ประวัติศาสตร์ไทยสมัยธนบุรี
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

ประวัติศาสตร์ไทยสมัยธนบุรี

on

  • 20,784 views

ประวัติศาสตร์ไทยสมัยธนบุรี สาระประวัติศาสตร์ ม.3

ประวัติศาสตร์ไทยสมัยธนบุรี สาระประวัติศาสตร์ ม.3

Statistics

Views

Total Views
20,784
Views on SlideShare
20,784
Embed Views
0

Actions

Likes
2
Downloads
152
Comments
1

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel

11 of 1

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
  • ขอบคุณมากค่ะสำหรับสื่อการสอนดีๆ ขออนุญาตนำไปใช้สอนนักเรียนต่อนะคะ
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    ประวัติศาสตร์ไทยสมัยธนบุรี ประวัติศาสตร์ไทยสมัยธนบุรี Presentation Transcript

    •  
    •  
    • พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
      • เรียกอีกพระนามหนึ่งว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์ท่านเป็นบุตรชาวจีนนายอากรบ่อนเบี้ย ชื่อ นายไหฮอง  แซ่แต้ มารดาชื่อนางนกเอี้ยง ( พระพันปีหลวง กรมพระเทพามาตย์ ) สมเด็จพระเจ้าตากสิน พระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล จ . ศ . 1096 ตรงกับ วันที่ 17   เมษายน   2277 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
      • เจ้าพระยาจักรีได้ขอบุตรชายของนายไหฮองไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม นับตั้งแต่รับบุตรของนายไหฮองมาเลี้ยงไว้ เจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาจักรีก็มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยลาภยศเงินทองมากขึ้นกว่าแต่เดิมเป็นอย่างมาก จึงตั้งชื่อบุตรบุญธรรมว่า " สิน " พ . ศ . 2286 เมื่อเด็กชาย สิน อายุได้ 9 ปี เจ้าพระยาจักรีได้นำไปฝากเรียนหนังสือ ในสำนักของพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส พ . ศ . 2290 อายุ 13 ปี ก็นำเข้าถวายตัวรับราชการเป็นมหาดเล็ก ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พ . ศ . 2398 อายุ 21 ปี อุปสมบท อยู่ในสมณเพศ 3 พรรษา ได้ลาสิกขาบท ออกมารับราชการ ในตำแหน่งมหาดเล็กรายงาน ครั้นถึงสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาสอมรินทร์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นหลวงยกบัตรเมืองตาก เมื่อเจ้าเมืองตากถึงแก่กรรม ก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาตากขึ้นครองเมืองตาก ( ระแหง )
      พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
      • พ . ศ . 2309 เมื่อพม่ายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา พระยาตากได้ถูกเรียกเข้ามาช่วยราชการในกรุงศรีอยุธยา ทำการสู้รบกับพม่าได้ชัยชนะหลายครั้ง มีความดีความชอบ ได้เลื่อนยศขึ้นเป็น พระยาวชิรปราการ ว่าที่เจ้าเมืองกำแพงเพชร ระหว่างทำหน้าที่ป้องกันรักษาพระนครอยู่นั้น พระยาตากมีความเห็นว่า กรุงศรีอยุธยาคงเสียแก่พม่าแน่ จึงตัดสินใจ พาสมัครพรรคพวก หนีไปตั้งมั่นอยู่ที่เมืองจันทบูรณ์ ( จันทบุรี ) พ . ศ . 2310 ยกทัพกลับมาตีกรุงธนบุรีและค่ายโพธิ์สามต้นได้ สามารถกอบกู้เอกราชได้ เมื่อ 6 พฤศจิกายน 2310 ขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 34 พรรษา ครองราชย์นาน 15 ปี มีพระราชโอรสและพระราชธิดารวม 29 พระองค์ สวรรคตเมื่อ 6 เมษายน 2325 รวมพระชนมายุได้ 48 พรรษา
      พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
    • สภาพทั่วไปก่อนการก่อตั้งกรุงธนบุรี
      • กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยอยู่ 417 ปี ( พ . ศ . 1893-2310) ในระยะเวลาอันยาวนานนี้กรุงศรีอยุธยาได้ก้าวจากการเป็นอาณาจักรเล็กๆ มาเป็นอาณาจักรใหญ่ที่มีความเจริญรุ่งเรืองในด้านต่างๆ ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรอยุธยาเริ่มเสื่อมลงตามลำดับตั้งแต่ต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง เกิดการแย่งชิงราชสมบัติกันขึ้นระหว่างพระราชวงศ์และขุนนาง เจ้านายและขุนนางชั้นผู้ใหญ่แตกความสามัคคีแย่งชิงอำนาจกันเอง ทำให้กำลังทหารแยกออกเป็นกลุ่มๆ ยิ่งบ้านเมืองว่างศึกสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นเวลานาน กองทัพก็ไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะสู้รบ พระมหากษัตริย์เองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้าเอกทัศ ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ก็ไม่ทรงพระปรีชาสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน ในขณะที่ศัตรูของไทยคือ พม่ามีกำลังและอำนาจมากขึ้นภายใต้พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์อลองพญา
      • ในปีพ . ศ . 2309 พระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่ายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา แต่ถูกปืนลั่นถอยทัพกลับไป ต่อมาพระเจ้ามังระพระราชโอรสบัญชาให้ทหารล้อมอยุธยาบุกเผาทำลายเสียหาย กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในเดือนเมษายน พ . ศ . 2310 พม่ากวาดต้อนคนไทยไปยังพม่าจำนวนมาก
      สภาพทั่วไปก่อนการก่อตั้งกรุงธนบุรี
    • เหตุการณ์ตอนต้นสมัยธนบุรี
      • ก่อนพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตก พระยาตากเข้ามาช่วยราชการ รักษากรุงศรีอยุธยา เห็นว่ารักษากรุงไว้ไม่ได้
      • จึงนำทหาร 500 คน ตีฝ่าวงล้อมพม่าออกไปในเดือนยี่
      • พ . ศ . 2309 ไปยังหัวเมืองตะวันออก
      • กรุงศรีอยุธยา นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา
      • ชลบุรี ระยอง ( ตั้งตัวเป็นเจ้า ) แล้วเข้าโจมตี จันทบุรี
    • แผนที่แสดง การเดินทางของ พระยาตาก
    • หลังกรุงศรีอยุธยาแตกบรรดาเมืองต่างๆ ตั้งตนเป็นใหญ่ มีกลุ่มที่มี อำนาจ 5 ชุมนุม
      • 1 ชุมนุมเจ้าตาก ตั้งมั่นที่เมืองจันทบุรี มีพระเจ้าตากสิน
      • เป็นหัวหน้า
      • 2 ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ( เรือง )
      • 3 ชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช ( หนู )
      • 4 ชุมนุมเจ้าพิมาย กรมหมื่นเทพพิพิธ เป็นหัวหน้า
      • ชุมนุมเจ้าพระฝาง อยู่ที่เมืองสวางคบุรี ( อุตรดิตถ์ )
      • บรรพชิต ภิกษุเรือนเป็นหัวหน้า
    • พระยาตากตีเมืองจันทบุรีได้แล้วใช้เป็นฐาน ที่มั่นรวบรวมกำลังผู้คน อาวุธและเสบียงเพื่อ ยกทัพกลับมากอบกู้เอกราชต่อไป
      • อธิบาย เหตุผลพระยาตากให้ทหารทุบหม้อข้าวหม้อแกงก่อนเข้าตีจันทบุรี
    • ผลดีในการที่พระเจ้าตากสินเดินทางไปตั้งมั่นที่ หัวเมืองชายทะเล
      • 1 เป็นเส้นทางที่ปลอดภัยจากกองทัพพม่า
      • 2 เมืองในเส้นทางที่ผ่านเป็นแหล่งกำลังผู้คนและเสบียงอาหาร
      • 3 หัวเมืองชายทะเลมีการค้าสำเภาเป็นแหล่งอาวุธ
      • ยุทธปัจจัย
      • 4 จันทบุรีเป็นเมืองท่า มีไม้ดีๆเหมาะแก่การต่อเรือ
      • 5 ได้กำลังลี้พลที่ชำนาญในการเดินเรือ
    • การกู้เอกราชของพระเจ้าตากสิน
      • พระเจ้าตากสินทรงรวบรวมรี้พลได้ 5 , 000 คนเดินทาง
      • จากจันทบุรีถึงปากน้ำเจ้าพระยาในเดือนพฤศจิกายน 2310 ยึดค่ายโพธิ์สามต้น 6 พฤศจิกายน พ . ศ . 2310
      • ผลดีที่ใช้ทางเรือ คือ
      • 1. ปลอดภัยจากการโจมตีของพม่า
      • 2. เข้าถึงกองทัพพม่าโดยพม่าไม่ทันตั้งตัว กองทัพเข้าถึงค่าย
      • โพธิ์สามต้นตีทัพพม่าแตก สุกี้นายกองตายในที่รบ ทหารพม่าแตกพ่าย
    • พระเจ้าตากสินได้อำนาจปกครองประเทศกลับคืน
      • การกู้เอกราชของพระเจ้าตากสินสามารถทำสำเร็จในเวลารวดเร็วคือใช้เวลาเพียง 7 เดือนทรงปราบดาภิเษก
      • วันที่ 28 ธันวาคม พ . ศ . 2311
      • ( ถือเป็นวันพระเจ้าตากสิน )
      • ทรงพระนามว่า
      • สมเด็จพระบรมราชาที่ 4
    • การสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี
        • เหตุผลที่ต้องย้ายราชธานี
      • 1 กรุงศรีอยุธยาถูกทำลายยากแก่การบูรณะ
      • 2 กรุงศรีอยุธยามีบริเวณกว้างเกินกำลังกองทัพของพระองค์
