E-BOOK Download นักวิชาการคอมพิวเตอร์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (NVT)

2,738 views
2,653 views

Published on

E-BOOK Download นักวิชาการคอมพิวเตอร์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (NVT)
ราคา 249 บาท
สั่งซื้อได้ที่ : www.Sheetram.com
สอบถามรายละเอียด
Facebook http://www.facebook.com/Sheetram
LINE ID : sheetram

บริษัท ชีทราม จำกัด
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์ สำนักงานใหญ่
453 ถนนรามคำแหง(ปากซอย 53)
หัวหมาก บางกระปิ กรุงเทพฯ 102
โทรศัพท์ : 02-7230950,02-5141422,085-9679080,
085-9993722,085-9993740
FAX : 02-718-6528
เปิดบริการ 8.15-21.30 น. ทุกวัน

Published in: Education
1 Comment
1 Like
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
2,738
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1,508
Actions
Shares
0
Downloads
101
Comments
1
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

E-BOOK Download นักวิชาการคอมพิวเตอร์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (NVT)

  1. 1. ห น า | 1ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ
  2. 2. ห น า | 2ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ ขอบเขตเนื้อหา สวนที่ 1 ความรูเกี่ยวกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ความรูเกี่ยวกับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 5 คานิยม กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 5 วิสัยทัศน กรมสนับสนุนบริการบริการสุขภาพ 5 พันธกิจ 5 อํานาจหนาที่ 5 ประเด็นยุทธศาสตร 8 โครงสรางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 8 นโยบาย/แผนธรรมาภิบาล 9 นโยบายกํากับองคการที่ดี 9 ความรูเกี่ยวกับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 13 สถานการณการเสริมสรางสุขภาพและปองกันโรค 14 แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร 29 สวนที่ 2 กฎหมายที่เกี่ยวของกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 33 พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 52 พระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2556 82 แนวขอสอบพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 105 สวนที่ 3 ความรูเฉพาะตําแหนง ความรูพื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร 111 ประวัติของคอมพิวเตอร 111 ระบบคอมพิวเตอร (Computer System) 115 อุปกรณที่ใชในการสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร 123 เลขฐานในเครื่องคอมพิวเตอร 130 ระบบฐานขอมูล และการใชฐานขอมูล 131 แฟมขอมูลและการจัดการแฟมขอมูล 132 การจัดการของแฟมขอมูล (File Organizing) 135
  3. 3. ห น า | 3ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ ประเภทการทํางานของเครื่องคอมพิวเตอร 139 ระบบฐานขอมูลและการใชฐานขอมูล 142 ระบบเครือขาย 143 อินเตอรเน็ต (Internet) 147 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ 149 ประเภทขาวสารขอมูล 151 เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology – IT) 158 โปรแกรมประยุกตใชงานประเภทตางๆ 162 การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟตแวร 166 ไวรัสคอมพิวเตอร (Computer Virus) 167 ไมโครซอฟท เวิรด (Microsoft Word) 169 ไมโครซอฟท เอ็กเซล (Microsoft Excel) 172 ไมโครซอฟท พาวเวอรพอยท (Microsoft PowerPoint) 173 สวนที่ 4 กฎหมายที่เกี่ยวของ พรบ.วาดวยการกระทําผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร 186 ระเบียบวาดวยพนักงานราชการ 195 แนวขอสอบ พรบ.วาดวยการกระทําผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร 206 แนวขอสอบ ระเบียบวาดวยพนักงานราชการ 211 สวนที่ 5 ตัวอยางแนวขอสอบ แนวขอสอบ Microsoft Excel 175 แนวขอสอบ Microsoft Word 179 แนวขอสอบ Microsoft PowerPoint 184 แนวขอสอบ คอมพิวเตอร ชุดที่ 1 211 แนวขอสอบ คอมพิวเตอร ชุดที่ 2 220 แนวขอสอบ คอมพิวเตอร ชุดที่ 3 239
  4. 4. ห น า | 4ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ ความรูเกี่ยวกับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ คานิยม กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ “มุงมั่นดวยใจ ใฝรูสรางสรรค รวมแรงใจกัน ยึดมั่นคุณธรรม นําจิตบริการ” วิสัยทัศน กรมสนับสนุนบริการบริการสุขภาพ “เปนองคกรหลักดานบริการสุขภาพและระบบสุขภาพภาคประชาชน” พันธกิจ 1.สงเสริม สนับสนุน ควบคุม กํากับ และพัฒนาระบบบริการสุขภาพใหเปนไปตาม กฎหมายที่เกี่ยวของ เพื่อใหสถานบริการสุขภาพมีคุณภาพมาตรฐาน 2.สงเสริม สนับสนุน พัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบาน (อสม.) ภาคี เครือขายและทองถิ่นในการดําเนินงานสาธารณสุขมูลฐานรวมทั้งการจัดการน วัตรกรรม สุขภาพชุมชนเพื่อการพึ่งตนเองดานสุขภาพของประชาชน 3.สงเสริม สนับสนุน และพัฒนางานดานสุขศึกษาเชิงรุก เพื่อพัฒนาพฤติกรรมดาน สุขภาพที่ถูกตองของประชาชน 4.ศึกษา วิเคราะห วิจัย พัฒนา ระบบบริหารสุขภาพและระบบสุขภาพภาคประชาชน รวมทั้งดําเนินการถายทอดองคความรูและเทคโนโลยีแกองคกรภาครัฐ องคกรภาคเอกชน องคกรปกครองสวนทองถิ่น และภาคประชาชน อํานาจหนาที่ 1.ดําเนินการเกี่ยวกับงาน ดานกฎหมายตามกฎหมายวาดวยสถานพยาบาล กฎหมายวาดวยการประกอบโรคศิลปะ กฎหมายวาดวยสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ และ กฎหมายอื่นที่เกี่ยวของ 2.ดําเนินพัฒนากฎหมายทั้งในประเทศและระหวางประเทศที่อยูในความรับผิดชอบ ของกรมเพื่อรองรับการเขาสูระดับสากล 3.ประสานความรวมมือดานกฎหมายเกี่ยวกับการบริการสุขภาพระหวางประเทศ 4.ดําเนินการเกี่ยวกับงานนิติกรรมและสัญญา การดําเนินมาตรการทางปกครอง การ ระงับขอ พิพาท งานเกี่ยวกับความรับผิดทางแพง ทางอาญา งานคดีปกครอง และงานคดีอื่น ที่อยูในอํานาจหนาที่ของกรม
