ใบความรู้การสร้างคำในภาษาไทย

1,826 views

Published on

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,826
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
5
Actions
Shares
0
Downloads
55
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ใบความรู้การสร้างคำในภาษาไทย

  1. 1. การสร้ างคาในภาษาไทย คาที่ใช้ในภาษาไทยดั้งเดิม ส่ วนมากจะเป็ นคาพยางค์เดียว เช่น พี่ น้อง เดือน ดาว จอบไถ หมู หมา กิน นอน ดี ชัว สอง ่ สาม เป็ นต้น แบบสร้ างคา ใน ๑ คา มีส่วนประกอบ ๓ ส่ วน เป็ นอย่างน้อย คือ สระ พยัญชนะและวรรณยุกต์ อย่างมากไม่เกิน ๕ ส่ วน คือ สระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ ตัวสะกด ตัวการันต์ รู ปแบบของคา คามูล คาประสม คาซ้ า คาซ้อน คาสมาส คาสนธิ คาพ้องรู ป คาพ้องเสี ยง คาไวพจน์ ความหมายและแบบสร้ างของคาชนิดต่ าง ๆ คามูล คามูล คือ คา ๆ เดียวที่มิได้ประสมกับคาอื่น มี ๑ พยางค์ หรื อหลายพยางค์ แต่เมื่อแยกพยางค์แล้วแต่ละพยางค์ไม่มี ความหมาย คาภาษาไทยที่ใช้มาแต่เดิมส่ วนใหญ่ เป็ นคามูลที่มีพยางค์เดียวโดด ๆ เช่น พ่อ แม่ กิน เดิน ตัวอย่ างแบบสร้ างของคามูล คน มี ๑ พยางค์ คือ คน สิ งโต มี ๒ พยางค์ คือ สิ ง + โต นาฬิกา มี ๓ พยางค์ คือ นา + ฬิ + กา ทะมัดทะแมง มี ๔ พยางค์คือ ทะ+มัด+ทะ+แมง กระเหี้ ยนกระหื อรื อ มี ๕ พยางค์ คือ กระ + เหี้ ยน + กระ + หื อ + รื อ คาประสม คือ คาที่สร้างขึ้นใหม่โดยนาคามูลตั้งแต่ ๒ คาขึ้นไปมาประสมกัน เกิดเป็ นคาใหม่ข้ ึนอีกคาหนึ่ง ๑. เกิดความหมายใหม่ ๒. ความหมายคงเดิม ๓. ความหมายให้กระชับขึ้น ตัวอย่างแบบสร้ างคาประสม แม่ยาย เกิดจากคามูล ๒ คา คือ แม่ + ยาย ลูกน้ า เกิดจากคามูล ๒ คา คือ ลูก + น้ า หนังจีน เกิดจากคามูล ๒ คา คือ หนัง + จีน ชนิดของคาประสม วิธีสร้างคาตามแบบสร้าง อยู่ ๕ วิธี คือ ๑. คาประสมที่เกิดจากคามูลที่มีรูป เสี ยง และความหมายต่างกัน เมื่อประสมกันเกิดเป็ นความหมายใหม่ ไม่ตรงกับ ความหมายเดิม เช่น แม่ หมายถึง หญิงที่ให้กาเนิ ดลูก ยาย หมายถึง แม่ของแม่ แม่ยาย หมายถึง แม่ของเมีย คาประสมชนิดนี้มีมากมาย เช่น แม่ครัว ลูกเรื อ พ่อตา ลูกน้ า ลูกน้อง ปากกา ๒. คาประสมที่เกิดจากคามูลที่มีรูป เสี ยง และความหมายต่างกัน เมื่อประสมกันแล้วเกิด ความหมายใหม่แต่ยงคงรักษา ั
  2. 2. ความหมายของคาเดิมแต่ละคาได้ เช่น หมอ หมายถึง ดู หมายถึง หมอดู หมายถึง ผูรู้ ผูชานาญ ผูรักษาโรค ้ ้ ้ ใช้สายตาเพื่อให้เห็น ผูทานายโชคชะตาราศี คาประสมชนิดนี้ เช่น หมอความ ้ นักเรี ยน ชาวนา ของกิน ช่างแท่น ร้อนใจ เป็ นต้น คาซ้า คาเดียวกันออกเสี ยง 2 ครั้ง เช่น เร็ ว หมายถึง รี บ ด่วน เร็ ว ๆ หมายถึง ดา หมายถึง รี บ ด่วนยิงขึ้น เป็ นความหมายที่เพิ่มขึ้น ่ สี ดา ดา ๆ หมายถึง ดาไม่สนิท เป็ นความหมายในทางลดลง คาประสมชนิดนี้ เช่นช้า ๆ ซ้ า ๆ ดี ๆ น้อย ๆ ไป ๆ มา ๆ เป็ นต้น คาซ้า คาซ้ า คือ การสร้างคาด้วยการนาคาที่มีเสี ยง และความหมายเหมือนกันมาซ้ ากัน เพื่อเปลี่ยน แปลงความหมายของคานั้น ให้แตกต่างไปหลายลักษณะ ๑. ความหมายคงเดิม คือ คาที่ซ้ ากันจะมีความหมายคงเดิม แต่อาจจะให้ความหมายอ่อนลง หรื อไม่แน่ใจจะมีความหมาย ่ เท่ากับความหมายเดิม เช่น ตอนเย็น ๆ ค่อยมาใหม่นะ รู ้สึกจะอยูแถว ๆ นี้ละ คาว่า เย็น ๆ และ แถว ๆ ดูจะมีความหมาย อ่อน ลง ๒. ความหมายเด่นชัดขึ้น เฉพาะเจาะจงขึ้นกว่าความหมายเดิม เช่น สอนเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่จา พระเอกคนนี้ ล้อหล่อ เป็ นต้น ๓. ความหมายแยกเป็ นส่ วน ๆ แยกจานวน เช่น กรุ ณาแจกเป็ นคน ๆ ไปนะ จ่ายเป็ นงวด ๆ (ทีละงวด) เป็ นต้น ๔. ความหมายบอกจานวนเพิ่มขึ้น (พหูพจน์) เช่น -เด็ก ๆ ชอบวิง -เธอทาอะไร ๆ ก็ดูดีหมด เป็ นต้น ่ ๕. ความหมายผิดไปจากเดิม เช่น เรื่ องหมู ๆ แบบนี้สบายมาก (เรื่ องง่าย) -รู ้เพียงงู ๆ ปลา ๆ เท่านั้น (รู ้ไม่จริ ง) เป็ นต้น คาซ้ อน เกิดจากคามูลที่มีรูปและเสี ยงต่างกัน แต่มีความหมายเหมือนกัน เมื่อนามาซ้อนกันแล้วความหมายไม่เปลี่ยนไปจาก เดิม เช่น ยิม หมายถึง แสดงให้ปรากฏว่าชอบใจ ้ แย้ม หมายถึง คลี่ เผยอปากแสดงความพอใจ ยิม + แย้ม ได้คาใหม่ คือ ยิมแย้ม หมายถึง ยิมอย่างชื่นบาน คาซ้อนชนิ ดนี้มีมากมาย เช่น ้ ้ ้ โกรธเคือง รวดเร็ ว แจ่มใส เสื่ อสาด บ้านเรื อน วัดวาอาราม ถนนหนทาง เป็ นต้น คาซ้ อน คาซ้อน คือ คาประสมชนิ ดหนึ่งที่เกิดจากการนาเอาคาตั้งแต่สองคาขึ้นไปซึ่ งมีเสี ยงต่างกัน แต่มีความหมายเหมือนกัน ั หรื อคล้ายคลึงกันหรื อเป็ นไปในทานองเดียวกันมาซ้อนคู่กน