Your SlideShare is downloading. ×
˹· 1  ǡѻ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

˹· 1 ǡѻ

33
views

Published on

Published in: Education

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
33
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
0
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. หนวยที่ 1 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการสื่อสาร ความหมายและความสําคัญของการสื่อสาร ในปจจุบันเรามีวิธีการสื่อสารไดหลายทาง เชน โทรศัพทมือถือ โทรสาร วิทยุติดตามตัว การสงจดหมาย ทางอินเตอรเนต (E-mail) ทําใหเราสามารถติดตอกับบุคคลหรือกลุมบุคคลในรูปแบบตางๆไดตลอดเวลา โดยมี จุดประสงคที่จะเสนอเรื่องราวตางๆ ไดแก ขอมูลขาวสาร ขอเท็จจริง ความรูสึก ความคิด ความตองการ รวมไปถึง ความคิดเห็นในเรื่องตางๆ ใหบุคคลหรือกลุมบุคคลรับรู ชีวิตประจําวันของเราจึงตองเกี่ยวของกับการสื่อสาร ตลอดเวลาซึ่งดูไดจากในป 2538 รัฐบาลไดประกาศใหเปน ปแหงเทคโนโลยีสารสนเทศไทย หรือ THAILAND IT YEAR 1995 แสดงใหเห็นวาการสื่อสารมีความสําคัญมากเพียงใด คําวาสารสนเทศ หมายถึง เรื่องราวตางๆที่ได จากการนําขอมูล ประมวลหรือคํานวณทางสถิติ ไมใชขอมูลดิบ เมื่อนํามารวมกับคําวา เทคโนโลยีซึ่งครอบคลุมถึง เทคโนโลยีคอมพิวเตอร การสื่อสารโทรคมนาคม รวมทั้งเทคโนโลยีอื่นๆที่เกี่ยวของกับการนําขอมูลขาวสารมาใชให เปนประโยชน ทําใหการสื่อสารในปจจุบันมีไดหลายรูปแบบ และจะเพิ่มมากขึ้นอยางหาที่สิ้นสุดไมได การสื่อสารมีประโยชนอยางยิ่งทั้งตอบุคคลและสังคม บุคคลสามารถรับรูความ รูสึกนึกคิดและ ความตองการของผูอื่น กอใหเกิดความเขาใจที่ตรงกัน สังคมทุกระดับจะเกิดขึ้นไดก็ดวยการสื่อสารทั้งสิ้น การ สื่อสารกอใหเกิดสังคมตั้งแตระดับกลุมคน ครอบครัว ไปจนถึงตําบล อําเภอ จังหวัด ประเทศ และสังคมโลก หาก ขาดการสื่อสารมนุษยจะรวมกลุมกันเปนสังคมไมได การสื่อสารเปนกระบวนการที่ทําใหสังคมเจริญกาวหนาอยาง ไมหยุดยั้ง ทําใหมนุษยสามารถสืบทอดและพัฒนาวัฒนธรรมของตนเอง รวมทั้งเรียนรูและรับรูวัฒนธรรมของ สังคมอื่นเพื่อนํามาปรับปรุงวัฒนธรรมของตน ตลอดจนสามารถถายทอดวัฒนธรรมไปสูคนรุนใหมไดอยางไม จบสิ้น ปจจุบันการสื่อสารดวยเทคโนโลยีมีมากมาย เชน โทรสาร(FAX) อินเตอรเนต (INTERNET) ซี่งชวยใหสังคม สื่อสารไดรวดเร็วทันใจยิ่งขึ้น อาจพิจารณาแบงเปนหัวขอไดดังนี้ 1. ความสําคัญตอการดํารงชีวิตของปจเจกบุคคล – คนจะดํารงชีวิตอยูในสังคมไดจะตองใชการพูดจา สรางมิตรภาพ ทั้งในบาน สถานศึกษา ที่ทํางาน และสังคมภายนอกอื่นๆ เชน รานคา โรงพยาบาล งานเลี้ยง เปน ตน บางครั้งอาจอยูในรูปของสัญลักษณ เชน สัญญาณไฟเขียวไฟแดง การสงดอกไม ก็ได 2. ความสําคัญตอการติดตอระหวางปจเจกบุคคลกับสังคม - บุคคลทั่วไปที่ตองการทราบความเปนไป ของสังคมสามารถคนหาไดจากหนังสือพิมพ วิทยุ โทรทัศน หรืออินเตอรเนต สื่อมวลชนจะเปนผูกระจายขอมูล ขาวสารของสังคม ไปสูปจเจกบุคคลที่อยูทั่วไปใหไดรับขอมูล ขาวสารเดียวกัน 3. ความสําคัญตอการพัฒนาสังคม และความเจริญกาวหนาทางเทคโนโลยี – สังคมจะพัฒนากาวไกล ไดอยางทั่วถึงตองอาศัยการสื่อสารทั้งระดับบุคคล เชน พัฒนากร ผูใหญบาน กํานัน จนกระทั่งถึงสื่อมวลชน เชน หนังสือพิมพ วิทยุ โทรทัศน อินเตอรเนต จากสื่อมวลชนเหลานี้ทําใหสังคมเจริญกาวไกล ทั้งทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม โดยสวนรวม 4. ความสําคัญตอความเปนมาและเปนไปของประชาชนในสังคม – การคนควาศึกษาและจดบันทึก ขอมูลทางประวัติศาสตร ทําใหเกิดการศึกษาคนควาความเปนมาของสังคมวาเจริญมาอยางไร และยังสามารถ
