คู่มือเตรียมสอบนักประชาสัมพันธ์ แนวข้อสอบ กปน การประปานครหลวง ปี 57 E-BOOK
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

คู่มือเตรียมสอบนักประชาสัมพันธ์ แนวข้อสอบ กปน การประปานครหลวง ปี 57 E-BOOK

on

  • 3,718 views

คู่มือเตรียมสอบนักประชาสัมพันธ์ แนวข้อสอบ กปน การประปานครหลวง ปี 57 E-BOOK

คู่มือเตรียมสอบนักประชาสัมพันธ์ แนวข้อสอบ กปน การประปานครหลวง ปี 57 E-BOOK
ราคา 249 บาท
สั่งซื้อได้ที่ : www.Sheetram.com
สอบถามรายละเอียด
Facebook http://www.facebook.com/Sheetram
LINE ID : sheetram

บริษัท ชีทราม จำกัด
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์ สำนักงานใหญ่
453 ถนนรามคำแหง(ปากซอย 53)
หัวหมาก บางกระปิ กรุงเทพฯ 102
โทรศัพท์ : 02-7230950,02-5141422,085-9679080,
085-9993722,085-9993740
FAX : 02-718-6528
เปิดบริการ 8.15-21.30 น. ทุกวัน

Statistics

Views

Total Views
3,718
Views on SlideShare
3,713
Embed Views
5

Actions

Likes
0
Downloads
11
Comments
0

1 Embed 5

http://www.sheetram.com 5

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    คู่มือเตรียมสอบนักประชาสัมพันธ์ แนวข้อสอบ กปน การประปานครหลวง ปี 57 E-BOOK คู่มือเตรียมสอบนักประชาสัมพันธ์ แนวข้อสอบ กปน การประปานครหลวง ปี 57 E-BOOK Document Transcript

