ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Like this? Share it with your network

Share

ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ

  • 987 views
Uploaded on

 

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
987
On Slideshare
818
From Embeds
169
Number of Embeds
1

Actions

Shares
Downloads
6
Comments
0
Likes
0

Embeds 169

http://saipinn.wordpress.com 169

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. นายพรเทพ สาระคนธ์ เลขที่ 3นายบุญฤทธ์ จิลลาวัณย์ เลขที10 ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่6/1
  • 2. การล่มสลายของยูโกสลาเวีย  เดิมนั้นยูโกสลาเวียอยู่ใต้อาณัติของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีซึ่งขณะนั้นมีเพียงเซอร์เบียและมอนเตเนโกรที่เป็นรัฐอิสระ ต่อมาเมื่อ ค.ศ.1918 ทั้งฝ่ายเซอร์เบีย โครเอเชีย และสโลวีเนียได้รวมตัวกันภายใต้ชื่อ“ราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย” ปกครองโดยกษัตริย์อเล็กซานเดอร์แห่งเซอร์เบีย ถึง ค.ศ. 1934 กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ถูกปลงพระชนม์มกุฎราชกุมารเป็นรัชทายาท แต่อยู่ภายใต้การดูแลของคณะผู้สาเร็จราชการแทนพระองค์
  • 3. การล่มสลายของยูโกสลาเวีย
  • 4. การล่มสลายของยูโกสลาเวีย(ต่อ) 
  • 5. การล่มสลายของยูโกสลาเวีย(ต่อ)  ค.ศ. 1944 จอมพลโจซิฟ ติโต้ ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์เข้ายึดยูโกสลาเวียแล้วแต่งตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีจัดการเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น“สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย” จอมพลติโต้นี้เองที่ถือเป็นบุรุษเหล็กสามารถทาให้ยูโกสลาเวียรวมตัวกันได้เหนียวแน่น ซึ่งประกอบไปด้วย6 สาธารณรัฐ ได้แก่ โครเอเชีย สโลวีเนีย เซอร์เบียมอนเตเนโกร มาซิโดเนียบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา(ซึ่งต่อมาก็แยกตัวออกเป็นคนละประเทศ)นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีอีก 2 มณฑลอิสระคือ โคโซโวและวอยวอดินา
  • 6. การล่มสลายของยูโกสลาเวีย(ต่อ)  ปัญหาที่เกิดขึ้นในยูโกสลาเวียเป็นเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนาประวัติศาสตร์ เช่น สโลวีเนียและโครเอเชียตั้งอยู่ทางตะวันตกและทางเหนือเคยอยู่ในอาณัติของอาณาจักรโรมันก่อนจะสืบทอดมาถึงจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี วัฒนธรรมส่วนใหญ่จึงค่อนไปทางยุโรป เป็นศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ส่วนรัฐอื่นๆตั้งอยู่ทางใต้เคยอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรไบแซนไทน์และจักรวรรดิออตโตมานพื้นฐานของวัฒนธรรมเป็นแบบมุสลิม บ้างก็ไปข้างศาสนาคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์
  • 7. การล่มสลายของยูโกสลาเวีย(ต่อ)  นี่เป็นการพูดถึงพื้นฐานอย่างกว้างๆซึ่งเป็นต้นตอของความขัดแย้งที่ดารงอยู่ลึกๆตลอดเวลาแม้จะรวมตัวเป็นประเทศเดียวกัน จอมพลโจซิฟ ติโต้จะบอกให้เขาเป็นคอมมิวนิสต์ก็ได้ เป็นจอมเผด็จการก็ได้ แต่ต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งที่ติโต้สามารถสร้างเอกภาพของความแตกต่างหลากหลายในแต่ละสาธารณรัฐให้รวมตัวเป็นประเทศหนึ่งเดียวได้เคยมีผู้นิยมชมชอบความสามารถของติโต้เกี่ยวกับเรื่องนี้สะท้อนความเห็นว่าเอกภาพทั้งหมดที่ทาให้ยูโกสลาเวียรวมตัวกันอยู่ได้นานน่าจะมี 3-4 เหตุปัจจัย ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงไม่ทราบ? แต่ผมว่าน่าสนใจรับฟังเอาไว้
  • 8. การล่มสลายของยูโกสลาเวีย(ต่อ) 
  • 9. การล่มสลายของยูโกสลาเวีย(ต่อ) 1. คงเป็นบารมีส่วนตัวของติโต้ รวมทั้งการใช้อานาจอย่างเด็ดขาดและ เข้มแข็งในสไตล์เผด็จการ องค์ประกอบเหล่านี้ทาให้เขาสามารถกดอานาจ อื่นๆเอาไว้ได้2. การที่เขาเป็นกึ่งคอมมิวนิสต์และกึ่งเผด็จการ เข้าใจว่าการใช้อุดมการณ์ สังคมนิยมเป็นลัทธิและระบอบในการครอบงาปกครองประเทศ เพราะการ หล่อหลอมโดยหลักการสังคมนิยมนั่นเองอาจเป็นอีกปัจจัยที่สามารถกดและ ทาให้แต่ละสาธารณรัฐไม่อาจคิดไปเป็นอื่นหรือแยกตัวเองออกไป
  • 10. การล่มสลายของยูโกสลาเวีย(ต่อ) 3. การปกครองของติโต้นั้นเป็นการผูกขาดทางอานาจ เขาประกาศใช้ รัฐธรรมนูญให้ตัวเองเป็นผู้นาตลอดกาลเงื่อนไขเช่นนี้จึงเท่ากับเป็นการ ควบคุมอานาจเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จยากที่ใครจะกระด้างกระเดื่องสี่…น่าจะ มีส่วนจากอิทธิพลบารมีของสหภาพโซเวียตในตอนนั้นซึ่งคอยช่วยเหลือ ประคับประคองต่อกัน
  • 11. การล่มสลายของยูโกสลาเวีย(ต่อ)  จนกระทั่ง ค.ศ. 1980 จอมพลติโต้ถึงแก่อสัญกรรม พลันนั้นรอยร้าวต่างๆที่สะสมตัวมานานทั้งด้านวัฒนธรรมศาสนา และประวัติศาสตร์ ก็ถึงจุดที่ระเบิดออก เริ่มจาก ค.ศ. 1989 เมื่อสโลโบดัน มิโลเซวิชได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี อีก 2 ปีถัดมาโครเอเชียและสโลวีเนียก็ประกาศเอกราชในช่วงที่มีการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ถัดไปอีกปีบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนาก็แยกตัวเป็นเอกราชอีก
  • 12. การล่มสลายของยูโกสลาเวีย(ต่อ)  จากนั้นในแต่ละดินแดนก็วุ่นวายสับสน บางแห่งมีการสู้รบเข่นฆ่ากันเองตายเป็นเบือ จนทุกวันนี้ยูโกสลาเวียถูกแยกออกเป็น 8 ประเทศผมมีข้อคิดว่าอานาจผูกขาดที่มีมหาบุรุษอย่างติโต้เป็นศูนย์กลาง เมื่อมหาบุรุษสิ้นไปพร้อมกับการล่มสลายของลัทธิที่ผูกติดอยู่กับศรัทธาของตัวบุคคลมันไม่มีอะไรเป็นสายเส้นโยงใยยึดเอาไว้อีก ทุกอย่างที่เคยยิ่งใหญ่ก็ย่อมแตกสลาย
  • 13. การล่มสลายของยูโกสลาเวีย(ต่อ)  จนกระทั่ง ค.ศ. 1980 จอมพลติโต้ถึงแก่อสัญกรรม พลันนั้นรอยร้าวต่างๆที่สะสมตัวมานานทั้งด้านวัฒนธรรมศาสนา และประวัติศาสตร์ ก็ถึงจุดที่ระเบิดออก เริ่มจาก ค.ศ. 1989 เมื่อสโลโบดัน มิโลเซวิชได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี อีก 2 ปีถัดมาโครเอเชียและสโลวีเนียก็ประกาศเอกราชในช่วงที่มีการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ถัดไปอีกปีบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนาก็แยกตัวเป็นเอกราชอีก
  • 14. ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศอาหรับ
  • 15. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน  สงครามระหว่างอิรักกับอิหร่านกินเวลายาวนาน 8 ปี ตั้งแต่ปี 2523ถึง 2531 สร้างความเสียหายมหาศาลให้กับทั้งสองประเทศนามาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างไม่คาดคิดในเวลาต่อมา
  • 16. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ) จุดเริ่มต้นของสงคราม จุดเริ่มของสงครามมาจากการโค่นล้มพระเจ้าชาห์ ปาฮ์เลวี โดยกลุ่ม ฝ่ายซ้าย กลุ่มเสรีนิยม และกลุ่มศาสนานาโดย อยาโตเลาะ โคไมนิทาให้ สหรัฐต้องสูญเสียพันธมิตรทางทหารและดุลทางทหารในภูมิภาค ใน ขณะเดียวกันชาติอาหรับซุนหนี่มีความหวาดกลัวต่อการขยายของการปฏิวัติ อิสลาม โดยเฉพาะอิรักเพื่อนบ้านที่มีชาวชีอะเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศ ถึงร้อยละ 60แต่มีรัฐบาลเป็นชาวซุนนี่ ภายใต้การปกครองของพรรคบาธ
  • 17. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ) ที่มี ซัดดัม ฮุสเซนเป็นประธานาธิบดีประกอบกับอิรักมีความขัดแย้งด้าน พรมแดนมาก่อนหน้านี้จึงนาไปสู่การทาสงครามระหว่างสองประเทศ
  • 18. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ)  โดยทั่วไปแล้วการวิเคราะห์มุ่งเน้นไปที่การต่อต้านปฏิวัติอิหร่านโดยการสนับสนุนชาติอาหรับซุนหนี่และสหรัฐ โดยให้อิรักเป็นแนวหน้าก็ตามแต่ผลประโยชน์ของอิรักเป็นจุดสาคัญต่อการตัดสินใจของอิรักโดยเฉพาะปัญหาบูรณภาพเหนือดินแดน แม่น้าชัทอัล อาหรับ ที่เป็นจุดสาคัญของความขัดแย้งเกิดจากแม่น้าไทกริสและยูเฟรติสรวมกันก่อนไหลออกสู่อ่าวเปอร์เซียความขัดแย้งของการอ้างสิทธิเหนือแม่น้าสายนี้สืบกลับไปถึงสัญญาสันติภาพ
