• Like
E-BOOK คู่มือเตรียมสอบเจ้าหน้าที่บริหารงานทะเบียนและบัตร 3 กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

E-BOOK คู่มือเตรียมสอบเจ้าหน้าที่บริหารงานทะเบียนและบัตร 3 กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น

  • 430 views
Uploaded on

E-BOOK คู่มือเตรียมสอบเจ้าหน้าที่บริหารงานทะเบียนและบัตร 3 กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อสอบท้องถิ่น ปี 57 …

E-BOOK คู่มือเตรียมสอบเจ้าหน้าที่บริหารงานทะเบียนและบัตร 3 กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อสอบท้องถิ่น ปี 57
ราคา 249 บาท
สั่งซื้อได้ที่ :www.Sheetram.com
บริษัท ชีทราม จำกัด
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์ สำนักงานใหญ่
453 ถนนรามคำแหง(ปากซอย 53)
หัวหมาก บางกระปิ กรุงเทพฯ 102
โทรศัพท์ : 02-7230950,02-5141422,085-9679080,
085-9993722,085-9993740
FAX : 02-718-6528
เปิดบริการ 8.15-21.30 น. ทุกวัน

More in: Education
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
430
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
18
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. ~1~
  • 2. ~2~ ขอบเขตเนื้อหา ความรูทั่วไปเกี่ยวกับกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น ประวัติความเปนมา กรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น อํานาจหนาที่ วิสัยทัศนและพันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร (Strategic Issues) ความรูเฉพาะเฉพาะตําแหนงเจาหนาที่บริหารงานทะเบียนและบัตร ความรูทางดานงานทะเบียนและบัตร ชื่อ อัตราคาธรรมเนียม คํานําหนานาม บัตรประจําตัวประชาชน ความรูเกี่ยวกับงานธุรการ สรุป พรบ.ขอมูลขาวสารของราชการ สรุประเบียบการรักษาความลับของทางราชการ งานสารบรรณ แนวขอสอบงานสารบรรณ กฎหมายที่เกี่ยวของกับเจาหนาที่บริหารงานทะเบียนและบัตร พรบ.ขอมูลขาวสารของทางราชการ พศ. 2540 พรบ.ทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 และแกไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ.2551 พรบ.บัตรประจําตัวประชาชน พ.ศ.2526 และที่แกไขเพิ่มเติม กฎกระทรวงกําหนดใหคนตางดาวปฏิบัติเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2548 กฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑและวิธีจัดเกบขอมูลทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2550 กฎกระทรวงกําหนดอัตราคาธรรมเนียมการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2545 แนวขอสอบ พรบ.ขอมูลขาวสารของทางราชการ พศ. 2540 แนวขอสอบ พรบ.ทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 และแกไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ.2551 แนวขอสอบ พรบ.บัตรประจําตัวประชาชน พ.ศ.2526 และที่แกไขเพิ่มเติม กฎหมายที่เกี่ยวของกับกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น สรุประเบียบวาดวยการรักษาความลับของทางราชการ สรุป ระเบียบบริหารราชการแผนดินพ.ศ. 2534 และแกไขเพิ่มเติม การจัดระเบียบบริหารราชการสวนกลาง การจัดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค การจัดระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สรุปพ.ร.บ. องคการบริหารสวนจังหวัด พ.ศ. 2540 และแกไขเพิ่มเติม สภาองคการบริหารสวนจังหวัด นายกองคการบริหารสวนจังหวัด อํานาจหนาที่ขององคการบริหารสวนจังหวัด การงบประมาณและการคลัง การกํากับดูแล สรุป พรบ.เทศบาล 2496 และที่แกไขเพิ่มเติมถึง ฉบับที่ 13 พ.ศ.2552 การจัดตั้งเทศบาล สภาเทศบาล อํานาจหนาที่ของนายกเทศมนตรี 5 5 5 6 7 8 8 9 9 10 12 23 30 40 55 79 94 99 107 109 111 113 121 139 145 155 155 157 160 160 163 163 164 165 165 166 169 169 169 171
  • 3. ~3~ เทศบัญญัติ การคลังและทรัพยสินของเทศบาล การควบคุมเทศบาล คณะกรรมการที่ปรึกษาการเทศบาล สรุปพ.ร.บ.สภาตําบลและองคการบริหารสวนตําบล พ.ศ.2537 และแกไขเพิ่มเติมถึง ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2552 สภาตําบล การกํากับดูแลสภาตําบล งบประมาณรายจายประจําป การกํากับดูแลองคการบริหารสวนตําบล สรุปพรบ.ระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ. 2542 และแกไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2551 การบริหารงานบุคคลในองคการบริหารสวนจังหวัด การบริหารงานบุคคลในเทศบาล การบริหารงานบุคคลในองคการบริหารสวนตําบล การบริหารงานบุคคลในกรุงเทพมหานคร การบริหารงานบุคคลในเมืองพัทยา คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น สรุปสาระสําคัญพ.ร.บ.กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ ใหแกองคกรปกครอง สวนทองถิ่น พ.