    • ~ 1 ~
    • ~ 2 ~ สารบัญ สวนที่ 1 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการประปานครหลวง วิสัยทัศน / พันธกิจ / คานิยม 6 สัญลักษณ 7 การบริหารจัดการภาพลักษณ 8 ตราสัญลักษณประจําองคกร 10 สีประจําองคกร 10 ประวัติ/ภาระหนาที่ 10 ทําเนียบผูวาการการประปานครหลวง 14 การดําเนินงานดานธรรมาภิบาล จริยธรรม และความรับผิดชอบตอสังคม 15 ความรับผิดชอบตอสังคม CSR 15 จริยธรรม 23 ประมวลจริยธรรมการประปานครหลวง 25 แนวทางการจัดทําประมวลจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย 26 ธรรมภิบาล (Good Govermance) 27 สวนที่ 2 กฎหมายที่ควรรูเกี่ยวกับการประปานครหลวง พระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 แกไขถึงฉบับที่ 5 พ.ศ.2535 37 แนวขอสอบความรูทั่วไปเกี่ยวกับการประปานครหลวง 52 สวนที่ 3 ความรูความสามารถเฉพาะตําแหนงบริหารงาน หลักและทฤษฎีการสื่อสาร 62 ความเปนมาของการสื่อสาร 62 ความหมายของการสื่อสาร 63 หลักการสื่อสารที่สําคัญ 68 ความหมายของคําวา “มวลชน” 69 ความหมายของคําวา “การสื่อสาร” 70 กระบวนการสื่อสารมวลชน 72 กระบวนการสื่อสารมวลขน (Mass Communication Process) 76 ทฤษฎีการสื่อสารที่เกี่ยวของ 85 แนวคิดทฤษฎีผูกรองสาร (Gatekeeper Theory) 86 แนวคิดทฤษฎีการใชสื่อเพื่อตอบสนองความพึงพอใจ 87 แนวคิดทฤษฎีการเลน 88 ระบบการสื่อสารมวลชน 90 ระบบสื่อมวลชนตามทฤษฎีเสรีนิยม 92 ระบบสื่อมวลชนตามทฤษฎีโซเวียตคอมมิวนิสต 93 ระบบสื่อมวลชนตามทฤษฎีความรับผิดชอบตอสังคม 94 ความรูเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ ชุมชนสัมพันธ มวลชนสัมพันธ 97 ความหมายของการประชาสัมพันธ 97
    • ~ 3 ~ ลักษณะสําคัญของการประชาสัมพันธ 100 องคประกอบพื้นฐานของการประชาสัมพันธ 103 กลุมมวลชน (Publics) 105 การเขียนขาวประชาสัมพันธ 108 เอกสารประชาสัมพันธ 109 การสื่อสารทางสื่อมวลชน 112 แนวคิดเกี่ยวกับสื่อมวลชน 112 การสื่อสารทางสื่อสิ่งพิมพ 113 ระบบการพิมพ 115 การเขียนบรรยายภาพขาว 118 องคประกอบของเหตุการณที่มีคุณคาทางขาว 119 ประเภทและชนิดของขาว 120 คุณสมบัติของขาวที่ดี 122 นโยบายดานขาวของหนังสือพิมพ 122 การรวบรวมขอมูลขาว 123 เทคนิคการเขียน 134 การจัดทํารายการวิทยุ 137 หลักการเขียนขาววิทยุ 150 การพาสื่อมวลชน/กลุมเปาหมายเยี่ยมชมกิจการ 150 หลักสําคัญในการสรางภาพลักษณที่ดีใหแกหนวยงาน 151 การสรางภาพลักษณขององคกรเปนหนาที่ของสมาชิกทุกคน 151 การใหขาวแกสื่อมวลชน 152 การเขียนบทสัมภาษณและการสัมภาษณผูบริหาร 154 การรวบรวมขอมูลขาวจากการสัมภาษณ 154 การใชอุปกรณในการรวบรวมขอมูลขาว 155 การจัดนิทรรศการ 157 การจัดแผนปาย 157 ประเภทของแผนปาย 157 เทคนิคการจัดทําแผนปาย 159 การจัดปายนิเทศ 159 การจัดปายนิเทศใหสอดคลองกับเนื้อหาและวัตถุประสงค 162 การกําหนดบริเวณวางในนิทรรศการ 163 การกําหนดทางเดินชมนิทรรศการ 164 การวางแผนเพื่อปฏิบัติงานประชาสัมพันธ 165 หลักการประชาสัมพันธ 165 วัตถุประสงคของการประชาสัมพันธ 167 หัวใจของการวางแผนงานประชาสัมพันธ 169 การวางแผนใหบรรลุถึงจุดหมายปลายทาง 170 โครงสรางการเขียนขาวทุกประเภท 170 จรรยาบรรณในวิชาชีพ 172
    • ~ 4 ~ จรรยาบรรณในวิชาชีพ 172 จริยธรรมการดําเนินงานของการประปานครหลวง 172 จริยธรรมการดําเนินงานขององคกร 173 จริยธรรมการดําเนินงานของคณะกรรมการ 174 จริยธรรมการดําเนินงานของพนักงานและลูกจาง 176 นักประชาสัมพันธและคุณสมบัติของนักประชาสัมพันธ 177 กฎหมายที่เกี่ยวของ พ.ร.บ.ขอมูลขาวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 180 แนวขอสอบ พ.ร.บ.ขอมูลขาวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 188 พ.ร.บ.วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร พ.ศ. 2550 197 แนวขอสอบ พ.ร.บ.วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร 206 แนวขอสอบ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย 211 แนวขอสอบ นักประชาสัมพันธ การประปานครหลวง 237
    • ~ 5 ~ การประปานครหลวง วิสัยทัศน / พันธกิจ / คานิยม วิสัยทัศน   "เปนองคกรชั้นนําดานการบริหารจัดการที่ดี ที่มีความรับผิดชอบตอสังคม ในระดับแนว หนาสุด ของกลุมประเทศอาเซียน ที่ใหบริการงานประปา" พันธกิจ "ใหบริการงานประปา อยางมั่นคง ทั่วถึง สะอาด และเพียงพอ ดวยมาตรฐานคุณภาพ และ บุคลากรมืออาชีพ เพื่อสรางความพึงพอใจ และความเชื่อมั่นใหแกผูใชบริการ" คานิยม "มุงมั่น พัฒนาตน พัฒนาระบบงาน อยางยึดมั่นในประโยชนของผูใชบริการ ดวยความ รับผิดชอบ" การจัดการองคกร ยุทธศาสตรการบริหารการประปานครหลวง ฉบับที่ 3 (2555 - 2559) ประกอบดวยยุทธศาสตรหลัก 6 ดาน จําแนกเปนมุมมองตามหลักการ Balanced Scorecard (BSC) และแนวทางบริหารจัดการสรางมูลคาเชิงเศรษฐศาสตร (EVM) ดังนี้ 1. ยุทธศาสตรดานผูมีสวนไดสวนเสีย (Stakeholder Strategic) ใหความสําคัญกับผูมีสวนไดสวนเสีย หรือ Stakeholder ซึ่งคําวา"ผูมีสวนไดสวนเสีย ใน ที่นี้ จะหมายรวมถึงทุกภาคสวนทั้งที่เปนบุคคล หนวยงานภาครัฐ และองคกรธุรกิจ ที่มี ความสัมพันธเกี่ยวของกับการประปานครหลวง มุงเนนตอบสนองความตองการและความ คาดหวังของผูมีสวนไดสวนเสียอยางสมดุล 2. ยุทธศาสตรดานการเงิน (Financial Strategic) สรางมูลคาเชิงเศรษฐศาสตร (EP : Economic Profit) โดยสรางรายไดใหเติบโตอยาง ยั่งยืน และเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงาน 3. ยุทธศาสตรดานลูกคา (Customer Strategic)
