การแก้ไขปัญหาทรัพยากรป่าไม้
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Like this? Share it with your network

Share

การแก้ไขปัญหาทรัพยากรป่าไม้

  • 8,573 views
Uploaded on

 

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
8,573
On Slideshare
8,573
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
10
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. รายงาน เรื่อง การแก้ไขปัญหาทรัพยากรป่าไม้เพื่อความยังยืน ่ ด้วยหลักเศรษฐกิจพอ เพียง
  • 2. เสนอ อาจารย์ จุไรรัตน์ คุรุโคตรวิชา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอ เพียง กับการพัฒนาที่ยงยืน ั่
  • 3. สมาชิก1.น.ส. กันยกานต์ เนียมจันทร์ 530117120762. น.ส. ปรียาภรณ์ กานานนนท์ 530117120813. น.ส. ไพจิตร ไชยงค์ 530117120844. น.ส. มัจฉรีพร อดทน 530117120855.นาย รชานนท์ เดชสุภา 530117120866. น.ส. ศิวิมล กุลเกลี้ยง 530117120907. น.ส. สุดารัตน์ เจียงคำา 530117120928. น.ส. สุดารัตน์ หมั่นบำารุง 530117120939. น.ส. อรอุมา อินผิว 5301171209810. น.ส. ดลญา สุชาบุญ 5301172200111. น.ส. สุกานดา ปองไป 53011722002
  • 4. ทรัพยากรป่าไม้ ป่าไม้เป็นส่วนที่มีความสำาคัญต่อระบบนิเวศเป็นอย่างยิ่ง เป็นต้นนำำา เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ามากมาย ช่วยป้องกันการชะล้างหน้าดิน เป็นส่วนสำาคัญที่ทำาให้เกิดการหมุนเวียนของสารต่างๆ ในธรรมชาติฯลฯ
  • 5. ป่าเป็นสิ่งจำาเป็นต่อโลกแนวทางในการอนุรกษ์ป่าไม้ ั- การทำาความเข้าใจถึงความสำาคัญของป่าต่อการดำารงชีวิตของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในโลก- การสร้างจิตสำานึกร่วมกันในการดูแลรักษาป่าไม้ในชุมชนซึงแนวทางหนึ่งคือการเปิดโอกาสโดยภาครัฐในการออก ่พระราชบัญญัตป่าชุมชน ิ- การออกกฎหมายเพื่อคุมครองพืนที่ป่า และการออกกฎ ้ ำเพื่อป้องกันการตัดไม้ทำาลายป่า- ช่วยกันปลูกป่าในพืำนที่ป่าเสื่อมโทรม โดยอาจจะเป็นการร่วมมือกับสมาชิกในชุมชนเพื่อปลูกป่าในโอกาสต่างๆ- ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นประจำา เพื่อจะได้ทราบความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการร่วมอนุรักษ์ป่าไม้รวมถึงสิ่งแวดล้อมในด้านอื่นด้วย
  • 6. ป่าไม้(Forest) หมายถึง บริเวณที่มีต้นไม้หลายชนิดขนาดต่างๆ ขึำนอยู่อย่างหนาแน่นและกว้างใหญ่พอที่จะมีอิทธิพลต่อสิงแวดล้อมใน ่บริเวณนัำน เช่น ความเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศ ความอุดมสมบูรณ์ของดินและนำำา มีสัตว์ป่าและสิ่งมีชีวตอื่นซึงมีความสัมพันธ์ซง ิ ่ ึ่กันและกัน
  • 7. ในประเทศไทยเราสามารถแบ่งประเภทของป่าออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันได้แก่ ป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest) ป่าประเภทนีำมีประมาณ 30% ของเนืำอที่ป่าทัำงประเทศ สามารถแบ่งย่อยออกไปได้อีก 4ชนิด ดังนีำ 1 ป่าดิบเมืองร้อน (TropicalEvergreen Forest) 2 ป่าสน (Coniferous Forest) 3 ป่าพรุ (Swamp Forest) 4 ป่าชายหาด (Beach Forest)