  • 2. 2 ประมาณการความเปนไปของสังคมในอนาคตไดดวยการใชการสื่อสารใหการศึกษา กอแนวคิด และปลูกฝงคนรุน ใหมของสังคม นักวิชาการในสาขาตางๆไดใหคํานิยามของการสื่อสารไวมากมายแตกตางกันออกไป คํานิยามที่เขาใจ งายสามารถนําไปประยุกตใชกับเหตุการณตางๆได คือ คํานิยามของ EVERETT M. ROGERS นักนิเทศนศาสตร ที่มีชื่อเสียงไดกลาวไววา “การสื่อสาร คือ กระบวนการที่ความคิดหรือขาวสารถูกสงจากแหลงสารไปยังผูรับสารโดยมีเจตนาที่จะ เปลี่ยนพฤติกรรมบางประการของผูรับสาร” เมื่อผูสงสารสงสารไปยังผูรับสารยอมกอใหเกิดผลบางประการที่ผูสง สารปรารถนาในตัวผูรับสาร ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงความรู ทัศนคติ หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผูรับสารก็ได จะเห็นไดวาวัตถุประสงคที่สําคัญยิ่งของการสื่อสารก็คือ การกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะอยางยิ่งการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สวนกรมวิชาการไดใหนิยามของการสื่อสารไววา “การสื่อสาร คือ การติดตอกับมนุษยดวยวิธีการตางๆ อันทําใหอีกฝายหนึ่งรับรูความหมายของอีกฝายหนึ่ง และการตอบสนอง” การสื่อสารมีลักษณะเปนกระบวนการ ซึ่งหมายความวามีลักษณะตอเนื่องตลอดเวลา ไมมีจุดเริ่มตนและไมมีจุดสิ้นสุด ไมมีการหยุดนิ่งจะตองมีบางสิ่ง เกิดขึ้นกอนกระบวนการ และมีบางสิ่งบางอยางที่เกิดหลังกระบวนการตอเนื่องกันไปอยูเสมอ เปนการกระทํา โตตอบกลับไปกลับมาระหวางผูสงสารและผูรับสารตลอดเวลา ผูสงสารกลายเปนผูรับสารและผูรับสารกลายเปน ผูสงสารในเวลาเดียวกัน คําวาการสื่อสาร (Communication) มีรากศัพทมาจากภาษาลาตินวา Communis ซึ่งตรงกับ ภาษาอังกฤษวา Commonness มีความหมายวา ความเหมือนกันหรือความรวมกัน เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เราทํา การสื่อสาร ยอมหมายความวาเรากําลังสรางความรวมมือหรือเหมือนกับคนอื่น นั่นคือ พยายามที่จะมีสวนรวมรู ขาวสาร ความคิดเห็น และทาทีอยางเดียวกันนั่นเอง โดยพจนานุกรมภาษาอังกฤษไดอธิบายความหมายของคํา วาการ สื่อสาร ไววา มีลักษณะ 2 ประการ คือ 1. เปนเรื่องเกี่ยวกับคําพูด ตัวหนังสือ หรือขาวสาร 2. เปนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือมติรวมกัน การสื่อสารเปนสิ่งจําเปนในการดําเนินชีวิต มนุษยเปนสัตวสังคมที่ตองอาศัยการแลกเปลี่ยนความรู ขาวสาร และประสบการณซึ่งกันและกัน ทั้งนี้เพื่อที่จะเขาใจ จูงใจหรือความสัมพันธตอเพื่อนมนุษยดวยกัน ซึ่ง ตองอาศัยการสื่อสาร ดังที่ E.EMERY,P.M. ASULY AND W.K. AGEE ไดกลาวไววา “มนุษยเรายังมีความ ตองการขั้นพื้นฐานอีกอยางหนึ่งนอกเหนือไปจากความตองการทางรางกายในเรื่อง อาหาร และที่อยูอาศัย ก็คือ ความตองการที่จะสื่อสารกับเพื่อนมนุษยดวยกัน ความจําเปนในดานการสื่อสารเปนความจําเปนพื้นฐานทาง อารยธรรมยุคปจจุบันของมนุษยเปนสิ่งจําเปนที่จะตองมีเพื่อใหชีวิตอยูรอด” การสื่อสารเปนกระบวนการติดตอระหวางมนุษยกับมนุษยเทานั้น หากเปนการติดตอระหวางมนุษยกับ สัตว เชน คนพูดคุยกับนกแกว นกขุนทอง หรือสุนัขกระดิกหางใหผูที่ใหอาหารมัน สถานการณดังกลาวนี้ไมจัดวา เปนการสื่อสาร
  • 3. 3 การสื่อสารมีลักษณะเปนกระบวนการที่ตอเนื่องตลอดเวลา ไมมีจุดเริ่มตนหรือจุดสิ้นสุด ไมมีการหยุดนิ่ง จะตองมีบางสิ่งบางอยางที่เกิดขึ้นกอนกระบวนการ และมีบางสิ่งบางอยางที่เกิดหลังกระบวนการตอเนื่องกันไปอยู เสมอ นั่นคือการสื่อสารเปนการกระทําโตตอบกลับไปกลับมาระหวางผูสงสารและผูรับสารตลอดเวลา ผูสงสารอาจ กลายเปนผูรับสาร และผูรับสารกลายเปนผูสงสารในเวลาเดียวกันก็ได การสื่อสารไมจําเปนตองมีสองหรือหลาย คน การคิดอยูในใจตัวเองก็นับวาเปนการสื่อสารเชนกัน วัตถุประสงคของการสื่อสาร 1. เพื่อใหขาวสารและความรู (Inform) เชนการเรียนการสอน การเสนอขาวในหนังสือพิมพ 2. เพื่อชักจูงใจ (Persuade) เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของผูรับสารใหคลอยตามเรื่องที่เรา ตองการจะสื่อสาร เชน การโฆษณาเพื่อจูงใจใหลูกคาซื้อสินคา 3. เพื่อความบันเทิง (Entertain) เชน การจัดรายการเพลง หรือเกมตางๆ ทั้งทางวิทยุและโทรทัศน ในการสื่อสารที่ดีควรรวบรวมวัตถุประสงคเหลานี้เขาดวยกัน เพราะในกิจกรรมการสื่อสารแตละอยางนั้น มักจะมีหลายวัตถุประสงคแฝงอยู เชน การเรียนการสอนโดยแทรกอารมณขัน เปนตน องคประกอบของการสื่อสาร