Your SlideShare is downloading. ×
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ

148

Published on

รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ

รำลึกวันวาน ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต_โดยหลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ

Published in: Spiritual
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
148
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
3
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของหลวงปู่ มั่น ภูริทัตโต ๑ จากหนังสือ "รําลึกวันวาน" หลวงตาทองคํา จารุวัณโณ โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดบันเทิงธรรม กระทู้ 19153 โดย: ภิเนษกรมณ์ 08 มี.ค. 49 ตอนที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ผม (คุณภิเนษกรมณ์ ผู้โพสท์) ได ้มีโอกาสอ่าน หนังสือ "รําลึกวันวาน" อันเป็นบันทึกของ หลวงตา ทองคํา จารุวัณโณ เกี่ยวกับเกร็ดประวัติและปกิณกธรรมของ หลวงปู่ มั่น ภูริทัตโต เห็นว่ามีหลายประเด็นน่าสนใจ ชวนให ้คิด และอ่านสนุก อาจจะพอเหมาะสมกับกระดานนี้ จึงจะได ้ทยอย นํามาพิมพ์ให ้อ่านกัน โดยขอเป็นสรุปย่อบางส่วนนะครับ เพราะ บางเรื่องท่านอธิบายไว ้ยาวมาก หลวงตาทองคํา จารุวัณโณ (หรือในอดีต คือ พระอาจารย์ทองคํา ญาโณภาโส) เป็นพระอุปัฏฐากผู้ใกล ้ชิดหลวงปู่ มั่น อยู่หลายปี ได ้มีโอกาสอยู่กับท่านทั้งในช่วงที่หลวงปู่ มั่นจําพรรษาอยู่ที่บ ้านโคกและบ ้านนามน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ระยะ พ.ศ. 2486 - 2487 จนเมื่อหลวงปู่ มั่นย ้ายมาอยู่ที่วัดป่ าบ ้านหนองผือ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร พ.ศ. 2488-2492ท่านก็ได ้ติดตามมาอยู่ด ้วย ได ้เป็นผู้อุปัฏฐากหลวงปู่ มั่น ร่วมกับพระ อาจารย์วัน อุตตโม และหลวงปู่ หล ้า เขมปัตโต จนกระทั่งหลวงปู่ มั่นมรณภาพ แม ้ว่าท่านจะ ได ้ลาสิกขาไปเมื่อครั้งพรรษาประมาณ 20 เศษ แต่เมื่ออายุได ้70 ปี ได ้กลับมาบวชอีกครั้ง เมื่อปี พ.ศ.2536 หลวงตาทองคําเป็นผู้ที่มีความจําแม่นยํา ได ้เขียนบันทึกนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2541 ขณะอายุ 75 ปี เป็นที่น่าเสียดายว่าท่านมรณภาพไปเมื่อปีที่แล ้วนี้เองครับ ผมขอนําคําปรารภของหลวงตาทองคํา จารุวัณโณ ผู้เขียนมาลงให ้อ่านก่อนนะ ครับ และขออธิบายขยายความนิดหนึ่งครับ คือ หลวงตาทองคํา จารุวัณโณ ได ้เขียนบันทึก เรื่องทั้งหมดนี้ขึ้นจากคําอาราธนาของท่านเจ้าคุณพระราชบัณฑิต (พระมหาชัยทวี จิตตฺคุตฺ โต) วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2541 หลวงตาทองคําท่านเขียนด ้วย ลายมือลงในสมุดจดได ้หลายเล่มและเก็บไว ้ที่ท่านเจ้าคุณพระราชบัณฑิตอยู่หลายปี ต่อมา ท่านเจ้าคุณฯ และคณะผู้จัดพิมพ์เห็นว่าเป็นบันทึกที่มีคุณค่าสมควรนํามาพิมพ์เผยแพร่ จึงได ้ นํามาตีพิมพ์ เมื่อ ปี พ.ศ.2547 ในนามกองทุนแสงตะวัน วัดปทุมวนาราม และได ้กราบเรียน ขอให ้หลวงตาทองคําท่านเขียนคําปรารภสําหรับการพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้น ดังต่อไปนี้ หลวงตาทองคํา จารุวัณโณ
  • 2. คําปรารภ เมื่อ พ.ศ. 2541 ข ้าพเจ้าได ้จําพรรษาที่วัดปทุมรังสี อําเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นวัดที่ท่านเจ้าคุณพระมหาชัยทวี คุตตจิตโต ซึ่งข ้าพเจ้ารักและเคารพไปสร ้างไว ้ พอ ออกพรรษาได ้มาพักกับท่านที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร บางโอกาสได ้นั่งสนทนา ธรรมกับท่านเจ้าคุณฯ ท่านได ้กล่าวถึงท่านพระอาจารย์มั่น ในเรื่องเกี่ยวกับธรรมะบ ้าง เกี่ยวกับบุคคล โบราณสถาน โบราณวัตถุบ ้าง ท่านเจ้าคุณฯ สนใจเป็นพิเศษ ได ้ขอให ้ ข ้าพเจ้าเขียนขึ้นมา ข ้าพเจ้าสนใจเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ เกี่ยวกับบุคคล วัตถุโบราณ สถานโบราณ ประวัติศาสตร์เป็นพิเศษ ได ้ฟังแล ้วจะไม่ลืม หลายปีก็ไม่ลืม พอไปฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์ มั่น จึงถือเป็นกรณีพิเศษ บางเรื่องท่านฯ จะเล่าขณะที่ข ้าพเจ้าได ้ถวายการนวด หลังจากท่านเทศน์เสร็จ แล ้ว นอกจากข้าพเจ้าที่ได้ฟังแล้ว