โปรแกรมตรวจสุขภาพ 13 รายการ 999 บาท
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

โปรแกรมตรวจสุขภาพ 13 รายการ 999 บาท

on

  • 2,484 views

โปรแกรมตรวจสุขภาพ,ตรวจสุขภาพ,ตรวจไวรัสตับอักเสบ B,ตรวจเลือด,ตรวจมะเร็ง,

โปรแกรมตรวจสุขภาพ,ตรวจสุขภาพ,ตรวจไวรัสตับอักเสบ B,ตรวจเลือด,ตรวจมะเร็ง,

Statistics

Views

Total Views
2,484
Views on SlideShare
2,484
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
5
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

โปรแกรมตรวจสุขภาพ 13 รายการ 999 บาท Document Transcript

  • 1. โปรแกรมตรวจสุขภาพ (Health Checkup) 13 รายการ 999 บาท* สุขภาพดีมนใจได้ การมีสขภาพที่ดีเป็ นสิงปรารถนา ั่ ุ ่ของทุกคน และเป็ นสิงจาเป็ นทีทกคนควรจะเอาใจใส่ ดูแล เพื่อตนเองและทีคณรัก เพื่อตอบสนองต่อสังคมแห่งคนรัก ่ ่ ุ ่ ุสุขภาพ จึงได้ มีองค์ความรู้ วิทยาการใหม่ ด้ านสุขภาพ ออกมาสูสาธารณชนมากขึ ้นเรื่ อยๆ ศูนย์การแพทย์ทางเลือก ่Wholly Medical Center จึงจัดโปรแกรมตรวจสุขภาพ 13 รายการ ตอบสนองความต้ องการของผู้รักสุขภาพ ให้ ได้ ทราบถึงสถาวะต่างๆ ในร่างกาย เพื่อปองกันแก้ ไขก่อนทีจะสายเกินไป โปรแกรมตรวจสุขภาพ 13 รายการประกอบด้ วย ้ ่ 1. ตรวจวิเคราะห์ระบบไหลเวียนเลือด และสารพิษตกค้ าง (Live Blood Analysis : LBA) 2. ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count : CBC) 3. ตรวจหาระดับน ้าตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar : FBS) 4. ตรวจการทางานของตับ (Aspartate Amino Transferals : AST) 5. ตรวจการทางานของตับ (Alanine Amino Transferals : ALT) 6. ตรวจการทางานของตับ(Alkaline Phosphatase) 7. ตรวจการทางานของไต (Creatinine) 8. ตรวจระดับกรดยูริกในเลือด (Uric Acid) 9. ตรวจระดับไขมันโคเลสเตอรอล (Cholesterol) 10. ตรวจระดับไขมันไตรกลีเซอร์ ไรด์ (Triglyceride) 11. ตรวจระดับไขมันความหนาแน่นสูง (High Density Lipoprotein : HDL) 12. ตรวจระดับไขมันความหนาดน่นต่า (Low Density Lipoprotein : LDL) 13. ตรวจหาภูมิค้ มกันไวรัสตับอักเสบบี (Anti-HBs) ุเป็ นวิทยาการสมัยใหม่ ศาสตร์ ของแพทย์ทางเลือก เป็ นการตรวจชีวเคมีในร่างกาย โดยการตรวจวิเคราะห์สวนประกอบ ่ของเม็ดเลือดขณะที่ยงมีชีวิตอยู่ เพื่อดูลกษณะ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว น ้าเลือด รวมทังสิงผิดปกติในเลือด ซึงบ่งบอก ั ั ้ ่ ่
  • 2. ถึงสภาวะที่แท้ จริ งของร่างกาย ด้ วยเทคโนโลยีขนสูง โดยผลการวิเคราะห์จะแสดงความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดให้ ทราบผ่าน ั้หน้ าจอคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ผลเลือดเห็นภาพร่วมกันทังแพทย์และคนไข้ ้ โดยผลที่ได้ จากการ Live Blood Analysis อาจจะพบเห็น สารตกค้ างในเลือด สารพิษ สารโลหะ หนัก ไขมันภาวะเลือดผิดปกติ ภาวะเลือดจาง หรื อความผิดปกติในระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบการย่อยอาหาร โรคภูมิแพ้ระบบฮอร์ โมน ตลอดจนภาวะการขาดสารอาหารหรื อวิตามินบางอย่าง ซึงมีประสิทธิภาพในการช่วยประเมินความเสียงใน ่ ่การเกิดโรค และความ เสือมต่างๆ ของร่างกาย เพื่อนาไปสูการฟื นฟูและการรักษาที่ถกวิธี ่ ่ ้ ูประโยชน์ ท่ จะได้ จากการตรวจ Live Blood Analysis ีผลวิเคราะห์ด้วยวิธีนี ้ จะบ่งบอกถึง ลักษณะการใช้ ชีวิตทัวๆ ไป เช่น การรับประทานอาหาร การออกกาลังกาย การพักผ่อน ่และแนวโน้ มการเกิดโรค โดยจะดูองค์ประกอบหลักๆ ได้ ดงนี ้ ั 1. ระบบย่อยอาหาร