      • 3 ข้าศึกรู้ลู่ทางภูมิประเทศและจุดอ่อนของกรุงศรีอยุธยา
      • 4 กรุงศรีฯอยู่ห่างทะเลไม่สะดวกในการติดต่อค้าขาย
    • เหตุผลที่เลือกกรุงธนบุรีเป็นราชธานี
      • 1. กรุงธนบุรีเป็นเมืองขนาดเล็กเหมาะแก่การป้องกันรักษา
      • 2. ในกรณีข้าศึกมีกำลังมาก อาจย้ายไปตั้งมั่นที่จันทบุรีโดยทางเรือ
      • 3 . กรุงธนบุรีมีป้อมปราการที่สร้างไว้ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ใช้ป้องกันข้าศึกได้
      • 4. กรุงธนบุรีตั้งอยู่บนเกาะเหมือนกรุงศรีอยุธยา มีสภาพเป็นที่ลุ่มเป็นเครื่องกีดขวางข้าศึกมิให้โอบล้อมพระนครได้ง่าย
    • เหตุผลที่เลือกกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ( ต่อ )
      • 5. กรุงธนบุรีอยู่ใกล้ปากน้ำสะดวกแก่การค้าขายกับต่างประเทศ
      • 6. กรุงธนบุรีเป็นเมืองเก่า มีวัดที่สร้างไว้ตั้งแต่สมัยอยุธยาจำนวนมากไม่ต้องสร้างวัดขึ้นมาใหม่ให้สิ้นเปลือง
      • 7. กรุงธนบุรีเป็นแหล่งเกษตรกรรมเป็นที่ลุ่ม ดินดี มีคลองหลายสาย มีน้ำใช้ตลอดปี เหมาะทำนา ทำสวนผลไม้
      • 8. กรุงธนบุรีมีที่ตั้งห่างจากกรุงศรีฯไม่มากนัก พระเจ้าตากจึงมีอำนาจปกครองกรุงศรีอยุธยาด้วย
    • แผนที่กรุงธนบุรีสมัยพระเจ้าตากสิน
    • การปกครองสมัยกรุงธนบุรี
    • การปกครองสมัยกรุงธนบุรี ส่วนภูมิภาค ส่วนกลาง สมุหนายก สมุหพระกลาโหม 3 หัวเมืองประเทศราช 2 หัวเมืองชั้นนอกหรือ เมืองพระยามหานคร 1 หัวเมืองชั้นใน จตุสดมภ์ 1 เวียง 2 วัง 3 คลัง 4 นา ดูแลฝ่ายทหาร ดูแลฝ่ายพลเรือน
      • การปกครองภายในราชธานี มีกรุงธนบุรีเป็นศูนย์กลางพระมหากษัตริย์
      • มีอำนาจเด็ดขาด มีตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี 2 ตำแหน่ง คือ
      • สมุหนายก เป็นอัครมหาเสนาบดี ฝ่ายพลเรือน ดูแลด้านพลเรือน แต่ยามมีศึกสงครามก็เป็น แม่ทัพบังคับบัญชาการรบได้ และมีหน้าที่ดูแลบังคับบัญชา หัวเมืองฝ่ายเหนือ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้ คือ เจ้าพระยาจักรี
      • สมุหพระกลาโหม เป็นอัครมหาเสนาบดี ฝ่ายทหาร ดูแลด้านกิจการทหาร มีหน้าที่ดูแลและบังคับบัญชา หัวเมืองฝ่ายใต้ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้ เจ้าพระยากลาโหม
      • *** ตำแหน่งรองลงมาจากอัครมหาเสนาบดี ได้แก่
      • เสนาบดีจตุสดมภ์ มี 4 ตำแหน่ง คือ
      • เสนาบดีกรมเวียง มีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ในบ้านเมือง
      • เ สนาบดีกรมวัง มีหน้าที่ดูแลภายในวัง จัดการเรื่องราชพิธีต่างๆและ
      • พิจารณาคดีต่างพระเนตรพระกรรณ
      • เสนาบดีกรมคลัง มีหน้าที่ดูแลพระราชทรัพย์ ติดต่อกับต่างประเทศ
      • บังคับบัญชากรมท่า
      • เสนาบดีกรมนา มีหน้าที่ดูแลนาหลวง จัดเก็บเสบียงอาหารยามมีศึก
      • สงคราม เก็บภาษีหางข้าว ดูแลเรื่องการชลประทาน
      การปกครองสมัยกรุงธนบุรี
      • การปกครองหัวเมือง ( ส่วนภูมิภาค )
      • หัวเมืองชั้นใน เป็นเมืองที่อยู่รายรอบราชธานี เป็น เมืองชั้นจัตวา ผู้ปกครองดูแลเรียกผู้รั้ง อยู่ในบังคับบัญชาของเสนาบดีจตุสดมภ์ เช่นราชบุรี สุพรรณบุรี ชลบุรี
      • หัวเมืองชั้นนอก เป็นเมืองที่อยู่ห่างไกลราชธานี เรียก
      • อีกอย่างว่า เมืองพระยามหานคร มีเจ้าเมืองและกรมการเมือง
      • ปกครองดูแล แบ่งเป็นเมืองชั้น เอก โท ตรี เจ้าเมือง
      • มีตั้งแต่ระดับพระยาขึ้นไป เช่น พระยาสีหราชเดโช
      • เจ้าเมืองพิชัย ( แต่ผู้คนมักเรียกว่า พระยาพิชัย ) เป็นต้น
      การปกครองสมัยกรุงธนบุรี
      • เมืองประเทศราช หรือ เมืองขึ้น ให้ปกครองตนเอง เช่น
      • ลาว เขมร นครศรีธรรมราช ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการ
      • มาถวายตามกำหนด ต้องส่งทัพและเสบียงอาหารมาช่วย
      • เมืองหลวงยามเกิดศึกสงคราม ในสมัยกรุงธนบุรียกเมือง
      • นครศรีธรรมราชขึ้นเป็นประเทศราชอีกเมืองหนึ่งดังนั้น
      • เจ้าเมืองนี้จึงมีฐานะเป็นพระเจ้านครศรีธรรมราช พระเจ้าตากสิน
      • มีพระบรมราโชบายที่จะให้เมืองนครศรีธรรมราชนี้