  • 19. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ)  ในครั้งนั้น เป้าหมายของการทาสงครามของอิรัก คือการควบคุมแม่น้าชัต อัล อาหรับเกาะอบู มูซา เกาะเกรทเตอร์ และเลเซอร์ ตับส์ ของสหรัฐอาหรับ อิมิเรตการผนวกคูเซสถานการต่อต้านการปฏิวัติอิหร่าน
  • 20. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ)  ปี พ.ศ.2193 ระหว่างอาณาจักร อ๊อตโตมันกับเปอร์เซีย ในยุคอาณาอาณานิคม มีความพยายามแก้ไขพิพาทนี้โดยอังกฤษเสนอให้ใช้ร่องน้าลึกเป็นแนวเขตแดนแต่ฝ่ายอิรักไม่ยอม โดยมีต้องการให้เส้นพรมแดนอยู่ที่ฝั่งของอิหร่านแต่ในที่สุดอิรักยอมลงนามในสัญญาอัลเจียร์ ยอมใช้ร่องน้าลึกเป็นแนวเขตแดนภายใต้ความกดดันของสหรัฐที่หนุนหลังพระเจ้าชาร์ ปาฮ์เลวี และอิหร่านคูเซสถานเป็นจังหวัดของอิหร่านติดกับจังหวัดบาสรา ของอิรัก และอ่าวเปอร์เซียจังหวัดนี้อุดมไปด้วยน้ามัน เมืองอบาดานมีโรงกลั่นน้ามันขนาดใหญ่อังกฤษผนวกดินแดนให้กับอิหร่านในยุคอาณานิคม
  • 21. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ) ทาให้อิรักใช้เป็นข้ออ้างถึงอธิปไตย เกาะอบูมูซา เกาะเกรทเตอร์ และเลเซอร์ ตับส์ อยู่ในอ่าวเปอร์เซียใกล้แหลมฮอร์มูซมีการอ้างสิทธิระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอาหรับอิมิเรต พระเจ้าชาร์ ปาฮ์เลวีแห่งอิหร่านได้อ้างสิทธิครอบครองในปี พ.ศ.2514แต่ส่งผลให้อิรักตัดความสัมพันธ์กับอิหร่านเพื่อประท้วงการครอบครองของอิหร่าน
  • 22. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ)  จนถึงปี2522 เกิดปฏิวัติอิหร่านที่นาโดยแนวร่วมต่อต้านพระเจ้าชาร์ในที่สุด อยาโตลาโคไมนิ ได้เข้าเป็นผู้นาของประเทศ จุดนี้อาจจะทาให้ซัดดัม ฮุสเซน เห็นโอกาสในการโจมตีอิหร่าน จึงส่งกาลังรุกรานอิหร่านที่นาไปสู่สงครามอันยาวนาน 22 กันยายน 2523 อิรักส่งทหาร 21 กองพลรุกรานโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนอิหร่าน เปิดแนวรบยาว 644 กิโลเมตรเมืองสาคัญของอิหร่านใกล้กับปากแม่น้าชัท อัล อาหรับได้ความเสียหายอย่างหนักจากสงคราม เมืองอบาดานเมืองสาคัญด้านอุตสาหกรรมน้ามันถูกอิรักยึดครอง แต่กองกาลังทหารอิหร่านต้านทานอย่างเข้มแข็งจนอิรักไม่สามารถรุกคืบเข้าไป
  • 23. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ) 
  • 24. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ)  ระหว่างสงคราม สหรัฐสนับสนุนด้านยุทธปัจจัยและการส่งกาลังบารุงให้กับอิรักเมื่ออิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ามันของอิรักชาติอาหรับอื่นปิดทางเให้อิรักส่งออกน้ามันที่เกาะคาร์ก (Khark)ชาติตะวันตกให้การสนับสนุนกับฝ่ายอิรักเกาหลีเหนือและอิสราเอลให้การสนับสนุนอิหร่านสหรัฐนอกจากจะให้การสนับสนุนอิรักอย่างเปิดเผยแล้วยังให้การสนับสนุนฝ่ายอิหร่านอย่างลับๆด้วย รัสเซียให้ความสนับสนุนทั้งสองฝ่าย
  • 25. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ)  ด้านอิหร่าน ฝ่ายศาสนาใช้โอกาสนี้ สร้างด้วยกระแสคลั่งชาติ กวาดล้างหุ้นส่วนการปฏิวัติ คือผู้นาเสรีนิยมหลายคนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ พลพรรคจานวนมากของพรรคมาร์กซิส ทูเดย์ถูกสังหาร กองกาลังฝ่ายซ้ายอะบอฮาสซาน บานิซาดี ถูกกวาดล้างพรรคแนวหน้าประชาธิปไตยแห่งชาติ นาโดยอยาโตเลาะคาเซม ชาเรียมาดาริ ถูกยุบกองกาลังพิทักษ์การปฏิวัติที่ขึ้นต่อผู้นาศาสนาได้รับเสริมและขยายความเข้มแข็ง จนถึงปี 2530 จึงเริ่มเปิดการเจรจา จนกระทั่งลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกเมื่อ 26 สิงหาคม 2531 ฝ่ายอิรักต้องกลับไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากความเสียหาย
  • 26. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ) ต้นทุนของสงคราม สงครามอิรัก-อิหร่านสร้างความสูญหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่าง มหาศาลอิหร่านมีความสูญเสีย 1 ล้านคน จากการถูกฆ่า หรือบาดเจ็บ รวมถึงชาวอิหร่านที่เจ็บป่วยและตายจากผลของอาวุธเคมี อิรักมีความ สูญเสีย 250,000 – 500,000 คน พลเรือนหลายหมื่นคนทั้งสองฝ่าย เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธการสูญเสียทางการเงินมีมูลค่า 600,000ล้านเหรียญสหรัฐ (18.6 ล้านล้านบาท) สาหรับแต่ละฝ่าย ใน ระยะสั้นหลังจากสงครามเกิดขึ้น
  • 27. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ) ต้นทุนของสงคราม ต้นทุนทางเศรษฐกิจมีผลมากการพัฒนาเศรษฐกิจชะงักงันเนื่องจาก การส่งออกน้ามันถูกขัดขวาง ภาวะทางเศรษฐกิจสร้างความเสียหายให้อิรัก มากที่หนี้สินมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับอิหร่านโดยอิหร่านใช้ชีวิตที่ปลุกเร้า ด้วยความรักชาติแต่เป็นยุทธวิธีที่มีต้นทุนทางการเงินถูกกว่าระหว่างสงคราม จึงใช้ชีวิตของทหารแทนที่สาหรับการขาดแคลนแหล่งเงินทุน
  • 28. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ) ต้นทุนของสงคราม เรื่องนี้ทาให้ซัดดัมเข้าสู่ตาแหน่งยากลาบากด้วยหนี้สินระหว่าง ประเทศ130,000 ล้านเหรียญ (4 ล้านล้านบาท)จานวนมากเป็นของชาติ พันธมิตรอาหรับ 67,000 ล้านเหรียญ (268,000 ล้านบาท) ปารีสคลับ 21,000 ล้านเหรียญ (380,000 ล้านบาท) ทาให้อัตราหนี้ต่อจีดีพี (ผลผลิตมวลรวมประชาชาติ)ของอิรักสูงถึง 1,000 % หรือ 10 เท่าของจีดี พี จากจุดนี้นาไปสู่สงครามรุกรานคูเวตของซัดดัม
  • 29. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ)  สงครามครั้งนี้มีข้อสังเกตประการแรกคือ อิรักสามารถยึดครองดินแดนที่ต้องการไว้ได้ แต่ฝ่ายอิหร่านมิได้พ่ายแพ้การยึดครองจึงไม่มีความหมาย และกลับไปมือเปล่า ถึงแม้ว่าอิหร่านจะเป็นศัตรูกับสหรัฐและอิรักเป็นพันธมิตรกับสหรัฐแต่การเปลี่ยนแปลงพรมแดนมิได้เกิดขึ้น ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงพรมแดนจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ อาจจะมีเพียงกรณีเดียว คือการแยกประเทศในค่ายโซเวียตหลังยุคล่มสลายของสหภาพโซเวียตซึ่งเรื่องมีความซับซ้อนด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติตะวันตก
  • 30. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ)  แต่ไม่อาจจะเกิดขึ้นกับส่วนอื่นของโลกอย่างไรก็ตามอาจจะเกิดกับดาร์ฟูที่อุดมไปด้วยน้ามันภายใต้ความเห็นชอบของชาติตะวันตกการใช้กาลังเข้ายึดครองเขาพระวิหารจะสาเร็จจริงหรือ นี่เป็นคาถามสงครามสร้างต้นทุนด้านชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งอิหร่านและอิรักเคยเป็นประเทศร่ารวยแต่เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเสื่อมโทรมลงหลังสงครามในขณะที่ผู้บาดเจ็บนับล้านคนสร้างความทุกขเวทนาให้กับญาติพี่น้องสังคมมีต้นทุนในการเยียวยาสูงมาก
  • 31. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-อิหร่าน(ต่อ)  แน่นอนพวกเขาถูกทอดทิ้งในขณะที่สิทธิและเสรีภาพถูกคุกคามในกรณีของอิหร่านเห็นได้อย่างชัดเจนจากฝ่ายศาสนาใช้โอกาสกวาดล้างฝ่ายอื่นทั้งที่ไม่ใช่ศัตรูทางการเมือง เพียงแต่ความเห็นทางการเมืองต่างกันเท่านั้น
  • 32. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต  คูเวต เป็นประเทศในกลุ่มอาหรับขนาดเล็ก ตั้งอยู่ตอนบนของอ่าวเปอร์เซีย ทางเหนือและตะวันตกติดกับอิรัก ทางตะวันออกติดกับอ่าวเปอร์เซีย ทางใต้ติดกับซาอุดิอาระเบีย มีการค้นพบน้ามันปิโตรเลียมในคูเวตเมื่อ ค.ศ 1930ในปริมาณมาก ซึ่งประมาณว่า มีปริมาณร้อยละ20ของปริมาณน้ามันทั้งโลก นับตั้งแต่ ค.ศ.1946คูเวตเป็นประเทศผู้นาผลิตน้ามันรายใหญ่ของโลกและส่งน้ามันมากเป็นอันดับสองของโลก คูเวตเคยเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษระหว่าง
  • 33. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต  ทาให้ฐานะเศรษฐกิจของอิรักทรุดหนักอิรักมีสินค้าออกหลักคือน้ามันซึ่งมีปริมาณร้อยละ99ของมูลค่าสินค้าออกทั้งหมด อิรักจึงพยายามผลักดันให้องค์การโอเปกกาหนดโควตาการผลิตน้ามันและกาหนดราคาน้ามันเสียใหม่ให้อิรักมีรายได้เพิ่มขึ้น อิรักอ้างว่าการที่ราคาน้ามันในตลาดโลกลดลงเพราะคูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ลอบผลิตและขายน้ามันเกินโควตา
