• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
แนวข้อสอบ กสย เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายแลแผน E-BOOK แนวข้อสอบสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำส
 

แนวข้อสอบ กสย เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายแลแผน E-BOOK แนวข้อสอบสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำส

on

  • 1,000 views

แนวข้อสอบ กสย เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายแลแผน E-BOOK ...

แนวข้อสอบ กสย เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายแลแผน E-BOOK แนวข้อสอบสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง แนวข้อสอบ สกย คู่มือสอราคา 249 บาท
สั่งซื้อได้ที่ : www.Sheetram.com
สอบถามรายละเอียด
Facebook http://www.facebook.com/Sheetram
LINE ID : sheetram

บริษัท ชีทราม จำกัด
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์ สำนักงานใหญ่
453 ถนนรามคำแหง(ปากซอย 53)
หัวหมาก บางกระปิ กรุงเทพฯ 102
โทรศัพท์ : 02-7230950,02-5141422,085-9679080,
085-9993722,085-9993740
FAX : 02-718-6528
เปิดบริการ 8.15-21.30 น. ทุกวัน

Statistics

Views

Total Views
1,000
Views on SlideShare
999
Embed Views
1

Actions

Likes
1
Downloads
73
Comments
0

1 Embed 1

http://www.sheetram.com 1

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    แนวข้อสอบ กสย เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายแลแผน E-BOOK แนวข้อสอบสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำส แนวข้อสอบ กสย เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายแลแผน E-BOOK แนวข้อสอบสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำส Document Transcript

