ข้อสอบ สกย แนวข้อสอบนักวิชาการเผยแพร่ สนง.E-BOOK กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง แนวข้อสอบ สกย คู่ม

612 views
513 views

Published on

BIG ข้อสอบ สกย แนวข้อสอบนักวิชาการเผยแพร่ สนง.E-BOOK กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง แนวข้อสอบ สกย คู่มือสอบ สกย ปี 2557
ราคา 249 บาท
สั่งซื้อได้ที่ : www.Sheetram.com
สอบถามรายละเอียด
Facebook http://www.facebook.com/Sheetram
LINE ID : sheetram

บริษัท ชีทราม จำกัด
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์ สำนักงานใหญ่
453 ถนนรามคำแหง(ปากซอย 53)
หัวหมาก บางกระปิ กรุงเทพฯ 102
โทรศัพท์ : 02-7230950,02-5141422,085-9679080,
085-9993722,085-9993740
FAX : 02-718-6528
เปิดบริการ 8.15-21.30 น. ทุกวัน

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
612
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
12
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ข้อสอบ สกย แนวข้อสอบนักวิชาการเผยแพร่ สนง.E-BOOK กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง แนวข้อสอบ สกย คู่ม

  1. 1. ~ 1 ~
  2. 2. ~ 2 ~ สารบัญ สวนที่ 1 ความรูเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง ประวัติ สกย. 5 ภารกิจ/ยุทธศาสตร สกย. 11 วิสัยทัศน 12 คานิยมองคกร 12 พันธกิจ 13 วัตถุประสงค 13 เปาหมายหลัก 13 ยุทธศาสตร 14 ภารกิจ/บริการ 15 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับสวนยาง 19 การปลูกยางพารา 19 การปลูก 20 การบํารุงรักษา 32 โรคและศัตรูพืชที่สําคัญของยางพารา 37 การปฏิบัติระยะตนยางใหผลผลิต 45 การแปรรูปผลผลิต 47 มาตรฐานคุณภาพของยางแผนดิบ 50 สวนที่ 2 กฎหมายที่เกี่ยวของ พระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 53 พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง พ.ศ. 2503 แกไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530 68 แนวขอสอบพรบ.กองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 4) 79 แนวขอสอบพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 86 สวนที่ 3 ความรูความสามารถเฉพาะตําแหนง หลักและทฤษฎีการสื่อสาร 93 ความเปนมาของการสื่อสาร 93 ความหมายของการสื่อสาร 94 หลักการสื่อสารที่สําคัญ 99 ความหมายของคําวา “มวลชน” 100 ความหมายของคําวา “การสื่อสาร” 101 กระบวนการสื่อสารมวลชน 103 กระบวนการสื่อสารมวลชน (Mass Communication Process) 107 ทฤษฎีการสื่อสารที่เกี่ยวของ 116 แนวคิดทฤษฎีผูกรองสาร (Gatekeeper Theory) 117 แนวคิดทฤษฎีการใชสื่อเพื่อตอบสนองความพึงพอใจ 118 แนวคิดทฤษฎีการเลน 119 ระบบการสื่อสารมวลชน 120 ระบบสื่อมวลชนตามทฤษฎีเสรีนิยม 122 ระบบสื่อมวลชนตามทฤษฎีโซเวียตคอมมิวนิสต 123 ระบบสื่อมวลชนตามทฤษฎีความรับผิดชอบตอสังคม 124 ความรูเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ ชุมชนสัมพันธ มวลชนสัมพันธ 128 ความหมายของการประชาสัมพันธ 128
  3. 3. ~ 3 ~ ลักษณะสําคัญของการประชาสัมพันธ 131 องคประกอบพื้นฐานของการประชาสัมพันธ 134 กลุมมวลชน (Publics) 136 การเขียนขาวประชาสัมพันธ 139 เอกสารประชาสัมพันธ 140 การสื่อสารทางสื่อมวลชน 143 แนวคิดเกี่ยวกับสื่อมวลชน 143 การสื่อสารทางสื่อสิ่งพิมพ 144 ระบบการพิมพ 146 การเขียนบรรยายภาพขาว 149 องคประกอบของเหตุการณที่มีคุณคาทางขาว 150 ประเภทและชนิดของขาว 151 คุณสมบัติของขาวที่ดี 153 นโยบายดานขาวของหนังสือพิมพ 153 การรวบรวมขอมูลขาว 154 เทคนิคการเขียน 165 การจัดทํารายการวิทยุ 168 หลักการเขียนขาววิทยุ 181 การพาสื่อมวลชน/กลุมเปาหมายเยี่ยมชมกิจการ 181 หลักสําคัญในการสรางภาพลักษณที่ดีใหแกหนวยงาน 182 การสรางภาพลักษณขององคกรเปนหนาที่ของสมาชิกทุกคน 182 การใหขาวแกสื่อมวลชน 183 การเขียนบทสัมภาษณและการสัมภาษณผูบริหาร 185 การรวบรวมขอมูลขาวจากการสัมภาษณ 185 การใชอุปกรณในการรวบรวมขอมูลขาว 186 การจัดนิทรรศการ 188 การจัดแผนปาย 188 ประเภทของแผนปาย 188 เทคนิคการจัดทําแผนปาย 190 การจัดปายนิเทศ 190 การจัดปายนิเทศใหสอดคลองกับเนื้อหาและวัตถุประสงค 193 การกําหนดบริเวณวางในนิทรรศการ 194 การกําหนดทางเดินชมนิทรรศการ 195 การวางแผนเพื่อปฏิบัติงานประชาสัมพันธ 196 หลักการประชาสัมพันธ 196 วัตถุประสงคของการประชาสัมพันธ 198 หัวใจของการวางแผนงานประชาสัมพันธ 200 การวางแผนใหบรรลุถึงจุดหมายปลายทาง 201 โครงสรางการเขียนขาวทุกประเภท 201 นักประชาสัมพันธและคุณสมบัติของนักประชาสัมพันธ 203 สวนที่ 4 กฎหมายที่เกี่ยวของ พ.ร.บ.ขอมูลขาวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 207 แนวขอสอบ พ.ร.บ.ขอมูลขาวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 215 พ.ร.บ.วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 224 แนวขอสอบ พ.ร.บ.วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร 233 แนวขอสอบ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย 238 แนวขอสอบ นักวิชาการเผยแพร 250
