอุดมไขมัน เช่น ปลาแซลมอน น้ำมันปลาช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง
    • การออกกำลังกาย - ใช้การเดินหรือขี่จักรยานเมื่อไปที่ไม่ไกล - หยุดใช้รถหนึ่งวันแล้วใช้การเดินไปทำงานสำหรับผู้ที่บ้านและที่ทำงานไม่ไกล - ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน - ขี่จักรยานรอบหมู่บ้าน - ทำงานบ้าน เช่นทำสวน ล้างรถ ถูบ้าน
    • - การเดินให้เร็วขึ้นสลับกับการเดินช้า - ขี่จักรยานนานขึ้น - ขึ้นบันไดหลายขั้น - ขุดดินทำสวนนานขึ้น - ว่ายน้ำ - เต้นแอร์โรบิค แต่ไม่ต้องนาน - เต้นรำ - เล่นกีฬา เช่น ปิงปอง แบดมินตัน เทนนิส
      • ผิวขาว . ทุกคนของสีผิวใด ๆ จะได้รับโรคมะเร็งผิวหนัง แต่มีเม็ดสีน้อย ( เมลานิน ) ในผิวของคุณให้ความคุ้มครองน้อยจากรังสียูวีทำลาย ถ้าคุณมีผมสีบลอนด์หรือสีแดงและตาสีอ่อนและคุณกระหรือผิวไหม้ได้อย่างง่าย ดายคุณมากขึ้นแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นโรคมะเร็งผิวหนังมากกว่าเป็นคนที่มีผิว คล้ำ
      ปัจจัยเสี่ยง
      • แสงแดด
      • ทุกคนที่ใช้เวลามากในการที่ดวงอาทิตย์อาจเป็นโรคมะเร็งผิวหนังโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งถ้าผิวหนังที่ไม่ได้ป้องกันโดยการใช้ครีมกันแดดหรือเสื้อผ้า การฟอกรวมทั้งการสัมผัสกับหลอดไฟฟอกและเตียงนอกจากนี้ยังทำให้คุณมีความเสี่ยง สีน้ำตาลคือการตอบสนองการบาดเจ็บของผิวของคุณให้รังสียูวีมากเกินไป
      • อายุที่เพิ่มขึ้น . ความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้นตามอายุหลักเพราะมะเร็งผิวหนังจำนวนมากในการพัฒนาอย่างช้าๆ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่นอาจจะไม่ปรากฏจนกว่าจะถึงวัยกลางคน ยังคงเป็นโรคมะเร็งผิวหนังจะไม่ จำกัด เฉพาะผู้สูงอายุและสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย
      • 1.   สิว เกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศในช่วงวัยรุ่น หรือ เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่ในต่อมไขมันใต้ผิวหนังมีมากผิดปกติ
      • 2.   ตาปลา เกิดจากแรงกดหรือแรงเสียดสีผิวหนังบริเวณนั้นบ่อยๆ มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ แข็งๆ มักเกิดบริเวณนิ้วเท้าหรือฝ่าเท้า เนื่องจากใส่รองเท้าคับเกินไป
      • 3.    กลิ่นตัว เกิดจากปฏิกิริยาเคมีของกรดไขมันจากต่อมเหงื่อเซลล์บุผิวที่ตายแล้ว เหงื่อรวมกับแบคทีเรียและความชื้นเกิดเป็นกลิ่นตัว ถ้ามีกลิ่นตัวแรงอาจใช้สารส้มหรือลูกกลิ้งระงับกลิ่นทาบริเวณรักแร้หลังอาบ น้ำทุกครั้ง
      โรคของระบบผิวหนัง
      • 4.   โรคราที่เท้าจากเชื้อราที่เท้าเนื่องจากรองเท้าอับชื้นหรือลุยน้ำสกปรก
      • 5.    ผิวหนังแห้งกร้าน เกิดจากสภาพแวดล้อมผิดปกติ เช่นอากาศ ร้อนจัด อากาศแห้งมาก หรือฟอกสบู่บางชนิด เป็นต้น ควรใช้ครีมทาผิวเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังไว้
      • 6.  เกลื้อน เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง มักเกิดขึ้นบริเวณลำตัว แขน ขา คอ หน้า เป็นต้น พบมากในผู้ประกอบอาชีพที่อยู่ในอุณหภูมิสูงมีเหงื่อออกมาก มีความชื้นสูง หรือสกปรกเปรอะเปื้อนพวกไขมันและฝุ่นละออง ควรใช้ขี้ผึ้งรักษากลากเกลื้อนทาบริเวณที่เป็น ถ้ามีอาการลุกลามควรปรึกษาแพทย์
      • 7.   กลาก ( Ring worm) เป็น โรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราหลายชนิดที่เกิดขึ้นทั่วไปตามร่างกายมีลักษณะ เป็นวง แต่ส่วนขอบนั้นนั้นจะนูนสูงแดงมีเม็ดตุ่มพองน้ำเล็กๆ ป้องกันและรักษาเช่นเดียวกับเกลื้อน
      • 8.    ฝี ( Abscess) เกิดจากเชื้อบัคเตรีชนิดหนึ่งซึ่งมีบนผิวหนังทั่วไป มีลักษณะบวมแดงจนกลายเป็นหนอง
      • 9.   เล็บขบ ( Ingrown nail) มักเป็นกับนิ้วหัวแม่เท้าที่เกิดจากการงอกของเล็บที่กดลึกเข้าไปในเนื้อ บริเวณซอกเล็บ ทำให้เกิดความเจ็บปวด ป้องกันได้โดยไม่ควรตัดเล็บสั้นจนเกินไป
      • 10.  เชื้อราที่เล็บ ( Tinea ungium) มักเป็นกับผู้ทำงานที่ทำให้มือต้องเปียกน้ำเป็นประจำ หรือเท้าอยู่ในที่อับชื้น ป้องกันโดยตัดเล็บให้สั้น รักษาเล็บให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ
      • 1.      รับ ประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะวัยรุ่นต้องการโปรตีน แคลเซียม วิตามิน และเกลือแร่ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกให้แข็งแรงสมบูรณ์
      • 2.      ออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
      • 3.     ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว
      • 4.     ป้องกันกล้ามเนื้อไม่ให้เกิดบาดแผล
      • 5.      ระดับฮอร์โมนในร่างกายในช่วงวัยรุ่นชาย จะมีผลทำให้กล้ามเนื้อเติบโตและแข็งแรงมากกว่าเพศหญิง
      การดูแลรักษา
    • ระบบกระดูก
    •  
      • ระบบโครงกระดูก
      • มีหน้าที่ค้ำจุนร่างกายให้คงรูปร่างอยู่ได้ กระดูกของมนุษย์ทั้งร่างกายมีอยู่ทั้งสิ้น 206 ชิ้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
      • 1) กระดูกแกน
      • 2) กระดูกระยาง
      • กระดูกของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
      • 1. กระดูกอ่อน
      • 2. กระดูก
      ระบบกระดูก
      •          อาหารช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก เช่นอาหารพวกที่มี แคลเซียมสูง ได้แก่ นมสด ไข่แดง ผักใบเขียว ผลไม้ และอาหารที่มีวิตามินดี เช่น น้ำมันตับปลา ผักสด การออกกำลังกายเป็นประจำเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนากระดูกให้เจริญอย่างเต็ม ที่และแข็งแรง ระวังอย่าให้น้ำหนักตัวมากเกินไปเพราะอาจทำให้ข้อต่อชำรุดเสื่อมสภาพเร็ว
