Smart Industry Vol.23

1,877 views
1,735 views

Published on

Smart Industry Vol.23

Published in: Technology
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,877
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
58
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Smart Industry Vol.23

  1. 1. ฉบับที่ 23 Volume 23/2556 FREE COPY Medicalhub 03 08 แอพพลิเคชันเพือสุขภาพ ่ ่ มุงให้บริการไอที แชร์เซอร์วส ่ ิ ครบวงจร My Act รพ. พระมงกุฎเกล้าฯ 12 ดินสอ 2 หุนยนต์อจฉริยะช่วยดูแล ่ ั ผูสงอายุ ้ ู
  2. 2. บทบรรณาธิการ ประเทศไทยในปัจจุบัน มีการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีศักยภาพทางการ แข่งขันทางธุรกิจโดยรวมในหลายด้าน นับตั้งแต่การส่งออกสินค้าที่มีคุณภาพ การ เป็นศูนย์กลางทางด้านโทรคมนาคมในภูมิภาค และล่าสุดประเทศไทยได้สร้างความ เข้มแข็งในการเป็นศูนย์กลางการบริการสุขภาพนานาชาติ หรือ Medical hub ซึ่งในปี 2554 ที่ผ่านมาสามารถ สร้างรายได้กว่า 9.78 หมื่นล้านบาท สามารถให้บริการคนไข้ จากต่างประเทศกว่า 2.2 ล้านคน และในอีก 5 ปี ข้างหน้ารัฐบาลยังมีเป้าหมายที่จะ สร้างรายได้เข้าประเทศจากการเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพนานาชาติ ถึง 8 แสน ล้านบาท Smart Industry ฉบับนี้จึงขอนำาเสนอภาพรวม ของ Medical hub ของ ไทย รวมถึง การปรับตัวของโรงพยาบาลที่มีการนำาเทคโนโลยีสารสนเทศมาเพิ่มศักยภาพ ในการสร้างคุณภาพการให้บริการผู้ป่วยที่ได้มาตรฐานระดับสากล การสร้างคุณภาพ ในการรักษาผู้ป่วยของแพทย์ที่มีความชำานาญเพื่อรองรับการรักษาพยาบาลที่มี ประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนี้ยังได้นำาเสนอแอพพลิเคชั่น สำาหรับคนรุ่นใหม่ที่มีความใส่ใจใน สุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นที่ทำาให้เราสามารถดูแลสุขภาพได้ด้วยตัวเองผ่าน แอพพลิเคชั่น My Act รวมถึง แอพพลิเคชั่นที่จะทำาให้เราได้รับความสะดวกสบาย มากขึ้นในการปลูกผักหากเราต้องการที่จะปลูกผักทานเอง และต่อด้วย คลินิกสุขภาพ เป็นสุข ซึ่งเป็นคลินิกที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำาการสร้างเสริมสุขภาพ ให้กับบุคคลทั่วไป ทางกองบรรณาธิการยังได้นำาเสนอเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้แพทย์สามารถ มองเห็นอาการของผู้ป่วย จากจุดเกิดเหตุด้วย รวมถึง การนำาเสนอหุ่นยนต์ดินสอ ที่ไม่เพียงเป็นหุ่นยนต์ที่สร้างความบันเทิง และในอนาคตหุ่นยนต์ดินสอจะเป็นอีก ส่วนหนึ่งที่จะสร้างรายได้เข้าประเทศเนื่องจาก หุ่นยนต์ดินสอ รุ่นใหม่จะเป็นหุ่นยนต์ ที่สามารถดูแลผู้ป่วย และจะเป็นอีกก้าวหนึ่งของประเทศไทยในการยืนอยู่บนเวทีโลก ในฐานะเป็นประเทศที่มีศักยภาพในด้าน Medical hub กองบรรณาธิการ Content สารบัญ My Act >> 03 เมดิคล ฮับ ั >> 04 แอพพลิเคชันเพือสุขภาพ ่ ่ เสริมศักยภาพบริการทางการแพทย์ไทย รพ. พระมงกุฎเกล้า >> 08 ประสบความสำาเร็จในการพัฒนา อุปกรณ์ถายทอดสัญญาณภาพและ ่ เสียงในเหตุการณ์ชนิดพกพา เพือข่วยเหลือผูปวย ่ ้ ่ กรีนไลน์ >> 10 บีเอ็นเอช >> 11 ดินสอ >> 12 มุงให้บริการไอที แชร์เซอร์วส ่ ิ ครบวงจร ระบบไอที แชร์เซอร์วส จากกรีนไลน์ ิ 2 หุนยนต์อจฉริยะช่วยดูแลผูสงอายุ ่ ั ้ ู ปลูกผักเพือสุขภาพ >> 13 ่ ผ่านแอนดรอยด์แอพพลิเคชันกันเถอะ ่ กิจกรรม >> 14 iPensook >> 15 ของซอฟต์แวร์พาร์ค มุงเสริมสร้างคุณภาพชีวต ่ ิ ของ คนไทยโดยรวม จุลสารข่าว Smart Industry จัดทำาโดย เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand) ภายใต้ส�านักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เลขที่ 99/31 อาคาร Software Park ถนนแจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด นนทบุรี 11120 โทรศัพท์ 0-2583-9992 โทรสาร 0-2583-2884 เว็บไซต์: www.swpark.or.th | www.tmc.nstda.or.th | www.nstda.or.th Smart Industry 2
  3. 3. My Act แอพพลิเคชันเพือสุขภาพ ่ ่ ปัจจุบันเราไม่สามารถปฏิเสธ ได้ว่าการใช้โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์พกพา หรือ Mobile device ได้คืบคลานเข้ามามีบทบาทในชีวิต ปัจจุบันมากขึ้น ตั้งแต่ตื่นจนถึงก่อนเข้า นอน เรามีการใช้โทรศัพท์ที่หลากหลาย รูปแบบขึ้นอยู่กับสถานการณ์ อาทิ หาข้อมูลเพื่อมาดูแลสุขภาพ เช่น การ ปลูกผัก ปลอดสารพิษ เล่นเกมส์ ค้นหา ความรู้ จนถึงการเข้าไปโหลดแอพพลิเคชั่น บนมือถือ เพื่อให้สามารถเข้าถึง การใช้งานได้สะดวกและรวดเร็วมาก ขึ้น หลายโรงพยาบาลในปัจจุบันมีการ ดูประวัติคนไข้ผ่านโมบายน์ ดีไวซ์ หรือ อุปกรณ์มือถือ และแพทย์สามารถที่จะ สั่งยาหรือบันทึกผลการตรวจและรักษา พยาบาลคนไข้ผ่าน อุปกรณ์พกพาได้ ด้วย เช่นกัน อย่างไรก็ตามเมื่อมีอุปกรณ์ พกพา และโทรศัพท์สมาร์ทโฟนแล้ว การค้นหาข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ก็มีความสำาคัญไม่แพ้กัน ทางกอง บรรณาธิการ จึงขอนำาเสนอ แอพพลิเคชั่น My Act ซึ่งพัฒนาโดยความร่วมมือ ระหว่างศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ My Act เป็นโปรแกรมบน โทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์และไอโอเอสที่เป็นเสมือนเลขา ส่วนตัวคอยบันทึกพฤติกรรมประจำา วันทางกาย ซึ่งจะเก็บข้อมูล รายงาน และสรุปผลให้ผู้ใช้ ได้ทราบว่าในแต่ละ วันร่างกายของเรามีกิจกรรมทางกาย (Activity) มากน้อยแค่ไหนและใช้ พลังงานหรือแคลอรี่ไปเท่าไร จตุพร ชินรุงเรือง นักวิจัย ่ ประจำาศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ คอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งชาติ ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น My Act เล่าว่า My Act จะทำาหน้าที่ ตรวจวัดกิจกรรมรายวันส่วนบุคคล โดย จะบันทึกข้อมูลพฤติกรรมการเคลื่อนไหว ร่างกายแต่ละวันของผู้ใช้ และให้ข้อมูล ปริมาณแคลอรี่ที่ใช้ ไปแต่ละวัน ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติ การแอนดรอยด์และไอโอเอส หลังจาก โหลดและติดตั้งโปรแกรมนี้แล้วก็กรอก ข้อมูลสุขภาพส่วนตัว เช่น เพศ น้ำาหนัก และอายุ จากนั้นระบบจะทำางานเก็บ ข้อมูลอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง โดยที่ไม่ต้อง เปิดหน้าโทรศัพท์ค้างไว้ เพียงแต่จะต้อง พกติดตัวไว้ตลอดเวลา My Act จะเก็บข้อมูลเป็น ระยะเวลา ปริมาณพลังงานที่เผาผลาญ ไประหว่างทำาแต่ละกิจกรรม รวมถึงระยะ ทางและจำานวนก้าวเดินหรือวิ่ง จากนั้น