    • ~ 6 ~ ใหบริการน้ําประปาที่สะอาด อยางทั่วถึง เพียงพอ สรางความนาเชื่อถือ และไดรับการ ยอมรับในระดับสากล 4. ยุทธศาสตรดานกระบวนการภายใน (Internal Process Strategic) ผลิตและสงน้ําดวยมาตรฐานสูงอยางมั่นคง เพียงพอ และยั่งยืน โดยมุงเนนลูกคา การตลาด และการบริการที่เปนเลิศ ดวยการบริหารจัดการกระบวนการอยางมีประสิทธิภาพและ เกิดประสิทธิผล 5. ยุทธศาสตรดานการเรียนรูและพัฒนาองคกร (Learning and Growth Strategic) ยกระดับการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพิ่มประสิทธิภาพการใชเทคโนโลยี สารสนเทศ เพื่อสรางขีดความสามารถองคกร 6. ยุทธศาสตรดานธรรมาภิบาล (Corporate Governance Strategic) ยกระดับการบริหารจัดการที่ดี ดวยหลักธรรมาภิบาล 6 ประการ ประกอบดวย การมีสวน รวม (Participation) หลักนิติธรรม (Rule of Law) ความโปรงใส (Transparency) ความ รับผิดชอบตอผลการปฏิบัติงาน (Accountability) ตอตานการคอรรัปชั่น (Anti – Corruption) มี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Efficiency & Effectiveness) เปนฐานบริหารจัดการทั้งองคกร สอดแทรกสูทุกกระบวนงาน สัญลักษณ พระแมธรณี สัญลักษณของการประปานครหลวง
    • ~ 7 ~ ตราสัญลักษณประจําองคกร หมายเหตุ : สามารถเลือกใชได 2 แบบ ตามความเหมาะสม และไมควรดัดแปลง/แกไขตรา สัญลักษณประจําองคกร สีประจําองคกร ประวัติ/ภาระหนาที่ พระผูกอตั้งกิจการประปา วัน ที่ 13 เดือนกรกฏาคม พ.ศ.2452 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ได ประกาศพระบรมราชโองการทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหกรมศุขาภิบาลจัดการที่จะนําน้ํามา ใชในพระนครตามแบบอยางที่สมควรแก ภูมิประเทศการที่จะตองจัดทํานั้นคือ • ใหตั้งทําที่น้ําขังที่คลองเชียงราก แขวงเมืองปทุมธานี อันเปนที่พนเขตน้ําเค็มขึ้นถึงทุก ฤดู สีน้ําเงิน C95 M70 Y15K0 หรือ PANETONE 653 C สีเขียวน้ําทะเล C80 M0 Y35 K0 หรือ PANETONE 325 C สีฟาใส C30 M0 Y0 K0 หรือ PANETONE 290 C
    • ~ 8 ~ ธรรมมาภิบาล (Good Governance)  ประเทศไทยประสบกับปญหาการทุจริตคอรรัปชั่นจนกลายเปนวิกฤตในสังคมซึ่งสงผล กระทบตอการดําเนินนโยบายของรัฐจึงจําเปนอยางยิ่งที่จะตองสรางจิตสํานึกดานคุณธรรมจริยธรรม ใหกับเจาหนาที่ของรัฐผูซึ่งมีบทบาทสําคัญในการปฏิบัติหนาที่ตามนโยบายของรัฐและใหบริการ แกประชาชนเพื่อนําไปสูความเจริญรุงเรืองของประเทศชาติ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงมีสาระสําคัญประการหนึ่งที่ มุงแกไขปญหาการผูกขาดอํานาจรัฐและการใชอํานาจอยางไมเปนธรรม รวมทั้งการ ดําเนินการทางการเมืองที่ขาดความโปรงใสไมมีคุณธรรม จริยธรรม โดยการบัญญัติถึงการ สรางมาตรฐานทางจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ขาราชการ หรือเจาหนาที่ของรัฐ แตละประเภทซึ่งรวมถึงรัฐวิสาหกิจไวเปนเรื่องสําคัญ กําหนดใหหนวยงานของรัฐทุกแหงตอง จัดใหมีประมวลจริยธรรมเพื่อสรางมาตรฐานทางจริยธรรมของตนและใหเจาหนาที่ของรัฐ ภายในหนวยงานประพฤติปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมนั้นอยางเครงครัดเพื่อมุงเนนใหการ ใชอํานาจรัฐมีความโปรงใส มีคุณธรรมและจริยธรรม โดยกําหนดไวในหมวด 13 จริยธรรมของ ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาที่ของรัฐ ซึ่งสอดคลองกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแหงชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 – 2554) ที่ไดกําหนดทิศทางการพัฒนาประเทศสูสังคมอยู เย็นเปนสุขรวมกัน คนไทยมีคุณธรรมนําความรอบรู รูเทาทันโลก ครอบครัวอบอุน ชุมชน เขมแข็ง สังคมสันติสุข และ นโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะนโยบายดานการปฏิรูปการเมือง การ ปกครอง และการบริหาร ซึ่งมุงเสริมสรางมาตรการ ปองกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติ มิชอบในภาคการเมืองและภาคราชการทั้งในระดับทองถิ่นและในระดับชาติโดยถือวาการ ปรับปรุงระบบบริหารทรัพยากรบุคคลเปนเครื่องมือหนึ่งในการเสริมสรางคุณธรรมและ จริยธรรมในองคกร เพื่อใหเปนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งเพื่อให การดําเนินการเสริมสรางจริยธรรมและคุณธรรมของการประปานครหลวงบังเกิดผลอยางเปน รูปธรรม คณะกรรมการการประปานครหลวง จึงไดสรางมาตรฐานทางจริยธรรมของการประปา นครหลวง โดยการจัดทําประมวลจริยธรรมของการประปานครหลวงกําหนดเปนขอบังคับการ ประปานครหลวง ฉบับที่ 133 วาดวย ประมวลจริยธรรมของผูวาการและพนักงาน การประปา นครหลวงพ.ศ.2552
    • ~ 9 ~ กองวินัยและเสริมสรางจริยธรรม ฝายบริหารทรัพยากรบุคคล ในฐานะหนวยงานซึ่ง ปฏิบัติงานดานเสริมสรางจริยธรรมในองคกรและเปนหนวยงานหลักที่ไดรับมอบหมายในการ ประสานงานจัดทําประมวลจริยธรรมของการประปานครหลวง รวมทั้งมีบทบาทสําคัญในการ ติดตาม ควบคุม และดูแลใหพนักงานการประปานครหลวงปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมที่ได กําหนดไวในประมวลจริยธรรม จึงไดจัดทําคูมือจริยธรรมของการประปานครหลวงฉบับนี้ ขึ้น โดยมีสาระสําคัญเกี่ยวกับประมวลจริยธรรมของการประปานครหลวง ทั้งในสวนความ เปนมา มาตรฐานทางจริยธรรม กลไกการบังคับใช และขั้นตอนลงโทษ เพื่อเผยแพรความรู เกี่ยวกับประมวลจริยธรรมใหกับพนักงานและผูปฏิบัติงานไดรับทราบและนํามายึดถือเปน แนวทางในการปฏิบัติงานไดอยางถูกตองพรอมทั้งหลีกเลี่ยงมิใหเกิดการฝาฝนมาตรฐาน จริยธรรมที่กําหนดไว เสริมสรางจริยธรรมในองคกร และเผยแพรภาพลักษณที่ดีขององคกรให เปนที่ยอมรับของสังคม อันจะนําพาองคกรไปสูความสําเร็จตามวัตถุประสงคที่กําหนดไว และ กอใหเกิดประโยชนสูงสุดตอประเทศชาติ จริยธรรม คําวา“จริยธรรม” แยกออกไดเปนจริย+ธรรมซึ่งคําวาจริยะหมายถึงความประพฤติหรือ กิริยาที่ควรประพฤติ สวนคําวาธรรมมีความหมายหลายประการเชนคุณความดี, หลักคําสอนของ ศาสนา, หลักปฏิบัติ เมื่อนําคําทั้งสองมารวมกันเปน "จริยธรรม" จึงมีความหมายตามตัวอักษรวา “หลักแหงความประพฤติ” หรือ “แนวทางของการประพฤติ” ที่กลาวมานั้นเปนความหมายตาม ตัวอักษรของคําวา “จริยธรรม” ซึ่งเปนแนวทางใหนักวิชาการหลายทาน ไดให ความหมายของคําวา “จริยธรรม” ไวคลายคลึงกัน ดังตัวอยางตอไปนี้ จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เปนขอประพฤติปฏิบัติ,ศีลธรรม,กฎศีลธรรม - พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 จริยธรรม หมายถึง แนวทางประพฤติปฏิบัติตนเพื่อการบรรลุถึงสภาพชีวิตอันทรงคุณคา พึงประสงค - ผลการสัมมนาของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ เรื่อง จริยธรรมใน สังคมไทยปจจุบัน ซึ่งจัดขึ้นที่ สถาบันเทคโนโลยีแหงเอเชีย (AIT) จริยธรรม หมายถึง หลักคําสอนวาดวยความประพฤติเปนหลักสําหรับใหบุคคลยึดถือใน การปฏิบัติตน - วิทย วิศทเวทย และ เสถียรพงษ วรรณปก