  • 34. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต  ค.ศ 1914-1961 เมื่อคูเวตได้รับเอกราชในวันที่ 19 มิถุนายน1961 รัฐบาลอิรักอ้างสิทธิว่าคูเวตเป็นส่วนหนึ่งของตนตามหลักเชื้อชาติภูมิศาสตร์ และสังคม แต่สันนิบาตอาหรับรับรองเอกราชของคูเวต ภายหลังสงครามอิรัก-อิหร่านซึ่งกินเวลาถึง 8 ปี ส่งผลให้อิรักบอบช้า มากจากภาระบูรณะประเทศ อิรักต้องเป็นหนี้ต่างประเทศจานวนประมาณ 80,000 ล้านเหรียญ ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา
  • 35. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต  ข้อเรียกร้องที่รุนแรงของอิรักคือให้คูเวตคืนดินแดนที่รุกล้าเข้ามา คือเขต Rumailah oilfield ซึ่งมีน้ามันอุดมสมบูรณ์และขอเช่าเกาะบูมิยัน กับเกาะวาร์บาห์ ในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อให้อิรักขายน้ามันผ่านอ่าวเปอร์เซียโดยตรง โดยมิต้องขายน้ามันทางท่อส่งน้ามันผ่านซาอุดิอารเบียและตุรกีเช่นเดิม
  • 36. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต  สาเหตุ กล่าวโดยสรุป เหตุผลที่อิรักบุกคูเวตในเดือนสิงหาคม 1990 มีดังนี้ 1.แรงกดดันจากหนี้สงครามอิรัก-อิหร่านอิรักจึงต้องการคุมแหล่งน้ามันของโลกคือ คูเวต เพื่อเพิมอานาจต่อรองในการผลิตน้ามันและการกาหนดราคาน้ามัน ่ 2.อิรักไม่มีทางออกทะเลหรือทางอ่าวเปอร์เซีย เพราะมีเกาะบูมิยันและเกาะวาห์บาห์ของ คูเวตขวางทางอยู่อิรักจึงมิอาจขายน้ามันโดยตรงแก่เรือผู้ซื้อได้ ทั้งอิรักยังตกลงกับอิหร่านเรื่องการใช้เมืองท่าบัสราผ่านร่องน้าซัตต์-อัล-อาหรับไม่ได้ อิรักและคูเวตมีกรณีพิพาทดินแดน Rumailah Oilfield แหล่งน้ามันที่ สาคัญมาเป็นเวลานานและหาข้อยุติไม่ได้ อิรักจึงถือโอกาสยึดครองคูเวตด้วยเหตุผลด้าน เศรษฐกิจและยุทธศาสตร์
  • 37. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต  นอกจากนี้อิรักยังกล่าวหาว่าระหว่างอิรักทาสงครามกับอิหร่านเป็นเวลา8ปี คูเวตได้ขยายพรมแพนล่วงล้าเข้ามาทางใต้ของอิรัก4 กิโลเมตรเพื่อตั้งค่ายทหารและตั้งสถานีขุดเจาะน้ามันเป็นการขโมยน้ามันของอิรัก ยิ่งไปกว่านั้น อิรักทาสงครามกับอิหร่านในนามชาติอาหรับและเพื่อความมั่นคงของชาติอาหรับทั้งมวล จึงสมควรที่คูเวตต้องช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการทาสงคราม
  • 38. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต ปฏิกริยาของประเทศต่างๆ ปฏิกริยาของประเทศต่างๆ แยกเป็น 2 กลุ่ม คือ สหประชาชาติ ชาติอภิมหาอานาจ รวมถึงกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก เห็นตรงกันที่ต้องรักษาดุลอานาจในตะวันออกลาง คณะมนตรีความมั่นคง แห่งสหประชาชาติมีมติเป็นเอกฉันท์ประณามการรุกรานและเรียกร้องให้ อิรักถอนทหารออกจากคูเวตโดยไม่มีเงื่อนไขมติของคณะมนตรีความมั่นคง อันดับต่อมาคือการประกาศคว่าบาตรทางเศรษฐกิจแก่อิรักและคูเวต ยกเว้นอุปกรณ์ทางการแพทย์และอาหร เพื่อเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่ อิรักก็ไม่ได้ปฏิบัติตามมติของสหประชาชาติ
  • 39. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสหรัฐอเมริกาดาเนินการต่างๆ เพื่อเรียกร้องนานาชาติกดดันให้อิรักถอนทหารออกจากคูเวตภาพของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน กลายเป็นวีรบุรุษชาวอาหรับที่กล้าท้าทายโลกตะวันตก สาเหตุที่สหรัฐอเมริกามีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงนั้น เพราะอิรักทาลายผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลาง และแสนยานุภาพของอิรักอาจเป็นอันตรายต่ออิสราเอลพันธมิตรที่ดีของสหรัฐอเมริกาในอนาคตอีกด้วย
  • 40. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต กลุ่มประเทศอาหรับด้วยกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ อิยิปต์ ซีเรีย ซาอุดิอารเบีย เรียกร้องให้อิรักถอนทหารออกจากคูเวต สนับสนุนการเข้ามาของกองกาลังพันธมิตรและถือว่าตนปฏิบัติตามมติ ของสหประชาชาติ จอร์แดน เยเมน ตูนีเซีย แอลจีเรียและองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ กลุ่มนี้เรียกร้องให้ชาติอาหรับเจรจาหาทางแก้ปัญหากันเองโดยไม่ต้อง ให้เป็นภาระขององค์การระดับโลกนอกจากนี้ยังมองว่าการปฏิบัติตาม มติของสหประชาชาติเท่ากับเป็นการรังแกชาวอาหรับด้วยกันเอง
  • 41. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต ผลของสงคราม เมื่อสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรประเทศต่างๆ ส่งกาลังเข้าไปในซาอุดิ อารเบียเพื่อป้องกันการรุกรานของอิรัก อิรักหันไปฟื้นฟูความสัมพันธ์กับ อิหร่าน ซึ่งเป็นศัตรูของสหรัฐอเมริกาและเคยเป็นศัตรูของอิรักเองใน สงครามอิรัก-อิหร่าน อิรัก-อิหร่านได้ทาการแลกตัวประกันจานวน 70,000 คน และอิรักได้ถอนทหารของตนออกจากดินแดนของอิหร่าน ซึ่งอิรักยึด ครองมาตั้งแต่สงครามอิรัก-อิหร่าน การกระทาของอิรักชี้ให้เห็นว่าอิรัก ต้องการให้สถานการณ์ด้านอิหร่านสงบ เพื่อไม่ต้องพะวงศึกสองด้าน
  • 42. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต  กองกาลังนานาชาติเพิ่มจานวนเข้าไปในซาอุดิอาระเบียมากขึ้น เป็นครั้งแรกที่สองอภิมหาอานาจมีความเห็นตรงกันในการแก้ปัญหาการรุกรานคูเวตของอิรัก ส่วนอิรักตอบโต้มติสหประชาชาติด้วยการเพิ่มกาลังเข้าไปในคูเวต อิรักมีศักยภาพทางทหารสูงกว่าประเทศอาหรับอื่นๆ คือมีทหารประจาการถึง 1 ล้านคนและมีอาวุธเคมีอาวุธชีวภาพ ซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงแต่ต้นทุนการผลิตต่า อาวุธเหล่านี้อิรักได้รับความช่วยเหลือบ้างจากประเทศยุโรปตะวันตกในช่วงทาสงครามกับอิหร่าน
  • 43. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต  สงครามอ่าวเปอร์เซียเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 1991 ภายหลังจากประธานาธิบดีจอร์ช บุช แห่งสหรัฐอเมริกาสามารถดาเนินวิธการทางการฑูตให้สหประชาชาติลงมติให้อิรักถอนทหารออกจากคูเวตโดยเด็ดขาดภายใน 15 มกราคม 1991 มิฉะนั้นกองกาลังพันธมิตรจะใช้มาตรการบังคับด้วยกาลังต่ออิรัก เมื่อครบกาหนดเส้นตาย สหรัฐอเมริกาเปิดฉากโจมตีทางอากาศนในอิรักและคูเวตด้วยยุทธการพายุทะเลทราย กองกาลังพันธมิตรร่วมมือโจมตีอิรักอย่างต่อเนื่อง อิรักซึ่งอยู่ในฐานะเป็นรองพยายามดึงอิสราเอลเข้าร่วมสงครามโดยยิงจรวดสกั๊ดโจมตีเมืองเทลอาวีปและเมืองท่าไฮฟา
  • 44. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต 
  • 45. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต หากอิสราเอลหลงกลตอบโต้อิรัก อิรักก็จะได้ประเทศอาหรับที่เป็นศัตรูกับอิสราเองมาเสริมกาลัง แต่ความพยายามของประธานาธิบดีซัดดัมล้มเหลว เมื่อสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรสามารถยับยั้งมิให้อิสราเอลใช้กาลังตอบโต้สงครามดาเนินต่อไปด้วยความร่วมมือของฝ่ายพันธมิตร ปฏิบัติการพายุทะเลทราย ได้ดาเนินมาถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1991 หลังจากนั้นกองกาลังพันธมิตรได้เปิดฉากการโจมตีภาคพื้นดินต่ออิรัก ในระยะเวลาเพียง100 ชั่วโมงกองกาลังพันธมิตรก็ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการยึดคูเวตมาได้สาเร็จในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นั่นเอง
  • 46. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต หลังจากอิรักยึดครองคูเวตเป็นเวลานานกว่า6 เดือน ข้อควรพิจารณาจากสงครามอ่าวเปอร์เซียคือ บทบาทที่เด่นชัดของสหประชาชาติในการระงับกรณีพิพาททั้งวิธีการฑูตและกาลังทหาร รวมทั้งการคว่าบาตรทางเศรษฐกิจ มาตรการต่างๆ เหล่านี้สหประชาติาจะเลือกใช้ตามความเหมาะสมอย่างไรก็ตาม บทบาทของสหประชาชาติในสงครามอ่าวเปอร์เซียอยู่ภายใต้การชี้นาของสหรัฐอเมริกาอย่างชัดเจนด้วยเวทีทางการฑูตและการทหารแสดงให้เห็นว่า บทบาทผู้นาโลกของสหรัฐอเมริกาลดความศักดิ์สิทธิ์ลงในสถานการณ์การเมืองโลกปัจจุบัน