  5. 5. ห น า | 5ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ 5.ดําเนินการเกี่ยวกับการดําเนินการทางวินัย การอุทธรณและการรองทุกข การ คุมครองระบบคุณธรรม และดําเนินการเกี่ยวกับการเสริมสรางวินัย คุณธรรม และ จรรยาบรรณของขาราชการและ ลูกจางของกรม 6.ดําเนินการเรื่องรองเรียนและประสานการเจรจาไกลเกลี่ย 7.ดําเนินการบังคับใชกฎหมายเพื่อคุมครองและพิทักษสิทธิ์ผูรับบริการดานบริการ สุขภาพ 8.การใหคําปรึกษาและความเห็นทางกฎหมาย รวมทั้งการเผยแพรความรูทาง กฎหมายที่เกี่ยวของ 9.ปฏิบัติงานรวมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหนวยงานอื่นที่เกี่ยวของ หรือที่ ไดรับมอบหมาย ฝายบริหารทั่วไป มีหนาที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานธุรการ งานสารบรรณ ราง โตตอบหนังสือราชการ การรับ-สง จัดเก็บหนังสือเอกสารตางๆ งานแผนงาน งานงบประมาณ งานการเงินและบัญชี งานพัสดุ งานบุคลากร งานการประชุม งานธุรการ รวบรวมขอมูลสถิติ งานบริหารทั่วไป ปฏิบัติงานรวมหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของทุกกลุม ประสานงานกับหนวยงานอื่นๆ และ งานที่ไดรับมอบหมาย กลุมแผนงานและประเมินผล 1.วิเคราะห วางแผน จัดทําตัวชี้วัด ตามคํารับรอง คําของบประมาณ และประสาน แผนงานโครงการของสํานักกฎหมายรวมทั้งเรงรัดติดตามและประเมินผลการ ปฏิบัติงานของ หนวยงาน 2.ติดตอ ประสานงานกับองคการหรือหนวยงานตางๆทั้งภายในและภายนอก กลุมเสริมสรางวินัยและระบบคุณธรรม รับผิดชอบเกี่ยวกับ การพิจารณาเรื่องกลาวหารองเรียนดานวินัย การสืบสวน ขอเท็จจริงการดําเนินการทางวินัยไมรายแรง การดําเนินการทางวินัยรายแรง การสั่งพัก ราชการหรือสั่งใหออกจากราชการไวกอน การเสริมสรางและพัฒนาใหมีวินัยและการปองกัน การกระทําผิดวินัย การใหคําปรึกษาและความเห็นทางดานวินัย การเผยแพรความรูทางดาน วินัยและการรักษาวินัย การอุทธรณและการรองทุกข การคุมครองระบบคุณธรรม การรักษา จรรยาขาราชการและลูกจางของกรม และปฏิบัติงานอื่นๆ ที่ไดรับมอบหมาย
  6. 6. ห น า | 6ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ นโยบายกํากับองคการที่ดี 1. ดานรัฐ สังคมและสิ่งแวดลอม สรางระบบการมีสวนของภาคีเครือขายดานสุขภาพ โดยมุง เนน การหาฉันทามติที่ เกิดประโยชนตอสังคมไทย 2. ดานผูรับบริการและผูมีสวนไดสวนเสีย 2.1 มุงมั่นสรางจิตสํานึกในการใหบริการ สามารถตอบสนอง ความตองการ ของผูรับบริการ และผูมีสวนไดสวนเสียอยาง เสมอภาค 2.2 พัฒนาระบบการเรียนรูความตองการและความคาดหวัง ของผูรับบริการ และความคาดหวังของผูรับบริการและผูมีสวนไดสวนเสีย เพื่อสามารถตอบสนองได ครอบคลุมทุกกลุม 2.3 ใหความสําคัญกับกระบวนการจัดการขอรองเรียน ขอ เสนอแนะคําชมเชย เกี่ยวกับบริการ ของผูรับบริการและผูมี สวนไดสวนเสีย 3. ดานองคการ 3.1 มุงมั่นในการดําเนินงานตามภารกิจขององคการใหเปนที่ ยอมรับของ สังคม และบรรลุผลสัมฤทธิ์ โดยใชทรัพยากรให เกิดประโยชนสูงสุดและเกิดความคุมคา 3.2 สรางและสนับสนุนการมีสวนรวมของทีมบุคลากรเพื่อให องคการมีความ เขมแข็ง สามารถผลิตผลงานที่มีคุณภาพ และเกิดประโยชนสูงสุด 3.3 สงเสริมใหเกิดระบบสรางจิตสํานึก คุณธรรม จริยธรรม ในการปฏิบัติ ภารกิจของบุคลากร โดยยึดหลักธรรมาภิบาล 4. ดานผูปฏิบัติงาน 4.1 มุงมั่นสงเสริมใหบุคลากร มีสมรรถนะที่สามารถตอบ สนองความตองการ และความคาดหวังของผูรับบริการ โดย ใหกระบวนการบริหารการจัดการความรูที่เหมาะสม 4.2 เสริมสรางบรรยากาศการเรียนรูขององคกร เพื่อเปน องคกรแหงการ เรียนรู หนาที่ความรับผิดชอบของหนวยงานตาง ๆ ในสังกัดกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สํานักบริหาร 1. ดําเนินการเกี่ยวกับงานบริหารทั่วไปและปฏิบัติงานสารบรรณของกรม 2. ดําเนินการเกี่ยวกับงานชวยอํานวยการและงานเลขานุการของกรม
  7. 7. ห น า | 7ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ ความรูเกี่ยวกับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ทิศทางการพัฒนาสุขภาพในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 จากวิสัยทัศน “สังคมอยูรวมกันอยางมีความสุข ดวยความเสมอภาค เปนธรรม และมีภูมิคุมกันตอการเปลี่ยนแปลง” และกรอบยุทธศาสตรที่สําคัญ ดังนี้ 1. ยุทธศาสตรการสรางความเปนธรรมในสังคม 2. ยุทธศาสตรการพัฒนาคนสูสังคมแหงการเรียนรูตลอดชีวิตอยางยั่งยืน 3. ยุทธศาสตรการสรางความสมดุลและมั่นคงของอาหารและพลังงาน 4. ยุทธศาสตรการสรางเศรษฐกิจฐานความรูและการสรางปจจัยแวดลอม 5. ยุทธศาสตรการสรางความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในภูมิภาค 6. ยุทธศาสตรการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมอยางยั่งยืน เปาหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 มุงเนนที่จะพัฒนา ใหบรรลุเปาหมายของ MDGs ในป 2558 ซึ่งมีเปาหมายสําคัญที่เกี่ยวของกับการพัฒนา