    • ~ 10 ~ จริยธรรม หมายถึง ระเบียบปฏิบัติที่มุงปฏิบัติเพื่อใหเกิดความผาสุกในสังคม เปนสิ่งที่ มนุษยทําขึ้น แตงขึ้นตามเหตุผลของมนุษยเอง หรือตามความตองการของมนุษย – พุทธทาส ภิกขุ จริยธรรม หมายถึง การนําความรูในความจริงหรือกฎธรรมชาติไปใชใหเกิดประโยชน ตอการดําเนินชีวิตที่ดีงาม อันจะทําใหเกิดประโยชนตอตนเองและสังคม – พระราชวรมุนี ตามนิยามขางตน สามารถประมวลสรุปความไดวา จริยธรรม หมายถึง แนวทางของการ ประพฤติปฏิบัติตนใหเปนคนดี เปนประโยชนสุขแกตนเองและสวนรวม นอกจากนี้ จริยธรรมไมใชกฎหมาย เพราะกฎหมายเปนสิ่งบังคับใหคนทําตาม และมี บทลงโทษสําหรับผูฝาฝน ดังนั้น สาเหตุที่คนเคารพเชื่อฟงกฎหมายเพราะกลัวถูกลงโทษ ในขณะที่จริยธรรมไมมีบทลงโทษ ดังนั้น คนจึงมีจริยธรรมเพราะมีแรงจูงใจ แตอยางไรก็ตาม กฎหมายก็มีสวนเกี่ยวของกับจริยธรรมในฐานะเปนแรงหนุนจากภายนอกเพื่อใหคนมีจริยธรรม และโดยทั่วไปจริยธรรมมักอิงอยูกับศาสนา ทั้งนี้เพราะคําสอนทางศาสนามีสวนสรางระบบ จริยธรรมใหสังคม แตทั้งนี้มิไดหมายความวา จริยธรรมอิงอยูกับหลักคําสอนทางศาสนาเพียง อยางเดียว แทที่จริงนั้นจริยธรรมหยั่งรากอยูบนขนบธรรมเนียมประเพณี โดยนัยนี้ บางคนเรียก หลักแหงความประพฤติอันเนื่องมาจากคําสอนทางศาสนาวา "ศีลธรรม" และเรียกหลักแหง ความประพฤติอันพัฒนามาจากแหลงอื่น ๆ วา "จริยธรรม" ในทรรศนะของนักวิชาการหลาย ทาน ศีลธรรมกับจริยธรรมจึงเปนอันเดียวกัน ไมอาจแยกเด็ดขาดจากกันได ความแตกตางอยู ตรงแหลงที่มา ถาแหลงแหงความประพฤตินั้นมาจากศาสนาหรือขอบัญญัติของศาสนา นั่นคือ ศีลธรรม แตถาเปนหลักทั่ว ๆ ไป ไมเกี่ยวกับศาสนา เชน คําสอนของนักปรัชญา นั่นคือ จริยธรรม กลาวคือ จริยธรรมจะมีความหมายกวางกวาศีลธรรมเพราะศีลธรรมเปนหลักคําสอนทาง ศาสนาที่วาดวยความประพฤติปฏิบัติชอบ สวนจริยธรรมหมายถึงหลักแหงความประพฤติปฏิบัติ ชอบอันวางรากฐานอยูบนหลักคําสอนของศาสนา ปรัชญาและขนบธรรมเนียมประเพณี กลาวโดยสรุป จริยธรรม หมายถึง แนวทางของการประพฤติปฏิบัติตนเปนคนดี ซึ่งมี ลักษณะเปนขอบัญญัติใหบุคคลประพฤติปฏิบัติตามอันถือกันวาเปนการกระทําที่ดี ดังนั้น การ ดําเนินชีวิตตามหลักจริยธรรมเปนสิ่งที่สังคมตองการ สังคมจึงไดจัดใหมีการวางแนวทางของ การประพฤติปฏิบัติตนและมีการสั่งสอนอบรมเรื่องจริยธรรมแกสมาชิกของสังคม ผลที่สังคม คาดหวังคือการที่สมาชิกนอมนําเอาจริยธรรมไปประพฤติในชีวิตประจําวัน เชนเดียวกับ การ กําหนดใหหนวยงานของรัฐตองจัดใหมีประมวลจริยธรรมตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเพื่อ
    • ~ 11 ~ หลักและทฤษฎีการสื่อสาร ตนกําเนิดของภาษา (The Origins of Language) มนุษยในสมัยกอน เชน Australopithecus, Homo Habilis และ Homo Erectus นั้น ยังไม สามารถพูดไดหรือยังไมมีการพูดเพื่อสื่อสารกัน ที่เปนเชนนั้นเพราะลักษณะโครงสรางทางกายภาพ อัน ไดแกโครงสรางของกลองเสียงยังเหมือนกับพวกลิงที่สงเสียงไดเทานั้น จึงทําใหไมสามารถควบคุมเสียงให เปลงออกมาเปนคําพูดได ในยุคของมนุษยพวก Neanderthal (Homo Sapiens Neanderthalensis) ที่อาศัยอยูตั้งแตสมัย โบราณ ประมาณ 150,000 – 125,000 ปมาแลว จะสามารถสื่อสารกันไดโดยใชภาษาทาทาง ดวยวิธีการ เคลื่อนไหวรางกาย และเสียงเทาที่สามารถเปลงออกมาได ตอมาในชวง 90,000 ถึง 35,000 ปที่ผานมา มีมนุษยเกิดขึ้นมากมายหลายจําพวกเขามาแทนพวก Neanderthal มนุษยพวกนี้มีชื่อเรียกวา Cro–Magnon (Homo Sapiens Sapiens) ซึ่งถือไดวาเปนบรรพ บุรุษของพวกมนุษยในปจจุบัน ถาใหพวก Cro–Magnon แตงตัวดวยเสื้อผาที่ทันสมัย ก็จะไมมีอะไรที่แตกตางจากมนุษยในปจจุบัน เลย เพราะพวกนี้มีกลองเสียง ลิ้น และโครงสรางของริมฝปากที่เหมือนกับมนุษยปจจุบัน สามารถควบคุม เสียงที่เปลงออกมาได จึงมีความเปนไปไดที่พวก Cro–Magnon อาจพูดได และเกิดการพัฒนาจนเปน ภาษาในเวลาตอมา การใชภาษาจึงเริ่มตนขึ้นเมื่อประมาณ 40,000 ปมาแลว และการสื่อสารก็เริ่มมีการพัฒนาขึ้นเปน ครั้งแรกเชนกัน จึงกลาวไดวาภาษาคือจุดเริ่มตนของกระบวนการสื่อสารของมนุษย ที่พัฒนาตอมาจนถึง การสื่อสารมวลชน และการสื่อสารของมนุษยก็คือพื้นฐานของการสื่อสารแบบเผชิญหนากัน ความเปนมาของการสื่อสาร การสื่อสารเกิดขึ้นมาพรอม ๆ กับการดํารงชีวิตของมนุษย มนุษยไดตอสูกับธรรมชาติและดิ้นรน เพื่อการมีชีวิต อยูรอด โดยใชการสื่อสารเปนเครื่องมือ เพื่อชวยใหบรรลุผลในการทํางานตางๆ มนุษยอยู รวมกันไดเปนชนเผา เปนสังคม เปนประเทศชาติ โดยใชการสื่อสารระหวางกัน เพื่อการเขาใจรวมกัน สราง จุดมุงหมายรวมกัน การสื่อสารจึงเปนเครื่องมือที่มนุษยใชเพื่อสรางและพัฒนาความสัมพันธระหวางกัน มนุษยจึงเล็งเห็นความสําคัญและใหความสนใจศึกษาคนควาเกี่ยวกับการสื่อสารมาเปนเวลานานแลว
