Your SlideShare is downloading. ×
ระบบนิเวศ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×

Saving this for later?

Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime - even offline.

Text the download link to your phone

Standard text messaging rates apply

ระบบนิเวศ

10,667
views

Published on


0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
10,667
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
77
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. ระบบนิเวศ
  • 2. ความหมาย
    • ระบบนิเวศ หมายถึง โครงสร้างระบบความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งต่าง ๆ ในบริเวณพื้นที่หนึ่ง ๆ
    • หน่วยพื้นที่หนึ่ง ๆ ที่ประกอบด้วยสังคมของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมซึ่งต่างมีกิจกรรมและหน้าที่ร่วมกันอย่างเป็นระบบ
  • 3.
    • ระบบนิเวศ ( Ecosystem) หมายถึง ระบบของความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตที่อยู่ร่วมกันในพื้นที่แห่งใดแห่งหนึ่ง โดยมีความสัมพันธ์กัน มีการถ่ายโยงพลังงานและสารอาหารให้แก่กันและกันในระบบ ซึ่งแต่ละระบบนิเวศจะมีความสัมพันธ์ร่วมกันคือ
    ความหมาย
  • 4. ประเภทของระบบนิเวศ
    • ระบบนิเวศอิสระ เป็นระบบนิเวศที่พลังงานและสารอาหารเคลื่อนย้ายและหมุนเวียนอยู่เฉพาะภายในระบบ ไม่มีการเคลื่อนย้ายและหมุนเวียนกับระบบอื่นภายนอก
    • ระบบนิเวศปิด เป็นระบบนิเวศที่มีการเคลื่อนย้ายและหมุนเวียนเฉพาะพลังงานระหว่างภายในและภายนอกระบบ เช่น กรณีของอ่างหรือตู้เลี้ยงปลา
    • ระบบนิเวศเปิด เป็นระบบนิเวศที่ปรากฏในธรรมชาติทั่วไป โดยเคลื่อนย้ายและหมุนเวียนของพลังงานและสารอาหารระหว่างภายในและภายนอก
  • 5.
    • ระบบนิเวศธรรมชาติ มี 2 ระบบย่อยคือ
    • 1.1 ระบบนิเวศภาคพื้นดิน เป็นระบบนิเวศที่ส่วนประกอบต่าง ๆ และกระบวนการทำงานของระบบเกิดขึ้นบนพื้นดิน จะมีลักษณะแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมกายภาพ เช่น ภูมิอากาศ ความสูงของพื้นที่ จะมีลักษณะแตกต่างกัน โดยจะพิจารณาได้จากพืชพันธ์ธรรมชาติ
    ประเภทของระบบนิเวศในระบบเปิด 2 ประเภท
  • 6.
    • ระบบนิเวศป่าไม้ ได้แก่ บริเวณที่มีปริมาณความชื้นสูงจะมีพันธุ์ไม้ขึ้นหนาแน่นไม้ยืนต้นจะเป็นต้นไม้สำคัญ จะเป็นระบบนิเวศแบบดิบชื้น ถ้าเป็นระยะฤดูแล้งชัดเจน จะมีระบบนิเวศป่าโปร่ง
    • ระบบนิเวศทุ่งหญ้า ได้แก่ ระบบที่มีความชื้นปานกลางถึงค่อนข้างน้อย จะเป็นไม้ยืนต้นมีน้อย พืชล้มลุกจำพวกหญ้า
  • 7.
    • ระบบนิเวศทะเลทราย เป็นเขตแห้งแล้งที่สุดมีความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกับกลางคืน ระหว่างฤดูร้อนกับฤดูหนาว ประมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่ำกว่า 10 นิ้ว ทำให้ปริมาณความชื้นที่ได้รับไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช
  • 8.
    • ระบบนิเวศภาคพื้นน้ำ เป็นระบบนิเวศที่ส่วนประกอบต่าง ๆ และกระบวนการทำงานของระบบเกิดขึ้นในบริเวณแหล่งน้ำธรรมชาติต่าง ๆ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่แตกต่างกัน แบ่งเป็น
    • ระบบนิเวศน้ำจืด เป็นระบบนิเวศที่ปรากฏในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น หนองน้ำ ทะเลสาบ แม่น้ำ
    • ระบบนิเวศน้ำกร่อย เป็นระบบนิเวศที่ปรากฏอยู่ในแนวบริเวณที่เชื่อมต่อระหว่างระบบนิเวศน้ำจืดและน้ำเค็ม
  • 9.