  • 47. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต  แม้สงครามอ่าวเปอร์เซียยุติตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 1991 แล้วก็ตามมาตรการคว่าบาตรของสหประชาชาติได้บีบคั้นเศรษฐกิจของอิรักมากขึ้นกว่าเดิม ประชาชนอดอยากขาดแคลนอาหารและยารักษาโรคจนมีสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมและต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ในเดือนพฤศจิกายน 1991นั้น สหประชาชาติได้จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษตรวจสอบอาวุธของอิรัก เข้าไปตรวจสอบแหล่งผลิตและที่ซ่อนอาวุธเคมีอาวุธนิวเคลียร์ และอาวุธชีวภาพของอิรัก เพื่อให้อิรักทาลายล้างอาวุธเหล่านี้หลังจากนั้นสหประชาชาติจะยกเลิกมาตรการคว่าบาตรต่ออิรัก
  • 48. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต ความร่วมมือระหว่างประเทศมหาอานาจเป็นสิ่งจาเป็นนอกจากนั้น ยังแสดงให้เห็นความสาเร็จเป็นครั้งแรกที่สหประชาชาติสามารถออกมติเพื่อลงโทษประเทศสมาชิกที่ละเมิดกฏบัตรด้วยการรุกรานประเทศอื่น ทั้งนี้เป็นผลของการยุติการเผชิญหน้าของสองอภิมหาอานาจและความจาเป็นของการร่วมมือของประเทศทั้งสอง
  • 49. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต  เมื่อ ค.ศ.1997 อิรักได้ขับไล่ชาวอเมริกันออกจากทีมงานอันสคอมโดยกล่าวหาว่า ชาวอเมริกาคนหนึ่งเป็นสายลับ ซึ่งสหรัฐอเมริกาปฏิบัติคากล่าวหานี้ การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและอันสคอมกับอิรักได้ตึงเครียดมาตามลาดับ
  • 50. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต  ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหประชาชาติกับอิรักได้เกิดขึ้นเป็นระยะๆตั้งแต่อันสคอมถูกส่งเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในอิรักจนถึงปัจจุบัน อิรักจะขัดขวางการทางานของอันสคอมอยู่เสมอๆ เช่นกันนอกจากนี้ในเดือนสิงหาคม 1992 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้จัดตั้งเขตห้ามบินทางตอนใต้ของอิรักและขยายมายังตอนเหนือเพิ่มขึ้นในเดือนกันยายน1996 ภายหลังสหรัฐอเมริกาได้โจมตีทางตอนใต้องอิรักอีก เพื่อเป็นการตอบโต้อิรักปราบปรามชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดอย่างรุนแรง
  • 51. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต  ค.ศ.1998 เมื่ออิรักขัดขวางเจ้าหน้าที่อันสคอม(ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ รวมทั้งไทย)ไม่ให้เข้าไปตรวจสอบอาวุบริเวณทาเนียบประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน นายโคฟี อันนามเลขาธิการสหประชาชาติเดินทางไปเจรจากับประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน เพื่อยุติการเผชิญหน้าระหว่างอิรักกับสหรัฐอเมริกา อิรักยินยอมให้อันสคอมตรวจสอบอาวุธบริเวณทาเนียบประธานาธิบดี อันสคอมร้องเรียนสหประชาชาติว่าอิรักไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร และยังขัดขวางการปฏิบัติงานของอันสคอมอีกด้วย
  • 52. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต  การเผชิญหน้าระหว่างอิรักและสหรัฐอเมริกาทวีความรุนแรงมากขึ้นในเดือนธันวาคม 1998 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาเตือนอิรักว่า อาจจะมีการโจมตีอิรักได้ทุกเวลาหากอิรักยังคงขัดขวางการปฏิบัติงานของอันสคอม 16 ธันวาคม 1998 เจ้าหน้าที่ของอันสคอมต้องเดินทางออกจากอิรักเพราะเกรงจะได้รับอันตรายจากอิรัก และเช้าตรู่ของวันรุ่นขึ้น ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ได้ส่งกาลังทหารไปยังอ่าวเปอร์เซียร่วมกับกองกาลังทหารอังกฤษเพื่อยิงถล่มอิรักภายใต้ปฏิบัติการชื่อ “ปฏิบัติการจิ้งจอกทะเลทราย”เป็นเวลา 4 วัน
  • 53. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส รวมทั้งบรรดาชาติอาหรับอื่นๆ ต่างประณามการกระทาของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยุติการโจมตีอิรักส่วนสมาชิกนาโต ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ต่างสนับสนุนมาตรการแข็งกร้าวของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ปัญหาอิรักคือปัญหาที่ท้าทายบทบาทของสหประชาชาติ ในเวลาเดียวกันก็เป็นปัญหาภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาที่ชี้นาและดาเนินการโดยพลการในนามสหประชาชาติ ถือเป็นการละเมิดกฏบัตรสหประชาชาติและหลักการของประชาคมโลก
  • 54. ความขัดแย้งระหว่างอิรัก-คูเวต  นายโคฟี อันนาม กล่าวแสดงความรู้สึกของเขาว่า “วันนี้เป็นวันที่น่าเศร้าของยูเอ็นและชาวโลก ผมได้ทาทุกสิ่งเท่าที่มีอานาจหน้าที่สร้างความสงบตามปณิธานของยูเอ็น เพื่อระวังการใช้กาลัง สิ่งนี้ไม่ใช่ของง่าย เป็นกระบวนการเจ็บปวดไม่มีที่สิ้นสุด”
  • 55. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล  ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล มิได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างประเทศต่อประเทศอย่างเช่นความขัดแย้งระหว่าง อินเดียกับปากีสถาน หรือระหว่างกลุ่มประเทศ เช่น ระหว่างกลุ่มอักษะประเทศกับกลุ่มสัมพันธมิตร ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่านั้น แต่มันเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชาติสองชนชาติ และระหว่างอุดมการณ์สองอุดมการณ์ เป็นความขัดแย้ง ระหว่างกลุ่มผู้ถือศาสนาหนึ่ง กับกลุ่มผู้ถือศาสนาอีกศาสนาหนึ่ง ซึ่งก็กระจายอยู่ทั่วโลก ทั้งสองศาสนานั้น ค่อนข้างใกล้ชิดกัน ศาสดาของศาสนาหนึ่ง ก็เป็นศาสดาของอีกศาสนาหนึ่งด้วย
  • 56. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล  อีกทั้งบรรพบุรุษของชนชาติทั้งสองนี้ เมื่อย้อนยุคไปจนถึงที่สุดก็เป็นคนๆ เดียวกัน แต่ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายนี้ กลับยาวนาน ยืดเยื้อไม่สิ้นสุด มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ เรื่องที่สาคัญ ก็คือ ความขัดแย้งอาจจะบานปลาย จนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สามก็ได้ ซึ่งที่มาของของปัญหาเล่านี้ก็มีเหตุผลที่ลึกซึ้งและต้องมองให้ลึกตั้งแต่ประวัติของชนชาติทั้งสองชนชาติทั้งชาวยิว และชาวอาหรับ
  • 57. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ประวัติทางศาสนา เรื่องที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ของศาสนา ที่สาคัญสองศาสนา คือ คริสต์ศาสนาและศาสนาอิสลาม (อาจรวมถึงศาสนายิว หรือจูดายด้วย) ก็ คือศาสดาอับราฮัมผู้เป็นบิดาแห่งชาวยิว และเป็นศาสดาท่านหนึ่งของ ศาสนาอิสลามด้วย นั้น ท่านมีภริยาสองคน เชื้อสายของท่านจากภริยาคน แรก (นางซารอฮ หรือซารา คือ ลูกหลานของอิสฮาก (หรือไอแซค) นั้นคือ ชนชาวอาหรับ ส่วนเชื้อสายจากภริยาคนที่สอง (นางฮาญัรหรืออากัร) คือ ลูกหลานของอิสราเอล (อิชมาเอลหรืออิสมาอีล) ก็คือ ชนชาวยิว
  • 58. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ประวัติทางศาสนา ตามพระคัมภีร์ของคริสต์ศาสนา-พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ว่า ถึงแม้ว่าอิสฮากจะเป็นทายาทที่แท้จริง ของท่านศาสดาอับราฮัม (หรืออิบรอ ฮีม) ก็ตาม แต่อิชมาเอลและลูกชายทั้งสิบสองคนของเขา ก็จะกลายเป็นชน ชาติที่ยิ่งใหญ่ด้วย บุตรหลานของลูกชายสิบสองคนของนางฮากัรก็คือชาวยิว สิบสองเผ่านั่นเอง พระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ด้วยว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงปรากฏ ตัวต่อหน้า อับราฮัมและทรงสัญญาว่าจะมอบดินแดนคะนาอัน (ซึ่งต่อมาก็ คือ ดินแดนาเลสไตน์) ให้แก่ลูกหลานของท่านด้วยอับราฮัมจึงได้ไปอยู่ที่คะ นาอัน
  • 59. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอลประวัติทางศาสนา ฮาก แต่เข้ากับชาวคะนาอันไม่ได้ ส่วนอิส บุตรชาย ของท่านกลับเข้ากับ ชาวเมืองคะนาอัน ได้ดี นั่นคือชาวอาหรับลูกหลานของอิสฮาก อาศัย อยู่ในดินแดนคะนาอันก่อนแล้ว มีชื่อว่าชาวฟิลิ สตีน (ปาเลสไตน์นั่นเอง) ต่อมาอีกนานคือ ประมาณ 1400 ปี ก่อน ค.ศ.