การสื่อสารเปนกระบวนการที่เกิดขึ้นและดําเนินไปในสังคม โดยอาศัยองคประกอบที่สําคัญ 7 ประการ คือ 1. ผูสงสาร (Transmitter,Source,Sender,Originator) หมายถึง แหลงกําเนิดของสารหรือผูที่เลือกสรร ขาวสารที่เกี่ยวกับความคิด หรือเหตุการณตางๆที่เกิดขึ้นแลวสงตอไปยังผูรับสาร อาจเปนคนเดียว คณะ หรือ สถาบันก็ได David K Berlo ไดเสนอแนวความคิดไววา การสื่อสารจะบรรลุผล ถาหากวาผูสงสารและผูรับสารมีทักษะ ในการสื่อสาร (Communication Skills) ทัศนคติ (Attitude) และระดับความรู (Level of Knowledge) ในระดับ เดียวกัน หรือใกลเคียงกันและอยูในระบบสังคม (Social System) และวัฒนธรรม(Culture) เดียวกัน 2. สาร (Message) หมายถึง สาระหรือเรื่องราวที่ผูสงสารสงไปยังผูรับสาร ซึ่งอาจจะเปนความคิดหรือ เรื่องราว ทั้งวัจนะภาษา และอวัจนะภาษา องคประกอบของสารมี 3 ประการ คือ สัญลักษณของสาร (Message Code) เนื้อหาของสาร(Message Content) การเลือกหรือจัดลําดับขาวสาร(Message Treatment) คําวา “สาร” ในความหมายที่ใชโดยทั่วไปมักหมายถึง เนื้อหาสาระของสารมากกวา ซี่งก็คือขอความที่ผูสง สารเลือกใชเพื่อสื่อความหมายตามที่ตองการ ทั้งนี้อาจจะรวมถึงขอเสนอ บทสรุป และความคิดเห็นตางๆที่ผูสง สารแสดงออกมาในขาวสารนั้นๆ 3. ผูรับสารหรือผูฟง (Receiver or Audience ,Destination) หมายถึง ผูที่ไดรับขาวสารจากผูสงสาร แลวถอดรหัสขาวสารนั้นออกเปนความหมายซึ่งเปนจุดหมายปลายทาง และเปาหมายของการสื่อสาร ผูรับสาร อาจจะเปนบุคคลคนเดียว กลุมคน หรือหลายคนก็ได ซึ่งแบงผูรับสารไดเปน 2 ประเภท คือ ผูรับสารตามเจตนา ของผูสงสาร(Intened Receiver) และผูรับสารที่มิใชเปาหมายในการสื่อสารของผูสงสาร ( Unintened Receiver)
  • 4. 4 4. สื่อหรือชองทางการสื่อสาร (Channel, Media) หมายถึง ชองทางที่สารจากผูสงสารผานออกไปยัง ผูรับสาร สิ่งใชสื่อสารเปนสัญลักษณ แบงออกไดเปน 3 ประเภท คือ 4.1 ทาทาง (Gestures) การใชทาทางในการแสดงออกนั้นจะตองเปนสากลและเปนที่ยอมรับมากที่สุด หรือสามารถทําใหผูอื่นเขาใจได 4.2 ภาษาพูด (Language Spoken) มนุษยทุกชนชาติตางมีภาษาพูดเปนของตนเองมาแตโบราณกาล ภาษาพูดมีขอจํากัดอยู 2 ประการ คือ ระยะทาง (Space) กับ เวลา (Time) 4.3 ภาษาเขียน (Language Written) ภาษาเขียนไมไดหมายถึงตัวอักษรเทานั้น แตรวมไปถึงรูปภาพ สี เสน ขนาดของตัวอักษร หรือสัญลักษณตางๆที่แสดงออกดวยการเขียน ก็นับวาเปนการสื่อสารโดยทางภาษาเขียน ทั้งสิ้น ดังนั้นในการสื่อสารผูสงสารจะตองเลือกสื่อใหเหมาะสมกับลักษณะของผูรับสารและวัตถุประสงคในการ สื่อสารดวย 5. เสียงหรือสิ่งรบกวน (Noise) หมายถึง ปญหาเกี่ยวกับเสียง หรือสิ่งรบกวนใดๆก็ตามที่แทรกเขามา ในชองทางสื่อสารซึ่งผูสงสารไมปรารถนาใหสอดแทรกเขามา ทําใหการสื่อสารดําเนินไปอยางไมราบรื่น ไมบรรลุ เปาหมาย หรือไมมีประสิทธิผลเทาที่ควร สิ่งรบกวนเหลานี้แบงไดเปน 2 ประเภท คือ 5.1 สิ่งรบกวนภายนอก (Physical Noise) ซึ่งอยูเหนือการควบคุมของผูรับสาร เชน เสียงเครื่องจักร ทํางาน เสียงเพลงที่ดังเกินไป 5.2 สิ่งรบกวนภายใน (Phychological Noise) ซึ่งเกิดภายในตัวผูรับสารเอง เชน หิวขาว การเหมอลอย 6. ปฏิกิริยาตอบกลับ (Feedback) หมายถึง วิธีการที่ผูรับสารแสดงออกมาใหผูสงสารไดทราบผลของ การสื่อสารวาสําเร็จแคไหน บรรลุเปาหมายและสรางความพอใจใหผูรับสารมากนอยเพียงใด เพื่อผูสงสารจะได นํามาปรับปรุง แกไข เปลี่ยนแปลง หรือคงสภาพ วิธีการ เนื้อหาสาระของสารและการเลือกสื่อ ซึ่งจะทําใหการ สื่อสารมีประสิทธิผลดียิ่งขึ้น หรือพิจารณาวาควรจะสื่อสารตอไปหรือไมเพียงใด ปฏิกิริยาตอบกลับนี้อาจจะ แสดงออกทางสีหนา การตั้งคําถาม การพูดโตตอบ หรือแสดงความคิดเห็นก็ได แบงออกไดเปน 2 ประเภท คือ 6.1 ปฏิกิริยาตอบกลับแบบทันทีทันใด (Immediate Feedback) จะเกิดขึ้นในการสื่อสารแบบที่ผูสงสาร หรือผูรับสารสามารถเห็นหนากันได (Face to Face Communication) หรือการติดตอสื่อสารระหวางบุคคล (Interpersonal Communication) 6.2 ปฏิกิริยาตอบกลับแบบชาๆ (Delayed Feedback) ซึ่งเปนลักษณะของการสื่อสารมวลชน ปฏิกิริยาตอบกลับมีดวยกัน 2 ลักษณะ คือ ปฏิกิริยาตอบกลับเชิงบวก (Positive) และปฏิกิริยาตอบกลับ เชิงลบ (Negative) ในการสื่อสารนั้นปฏิกิริยาตอบกลับเชิงบวกมักจะกอใหเกิดผลดี เพราะทําใหผูสงสารสามารถ ประเมินผลความสําเร็จของการสื่อสารได สวนปฏิกิริยาตอบกลับเชิงลบจะแจงใหทราบวาการสื่อสารนั้นผิดพลาด ลมเหลว หรือบกพรองอยางไร ฉนั้นปฏิกิริยาตอบกลับจึงเปนกลไกควบคุมกระบวนการสื่อสารดวย แตบางครั้งที่ ผูรับสารไมแสดงปฏิกิริยาตอบกลับใหผูสงสารทราบ เขน การสื่อสารมวลชน จะทําใหเกิดปญหาในการสื่อสารได
  • 5. 5 7. ประสบการณ (Frame of Reference/Field of Experience) หมายถึง ประสบการณของผูสงสาร หรือผูรับสาร รวมทั้งความรูและความรูสึกนึกคิด อารมณและทัศนคติ ซึ่งทําใหความเขาใจสารของผูรับสารเหมือน หรือคลายคลึงกับผูสงสาร ทําใหผูรับสารเขาใจสารไดตามวัตถุประสงคของผูสงสาร โดยการใชประสบการณที่มีอยู ตีความหมายของสัญลักษณ หรือสารที่รับหรือสงมา Wilbur Schramm กลาววา มนุษยเราจะรับรูและเขาใจ ความหมายของสิ่งตางๆไดไมหมด เราจะรับสารไดแตเพียงเฉพาะสิ่งที่เรามีประสบการณรวมกับผูสงสารเทานั้น ในทํานองเดียวกัน ผูสงสารก็มีความสามารถจํากัดที่จะสงสารไดภายในขอบเขตของประสบการณของตนเอง เทานั้น ดังนั้นการสื่อสารจะสําเร็จหรือไม มากนอยเพียงใดก็ขึ้นอยูกับวาผูสงสารและผูรับสารมีประสบการณ รวมกันหรือไมนั่นเอง รูปแบบของการสื่อสาร 1. แบงตามลักษณะกระบวนการสื่อสารได 2 ประเภท คือ 1.1 การสื่อสารทางเดียว (One-way Communication Process) มีลักษณะเปนการถายทอดสารจากผู สงสารโดยไมเห็นการตอบสนองในทันทีทันใด จึงดูเหมือนวาผูสงสารสงขอมูลเพียงผูเดียวโดยไมพิจารณาปฏิกิริยา โตตอบของผูรับสาร ความจริงแลวการวิเคราะหผูรับสารยังจําเปน แตเปนลักษณะของการประมาณการ สุมขอมูล หรือศึกษาผูรับสารในสภาพกวางๆ ไดแก การรองเพลง การโฆษณาทางวิทยุหรือโทรทัศน เปนตน S = Sender ผูสงสาร S M C R M = Message สาร C = Channel สื่อ หรือชองทางในการสื่อสาร R = Receiver ผูรับสาร 1.2 การสื่อสารแบบสองทาง (Two-way Communication Process) เมื่อผูสงสารตองการทราบวาสารที่ สงไปไดผลสมประสงคหรือไม หรือผูรับสารอาจจะแสดงปฏิกิริยาหรือพฤติกรรมตอสารที่ไดรับแลวแสดงการ โตตอบกลับมา เปนกระบวนการที่เคลื่อนไหวตอเนื่อง ไดแก การสื่อสารระหวางบุคคลหรือในกลุม การเรียนใน หองเรียน เปนตน S M C R R C M S Feed Back 2. แบงตามจํานวนของผูทําการสื่อสาร ได 6 ประเภท คือ 2.1 การสื่อสารภายในตัวเอง (Intrapersonal Communicstion) คือ ผูสื่อสารเปนทั้งผูสงสารและผูรับสาร ภายในบุคคลเดียวกัน โดยใชสัญลักษณที่ตนใชในการสื่อสารกับผูอื่นมาสื่อสารกับตนเอง ไดแก การจินตนาการ การลําดับความคิด การอานจดหมาย เปนตน
  • 6. 6 2.2 การสื่อสารระหวางบุคคล (Intrapersonal Person to Person /Communication) คือ การสื่อสาร ระหวางบุคคลตั้งแต 2 คนขึ้นไป เชน การสนทนา สามารถขยายไปเปนการสื่อสารของคนในกลุมเล็กๆ ประมาณ 3-15 คน(Small Group Communication) ก็ได เชน การประชุมกลุม เปนตน 2.3 การสื่อสารในกลุมคนมากๆ (Large Group Communication) มักเปนการสื่อสารแบบทางเดียว คือ ผูสงสารสงขอมูลไปยังผูรับสารจํานวนมาก เชน การอภิปราย การหาเสียงเลือกตั้ง เปนตน 2.4 การสื่อสารในองคการ (Organizational Communication) ปญหาตางๆที่เกิดขึ้นในองคการมักมา จากการสื่อสารในองคการทั้งสิ้น 2.5 การสื่อสารมวลชน (Mass Communication) เปนการสื่อสารทางเดียวจากกลุมผูสงสารไปยังผูรับ สารที่เปนบุคคลจํานวนมากในที่ตางๆกัน ไดแก วิทยุ โทรทัศน สิ่งพิมพตางๆ เปนตน 2.6 การสื่อสารระหวางชาติ (International Communication) ในปจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารมี ประสิทธิภาพสูงขึ้น ทําใหการสื่อสารระหวางประเทศเปนไปไดอยางรวดเร็ว จนทําใหขอมูลจากซีกโลกหนึ่งสงมา ใหอีกซีกโลกหนึ่งไดอยางรวดเร็ว เชน โทรศัพทระหวางประเทศ อินเตอรเนต เปนตน 