    • 1
    • 2 ขอบเขตเนื้อหา สวนที่ 1 ความรูเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง ประวัติ สกย. 5 ภารกิจ/ยุทธศาสตร สกย. 11 วิสัยทัศน 12 คานิยมองคกร 12 พันธกิจ 13 วัตถุประสงค 13 เปาหมายหลัก 13 ยุทธศาสตร 14 ภารกิจ/บริการ 15 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับสวนยาง 19 การปลูกยางพารา 19 การบํารุงรักษา 32 โรคและศัตรูพืชที่สําคัญของยางพารา 37 การปฏิบัติระยะตนยางใหผลผลิต 45 การแปรรูปผลผลิต 47 มาตรฐานคุณภาพของยางแผนดิบ 50 สวนที่ 2 กฎหมายที่เกี่ยวของ พระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 53 พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง พ.ศ. 2503 แกไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530 68 แนวขอสอบพรบ.กองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 4) แกไขเพิ่มเติมถึงพ.ศ. 2530 79 แนวขอสอบพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 86 สวนที่ 3 ความรูเฉพาะตําแหนง
    • 3 นโยบาย 93 แผน (Plan) 104 โครงการ (Program) 129 การบริหารแบบมุงผลสัมฤทธิ์ 143 กระบวนการของการบริหารแบบมุงผลสัมฤทธิ์ 143 การจัดทําแผนยุทธศาสตรตามแนวทางของสํานักงาน ก.พ.ร. 144 การวางแผนเชิงยุทธศาสตร 160 แนวทางการจัดทําแผนยุทธศาสตรที่มีประสิทธิภาพ 162 ระบบงบประมาณแบบมุงเนนผลงานตามยุทธศาสตร 173 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับกระบวนการงบประมาณ 173 งบประมาณแผนดิน 191 แนวความคิดในการจัดทํางบประมาณแผนดิน 202 เทคนิคในการวิเคราะหงบประมาณแผนดิน 204 งบประมาณแบบวางแผนวางโครงการ 210 การติดตามประเมินผลโครงการ (Program Evaluation) 224 การวิจัยและการพัฒนาระบบงาน 240 การวิจัย 240 การบริหารการพัฒนา 246 สวนที่ 4 กฎหมายที่เกี่ยวของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 11 250 สรุประเบียบงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และแกไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2548 259 แนวขอสอบ ระเบียบงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และแกไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2548 274 ระเบียบสํานักนายสรุปพระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ.2540 296 สรุประเบียบวาดวยรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 310 แนวขอสอพระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ.2540 320 แนวขอสอบ วิเคราะหนโยบายและแผน 328 ความรูเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง
    • 4 ประวัติ สกย. ทศวรรษแรก (ป 2503-2513) สรางความเชื่อมั่นแกชาวสวนยาง การ ดําเนินงานในทศวรรษแรก สมัยรัฐบาลจอม พลสฤษดิ์ ธนรัชต มีสํานักงานใหญ ตั้งอยูที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ และมีสํานักงานสวนภูมิภาค ตั้งอยูในเขตปลูกยาง หนาแนน ในภาคใต และภาคตะวันออก รวม 6 เขต ไดแก ภูเก็ต นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา และจันทบุรี มีขุนวิจิตรพา หนการ เปนผูอํานวยการ คนแรก ดํารงตําแหนงระหวาง วันที่ 1 มกราคม 2504 – 30 กันยายน 2508 คณะทํางานชุดแรกเปน พนักงานที่สําเร็จ การศึกษาระดับ ปริญญาตรีดานการเกษตร จํานวน 11 คนเปนหลัก ทํางานทั้งดาน ภาคสนามและการเงิน การบัญชี ซึ่งพนักงานชุดแรกนี้ตอมาไดเปน ผอ.สกย. ถึง 3 คน คือ นายณรงค สุจเร นายสมศักดิ์ โรหิตรัตนะ และนายเสวต ทองรมย หลังจากนั้นอีก ประมาณ 5-6 เดือน จึงมีพนักงาน ดานการเกษตรและดานการเงิน และบัญชี เขามาปฏิบัติงานเสริมอีก 25 คน ทําใหการสงเคราะห ดําเนินการไดรวดเร็ว และ คลองตัวยิ่งขึ้น ดวยความที่งานดานการสงเคราะหเปนงานใหมของประเทศ ไทย การทํางาน ในยุคเริ่มตน จึงประสบความ ลําบาก ในการทําความเขาใจกับประชาชน พอสมควร แตดวย ความมุงมั่น และอุดมการณอันแรงกลา ที่จะพลิกสถานการณ การผลิตยาง ของประเทศ และ นํามาซึ่งความอยูดีกินดีของชาวสวนยาง ในขณะนั้น ทําใหเกษตรกรเขาใจในเหตุผล และ ประโยชนที่จะไดรับในที่สุด อีกทั้งใหความเชื่อมั่นและไววางใจเปนอยางสูง อยางที่ไมมี หนวยงานราชการใดเคยไดรับมากอน โดยเฉพาะอยาง ยิ่งสิ่งที่พนักงาน สกย. ตองจดจํา ไวเปนพิเศษ คือในชวงป 2505 หลังจากกอตั้ง สกย. เพียง 2 ปเศษ ไดเกิดวาตภัยครั้งใหญที่ จ.นครศรีธรรมราช สงผลให ประชาชนตองประสบความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพยสิน สกย. ไดระดมพนักงานจํานวนมาก ไปชวยเหลือเกษตรกร ชาว สวนยางที่ประสบภัยพิบัติอันรายแรงอยางไมเคยเปนมากอน พนักงาน สกย. ทั้งหมดตางเรงเขาไปในพื้นที่ ระดมพลังทุมเท ความสามารถที่มีอยู เพื่อ บรรเทาความเดือดรอนใหเกษตรกรผูประสบภัยเหลานั้น อยางไมเห็นแกเหน็ดเหนื่อย แมทุก คนจะ ทุกขกายแตตางสุขใจและภาคภูมิที่ได ชวยเหลือสังคมอยางเต็มกําลัง ทําใหชื่อเสียง ของ สกย. โดดเดนขึ้นมาอยูในความ ทรงจําของชาวสวนยางพาราทั่วไป วิสัยทัศน
    • 5 "มุงพัฒนายางพาราครบวงจร นําสังคมชาวสวนยางไปสูความเขมแข็งและยั่งยืน” พัฒนายางพาราจากการผลิต เริ่มตั้งแตการปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิต การแปรรูป เบื้องตน เปนผลิตภัณฑยางอุตสาหกรรมและการตลาด โดยเริ่มจากตัวเกษตรกรมีความรูสู ครอบครัวที่อบอุน ชุมชน และสังคมชาวสวนยางเขมแข็ง คานิยมองคกร สกย. ไดกําหนดคานิยมองคกรที่จะใชเปนบรรทัดฐานสําหรับพนักงานไดนําไปใชเปน หลักปฏิบัติเพื่อรวมกันขับเคลื่อนองคกรใหกาวหนาบรรลุสูเปาหมายของ องคกร ดังนี้ O : Outcome มุงผลสําเร็จของการทํางาน R : Responsibility ความรับผิดชอบ R : Relationship สรางความสัมพันธที่ดีระหวางกัน A : Active Teamwork การทํางานเปนทีม F : Faith ซื่อสัตยสุจริต พันธกิจ 1. สงเสริมและพัฒนาศักยภาพการผลิตของเกษตรกรเพื่อเพิ่มผลผลิตตอหนวยพื้นที่ ลดตนทุนการผลิต และปลูกยางเพิ่มในพื้นที่ที่เหมาะสม 2. สงเสริมการดําเนินการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และสรางความเขมแข็ง ใหกับสถาบันเกษตรกร 3. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการตลาดยางพารา และขยายตลาดยางพารา ระดับทองถิ่น ใหครอบคลุมทุกพื้นที่ที่สงเสริมใหปลูกยาง บนพื้นฐานความรวมมือของ เกษตรกร 4. สงเสริมการปลูกสรางสวนยางใหมีมาตรฐาน เกื้อกูลระบบนิเวศนและสิ่งแวดลอม 5. พัฒนาระบบการบริหารจัดการองคกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ วัตถุประสงค 1. เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตยางพารา และพัฒนาระบบตลาด เพิ่มรายได และลดตนทุนการผลิตใหกับเกษตรกร