      อาหาร
      • ปัจจัยทางพันธุกรรม และครอบครัว จากสถิติ พบว่าบุคคลต่อไปนี้มีโอกาสที่จะมีกระดูกพรุนมากกว่า
      • คนเชื้อชาติเอเชีย มีมากกว่าทางยุโรป 
      • หญิงที่มีประจำเดือนหมดเร็ว หรือ หญิงที่ตัดรังไข่
      •   บุคคลที่มีรูปร่างผอมบางและน้ำหนักตัวน้อย
      •   มารดามีภาวะกระดูกพรุนพบว่า บุตรมีโอกาสเกิดภาวะกระดูกพรุนสูงเช่นกัน
      ปัจจัยเสี่ยง
      • โรคกระดูกพรุนแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
      •    1. โรคกระดูกพรุนแบบปฐมภูมิ ( Primary osteoporosis) ได้แก่ภาวะกระดูกพรุนที่พบใน
      •        หญิงวัยหมดประจำเดือน ( Post-menopausal osteoporosis)
      •        คนสูงอายุ ( Senile osteoporosis) เกิดได้ทั้งหญิง และชาย  
      •   ในอัตราส่วน หญิง : ชาย   = 2:1
               สาเหตุการเกิดโรคกระดูกพรุน
      •        2. โรคกระดูกพรุนแบบทุติยภูมิ  ( Secondary osteoporosis) ได้แก่ภาวะกระดูกพรุนที่พบในคน
      •             ที่รับผลกระทบต่าง ๆ ต่อไปนี้ อันมีผลต่อการเจริญหมุนเวียนของกระดูก เช่น
      •        รับประทานยาบางชนิดโดยเฉพาะ ยาประเภทสเตียรอยด์
      •        ขาดสารอาหารแคลเซียม
      •        สูบบุหรี่จัด ดื่มสุราหนัก
      •        ขาดการออกกำลังกาย
      •        โรคบางชนิด เช่น มะเร็งที่ตัวกระดูก หรือความผิดปกติของฮอร์โมน
      • โรคที่เกี่ยวกับโครงกระดูกจะส่งผลต่อความแข็งแรงและความสามารถในการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยตรง ความผิดปกติของโครงกระดูกที่พบบ่อยคือ กระดูกหัก ซึ่งเกิดจากการที่กระดูกได้รับแรงที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นเพียงกระดูกที่หักอยู่ภายใน หรืออาจมีส่วนใดส่วนหนึ่งของกระดูกที่โผล่พ้นผิวหนังขึ้นมาก็ได้ในกรณีร้าย แรง นอกจากนี้ ภาวะกระดูกหักยังพบได้ง่ายในผู้ป่วย โรคกระดูกพรุน ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุและสตรีวัยหมดประจำเดือน โรคของกระดูกที่จัดว่าร้ายแรง ได้แก่ เนื้องอก และ มะเร็ง ของกระดูก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด นอกจากนี้ ภาวะ ข้ออักเสบ ยังส่งผลเสียต่อกระดูกในบริเวณข้อต่อ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงและเคลื่อนไหวลำบากอีกด้วย
      โรค
      • การบำรุงรักษาและพัฒนาโครงร่าง
      •          ข้อเคล็ด เกิดจากเส้นเอ็นที่ยึดติดกระดูกฉีกขาด ทำให้อักเสบบวมบริเวณข้อต่อ และห้อเลือด รักษาโดยใช้น้ำแข็งประคบ
      • ท่ายืนควรยืดไหล่หลังตรง แอ่นเล็กน้อยบริเวณคอ
      • หน้าอกแอ่น ตะโพกยื่น ทำให้กระดูกสันหลังช่วงเอวแอ่นมากทำให้เกิดอาการปวดหลัง
      • การนั้งเอามือเท้าคาง หลังงอ ทกให้กรดูกสันหลังโก่ง ปวดหลัง