สุขภาพโดยเฉพาะเรื่องอัตราตายของเด็กและทารก อัตรามารดาตาย การปองกันและควบคุม โรคติดตอที่สําคัญ ฯลฯ อยางไรก็ตาม สถานการณแนวโนมที่สุขภาพของประชากรมีความเสี่ยงมากเพิ่มขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงของประชากรและสิ่งแวดลอม รวมทั้งพฤติกรรมและวัฒนธรรมการใช ชีวิตอันมีสาเหตุจากการพัฒนาประเทศและระบบเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตอยูบนฐานของการ ใชทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมอยางสิ้นเปลือง กอใหเกิดความขัดแยงและความเสื่อม ของสังคม สภาพแวดลอมถูกทําลายสูความเสื่อมของสุขภาพมนุษย การขาดความสมดุล ระหวางการพัฒนาและการใชทุนทางเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอม ที่เนนดานปริมาณมากกวาคุณภาพ ทําใหทุนตาง ๆ ลดนอยลงและไมไดรับการ พัฒนาเทาที่ควรโดยเฉพาะการพัฒนาทุนทางสังคมที่เปนทุนมนุษยเปนปจจัยหลักที่มี ความสําคัญมากที่สุดตอการพัฒนาสรางทุนอื่น ๆ และนําไปสูการพัฒนาคนและสังคมใหมีสุข ภาวะ ตลอดจนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศชาติใหเจริญกาวหนาเทาทันการเปลี่ยนแปลง ของกระแสโลกาภิวัตน ซึ่งก็ยังไดรับความสําคัญนอย ทําใหการพัฒนาประเทศทั้งในบริบท การเปลี่ยนแปลงทางดานเศรษฐกิจ ความกาวหนาทางดานเทคโนโลยี สังคมและโครงสรางประชากร สิ่งแวดลอม และ พฤติกรรมการบริโภค มีผลพวงกอเกิดปญหาที่ซับซอนเปนภัยคุกคามตอสุขภาพและความ อยูดีมีสุขของคนไทยตามมามากมายจากแนวทางการพัฒนาประเทศที่ผานมา และแนวทาง การพัฒนาประเทศในอนาคตที่เนนคนเปนศูนยกลางของการพัฒนา มุงสูสังคมที่อยูรวมกัน
  8. 8. ห น า | 8ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ อยางมีความสุข ดวยความเสมอภาคเปนธรรม และมีภูมิคุมกันตอการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การขับเคลื่อนกรอบยุทธศาสตรงานสรางเสริมสุขภาพและปองกันโรค จึงเปนสวน สําคัญในการดําเนินงานเพื่อใหบรรลุเปาหมายตามแผนพัฒนาสุขภาพแหงชาติ ภายใต แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 พ.ศ.2555 – 2559 วัตถุประสงค กรอบยุทธศาสตรงานสรางเสริมสุขภาพและปองกันโรคระดับชาติ มีวัตถุประสงคเพื่อ 1. เปนแนวทางใหทุกภาคสวนใชในการพัฒนาสุขภาพระดับบุคคลและสราง ความเขมแข็งของชุมชน ใหเปนไปในทิศทางเดียวกัน 2. บูรณาการการดําเนินงานและทรัพยากร เพื่อใหบรรลุเปาหมายการสรางเสริม สุขภาพและปองกันโรค สถานการณการเสริมสรางสุขภาพและปองกันโรค การดําเนินงานงานดานสาธารณสุขในปจจุบันมีการพัฒนาเจริญกาวหนาอยาง ตอเนื่อง มีการพัฒนาการบริการสาธารณสุขที่ประชาชนสามารถเขาถึงไดมากขึ้น สามารถ รักษาพยาบาลผูปวยไดมีประสิทธิภาพมากขึ้นดวยเทคโนโลยีทางการแพทยและสาธารณสุข ที่กาวหนา มีเครื่องมืออุปกรณ มีโรงพยาบาล และสถานพยาบาลที่ทันสมัยกวาสมัยกอน มี การพัฒนาดานการสงเสริมสุขภาพในกลุมเปาหมายที่สําคัญ สามารถลดโรคที่เปนปญหา สาธารณสุขในอดีตไดมากขึ้น อยางไรก็ตามปญหาสาธารณสุขยังไมหมดไป สภาวการณของ โรคเปลี่ยนแปลงไปจากโรคติดตอที่ลดนอยลงไปเปนโรคไมติดตอเรื้อรังมากขึ้น ที่สวนใหญ เกี่ยวของกับวิถีการดําเนินชีวิต ซึ่งพอจะสรุปสถานการณของสถานะสุขภาพ ปจจัยที่มีผลตอ สุขภาพ และการดําเนินงานดานสรางเสริมสุขภาพและปองกันโรค ดังนี้ ปจจัยเสี่ยงและภัยคุกคามที่สําคัญ 1. ปจจัยแวดลอมทางดานสังคม ที่สําคัญไดแก 1.1 โครงสรางประชากร จากความสําเร็จของนโยบายประชากรและการ วางแผนครอบครัวในอดีต สงผลใหประเทศไทยมีอัตราภาวะเจริญพันธุอยูในระดับที่ต่ํากวา ระดับทดแทนมาอยางตอเนื่อง โครงสรางประชากรจึงเปลี่ยนแปลงอยางมากในระยะ 20 ปที่ ผานมา จากป พ.ศ. 2513 สัดสวนประชากรวัยเด็ก : วัยแรงงาน : วัยสูงอายุ เทากับ 45.1 : 49.9 : 4.9 เปลี่ยนเปน 29.3 : 63.4 : 7.3 ในป พ.ศ. 2523 และปจจุบันในป พ.ศ. 2552 มี
  9. 9. ห น า | 9ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ ระบบกลไกการบริหารจัดการระดับชาติ ทองถิ่น ดานการสรางเสริมสุขภาพและ ปองกันโรค 1. โครงสรางและระบบบริหารจัดการ ในการดําเนินงานดานสุขภาพสามารถ จําแนกโครงสรางการบริหารจัดการได ดังนี้ 1.1 ระดับประเทศ ปจจุบันในระบบสุขภาพแหงชาติ มีกลไก/องคกรตางๆ ดําเนินการดาน สุขภาพเปนจํานวนมาก และจะมากยิ่งขึ้นในอนาคต ไดแก กระทรวงสาธารณสุข กระทรวง/ หนวยงานอื่นที่ดําเนินงานเกี่ยวของกับสุขภาพ องคกรปกครองสวนทองถิ่นทุกประเภท สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ สํานักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแหงชาติ และสถาบันวิชาการ ดานสุขภาพ/องคกร/เครือขายวิชาชีพดานสุขภาพ องคกรพัฒนาสาธารณประโยชน เอกชน เครือขาย ประชาสังคมที่ทํางานเกี่ยวกับสุขภาพ ฯลฯ โดยกลไก/องคกรเหลานี้ ดําเนินงาน อยางอิสระไมขึ้นแกกันโดยตรง แตจําเปนตองมีการประสานเชื่อมโยง เพื่อใหการดําเนินงาน เปนไปอยางสอดคลองกัน และสอดคลองกับทิศทางของระบบสุขภาพแหงชาติที่พึงประสงค ดังภาพ