  • 8. ป่าผลัดใบ (Deciduous Forest) แบ่งได้ 3ชนิด คือ 1ป่าเบญจพรรณ (Mixed DeciduousForest) 2ป่าแพะ ป่าแดง ป่าโคก หรือป่าเต็งรัง(Deciduous Dipterocarp Forest) 3ป่าหญ้า (Savanna Forest)
  • 9. ป่าไม่ผลัดใบ ลักษณะของป่าดงดิบทัวไป มักเป็นป่าทึบ ประกอบด้วย ่พันธุไม้มากมายหลายร้อยชนิด ต้นไม้ชัำนบนซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ ์ตระกูลยาง (Dipterocarpaceae) มักมีลำาต้นสูงตัำงแต่ 30 ถึง 50 เมตรและมีขนาดใหญ่มาก ถัดลงมาก็เป็นต้นไม้ขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งสามารถขึำนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ได้ รวมทังต้นไม้ใน ำตระกูลปาล์ม (Palmaceae) ชนิดต่างๆ พืำนป่ามักรกทึบ และประกอบด้วยไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก ระกำา หวาย ไม้ไผ่ต่างๆ บนลำาต้นมีพันธุ์ไม้จำาพวก epiphytes เช่น พวกเฟิร์น และมอส ขึำนอยู่ทั่วไป เถาวัลย์ในป่าชนิดนีำมากกว่าในป่าชนิดอืนๆ ไม้พืำนล่าง (undergrowth) ทีมีใน ่ ่ป่าชนิดนีำมี ไม้ไผ่ (bamboo) หลายชนิด เช่น ไม้ฮก(Dendrocalamus brandisii Kurz.) ไม้เฮีำย (Cephalostachyumvirgatum Kurz.) ไม้ไร่เครือ ไม้ไผ่คลาน (Dinochloa macllelandiLabill.) เป็นต้น นอกจากนัำนก็มีไม้ในตระกูลปาล์มต่างๆ เช่น ต๋าวหรือลูกชิด (Arenga pinnata Merr.) เต่าร้าง (Caryota urens Linn.)และค้อ (Livistona speciosa Kurz.) เป็นต้น รวมทัำงเฟินหรือกูด เฟินต้นและหวาย (Calamus spp.)
  • 10. ป่าดิบเมืองร้อน เป็นป่าไม่ผลัดใบ เป็นป่าที่อยู่ในเขตที่มีมรสุมพัดผ่านอยู่เกือบตลอดทัำงปี มีปริมาณนำำาฝนมาก ดินมีความชืนอยู่ตลอดเวลา ขึำนอยู่ทัำง ำในที่ราบและที่เป็นภูเขาสูง มีกระจายอยู่ทั่วไปตัำงแต่ภาคเหนือไปถึงภาคใต้ ป่าดิบเมืองร้อนจะเกิดขึำนได้ต้องมีสภาพภูมิอากาศ ค่อนข้างชืนและ ำฝนตกชุก ได้รับอิทธิพลของลมมรสุมอย่างมากแบ่งย่อยตามสภาพความชุ่มชืนและความสูงตำ่า ำของภูมิประเทศ ได้ดังนีำ
  • 11. ป่าดิบชื้น
  • 12. ชื้น ป่าดิบชืำน (Tropical Rain Forest) มีอยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ และมากที่สุดแถบชายฝั่งภาคตะวันออก เช่น ระยองจันทบุรี และที่ภาคใต้ กระจัดกระจาย ตามความสูงตัำงแต่ 0 - 100 เมตรจากระดับนำำาทะเลซึงมีปริมาณนำำาฝนตกมากกว่าภาคอื่น ๆ ่ลักษณะทั่วไปมักเป็นป่ารกทึบ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้มากมายหลายร้อยชนิด ต้นไม้สวน ่ใหญ่เป็นวงศ์ยาง ไม้ตะเคียน กะบาก อบเชยจำาปาป่า ส่วนที่เป็นพืชชันล่างจะเป็นพวก ำปาล์ม ไผ่ ระกำา หวาย บุกขอน เฟิร์น มอส
  • 13. ป่าดิบแล้ง ป่าดิบแล้ง (Dry EvergreenForest) มีอยู่ทั่วไปตามภาคต่าง ๆ ของประเทศ ตามที่ราบเรียบหรือตามหุบเขา มีความสูงจากระดับนำำาทะเลประมาณ 500เมตร และมีปริมาณนำำาฝนระหว่าง1,000-1,500 ม.ม. พันธุ์ไม้ที่สำาคัญ เช่นยางแดง มะค่าโมง เป็นต้น พืำนทีป่าชัำนล่าง ่จะไม่หนาแน่นและค่อนข้างโล่งเตียน
