การฟื้นฟูเศรษฐกิจในสมัยรัชกาลที่ 1

4,637 views

Published on

0 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
4,637
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
7
Actions
Shares
0
Downloads
0
Comments
0
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

การฟื้นฟูเศรษฐกิจในสมัยรัชกาลที่ 1

  1. 1. การปรับปรุงภาษีอากร1. กาเนิดระบบเจ้าภาษีนายอากร2.เงินค่าผูกปี้ข้อมือจีน3. แก้ไขวิธีการเก็บภาษีอากร4.เงินค่าราชการ
  2. 2. ส่วนใหญ่ทาการค้ากับจีน และค้าขายกับหัวเมืองมลายูพ่อค้าจีนในกรุงเทพฯ ได้ส่งสาเภาไปค้าขายถึงสิงคโปร์และเกาะหมาก การเปลี่ยนแปลงทางการค้าในสมัยรัชกาลที่ 3 มีดังนี้
  3. 3. 1. การค้าโดยการแต่งสาเภาหลวงออกไปค้าขาย2. ผ่อนคลายการค้าแบบผูกขาดและยกเลิกประเพณีการค้าขายของทางราชการบางประการ อันเนื่องมาจากการทาสนธิสัญญาเบอร์นี่กับอังกฤษ3. เรือสินค้าเริ่มเปลี่ยนจากเรือสาเภามาเป็นเรือกาปั่นใบ ซึ่งคนไทยต่อขึ้นครั้งแรกในเดือน ตุลาคม 2378 โดยหลวงนายสิทธิ์( ช่วง บุนนาค )( สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ในสมัยรัชกาลที่ 5 )
  4. 4.  การค้าสาเภาหลวง กาไรจากการผูกขาดการค้าของพระคลังสินค้า ภาษีปากเรือหรือเบิกร่องภาษีสินค้าขาเข้าภาษีสินค้าขาออก
  5. 5. เงินพดด้วง
  6. 6. ตราครุฑเสี้ยว ใช้กับเงินพดด้วงขนาดสิบสลึงตราดอกไม้ ใช้กับเงินพดด้วงขนาด ตั้งแต่หนึ่งบาท จนถึงขนาดหนึ่งไพตราหัวลูกศร ใช้กับเงินพดด้วง ตั้งแต่ขนาดหนึ่งสลึงลงมาตราใบมะตูม ใช้กับเงินพดด้วงที่ออกมาเป็นที่ระลึก มีขนาดหนึ่งบาท สองสลึงหนึ่งสลึง หนึ่งเฟื้อง สองไพ และหนึ่งไพตราเฉลว ใช้กับเงินพดด้วงขนาดหนึ่งบาท ไม่มีตราแผ่นดินไพ และหนึ่งไพตราเฉลว ใช้กับเงินพดด้วงขนาดหนึ่งบาท ไม่มีตราแผ่นดิน
  7. 7. ร้อยเอกเฮนรี เบอร์นี
  8. 8. ไทยกับอังกฤษตกลงกันได้จึงทาสัญญาต่อกันนับเป็นสัญญาโดยสมบูรณ์ฉบับแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีชื่อเรียกว่า “สัญญาเบอร์นี่” มีภาษากากับถึง 4 ภาษาคือภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาโปรตุเกสและภาษามลายู
  9. 9. ไทยกับอังกฤษจะมีไมตรีต่อกัน จะไม่คิดร้ายต่อกันจะไม่แย่งชิงเอาบ้านหรือดินแดนซึ่งกันและกัน ถ้ามีคดีเกิดขึ้นภายในอาณาเขตประเทศไทยก็ให้ไทยตัดสินตามใจไทยตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทยทั้งสองฝ่ายจะอานวยความสะดวกในการค้าต่อกันเป็นอันดี จะอนุญาตให้พ่อค้าของอีกฝ่ายหนึ่งเข้าไปตั้งหรือเช่าบ้านเรือนโรงสินค้าและร้านค้าได้ แต่คนของอีกฝ่ายหนึ่งที่เข้าไปอยู่ในอาณาเขตของอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของอาณาเขตนั้นทุกประการ”