    • ระบบนิเวศน้ำเค็ม เป็นระบบนิเวศที่ปรากฏอยู่ในบริเวณเป็นทะเลและมหาสมุทรต่าง ๆ ของโลก เช่น บริเวณเขตทะเลน้ำตื้น เขตมหาสมุทร
  • 10. ระบบนิเวศสร้างเสริม
    • ระบบนิเวศกึ่งธรรมชาติหรือระบบนิเวศชนบท – เกษตรกรรม เป็นระบบนิเวศที่มนุษย์เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตและเคลื่อนย้ายหมุนเวียนพลังงานและสารอาหารโดยปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ ในธรรมชาติ เช่น ดิน น้ำธรรมชาติ และพลังงานแสงอาทิตย์
  • 11.
    • ระบบนิเวศเมืองและอุตสาหกรรม เป็นระบบที่มนุษย์เข้าไปมีส่วนร่วมและหรือทดแทน ตลอดจนดำเนินการนอกเหนือไปจากกระบวนการและกลไกลของธรรมชาติอีกลักษณะหนึ่งโดยนำเอาวัตถุดิบจากธรรมชาติและระบบนิเวศกึ่งธรรมชาติมาแปรสภาพให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
  • 12.  
  • 13.  
  • 14. องค์ประกอบของระบบนิเวศ องค์ประกอบที่มีชีวิต องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต
    • ผู้ผลิต
    • ผู้บริโภค
    • ผู้ย่อยสลาย
    - ประเภทที่มีลักษณะทางกายภาพ ( อุณหภูมิ แสงแดด น้ำ อากาศ ) - ประเภทที่มีลักษณะทางเคมี ( ธาตุต่างๆ ) องค์ประกอบของระบบนิเวศ (Ecosystem components)
  • 15. องค์ประกอบที่มีชีวิต
    • 1. ผู้ผลิต (Producer หรือ Autotroph) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่สามารถสังเคราะห์อาหารได้ มี 2 ประเภท คือ
    • 1.1 สังเคราะห์อาหารเองได้ ได้แก่ พืชสีเขียว แพลงค์ตอนพืช (Phytoplankton) โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์
  • 16. ผู้ผลิต ( ต่อ )
    • 1.2 ไม่สามารถสังเคราะห์อาหารเองได้ ผู้ผลิตบางพวก สามารถกินสัตว์ได้เพราะต้องการนำธาตุไนโตรเจน ไป สร้างเนื้อเยื่อ พืชพวกนี้ได้แก่ ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง กาบหอยแครง
  • 17.
    • 2. ผู้บริโภค (Consumer) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ จำเป็นต้องบริโภคผู้ผลิต หรือผู้บริโภคด้วยกันเองเป็นอาหาร แบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ดังนี้
    • 2.1 ผู้บริโภคที่กินพืชเป็นอาหาร (Herbivore)
    • 2.2 ผู้บริโภคที่กินสัตว์เป็นอาหาร (Carnivore)
    • 2.3 ผู้บริโภคที่กินทั้งพืชและสัตว์ (Omnivore)
    • 2.4 ผู้บริโภคที่กินซากพืชซากสัตว์ (Detritivore or Scarvenger)
    องค์ประกอบที่มีชีวิต ( ต่อ )
  • 18.
    • 3. ผู้ย่อยสลาย (Decomposers or Saprotrops) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ ดำรงชีวิตโดยการปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยอินทรีย์สารที่อยู่ในซากพืชซากสัตว์ได้แก่ รา (Fungi) กับ แบคทีเรีย (Bacteria)
    องค์ประกอบที่มีชีวิต ( ต่อ )
  • 19.
    • 1. อนินทรียสาร (Inorganic substance) เช่น คาร์บอน คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ ออกซิเจน เป็นต้น
    • 2. อินทรียสาร (Organic substance) เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เป็นต้น
    • 3. สภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Physical environment) เช่น แสง อุณหภูมิ อากาศ ความเป็นกรด - ด่าง เป็นต้น
    องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต
  • 20. ปัจจัยที่มีผลต่อความสัมพันธ์ในระบบนิเวศ
    • 1. ปัจจัยทางกายภาพ    ได้แก่   สภาพแวดล้อมที่ไร้ชีวิต
    • 1.1 แสง
    • 1.2 อุณหภูมิ
    • 1.3 แร่ธาตุ    
    • 1.4 ความชื้น    
  • 21.