  • 60. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ประวัติทางศาสนา อียิปต์ ได้เข้ามาปกครองชาวยิว โมเสส(ซึ่งเป็นศาสดาอีกท่านหนึ่งของ ชาวยิวและชาวมุสลิมด้วย)ได้รับคาสั่งจากพระผู้เป็นเจ้า ให้ไปช่วยชาวยิวให้หนี จาก น้ามือชาวอียิปต์โดยพระองค์ทรงช่วยแหวกน้าทะเลให้ โมเสสจึงนาชาวยิวหนี จากอียิปต์เข้ามาในดินแดนคะนาอัน (หรือปาเลสไตน์) ซึ่งมีชนเผ่าต่าง ๆอาศัย อยู่เป็นจานวนมากแล้ว นี่คือ เรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลและกุรอาน
  • 61. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นั้น ดินแดนปาเลสไตน์ ตั้งอยู่แถบ ชายฝั่งตะวันออก ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งรวมอิสราเอลปัจจุบันนี้กับ จอร์แดนและอียิปต์ด้วย ชาวฮิบรู (หรือยิว) ซึ่งเดิมเป็นพวกเร่ร่อนอยู่ใน ทะเลทรายปาเลสไตน์แถบแหลมสินาย ต้องการจะพิชิตดินแดนปาเลสไตน์ จึงยกพวกข้ามดินแดนจอร์แดนมา ในดินแดนปาเลสไตน์ (คะนาอัน)ภายใต้ ผู้นาซึ่งมีชื่อว่าโจชัว ได้ฆ่าและขับไล่ชาวพื้นเมืองออกไปและทาลาย วัฒนธรรมคะนาอัน (ซึ่งเคยเป็นอู่อารยธรรมหนึ่งในสี่แห่งของโลกเก่า)
  • 62. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ชาวฮิบรู เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ใน หุบเขาอันสมบูรณ์ทางภาคเหนือ แล้วขยายดินแดนมารุกราน ชาวฟิลิสตีนซึ่งอยู่ตามแนวฝั่งทะเลเมดิเตอร์เร เนียน พระคัมภีร์ไบเบิลได้ กล่าวคือ ความเป็นปรปักษ์ระหว่างชาวฮิบรูกับ ชาวฟิลิสตีน(คือชาวยิวกับปาเลสไตน์) ไว้ใน Book of Judge บทที่ 18ต่อมากษัตริย์เดวิด ได้บดขยี้ชาวฟิลิสตีนและรวบรวมดินแดนคะนาอัน ทั้งหมด ไว้ใต้อานาจของพระองค์และได้สร้างอาณาจักรฮิบรูขึ้นเป็นครั้งแรก ในที่ซึ่งเป็นประเทศจอร์แดนปัจจุบันนี้ และขยายดินแดนไปถึงแม่น้ายูเฟร ติส ในราว 1000 ปีก่อนค.ศ.
  • 63. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ นี่คือจุดเริ่มต้นของคริสต์ศาสนาซึ่งแพร่หลายไปแทนที่ศาสนาจูดาย ชาวฮิบรูได้กลายเป็นชนส่วนน้อย ในดินแดนนั้น และยอมรับนับถือคริสต์ ศาสนานอกนั้นอยู่กระจัดกระจายตามแถบ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือ ในบา บิโลเนีย (อิรัก) อียิปต์ ซีเรีย เอเชียน้อย กรีซและโรม ในปี ค.ศ.300 ชาวยิว จานวนมาก อพยพไปจากปาเลสไตน์ เพราะถูกชาวโรมันรังควานตาม ประวัติศาสตร์ ที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า ชาวยิว ตั้งอาณาจักรอยู่ใน ดินแดนปาเลสไตน์ ได้เป็นระยะเวลา สั้นๆ เท่านั้น และพวกเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของชนเผ่าอื่นๆ ซึ่งอยู่ในดินแดนนั้น
  • 64. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ในรัชสมัยของกษัตริย์โซโลมอน โอรสของเดวิด ชาวยิวมีอานาจสูง สุดแต่พอสิ้นชีวิตของกษัตริย์พระองค์นี้อาณาจักรฮิบรู ก็แตกแยกเพราะการ ทะเลาะเบาะแว้ง ในหมู่ชาวฮิบรูเอง ชนชาติอื่นจึงเข้ามาครอบครองดินแดน นั้นต่อไป ชาวฮิบรูสิ้นอานาจ ในดินแดนปาเลสไตน์ในปี 586 ก่อน ค.ศ. ปาเลสไตน์ หรือคะนาอัน ถูกชนชาติอื่นปกครอง ต่อมาคือ เปอร์เซีย กรีก โรมัน ประชาชนในดินแดนนี้ ได้รับความกดขี่ จนกระทั่งศาสดาเยซู (หรืออี ซา)ปรากฏขึ้น ท่านเป็นชาวฮิบรู ได้พยายามประสานความสามัคคี ระหว่าง เผ่าต่างๆในปาเลสไตน์เข้าด้วยกัน และท้าทายอานาจของโรมัน ท่านจึงถูก จับตรึงกางเขน
  • 65. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์  ต่อมาความเชือนี้ได้กลายเป็นขบวนการทางการเมือง ่ และอุดมการณ์ซึ่งมีชื่อว่า ไซออนนิสม์ (ไซออนเป็นชื่อภูเขาลูก หนึงในดินแดปาเลสไตน์) แต่ก็เกิดข้อสงสัยว่า ชาวยิวต้องการ ่ ดินแดนปาเลสไตน์ ก็ควรขัดแย้งกับชาวปาเลสไตน์เท่านั้น แต่ ทาไมชาวอาหรับทั้งหมด จึงต้องมาขัดแย้งกับชาวยิวด้วย ซึ่ง ความจริงมีอยู่ว่าดินแดนปาเลสไตน์นั้น ตั้งอยู่ในภูมภาคซึ่ง ิ ปัจจุบันนี้ เรียกว่า ตะวันออกกลาง หรือเอเชียตะวันตก เมือ่ ศาสนาอิสลามเกิดขึ้น ในแหลมอารเบีย ในคริสต์ศตวรรษที่ 7 และต่อมาได้ขยายไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ประชากรใน ภูมิภาคนันต่างก็รบนับถือศาสนาอิสลาม (ซึ่งเรียกว่ามุสลิม คือ ้ ั ผู้นับถือศาสนาอิสลาม)
  • 66. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ส่วนชาวปาเลสไตน์นั้นอยู่ในดินแดนนั้นมาเป็นเวลานับพันๆ ปีมาแล้ว ชาวยิวในปาเลสไตน์ที่นับถือศาสนาจูดาย มีอยู่เป็นจานวนน้อยพวกนี้แหละ ที่มีสิทธิจะเรียกตัวเองว่าเป็นเชื้อสายของ ศาสดาอับราฮัม และเป็นชาว ปาเลสไตน์จริงๆ ดังนั้น การที่จะอ้างว่าชาวยิวทุกคนต้องมีสิทธิ์ ในดินแดน ปาเลสไตน์นั้น จึงฟังไม่ขึ้น แต่กระนั้นหลักการที่พวกเขายึดถือก็คือความ เชื่อของชาวยิวที่ว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาว่าจะมอบดินแดนนี้ ให้แก่พวก เขาอีกประการหนึ่ง การที่ชาวยิวต้องกระจัดกระจายไปอยู่ในประเทศต่างๆ โดยอาศัยอยู่ในชุมชนยิวที่อัดแอ ไม่สะดวกก็ยิ่งทาให้พวกเขากระตือรือร้นที่ จะกลับมายัง ดินแดนนี้มากขึ้น
  • 67. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล  ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ชาวปาเลสไตน์ ก็เป็นหนึ่งในจานวนนั้น และศาสนาอิสลามยึดหลักความเป็นพี่น้องกันระหว่างชาวมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด หากพี่น้องมุสลิม ณ ที่หนึงที่ใดได้รับความ ่เจ็บปวด มุสลิมซึงอยู่ที่อื่น ก็ย่อมเจ็บปวดไปด้วยชาวปาเลสไตน์นั้นเป็นชาวอาหรับมาตั้งแต่ ่ต้น เดิมรับนับถือศาสนาคริสต์แต่ได้รับการกดขีจากชาวโรมัน จึงหันมารับนับถือศาสนา ่อิสลาม สังคมของชาวปาเลสไตน์จึงมีลกษณะแบบอาหรับและมุสลิม นับเป็นครั้งแรกทีมี ั ่ชุมชนอาหรับทีแท้จริงเกิดขึ้น ในปาเลสไตน์ มีการปกครองของตนเองแต่ก็เป็นส่วนหนึงของ ่ ่โลกอิสลาม ในด้านการเมืองและศาสนาต่อมาอาหรับ ได้เข้ามาปกครองปาเลสไตน์ ในค.ศ.640 โดยเคาะลีฟะฮอุมัรที่ 1 ต่อมา ปีค.ศ.847 ตุรกีเข้ามายึดอานาจปกครองดินแดนนี้จนถึงศตวรรษที่ 18
  • 68. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์  แต่ในศตวรรษที่ 18 อาณาจักรตุรกี (ออตโตมาน)เริ่มเสือมโทรม ประเทศ ่มหาอานาจต่างๆ ในยุโรปหมายจะเข้ามามีอานาจแทนทีตุรกี เช่นกษัตริย์นโปเลียนของ ่ฝรั่งเศส แต่ก็ตีปาเลสไตน์ไม่สาเร็จ กล่าวกันว่าตอนที่นโปเลียนจะยาตราทัพเข้าซีเรีย (ซึ่งรวมกับปาเลสไตน์)นั้น พระองค์ได้เชื้อเชิญชาวยิว ทั้งในทวีปเอเชียและแอฟริกามาอยู่ใต้การปกครองของพระองค์ เพื่อจะสร้างปาเลสไตน์ ให้เป็นอาณาจักรยิว แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองใน ค.ศ.1832 อิบรอฮีม ปาชา ผู้นาอียิปต์เข้าครองปาเลสไตน์แทนตุรกี ต่อมาอีก8 ปีชาวปาเลสไตน์กลับไปเข้ากับตุรกีต่อสู้กับอียิปต์ กองทัพของตุรกี อังกฤษและรัสเซียเป็นฝ่ายมีชัย อังกฤษจึงเข้ามามีอานาจ ในตะวันออกกลางได้อังกฤษสนใจปาเลสไตน์เป็นพิเศษเพราะเป็นทางเชื่อมมาถึงอินเดียได้ แต่อังกฤษต้องแข่งขันกับฝรั่งเศสและรัสเซีย ซึ่งต่างก็ต้องการมีอิทธิพลที่นั่นด้วย ในที่สุดอังกฤษก็ได้พบวิธีการซึ่งช่วยอังกฤษ แย่งปาเลสไตน์มาจากตุรกีและผนวกเข้าใต้การปกครองแบบอาณัติของอังกฤษได้ วิธีการนั้น มาในรูปของขบวนการ ไซออนนิสม์แห่งยุโรปนั่นเอง