ศ.2542 และแกไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2549 คณะกรรมการการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น แผนการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น สรุปสาระสําคัญ พระราชกฤษฎีกาวาดวยหลักเกณฑและวิธีการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 การบริหารกิจการบานเมืองที่ดี การบริหารราชการเพื่อใหเกิดประโยชนสุขของประชาชน การบริหารราชการเพื่อใหเกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจของรัฐ การบริหารราชการอยางมีประสิทธิภาพและเกิดความคุมคาในเชิงภารกิจของรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การปรับปรุงภารกิจของสวนราชการ การอํานวยความสะดวกและการตอบสนองความตองการของประชาชน การประเมินผลการปฏิบัติราชการ สรุปสาระสําคัญพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2552 และแกไขเพิ่มเติม การบริหารเมืองพัทยา สภาเมืองพัทยา นายกเมืองพัทยา ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา ขอบัญญัติเมืองพัทยา การกํากับดูแล 171 172 173 173 182 182 184 187 188 189 190 191 192 192 192 192 196 196 197 199 199 199 200 201 202 202 203 204 205 205 205 205 206 206 208
  • 4. ~4~ ประวัตความเปนมา ิ กรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น เปนสวนราชการที่จัดตั้งขึ้นใหมใน สังกัดกระทรวงมหาดไทยที่มีบทบาทภารกิจสําคัญใน การสงเสริมสนับสนุนองคกร ปกครองสวนทองถิ่น โดยการพัฒนาและใหคําปรึกษา แนะนํา องคกรปกครองสวนทองถิ่นในดานการจัดทําแผนพัฒนาทองถิ่น การบริหารงานบุคคล การเงินการคลัง และการบริหารจัดการ เพื่อให องคกรปกครองสวนทองถิ่น มีความเขมแข็ง และมีศักยภาพในการใหบริการสาธารณะ ทั้งนี้ อํานาจหนาที่และโครงสรางสวนราชการ ของ กรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น เปนไปตามกฏกระทรวงแบงสวนราชการกรมสงเสริมการ ปกครองทองถิ่นกระทรวง มหาดไทย พ.ศ. 2545 ซึ่งกําหนดไวดังนี้ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. อํานาจหนาที่ ดําเนินการพัฒนาระบบ รูปแบบ และโครงสรางขององคกรปกครองสวนทองถิ่น สงเสริมและสนับสนุนในการจัดทํา ประสานและบูรณาการแผนพัฒนาทองถิ่นและวางระบบ ในการติดตามและประเมิน ผลการดําเนินงานตามแผนพัฒนาทองถิ่น ดําเนินการจัดทํา แกไข ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวของกับองคกรปกครองสวน ทองถิ่น รวมทั้งใหคําปรึกษา แนะนํา และกํากับดูแลการปฏิบัติงานตามอํานาจ หนาที่ของ องคการปกครองสวนทองถิ่น กําหนดแนวทางและจัดทํามาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลขององคกร ปกครอง สวนทองถิ่น ทั้งนี้ ตามกฎหมายวาดวยการบริการงานบุคคลสวนทองถิ่น สงเสริม สนับสนุน และประสานการดําเนินงานดานการเงิน การคลัง การงบประมาณ การ พัสดุการจัดเก็บรายได และการประกอบกิจการพาณิชยขององคกรปกครองสวน ทองถิ่น รวมทั้งวางระบบตรวจสอบระบบการเงิน การบัญชี และ การพัสดุขององคการ ปกครองสวนทองถิ่น สงเสริมสนับสนุนและประสานการจัดการบริการสาธารณะและการศึกษาในอํานาจหนาที่ของ องคกรปกครองสวนทองถิ่น กําหนดแนวทาง วางระบบ และสรางตัวชีวัดเพือเปนมาตรฐานการดําเนินงานขององคกร ้ ่ ปกครองสวนทองถิ่น ตลอดจนกํากับดูแลใหเปนไปตามมาตรฐาน สงเสริมภาคประชาชนใหมีสวนรวมในการบริหารงานและตรวจสอบการดําเนินงานของ องคกรปกครองสวนทองถิ่น
  • 5. ~5~ 9. พัฒนาระบบขอมูลสารสนเทศเพื่อการบริการขององคการปกครองสวนทองถิ่น 10. พัฒนาบุคลากรขององคการปกครองสวนทองถินและของกรม ่ 11. ปฏิบัติการอืนใดตามที่กฎหมายกําหนดใหเปนอํานาจหนาที่ของกรมหรือตามที่กระทรวงหรือ ่ คณะรัฐมนตรีมอบหมาย ตอมาในป พ.ศ.2551 ไดมีการประกาศใชกฎกระทรวงแบงสวนราชการกรมสงเสริมการ ปกครองทองถิ่น กระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2551 โดยกําหนดใหมีราชการบริหารสวน ภูมิภาค และจัดตั้งสํานักงานสงเสริมการปกครองทองถิ่นจังหวัดขึ้นในกรมสงเสริมการ ปกครองทองถิ่น เพื่อทําหนาที่ประสานงานและปฏิบัติหนาที่ในฐานะตัวแทนของกรม ใน ราชการสวนภูมิภาค เพื่อใหการดําเนินการกํากับ ดูแล และสนับสนุนการปฎิบัติงานของ และมีประสิทธิภาพ และจัดตั้งกลุม องคกรปกครองสวนทองถิ่นเปนไปอยางคลองตัว ตรวจสอบภายในและกลุ ม พั ฒ นาระบบบริ ห ารขึ้ น ในกรมส ง เสริ ม การปกครองท อ งถิ่ น กระทรวงมหาดไทย เพื่อทําหนาที่ตรวจสอบการดําเนินงานภายในสวนราชการ สนับสนุน การปฏิบัติงานของกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น และพัฒนาการบริหารของสวนราชการ ใหเกิดผลสัมฤทธิ์ มีประสิทธิภาพ และคุมคา 1. 2. 3. 4. 5. วิสัยทัศนและพันธกิจ วิสัยทัศนกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น (Vision) “ เปนองคกรหลักในการสงเสริมให อปท. เขมแข็งอยางยั่งยืน ” พันธกิจกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น (Mission) พัฒนากรมสงเสริมการปกครองทองถิ่นใหเปนองคกรที่มีสมรรถนะสูง สงเสริมการจัดทําแผนพัฒนาทองถิ่นใหสอดคลองกับแผนยุทธศาสตรระดับชาติ ระดับจังหวัด และตอบสนองความตองการของประชาชนภายใตกระบวนการมีสวนรวมจาก ภาคีเครือขาย สงเสริมระบบบริหารงานบุคคลของ อปท. ใหเปนไปตามหลักคุณธรรม และเพิ่มขีด ความสามารถของบุคลากร อปท. ใหทํางานอยางมืออาชีพ พัฒนาระบบงบประมาณและการคลังขององคกรปกครองสวนทองถิ่นใหมีประสิทธิภาพและ สามารถพึ่งตนเองได พัฒนาระบบกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานของ อปท. และสนับสนุนผูกํากับ ดูแล อปท.