คำานวณแปลงผลออกมาเป็นพลังงาน แคลอรีที่ใช้ ไป โดยศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นผู้สนับสนุน ข้อมูลในการแปลงประเภทกิจกรรมเป็น พลังงานแคลอรี่ โปรแกรมจะคัดแยกกิจกรรม ทางกายออกเป็น 4 กิจกรรมพื้นฐาน คือ นอน นั่ง เดินและวิ่ง แบ่งตามระดับ ความหนักเบาของกิจกรรม คือ นอนแทน กิจกรรมเบามาก ที่ร่างกายแทบไม่มี การเคลื่อนไหว, นั่ง แทนกิจกรรมเบา ร่างกายบางส่วนมีการเคลื่อนไหวบ้าง แต่น้อย, เดิน แทนกิจกรรมที่มีการ เคลื่อนไหวร่างกายแทบทุกส่วน ในระดับ ปานกลาง และ วิ่งแทนกิจกรรมที่มีการ เคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วนในระดับสูง แอพลิเคชั่น My Act นอกจาก จะมีประโยชน์ในการเก็บข้อมูลการใช้ พลังงาน เพื่อประมวลผลบอกว่าร่างกาย ของเราต่อวันใช้พลังงานกับกิจกรรม ไหนไปมากน้อยเท่าไหร่แล้ว ผู้ใช้งานยัง สามารถดูข้อมูลเชิงสุขภาพ เพื่อเป็นไกด์ นำาทางก่อนที่จะออกกำาลังกายอย่างถูกวิธี ได้ด้วย เช่น ใน 1 วันควรเดินกี่ก้าว วิ่ง กี่นาที นั่ง นอน แค่ไหน เพื่อให้ร่างกาย ได้รับประโยชน์สูงสุด ดังนั้นหนุ่มสาวออฟฟิศที่ชอบ นั่งแช่ยาวหน้าจอคอมพ์ ร่างกายแทบ จะไม่ได้ขยับ จะเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน ลงพุงในผู้หญิงถึง 26 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่า ผู้หญิงเหล่านั้นจะออกกำาลังกายมากน้อย แค่ไหนก็ตาม ภาวะอ้วนลงพุงนี้ยังเปิด ประตูรอรับโรคความดันสูง ไขมันใน เลือดสูงและเบาหวาน ตามมาเป็นแพก เกจอีกด้วย วิธีที่ช่วยป้องกัน “โรคนั่ง นาน” ได้ คือ ตั้งโทรศัพท์มือถือ-นาฬิกา ปลุกแบบสั่น หรือแสดงภาพขึ้นหน้าจอ คอมพิวเตอร์ เพื่อเตือนให้ลุกขึ้นยืน หรือ เดินอย่างน้อยทุก 1-2 ชั่วโมง หรือลุกขึ้น ยืนแอ่นหลังเล็กน้อย สลับการนั่ง การ เดินไปมา เช่น เข้าห้องน้ำา หรือขึ้นลง บันได 1 ชั้น ทุก 1-2 ชั่วโมง สลับกับการ นั่งบ่อยๆ ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญ กำาลังงานได้ แต่ถ้าต้องการลดความอ้วน ไม่ควรนั่งนานเกิน 1 ชั่วโมง/ครั้ง เพื่อ ป้องกันอัตราการเผาผลาญกำาลังงาน ลดลง Smart Industry 03 3
  4. 4. เมดิคล ฮับ ั เสริมศักยภาพบริการทางการแพทย์ไทย กระแสของการดำาเนินธุรกิจ ในโลกยุคดิจิตอล ไม่เพียงการแข่งขันที่ มุ่งเน้นการนำาเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือช่อง ทางการตลาดแบบใหม่เข้ามาเพื่อเพิ่ม ศักยภาพของธุรกิจนับว่ามีความสำาคัญ อย่างยิ่ง อาทิ การนำาเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย มาช่วยเพิ่มศักยภาพทาง ด้านการการตลาด การเข้าถึงกลุ่มลูกค้า เป้าหมาย แต่การแข่งขันที่นับว่ามีความ มั่นคงแข็งแรงและสามารถที่จะอยู่ใน ตลาดได้อย่างยั่งยืนนั้น จำาเป็นที่จะต้อง นำาเสนอสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ในระดับสากล และสามารถที่จะเพิ่ม ศักยภาพด้านการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับประเทศไทย ในปัจจุบันที่มีความมุ่งมั่นที่จะเป็น ศูนย์กลางบริการสุขภาพของนานาชาติ หรือ เมดิคัล ฮับ (Medical Hub) นับว่า เป็นเป้าหมายในระดัประเทศที่จะทำาให้ ประเทศไทยมี Smart Industry 4 รายได้จากการให้บริการทางการแพทย์ที่ มีมูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาทในอีก 5 ปี ข้างหน้า จากรายงานของโครงการศึกษา วิจัย แนวทางการพัฒนาศูนย์กลาง สุขภาพของประเทศไทย (Thailand Medical Hub) รายงานว่า ปัจจุบันมี สถานพยาบาลเอกชนของไทยจำานวนมาก ได้ปรับตัว เพื่อให้บริการและเจาะตลาด คนไข้ชาวต่างชาติมากขึ้น โดยมีจุดเน้น ที่ต่างกัน เช่น มีทั้งสถานพยาบาลกลุ่ม ที่เน้นการรักษาด้านเทคโนโลยีมาตรฐาน ระดับโลก กลุ่มที่เน้นการรักษาที่เป็น ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของสถาน พยาบาล เช่น การศัลยกรรมตกแต่ง กลุ่มที่เน้นการรักษาด้วยเทคโนโลยีระดับ สูงซึ่งยังอยู่ในขั้นทดลอง เช่น การรักษา ด้วย Stem cell กลุ่มที่เน้นการรักษาด้าน ที่สามารถรอได้ พอสมควร เช่น บริการ ทันตกรรม และกลุ่มที่เน้นการให้บริการ ตรวจสุขภาพ เป็นต้น เพื่อดำาเนินตามเป้าหมายที่วาง ไว้ รัฐบาลได้กำาหนดนโยบายในการเป็น เมดิคัล ฮับของประเทศมาตั้งแต่ปี 2547 ในปี 2550 มีคนไข้ชาวต่างชาติที่รับการ รักษาในประเทศไทย ซึ่งรวมนักท่อง เที่ยวและชาวต่างชาติที่มาทำางานหรือ ตั้งถิ่นฐานในภูมิภาคนี้ มากถึง 1.4 ล้าน คน นอกจากนี้ ในปี 2554 ที่ผ่านมาซึ่ง ทำาให้มีรายได้เข้าประเทศจากการให้ บริการทางการแพทย์ และบริการสุขภาพ ประมาณ 9.78 หมื่นล้านบาท มีชาว ต่างชาติเข้ามารับบริการด้านสุขภาพถึง 2.2 ล้านคน สำาหรับในระยะที่ 2 กระทรวง สาธารณสุข ได้จัดทำาแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลาง บริการสุขภาพของนานาชาติในปี 25552559 โดยมีเป้าหมายหลัก 4 เรื่อง คือ 1.การรักษาพยาบาล 2.การส่งเสริมสุข
  5. 5. ภาพ 3.ผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพร ไทยให้ ได้มาตรฐาน จีเอซีพี (GACP) ของ องค์การอนามัยโลก และ 4.การเพิ่ม ผลผลิตด้านการแพทย์แผนไทยและการ แพทย์ทางเลือก ส่งเสริมให้จัดตั้งโรง พยาบาลแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์ ทางเลือกทุกภูมิภาค ให้โรงพยาบาลทั้ง รัฐและเอกชนเปิดคลินิกแพทย์แผนไทย ในโรงพยาบาลและได้ขยายเวลาพำานัก ของชาวต่างชาติที่เดินทางมารักษาจาก 30 วัน เป็น 90 วัน โดยไม่ต้องทำาวีซ่า และเดินทางเข้าประเทศได้หลายครั้ง รวมกันแล้วไม่เกิน 1 ปี ในขั้นต้นอนุโลม ให้ 5 ประเทศในกลุ่มอาหรับ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, รัฐกาตาร์, รัฐคูเวต, รัฐสุลต่านโอมาน และรัฐ บาห์เรน เมื่อธุรกิจทุกประเภท ถนน ทุกสายล้วนมุ่งสู่การเตรียมตัวรับมือการ เปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 จุดแข็งของไทยจึง อยู่ทการนำาเทคโนโลยีมาช่วยการรักษา ี่ พยาบาล แพทย์ที่มีความชำานาญและ มีคุณภาพสูง การนวดแบบตะวันตก และแผนโบราณ สมุนไพรไทย และ การบริการที่ไม่มีประเทศไหนสามารถ ให้บริการที่ดีเยี่ยมแบบคนไทย จึงเป็น จุดเด่นที่ประเทศไทยจะต้องรักษาเอาไว้ เพื่อการเติบโตทางธุรกิจ และสร้างความ แข็งแกร่งทางด้านการแข่งขันของธุรกิจ ในระดับประเทศ นอกจากนี้ในส่วนของ โรงพยาบาลยังมีการพัฒนามาตรฐาน โรงพยาบาลและคลินิกของไทยให้ ได้ มาตรฐานระดับนานาชาติหรือมาตรฐาน เจซีไอเอ (JCIA: Joint Commission International on Accrediation) ซึ่ง จะเป็นศูนย์บริการเฉพาะชาวต่างชาติ ที่เดียวเบ็ดเสร็จครบวงจร (One Stop service Center) มีล่าม มีหอผู้ป่วย บริการต่ออายุวีซ่าหรือบริการตามหลัก ศาสนาทั้งอาหารและบุคลากร หากเป็น ไปตามเป้า คาดว่าจะสามารถสร้างราย ได้เข้าประเทศในช่วง 5 ปี รวมประมาณ 8.14 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี ไอที เพิ่มศักยภาพการ แข่งขัน โรงพยาบาลบำารุงราษฎร์ นับว่า เป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกที่ผัน ตัวเองในการรับรักษาพยาบาลคนไข้จาก ต่างประเทศ และเป็นโรงพยาบาลเอกชน ที่มีการนำาเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วย ในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ คนไข้และการให้บริการ รวมถึงการตรวจ Smart Industry 5