ภาวะการดูดซึมอาหาร เพื่อวินิจฉัยระบบการย่อยอาหาร ว่ามีความผิดปกติอย่างไรหรื อไม่ 2. สารพิษตกค้ างในเลือด เช่น โลหะหนัก ต่างๆ ที่ได้ รับจากสิงแวดล้ อมโดยตรงหรื อทางอ้ อม ่ 3. ความสมดุลของฮอร์ โมนเพศในร่างกาย 4. สารอนุมลอิสระในเลือด ู 5. ระบบภูมิค้ มกัน และภาวะภูมิแพ้ ของร่างกาย ุ 6. ระบบการหมุนเวียนของเลือดขันตอนการตรวจ Live Blood Analysis ้ 1. แพทย์จะใช้ วธีตรวจโดยเครื่ องมือเจาะเลือดแบบปากกา ที่ไม่พบเข็มให้ เกิดการหวาดกล้ วแต่อย่างใด แล้ วจะกด ิ ปากกา เข็มจะเจาะไปที่ปลายนิ ้ว ซึงเจ็บเพียงเล็กน้ อย และต้ องการเลือดเพียง 1 หยด ่ 2. นาเลือดที่ได้ มาแตะที่สไลด์บางๆ แล้ วนาไปส่องดูด้วยกล้ องจุลทรรศน์ ชนิดพิเศษ ที่เรี ยกว่า Dark field Microscope ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ซึงจะสามารถแสดงผลขึ ้นหน้ าจอทันที เราจะเห็นภาพการกระจายตัว ่ ของเม็ดเลือด ชนิดต่างๆ สารพิษตกค้ าง ไขมันในเลือด แบคทีเรี ย หรื อความผิดปกติอื่นๆ ได้ ทนที ดูนาตื่นตาตื่น ั ่ ใจยิงนัก ่ 3. เมื่อทราบความผิดปกติที่เกิดขึ ้น แพทย์จะให้ คาแนะนาในการปฏิบติตน เปลียน Life Style ที่ไม่ถกต้ อง หรื อวาง ั ่ ู แผนการรักษา เพื่อแก้ ไขสิงที่ผดปกติ เช่น การให้ วิตามินหรื ออาหารเสริ ม การปรับเปลียนพฤติกรรมการ ่ ิ ่ รับประทานอาหาร หรื อการกาจัดสารพิษด้ วยการทา Chelation Therapy ซึงเป็ นวิธีทกาลังเป็ นที่นิยมกันมาก ่ ี่ ในปั จจุบน หรื อถ้ าพบความเสียงในการเกิดโรคในระบบต่างๆ อาจจะส่งต่อให้ แพทย์เฉพาะทาง วิเคราะห์หา ั ่ สาเหตุ หรื อทางห้ องปฏิบติการอืนๆ เพิ่มเติม ั ่
  • 3. การตรวจความสมบูรณ์ของเลือด หรื อ ตรวจความเข้ มข้ นของเลือด เป็ นการตรวจนับทุกองค์ประกอบของเม็ดเลือด คือตรวจเม็ดเลือดทุกชนิดในเลือด ตังแต่เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว รวมไปถึงเกร็ดเลือด นับจานวน ขนาด, รูปร่าง, การ ้ติดสี การจัดเรี ยงตัวของเม็ดเลือด ซึงข้ อมูลต่างๆ เหล่านี ้จะนาไปใช้ วเิ คราะห์วินจฉัยโรคต่างๆ ต่อไป ่ ิ ปริ มาณเกร็ ดเลือดปั จจุบนนี ้สามารถนับได้ วามีกี่ตวๆ ซึงจะรายงานเป็ นตัวเลข เช่น 250,000/cu mm ซึงจะ ั ่ ั ่ ่บอกถึงความสามารถของการแข็งตัวของเลือดได้ บางแห่งก็จะรายงานเป็ น เพียงพอ (Adequate), เพิ่มขึ ้น (Increase),หรื อลดลง (Decrease)ซึงที่รายงานแบบนี ้เพราะเป็ นการตรวจด้ วยการส่องกล้ องจุลทรรศน์ไม่ได้ ตรวจด้ วยเครื่ อง ่ดังนันการรายงานผลจาเป็ นต้ องประกอบด้ วยค่าหลายๆ ค่า เช่น ปริ มาณเม็ดเลือดขาว และสัดส่วนของเม็ดเลือดขาวชนิด ้ต่างๆ เช่น  เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิ ล(Neutrophil) บางคนเรี ยกว่าเซลล์จบกินแบคทีเรี ย เพราะเม็ดเลือดขาวชนิดนี ้จะขึ ้น ั สูงในเวลาที่มการติดเชื ้อแบคทีเรีย แต่มนเป็ นการบอกเฉพาะหน้ าที่เพียงส่วนหนึงของเม็ดเลือดขาวชนิดนี ้เท่านัน ี ั ่ ้  เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟซัยต์ (Lymphocyte) เช่นเดียวกัน บางคนก็เรี ยกว่าเซลล์ตอต้ านไวรัส ่  เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนซัยต์( Monocyte) หรื อเซลล์จบกินเซลล์ที่ตายแล้ ว ั  เม็ดเลือดขาวชนิดอีโอสิโนฟิ ล (Eosinophil) บางคนก็เรียกเซลล์บงภูมิแพ้ ่  เม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิ ล(Basophil)  ปริ มาณความหนาแน่นเม็ดเลือดแดง (Hematocrit)  ปริ มาณฮีโมลโกลบิน (Hemoglobin)ลักษณะการติดสีและรูปร่างของเม็ดเลือดชนิดต่างๆ ซึงจะมีลกษณะเฉพาะตัว เช่น