    • 6 2. เพื่อใหเกษตรกรมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และสถาบันเกษตรกร มีการ ดําเนินการที่มีมาตรฐานอยางตอเนื่อง 3. เพื่อใหการใชทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพ คุมคา และฟนฟูทรัพยากรใหมีความ เหมาะสมตอการผลิต โดยเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรเขามามีสวนรวมในการบริหาร จัดการทรัพยากรและสิ่งแวดลอม 4. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองคกร บุคลากรสามารถปฏิบัติงาน อยางเต็มศักยภาพ สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง ใหการปฏิบัติงานเปนไปตาม วัตถุประสงค เปาหมาย และเปนองคกรที่ดําเนินกิจกรรมภายใตหลักธรรมาภิบาล เปาหมายหลัก 1. เพิ่มผลผลิตโดยการใหการสงเคราะหปลูกแทนโดยใชพันธุยางที่ใหผลิตสูงกวา ตน ยางเกา และใชเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อใหสวนสงเคราะหตั้งแตรุนป 2555 สามารถให ผลผลิตไดภายใน 6 ป และสงเสริมใหมีการปลูกยางเพิ่มในพื้นที่เหมาะสม 2. ลดตนทุนการผลิตโดยการสงเสริมใหเกษตรกรชาวสวนยาง ใชทรัพยากรอยาง คุมคา อนุรักษสิ่งแวดลอมและมีความรูสามารถใชเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการดูแล รักษา สวนและเก็บเกี่ยวผลผลิต รวมทั้งรวมกันในการบริหารจัดการผลผลิต และการจําหนาย ผลผลิตอยางมีประสิทธิภาพ 3. สรางความมั่นคงใหกับเกษตรกร โดยสงเสริมใหมีการรวมตัวเพื่อดําเนินกิจกรรม และชวยเหลือซึ่งกันและกัน ในเรื่องการผลิต การแปรรูป การตลาด อาชีพเสริม และอื่นๆ ตามความเหมาะสม และพัฒนาไปสูเปนสถาบันเกษตรกรที่เปนนิติบุคคล 4. ดําเนินการตลาดประมูลยางระดับทองถิ่น ครอบคลุมพื้นที่ที่สงเสริมใหปลูก ยางพารา และตลาดไดรับการยอมรับจากผูใชบริการ ราคาซื้อขายเปนราคาอางอิงของราคา ในตลาดทองถิ่น 5. ปรับปรุงระบบบริหารจัดการองคกร ใหเทียบเทามาตรฐานสากล และเสริมสราง ทัศนคติ คานิยม วัฒนธรรมการทํางาน พรอมรับการเปลี่ยนแปลง รวมถึง เสริมสราง ศักยภาพในการดําเนินงานสูความเปนเลิศภายใตหลักธรรมาภิบาล
    • 7 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับสวนยาง การปลูกยางพารา การเตรียมพื้นที่ การเตรียมพื้นที่ปลูกสรางสวนยาง เปนการปรับพื้นที่ใหมีสภาพเหมาะสมสําหรับปลูก ยางทั้งดานการปฏิบัติงานในสวนยางและการอนุรักษดินและน้ํา จําเปนตองวางแผนการใช พื้นที่อยางมีประสิทธิภาพ เพื่อความสะดวกในการดูแลบํารุงรักษาตนยาง การเตรียมพื้นที่ ปลูกยาง ไดแก การทําความสะอาดพื้นที่ การวางแนว การขุดหลุม และการจัดทําขั้นบันได เปนตน การวางแนวปลูก การวางแนวปลูกในพื้นที่ราบ เริ่มจากการวางแถวหลัก หางจากแนวเขตสวนไมนอย กวา 1.5 เมตร ตามแนวตะวันออก-ตะวันตก ไมขวางทิศทางลม การวางแนวปลูกในพื้นที่ลาดเท ในพื้นที่ลาดเทหรือพื้นที่ที่อยูบนควนเขา การวาง แนวปลูกไมสามารถใชวิธีแบบเดียวกับพื้นที่ราบได เนื่องจากที่ลาดเทหรือที่ควนเขามีการ ไหลบาของน้ําในขณะที่มีฝนตก เปนผลใหเกิดการชะลางและพังทลายของหนาดิน ดังนั้น เพื่อปองกันการชะลางและการพังทลายของดินจึงจําเปนตองวางแนวปลูกตามแนวระดับ หากพื้นที่มีความลาดเทมากกวา 15 องศา ตองทําขั้นบันได ประโยชนของการทําแนวระดับและขั้นบันได - ปองกันการพังทลายของหนาดิน - ปองกันการชะลางปุยที่ใสใหกับตนยาง - ทําใหรากตนยางยึดแนนกับดิน ไมถูกน้ําเซาะลมไดงาย - ชวยรักษาความชุมชื้นในดิน - งายและสะดวกแกการปฏิบัติงานในสวน ระยะปลูก เพื่อปองกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับตนยาง จึงกําหนดระยะปลูกเปน 2 ระยะ ตามความตองการปลูกพืชแซมและลักษณะประจําพันธุยาง การเตรียมหลุมปลูก การขุดหลุมปลูกยางใหขุดดานใดดานหนึ่งของไมชะมบตลอดแนว โดยแยกดินที่ขุด เปน 2 กอง คือ ดินชั้นบนและดินชั้นลาง ผึ่งแดดไวประมาณ 10 วัน เพื่อใหดินแหง แลวยอย
    • 8 ดินชั้นบนใสรองกนหลุม สวนดินชั้นลางใหผสมกับปุยหินฟอสเฟต (0-3-0) อัตราหลุมละ 170 กรัม ในแหลงปลูกยางใหมควรใสปุยอินทรียตนละ 5 กก. รองกนหลุมรวมกับปุยหินฟอสเฟต แลวกลบหลุม ขนาดของหลุม 50 x 50 x 50 เซนติเมตร (กวาง x ยาว x ลึก) สําหรับการขุดหลุมปลูกในพื้นที่ลาดเท เมื่อปกไมชะมบเรียบรอยแลวควรขุดหลุม เยื้องไปดานในควนเล็กนอย เมื่อปลูกยางไปแลวอาจตองแตงชานเพิ่มเติม โดยขุดดินบนควน มากลบดานนอก ซึ่งจะทําใหตนยางอยูกลางขั้นบันไดพอดี การปลูก วัสดุปลูกและวิธีการปลูก วัสดุปลูก วัสดุปลูก หรือตนยางที่ใชปลูก แบงออกเปน ตนตอตาและตนยางชําถุงขนาด 1-2 ฉัตร ควรเลือกวัสดุปลูกที่แข็งแรงสมบูรณปราศจากโรคและศัตรูพืช ตนตอตา ตนตอตา หมายถึง ตนกลายางที่ไดรับการติดตาดวยยางพันธุดี แตตายังไมแตก ออกมา มีแผนตาและตาที่เปนตุมติดอยูเทานั้น ขุดถอนแลวตัดตนเดิมเหนือแผนตาขึ้นไปไม นอยกวา 8 ซม. เพื่อนําไปปลูกในแปลงที่เตรียมพื้นที่ไวเรียบรอยแลว ตนยางชําถุง ตนยางชําถุง หมายถึง วัสดุปลูกที่ไดจากการนําเอาตนตอตามาชําในถุง โดยใชเวลา ชําในถุงประมาณ 2-3 เดือน จนไดตนยางชําถุงขนาด 1-2 ฉัตร ซึ่งมีสภาพพรอมที่จะนําไป ปลูกในแปลงได ขนาดของถุงที่ใชชําคือ 5 x 15 นิ้ว สีดํา เจาะรูขนาด 3 มม. ประมาณ 3 แถว ๆ ละ 5-7 รู พันธุยาง กรมวิชาการเกษตร ไดแนะนําพันธุยาง 3 กลุม 1. กลุมพันธุยางผลผลิตน้ํายางสูง เปนพันธุที่ใหผลผลิตเนื้อยางสูงเปนหลัก มี4 พันธุคือ พันธุสาถาบันวิจัยยาง 251 สถาบันวิจัยยาง226 BPM 24 และ RRIM 600 2. กลุมพันธุยางผลผลิตน้ํายางและเนื้อไมสูง เปนพันธุที่ใหผลผลิตเนื้อยางสูงและมีการเจริญเติบโตดีลักษณะลําตนตรง และใหปริมาตร เนื้อไมในสวนลําตนสูง มี4 พันธุ คือ พันธุPB 235 PB 255 PB 260 และ RRIC 110 3. กลุมพันธุยางผลผลิตเนื้อไมสูง
    • 9 พระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ใหไว ณ วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2542 เปนปที่ 54 ในรัชกาลปจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกลาฯ ใหประกาศวา โดยที่เปนการสมควรปรับปรุงกฎหมายวาดวยการควบคุมยาง พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บัญญัติใหกระทําไดโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหง กฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหตราพระราชบัญญัติขึ้นไวโดยคําแนะนําและ ยินยอมของรัฐสภา ดังตอไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542” มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ใหใชบังคับตั้งแตวันถัดจากวันประกาศในราช กิจจานุเบกษาเปนตนไป มาตรา 3 ใหยกเลิก (1) พระราชบัญญัติควบคุมยาง พุทธศักราช 2481 (2) พระราชบัญญัติควบคุมยาง (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2483 (3) พระราชบัญญัติควบคุมยาง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2490 มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ “ตนยาง” หมายความวา ตนยางพารา (Hevea brasiliensis) และหมายความ รวมถึงตนยางชนิดอื่นซึ่งรัฐมนตรีประกาศกําหนดใหเปนตนยางที่อยูภายใตการควบคุมตาม พระราชบัญญัตินี้ “ตนยางพันธุดี” หมายความวา ตนยางที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดวาเปนตน ยางพันธุที่เหมาะสมที่จะใชปลูกเปนสวนยาง “ยาง” หมายความวา น้ํายางสด ยางกอน เศษยาง น้ํายางขน ยางแผน ยาง แทง ยางเครพ หรือยางในลักษณะอื่นใดอันผลิตขึ้นหรือไดมาจากสวนใด ๆ ของตนยาง และ