ก็มีท่านอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร ท่าน อาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านอาจารย์หล้า เขมปตฺโต ท่านก็พูดแต่ไม่มาก แต่ สองรูปที่ท่านพูดให้ฟังมาก คือ ข้าพเจ้ากับท่านอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร ส่วน ท่านอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านเป็นเจ้าปัญญา ท่านพระ อาจารย์ไม่ได ้พูดโดยตรง จะพูดโดยอ ้อม สลับมากับพระธรรมเทศนา ด ้วยสติปัญญาของท่าน สูงส่ง ท่านก็เลยนํามาเขียน แต่บางอย่างก็ผิดกันกับข ้าพเจ้า บางอย่างก็ถูกกัน โดยเฉพาะ เนื้อหาสาระสําคัญ จะผิดกันบ ้างก็คงเป็นส่วนปลีกย่อย บางเรื่องก็เกิดจากอัตถุปัตติเหตุ เช่น เรื่องพระพุทธเจ้าเป็นบรรพบุรุษของคนไทย จากสาเหตุกระดาษห่อธูปที่บริษัทผู้ผลิตเอารูปพระพุทธเจ้ามาเป็นเครื่องหมายการค ้า ข ้าพเจ้าได ้เก็บนําไปถวายให ้ท่านฯ ดู ท่านฯ ก็เลยเทศน์ให ้ฟัง ขณะนั้นเพื่อนภิกษุยังไม่ขึ้น ไปกุฏิท่าน ซึ่งเป็นการกลับตาลปัตร เพราะเรื่องนี้ไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์ และคัมภีร์ใน พระพุทธศาสนา ทําให ้ผู้ฟังงงงวยสับสนขึ้น เมื่อเรื่องมีอย่างนี้ ขอให ้อยู่ในดุลยพินิจ จงสื่อ เอาแต่ผลประโยชน์เกื้อกูลเถิด บางเรื่องก็ได ้ฟังจากพระธรรมเทศนาบ ้าง ฟังจากศิษย์รุ่นก่อนๆ เช่น ท่านพระ อาจารย์เทสก์ เทสรํสี พระอาจารย์มนู พระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต พระอาจารย์พรหม จิรปุ�ฺโญ บ ้าง เป็นต ้นจดจํามาปะติดปะต่อกัน จนมาเป็นหนังสือนี้ โดยมิได ้คาดคะเน หรือ เดาสุ่มเพิ่มเติม มีสิ่งบกพร่อง คือ ไม่ละเอียดถี่ถ ้วน บางส่วนขาดหายไป เช่น คํา อุปมาอุปไมยอันไพเราะเพราะพริ้ง ที่ท่านยกมาเปรียบเปรย แต่ก็คงจะหาเนื้อหาสาระได ้บ ้าง สําหรับเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและการปฏิบัติ ของผู้ใคร่ในคุณธรรมอันพิเศษใน พระพุทธศาสนานี้ ขอความผาสุกจงมีแด่ผู้อ่านทุกท่านเทอญ
  • 3. ก่อนหน้าที่จะตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ คณะผู้จัดพิมพ์ได ้นําต ้นฉบับบางเรื่องไป ถวายให ้หลวงปู่ หลอด ปโมทิโต ได ้พิจารณา เพราะท่านได ้เคยอยู่จําพรรษาร่วมกันกับ หลวงตาทองคํา และหลวงปู่ มั่น ที่วัดป่ าวิสุทธิธรรม บ ้านโคก อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร เมื่อ ปี พ.ศ.2487 เมื่อหลวงปู่ หลอดท่านอ่านแล ้ว ได ้เมตตาเขียน เถรัมภกถาให ้ตีพิมพ์ในหนังสือ ดังต่อไปนี้
  • 4. เถรัมภกถา หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นจากความทรงจําของ พระ อาจารย์ทองคํา จารุวณฺโณ (ญาโณภาโส) เกี่ยวกับเกร็ด ประวัติ และปกิณกธรรมของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภู ริทตฺโต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าอ่าน น่าศึกษาอย่างยิ่ง อาตมาเองได ้มีโอกาสอ่านข ้อเขียนของพระอาจารย์ ทองคําอยู่บ ้าง และได ้รวบรวมมาไว ้ในหนังสือเล่มนี้ โดยเฉพาะเรื่องเทศน์ซํ้าเฒ่า ซึ่งเรียกว่าเป็นเทศน์กัณฑ์ สุดท ้ายของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจ ที่พระอุปัฏฐากใกล ้ชิดของ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ และได ้อยู่ในเหตุการณ์ได ้นําออกมาเผยแพร่เรียกว่าหาฟังหา อ่านได ้ยาก สําหรับอาตมากับพระอาจารย์ทองคํานั้นรู้จักคุ้นเคยกัน ตั้งแต่สมัยที่อยู่กับ ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ที่เสนาสนะบ ้านโคก พระอาจารย์ทองคําท่านไปอยู่ก่อน อาตมา และได ้เป็นพระอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์ใหญ่ผู้ใกล ้จนกระทั่งถึงวาระสุดท ้าย ของท่านพระอาจารย์ใหญ่ที่วัดป่ าสุทธาวาสนั้น แต่ภายหลังอาจเป็นด ้วยวิบากกรรม ของพระอาจารย์ทองคํายังไม่สิ้นกระมัง จึงต ้องมีเหตุให ้สึกสาลาเพศออกมามีครอบครัว แต่วาสนาในผ้ากาสาวพัสตร์ยังไม่สิ้นไปซะทีเดียว ราวปี พ.