  10. 10. 1.รัฐต้องปรับวิธีการหารายได้เพิ่มมากขึ้น2เกิดการผลิตเพื่อส่งสินค้าออกเพิ่มมากขึ้น
  11. 11. 1.เรือของชาวอังกฤษหรือชาวเอเชียในบังคับอังกฤษที่เข้ามาค้าขายในกรุงเทพฯจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยทุกประการ จะซื้อข้าวสารหรือข้าวเปลือกออกนอกประเทศไม่ได้2.ถ้าเรือนั้นนาอาวุธปืนกระสุนปืนหรือดินดาเข้ามาจะต้องขายให้รัฐบาลเท่านั้นถ้ารัฐบาลไม่ต้องการต้องนาออกไป3. ภาษีเบิกร่องหรือค่าปากเรือ ในอัตราวาละ 1,700 บาท ถ้ามิได้บรรทุกสินค้ามาจะเสียในอัตราวาละ1,500 บาท ทั้งนี้ไม่ต้องเสียภาษีขาเข้าขาออกอีก4. ห้ามนาฝิ่นเข้ามาขายในไทยโดยเด็ดขาด5. เจ้าพนักงานสามารถตรวจสอบเรือสินค้าได้ แล้วเอาสินค้ายุทธภัณฑ์ไว้ ณ เมืองปากน้า แล้วเจ้าเมืองจึงอนุญาตให้เรือมาถึงกรุงเทพมหานคร
  12. 12.  สนธิสัญญาดังกล่าวทาให้รัฐบาลไทยเสียผลประโยชน์ จึงมีการเพิ่มภาษีอากรให้ชดเชยรายได้ที่ขาดหายไป โดยมีการเรียกเก็บภาษีอากรใหม่ถึงเกือบ 40 อย่างทั้งนี้ เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ 3 บ้านเมืองกลับมีสงครามมากกว่าสมัยรัชกาลที่ 2 อันทาให้รัฐบาลมีรายได้มากกว่าสมัยรัชกาลที่ 2 มาก ถึงกับสามารถให้เงินเดือนแก่เจ้านายได้ และเพิ่มเบี้ยหวัด (โบนัส) ให้แก่เจ้านายและข้าราชการได้อีกด้วย แต่เดิมการผูกขาดการค้านั้นมีไว้เพื่อหาเงินสาหรับใช้จ่ายบารุงบ้านเมืองและการศาสนา เมื่อรัฐบาลไม่สามารถผูกขาดสินค้าได้อีกแล้วก็ใช้วิธีโอนสิทธิ์ให้แก่เจ้าภาษีแทน ทาให้สินค้าแพงขึ้น ราษฎรได้รับความเดือดร้อน สวนทางกับข้าวเปลือกที่ราคาตกต่ามาก ในขณะที่รัฐบาลมีรายได้ปีละหลายล้านบาท
  13. 13. ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาได้มีขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่3 เมื่อ พ.ศ. 2376 โดยประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ๊คสัน ได้ส่ง เอ็ดมันด์ โรเบอร์ต Edmund Roberts คนไทยเรียก “เอมินราบัด” เป็นทูตเข้ามาทาสัญญาการค้ากับไทย ทานองเดียวกับอังกฤษที่เฮนรี เบอร์นี่ ทาไว้ เนื่องจากสัญญาฉบับดังกล่าว ไม่สู้จะเกิดประโยชน์ต่อพ่อค้าชาวอังกฤษและอเมริกันมากนัก ดังนั้นในปี พ.ศ. 2393อเมริกัน ได้ส่ง โยเซฟ บัลเลสเตียร์ Joseph Balestier เข้ามาขอแก้ไขสนธิสัญญา ที่ทาไว้ เมื่อ ปี พ.ศ.2375 แต่เนื่องจาก โยเซฟ บัลเลสเตียร์ Joseph Balestierไม่เข้าใจขนบธรรมเนียมไทย พูดจากร้าวร้าวจึ่งไม่สามารถแก้ไขสนธิสัญญาได้

×