  6. 6. และวินิจฉัยโรคด้วย โดยโรงพยาบาล บำารุงราษฎร์ เป็นโรงพยาบาลแรกที่นำา หุ่นยนต์จ่ายยามาใช้ในการจ่ายยาให้กับ คนไข้ และมีการนำาระบบไอทีมาช่วยใน การวินิฉัยการตรวจเลือดด้วย แชง ฟู ผู้อำานวยการด้วย เทคโนโลยีสารสนเทศ โรงพยาบาล บำารุงราษฎร์ เล่าว่า โรงพยาบาล บำารุงราษฎร์มีการนำาระบบเทคโนโลยี สารสนเทศมาช่วยในการบริหาร และ บริการในโรงพยาบาลหลายระบบ ระบบ Hospital Information System ซึ่งเป็น ระบบสารสนเทศสำาหรับโรงพยาบาลมา ใช้ และระบบ อาร์เอฟไอดี Radio Frequency Identification (RFID) technology โรงพยาบาล ได้ใช้งบ ประมาณจำานวนมากในการลงทุนทาง ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการให้บริการผู้ป่วย เพื่อ ให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกสบายและได้ รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยในปัจจุบันโรงพยาบาลไม่เพียงมี การนำาหุ่นยนต์จ่ายยา 2 เครื่อง มาช่วย ในการจ่ายยาให้กับแผนกผู้ป่วยในและ ผู้ป่วยนอกแล้ว โรงพยาบาลยังมีแผนที่ จะนำาหุ่นยนต์มาช่วยในการผ่าตัดใน อนาคตด้วย ซึ่งปัจจุบัน โรงพยาบาลมี ผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาประมาณ 1.2 ล้านคนต่อปี และมีคนไข้ที่เป็น ชาวต่างชาติเฉลี่ย 180-220 คนต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไข้ที่มาจากยุโรป และอเมริกา ด้านแพทย์หญิงสมสิริ สกลสัตยาทร กรรมการผู้จัดการและ Smart Industry 6 ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท โรงพยาบาล บีเอ็นเอช เล่าว่าระบบเทคโนโลยี สารสนเทศนับว่ามีความสำาคัญ และมีบทบาทอย่างมากให้การเพิ่ม ประสิทธิภาพการให้บริการผู้ป่วยและ การรักษา โรงพยาบาล ปัจจุบันโรงพยาบาลมีคนไข้ ประมาณ 120,000 คนต่อปี โดย 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนไข้ชาวไทยและทีเ่ หลือ 40 เปอร์เซ็นต์เป็นคนไข้ต่างชาติ มีการนำาเทคโนโลยีมาช่วยในการบริหาร งานโรงพยาบาลที่หลากหลาย เช่น ระบบ Hospital Information System, ระบบ Customers Relationship Management (CRM) ระบบSocial network มาช่วยในการติดต่อผู้ป่วย เป็นต้น แพทย์หญิงสมสิริ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยนับว่ามีศักยภาพอย่างมาก ในการเป็น Medical Hub เนื่องจากโรง พยาบาลในประเทศไทยเป็นโรงพยาบาล ที่ได้รับมาตรฐานการบริการการดูแล คนไข้และการรักษาทางการแพทย์ใน ระดับสากล นอกจากนี้เรายังมีแพทย์ที่ มีความชำานาญและมีประสบการณ์สูง มาก ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรักษา พยาบาลในประเทศไทยจะถูกกว่าการ รักษาพยาบาลในต่างประเทศถึง 1 ใน 3 เท่า และการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจของ ประชาคมอาเซียนในอีก 3 ข้างหน้านับว่า เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำาประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจจากต่างชาติเข้ามา รับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยเพิ่ม มากขึ้น ดร. ชาคริต ศึกษากิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ ผู้จัดการ โรงพยาบาล เวชธานี เล่าว่า ประเทศไทยนับว่ามีความพร้อมในเป็น ศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชีย และทั่วโลก เนื่องจากประเทศไทย มี โรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐานสากล หรือมาตรฐาน เจซีไอเอ เป็นอันดับหนึ่ง ถึง 25 โรงพยาบาลในขณะนี้ ซึ่งนับว่ามี ขีดความสามารถในเรื่องความพร้อมใน การให้บริการรักษาคนไข้ด้วยมาตรฐาน สากล จากนี้โรงพยาบาลในประเทศไทย มีความสามารถที่จะให้บริการคนไข้ ในรูปแบบของ medical traveler ซึ่ง ปัจจุบันสามารถแบ่งคนไข้ต่างประเทศที่ เข้ามารับการรักษาในประเทศไทย เป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มคนไข้ชาวต่างประเทศที่ อยู่เมืองไทย เช่น ญี่ปุ่น อเมริกา กลุ่ม คนไข้ที่เดินทางมารับการบริการพยาบาล และเดินทางมารักษาพยาบาลโดยเฉพาะ หรือ Medical traveler และ กลุ่ม ชาวต่างชาติที่มาใช้บริการในรูปแบบ ของ medical tourism เป็นกลุ่มชาวต่าง ที่เดินทางมาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เช่น เดินทางมาเสริมความงาม รับบริการ ทันตกรรม ศัลยกรรมตกแต่ง สปา ดีท็อกซ์ เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจาก โรงพยาบาลในประเทศไทยมีความ พร้อมและความสามารถทางด้านการ แข่งขัน ทั้งในรูปแบบของราคาที่สมเหตุ สมผล การให้บริการที่มีคุณภาพ รวมถึง มาตรฐานการให้บริการในระดับสากล “อุตสาหกรรมการรักษา
  7. 7. แข่งขันได้ มาตรฐาน และ ในส่วนของ โรงพยาบาลเวชธานี เราเริ่มท�าตลาด ต่างประเทศเป็นปีที่ 5 และมีการเติบโต มาตลอด โดยสัดส่วนตลาดต่างประเทศ 60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่เป็น คนไข้ประเทศในตะวันออกกลางกว่า 30 เปอร์เซ็นต์” กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาล เวชธานี กล่าว ดร. ชาคริต เล่าว่า โรงพยาบาลเวชธานี ได้เปลี่ยนจากโรง พยาบาลทั่วไปมาเป็นโรงพยาบาลที่มี ความชำานาญในการรักษาโรคเฉพาะ ทาง เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาด้วยความชำานาญ ทางการแพทย์ คุณภาพในการรักษา พยาบาลและดูแลสุขภาพนี้ เป็น อุตสาหกรรมที่ ประเทศเราอยู่ในอันดับ และดูแลผู้ป่วย รวมถึงการนำาเทคโนโลยี 1 ในเชิง medical traveler ที่มีชาวต่าง สารสนเทศมาช่วยในการดำาเนินงาน ทำาให้โรงพยาบาลมีความชำานาญอย่าง ประเทศ เดินทางมารักษามากที่สุดใน มากในการให้บริการรักษาพยาบาลคนไข้ โลก เรามีความพร้อมที่เริ่มเห็นชัดเจน เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยอยู่ใน ในโรคต่างๆ เช่น การปลูกถ่ายไขกระดูก แผนที่โลก ที่ชาวต่างประเทศเดินทางมา