เม็ดเลือดแดงที่มีขนาดเล็กและติดสี ่ ัจาง มักพบในผู้ที่มีโลหิตจางจากการรับประทานธาตุเหล็กไม่เพียงพอ (Iron Deficiency Anemia) เป็ นต้ นนอกจากนี ้ยังมีคาอื่นๆอีกรวมแล้ วไม่น้อยกว่า ่ 10 ค่า ค่าต่างๆเหล่านี ้อาจมีบางค่าสูงกว่าเกณฑ์เฉลีย หรื อ ตากว่าเกณฑ์เฉลียได้ บ้าง ซึง ่ ่ ่แพทย์จะพิจารณาความสัมพันธ์ของค่าดังกล่าวนี ้แล้ วสรุปว่าปกติหรื อไม่ หรื อเป็ นโรคอะไรสรุปแล้ ว CBC เป็ นการตรวจหลายๆอย่าง ไม่ใช่การตรวจเฉพาะเพียงค่าใดค่าหนึง เช่น ความเข้ มข้ นของเลือด เพียงอย่างเดียวหรื อ มีคาเพียง ่ ่ 2-3 ค่าแล้ วบอกว่านี่คือการตรวจ CBCการตรวจ CBC จะเป็ นการตรวจดูสภาวะร่างกายทัวๆ ไป คือมีโลหิตจางหรื อไม่ มีการติดเชื ้อต่างๆ ในร่างกายหรื อไม่ คือ ่เป็ นการดูสภาวะร่างกายคร่าวๆ จึงเป็ นการตรวจพื ้นฐานที่นิยมใช้ ประเมินสภาพร่างกายเบื ้องต้ น ทังในการตรวจสุขภาพ ้ประจาปี หรื อการตรวจร่างกายอืนๆ เข่น เตรี ยมตัวก่อนผ่าตัด เป็ นต้ น อย่างไรก็ตาม CBC ก็ใช้ วินิจฉัยโรคบางชนิดได้ เช่น ่โรคมาเลเรีย, มะเร็ งเม็ดเลือดขาว, โลหิตจาง ฯลฯ เป็ นต้ น มีวิธีการตรวจอยูหลายวิธีดงนี ้ ่ ั
  • 4. 1. การตรวจ CBC ด้ วยวิธีดงเดิม (ปั จจุบนนี ้ก็ยงทาอยู)ก็คือการนาเลือดมาตรวจบนแผ่นสไลด์ด้วยการส่องกล้ อง ั้ ั ั ่ จุลทรรศน์ และนาเลือดบางส่วนมาปั่ นเพื่อหาค่าความเข้ มข้ นของเลือด(ปริ มาณเม็ดเลือดแดงอัดแน่น) ส่วนการ ตรวจเม็ดเลือดขาวก็นามาผ่านกรรมวิธีทาลายเม็ดเลือดแดงแล้ วจึงเอามาใส่สไลด์แล้ วส่องกล้ องเพือนับปริ มาณ ่ เม็ดเลือดขาวอีกครังหนึง วิธีนี ้เป็ นวิธีที่แน่นอนเป็ น conventional method เป็ นที่ยอมรับกันในวงการแพทย์ทว ้ ่ ั่ โลก แต่มีข้อเสียคือ ใช้ เวลา ในกรณีที่ต้องตรวจเป็ นจานวนมาก เช่นในการตรวจสุขภาพประจาปี เป็ นหมูคณะจะ ่ ไม่สามารถกระทาได้ เพราะใช้ เวลาและมีรายละเอียดการทาค่อนข้ างมาก ต้ องใช้ บคลากรทีมีความรู้ความ ุ ่ ชานาญ การวินิจฉัยบางโรคจาเป็ นต้ องใช้ อายุรแพทย์ทางโลหิตวิทยา จึงมีผ้ ประยุกต์โดยใช้ วธีที่ 2 ู ิ 2. วิธีตรวจด้ วยการประมาณ เป็ นวิธีที่ใช้ หลักการเดียวกับวิธีที่ 1 แต่ตดขันตอนที่ละเอียดและใช้ เวลาลง โดยการ ั ้ นาเลือดมาปั่ นหาค่าความเข้ มข้ นของเลือด และดูจากสไลด์เท่านัน ซึงปริ มาณเม็ดเลือดขาวที่ได้ ก็จะเป็ นการกะ ้ ่ ประมาณ ค่าอื่นๆ เช่น ปริ มาณฮีโมโกลบินก็ไม่สามารถตรวจได้ วิธีนี ้มีข้อดีเพียงอย่างเดียวคือประหยัดค่าใช้ จ่าย แต่ไม่สามารถเป็ นตัววินิจฉัยหรื อคัดกรองได้ และมีโอกาสพลาดได้ หากตรวจเป็ นจานวนมากๆ และยังไม่มี หลักฐานว่าเป็ นทียอมรับในวงการแพทย์ ่ 3. การตรวจด้ วยเครื่อง Fully automatic blood analyzer เป็ นเทคโนโลยีที่พฒนาขึ ้นเพื่อรองรับการตรวจ ั CBC ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ทีมีตวอย่างเลือดต้ องตรวจมาก วิธีนี ้ข้ อดีคือรวดเร็ ว ภายใน 1 นาทีก็ได้ ผลแล้ ว และ ่ ั แน่นอน ผิดพลาดน้ อยมาก ใช้ เป็ นการ screening เบื ้องต้ นได้ เพราะสามารถตรวจองค์ประกอบของเลือดได้ ละเอียดมากถึง 18-22 ค่า คือดูทกแง่ทกมุม แต่ก็ยงมีข้อจากัดคือถ้ ามีผลการตรวจที่ผิดปกติต้องตรวจซ ้าโดยวิ ธี ุ ุ ั ที่ 1 เพราะการตรวจด้ วยกล้ องจุลทรรศน์เพื่อดูรูปร่าง ลักษณะ การติดสีของเม็ดเลือดนัน คอมพิวเตอร์ ยงไม่ ้ ั สามารถทาแทนมนุษย์ได้ ข้ อเสียคือค่าใช้ จ่ายจะสูงกว่าวิธีที่ 1 และ 2 3-4 เท่าข้ อพิจารณาอย่างหนึงในการตรวจ ่ CBC คือการตรวจนันจะต้ องกระทาให้ เสร็ จสิ ้นไม่เกิน ้ 24 ชัวโมงหลังเจาะเลือดมาแล้ ว เพราะแม้ วาจะมีการใส่ ่ สารกันเลือดแข็งเพื่อรักษารูปร่างของเม็ดเลือดแล้ วก็ตาม ขนาดของเม็ดเลือดขาวที่ออกมานอกร่างกายจะค่อยๆ เล็กลงและแตกสลายไป เมื่อมาทาการตรวจไม่วาจะเป็๋ นวิธีใด ก็ตรวจได้ สามารถรายงานค่าได้ เหมือนกัน แต่คาที่ ่ ่ ได้ จะไม่เป็ นค่าที่แท้ จริง เท่ากับสูญเปล่าโดยเปล่าประโยชน์สาเหตุนี ้เอง โรงพยาบาลใหญ่ๆหรื อศูนย์การแพทย์ที่ มีคนไข้ ที่ต้องตรวจ CBC เป็ นจานวนมากจึงนิยมใช้ การตรวจด้ วยวิธีที่ 3 เพื่อรักษาคุณภาพ แม้ วาค่าใช้ จายจะสูง ่ ่ กว่าหลายเท่าตัวก็ตามการตรวจระดับน ้าตาลในเลือดจะทาหลังอดอาหาร 8 ชัวโมง ปกติระดับน ้าตาลในเลือดจะเท่ากับ 60-110 mg/dl ดังนัน ่ ้  หากมีระดับน ้าตาลในเลือดต่ากว่า 60 อาจจะทาให้ เกิดอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่กระฉับกระเฉง ง่วงเหงา หาวนอน หน้ ามืดวิงเวียนถึงขึ ้นเป็ นลมได้  หากน ้าตาลสูงเกิน 110 แปลว่าเป็ นเบาหวาน
  • 5.  ระดับน ้าตาลในเลือดทีเ่ หมาะสมควรมีมากกว่า 80 Aspartate Amino Transferals : AST AlanineAmino Transferals : ALTการตรวจ Liver function test ซึงนิยมเขียนย่อกันว่า LFT คือตรวจดูการทางานของตับและทางเดินน ้าดี การตรวจอาจ ่แบ่งได้ เป็ น 2 กลุมใหญ่ คือ ่ 1. การตรวจวัดหาความผิดปกติของตับหรื อทางเดินน ้าดี เช่น การตรวจเอ็นไซม์ SGOT , SGPT ของตับ 2. การตรวจวัดประสิทธิภาพในการทาหน้ าที่จริงๆของตับ ตัวอย่างของการตรวจกลุมนี ้ ได้ แก่ การวัดระดับโปรตีน ่ ชนิดอัลบูมิน และการแข็งตัวของเลือดการวัดเอ็นไซม์ ตับแบ่ งได้ เป็ น 2 กลุ่ม  ALT (Alanine Aminotransferase) หรื อ SGPT (Serum Glutamic Pyruvate Transferals)  AST ( Aspartate Aminotransferase) หรื อ SGOT (Serum Glutamic Oxaloacetic Transferase) กลุมแรก เป็ นดัชนีชี ้ว่ามีอนตรายเกิดขึ ้นต่อเซลล์ตบ เช่น ภาวะตับอักเสบ เอ็นไซม์ 2 ตัวนี ้จะมีระดับสูงขึ ้นเมื่อเซลล์ ่ ั ัตับถูกทาลายตายลง หรื อเกิดการอักเสบของตับ (โดยเซลล์ตบไม่ตาย) เกิดการรั่วของเอ็นซัมย์ออกนอกเซลล์ตบเข้ าสู่ ั ักระแสโลหิต สาหรับเอ็นซัมย์ AST หรื อ SGOT ยังพบได้ ในเซลล์ชนิดอื่น เช่น เซลล์กล้ ามเนื ้อหัวใจ เซลล์กล้ ามเนื ้อลายของร่างกาย ดังนันจึงอาจพบสูงขึ ้นได้ ในโรคที่ไม่เกี่ยวกับตับ เช่น ้  โรคกล้ ามเนื ้อหัวใจตายขาดเลือด เอ็นไซม์ ALT จึงมีความจาเพาะต่อการบ่งว่าน่าจะเป็ นโรคตับมากกว่าในภาวะตับเกิดอาการผิดปรกติเฉียบพลัน เช่น โรคตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัส ระดับ ALT และ AST จะสูงกว่าปกติเป็ นร้ อยหรื ออาจสูงถึงพันหน่วยต่อลิตรได้ (ค่าปกติประมาณ 40 หน่วย/ลิตร) ในโรคตับอักเสบเรื อรังหรื อตับแข็ง ระดับเอ็นไซม์ ้2 ตัวนี ้ไม่สงมาก ประมาณ 2-3 เท่าของค่าปกติ และมักไม่สงเกิน 100-300 หน่วย/ลิตร ระดับเอ็นไซม์ 2 ตัวนี ้ มีประโยชน์ ู ูในการติดตามผลการรักษาโรคตับอักเสบเรื อรังจากไวรัส ระดับเอ็นไซม์ ้ ALT และ AST อาจตรวจพบสูงกว่าปกติได้เล็กน้ อย จากสาเหตุที่ไม่ใช่โรคตับ เช่น จากยาบางชนิด เอ็นไซม์กลุมที่ ่ 2 วัดการทางานของระบบทางเดินน ้าดีวามีการอุดตันหรื อไม่ ทังในระดับท่อน ้าดีใหญ่ในตับ และ ่ ้ระดับท่อน ้าดีในตับเล็กๆในตับ ได้ แก่  เอ็นไซม์ Alkaline Phosphatase  GGT (Gamma glut amyl Transpeptidese)