  10. 10. ห น า | 10ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ใหไว ณ วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2541 เปนปที่ 53 ในรัชกาลปจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรด เกลาฯ ใหประกาศวา โดย ที่เปนการสมควรปรับปรุงกฎหมายวาดวยสถานพยาบาลอันจะเปนการ จํากัดเสรีภาพใน การประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแขงขันโดยเสรีอยางเปน ธรรม ซึ่งมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บัญญัติใหกระทําไดโดยอาศัย อํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหตราพระราชบัญญัติขึ้นไวโดยคําแนะนําและ ยินยอมของรัฐสภา ดังตอไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541” มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ใหใชบังคับตั้งแตวันถัดจากวันประกาศในราช กิจจานุเบกษาเปนตนไป มาตรา 3 ใหยกเลิกพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2504 มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ “สถานพยาบาล” หมายความวา สถานที่รวมตลอดถึงยานพาหนะซึ่งจัดไว เพื่อการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายวาดวยการประกอบโรคศิลปะ การประกอบวิชาชีพ เวชกรรมตามกฎหมายวาดวยวิชาชีพเวชกรรม การประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการ ผดุงครรภตามกฎหมายวาดวยวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ การประกอบวิชาชีพ ทันตกรรมตามกฎหมายวาดวยวิชาชีพทันตกรรม การประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัดตาม กฎหมายวาดวยวิชาชีพกายภาพบําบัด การประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทยตามกฎหมาย วาดวยวิชาชีพเทคนิคการแพทย หรือการประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยและการ ประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยประยุกตตามกฎหมายวาดวยวิชาชีพการแพทยแผนไทย ทั้งนี้ โดยกระทําเปนปกติธุระไมวาจะไดรับประโยชนตอบแทนหรือไม แตไมรวมถึงสถานที่ ขายยาตามกฎหมายวาดวยยา ซึ่งประกอบธุรกิจการขายยาโดยเฉพาะ “ผูปวย” หมายความวา ผูขอรับบริการในสถานพยาบาล
  11. 11. ห น า | 11ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ แนวขอสอบพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 10. ถาผูดําเนินการพนจากหนาที่หรือไมสามารถปฏิบัติหนาที่ไดเกินเจ็ดวัน ผูรับอนุญาตอาจ มอบหมายใหบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติดําเนินการแทนไดไมเกินกี่วัน ก. สามสิบวัน ข. สี่สิบหาวัน ค. หกสิบวัน ง. เกาสิบวัน ตอบ ง. เกาสิบวัน 11. ในกรณีที่ใหบุคคลอื่นซึ่งมีคุณภาพดําเนินการในสถานพยาบาลแทน จะตองแจงเปน หนังสือใหผูอนุญาตทราบภายในกี่วันนับแตวันที่เขาดําเนินการแทน ก. สามวัน ข. หาวัน ค. เจ็ดวัน ง. สิบหาวัน ตอบ ก. สามวัน ถาผูดําเนินการพนจากหนาที่หรือไมสามารถปฏิบัติหนาที่ไดเกินเจ็ดวัน ผูรับอนุญาต อาจมอบหมายใหบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ ดําเนินการแทนไดไมเกินเกาสิบวัน ในกรณีเชนวานี้ ใหผูไดรับมอบหมายใหดําเนินการแทนแจงเปนหนังสือใหผูอนุญาตทราบภายในสามวันนับ แตวันที่เขาดําเนินการแทน 12.ผูใดถูกเพิกถอนใบอนุญาตแลวจะขอรับใบอนุญาตใหมอีกไมไดจนกวาจะพนกําหนด เมื่อใดนับแตวันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ก. หกเดือน ข. หนึ่งป ค. สองป ง. สามป ตอบ ค. สองป ผูใดถูกเพิกถอนใบอนุญาตแลวจะขอรับใบอนุญาตใหมอีกไมไดจนกวาจะพนกําหนด สองปนับแตวันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต 13. หากผูใดถูกเพิกถอนใบอนุญาตสถานพยาบาล มีสิทธิอุทธรณตอรัฐมนตรีไดภายใน ระยะเวลากี่วันนับแตวันที่รับทราบคําสั่ง ก. เจ็ดวัน ข. สิบหาวัน ค. สามสิบวัน ง. สี่สิบหาวัน
  12. 12. ห น า | 12ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ ตอบ ค. สามสิบวัน ผูที่ไดรับคําสั่งมีสิทธิอุทธรณตอรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแตวันที่ทราบคําสั่ง 14.ผูใดไมปฏิบัติตามคําสั่งของคณะกรรมการ ในการใหบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาใหถอยคําหรือ ใหสงเอกสารที่เกี่ยวของกับสถานพยาบาล ตองระวางโทษอยางไร ก. จําคุกไมเกินหนึ่งเดือน หรือปรับไมเกินสองพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ข. จําคุกไมเกินสองเดือน หรือปรับไมเกินสองพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ค. จําคุกไมเกินสามเดือน หรือปรับไมเกินสามพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ง. จําคุกไมเกินสี่เดือน หรือปรับไมเกินสี่พันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ตอบ ก. จําคุกไมเกินหนึ่งเดือน หรือปรับไมเกินสองพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ผูใดไมปฏิบัติตามคําสั่งของคณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการ ตองระวางโทษ จําคุกไมเกินหนึ่งเดือน หรือปรับไมเกินสองพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ 15. ผูใดประกอบกิจการสถานพยาบาล โดยไมไดรับใบอนุญาต ตองระวางโทษอยางไร ก. จําคุกไมเกินหนึ่งป หรือปรับไมเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ข. จําคุกไมเกินสองป หรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ค. จําคุกไมเกินสามป หรือปรับไมเกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ง. จําคุกไมเกินสี่ป หรือปรับไมเกินเจ็ดหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ตอบ ค. จําคุกไมเกินสามป หรือปรับไมเกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ หามมิใหบุคคลใดประกอบกิจการสถานพยาบาล เวนแตไดรับใบอนุญาตจากผู อนุญาตตองระวางโทษจําคุกไมเกินสามป หรือปรับไมเกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และศาลจะสั่งริบบรรดาสิ่งของที่ใชในการประกอบกิจการสถานพยาบาลดวยก็ได 16. ใบอนุญาตใหประกอบกิจการสถานพยาบาลประเภทที่ไมรับผูปวยไวคางคืน มีอัตรา คาธรรมเนียมเทาใด ก. 500 บาท ข. 1000 บาท ค. 5000 บาท ง. 10000 บาท ตอบ ข. 1000 บาท 17. ใบอนุญาตใหดําเนินการสถานพยาบาลประเภทที่รับผูปวยไวคางคืนที่มีเตียงเกิน 25 เตียง แตไมเกิน 50 เตียง