  • 14. เขา ป่าดิบเขา (Hill EvergreenForest) เป็นป่าที่อยู่สงจากระดับนำำาทะเล ูตัำงแต่ 1,000 เมตรขึำนไป ส่วนใหญ่อยู่บนเทือกเขาสูงทางภาคเหนือ และบางแห่งในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นที่ อช.ทุ่งแสลงหลวง และ อช.นำำาหนาวเป็นต้น มีปริมาณนำำาฝนระหว่าง 1,000ถึง2,000 ม. พืชที่สำาคัญได้แก่ไม้วงศ์ก่อ เช่นก่อสีเสียด ก่อตาหมูน้อย อบเชยมีป่าเบจพรรณด้วย เป็นต้น บางทีก็มสนเขา ีขึำนปะปนอยู่ด้วย ส่วนไม้พนล่างเป็นพวก ืำเฟิร์น กล้วยไม้ดิน มอสต่าง ๆ ป่าชนิดนีำมัก
  • 15. เป็นสังคมป่าที่อยู่ถัดจากบริเวณสังคมป่าชายเลน โดยอาจจะเป็นพืำนที่ลมที่มีการทับถมของซากพืช ุ่และอินทรียวัตถุที่ไม่สลายตัว และมีนำาท่วมขังหรือชืน ำแฉะตลอดปี จากรายงานของกองสำารวจดิน กรมพัฒนาที่ดิน (2525) พืำนที่ที่เป็นพรุพบในจังหวัดต่าง ๆดังนีำ นราธิวาส 283,350 ไร่ นครศรีธรรมราช 76,875 ไร่ชุมพร 16,900 ไร่ สงขลา 5,545 ไร่ พัทลุง 2,786 ไร่ปัตตานี 1,127 ไร่ และตราด 11,980 ไร่ ส่วนจังหวัดที่พบเล็กน้อย ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ตรังกระบี่ สตูล ระยองจันทบุรี เชียงใหม่ (อ.พร้าว) และจังหวัดชายทะเลอื่น ๆรวมเป็นพืำนที่ 400,000 ไร่ อย่างไรก็ตาม พืำนที่ส่วนใหญ่ถูกบุกรุกทำาลายระบายนำำาออกเปลียนแปลงสภาพเป็นสวน ่มะพร้าว นาข้าว และบ่อเลีำยงกุ้งเลีำยงปลา คงเหลือเป็นพืำนที่กว้างใหญ่ในจังหวัดนราธิวาสเท่านัำน คือ พรุโต๊ะแดงซึงยังคงเป็นป่าพรุสมบูรณ์ และพรุบาเจาะ ซึงเป็นพรุ ่ ่เสื่อมสภาพแล้ว (ธวัชชัย และชวลิต, 2528) แบ่งเป็นย่อย
  • 16. บึงนำ้าจืด ป่าพรุหรือป่าบึงนำำาจืด (Fresh WaterSwamp Forest) ป่าประเภทนีำอยู่ถัดจากชายฝั่งทะเลเข้ามา จะมีนำาท่วมหรือชืนแฉะตลอดปี ดิน ำมักเป็นทรายหรือโคลนตมพันธุ์ไม้ที่ขึำนอยู่ เช่นสำาโรง กะเบานำำา กันเกรา เป็นต้น ป่าชายเลน(Mangrove Swamp Forest) ป่าชนิดนีำจะขึำนอยู่ตามชายฝั่งทะเลที่มดินโคลนและนำำาทะเลท่วมถึง เช่น ีตามชายฝั่งตะวันตก ตัำงแต่ระนองถึงสตูลแถบอ่าวไทยตังแต่สมุทรสงครามถึงตราด และจาก ำประจวบคีรีขันธ์ลงไปถึงนราธิวาส ไม้ที่สำาคัญเช่นไม้โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ แสมลำาพูโพทะเล เป็นต้น อยู่ในประเทศอีสาน เกิดในภาคอีสานพบได้ทั่วไป มีหลายชนิดที่เรียกว่าป่าพรุปา ่
  • 17. ป่าชายเลน ป่าชายเลน (Mangrove SwampForest) ป่าชนิดนีำจะขึำนอยู่ตามชายฝั่งทะเลที่มีดินโคลนและนำำาทะเลท่วมถึง เช่น ตามชายฝั่งตะวันตก ตัำงแต่ระนองถึงสตูลแถบอ่าวไทยตัำงแต่สมุทรสงครามถึงตราด และจากประจวบคีรีขันธ์ลงไปถึงนราธิวาส ไม้ที่สำาคัญเช่น ไม้โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ แสมลำาพู โพทะเล เป็นต้น
  • 18. ป่าชายหาด ป่าชายหาด (Beach Forest) เป็นป่าที่มีอยู่ตามชายฝั่งทะเลที่เป็นดินกรวดทรายและโขดหินพันธุ์ไม้จะต่างจากที่ที่นำาท่วมถึง ถ้าชายฝั่งเป็นดินทรายก็มีสนทะเลพืชชัำนล่างก็จะมีพวกตีนนก และพันธ์ไม้เลืำอยอื่น ๆ อีกบางชนิด ถ้าเป็นกรวดหรือหินพันธุ์ไม้ที่ขึำนส่วนใหญ่ก็เป็นพวกกระทิงหูกวาง เป็นต้น