ศ. 2536 ท่านจึงได ้กลับมา บวชอีกครั้ง ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธฯ โดยมีท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุทธปาพจน บดีเป็นพระอุปัชฌาย์ และได ้กลับมาทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา สมัยที่อยู่กับท่านพระ อาจารย์ใหญ่มั่น และได ้รจนาตามความสามารถที่จะนึกจะจํานํามาเขียนได ้ ดังนั้นเรื่องราวและข ้อมูลอาจจะเป็นไปตามอายุขัยของท่าน ในขณะที่เริ่ม เขียน เริ่มรจนา ก็คงจะราวๆ 70 กว่าปีเข ้าไปแล ้วอายุ เรื่องราวเนื้อหาบางเรื่อง ก็อาจ สามารถทําให ้ผุ้อ่านได ้เก็บตกจากประวัติของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ที่ครูบาอาจารย์ ผู้ทรงคุณผู้ทรงธรรมได ้เคยรจนาไว ้แล ้วก่อนหน้านี้ไม่มากก็น้อย ด ้วยอาตมาหวังว่า หนังสือเล่มนี้คงจักเป็นประโยชน์และช่วยเสริมทัศนะของท่านผู้อ่านทั้งหลาย ขอให ้ ท่านผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ ได ้อ่านอย่างมีวิจารณญาณ คือ พิจารณาธรรมอันนี้ให ้เกิด ประโยชน์ให ้ถี่ถ ้วน และให ้เข ้าใจอย่างถ่องแท ้รวมทั้งทําความเข ้าใจให ้มากๆ สุดท ้ายนี้ อาตมาขออนุโมทนาในกุศลเจตนาของคณะผู้จัดทําและผู้ที่บริจาค ปัจจัยพิมพ์หนังสือเล่มนี้ทุกๆ ท่านเทอญ หลวงปู่ หลอด ปโมทิโต วัดสิริกมลาวาส กรุงเทพมหานคร หลวงปู่ หลอด ปโมทิโต
  • 5. อานุภาพการสวดมนต์และเสียงสาธุการ สมัยที่ท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่บนดอยปะหร่อง (เชียงใหม่) กับพระอาจารย์มนู ตอนเช ้าเที่ยวบิณฑบาต พอให ้พรเสร็จ ท่านได ้สอนให ้ชาวบ ้านกล่าวสาธุพร ้อมกันด ้วยเสียง สูง ท่าน (พระอาจารย์มั่น) เล่าเป็นเชิงตลกว่า มือทั้งสองข้างของเขาชูขึ้นข้างบน เหมือนบั้งไฟจะขึ้นสู่ท้องฟ้ า ว่างั้น วันหนึ่ง ท่านนั่งพักในส่วนที่ทําเป็นที่พักกลางวัน มีเทพพวกหนึ่งมาจากเขาจิตร กูฏ มาถามท่านว่า "เสียงสาธุ สาธุนั้น สาธุอะไร สะเทือนสะท้านทุกวัน พวกเทพ ทั้งหลายได้ฟัง มีความสุขไปตามๆ กัน" ท่านมาพิจารณาว่า เสียงอะไร ที่ไหน จึงระลึกได ้ว่า เสียงสาธุการของชาวบ ้าน ตอนถวายทานนั่นเอง พอรับทราบแล ้วพวกเทพก็กล่าวว่า "เขาก็สาธุการด้วย" แล ้วทําประทักษิณ เวียนขวาลากลับไป ส่วนมากพวกเทพเขาจะทําอย่างนั้น ท่านพระอาจารย์มั่น เลยมาพิจารณาต่อได ้ความว่า พุทธมนต์นั้นใครสวดก็ตาม จะเป็ นกิจวัตรของพระสงฆ์เช้า เย็น หรือชาวพุทธทุกคน สวดมนต์ระลึกในใจ มีอานุภาพแผ่ไปได้หมื่นจักรวาล สวดออกเสียงพอฟังได้ มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนจักรวาล สวดมนต์เช้าเย็นธรรมดา มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนโกฏิจักรวาล สวดเต็มเสียงสุดกู่ มีอานุภาพแผ่ไปได้อนันตจักรวาล แม้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในสามภพ และที่สุดอเวจีมหานรก ยังได้รับ ความสุข เมื่อแว่วเสียงพุทธมนต์ผ่านลงไปถึงชั่วขณะชั่วครู่หนึ่ง ดีกว่า หาความสุขไม่ได้เลยตลอดกาล นี้คืออานิสงส์ของพระพุทธมนต์ ท่านพระอาจารย์มั่นว่าอย่างนี้
  • 6. ครูและศิษย์สนทนาธรรม เมื่อครั้งที่ท่านพระอาจารย์มั่นอาพาธหนัก แต่ลุกนั่งเดิน ไปมาในระยะใกล ้ได ้และยังสนทนาธรรมตามปกติ เวลาบ่ายวัน หนึ่ง มีพระอาจารย์เทสก์ (หลวงปู่ เทสก์ เทส รังสี) ท่านวัน (พระอาจารย์วัน อุตตโม) และผู้ เล่า (หลวงตาทองคํา) รวมทั้งท่านพระอาจารย์มั่น เป็น 4 รูป พระอาจารย์เทสก์ เรียนถามท่านฯ (พระอาจารย์มั่น) ว่า "เวลาครูบาอาจารย์อาพาธ พิจารณาธรรมอะไร สนทนาใน ฐานะศิษย์เคารพครูนะ อย่าเข้าใจว่าไล่ภูมิ" ท่านฯ ตอบว่า "พิจารณาไปเท่าไร ก็เห็นแต่ภพ มีแต่ภพ ไม่มีที่สิ้นสุด" พระอาจารย์เทสก์ย ้อนถามว่า "เมื่อเห็นแต่ภพ ครูบาอาจารย์พิจารณาเพื่ออะไร" ท่านฯ ตอบว่า "เพื่อให้รู้ และเราก็รู้มานานแล้วไม่ได้สงสัย เหตุที่พิจารณา ก็เพื่อให้ท่าน (หมายถึงพระอาจารย์เทสก์) และคนอื่นๆ (หมายถึง สานุศิษย์และสัตว์โลกทั่วไป) รู้ว่า คน สัตว์ ที่อยู่ในภพ หรือผู้ปฏิบัติ จะมีทั้งสนุก ตื่นเต้น เศร้าสลดสังเวช และเห็นธรรม อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คนจะรู้ว่าตนอยู่ในภพนั้นมีน้อยมาก เพราะอวิชชาปิดบังไว้ เมื่อไม่รู้ว่าตนอยู่ ในภพ ก็ไม่รู้พระนิพพาน เมื่อเรารู้ว่าตนอยู่ในภพแล้ว จะอยู่ในภพทําไม ก็อยู่ในพระ นิพพานเท่านั้นเอง" พระอาจารย์เทสก์ก็บอกท่านฯ ว่า "กระผมก็พิจารณาอย่างพระอาจารย์ว่า" ต่างก็ชื่นชมกันในระหว่างครูและศิษย์ พระแก้วมรกต เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งท่านพระอาจารย์มั่นพักที่วัดป่ าบ ้าน หนองผือ พระอุปัชฌาย์อุ่น (พระครูบริบาลสังฆกิจ (อุ่น อุตตโม) วัด อุดมรัตนาราม อําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร) ได ้ไปกราบ นมัสการฟังเทศน์ และได ้นํารูปพระแก ้วมรกตขนาด 20 นิ้ว เป็นภาพ พิมพ์ใส่กรอบไปถวายท่านพระอาจารย์ แต่ดูท่านจะลืมทําความ สะอาด เพราะมีฝุ่ นจับอยู่ ท่านพระอาจารย์ก็น้อมรับด ้วยความเคารพ หลังจากท่านอุปัชฌาย์อุ่นลาลงกุฏิไปแล ้ว ท่านพระ พระอาจารย์เทสก์ เทสรังสี พระอาจารย์อุ่น อุตตโม