3. แบงตามลักษณะการเห็นหนาของผูสงสารกับผูรับสาร ได 2 ประเภท คือ 3.1 การสงสารแบบที่ผูสงสารและผูรับสารสามารถเห็นหนากันได (Face to Face Communication) เชน การสนทนา เปนตน 3.2 การสื่อสารแบบไมเห็นหนากัน (Interposed Communication) เชน โทรศัพท จดหมาย สื่อสารมวลชน ทําใหโอกาสที่จะไดรับปฏิกิริยาตอบโตกลับแบบทันทีลดนอยลง 4. แบงโดยคํานึงถึงภาษาที่ใช ได 2 ประเภท คือ 4.1 การสื่อสารโดยใชคําหรือตัวอักษร (Verbal /Language Communication) ซึ่งเปนสิ่งที่ควบคุมหรือ ดัดแปลงได เชน การพูด การเขียน เปนตน 4.2 การสื่อสารที่ไมใชคําหรือตัวอักษร (Nonverbal Communication) ซึ่งเปนสิ่งที่ควบคุมคอนขางยาก เชน การเคลื่อนไหวรางกาย เวลา ระยะหางระหวางผูสงสารกับผูรับสาร วัตถุที่ใชสื่อสาร น้ําเสียง เปนตน 5. แบงโดยวัฒนธรรม (Cross-cultural Communication / Intercultural Communication) คือ การ สื่อสารระหวางคนที่มัวัฒนธรรมแตกตางกัน เชน การติดตอสื่อสารระหวางคนไทยในเมืองและในชนบท กระบวนการสื่อสาร กระบวนการสื่อสาร (Communication Process) หมายถึงการสงสารจากแหลงหนึ่งไปยังอีกแหลงหนึ่ง ซึ่งตองอาศัยองคประกอบการสื่อสารขั้นตน วิธีที่ใชมากที่สุด คือ การพูด การฟง และการใชกิริยาทาทาง
  • 7. 7 รูปแบบของกระบวนการสื่อสาร ตนตอ ผูแปลสาร ชองทาง ผูแปลสาร จุดหมาย (ความคิด) (ผูสงสาร) (สื่อ) (ผูรับสาร) ปลายทาง ปฏิกิริยาโตตอบ (Feed Back) เกี่ยวกับกระบวนการนี้ เรามักมุงสังเกตปฏิกิริยาโตตอบเปนสําคัญ กิริยาโตตอบแบงออกเปน 2 ลักษณะ ดังนี้ คือ 1. ปฏิกิริยาโตตอบในทางบวก (Positive) รับแลวพอใจ กระตือรือรนที่จะสงสารออกไป 2. ปฏิกิริยาโตตอบในทางลบ (Negative) จะมีผลเกิดขึ้นใน 2 ลักษณะ คือ 2.1 ปฏิกิริยาตอตานและจะทําตอไป 2.2 ปฏิกิริยาที่จะหยุดการสงสารทันที การสงสารที่ดีตองอาศัยคุณสมบัติของผูสงสาร ผูรับสาร และสภาพแวดลอม การสื่อสารมี 5 รูปแบบ คือ 1. การพูด ผูพูดตองพูดใหผูฟงเขาใจ ไมพูดสับสน หรือกอใหเกิดความรําคาญ หรือโกรธเคือง 2. การฟง ผูฟงตองฟงอยางตั้งใจ ไมทําสิ่งรบกวนผุพูด ตองพยายามเขาใจความหมายและความรูสึก ของผูพูด อยาบิดเบือนความเขาใจตอสารที่ไดรับ 3. การเขียน ผูเขียนตองเขียนใหแจมชัด อักษรชัดเจน ขนาดอานไดสะดวก ควรใชคําที่แสดงความ ตองการหรือความรูสึกใหผูอานเขาใจ 4. การอาน ผูอานตองพยายามอานใหเขาใจผูเขียนโดยไมบิดเบือนเจตนาของผูเขียนและอานดวย ความสุจริตใจ 5. การใชกริยา ผูสงสารและผูรับสารอาจจะใชทาทางประกอบการสื่อสารระหวางกันและกันเพื่อทําให การสื่อสารมีความชัดเจนยิ่งขึ้น การพูด การฟง การอาน การเขียน ใชวัจนะภาษาเปนองคประกอบ การใชกริยา ใชอวัจนะภาษาเปนองคประกอบ ขั้นตอนในการสื่อสาร (Stages in Communication) ในการสื่อสารจะเกิดขั้นตอนเรียงตามลําดับดังนี้ 1. ระยะแรกความตองการการสื่อสาร คือสิ่งที่เกิดขึ้นทําใหบุคคลตองการสื่อสารหรือทําการสื่อสาร ซึ่ง อาจจะเปนสิ่งเราภายนอก เชน จดหมาย ขอสังเกตจากการสังเกตเห็นผูอื่น เกิดความคิดขึ้น ระยะนี้จะเกิด จุดมุงหมายของการสื่อสารและผูฟงดวย
  • 8. 8 2. ระยะที่สอง สารถูกสรางขึ้น ระยะนี้ความคิดหรือการวิจัยคนควาจะเกิดขึ้นกอน แลวตามดวยการ ตัดสินใจเกี่ยวกับเนื้อหาของสาร 3. ระยะที่สาม การตัดสินใจที่จะใชชองทางสื่อ และรูปแบบของการสื่อสารเกิดขึ้น 4. ระยะที่สี่ สารถูกสงออกไป 5. ระยะที่หา ผูฟงไดรับสารและเขาใจจุดมุงหมายของการสื่อสารซึ่งเปนที่เขาใจไดวา การสื่อสารสําเร็จ ตามวัตถุประสงค วงจรเชนนี้จะเริ่มขึ้นอีกถาผูฟงมีการสื่อสารกลับ สิ่งสะกัดกั้นของการสื่อสาร (Barrier) หมายถึง สิ่งที่มาทําใหการสื่อสารหยุดชะงักระหวางการสื่อสาร (Communication Breakdown) ทําใหการสื่อสารไมสําเร็จหรือไมบรรลุเปาหมายตามที่ตองการ ซึ่งอาจจะมาจาก สาเหตุตางๆกัน ดังนี้ 1. สิ่งสะกัดกั้นการสื่อสารที่เกิดจากตัวผูสงสารเอง เชน ผูสงสารมีความรูมาก แตไมสามารถถายทอดให ผูอื่นเขาใจได 2. สิ่งสะกัดกั้นการสื่อสารที่เกิดจากตัวสาร เชน ขอความในสารไมชัดเจน 