    • ~ 12 ~ การศึกษาเกี่ยวกับการสื่อสารไดเริ่มมีมาเปนเวลานับพันปแลว ตั้งแตยุคที่อารยธรรมกรีกและโรมัน ยังเจริญรุงเรืองอยูในยุโรปโบราณ นักปราชญชาวกรีก คือ อริสโตเติล (Aristotle) ซึ่งเปนปรมาจารยที่ได ศึกษาในเรื่องของศาสตรเกี่ยวกับการ สื่อสาร และเปนผูที่มองเห็นความสําคัญของการสื่อสารวาเปน ชองทางใหมนุษยบรรลุจุดมุงหมายที่ตองการได กําเนิดของการสื่อสาร คนเราจําเปนตองเกี่ยวของกับการสื่อสารตลอดทั้งชีวิตของเราโดยไมสามารถหลีกเลี่ยงได แตเรา มักจะไมมี ประสิทธิภาพเพียงพอที่จะพัฒนาใหมีความเขาใจในการสื่อสารได ดังนั้นการที่เรารูเรื่องของการ สื่อสารวามันคืออะไร จะเปนโอกาสดีที่ทําใหเราเขาไปเกี่ยวของกับการสื่อสารไดอยางมีประสิทธิภาพ ความหมายของการสื่อสาร “การสื่อสาร” (Communication) หมายถึง การผลิตสารอยางตั้งใจ และไดถายทอดสารนั้นโดย บุคคลหนึ่งไปยังบุคคลอื่น หรือหลาย ๆ คน เมื่อผูรับสารไดรับสารแลว จะทําการแปลสารใหเขาใจตรง ตามที่ผูสงสารตองการ ก็ถือไดวาการ สื่อสารนั้นประสบผลสําเร็จ แตถาหากผูรับสารไดรับสารแลว แปลสารไมตรงตามความหมายที่ผูสงสารตองการ การสื่อสารนั้นก็ เกิดความ ลมเหลวไมประสบผลสําเร็จ สิ่งนี้เราเรียกไดวา การสื่อสารเกิดความลมเหลว (Communication Breakdown) หรือเกิดความผิดพลาดในการสื่อสาร (Miscommunication) Communication มาจากภาษาลาตินวา Communis, Common เมื่อคนเราทําการสื่อสารนั่นหมายถึง การที่เรากําลังสรางความคุนเคยกับคน ๆ หนึ่ง โดยที่เราพยายามจะแลกเปลี่ยน (Share) ขาวสาร (Information) ความคิด (Idea) และทัศนคติ (Attitude) ดังนั้นการสื่อสารจึงหมายถึงการที่คนเราทําการสื่อสารความคิด โดยมีความพยายามใหผูสงสาร (Sender) และ ผูรับสาร (Receiver) ปรับความคิดเขาหากัน เพื่อจะไดเขาใจสารไดตรงกัน องคประกอบของการสื่อสาร การสื่อสารโดยทั่ว ๆ ไป มีองคประกอบที่สําคัญอยู 3 ประการ คือ
    • ~ 13 ~ 1.แหลงขาวสาร (Source) อาจเปนบุคคลคนเดียว (Individual) ที่ใชวิธีการพูด การเขียน การวาด ภาพ กิริยาทาทาง หรือเปนการสื่อสารแบบองคกร (Organization) ที่มีแหลงขาวสาร ซึ่งไดแก หนังสือพิมพ นิตยสาร สถานีวิทยุ – โทรทัศน โรงถายภาพยนตร เปนตน 2.สาร (Message) อาจเปนรูปแบบของหมึกที่ใชในการพิมพบนกระดาษ คลื่นวิทยุในอากาศ การวิ่ง ของกระแสไฟ การโบกมือ ธงโบกสะบัด หรือสัญญาณอื่น ๆ ที่สามารถแปลความหมายใหเขาใจไดก็ถือวา เปนสาร 3.จุดหมายปลายทาง (Destination) อาจเปนบุคคลคนหนึ่งที่กําลังฟง กําลังดู กําลังอานหรืออาจ เปนกลุมคน เชน กลุมสนทนา กลุมผูฟงการบรรยาย กลุมผูชมฟุตบอล กลุมประทวง หรืออาจเปนบุคคล จากกลุม ๆ หนึ่ง ที่เราเรียกวา ผูรับสารมวลชน (Mass Audience) เชน กลุมผูอานหนังสือพิมพ กลุมผูรับ ฟงรายการวิทยุ กลุมผูชมภาพยนตร หรือกลุมผูชม รายการวิทยุโทรทัศน เปนตน ถาแหลงขาวสารพยายามที่จะสรางความเขาใจในความหมายของสารที่ตรงกัน รวมกัน ใหกับผูรับ สารที่แหลง ขาวสารตองการสงสารให กอนอื่นผูสงสารหรือแหลงขาวสารจะทําการเขารหัสสาร (Encoder) ที่อาจจะเปนขาวสารหรือความรูสึกที่ตองการจะแลกเปลี่ยนกับผูรับสาร โดยทําใหเปนรูปแบบที่สามารถ ถายทอดออกมาใหเขาใจได เพราะ “รูปภาพที่อยูในหัวในสมองของเรา” ไมสามารถถายทอดใหเห็นออกมา เปนภาพไดจนกวาจะนําสารนั้นมาเขารหัสความหมายกอนจึงจะสามารถเขาใจได เมื่อรูปภาพถูกนํามาเขารหัสเปนคําพูดที่สามารถถายทอดใหเขาใจไดงายขึ้นและมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น แตการ ถายทอดนั้นอาจมีอุปสรรคที่ไมสามารถสงไปไดไกลนัก ถาตองการใหสารไปไดไกล ๆ ก็ตอง อาศัยคลื่นวิทยุเปนตัวนําไปจึงจะไปไดไกลกวา แตถาสารถูกนํามาใสรหัสเปนตัวหนังสือ สารนั้นจะถูกถายทอดไปไดชากวาคําพูด แตก็ไปไดไกลกวา และอยูไดนานมากกวาคําพูด และการที่จะทําใหการสื่อสารดําเนินไปอยางสมบูรณ สารที่สงมาตองถูก ถอดรหัส (Decoder) โดยผูรับสาร เพื่อใหเขาใจความหมายของสารไดตรงกันกับที่ผูสงสารใสความหมาย ไว ระบบการสื่อสารของมนุษย ระบบการสื่อสารของมนุษยมีลักษณะคลายกับวงจรการทํางานของวิทยุและโทรทัศน ดังแผนภูมิ Source Encoder Signal Decoder Destination Encoder หมายถึง ไมโครโฟนที่ใชสําหรับการเขารหัสสาร
    • ~ 14 ~ Decoder หมายถึง หูฟงที่ใชสําหรับการถอดรหัสสาร Signal หมายถึง สัญญาณหรือสัญลักษณที่ใชในระบบการสื่อสารขั้นพื้นฐานของมนุษย (Human Communication) ซึ่งก็คือ ภาษา (Language) อันเปนสิ่งที่ทําใหเกิดความเขาใจรวมกัน และเปน จุดเริ่มตนของกระบวนการ สื่อสารของมนุษย มนุษยเราสื่อสารกันอยางไร การสื่อสารของมนุษยยอมแตกตางจากสิ่งตาง ๆ ที่ดํารงชีวิตอยูบนโลก โดยเฉพาะอยางยิ่งมนุษยเรา สื่อสารกันโดยใช “ภาษาพูดและภาษาเขียน” ซึ่งเปนสวนหนึ่งของวัฒนธรรมที่มีความเจริญและซับซอนมาก ขึ้น สัตวใชการแสดงพฤติกรรมตาง ๆ เปนการสื่อความหมาย ซึ่งสวนใหญแลวพฤติกรรมตาง ๆ นั้น ไดรับการ ถายทอดสืบตอกันมา บางครั้งไดมาจากการเรียนรู แตก็ไมไดขึ้นกับวัฒนธรรมเหมือนกับมนุษย เพราะมีแตมนุษยเทานั้นที่ทําการสื่อสารกันโดยตองคํานึงถึงวัฒนธรรมและกฎระเบียบตาง ๆ ของสังคม การใชสัญลักษณของภาษาพูดและภาษาทาทาง (The Use of Verbal and Nonverbal Symbols) ในปจจุบันมนุษยเรายังคงทําการสื่อสารกัน ไมวาจะเปนการสื่อสารแบบเผชิญหนากัน (Face to Face) หรือการ สื่อสารที่ตองผานสื่อตาง ๆ โดยใชสัญลักษณของภาษาพูดและภาษาที่ไมออกเสียง สัญลักษณที่ใช ไดแก คําพูด กิริยาทาทาง หรือสิ่งที่แทนความหมายในภาษาของแตละชุมชน ซึ่งขึ้นอยูกับ วัฒนธรรมดวย เชน ไมกางเขน แหวนแตงงาน แหวนหมั้น ฯลฯ การสื่อสารของมนุษย :แบบจําลองแนวเสนตรง (HumanCommunication:ABasicLinearModel) ถึงแมวาสัญลักษณ ความหมาย ไวยากรณ โครงสรางของคํา โครงสรางของประโยค และการออก เสียงจะเปนสิ่งที่สําคัญของภาษา แตสิ่งเหลานี้ไมไดแสดงใหเห็นเลยวามนุษยเราสื่อสารกันอยางไร ดังนั้น เพื่อแสดงใหเห็นวาคนเรามีความ เกี่ยวของกับการสื่อสารกันไดอยางไรบาง จึงมีความจําเปนที่จะตองศึกษา กระบวนการสื่อสารทุกขั้นตอนโดยละเอียด ขั้นตอนของกระบวนการสื่อสารมีอยู 6 ขั้นตอน ดังนี้