  13. 13. ห น า | 13ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ ความรูพื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร ประวัติของคอมพิวเตอร ป ค.ศ. 1812 : Charles Babbage ไดประดิษฐเครื่องชื่อ Difference Engine ที่สามารถคํานวณตารางลอการิทึม และฟงกชันทางตรีโกณขึ้น โดยตอมาเขาไดสรางขึ้นมา อีกเครื่องหนึ่งชื่อ Analytic Engine ที่สามารถเก็บตัวเลข 50 หลัก ไดถึง 1,000 ตัวเลข และ สามารถทําการบวกหรือลบได 60 ครั้งตอนาทีสําหรับตัวเลข 50 หลัก ซึ่งในการปอนขอมูล เขาเครื่องนั้นจะใชแผนกระดาษที่เจาะรูเปนขอมูล โดยลักษณะที่กลาวมานี้ถือเปนรากฐาน ของเครื่องคอมพิวเตอรที่ใชอยูในปจจุบัน แตการทํางานนั้นยังคงเปนการทํางานแบบ เครื่องกล (machine Model) ไมใชทํางานแบบอิเล็กทรอนิกส ป ค.ศ. 1942 : Dr. John V. Atanasoff และ Clifford Berry ไดรวมกันตั้ง Atanasoff Berry Computer Co. (ABC) ซึ่งไดสรางเครื่องคอมพิวเตอรไฟฟา โดยใช หลอดแกวสุญญากาศ (Vacuum Tubes) ขึ้น เพื่อใชแกสมการที่ยุงยาก ป ค.ศ. 1946 : Dr. John W. Mauchly และ J. Presper Eckert ไดสรางเครื่อง คอมพิวเตอรอิเล็กทรอนิกสขึ้น โดยตั้งชื่อวา Eniac ซึ่งนับวาเปนเครื่องคอมพิวเตอรประเภท ตัวเลขที่ทํางานดวยระบบอิเล็กทรอนิกสเครื่องแรก ประกอบดวยหลอดแกวสุญญากาศจํานวน 18,000 หลอด มีน้ําหนักราว 30 ตัน และใชเนื้อที่ประมาณ 1,500 ตารางฟุต ป ค.ศ. 1951 : Dr. John W. Mauchly และ J. Presper Eckert ไดซื้อลิขสิทธิ์ ของเครื่อง Eniac มาพัฒนาเปนเครื่องตั้งชื่อวา Edvac โดยบริษัท Remington Rand ไดเสนอ ซื้อและพัฒนาจนกลายเปนเครื่องคอมพิวเตอรที่สามารถเก็บขอมูลขนาดใหญ ชื่อวา Univac I ซึ่งถือวาเปนเครื่องคอมพิวเตอรเชิงพาณิชยเครื่องแรกดวย ป ค.ศ. 1951 – 1959 : ยุคแรกของเครื่องคอมพิวเตอร (The First Generation of Computers) การนําเครื่องคอมพิวเตอรยูนิแวกค (Univac) ออกสูตลาดในป 1951 นั้นถือเปนยุคแรกของเครื่องคอมพิวเตอร อีกทั้งความสําเร็จนี้เปนผลใหเกิดระบบบัตร ไอบีเอ็ม (IBM Card System) และเปนแรงผลักดันใหเกิดการแขงขันในการผลิตคอมพิวเตอร เชิงพาณิชย เชน IBM 650 ป ค.ศ. 1959 – 1964 : ยุคที่สองของเครื่องคอมพิวเตอร (The Second Generation of Computers) เปนยุคที่นําทรานซิสเตอร (transistor) เขามาใชงานกับ คอมพิวเตอร ทําใหเครื่องคอมพิวเตอรทํางานไดเร็วขึ้นมาก และมีความแมนยํามากขึ้น
  14. 14. ห น า | 14ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ เลขฐานในเครื่องคอมพิวเตอร Claude Shannon เปนผูอธิบายถึงความสัมพันธของวงจรไฟฟาเปด – ปด กับ สภาวะฐานสองของพีชคณิตโดยใชระบบตัวเลข 2 ตัวคือ 0 และ 1 ภายในเครื่องคอมพิวเตอร เลขสองตัวนี้จะถูกเรียกวา เลขฐานสอง (Binary Digit – Bit) ซึ่งเปนหนวยของขาวสารที่เล็กที่สุด โดยที่หนวยที่เล็กที่สุดนี้เมื่อรวมกัน 8 บิต (Bits) จะกลายเปนหนวยเก็บขอมูล 1 ตัว ที่เรียกวา ไบต (Byte) ดังนั้นหนวยเก็บขอมูล 1 ตัว (Byte) จะเทากับ 8 บิต (Bits) ซึ่งหนวยนี้จะถูกใชในการแปลงรหัสใหเครื่องเขาใจทั้ง ขอมูลที่เปนตัวเลข ตัวอักษร และตัวอักษรพิเศษ การแปลงรหัสคาของเลขฐานสอง (Binary Digit) ในแตละไบต (Byte) เพื่อให เครื่องคอมพิวเตอรเขาใจ และทํางานไดนั้นมีหลายรหัส แตรหัสที่นิยมใชกันในปจจุบันคือ – Extended Binary – Coded Decimal Interchange Code (EBCDIC) – American Standard Code for Information Interchange (ASCII) Extended Binary – Coded Decimal Interchange Code (EBCDIC) ในป ค.ศ. 1964 บริษัท IBM จํากัด ไดประดิษฐเครื่องคอมพิวเตอรที่ใช 8 – Bit/Byte เปนหนวยความจําพื้นฐานและใชรหัส EBCDIC ในการแปลงรหัสขอมูลตัวอักษร/ ตัวเลข ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอรขนาดใหญของ IBM ทุกเครื่องจะใชรหัส EBCDIC ทั้งสิ้น ยกเวนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร เนื่องจากแตละบิตของไบตนี้สามารถเปนไดทั้งสภาวะ 0 และ 1 ดังนั้นรหัสนี้ จึงสามารถผสมกันไดถึง 28 = 256 รหัส โดยรหัส EBCDIC นี้จะแบงออกเปน 2 สวน แตละ สวนจะประกอบดวย 4 บิต ซึ่งสวนแรกเรียกวา Zone Portion และสวนหลังเรียกวา Digit Portion American Standard Code for Information Interchange (ASCII) จากการที่พยายามคิดคนรหัสอื่นนอกเหนือจากรหัส EBCDIC มาใช จึงทําให สามารถสรางรหัสที่ใชเนื้อที่หนวยความจํา 7 – Bit/Byte ไดสําเร็จ เรียกรหัสนี้วา ASCII ซึ่ง ทําใหเครื่องคอมพิวเตอรทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก คือ มินิคอมพิวเตอรและ ไมโครคอมพิวเตอรหันมาใชรหัส ASCII นี้ทั้งสิ้น รหัส ASCII นี้สามารถผสมกันไดแค 27 = 128 รหัส ทําใหประหยัดเนื้อที่ได มากกวารหัส EBCDIC