  • 19. ป่าชายเลน สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามพืำนป่าโดยอาศัยคืบคลานหรือเกาะหรือขุดรูอยู่ตามพืำนดินรวมทัำงพวกที่อยู่ในนำำาจะต้องมีการปรับตัวอย่างมากเพื่อการอยู่รอด เนื่องจากต้องประสบกับสภาวะต่างๆที่เปลียนแปลงอยู่เป็นประจำา ่หรือต้องอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการดำารงชีวิตโดยทั่วไป เช่น สภาวะที่ทำาให้มีการสูญเสียนำำาออกจากลำาตัวและสภาพอุณหภูมิสูงสภาพที่มีปริมาณออกซิเจนค่อนข้างตำ่าของดินเลน และการเปลี่ยนแปลงความเค็มของนำำาสภาพแวดล้อมทางทะเล ป่าชายเลนเป็นแหล่งที่อดมไป ุด้วยสัตว์นำาและสัตว์บกนานาชนิด นับตังแต่สัตว์ ไม่มีกระดูกสันหลังชันตำ่า ตัำงแต่ ฟองนำำา ซีเลนเตอเรท หนอน ำตัวแบน หนอนปล้องหอยหมึก กุ้ง กัง ปูตลอดจนสัตว์มี ำกระดูกสัน หลังจำาพวก ปลา สัตว์เลืำอยคลาน นก และสัตว์เลีำยงลูกด้วยนม สัตว์ต่างๆเหล่านีำ ส่วนใหญ่มีความสำาคัญ ทางเศรษฐกิจและมีความสำาคัญต่อ ระบบนิเวศ
  • 20. ปัจจัยทีก่อให้เกิดป่าไม้ ่ การที่ป่าไม้ในแต่ละพืำนที่มความแตก ีต่างกันนัำนมีอิทธิพลมาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่1 แสงสว่าง (Light)2 อุณหภูมิ (Temperature)3 สภาพภูมิอากาศ (Climate)4 ความชืำนในบรรยากาศ (Atmospheric Moisture)5 ปริมาณนำำาฝน (Rain)6 สภาพภูมิประเทศ (Site)7 สภาพของดิน (Soil)8 สิงมีชวิต (Creature) ่ ี
  • 21. ความสำาคัญและประโยชน์ของป่าไม้1 เป็นส่วนที่สำาคัญมากส่วนหนึงของ ่วัฏจักร2 ป่าช่วยในการอนุรกษ์ดินและนำำา ั3 ช่วยปรับสภาพบรรยากาศ4 ป่าไม้เป็นแหล่งต้นนำำาลำาธาร5 ป่าไม้เป็นแหล่งปัจจัยสี่ ป่าไม้เป็นแหล่งผลิต/ผูผลิต ้6 เป็นทีอยู่อาศัยของสัตว์ป่า ่7 เป็นแนวป้องกันลมพายุ
  • 22. สูญเสียพืำนที่ป่าหรือพืำนที่ป่าไม้เสื่อมโทรมลง สามารถสรุปได้ดงนีำ ั การทำาไม้ ความต้องการไม้เพื่อกิจการต่างๆ ขาดระบบการควบคุมที่ดี ผูที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมุ่งแต่ตัวเลขปริมาตรที่จะทำา ้ออก โดยไม่ระวังดูแลพืำนทีป่า ไม่ตดตามผลการปลูกป่าทดแทน ่ ิ การเพิ่มจำานวนประชากรของประเทศ ทำาให้ความต้องการจากภาคเกษตรกรรมมากขึำน ความจำาเป็นทีต้องการขยาย ่พืำนทีเพาะปลูกเพิ่มขึำน พืำนทีป่าไม้ในเขตภูเขาจึงเป็นเป้าหมายของ ่ ่การขยายพืำนทีเพื่อการเพาะปลูก ่ การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการส่งออก ทำาให้มีการขยายพืำนทีเพาะปลูกด้วยการบุกรุกป่าเพิ่ม ่มากขึำน การกำาหนดแนวเขตพื้นที่ป่า กระทำาไม่ชัดเจนหรือไม่กระทำาเลยในหลายๆ ป่า การบุกรุกพืำนที่ป่าก็ดำาเนินไปเรื่อยๆ กว่าจะรู้แพ้รู้ชนะป่าก็หมดสภาพไปแล้ว การจัดสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ อาทิ เขื่อน อ่างเก็บนำำา เส้นทางคมนาคม การสร้างเขื่อนขวางลำานำำาจะทำาให้สูญเสียพืำนป่า บริเวณที่เก็บนำำาเหนือเขื่อน การทำาเหมืองแร่ แหล่งแร่ที่พบในบริเวณทีมีป่าไม้ ่ปกคลุมอยู่ มีความจำาเป็นทีจะต้องเปิดหน้าดินก่อน จึงทำาให้ป่าไม้ที่• ่
  • 23. ทำาลายป่าไม้ ทรัพยากรดิน การชะล้างพังทลายของดิน ปกติพืชพรรณต่างๆ มีบทบาทในการช่วยสกัดกัำนไม่ให้ฝนตกถึงดินโดยตรง ความต้านทานการไหลบ่าของนำำา ช่วยลดความเร็วของนำำาที่จะพัดพาหน้า ดินไป มีสวนของรากช่วยยึด ่เหนี่ยวดินไว้ ทำาให้เกิดความคงทนต่อการพังทลายมากยิ่งขึำน แต่หากพืนที่วางเปล่า ำ ่อัตราการ พังทลายของดินจะเกิดรุนแรง การสูญเสียดินจะเพิมขึำน ่ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ บริเวณพืนดินที่ไม่มีวัชพืชหรือป่าไม้ปกคลุม การพัด ำ