      • การเดินเอาส้นเท้าลงก่อน ทำให้พยุงน้ำหนักได้ดี เดินเร็วแล้วมีความรู้สึกว่าตัวเบากว่าการเดินเอาปลายเท้าลง
      การดูแลรักษาของระบบกระดูก
      • ] อาหารบำรุงกระดูก
      •          อาหารช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก เช่นอาหารพวกที่มี แคลเซียมสูง ได้แก่ นมสด ไข่แดง ผักใบเขียว ผลไม้ และอาหารที่มีวิตามินดี เช่น น้ำมันตับปลา ผักสด การออกกำลังกายเป็นประจำเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนากระดูกให้เจริญอย่างเต็ม ที่และแข็งแรง ระวังอย่าให้น้ำหนักตัวมากเกินไปเพราะอาจทำให้ข้อต่อชำรุดเสื่อมสภาพเร็ว
    • ระบบกล้ามเนื้อ
    •  
      • กล้ามเนื้อเป็นอวัยวะที่ใช้ในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ ประมาณ 500 มัด แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ
      ระบบกล้ามเนื้อ
      • 1. กล้ามเนื้อลาย เป็นกล้ามเนื้อยึดติดอยู่กับกระดูกโดยมีเอ็นยึด กล้ามเนื้อจะทำงานประสานกันคือ     ถ้ากล้ามเนื้อมัดหนึ่งหดตัว กล้ามเนื้ออีกมัดหนึ่งจะคลายตัวทำให้กระดูกสามารถเคลื่อนไหวได้     เช่น การงอแขนหรือเหยียดแขนได้ เนื่องมาจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อด้านนอกที่เรียกว่า    กล้ามเนื้อไบเซฟ ( bicep muscle ) และกล้ามเนื้อท้องแขนด้านในที่เรียกว่า กล้ามเนื้อไตรเซฟ    ( tricep muscle) ทำงานตรงกันข้าม การทำงานของกล้ามเนื้อในลักษณะนี้เรียกว่า Antagonistic muscle
      • อาหารที่ควรกินหลังออกกำลังกาย
      • นักวิจัยแนะนำอาหารและเครื่องดื่ม 8 ประเภท ที่ควรกินหลังออกกำลังกาย เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ช่วยในเรื่องการเผาผลาญไขมัน สร้างกล้ามเนื้อ ทั้งยังดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
      อาหาร
      • อาหารประเภทที่ 1 คือ สับปะรดและมะละกอมีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ดี เพราะ ในผลไม้ทั้งสองชนิดนี้จะมีเอนไซม์ บรอมีเลน และปาเปน นอกจากจะช่วยย่อยโปรตีนแล้ว ยังป้องกันการอักเสบ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีหลังการออกกำลังกาย
      • อาหารประเภทที่ 2 คือ แซลมอน ดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด นักวิจัยในออสเตรเลียพบว่า นักปั่นจักรยานที่ได้รับไขมันปลาแซลมอนติดต่อกันถึง 8 สัปดาห์ จะมีอัตราการเต้นของหัวใจช้าลงและเกิดอาการหอบเหนื่อยน้อยลงขณะปั่นจักรยาน กรดไขมันในปลาแซลมอนยังดีต่อเซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์หัวใจ ดังนั้น จึงควรรับประทานปลาแซลมอนอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายได้กรดไขมันในปลาชนิด นี้ 
      •          อาหารประเภทที่ 3 คือ แซนด์วิชเนยถั่วผสมแยม หรือจะเป็นพาสตาซอสเนื้อก็ได้ เป็นอาหารที่ช่วยสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ เพราะโปรตีนที่อยู่ในนั้นจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อขึ้นใหม่ ส่วนคาร์โ