  • 7. อาจารย์ได ้ทําความสะอาด โดยนําผ้าสรงนํ้าของท่านฯ มาเช็ดถู ผู้เล่า (หลวงตาทองคํา- ภิเนษกรมณ์) เอาผ้าเช็ดพื้นเข ้าไปช่วยทําความสะอาดด ้วย เพราะเห็นว่าผ้ายังสะอาดอยู่ ท่านหันมาเห็นเข ้า พูดว่า "อะไรกัน นั่นรูปพระพุทธเจ้าแท้ๆ ยังเอาผ้าเช็ดพื้นมาถูได้" ผู้เล่าสะดุ้งไปทั้งตัว เพราะความโง่เขลาปัญญาอ่อน ท่านฯ ก็เลยทําความสะอาด เอง เสร็จแล ้วก็มีเพื่อนภิกษุทยอยกันขึ้นไป รวมทั้งท่านอาจารย์วิริยังค์ด ้วย ท่านเลย เทศน์ถึงความมหัศจรรย์ของพระแก ้วมรกต ท่านว่า "พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ในประเทศใด ประเทศนั้นจะไม่ ว่างจากพระอริยบุคคล พระอริยบุคคลมีอยู่ในประเทศใด ประเทศนั้นจะ ไม่ฉิบหายด้วยภัยแห่งสงคราม" การเสด็จไปสู่สถานที่ต่างๆ ของพระแก ้วมรกตนั้นมีปัจจัย 3 อย่าง คือ เพื่อเผยแผ่ พระพุทธศาสนา เกิดกลียุคในประเทศนั้น และด ้วยความรัก และท่านยังบอกอีกว่า วัดพระแก ้วนี้เป็ นวัดพระพุทธเจ ้าโดยเฉพาะ พระสงฆ์อยู่ไม่ได ้ เพราะพระสงฆ์มาจากตระกูลต่างๆ ทั้งหยาบทั้งละเอียด ไม่รู ้พุทธอัธยาศัย พุทธธรรม เนียม เพราะพระพุทธเจ ้าเป็นทั้งกษัตริย์ และผู ้สุขุมาลชาติ เมื่อพระสงฆ์ไม่รู ้พุทธ ธรรมเนียม ถ ้าไปอยู่ก็มีแต่บาปกินหัว ผู้รู้ทั้งพุทธอัธยาศัยและพุทธธรรมเนียมแล้ว มีพระมหากษัตริย์องค์เดียว เท่านั้น ครั้งพุทธกาลก็มีพระเจ้าพิมพิสารเท่านั้นทรงรู้ แต่จอมไทย คือ พระมหากษัตริย์ทรง รู้มาแล ้ว ได ้ทรงสร ้างวัดถวายจําเพาะพระแก ้วเท่านั้น พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์เป็ นหน่อเนื้อพุทธางกูร คือ จะ ได้ตรัสรู้เป็ นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า ต่างแต่วาสนาบารมีมากน้อย ต่างกันเท่านั้น ท่านจึงทรงรู้พุทธอัธยาศัยเป็ นตัวแทนพระพุทธเจ้า ผู้ใดย่างกรายเข้าสู่วัดพระแก้วเป็ นบุญทุกขณะที่อยู่ในบริเวณ วัด แม ้แต่ชาวต่างชาติ มีโอกาสเข ้าไปในบริเวณวัดพระแก ้ว จะด ้วยศรัทธาหรือไม่ก็ตาม ก็ได ้ เข ้ามาสู่วงศ์พระพุทธศาสนาโดยปริยาย หรือจะบังเอิญก็แล ้วแต่ สามารถเป็นนิสัยให ้เข ้ามาได ้ ต่อไปจะสามารถมาเกิดเป็นคนไทย สืบต่อบุญบารมีสําเร็จมรรคผลได ้
  • 8. พบนาคราช เมื่อครั้งอยู่ที่เชียงใหม่ ท่านพระอาจารย์จําพรรษาอยู่บน เขากับพวกมูเซอ มีพระมหาทองสุกอยู่เป็นเพื่อน ใกล ้ที่พักเป็นลํา ธาร มีนํ้าไหลตลอดปี อาศัยนํ้าที่นั้นใช ้อุปโภคและบริโภค มีนาคราช ตนหนึ่ง ชื่อว่า สุวรรณนาคราช อาศัยอยู่ที่ลําธารนั้น พร ้อมด ้วย บริวาร นาคราชตนนี้เคยเป็นน้องชายท่านพระอาจารย์มั่นมาหลาย ภพหลายชาติ ด ้วยความสับสนแห่งภพจึงมาเกิดเป็นนาคราช เขารัก เคารพและให ้การอารักขาเป็นอย่างดี เวลาเดินจงกรมจะมาอารักขา ตลอด จนกว่าจะเลิกเดิน หลายวันต่อมา นาคนั้นหายไป เกิดฝนไม่ตกร ้อนอบอ ้าว ข ้าวไร่เริ่มขาดนํ้าไม่งอก งาม เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นประมาณ 15-16 วัน จึงได ้เห็นหน้านาคนั้น ท่านพระอาจารย์ถามว่า "หายไปไหน" นาคราชตอบ "ไปขัดตาทัพอยู่ปากทาง (ลําธาร) ลงสู่แม่นํ้าปิง" ท่านพระอาจารย์ "ทําไม" นาคราช "มีนาคอันธพาลตนหนึ่งอาศัยอยู่แถวนั้นจะเข้ามา เลยไม่มีโอกาสแต่ง ฝน มัวแต่ไปขัดตาทัพอยู่" ท่านพระอาจารย์ "ให้เขาเข้ามาเป็ นไร เพราะเป็ นนาคเหมือนกัน" นาคราช "ไม่ได้ เข้ามาแล้วมารังแกข่มเหงเบียดเบียนบริวาร" ท่านพระอาจารย์ "เป็ นไปได้หรือ" นาคราช "ก็เหมือนมนุษย์และสัตว์ทั่วๆ ไปนั่นแหละ พวกอันธพาลก็มักจะลํ้าแดน ของกันและกัน เราต้องต่อสู้ป้ องกันตัว" ท่านฯ จึงรู้ว่า อันนี้เป็นลักษณะของสัตว์ ผู้มีอวิชชาเป็นตัวเหตุ โลกจึงวุ่นวาย ช่วงเย็นฝนตกอย่างหนักจนถึงสว่าง