  4. 4. ~ 4 ~ ความรูเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง ประวัติ สกย. ทศวรรษแรก (ป 2503-2513) สรางความเชื่อมั่นแกชาวสวนยาง การ ดําเนินงานในทศวรรษแรก สมัยรัฐบาลจอม พลสฤษดิ์ ธนรัชต มีสํานักงานใหญ ตั้งอยูที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ และมีสํานักงานสวนภูมิภาค ตั้งอยูในเขตปลูกยาง หนาแนน ในภาคใต และภาคตะวันออก รวม 6 เขต ไดแก ภูเก็ต นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา และจันทบุรี มีขุนวิจิตรพา หนการ เปนผูอํานวยการ คนแรก ดํารงตําแหนงระหวาง วันที่ 1 มกราคม 2504 – 30 กันยายน 2508 คณะทํางานชุดแรกเปน พนักงานที่สําเร็จ การศึกษาระดับ ปริญญาตรีดานการเกษตร จํานวน 11 คนเปนหลัก ทํางานทั้งดาน ภาคสนามและการเงิน การบัญชี ซึ่งพนักงานชุดแรกนี้ตอมาไดเปน ผอ.สกย. ถึง 3 คน คือ นายณรงค สุจเร นายสมศักดิ์ โรหิตรัตนะ และนายเสวต ทองรมย หลังจากนั้นอีก ประมาณ 5-6 เดือน จึงมีพนักงาน ดานการเกษตรและดานการเงิน และบัญชี เขามาปฏิบัติงานเสริมอีก 25 คน ทําใหการสงเคราะห ดําเนินการไดรวดเร็ว และ คลองตัวยิ่งขึ้น ดวยความที่งานดานการสงเคราะหเปนงานใหมของประเทศ ไทย การทํางาน ในยุคเริ่มตน จึงประสบความ ลําบาก ในการทําความเขาใจกับประชาชน พอสมควร แตดวย ความมุงมั่น และอุดมการณอันแรงกลา ที่จะพลิกสถานการณ การผลิตยาง ของประเทศ และ นํามาซึ่งความอยูดีกินดีของชาวสวนยาง ในขณะนั้น ทําใหเกษตรกรเขาใจในเหตุผล และ ประโยชนที่จะไดรับในที่สุด อีกทั้งใหความเชื่อมั่นและไววางใจเปนอยางสูง อยางที่ไมมี หนวยงานราชการใดเคยไดรับมากอน โดยเฉพาะอยาง ยิ่งสิ่งที่พนักงาน สกย. ตองจดจํา ไวเปนพิเศษ คือในชวงป 2505 หลังจากกอตั้ง สกย. เพียง 2 ปเศษ ไดเกิดวาตภัยครั้งใหญที่ จ.นครศรีธรรมราช สงผลให ประชาชนตองประสบความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพยสิน สกย. ไดระดมพนักงานจํานวนมาก ไปชวยเหลือเกษตรกร ชาว สวนยางที่ประสบภัยพิบัติอันรายแรงอยางไมเคยเปนมากอน พนักงาน สกย. ทั้งหมดตางเรงเขาไปในพื้นที่ ระดมพลังทุมเท ความสามารถที่มีอยู เพื่อ บรรเทาความเดือดรอนใหเกษตรกรผูประสบภัยเหลานั้น อยางไมเห็นแกเหน็ดเหนื่อย แมทุก คนจะ ทุกขกายแตตางสุขใจและภาคภูมิที่ได ชวยเหลือสังคมอยางเต็มกําลัง ทําใหชื่อเสียง ของ สกย. โดดเดนขึ้นมาอยูในความ ทรงจําของชาวสวนยางพาราทั่วไป
  5. 5. ~ 5 ~ วิสัยทัศน "มุงพัฒนายางพาราครบวงจร นําสังคมชาวสวนยางไปสูความเขมแข็งและยั่งยืน” พัฒนายางพาราจากการผลิต เริ่มตั้งแตการปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิต การแปรรูป เบื้องตน เปนผลิตภัณฑยางอุตสาหกรรมและการตลาด โดยเริ่มจากตัวเกษตรกรมีความรูสู ครอบครัวที่อบอุน ชุมชน และสังคมชาวสวนยางเขมแข็ง คานิยมองคกร สกย. ไดกําหนดคานิยมองคกรที่จะใชเปนบรรทัดฐานสําหรับพนักงานไดนําไปใชเปน หลักปฏิบัติเพื่อรวมกันขับเคลื่อนองคกรใหกาวหนาบรรลุสูเปาหมายของ องคกร ดังนี้ O : Outcome มุงผลสําเร็จของการทํางาน R : Responsibility ความรับผิดชอบ R : Relationship สรางความสัมพันธที่ดีระหวางกัน A : Active Teamwork การทํางานเปนทีม F : Faith ซื่อสัตยสุจริต พันธกิจ 1. สงเสริมและพัฒนาศักยภาพการผลิตของเกษตรกรเพื่อเพิ่มผลผลิตตอหนวยพื้นที่ ลดตนทุนการผลิต และปลูกยางเพิ่มในพื้นที่ที่เหมาะสม 2. สงเสริมการดําเนินการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และสรางความเขมแข็ง ใหกับสถาบันเกษตรกร 3. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการตลาดยางพารา และขยายตลาดยางพารา ระดับทองถิ่น ใหครอบคลุมทุกพื้นที่ที่สงเสริมใหปลูกยาง บนพื้นฐานความรวมมือของ เกษตรกร 4. สงเสริมการปลูกสรางสวนยางใหมีมาตรฐาน เกื้อกูลระบบนิเวศนและสิ่งแวดลอม 5. พัฒนาระบบการบริหารจัดการองคกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ วัตถุประสงค 1. เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตยางพารา และพัฒนาระบบตลาด เพิ่มรายได และลดตนทุนการผลิตใหกับเกษตรกร
  6. 6. ~ 6 ~ 2. เพื่อใหเกษตรกรมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และสถาบันเกษตรกร มีการ ดําเนินการที่มีมาตรฐานอยางตอเนื่อง 3. เพื่อใหการใชทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพ คุมคา และฟนฟูทรัพยากรใหมีความ เหมาะสมตอการผลิต โดยเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรเขามามีสวนรวมในการบริหาร จัดการทรัพยากรและสิ่งแวดลอม 4. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองคกร บุคลากรสามารถปฏิบัติงาน อยางเต็มศักยภาพ สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง ใหการปฏิบัติงานเปนไปตาม วัตถุประสงค เปาหมาย และเปนองคกรที่ดําเนินกิจกรรมภายใตหลักธรรมาภิบาล เปาหมายหลัก 1. เพิ่มผลผลิตโดยการใหการสงเคราะหปลูกแทนโดยใชพันธุยางที่ใหผลิตสูงกวา ตน ยางเกา และใชเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อใหสวนสงเคราะหตั้งแตรุนป 2555 สามารถให ผลผลิตไดภายใน 6 ป และสงเสริมใหมีการปลูกยางเพิ่มในพื้นที่เหมาะสม 2. ลดตนทุนการผลิตโดยการสงเสริมใหเกษตรกรชาวสวนยาง ใชทรัพยากรอยาง คุมคา อนุรักษสิ่งแวดลอมและมีความรูสามารถใชเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการดูแล รักษา สวนและเก็บเกี่ยวผลผลิต รวมทั้งรวมกันในการบริหารจัดการผลผลิต และการจําหนาย ผลผลิตอยางมีประสิทธิภาพ 