  15. 15. ห น า | 15ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ การเปลี่ยนแปลงที่ทรงอานุภาพยิ่งใหญตอการเปลี่ยนสภาวะสิ่งแวดลอมทาง ธุรกิจมี 2 ประการ คือ 1. การเปลี่ยนแปลงที่กอกําเนิดและสรางความแข็งแกรงใหกับเศรษฐกิจ โลก (The Global Economy) 2. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการแปลงระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและ สังคม เขาสูการใหบริการฐานขาวสารและองคความรูทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงที่กอกําเนิดและสรางความแข็งแกรงใหกับเศรษฐกิจ โลก คือ การพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมโลกดวยคุณคาของขาวสารตอบริษัท องคการ และการเสนอโอกาสใหม ๆ ตอธุรกิจ ดวยบริการขาวสารผานสื่อการคมนาคมในการเสนอ ขายสินคา การบริการธุรกรรม การจัดการ และการบริการการสงสินคาถึงลูกคาไดอยาง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพทั้งในประเทศและทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการแปลงระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและ สังคม เขาสูการใหบริการฐานขาวสารและองคความรูทางเศรษฐกิจ คือ การปฏิรูป ระบบเทคโนโลยีสมัยใหมดวยการปฏิวัติสารสนเทศและองคความรู (The Knowledge and Information Revolution) ซึ่งสหรัฐฯ เปนประเทศแรกที่ไดเปลี่ยนตนเองเขาสูการใหบริการ ฐานขอมูลขาวสารและองคความรูทางเศรษฐกิจ วิวัฒนาการระบบเศรษฐกิจโลกสามารถแบงออกเปน 3 ชวง ดังนี้ 1. ระบบเกษตรกรรม 2. ระบบอุตสาหกรรม 3. ระบบการใหบริการฐานขอมูลขาวสารและองคความรูทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology – IT) มีความสําคัญตอการ ตัดสินใจทางการบริหารและการจัดการเพื่อความอยูรอดขององคการ โดยจะเห็นไดวาการ เติบโตของเทคโนโลยีสารสนเทศชวยใหเกิดการบริการแบบใหม ๆ เพื่อเสริมคุณคาทาง เศรษฐกิจ จึงนับไดวาขาวสารหรือสารสนเทศและเทคโนโลยีจะกลายเปนทรัพยากรที่สําคัญ และเปนกลยุทธในการบริการสําหรับบริษัท องคการ และผูบริหารในอนาคต แนวคิดทางการบริหารเปนแนวคิดที่ไดรับการพัฒนามาจากองคความรู หลากหลายสาขาวิชาการและนํามาประยุกตใช โดยเรียกอีกชื่อหนึ่งวา “สังคมศาสตร 3. View คือ วิธีการแสดงรูปแบบสารสนเทศที่ผูใชตองการ
  16. 16. ห น า | 16ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟตแวร ลิขสิทธิ์ซอฟตแวร หมายถึง การไมอนุญาตใหทําซ้ําเพื่อเผยแพรหรือ จําหนาย นอกจากนี้การนําซอฟตแวรไปทําซ้ําเพื่อใชในคอมพิวเตอรหลาย ๆ ระบบภายใน หนวยงานเดียวกัน โดยที่เจาของลิขสิทธิ์ใหใชเพียงคอมพิวเตอรระบบเดียวก็ถือเปน ความผิดเชนกัน วิธีการปองกันการละเมิดลิขสิทธิ์ คือ กําหนดใหมีแผน Original System ของซอฟตแวรทุกครั้งที่มีการรันโปรแกรมที่จะใชงาน มิฉะนั้นจะไมสามารถใชงานได เรา เรียกแผน Original System Disk นี้วา Key Disk การขอลิขสิทธิ์ซอฟตแวรมี 2 รูปแบบ คือ 1. Site Licensing หมายถึง การขออนุญาตการใชซอฟตแวรประเภท ใดประเภทหนึ่ง กับคอมพิวเตอรหลาย ๆ ระบบภายในหนวยงานเดียวกัน ซึ่งผูใชมีสิทธิ์ทํา สําเนาซอฟตแวรไดหลาย ๆ สําเนา โดยแตละสําเนาเพื่อคอมพิวเตอร 1 ระบบ ซึ่งถือวา เปนวิธีที่จะชวยประหยัดคาใชจายได 2. Network Licensing หมายถึง การมีซอฟตแวร 1 ระบบ และใช ในคอมพิวเตอรระบบเครือขาย โดยจะมีการติดตั้งซอฟตแวรดังกลาวไวที่คอมพิวเตอรที่ทํา หนาที่เปน Server และจะใชไดกับซอฟตแวรที่มีลักษณะเปน Multi–user เทานั้น อาชญากรรมในทางคอมพิวเตอร สามารถแบงออกไดเปน 3 ประเภท ดังนี้คือ 1.การละเมิดลิขสิทธิ์ในการใชงานในระบบคอมพิวเตอรเปน อาชญากรรมที่คอนขางจะปรากฏแพรหลายมากในหมูผูใชคอมพิวเตอร โดยปกติผูกอ อาชญากรรมประเภทนี้มักจะไมคอยทําลายขอมูลในแฟมของระบบเทาใดนัก นอกจากจะ เขาไปเพื่อขอดูสารสนเทศบางอยางที่ตนเองตองการทั้ง ๆ ที่ตนเองไมมีสิทธิ์ วิธีปองกันอาชญากรรมประเภทนี้คือ สรางระบบความปลอดภัยที่มี การกําหนดการปองกันไวหลาย ๆ ระดับ เชน การกําหนดรหัสผาน (Password) เพื่อใช สิทธิในการใชขอมูล หรืออาจใชวิธีการสอบถามหมายเลขโทรศัพทของผูใชดวย ซึ่งถาตอบ ผิดจะไมอนุญาตใหเขาไปในระบบ 2. การโจรกรรมโดยใชคอมพิวเตอรเปนเครื่องมือ เปนการใช คอมพิวเตอรในการยักยอกเงินจากผูอื่นโดยโอนเงินเขาบัญชีของตนเอง โดยปกติพวกที่กอ อาชญากรรมประเภทนี้มักจะทําในกรณีของการประมวลผลแบบ Transaction
  17. 17. ห น า | 17ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ 3. การขโมยเวลาใชเครื่องคอมพิวเตอร เปนการใชเครื่อง คอมพิวเตอรของสํานักงานเพื่อทําธุรกิจสวนตัว เชน การพิมพจดหมายสวนตัว หรือทํา บัตรอวยพรของตน เปนตน ไวรัสคอมพิวเตอร (Computer Virus) ไวรัสคอมพิวเตอร คือ โปรแกรมชนิดหนึ่งซึ่งซอนตัวอยูในโปรแกรมอื่นใน ระบบ ไวรัสเหลานี้จะเปนโปรแกรมที่เขียนมาเพื่อเจตนาจะกอกวนและทําลายลางระบบการ ทํางานของโปรแกรมอื่น โดยปกติแลวไวรัสนั้นมักจะเขาไปฝงตัวอยูในระบบปฏิบัติการ เชน อยูบน COMMAND.COM บน DOS ซึ่งเปนระบบปฏิบัติการที่นิยมใชกันบนเครื่อง ไมโครคอมพิวเตอร วิธีการปองกันไวรัสบนคอมพิวเตอร อาจทําไดดังนี้ – อยา Load Program จากแผนดิสเกตตที่ไมแนใจปลอดไวรัสเขาสูระบบ คอมพิวเตอร – จะตองมีการตรวจสอบซอฟตแวรใหแนใจวาปลอดภัยจากไวรัสกอนจึงจะนํามาใช งานได – ใชโปรแกรมวัคซีน (Vaccine Program) โดยที่โปรแกรมวัคซีนจะมีหนาที่ ตรวจสอบซอฟตแวรที่จะใชวามีไวรัสหรือไม บุคลากรที่ใชคอมพิวเตอรควรมีลักษณะอยางไร ผูที่ใชคอมพิวเตอรไดนั้นไมจําเปนตองมีความรูหรือความเชี่ยวชาญในทาง คณิตศาสตรในระดับสูง ผูที่จะใชคอมพิวเตอรเพื่อทํางานทางธุรกิจนั้น ขอใหมีความรูทาง คณิตศาสตรในระดับพื้นฐาน เพื่อทํากิจกรรมทางธุรกิจบางอยาง เชน การวางแผนก็ เพียงพอแลวที่จะสั่งงานคอมพิวเตอรได ผูที่ใชคอมพิวเตอรในระดับ User ไมจําเปนตองเขียนโปรแกรมได เพราะ เปนหนาที่ของผูเขียนโปรแกรมเฉพาะดานอยูแลว ในระดับของผูใชนั้นก็เพียงแตตองมีการ อบรมใหความรูในการใชงานก็เพียงพอแลว