    • 2.  ปัจจัยทางชีวภาพ   ได้แก่   ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกัน
    • 2.1   ภาวะพึ่งพากัน (Mutualism)    ทั้งสองฝ่ายเมื่ออยู่ร่วมกัน แล้วต่างก็ให้ประโยชน์แก่กัน
    • 2.2   ภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน   (Protocooperation)   คล้าย ภาวะพึ่งพากัน แต่ตั้งคู่ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา
    • 2.3   ภาวะเกื้อกูลกัน   (Commensalism)     ฝ่ายหนึ่งได้ ประโยชน์ อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้และไม่เสีย
    ปัจจัยที่มีผลต่อความสัมพันธ์ในระบบนิเวศ ( ต่อ )
  • 22. ปัจจัยทางชีวภาพ ( ต่อ )
    • 2.4   ภาวะล่าเหยื่อ (Predation) ฝ่ายได้ประโยชน์คือผู้ล่า (Predator)  
    • ฝ่ายเสียประโยชน์คือเหยื่อ (Prey)
    • 2.5 ภาวะมีปรสิต (Parasitism) ฝ่ายได้ประโยชน์คือปรสิต (Parasite)   
    • ฝ่ายเสียประโยชน์คือ  ผู้ให้อาศัย (Host)
    • 2.6   ภาวะการณ์แข่งขันกัน   (Competition )     ต่างแก่งแย่งอาหารและที่ อยู่    จึงทำให้เสียประโยชน์ทั้งคู่   อาจรุนแรงจนกระทั่งอยู่ฝ่ายหนึ่ง ตายฝ่ายหนึ่ง หรืออยู่ทั้งคู่ก็ได้
    • 2.7   ภาวะเป็นกลาง (Neutralism) อาศัยอยู่ในแหล่งเดียวกัน แต่ต่างฝ่าย ต่างอยู่
  • 23.  
  • 24.  
  • 25. ความสัมพันธ์เชิงอาหารของสิ่งมีชีวิต (Food relationship)
    • 1. ห่วงโซ่อาหาร (Food chain) คือ การกินต่อกันเป็นทอดๆ มีลักษณะเป็นเส้นตรง สิ่งมีชีวิตหนึ่งมีการกินอาหารเพียงชนิดเดียว ซึ่งเขียนเป็นลูกศรต่อกัน แบ่งออกเป็น 3 แบบ
    • 1.1 ห่วงโซ่อาหารแบบจับกิน (Predator chain) เป็นห่วง โซ่อาหารที่เริ่มต้นจากพืชไปยังสัตว์กินพืช สัตว์กินสัตว์ ตามลำดับ เช่น
    • ข้าวโพด -> ตั๊กแตน -> นก
  • 26. ห่วงโซ่อาหาร ( ต่อ )
    • 1.2 ห่วงโซ่อาหารแบบย่อยสลาย หรือแบบเศษอินทรีย์ (Saprophytic chain or Detritus chain) เป็นห่วงโซ่ อาหารที่เริ่มต้นจากซากอินทรีย์ถูกสลายโดยจุลินทรีย์ แล้ว จึงถูกกินต่อไปโดยสัตว์ที่กินเศษอินทรีย์และผู้ล่าต่อไป ตามลำดับ เช่น
    • ซากกวาง -> นกแร้ง -> เสือโคร่ง
  • 27.
    • 1.3 ห่วงโซ่อาหารแบบพาราสิต (Parasitic chain) เป็นห่วง โซ่อาหารที่เริ่มจากผู้ถูกอาศัยไปยังผู้อาศัยอันดับหนึ่ง แล้ว ไปยังผู้อาศัยลำดับต่อๆ ไป เช่น
    • เหยี่ยว -> ไร -> แบคทีเรีย
    ห่วงโซ่อาหาร ( ต่อ )
  • 28.
    • 2. สายใยอาหาร ( Food Web )
    • คือการถ่ายทอดพลังงานเคมีในรูปอาหารระหว่างสิ่งมีชีวิตหลายๆ ชนิดมารวมกัน ทำให้เกิดการถ่ายทอดพลังงานที่ซับซ้อน
    • การถ่ายทอดพลังงานจะไหลไปในทิศทางเดียว เริ่มจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคลำดับต่างๆ
    • มีการสูญเสียพลังงานในแต่ละลำดับขั้นของการบริโภค
    • ไม่มีการเคลื่อนกลับเป็นวัฏจักร
    ความสัมพันธ์เชิงอาหารของสิ่งมีชีวิต ( ต่อ )
  • 29.  
  • 30. หน้าที่ของระบบนิเวศ (Ecosystem function)
    • หน้าที่ที่สำคัญของระบบนิเวศประกอบด้วย 2 ส่วน คือการถ่ายทอดพลังงาน และการหมุนเวียนของธาตุอาหารในระบบนิเวศ
  • 31.
    • 1. การถ่ายทอดพลังงาน ( Energy Flow )
    • การเคลื่อนย้ายพลังงานจากระดับการส่งถ่ายพลังงานหนึ่ง ไป ยังอีกระดับหนึ่ง เช่น การเคลื่อนย้ายพลังงานจากพืชไปสู่สัตว์
    • - ห่วงโซ่อาหาร
    • - สายใยอาหาร
  • 32. การถ่ายทอดพลังงาน ( ต่อ )
    • ในการถ่ายทอดพลังงานจะมีการสูญเสียพลังงานไปเป็นช่วงๆ เนื่องจากการหายใจ และการคายความร้อน
    “ Ten Percent Law ”
  • 33.
    • 2. การหมุนเวียนธาตุอาหาร (Nutrient cycle in ecosystem)
    • คือ การเคลื่อนย้ายธาตุอาหารที่สะสมอยู่ในดินไปสู่ส่วนต่างๆ ของพืช แล้วเคลื่อนย้ายผ่านสัตว์ และผู้ย่อยสลายอินทรียสารกลับไปสะสมอยู่ในดิน เพื่อให้พืชได้ใช้ประโยชน์ต่อไป
    • *** การหมุนเวียนธาตุอาหารมีลักษณะเป็นวัฏจักร จากธรรมชาติเข้าสู่สิ่งมีชีวิต และจากสิ่งมีชีวิตกลับคืนสู่ธรรมชาติ ***
    หน้าที่ของระบบนิเวศ ( ต่อ )
  • 34. ภาพแสดงวัฏจักรของน้ำ
  • 35.
    • น้ำเป็นตัวกลางของกระบวนการต่าง ๆ ในสิ่งมีชีวิตรวมทั้งเป็นแหล่งต่าง ๆ ทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำในดิน ในรูปแบบของไอน้ำและน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลก
  • 36. ภาพแสดงวัฏจักรของไนโตรเจน
  • 37.
    • วัฏจักรของไนโตรเจน ธาตุไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลและโปรตีน จึงเป็นธาตุที่มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิต ไนโตรเจน มีอยู่ประใน 78 % ของปริมาณอากาศทั้งหมด แต่สิ่งมีชีวิตสามารถนำไปใช้ในรูปของสารประกอบอื่นๆ เช่น แอมโมเนีย ไนเตรท ยูเรีย กรดอะมิโนหรือโปรตีน และจาการที่แร่ธาตุไนโตรเจนมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชมนุษย์จะนำธาตุไนโตรเจนมาผลิตปุ๋ย โดยใช้ไนโตรเจนจากในอากาศเป็นวัตถุดิบและนำปุ๋ยที่ได้ในรูปของแอมโมเนียไปใช้ในการเกษตร ไนโตรเจนที่ถูกนำไปใช้จะถูกส่งต่อไปตามข่ายใยอาหาร ( Food Web )
  • 38.
    • วัฏจักรของฟอสฟอรัส ฟอสฟอรัสไม่มีในบรรยากาศ ดั้งนั้นวงจรฟอสฟอรัสจึงจำกัดอยู่ในดินและน้ำ โดยเป็นกระบวนการที่ ฟอสฟอรัสถูกหมุนเวียงจากดินสู่ทะเล และจากทะเลกลับสู่ดิน กระบวนการตกตะกอน ออกซิเจนมีบทบาทสำคัญต่อวงจรของฟอสฟอรัส ถ้ามีออกซิเจนมาก ฟอสฟอรัสที่เกิดขึ้นจะเป็นประเภทที่ไม่ละลายน้ำและจะตกตะผนึก ซึ่งพืชไม่สามารถนำไปใช้ได้ถ้าอยู่ในสภาพนั้นนานๆ เกลือฟอสฟอรัสจะสะสมเป็นหินฟอสเฟส ซึ่งจะค่อยๆกลับสู่ระบบนิเวศโดยกระบวนการสลายตัวของหน้าดิน ( Erosion )
  • 39.
    • ฟอสฟอรัสเป็นธาตุที่มีอยู่ในธรรมชาติน้อยมาก และเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ฟอสฟอรัสจึงถูกใช้หมุนเวียนในระบบในปริมาณที่จำกัด ฟอสฟอรัสในหินถูกกัดกร่อนชะล้างไหลลงสู่แม่น้ำและทะเลตกตะกอนในทะเล ฟอสฟอรัสในดินพืชนำไปใช้ แล้วสงไปยังสัตว์ที่กินพืช เมื่อสัตว์ตายลงฟอสฟอรัสจะถูกส่งต่อไปอยู่ในดินเป็นอาหารของพืชต่อไป ฟอสฟอรัสที่ตกตะกอนในทะเลจะถูกสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลนำไปใช้แล้วเข้าสู่โซ่อาหาร โดยสัตว์น้ำกินสัตว์ที่ได้รับฟอสฟอรัสต่อๆกันไป ในที่สุดฟอสฟอรัสจะถูกนำกลับมาใช้ในดินเป็นอาหารของพืชแล้วหมุนเวียนในระบบนิเวศ
  • 40.