    • ~ 15 ~ หลักการสื่อสารที่สําคัญ ความเปนมาของการสื่อสารมวลชน มนุษยเราเริ่มทําการสื่อสารกันมาเปนเวลาชานานแลว นับตั้งแตอดีตเปนตนมา แตความสามารถใน การที่จะใชสื่อตาง ๆ เพื่อเก็บหรือถายทอดขอมูลขาวสารจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเพิ่งจะมีการพัฒนาขึ้นมาใน ระยะหลังนี้เอง สื่อ คือเครื่องมือที่ใชสําหรับถายทอดขอมูลขาวสารผานระยะเวลาและระยะทาง โดยผูสงสารจะสง สารไปหรือบันทึกไวโดยใชสื่อผานไปใหผูรับสารที่อยูที่อื่นหรือเวลาอื่น เมื่อผูรับสารไดรับสารแลวก็จะแปล สารที่ไดรับ การสื่อสารแบบใชสื่อกลางก็เหมือนกับการสื่อสารในรูปแบบอื่นของมนุษย คือ กระบวนการที่ เชื่อมโยงผูสงสารกับ ผูรับสารที่ทําการแลกเปลี่ยนขอมูลขาวสารโดยใชภาษาพูดหรือภาษาเขียน ใน ความหมายนี้จะเห็นไดวามีการใชสื่อมานานแลว ในปจจุบันสื่อไดกระตุนใหมนุษยมีความตื่นตัวที่จะเอาชนะระยะเวลาและระยะทาง เพราะเรากําลัง อยูในยุคของการปฏิวัติการสื่อสารซึ่งกําลังเขามาแทนที่การสื่อสารแบบเดิมที่มนุษยเราใชภาษาเพื่อการ สื่อสารเทานั้น ปจจุบันสื่อมวลชนสามารถเขาถึงผูรับสารไดเปนจํานวนนับลาน โดยใชเทคโนโลยีสมัยใหมไดอยาง นามหัศจรรย แตอยางไรก็ตาม สื่อมวลชนก็ยังคงทําหนาที่เหมือนเดิมเชนที่เคยปฏิบัติกันมาตั้งแตสมัย โบราณตัวอักษรหรือสัญลักษณอียิปตโบราณ สัญญาณควันไฟ เสียงกลองไดถูกสงผานระยะเวลาและ ระยะทางมาถึงปจจุบัน สิ่งที่แตกตางกันระหวางอดีตกับปจจุบันก็คือ ในปจจุบันผูสงสารสามารถสงสารไปยังผูรับสารจํานวน มากได พรอมกันทันทีในเวลาเดียวกัน ถึงแมผูรับสารจะอยูในที่ตาง ๆ กันก็ตาม อยางไรก็ตาม สื่อไมใชสาร แตสารที่ถูกสรางขึ้นก็อาจมีขอจํากัด และอาจเขาใจไดยาก เพราะสื่อหนึ่ง ก็มีความ แตกตางไปจากสื่ออื่น ซึ่งอาจเสริมสรางประสบการณของการสื่อสารดวยการรับรู หรือการ จินตนาการโดยไมมีการเผชิญหนากันในระหวางการสนทนา หรือสารอาจจะมีความถูกตองนอยลงก็ได เมื่อ สารไดไปถึงผูรับสาร ถึงแมเรากําลังอยูในยุคของความเจริญกาวหนาทางเทคโนโลยีสมัยใหม แตเราก็ยังอยูกับ กระบวนการสื่อสารขั้น พื้นฐานของมนุษยที่ใชกันมาตั้งแตสมัยโบราณ ผูรายงานขาวจะใชคําใชประโยคใน
    • ~ 16 ~ หนังสือพิมพหรือทางวิทยุโทรทัศนอยางไร จึงจะเปนภาษาที่ถูกตอง เพื่อใหผูรับสารสามารถเขาใจเรื่องราว ไดทันที ความหมายของคําวา “มวลชน” “มวลชน” (Mass) หมายถึง ประชาชนจํานวนมาก ซึ่งขาวสาร (Information or Texts) ใน กระบวนการสื่อสาร มวลชน (Process of Mass Communication) เผยแพรไปถึง “สื่อมวลชน” (Mass Media) หมายถึง เครื่องมือที่ใชในการสงสารหรือสื่อขาวสารไปสูประชาชนหรือ มวลชน “การสื่อสารมวลชน” (Mass Communication) หมายถึง การสงสารโดยใชเทคโนโลยีบางอยาง เพื่อใหขาวสารไปถึงผูรับสารจํานวนมากในเวลาเดียวกัน ดังนั้นการสื่อสารมวลชนจึงเปนการสงสารไปสู ประชาชนจํานวนมาก (มวลชน) มากกวาที่จะเปนการสงสารถึงคนเพียงคนเดียว หรือ 2 – 3 คน หรือกลุม ใดกลุมหนึ่งเทานั้น Lazarsfeld และ Kendall ไดใหคําจํากัดความของคําวา “มวลชน” ไววา มวลชนนั้นควรที่จะใช สําหรับสื่อดานวิทยุกระจายเสียง (ซึ่งเหมาะมากกวาสื่ออื่นที่เขาถึงกลุมประชาชนอยางไมเปนทางการ) Friedson ไดโตแยงการใหความหมายของคําวา มวลชน (Mass) ของ Lazarsfeld และ Kendall วายังมีไม มากพอ ดังนั้นเขาจึงไดใหความหมายของคําวา มวลชน เพิ่มเติมขึ้นมาใน 4 ลักษณะดังนี้ 1. ผูรับสารมีความแตกตางกัน เพราะมาจากกลุมที่มีความแตกตางกันในสังคม 2. ผูรับสารแตละคนไมรูจักซึ่งกันและกัน 3. ผูรับสารอยูในที่ตาง ๆ กัน ไมสามารถมีปฏิกิริยาหรือแลกเปลี่ยนประสบการณตอกันได 4. ไมมีหัวหนากลุมในมวลชน และถาเปนองคกร ก็เปนองคกรที่มีความอิสระมาก Herbert Blumer นักสังคมวิทยา ไดใหความหมายของคําวา มวลชน ไวดังนี้ มวลชน ไมใชองคกรทางสังคม ไมมีขนบธรรมเนียมประเพณี ไมมีการกําหนดกฎเกณฑ ไมมีพิธีการ ไมมีความ รูสึกตอกัน ไมมีโครงสราง ไมมีบทบาท ไมมีหัวหนากลุม แตเปนเพียงกลุมคน ซึ่งแยกกันอยู โดยไมระบุชื่อวาเปนใคร มวลชนในที่นี้เกี่ยวของกับสารสําหรับคนจํานวนมาก และเผยแพรโดยสื่อชนิดใดชนิดหนึ่ง แตกตาง กันจากสารเฉพาะตัว เชน ในจดหมาย หรือในการสนทนากันทางโทรศัพท รายการโทรทัศนตางก็มีผูรับชม ในที่ตาง ๆ จากเครื่องรับหลาย ๆ เครื่อง โดยการที่มีผูชมรายการมากเทาใดจะขึ้นอยูกับรายการที่เผยแพร อยูดวย
    • ~ 17 ~ ความหมายของคําวา “การสื่อสาร” การสื่อสาร (Communication) หมายถึง การติดตอสื่อสารจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งหรือ ไปยังคนอีกกลุมหนึ่ง ซึ่งในการสื่อสารจะไมคํานึงถึงกระบวนการ แตจะคํานึงถึงสาร (Message) ที่ถูกสง มามากกวา คําวา Communicationและ Community มาจากรากศัพทภาษาลาติน ซึ่งเหมือนกับคําวา Common, Communis ลักษณะที่เหมือนกันนี้เปนสิ่งสําคัญที่จะทําใหเราเขาใจกระบวนการสื่อสารไดใน 2 ระดับ คือ 1.คุณลักษณะของกระบวนการสื่อสารควรจะมีมากกวาผูที่มีสวนรวมในสิ่งที่เหมือน ๆ กัน เชน ประสบการณที่ผานมา คานิยม และความเชื่อ สิ่งเหลานี้ก็คือคุณลักษณะของชุมชนของแตละบุคคลดวย 2. กระบวนการสื่อสารมวลชนตองการการเขารหัส (Encoding) โดยผูสงสาร และถอดรหัส (Decoding) โดยผูรับสาร ซึ่งสามารถทําใหการสื่อสารประสบความสําเร็จ เพียงผูที่มีสวนรวมเขาใจในการ เขารหัสและถอดรหัสรวมกัน และสิ่งที่ทําใหเกิดความเขาใจรวมกันก็คือ ภาษา ระดับของการสื่อสาร (Levels of Communication) การสื่อสารของมนุษย คือ การปฏิบัติการสงความคิดและทัศนคติ จากคน ๆ หนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง การเขียน จดหมายถึงกัน และการพูดคุยกัน คือ 2 วิธีการที่ใชสําหรับการสื่อสารของมนุษย นอกจากนี้เรา ยังสื่อสารกันดวยกิริยาทาทาง การเคลื่อนไหวรางกาย หรือแมกระทั่งการกะพริบตา การขมวดคิ้ว ก็เปน การสื่อสารของมนุษยทั้งสิ้น ระดับของการสื่อสารสามารถจําแนกออกเปนระดับ ดังนี้คือ 1.การสื่อสารสวนบุคคล (Intrapersonal Communication) เปนการสื่อสารที่เกิดขึ้นภายในรางกายหรือในตัวของเราเอง ไดแก การที่เราพูดกับตัวเอง เมื่อเรา คิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราก็อาจพูดเบา ๆ กับตัวเองหรือพูดออกมาลอย ๆ โดยเรื่องราวหรือเนื้อหาของการสื่อสารสวนบุคคล จะประกอบดวยความคิด (Thought) ซึ่งสื่อกลาง หรือชองทางของการสื่อสารสวนบุคคลนี้คือระบบประสาทที่ผานความคิดและผานกระบวนการในสมองอีก ทีหนึ่ง 2.การสื่อสารระหวางบุคคล (Interpersonal Communication) เปนการสื่อสารที่เกิดขึ้นระหวางบุคคลหนึ่งกับอีกบุคคลหนึ่งหรือกับคนอื่นที่มีจํานวนไมมากนัก ซึ่ง บางครั้งผูสงสารจะมีความคุนเคยกัน เชน ในงานเลี้ยงสังสรรค ฯลฯ แตบางครั้งก็ไมคุนเคยกัน เชน เมื่อ คนแปลกหนาพูดอยูบนถนน บนรถโดยสารหรือในหางสรรพสินคา