  • 6. ~6~ ความรูทางดานบริหารงานทะเบียนและบัตร  ชื่อ “ชื่อตัว” หมายความวา ชื่อประจําบุคคล “ชื่อรอง” หมายความวา ชื่อประกอบถัดจากชื่อตัว “ชื่อสกุล” หมายความวา ชื่อประจําวงศสกุล “นายทะเบียน” หมายความวา นายทะเบียนทองที่ นายทะเบียนจังหวัด หรือนาย ทะเบียนกลาง ซึ่งรัฐมนตรีแตงตั้งใหปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “รัฐมนตรี” หมายความวา รัฐมนตรีผูรกษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ั ผูมีสัญชาติไทยตองมีชื่อตัวและชื่อสกุล และจะมีชื่อรองก็ได ชื่อสกุลตอง (1) ไมพองหรือมุงหมายใหคลายกับพระปรมาภิไธย หรือพระนามของพระ ราชินี (2) ไมพองหรือมุงหมายใหคลายกับราชทินนาม เวนแตราชทินนามของตน ของผูบุพการี หรือของผูสืบสันดาน (3) ไมซ้ํากับชื่อสกุลที่ไดรับพระราชทานจากพระมหากษัตริย หรือชื่อสกุลที่ได จดทะเบียนไวแลว (4) ไมมีคําหรือความหมายหยาบคาย (5) มีพยัญชนะไมเกินกวาสิบพยัญชนะ เวนแตกรณีใชราชทินนามเปนชื่อสกุล เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงดวยการหยาหรือศาลพิพากษาใหเพิกถอนการสมรส ให ฝายซึ่งใชชื่อสกุลของอีกฝายหนึ่งกลับไปใชชื่อสกุลเดิมของตน เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงดวย ความตาย ใหฝายซึ่งยังมีชีวิตอยูและใชชื่อสกุลของอีกฝายหนึ่งมีสิทธิใชชื่อสกุลนั้นไดตอไป แตเมื่อจะสมรสใหม ใหกลับไปใชชื่อสกุลเดิมของตน ผูอุปการะเลี้ยงดูเด็ก หรือเจาของสถานพยาบาล สถานสงเคราะห หรือสถาน อุปการะเลี้ยงดูเด็ก ประสงคจะจดทะเบียนตั้งชื่อสกุลของเด็กซึ่งตนอุปการะเลี้ยงดูหรือเด็ก แหงสถานดังกลาวซึ่งมีสัญชาติไทยแตไมปรากฏชื่อสกุลใชรวมกันหรือแยกกัน ใหยื่นคําขอ ตอนายทะเบียนทองที่ที่ผูอุปการะเลี้ยงดูมีชื่ออยูในทะเบียนบานตามกฎหมายวาดวยการ ทะเบียนราษฎรหรือที่สถานดังกลาวตั้งอยู ผูมีชื่อตัวหรือชื่อรองอยูแลวประสงคจะเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อรอง ใหยื่นคําขอตอ นายทะเบียนทองที่ในทองที่ที่ตนมีชื่ออยูในทะเบียนบานตามกฎหมายวาดวยการทะเบียน
  • 7. ~7~ ราษฎร เมื่ อ นายทะเบี ย นท อ งที่ เ ห็ น ว า ชื่ อ ตั ว หรื อ ชื่ อ รองที่ ข อเปลี่ ย นใหม นั้ น ไม ขั ด ต อ พระราชบัญญัตินี้ ก็ใหอนุญาตและออกหนังสือสําคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อให ในกรณีที่นายทะเบียนสั่งไมรับจดทะเบียนชื่อสกุล ผูขอจดทะเบียนชื่อสกุลมีสิทธิ อุทธรณคําสั่งของนายทะเบียนตอรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแตวันทราบคําสั่งโดยยื่น อุทธรณตอนายทะเบียนทองที่ อัตราคาธรรมเนียม (1) การออกหนังสือสําคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัว หรือชื่อรอง ฉบับละ 100 บาท (2) การออกหนังสือสําคัญแสดงการรับจดทะเบียน ตั้งชื่อสกุล ฉบับละ 200 บาท (3) การออกหนังสือสําคัญแสดงการรับจดทะเบียน เปลี่ยนชื่อสกุล (ก) การเปลี่ยนชื่อสกุลเพราะเหตุสมรส (1) การเปลี่ยนครั้งแรกภายหลังการ จดทะเบียนสมรสหรือเปลี่ยนเพราะ การสมรสสิ้นสุดลง ไมตองเสียคาธรรมเนียม (2) การเปลี่ยนครั้งตอ ๆ ไป ฉบับละ 200 บาท (ข) การเปลี่ยนชื่อสกุลเพราะเหตุอื่น ฉบับละ 200 บาท (4) การออกใบแทนหนังสือสําคัญตาม (1) (2) หรือ (3) ฉบับละ 50 บาท คํานําหนานาม หญิงซึ่งมีอายุ 15 ปบริบูรณขึ้นไป และยังไมไดจดทะเบียนสมรสใหใชคํานําหนา นามวา “นางสาว” หญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสแลว จะใชคํานําหนานามวา “นาง” หรือ “นางสาว” ได ต ามความสมั ค รใจ โดยให แ จ ง ต อ นายทะเบี ย นตามกฎหมายว า ด ว ยการจดทะเบี ย น ครอบครัว หญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสแลว หากตอมาการสมรสไดสิ้นสุดลงจะใชคํานําหนา นามวา “นาง” หรือ “นางสาว” ไดตามความสมัครใจ โดยใหแจงตอนายทะเบียนตามกฎหมาย วาดวยการจดทะเบียนครอบครัว
  • 8. ~8~ บัตรประจําตัวประชาชน “บัตร” หมายความวา บัตรประจําตัวประชาชน “ผูถือบัตร” หมายความวา ผูมีชื่อเปนเจาของบัตร “ทะเบียนบาน” หมายความวา ทะเบียนบานตามกฎหมายวาดวยการทะเบียน ราษฎร “เจาพนักงานออกบัตร” หมายความวา ผูซึ่งรัฐมนตรีแตงตั้งใหปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ “เจาพนักงานตรวจบัตร” หมายความวา ผูซึ่งรัฐมนตรีแตงตั้งใหปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ “พนักงานเจาหนาที่” หมายความว า ผูซึ่ ง รัฐมนตรีแตง ตั้งใหป ฏิบั ติ การตาม พระราชบัญญัตินี้ “รัฐมนตรี” หมายความวา รัฐมนตรีผูรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ผูมีสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแตเจ็ดปบริบูรณ แตไมเกินเจ็ดสิบปบริบูรณ และมีชื่อ ในทะเบียนบานตองมีบัตรตามที่กําหนด ผูซึ่งมีอายุเกินเจ็ดสิบปและผูซึ่งไดรับการยกเวนตามกฎกระทรวงจะขอมีบัตรก็ ได ผูซึ่งตองมีบัตร ใหยื่นคําขอมีบัตรตอพนักงานเจาหนาที่ภายในกําหนดหกสิบวัน นับแต (1) วันที่อายุครบเจ็ดปบริบูรณ (2) วั น ที่ ไ ด สั ญ ชาติ ไ ทย สํ า หรั บ ผู ไ ม ไ ด สั ญ ชาติ ไ ทยโดยการเกิ ด หรื อ ได กลับคืนสัญชาติไทยตามกฎหมายวาดวยสัญชาติ (3) วันที่นายทะเบียนเพิ่มชื่อในทะเบียนบานตามกฎหมายวาดวยการทะเบียน ราษฎร (4) วันที่พนสภาพจากการไดรับการยกเวน บัตรใหใชไดนับแตวันออกบัตรและมีอายุแปดปนับแตวันเกิดของผูถือบัตรที่ถึง กําหนดภายหลังจากวันออกบัตร บัตรที่ยังไมหมดอายุในวันที่ผูถือบัตรมีอายุครบเจ็ดสิบป บริบูรณ ใหใชบัตรนั้นตอไปไดตลอดชีวิต ผูถือบัตรตองมีบัตรใหม โดยยื่นคําขอตอพนักงาน เจาหนาที่ภายในหกสิบวันนับแตวันที่บัตรเดิมหมดอายุ ผูถือบัตรจะขอมีบัตรใหมกอนวันที่ บัตรเดิมหมดอายุก็ได โดยยื่นคําขอตอพนักงานเจาหนาที่ภายในหกสิบวันกอนวันที่บัตรเดิม หมดอายุ