  18. 18. ห น า | 18ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ แนวขอสอบ พรบ.วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร พ.ศ.2550 4.ผูแตงตั้งพนักงานเจาหนาที่ตาม พรบ.วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร คือใคร ก. ปลัดกระทรวง ข. รัฐมนตรี ค. ผูวาราชการจังหวัด ง. นายกรัฐมนตรี ตอบ ข. รัฐมนตรี “พนักงานเจาหนาที่” หมายความวา ผูซึ่งรัฐมนตรีแตงตั้งใหปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ (พรบ. วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 มาตรา 3) 5.ผูรักษาการใน พรบ.วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร คือใคร ก. รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม ข. รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ค. รัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม ง. รัฐมนตรีวาการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตอบ ง. รัฐมนตรีวาการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รัฐมนตรีวาการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศแลการสื่อสารรักษาการตามพร ราชบัญญัตินี้ และใหมีอํานาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ (พรบ. วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 มาตรา 4) 6.ผูใดเขาถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอรที่มีมาตรการปองกันการเขาถึงตองระวางโทษ อยางไร ก. จําคุกไมเกินหกเดือน หรือปรับไมเกิน 10,000 บาท ข. จําคุกไมเกินสามเดือน หรือปรับไมเกิน 10,000 บาท ค. จําคุกไมเกินสามเดือน หรือปรับไมเกิน 50,000 บาท ง. จําคุกไมเกินหกเดือน หรือปรับไมเกิน 50,000 บาท ตอบ ก. จําคุกไมเกินหกเดือน หรือปรับไมเกิน 10,000 บาท
  19. 19. ห น า | 19ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ ผูใดเขาถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอรที่มีมาตรการปองกันการเขาถึง โดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิไดมีไวสําหรับตน ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหก เดือน หรือปรับไมเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ (พรบ. วาดวยการกระทํา ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 มาตรา 5) 7.ผูใดลวงรูมาตรการปองกันการเขาถึงระบบคอมพิวเตอรที่ผูอื่นจัดทําขึ้นเปนการเฉพาะและ นําไปเปดเผยโดยมิชอบทําใหเกิดความเสียหายแกผูอื่น ตองระวางโทษอยางไร ก. จําคุกไมเกินหนึ่งป หรือปรับไมเกิน 20,000 บาท ข. จําคุกไมเกินหนึ่งป หรือปรับไมเกิน 10,000 บาท ค. จําคุกไมเกินหกเดือน หรือปรับไมเกิน 20,000 บาท ง. จําคุกไมเกินหกเดือน หรือปรับไมเกิน 10,000 บาท ตอบ ก. จําคุกไมเกินหนึ่งป หรือปรับไมเกิน 20,000 บาท ผูใดลวงรูมาตรการปองกันการเขาถึงระบบคอมพิวเตอรที่ผูอื่นจัดทําขึ้นเปน การเฉพาะ ถานํามาตรการดังกลาวไปเปดเผยโดยมิชอบในประการที่นาจะเกิดความ เสียหายแกผูอื่น ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหนึ่งป หรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ (พรบ. วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 มาตรา 6) 8.ในการติดตอ เติม หรือดัดแปลงดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส เปนเหตุใหผูอื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือไดรับความเสียหายตองระวางโทษอยางไร ก. จําคุกไมเกินหนึ่งเดือน หรือปรับไมเกิน 30,000 บาท ข. จําคุกไมเกินหนึ่งเดือน หรือปรับไมเกิน 60,000 บาท ค. จําคุกไมเกินสองเดือน หรือปรับไมเกิน 100,000 บาท ง. จําคุกไมเกินสามเดือน หรือปรับไมเกิน 500,000 บาท ตอบ ข. จําคุกไมเกินหนึ่งเดือน หรือปรับไมเกิน 60,000 บาท ผูใดนําเขาสูระบบคอมพิวเตอร ที่ประชาชนทั่วไปอาจเขาถึงไดซึ่งขอมูล คอมพิวเตอรที่ปรากฏเปนภาพของผูอื่น และภาพนั้นเปนภาพที่เกิดจากการสรางขึ้น ตัดตอ เติม หรือดัดแปลงดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสหรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้โดย ประการที่นาจะทําใหผูอื่นนั้น เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือไดรับความอับ อาย ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสามป หรือปรับไมเกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจํา
  20. 20. ห น า | 20ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ แนวขอสอบ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยพนักงาน ราชการ พ.ศ.2547 7.พนักงานราชการมีกี่ประเภท ก. 1 ประเภท ข. 2 ประเภท ค. 3 ประเภท ง. 4 ประเภท ตอบ ข. 2 ประเภท พนักงานราชการมีสองประเภท (ระเบียบฯ ขอ 6) 8.พนักงานราชการที่ปฏิบัติงานในลักษณะที่ตองใชความรูหรือความเชี่ยวชาญสูงมากเปน พิเศษหมายถึงผูใด ก. พนักงานราชการ ข. พนักงานราชการทั่วไป ค. พนักงานราชการพิเศษ ง. พนักงานราชการเชี่ยวชาญ ตอบ ค. พนักงานราชการพิเศษ พนักงานราชการพิเศษ ไดแก พนักงานราชการซึ่งปฏิบัติงานในลักษณะที่ ตองใชความรูหรือความเชี่ยวชาญสูงมากเปนพิเศษเพื่อปฏิบัติงานในเรื่องที่มี ความสําคัญและจําเปนเฉพาะเรื่องของสวนราชการ หรือมีความจําเปนตองใชบุคคล ในลักษณะดังกลาว (ระเบียบฯ ขอ 6 (2)) 9.ในการกําหนดตําแหนงของพนักงานราชการจะจําแนกเปนกลุมงานโดยพิจารณาจากสิ่งใด ก. ลักษณะงานและผลผลิตของงาน ข. ลักษณะงานและคุณภาพของงาน ค. ประเภทและผลผลิตของงาน ง. ประเภทและคุณภาพของงาน ตอบ ก. ลักษณะงานและผลผลิตของงาน ในการกําหนดตําแหนงของพนักงานราชการ ใหกําหนดตําแหนงโดยจําแนก เปนกลุมงานตามลักษณะงานและผลผลิตของงาน (ระเบียบฯ ขอ 7) (1) กลุมงานบริการ (2) กลุมงานเทคนิค (3) กลุมงานบริหารทั่วไป