  • 69. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์  ไซออนนิสม์ คือ ขบวนการการเมืองนานาชาติ ของชาวยิวกลุ่มหนึ่ง(มิใช่ทั้งหมด) มีวัตถุประสงค์จะผูกพันชาวยิวในโลกไว้ด้วยพันธะด้านเชือชาติ ให้กลายเป็นชนชาติที่ ้ ยิ่งใหญ่ โดยมีศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมอยู่ที่รัฐอิสราเอล พวกไซออนนิสม์ ทาการต่อสู้เพื่อจัดตั้งมาตุภูมิของชนชาติยิวขึ้น ในประเทศปาเลสไตน์ โดยความเชื่อทีวา ่่ พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานดินแดนนั้น ให้แก่พวกตน และพวกตนเคยเป็นเจ้าของ ดินแดนนี้ มาแต่ครั้งโบราณ โดยไม่ยอมรับความจริงที่ว่า การทีชาวยิวมาครอบครอง ่ ดินแดนปาเลสไตน์ ในสมัยไบเบิลนั้น เป็นเพียงเหตุการณ์ตอนหนึง ในประวัติศาสตร์ ่ อันยาวนานของประเทศนี้ เท่านั้น
  • 70. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ และเชื้อสายของชาวยิวที่อยู่ใน ปาเลสไตน์ ก็เกือบจะหมดสิ้นไปแล้ว ตั้งแต่ศตวรรษที่หนึ่ง อีกทั้งยิวก็ไม่ใช่ ผู้ อาศัยคนแรกในปาเลสไตน์หรือเป็น เจ้าของปาเลสไตน์ด้วยผู้ตั้งลัทธิไซออน นิสม์ มีชื่อว่า นายเธียวดอร์ เฮอร์เซิล เป็นชาวยิวสัญชาติฮังกาเรียน อาชีพของ เขา คือ นักหนังสือพิมพ์
  • 71. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ อันที่จริงนั้นได้มีผู้เสนอ ให้จัดตั้งรัฐยิวขึ้นที่อื่นมาแล้ว เช่น ดร.แอง เจโลแรพโพพอร์ท และนายอับราฮัม กาแลนท์ เสนอให้จัดตั้งในประเทศ ซูดาน (ในทวีปแอฟริกา)เพราะในนั้นมีประชากรอยู่น้อย แต่องค์การไซออน นิสม์ ก็ไม่สนใจเพราะปักใจจะเอาปาเลสไตน์อยู่แล้ว ผู้นาขบวนการไซออน นิสม์หัวรุนแรงคนหนึ่ง คือนายยาโบตินสกี้ ได้เรียกร้องให้ตั้งรัฐยิวขนาด ใหญ่ ซึ่งจะรวมเอาฝั่งตะวันออกของจอร์แดนและดินแดนโพ้นทะเลเมดิเตอร์ เรเนียน จนถึงแม่น้ายูเฟรติส มารวมไว้ด้วย
  • 72. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ มีความคิดว่าวิธีเดียวที่จะแก้ไขปัญหา ความเป็นปรปักษ์กับชาว เซ มิติค (ลัทธิแอนตี้-เซมิติสม์คือ ลัทธิที่เกลียดชังชาวยิวและศาสนาจูดาย ซึ่ง เริ่มขึ้นโดย นักหนังสือพิมพ์ชาวเยอรมนี ผู้มีนามว่า วิลเฮล์ม มารร์) ของชาว ยุโรปได้ ก็คือการจัดตั้งรัฐมาตุภูมิของชนชาติยิวขึ้น นายเฮอร์เซิลชักชวน ตัวเองให้เชื่อ (ทั้งๆที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเลย) ว่าปาเลสไตน์เป็นแผ่นดิน ที่ไม่มีผู้คนจึงเหมาะที่จะให้เป็นที่อยู่ของชนชาติที่ไม่มีดินแดนอยู่ (คือยิว) ทั้งๆที่ตอนนั้น ในปาเลสไตน์มีชาวอาหรับอาศัยอยู่แล้วประมาณ 700,000 คน และมีชาวยิวประมาณ 56,000 คน
  • 73. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ นี่คือปรัชญาที่กาหนดทิศทางทาง การเมืองของอิสราเอลมาจนถึงทุก วันนี้ในระยะต้นๆ นั้น การที่ชาวยิวมาอยู่ร่วมกับ ชาวอาหรับในปาเลสไตน์ ก่อนหน้าจะมีลัทธิไซออนนิสม์ขึ้นนั้น ชาวอาหรับ มิได้รังเกียจรังงอนอะไรแต่ ในต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อขบวนการไซออนนิสม์ดึงดันจะเข้ามาครอบครอง ปาเลสไตน์ให้ได้ ชาวอาหรับ ก็ได้คัดค้านความพยายามนั้นเป็นเสียงเดียวกัน พวกเขาถือว่า ชาวอาหรับครอบครองปาเลสไตน์ มาช้านานแล้วและกาลังอยู่ ในปาเลสไตน์ ในตอนนั้นด้วยจึงยอมให้ชาวยิวเข้ามาเป็นเจ้าของประเทศ ไม่ได้
  • 74. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ นายเชม วีซมานน์ ผู้นาคนหนึ่งของลัทธิไซออนนิสม์ได้เที่ยวขอร้องรัฐบาล ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งผู้คนจานวนมากโดยเน้นอย่างฉลาดถึงผลประโยชน์ ร่วมกันระหว่างประเทศเหล่านั้นกับองค์การไซออนนิสม์สากลและใช้ความสนิท สนมกับบุคคลสาคัญ ๆเป็นเครื่องมือของพวกไซออนนิสม์สามารถบีบคั้นทาง การเมืองแก่รัฐบาลของประเทศตะวันตกโดยมุ่งไปที่อังกฤษฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา
  • 75. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ จนกระทั่งรัฐบาลอังกฤษซึ่งตอนนั้นมีเซอร์เชอร์ชิล เป็นนายกรัฐมนตรีถูก ผู้แทนของประธานาธิบดีวิลสันแห่งสหรัฐอเมริการบเร้าจนได้ประกาศคาประกาศ บัลโฟร์ออกมาเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 1947เป็นคาประกาศสนับสนุนการจัดตั้ง รัฐยิวขึ้นในปาเลสไตน์และกล่าวว่ารัฐบาลอังกฤษจะพยายามอย่างดีที่สุดที่จะให้ การนี้บรรลุความสาเร็จคาประกาศนี้มีในรูปของจดหมาย
  • 76. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ ซึ่งนายอาเธอร์ บัลโฟร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษสมัยนั้นเขียนถึง ลอร์ดนอร์ธสไชด์นายธนาคาร ชาวฝรั่งเศส ต่อมาฝรั่งเศสอิตาลีและสหรัฐอเมริกา ก็รับรองคาประกาศนี้อังกฤษได้ส่งชาวยิวจากประเทศอังกฤษไปยังปาเลสนไตน์ เพื่อทาให้คาประกาศบัลโฟร์เป็นผลสาเร็จขึ้นมานอกจากนั้นก็มีชาวยิวจาก ประเทศอื่น ๆ อพยพเข้ามาอีก โดยอังกฤษได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการอพยพ เข้าประเทศขึ้นทาให้มีโควต้าชาวยิวที่จะอพยพเข้าและยังได้ออกกฎหมายแบ่งสัน ที่ดินและตั้งหลักแหล่งชาวยิวขึ้น
  • 77. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ นอกจากนั้นอังกฤษยังออกกฎหมายให้ชาวยิวใช้ทรัพยากรสินแร่และ จัดทาโครงสร้างพื้นฐานขึ้นได้ชาวยิวจึงมีอานาจควบคุมการชลประทาน การ ไฟฟ้าและการใช้สินแร่ที่สาคัญที่สุดของประเทศมากขึ้นทุกทีมาตรการเหล่านี้ เป็นการเอาเปรียบประชากรส่วนใหญ่คือชาวอาหรับซึ่งเดิมมีจานวนร้อยล่ะ 80 ของประชากรในประเทศ (1922) ประธานาธิบดีทรูแมนแห่ง สหรัฐอเมริกาได้ส่งสาส์นถึงนายเชอร์ชิล คัดค้านการจากัดโควต้ายิวอพยพ และได้ใช้อิทธิพลหว่านล้อมเชอร์ชิลให้ช่วยเหลือ พวกไซออนนิสม์ ชาวยิว
  • 78. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ บางส่วนก็ได้ลักลอบเดินทางเข้าปาเลสไตน์โดยความช่วยเหลือของอเมริกา องค์กรที่เป็นตัวแทนของชาวยิวได้เรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษประกาศว่า ปาเลสไตน์เป็นดินแดนของยิวและชาวปาเลสไตน์ควรจะเป็นชนกลุ่มน้อยที่อยู่ ภายใต้การควบคุมของยิวพวกไซออนนิสม์ในปาเลสไตน์ได้รับความช่วยเหลือทาง การเงินจากชาวยิวที่ร่ารวยในประเทศอื่นๆ และยังได้รับการสนับสนุนรัฐบาล ประเทศตะวันตกที่มีอิทธิพลอีกด้วย ในเดือนเมษายน1918 ได้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการไซออนนิสม์ในปาเลสไตน์ขึ้นอ้างตนว่าเป็นตัวแทนของชาวยิวทั่ว โลกมีหน้าที่ให้คาแนะนาแก่รัฐบาลอังกฤษในปัญหาทุกอย่างเกี่ยวกับการจัดตั้ง รัฐยิว
  • 79. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ คณะกรรมการนี้ได้รับความสนับสนุนจากองค์กรไซออนิสต์สากลซึ่งเกิดขึ้น ในเมืองบาเซิลเมื่อปี ค.ศ. 1897 ในไม่ช้าองค์การตัวแทนชาวยิวนี้ก็ได้กลายเป็น รัฐบาลที่สองคู่กับรัฐบาลอังกฤษในปาเลสไตน์มีสานักงานใหญ่อยู่ในยุโรปและ อเมริกาเป็นผู้พิจารณาอนุมัติในเรื่องที่ชาวยิวจะเข้ามาอยู่ในประเทศได้จัดตั้ง ระบบการศึกษาและสุขาภิบาลขึ้นเพื่อชาวยิว