  • 6. เอ็นไซม์ 2 ตัวนี ้จะสูงขึ ้นในกรณีที่มีการอุดกันท่อน ้าดีใหญ่จากนิวหรื อเนื ้องอก และการอุดกันการไหลของน ้าดีในทางเดิน ้ ่ ้น ้าดีเล็กภายในตับจากยา หรื อ แอลกอฮอล์Alkaline Phosphatase ยังพบได้ ในอวัยวะอื่น เช่น กระดูก, รก และลาไส้ ดังนัน GGT เป็ นการตรวจเสริ มที่ชวยยืนยัน ้ ่ว่า ระดับ alkaline phosphatase ที่สงขึ ้นมาจากโรคตับและทางเดินน ้าดี เพราะ GGTจะไม่เพิ่มขึ ้นในโรคของกระดูก รก ูและลาไส้ ถ้ า GGT สูงขึ ้นเล็กน้ อยหรื อสูงปานกลาง โดยค่า alkaline phosphatase ปกติ มักมีสาเหตุจากแอลกอฮอล์และยา โดยที่ไม่มีภยันตรายเกิดขึ ้นต่อเนื ้อตับ การตรวจเลือดดูหน้ าที่ของตับอย่างอื่น ได้ แก่ Bilirubin บิลรูบินเป็ นสารสีเหลืองในน ้าดี ซึงเมื่อมีระดับสูงในเลือด ิ ่จะไปย้ อมติดที่ผิวหนังและตาขาว เรี ยกว่า เกิดดีซ่าน บิลรูบินเกิดจากการสลายตัวของส่วนประกอบในเม็ดเลือดแดง ตับจะ ิเก็บบิลรูบินออกจากกระแสเลือด เวลาเลือดไหลผ่านตับและขับออกทางน ้าดี เมื่อเป็ นโรคของตับหรื อทางเดินน ้าดี หรื อเม็ด ิเลือดแดงแตกทาลายจานวนมาก ก็จะเป็ นผลให้ ระดับบิลรูบินเพิมขึ ้นสูงในเลือด ระดับบิลรู บินในเลือดเป็ นตัวบ่งถึงหน้ าที่ ิ ่ ิของตับที่ดี เพราะแสดงถึงตับเสือมความสามรถในการขับออกกระแสเลือดและเปลียนแปลงเพื่อขับออกสูน ้าดี แต่ระดับบิลิ ่ ่ ่รูบินเป็ นการทดสอบที่ไม่จาเพาะบอกสาเหตุวาน่าจะเกิดจากอะไรไม่ได้ ่ การตรวจหน้ าที่ตบที่นิยมใช้ อีก ั 2 อย่างคือ ระดับอัลบูมนในเลือด และการวัดเวลาการแข็งตัวของเลือด อัลบูมิน ิเป็ นโปรตีนสาคัญที่ตบสร้ างขึ ้น ดังนันถ้ าระดับอัลบูมินลดลง โดยที่ผ้ ป่วยนันไม่ได้ ขาดอาหาร ก็บงชี ้ถึงสภาพหน้ าที่ของตับ ั ้ ู ้ ่ที่เสือมลง การวัดเวลาการแข็งตัวของเลือดนิยมเรียกกันว่า Prothrombin time หรื อเขียนย่อว่า PT ่ ส่วนใหญ่สวนประกอบที่ทาให้ เลือดแข็งตัวเป็ นโปรตีนที่สร้ างโดยตับ ผู้ป่วยโรคตับที่ตบเสือมสภาพ การทาหน้ าที่ ่ ั ่สร้ างโปรตีนเหล่านี ้ลดลง ทาให้ เลือดที่ออกใช้ เวลาแข็งตัวนานขึ ้น โปรตีนเหล่านี ้ส่วนใหญ่มีอายุสนเป็ น ชัวโมงหรื อเป็ นวัน ั้ ่เท่านัน ทาให้ การตรวจนี ้เป็ นการดูหน้ าที่ของตับที่เปลียนแปลงจริงตามสภาพตับขณะนัน ต่างจากระดับอัลบูมินที่มีอายุ 1 ้ ่ ้เดือน ดังนันถ้ าตับเสือมลง จะยังไม่เห็นผลว่าอัลบูมในเลือดลดลง จนกว่าเวลาจะผ่านไป 1 เดือน อัลบูมินที่ตบสร้ างไว้ ก่อน ้ ่ ิ ัเสือมถูกร่างกายทาลายหมดไปแล้ วการทดสอบอื่นซึ่งไม่ได้ ใช้ ตรวจกันบ่อย แต่ช่วยในการหาสาเหตุและยืนยันโรคตับ เช่น ่  การวัดระดับเหล็กในเลือดหรื อระดับโปรตีนจับสะสมเหล็กที่เรียกว่า Ferritin ในเลือด ช่วยยืนยันว่า ผู้ป่วยเป็ น โรคตับที่เกิดจากภาวะมีเหล็กสะสมเกินหรื อไม่ ในโรค Wilson ที่มีความผิดปกติโดยมีทองแดงสะสมในตับ  ใช้ การตรวจวัดระดับโปรตีนจับทองแดงทีเ่ รี ยกว่า ceruloplasmin ในเลือด  วัดการขับถ่ายทองแดงจานวนมากกว่าปกติในปั สสาวะ  ในโรคตับแข็งจากทางเดินน ้าดีชนิดปฐมภูมิ (primary biliary cirrhosis)จะอาศัยการตรวจภูมตอไมโตคอนเด ิ ่ รี ยให้ ผลบวก (ant mitochondrial antibody)  ในโรคตับอักเสบที่เกิดจากภูมิค้ มกันต่อตนเอง (autoimmune ุ hepatitis) อาศัยการตรวจพบภูมิตอนิวเคลียส ่ เซลล์ (antinuclear antibody)  ภูมิตอกล้ ามเนื ้อเรี ยบ (anti-smooth muscle antibody) ่
  • 7.  