  21. 21. ห น า | 21ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ (4) กลุมงานวิชาชีพเฉพาะ (5) กลุมงานเชี่ยวชาญเฉพาะ (6) กลุมงานเชี่ยวชาญพิเศษ 10.ตําแหนงของพนักงานราชการมีกี่กลุม ก. 4 กลุม ข. 5 กลุม ค. 6 กลุม ง. 7 กลุม ตอบ ค. 6 กลุม คําอธิบายดังขอขางตน 11.ขอใดไมใชกลุมงานของพนักงานราชการ ก. กลุมงานบริการ ข. กลุมงานเทคนิค ค. กลุมงานบริหาร ง. กลุมงานเชี่ยวชาญพิเศษ ตอบ ค. กลุมงานบริหาร คําอธิบายดังขอขางตน 12.ในการกําหนดตําแหนงของกลุมงานและกําหนดลักษณะงานใหเปนไปตามประเภทของ ใคร ก. อธิบดี ข. ปลัดทบวง ค. ปลัดกระทรวง ง. คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ ตอบ ง. คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ การกําหนดใหพนักงานราชการประเภทใดมีตําแหนงในกลุมงานใด และการ กําหนดลักษณะงานและคุณสมบัติเฉพาะของกลุมงาน ใหเปนไปตามประกาศของ คณะกรรมการ (ระเบียบฯ ขอ 7) 13.กรอบอัตรากําลังพนักงานราชการมีระยะเวลากี่ป ก. 2 ป ข. 3 ป ค. 4 ป ง. 5 ป ตอบ ค. 4 ป
  22. 22. ห น า | 22ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ แนวขอสอบคอมพิวเตอร ชุดที่ 3 6.ไมโครโพรเซสเซอร (Microprocessor) คือ (1) อุปกรณชิ้นสวนของเครื่องรับโทรทัศน (2) ตนกําเนิดของเครื่องคอมพิวเตอรสวนตัว (Personal Computer) (3) ชิป (Chip) ที่ทําหนาที่เฉพาะอยางในคอมพิวเตอร (4) ขอ 2 และขอ 3 ถูก (5) ขอ 1 และขอ 3 ถูก ตอบ 2 ไมโครโปรเซสเซอร (Microprocessor) คือ ชิปวงจรเชื่อมตอหนึ่งตัวที่สามารถทํางาน ทุกอยางไดครบถวน โดยมีวงจรเปนแบบ VLSI (Very Large Scale Integration) ที่ถือ เปนสมองหรือศูนยประมวลผลกลางของคอมพิวเตอร และยังถือเปนตนกําเนิดของเครื่อง ไมโครคอมพิวเตอร (Microcomputer/Desktop Computer/Personal Computer)ยุคปจจุบัน 7.เครื่องไมโครคอมพิวเตอรที่ใชในการจองตั๋วเครื่องบิน เปนการประมวลผลในลักษณะ (1) การกระจายการประมวลผล (2) การประมวลผลแบบรวมศูนย (3) การประมวลผลแบบทํางานเดี่ยว (4) ขอ 1 และ ขอ 2 ถูก (5) ถูกทุกขอ ตอบ 2 เครือขายแบบดาว (Star Network) เปนเครือขายที่ประกอบดวยเครื่องคอมพิวเตอร และอุปกรณตอพวงอื่น ๆ ตอเชื่อมโดยตรงกับเครื่องคอมพิวเตอรหลัก โดยที่การสื่อสาร ทั้งหมดที่จะตองผานไปยังเครื่องคอมพิวเตอรหลักกอน ซึ่งการทํางานลักษณะนี้จะเปนการ ประมวลผลแบบรวมศูนย (Centralized Process) กลาวคือ การสื่อสารจากจุดใด ๆ ใน เครือขายจะตองพึ่งพิงคอมพิวเตอรศูนยกลาง ดังนั้นจึงเหมาะสําหรับการปฏิบัติงานดานการ ใหบริการตาง ๆ เชน การจองตั๋วเครื่องบิน ระบบการรับฝากเงินของธนาคาร เปนตน แต มีขอเสีย คือ หากเครื่องคอมพิวเตอรศูนยกลางเกิดขัดของก็จะทําใหการสื่อสารของจุดตางๆ ในเครือขายขัดของไปดวย 8.เครื่องไมโครคอมพิวเตอรที่ใชตรวจผลสอบเอ็นทรานสเปนการประมวลผลในลักษณะ (1) การกระจายการประมวลผล (2) การประมวลผลแบบรวมศูนย (3) การประมวลผลแบบทํางานเดี่ยว (4) ขอ 1 และ ขอ 2 ถูก
  23. 23. ห น า | 23ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ 48.เครือขายอินเตอรเนตมีรูปแบบของเครือขาย (Topology) แบบใด (1) Bus (2) Star (3) Ring (4) ถูกทุกขอ ตอบ 4 อินเตอรเน็ต (Internet) ระบบของการเชื่อมโยงขายงานคอมพิวเตอรขนาดใหญมาก ครอบคลุมไปทั่วโลก เพื่ออํานวยความสะดวกในการใหบริการสื่อสารขอมูล เชน การบันทึก เขาระยะไกล (Remote Login) การถายโอนแฟม ไปรษณียอิเล็กทรอนิกส และกลุมอภิปราย อินเตอรเน็ต เปนวิธีในการเชื่อมโยงขายงานหลากหลายรูปแบบของเครือขาย (Topology) เพื่อการเขาถึงของแตละระบบที่มีสวนรวมอยู 49.อุปกรณเครือขายคอมพิวเตอรที่ทําหนาที่หาเสนทางที่ดีในการสงขอมูลคือ (1) Modem (2) Hub (3) Router (4) Switch ตอบ 3 Router เปนอุปกรณที่ใชเชื่อมตอ LAN หลาย ๆ เครือขายเขาดวยกันคลายกับ Switch แตจะมีสวนเพิ่มเติมขึ้นมา คือ Router สามารถเชื่อมตอ LAN ที่ใชโปรโตคอลในการ รับสงขอมูลเหมือนกัน แตใช Media หรือสายสงตางชนิดกันได Router มีการทํางานใน ระดับชั้นที่ 3 ของ OSI คือ Network Layer และสามารถรับสงขอมูลที่เปนกลุมขอมูล หรือ Frame จากตนทางไปยังปลายทางได โดยเลือกหรือกําหนดเสนทางที่ดีที่สุดที่ขอมูลจะถูก สงไป และแปลงขอมูลใหเหมาะสมกับอุปกรณฮารดแวรที่ใชรับสงใน 2 ชั้นลางถัดไปที่ เชื่อมตออยู 50.ตัวเลือกในขอใดไมใชหนาที่ของระบบปฏิบัติการ (1) จัดสรรทรัพยากรในระบบคอมพิวเตอร (2) ใหบริการแกผูใช (3) ประมวลผลโปรแกรมประยุกต (4) ควบคุมการทํางานของโปรแกรมประยุกต ตอบ 3 หนาที่ของระบบปฏิบัติการ (Operating System) มีดังนี้ 1. จัดสรรการใชทรัพยากรตาง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอรใหกับโปรแกรมและผูใช
  24. 24. ห น า | 24ลิขสิทธิ์โดย นักวิชาการเตรียมสอบขาราชการ สั่งซื้อไดที่ www.SheetRam.com โทรศัพท : 02-7230950,02-5141422, 085-9679080,085-9993722,085-9993740 แจงการโอนเงิน พรอมชื่อ และอีเมลลที่ LINE ID : sheetram โทรศัพท : 02-7230950,02-5141422,085-9679080, 085-9993722,085-9993740

×