  • 9. ~9~ ผูถือบัตรผูใดเสียสัญชาติไทยเมื่อใด ไมวาดวยเหตุใดผูนั้นหมดสิทธิที่จะใชบัตร นั้นทันที และตองสงมอบบัตรนั้นใหแกพนักงานเจาหนาที่แหงทองที่ที่ตนมีชื่ออยูในทะเบียน บาน ภายในสามสิบวันนับแตวันที่เสียสัญชาติไทย ผูใด (1) ยื่นคําขอมีบัตรโดยมิไดมีสัญชาติไทย ดวยการแสดงหลักฐานอันเปนเท็จหรือ ปกป ดข อ ความจริง ตอ พนั กงานเจ าหน าที่ ต อ งระวางโทษจํ าคุ ก ตั้งแต หนึ่ ง ป ถึ ง ห าป หรื อ ปรับตั้งแตสองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ (2) แจงขอความหรือแสดงหลักฐานอันเปนเท็จตอพนักงานเจาหนาที่ ในการขอมีบัตร หรือการขอมีบัตรใหมหรือขอเปลี่ยนบัตร ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสามปหรือปรับไมเกิน หกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ (3) ปลอมบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับ ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหนึ่งปถึงสิบป หรือปรับตั้งแตสองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ เจาพนักงานออกบัตร เจาพนักงานตรวจบัตร หรือพนักงานเจาหนาที่ กระทําผิดดัง ขอ ขางตนตองระวางโทษจําคุกตั้งแตสามปถึงสิบหาปและปรับตั้งแตหกหมื่นบาทถึงสาม แสนบาท ผูใดนําบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับของผูอื่นไปใชแสดงวาตนเปนเจาของบัตร หรือใบรับหรือใบแทนใบรับ ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหกเดือนถึงหาป และปรับตั้งแตหนึ่ง หมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ผู ใ ดเอาไปเสี ย หรื อ ยึ ด ไว ซึ่ ง บั ต รหรื อ ใบรั บ หรื อ ใบแทนใบรั บ ของผู อื่ น เพื่ อ ประโยชนสําหรับตนเองหรือผูอื่นโดยมิชอบ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหกเดือนและปรับไม เกินหนึ่งหมื่นบาท ผูใดยินยอมใหผูอื่นนําบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับของตนไปใชในทางทุจริต ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตสามเดือนถึงสามป หรือปรับตั้งแตหาพันบาทถึงหกหมื่นบาท หรือ ทั้งจําทั้งปรับ ผูถือบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับซึ่งมีอายุตั้งแตสิบหาปขึ้นไป ผูใดไมสามารถ แสดงบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับ เมื่อเจาพนักงานตรวจบัตรขอตรวจ ตองระวางโทษ ปรับไมเกินสองรอยบาท ผูใดมีอายุครบสิบหาปบริบูรณแลวกอนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใชบังคับ และเปน บุคคลซึ่งตองขอมีบัตรตอพนักงานเจาหนาที่ ใหยื่นคําขอมีบัตรตอพนักงานเจาหนาที่ ภายใน เกาสิบวันนับแตวันที่รัฐมนตรีกําหนด
  • 10. ~ 10 ~ อัตราคาธรรมเนียม (1) การออกบัตร ฉบับละ (2) การออกใบแทนใบรับ ฉบับละ (3) การขอคัดและรับรองสําเนาขอมูลเกี่ยวกับบัตร ฉบับละ 100 บาท 10 บาท 10 บาท ความรูความเขาใจเกี่ยวกับงานธุรการ งานสารบรรณ  งานธุรการ งานธุรการจะเปนงานที่เกี่ยวของกับทางดานเอกสาร เชน การรับ – สงเอกสาร การ จัดระบบงาน เอกสาร การเก็บขอมูลที่สําคัญขององคกร งานพิมพตางๆ และหนังสือโตตอบ ทางราชการ เปนตน รวมถึงประสานงานทั้งภายในและภายนอกองคกร ทุกหนวยงานจะมี งานธุรการเพื่อทําหนาที่ดําเนินงานดานเอกสารภายในหนวยงาน นั้นๆ รวมไปถึงการ ประสานงานกับหนวยงานอื่นๆ ทั้งภายในองคกรและภายนอกองคกรก็ได ดังนั้น จะเห็นได วาองคกรสวนใหญใหความสําคัญกับงานธุรการเพราะงานธุรการเปนหัวใจหลักของการ ประสานงานตางๆ การเก็บขอมูลเอกสารที่สําคัญๆ ของสวนงานภายในองคกรนั่นเอง งานธุ ร การ คื อ งานที่ เ กี่ ย วกั บ เอกสารหลั ก ฐานในราชการ รวมทั้ ง การควบคุ ม ตรวจสอบ อํานวยความสะดวกในการติดตอประสานงาน เพื่อใหการปฏิบัติงานของทุกฝาย ดําเนินไปสูเปาหมายที่วางไวไดดีที่สุด ขอบขายของงานธุรการ 1. รับ-สงหนังสือ 2. รางหนังสือ 3. พิมพหนังสือ 4. ผลิตสําเนาเอกสาร 5. จัดเก็บเอกสาร/แฟมเสนอ 6. บันทึกเสนอหนังสือ 8. การทําลายหนังสือ 9. ดูแลสํานักงาน 7. ตรวจทานหนังสือ 10. อื่นๆ เชน การเงิน บัญชี งบประมาณ พัสดุ ความสําคัญของงานธุรการ 1. เปนดานหนาของหนวยงาน 2. เปนหนวยสนับสนุน 3. เปนหนวยบริการ