3. สรางความมั่นคงใหกับเกษตรกร โดยสงเสริมใหมีการรวมตัวเพื่อดําเนินกิจกรรม และชวยเหลือซึ่งกันและกัน ในเรื่องการผลิต การแปรรูป การตลาด อาชีพเสริม และอื่นๆ ตามความเหมาะสม และพัฒนาไปสูเปนสถาบันเกษตรกรที่เปนนิติบุคคล 4. ดําเนินการตลาดประมูลยางระดับทองถิ่น ครอบคลุมพื้นที่ที่สงเสริมใหปลูก ยางพารา และตลาดไดรับการยอมรับจากผูใชบริการ ราคาซื้อขายเปนราคาอางอิงของราคา ในตลาดทองถิ่น 5. ปรับปรุงระบบบริหารจัดการองคกร ใหเทียบเทามาตรฐานสากล และเสริมสราง ทัศนคติ คานิยม วัฒนธรรมการทํางาน พรอมรับการเปลี่ยนแปลง รวมถึง เสริมสราง ศักยภาพในการดําเนินงานสูความเปนเลิศภายใตหลักธรรมาภิบาล ยุทธศาสตร เพื่อใหบรรลุถึงจุดมุงหมายของพันธกิจ วัตถุประสงค และเปาหมาย ในชวงแผน วิสาหกิจ ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2555-2559) ไดกําหนดยุทธศาสตรในการดําเนินงานไว 4 ยุทธศาสตร ดังนี้
  7. 7. ~ 7 ~ ความรูทั่วไปเกี่ยวกับสวนยาง การปลูกยางพารา การเตรียมพื้นที่ การเตรียมพื้นที่ปลูกสรางสวนยาง เปนการปรับพื้นที่ใหมีสภาพเหมาะสมสําหรับปลูก ยางทั้งดานการปฏิบัติงานในสวนยางและการอนุรักษดินและน้ํา จําเปนตองวางแผนการใช พื้นที่อยางมีประสิทธิภาพ เพื่อความสะดวกในการดูแลบํารุงรักษาตนยาง การเตรียมพื้นที่ ปลูกยาง ไดแก การทําความสะอาดพื้นที่ การวางแนว การขุดหลุม และการจัดทําขั้นบันได เปนตน การวางแนวปลูก การวางแนวปลูกในพื้นที่ราบ เริ่มจากการวางแถวหลัก หางจากแนวเขตสวนไมนอย กวา 1.5 เมตร ตามแนวตะวันออก-ตะวันตก ไมขวางทิศทางลม การวางแนวปลูกในพื้นที่ลาดเท ในพื้นที่ลาดเทหรือพื้นที่ที่อยูบนควนเขา การวาง แนวปลูกไมสามารถใชวิธีแบบเดียวกับพื้นที่ราบได เนื่องจากที่ลาดเทหรือที่ควนเขามีการ ไหลบาของน้ําในขณะที่มีฝนตก เปนผลใหเกิดการชะลางและพังทลายของหนาดิน ดังนั้น เพื่อปองกันการชะลางและการพังทลายของดินจึงจําเปนตองวางแนวปลูกตามแนวระดับ หากพื้นที่มีความลาดเทมากกวา 15 องศา ตองทําขั้นบันได ประโยชนของการทําแนวระดับและขั้นบันได - ปองกันการพังทลายของหนาดิน - ปองกันการชะลางปุยที่ใสใหกับตนยาง - ทําใหรากตนยางยึดแนนกับดิน ไมถูกน้ําเซาะลมไดงาย - ชวยรักษาความชุมชื้นในดิน - งายและสะดวกแกการปฏิบัติงานในสวน ระยะปลูก เพื่อปองกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับตนยาง จึงกําหนดระยะปลูกเปน 2 ระยะ ตามความตองการปลูกพืชแซมและลักษณะประจําพันธุยาง การเตรียมหลุมปลูก
  8. 8. ~ 8 ~ การขุดหลุมปลูกยางใหขุดดานใดดานหนึ่งของไมชะมบตลอดแนว โดยแยกดินที่ขุด เปน 2 กอง คือ ดินชั้นบนและดินชั้นลาง ผึ่งแดดไวประมาณ 10 วัน เพื่อใหดินแหง แลวยอย ดินชั้นบนใสรองกนหลุม สวนดินชั้นลางใหผสมกับปุยหินฟอสเฟต (0-3-0) อัตราหลุมละ 170 กรัม ในแหลงปลูกยางใหมควรใสปุยอินทรียตนละ 5 กก. รองกนหลุมรวมกับปุยหินฟอสเฟต แลวกลบหลุม ขนาดของหลุม 50 x 50 x 50 เซนติเมตร (กวาง x ยาว x ลึก) สําหรับการขุดหลุมปลูกในพื้นที่ลาดเท เมื่อปกไมชะมบเรียบรอยแลวควรขุดหลุม เยื้องไปดานในควนเล็กนอย เมื่อปลูกยางไปแลวอาจตองแตงชานเพิ่มเติม โดยขุดดินบนควน มากลบดานนอก ซึ่งจะทําใหตนยางอยูกลางขั้นบันไดพอดี การปลูก วัสดุปลูกและวิธีการปลูก วัสดุปลูก วัสดุปลูก หรือตนยางที่ใชปลูก แบงออกเปน ตนตอตาและตนยางชําถุงขนาด 1-2 ฉัตร ควรเลือกวัสดุปลูกที่แข็งแรงสมบูรณปราศจากโรคและศัตรูพืช ตนตอตา ตนตอตา หมายถึง ตนกลายางที่ไดรับการติดตาดวยยางพันธุดี แตตายังไมแตก ออกมา มีแผนตาและตาที่เปนตุมติดอยูเทานั้น ขุดถอนแลวตัดตนเดิมเหนือแผนตาขึ้นไปไม นอยกวา 8 ซม. เพื่อนําไปปลูกในแปลงที่เตรียมพื้นที่ไวเรียบรอยแลว ตนยางชําถุง ตนยางชําถุง หมายถึง วัสดุปลูกที่ไดจากการนําเอาตนตอตามาชําในถุง โดยใชเวลา ชําในถุงประมาณ 2-3 เดือน จนไดตนยางชําถุงขนาด 1-2 ฉัตร ซึ่งมีสภาพพรอมที่จะนําไป ปลูกในแปลงได ขนาดของถุงที่ใชชําคือ 5 x 15 นิ้ว สีดํา เจาะรูขนาด 3 มม. ประมาณ 3 แถว ๆ ละ 5-7 รู พันธุยาง กรมวิชาการเกษตร ไดแนะนําพันธุยาง 3 กลุม 1. กลุมพันธุยางผลผลิตน้ํายางสูง เปนพันธุที่ใหผลผลิตเนื้อยางสูงเปนหลัก มี4 พันธุคือ พันธุสาถาบันวิจัยยาง 251 สถาบันวิจัยยาง226 BPM 24 และ RRIM 600 2. กลุมพันธุยางผลผลิตน้ํายางและเนื้อไมสูง
  9. 9. ~ 9 ~ โรคและศัตรูพืชที่สําคัญของยางพารา โรคตายยอด ( Die Back ) สาเหตุการเกิดโรค 1. เกิดจากเชื้อรา 2. เกิดจากปลูกในพื้นที่ที่สภาพแวดลอมไมเหมาะสมตอการเจริญเติบโต เชน ความ อุดมสมบูรณของธาตุอาหารมีนอย หรือมากเกินไป หรือมีสารพิษตกคางในดิน หรือปลูกใน สภาพที่เหมาะสมแกการเกิดโรค ลักษณะอาการของโรคที่เกิด กิ่งกาน หรือยอดแหงตายจากปลายกิ่ง หรือยอดเขาหาสวนโคนทีละนอยแลวลุกลาม ไปจนถึงโคนตน ในที่สุดตนยางจะยืนตนตาย ถาอาการรุนแรงตนยางจะแหงตายตลอดทั้งตน เปลือกลอนออกจากเนื้อไม มีเสนใยและสปอรของเชื้อราสีดํา หรือเชื้อราสีขาว เกิดขึ้นบริเวณ เปลือกดานใน นอกจากนี้มีแบคทีเรียและไสเดือนฝอยอาศัยอยูทั่วไป ถาอาการไมรุนแรงตน ยางมักแหงหรือตายเฉพาะกิ่งยอด สวนของลําตนหรือกิ่งกานที่ยังไมตายจะแตกแขนงออกมา ใหม ชวงเวลาและพื้นที่ที่เชื้อแพรระบาด การแพรระบาดของโรคเปนไดตลอดปหากสภาพเหมาะสมตอการเกิดโรค โรคนี้มัก เกิดขึ้นมากหลังเกิดสภาวะแหงแลง หรือภายหลังเกิดโรคตาง ๆ ระบาดอยางรุนแรง หรือพบ ในสวนยางที่ปลูกในพื้นที่ดินทราย หรือบนพื้นที่ตามไหลเขาที่เปนโรคมักเกิดกับตนยางเล็ก จนถึงยางที่เปดกรีดแลว การปองกันกําจัด 1. หากเกิดจากการระบาดของโรค ใหปฏิบัติตามคําแนะนําของโรคนั้น ๆ และหมั่น บํารุงรักษาตนยางใหแข็งแรงสมบูรณอยูเสมอ 2. หากเกิดจากสภาพสิ่งแวดลอม เชน กรณีที่สภาพดินเลวและแลงจัด ใหรดน้ําตาม ความจําเปนแลวใชวัสดุคลุมโคนตนเพื่อชวยรักษาความชุมชื้น 3. การใชปุยและสารเคมีปองกันกําจัดศัตรูพืช ควรปฏิบัติตามคําแนะนําอยาง เครงครัด 4. กรณีที่กิ่งหรือยอดแหงตายลงมา ใหตัดกิ่งหรือยอดที่ตายออก โดยใหตัดต่ํากวา รอยแผลลงมาประมาณ 1-2 นิ้ว แลวทาสารเคมีปองกันเชื้อราที่รอยแผล อาการเปลือกแหง สาเหตุ