    • 10 หมายความรวมถึงยางผสมไมวาในสภาพของแข็งหรือของเหลวซึ่งมียางธรรมชาติผสมกับ สารเคมีหรือสารอื่น แตไมรวมถึงวัตถุประดิษฐสําเร็จรูปจากยาง “เนื้อยาง” หมายความวา เนื้อยางที่มีอยูในน้ํายางหรือยางแตละชนิดโดย คํานวณเปนน้ําหนักตามกรรมวิธีที่กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณกําหนด “สวนยาง” หมายความวา ที่ดินซึ่งมีตนยางปลูกอยูในเนื้อที่ไมนอยกวาหนึ่ง ไร แตละไรมีตนยางไมนอยกวาสิบตน หรือในกรณีที่มีเนื้อที่ปลูกยางติดตอกันมากกวาหนึ่ง ไร ตองมีสวนเฉลี่ยไมนอยกวาไรละยี่สิบหาตนของจํานวนเนื้อที่ทั้งหมด “ทําสวนยาง” หมายความวา ปลูกตนยางในสภาพที่เปนสวนยาง บํารุงรักษา ตนยาง กรีดตนยาง หรือทําน้ํายางสดใหเปนยางกอน เศษยาง หรือยางแผนดิบ “เขตควบคุมการขนยายยาง” หมายความวา เขตพื้นที่ที่รัฐมนตรีประกาศ กําหนดเปนเขตควบคุมการขนยายยาง “โรงทํายาง” หมายความวา สถานที่ที่ใชน้ํายางสด ยางกอน เศษยาง หรือ ยางแผนดิบมาแปรรูปเปนน้ํายางขน ยางผึ่งแหง ยางแผนรมควัน ยางแทง ยางเครพ ยางดิบ ชนิดอื่น ๆ อยางหนึ่งอยางใดหรือหลายอยางรวมกัน และหมายความรวมถึงสถานที่ที่ผลิต ยางผสม แตไมรวมถึงสถานที่ที่ทํายางแผนดิบ “ปริมาณควบคุมเนื้อยาง” หมายความวา ปริมาณเนื้อยางที่รัฐมนตรี ประกาศกําหนดใหผูทําสวนยางทําการผลิตเนื้อยางไดตามปริมาณและระยะเวลาที่รัฐมนตรี ประกาศกําหนด “ปริมาณจัดสรรเนื้อยาง” หมายความวา ปริมาณเนื้อยางที่รัฐมนตรีประกาศ จัดสรรใหผูนํายางเขาหรือผูสงยางออก นําเนื้อยางเขามาในหรือสงเนื้อยางออกไปนอก ราชอาณาจักรได ตามปริมาณและระยะเวลาที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด “มาตรฐานยาง” หมายความวา ลักษณะของยางแตละชนิดหรือชั้นตามที่ รัฐมนตรีประกาศกําหนด “วิธีการมัดยางและการบรรจุหีบหอยาง” หมายความวา วิธีการมัดยางและ การบรรจุหีบหอยางตามวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด “คายาง” หมายความวา ซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนยาง และหมายความ รวมถึงซื้อยาง ขายยาง ตามตราสารที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดเปนผูออกตราสารนั้นหรือโดย ประการอื่น แตไมรวมถึงกรณีที่ผูทําสวนยางขายน้ํายางสด ยางกอน เศษยาง หรือยางแผน ดิบ ซึ่งเปนผลิตผลจากสวนยางของตน “ผูอนุญาต” หมายความวา อธิบดีหรือผูซึ่งอธิบดีมอบหมาย
    • 11 แนวขอสอบพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530 6. “ปสงเคราะห” หมายความถึงระยะเวลาใด ก. ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 เมษายนของปหนึ่งถึงวันที่ 31 มีนาคมของปถัดไป ข. ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 พฤษภาคมของปหนึ่งถึงวันที่ 30 เมษายนของปถัดไป ค. ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคมของปหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของปถัดไป ง. ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 พฤศจิกายนของปหนึ่งถึงวันที่ 31 ตุลาคมของปถัดไป ตอบ ค. ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคมของปหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของป ถัดไป “ปสงเคราะห” หมายความวา ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคมของปหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของปถัดไป และใหใชป พ.ศ. ที่ถัดไปเปนชื่อสําหรับปสงเคราะหนั้น 7. สําหรับยางที่สงออกนอกราชอาณาจักรเพื่อเปนตัวอยางซึ่งมีน้ําหนักไมเกินกวาเทาใด ไดรับยกเวนไมตองเสียเงินสงเคราะห ก. 1 กิโลกรัม ข. 3 กิโลกรัม ค. 5 กิโลกรัม ง. 7 กิโลกรัม ตอบ ค. 5 กิโลกรัม สําหรับยางที่สงออกนอกราชอาณาจักรเพื่อเปนตัวอยางซึ่งมีน้ําหนักไมเกินหา กิโลกรัม หรือยางที่กระทรวง ทบวง กรม เปนผูสงออกเพื่อประโยชนใด ๆ อันมิใชเพื่อการคา ไมวาจะมีน้ําหนักเทาใด ใหไดรับยกเวนไมตองเสียเงินสงเคราะห 8. ขอใดเจาของสวนยางจะไดรับการสงเคราะหสวนยาง ก. ตนยางอายุยี่สิบหาปขึ้นไป ข. ตนยางทรุดโทรมเสียหาย ค. ตนยางที่ไดผลนอย ง. ถูกทุกขอ ตอบ ง. ถูกทุกขอ ผูจะไดรับการสงเคราะหตามพระราชบัญญัตินี้ตองเปนเจาของสวนยางที่มีตนยางอายุ กวายี่สิบหาปขึ้นไป หรือตนยางทรุดโทรมเสียหาย หรือตนยางที่ไดผลนอย
    • 12 9. คณะกรรมการเพื่อดําเนินกิจการกองทุนสงเคราะหการทําสวนยางคณะหนึ่งเรียกโดยยอ วาอะไร ก. ก.ส.ย. ข. กสย. ค. คสย. ง. ค.ส.ย. ตอบ ก. ก.ส.ย. 10. รองประธานกรรมการเพื่อดําเนินกิจการกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง คือผูใด ก. รัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ ข. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ ค. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ง. ผูอํานวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ตอบ ข. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ 11.กรรมการที่คณะรัฐมนตรีแตงตั้งจากเจาของสวนยางและบุคคลอื่นซึ่งมีสวนเกี่ยวของกับ การยางมีจํานวนเทาใด ก. 2 คน / 2 คน ข. 4 คน / 2 คน ค. 4 คน / 4 คน ง. 5 คน / 2 คน ตอบ ข. 4 คน / 2 คน คณะกรรมการเพื่อดําเนินกิจการกองทุนสงเคราะหการทําสวนยางคณะหนึ่งเรียกโดย ยอวา “ก.ส.ย.” ประกอบดวยรัฐมนตรีวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ หรือรัฐมนตรีชวย วาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ ซึ่งรัฐมนตรีวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ มอบหมายเปนประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ เปนรองประธาน กรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ผูอํานวยการ สํานักงบประมาณ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมสงเสริมการเกษตร อธิบดีกรม ศุลกากร ผูอํานวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เปนกรรมการ และกรรมการอื่น อีกไมเกินหกคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแตงตั้งจากเจาของสวนยางสี่คนและบุคคลอื่นซึ่งมีสวน เกี่ยวของกับการยางสองคน
    • 13 12. คณะกรรมการเพื่อดําเนินกิจการกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง มีวาระอยูในตําแหนง คราวละกี่ป ก. 1 ป ข. 2 ป ค. 3 ป ง. 4 ป ตอบ ข. 2 ป กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแตงตั้งมีวาระอยูในตําแหนงคราวละสองป 13. ทุก ๆ ปสงเคราะห ใหคณะกรรมการจัดสรรเงินสงเคราะห เปนคาใชจายในการ ดําเนินงานคนควาทดลองเกี่ยวกับกิจการยาง จํานวนเทาใด ก. รอยละหา ข. รอยละเจ็ด ค. รอยละเกา ง. รอยละสิบ ตอบ ก. รอยละหา ทุก ๆ ปสงเคราะห ใหคณะกรรมการจัดสรรเงินสงเคราะหที่เก็บได จํานวนไมเกินรอย ละหา เปนคาใชจายในการดําเนินงานคนควาทดลองเกี่ยวกับกิจการยางในอันที่จะเปน ประโยชนแกเจาของสวนยางโดยเฉพาะ มอบไวแกกรมวิชาการเกษตรเปนงวด ๆ ตาม หลักเกณฑและวิธีการที่รัฐมนตรีกําหนด เงินที่กรมวิชาการเกษตรไดรับนี้มิใหถือวาเปน รายรับตามกฎหมายวาดวยวิธีการงบประมาณ 14. ทุก ๆ ปสงเคราะห ใหคณะกรรมการจัดสรรเงินสงเคราะห เปนคาใชจายในการ บริหารงานการสงเคราะหการทําสวนยางของสํานักงานกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง จํานวนเทาใด ก. รอยละหา ข. รอยละเจ็ด ค. รอยละเกา ง. รอยละสิบ ตอบ ง. รอยละสิบ ทุก ๆ ปสงเคราะห ใหคณะกรรมการจัดสรรเงินสงเคราะหที่เก็บได จํานวนไมเกินรอย ละสิบ เปนคาใชจายในการบริหารงานการสงเคราะหการทําสวนยางของสํานักงานกองทุน สงเคราะหการทําสวนยาง หากเงินจํานวนที่ตั้งไวนี้ไมพอจายในงานตาง ๆ ดังกลาว ให รัฐบาลตั้งรายจายเพิ่มเติมในงบประมาณประจําปตามความจําเปน