3. สิ่งสะกัดกั้นการสื่อสารที่เกิดจากตัวสื่อหรือชองทาง เชน ผูรับสารนั่งไกลเกินกวาจะไดรับสารไดถนัด 4. สิ่งสะกัดกั้นการสื่อสารที่เกิดจากตัวผูรับสาร เชน ผูรับสารมีทัศนคติ ความรู และอยูในระบบ วัฒนธรรม สังคมที่แตกตางจากผูสงสาร 5. สิ่งสะกัดกั้นการสื่อสารที่เกิดจากสิ่งรบกวน เชน ผูรับสารงวงนอนหรือหลับใน 6. สิ่งสะกัดกั้นการสื่อสารที่เกิดจากประสบการณ เชน ความแตกตางระหวางผูสงสารและผูรับสารใน เรื่อง วัย ประสบการณ ทัศนคติ ระบบสังคมและวัฒนธรรม หรือภูมิหลัง จึงทําใหไมเขาใจซึ่งกันและกัน การเลือกใชสื่อในการสื่อสาร (Media of Communication) 1. การสื่อสารดวยการเขียน รูปแบบของการเขียนที่ใชทางธุรกิจมีหลายแบบ เชน ขอความสั้นๆ บันทึก ขอความ คําแถลงการณ ประกาศ จดหมาย รายงาน แบบสอบถาม แบบฟอรมหนังสือ วารสาร โฆษณา ฯลฯ การ สื่อสารดวยการเขียนมีขอดีขอเสีย ดังนี้ ขอดี ก. เปนสื่อที่มีความคงทนถาวร ข. ชวยหลีกเลี่ยงการพบปะเปนการสวนตัว ค. เหมาะกับขอความที่ยาวและยากซึ่ง ตองการศึกษาอยางละเอียด ง. เปนสื่อที่มีลักษณะเปนทางการมากกวา สื่อดวยวิธีอื่นๆ ใชเปนหลักฐานได จ. สะดวกในการติดตอกับคนเปนจํานวน มาก ขอเสีย ก. ราคาแพง มีคาใชจายสูง เชน เลขานุการ เครื่องพิมพดีด คาไปรษณียากร เปนตน ข. เสียเวลาในการผลิต ค. มีความลาชาเพราะการขนสง ง. เสียเวลาในการเลือกใชภาษา เพื่อไมให ผิดพลาดในการสื่อสาร จ. ความคงทนถาวร ทําใหยากตอการแกไข เมื่อทําผิดพลาดไป
  • 9. 9 2. การสื่อสารดวยวาจา ไดแก การพูดโทรศัพท การพูดในที่ประชุม การใหสัมภาษณ และการพูดในทุกๆที่ การสื่อสารดวยวาจามี 2 ลักษณะ คือ การพูดแบบเผชิญหนากัน และการพูด แบบไมเผชิญหนากัน การสื่อสารดวยวาจามีขอดี ขอเสีย ดังนี้ ขอดี ก. สะดวก รวดเร็ว เชน การใชโทรศัพท ข. ประหยัดเงิน การใชโทรศัพทในทองถิ่น เดียวกันยอมถูกกวาการเขียนจดหมาย ค. เนนความสําคัญของขอความได โดย การเนนคําพูด ความดังของเสียง จังหวะ ในการพูดและน้ําเสียง ชวยเนนใหเห็น ความสําคัญของสิ่งที่พูดได ง. การสื่อสารดวยวาจา เปนวิธีที่ไมเปน ทางการที่สุดในบรรดาวิธีการสื่อสาร ตางๆที่ใช เชน การพูดคุยเลนระหวาง ทาง จ. คนสวนมายอมรับการพูดซ้ําๆได มากกวาการเขียนซ้ําๆ ทําใหการสื่อสาร ดวยวาจาดูงายกวา เพราะไมตองคอย ระมัดระวังมาก ขอเสีย ก. ผูพูดตองพูดจาใหถูกตองชัดเจน ข. สวนใหญไมมีการบันทึกเปนลายลักษณ อักษร จึงถูกบิดเบือนไดงาย เมื่อมีการสง ขอความตอๆกันไป ค. คนสวนมากมักจําสิ่งที่ไดยินเพียงครั้ง เดียวไมคอยได ง.การสื่อสารดวยวาจาเปนวิธีที่ไมไดผลมาก ที่สุด ในกรณีที่ผูพูดตองการความแนใจวา ตนไดสื่อสารกับคนกลุมใหญกลุมหนึ่งเปน พิเศษ จ. คนสวนใหญไมระมัดระวังมากเมื่อสื่อสาร ดวยวาจา ในการสื่อสารดวยวาจาแบบเผชิญหนากัน นอกจากคําพูดแลว ปฏิกิริยาและอวัยวะตางๆ ของรางกายก็มีสวนเกี่ยวของในการสื่อสารดวย การแสดงออกของสีหนา การสบตา การใชมือ ทาทาง ระยะหางระหวางคูสนทนา ตลอดจนการสัมผัสกัน สิ่งเหลานี้คือการสื่อสารแบบ อวัจนะ ภาษา (Non-Verbal Communication) 3. การสื่อสารดวยรูปหรือภาพตางๆ เชน ภาพลายเสน ปายประกาศ ภาพถาย เปนตน รวมถึงอุปกรณโสตทัศนศึกษาที่ใชในการฝกและสอนทั้งหมด เชน โทรทัศนวงจรปด แผนโปรงใส ภาพยนตร ซึ่งมีขอดี ขอเสียดังนี้
  • 10. ขอดี 1. สามารถดึงดูดความสนใจไดดี 2. ทําใหสะดุดตา เชนปายโฆษณา 3. ใชเปนที่เขาใจไดตรงกัน เชน ปายจราจร ขอเสีย 1. ใชไดกับเฉพาะวิชาที่เปนรูปธรรม 2. แบบเรียบๆไมตกแตงมากจะดึงดูดความ สนใจไดมากกวาขอความที่ยากๆ แต อาจตองใชรูปภาพเปนชุดตอๆกันในการ สื่อสาร ภาษากับการสื่อสาร ภาษาเปนสิ่งสําคัญในการสื่อสารเนื่องจากภาษาทําหนาที่เปนตัวกลางที่ทําใหผูสงสาร และผูรับสารเขาใจตรงกัน ในกระบวนการสื่อสารผูสงสารจะตองแปรสาร อันไดแก ความรูสึกนึก คิด ความตองการ ตลอดจนขอเท็จจริงตางๆ สงผูรับสารโดยทําใหเปนสัญลักษณ ซึ่งก็คือ “ภาษา” นั่นเอง ภาษา หมายถึง เครื่องมือที่ใชสื่อสารทไความเขาใจระหวางมนุษย ซึ่งทําไดหลายวิธีทั้ง โดยใชเสียง กิริยาทาทาง ถอยคํา ฯลฯ อยางไรก็ดี