  10. 10. ~ 10 ~ เกิดจากการกรีดเอาน้ํายางมากเกินไป ทําใหเนื้อเยื่อบริเวณเปลือกที่ถูกกรีดมีธาตุ อาหารมาหลอเลี้ยงไมเพียงพอ จนทําใหเปลือกยางบริเวณนั้นแหงตาย ลักษณะอาการที่เกิด อาการระยะแรก สังเกตไดจากการที่ความเขมขนของน้ํายางจางลงหลังการกรีด เปลือกยางจะแหงเปนจุด ๆ อยูตามรอยกรีด ระยะตอมาเปลือกที่ยังไมไดกรีดจะแตกแยก เปนรอยและลอนออก ถากรีดตอไปเปลือกยางจะแหงสนิทไมมีน้ํายางไหลออกมา การปองกันรักษา 1. หยุดกรีดยางนั้นประมาณ 6-12 เดือน จึงทําการเปดกรีดหนาใหมทางดานตรงขาม หรือเปดกรีดหนาสูง 2. อยากรีดยางหักโหม ควรกรีดยางตามคําแนะนํา โรคใบรวงและฝกเนาจากเชื้อไฟทอปโทรา ( Phytophthora Leaf Fall and Pod Rot ) สาเหตุการเกิดโรค เกิดจากเชื้อรา ลักษณะอาการของโรคที่เกิด ใบยางรวงพรอมกานทั้งที่ยังมีสีเขียวสด มีรอยช้ําดําขนาดและรูปรางไมแนนอน อยู บริเวณกานใบกลางรอยช้ํามีหยดน้ํายางเกาะติดอยู เมื่อนําใบยางที่เปนโรคมาสะบัดเบา ๆ ใบยอยจะหลุดจากกานใบทันที สวนใบที่ถูกเชื้อเขาทําลายที่ยังไมรวงจะเปลี่ยนเปนสีเหลือง แกมสม แลวแหงคาตนกอนที่จะรวง ฝกยางที่ถูกทําลายเปลือกเปนรอยช้ําฉ่ําน้ํา ตอมาจะเนา ดําคางอยูบนตนไมแตกและไมรวงหลนตามธรรมชาติ กรณีที่เกิดกับตนยางออนเชื้อราจะเขา ทําลายบริเวณยอดออนกอน ทําใหยอดเนา แลวจึงลุกลามเขาทําลายกานใบและแผนใบ ทํา ใหตนยางยืนตนตาย ชวงเวลาและพื้นที่ที่เชื้อแพรระบาด สวนใหญการแพรระบาดของโรคอยูในชวงระหวางเดือนมิถุนายนถึงเดือนธันวาคม โรคนี้มักระบาดมากในสภาพอากาศเย็น ฝนตกชุกความชื้นสูง หรือพื้นที่ที่อยูภายใตอิทธิพล ลมมรสุม พบในภาคใตฝงตะวันตกบางพื้นที่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎรธานี พัทลุง สงขลา นราธิวาส จันทบุรี และตราดโรคนี้แพรกระจายโดยลมฝน และน้ําฝน มักเกิดกับตน ยางเล็กจนถึงยางใหญ
  11. 11. ~ 11 ~ การแปรรูปผลผลิต น้ํายางสดจากสวน สามารถนําไปแปรรูปไดหลากชนิดทั้งในรูปน้ํายางขนและยางแหง ไดแก ยางแผนดิบ ยางแผนรมควัน ยางเครพ ฯลฯ คุณภาพยางที่แปรรูปขึ้นกับวิธีการผลิต ราคายางในทองตลาดก็แตกตางกันไปตามคุณภาพยาง หากเกษตรกรเจาของสวนยางผลิต ยางที่มีคุณภาพราคาที่เกษตรกรเจาของสวนยางไดรับจากการจําหนายยางก็จะดีตามไปดวย การผลิตยางแผนคุณภาพดี การผลิตยางแผนคุณภาพดีนั้น มีหลักการงาย ๆ คือ ทํายางใหสะอาดรีดแผนยางให บาง ใชน้ําและน้ํากรดใหถูกสวน ซึ่งมีวิธีการและขั้นตอนการผลิต ดังนี้ ขั้นตอนการเก็บรวบรวมน้ํายาง เช็ดถวยยางใหสะอาดกอนรองรับน้ํายาง ทําความสะอาดถังเก็บน้ํายางกอนใชทุกครั้ง ไมควรใสขี้ยางและเศษไมลงในถังเก็บน้ํายาง จะทําใหยางสกปรก จับตัวเปนกอนเร็ว กรอง น้ํายางไดยาก ขั้นตอนการทําความสะอาดเครื่องมือ ตองทําความสะอาดเครื่องมือทํายางแผนทุกชนิดกอนและหลังการใชงานแลว เนื่องจากความสะอาดเปนสิ่งสําคัญที่สุดในการผลิตยางแผนคุณภาพดี เครื่องมือทํายางแผน ควรใหเปยกน้ําทุกครั้งกอนใชเพื่อความสะดวกในการทําความสะอาดหลังใชงานเสร็จ เครื่องมือที่จําเปนในการทํายางแผน - เครื่องกรองลวด เบอร40 และ 60 - ตะกง - ถังสําหรับใสน้ําและน้ํายาง - โตะนวดยาง - เครื่องรีดชนิดเรียบและชนิดดอก - โรงเรือนหรือเพิงอยางงาย ๆ - กระปองตวงน้ํายางและน้ํา - ใบพายสําหรับกวนน้ํายาง - ภาชนะผสมน้ํากรด ขั้นตอนการกรองน้ํายาง กรองน้ํายางดวยเครื่องกรองลวด เบอร40 และ 60 เพื่อเอาสิ่งสกปรกออก โดยวาง เครื่องกรองซอนกัน 2 ชั้น เบอร40 ไวขางบน และเบอร60 ไวขางลาง ขั้นตอนการตวงน้ํายางใสตะกง
  12. 12. ~ 12 ~ แนวขอสอบพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง พ.ศ. 2503 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530 5. สวนยางที่มีเนื้อที่ตั้งแตสองรอยหาสิบไรขึ้นไป เปนสวนขนาดใด ก. สวนขนาดทดลอง ข. สวนขนาดเล็ก ค. สวนขนาดกลาง ง. สวนขนาดใหญ ตอบ ง. สวนขนาดใหญ “สวนขนาดใหญ” หมายความวา สวนยางที่มีเนื้อที่ตั้งแตสองรอยหาสิบไรขึ้นไป 6. “ปสงเคราะห” หมายความถึงระยะเวลาใด ก. ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 เมษายนของปหนึ่งถึงวันที่ 31 มีนาคมของปถัดไป ข. ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 พฤษภาคมของปหนึ่งถึงวันที่ 30 เมษายนของปถัดไป ค. ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคมของปหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของปถัดไป ง. ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 พฤศจิกายนของปหนึ่งถึงวันที่ 31 ตุลาคมของปถัดไป ตอบ ค. ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคมของปหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของป ถัดไป “ปสงเคราะห” หมายความวา ระยะเวลาตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคมของปหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของปถัดไป และใหใชป พ.ศ. ที่ถัดไปเปนชื่อสําหรับปสงเคราะหนั้น 7. สําหรับยางที่สงออกนอกราชอาณาจักรเพื่อเปนตัวอยางซึ่งมีน้ําหนักไมเกินกวาเทาใด ไดรับยกเวนไมตองเสียเงินสงเคราะห ก. 1 กิโลกรัม ข. 3 กิโลกรัม ค. 5 กิโลกรัม ง. 7 กิโลกรัม ตอบ ค. 5 กิโลกรัม สําหรับยางที่สงออกนอกราชอาณาจักรเพื่อเปนตัวอยางซึ่งมีน้ําหนักไมเกินหา กิโลกรัม หรือยางที่กระทรวง ทบวง กรม เปนผูสงออกเพื่อประโยชนใด ๆ อันมิใชเพื่อการคา ไมวาจะมีน้ําหนักเทาใด ใหไดรับยกเวนไมตองเสียเงินสงเคราะห
  13. 13. ~ 13 ~ 8. ขอใดเจาของสวนยางจะไดรับการสงเคราะหสวนยาง ก. ตนยางอายุยี่สิบหาปขึ้นไป ข. ตนยางทรุดโทรมเสียหาย ค. ตนยางที่ไดผลนอย ง. ถูกทุกขอ ตอบ ง. ถูกทุกขอ ผูจะไดรับการสงเคราะหตามพระราชบัญญัตินี้ตองเปนเจาของสวนยางที่มีตนยางอายุ กวายี่สิบหาปขึ้นไป หรือตนยางทรุดโทรมเสียหาย หรือตนยางที่ไดผลนอย 9. คณะกรรมการเพื่อดําเนินกิจการกองทุนสงเคราะหการทําสวนยางคณะหนึ่งเรียกโดยยอ วาอะไร ก. ก.ส.ย. ข. กสย. ค. คสย. ง. ค.ส.ย. ตอบ ก. ก.ส.ย. 10. รองประธานกรรมการเพื่อดําเนินกิจการกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง คือผูใด ก. รัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ ข. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ ค. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ง. ผูอํานวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ตอบ ข. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ 11.กรรมการที่คณะรัฐมนตรีแตงตั้งจากเจาของสวนยางและบุคคลอื่นซึ่งมีสวนเกี่ยวของกับ การยางมีจํานวนเทาใด ก. 2 คน / 2 คน ข. 4 คน / 2 คน ค. 4 คน / 4 คน ง. 5 คน / 2 คน ตอบ ข. 4 คน / 2 คน คณะกรรมการเพื่อดําเนินกิจการกองทุนสงเคราะหการทําสวนยางคณะหนึ่งเรียกโดย ยอวา “ก.ส.ย.” ประกอบดวยรัฐมนตรีวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ หรือรัฐมนตรีชวย วาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ ซึ่งรัฐมนตรีวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ มอบหมายเปนประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ เปนรองประธาน กรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ผูอํานวยการ
  14. 14. ~ 14 ~ สํานักงบประมาณ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมสงเสริมการเกษตร อธิบดีกรม ศุลกากร ผูอํานวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เปนกรรมการ และกรรมการอื่น อีกไมเกินหกคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแตงตั้งจากเจาของสวนยางสี่คนและบุคคลอื่นซึ่งมีสวน เกี่ยวของกับการยางสองคน 12. คณะกรรมการเพื่อดําเนินกิจการกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง มีวาระอยูในตําแหนง คราวละกี่ป ก. 1 ป ข. 2 ป ค. 3 ป ง. 4 ป ตอบ ข. 2 ป กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแตงตั้งมีวาระอยูในตําแหนงคราวละสองป 13. ทุก ๆ ปสงเคราะห ใหคณะกรรมการจัดสรรเงินสงเคราะห เปนคาใชจายในการ ดําเนินงานคนควาทดลองเกี่ยวกับกิจการยาง จํานวนเทาใด ก. รอยละหา ข. รอยละเจ็ด ค. รอยละเกา ง. รอยละสิบ ตอบ ก. รอยละหา ทุก ๆ ปสงเคราะห ใหคณะกรรมการจัดสรรเงินสงเคราะหที่เก็บได จํานวนไมเกินรอย ละหา เปนคาใชจายในการดําเนินงานคนควาทดลองเกี่ยวกับกิจการยางในอันที่จะเปน ประโยชนแกเจาของสวนยางโดยเฉพาะ มอบไวแกกรมวิชาการเกษตรเปนงวด ๆ ตาม หลักเกณฑและวิธีการที่รัฐมนตรีกําหนด เงินที่กรมวิชาการเกษตรไดรับนี้มิใหถือวาเปน รายรับตามกฎหมายวาดวยวิธีการงบประมาณ 14. ทุก ๆ ปสงเคราะห ใหคณะกรรมการจัดสรรเงินสงเคราะห เปนคาใชจายในการ บริหารงานการสงเคราะหการทําสวนยางของสํานักงานกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง จํานวนเทาใด ก. รอยละหา ข. รอยละเจ็ด ค. รอยละเกา ง. รอยละสิบ ตอบ ง. รอยละสิบ
  15. 15. ~ 15 ~ แนวขอสอบพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 6.ผูคายางจะตองทําบัญชีการซื้อยาง บัญชีการจําหนายยางและปริมาณยางคงเหลือของทุกๆ เดือน และจัดสงบัญชีดังกลาวตอพนักงานเจาหนาที่ภายในวันที่เทาใดของเดือนถัดไป ก. วันที่หนึ่ง ข. วันที่สาม ค. วันที่หา ง. วันที่สิบ ตอบ ง. วันที่สิบ ผูคายางจะตองทําบัญชีการซื้อยาง บัญชีการจําหนายยางและปริมาณยางคงเหลือ ของทุก ๆ เดือน และจัดสงบัญชีดังกลาวตอพนักงานเจาหนาที่ภายในวันที่สิบของเดือน ถัดไป 7.ในกรณีที่ผูอนุญาตไมออกใบอนุญาต ผูรองขอมีสิทธิอุทธรณเปนหนังสือตอรัฐมนตรีภายใน กี่วันนับแตวันที่ไดทราบถึงการไมออกใบอนุญาต หรือการไมอนุญาตใหตออายุใบอนุญาต หรือการพักใชใบอนุญาต ก. เจ็ดวัน ข. สิบหาวัน ค. สามสิบวัน ง. หกสิบวัน ตอบ ค. สามสิบวัน ในกรณีที่ผูอนุญาตไมออกใบอนุญาต หรือไมอนุญาตใหตออายุใบอนุญาต หรือมี คําสั่งพักใชใบอนุญาต หรือคําสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ผูขอรับใบอนุญาตหรือผูขอตออายุ ใบอนุญาตหรือผูถูกพักใชใบอนุญาตหรือผูถูกเพิกถอนใบอนุญาต มีสิทธิอุทธรณเปนหนังสือ ตอรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดทราบถึงการไมออกใบอนุญาต หรือการไม อนุญาตใหตออายุใบอนุญาตหรือการพักใชใบอนุญาต หรือการเพิกถอนใบอนุญาต แลวแต กรณี 8. หากใบอนุญาตสูญหาย หรือถูกทุกลาย จะตองยื่นคําขอภายในกี่วัน ก. เจ็ดวัน ข. สิบหาวัน ค. สามสิบวัน ง. หกสิบวัน ตอบ ข. สิบหาวัน
  16. 16. ~ 16 ~ ในกรณีที่ใบอนุญาตสูญหายหรือถูกทําลายในสาระสําคัญ ใหผูรับใบอนุญาตแจงตอ พนักงานเจาหนาที่และยื่นคําขอรับใบแทนใบอนุญาตภายในสิบหาวันนับแตวันที่ไดรับทราบ ถึงการสูญหาย หรือถูกทําลายดังกลาว 9. หากผูรับใบอนุญาต ถึงแกความตาย ทายาทหรือผูจัดการมรดก จะตองแจงใหผูอนุญาต ทราบภายในกี่วันนับแตผูรับใบอนุญาตตาย ก. เจ็ดวัน ข. สิบหาวัน ค. สามสิบวัน ง. หกสิบวัน ตอบ ง. หกสิบวัน ในกรณีที่ผูรับใบอนุญาตซึ่งเปนบุคคลธรรมดาถึงแกความตายและใบอนุญาตยังไมสิ้น อายุ ถาทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะแลวหรือผูจัดการมรดกของผูรับใบอนุญาตประสงคจะ ประกอบกิจการนั้นตอไป ก็ใหประกอบกิจการตอไปไดจนกวาใบอนุญาตจะสิ้นอายุ แตตอง แจงใหผูอนุญาตทราบภายในหกสิบวันนับแตวันที่ผูรับใบอนุญาตตาย 10. ผูรับใบอนุญาตยายสถานที่ประกอบกิจการจะตองแจงใหพนักงานเจาหนาที่ทราบภายในกี่วัน ก. เจ็ดวัน ข. สิบหาวัน ค. สามสิบวัน ง. หกสิบวัน ตอบ ข. สิบหาวัน ผูรับใบอนุญาตซึ่งประสงคจะยายสถานที่ประกอบกิจการของตนตองแจง การยาย สถานที่ดังกลาวเปนหนังสือตอพนักงานเจาหนาที่ภายในสิบหาวันนับ แตวันที่ยาย 11. ผูรับใบอนุญาตผูใดเลิกกิจการ ตองแจงการเลิกกิจการเปนหนังสือตอพนักงานเจาหนาที่ ภายในกี่วันนับแตวันเลิกกิจการ ก. เจ็ดวัน ข. สิบหาวัน ค. สามสิบวัน ง. หกสิบวัน ตอบ ข. สิบหาวัน ผูรับใบอนุญาตผูใดเลิกกิจการที่ไดรับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ ตองแจงการเลิก กิจการเปนหนังสือตอพนักงานเจาหนาที่ภายในสิบหาวันนับ แตวันเลิกกิจการและใหถือวา ใบอนุญาตสิ้นอายุตั้งแตวันเลิกกิจการตามที่ แจงไวนั้น
  17. 17. ~ 17 ~ 12.ผูใดจะนําเขามาในหรือสงออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งตนยาง ดอก เมล็ด หรือตาของตน ยาง หรือสวนใดสวนหนึ่งของตนยางที่อาจใชเพาะพันธุไดตองไดรับใบอนุญาตจากผู อนุญาต หากไมปฎิบัติตาม ตองระวางโทษอยางไร ก. จําคุกไมเกินหนึ่งป หรือปรับไมเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ข. จําคุกไมเกินหนึ่งป หรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ค. จําคุกไมเกินสามป หรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ง. จําคุกไมเกินหาป หรือปรับไมเกินหาหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ตอบ ค. จําคุกไมเกินหนึ่งป หรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ผูใดจะนําเขามาในหรือสงออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งตนยาง ดอก เมล็ด หรือตา ของตนยาง หรือสวนใดสวนหนึ่งของตนยางที่อาจใชเพาะพันธุไดตองไดรับใบอนุญาตจากผู อนุญาต ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหนึ่งป หรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ 13. ผูใดจะขยายพันธุตนยางเพื่อการคา ตองไดรับใบอนุญาตจากผูอนุญาต และผูรับ ใบอนุญาตตองขยายพันธุตนยางจากตนยางพันธุดี หากไมปฏิบัติตาม ตองระวางโทษปรับไม เกินเทาใด ก. หาพันบาท ข. หนึ่งหมื่นบาท ค. สองหมื่นบาท ง. หาหมื่นบาท ตอบ ข. หนึ่งหมื่นบาท ผูใดจะขยายพันธุตนยางเพื่อการคา ตองไดรับใบอนุญาตจากผูอนุญาต และผูรับ ใบอนุญาตตองขยายพันธุตนยางจากตนยางพันธุดี หากไมปฏิบัติตามตองระวางโทษปรับไม เกินหนึ่งหมื่นบาท 14.ผูใดนํายางเขามาในหรือสงยางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไมไดรับใบอนุญาตเปนผูนํา ยางเขาหรือผูสงยางออก ตองระวางโทษอยางไร ก. จําคุกไมเกินหนึ่งป หรือปรับไมเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ข. จําคุกไมเกินสองป หรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ค. จําคุกไมเกินสามป หรือปรับไมเกินหาหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ง. จําคุกไมเกินสามป หรือปรับไมเกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ตอบ ง. จําคุกไมเกินสามป หรือปรับไมเกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
  18. 18. ~ 18 ~ หลักและทฤษฎีการสื่อสาร ตนกําเนิดของภาษา (The Origins of Language) มนุษยในสมัยกอน เชน Australopithecus, Homo Habilis และ Homo Erectus นั้น ยังไม สามารถพูดไดหรือยังไมมีการพูดเพื่อสื่อสารกัน ที่เปนเชนนั้นเพราะลักษณะโครงสรางทางกายภาพ อัน ไดแกโครงสรางของกลองเสียงยังเหมือนกับพวกลิงที่สงเสียงไดเทานั้น จึงทําใหไมสามารถควบคุมเสียงให เปลงออกมาเปนคําพูดได ในยุคของมนุษยพวก Neanderthal (Homo Sapiens Neanderthalensis) ที่อาศัยอยูตั้งแตสมัย โบราณ ประมาณ 150,000 – 125,000 ปมาแลว จะสามารถสื่อสารกันไดโดยใชภาษาทาทาง ดวยวิธีการ เคลื่อนไหวรางกาย และเสียงเทาที่สามารถเปลงออกมาได ตอมาในชวง 90,000 ถึง 35,000 ปที่ผานมา มีมนุษยเกิดขึ้นมากมายหลายจําพวกเขามาแทนพวก Neanderthal