  • 80. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ ซึ่งถูกขนานนามว่า“เจ้าโลก”นั้นช่วยเหลือสนับสนุนอิสราเอลอยู่ตลอดมา นับตั้งแต่ตอนที่อังกฤษประกาศ “ คาประกาศบัลโฟร์ ” แล้วเช่นยอมรับรองคา ประกาศนั้นและออกเงินสนับสนุนให้ชาวยิวอพยพเข้าประเทศปาเลสไตน์(สมัย ประธานาธิบดีทรูแมน)ทั้งนี้เพราะอเมริกาไม่อยากให้ชาวยิวเข้าไปอยู่ใน สหรัฐอเมริกามากนักเมื่อยิวตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นแล้วอิสราเอลได้รับความช่วยเหลือ จากสหรัฐสองทางด้วยกันคือความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือองค์การที่ขึ้นอยู่กับ รัฐบาลโดยตรง กับความช่วยเหลือทางอ้อมคือความช่วยเหลือจากสถาบันและ องค์การไซออนนิสม์อเมริกันและจากประชาชนอเมริกัน
  • 81. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ โดยเฉพาะยิ่งกว่านั้นนายยาโบตินสกี้ ผู้นาฝ่ายขวาขององค์กรไซออนนิสท์ยัง ได้จัดตั้งกองทัพใต้ดินของยิวขึ้นมีชื่อว่าหน่วยฮากานาห์ ตอนนี้อังกฤษพยายามเกลี้ยกล่อมสหรัฐอเมริกาให้ช่วยรับผิดชอบทางทหารและ ทางการเงินในปาเลสไตน์ด้วยการคัดค้านของชาวอาหรับในการที่ยิวอพยพเข้ามา อย่างมากมายและการที่ชาวอาหรับต่อสู้กับชาวยิว รวมทั้งองค์กรใต้ดินของยิว ต่อสู้กับอังกฤษเพราะอังกฤษไม่ยอมเพิ่มโควต้าชาวยิวอพยพตามที่อเมริกา ขอร้อง ทาให้รัฐบาลหนักใจมากจึงประกาศจะถอนตัวไปจากปาเลสไตน์ในวันที่ 15 พฤษภาคม1948 ทิ้งให้ปาเลสไตน์อยู่ในการดูแลของสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา
  • 82. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ รวมทั้งความช่วยเหลือจากรัฐบาลอื่น ๆ และสถาบันอื่น ๆภายใต้ความ กดดันของรัฐบาลสหรัฐสาหรับด้านทหารและอาวุธยุทธภัณฑ์ มีประจักษ์พยานอยู่ มากมายที่แสดงให้เห็นว่าก่อนที่จะตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นในปี1948 นั้นรัฐบาลสหรัฐ แสร้งทาเป็นมองไม่เห็นการลักลอบขนอาวุธยุทธภัณฑ์จากประเทศต่าง ๆเพื่อให้ พวกผู้ก่อการร้ายไซออนนิสม์ในปาเลสไตน์และยอมให้เงินซึ่งมีผู้อุทิศให้ชาวยิวอ อกจากประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษีเงินเหล่านั้นอิสราเอลนาไปซื้ออาวุธผิด กฎหมายจากเชคโกสโลวาเกียและประเทศคอมมิวนิสต์อื่น ๆ เมื่ออิสราเอล ก่อกาเนิดมาจนถึงปี 1962 สหรัฐได้ให้อาวุธแก่อิสราเอลโดยใช้นโยบาย ดังต่อไปนี้
  • 83. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ คณะกรรมการนี้ได้รับความสนับสนุนจากองค์กรไซออนิสต์สากลซึ่งเกิดขึ้น ในเมืองบาเซิลเมื่อปี ค.ศ. 1897 ในไม่ช้าองค์การตัวแทนชาวยิวนี้ก็ได้กลายเป็น รัฐบาลที่สองคู่กับรัฐบาลอังกฤษในปาเลสไตน์มีสานักงานใหญ่อยู่ในยุโรปและ อเมริกาเป็นผู้พิจารณาอนุมัติในเรื่องที่ชาวยิวจะเข้ามาอยู่ในประเทศได้จัดตั้ง ระบบการศึกษาและสุขาภิบาลขึ้นเพื่อชาวยิว โดยเฉพาะยิ่งกว่านั้นนายยาโบตินสกี้ ผู้นาฝ่ายขวาขององค์กรไซออนนิสท์ยังได้จัดตั้งกองทัพใต้ดินของยิวขึ้นมีชื่อว่า หน่วยฮากานาห์
  • 84. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ ตอนนี้อังกฤษพยายามเกลี้ยกล่อมสหรัฐอเมริกาให้ช่วยรับผิดชอบทางทหาร และทางการเงินในปาเลสไตน์ด้วยการคัดค้านของชาวอาหรับในการที่ยิวอพยพ เข้ามาอย่างมากมายและการที่ชาวอาหรับต่อสู้กับชาวยิว รวมทั้งองค์กรใต้ดิน ของยิวต่อสู้กับอังกฤษเพราะอังกฤษไม่ยอมเพิ่มโควต้าชาวยิวอพยพตามที่ อเมริกาขอร้อง ทาให้รัฐบาลหนักใจมากจึงประกาศจะถอนตัวไปจากปาเลสไตน์ ในวันที่ 15 พฤษภาคม1948 ทิ้งให้ปาเลสไตน์อยู่ในการดูแลของสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกาซึ่งถูกขนานนามว่า“เจ้าโลก”นั้นช่วยเหลือสนับสนุนอิสราเอลอยู่ ตลอดมานับตั้งแต่ตอนที่อังกฤษประกาศ “ คาประกาศบัลโฟร์ ”
  • 85. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ ภายใต้ความกดดันของรัฐบาลสหรัฐสาหรับด้านทหารและอาวุธยุทธภัณฑ์ มี ประจักษ์พยานอยู่มากมายที่แสดงให้เห็นว่าก่อนที่จะตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นในปี1948 นั้นรัฐบาลสหรัฐแสร้งทาเป็นมองไม่เห็นการลักลอบขนอาวุธยุทธภัณฑ์จาก ประเทศต่าง ๆเพื่อให้พวกผู้ก่อการร้ายไซออนนิสม์ในปาเลสไตน์และยอมให้เงิน ซึ่งมีผู้อุทิศให้ชาวยิวออกจากประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษีเงินเหล่านั้นอิสราเอล นาไปซื้ออาวุธผิดกฎหมายจากเชคโกสโลวาเกียและประเทศคอมมิวนิสต์อื่น ๆ เมื่ออิสราเอลก่อกาเนิดมาจนถึงปี 1962 สหรัฐได้ให้อาวุธแก่อิสราเอลโดยใช้ นโยบายดังต่อไปนี้
  • 86. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ คือยอมรับรองคาประกาศนั้นและออกเงินสนับสนุนให้ชาวยิวอพยพเข้า ประเทศปาเลสไตน์(สมัยประธานาธิบดีทรูแมน)ทั้งนี้เพราะอเมริกาไม่อยากให้ ชาวยิวเข้าไปอยู่ในสหรัฐอเมริกามากนักเมื่อยิวตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นแล้วอิสราเอล ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐสองทางด้วยกันคือความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือ องค์การที่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลโดยตรง กับความช่วยเหลือทางอ้อมคือความช่วยเหลือ จากสถาบันและองค์การไซออนนิสม์อเมริกันและจากประชาชนอเมริกันรวมทั้ง ความช่วยเหลือจากรัฐบาลอื่น ๆ และสถาบันอื่น ๆ
  • 87. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์  (1) แอบให้อาวุธแก่อสราเอลอย่างลับ ๆ ิ (2) สหรัฐให้แคนนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนีตะวันตกส่งอาวุธ ให้อสราเอล ิ ในสมัยนายเคนเนดีเป็นประธานาธิบดีนนสหรัฐได้เลิกนโยบายทีจะส่งอาวุธให้ ั้ ่อิสราเอลอย่างลับ ๆ เป็นส่งให้อย่างเปิดเผยโดยอ้างว่าโซเวียตรัสเซียได้ส่งอาวุธให้ฝ่ายอาหรับ “เพื่อให้อิสราเอลมีอาวุธสมดุลกับฝ่ายอาหรับ”แต่ความเป็นจริงนั้นสหรัฐต้องการใช้อิสราเอลเป็นเครืองค้าจุนนโยบายจักรวรรดินิยมใหม่ของสหรัฐนั่นเอง ่
  • 88. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ มีความสัมพันธ์กันด้วยความร่วมมือทาง เศรษฐกิจชาวอาหรับคัดค้านข้อเสนอนี้ โดยอ้างว่า ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย, ความยุติธรรมและ หลักการประชาธิปไตยการแบ่งประเทศไม่เป็นที่ ต้องการของประชาชนส่วนใหญ่แต่สหประชาชาติก็ ตัดสินด้วยการลงคะแนนเสียง33 ต่อ 13 (มีผู้ไม่ ออกเสียง 30 คน) ให้แบ่งปาเลสไตน์คือ
  • 89. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ อิสราเอลจะถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อต้านอาหรับเมื่อฝ่ายอาหรับต่อต้าน ผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาปัญหาเรื่องการปกครองปาเลสไตน์ต่อไปได้ กลายเป็นที่ถกเถียงกันในสมัชชาสหประชาชาติคณะกรรมาธิการพิเศษของ สหประชาชาติเกี่ยวกับปัญหาปาเลสไตน์ได้เสนอแผนการให้แบ่งปาเลสไตน์ ออกเป็นส่วน ๆ โดยมีรัฐอาหรับ รัฐยิว และส่วนที่ไม่เป็นของใครสาหรับกรุง เยรูซาเล็มเมืองหลวงนั้นให้อยู่ในความดูแลของสหประชาชาติรัฐอาหรับและรัฐยิว