    • 14 ความรูเกี่ยวกับตําแหนงวิเคราะหนโยบายและแผน นโยบายและนโยบายสาธารณะ การศึกษานโยบายนั้นโดยทั่วไปอาจจําแนกการศึกษาออกเปน 2 แนวทาง คือ การศึกษานโยบายทั่วๆ ไป (General Policy) และการศึกษานโยบายสาธารณะ (Public Policy) ในความหมายทั่วไป นโยบาย หมายถึง แนวทางกวางๆ ในการปฏิบัติงาน ซึ่ง ในความหมายนี้จะไมแยกแยะวาจะเปนนโยบายของเอกชนหรือของรัฐก็ลวนแลวแตเปน แนวทางกวางๆ ในการปฏิบัติงานทั้งสิ้น เชน นโยบายของธนาคารกรุงเทพฯ ก็หมายถึง แนวทางกวางๆ ในการปฏิบัติงานของรัฐ เปนตน สําหรับในกรณีนี้จะกลาวถึงเฉพาะนโยบายสาธารณะเปนสําคัญ ซึ่งใน ความหมายของนโยบายสาธารณะมีนักวิชาการหลายทานไดใหความหมายไวดังนี้ Thomas R. Dye กลาววา นโยบายสาธารณะเปนสิ่งที่เกี่ยวของกับเรื่องราว หรือกิจกรรมที่รัฐบาลเลือกจะกระทําหรือไมกระทํา และเกี่ยวของกับเหตุผลวาทําไมจึงเลือก เชนนั้น William T. Greenwood กลาววา นโยบาย หมายถึง การตัดสินใจขั้นตนที่ กําหนดแนวทางทั่วไปอยางกวางๆ เพื่อนําไปสูการปฏิบัติ เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคที่ตั้งไว Ira Sharkansky นโยบายสาธารณะ หมายถึง กิจกรรมตางๆ ที่รัฐบาลหรือ องคกรของรัฐจัดทําขึ้น เชน การจัดบริการสาธารณะ การออกกฎหมายและการบังคับใช กฎหมาย การจัดพิธีกรรมอันเปนสัญลักษณของสังคม และการควบคุมกระบวนการกําหนด นโยบายหรือการกระทําทางการเมืองอื่นๆ เปนตน ดร.กระมล ทองธรรมชาติ กลาววา นโยบาย คือ แนวทางที่แตละประเทศได เลือกปฏิบัติเพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคอยางใดอยางหนึ่งตามที่กําหนดไว อันเปนวัตถุประสงค ที่เชื่อวาถาทําไดสําเร็จจะยังเปนประโยชนกับประเทศของตนได สรุปก็คือ นโยบายสาธารณะ (Public Policy) นั้น อาจเปนนโยบายของ รัฐบาลหรือของเอกชนก็ได หากนโยบายนั้นมุงผลประโยชนของสวนรวมเปนสําคัญ แต สําหรับนโยบายของรัฐบาล (Government Policy)แลว จะตองเปนนโยบายสาธารณะเทานั้น
    • 15 ลักษณะทั่วไปของนโยบาย จากความหมายทั้งหมดจะเห็นวา นโยบายทั่วๆ ไปจะมีลักษณะดังนี้ 1. เปนแนวทางอยางกวางๆ คือ ไมเจาะจง ยังมีลักษณะยืดหยุนอยูมาก 2. มีจุดมุงหมาย ซึ่งอาจเปนวัตถุประสงคอยางหนึ่งอยางใดที่สําคัญมากๆ เชน เปนประโยชนขององคการ เปนตน 3. เปนขอเสนอเกี่ยวกับการปฏิบัติ คือ นโยบายจะเปนเครื่องชี้นําใหมีการ ปฏิบัติตาม พรอมทั้งเสนอแนะแนวทางที่สามารถปฏิบัติเพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคที่ไดวางไว ดวย องคประกอบที่สําคัญของนโยบาย 1. นโยบายจะตองแสดงถึงความแนนอน และชัดเจนในการทํางาน กลาวคือ ในการกําหนดนโยบายแหงรัฐนั้นจะตองคํานึงถึงความแนนอนในการที่จะทําใหนโยบาย บรรลุผลดวย 2. นโยบายจะตองนําไปสูการสรางเสถียรภาพ และความมั่นคงของประเทศ 3. นโยบายจะตองทําและปฏิบัติอยางตอเนื่อง และกระบวนการทํางาน ทั้งหลายจะตองมีการเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการดวย รูปรางของนโยบาย นโยบายมีหลายรูปรางและหลายลักษณะตามการใชประโยชนของนโยบาย ซึ่ง พอจะสรุปไดดังนี้ 1. มีรูปเปนกฎหมาย กฎ ระเบียบ คือ เปนนโยบายที่มีลักษณะบังคับให ตองปฏิบัติตาม ไดแก กฎหมายตางๆ ของรัฐ เปนตน 2. มีรูปเปนแผนงาน โครงการ คือ เปนนโยบายที่มีลักษณะเปน ขอเสนอแนะ และเปนแนวทางสําหรับการปฏิบัติงานขององคการ และไมมีลักษณะบังคับให ทุกคนตองปฏิบัติตาม 3. มีรูปเปนประกาศ แจงความ คือ มีลักษณะเพื่อแจงขาวสาร เชิญชวน และมีลักษณะบังคับนอยที่สุด เชน นโยบายเชิญชวนเฉลิมฉลองในวาระโอกาสที่สําคัญๆ เปนตน 4. มีรูปเปนสัญญา คือ เปนนโยบายที่รัฐใหสัญญากับสังคม เชน การแถลง นโยบายของรัฐบาลตอรัฐสภา เปนตน
    • 16 นักวางแผน (Planner) หมายถึง บุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งไดรับมอบหมายใหมีหนาที่วางแผน เพื่อ สรางสรรคแผนงาน (Plan) ตามแนวทางที่องคการตองการ โดยปกติหนาที่ในการวางแผนใน ระดับองคการนั้นจะถือเปนหนาที่ของนักบริหารระดับกลาง (Middle – Level Administrator) คือนักบริหารระดับหัวหนาหนวย (Department) นั่นเอง สวนนักบริหารระดับสูง (Top – Level Administrator) จะวางนโยบายและนัก บริหารระดับลาง (Lower – Level Administrator) จะวางโครงการ ทักษะสําหรับนักวางแผน การวางแผนเปนการใชสติปญญาเพื่อกําหนดแนวทางสําหรับการดําเนินงาน ขององคการในอนาคต ดังนั้นการวางแผนจึงตองอาศัยทักษะหลายดานประกอบกัน เชน ตองใชทั้งการจินตนาการที่กวางไกล มีความคิดริเริ่มสรางสรรคที่ดี ตองมีความรูในหลัก วิชาการหลายๆ สาขา ตองรูจักใชเทคนิค – ทฤษฎีการพยากรณใหเหมาะสม เปนตน จึงจะ ชวยใหการวางแผนสมบูรณไดมากขึ้น จะเห็นไดวากิจกรรมการวางแผนมีขอจํากัดมาก ดังนั้นงานวางแผนจึงมักเปน งานระดับกลุมหรือตองประกอบดวยผูเชี่ยวชาญหลายๆ สาขามารวมกันสรางแผน โดยมีนัก วางแผนเปนตัวประสานใหการวางแผนไปสูจุดหมายรวมกันขององคการได บทบาทของนักวางแผนในองคการ Cleland และ King กลาววา บทบาทของนักวางแผนในองคการจําแนกไดตาม ระดับความรับผิดชอบดังนี้ 1. ในระดับองคการ นักวางแผนจะมีบทบาทได 2 ลักษณะ ดังนี้ 1) ชวยกําหนดยุทธวิธีหลักตางๆ เพื่อชวยผูบริหาร ไดแก - เลือกแบบแผนของแนวความคิดในระบบการวางแผนเชิงยุทธวิธีที่ เหมาะสม - ชวยอํานวยความสะดวกในการใชระบบการวางแผน โดยอภิปราย รวมกับผูบริหารเพื่อเลือกใชระบบที่เหมาะสม - รับผิดชอบในการปรับปรุงระบบ เชน เปลี่ยนรูปแบบ ขยาย ขอบเขต เปลี่ยนจุดเนนและอื่นๆ 2) ปรับปรุงดานกายภาพของระบบราชการ เชน ปรับปรุง แจกจายคูมือ การวางแผน ปฏิบัติการวางแผน เปนตน
    • 17 ขั้นตอนการวางแผน (Planning Processes) กลาวโดยสรุป ขั้นตอนทั้งหลายในการวางแผนอาจจําแนกยอยๆ ได 3 กระบวนการ ไดแก 1. ขั้นเตรียมการ เปนการกําหนดเคาโครงกลยุทธของแผน ซึ่งมีกิจกรรม สําคัญๆ ไดแก 1) การกําหนดวัตถุประสงคของแผน 2) การกําหนดแนวทางของแผน 2. ศึกษาวิเคราะหสถานการณ เปนการเก็บรวบรวมขอมูลเพื่อการ วิเคราะหความถูกตองของงานในขั้นเตรียมการ ซึ่งขอมูลในการวางแผนอาจจําแนกไดเปน 2 กลุม คือ 1) ความเปนจริง (Fact) เกี่ยวกับขอมูลที่ตองใชในการวางแผน 2) ความโนมเอียง (Trend) เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของขอมูลที่ตองใช ในการวางแผนในอนาคต 3. ลงมือวางแผน หลังจากกําหนดความถูกตองของแผนไดแลวจึงลงมือ เขียนแผนใหถูกตองตามรูปแบบที่ควรจะเปนของแผนงาน โดยตองกําหนดรายละเอียดให ชัดเจนวาจะทําที่ไหน เมื่อไหร อยางไร เปนตน นอกจากนี้กระบวนการหรือขั้นตอนของการวางแผนนั้น ยังสามารถแบงได เปน 2 ระยะ คือ 1) การวางแผนกลยุทธ (Strategic Planning Process) 2) การวางแผนดําเนินการ (Operational Planning Process) อยางไรก็ตาม มีนักวิชาการหลายทานไดเสนอแนะขั้นตอนการวางแผนอยาง ละเอียดตางๆ กันไป ซึ่งจะยกตัวอยางดังตอไปนี้ 1. กระบวนการวางแผนตามทัศนะของ ศ. Le Breton มี 14 ขั้นตอน คือ 1. พิจารณาถึงความจําเปนที่จะตองมีการวางแผน วามีความจําเปนมาก นอยขนาดไหนที่จะตองมีการกําหนดแผนเพื่อนํามาปฏิบัติ โดยปกติตองมั่นใจวาการวางแผนจะตองเปนเรื่องสําคัญ และไมมีวิธีอื่นใด จะชวยแกไขปญหาใหมีประสิทธิภาพไดมากกวาการวางแผน จึงจะมีการวางแผน ทั้งนี้เพราะ การวางแผนตองเสียคาใชจาย กําลังงาน ตองใชเวลามาก และมีขั้นตอนที่ยุงยากหลาย ขั้นตอน