มนุษยพวกนี้มีชื่อเรียกวา Cro–Magnon (Homo Sapiens Sapiens) ซึ่งถือไดวาเปนบรรพ บุรุษของพวกมนุษยในปจจุบัน ถาใหพวก Cro–Magnon แตงตัวดวยเสื้อผาที่ทันสมัย ก็จะไมมีอะไรที่แตกตางจากมนุษยในปจจุบัน เลย เพราะพวกนี้มีกลองเสียง ลิ้น และโครงสรางของริมฝปากที่เหมือนกับมนุษยปจจุบัน สามารถควบคุม เสียงที่เปลงออกมาได จึงมีความเปนไปไดที่พวก Cro–Magnon อาจพูดได และเกิดการพัฒนาจนเปน ภาษาในเวลาตอมา การใชภาษาจึงเริ่มตนขึ้นเมื่อประมาณ 40,000 ปมาแลว และการสื่อสารก็เริ่มมีการพัฒนาขึ้นเปน ครั้งแรกเชนกัน จึงกลาวไดวาภาษาคือจุดเริ่มตนของกระบวนการสื่อสารของมนุษย ที่พัฒนาตอมาจนถึง การสื่อสารมวลชน และการสื่อสารของมนุษยก็คือพื้นฐานของการสื่อสารแบบเผชิญหนากัน ความเปนมาของการสื่อสาร การสื่อสารเกิดขึ้นมาพรอม ๆ กับการดํารงชีวิตของมนุษย มนุษยไดตอสูกับธรรมชาติและดิ้นรน เพื่อการมีชีวิต อยูรอด โดยใชการสื่อสารเปนเครื่องมือ เพื่อชวยใหบรรลุผลในการทํางานตางๆ มนุษยอยู รวมกันไดเปนชนเผา เปนสังคม เปนประเทศชาติ โดยใชการสื่อสารระหวางกัน เพื่อการเขาใจรวมกัน สราง จุดมุงหมายรวมกัน การสื่อสารจึงเปนเครื่องมือที่มนุษยใชเพื่อสรางและพัฒนาความสัมพันธระหวางกัน มนุษยจึงเล็งเห็นความสําคัญและใหความสนใจศึกษาคนควาเกี่ยวกับการสื่อสารมาเปนเวลานานแลว
  19. 19. ~ 19 ~ การศึกษาเกี่ยวกับการสื่อสารไดเริ่มมีมาเปนเวลานับพันปแลว ตั้งแตยุคที่อารยธรรมกรีกและโรมัน ยังเจริญรุงเรืองอยูในยุโรปโบราณ นักปราชญชาวกรีก คือ อริสโตเติล (Aristotle) ซึ่งเปนปรมาจารยที่ได ศึกษาในเรื่องของศาสตรเกี่ยวกับการ สื่อสาร และเปนผูที่มองเห็นความสําคัญของการสื่อสารวาเปน ชองทางใหมนุษยบรรลุจุดมุงหมายที่ตองการได กําเนิดของการสื่อสาร คนเราจําเปนตองเกี่ยวของกับการสื่อสารตลอดทั้งชีวิตของเราโดยไมสามารถหลีกเลี่ยงได แตเรา มักจะไมมี ประสิทธิภาพเพียงพอที่จะพัฒนาใหมีความเขาใจในการสื่อสารได ดังนั้นการที่เรารูเรื่องของการ สื่อสารวามันคืออะไร จะเปนโอกาสดีที่ทําใหเราเขาไปเกี่ยวของกับการสื่อสารไดอยางมีประสิทธิภาพ ความหมายของการสื่อสาร “การสื่อสาร” (Communication) หมายถึง การผลิตสารอยางตั้งใจ และไดถายทอดสารนั้นโดย บุคคลหนึ่งไปยังบุคคลอื่น หรือหลาย ๆ คน เมื่อผูรับสารไดรับสารแลว จะทําการแปลสารใหเขาใจตรง ตามที่ผูสงสารตองการ ก็ถือไดวาการ สื่อสารนั้นประสบผลสําเร็จ แตถาหากผูรับสารไดรับสารแลว แปลสารไมตรงตามความหมายที่ผูสงสารตองการ การสื่อสารนั้นก็ เกิดความ ลมเหลวไมประสบผลสําเร็จ สิ่งนี้เราเรียกไดวา การสื่อสารเกิดความลมเหลว (Communication Breakdown) หรือเกิดความผิดพลาดในการสื่อสาร (Miscommunication) Communication มาจากภาษาลาตินวา Communis, Common เมื่อคนเราทําการสื่อสารนั่นหมายถึง การที่เรากําลังสรางความคุนเคยกับคน ๆ หนึ่ง โดยที่เราพยายามจะแลกเปลี่ยน (Share) ขาวสาร (Information) ความคิด (Idea) และทัศนคติ (Attitude) ดังนั้นการสื่อสารจึงหมายถึงการที่คนเราทําการสื่อสารความคิด โดยมีความพยายามใหผูสงสาร (Sender) และ ผูรับสาร (Receiver) ปรับความคิดเขาหากัน เพื่อจะไดเขาใจสารไดตรงกัน องคประกอบของการสื่อสาร การสื่อสารโดยทั่ว ๆ ไป มีองคประกอบที่สําคัญอยู 3 ประการ คือ
  20. 20. ~ 20 ~ ระดับของการสื่อสาร (Levels of Communication) การสื่อสารของมนุษย คือ การปฏิบัติการสงความคิดและทัศนคติ จากคน ๆ หนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง การเขียน จดหมายถึงกัน และการพูดคุยกัน คือ 2 วิธีการที่ใชสําหรับการสื่อสารของมนุษย นอกจากนี้เรา ยังสื่อสารกันดวยกิริยาทาทาง การเคลื่อนไหวรางกาย หรือแมกระทั่งการกะพริบตา การขมวดคิ้ว ก็เปน การสื่อสารของมนุษยทั้งสิ้น ระดับของการสื่อสารสามารถจําแนกออกเปนระดับ ดังนี้คือ 1.การสื่อสารสวนบุคคล (Intrapersonal Communication) เปนการสื่อสารที่เกิดขึ้นภายในรางกายหรือในตัวของเราเอง ไดแก การที่เราพูดกับตัวเอง เมื่อเรา คิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราก็อาจพูดเบา ๆ กับตัวเองหรือพูดออกมาลอย ๆ โดยเรื่องราวหรือเนื้อหาของการสื่อสารสวนบุคคล จะประกอบดวยความคิด (Thought) ซึ่งสื่อกลาง หรือชองทางของการสื่อสารสวนบุคคลนี้คือระบบประสาทที่ผานความคิดและผานกระบวนการในสมองอีก ทีหนึ่ง 2.การสื่อสารระหวางบุคคล (Interpersonal Communication) เปนการสื่อสารที่เกิดขึ้นระหวางบุคคลหนึ่งกับอีกบุคคลหนึ่งหรือกับคนอื่นที่มีจํานวนไมมากนัก ซึ่ง บางครั้งผูสงสารจะมีความคุนเคยกัน เชน ในงานเลี้ยงสังสรรค ฯลฯ แตบางครั้งก็ไมคุนเคยกัน เชน เมื่อ คนแปลกหนาพูดอยูบนถนน บนรถโดยสารหรือในหางสรรพสินคา สื่อกลางในกรณีนี้คือคลื่นอากาศ และเนื้อหาก็คือสิ่งที่ไดพูด สวนสิ่งสําคัญในการสื่อสารคือ การ ใชอวัจนภาษา (Nonverbal) ผานทางภาษาทาทาง การแสดงสีหนา เสื้อผา และสิ่งอื่น ๆ 3.การสื่อสารกลุมยอย (Small Group Communication) เปนการสื่อสารที่เกี่ยวของกับคนจํานวนหนึ่งที่ทําการสื่อสาร เชน การบรรยายในหองเรียน การ ประชุมสัมมนาทางวิชาการ หรือการแสดงสุนทรพจนในการรวมตัวเปนกลุมของประชาชน โดยใชภาษาและ การพูด เชนเดียวกับการใชอวัจนภาษา (Nonverbal) ในการสื่อสาร การสื่อสารกลุมยอยจะเกิดขึ้นเมื่อมีคนกลุมยอยมารวมตัวกันเพื่อที่จะแกปญหา ในเรื่องตาง ๆ รวมกัน สมาชิกของกลุมยอยนี้ควรมีจํานวนไมมากนัก เพื่อทุกคนจะไดมีโอกาสพูดคุยกันไดถวนหนา 4.การสื่อสารในที่สาธารณะ (Public Communication) เปนการสื่อสารที่เกี่ยวของกับการพูดในที่สาธารณะ (Public Speaking) โดยผูที่พูดจะตองมีการ เตรียมตัวมาอยางดีที่สุด และการพูดก็ตองมีรูปแบบเปนทางการมากกวาการพูดแบบ 2 คนหรือแบบ กลุมยอย ซึ่งลักษณะสําคัญของการพูดชนิดนี้ คือ