      • เป็นที่ตั้งกองกำลัง ส่วนใหญ่ในหัวเมืองฝ่ายใต้
      • กฎหมายในสมัยกรุงธนบุรี
      • 1. กฎหมายสักเลก บังคับให้ไพร่ต้องสักข้อมือเพื่อแสดงสังกัดที่
      • อยู่เพื่อป้องกันการหลบหนีเมื่อยามศึกสงคราม ผู้ใดหลบเลี่ยง
      • จะมีโทษหนัก คำว่า เลก หมายถึง ไพร่
      • 2. ยกเลิกกฎหมายว่าด้วย การจุกช่องล้อมวง การเข้าเฝ้ากษัตริย์
      • 3. ออกกฎหมายบังคับคาดโทษประหารหญิงที่มีสามีเป็นต่างชาติ
      • 4. มีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการพนัน
    • ด้านเศรษฐกิจ
      • เศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจในสมัยกรุงธนบุรี 1 . ปัญหาความอดอยากของราษฎร 2 . การค้าระหว่างประเทศ 3 . การเก็บภาษีอากร
    • การแก้ไขปัญหาความอดยากของราษฎร
      • ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในการซื้อข้าวสาร อาหาร เสื้อผ้า แจกราษฎร
      • โปรดให้ข้าราชการผู้ใหญ่น้อย ทำนา ปีละ 2 ครั้ง ( นาปีกับนาปรัง )
      • ทรงให้เพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวใกล้พระนคร
      • ให้ข้าราชการและประชาชนทั้งหลายจับหนูส่งกรมพระนครบาล ( กรมเวียง ) ทุกวันปัญหาหนูจึงสงบลงไป
      • ทรงปราบปรามโจรผู้ร้ายที่ปล้นสะดม
      • 5. การส่งเสริมการค้ากับต่างประเทศ มีการส่งเรือสำเภาไปค้าขายยังประเทศจีน อินเดียและประเทศใกล้เคียง สินค้าที่ส่งออก ได้แก่ ดีบุก   พริกไทย   ครั่ง    ไม้หอม ฯลฯ ซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในสมัยนั้น
      การค้าขายกับต่างประเทศ
      • หลังจากที่บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว รายได้ของรัฐ ที่เก็บจากราษฎรยังคงใช้อย่างอยุธยาตอนปลายดังนี้ จกอบ  หมายถึง ภาษีผ่านด่านเรียกเก็บจากผู้นำสินค้าเข้ามาขาย อากร    หมายถึง ภาษีที่เก็บจากราษฎรที่ประกอบอาชีพทุกชนิดยกเว้นการค้าขาย ฤชา     หมายถึง ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากราษฎรที่ใช้บริการของรัฐเช่นการออกโฉนดที่ดิน ค่าปรับผู้แพ้คดี ส่วย     หมายถึง เงิน หรือ สิ่งของที่เก็บแทนการเกณฑ์แรงงานของราษฎรที่ต้องเข้าเวร
      การเก็บภาษีอากร
    • ด้านสังคมและวัฒนธรรมในสมัยกรุงธนบุรี
    • ด้านสังคม
      • สภาพสังคม
      • สังคมสมัยธนบุรีคล้ายกับสังคมอยุธยา คือ การแบ่งชนชั้นทางสังคมออกเป็น
      กลุ่มชนชั้นผู้ปกครอง ได้แก่ 1. พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ 2. ขุนนางข้าราชการ กลุ่มชนชั้นที่ถูกปกครอง ได้แก่ 3. ไพร่ ( มีมากที่สุด ) 4. ทาส กลุ่มชนชั้นพิเศษ ได้แก่ นักบวช เช่น พระสงฆ์และพราหมณ์
      • เจ้านายหมายถึงเชื้อพระวงศ์ของพระมหากษัตริย์เช่นพระโอรส พระราชธิดาหรือพระญาติอื่นๆ
      • ยศของเจ้านาย มี 2 ประเภท
      • * 1. สกุลยศ เจ้าฟ้า พระองค์เจ้า หม่อมเจ้า ( พระบรมวงศานุวงศ์ )
      • * 2. อิสริยยศ เป็นยศที่เจ้านายได้รับพระราชทานจากการรับราชการช่วยเหลือพระมหากษัตริย์ในการปกครองประเทศเช่นเจ้าพระยา พระยา พระ หลวง ขุน หมื่น พัน
      • ( ขุนนางข้าราชการ ) ราชทินนามเช่น จักรี ธรรมาธิบดี โกษาธิบดี
    • ไพร่ คือราษฎรสามัญทั่วไปทั้งชายและหญิง
      • 1. ไพร่หลวง คือชายฉกรรจ์ขึ้นทะเบียนสังกัดพระมหากษัตริย์รับราชการปีละ 6 เดือน . เข้าเดือนออกเดือน ยามสงคราม ต้องออกรบให้ราชสำนัก ยามบ้านเมืองสงบมาเป็นแรงงาน รับราชการตั้งแต่อายุ 18 ปี ผู้หญิงก็ต้องขึ้นทะเบียนเป็นไพร่แต่ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน
      • 2. ไพร่สม คือชายฉกรรจ์ที่สังกัดมูลนาย รับใช้มูลนาย ยามสงครามต้องเป็น
      • ทหาร ทำงานให้ราชสำนักปีละ 1 เดือน
      • 3. ไพร่ส่วย คือไพร่หลวงส่วยที่ส่งเงินหรือสิ่งของแทนการรับราชการ
      • การควบคุมคนในสมัยธนบุรีใช้ระบบศักดินาสวามิภักดิ์คล้ายกับในสมัยอยุธยาตอนปลาย คือ คนในสังคมตั้งแต่
      • พระมหาอุปราชลงมาจนถึงไพร่และทาส ต่างมีศักดินาลดหลั่นตามลำดับขั้น