ระดับโปรตีนชนิดกลอบูลน (globulin) สูงในเลือด บางครังอาจต้ องใช้ การตรวจภูมตอไวรัสตับอักเสบในเลือด ิ ้ ิ ่ เพื่อให้ การวินจฉัยโรคตับอักเสบว่าเกิดจากไวรัสเอ หรื อบี หรื อซี และดี ิ Creatinine เกิดจาก creatine ซึงพบทัวไปในกล้ ามเนื ้อ และเนื ้อเยื่อตับเป็ นแหล่งสร้ าง creatine จากกรดอะ ่ ่มิโน ไกลซีน,อาร์ จินิน และเมไธโอนิน creatinie ที่สงเคราะห์เสร็ จแล้ วจะซึม(diffuse) เข้ าสูกระแสเลือด และนาไป ั ่เลี ้ยงเซลล์ทวไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์จากกล้ ามเนื ้อ ซึง creatinine จะเปลียนไปเป็ น phosphocreatine เพื่อใช้ ั่ ่ ่เป็ นแหล่งพลังงานสารองขณะที่เซลล์กล้ ามเนื ้อในร่างกายทางาน ในกล้ ามเนื ้อจะมีปริ มาณของ creatinine และ phosphocreatine รวมกันประมาณ 400 mg ต่อ 100 g ของกล้ ามเนื ้อสด และสารอินทรี ย์ทงสองจะเปลียนไปเป็ น creatinine ประมาณ 2% ต่อวัน ดังนันปริ มาณ creatinine ที่ขบ ั้ ่ ้ ัออกมาจากปั สสาวะจะมีปริ มาณคงที่ และจะไม่ขึ ้นกับชนิดและปริมาณอาหารที่ทานเข้ าไป เมื่อ creatinine ถูกกาจัดออกจากพลาสม่าโดยการกรองของกรวยไต และขับออกมาทางปั สสาวะ โดยไม่มการ ีดูดกลับที่กรวยไต (สาหรับยูเรียจะมีการดูดกลับ) ซึงจะเป็ นเหตุทาให้ อตราความเร็ ว(ของการกาจัด (creatinine ่ ัclearance) มีคาค่อนข้ างสูง (ค่าเฉลีย = 125 mg/min ) เมื่อเทียบกับอัตราความเร็ วของการกาจัดยูเรี ย (ค่าเฉลีย = 70 ่ ่ ่mg/min) ผู้ป่วยที่มีไตเสีย: การมีอตราเร็วของการกรองผ่านกรวยไตลดลง ดังนันการทา ั ้ creatinine clearance จะมีความแม่นยามากกว่าการตรวจ creatinine ในซีรั่มเพียงอย่างเดียว เพราะการใช้ คา ่ creatinine ในซีรั่มมาแปรผลในผู้ป่วยโรคไตนัน จะต้ องเปรี ยบเทียบกับค่าเดิม (baseline) ที่เคยหาได้ ก่อนเป็ นโรคไต เช่น ผู้ป่วย ้ 2 คน เดิมมีคา ่creatinine ในซีรั่มเท่ากับ 1.0 และ 8.0 mg/dl ตามลาดับ เมื่อมีอาการของโรคไตตรวจพบค่า creatinine ในซีรั่มเท่ากับ 2.0 และ 9.0 mg/dl แสดงว่าผู้ป่วยคนแรกมีไตเสีย 50% ส่วนคนที่สองมีไตเสียไป 10% ดังนันการวิเคราะห์ ้ค่า creatinine ในซีรั่มอย่างเดียว จึงมีความในการวินิจฉัยโรคน้ อยกว่าการทดสอบหาค่าอัตราของการกาจัด creatinine โดยปกติการหาค่าอัตราส่วนระหว่างค่า urea nitrogen กับค่า creatinine มีความสาคัญมาก(ปกติจะมีอัตราส่วนระหว่าง 15/1 ถึง 24/1) ผู้ป่วยโรคไตจะมีคา ่ urea nitrogen เพิ่มขึ ้นอย่างเด่นชัดกว่าค่าcreatinineและกรณีที่มีการคังของ ่ urea nitrogen ซึงสาเหตุดงกล่าวไม่ได้ เกิดจากไตเสือมสภาพ (เช่นในผู้ป่วยที่มเี ลือดออกใน ่ ั ่ลาไส้ อย่างรุนแรง) พบว่าอัตราส่วนระหว่างค่า urea nitrogen กับค่า creatinine มีคาสูงถึง 40/1 ดังนันระดับ urea ่ ้nitrogen จะสูงขึ ้นได้ ขณะที่ creatinine จะปกติ และไตยังคงทางานปกติได้ โดยค่า urea nitrogen อาจสูงถึง 40mg/dl ในทางตรงกันข้ ามถ้ าการคังของสารดังกล่าว เกิดขึ ้นจากทางเดินปั สสาวะอุดตันก็จะเป็ นเหตุให้ ทงค่า ่ ั้ ureanitrogen และ creatinine มีระดับสูงกว่าปกติ และในกรณีที่ทอไตถูกทาลายอย่างรุนแรง อัตราส่วนระหว่าง ่ ureanitrogen และ creatinine อาจมีคาตากว่า 10/1 ่ ่
  • 8. เนื่องจากการวิเคราะห์หาค่า creatinine มีข้อดีกว่าการหาค่า urea nitrogen เพราะอาหารที่มีปริมาณของโปรตีนสูงจะมีผลต่อระดับยูเรี ยไนโตรเจน แต่ไม่มีผลต่อระดับ creatinineหลักการตรวจวิเคราะห์หลักการModification of the kinetic jaffe reactionCreatinine + Picrate ——— NaOH ———> Red chromophore Creatinine ทาปฏิกิริยากับ Picrate ใน pH ที่เป็ นด่างอย่างแรงจะให้ สาร Chromophore สีแดง อัตราดูดกลืนแสงที่เพิ่มขึ ้นจะเป็ นสัดส่วนโดยตรงกับความเข้ มข้ นของ creatinine ใน sample Low HighAcute renal insufficiency PregnancyChonic renal insufficiency Chronic-muscle wastingUrinary tract infectionกรดนิวคลีอค ซึงเป็ นสารพันธุกรรม แบ่งได้ เป็ น 2 ชนิด คือ กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิค (Deoxyribonucleic Acid ; DNA) ิ ่และ กรดไรโบนิวคลีอิค (Ribonucleic Acid ; RNA) ทัง้ DNA และ RNA เป็ นโพลีนิวคลีโอไทด์ มีดีออกซีไรโบนิวคลีโอไทค์และไรโบนิวคลีโอไทค์เป็ นหน่วยย่อยตามลาดับ หน่วยย่อยดังกล่าวจะเชื่อมต่อกันด้ วยพัน ธะฟอสโฟไดเอสเทอร์(phosphodiester bond) และแต่ละหน่วยของนิวคลีโอไทค์ประกอบด้ วย เบส น ้าตาล และฟอสเฟส เบสแบ่งออกเป็ น2 พวก คือ - อนุพนธุ์ของเพียวรี น (purine derivative) ได้ แก่ adenine และ quinine ั - อนุพนธุ์ของพิริดีน (pyrimidine derivative) ได้ แก่ cytosine, thymine และ uracil ั เมื่อมีการสลายกรดนิวคลีอิค สารประกอบที่เป็ นอนุพนธุ์พิริดนจะให้ สารทีใช้ เป็ นพลังงานแก่ร่างกายได้ ส่วน ั ี ่สารประกอบที่เป็ นอนุพนธุ์เพียวรีน จะถูกสลายให้ กรดยูริค ั ปกติกรดยูริคในร่างกายได้ จากอาหารและจากการสังเคราะห์ขึ ้นมาในร่างกาย ในผู้ป่วยปกติจะมีกรดยูริคประมาณ1.1 กรัม และประมาณ 1 ใน 6 จะพบอยูในกระแสเลือดที่เหลือจะอยูในเนื ้อเยื่อทัวไป ่ ่ ่ ในวันหนึงๆ จะมีการขับกรดยูริค ่ประมาณ 0.5 กรัม โดยส่วนหนึงจะถูกขับออกมาทางปั สสาวะ และอีกส่วนหนึงจะถูกขับออกมาทางลาไส้ โ ดยมีจลนทรี ย์ ่ ่ ุิเป็ นตัวช่วย
  • 9. การวิเคราะห์ปริ มาณกรดยูริคในซีรั่มจะมีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคเก๊ าท์(gout) นอกจากนันอาจพบปริ มาณกรด ้ยูริคในซีรั่มสูงในภาาวะที่มีการทาลายเซลล์ หรื อมีการทาลายกรดยูริคอย่างมาก เช่น ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว(leukemia) ภาวะติดเชื ้อเฉียบพลัน ภาวะไตทาหน้ าที่ลดลง รับประทานอาหารทีมีปริ มาณนิวคลีโอโปรตีนสูง ่ อย่างไรก็ตามแม้ วากรดยูริคที่เพิ่มสูงขึ ้น จะพบร่วมกับภาวะที่ไตทางานลดลง แต่การวิเคราะห์ยริคก็ไม่นิยมในการ ่ ูตรวจการทางานของไต ยกเว้ นจะใช้ วิเคราะห์ร่วมกับการทดสอบอื่นด้ วย ทังนี ้เนื่องจากปริ มาณของกรดยูริคในซีรั่มยัง ้ขึ ้นกับผลการทางานของอวัยวะอืนที่นอกเหนือจากไต เช่น ลาไส้ และมีภาวะโรคแทรกซ้ อนหลายอย่างในผู้ป่วยโรคไตที่ ่พบว่ามีระดับของกรดยูริคลูงได้ แก่ โรคแทรกซ้ อนจากลาไส้ อดตัน ปอดบวม เบาหวาน และพิษจากโลหะ นอกจากนี การ ุ ้รับประทานยาพวกซาลิไซเลทจะทาให้ มการกาจัดกรดยูริคออกทางปั สสาวะมากขึ ้น ี เป็ นค่าทีวดระดับโคเลสเตอรอลรวม ซึงมีทง้ั โคเลสเตอรอลชนิดดี และโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดีปนกัน โดยทัวไป ่ั ่ ่ระดับโคเลสเตอรอลรวมทีตรวจพบ จะมาจาก มีโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-Cho) ประมาณร้ อยละ 70 และเป็ นไขมันชนิด ่ที่ดี(HDL-Cho) ประมาณ 17 % การมีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง จะเพิมความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจเช่นเดียวกับโคเลสเตอรอล ไขมันที่ ่ ่เรารับประทาน ไม่วาจะเป็ นน ้ามันพืช ไขมันสัตว์ ไขมันที่ซอนอยูในอาหารชนิดต่างๆ ส่วนใหญ่ คือไตรกลีเซอไรด์ นันเอง ่ ่ ่ ่ไตรกลีเซอไรด์ที่ถกดูดซึมเข้ าสูร่างกายจะถูกนาไปใช้ เป็ นพลังงาน แต่ถ้ามีมากเกิ นกว่าที่ร่างกาย ต้ องการ ไตรกลีเซอไรด์จะ ู ่ถูกเปลียนเป็ นเนื ้อเยื่อไขมันสะสมอยูภายในร่างกาย ่ ่เป็ นไขมันที่ทาหน้ าทีจบโคเลสเตอรอลจากเซลล์ของร่างกาย และนาไปกาจัดทิ ้งที่ตบ ดังนันจึงเป็ นไขมันที่ดีตอร่างกาย ถ้ า ่ั ั ้ ่มีระดับ HDL-Cholesterol สูง จะมีความเสียงต่อโรคหัวใจน้ อยลง ่เป็ นอนุภาคที่ทาหน้ าที่ขนส่งโคเลสเตอรอลไปตามกระแสเลือด LDL สามารถจับกับผนังเส้ นเลือดได้ ทาให้ เกิดการสะสมโคเลสเตอรอลบนผนังเส้ นเลือด เพราะฉะนัน LDL จึงเป็ นอนุภาคไขมันชนิดเลว ซึงจะบ่งชี ้ว่า เรามีความเสียงต่อโรคหัวใจ ้ ่ ่มากหรื อน้ อย เราสามารถตรวจวัด หาค่า LDL ได้ โดยตรง หรื อถ้ าเรารู้คาของไขมันโคเลสเตอรอลรวม, ไขมันไตรกลีเซอไรด์ ่, ไขมัน HDL เราก็สามารถหาค่า LDL ได้ จากสูตร