เช่น เล็กน้อย ใหญ่โต เป็ นต้น ปกติคาที่นามาซ้อนกันนั้น นอกจากจะมีความหมายเหมือนกัน หรื อใกล้เคียงกันแล้ว มักจะมีเสี ยงใกล้เคียงกันด้วย เพื่อให้ออกเสี ยงง่าย สะดวกปาก คา ที่นา มาซ้อนแล้วทาให้เกิดความหมายนั้นแบ่งเป็ น ๒ ลักษณะ คือ ๑. ซ้ อนคาแล้วมีความหมายคงเดิม คาซ้อนลักษณะนี้จะนาคาที่มีความหมายเหมือนกันมาซ้อนกัน เพื่อขยายความซึ่ งกัน
  3. 3. และกัน เช่น ข้าทาส รู ปร่ าง ว่างเปล่า โง่เขลา เป็ นต้น ๒. ซ้ อนคาแล้วมีความหมายเปลียนแปลงไปจากเดิม ่ ๒.๑ ความหมายเชิงอุปมา คาซ้อนลักษณะนี้จะเป็ นคาซ้อนที่คาเดิมมีความหมาย เป็ นรู ปแบบเมื่อนามาซ้อนกับ ความหมายของคาซ้อนนั้นจะเปลี่ยนไปเป็ นนามธรรม เช่น อ่อนหวาน อ่อนมีความหมายว่าไม่แข็ง เช่น ไม้อ่อน หวานมีความหมายว่ารสหวาน เช่น ขนมหวาน อ่อนหวาน มีความหมายว่าเรี ยบร้อย น่ารัก เช่น เธอช่างอ่อนหวานเหลือเกิน หมายถึง กิริยาอาการที่แสดงออกถึงความ เรี ยบร้อยน่ารัก ่ คาอืน ๆ เช่น ค้ าจุน เด็ดขาด ยุงยาก เป็ นต้น ่ ๒.๒ ความหมายกว้างออก คาซ้อนบางคามีความหมายกว้างออกไม่จากัดเฉพาะ ความหมายเดิมของคาสองคาที่มา ซ้อนกัน เช่น เจ็บไข้ หมายถึง อาการเจ็บป่ วยของโรคต่าง ๆ และคาว่า พี่นอง ถ้วยชาม ทุบตี ฆ่าฟัน เป็ นต้น ้ ่ ๒.๓ ความหมายแคบเข้า คาซ้อนบางคามีความหมายเด่นอยูคาใดคาหนึ่ง ซึ่ งอาจจะเป็ นคาหน้าหรื อคาหลังก็ได้ เช่น ่ ความหมายเด่นอยูคาหน้า ใจดา หัวหู ปากคอ บ้าบอคอแตก ่ -ความหมายเด่นอยูคาหลัง หยิบยืม เอร็ ดอร่ อย น้ าพักนาแรง ว่านอนสอนง่ าย เป็ นต้น ้ ตัวอย่างคาซ้ อน ๒ คา เช่น บ้านเรื อน สวยงาม ข้าวของ เงินทอง มืดค่า อดทน เกี่ยวข้อง เย็บเจี๊ยบ ทรัพย์สิน รู ปภาพ ควบคุม ป้ องกัน ลี้ลบ ซับซ้อน เป็ นต้น ั ตัวอย่างคาซ้ อนมากกว่า ๒ คา เช่น ยากดีมีจน เจ็บไข้ได้ป่วย ข้าวยากหมากแพง เวียนว่ายตายเกิด ถูกอกถูกใจ จับ ไม่ได้ไล่ไม่ทน ฉกชิงวิงราว เป็ นต้น ั ่ คาสมาส เกิดจากคามูลที่มีรูป เสี ยง และความหมายต่างกัน เมื่อนามาสมาสจะตัดพยางค์หรื อย่นพยางค์ให้ส้ ันเข้า เช่น คาว่า ชันษา มาจากคาว่า ชนม+พรรษา ชนม หมายถึง การเกิด พรรษา หมายถึง ปี ชนม + พรรษา ได้คาใหม่ คือ ชันษา หมายถึง อายุ คาประสมประเภทนี้ ได้แก่ เดียงสา มาจาก เดียง+ภาษา สถาผล มาจาก สถาพร+ผล เปรมปรี ด์ ิ มาจาก เปรม+ปรี ดา คาสมาส คาสมาสเป็ นวิธีสร้างคาในภาษาบาลีและสันสกฤต โดยนาคาตั้งแต่ ๒ คาขึ้นไปมาประกอบกันคล้ายคาประสม แต่คาที่ นามาประกอบแบบคาสมาสนั้น นามาประกอบหน้าศัพท์ การแปล คาสมาสจึงแปลจากข้างหลังมาข้างหน้า เช่น บรม (ยิงใหญ่) + ครู = บรมครู (ครู ผยงใหญ่) ู ้ ิ่ ่ สุ นทร (ไพเราะ) + พจน์ (คาพูด) = สุ นทรพจน์ (คาพูดที่ไพเราะ) การนาคามาสมาสกัน อาจเป็ นคาบาลีสมาสกับบาลี สันสกฤตสมาสกับสันสกฤต หรื อบาลี สมาสกับสันสกฤตก็ได้ ในบางครั้ง คาประสมที่เกิดจากคาไทยประสมกับคาบาลีหรื อคาสันสกฤตบางคา มีลกษณะคล้ายคาสมาสเพราะแปลจากข้าง ั หลังมาข้างหน้า เช่น ราชวัง แปลว่า วังของพระราชา ไม่จดว่าเป็ นคาสมาส ส่ วนคาประสมที่มีความหมายจากข้างหน้า ั ไปข้างหลังและมิได้ทาให้ ความหมาย ผิดแผกแม้คานั้นประสมกับคาบาลีหรื อสันสกฤตก็ถือว่าเป็ นคาประสม เช่น มูลค่า
  4. 4. ทรัพย์สิน เป็ นต้น การเรียงคาตามแบบสร้ างของคาสมาส ๑. ถ้าเป็ นคาที่มาจากบาลีและสันสกฤต ให้เรี ยงบทขยายไว้ขางหน้า เช่น ้ อุทกภัย หมายถึง ภัยจากน้ า อายุขย หมายถึง สิ้ นอายุ ั ๒. ถ้าพยางค์ทายของคาหน้าประวิสรรชนีย ์ ให้ตดวิสรรชนียออก เช่น ้ ั ์ ธุ ระ สมาสกับ กิจ เป็ น ธุ รกิจ พละ สมาสกับ ศึกษา เป็ น พลศึกษา ๓. ถ้าพยางค์ทายของคาหน้ามีตวการันต์ให้ตดการัตน์ออกเมื่อเข้าสมาส เช่น ้ ั ั ทัศน์ สมาสกับ ศึกษา เป็ น ทัศนศึกษา แพทย์ สมาสกับ สมาคม เป็ น แพทยสมาคม ๔. ถ้าคาซ้ าความ โดยคาหนึ่งไขความอีกคาหนึ่ง ไม่มีวธีเรี ยงคาที่แน่นอน เช่น ิ นร (คน) สมาสกับ ชน (คน) เป็ น นรชน (คน) คช (ช้าง) สมาสกับ สาร (ช้าง) เป็ น คชสาร (ช้าง) การอ่านคาสมาส ่่ การอ่านคาสมาสมีหลักอยูวา ถ้าพยางค์ทายของคาลงท้ายด้วย สระอะ, อิ, อุ เวลาเข้าสมาสให้อ่านออกเสี ยง อะ อิ อุ นั้น ้ เพียงครึ่ งเสี ยง เช่น เกษตร กับ ศาสตร์ เป็ น เกษตรศาสตร์ อ่านว่า กะ-เสด-ตระ-สาด อุทก กับ ภัย เป็ น อุทกภัย อ่านว่า อุ-ทก-กะ-ไพ ประวัติ กับ ศาสตร์ เป็ น ประวัติศาสตร์ อ่านว่า ประ-หวัด-ติ-สาด ภูมิ กับ ภาค เป็ น ภูมิภาค อ่านว่า พู-มิ-พาก เมรุ กับ มาศ เป็ น เมรุ มาศ อ่านว่า เม-รุ -มาด เชตุ กับ พน เป็ น เชตุพน อ่านว่า เช-ตุ-พน ข้ อสังเกต ๑. มีคาไทยบางคา ที่คาแรกมาจากภาษาบาลีสันสกฤต ส่ วนคาหลังเป็ นคาไทย คาเหล่านี้ ได้แปลความหมายตามกฎเกณฑ์ ของคาสมาส แต่อ่านเหมือนกับว่าเป็ นคาสมาส ทั้งนี้ เป็ นการอ่านตามความนิยม เช่น เทพเจ้า อ่านว่า เทพ-พะ-เจ้า พลเรื อน อ่านว่า พล-ละ-เรื อน กรมวัง อ่านว่า กรม-มะ-วัง คาเหล่านี้ ผูเ้ รี ยนจะสามารถศึกษาพวกกฎเกณฑ์ได้ต่อเมื่อเรี ยนชั้นสู งขึ้น ๒. โดยปกติการอ่านคาไทยที่มีมากกว่า ๑ พยางค์ มักอ่านตรงตัว เช่น บากบัน อ่านว่า บาก-บัน ่ ่ ลุกลน อ่านว่า ลุก-ลน แต่มีคาไทยบางคาที่เราอ่านออกเสี ยงตัวสะกดด้วย ทั้งที่เป็ นคาไทยมิใช่คาสมาสซึ่ งผูเ้ รี ยนจะต้องสังเกต เช่น ตุกตา ๊ จักจัน ่ อ่านว่า อ่านว่า ตุก-กะ-ตา ๊ จัก-กะ-จัน ่
  5. 5. จักจี้ ๊ ชักเย่อ สัปหงก อ่านว่า อ่านว่า อ่านว่า จัก-กะ-จี้ ๊ ชัก-กะ-เย่อ สับ-ปะ-หงก คาสนธิ การสนธิ คือ การเชื่อมเสี ยงให้กลมกลืนกันตามหลักไวยกรณ์บาลีสันสกฤต เป็ นการเชื่อม อักษรให้ต่อเนื่ องกันเพื่อตัด อักษรให้นอยลง ทาให้คาพูดสละสลวย นาไปใช้ประโยชน์ในการแต่งคาประพันธ์ ้ คาสนธิ เกิดจากการเชื่ อมคาในภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น ถ้าคาที่นามาเชื่ อมกัน ไม่ใช่ภาษาบาลีสันสกฤต ไม่ถือว่า ่ เป็ นสนธิ เช่น กระยาหาร มาจากคา กระยา + อาหาร ไม่ใช่สนธิ เพราะ กระยาเป็ นคาไทยและถึงแม้วา คาที่นามารวมกันแต่ ไม่ได้เชื่อมกัน เป็ นเพียงประสมคาเท่านั้น ก็ไม่ถือว่าสนธิ เช่น ทิชาชาติ มาจาก ทีชา + ชาติ ทัศนาจร มาจาก ทัศนา + จร วิทยาศาสตร์ มาจาก วิทยา + ศาสตร์ แบบสร้างของคาสนธิ ที่ใช้ในภาษาบาลีและสันสกฤต มีอยู่ ๓ ประเภท คือ ๑. สระสนธิ ๒. พยัญชนะสนธิ ๓. นิคหิตสนธิ สาหรับการสนธิ ในภาษาไทย ส่ วนมากจะใช้แบบสร้างของสระสนธิ แบบสร้ างของคาสนธิทใช้ ในภาษาไทย ี่ ๑. สระสนธิ การสนธิสระทาได้ ๓ วิธี คือ ๑.๑ ตัดสระพยางค์ทาย แล้วใช้สระพยางค์หน้าของคาหลังแทน เช่น ้ ั มหา สนธิ กบ อรรณพ เป็ น มหรรณพ ั นร สนธิ กบ อินทร์ เป็ น นริ นทร์ ั ปรมะ สนธิ กบ อินทร์ เป็ น ปรมินทร์ ั รัตนะ สนธิ กบ อาภรณ์ เป็ น รัตนาภรณ์ ั วชิระ สนธิ กบ อาวุธ เป็ น วชิราวุธ ั ฤทธิ สนธิ กบ อานุภาพ เป็ น ฤทธานุภาพ ั มกร สนธิ กบ อาคม เป็ น มกราคม ๑.๒ ตัดสระพยางค์ทายของคาหน้า แล้วใช้สระพยางค์หน้าของคาหลังแต่เปลี่ยนรู ป อะ เป็ น อา ้ อิ เป็ น เอ อุ เป็ น อู หรื อ โอ ตัวอย่าง เช่น เปลี่ยนรู ป อะ เป็ นอา ั เทศ สนธิ กบ อภิบาล เป็ น เทศาภิบาล ั ราช สนธิ กบ อธิราช เป็ น ราชาธิราช ั ประชา สนธิ กบ อธิปไตย เป็ น ประชาธิปไตย ั จุฬา สนธิ กบ อลงกรณ์ เป็ น จุฬาลงกรณ์ เปลี่ยนรู ป อิ เป็ น เอ ั นร สนธิ กบ อิศวร เป็ น นเรศวร