    • 18 กระบวนการของโครงการ (Processes of Program) กระบวนการของโครงการมีลักษณะเชนเดียวกับกระบวนการนโยบายและ แผน กลาวคือ ประกอบดวยกระบวนการยอยๆ 4 ขั้นตอน คือ 1. การรางหรือวางโครงการ (Program Planning) 2. การวิเคราะหและประเมินโครงการ (Program Analysis Appraisal Processes) 3. การบริหารหรือการนําโครงการไปปฏิบัติ (Program Implementation) 4. การติดตามประเมินผลโครงการ (Program Evaluation) รายละเอียดของแตละขั้นตอนมีดังนี้ กระบวนการวางโครงการ (Program Planning Processes) ขั้นตอนนี้เปนขั้นตอนการกอรูป (Formulation) ของโครงการซึ่งโดยทั่วไปมี แนวคิดดังนี้ 1. ใชหลักการวางแผนทั่วไป 2. มีหลักเพิ่มเติมคือ - โครงการทั้งหลายจะไมอยูโดดเดี่ยว จะตองสัมพันธกับโครงการอื่นอยู เสมอ ไมวาจะเปนดานการสงเสริมกัน หรือขัดแยงกันก็ตาม - การวางโครงการตองมีรายละเอียดซึ่งสามารถมองเห็นเปนรูปธรรมได เพื่อฝายปฏิบัติและฝายติดตามประเมินผลจะไดปฏิบัติตามไดโดยสะดวก 1. หลักทั่วไปในการวางแผนโครงการ ในทางทฤษฎีการวางโครงการแบงออกไดเปน 2 ระยะ คือ 1. การวางโครงการขั้นกลยุทธ (Strategic Program Planning) 2. การวางโครงการขั้นกําหนดรายละเอียดและวิธีดําเนินการ (Operation Program Planning) ระยะที่ 1 การวางโครงการกลยุทธ กิจกรรมในขั้นตอนนี้เปนงานกําหนดเคาโครง และแนวทางสําคัญของ โครงการ โดยมีเปาหมายที่สําคัญเพื่อใหไดแนวทางในการดําเนินโครงการที่ดีที่สุด (The best way program) หรือเพื่อวิเคราะหหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด (The best alternative) ของโครงการใหไดนั่นเอง ระยะที่ 2 การวางโครงการดําเนินการ
    • 19 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555–2559) แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ทุกภาคสวนในสังคมไทยเห็นพองรวมกันนอมนาหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเปนปรัชญานาทางในการพัฒนาประเทศอยางตอเนื่อง เพื่อ มุงใหเกิดภูมิคุมกันและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอยางเหมาะสม เพื่อใหการพัฒนา ประเทศสูความสมดุลและยั่งยืน มุงสู “สังคมอยูรวมกันอยางมีความสุข ดวยความเสมอ ภาค เปนธรรม และมีภูมิคุมกันตอการเปลี่ยนแปลง” การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 มีแนวคิดที่มีความตอเนื่องจาก แนวคิดของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8-10 โดยยังคงยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และ “คนเปนศูนยกลางของการพัฒนา” รวมทั้ง “สรางสมดุลการพัฒนา” ในทุกมิติ และขับเคลื่อนใหบังเกิดผลในทางปฏิบัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในทุกระดับ เพื่อใหการพัฒนาและ บริหารประเทศเปนไปบนทางสายกลาง การกําหนดทิศทางและยุทธศาสตรการพัฒนาประเทศในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ตองเรงสรางภูมิคุมกันเพิ่มขึ้นในมิติการพัฒนาดานตางๆ ดังนี้ 1. การพัฒนาคนและสังคมไทยสูสังคมคุณภาพ 1.1 การสรางความเปนธรรมในสังคม 1.2 การพัฒนาคนสูสังคมแหงการเรียนรูตลอดชีวิต 2. การปรับโครงสรางเศรษฐกิจสูทิศทางการเติบโตในรูปแบบใหม ที่มุงพัฒนา เศรษฐกิจภายในประเทศใหเขมแข็ง เพื่อลดการพึ่งพาปจจัยภายนอก 2.1 การสรางความเขมแข็งภาคเกษตร ความมั่นคงของอาหารและพลังงาน 2.2 การปรับโครงสรางเศรษฐกิจสูการเติบโตอยางมีคุณภาพและยั่งยืน ให ความสําคัญกับ การปรับโครงสรางเศรษฐกิจบนฐานความรู ความคิดสรางสรรค และภูมิปญญา 2.3 การสรางความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทาง เศรษฐกิจและสังคม ใหความสําคัญกับการเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศกับความรวมมือระหวาง ประเทศในภูมิภาคตางๆ 3. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมอยางยั่งยืน
    • 20 สรุปสาระสําคัญแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555–2559) 2. การประเมินสถานการณ ความเสี่ยงและการสรางภูมิคุมกันของประเทศ 2.1 สถานการณการเปลี่ยนแปลงที่มีผลตอการพัฒนาประเทศ ประเทศไทยยัง ตองเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญทั้งในระดับโลก และภายในประเทศ ซึ่งมีผลกระทบทั้ง ที่เปนโอกาสและความเสี่ยงตอการพัฒนาประเทศ ดังนี้ 2.1.1 การเปลี่ยนแปลงสําคัญระดับโลก 1) กฎ กติกาใหมของโลกหลายดานสงผลใหทุกประเทศตองปรับตัว 2) การปรับตัวเขาสูเศรษฐกิจโลกแบบหลายศูนยกลาง รวมทั้งภูมิภาค เอเชียทวีความสําคัญเพิ่มขึ้น การรวมกลุมเศรษฐกิจที่สําคัญตอประเทศไทยในชวง แผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 ไดแก การรวมกลุมในภูมิภาคเอเชีย ภายใตกรอบการคาเสรีของ อาเซียนกับจีน ญี่ปุน และอินเดียและการเปนประชาคมอาเซียนในป 2558 3) การเขาสูสังคมผูสูงอายุของโลกอยางตอเนื่อง 4) การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกสงผลใหสภาพภูมิอากาศแปรปรวน 5) ความมั่นคงทางอาหารและพลังงานของโลกมีแนวโนมจะเปนปญหา สําคัญ 6) ความกาวหนาทางเทคโนโลยีมีบทบาทสําคัญตอการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งตอบสนองตอการดํารงชีวิตของประชาชนมากยิ่งขึ้น 7) การกอการรายสากลเปนภัยคุกคามประชาคมโลก 2.1.2 การเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ 1) การเปลี่ยนแปลงสภาวะดานเศรษฐกิจ 2) การเปลี่ยนแปลงสภาวะดานสังคม ประเทศไทยกาวสูสังคมผูสูงอายุ จากการมีโครงสรางประชากรที่วัยสูงอายุเพิ่มขึ้น วัยเด็กและวัยแรงงานลดลง คนไทยไดรับ การพัฒนาศักยภาพทุกชวงวัยแตมีปญหาคุณภาพการศึกษาและระดับสติปญญาของเด็ก 3) การเปลี่ยนแปลงสภาวะดานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 4) การเปลี่ยนแปลงสภาวะดานการบริหารจัดการการพัฒนาประเทศ 2.2 การประเมินความเสี่ยง ประเทศไทยจะเผชิญกับความเสี่ยงที่ตองเตรียมการ สรางภูมิคุมกันใหประเทศพรอมเผชิญการเปลี่ยนแปลงอยางมีประสิทธิภาพ 6 ประการ ดังนี้ 2.2.1 การบริหารภาครัฐออนแอ 2.2.2 โครงสรางทางเศรษฐกิจไมสามารถรองรับการเจริญเติบโตอยางยั่งยืน เศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาเศรษฐกิจภายนอกประเทศ
    • 21 ระเบียบงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และแกไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2548 ความหมาย “งานสารบรรณ” หมายความวา งานที่เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสาร เริ่มตั้งแต การจัดทําการรับ การสง การเก็บรักษา การยืม จนถึงการทําลาย “หนังสือ” หมายความวา หนังสือราชการ “สวนราชการ” หมายความวา กระทรวง ทบวง กรม สํานักงาน หรือหนวยงานอื่น ใดของรัฐทั้งในราชการบริหารสวนกลาง ราชการบริหารสวนภูมิภาค ราชการบริหารสวน ทองถิ่น หรือในตางประเทศและใหหมายความรวมถึงคณะกรรมการดวย “คณะกรรมการ” หมายความวา คณะบุคคลที่ไดรับมอบหมายจากทางราชการให ปฏิบัติงานในเรื่องใด ๆ และใหหมายความรวมถึงคณะอนุกรรมการ คณะทํางาน หรือคณะ บุคคลอื่นที่ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกัน ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ ชนิดของหนังสือ หนังสือราชการ คือ เอกสารที่เปนหลักฐานในราชการ ไดแก 1. หนังสือที่มีไปมาระหวางสวนราชการ 2. หนังสือที่สวนราชการมีไปถึงหนวยงานอื่นใดซึ่งมิใชสวนราชการ หรือที่มีไปถึง บุคคลภายนอก 3. หนังสือที่หนวยงานอื่นใดซึ่งมิใชสวนราชการ หรือที่บุคคลภายนอกมีมาถึงสวน ราชการ 4. เอกสารที่ทางราชการจัดทําขึ้นเพื่อเปนหลักฐานในราชการ 5. เอกสารที่ทางราชการจัดทําขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือขอบังคับ หนังสือ มี 6 ชนิด คือ 1. หนังสือภายนอก 2. หนังสือภายใน 3. หนังสือประทับตรา 4. หนังสือสั่งการ 5. หนังสือประชาสัมพันธ