    • ~ 18 ~ สื่อกลางในกรณีนี้คือคลื่นอากาศ และเนื้อหาก็คือสิ่งที่ไดพูด สวนสิ่งสําคัญในการสื่อสารคือ การ ใชอวัจนภาษา (Nonverbal) ผานทางภาษาทาทาง การแสดงสีหนา เสื้อผา และสิ่งอื่น ๆ 3.การสื่อสารกลุมยอย (Small Group Communication) เปนการสื่อสารที่เกี่ยวของกับคนจํานวนหนึ่งที่ทําการสื่อสาร เชน การบรรยายในหองเรียน การ ประชุมสัมมนาทางวิชาการ หรือการแสดงสุนทรพจนในการรวมตัวเปนกลุมของประชาชน โดยใชภาษาและ การพูด เชนเดียวกับการใชอวัจนภาษา (Nonverbal) ในการสื่อสาร การสื่อสารกลุมยอยจะเกิดขึ้นเมื่อมีคนกลุมยอยมารวมตัวกันเพื่อที่จะแกปญหา ในเรื่องตาง ๆ รวมกัน สมาชิกของกลุมยอยนี้ควรมีจํานวนไมมากนัก เพื่อทุกคนจะไดมีโอกาสพูดคุยกันไดถวนหนา 4.การสื่อสารในที่สาธารณะ (Public Communication) เปนการสื่อสารที่เกี่ยวของกับการพูดในที่สาธารณะ (Public Speaking) โดยผูที่พูดจะตองมีการ เตรียมตัวมาอยางดีที่สุด และการพูดก็ตองมีรูปแบบเปนทางการมากกวาการพูดแบบ 2 คนหรือแบบ กลุมยอย ซึ่งลักษณะสําคัญของการพูดชนิดนี้ คือ 1) จะตองเกิดขึ้นในที่สาธารณะมากกวาในที่สวนบุคคล (Private Place) เชน ในหองบรรยาย หองประชุม 2) เปนการพูดแบบทางการมากกวาการพูดในที่สวนบุคคล โดยจะตองมีการวางแผนการพูดลวงหนา และผูพูดจะตองรูหนาที่กอนวาจะพูดเรื่องอะไร ตอนไหน เพราะมักจะมีผูพูดหลายคนในงานเดียวกันนี้ 3) จะเกี่ยวของกับพฤติกรรมที่มีรูปแบบชัดเจน เชน จะตองมีการซักถามปญหาจากผูฟงหลังจาก การพูดจบลงแลว 5.การสื่อสารมวลชน (Mass Communication) เปนการสื่อสารที่เกี่ยวของกับสื่อสิ่งพิมพหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส เชน หนังสือพิมพ นิตยสาร ภาพยนตร วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน เพื่อทําการสื่อสารกับคนจํานวนมาก ซึ่งอยูในที่ตาง ๆ ทั่ว ประเทศ หรือทั่วโลก ผูรับสารของการสื่อสารมวลชนอาจเปนกลุมคนที่มีจํานวนมากนอยแตกตางกันไป หรืออาจจะเปน คนเพียงคนเดียวก็ได ปจจัยสําคัญที่แตกตางกันในสื่อการสื่อสารมวลชนคือ ภาพลักษณ ภาษาพูด ภาษา เขียน เสียงประกอบ ดนตรี สี แสง และเทคนิคตาง ๆ ที่ถูกใชในการสื่อสาร เนื้อหา และผลที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ
    • ~ 19 ~ ลักษณะที่สําคัญของการสื่อสารมวลชน ลักษณะที่สําคัญของการสื่อสารมวลชน ซึ่งแตกตางจากการสื่อสารรูปแบบอื่น มีลักษณะดังนี้ คือ 1. ตองอาศัยเครื่องมือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส 2. ผูรับสารมีจํานวนมากและมีความหลากหลายแตกตางกัน 3. ผูรับสารมวลชนอยูในที่ตาง ๆ ผลที่เกิดจากการใชสื่อ (The Consequence of Using Media) การสื่อสารของมนุษยจะขึ้นอยูกับสัญลักษณของภาษาพูด (Verbal) และภาษาทาทาง (Nonverbal) และขั้นตอนของแบบจําลองแนวเสนตรง (Linear Model) โดยการนําสื่อกลางเขามาใชในการสื่อสาร ระหวางคนสองคน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการอยางชัดเจน การนําสื่อกลางเขามาใชในการสื่อสารกลุมยอยหรือระหวางคน 2 คน ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลง 2 ประการ คือ 1. การขาดหายไปของปฏิกิริยาโตตอบ (Feedback) 2. ขอจํากัดที่เครงครัดของผลที่เกิดขึ้น เพราะการขาดหายไปของปฏิกิริยาโตตอบนั้น การสื่อสารมวลชนเปนกระบวนการสื่อสารในแนวเสนตรง (Linear Process) ซึ่งผูสงสารไดเขารหัส ความหมายของสารและสงสารมากมายหลายชนิดไปยังที่ตาง ๆ ในสาธารณะดวยเหตุผลหลายประการ ซึ่ง การสงสารโดยผานสื่อมวลชนนั้น สารจะถูกสงกระจายไปยังผูรับสารจํานวนมากที่มีความแตกตางกัน ผูรับสารจะเลือกรับสารตามวิธีการของแตละคน และจะแปลความหมายของสารที่คัดเลือกไว ซึ่ง ความหมายของสารอาจจะเหมือนกันหรือไมเหมือนกันกับความหมายที่ผูสงสารตองการหมายถึงก็ได การสื่อสารมวลชนและการสื่อสารแบบเผชิญหนากัน มีความแตกตางกันหลายประการ เชน ปฏิกิริยาโตตอบและการแสดงบทบาท ซึ่งการสื่อสารระหวางบุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงและมีอิทธิพลได สวนการสื่อสารมวลชนเปนการสื่อสารทางเดียว เปนกระบวนการที่ไมมีการเปลี่ยนแปลง การศึกษาในเรื่องของการสื่อสารมวลชน จะตองศึกษาในหลักใหญ ๆ 3 หลักดวยกัน คือ 1. ประวัติศาสตร คานิยม เศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งมีผลตอสื่อ 2. สื่อแตละชนิดมีความเปนเอกลักษณของตัวเอง ซึ่งจะมีความแตกตางกันไป 3. สื่อที่มีผลตอเรา ตอสังคม และตอวัฒนธรรมของเรา
    • ~ 20 ~ การสื่อสารทางสื่อมวลชน มโนทัศน 1. สื่อมวลชนเปนการสงสารจากบุคคลหรือกลุมบุคคลไปยังผูรับที่มีจํานวนมากและอยูตาง ถิ่นตางที่กันในเวลาเดียวกันหรือตางเวลากัน 2. สื่อมวลชนครอบคลุมสิ่งพิมพ ภาพยนตร วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศนและ โทรคมนาคม 3. การสื่อสารดวยสื่อสิ่งพิมพครอบคลุมการสื่อสารทางหนังสือพิมพ วารสาร นิตยสาร ตํารา และสิ่งตีพิมพในรูปแบบอื่นๆ 4. การสื่อสารดวยภาพยนตรเปนการเสนอสารที่ใหผูชมไดเห็นภาพเคลื่อนไหวและอาจมี เสียงควบคูกันไป แนวคิดเกี่ยวกับสื่อมวลชน สื่อมวลชน หมายถึง สื่อที่ใชสงสารจากบุคคลหรือกลุมบุคคลไปยังผูรับที่มีจํานวนมากและอยูตางถิ่น ตางที่กันในเวลาเดียวกันหรือตางเวลากัน โดยมีจุดมุงหมายที่จะสงสารซึ่งไดแก ขาว ความรู ความ คิดเห็น ทัศนคติ ความบันเทิง และแจงความ ฯลฯ ไปสูมวลชนดวยความรวดเร็ว เที่ยงตรง และประหยัด ขอสังเกต การสื่อสารมวลชน (Mass Communication) ซึ่งหมายถึงกระบวนการสงขาวสารทัศนคติ ไปสูคนจํานวนมากโดยผานสื่อตางๆ นั้น สามารถแยกสวนประกอบไดดังนี้ 1. Mass หมายถึง ผูรับสารหรือมวลชน ซึ่งมักจะมีความหลากหลายและไมสามารถกําหนด จํานวนที่แนนอนได 2. Mass Media หมายถึง สื่อมวลชนหรือชองทางการนําสารไปสูมวลชน ซึ่งอาจเปนตัว บุคคล ไดแก นักหนังสือพิมพ นักจัดรายการวิทยุ เปนตน หรืออาจเปนชองทางในการนําสารประกอบตางๆ ไดแก วิทยุ โทรทัศน หนังสือพิมพ และสิ่งตีพิมพอื่นๆ เปนตน ประเภทของสื่อมวลชน สื่อมวลชนที่ดําเนินอยูในปจจุบันครอบคลุมสื่อ 6 ประเภท คือ 1. สิ่งพิมพ ไดแก หนังสือพิมพ วารสาร นิตยสาร แบบเรียน ตํารา สารานุกรม และสิ่งพิมพ อื่นๆ ที่มีวัตถุประสงคเพื่อสงสารไปใหผูอาน เชน ใบปลิว โปสเตอรโฆษณา 2. ภาพยนตร รวมทั้งภาพยนตรสารคดี ภาพยนตรเรื่องและภาพยนตรการศึกษาบางประเภท