      •          อาหารประเภทที่ 4 คือ เนื้อหมูสันในจัดเป็นเนื้อในส่วนที่ไม่มีมัน จึงเป็นแหล่งโปรตีนที่มีแคลอรีต่ำ นัก วิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ในแคนาดา พบว่า การรับประทานโปรตีนแคลอรีต่ำให้มากขึ้น บวกกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยลดไขมันตรงส่วนเอวลงได้ บไฮเดรตจะช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่มีอยู่
      • อาหารประเภทที่ 5 คือ นมช็อกโกแลต 8 ออนซ์ นัก วิจัยในอังกฤษพบว่า นมถือเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมที่สุดในการช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวหลังการออก กำลังกายดีกว่าน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มเกลือแร่เสียอีก เนื่องจากนมอุดมไปด้วยโปแตสเซียมซึ่งช่วยเรื่องการเต้นของหัวใจ และการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมองแต่การเติมช็อกโกแลตลงไปด้วยจะช่วยให้นมมี ความสมดุลของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
      • อาหารประเภทที่ 6 กาแฟก็เป็นเครื่องดื่มที่ดีเช่นกันหลังการออกกำลังกาย นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์เจียในสหรัฐ พบว่า ถ้าร่างกายได้รับกาเฟอีนในปริมาณที่เท่ากับการดื่มกาแฟ 2 ถ้วย หลังออกกำลังกาย จะช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้มาก เพราะกาเฟอีนจะไปยับยั้งสารเคมีที่กระตุ้นให้เกิดการเจ็บปวด
      • อาหารประเภทที่ 7 เครื่องดื่มอีกประเภทที่เหมาะคือน้ำเย็น ดื่มน้ำเย็นทั้งก่อนและขณะออกกำลังกาย จะช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น ผลการศึกษาในอังกฤษ พบว่า นักปั่นจักรยานที่ดื่มน้ำเย็น 30 ออนซ์ สักครึ่งชั่วโมงก่อนปั่นจักรยาน จะช่วยให้ปั่นจักรยานได้ไกลกว่านักปั่นที่ดื่มน้ำอุ่น น้ำเย็นยังช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย จึงเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมถ้าต้องออกกำลังกายกลางแจ้งท่ามกลางอากาศร้อน อบอ้าว
      • อาหารประเภทที่ 8 เครื่องดื่มประเภทสุดท้ายที่เหมาะสมคือ ชาเขียว นักวิทยาศาสตร์ในบราซิล พบว่า ผู้ที่ดื่มชาเขียววันละ 2 ถึง 3  แก้ว อาจช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้เร็วขึ้นหลังออกกำลังกายอย่างหนัก
      • 6 วิธีออกกําลังกาย " หุ่นเฟิร์ม กระชับ ทุกสัดส่วน "
      • 1. หน้าท้องแบนราบ