  • 24. ไม่ติดต่อกันเป็นผืนใหญ่ ทำาให้เกิดการระเหยของนำำาจากผิวดินสูง แต่การซึมนำำาผ่านผิวดินตำ่า ดินดูดซับและเก็บนำำาภายในดินน้อยลง ทำาให้นำาหล่อเลีำยงลำาธารมีน้อยหรือไม่มี คุณภาพนำ้าเสื่อมลง คุณภาพนำำาทัำงทางกายภาพ เคมี และชีวภาพล้วนด้อยลง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง หรือทำาลายพืำนที่ป่า การปนเปือน ้ของดินตะกอนที่นำาพัดพาด้วยการไหลบ่าผ่านผิวหน้าดินหรือในรูปแบบอื่น ๆ นอกจากนีำ การปราบวัชพืชหรืออินทรีย์ตางๆ ที่อยู่ในแนวทางเดินของ ่นำำา ก่อให้เกิดการปนเปือนและสร้างความสกปรก ้ต่อนำำาได้ ไม่มากก็นอย ้ นำ้าเสีย การปลดปล่อยของเสียหรือนำำาเสียลงสู่ลำานำำาสาธารณะ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำาให้
  • 25. อากาศเสีย การหายใจของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา หากมีตนไม้จำานวนมากหรือพืำนที่ ้ป่ามากพอ ต้นไม้เหล่านีจะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใน ำตอนกลางวันเพื่อการสังเคราะห์ด้วยแสง หรือก๊าซทีเกิดจากการเผา ่ไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์จะดูดซับไว้โดยพืชชัำนสูงเหล่านีำ อากาศเสียก็จะไม่เกิดขึำน โลกร้อน หรือเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก (Green houseEffect) ก๊าซเหล่านีำยอมให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ผานลงมายัง ่พืำนโลกได้ ทำาให้สามารถเก็บความร้อนจากการดูดซับรังสีไว้มากขึำนโลกจึงมีอุณหภูมิสูงขึำน กลุมก๊าซที่รวมตัวกันเป็นเกราะกำาบัง ่ได้แก่ ก๊าซมีเทน ไนตรัสออกไซด์ คลอโรฟลูออโรคาร์บอนคาร์บอนเตตระคลอไรด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ และทีสำาคัญคือ ่คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีมากทีสุด ่ ทัำงหมดทีกล่าวมานีนักวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยนัำนได้ ่ ำกล่าวว่า"การที่โลกมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เยอะนันไม่ได้มีแต่จะ ำทำาให้โลกร้อนอย่างเดียวแต่ยังมีประโยชน์ ถ้าเราปลูกต้นไม้ให้มันเยอะๆก็ดีแต่ตนไม้มันก็ต้องมีใบที่เหี่ยวแห้งร่วงหล่น ซึ่งเมื่อใบไม้ที่ ้เหี่ยวปห้งร่วงหล่นมาสู่พืำนดินแล้วทับถมกันไปเรื่อยๆก็จะทำาให้เกิดก๊าซมีเทนซึ่งจะส่งผลเสียแต่อย่างเดียว เพราะก๊าซ
  • 26. การอนุรักษ์ปาไม้เป็นแนวทางการ ่แก้ไขปัญหาดังกล่าวกระทำาได้ดังนีำ ป่าเพื่อการอนุรกษ์ กำาหนดไว้เพือ ั ่อนุรกษ์สงแวดล้อม ดิน นำำา พันธุ์พช พันธุ์ ั ิ่ ืสัตว์ที่หายาก และป้องกันภัยธรรมชาติอันเกิดจากนำำาท่วมและการพังทลายของดินตลอดทัำงเพื่อประโยชน์ในการศึกษา การวิจัยและนันทนาการของประชาชนในอัตราร้อยละ 15 ของพืำนที่ประเทศ หรือประมาณ 48ล้านไร่ ป่าเพื่อเศรษฐกิจ กำาหนดไว้เพือการ ่ผลิตไม้และของป่า เพือประโยชน์ในทาง ่