นํ้าในลําธารเต็มไปหมด ข ้ามไปบิณฑบาต ไม่ได ้พระมหาทองสุกคิดได ้จึงเอาไม ้ไผ่มาปักเรียงกัน เอาเถาวัลย์ที่ชาวบ ้านนํามาทํากุฏิ มาผูกกับต ้นไม ้ฝั่งนี้ จับปลายข ้างหนึ่ง ลอยตัวข ้ามนํ้าไปผูกไว ้กับอีกต ้นฝั่งโน้น แล ้วกลับมา นําบริขารของท่านพระอาจารย์และตนเองข ้ามไปฝั่งโน้น แล ้วกลับมาพาท่านพระอาจารย์ ประคองไปตามราวไม ้ไผ่ ข ้ามฝั่งทั้งขาไปและขากลับ แปลกแต่จริง ขาไปผูกเถาวัลย์ ท่าน มหาจับไปตามราว และขากลับลอยคอไป พอตอนนําท่านพระอาจารย์ไปและกลับ ปรากฏ ว่าเหมือนเดินเหยียบไปบนแผ่นหิน มีนํ้าประมาณแค่เข่าเท่านั้น ท่านมหาทองสุกเล่าว่า "เราไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแต่ความปลอดภ ัยเท่านั้น" พระมหาทองสุก สุจิตฺโต
  • 9. ตกตอนเย็น เมื่อเห็นนาคราชมาอารักขา ท่านอาจารย์ถามว่า "ทําไมให้ฝนตก มากนัก" นาคราชว่า "ห้ามเขาไม่ฟัง เพราะละเลยมานาน" ท่านอาจารย์ว่า "ทําให้เราลําบาก" นาคราช "ท่านก็เดินบนหลังข้าพเจ้าไปสบายอยู่นี่" ท่านฯ ก็บอกว่า "เราก็ไม่ว่าพวกท่านดอก บ่นไปเฉยๆ อย่างนั้นล่ะ" การถ่ายรูปท่านพระอาจารย์มั่น รูปท่านพระอาจารย์ที่เราเห็นนั้น จะเป็นรูปที่ท่าน ตั้งใจให ้ถ่ายทั้งหมด ถ ้าท่านไม่ให ้ก็ไม่มีใครถ่ายติด นี่เป็น เรื่องจริง มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขุนศรีปทุมวงศ์ มาอุปัฏฐากท่านพระ อาจารย์ เที่ยวไปฟังเทศน์ไปอุปการะด ้วยปัจจัย 4 เมื่อท่านฯ อาพาธ ขุนศรีฯ ก็ส่งหมอไป หมอฉีดยาให ้ท่าน 2 เข็ม และ ให ้ยาไว ้ฉันด ้วย หมอของขุนศรีฯ พักอยู่ที่นั่นถึง 3วัน อาการ ดีขึ้น ท่านก็บอกว่า "พอแล้วนะ ไม่ต้องมาฉีดอีก อาการ หายแล้ว" พอขึ้นไปครั้งที่สอง หมอเอาช่างถ่ายภาพไปด ้วย กราบนมัสการท่านว่า "พวกกระผมขออนุญาตถ่ายภาพท่าน อาจารย์ไว้เป็ นที่เคารพบูชา" ท่านฯ ว่า "ไม่ได้ดอกโยมหมอ อาตมาไม่ให้ เพราะโยมหมอถ่ายภาพของอาตมาไป เพื่อจะทําการซื้อขาย หาอยู่หากิน กลัวโยมจะเป็ น บาป อาตมาไม่ให้" เขาก็กราบอ ้อนวอน ท่านฯ บอกว่า "เราเป็ นคน รู้จักภาษา ไม่ให้ ไม่ให้ เข้าใจ ไหมล่ะ" เขาก็เลยเลิกไม่อ ้อนวอนอีก พอเช ้ามา ท่านไปบิณฑบาต เขาก็ไปตั้งกล ้องในที่ลับ กล ้องขาหยั่งสามขา ถ่าย เสร็จก็เอาม ้วนนี้ออกไป หลังจากท่านบิณฑบาต ท่านนั่งให ้พร ถ่ายม ้วนที่สองไปอีก มาม ้วน ที่สาม ม ้วนที่สี่ จนสี่ม ้วนแล ้วก็ไปอีก นี่ครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองเอาอีกสี่ท่า ครั้งที่สามเอาอีกสี่ ท่า กลับไปล ้างอยู่ที่พังโคน ไม่มีอะไรติดเลย พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
  • 10. สิ่งที่จะปรากฏไปแล ้วอุจาดตา ท่านเจ็บป่ วย ท่านล ้มหายตายจากก็ดี มารยาท ของความล ้มหายตายจากก็ถ่ายไม่ติด (ขณะที่หลวงปู่ มั่นกําลังจะมรณภาพและหลัง มรณภาพ มีภิกษุบางรูปใช ้กล ้องถ่ายภาพท่านไว ้แต่ไม่ติดเลยสักรูป -ภิเนษ กรมณ์) ทําไมท่านจึงไม่ให ้ติด เพราะว่าการเห็นรูปภาพเช่นนั้น จิตของบุคคลผู้ที่เห็นอาจจะ เป็นกุศลหรืออกุศล และเพื่อรักษาจิตผู้พบเห็น ไม่ให ้เป็นอกุศล ท่านจึงอธิษฐานไว ้ไม่ให ้ติด อย่างรูปยืนที่เราเห็นนั้น คงจะเป็นรูปที่ท่านต ้องการให ้ถ่าย จึงห่มให ้เป็น กิจลักษณะ คล ้ายกําลังเดินจงกรม ปกติเวลาท่านเดินจงกรม ถ ้าเป็นฤดูหนาว ก็จะคลุมผ้า กันหนาว ถ ้าเป็นฤดูร ้อน ท่านก็จะใส่แต่ผ้าอังสะ ทําแบบสบายๆ จังหวะในการเดินก็ปกติ ไม่ เร็ว ไม่ช ้า ให ้เป็นปกติ ก ้าวปกติก ้าวขนาดไหน ก็ให ้ก ้าวขนาดนั้นพอประชิดทางจงกรม จะ หมุนกลับจากซ ้ายไปขวา ทิศที่จะเดินจงกรม มีอยู่ 2 ทิศ คือ ตะวันตกกับตะวันออก หรือ อีสานกับหรดี (คือ ตะวันออกเฉียงเหนือกับตะวันตกเฉียงใต ้-ภิเนษกรมณ์) นอกนั้นเดินขวาง ตะวัน ถ ้าใครทํา ท่านฯ จะดุ ท่านว่า มันไม่ถูก เดินไปจนตาย จะให ้จิตรวม มันก็ไม่รวมหรอก พยากรณ์อายุ เรื่องการต่ออายุจาก 60 ปี มาเป็น 80 ปี ท่าน (พระอาจารย์มั่น-ภิเนษ กรมณ์) ได ้เล่าไว ้หลายสถานที่ หลายโอกาส หลายวาระ ปีนั้นท่านจําพรรษาที่อําเภอพร ้าว จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ที่ราบไม่ใช่ภูเขา กับพระมหาทองสุก สุจิตโต ปีนั้นพอเริ่มเข ้าพรรษา ท่านมีอาการเจ็บป่ วย พระผู้พยาบาลก็พระมหาทองสุกนั้นล่ะ ท่านมีความรู้ทางยาด ้วย ท่าน พระอาจารย์กําหนดรู้แล ้วว่า ท่านถึงอายุขัย จะสิ้นชีพปีนี้แน่ แต่มีข ้อแม ้ว่า ถ ้าท่านมีอิทธิ บาทอันเจริญดีแล ้ว สามารถอยู่ต่อไปได ้อีก 20 ปี เป็น 80 ปี เท่าพระพุทธเจ้า ท่านจึงมา พิจารณาดูว่า อยู่กับตายอย่างไหนมีค่ามาก รู้ว่าอยู่มีค่ามาก เพราะสานุศิษย์ทั้งคฤหัสถ์และ บรรพชิตหวังเฉพาะให ้ท่านอยู่ แต่คําว่าอิทธิบาทอันเจริญดีแล ้ว เจริญขึ้นขั้นไหน อย่างไร ธรรมทั้งหลายที่ปรากฏแล ้ว ทั้งโลกิยธรรมและโลกุตรธรรม นํามาพิจารณา ก็ไม่ขัดข ้อง ไม่ สงสัย แต่ก็ยังไม่ได ้ความ อาการป่ วยจะดีขึ้นก็ไม่ใช่ จะหนักก็ไม่เชิง แต่เที่ยวบิณฑบาตได ้ ทุกวัน อาการที่สําคัญ คือ คอมองซ ้ายมองขวายาก เดือนที่ 2 ผ่านไป อาการดีขึ้น และได ้ ความรู้เกิดขึ้น ซึ่งไม่เคยได ้ยินได ้ฟังว่า นา�ฺญตฺตร โพชฺฌาตปสา นา�ฺญตตร ปฏินิสฺสคฺคา นา�ฺญตฺตร อินฺทริยสํวรา แปลได ้ความว่า อิทธิบาท 4 อันอบรมดีแล้ว ก็คือ การพิจารณา โพชฌงค์ 7 นี้เอง ท่านฯ อธิบายว่า เจริญให ้มาก ทําให ้มาก ก็เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ พร ้อมความดับสนิท (หมายถึงอวัยวะที่ชํารุดในร่างกาย แล ้วเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ด ้วยฌาน)
  • 11. แล ้วท่านยังอุปมาเปรียบเทียบว่า เมื่อพระมหาโมคคัลลาน์และพระมหากัสสปะได ้ ฟังพระดํารัสนี้ ก็หายจากอาพาธ แม ้ในกาลบางคราวพระพุทธองค์ก็ยังให ้พระสาวกสวด ถวาย แต่คําว่า ผู้มีอิทธิบาท 4 อันเจริญดีแล้ว ขอเล่าเท่าที่จําได ้ ท่านฯ ว่า "เราพิจารณาปุพพภาคปฏิปทา ตั้งแต่จิตเรารวมเป็ นสมาธิโดย ลําดับ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน แล้วเข้าอรูปฌานต่อเป็ นอากาสาฯ ลฯ จนถึง เนวฺส�ฺญานาส�ฺญายตน หน่อยหนึ่งก็ไม่มีแล้ว ถอยจิต ออกมาอยู่ในส�ฺญาเวทยิตฺนิโรธ อุปมาเหมือนหนทาง 3 แพร่ง ท่านว่า จิตเราอยู่ในท่ามกลางทาง 3 แพร่ง แพร่งหนึ่งไปอรูปพรหมโลก แพร่ง หนึ่งไปรูปพรหมโลก คือ จตุตถฌาน อีกแพร่งหนึ่งเข้าสู่พระนิพพาน จิต อยู่ขั้นนี้ และเราได้อธิษฐานว่า เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไป แล้วก็ถอยจิตออก จากทาง 3 แพร่งนั้น มาพักที่จตุตถฌาน จะพักนานเท่าไรก็แล้วแต่ พอมี กําลังแล้วจิตจะถอยออกสู่ ตติยฯ ทุติยฯ พอมาถึงปฐมฌาน ก็อธิษฐานรู้ ว่า เราจะอยู่ไปอีกเท่านั้นปี เท่านี้ปี " กว่าจะมาถึงขั้นนี้ ก็เป็นเวลาเดือนสุดท ้ายแห่งการจําพรรษาแล ้ว ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ ผู้ที่มีอิทธิบาทอ ันเจริญดี แล้ว สามารถดํารงชีวิตอยู่ได้เป็ นกัปป์ หรือเกินกว่า เป็นความจริง ท่านฯ ว่า ท ้าวสักกะแก่กลายเป็นท ้าวสักกะหนุ่มก็ด ้วยอิทธิบาทนี้ แต่ท ้าวสักกะ ยังมีกิเลส ไม่ได ้ฌานด ้วยตัวเอง แต่ด ้วยพระพุทธานุภาพ ทรงนํากระแสพระทัยของท ้าว สักกะ ให ้ผ่านขั้นตอนจนเป็นอิทธิบาทอันเจริญดีแล ้ว ที่ถํ้าอินทสาร ท ้าวสักกะแก่จึงเป็นท ้าว สักกะหนุ่มได ้ด ้วยพระพุทธานุภาพดังนี้ อัฐบริขารในอาคารพิพิธภัณฑ์ เราทราบกันมาแล ้วว่า ท่านพระ อาจารย์มั่นทรงผ้า 3 ผืนเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุล เป็นวัตร แต่ 3 ปีสุดท ้าย ท่านทรงผ้าคหปติจีวร โดยการนํามาทอดกฐินของ นายวัน นางทองสุก คมนามูล ชาวนครราชสีมา นําสนับสนุนโดยพระ อาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม ศิษย์องค์สําคัญรูป หนึ่งของท่าน แต่ท่านพระอาจารย์ได ้รับเป็น ผ้าป่ าทั้งหมด อัฐบริขารในอาคารพิพิธภัณฑ์ (อยู่ที่วัดป่ าสุทธาวาส สกลนคร-ภิเนษ กรมณ์) ที่ท่านทั้งหลายเห็นนั้น เป็นผ้าคหปติจีวรปีที่ 2 ที่ท่านทรง ผู้เล่า (หลวงตาทองคํา-ภิ เนษกรมณ์) ได ้เก็บรักษาไว ้ ส่วนผ้าคหปติจีวรปีสุดท ้าย ห่มถวายไปพร ้อมกับร่างของท่าน อัฐบริขารในอาคารพิพิธภัณฑ์