โรคไขกระดูกและข้อ เป็นต้น นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลยังมี รักษาพยาบาล” ดร. ชาคริต กล่าว การนำาเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ไอที นอกจากนี้ยังมองว่า ปัจจุบัน มาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการ การเป็น Medical hub ของไทยยังเป็น ทำางานและการบริการ ในช่วง 3 ปีที่ผ่าน เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น อุตสาหกรรม มาเรา มีการลงทุนทางด้านไอทีมากกว่า การรักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพยัง 100 ล้านบาททั้งในส่วนของระบบหน้า มีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก โดย บ้าน Hospital Information System เฉพาะ การเข้ามารักษาพยาบาลในรูป (HIS) ซึ่งช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยโรค แบบของ Medical tourism และในปีที่ มีซอฟต์แวร์ Track system เป็นระบบที่ ผ่านมามีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวใน เชื่อมโยงทั้งหมด มีระบบ Lab interface ประเทศไทยถึง 22 ล้านบาท สำาหรับ เป็นเครื่องมือที่ต่อเชื่อมกับระบบในห้อง ส่วน Medical traveler มีการเติบโต แล็บ เมื่อมีการเจาะเลือด ที่สามารถรู้ อย่างเห็นได้ชัด และมีแนวโน้มที่จะ เจริญเติบโตต่อไป เนื่องจากโรงพยาบาล ผลได้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ และ ในประเทศไทยยังคงรักษาคุณภาพในการ ระบบหลังบ้าน ในเรื่องของระบบ ให้การรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง และ Inventory accounting เป็นต้น มีราคาที่สามารถแข่งขันได้ “เราน�า “ผมมองว่า มูลค่าของตลาด ไอทีมาช่วย การบริการสุขภาพของชาวต่างชาติ มี การใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวปกติไม่ ให้การท�างานมี ต�า่กว่า 10 เท่า และมากันทั้งครอบครัว ประสิทธิภาพมาก ขึ้น ลดความผิด จุดเด่นของประเทศไทย ในเรื่องของ บริการ แพทย์ พยาบาล ราคาที่สามารถ พลาดจากการเชื่อมต่อ ของการบริการ เพราะบางทีจุดเชื่อมต่อ ของการบริการอาจจะมีโอกาสทีทาให้เกิด ่� ข้อผิดพลาดขึ้นได้ นั้นไอทีจะสามารถ ช่วยลดปัญหาได้บ้าง เช่น Human error นอกจากนี้ยังมีระบบ Customer Relationship Management (CRM) ซึ่ง เป็นระบบที่มาช่วยในการติตตามผู้ป่วย และใช้กับผู้ป่วยชาวต่างประเทศ เช่น มี การประชุมทางไกลระหว่างหมอกับผู้ป่วย ชาวต่างประเทศ ก่อนที่คนไข้จะเดินทาง มารักษา เพื่อหาแนวทางในการรักษา ผู้ป่วยอย่างดีที่สุด” ดร. ชาคริต กล่าว สำาหรับทิศทางในอนาคตโรง พยาบาล เวชธานี จะนำาเทคโนโลยีมาใช้ มากขึ้น เช่น เครื่องจ่ายยาอัตโนมัติ มี บาร์โค็ต ช่วยลดความผิดพลาด และมี ประสิทธิภาพสูง และจะนำาเทคโนโลยีมา ช่วยในการทำางานที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าใน การบริการ งานที่ทำาซ้ำาๆ กัน เป็นต้น “เมดิคัลฮับ” ไม่เพียงแต่สร้าง รายได้เข้าประเทศซึ่งเป็นหัวใจหลัก เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ประเทศไทย จะเกิดการพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในวงการแพทย์ที่จะมีนวัตกรรม ที่ก้าวหน้ามากขึ้น คนไทยจะได้รับ ประโยชน์มากที่สุดด้วยและเป็นอีกช่อง ทางหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของ ประเทศโดยรวมอีกด้วย Smart Industry 7
  8. 8. รพ. พระมงกุฎเกล้าฯ ประสบความสำาเร็จในการพัฒนา อุปกรณ์ถายทอดสัญญาณภาพ ่ และเสียงในเหุตการณ์ชนิดพกพา เพือช่วยเหลือผูปวย ่ ้ ่ การเกิดอุบัติเหตุทุกครั้ง โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่ร้ายแรง ไม่ว่าที่ใดก็ตาม มักจะส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงกับผู้ที่เกี่ยวข้อง นาทีชีวิตของผู้ป่วยวิกฤตหรือ ผู้ป่วยฉุกเฉิน เป็นสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องต่างพยายามหาหนทางให้ความช่วยเหลือเบื้อง ต้นอย่างถูกวิธี รวดเร็ว และช่วยให้ถึงมือแพทย์ ได้ทันเวลา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความ ปลอดภัยมากที่สุด และสามารถที่จะเตรียมการรักษา ผู้ป่วยแต่ละรายไว้ ล่วงหน้า เพื่อจะให้การรักษา ได้ทันที เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล พันเอกนายแพทย์ ธวัชชัย กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยผู้อำานวยการ กอง อุบัติเหตุ และเวชกรรมฉุกเฉิน โรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้า พร้อมทีมงานจึงได้ พัฒนา พัฒนาอุปกรณ์ถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียงในเหตุการณ์ชนิดพกพา หรือ Mobile Video Transmission System Using IP Network Camera and MiFi เพื่อรองรับระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) สำาหรับระบบบริการการแพทย์ ฉุกเฉิน (Emergency Medical System หรือ EMS) นายแพทย์ ธวัชชัย เล่าถึงความเป็นมาของโครงการว่า การแพทย์ทางไกล มีบทบาทสำาคัญในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินเป็นอย่างมาก การเฝ้าติดตามสภาพ อาการผู้ป่วยตั้งแต่จุดเกิดเหตุจนถึงโรงพยาบาล จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา และสามารถช่วยเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลในเหตุการณ์ที่มีผู้บาดเจ็บจำานวน มาก หรือสถานการณ์ความไม่สงบ จึงร่วมกับทีมงานในการพัฒนาอุปกรณ์ถ่ายทอด สัญญาณภาพและเสียงในเหตุการณ์ชนิดพกพาเพื่อใช้ในจุดเกิดเหตุและรถพยาบาล ขึ้นมาเมื่อต้นปี 2555 ที่ผ่านมา “ผมมีแนวคิดที่จะผลิตอุปกรณ์ที่สามารถส่งได้ทั้งภาพและเสียง อย่าง Smart Industry 8 เรียลไทม์ ท�าให้เราสามารถท�าการ รักษาได้ในระยะทางไกลได้เรียลไทม์ ซึ่ง อุปกรณ์ ไม่ต้องมีความซับซ้อน สามารถ ที่จะยกและพกพาไปพร้อมกับรถ พยาบาลไปยังที่เกิดเหตุได้ และทางทีม งานเราใช้เวลากว่าหนึ่งปี ในการผลิต อุปกรณ์ถ่ายทอดสดสัญญาณภาพและ เสียงในเหตุการณ์ ชนิดพกพา เพื่อช่วย เหลือผู้ป่วยฉุกเฉินส�าเร็จ ท�าให้สามารถ ถ่ายทอดสดสัญญาณภาพและเสียงใน