  21. 21. ~ 21 ~ แนวขอสอบ นักวิชาการเผยแพร 1.ขอใดเกี่ยวพันกับการสื่อสารเพื่อสรางความเขาใจอันดี ก. เผยแพรความเชื่อถือศรัทธาความนิยมในบุคคล ข. ใหขอเท็จจริงดวยลัทธินิยม ค. เพื่อปริมาณขายสินคาดวยการโฆษณาสงเสริม ง. ติดตามประเมินผลดวยการประชาสัมพันธ ตอบ ง. ติดตามประเมินผลดวยการประชาสัมพันธ การประชาสัมพันธ เปนกระบวนการที่เชื่อมโยง ถายทอดความคิดเห็น และ ตีความหมาย เพื่อกอใหเกิดความเขาใจอันดีระหวางสถาบันและมวลชนที่เกี่ยวของ โดยมี ลักษณะการดําเนินงานอยางมีแผนและกระทําตอเนื่องกันไป เริ่มตั้งแตสํารวจขอเท็จจริง ตั้ง วัตถุประสงค การประชาสัมพันธ วางแผนการใชสื่อ ดําเนินการ และติดตามวัดผลเพื่อ ดัดแปลงแกไขในโอกาสตอไป 2.ขอใดไมใชคําขวัญประชาสัมพันธเพื่อสังคม ก.ระวังคนสูบบุหรี่ สมาคมนักวิทยุสมัครเลน ข.ประหยัดน้ําวันละนิดชวยเศรษฐกิจ ค.คลอสเตอร เบียร สงเสริมการอนุรักษเตาทะเล .....จากเบียรรสชาดแบบไทย ๆ ง.ไมมีปา ไมมีเรา จากสมาคมสถาปนิกสยาม ตอบ ค.คลอสเตอร เบียร สงเสริมการอนุรักษเตาทะเล ....จากเบียรรสชาด แบบไทยๆ คําขวัญประชาสัมพันธเพื่อสังคมหรือการกําหนดหัวขอประชาสัมพันธ (Themes) คือ คําขวัญที่มีเนื้อหาชวยเหลือสังคม และจะตองไมเกี่ยวของกับสินคาหรือบริการขององคกร โดยอาจจะใชคําพูดสั้น ๆ งาย ๆ ที่กินใจ หรืออาจเปนภาพสัญลักษณก็ได เพื่อเตือนใจให ผูรับสารจดจําไดและติดตามกลุมเปาหมาย เชน จงรักษาความสะอาด ดวยความปรารถนาดี จากธนาคารกรุงเทพ ฯลฯ
  22. 22. ~ 22 ~ 3.ขอใดหมายถึงการสารนิเทศ ก. การใหขาวสาร ข. การโฆษณา ค. การปาวประกาศ ง. สรางความลอใจ ตอบ ก. การใหขาวสาร การสารนิเทศ คือ การใหขาวสารขอเท็จจริงตาง ๆ เชน นโยบายของรัฐบาล ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งการใหความสะดวก ชวยเหลือ ปรับความเขาใจ แกความเขาใจผิด การแสดงอัธยาศัย ฯลฯ 4.ขอบเขตการดําเนินงานการสารนิเทศของรัฐบาลไทยที่เมืองนิวยอรก ขึ้นกับหนวยงานใด ก. กรมพาณิชสัมพันธ ข. การสื่อสารมวลชนแหงชาติ ค. กรมประชาสัมพันธ ง. การทองเที่ยวแหงประเทศไทย ตอบ ค. กรมประชาสัมพันธ ประเทศไทยทําการสารนิเทศในตางประเทศมานานแลวโดยกรมประชาสัมพันธ คือ มี สํานักงานแถลงขาวไทย ซึ่งตั้งอยูในตางประเทศหลายเมือง เชน กรุงวอชิงตัน นิวยอรก ลอสแองเจลิส ลอนดอน ฯลฯ 5.การสงเสริมการจําหนายในรูปแบบงานประชาสัมพันธคือขอใด ก. อุปถัมภรายการขาวสารคดี ข. การโฆษณาสินคาทางสื่อกระจายเสียง ค. การจัดแสดง ณ แหลงขาย ง. การโฆษณาโดยตัวแทนนําเสนอรางวัลหลังการประชุม ตอบ ค. การจัดแสดง ณ แหลงขาย การสงเสริมการจําหนายไมใชวิธีการขายโดยพนักงานหรือการโฆษณา แตเปนวิธีการ ขายในโอกาสพิเศษตาง ๆ เชน การจัดแสดงสินคา การจัดแสดง ณ แหลงขาย การจัดแสดง ภายในราน การจัดตูโชวสินคา การจัดนิทรรศการ การสาธิตใหชม ฯลฯ 6.องคประกอบพื้นฐานของการประชาสัมพันธมีกี่ประการ ก. สอง ข. สาม ค. สี่ ง. หา ตอบ ค. สี่
  23. 23. ~ 23 ~ องคประกอบพื้นฐานของการประชาสัมพันธมี 4 ประการคือ 1. เปนปรัชญาการบริหารของสังคม 2. เปนการแสดงออกถึงการตัดสินใจอยางถูกตอง 3. เปนการกระทําที่ตอเนื่องมาจากการกําหนดนโยบายที่ดี 4. เปนการติดตอสื่อสาร 7.กระบวนการสื่อสารในขอใดเกี่ยวของกับ “...เนื้อแทของความเปนประชาธิปไตยนั้น ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบองคกรหรือรัฐได....” ก. การสื่อสารปองกันตนเอง ข. การสื่อสารในแนวนอน ค. การสื่อสารประชาสัมพันธ ง. การโฆษณาสินคา ตอบ ค. การสื่อสารประชาสัมพันธ การสื่อสารประชาสัมพันธในประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ประชาชนจะตองไดรับการบอกกลาวในเรื่องเกี่ยวกับสถาบันของตน แตเมื่อเผยแพรขาวสาร ออกไปแลว ก็มิไดหมายความวา ประชาชนจะเห็นดวยและคลอยตามไปเสียทุกอยาง โดย ประชาชนอาจเห็นดวย ไมเห็นดวย อาจตอตาน หรืออาจแสดงปฏิกิริยาโตตอบออกมาก็ได 8.กลยุทธของหลักการประชาสัมพันธเพื่อสรางความสัมพันธอันดีคือสิ่งใด ก. ระหวางบุคคลกับการสื่อสารระหวางกลุม ข. บุคคลตอการสื่อสารระบบหมุนเวียน ค. สถาบันกับการชวยสังคม ง. สถาบันกับสังคมภายนอก ตอบ ง. สถาบันกับสังคมภายนอก กลยุทธในการศึกษาหลักการประชาสัมพันธนั้น เปนการศึกษาเพื่อใหเขาใจถึง รากฐานของการสรางความสัมพันธอันดีระหวางบุคคลตอบุคคล บุคคลตอหนวยงาน หรือ ระหวางสถาบันกับสังคมภายนอก และระหวางสมาชิกภายในสถาบันนั้น ๆ เอง อันจะมีผลให ประชาชนเกิดภาพลักษณที่ดีตอสถาบันและสถาบันสามารถดําเนินงานภายใตกรอบแหง สังคมไดอยางราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
  24. 24. ~ 24 ~ สั่งซื้อไดที่ www.SheetRam.com โทรศัพท : 02-7230950,02-5141422, 085-9679080,085-9993722,085-9993740 แจงการโอนเงิน พรอมชื่อ และอีเมลลที่ LINE ID : sheetram โทรศัพท : 02-7230950,02-5141422,085-9679080, 085-9993722,085-9993740

×