  • 90. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ การที่สหประชาชาติตัดสินเช่นนี้เป็นเพราะอิทธิพลทางการเมืองขององค์การ ไซออนนิสม์นั่นเอง และเป็นความอยุติธรรมต่อประชาชนอาหรับผู้อยู่ในประเทศ นี้เป็นอย่างยิ่ง ในปีนั้น (1947) มีชาวยิวที่อยู่มาแต่ดั้งเดิมอยู่เพียง 1 ใน 10 เท่า นั้นเอง ถ้าไม่นับชาวยิวที่อยู่มาก่อนหน้านี้แล้วชาวยิวที่อยู่ในปาเลสไตน์ตอนนั้นก็ เป็นชาวต่างประเทศ คืออพยพมาจากประเทศอื่น ๆทั้งนั้น นอกจากนั้นตามมติ ของสหประชาชาติที่จะยกที่ดินจานวน 14,500 ตารางกิโลเมตร จากที่ดินทั้งหมด 26,323 ตารางกิโลเมตร(คือร้อยละ 57) ให้แก่รัฐยิว
  • 91. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ โดยชาวอาหรับจะเหลือที่ดินอยู่เพียงร้อยละ43 นั้นนับว่าเป็นการไม่ ยุติธรรมอย่างยิ่งมิหนาซ้าที่ดินที่ชาวยิวได้รับยังเป็นที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ในขณะที่ ที่ดินที่ชาวอาหรับได้รับล้วนแต่เป็นภูเขาและทะเลทรายไม่สามารถทาการ เพาะปลูกได้ด้วยเหตุข้างต้นนี้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกิดความขัดแย้งขึ้น ระหว่างชาวอาหรับกับชาวยิวทั้งๆ ที่ชาวยิวมีการผนึกกาลังทางการเมืองเข้มแข็ง กว่าฝ่ายอาหรับฐานะทางการเงินก็ดีกว่าเพราะได้รับการสนับสนุนจากชนชาติยิ วจากแหล่งต่าง ๆและจากสหรัฐอเมริกาด้วย ด้านการฝึกฝนด้านการทหารก็ดีกว่า และมีอาวุธที่ดีกว่าด้วยหลังจากชาวยิวเปลี่ยนองค์การใต้ดินฮากานาห์มาเป็น กองทัพแห่งชาติ
  • 92. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ขบวนการไซออนนิสม์ จากนั้นก็เกิดสงครามระหว่างยิวกับประเทศอาหรับ 4 ประเทศคือ ปาเลสไตน์อียิปต์ ซีเรีย และเลบานอนขึ้นในปี 1948 ในระหว่างการต่อสู้นี้ชาว ปาเลสไตน์อาหรับต้องทิ้งถิ่นที่อยู่ลี้ภัยไปมากกว่าครึ่งสงครามครั้งนี้ยุติลงในเวลา อันสั้นโดยคาสั่งของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ การตั้งรัฐยิวขึ้นครั้ง นี้จึงมีผล 2 ประการคือ เกิดสงครามระหว่างรัฐอิสราเอลกับกลุ่มประเทศอาหรับ และทาให้เกิดปัญหาผู้ลี้ภัยขึ้นถึง 9 แสนคน ส่วนใหญ่หนีไปทางประเทศจอร์แดน และฉนวนกาซา นอกนั้นก็ไปยังประเทศซีเรียและเลบานอน
  • 93. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล การขับไล่ชาวอาหรับออกจากปาเลสไตน์ ซึ่งตั้งใจจะให้ประเทศนั้นกลายเป็นชาวยิวโดยเฉพาะเท่านั้น ดังที่ ดร.เชม วีซมานน์ประธานาธิบดีคนแรกของอิสราเอลกล่าวว่า “จุดมุ่งหมายของไซออน นิสม์ก็คือ ชาวยิวควรยึดประเทศปาเลสไตน์ให้”ได้ ส่วนนายเธียวดอร์ เฮอร์เซิล ก็ มีความคิดว่า“การแก้ปัญหาให้ปาเลสไตน์ก็คือต้องกาจัดชาวอาหรับออกไปจาก มาตุภูมิของพวกเขาให้หมดสิ้น”ดังนั้นความคิดในเรื่อง “การถ่ายเทประชากร”จึง มีอยู่ในสมองของพวกไซออนนิสม์เสมอ นายโยเซฟ วีทซ์ชาวยิวได้กล่าวไว้อย่าง ชัดเจนว่า “ต้องเป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในหมู่พวกเราว่าในประเทศนี้ไม่มีเหลือ พอที่คนสองชาติจะอยู่ร่วมกันได้”
  • 94. ความขัดแย้งระหว่างอาหรับ-อิสราเอล การขับไล่ชาวอาหรับออกจากปาเลสไตน์ ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่นั้นไม่ใคร่จะได้มีการอพยพโยกย้ายโดยถูกบังคับ หรือถอนรากถอนโคนของชนชาติใด ๆ เท่ากับของชาวปาเลสไตน์ ในปี 1948 ชาวปาเลสไตน์ต้องทิ้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและที่ทากิน รวมทั้งทรัพย์สินสมบัติ ของตนไปเป็นผู้ลี้ภัยซึ่งไม่มีทางทามาหากินเกือบล้านคน นอกจากนั้นผู้นาของ ชาวอิสราเอลยังมีแผนการบีบบังคับให้ชาวปาเลสไตน์ต้องออกจากดินแดนของ พวกเขาไปเพื่อตนจะได้เข้าไปครอบครองแทนที่เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของลัทธิไซออนนิสม์
  • 95. ความขัดแย้งในอาฟกานิสถาน 
  • 96. ความขัดแย้งในอาฟกานิสถาน  ในปี 1979 เริ่มมีความเคลื่อนไหวปฏิบัติการของกองโจรอัฟกัน (มูจาฮีดีน) แล้วเหตุการสังหารหมู่นองเลือดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ตารากีถูกฆ่าตาย โดยฮาฟีซูลลาห์ อามินขึ้นรับตาแหน่งประธานาธิบดีแทน ต่อมาอามินก็ถูกฆ่าอีก คราวนี้บับรัก คาร์มาลกลายเป็นประธานาธิบดี สหภาพโซเวียตบุกอัฟกานิสถานในเดือนธันวาคมปี 1979 พอถึงปี 1986 คาร์มาลก็ถูกปลดออกจากตาแหน่ง มี ดร. นาจีบูลลาห์ ซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอหยุดยิงต่อสหภาพโซเวียต ขึ้นรับตาแหน่งแทน แต่ฝ่ายกองโจรมูจาฮีดีนไม่ยอมรับประธานาธิบดีคนนี้ ต่อมากองโจรมูจาฮีดีนได้ชัยชนะครั้งใหญ่ และสหภาพโซเวียตได้ถอนกาลังออกไปในปี 1989
  • 97. ความขัดแย้งในอาฟกานิสถาน  ในปี 1973 รัฐบาลของซาอีร์ ชาห์ ถูกโค่นลงด้วยการปฏิวัติของกองทัพซึ่งนาโดยเดาอุด ข่าน และพรรคพีดีพีเอ (พรรคคอมมิวนิสต์อัฟกัน) ข่านได้ล้มเลิกระบบราชาธิปไตยและประกาศตัวขึ้นเป็นประธานาธิบดีต่อมาก็มีการสถาปนาสาธารณรัฐอัฟกานิสถาน ในปี 1978 ข่านได้ปลดฝ่ายตรงข้ามที่น่าสงสัยออกจากรัฐบาล ทาให้เกิดฝ่ายคอมมิวนิสต์ก่อรัฐประหารนองเลือดขึ้น โดยข่านเสียชีวิตลงในเหตุการณ์ครั้งนี้ ตารากีได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี และได้ลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพกับสหภาพโซเวียต
  • 98. ความขัดแย้งในอาฟกานิสถาน  ฝ่ายกบฏมูจาฮีดีนยังคงต่อสู้กับทหารของนาจีบูลลาห์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 1989 กองโจรอัฟกันได้เลือกซีบาตูลลาห์ โมจาดีดีให้เป็นหัวหน้ารัฐบาลลี้ภัยของตน ในปี 1992 กลุ่มกองโจรดังกล่าวได้บุกเข้ายึดเมืองคาบุลและก่อตั้งรัฐอิสลาม (โดยมีบูร์ฮันนูดิน รับบานีเป็นประธานาธิบดี) ในปี 1994 มีการจัดตั้งกองทหารตาลีบันและเริ่มโจมตีรัฐบาลอิสลามอย่างอุกอาจ ขณะเดียวกัน ดอสตูมและกูลบุดดิน เฮกมัตยาร์ ซึ่งเป็นผู้นาของเฮซไบ-อิสลาม ก็ยังคงขัดแย้งกับรัฐบาลของรับบานีอยู่ตลอด เมืองคาบุลเหลือแต่ซากปรักหักพังของบ้านเรือน กองทหารตาลีบันได้ชัยชนะครั้งใหญ่ในปี 1995 เมื่อถึงเดือนมิถุนายนปี 1996 เฮกมัตยาร์ได้ลงนามในข้อตกลงสงบศึกกับรับบานี และกลับเข้าเมืองคาบุลในฐานะนายกรัฐมนตรี
  • 99. ความขัดแย้งในอาฟกานิสถาน  ในเดือนกันยายน กองทหารตาลีบันได้บีบรับบานีและรัฐบาลให้ออกจากเมืองคาบุล พร้อมกับได้สังหารนาจีบูลลาห์ ในปี 1998 กองทหารตาลีบันได้บุกทางเหนือ และสร้างสมอานาจจนเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดของประเทศแห่งนี้ สงครามในอัฟกานิสถานยังไม่สิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น นับตั้งแต่กองทัพของสหภาพโซเวียตได้ถอนกองกาลังออกไป กลุ่มอัฟกันกลุ่มต่างๆ ก็พยายามกาจัดศัตรูทิ้งไป แม้ว่ากองทหารตาลีบันจะแข็งแกร่งขึ้นมากตั้งแต่ปี 1998 แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายขั้นสุดท้ายได้อยู่ดี การต่อสู้อันรุนแรงเพื่ออานาจยังคงดาเนินต่อไป