  • 27. การใช้ทรัพยากรเพื่อการพัฒนาที่ ยังยืน ่1 ความหมายของการใช้ทรัพยากรเพื่อการ พัฒนาที่ยั่งยืน 1.1การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นคำาที่มีรากฐานมา จากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง การพัฒนาคนให้มีคุณภาพ การเพิ่มผลผลิต และการใช้หรือจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิงแวดล้อมอย่างฉลาด รู้จักถนอมในการใช้ ่ เพือให้มีไว้ใช้ เพื่อใช้มีอย่างยาวนานจนถึงคน ่ รุ่นหลัง 1.2 การใช้ทรัพยากรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หมายถึง การนำาทรัพยากรธรรมชาติและสิง ่ แวดล้อมมาใช้พฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ั
  • 28. พัฒนาที่ยั่งยืน คือ การใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทัำงในด้านการเพาะปลูกเลีำยงสัตว์ การสร้างบ้านเรือนทื่อยู่อาศัย และกิจการท่องเที่ยว เป็นต้นมีดังนีำ2.1 ปลูกพืชคลุมดิน เช่น หญ้าแผก เพือช่วย ่บรรเทาการกัดเซาะของกระแสลงและฝน2.2 บำารุงรักษาคุณภาพของดิน โดยใส่ปยและ ุ๋เพิ่มแร่ธาตุอาหารในดิน2.3 ใช้ประโยชน์จากที่ดินให้เหมาะสมกับสภาพของดิน โดยกำาหนดโซนหรือเขตพืำนที่ทำากิจกรรมทางเศรษฐกิจประเภทต่างๆ เช่น พืนที่ที่มีำดินอุดมสมบูรณ์กำาหนดให้เป็นเขตเพาะปลูกเป็นต้น2.4 ควบคุมและป้องกันการพังทลายของดิน
  • 29. ที่ยั่งยืนมีหลักการสำาคัญดังนีำ 3.1 กำาหนดนโยบายป่าไม้แห่งชาติ เพื่อเป็นแนวทางการจัดการและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ของประเทศในระยะยาว เช่น กำาหนดจำานวนพืำนที่ปลูกป่าในแต่ละปี โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนหรือกำาหนดเป้าหมายพืำนที่ปาไม้ ่ของประเทศอย่างน้อยให้มีร้อยละ 25 ของพืำนที่ประเทศ เป็นต้น 3.2 ดำาเนินการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ของประเทศ โดยสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐประสานความร่วมมือกับประชาชนในพืำนที่ ให้ราษฎรมีสวนร่วมรักษาผืนป่าในท้องถิ่นของตน ทัำง ่การปลูกป่าเพิ่มเติม การบำารุงรักษาและการ
  • 30. การอนุรักษ์ทรัพยากรแร่ธาตุเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน แร่ธาตุมีความสำาคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก มีการนำามาใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ แนวทางการอนุรักษ์แร่ธาตุควรดำาเนินการ ดังนีำ
  • 31. (1) จัดทำาแผนแม่บทเกียวกับการใช้ ่ทรัพยากรแร่ธาตุของประเทศ เพื่อให้นำามาใช้อย่างมีประสิทธิภาพและประโยชน์อย่างคุ้มค่า(2) ส่งเสริมการสำารวจพืำนที่หาแหล่งแร่ธาตุใหม่ ๆ เพิ่มเติม(3) ส่งเสริมการศึกษาวิจัย เพื่อนนำาแร่ธาตุชนิดต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างคุ้มค่าโดยเน้นในรูปของผลิตภัณฑ์หรือสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มมูลค้าของสินค้า
  • 32. ชาติฯกับการใช้ทรัพยากรเพื่อการพัฒนาทียั่งยืน ่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549) ได้อัญเชิญปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัว มาเป็นหลักในการ ่วางแผนพัฒนาประเทศเฉพาะในส่วนที่เกี่ยงข้องกับการอนุรกษ์ ัทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดล้อม มี ่สาระสำาคัญ ดังนีำ