    • วัฏจักรกำมะถัน
    วัฏจักรกำมะถัน สิ่งมีชีวิตไม่ต้องการกำมะถันมากนัก แต่วงจรกำมะถันมีความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับผลผลิต และการย่อยสลายตัวของสารอินทรีย์ในระบบนิเวศ วงจรของกำมะถันจะถูกนำไปสู่โซ่อาหาร โดยพืชนำไปใช้ก่อน แล้วกำมะถันถูกส่งต่อไปยังสัตว์ โดยเป็นทาสที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีนในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด กำมะถันที่อยู่ในรูปของโปรตีนจะถูกเปลี่ยนเป็นซัลเฟต ( sulphates ) โดยแบคทีเรียและรา ( fungi ) พืชจะนำกำมะถันกลับไปใช้อีกโดยตรง กำมะถันที่ปนเปื้อนอยู่ในเชื่อเพลิงจะถูกเผาไหม้เป็นซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ( SO 2 ) และซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ ( SO 3 ) ซึ่งเป็นต้นเหตุของอากาศเสีย
  • 41. ภาพแสดงหน้าที่ของระบบนิเวศ
  • 42. ความหลากหลายทางชีวภาพ
    • ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) หมายถึง ความหลากหลายของสรรพสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย การมีสิ่งมีชีวิตหลายๆ ชนิด หลายสายพันธุ์
  • 43. ประเภทของความหลากหลายทางชีวภาพ
    • 1. ความหลากหลายทางพันธุกรรม หมายถึง ความหลากหลายของยีนส์ที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมียีนส์แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ เช่น ข้าวมีสายพันธ์นับพันชนิด สุนัขมีหลายสายพันธุ์ เป็นต้น
  • 44.
    • 2. ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต หมายถึง ความหลากหลายของชนิดของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในพื้นที่หนึ่ง มีสิ่งมีชีวิตจำนวนมากหลายล้านชนิด ซึ่งมีความแตกต่างกันทางด้านลักษณะเฉพาะ รูปร่าง การดำรงชีวิต
    ประเภทของความหลากหลายทางชีวภาพ ( ต่อ )
  • 45.
    • 3. ความหลากหลายของระบบนิเวศ หมายถึง ความซับซ้อนของลักษณะพื้นที่ที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของโลก เมื่อประกอบกับสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศทำให้เกิดระบบนิเวศ ถิ่นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน
    ประเภทของความหลากหลายทางชีวภาพ ( ต่อ )
  • 46. การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
    • จัดหาข้อมูลและจัดระบบจัดเก็บข้อมูลสปีชีส์ของสิ่งมีชีวิตที่กระจัดกระจาย
    • พิทักษ์รักษาพื้นที่บริเวณที่มีระดับความอุดมสมบูรณ์
  • 47. การอนุรักษ์ระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
    • ได้ศึกษาหาความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบนิเวศตามสภาพธรรมชาติดั้งเดิมและระบบนิเวศที่ได้รับการจัดการอยู่ และจะมีวิธีการใดบ้างที่ช่วยรื้อฟื้นระบบนิเวศที่ได้รับความเสียหายนั้นให้กลับคืนสภาพ
  • 48. การอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรม
    • โดยการแสวงหาแหล่งพันธุกรรมที่มีอยู่ตามธรรมชาติอันเป็นผลพวงมาจากการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ที่อาจนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการปรับปรุงพันธุ์พืชและสัตว์
  • 49. คำถามท้ายบท
    • การศึกษาระบบนิเวศจำเป็นหรือไม่เพราะเหตุใด
    • ระบบนิเวศต่าง ๆ บนพื้นโลก มีลักษณะเป็นระบบนิเวศชนิดใด
    • จงเปรียบเทียบคุณลักษณะของระบบนิเวศธรรมชาติ ระบบนิเวศกึ่งธรรมชาติ และระบบนิเวศเมือง
    • ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสภาพแวดล้อมที่มีต่อระบบนิเวศ
    • ความหลากหลายทางชีวภาพมีความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างไร