      พระมหาอุปราช มีศักดินา 100 , 000 ไร่ เจ้าพระยา มีศักดินา 10 , 000 ไร่ ไพร่ มีศักดินา 25 ไร่ ทาส มีศักดินา 5 ไร่
      • ทาส มีอยู่ 7 ประเภทดังนี้ 1 ทาสสินไถ่ คือ ทาสที่ขายตัวเองหรือถูกผู้อื่นขายให้แก่นายเงินต้องทำงานจนกว่าจะหาเงินมาไถ่ค่าตัวได้ จึงจะหลุดพ้นเป็นไท 2 ทาสในเรือนเบี้ย คือ ลูกของทาสที่เกิดมาในเวลาที่พ่อ แม่กำลังเป็นทาสอยู่ 3 ทาสได้มาแต่บิดามารดา คือ ลูกทาสที่ได้จากพ่อหรือแม่ของเด็กที่เป็นทาส 4 ทาสท่านให้ คือ ทาสที่เดิมเป็นของผู้หนึ่งแล้วถูกยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของอีกผู้หนึ่ง 5 ทาสที่ช่วยมาจากทัณฑ์โทษ คือ ผู้ที่ถูกต้องโทษต้องเสียค่าปรับแต่ไม่มีเงินให้ แล้วมีนายเงินเอาเงิน มาใช้แทนให้ ผู้ต้องโทษก็ต้องเป็นทาสของนายเงิน 6 ทาสที่เลี้ยงไว้เมื่อเกิดทุพภิกขภัย คือ ในเวลามีภัยธรรมชาติทำให้ข้าวยากหมากแพง ไพร่บางคน อดอยากไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ต้องอาศัยมูลนายกิน ในที่สุดก็ต้องยอมเป็นทาสของมูลนายนั้น 7 ทาสเชลยคือ ทาสที่ได้มาจากการรบทัพจับศึกหรือการทำสงคราม เมื่อได้ชัยชนะจะต้อน ผู้แพ้สงครามมาเป็นทาส
      • สำหรับกลุ่มชนชั้นพิเศษ ได้แก่ พระภิกษุสงฆ์ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนประชาชนทั่วไป พราหมณ์ทำหน้าที่
      • ด้านพิธีกรรมและกฎหมาย เป็นต้น
      • ในสมัยธนบุรี การควบคุมกำลังคนไปอย่างเข้มงวด เนื่องจากบ้านเมืองต้องทำสงครามมาโดยตลอด ทั้งนี้จะเห็นได้จาก การสักเลก เพื่อขึ้นบัญชีไพร่พลใน พ . ศ . 2316 และ
      • กฎมายที่มีบทลงโทษรุนแรงสำหรับผู้หลบเลี่ยงการทหาร
    • ด้านวัฒนธรรมสมัยกรุงธนบุรี
      • ด้านศาสนา
      • ด้านศิลปะและวรรณกรรม
      • ด้านนาฏศิลป์
      • ด้านการศึกษา
      การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม
    • ด้านศาสนา
      • 1    โปรดเกล้าฯแต่งตั้งพระสังฆราชและพระราชาคณะขึ้นเพื่อดูแลพระสงฆ์
      • 2    โปรดให้มีการชำระความบริสุทธิ์ของพระสงฆ์ทั้งหมด
      • 3    ทรงบริจาคพระราชทรัพย์สร้างพระอุโบสถ วิหาร วัดวาอารามต่างๆ
      • 4    โปรดให้มีการคัดลอกพระไตรปิฎก จากวัดมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช   เป็นฉบับหลวงไว้ที่กรุงธนบุรี
      • 5    อันเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่
      • วัดอรุณราชวราราม ( วัดแจ้ง )
    • วัดบางหว้าใหญ่ ( วัดระฆังโฆสิตาราม ) วัดระฆังโฆสิตาราม หรือ วัดบางว้าใหญ่ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร เป็นวัดโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดให้อาราธนาพระอาจารย์ศรีขึ้นมาจากนครศรีธรรมราช ทรงสถาปนาให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช และประจำที่วัดนี้
    • วัดอรุณราชวราราม ( วัดแจ้ง ) วัดอรุณราชวรารามหรือวัดแจ้ง เดิมชื่อวัดมะกอก เป็นวัดโบราณที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา " วัดแจ้ง " มีความหมายถึงการที่เสด็จถึงวัดนี้ในตอนรุ่งอรุณตอนพระเจ้าตากสินเสด็จมาเพื่อหาที่ตั้งพระนคร
    • วัดโมลีโลกยาราม ( วัดท้ายตลาด )
      • วัดโมลีโลกยารามเป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างเมื่อใด ใครเป็นผู้สร้างในสมัยนั้นเรียกว่า วัดท้ายตลาด เพราะอยู่ต่อจากตลาดเมืองธนบุรี แต่เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ได้ทรงรวม อุปจาร วัดแจ้ง ( วัดอรุณราชวราราม ) และวัดท้ายตลาดเข้าไปในพระราชวัง ซึ่งเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์มาจำพรรษาตลอดรัชกาล
      • วัดอินทารามวรวิหาร เป็นวัดโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ชาวบ้านเรียกว่า
      • " วัดบางยี่เรือนอก " หรือ " บางยี่เรือไทย " หรือ " วัดสวนพลู " ( ที่เรียกว่าวัดสวนพลู เนื่องจากแต่เดิม ที่ดินใกล้เคียงกับวัดเป็นสวนปลูกพลู ) เพราะหากล่องเรือมาจากอยุธยา จะถึงวัดอินทารามหลังสุดในบรรดาวัดที่ตั้งเรียงกันอยู่ 3 วัด ขณะที่จะเรียกวัดราชคฤห์ว่า " บางยี่เรือใน " และ