  9. 9. เหตุการณ์ทั้งวิดีโอและภาพนิ่ง จากจุด เกิดเหตุ หรือในยานพาหนะที่มีความเร็ว สูงได้ ” นายแพทย์ ธวัชชัย กล่าว และว่า อุปกรณ์ถ่ายทอดสดสัญญาณ ภาพและเสียงในเหตุการณ์ ชนิดพกพา เป็นการรวมอุปกรณ์หลัก 3 อย่างเข้ามา ประกอบในกล่องเดียวกันเพื่อให้สามารถ ทำางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ประกอบด้วย IP Network camera, MiFi (Personal mobile WiFi), แบตเตอรี่ลิเทียม ทำาให้สามารถนำา อุปกรณ์พกพาไปด้วยได้ทุกที่ เมื่ออยู่ในที่ เกิดเหตุ อุปกรณ์จะส่งสัญญาณภาพและ เสียงมาที่ศูนย์ สั่งการที่อยู่ที่โรงพยาบาล แพทย์สามารถเห็นอาการของผู้ป่วยและ สามารถให้คำาแนะนำาในการพยาบาลผู้ป่วย ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงทีปัจจุบัน ได้พัฒนาและนำามาใช้ในโรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้า จำานวน 4 ตัว กองทัพบก 10 ตัว และมีแผนที่จะผลิตเพื่อรองรับ โรงพยาบาลสังกัดกองทัพบกอีก 37 แห่ง ทั่วประเทศและโรงพยาบาลอื่นๆ ด้วย นอกจากทางโรงพยาบาล พระมงกุฎฯ ได้นำาอุปกรณ์ถ่ายทอดสด สัญญาณภาพและเสียงในเหตุการณ์ ชนิดพกพามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการ ทำางานแล้ว นายแพทย์ธวัชชัย ยังยอมรับ ว่า อุปกรณ์ฯ ดังกล่าวสามารถนำามา ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วย ความเร็วในการส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ต่ำา หรือ แบรนด์วิดท์ต่ำา มีการบีบ อัดข้อมูลสัญญาณภาพได้ถึง 1:50 เท่า ให้ความต้องการแบรนด์วิดท์ลดลงมาก และไม่ต้องมีการ Fixed IP Address มีการ เชื่อมต่ออัตโนมัติ เมื่อมีการเปลี่ยนสถานี รับสัญญาณ ทำาให้ใช้งานในยานพาหนะ ได้ ทำาให้สามารถใช้งานในประเทศไทย และในสภาพปัจจุบันได้ อุปกรณ์ที่ ประดิษฐ์ขึ้นยังมีต้นทุนที่ตำา และเมื่อ เสียบปลั้กชาร์ตไฟเต็มที่อุปกรณ์ฯ สามารถทำางานได้นานถึง 6 ชั่วโมง เป็นต้น นายแพทย์ ธวัชชัย กล่าว ต่อว่า อุปกรณ์ฯ ยังมีจุดเด่นที่ใช้งาน ได้ดีในยานพาหนะที่มีความเร็วสูง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รองรับเครือข่าย 3G ที่มี Delay time ไม่เกิน 20 วินาที สามารถใช้งานพร้อมกันได้หลายผู้ส่งและ ผู้รับ (Multipoint features) สามารถ บันทึกทางเครือข่ายและย้อนดูภาพได้ (Network access storage) และสามารถ ให้สัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ 5 จุด เป็นต้น นอกจากจะประสบความสำาเร็จ ในการใช้งานแล้ว ทีมงานในการพัฒนา อุปกรณ์ถ่ายทอดสดสัญญาณภาพและ เสียงในเหตุการณ์ ชนิดพกพายังได้ รับรางวัล สิ่งประดิษฐ์ ทางการทหาร ด้านยุทโธปกรณ์ ปี 2555 จากกองทัพบก และรางวัล Innovation Thailand ประเภทการส่งเสริมคุณภาพและการ รักษาพยาบาล จาก กรมทรัพย์สินทาง ปัญญาและบริษัท กูเกิล ประเทศไทย จำากัดด้วย Smart Industry 9
  10. 10. กรีนไลน์ มุงให้บริการไอที แชร์เซอร์วส ครบวงจร ่ ิ จากมุมมองของผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท กรุงเทพ ดุสต เวชการ มหาชน จ�ากัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบ ิ ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำาของประเทศไทย ประกอบ ด้วย กลุ่มโรงพยาบาล 4 กลุ่มได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช และกลุ่ม โรงพยาบาลรอยัล ที่มีโรงพยาบาลในเครือ มากกว่า 30 โรง พยาบาลซึ่งต้องการให้ โรงพยาบาลในเครือ มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยี สารสนเทศให้ทันสมัย จึงได้ก่อตั้งบริษัท กรีนไลน์ ซินเนอร์จี้ จำากัด ในปี 2551 เพื่อ ต้องการพัฒนาการบริการในเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ไอที เพื่อที่จะส่งถึงผู้รับ บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลในเครือ และนอกเครือในอนาคต วีระศักดิ์ กฤษณประพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนไลน์ ซินเนอร์จี้ จำากัด เล่าว่า บริษัทฯ ได้เริ่มให้บริการไอที แชร์ เซอร์วิส กับกลุ่มโรงพยาบาล ในเครือนับตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นมา ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ให้บริการแชร์ เซอร์วิส ในส่วนของ ระบบ Back Office, ระบบ Enterprise Resource Planning (ERP), ระบบการจัดซื้อ, ระบบ Customers Relationship management (CRM) นอกจากนี้ยัง มีระบบ Hospital Information System (HIS) ระบบ Business Intelligent (BI) ของ โรงพยาบาลและของผู้บริหารระดับสูงเพื่อรองรับการทำางบประมาณค่าใช้จ่ายด้วย ปัจจุบัน บริษัทฯ ยังได้เริ่มขยายศักยภาพในการให้บริการไอทีกับ โรงพยาบาล และธุรกิจนอกกลุ่ม ประกอบด้วย การให้บริการวางระบบ Back Office และ Hospital Information System การให้บริการ Data Center การให้บริการพัฒนาแอฟพริเคชั่น ต่างๆ สำาหรับโรงพยาบาล เป็นต้น “ผู้บริหารมองว่า ถ้าเอาคนที่มีความรู้ทางด้านไอทีที่มีแต่ละโรงพยาบาล มารวมกันจะได้ทีมงานที่ใหญ่ขึ้น และมีศักยภาพ ในการให้บริการในลักษณะของ แชร์ เซอร์วิส ซึ่งนอกจากจะท�าให้ค่าใช้จ่ายลดต่�าลง ยังจะเพิ่มความสามารถทางการ แข่งขันของธุรกิจให้สูงขึ้นด้วย และท�าให้มีอ�านาจ ต่อรองกับผู้ค้าในการจัดซื้อจัดจ้าง ได้มากขึ้นด้วย” วีระศักดิ์ กล่าว วีระศักดิ์ กล่าวว่า การจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบของการรวมศูนย์เพื่อรองรับ ความต้องการของโรงพยาบาลในเครือทำาให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ 2 ใน 3 ส่วน เช่น การเช่าซื้อเครื่องพีซี ในรูปแบบเดิมที่มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,500 บาท ต่อเครื่อง ต่อเดือน เมื่อทำาการเช่าซื้อจำานวนมากเพื่อรองรับกับความต้องการของโรงพยาบาลใน เครือทำาให้ค่าใช้จ่ายลดลงเหลือ 500 บาทต่อเครื่องต่อเดือน ซึ่งทำาให้ประหยัดค่าใช้ จ่ายลดได้จำานวนมาก นอกจากนี้บริษัท ยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและพัฒนา ดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อรองรับการทำา ไพรเวท คลาวน์ (Private cloud) ซึ่งจะเป็น private cloud สำาหรับ ธุรกิจโรงพยาบาล (Healthcare) แห่งแรกของเมืองไทย โดยบริษัทจะให้บริการคลาวน์ ใน 2 รูปแบบ คือ บริการโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure as a Service) และ บริการแพลตฟอร์ม (Platform as a Service) โดยบริษัทจะใช้เงินงบประมาณ 30 ล้าน บาท เพื่อรองรับความต้องการใช้งานในอนาคตของผู้ใช้งาน โดยในส่วนของบริการโครงสร้างพื้นฐานนั้น บริษัทจะให้บริการทั้งโรงพยาบาล ในเครือและนอกเครือ เช่น โรงพยาบาลที่ต้องการเซิร์ฟเวอร์ หนึ่งเครื่อง ไม่จำาเป็นที่ จะต้อง ติดต่อให้จัดซื้อไปซื้อเซิร์ฟเวอร์ หนึ่งเครื่อง ก็สามารถใช้บริการเช่าเซิร์ฟเวอร์ Smart Industry 10 เสมือน หรือ (Virtual machine) ผ่านระบบเว็บ บราวน์เซอร์ (Web browser) ของบริษัทในการขอใช้ บริการเซิร์ฟเวอร์หนึ่งเครื่อง ซึ่งจะ ใช้เวลาในการขอใช้บริการ Virtual machine เพียง 10-15 นาที เมื่อเทียบ กับในอดีตซึ่งจะใช้เวลาในการจัดซื้ออย่าง น้อย 45 วัน สำาหรับบริการ Platform as a Service นั้นเป็นบริการการบริหาร จัดการและดูแล ดาต้าเบส เพื่อเก็บฐาน ข้อมูลของลูกค้าของโรงพยาบาล โดย โรงพยาบาลสามารถขอใช้งานได้ใน เวลาเพียง 15 นาที ซึ่งมีมาตรฐานความ ปลอดภัยของธุรกิจโรงพยาบาลรองรับ “เราพยายามสร้างมาตรฐาน ความปลอดภัยของธุรกิจโรงพยาบาลที่ มีมาตรฐาน เช่น การเก็บรักษาข้อมูล ส่วนตัวของคนไข้ ไม่ให้รั่วไหล เป็นต้น บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถให้บริการได้ ในไตรมาสสี่ของปีนี้ โดยเรามีกลยุทธ์ที่ จะน�าเสนอบริการให้กับลูกค้าในกลุ่ม โรงพยาบาลแล้ว เราก็อยากดูแลโรง พยาบาลนอกเครือด้วย เพื่อรองรับความ ต้องการใช้งานในอนาคตของผู้ใช้งาน และ บริษัทฯ ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี และคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง และครบวงจร” กรรมการผู้จัดการ กล่าว วีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำาหรับ ทิศทางในอนาคต บริษัทฯ จะร่วมกับ บริษัทที่จำาหน่ายซอฟต์แวร์ เช่น Oracle, HP, Dell รวมถึงบริษัทที่มีความชำานาญ ทางด้านโรงพยาบาลจากต่างประเทศที่ ต้องการจะเข้ามาทำาตลาดในเมืองไทย เพื่อที่จะขยายตลาดของซอฟต์แวร์หรือ โซลูชั่นต่างๆ ทางด้านโรงพยาบาลใน ประเทศและขยายเข้าสู่ตลาดประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนในอนาคต เช่น ลาว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นต้น
  11. 11. บีเอ็นเอช ใช้ระบบ ไอที แชร์เซอร์วส จากกรีนไลน์ ิ จากกรี ช่วยเพิมประสิทธิภาพการให้บริการและลดค่าใช้จาย ่ ่ บีเอ็นเอชโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกของไทยที่มีอายุครบรอบ 115 ปี เมื่อวัน ที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ใช้ระบบแชร์ ไอที เซอร์วิส และร่วมกับพันธมิตรพัฒนา โมบายน์แอพพลิเคชั่น เสริมสร้างศักยภาพในการให้บริการคนไข้ พร้อมยกระดับ รองรับการให้บริการคนไข้ในตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แพทย์หญิงสมสิริ สกลสัตยาทร กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท โรงพยาบาล บีเอ็นเอช เล่าว่า โรงพยาบาลมีความโดดเด่นในเรื่องการดูแล รักษาโรคในสตรี และโรงพยาบาลได้เดินหน้าเปลี่ยนแปลงงานด้านบริการทางการ แพทย์ เพื่อรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มจำานวนมากขึ้น ขณะที่ไม่ลืมงานด้านบริหาร ซึ่งเป็น จุดเด่นของโรงพยาบาลบีเอ็นเอช ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบัน และบีเอ็นเอช นับเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรก ที่ดำาเนินกิจการมายาวนาน ซึ่งการที่จะยืนหยัด อยู่ได้ต้องมีความโดดเด่น การที่โรงพยาบาลสานต่อเรื่องราวในประวัติศาสตร์ และ ความร่วมมือของพนักงานที่ทุ่มเท ทำางานเป็นทีม และดูแลคนไข้ด้วยใจ ตามลักษณะ เฉพาะของคนไข้ หรือ Personalized health care กลายเป็นเสน่ห์ ที่ทำาให้คนไข้รู้จัก และวางใจในบริการของโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการนำาเทคโนโลยีมาช่วยในการบริหารงานโรงพยาบาลและการ บริการกับคนไข้นั้นโรงพยาบาลบีเอ็นเอช ได้มีการใช้บริการ ไอทีแชร์ เซอร์วิส จาก บริษัท กรีนไลน์ ในส่วนของระบบโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ, ระบบ Back Office, ระบบ Enterprise Resource Planning (ERP), ระบบ Hospital Information System (HIS) ระบบ Business Intelligent (BI) ของโรงพยาบาลและของผู้บริหาร ระดับสูงเพื่อรองรับการทำางบประมาณค่าใช้จ่าย และรองรับการบริการที่มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและลดค่าใช้จ่ายในการบริหารงานด้วย นอกจากนี้โรงพยาบาลบีเอ็นเอชยังได้ร่วมกับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำากัด (มหาชน) พัฒนาแอพพลิเคชั่นบีเอ็นเอช คอนเนค บาย ทรูมูฟ เอช หรือ BNH Connect by TrueMove H เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ภายใต้แนวคิดคอนเนคเต็ด เฮลท์ เพื่อช่วยยกระดับบริการทางการแพทย์ เพิ่มความสะดวกให้คนไข้สามารถติดต่อ ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ได้สะดวกและรวดเร็วผ่านเครือข่ายทรูมูฟ เอช ในการเชื่อม ต่อระหว่างคนไข้และ แพทย์โดยตรง ซึ่ง รองรับการใช้งานบน ไอโอเอส แอนดรอยด์ และวินโดวส์โฟน “เทคโนโลยี สารสนเทศ เข้ามามี บทบาทส�าคัญมาก ในการรองรับบริหาร งานและการให้บริการผู้ป่วยของโรง พยาบาล เนื่องจากระบบไอที เข้ามามี ส่วนให้การให้บริการ รักษาผู้ป่วยได้อย่าง มีประสิทธิภาพและเพิ่มความสะดวก รวดเร็วในการรับบริการของคนไข้ด้วย นอกจากนี้ระบบไอทียังอ�านวยความ สะดวกในการนัดพบแพทย์และสามารถ ปรึกษาแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ ได้ด้วย ซึ่งท�าให้คนไข้ทั้งในและต่างประเทศได้รับ ความพึงพอใจและมีความมั่นใจในการรับ การรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพและ มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น” แพทย์หญิง สมสิริ กล่าวและว่า สำาหรับผลการดำาเนินงานในปีนี้ โรงพยาบาลคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 1.8 พันล้านบาท และใช้งบประมาณ ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศประมาณ 1.5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด และ มีคนไข้ประมาณ 120,000 คนต่อปี แบ่งเป็นคนไข้ชาวไทย 60 เปอร์เซ็นต์ และคนไข้ต่างชาติ 40 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ได้มี การพัฒนาการแพทย์และการบริการ เพื่อรองรับการบริการคนไข้อย่างต่อ เนื่อง โดยมีการจัดเตรียมบุคลากรที่มี ประสิทธิภาพ และโรงพยาบาลมีนโยบาย ที่จะขยายการให้บริการคนไข้เพื่อรองรับ คนไข้ที่อยู่ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วย Smart Industry 11