  • 11. ~ 11 ~ สรุปพระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ.2540 พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ.2540” มีผลใชบังคับเมื่อพนกําหนดเกาสิบวันนับแตวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเปนตนไป และมีายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอํานาจออกกฎกระทรวง ผูรับสนอง พระบรมราชโองการ คือ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี “ขอมูลขาวสาร” หมายความวา สิ่งที่สื่อความหมายใหรูเรื่องราวขอเท็จจริง ขอมูล หรือสิ่งใดๆ ไมวาการสื่อความหมายนั้นจะทําไดโดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผานวิธีการ ใดๆ และไมวาจะไดจัดทําไวในรูปของเอกสาร แฟม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถาย ฟลม การบันทึกภาพหรือเสียง การบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร หรือวิธี อื่นใดที่ทําใหสิ่งที่บันทึกไวปรากฏได “ขอมูลขาวสารของราชการ” หมายความวา ขอมูลขาวสารที่อยูในความครอบครอง หรือควบคุมดูแลของหนวยงานของรัฐ ไมวาจะเปนขอมูลขาวสารเกี่ยวกับการดําเนินงาน ของรัฐหรือขอมูลขาวสารเกี่ยวกับเอกชน “หนวยงานของรัฐ” หมายความวา ราชการสวนกลาง ราชการสวนภูมิภาค ราชการ สวนทองถิ่น รัฐวิสาหกิจ สวนราชการสังกัดรัฐสภา ศาลเฉพาะในสวนที่ไมเกี่ยวกับการ พิจารณาพิพากษาคดี องคกรควบคุมการประกอบวิชาชีพ หนวยงานอิสระของรัฐและ หนวยงานอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง “เจาหนาที่ของรัฐ” หมายความวา ผูซึ่งปฏิบัติงานใหแกหนวยงานของรัฐ “ขอมูลขาวสารสวนบุคคล” หมายความวา ขอมูลขาวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของ บุคคล เชน การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการ ทํางาน บรรดาที่มีชื่อของผูนั้นหรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทําใหรูตัวผูนั้น ได เชน ลายพิมพนิ้วมือ แผนบันทึกลักษณะเสียงของคนหรือรูปถาย และใหหมายความ รวมถึงขอมูลขาวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผูที่ถึงแกกรรมแลวดวย “คณะกรรมการ” หมายความวา คณะกรรมการขอมูลขาวสารของราชการ “คนตางดาว” หมายความวา บุคคลธรรมดาที่ไมมีสัญชาติไทยและไมมีถิ่นที่อยู ในประเทศไทย และนิติบุคคลดังตอไปนี้ (1) บริษัทหรือหางหุนสวนที่มีทุนเกินกึ่งหนึ่งเปนของคนตางดาว ใบหุนชนิดออกใหแก ผูถือ ใหถือวาใบหุนนั้นคนตางดาวเปนผูถือ (2) สมาคมที่มีสมาชิกเกินกึ่งหนึ่งเปนคนตางดาว
  • 12. ~ 12 ~ (3) สมาคมหรือมูลนิธิที่มีวัตถุประสงคเพื่อประโยชนของคนตางดาว (4) นิติบุคคลอื่นใดที่มีผูจัดการหรือกรรมการเกินกึ่งหนึ่งเปนคนตางดาว การเปดเผยขอมูลขาวสาร หนวยงานของรัฐตองสงขอมูลขาวสารของราชการอยางนอยดังตอไปนี้ลงพิมพในราช กิจจานุเบกษา (1) โครงสรางและการจัดองคกรในการดําเนินงาน (2) สรุปอํานาจหนาที่ที่สําคัญและวิธีการดําเนินงาน (3) สถานที่ติดตอเพื่อขอรับขอมูลขาวสาร หรือคําแนะนําในการติดตอกับหนวยงาน ของรัฐ (4) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ขอบังคับ คําสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบาย หรือการตีความ ทั้งนี้ เฉพาะที่จัดใหมีขึ้นโดยมีสภาพอยางกฎ เพื่อใหมีผลเปนการ ทั่วไปตอเอกชนที่เกี่ยวของ (5) ขอมูลขาวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกําหนด หนวยงานของรัฐตองจัดใหมีขอมูลขาวสารของราชการอยางนอยดังตอไปนี้ไว ใหประชาชนเขาตรวจดูได (1) ผลการพิจารณาหรือคําวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงตอเอกชน รวมทั้งความเห็นแยงและ คําสั่งที่เกี่ยวของในการพิจารณาวินิจฉัยดังกลาว (2) นโยบายหรือการตีความที่ไมเขาขายตองลงพิมพในราชกิจจานุเบกษา (3) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจายประจําปของปที่กําลังดําเนินการ (4) คูมือหรือคําสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจาหนาที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบถึงสิทธิ หนาที่ของเอกชน (5) สิ่งพิมพที่ไดมีการอางอิง (6) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเปนการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญารวมทุนกับ เอกชนในการจัดทําบริการสาธารณะ (7) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แตงตั้งโดยกฎหมาย หรือโดยมติ คณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ใหระบุรายชื่อรายงานทางวิชาการ รายงานขอเท็จจริง หรือขอมูล ขาวสารที่นํามาใชในการพิจารณาไวดวย (8) ขอมูลขาวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกําหนด
  • 13. ~ 13 ~ สรุประเบียบวาดวยรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 “ระเบียบวาดวยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544” ระเบียบนี้ใหใช บังคับเมื่อพนกําหนด 120 วัน นับแตวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งนายกรัฐมนตรี รักษาการตามระเบียบ มีนายชวน หลีกภัย ลงนามในประกาศ “ขอมูลขาวสารลับ” หมายความวา ขอมูลขาวสารตาม ม.14 หรือ ม.15 ที่มีคําสั่ง ไมใหเปดเผยและอยูในความครอบครอง หรือ ควบคุมดูแลของหนวยงานของรัฐ ไมวาจะเปน เรื่ อ งที่ เ กี่ ย วกั บ การดํ า เนิ น งานของรั ฐ หรื อ ที่ เ กี่ ย วกั บ เอกชน ซึ่ ง มี ก ารกํ า หนดให มี ชั้ น ความลับเปน ชั้นลีบ ชั้นลับมาก หรือ ชั้นลับที่สุด ตามระเบียบนี้ โดยคํานึงถึงการปฏิบัติ หนาที่ของหนวยงานของรัฐ และประโยชนแหงรัฐประกอบกัน “ประโยชนแหงรัฐ” หมายความวา การดําเนินงานของรัฐที่เกี่ยวกับประโยชน สาธารณะ หรือ ประโยชนของเอกชนประกอบกัน ไมวาจะเปนเรื่องความมั่นคงของรัฐที่ เกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศ หรือระหวางประเทศ การปองกันประเทศ เศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร เทคโนโลยี การพลังงาน และสิ่งแวดลอม “ หัวหนาหนวยงานของรัฐ” หมายความวา (1) หัวหนาสวนราชการที่มีฐานะเปนนิติบุคคล สําหรับสวนราชการในสังกัด กระทรวงกลาโหม ใหหมายความรวมถึง หัวหนา สวนราชการที่ขึ้นตรงตอ สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กรมราชองครักษ กองบัญชาการ ทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ (2) ผูวาราชการจังหวัด สําหรับราชการสวนภูมิภาค (3) ผูวาราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร นายกองคการบริหารสวนจังหวัด นายกเทศมนตรี ประธานสภาตําบล นายกเมืองพัทยา หรือตําแหนงที่เรียกชื่ออยางอื่นที่มี ลักษณะทํานองเดียวกัน แลวแตกรณี สําหรับขาราชการสวนทองถิ่น (4) ผูบริหารกิจการของรัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานอื่นของรัฐ สําหรับงานของ รัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานอื่นของรัฐ “ การปรับชั้นความลับ” หมายความวา การลด หรือ เพิ่มชั้นความลับของขอมูล ขาวสารลับ และใหหมายความรวมถึง การยกเลิกชั้นความลับของขอมูลขาวสารลับนั้นดวย ทุก 5 ป เปนอยางนอย ใหนายกรัฐมนตรีจัดใหมีการทบทวนการปฏิบัติการตาม ระเบียบนี้ และพิจารณาแกไขเพิ่มเติมระเบียบนี้ใหเหมาะสม
  • 14. ~ 14 ~ ใหหนวยงานของรัฐ มีหนาที่รักษาขอมูลขาวสารลับในหนวยงานของตน และอาจ มอบหมายหนาที่ดังกลาวไดตามความจําเปนใหผูใตบังคับบัญชา หรือใหแกราชการสวน ภูมิภาค ในกรณีที่สามารถมอบอํานาจไดตาม กม. บุคคลที่จะเขาถึงขอมูลขาวสารบัญในชั้นความลับใด จะตองเปนบุคคลที่ผูบังคับ บั ญ ชามอบหมายความไว ว างใจ และให เ ข า ถึ ง ข อ มู ล ข า วสารลั บ ได เ ฉพาะเรื่ อ งที่ ไ ด รั บ มอบหมายเทานั้น องคการรักษาความปลอดภัย องคการรักษาความปลอดภัยตามระเบียบนี้ ไดแก (1) สํานักขาวกรองแหงชาติ สํานักนายกรัฐมนตรี เปนองคการรักษาความปลอดภัย ฝายพลเรือน (2) ศูนยรักษาความปลอดภัย กองบัญชาการทหารสูงสุด เปนองคการรักษาความ ปลอดภัยฝายทหาร ชั้นความลับของขอมูลขาวสารลับ แบงออกเปน 3 ชั้น คือ (1) ลับที่สุด (TOP SECRET) (2) ลับมาก ( SECRET) (3) ลับ ( CONFIDENTIAL) ลับที่สุด หมายความถึง ขอมูลขาวสารลับซึ่งหากเปดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางสวน จะกอใหเกิดความเสียหายแกประโยชนแหงรัฐอยางรายแรงที่สุด ลับมาก หมายความถึง ขอมูลขาวสารลับซึ่งหากเปดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางสวนจะ กอใหเกิดความเสียหายแกประโยชนแหงรัฐอยางรายแรง ลับ หมายความถึง ลับที่สุด หมายความถึง ขอมูลขาวสารลับซึ่งหากเปดเผยทั้งหมด หรือเพียงบางสวนจะกอใหเกิดความเสียหายแกประโยชนแหงรัฐ ผูมีอํานาจกําหนดชั้นความลับ ให หั ว หน า หน ว ยงานของรั ฐ มี ห น า ที่ รั บ ผิ ด ชอบในการกํ า หนดชั้ น ความลั บ พรอมทั้งใหเหตุผลประกอบการกําหนดชั้นความลับของขอมูลขาวสารลับนั้นดวยวาเปน ขอมูลขาวสารประเภทใด และเพราะเหตุใด ในการนี้อาจมอบหมายหนาที่ดังกลาวไดตาม ความจําเปนใหผูใตบังคับบัญชาหรือใหแกราชการสวนภูมิภาค ในกรณีที่สามารถมอบอํานาจ ไดตามกฎหมาย
  • 15. ~ 15 ~ พระราชบัญญัตขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ.2540 ิ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ใหไว ณ วันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2540 เปนปที่ 52 ในรัชกาลปจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกลา ฯ ใหประกาศวา โดยที่เปนการสมควรใหมีกฎหมายวาดวยขอมูลขาวสารของราชการ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหตราพระราชบัญญัติขึ้นไวโดยคําแนะนําและยินยอม ของรัฐสภาดังตอไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ.2540” มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ใหใชบังคับเมื่อพนกําหนดเกาสิบวันนับแตวันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเปนตนไป มาตรา 3 บรรดากฎหมาย กฎ ระเบียบ และขอบังคับอื่น ในสวนที่บัญญัติไวแลวใน พระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแยงกับบทแหงพระราชบัญญัตินี้ใหใชพระราชบัญญัตินี้ แทน มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ “ขอมูลขาวสาร” หมายความวา สิ่งที่สื่อความหมายใหรูเรื่องราวขอเท็จจริง ขอมูล หรือสิ่งใดๆ ไมวาการสื่อความหมายนั้นจะทําไดโดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผานวิธีการ ใดๆ และไมวาจะไดจัดทําไวในรูปของเอกสาร แฟม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถาย ฟลม การบันทึกภาพหรือเสียง การบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร หรือวิธี อื่นใดที่ทําใหสิ่งที่บันทึกไวปรากฏได “ขอมูลขาวสารของราชการ” หมายความวา ขอมูลขาวสารที่อยูในความครอบครอง หรือควบคุมดูแลของหนวยงานของรัฐ ไมวาจะเปนขอมูลขาวสารเกี่ยวกับการดําเนินงาน ของรัฐหรือขอมูลขาวสารเกี่ยวกับเอกชน “หนวยงานของรัฐ” หมายความวา ราชการสวนกลาง ราชการสวนภูมิภาค ราชการ สวนทองถิ่น รัฐวิสาหกิจ สวนราชการสังกัดรัฐสภา ศาลเฉพาะในสวนที่ไมเกี่ยวกับการ พิจารณาพิพากษาคดี องคกรควบคุมการประกอบวิชาชีพ หนวยงานอิสระของรัฐและ หนวยงานอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง “เจาหนาที่ของรัฐ” หมายความวา ผูซึ่งปฏิบัติงานใหแกหนวยงานของรัฐ