  • 33. ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ได้แก่ (1) การจัดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนำำาแบบบูรณาการในระดับพืำนที่ลุ่มนำำาและฟื้นฟูคุณภาพของชายฝั่งและทะเล (2) อนุรักษ์พืำนที่ปา และจัดการแก้ไขปัญหา ่ทรัพยากรดินที่เสือมโทรม ่2 เน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้มีความอุดมสมบูรณ์3 เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารและจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เอืำอประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ4 รักษาคุณภาพของสิ่งแวดล้อม โดยลดปัญหามลพิษ เพื่อให้เมืองและชุมชนน่าอยู่ ประชาชนมี
  • 34. การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ปัญหาด้านป่าไม้• สัดส่วนของพืนที่ป่าไม้ที่เหมาะสมต่อการ ำ รักษาดุลย์ธรรมชาติในความเห็นของนัก วิชาการ ควรจะมีเนืำอที่ประมาณร้อยละ ๕๐ ของพืำนที่ทัำงหมดทั่วประเทศ ส่วนในกรณี ของประเทศไทย ซึงมีจำานวนประชากรเพิ่ม ่ ขึำนมากเช่นนีำ พืำนที่ป่าไม้อาจจะลดลงได้ บ้าง รัฐบาลได้มีนโยบายกำาหนดพืำนที่ป่า ไม้ให้เหลือไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๔๐ ของ พืนที่ทัำงประเทศ โดยมีหลักเกณฑ์ในการ ำ
  • 35. • ป่าเพื่อเศรษฐกิจ กำาหนดไว้เพื่อการผลิตไม้ และของป่าเพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจใน อัตราร้อยละ ๒๕ ของพืำนที่ทัำงประเทศ
  • 36. แวดล้อม ดิน นำำา พันธุ์พืช พันธุ์สตว์ปาที่หายาก ั ่และป้องกันภัยธรรมชาติอันจะเกิดจากนำำาท่วม และการพังทลายของดิน ตลอดจนเพื่อประโยชน์ในการศึกษา วิจัย และนันทนาการของประชาชน ในอัตราร้อยละ ๑๕ ของพืำนที่ทัำงประเทศ แต่สภาพข้อเท็จจริงจากการสำารวจพืำนที่ปาไม้ ่ของประเทศไทย โดยภาพถ่ายทางอากาศ ปี พ.ศ.๒๕๐๔ เปรียบเทียบกับการสำารวจโดยใช้ภาพจากดาวเทียม LANDSAT ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ปรากฎว่าเนือที่ป่าไม้ได้ลดลงอย่างรวดเร็ว และในปัจจุบัน ำลดลงอยู่ในสัดส่วนที่ตำ่ากว่าร้อยละ ๓๐ ของพืำนที่ทัำงประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ไม่เหมาะสมต่อการรักษาดุลย์ธรรมชาตินก โดยลดลงจาก ๑๗๑ ล้าน ัไร่ หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ ๓๐ ของเนือที่ทัำง ำ
  • 37. ลงโดยเฉลีย ๓.๕ ล้านไร่ต่อปี และในระหว่างปี พ.ศ. ่๒๕๒๕ - พ.ศ. ๒๕๒๘ มีการบุกรุกทำาลายป่า ๔.๗ ล้านไร่อัตราเฉลี่ย ๑.๕ ล้านไร่ตอปี โดยพืำนที่ป่าไม้ที่ถกทำาลาย ่ ูส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลางตอนลน และภาคตะวันออกของประเทศ พืำนที่ที่ถูกบุกรุกซึงส่วนใหญ่จะเกิดจากการจับจองไว้เพื่อการทำาไร่ ่เลื่อนลอย การทำาไร่ถาวร เพราะการทำาไร่นัำนเป็นการตัดไม้ทุกขนาดในพืำนที่ลงจนหมดสิำน แล้วทำาการเก็บริบสุมเผาให้เป็นเถ้าถ่านเมื่อฝนตกนำำาฝนจะไหลบ่าชะหน้าดิน ซึงอุดมสมบูรณ์ลง ่มายังที่ราบลุ่มเป็นเหตุให้แม่นำาลำาธารตืำนเขิน และนำาไปสู่การกัดเซาะดินเป็นการทำาลายความสมดุลทางนิเวศน์วิทยา ทัำงยังทำาให้ชาวไร่ตองเพิมอัตราการใช้ปุ๋ย เพราะ ้ ่หน้าดินถูกชะล้าง จนขาดความอุดมสมบูรณ์ ตะกอนซึง ่เกิดจากการกัดเซาะทำาให้อายุการใช้งานของเขื่อนต่าง ๆลดน้อยลงกว่าเดิม สิ่งเหล่านีำเป็นการสูญเสียทาง