  6. 6. ั สนธิ กบ ั สนธิ กบ ปรม คช อินทร์ อินทร์ เป็ น เป็ น ปรเมนทร์ คเชนทร์ เปลี่ยนรู ป อุ เป็ น อู หรื อ โอ ราช ั สนธิ กบ อุปถัมภ์ เป็ น เป็ น เป็ น เป็ น เป็ น ั สาธารณะ สนธิ กบ อุปโภค ั วิเทศ สนธิ กบ อุบาย ั สุ ข สนธิ กบ อุทย ั ั นย สนธิ กบ อุบาย ๑.๓ เปลี่ยนสระพยางค์ทายของคาหน้า อิ อี เป็ น ย ้ อุ อู เป็ น ว แล้วใช้สระ พยางค์หน้าของคาหลังแทน เช่น เปลี่ยน อิ อี เป็ น ย ั มติ สนธิ กบ อธิบาย เป็ น ั รังสี สนธิ กบ โอภาส เป็ น ั สามัคคี สนธิ กบ อาจารย์ เป็ น ราชูปถัมภ์ สาธารณูปโภค วิเทโศบาย สุ โขทัย นโยบาย มัตยาธิบาย รังสโยภาส, รังสิ โยภาส สามัคยาจารย์ เปลี่ยน อุ อู เป็ น ว สิ นธุ จักษุ ั สนธิ กบ ั สนธิ กบ อานนท์ อาพาธ เป็ น เป็ น สิ นธวานนท์ จักษวาพาธ ธนู ั สนธิ กบ อาคม เป็ น ธันวาคม ๒. พยัญชนะสนธิ ั พยัญชนะสนธิในภาษาไทยมีนอย คือเมื่อนาคา ๒ คามาสนธิ กน ถ้าหากว่าพยัญชนะ ตัวสุ ดท้าย ของคาหน้ากับพยัญชนะ ้ ตัวหน้าของคาหลังเหมือนกัน ให้ตดพยัญชนะที่เหมือนกัน ออกเสี ยตัวหนึ่ง เช่น ั ั เทพ สนธิ กบ พนม เป็ น เทพนม ั สนธิ กบ นิวาส สถาน เป็ น นิวาสถาน ๓. นิคหิตสนธิ นิคหิตสนธิในภาษาไทย ใช้วธีเดียวกับวิธีสนธิ ในภาษาบาลีและสันสกฤต คือ ให้สังเกตพยัญชนะตัวแรกของคาหลังว่าอยู่ ิ ในวรรคใด แล้วแปลงนิคหิ ตเป็ นพยัญชนะตัวสุ ดท้ายของวรรคนั้น วรรค ๑ ๒ ๓ ๔ ๕
  7. 7. วรรค กะ วรรค จะ วรรค ฏะ วรรค ตะ วรรค ปะ เศษวรรค เช่น ก จ ฎฏ ดต บป อ ข ฉ ฐ ถ ผฝ ศษสห ค ช ฑ ท พฟ ฆ ฌ ฒ ธ ภ ซ ฮ ง ญ ณ น ม ยร ลฬว ั สนธิ กบ กรานต เป็ น สงกรานต์ (ก เป็ นพยัญชนะวรรค กะ พยัญชนะตัวสุ ดท้ายของวรรคกะ คือ ง) ั ส สนธิ กบ คม เป็ น สังคม (ค เป็ นพยัญชนะวรรค กะ พยัญชนะตัวสุ ดท้ายของวรรคกะ คือ ง) ั ส สนธิ กบ ฐาน เป็ น สัณฐาน (ฐ เป็ นพยัญชนะวรรค ตะ พยัญชนะตัวสุ ดท้ายของวรรคฏะ คือ ณ) ั ส สนธิ กบ ปทาน เป็ น สัมปทาน (ป เป็ นพยัญชนะวรรค ปะ พยัญชนะตัวสุ ดท้ายของวรรคปะ คือ ม) ถ้าพยัญชนะตัวแรกของคาหลังเป็ นเศษวรรค ให้คงนิคหิต (_ํ ) ตามรู ปเดิม อ่านออกเสี ยง อัง หรื อ อัน เช่น ั ส สนธิ กบ วร เป็ น สังวร ั ส สนธิ กบ หรณ์ เป็ น สังหรณ์ ั ส สนธิ กบ โยค เป็ น สังโยค ส ั ถ้า ส สนธิ กบคาที่ข้ ึนต้นด้วยสระ จะเปลี่ยนนิคหิ ตเป็ น ม เสมอ เช่น ั ส สนธิ กบ อิทธิ เป็ น สมิทธิ ั ส สนธิ กบ อาคม เป็ น สมาคม ั ส สนธิ กบ อาส เป็ น สมาส ั ส สนธิ กบ อุทย ั เป็ น สมุทย ั คาแผลง ่ คาแผลง คือ คาที่สร้างขึ้นใช้ในภาษาไทยอีกวิธีหนึ่ง โดยเปลี่ยนแปลงอักษรที่ประสมอยูในคาไทยหรื อคาที่มาจากภาษา อื่นให้ผดไปจากเดิม ด้วยวิธีตด เติม หรื อเปลี่ยนรู ป แต่ยงคงรักษาความหมายเดิมหรื อเค้าความเดิมอยู่ ิ ั ั แบบสร้ างของการแผลงคา การแผลงคาทาได้ ๓ วิธี คือ ๑. การแผลงสระ ๒. การแผลงพยัญชนะ ๓. การแผลงวรรณยุกต์ ๑. การแผลงสระ เป็ นการเปลี่ยนรู ปสระของคานั้น ๆ ให้เป็ นสระรู ปอื่น ตัวอย่าง
  8. 8. คาเดิม คาแผลง คาเดิม คาแผลง ชยะ ชัย สายดือ สะดือ โอชะ โอชา สุ ริยะ สุ รีย ์ วชิระ วิเชียร ดิรัจฉาน เดรัจฉาน พัชร เพชร พิจิตร ไพจิตร คะนึง คานึง พีช พืช ครหะ เคราะห์ กีรติ เกียรติ ชวนะ เชาวน์ สุ คนธ์ สุ วคนธ์ สรเสริ ญ สรรเสริ ญ ยุวชน เยาวชน ทูรเลข โทรเลข สุ ภา สุ วภา ๒. การแผลงพยัญชนะ การแผลงพยัญชนะก็เช่นเดียวกับการแผลงสระ คือ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวเกิดจากความเจริ ญของภาษา การแผลงพยัญชนะ เป็ นการเปลี่ยนรู ปพยัญชนะตัวหนึ่งให้เป็ นอีกตัวหนึ่ง หรื อเพิ่มพยัญชนะลงไปให้เสี ยงผิดจากเดิม หรื อมีพยางค์มากกว่าเดิม หรื อตัดรู ปพยัญชนะ การศึกษาที่มาของถ้อยคาเหล่านี้จะช่วยให้เข้าใจความหมายของคาได้ถูกต้อง ตัวอย่าง คาเดิม คาแผลง คาเดิม คาแผลง กราบ การาบ บวช ผนวช เกิด กาเนิด ผทม ประทม, บรรทม ขจาย กาจาย เรี ยบ ระเบียบ แข็ง กาแหง, คาแหง แสดง สาแดง คูณ คานวณ, คานูณ พรั่ง สะพรั่ง เจียร จาเนียร รวย ระรวย เจาะ จาเพาะ, เฉพาะ เชิญ อัญเชิญ เฉียง เฉลียง, เฉวียง เพ็ญ บาเพ็ญ ช่วย ชาร่ วย ดาล บันดาล ตรับ ตารับ อัญชลี ชลี, ชุลี ถก ถลก อุบาสิ กา สี กา ๓. การแผลงวรรณยุกต์ การแผลงวรรณยุกต์เป็ นการเปลี่ยนแปลงรู ป หรื อเปลี่ยนเสี ยงวรรณยุกต์ เพื่อให้เสี ยงหรื อรู ปวรรณยุกต์ผิดไปจากเดิม ตัวอย่าง คาเดิม คาแผลง คาเดิม คาแผลง เพียง เสนหะ เพี้ยง เสน่ห์ พุทโธ บ พุทโธ่ บ่