วิธีการเหลานี้ตองมีระเบียบและการกําหนดรู ความหมายเปนขอตกลงรวมกันจึงจะนับวาเปนภาษา การศึกษาเรื่องธรรมชาติของภาษาเปนการศึกษาความเปนไปของภาษาวามีลักษณะ อยางไร เพื่อนําภาษาไปใชใหเกิดประโยชนตลอดจนทําใหผูศึกษามีความระมัดระวังในการใช ภาษาอีกดวย ธรรมชาติของภาษามีหลายประการ ดังนี้ 1. ภาษาเปนพฤติกรรมทางสังคม ภาษาเกิดจากการเรียนรู เลียนแบบ ถายทอดจาก บุคคลในสังคมเดียวกัน มิใชเกิดสัญชาตญาณหรือพันธุกรรม เชน เด็กไทยไปอยูกับ ครอบครัวชาวอังกฤษตั้งแตเปนทารก ก็จะพูดภาษาอังกฤษเหมือนบุคคลในครอบครัว นั้น 2. ภาษาเปนเครื่องมือสื่อสารของมนุษย มนุษยกําหนดภาษาขึ้นใชเพื่อความหมาย ระหวางมนุษย ภาษาเปนตัวกลางถายทอดความรู ความคิด ความรูสึก ความตอการ ของบุคคลหนึ่งไปสูอีกบุคคลหนึ่งทไใหเกิดความเขาใจกัน การสื่อสารของมนุษยไมวา จะเปนการฟง การพูด การอาน หรือการเขียนตองอาศัยภาษาทั้งสิ้น หากปราศจาก ภาษามนุษยก็จะไมสามารถติดตอสื่อสารกันได 3. ภาษามีโครงสรางที่เปนระบบระเบียบ มีโครงสรางที่มีลักษณะเฉพาะ มีระบบ กฎเกณฑที่แนนอนซึ่งทําใหมนุษยเขาใจและเรียนรูภาษานั้นๆได และสามารถสื่อ ความเขาใจกับบุคคลอื่นไดโดยใชระบบสื่อความหมายเดียวกัน การศึกษาโครงสราง ของภาษาจึงเปนสิ่งจําเปน
  • 11. 11 4. ภาษาประกอบไปดวยเสียงและความหมาย เสียงที่มนุษยไดยินมีทั้งที่มี ความหมายและไมมีความหมาย แตเสียงที่มีความหมายจึงนับวาเปนภาษา เนื่องจาก ความหมายเปนปจจัยสําคัญในการกําหนดภาษา ลักษณะในขอนี้จะไมรวมไปถึง ภาษาสัญลักษณตางๆ เชน ภาษามือของคนหูหนวก หรืออักษรเบรลลของคนตาบอด 5. ภาษาผูกพันกับวัฒนธรรมในสังคม เนื่องจากภาษาถูกกําหนดโดยคนในสังคม ดังนั้นภาษาจึงมีลักษณะสอดคลองกับวัฒนธรรมของสังคมนั้น เชน ในสังคมไทยมี ระบบอาวุโส ภาษาไทยจึงมีเรื่องระดับของภาษาเขามาเกี่ยวของ เรียกไดวาภาษามี ความผูกพันกับวัฒนธรรมอยางแยกกันไมออกที่เดียว 6. ภาษามีการเปลี่ยนแปลงได ภาษาอาจเกิดขึ้นใหมตามความนิยมตามวัฒนธรรม หรือวิทยาการใหมๆ อาจเกิดจากการสรางคํา การยืมคํา ฯลฯ ทําใหมีคําใชในภาษา มากขึ้น และหากภาษาหรือคําที่ไมมีผูใชสืบตอกันมาก็จะตายไป เชน ภาษากรีก ภาษาสันสกฤต เปนตน ภาษาเปนเครื่องมือสื่อความคิดความเขาใจระหวางกัน โดยทั่วไปภาษามีหนาที่หลัก 3 ประการ คือ 1. ใหขอเท็จจริง ภาษาจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นตามปรากฏการณที่เปนจริง หรือไมเปน จริง อยางตรงไปตรงมาโดยนคํานึงถึงเนื้อหาเปนหลัก และอาจมีการอธิบายหรือให เหตุผลดวย เชน การเขียนขาว การเขียนตํารา การเขียนรายงาน 2. แสดงความรูสึก ภาษาที่ทําหนาที่นี้จะบรรยายความรูสึกตางๆ ของมนุษย มีลักษณะ การเราอารมณใหผูฟงหรือผูอานคลอยตามหรือเกิดอารมณเดียวกันกับผูพูดหรือ ผูเขียน โดยไมมีจุดมุงหมายใหขอเท็จจริงเปนหลัก เชน การโฆษณา งานประพันธ 3. ใหขอคิดเห็น ภาษาที่ทําหนาที่นี้มุงใหเกิดการกระทําอยางใดอยางหนึ่งหรือไมใหเกิด การกระทําอยางใดอยางหนึ้ง เชน การขอรอง คําสั่ง หรือการแนะนํา ตัวอยางงาน เขียนที่ใชภาษาลักษณะนี้ คือ บทความ คําขวัญ การโฆษณา คําปราศรัยหาเสียง ภาษาที่ใชแบงเปน 2 ประเภท คือ 1. วัจนภาษา (Verbal Language) หมายถึง ภาษาที่ใชถอยคําหรือลายลักษณอักษร ในการสื่อความหมาย ภาษาพูดหรือถอยคํา คือเสียงที่มนุษยตกลงกันใหทําหนาที่ แทนมโนภาพของสิ่งของตางๆที่มนุษยดวยกันสามารถรับรูไดทางประสาทสัมผัสตางๆ อันไดแก ตา หู จมูก ลิ้น และกาย และเมื่อมนุษยมีความเจริญมากขึ้นจึงไดคิด เครื่องหมายแทนเสียงพูด และเขียนลงไวเปนลายลักษณอักษร เปน ภาษาเขียน ทั้ง ภาษาพูดและภาษาเขียนจึงจัดเปนวัจนภาษา