    • 22 6. หนังสือที่เจาหนาที่ทําขึ้น หรือรับไวเปนหลักฐานในราชการ หนังสือภายนอก หนังสือภายนอก คือ หนังสือติดตอราชการที่เปนแบบพิธีโดยใชกระดาษตราครุฑ เปนหนังสือติดตอระหวางสวนราชการ หรือสวนราชการมีถึงหนวยงานอื่นใดซึ่งมิใชสวน ราชการ หรือที่มีถึงบุคคลภายนอก หนังสือภายใน หนังสือภายใน คือ หนังสือติดตอราชการที่เปนแบบพิธีนอยกวาหนังสือภายนอก เปนหนังสือติดตอภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน ใชกระดาษบันทึก ขอความ หนังสือประทับตรา หนังสือประทับตรา คือ หนังสือที่ใชประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหนาสวน ราชการระดับกรมขึ้นไป โดยใหหัวหนาสวนราชการระดับกอง หรือผูที่ไดรับมอบหมายจาก หัวหนาสวนราชการระดับกรมขึ้นไป เปนผูรับผิดชอบลงชื่อยอกํากับตรา หนังสือประทับตรา ใหใชไดทั้งระหวางสวนราชการกับสวนราชการ และระหวางสวนราชการกับบุคคลภายนอก เฉพาะกรณีที่ไมใชเรื่องสําคัญ ไดแก 1. การขอรายละเอียดเพิ่มเติม 2. การสงสําเนาหนังสือ สิ่งของ เอกสาร หรือบรรณสาร 3. การตอบรับทราบที่ไมเกี่ยวกับราชการสําคัญ หรือการเงิน 4. การแจงผลงานที่ไดดําเนินการไปแลวใหสวนราชการที่เกี่ยวของทราบ 5. การเตือนเรื่องที่คาง 6. เรื่องซึ่งหัวหนาสวนราชการระดับกรมขึ้นไปกําหนดโดยทําเปนคําสั่ง ใหใชหนังสือ ประทับตรา หนังสือประทับตรา ใชกระดาษตราครุฑ
    • 23 แนวขอสอบ ระเบียบฯ งานสารบรรณ พ.ศ. 2526 แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 7.ขอใดมิใชความหมายของหนังสือราชการ ก. หนังสือที่มีไปมาระหวางสวนราชการ ข. หนังสือที่สวนราชการมีไปถึงหนวยงานอื่นที่มิใชสวนราชการ ค. เอกสารที่ทางราชการจัดทําขึ้นเพื่อใชเปนหลักฐานในราชการ ง. หนังสือที่มีขึ้นเพื่อใชในการติดตอบุคคลภายนอก ตอบ ง. หนังสือที่มีขึ้นเพื่อใชในการติดตอบุคคลภายนอก หนังสือราชการ คือ เอกสารที่เปนหลักฐานในราชการ ไดแก 1. หนังสือที่มีไปมาระหวางสวนราชการ 2. หนังสือที่สวนราชการมีไปถึงหนวยงานอื่นใดซึ่งมิใชสวนราชการ หรือที่มี ไปถึงบุคคลภายนอก 3. หนังสือที่หนวยงานอื่นใดซึ่งมิใชสวนราชการ หรือที่บุคคลภายนอกมีมาถึง สวนราชการ 4. เอกสารที่ทางราชการจัดทําขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบหรือขอบังคับ (ขอ 9 ระเบียบฯ งานสารบรรณ) 8."หนังสือภายนอก" หมายถึงขอใด ก. หนังสือติดตอราชการที่เปนแบบพิธี, ใชกระดาษบันทึก ข. หนังสือติดตอราชการทําเปนแบบพิธี, ใชกระดาษตราครุฑ ค. หนังสือที่ใชติดตอภายในกระทรวง ทบวง กรม , ใชกระดาษบันทึก ง. หนังสือที่ใชติดตอภายในกระทรวง ทบวง กรม, ใชกระดาษตราครุฑ ตอบ ข. หนังสือติดตอราชการทําเปนแบบพิธี, ใชกระดาษตราครุฑ หนังสือภายนอก คือ หนังสือติดตอราชการที่เปนแบบพิธีโดยใชกระดาษตราครุฑ เปนหนังสือติดตอระหวางสวนราชการ หรือสวนราชการมีถึงหนวยงานอื่นซึ่งมิใชสวน ราชการ หรือที่มีถึงบุคคลภายนอก (ขอ 11 ระเบียบฯ งานสารบรรณ) 9."หนังสือภายใน" หมายถึงขอใด ก. หนังสือติดตอราชการที่เปนแบบพิธี, ใชกระดาษบันทึก
    • 24 ข. หนังสือติดตอราชการทําเปนแบบพิธี, ใชกระดาษตราครุฑ ค. หนังสือที่ใชติดตอภายในกระทรวง ทบวง กรม , ใชกระดาษบันทึก ง. หนังสือที่ใชติดตอภายในกระทรวง ทบวง กรม, ใชกระดาษตราครุฑ ตอบ ค. หนังสือที่ใชติดตอภายในกระทรวง ทบวง กรม , ใชกระดาษบันทึก หนังสือภายใน คือ หนังสือติดตอราชการที่เปนแบบพิธีนอยกวาหนังสือภายนอก เปนหนังสือติดตอภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน ใชกระดาษบันทึก ขอความ (ขอ 12 ระเบียบฯ งานสารบรรณ) 10.ผูรับผิดชอบลงชื่อยอกํากับตราในหนังสือประทับตราคือใคร ก. หัวหนาหนวย ข. หัวหนาสวนราชการระดับกอง ค. เจาหนาที่ภายในหนวยงาน ง. หัวหนาฝาย ตอบ ข. หัวหนาสวนราชการระดับกอง หนังสือประทับตรา คือ หนังสือที่ใชประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหนาสวน ราชการระดับกรมขึ้นไป โดยใหหัวหนาสวนราชการระดับกอง หรือผูที่ไดรับมอบหมายจาก หัวหนาสวนราชการระดับกรมขึ้นไป เปนผูรับผิดชอบลงชื่อยอกํากับตรา (ขอ 13 ระเบียบฯ งานสารบรรณ) 11.ขอใดไมควรใชหนังสือประทับตรา ก. การสงสําเนาหนังสือ สิ่งของ เอกสาร ข. การตอบรับทราบที่ไมเกี่ยวกับรายการสําคัญ ค. การเตือนเรื่องที่คาง ง. หนังสือสําคัญเกี่ยวกับการเงิน ตอบ ง. หนังสือสําคัญเกี่ยวกับการเงิน หนังสือประทับตราใหใชไดทั้งระหวางสวนราชการกับสวนราชการ และระหวางสวน ราชการกับบุคคลภายนอก เฉพาะกรณีที่ไมใชเรื่องสําคัญ ไดแก 1. การขอรายละเอียดเพิ่มเติม 2. การสงสําเนาหนังสือ สิ่งของ เอกสาร หรือบรรณสาร 3. การแจงผลงานที่ไดดําเนินการไปแลวใหสวนราชการที่เกี่ยวของทราบ
    • 25 สรุปพระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ.2540 พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ.2540” มีผลใชบังคับเมื่อพนกําหนดเกาสิบวันนับแตวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเปนตนไป และมีายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอํานาจออกกฎกระทรวง ผูรับสนอง พระบรมราชโองการ คือ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี “ขอมูลขาวสาร” หมายความวา สิ่งที่สื่อความหมายใหรูเรื่องราวขอเท็จจริง ขอมูล หรือสิ่งใดๆ ไมวาการสื่อความหมายนั้นจะทําไดโดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผานวิธีการ ใดๆ และไมวาจะไดจัดทําไวในรูปของเอกสาร แฟม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถาย ฟลม การบันทึกภาพหรือเสียง การบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร หรือวิธี อื่นใดที่ทําใหสิ่งที่บันทึกไวปรากฏได “ขอมูลขาวสารของราชการ” หมายความวา ขอมูลขาวสารที่อยูในความครอบครอง หรือควบคุมดูแลของหนวยงานของรัฐ ไมวาจะเปนขอมูลขาวสารเกี่ยวกับการดําเนินงาน ของรัฐหรือขอมูลขาวสารเกี่ยวกับเอกชน “หนวยงานของรัฐ” หมายความวา ราชการสวนกลาง ราชการสวนภูมิภาค ราชการ สวนทองถิ่น รัฐวิสาหกิจ สวนราชการสังกัดรัฐสภา ศาลเฉพาะในสวนที่ไมเกี่ยวกับการ พิจารณาพิพากษาคดี องคกรควบคุมการประกอบวิชาชีพ หนวยงานอิสระของรัฐและ หนวยงานอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง “เจาหนาที่ของรัฐ” หมายความวา ผูซึ่งปฏิบัติงานใหแกหนวยงานของรัฐ “ขอมูลขาวสารสวนบุคคล” หมายความวา ขอมูลขาวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของ บุคคล เชน การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการ ทํางาน บรรดาที่มีชื่อของผูนั้นหรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทําใหรูตัวผูนั้น ได เชน ลายพิมพนิ้วมือ แผนบันทึกลักษณะเสียงของคนหรือรูปถาย และใหหมายความ รวมถึงขอมูลขาวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผูที่ถึงแกกรรมแลวดวย “คณะกรรมการ” หมายความวา คณะกรรมการขอมูลขาวสารของราชการ “คนตางดาว” หมายความวา บุคคลธรรมดาที่ไมมีสัญชาติไทยและไมมีถิ่นที่อยู ในประเทศไทย และนิติบุคคลดังตอไปนี้ (1) บริษัทหรือหางหุนสวนที่มีทุนเกินกึ่งหนึ่งเปนของคนตางดาว ใบหุนชนิดออกใหแก ผูถือ ใหถือวาใบหุนนั้นคนตางดาวเปนผูถือ (2) สมาคมที่มีสมาชิกเกินกึ่งหนึ่งเปนคนตางดาว
    • 26 (3) สมาคมหรือมูลนิธิที่มีวัตถุประสงคเพื่อประโยชนของคนตางดาว (4) นิติบุคคลอื่นใดที่มีผูจัดการหรือกรรมการเกินกึ่งหนึ่งเปนคนตางดาว การเปดเผยขอมูลขาวสาร หนวยงานของรัฐตองสงขอมูลขาวสารของราชการอยางนอยดังตอไปนี้ลงพิมพในราช กิจจานุเบกษา (1) โครงสรางและการจัดองคกรในการดําเนินงาน (2) สรุปอํานาจหนาที่ที่สําคัญและวิธีการดําเนินงาน (3) สถานที่ติดตอเพื่อขอรับขอมูลขาวสาร หรือคําแนะนําในการติดตอกับหนวยงาน ของรัฐ (4) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ขอบังคับ คําสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบาย หรือการตีความ ทั้งนี้ เฉพาะที่จัดใหมีขึ้นโดยมีสภาพอยางกฎ เพื่อใหมีผลเปนการ ทั่วไปตอเอกชนที่เกี่ยวของ (5) ขอมูลขาวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกําหนด หนวยงานของรัฐตองจัดใหมีขอมูลขาวสารของราชการอยางนอยดังตอไปนี้ไว ใหประชาชนเขาตรวจดูได (1) ผลการพิจารณาหรือคําวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงตอเอกชน รวมทั้งความเห็นแยงและ คําสั่งที่เกี่ยวของในการพิจารณาวินิจฉัยดังกลาว (2) นโยบายหรือการตีความที่ไมเขาขายตองลงพิมพในราชกิจจานุเบกษา (3) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจายประจําปของปที่กําลังดําเนินการ (4) คูมือหรือคําสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจาหนาที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบถึงสิทธิ หนาที่ของเอกชน (5) สิ่งพิมพที่ไดมีการอางอิง (6) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเปนการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญารวมทุนกับ เอกชนในการจัดทําบริการสาธารณะ (7) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แตงตั้งโดยกฎหมาย หรือโดยมติ คณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ใหระบุรายชื่อรายงานทางวิชาการ รายงานขอเท็จจริง หรือขอมูล ขาวสารที่นํามาใชในการพิจารณาไวดวย (8) ขอมูลขาวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกําหนด
    • 27 แนวขอสอบ วิเคราะหนโยบายและแผน 3. ในกระบวนการนํานโยบายไปปฏิบัติปจจัยอะไรที่ไมสามารถจะควบคุมได (1) วัตถุประสงคของนโยบาย (2) การทํางานเปนทีม (3) งบประมาณ (4) ความเห็นที่ขัดแยงกันของบุคคล (5) โครงสรางขององคกร ตอบ 4 ในกระบวนการนํานโยบายไปปฏิบัตินั้นจะมีปจจัยมากมาย ทั้งปจจัยภายใน และปจจัยภายนอกที่นโยบายไมสามารถควบคุมได ซึ่งปจจัยเหลานี้จะ กระทบกระเทือนตอการนํานโยบายไปปฏิบัติได เชน สภาวะทางธรรมชาติ ความเห็นที่ขัดแยงกันของบุคคลหรือหนวยงานตาง ๆ 4. Walter Williams กลาววา การนํานโยบายไปปฏิบัติหมายถึงการตระเตรียมวิธีการ ดําเนินการกับอะไร (1) การวิเคราะหนโยบาย (2) เลือกแนวทางดําเนินการ (3) ดําเนินการใหสําเร็จ (4) ประเมินผลแนวทางการดําเนินการ (5) คัดเลือกนโยบาย ตอบ 3 Walter Williams กลาววา การนํานโยบายไปปฏิบัติ (Implementation) มี ความหมาย 2 ประการ คือ 1. การจัดหาหรือการตระเตรียมวิธีการทั้งหมด ทั้งปวงที่จะทําใหการดําเนินการสําเร็จลุลวงใหพรักพรอม 2.การดําเนินการ ใหสําเร็จลุลวง 5. ขอใดกลาวผิดเกี่ยวกับความจําเปนในการประเมินนโยบาย (1) เพื่อสรางความยอมรับดานมาตรฐานของการดําเนินงาน (2) เพื่อตรวจสอบความถูกตองของนโยบาย (3) เพื่อเรียนรูถึงผลกระทบตาง ๆ ที่เกิดขึ้นตอชุมชนและสังคมสวนรวม (4) เพื่อประหยัดงบประมาณที่ใชในการนํานโยบายไปปฏิบัติ (5) เพื่อการตัดสินใจโดยเฉพาะการตัดสินใจในเชิงนโยบายวาควรทําตอเนื่องหรือ สิ้นสุดนโยบาย ตอบ 4 ความจําเปนในการประเมินนโยบาย มีดังนี้ 1.เพื่อตรวจสอบความถูกตองเหมาะสม และสัมฤทธิผลของการใชจายเงิน ตามนโยบาย
    • 28 2.เพื่อสรางความยอมรับในดานมาตรฐานของการดําเนินงานตามนโยบาย 3.เพื่อการตัดสินใจในเชิงนโยบายวาควรจะทําตอเนื่องหรือไม 4.เพื่อเรียนรูถึงผลกระทบตาง ๆ ที่มิไดคาดคิดเอาไว 5. เพื่อเปนการพัฒนาตัวนโยบายไดดีขึ้น 6. แบบอะไรถูกตองในการวัดประสิทธิผล (Effectiveness Evaluation) ของนโยบาย (1) แผนการรายงาน (2) แผนตรวจงาน (3) แผนประเมินผลงาน (4) แบบวิธีทดลอง (5) แบบการวัดประสิทธิภาพ ตอบ 3 การประเมินผลโดยการวัดประสิทธิผลของนโยบาย ถือเปนการประเมินผล แบบซึ่งทําไดโดยการเปรียบเทียบผลลัพธที่เกิดขึ้นจริงในรูปของหนวยของ ผลิตผลหรือบริการกับผลที่คาดวาจะเกิดขึ้นเอง ถาผลลัพธที่ไดเปนไปตาม เปาหมายที่ตั้งเอาไวก็แสดงวาสามารถดําเนินกิจการตามนโยบายไดอยางมี ประสิทธิผล 7. ขอใดกลาวไมถูกตองในความจําเปนที่จะตองมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย (1) มีสภาพปญหาความตองการเปลี่ยนไป (2) มีความคิดริเริ่มใหมเกิดขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดลอมทางดานเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และเทคโนโลยีเปลี่ยนไป (3) เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับของทรัพยากร ซึ่งอาจสงผลทําใหผูกําหนดนโยบาย ตองตัดสินใจเปลี่ยนแปลงนโยบาย (4) เกิดจากความรูสึกเสียดายที่ไดมีการลงทุนลงแรงไปมากพอสมควรแลว (5) มีกระแลการเรียกรองใหญจากประชาชนเกิดขึ้น ตอบ 4. นโยบายสาธารณะนั้นสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได เมื่อมีความจําเปน บางอยางเกิดขึ้น เชน มีสภาพปญหาความตองการเปลี่ยนไป มีความคิดริเริ่ม เกิดขึ้น หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับของทรัพยากรที่มีอยู ซึ่งอาจสงผล ใหผูกําหนดนโยบายตองตัดสินใจเปลี่ยนแปลงนโยบาย เปนตน 8. การนํานโยบายไปปฏิบัติมีลักษณะทั่วไป 3 อยาง คือ (1) ตองเปนกระบวนการ ตองเปนธรรมชาติ และตองลงมือกระทํา
    • 29 (2) ตองเปนกระบวนการ ตองเปนธรรมชาติ และตองมีผลงานออกมา (3) ตองเปนกระบวนการ ตองเปนกระบวนการที่มีระบบ ตองลงมือกกระทําจริง (4) ตองเปนกระบวนการ ตองมีกลุมบุคคลทํา และตองมือกระทําจริง (5) ตองเปนกระบวนการ ตองไดรับอนุมัติ และตองมีการลงมือกระทําจริง ตอบ 3. ลักษณะของการนํานโยบายไปปฏิบัติ มีลักษณะทั่วไปดังนี้ 1.ตองเปนกระบวนการ 2. ตองเปนกระบวนการที่มีระบบ 3.ตองมีการลงมือกระทําจริง 9. กระบวนการของนโยบาย (Processes of Policy) เรียกตามลําดับไดอยางไร (1) กําหนด – วิเคราะห – ปฏิบัติ – ประเมิน (2) วิเคราะห – กอรูป – ประเมิน (3) ประเมิน – ปฏิบัติ – วิเคราะห (4) ปฏิบัติ – วิเคราะห – ประเมิน (5) กําหนด – ปฏิบัติ – วิเคราะห – ประเมิน ตอบ 1. . กระบวนการของนโยบาย ประกอบดวย 1. การกําหนดหรือการกอรูปนโยบาย 2. การวิเคราะหนโยบาย 3. การนํานโยบายไปปฏิบัติ 4. การติดตามประเมินผลการปฏิบัตินโยบาย 10.ปจจัยสําคัญที่ผูกําหนดนโยบายตองรูเขาใจและตองทําใหกระจางชัดกอนเริ่มกระบวนการ กําหนดนโยบาย (1) ปญหาของนโยบาย (2) สิ่งแวดลอมของนโยบาย (1) ขั้นตอนในการกําหนดนโยบาย (4) ถูกทุกขอ (5) ถูกเฉพาะขอ 1 กับ 2 ตอบ 4. ปจจัยสําคัญที่ผูกําหนดนโยบายจะตองรูและเขาใจกอนที่จะเริ่มกระบวนการ กําหนดนโยบาย ไดแก 1. ปญหาของนโยบาย 2. สิ่งแวดลอมของนโยบาย 3. ขั้นตอนในการกําหนดนโยบาย
    • 30 สั่งซื้อไดที่ www.SheetRam.com โทรศัพท : 02-7230950,02-5141422, 085-9679080,085-9993722,085-9993740 แจงการโอนเงิน พรอมชื่อ และอีเมลลที่ LINE ID : sheetram โทรศัพท : 02-7230950,02-5141422,085-9679080, 085-9993722,085-9993740