  • 12. ส่วนบาตรใบแท ้ พระอาจารย์มหาทองสุก ขอถวายพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุ โล) ส่วนใบที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ เป็นบาตรกฐินปีสุดท ้าย ซึ่งท่านพระอาจารย์ไม่ได ้ใช ้เพราะ ท่านอาพาธหนักแล ้ว (ข ้อนี้ตรงกับความเห็นของหลวงปู่ หล ้า เขมปัตโต ดังที่ ปรากฏอยู่ในหนังสือประวัติหลวงปู่ หล ้า ซึ่งท่านได ้กล่าวว่า บาตรในพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่บาตรใบจริง ที่ท่านพระอาจารย์มั่นเคยใช ้-ภิเนษกรมณ์) หลังจากเก็บรวบรวมอัฐบริขารเรียบร ้อยแล ้ว ผู้เล่าเลยสั่งต่อตู้เงินไม่พอ ได ้คุณ วิเศษ ช่วยจนสําเร็จเรียบร ้อย แล ้วก็นํามาตั้งไว ้ใกล ้หีบศพท่าน ท่านพระอาจารย์ เป็นผู้เคร่งในเรื่องบริขาร มักน้อยจริงๆ บริขารแท ้จริงให ้2 คน ถือขึ้นไปก็หมด ที่เห็นอยู่ในพิพิธภัณฑ์นั้น คือ อัฐบริขารที่สานุศิษย์และบุคคลผู้เลื่อมใส ได ้รับไปจากท่าน พอมีอาคารพิพิธภัณฑ์เกิดขึ้น ท่านเหล่านั้นได ้นํามามอบให ้เพื่อให ้ศา สนิกชนและอนุชนรุ่นหลังได ้ศึกษา ผีเฝ้ าหวงกระดูก เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2490 ขณะที่ผู้เล่าอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นที่ วัดป่ าบ ้านหนองผือ วันหนึ่งนายฟอง ชินบุตร โยมผู้นี้มาวัดประจํา เธอได ้แบกไห กระเทียมชนิดปากบาน มีฝาครอบ ขนาดใหญ่เกือบเท่าขวดโหล ข ้างในบรรจุกระดูกนํามา ถวายท่านพระอาจารย์ โยมฟองเล่าว่า เจ้าของไหเขาให ้นํามาถวาย เป็นไหใส่กระดูกคน ดูเหมือนจะเป็น กระดูกเด็ก แต่กระดูกนั้นนําไปฝังดินแล ้ว ปากไหบิ่นเพราะถูกผานไถขูดเอา โยมฟองได ้เล่า ถึงเหตุที่ได ้ไหนี้มาว่า นายกู่ พิมพบุตร ผู้เป็นเจ้าของนา ตั้งใจจะไปไถนาตอนเช ้าตรู่ ตื่นขึ้นมาเห็นยัง มืดอยู่ จึงนอนต่อ พอเคลิ้มหลับไปก็ฝันเห็นว่า มีชายคนหนึ่งเดินเข ้ามาหา บอกว่า "ให้ไปเอาไหกระดูก 2 ใบ ไปถวายท่านพระอาจารย์มั่นให้ด้วย" นายกู่ถามว่า "ไหอยู่ที่ไหน" ชายคนนั้นตอบว่า "ไถนาไปสัก 3 รอบก็จะเห็น" ถามว่า "ชื่ออะไร" ตอบว่า "ชื่อตาเชียงจวง มาเฝ้ ากระดูกลูกอยู่ที่นี่ได้ 500 ปีแล้ว วันหนึ่งได้ยิน เสียงท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์แว่วๆ มาในเวลากลางคืนว่า เป็ นหมามานั่งเฝ้ าหวงกระดูก แล้วก็กัดกัน ส่วนเนื้อลํ่าๆ อร่อยๆ มนุษย์เอาไปกินหมดแล้ว มัวแต่มานั่งเฝ้ าห่วงเฝ้ าหวง กระดูกตนเอง กระดูกลูกเมีย ตายแล้วไปเป็ นผีเปรต ต้องมานั่งเฝ้ ากระดูกถึง 500 ปีแล้ว จึง ได้สติระลึกได้ ทั้งๆ ที่อดๆ อยากๆ ผอมโซ ก็ยังพอใจเฝ้ าหวง เฝ้ าห่วงกระดูกลูกเมียอยู่ กว่า จะรู้ตัวก็เสียเวลาไป 500 ปีแล้ว"
  • 13. นี่แหละ เพราะความรัก ความห่วงหาอาลัย เป็ นเหตุพาให้ไปเกิด เป็ นผีเป็ นเปรต เฝ้ าสิ่งที่รักและอาลัย จนลืมวันลืมเวลา
  • 14. เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของหลวงปู่ มั่น ภูริทัตโต ๒ จากหนังสือ "รําลึกวันวาน" หลวงตาทองคํา จารุวัณโณ โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดบันเทิงธรรม กระทู้ 19153 โดย: ภิเนษกรมณ์ 08 มี.ค. 49 ตอนที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ เทศน์ซํ้าเฒ่า ลักษณะเสียงของท่าน (พระอาจารย์มั่น-ภิเนษกรมณ์) ขณะเทศน์อบรมพระเณร นั้น จะทุ้มก็ไม่ใช่ จะแหลมก็ไม่เชิง อยู่ในระหว่างกลางทุ้มกับแหลม เสียงดังฟังชัด เสียง กังวาน เสียงชัดเจน ไม่มีแหบ ไม่มีเครือ ชั่วโมงแรกนะไม่เท่าไร ธรรมดาๆ 1 ชั่วโมงผ่านไป เสียงจะดังขึ้น 2 ชั่วโมงผ่านไป เสียงจะดังขึ้นอีก ถ ้าติดต่อกัน 3-4 ชั่วโมงแล ้วเหมือนกับติด ไมค์ ปกติท่านจะเทศน์ 2 ชั่วโมง เทศน์กรณีพิเศษ เช่น เดือน 3 เพ็ญ เดือน 6 เพ็ญ วัน เข ้าพรรษา ออกพรรษา อย่างน้อยก็ประมาณ 4 ชั่วโมงถึง 6 ชั่วโมง พระอาจารย์เทสก์เคยเล่าให ้ฟังว่า สมัยท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ที่เชียงใหม่ เทศน์ ที่วัดเจดีย์หลวง เทศน์ตั้งแต่ 1 ทุ่มถึง 11 นาฬิกาวันใหม่ ลงจากธรรมาสน์ ท่านจึงจะมานั่ง ฉันจังหัน นั่นเป็นกี่ชั่วโมง ตื่นเช ้าขึ้นมาท่านยังเทศน์อยู่ เสียงมันดัง ทีนี้พวกข ้าราชการ แม่บ ้านหิ้วตะกร ้าไปตลาดตอนเช ้า พอได ้ยินเสียงท่านเทศน์ คิดว่าพระทะเลาะกัน พากันเข ้า ไป ก็เห็นท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์ เลยอยู่ฟังเทศน์ ลืมว่าจะไปตลาด และต ้องกลับไป ทํากับข ้าวให ้ลูกผัวกิน ฝ่ ายลูกผัวตามมาเห็นอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง กําลังฟังเทศน์อยู่ ก็เลย บอกว่าจะไปจ่ายตลาดเอง แล ้วก็จะเลยไปทํางาน ผู้ที่จะไปขายของก็เหมือนกัน ผ่านมาพอ ได ้ยินเสียง คิดว่าพระทะเลาะกัน