  • 38. ความรู้เท่าไม่ถึงการของราษฎรและความต้องการที่ดินเพื่อปลูกพืชทางการเกษตร ในขณะที่การบุกรุกทำาลายป่าไม้มีอัตราสูง แต่การส่งเสริมการปลูกป่าทดแทนป่าที่ถูกทำาลายไปนัำน ดำาเนินการได้ในสัดส่วนที่ตำ่ากว่ามากกล่าวคือ ตัำงแต่เริ่มดำาเนินการจนถึงปี พ.ศ.๒๕๒๙ปลูกป่าได้เพียง ๓.๕๔ ล้านต้น
  • 39. พระราชดำาริได้ดังต่อไปนีำแนวพระราชดำาริในด้านการปลูกป่า ทดแทน
  • 40. ๒. ปลูกป่าเนืองจากพืำนที่ตามบริเวณอ่างเก็บ ่นำำาหรือเหนืออ่างเก็บนำำาไม่มีความชุ่มชืนยาวนาน ำพอ ๓. ปลูกป่าบนเขาสูง เนื่องจากสภาพป่าบนที่เขาสูงทรุดโทรม ซึ่งจะมีผลกระทบต่อลุ่มนำำาตอนล่าง ๔. ปลูกป่าเพื่อพัฒนาลุ่มนำำาและแหล่งนำำาให้มีนำำาสะอาดบริโภค ๕. ปลูกป่าเพื่อให้ราษฎรมีรายได้เพิมขึำน โดย ่ใช้ราษฎรในท้องที่นัำน ๆ และเป็นการสร้างความเข้าใจให้ราษฎรเห็นความสำาคัญของการปลูกป่า๖. ปลูกป่าเสริมธรรมชาติ เป็นการเพิมที่อยู่อาศัย ่แก่สัตว์ป่า ๖. ปลูกป่าเสริมธรรมชาติ เป็นการเพิ่มทีอยู่อาศัย ่
  • 41. อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ (สัตว์ป่าและวนอุทยาน)๑. ให้มีการสงวนพันธ์สัตว์ป่าและเพาะเลียงสัตว์ป่าบางชนิดที่หายาก ำและกำาลังจะสูญพันธุ์๒. จัดให้ดำาเนินการเกียวกับสวนสัตว์ ่เปิด เพื่อให้เป็นที่ประชาชนได้เข้าไปเที่ยวชม พร้อมทัำงส่งเสริมให้ราษฎรทำาการเพาะเลีำยงสัตว์ป่าเป็น
  • 42. การขยายพืนที่ทำากิน หรือจัดที่ดนทำากินให้ราษฎรทัำงชาว ำ ิไทยภูเขา และชาวไทยพืำนราบ ๒. จัดที่ทำากินให้ราษฎรแล้ว ยังต้องคำานึงถึงภาวะเศรษฐกิจและสังคม พร้อมทัำงสิ่งแวดล้อม บริเวณใกล้เคียง เช่น มีการฟืนฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม และการจัดนำำา ้บริโภค เป็นต้น ๓. ฝึกอาชีพให้ราษฎรสามารถช่วยตัวเองได้และทำากินให้เป็นหลักแหล่ง เลิกตัดไม้ทำาลายป่าเพื่อทำาไร่เลื่อนลอยและปลูกฝิ่น ๔. จัดระเบียบหมู่บ้านในรูปสหกรณ์ พร้อมทัำงทำาการพัฒนาหมู่บ้านในลักษณะโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงเพื่อให้สามารถควบคุมราษฎร ไม่ให้บุกรุกทำาลายป่าและล่าสัตว์ป่า ๕. จำาแนกสมรรถนะของที่ดินให้เหมาะสม ที่ดินที่สามารถทำาประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรมได้ก็ให้ใช้ทำาเกษตรกรรม และพืำนที่ใดที่ไม่สามารถทำาเกษตรกรรมได้
  • 43. พัฒนาวิจัยด้านป่าไม้ ๑. ดำาเนินการศึกษาวิจัยด้านป่าไม้ ในรูปแบบที่แตกต่างกันตามสภาพท้องถิน ่ ๒. ทำาการศึกษาพัฒนาและวิจัยความสัมพันธ์ของป่าไม้กับสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เช่นป่าไม้/ประมง ในพืนที่ป่าชายเลน การพัฒนา ำด้านชลประทานเกี่ยวกับป่าไม้ โดยการจ่ายนำำาตามแหล่งนำำาในช่วงฤดูรอน (แล้ง) เพือให้ ้ ่มีความชุ่มชืน และทำาให้ป่าต้นนำำาลำาธารมี ำความชุ่มชืนสมบูรณ์ตลอดทัำงปี และปลูกไม้ ำพืนล้างเสริมเพื่อช่วยลดความรุนแรงของ ำกระแสนำำาในฤดูฝน
  • 44. สวัสดี