  • 12. 12 2. อวัจนภาษา (Nonverbal Language) หมายถึง ภาษาที่เกิดจากกิริยาทาทางตางๆที่ ปรากฏออกมาทางรางกายของมนุษยรวมทั้งเครื่องหมายหรือสัญญาณอื่นๆ ที่ สามารถสื่อความหมายได จึงเรียกอีกอยางหนึ่งวา กายภาษา (Body Language) แบงออกเปน 7 ประเภท ดังนี้ 2.1 เทศภาษา (proxemics) หมายถึง ภาษาที่ปรากฏขึ้นจากลักษณะของสถานที่ที่บุคคล ทําการสื่อสารกันอยู รวมทั้งจากชวงระยะเวลาที่บุคคลทําการสื่อสารอยูหางกัน ทั้ง สถานที่และชวงระยะจะแสดงใหเห็นความหมายบางประการที่อยูในจิตสํานึกของ บุคคลผูกําลังสื่อสารนั้นได เชน การตอนรับเพื่อนสนิทในหองนอนแตตอนรับบุคคลอื่น ในหองรับแขก หรือการนั่งชิดกับเพื่อน แตนั่งหางจากอาจารยพอสมควร 2.2 กาลภาษา ( chonemics) หมายถึง การสื่อสารที่เกิดจากการใชเวลาเพื่อแสดง เจตนาของผูสงสารที่จะกอใหเกิดความหมายเปนพิเศษแกผูรับสาร เชน การที่ นักศึกษาเขาเรียนตรงตามเวลาแสดงถึงความสนใจเรียนและใหเกียรติแกอาจารย ผูสอน หรือการที่ชายหนุมนั่งรอหญิงสาวเปนเวลานานยอมแสดงวาเขาให ความสําคัญแกหญิงสาวนั้นมาก 2.3 เนตรภาษา (oculesics) หมายถึง อวัจนภาษาที่เกิดจากการใชดวงตาหรือสายตา เพื่อสื่ออารมณ ความรูสึกนึกคิด ความประสงคและทัศนคติบางประการในตัวผูสงสาร เชน การสบตา การจองหนา การหลบสายตา การชําเลือง 2.4 สัมผัสภาษา (haptics) หมายถึง การใชอาการสัมผัสเพื่อสื่อสารความรูสึกและ อารมณตลอดจนความปรารถนาที่ฝงลึกอยูในใจของผูสงสารไปยังผูรับสาร เชน การ จับมือ การคลองแขน การโอบกอด การจุมพิต 2.5 อาการภาษา (kinesics) หมายถึง อวัจนภาษาที่อยูในรูปของการเคลื่อนไหวรางกาย เพื่อสื่อสาร อันไดแกการเคลื่อนไหวศีรษะ แขน ขา และลําตัว เชน การกมศีรษะ การ ไหว การนั่งไขวหาง การหมอบคลาน 2.6 วัตถุภาษา (obiectics) หมายถึง การใชและเลือกวัตถุมาใชเพือแสดงความหมาย บางประการใหปรากฏ เชน เครื่องแตงกาย การจัดแตงบาน การเลือกใชเครื่องประดับ ซึ่งวัตถุเหลานี้จะทําหนาที่เปนสารบอกกิจกรรม ภารกิจ สถานภาพ รสนิยม ตลอดจน นิสัยของบุคคลได 2.7 ปริภาษา (vocalics) หมายถึง การใชน้ําเสียงประกอบถอยคําที่พูดออกไป เชน การ เนนเสียงพูด ความดัง ระดับความทุมแหลม ความเร็ว จังหวะความชัดเจน และ คุณภาพของน้ําเสียง น้ําเสียงที่เปลงออกไปนี้ไมใชถอยคํา แตแนบสนิทอยูโดยรอบ ถอยคําและมีความสําคัญมากในการสื่อความหมาย
  • 13. 13 ในการสื่อสารยอมใชทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษาประกอบกัน ซึ่งจะมีความสัมพันธกันเปน 5 ลักษณะ ดังนี้ 1. ตรงกัน การแสดงออกโดยไมใชคําพูดอาจทําใหเกิดความหมายซ้ํากับคําพูดได เชนการพยักหนายอมรับพรอมกับพูดวา “ใช” 2. แยงกัน บางครั้งพฤติกรรมของบุคคลอาจจะแยงกับคําพูดของบุคคลผูนั้นเอง เชน ลําไยชูภาพใหเพื่อนดูแลวถามวา “สวยไหม” เพื่อนตอบวา “สวยดี” แตไมได จับตาดูภาพนั้นเลยกลับชําเลืองไปทางอื่น 3. แทนกัน บางครั้งอวัจนภาษาทําหนาที่แทนวัจนภาษาได เชน การกวักมือแทน การเรียกใหเขามาหา การปรบมือแทนการชมเชยหรือความพึงพอใจ 4. เสริมกัน อวัจนภาษาเพิ่มหรือเสริมน้ําหนักใหแกคําพูดได โดยเฉพาะคําพูดที่ ผูใชตองการแสดงอารมณหรือแสดงภาพใหเห็นจริงเห็นจัง เชน เด็กเล็กๆที่ผูกพัน กับแม และพูดวา “รักแมเทาฟา” พรอมทั้งกางแขนออกกวางเพื่อยืนยันหรือเสริม ความชัดเจนของคําพูดนั้น 5. เนนกัน การพูดโดยรูจักเนนในที่ที่ควรเนน การเนนใหมีน้ําหนักแตกตางกันจะ ชวยเพิ่มน้ําหนักใหแกคําพูดได เชน การบังคับเสียงใหดังหรือคอยกวาปกติ การ เคลื่อนไหวของมือ แขน และศีรษะ ตัวอยางเชน การพูดวา “ฉันเกลียดแก” โดย เนนคําวา “เกลียด” และยกมือชี้หนา ในขณะที่พูดวา “แก” เปนการเนนย้ํา อารมณและความรูสึกของผูพูด การใชภาษาเพื่อการสื่อสารนั้นจะตองใชวัจนภาษาและอวัจนภาษาประกอบกัน ซึ่งมี ความสัมพันธการสื่อสารในฐานะรหัส หรือสัญลักษณที่ใชแทนสาร การที่จะเขารหัสคือสงสารหรือ ถอดรหัสคือรับสารไดดีนั้น จะตองใชทักษะทางภาษาซึ่งเกิดขึ้นจากการฝกฝนเปนประจํา เมื่อ คนเราไมสามารถหลีกเลี่ยงจากการมีสวนรวมในกระบวนการสื่อสารไดจึงจําเปนตองเรียนรูทักษะ การใชภาษาใหเชียวชาญเพื่อจะไดแปรสารเปนรหัสทางภาษาที่แจมแจงชัดเจนเมื่อเปนผูสงสาร และเมื่อเปนผูรับสารก็สามารถถอดรหัสไดอยางถูกตอง มีวิจารณญาณไตรตรองวาสารนั้นสมควร จะยอมรับหรือปฏิบัติตามหรือไม หากเรียนรูถึงกระบวนการสื่อสารและนํามาใชประโยชนในการ แสวงหาความรูทั้งในระบบการศึกษาและในชีวิตประจําวัน

×