  12. 12. ดินสอ 2 หุนยนต์อจฉริยะช่วยดูแลผูสงอายุ ่ ั ้ ู อาทิ ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงประเทศไทย ด้วย ท�าให้มีความต้องการที่จะน�า หุ่นยนต์มาช่วยในการดูแลผู้สูงอายุ มากขึ้น เนื่องจากในอนาคตอาจจะขาด บุคลากรที่จะสามารถดูแลผู้สูงอายุได้ การน�าหุ่นยนต์มาช่วยดูแลผู้สูงอายุ จึง เป็นทางเลือกส�าหรับบุคคลที่ไม่สามารถ หาพยาบาลส่วนตัวมาดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ ที่บ้านได้ ในขณะที่ ญาติ ลูก หรือหลาน ออกไปท�างานนอกบ้าน ซึ่งหุ่นยนต์ที่ดูแล ผู้สูงอายุจะท�าให้คุณภาพชีวิตของ ผู้สูงอายุดีขึ้น และญาติ ลูก หรือ หลาน สามารถที่จะดูความเคลื่อนไหวของผู้สูง อายุผ่านหน้าจอ คอมพิวเตอร์ หรือมือ เฉลิมพล ปุณโณทก ถือได้ตลอดเวลา” เฉลิมพล กล่าว ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ซีทีเอเชีย สำาหรับการทำางานของหุ่นยนต์ โรโบติกส์ จำากัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนา ดินสอ 2 นี้ จะประกอบด้วย เทคโนโลยี หุ่นยนต์เพื่อการพาณิชย์แห่งแรกของ ไทย ได้กล่าวถึง ความสำาเร็จของหุ่นยนต์ คอมพิวเตอร์วิชชั่น ที่ใช้เทคโนโลยีช่วย ดินสอรุ่น 1 ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่เน้นในการ ในการจับภาพความเคลื่อนไหวของ ซี่โครงของผู้สูงอายุตลอดเวลา ในการ ให้บริการและความบันเทิงว่า หุ่นยนต์ แยกผู้สูงอายุ และจะมีการแจ้งเตือนไป ดินสอ ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ทำาให้ ยังญาติ ลูก หรือ หลานของผู้สูงอายุ บริษัทสามารถจำาหน่ายหุ่นยนต์ให้กับ ภาครัฐและเอกชนมากกว่า 10 ตัว และ หากมีการจับภาพการหกล้มของผู้สูงอายุ หุ่นยนต์จะส่งภาพคนสูงอายุไปยังญาติ ปัจจุบันบริษัทยังได้มีการพัฒนาอย่าง ลูก หรือ หลาน ผ่านโทรศัพท์มือถือได้ ต่อเนื่อง โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนา และผลิตหุ่นยนต์ดินสอรุ่น 2 เพื่อรองรับ ทันที นอกจากนี้หุ่นยนต์ยังสามารถแจ้ง ธุรกิจที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น อาทิ กลุ่ม เตือนความปลอดภัยหากมีการเคลื่อนไหว อุตสาหกรรมบริการ โรงพยาบาล สถาน ของสิ่งผิดปกติภายในบ้านด้วย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีเลเซอร์ พยาบาลคนชรา รวมถึงผู้สูงอายุที่อยู่ ตามบ้าน ซึ่งมีความต้องการนำาหุ่นยนต์ ในการให้หุ่นยนต์ดินสอ จัดทำาแผนที่ บริเวณบ้านด้วยตัวเองเมื่อเจ้าของพา ไปใช้ในการช่วยดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น หุ่นยนต์ ดินสอ เดินรอบบ้านหนึ่งรอบ “ผมมองว่าสังคมในปัจจุบัน เพื่อให้ดินสอ สามารถเดินในบ้านได้ด้วย และในอนาคต เริ่มมีผู้สูงอายุมากขึ้น ตัวเอง โดยหุ่นยนต์จะทำาแผนที่ โดยใช้ แสงเลเซอร์ที่อยู่ที่ฐานเป็นการยิงดูพื้นที่ สะท้อนมาแสดงเป็นภาพ จะมีผังบ้านที่ มีอยู่ในหัว และจะจำาไว้ เมื่อให้เดินอีกที จะเดินเองได้ด้วยความแม่นยำามากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ และยังมีเทคโนโลยี หลายท่านอาจจะคุ้นเคยกันดี กับหุ่นยนต์ที่พัฒนาโดยคนไทยครั้งแรก เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ หุ่นยนต์ ดินสอ ซึ่งทำาหน้าที่ทูตแห่งความบันเทิง ช่วยสร้างรอยยิ้ม สร้างความบันเทิง และสร้างความสนุกสนานเมื่อปรากฏตัว ในงานต่างๆ ในปลายปีนี้เราจะเห็นหุ่น ยนต์ ดินสอ ในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่เพียง สามารถสร้างความบันเทิงให้กับผู้พบเห็น ยังสามารถที่จะดูแลผู้สูงอายุในบ้าน รวมถึงสามารถที่จะโทรศัพท์เตือนภัยที่ เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุในบ้านไปยังญาติ ลูกหลานของผู้สูงอายุในทันทีด้วย Smart Industry 12 Computational Intelligence เทคโนโลยี การติดต่อสื่อสารสำาหรับการติดต่อ สื่อสาร รวมถึงการติดตั้งนวัตกรรมใหม่ ที่ชื่อ DinsowSpond ซึ่งเป็นระบบเรียกให้ โทรกลับถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเรียกให้แพทย์ หรือลูกหลาน ติดต่อกลับหาผู้สูงอายุได้ อย่างรวดเร็ว เฉลิมพล เล่าว่า บริษัท คาดว่า จะสามารถนำาหุ่นยนต์ดินสอ ออกสู่ตลาด ได้ภายในปลายปีนี้ โดยจะจำาหน่ายทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ อาทิ ประเทศ ญี่ปุ่น เป็นต้น โดยบริษัทจะวางจำาหน่าย หุ่นยนต์ดินสอ 2 รุ่น คือ รุ่นขนาดตั้งโต๊ะ ที่มีความสูง 50 เซนติเมตรหรือ ดินสอ มินิ สำาหรับการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่กับที่ หรือ เคลื่อนไหวได้ในบริเวณใกล้ๆ และ รุ่นขนาดความสูง 1.2 เมตรสำาหรับผู้สูง อายุทั่วไป “หุ่นยนต์ดินสอ 2 สามารถ ท�างานโดยไม่มีวันหยุด ช่วยแบ่งเบาภาระ การดูแลได้ 24 ชม. ท�าให้ผู้สูงอายุไม่ ขาดการเฝ้าดูแล นอกจากนี้ยังได้ติดตั้ง อุปกรณ์เช็คสัญญาณชีพ ที่จะส่งข้อมูล ตรงไปยังแพทย์ผู้มีหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ รายนั้น ๆ ได้โดยตรง โดยสามารถวัดไข้ ตรวจลมหายใจ ความชื้น เฝ้าดูการหลับ ตรวจจุดกดทับ และวัดคลื่นหัวใจ กรณีที่ คนไข้มีอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติจะ มีการแจ้งเตือนทันที ซึ่งจะท�าให้ผู้สูงอายุ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” เฉลิมพล กล่าว
  13. 13. มาปลูกผักเพือสุขภาพ ่ ผ่านแอนดรอยด์แอพพลิเคชันกันเถอะ ่ ปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจในสุขภาพกันมากขึ้น มีความนิยมในการ ปลูกผักรับประทานเองในครัวเรือน โดยเฉพาะการปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ ซึ่งใช้พื้นที่ ไม่มาก และไม่ต้องเสียเวลาดูแลดินและกำาจัดวัชพืช แต่ยังคงได้ผักที่สด สะอาด ปราศจากสารเคมีมาทำารับประทานด้วยการลงทุนที่ไม่แพง และเพื่อช่วยให้ผู้ปลูก ผักได้รับความสะดวกในการปลูกผักรับประทานเองได้ง่ายขึ้น นักวิจัย จาก ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แห่งชาติ จึงได้พัฒนาโมบายน์แอพพลิเคชั่น ชื่อ Hydroponic Manager ซึ่งเป็นการจัดการผักระบบไฮโดรโพนิกส์สำาหรับ ครัวเรือนบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ หรือ Homegrown Hydroponic Management on Android OS Applications มานำา เสนอเพื่อรองรับการดำาเนินชีวิตในสังคมโลกาภิวัตน์ด้วย สุพตรา มานะไตรนนท์ นักวิจัย ของ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ ั คอมพิวเตอร์แห่งชาติ หัวหน้าโครงการ การจัดการผักระบบไฮโดรโพนิกส์สำาหรับครัว เรือนบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เล่าว่าการจัดการผักระบบไฮโดรโพนิกส์สำาหรับ ครัวเรือนบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการปลูกผัก ด้วยระบบไฮโดรโพนิกส์สำาหรับภาคครัวเรือน โดยการทำาให้ผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้ และปลูกผักได้สะดวกสบายขึ้น ซึ่งแอพพลิเคชั่น Hydroponic Manager นี้จะช่วยให้ ผู้ปลูกผักสามารถทำาการบันทึกข้อมูลการเจริญเติบโตของผักแต่ละหลุมนับตั้งแต่เริ่ม ปลูก ชนิดของผัก