  9. 9. สรุ ปการสร้ างคา ๑. แบบสร้างของคา คือ วิธีการนาอักษรมาผสมคา และมีความหมายที่สมบูรณ์ คา ชนิดต่าง ๆ เหล่านี้มีชื่อเรี ยกตาม ลักษณะแบบสร้างของคา เช่น คามูล คาประสม คาสมาส คาสนธิ แบบสร้างของคามูลและคาประสม คือ วิธีการสร้างคา ซึ่ งส่ วนใหญ่เป็ นลักษณะเฉพาะ ของภาษาไทย แบบสร้างของ คามูลอาจมีพยางค์เดียวเป็ นคาโดด หรื อมีหลายพยางค์ก็ได้แต่คามูลนั้นเมื่อแยกพยางค์ แล้วแต่ละพยางค์ ไม่ได้ความหมาย ครบถ้วน ต้องนาพยางค์ เหล่านั้นมารวมกัน จึงจะเกิดเป็ นคาและมีความหมาย ส่ วนคาประสม คือคาที่เกิดจาก การนาคา มูลมาประสมกันเพื่อสร้างคาใหม่ข้ ึนมา ๒. คาสมาสมีลกษณะดังนี้ ั (๑) ต้องเป็ นคาที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต (๒) พยางค์ สุ ดท้ายของคาหน้าประวิสรรชนียหรื อตัวการันต์ไม่ได้ ์ (๓) เรี ยงต้นศัพท์ไว้หลัง ศัพท์ประกอบไว้หน้าเมื่อแปลความหมายให้แปลจากหลังไปหน้า (๔) ส่ วนมากออกเสี ยงสระ ตรงพยางค์สุดท้ายของคาหน้า ซึ่ งจะมีคายกเว้นไม่กี่คา เช่น ชลบุรี สุ พรรณบุรี ฯลฯ ๓. แบบสร้างของคาสนธิ มีดงนี้ ั (๑) ต้องเป็ นคาที่มาจากบาลี สันสกฤต (๒) มีการ เปลี่ยนแปลงระหว่างคาที่เชื่อม (๓) พยางค์ตนของคาหลังต้องขึ้นต้นด้วยสระ หรื อ ตัว อ ้ ่ ๔. คาแผลงเป็ นคาที่สร้างขึ้นใช้ในภาษาไทยวิธีหนึ่ง โดยเปลี่ยนแปลงอักษรที่ประสม อยูในคาเดิมให้ผดไปจากเดิม ิ ด้วยวิธีตดเติมหรื อเปลี่ยนรู ป แต่ยงรักษาความหมายเดิม หรื อเค้าความเดิมอยู่ ั ั แบบสร้างคาแผลงมี ๓ วิธี คือ (๑) การแผลงสระ เช่น คติ แผลงเป็ น คดี และนูน แผลงเป็ น โน้น ้ (๒) การแผลงพยัญชนะ เช่น กด แผลงเป็ น กาหนด อวย แผลงเป็ น อานวย (๓) การแผลงวรรณยุกต์ เช่น โน่น แผลงเป็ น โน้น นี่ แผลงเป็ น นี้ เป็ นต้น ๕. คาซ้ า คือ การสร้างคาด้วยการนาคาที่มีเสี ยง และความหมายเหมือนกันมาซ้ ากัน เพื่อเปลี่ยนความหมายของคานั้น ให้แตกต่างไปหลายลักษณะ ๖. คาซ้อน คือ คาประสมชนิดหนึ่งที่เกิดจากการนาเอาคาตั้งแต่สองคาขึ้นไป ซึ่ งมีเสี ยง ต่างกัน แต่มีความหมาย ั เหมือนกันหรื อคล้ายคลึงกันหรื อเป็ นไปในทานองเดียวกัน มาซ้อนคู่กน *****************************************

×