      • เริ่มด้วยการนอนคว่ำลงกับพื้นให้แขนด้านในและหัวเข่าชิดพื้นไว้ จากนั้นค่อย ๆ ชันศอกทั้งสองข้างขึ้นยันพื้นไว้โดยให้แขนทั้งสองข้างนี้แยกออกจากกัน ความกว้างประมาณสะโพก พร้อมกันนั้นให้ใช้ปลายนิ้วเท้ายันพื้นไว้ให้ลำตัวลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ออกแรงบริเวณหัวไหล่กดลำตัวลงสู่พื้น พยายามเกร็งนิ้วเท้าและแขนด้านในไว้อย่าให้ลำตัวติดพื้น กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องจะตึงขึ้นทรงตัวให้อยู่ในท่านี้ประมาณ 30 วินาที ทำซ้ำประมาณ 3-4 ครั้ง หรือให้ครบ 1 นาทีก็ได้
      ออกกำลังกาย
      • 2. แขนและหัวไหล่เข้ารูป
      • ท่าชกลมนี้สามารถทำให้กล้ามเนื้อกระชับได้ไม่แพ้ท่าอื่น ๆ เริ่มด้วยท่ายืนแยกเท้าความกว้างประมาณสะโพก ก้าวขาซ้ายไว้ด้านหน้าขาขวาเล็กน้อยโดยบิดส้นเท้าซ้ายเข้าด้านในเล็กน้อย ปลายเท้าขวาหันออกไปด้านหน้า ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นให้ข้อศอกแนบลำตัวไว้กำมือไว้ให้แน่นและวางไว้ใน ตำแหน่งใต้คาง ปล่อยหมัดขวาแย็บออกไปด้านหน้าพร้อมเหยียดขาขวาให้ตึงด้วย ระหว่างนี้อย่าลืมบิดสะโพกไปด้านขวาเล็กน้อยหมัดที่ปล่อยออกไปพยายามเหยียด ให้ตึงและฝ่ามือคว่ำลง จากนั้นให้สลับหมัดเป็นอีกข้างหนึ่งอย่างรวดเร็วหมัดข้างที่ดึงกลับให้กลับ มาไว้ที่ตำแหน่งใต้คางเช่นเดิม
      • 3. ต้นแขนกระชับ
      • อุปกรณ์เสริมที่ต้องนำมาใช้สำหรับท่านี้ก็คือ ดัมเบลล์ค่ะ เมื่อเลือกดัมเบลล์ที่เหมาะสมแล้วให้ยืนแยกเท้าทั้งสองข้างออกประมาณสะโพก โดยให้ฝ่ามือที่ถือดัมเบลล์หันเข้าลำตัว ก้าวขาขวาไปทางด้านหลังและยกส้นเท้าไว้เหนือพื้นค่อย ๆ งอเข่าขวาลงให้อยู่ในระดับข้อเท้าซ้าย จากนั้นค่อย ๆ ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาระดับหัวไหล่โดยให้ฝ่ามือหันเข่าหัวไหล่ค่อย ๆ ชูแขนขึ้นเหนือศีรษะทำซ้ำท่านี้ โดยสลับข้างขาไปเรื่อย ๆ ประมาณ 8-12 ครั้งค่ะ
      • 4. เพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อขา
      • นอนหงายบนพื้นราบงอเข่าซ้ายขึ้นค่อย ๆ ดึงหัวเข่าขวาให้ชิดกับหน้าอก จากนั้นค่อย ๆ เหยียดขาขวาขึ้นตั้งฉากกับพื้นช้า ๆ โดยใช้มือทั้งสองข้างจับบริเวณต้นขาไว้ เพื่อช่วยในการทรงตัว ค้างไว้ประมาณ 2 วินาที จากนั้นจึงเริ่มทำซ้ำอีกครั้งโดยสลับทำอีกข้างหนึ่ง 5. ขาเรียวสวยพร้อมสะโพกกลมกลึง
      • ยืนแยกเท้าทั้งสองข้างออกเล็กน้อยวิ่งอยู่กับที่ โดยระหว่างที่วิ่งให้ยกหัวเข่าสูงเท่าที่จะทำได้ แกว่งแขนสลับข้างไปเรื่อย ๆ ในระหว่างการวิ่ง วิ่งไปเรื่อย ๆ ค่ะ เพื่อกล้ามเนื้อขาและสะโพกที่กระชับมากยิ่งขึ้น 5. ขาเรียวสวยพร้อมสะโพกกลมกลึง
      • ยืนแยกเท้าทั้งสองข้างออกเล็กน้อยวิ่งอยู่กับที่ โดยระหว่างที่วิ่งให้ยกหัวเข่าสูงเท่าที่จะทำได้ แกว่งแขนสลับข้างไปเรื่อย ๆ ในระหว่างการวิ่ง วิ่งไปเรื่อย ๆ ค่ะ เพื่อกล้ามเนื้อขาและสะโพกที่กระชับมากยิ่งขึ้น
      • 6. กระตุ้นระบบไหลเวียนในร่างกาย