  • 10. LDL = โคเลสเตอรอลรวม – HDL – (ไตรกลีเซอไรด์ )ตัวอย่าง ถ้ าเราตรวจได้ โคเลสเตอรอล 240 มก./ดล. ไตรกลีเซอไรด์ 200 มก./ดล. HDL 50 มก./ดล. LDL = 240 – 50 – (200/5) = 150 มก./ดล. ดังนัน ถ้ าหากเราต้ องการรู้วามีความเสียงมากน้ อยแค่ไหน ต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด เราจาเป็ นจะต้ องรู้ ้ ่ ่ ระดับไขมันที่ไม่ดี คือ LDL-Cholesterol ไขมันในเลือด (Lipid profile) ได้ แก่ cholesterol, triglycerides, LDL และ HDL ค่าคอเลสเตอรอลไม่ควรเกิน 200 mg/dl ไตรกลีเซอไรด์ไม่ควรเกิน 150 ไลโปโปรตีนความหนาแน่นตาไม่ควรเกิน ่ 150 ส่วนไลโปโปรตีนความหนาแน่นสูงในผู้ชายควรมากกว่า 35 สาหรับผู้หญิงควรมากกว่า 45 จึงจะดี แปลว่าจะได้ ไม่มีอตราเสียงต่อหลอดเลือดอุด ั ่ตัน ที่จริ งมีวิธีดวาคุณจะมีอตราเสียงต่อโรคหัวใจหรื ออัมพาตง่าย ๆ คือ ให้ เอาค่าของคอเลสเตอรอลตัง้ หารด้ วยค่าของ ู่ ั ่HDL : cholesterol/HDL ผลลัพท์ที่ได้ ควรน้ อยกว่า 4.6 คุณจึงจะปลอดภัยการแปลผลการตรวจเลือดหาเชื ้อไวรัสตับอักเสบ บี โดยปกติแพทย์จะเจาะหาเพียง HBsAg Anti-HBs Anti-HBc ในบางกรณีแพทย์จะตรวจเพิ่มเติมเพื่อวางแผนการรักษา เช่น HBe Ag Anti-HBe Anti-HBc[IgM] ส่วนการแปลผลจะได้ ดงนี ้ ั
  • 11.  Incubation peroid or early acute hepatitis B : ระยะตังแต่งได้ รับเชื ้อโรคแต่ยงไม่มีอาการ หรื อที่เรี ยก ้ ั ระยะฝั กตัวปกติจะมีระยะฝั กตัวนาน ้ 45-90 วัน Acute hepatitis B : ระยะที่เริ่ มมีอาการของตับอักเสบ ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้ บางรายมีอาการ คลืนไส้ อาเจียน รู้สกอ่อนเพลียมาก ผู้ป่วยอาจจะมีไข้ ตาๆ มีอาการตาเหลือง ปั สสาวะสีเข็ม ่ ึ ่ Acute hepatitis B : หลังจากเป็ นไวรัสตับอักเสบ บี ช่วงหนึงซึงตรวจเลือดไม่พบทัง HBsAg และAnti-HBsแต่ ่ ่ ้ ยังคงพบ Anti-HBc Convalescence from acute hepatitis B : ภาวะที่เริ่ มหายจากไวรัสตับอักเสบ บี โดยการตรวจพบ ภูมิตอ ่ เชื ้อไวรัสตับอักเสบ บี (Anti-HBs) Chronic hepatitis B : ภาวะที่มีการแบ่งตัวของเชื ้ออยูตลอดเวลาร่ วมกับการทมีการเพิ่มของ SGOTและ ่ SGPTเป็ นเวลาอย่างน้ อย 6 เดือนหลังจากการรับเชื ้อ Persistent hepatitis : ภาวะที่มีการแบ่งตัวของเชื ้ออยูตลอดเวลาร่ วมกับการทมีการเพิ่มของ SGOTและ ่ SGPTเป็ นเวลาอย่างน้ อย 6 เดือนหลังจากการรับเชื ้อแต่จะต่างจาก Chronic hepatitis Bที่เจาะเลือดพบ Anti-HBe HB Carriers : เจาะเลือดพบ HBs Ag Anti-HBc Anti-HBe เหมือน Persistent hepatitis แต่ผล SGOT และSGPTไม่ขึ ้น
  • 12.  Past infection with HBV immunity : เคยติดเชื ้อและหายเรี ยบร้ อยแล้ วโดยมีภมิขึ ้น ู  Immunization with HB vaccine : คนที่เคยฉีดวัคซีนและภูมขึ ้น ิ การเข้ ารับบริ การโปรแกรมตรวจสุขภาพ งดอาหาร และน ้าก่อนเข้ ารับบริ การประมาณ 8 ชัวโมง ่*สอบถามราคาและโปรโมชันโปรแกรมตรวจสุขภาพ 13 รายการที่ Wholly Medical Center อาคาร 253 ชัน 21 ตรง ่ ้ข้ าม มศว ประสารมิตร เดินทางสะดวกด้ วยรถไฟฟ้ า MRT สถานีเพชรบุรี หรื อกรุณาโทรนัดล่วงหน้ าที่เบอร์ 02-664-3027  โปรแกรมตรวจภูมิแพ้ แฝง 221 ชนิด  โปรแกรมตรวจมะเร็งระดับพันธุกรรม ขอบคุณข้ อมูลจาก Wholly Medical center,siamhealth.net ,นพ. วิชย จตุรพิตร ั