  • 16. ~ 16 ~ “ขอมูลขาวสารสวนบุคคล” หมายความวา ขอมูลขาวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของ บุคคล เชน การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการ ทํางาน บรรดาที่มีชื่อของผูนั้นหรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทําใหรูตัวผูนั้น ได เชน ลายพิมพนิ้วมือ แผนบันทึกลักษณะเสียงของคนหรือรูปถาย และใหหมายความ รวมถึงขอมูลขาวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผูที่ถึงแกกรรมแลวดวย “คณะกรรมการ” หมายความวา คณะกรรมการขอมูลขาวสารของราชการ “คนตางดาว” หมายความวา บุคคลธรรมดาที่ไมมีสัญชาติไทยและไมมีถิ่นที่อยู ในประเทศไทย และนิติบุคคลดังตอไปนี้ (1) บริษัทหรือหางหุนสวนที่มีทุนเกินกึ่งหนึ่งเปนของคนตางดาว ใบหุนชนิดออกใหแก ผูถือ ใหถือวาใบหุนนั้นคนตางดาวเปนผูถือ (2) สมาคมที่มีสมาชิกเกินกึ่งหนึ่งเปนคนตางดาว (3) สมาคมหรือมูลนิธิที่มีวัตถุประสงคเพื่อประโยชนของคนตางดาว (4) นิติบุคคลตาม (1) (2) (3) หรือนิติบุคคลอื่นใดที่มีผูจัดการหรือกรรมการเกินกึ่ง หนึ่งเปนคนตางดาว นิติบุคคลตามวรรคหนึ่ง ถาเขาไปเปนผูจัดการหรือกรรมการ สมาชิก หรือมีทุนในนิติ บุคคลอื่น ใหถือวาผูจัดการหรือกรรมการ หรือสมาชิก หรือเจาของทุนดังกลาวเปนคนตาง ดาว มาตรา 5 ใหนายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอํานาจออก กฎกระทรวง เพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวใหใชบังคับได มาตรา 6 ใหจัดตั้งสํานักงานคณะกรรมการขอมูลขาวสารของราชการขึ้นในสังกัด สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี มีหนาที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานวิชาการและธุรการใหแก คณะกรรมการและคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสาร ประสานงานกับ หนวยงานของรัฐ และใหคําปรึกษาแกเอกชนเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หมวด 1 การเปดเผยขอมูลขาวสาร มาตรา 7 หนวยงานของรัฐตองสงขอมูลขาวสารของราชการอยางนอยดังตอไปนี้ลง พิมพในราชกิจจานุเบกษา (1) โครงสรางและการจัดองคกรในการดําเนินงาน (2) สรุปอํานาจหนาที่ที่สําคัญและวิธีการดําเนินงาน
  • 17. ~ 17 ~ พระราชบัญญัตบัตรประจําตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ และแกไข ิ เพิ่มเติม(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ใหไว ณ วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ เปนปที่ ๓๘ ในรัชกาลปจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ พลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกลาฯ ใหประกาศวา โดยที่เปนการสมควรปรับปรุงกฎหมายวาดวยบัตรประจําตัวประชาชน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหตราพระราชบัญญัติขึ้นไวโดยคําแนะนําและ ยินยอมของรัฐสภา ดังตอไปนี้ มาตรา ๑ พระราชบั ญ ญั ติ นี้ เ รี ย กว า “พระราชบั ญ ญั ติ บั ต รประจํ า ตั ว ประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖” มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ใหใชบังคับตั้งแตวันถัดจากวันประกาศในราช กิจจานุเบกษาเปนตนไป มาตรา ๓ ใหยกเลิกพระราชบัญญัติบัตรประจําตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “บัตร” หมายความวา บัตรประจําตัวประชาชน “ผูถือบัตร” หมายความวา ผูมีชื่อเปนเจาของบัตร “ทะเบียนบาน” หมายความวา ทะเบียนบานตามกฎหมายวาดวยการ ทะเบียนราษฎร “เจาพนักงานออกบัตร” หมายความวา ผูซึ่งรัฐมนตรีแตงตั้งใหปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัตินี้ “เจาพนักงานตรวจบัตร” หมายความวา ผูซึ่งรัฐมนตรีแตงตั้งใหปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัตินี้ “พนักงานเจาหนาที่” หมายความวา ผูซึ่งรัฐมนตรีแตงตั้งใหปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ “รัฐมนตรี” หมายความวา รัฐมนตรีผูรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
  • 18. ~ 18 ~ แนวขอสอบพรบ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และแกไขเพิ่มเติม (ฉบับ 2) พ.ศ. 2551 3.เลขประจําตัวประชาชนที่นายทะเบียนออกใหแกบุคคลมีกี่หลัก ก. 10 หลัก ข. 11 หลัก ค. 12 หลัก ง. 13 หลัก ตอบ ง. 13 หลัก 4."บาน" หมายความถึงสิ่งใด ก. โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสรางที่ใชเปนที่อยูอาศัย ข. แพ ค. เรือ ง. ถูกทุกขอ ตอบ ง. ถูกทุกขอ บาน หมายความวา โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสรางสําหรับใชเปนที่อยูอาศัย ซึ่งมี เจาบานครอบครองและใหหมายความรวมถึงแพ หรือเรือซึ่งจอดเปนประจําและใช เปนที่อยูประจํา หรือสถานที่ หรือยานพาหนะอื่นซึ่งใชเปนที่อยูอาศัยประจําไดดวย (พรบ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 4) 5.ในกรณีที่ไมปรากฎเจาบาน หรือเจาบานไมอยู ตาย สูญหาย ใหผูใดทําหนาที่แทนเจาบาน ก. ผูดูแลบานในขณะนั้น ข. ลูกชาย - ลูกสาว ค. พอ-แม ง. ถูกทุกขอ ตอบ ก. ผูดูแลบานในขณะนั้น ในกรณีที่ไมปรากฏเจาบาน หรือเจาบานไมอยู ตาย สูญหาย สาบสูญหรือไม สามารถปฏิ บั ติ กิ จ การได ใ ห ถื อ ว า ผู มี ห น า ที่ ดู แ ลบ า นในขณะนั้ น เป น เจ า บ า น (พรบ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 4) 6."ทองถิ่น" หมายความรวมถึงขอใด ก. กรุงเทพมหานคร , เทศบาล ข. กรุงเทพมหานคร, เทศบาล, เมืองพัทยา ค. กรุงเทพมหานคร,. เทศบาล, เมือง ง. กรุงเทพมหานคร, เทศบาล, เมืองพัทยา, หนวยการปกครองสวนทองถิ่น