      • วัดจันทารามว่า " บางยี่เรือกลาง "
      วัดอินทรารามวรวิหาร ( วัดบางยี่เรือนอก )
      • วัดอินทารามเป็นวัดหลวงสำคัญอันดับหนึ่ง ในแผ่นดินกรุงธนบุรี จัดว่าเป็นวัดประจำรัชกาล ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งได้ทรงบูรณะเป็นพระอารามหลวงชั้นหนึ่ง มีพระเจดีย์กู้ชาติคู่หนึ่ง ตั้งอยู่หน้าพระอุโบสถหลังเก่า ภายในเชื่อกันว่าบรรจุพระบรมอัฐิ ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและพระอัครมเหสี ส่วนพระอุโบสถหลังเก่า มีพระพุทธรูปปางตรัสรู้เป็นพระประธานของพระอุโบสถ บรรจุพระบรมราชสรีรังคาร หรือ เถ้ากระดูกของพระองค์  
      • วัดราชคฤห์วรวิหาร ฝ่ายมหานิกาย เป็นวัดที่สร้างโดยนายกองมอญในสมัยอยุธยาตอนปลาย ดังนั้นบางคราวจึงเรียก " วัดบางยี่เรือมอญ " หรือ " วัดมอญ " นอกเหนือไปจากชื่อ " บางยี่เรือใน " หรือ " บางยี่เรือเหนือ "       
      วัดราชคฤห์ ( วัดบางยี่เรือใน )
      •       วัดอมรินทรารามราชวรวิหาร หรือ วัดบางหว้าน้อย เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดราชวรวิหารในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดฯให้บูรณะปฏิสังขรณ์ แล้วสถาปนาให้เป็นพระอารามหลวง ต่อมากรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ( วังหลัง ) หรือพระยาสุริยอภัยในช่วงกรุงธนบุรีได้เป็นผู้สถาปนาขึ้นใหม่หมด ทั้งพระอาราม และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้พระราชทานนามว่า
      • " วัดอมรินทราราม " คู่กับวัดบางว้าใหญ่ ที่เปลี่ยนชื่อเป็นวัดระฆังโฆสิตาราม
      วัดอมรินทรารามราชวรวิหาร หรือ วัดบางหว้าน้อย
    • พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต
      • พระแก้วมรกตกลับคืนสู่แผ่นดินไทย ครั้งแรกเมื่ออัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมายังประเทศไทยในสมัยกรุงธนบุรีได้อัญเชิญประดิษฐานไว้ที่วิหารน้อยวัดอรุณราชวราราม   ประดิษฐานอยู่ที่วัดอรุณฯ เป็นเวลา 5 ปี
    • พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเมื่อชนะศึกเมืองเวียงจันทน์และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมาก็เกิดความยินดี ดั่งว่าพระแก้วมรกตเป็นพระคู่บารมีคู่บ้านคู่เมือง      ครั้นเมื่อสิ้นกรุงธนบุรีเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกขึ้นเป็นมหากษัตริย์ได้สำเร็จ และได้ตั้งเมืองขึ้นใหม่มีชื่อว่า กรุงรัตนโกสินทร์ นัยว่าเป็นชื่อที่มีที่มาจากพระแก้วมรกต    กรุง แปลว่า เมือง    รัตน   แปลว่าแก้ว   โกสินทร์   แปลว่าพระอินทร์ ซึ่งพระอินทร์จะมีองค์สีเขียว รวมระยะเวลาที่องค์พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ พ . ศ . 2321 จนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลา 227 ปี
    • ด้านศิลปะและวรรณกรรม
      • * จิตรกรรม ที่จัดว่างดงามก็มี สมุดภาพไตรภูมิพระร่วง
      • จุดมุ่งหมาย สอนเรื่องบุญ - บาป
      • * วรรณกรรม มีผลงานสำคัญ คือ รามเกียรติ์ บางตอนเป็นพระราช
      • นิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ลิลิตเพชรมงกุฎ โดย
      • หลวงสรวิชิต ( หน ) นิราศเมืองกวางตุ้ง โดย พระยามหานุภาพ
      • กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ โดยพระภิกษุอินทร์ชาวเมือง -
      • นครศรีธรรมราช และ โคลงยอพระเกียรติสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
      • โดยนายสวนมหาดเล็ก
    • ด้านนาฏศิลป์
      • * มีการฟื้นฟูการเล่นฉลองในพิธีสำคัญตามแบบประเพณี
      • สมัยอยุธยา
      • * สมโภชพระแก้วมรกตและพระบาง ซึ่งสมเด็จเจ้าพระยา
      • มหากษัตริย์ศึกได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์เพื่อประดิษฐาน
      • ที่กรุงธนบุรี ในครั้งนั้นมีการจัดงานเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ใช้เวลา 7 วันมีการประชันแสดงละคร การแสดงโขน การเล่นมโหรี พิณพาทย์ การเล่นบทดอกสร้อยสักวา ฯลฯ