    • ~ 21 ~ แนวขอสอบ นักประชาสัมพันธ การประปานครหลวง 1.สื่อมวลตองปฏิบัติตามหนาที่ของสื่อบนหลักการที่เนนการเสนอขอเท็จจริง และขอถกเถียงโดยปราศจาก การใสรายหรืออคติ ตรงกับขอใดตอไปนี้ ก. ทฤษฎีเบ็ดเสร็จนิยม ข. ทฤษฎีอํานาจนิยม ค. ทฤษฎีเสรีนิยม ง. ทฤษฎีความรับผิดชอบทางสังคม ตอบ ง. ทฤษฎีความรับผิดชอบทางสังคม 2.สื่อมวลชนมีหนาที่คนหาความจริง และตรวจสอบการทํางานของรัฐถือเปนการปฏิบัติหนาที่ตามทฤษฎีใด ตอไปนี้ ก. ทฤษฎีเบ็ดเสร็จนิยม ข. ทฤษฎีอํานาจนิยม ค. ทฤษฎีเสรีนิยม ง. ทฤษฎีความรับผิดชอบทางสังคม ตอบ ค. ทฤษฎีเสรีนิยม 3.ทฤษฎีใดตอไปนี้ที่สื่อมวลชนขาดอิสรภาพทางการเมือง แตมีความมิสระที่จะวิจารณทางดานเศรษฐกิจ และสังคม ก. ทฤษฎีเบ็ดเสร็จนิยม ข. ทฤษฎีอํานาจนิยม ค. ทฤษฎีเสรีนิยม ง. ทฤษฎีความรับผิดชอบทางสังคม ตอบ ข. ทฤษฎีอํานาจนิยม 4.ทฤษฎีใดตอไปนี้มักเปนทฤษฎีการสื่อสาร ในประเทศโลกที่สาม ก. ทฤษฎีเบ็ดเสร็จนิยม ข. ทฤษฎีอํานาจนิยม ค. ทฤษฎีเสรีนิยม ง. ทฤษฎีความรับผิดชอบทางสังคม ตอบ ข. ทฤษฎีอํานาจนิยม 5.การสื่อสารแบบเห็นหนากัน ตรงกับขอใดตอไปนี้ ก. Intrapersonal Communication ข. Face–to–Face Communication ค. Interposed Communication ง. Interracial Communication
    • ~ 22 ~ ตอบ ข. Face–to–Face Communication การสื่อสารระหวางบุคคล (Interpersonal Communication) เปนการสื่อสารที่ประกอบดวย บุคคลตั้งแต 2 คนขึ้นไป มาทําการสื่อสารกันในลักษณะที่ทั้งผูสงสาร และผูรับสารสามารถแลกเปลี่ยน สารกันไดโดยตรง (Direct) และเปนการสื่อสารแบบตัวตอตัว (Person to Person) หรือเปนการสื่อสาร แบบเผชิญหนา (Face–to–Face Communication) ซึ่งผูสงสารและผูรับสารสามารถเห็นหนากันและกัน ไดในขณะที่ทําการสื่อสารกัน 6.การสื่อสารแบบไมเห็นหนากัน ตรงกับขอใดตอไปนี้ ก. Intrapersonal Communication ข. Face–to–Face Communication ค. Interposed Communication ง. Interracial Communication ตอบ ก. Intrapersonal Communication 7.การสงอีเมลจัดเปนการสื่อสารแบบใดตอไปนี้ ก. Interpersonal Communication ข. Face–to–Face Communication ค. Intrapersonal Communication ง. Interracial Communication ตอบ ก. Interpersonal Communication การสื่อสารระหวางบุคคล นั้นเกิดขึ้นไดทั้งแบบเผชิญหนา (Face–to–Face) เชนการพูดคุยของคน 2 คนที่อาศัยอากาศเปนสื่อหรือพาหนะในการนําเสียงของผูสงสารไปสูโสตสัมผัสทางหูของผูรับสาร ฯลฯ และแบบตัวตอ (Person–to–Person) ที่ไมไดเผชิญหนา เชน การพูดโทรศัพท การเขียนจดหมาย โตตอบกัน การสงอีเมล ฯลฯ 8.ผูใดตอไปนี้ ที่กลาววา เวลาพูดได คือกลางวันมีความหมายอยางหนึ่ง กลางคืนมีความหมายอีกอยาง หนึ่ง ก. Jurgen Ruesch ข. Hoveland ค. Edward Hall ง. Warren W. Weaver ตอบ ก. Jurgen Ruesch เจอรเกน รอยซ และ เกรเกอรี เบทสัน (Jurgen Ruesch and Gregory Bateson) ใหความเห็นวา "การสื่อสารไมไดหมายถึงการถายทอดสารดวยภาษาพูดและภาษาเขียนที่ชัดแจงและแสดงเจตนารมณ
    • ~ 23 ~ 35. การจัดตั้ง การประปานครหลวงขึ้น มีวัตถุประสงคตามขอใด ก. สํารวจ จัดหาแหลงน้ําดิบ และจัดใหไดมาซึ่งน้ําดิบเพื่อใชในการประปา ข. ผลิต จัดสงและจําหนายน้ําประปาในเขตทองที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัด สมุทรปราการ ค.ดําเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับหรือเปนประโยชนแกการประปา ง. ถูกทุกขอ ตอบ ง. ถูกทุกขอ ใหจัดตั้งการประปาขึ้นเรียกวา “การประปานครหลวง” มีวัตถุประสงคดังตอไปนี้ (1) สํารวจ จัดหาแหลงน้ําดิบ และจัดใหไดมาซึ่งน้ําดิบเพื่อใชในการประปา (2) ผลิต จัดสงและจําหนายน้ําประปาในเขตทองที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และ จังหวัดสมุทรปราการ และควบคุมมาตรฐานเกี่ยวกับระบบประปาเอกชนในเขตทองที่ดังกลาว (3) ดําเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับหรือเปนประโยชนแกการประปา 36. การผลิต จัดสงและจําหนายน้ําประปาของการประปานครหลวงนั้น ขอใดไมใชเขตพื้นที่รับผิดชอบของ การประปานครหลวง ก. กรุงเทพมหานคร ข. จังหวัดนนทบุรี ค. จังหวัดสมุทรปราการ ง. จังหวัดธนบุรี ตอบ ง. จังหวัดธนบุรี 37. ขอใดเปนอํานาจหนาที่ของผูวาการการประปานครหลวง ก. บรรจุ แตงตั้ง ถอดถอน เลื่อน ลดหรือตัดเงินเดือน ข. ลงโทษพนักงานและลูกจาง ค. วางระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของการประปานครหลวงโดยไมขัดหรือแยงกับขอบังคับที่ คณะกรรมการวางไว ง. ถูกทุกขอ ตอบ ง. ถูกทุกขอ ผูวาการมีอํานาจ (1) บรรจุ แตงตั้ง ถอดถอน เลื่อน ลดหรือตัดเงินเดือน ตลอดจนลงโทษพนักงานและ ลูกจาง ทั้งนี้ ตองเปนไปตามขอบังคับที่คณะกรรมการวางไว แตถาเปนพนักงานชั้นที่ปรึกษา ผูเชี่ยวชาญ ผูอํานวยการฝายหรือเทียบเทาขึ้นไป ตองไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกอน
    • ~ 24 ~ สั่งซื้อไดที่ www.SheetRam.com โทรศัพท : 02-7230950,02-5141422, 085-9679080,085-9993722,085-9993740 แจงการโอนเงิน พรอมชื่อ และอีเมลลที่ LINE ID : sheetram โทรศัพท : 02-7230950,02-5141422,085-9679080, 085-9993722,085-9993740