รูปภาพ อัตราการเจริญเติบโต ค่า pH/EC และสามารถทำาการแจ้ง เตือนเมื่อถึงเวลาการใส่ปุ๋ย หรือเช็คค่า pH และ EC เป็นรายคาบ รวมถึงแจ้งเตือนใน กรณีที่ผักมีการเจริญเติบโตเต็มที่พร้อมรับประทาน เพื่อหยุดการให้ปุ๋ย นอกจากนี้ยัง สามารถนำาค่าที่เก็บบันทึกได้มาวิเคราะห์การเจริญเติบโตของผักแต่ละชนิดในแต่ละ ช่วงเดือนเพื่อศึกษาและพัฒนาความสามารถในการปลูกผักของแต่ละครัวเรือน รวม ถึงสามารถทำาการแชร์รูปภาพขึ้น facebook เพื่อสร้างสังคมออนไลน์กับกลุ่มผู้รักและ นิยมปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ โดยมีประโยชน์ในการแชร์ข้อมูลทางเทคนิคและแหล่งซื้อ ขายราคาถูกได้ “การปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ จะใช้เนื้อที่ไม่มาก ครัวเรือนส่วนใหญ่มักจะมี พื้นที่จ�ากัดท�าให้มีการลงแปลงปลูกเพียงไม่กี่แปลง มีหลุมปลูกจ�านวนจ�ากัด จึงมีการ ปลูกผักหลายชนิดในแปลงเดียวกัน และเนื่องจากเป็นผักต่างชนิดกันจึงมีระยะการ เจริญเติบโตพร้อมรับประทานได้ ไม่เท่ากัน ท�าให้การจดบันทึกแต่ละหลุมด้วยกระดาษ ท�าได้ล�าบากและไม่สะดวก ซึ่งต่างกับฟาร์มเพาะปลูกที่จะปลูกเป็นรอบเดียวกันทั้ง แปลงที่จะทราบก�าหนดระยะเวลาการเก็บเกี่ยวที่แน่นอน ” สุพัตรา กล่าวและว่า การวิจัยนี้ทำาให้ผู้ปลูกสามารถบันทึกข้อมูลต่างๆได้ง่ายขึ้น โมบายน์แอพพลิเคชั่น สามารถแจ้งเตือนผู้ปลูกไม่ให้ลืมใส่ปุ๋ย รวมทั้งเวลาที่เหมาะสมในการเก็บผัก แต่ละหลุมมาบริโภค อีกทั้งสามารถนำาข้อมูลที่ได้มาใช้บริหารการปลูกผักได้ในอนาคต ได้ด้วย สำาหรับการทำาใช้งานของโมบายน์แอพพลิเคชั่น Hydroponic Manager นั้น ผู้ ปลูกผัก สามารถจำาลองแปลงผักไฮโดรโพนิกส์เสมือนจริงและเพาะปลูกไปพร้อมๆกัน โดยการเลือกชนิดผักลงหลุมได้ตามจริง จากนั้นโปรแกรมจะทำาการจดบันทึกพื้นฐาน ได้แก่วันที่ลงปลูก ชนิดผัก ของ แต่ละหลุมจริง โดยสามารถจด บันทึกเพิ่มเติมได้เช่นสามารถ เก็บค่า pH/EC ในกรณีที่มีเครื่องมือวัด หรือจัดเก็บรูปภาพผักแต่ละหลุม ตามความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งโปรแกรม จะสามารถตั้งค่าระยะเวลาการให้ปุ๋ย เป็นรายคาบหรือจะเลือกแจ้งเตือนจาก ค่า pH/EC ที่เก็บได้ เพื่อป้องกันการลืม ใส่ปุ๋ยได้ ซึ่งผู้ใช้สามารถดึงข้อมูลของ ผักแต่ละหลุมมาศึกษาและพัฒนาการ ปลูกผักให้ ได้มาตรฐานต่อไป นอกจากนี้ ยังสามารถเก็บผักได้ตามระยะเวลาการ เจริญเติบโตของผักแต่ละชนิดได้ถูกต้อง ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป ทำาให้ ได้ทานผัก ที่มีความสดใหม่ตลอดเวลา “โมบายน์แอพพลิเคชั่นนี้จะ ท�าให้ผู้ใช้งานหรือผู้ปลูกผัก สามารถ เรียนรู้และเข้าใจการปลูกผักด้วยระบบ ไฮโดรโพนิกส์ที่สามารถน�ามาประยุกต์ ใช้งานได้จริง ที่มีความสะดวกต่อการจัด เก็บข้อมูล การแจ้งเตือน และสามารถ เก็บรูปเพื่อแชร์รูปภาพผ่าน facebook เกิดเป็นสังคมออนไลน์กลุ่มใหม่ส�าหรับ ผู้ที่สนใจในการปลูกผักมากขึ้น เพื่อ ประโยชน์ ในการแลกเปลี่ยนความรู้ทั้ง ในด้านเทคนิคการเพาะปลูกหรือแนะน�า แหล่งซื้อขายอุปกรณ์ราคาถูกได้เป็นต้น ซึ่งเป้าหมายจะเป็นผู้บริโภคกลุ่มแม่บ้าน และพ่อบ้านสมัยใหม่ที่นิยมรับประทาน ผักปลอดสารพิษ และสามารถใช้ เทคโนโลยีมือถือสมาร์ทโฟนเบื้องต้นได้” สุพัตรา กล่าว Smart Industry 13
  14. 14. กิจกรรมของ ซอฟต์แวร์พาร์ค 22.08.56 เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ร่วม กับ สมาคม องค์กรและบริษัทไอทีชั้นน�า ดงาน า จั า Software Park Annual Conference 2013 ภายใต้ หัวข้อ “Gateway to Global Market” มีวัตถุประสงค์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเตรียมพร้อมในการเป็นหนึ่งในผู้น�าตลาด อาเซียน โดยมีกิจกรรมนิทรรศการและสัมมนาในหัวข้อต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับด้านไอที อาทิ ด้านธุริกิจ ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี และ การพัฒนา บุคคลากร วันที่ 22 สิงหาคม 2556 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติติ์ 19.08.56 เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย จัดกิจกรรมสร้างโอกาสทางธุรกิจ “ Khunseuk vs. Samurai IT Startup Pitching 2013” เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2556 ณ Microsoft Thailand Auditorium ชั้น 38 CRC Tower, All Season Place ซึ่ง เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ซอฟต์แวร์ของไทยได้ร่วมงานกับนักลงทุน ชาวญี่ปุ่น 6-28.07.56 เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย จัดกิจกรรมสร้างโอกาสทางธุรกิจ “Mobile Development Apprentice for Industry” ในระหว่างวันที่ 6 กรกฏาคม – 28 กันยายน 2556 อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค ซึ่งเป็นกิจกรรม เพื่อจุดประกายแนวคิด ให้กับนักพัฒนาไทยรุ่นใหม่ ให้สามารถ พัฒนา application ที่เหมาะสมกับการด�าเนินธุรกิจแต่ละประเภทให้มี มาตรฐานและประสิทธิภาพสูงสุด Smart Industry 14
  15. 15. iPensook มุงเสริมสร้างคุณภาพ ่ ชีวตของคนไทยโดยรวม ิ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริม และเพิ่มศักยภาพในการให้บริการสุขภาพ การเข้าถึงข้อมูลของผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่ มีจำานวนเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทยอย่าง ต่อเนื่อง บริษัท สุขสาธารณะ จำากัด ได้ จัดทำาโครงการ iPensook ขึ้นมาเพื่อ รองรับกับปัญหาที่เกิดขึ้น และทำาการ เชื่อมโยงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับ บุคคลทั่วไป รวมถึงข้อมูลการรักษาผู้ ป่วยและการดูแลผู้สูงอายุให้เป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพ ให้อยู่ขั้นที่ดี จะได้ ไม่เลยไปถึงขั้นการ เยียวยารักษา บริษัทฯ ยังได้จัดทำาโครงการ iPensook ซึ่งเป็นระบบและกระบวนการ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นระบบที่สามารถ เชื่อมโยงข้อมูลทางการรักษา ข้อมูล ยา ผลวินิจฉัย ที่เกิดขึ้นในหน่วยบริการ ต่างๆ ผ่านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ที่มี นพ. ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ กระบวนการคิดและใช้หลักตรรกศาสตร์ ประธานบริหาร บริษัท สุขสาธารณะ ในการคิดหาคำาตอบอย่างมีเหตุผล จำากัด เล่าว่า บริษัท สุขสาธารณะ จำากัด (System that think rationally) จากการ ได้ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2554 โด฀

×