  • 19. ~ 19 ~ ตอบ ง. กรุงเทพมหานคร, เทศบาล, เมืองพัทยา, หนวยการปกครองสวน ทองถิ่น ทองถิ่น หมายความวา กรุงเทพมหานคร เทศบาล เมืองพัทยาและหนวย การปกครองทองถิ่นอื่นที่ผูอํานวยการทะเบียนกลางโดยอนุมัติรัฐมนตรีกําหนดให เปนทองถิ่นตามพระราชบัญญัตินี้ (พรบ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 4) 7.ผูรักษาการตาม พรบ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 คือใคร ก. รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ข. รัฐมนตรีวาการกระทรวงการตางประเทศ ค. รัฐมนตรีวาการกระทรวงการคลัง ง. ถูกทั้งขอ ก. และ ขอ ข. ตอบ ง. ถูกทั้งขอ ก. และ ขอ ข. ใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีวาการกระทรวงการ ต า งประเทศรั ก ษาการตามพระราชบั ญ ญั ติ นี้ และให มี อํ า นาจแต ง ตั้ ง พนั ก งาน เจาหนาที่กับออกกฎกระทรวงกําหนดคาธรรมเนียมไมเกินอัตราทายพระราชบัญญัติ นี้ ยกเวนคาธรรมเนียมและกําหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ในสวนที่เกี่ยวกับราชการของกระทรวงนั้น (พรบ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 7) 8.ผูมีอํานาจออกกฎกระทรวงกําหนดหรือยกเวนการปฏิบัติเกี่ยวกับการแจงการเกิด การแจง การตาย การแจงการยายที่อยู เปนหนาที่ของบุคคลใด ก. รัฐมนตรี ข. ปลัดกระทรวง ค. นายกรัฐมนตรี ง. ผูวาราชการจังหวัด ตอบ ก. รัฐมนตรี ใหรัฐมนตรีมีอํานาจออกกฎกระทรวงกําหนดหรือยกเวนการปฏิบัติเกี่ยวกับ การแจงการเกิด การแจงการตาย การแจงการยายที่อยูการสํารวจตรวจสอบหรือ ปรับปรุงการทะเบียนราษฎร การจัดทําทะเบียนประวัติ การจัดทําบัตรประจําตัวหรือ การอื่นใดอันเกี่ย วกับ คนซึ่ งไม มีสัญ ชาติไทยตามกฎหมายที่เกี่ ย วดว ยสัญ ชาติ ได (พรบ.การทะเบียนราษฎร มาตรา 5)
  • 20. ~ 20 ~ 9.ขอใดมิใชสํานักทะเบียนตาม พรบ.การทะเบียนราษฎร ก. สํานักทะเบียนกลาง ข. สํานักทะเบียนจังหวัด ค. สํานักทะเบียนตําบล ง. สํานักทะเบียนกรุงเทพมหานคร ตอบ ค. สํานักทะเบียนตําบล มาตรา 8 ให มี สํ า นั ก ทะเบี ย นและนายทะเบี ย นเพื่ อ ปฏิ บั ติ ห น า ที่ ต าม พระราชบัญญัตินี้ ดังนี้ (1) สํานักทะเบียนกลาง (2) สํานักทะเบียนกรุงเทพมหานคร (3) สํานักทะเบียนจังหวัด (4) สํานักทะเบียนอําเภอ (5) สํานักทะเบียนทองถิ่น (พรบ.การทะเบียนราษฎร มาตรา 8) 10.การจัดตั้งสํานักทะเบียนอําเภอหรือสํานักทะเบียนทองถิ่น ตองคํานึงถึงสิ่งใด ก. สภาพความพรอม ข. ความสะดวกในการใหบริการประชาชน ค. การไมซ้ําซอนและการประหยัด ง. ถูกทุกขอ ตอบ ง. ถูกทุกขอ การจัดตั้งสํานักทะเบียนอําเภอหรือสํานักทะเบียนทองถิ่นใหเปนไปตามที่ ผูอํานวยการทะเบียนกลางประกาศ โดยคํานึงถึงสภาพแหงความพรอมและความ สะดวกในการให บ ริ ก ารประชาชน รวมตลอดถึ ง การไม ซ้ํ า ซ อ นและการ ประหยัด (พรบ.การทะเบียนราษฎร ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551 มาตรา 8/1) 11.ผูอํานวยการทะเบียนกลาง ซึ่งทําหนาที่ออกระเบียบหลักเกณฑวิธีปฏิบัติตาม พรบ.นี้คือใคร ก. ปลัดกรุงเทพมหานคร ข. อธิบดีกรมการปกครอง ค. ผูวาราชการจังหวัด ง. นายอําเภอ ตอบ ข. อธิบดีกรมการปกครอง อธิ บ ดี ก รมการปกครองเป น ผู อํ า นวยการทะเบี ย นกลาง มี อํ า นาจออก ระเบี ย บหลั ก เกณฑ วิ ธี ป ฏิ บั ติ รวมทั้ ง กํ า หนดแบบพิ ม พ เ พื่ อ ปฏิ บั ติ ต าม พระราชบัญญัตินี้ และแตงตั้งรองผูอํานวยการทะเบียนกลาง และผูชวยผูอํานวยการ ทะเบียนกลาง (พรบ.การทะเบียนราษฎร ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551 มาตรา 8/2)
  • 21. ~ 21 ~ 12.นายทะเบียนกรุงเทพมหานคร คือบุคคลใด ก. ปลัดกรุงเทพมหานคร ข. อธิบดีกรมการปกครอง ค. ผูวาราชการจังหวัด ง. นายอําเภอ ตอบ ก. ปลัดกรุงเทพมหานคร ปลัดกรุงเทพมหานคร เปนนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร และใหมีอํานาจ แตงตั้งผูชวยนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร (พรบ.การทะเบียนราษฎร ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551 มาตรา 8/2) 13.นายทะเบียนจังหวัด คือบุคคลใด ก. ปลัดกรุงเทพมหานคร ข. อธิบดีกรมการปกครอง ค. ผูวาราชการจังหวัด ง. นายอําเภอ ตอบ ค. ผูวาราชการจังหวัด ผูวาราชการจังหวัด เปนนายทะเบียนจังหวัด และใหมีอํานาจแตงตั้งผูชวย นายทะเบียนจังหวัด (พรบ.การทะเบียนราษฎร ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551 มาตรา 8/2) 14.นายทะเบียนอําเภอ คือบุคคลใด ก. ปลัดกรุงเทพมหานคร ข. อธิบดีกรมการปกครอง ค. ผูวาราชการจังหวัด ง. นายอําเภอ ตอบ ง. นายอําเภอ นายอําเภอหรือปลัดอําเภอ ผูเปนหัวหนาประจํากิ่งอําเภอ แลวแตกรณี เปนนายทะเบียนอําเภอ และใหมีอํานาจแตงตั้งผูชวยนายทะเบียนอําเภอ (พรบ.การ ทะเบียนราษฎร ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551 มาตรา 8/2) 15. นายทะเบียนทองถิ่น คือบุคคลใด ก. ปลัดกรุงเทพมหานคร ข. อธิบดีกรมการปกครอง ค. ผูวาราชการจังหวัด ง. นายอําเภอ ตอบ ก. ปลัดกรุงเทพมหานคร ปลัดเทศบาล ผูอํานวยการเขต ปลัดเมืองพัทยาหรือหัวหนาผูบริหาร ของหนวยการปกครองทองถิ่น แลวแตกรณี เปนนายทะเบียนทองถิ่น และใหมี อํานาจแตงตั้งผูชวยนายทะเบียนทองถิ่น ผูอํานวยการทะเบียนกลาง จะมอบอํานาจ
  • 22. ~ 22 ~ สั่งซื้อไดที่ www.SheetRam.com โทรศัพท : 02-7230950,02-5141422, 085-9679080,085-9993722,085-9993740