    • ด้านการศึกษา
      • เด็กชาย อยู่ที่วัดเหมือนสมัยอยุธยา และเด็กที่จะมีโอกาสเล่าเรียนได้
      • จะเป็นผู้ชาย เพราะต้องไปอยู่กับพระที่วัดพระท่านจะสอนหนังสือและ
      • อบรมความประพฤติให้ หนังสือแบบเรียนก็ยังคงใช้ แบบเรียนจินดามณี
      • สำหรับวิชาชีพพ่อแม่มีอาชีพอะไรก็ถ่ายทอดอาชีพนั้นให้แก
      • ลูกหลานสืบทอดกันในตระกูล เช่นวิชาแพทย์แผนโบราณวิชา ช่างปั้น
      • ช่างถม ช่างแกะสลัก ช่างปั้นปูน ช่างเหล็ก ช่างเงิน ช่างทอง
    • ด้านการศึกษา
      • เด็กหญิง ถือตามประเพณีโบราณ คือการเรียน
      • เย็บปักถักร้อย ทำกับข้าว การจัดบ้านเรือนและ
      • การฝึกอบรมมารยาทของ กุลสตรี สมัยนั้น
      • ไม่นิยมให้ผู้หญิงเรียนหนังสือ จึงมีน้อยคนนัก
      • ที่อ่านออกเขียนได้
    • อารยธรรมตะวันออกและตะวันตกในสมัยธนบุรี
      • อารยธรรมตะวันออก
      • อารยธรรมตะวันตก
    • ศาลเจ้าเกียงอันเกง ธนบุรี
    • ที่ประทับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
    • มัสยิดต้นสน
    • โบสถ์ซางตาครู้ส โปรตุเกส
    • ขนมฝรั่งกุฎีจีน โปรตุเกส
    • กุฎีฝรั่ง
    • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยธนบุรี
      • ความสัมพันธ์กับพม่า
      • เป็นการป้องกันเอกราชจากการโจมตีของพม่า หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา มีการทำสงครามกับพม่า 10 ครั้ง ที่สำคัญ ได้แก่
      • 1. ศึกค่ายโพธิ์สามต้น พ . ศ .2310 เป็นสงครามกอบกู้เอกราช
      • 2. ศึกบางกุ้ง พ . ศ .2311 สมุทรสงคราม ไทยขับพม่าออกไปได้
      • 3. ศึกเชียงใหม่ พ . ศ .2313, พ . ศ .2316-17( เกิดวีกรรมพระยาพิชัยดาบหัก ) ต่อมา พ . ศ .2319 ตีเชียงใหม่คืนจากพม่าทิ้งเป็นเมืองร้าง จนถึง รัชกาลที่ 1
      • 4. ศึกบางแก้ว พ . ศ .2317 ราชบุรี ทรงใช้ยุทธวิธีปิดล้อมข้าศึกให้
      • อดอาหารจนยอมแพ้ สร้างขวัญกำลังใจให้คนไทยอย่างมาก
      • 5. ศึกอะแซหวุ่นกี้ พ . ศ .2318 - 2319 เป็นสงครามครั้งใหญ่และสำคัญที่สุด ข้าศึกมีกำลังพลมากที่สุดประมาณ 35,000 คนมีแม่ทัพที่มีความสามารถมากเคยรบชนะจีนมาแล้ว เจ้าพระยาสุรสีห์ เป็นผู้รักษาเมืองพิษณุโลก เจ้าพระยาจักรี
      • เป็นแม่ทัพ อะแซหวุ่นกี้ไม่อาจโจมตีให้ได้ชัยชนะจนขอดูตัวแม่ทัพไทยเพื่อ
      • ขอเจรจาหยุดรบ เป็นชัยชนะที่สำคัญของไทย ( พระเจ้ามังระสวรรคต
      • กษัตริย์องค์ต่อมาคือ พระเจ้าจิงกูจา )
      • ความสัมพันธ์กับเขมรในสมัยธนบุรีเป็นการขยายอำนาจ เขมรซึ่งเป็นเมืองประเทศราชของไทยไม่ยอมรับพระราชอำนาจของพระเจ้าตากสิน โดยไม่ยอมส่งเครื่องบรรณาการ พระเจ้าตากสินจึงทรงยกทัพไปปราบ รวม 3 ครั้ง ในการยกทัพไปปราบเขมรครั้งที่ 3 เพราะเกิดกบฏในเขมร พระเจ้าตากสินจึงให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพไป แต่ เกิดจลาจลในเมืองหลวงก่อน จึง    ยกทัพกลับมาแก้ปัญหาในเมืองหลวง
      ความสัมพันธ์กับเขมร
      • ความสัมพันธ์กับลาว
      • 1. การตีจำปาศักดิ์ ในปี พ . ศ . 2319 สมเด็จพระเจ้าตากสินได้โปรดให้เจ้าพระยาจักรี ยกทัพไปตีลาว ทำให้เมืองจำปาศักดิ์ เมืองอัตตะปือ และดินแดนลาวตอนล่างตกอยู่ในอำนาจของไทย เมื่อเสร็จศึกครั้งนี้ได้แต่งตั้งให้ เจ้าพระยาจักรี เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
      • 2. การตีเวียงจันทน์ ในปี พ . ศ . 2321 สมเด็จพระเจ้าตากสินได้โปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีห์ ยกทัพไปตีเวียงจันทน์ เมื่อเสร็จศึกจึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ที่เมืองไทยด้วย
      • ความสัมพันธ์กับล้านนา
      ไทยพยายามขับไล่พม่าออกไปจาก ล้านนา สำเร็จ แต่ไม่สามารถรักษาล้านนาไว้ได้ เพราะเมื่อทัพกรุงธนบุรีออกจากล้านนา ทัพพม่าก็เข้ามาคุกคามล้านนาอีก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คงทรงพิจารณาเห็นว่าล้านนาเป็นเมืองซึ่ง พม่า ใช้เป็นฐานทัพเสมอ ทุกครั้งที่พม่ายกทัพมาตีเมืองไทย ทุกครั้งที่พม่ามารบไทย ก็ใช้ ล้านนา เป็นคลังเสบียงอาหาร จึงต้องทรงยกทัพไปตี เชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2317 หลังจากนั้นล้านนาก็เป็นอิสระ โดยมีกรุงธนบุรีคุ้มกันอยู่