      • ท่าบริหารนี้ไม่ยากสักเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับตัวของคุณเองค่ะ เพราะท่านี้ก็คือการเต้นสะบัดร่างกายทั้งตัว เพื่อเพิ่มการไหลเวียนในร่างกาย อาจจะเปิดเพลงประกอบลีลาก็ได้ค่ะ เช่น เพลงฮิปฮอป ร็คแอนด์โรล รับรองว่าทั้งสนุกและช่วยให้แข็งแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อเชียวค่ะ
      • 1. ชายอายุเกิน 45 ปี หญิงอายุเกิน 55 ปี 2. สูบบุหรี่ 3. มีโรคเบาหวาน 4. มีโรคความดันเลือดสูง 5. มีไขมันชนิด LDL ในเลือดสูงเกิน 160 mg/dl 6. มีไขมันชนิด HDL ในเลือดต่ำกว่า 35 mg/dl 7. มีประวัติในครอบครัว
      ปัจจัยเสี่ยง
      • กล้ามเนื้อช้ำ ( Contusion) คือ การที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของกล้ามเนื้อได้รับแรงกระทบโดยตรงจนเกิดการฟกช้ำ เนื่องจากเส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นฉีกขาด เลือดจึงออกมาคั่งอยู่ภายในกล้ามเนื้อ โดยที่ผิวหนังบริเวณนั้นไม่มีการฉีกขาด ทำให้มีอาการเจ็บ ปวด บวม เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อขาดคุณสมบัติในการหดตัว จึงทำงานไม่สะดวก มักเกิดจากการถูกกระทบกระแทกอย่างรุนแรงจากวัตถุที่ไม่มีคม
      โรค
      • กล้ามเนื้อฉีกขาด ( Muscle strain) คือ การที่กล้ามเนื้อหรือเอ็นกล้ามเนื้อถูกยืดออก หรือถูกใช้งานมากเกินไป ซึ่งสามารถแบ่งความรุนแรงได้ 3 ระดับ คือ กล้ามเนื้อฉีกขาดเล็กน้อย ( Mild strain) กล้ามเนื้อฉีกขาดปานกลาง ( Moderate strain) และกล้ามเนื้อฉีกขาดอย่างรุนแรง ( Severe strain) มักเกิดจากการยกของหนักมากเกินไป การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
      • หลักสำคัญในการปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ
      • หยุดพักการใช้กล้ามเนื้อนั้นทันที
      • ยกบริเวณที่บาดเจ็บให้สูงเพื่อลดอาการบวม
      • ประคบเย็นบริเวณที่บาดเจ็บเพื่อลดอาการบวมปวด
      •   การปฐมพยาบาลและการรักษาเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะการปฐมพยาบาลที่ถูกวิธีจะช่วยทำให้การรักษาง่ายขึ้น ช่วยลดอันตรายและภาวะแทรกซ้อนลงได้
      การดูแลรักษา
      • 1)       ให้การปฐมพยาบาลอย่างรีบด่วน
      • หากมีอาการเป็นลม หรือช็อก ต้องแก้ไขให้ฟื้นก่อน
      • ถ้ามีการตกเลือด ต้องห้ามเลือดด้วยวิธีการที่เหมาะสม
      • การจับหรือตรวจบริเวณที่หักต้องทำด้วยความระมัดระวัง
      • ถ้าจำเป็นต้องถอดเสื้อผ้าออก ควรใช้วิธีตัดทิ้ง
      • หากมีบาดแผลควรเช็ดล้างให้สะอาด แต่ห้ามล้างเข้าไปในแผล
      • หากจำเป็นต้องเข้าเฝือก ต้องทำด้วยความระมัดระวังและรวดเร็ว
      • การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ต้องกระทำให้ถูกหลักวิธีการ
      • รีบนำส่งแพทย์
      • การรักษากระดูกนั้น ต้องรักษาโดยแพทย์ผู้ชำนาญทางกระดูกเท่านั้น
    • เย่ๆจบการนำเสนอ
    •  
    •  
    •  
    •  
    •  
    •  
    •  
    •