      • ความสัมพันธ์กับจีน
      ไทยหวังพึ่งจีนทางเศรษฐกิจและความมั่นคง จีนยอมรับฐานะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในปีพ . ศ .2324 ตรงกับจักรพรรดิเฉียนหลง ราชวงศ์ชิง ( แมนจู ) มีการติดต่อค้าขายกัน ชาวไทยจึงชอบทำการค้ากับจีนและแขกมากกว่าชาวยุโรป ดังจะเห็นได้จาก กรมท่า มีตำแหน่งขุนนางจีน ที่ทำหน้าที่ ติดต่อการค้ากับชาวจีนประจำกรมท่าซ้าย ชื่อ พระยาโชฎึกราชเศรษฐี และมีขุนนางแขก ชื่อ พระยาจุฬาราชมนตรี ประจำกรมท่าขวา เพื่อทำหน้าที่ติดต่อการค้ากับชาวแขก มลายู ชวาและอินเดีย
    • ๐ ความสัมพันธ์กับหัวเมืองมลายู
      • หัวเมืองมลายู ได้แก่ ปัตตานี ไทรบุรี กลันตัน และตรังกานู เคยเป็นเมืองขึ้นของไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่มาแยกตัวเป็นอิสระเมื่อหลังกรุงศรีอยุธยาเสียให้แก่พม่าครั้งที่ 2 สมเด็จพระเจ้าตากสินเห็นว่าเกินกำลังที่จะยกไปปราบ จึงปล่อยให้หัวเมืองมลายูเป็นอิสระ
      • พ . ศ .2313 มีชาวฮอลันดาจากปัตตาเวีย ( จาการ์ตา ) ถวายปืน
      • คาบศิลาจำนวน 2,200 กระบอก และต้นไม้เงินต้นไม้ทอง
      • พ . ศ .2319 ชาวอังกฤษ ร้อยเอกฟรานซิสไลท์ ( กปิตันเหล็ก ) ขายปืน 1,400 กระบอก ได้รับพระราชทานยศเป็น
      • พระยาราชกัปิตัน
      • พ . ศ .2322 โปรตุเกส แขกมัวร์จากเมืองสุราต ในประเทศอินเดียนำสินค้ามาขายในกรุงธนบุรีไทยส่งสำเภาไปขายที่อินเดีย
      • ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก
      • ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก
      ปืนนกสับ ปืนคาบศิลา กปิตันเหล็ก แขกมัวร์
    • วิกฤติการณ์ในตอนปลายสมัยธนบุรี
      • ใน พ . ศ . ๒๓๒๔ เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ นายบุญนาก บ้านแม่ลาแขวงกรุงเก่ากับขุนสระได้พาสมัครพรรคพวกเข้าปล้นจวนและจับผู้รักษาอยุธยา และกรมการเมืองบางคนฆ่าเสีย เหตุการณ์นี้ได้ลุกลามกลายเป็นวิกฤติการณ์ในตอนปลายสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทั้งนี้เพราะพระองค์โปรดเกล้าฯให้พระยาสรรค์บุรีขึ้นไปปราบกบฏ แต่ พระยาสรรค์บุรี กลับเข้ากับฝ่ายกบฏเป็นแม่ทัพยกลงมาโจมตีธนบุรี บังคับให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงผนวช ทำให้อำนาจตกอยู่กับพระยาสรรค์บุรีผู้ซึ่งอ้างว่าจะรักษาบ้านเมืองไว้ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
      • เหตุการณ์สำคัญภายหลังจากที่พระยาสรรค์บุรียึดธนบุรีได้แล้ว คือ เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายพระยาสรรค์บุรีกับฝ่ายพระยาสุริยอภัย ซึ่งสู้รบกันอย่างรุนแรง โดยพระยาสุริยอภัยสามารถล้อมฝ่ายพระยาสรรค์บุรีไว้ได้ สถานการณ์เกิดขึ้นก่อนที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจะยกทัพกลับจากกัมพูชา
      • เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพกลับมาถึงธนบุรีจึงได้มีการไต่สวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้ข้าราชการทั้งปวงปรึกษาโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เห็นควรให้สำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในวันที่ 7 เมษายน พ . ศ .2325 สวรรคตในวันที่ 10 เมษายน พ . ศ .2310
      • กรุงธนบุรีจึงสิ้นสมัยลงเมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
      • ขึ้นครองราชย์และทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานี
      • แห่งใหม่แทนกรุงธนบุรี
      • ขอให้นักเรียนกลับไปทบทวนเนื้อหาเพิ่มเติมอีกครั้งเพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น
      • จงสนุกกับการเรียน
      • จงพากเพียรในการอ่าน
      • อย่าเกียจคร้านทำการบ้าน
      • และส่งงานครูให้ทันนะจ๊ะ
      • ( ประพันธ์โดยครูสังคม )