ก็พากันเข ้าไป ไม่ต ้องขายของ วางตะกร ้าแล ้วก็ฟังเทศน์ ต่อ จนกระทั่งท่านเทศน์จบจึงไป พระอาจารย์เทสก์พูดให ้ฟังอย่างนี้ ท่านเทศน์นานที่สุด คือ เทศน์ปีสุดท้าย เป็ นวันมาฆบูชา หลังจากเวียนเทียนเสร็จ แล ้ว ท่านก็เริ่มเทศน์ มีชาวบ ้านหนองผือมานั่งฟังอยู่ข ้างล่าง มีทั้งผู้หญิงผู้ชาย ลูกเล็กเด็ก แดงอุ้มนอนอยู่ที่ตัก เด็กก็ไม่ร ้อง ปรากฏว่ามีคนอุ้มเด็กกลับไปแค่ 3 คน นอกนั้นอยู่จนรุ่ง ถึงจะกลับบ ้าน ท่านฯ เทศน์อยู่ ตั้งแต่ 1 ทุ่มจนถึงเช ้า อันนี้เป็นความจําของผู้เล่า ท่านพูดว่า เราจะเทศน์แล ้วแหละ เทศน์ซํ้าเฒ่านะ ต่อจากนี้ไปจะไม่ได้เทศน์นาน อย่างนี้อีกแล้ว รู้สึกว่าจะเป็นวันเพ็ญเดือน 3 พอตกเดือน 5 ท่านก็เริ่มป่ วย มีอาการไอ และ ป่ วยมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเดือนอ ้าย เป็นเวลา 9 เดือน (ท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2492 -ภิเนษกรมณ์)
  • 15. ปกติท่านจะเทศน์ตามเหตุการณ์ในพุทธประวัติ ที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรม พระยาวชิรญาณวโรรสทรงรจนา ถ ้าเพ็ญเดือน 6 จะปรารภถึงเรื่องประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน ถ ้าเพ็ญเดือน 3 จะปรารภเรื่อง การแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระสงฆ์ 1,250 รูป ที่พระเวฬุวัน ตลอดคืนจนสว่าง ทําไมจะมากมายก่ายกองขนาดนั้น ก็เพราะท่านไม่ได ้เล่าเป็นวิชาการ ท่านเล่าให ้ ละเอียดไปกว่านั้นอีก เรื่องก็เลยยืดยาวไป เวลาท่านเทศน์จะลืมตา หมากไม่เคี้ยว บุหรี่ไม่สูบ นํ้าไม่ดื่ม ท่านจะเทศน์อย่าง เดียว พระเณรก็ลุกหนีไม่ได ้ไม่มีใครลุกหนีเลย ไปปัสสาวะก็ไม่ไป จะไอจะจามก็ไม่มี จะ บ้วนนํ้าลายก็ไม่มี จะนิ่งเงียบจนเทศน์จบ การต้อนรับแขกเทวา เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณกลางฤดูหนาวของปี พ.ศ.2490 ในคืนหนึ่ง เวลา ประมาณ 1 ทุ่มถึง 2 ทุ่ม เป็นเวลาที่ท่านพระอาจารย์กําลังให ้โอวาทแก่สานุศิษย์ มีทั้งเก่า และใหม่ ขณะให ้โอวาทอยู่ ท่านหยุดไปครู่หนึ่ง กลั้นใจอึดหนึ่ง ก ้มหน้านิดๆ พอเงยหน้า ขึ้นมาก็โบกมือ บอกว่า "เลิกกัน" ปกติแบบนี้มีไม่บ่อยนัก ศิษย์ก็งง นั่งเฉยอยู่ ท่านยํ้าอีก "บอกเลิกกัน ไม่รู้ภาษาหรือ" ไม่มีใครคิดอะไร บอกเลิกก็เลิก ท่านฯ สั่งผู้เล่าเชิงบังคับให ้รีบเก็บข ้าวของเข ้า ห ้อง เสร็จแล ้วให ้กลับกุฏิ มีภิกษุบางรูปเฉลียวใจไม่ยอมนอนพัก รอที่กุฏิของตนพอสมควร แล ้ว ย ้อนกลับมามองที่กุฏิของท่านพระอาจารย์ เห็นกุฏิของท่านสว่างไสวไปหมด คิดว่าไฟ ไหม ้กุฏิ แต่ดูไปแล ้วไม่ใช่แสงไฟ เป็นแสงใสนวลๆ คล ้ายปุยสําลี แต่ใส ดูตั้งนานไม่มีอะไร เกิดขึ้น ก็เลยกลับกุฏิ รุ่งเช ้าขึ้นมา ท่านลุกขึ้นกระทําสรีรกิจตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตกคํ่าถึง เวลาให ้โอวาท วันนั้นท่านฯ แสดงเรื่อง ทุกกะ คือ หมวด 2 ว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให ้ชื่อว่า โลกปาลธรรม ธรรมอันคุ้มครองโลก วันนั้นดูท่าน อธิบายเรื่องนี้เต็มที่ถึง 2 ชั่วโมงเต็ม มีเหตุผลอุปมาอุปไมย โดยยกเอา ท่านพระมหากัสส ปะเป็นอุทาหรณ์ ที่พระพุทธเจ้าประทานอุปสมทแก่พระมหากัปปะเป็นพิเศษที่ว่า ดูก่อน กัสสปะ เธอจงเข ้าไปตั้งความละอายและความเกรงกลัว (เคารพ) ในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้ง เก่าและใหม่ เป็นตัวอย่าง ยกมาเป็นนิทัสสนะอุทาหรณ์ ตอนสุดท ้าย ท่านแสดงอานิสงส์ว่า ผู้ตั้งอยู่ในหิริและโอตตัปปะ เป็นที่รักของมนุษย์ เทพ พรหม ทั้งหลาย และทําให ้มีอายุยืน ด ้วย เหมือนท่านพระมหากัสสปะ พอได ้เวลาท่านก็หยุดพัก
  • 16. คืนนั้นผู้เข ้าเวร มีผู้เล่า ท่านวัน (พระอาจารย์วัน อุตตโม) ท่านหล ้า (หลวงปู่ หล ้า เขมปัตโต) ท่านเลยเมตตาเล่าเพิ่มเติมให ้แก่พวกเราฟังอีกว่า เมื่อคืนวานนี้พอเทศน์ให ้หมู่ ฟังไปหน่อยหนึ่ง มีเทพตนหนึ่ง ชื่อปัญจสิขะ มาบอกว่า "วันนี้จะมีเทพจากชั้นดาวดึงส์มาฟังธรรมจากท่าน ขอนิมนต์ ท่านเตรียมตัวรับแขกเทวา" พอกําหนดได ้ก็ไล่หมู่หนีทันที เพราะพวกนี้เขาจะมาตามกําหนด ถ ้าเลยกําหนด เขาจะไม่รอ ท่านว่า เทวาพวกนี้มีประมาณ 500,000 ตน เพิ่งจากมนุษย์โลก จากเมืองไทยไป เริ่มแต่ ท่านพระอาจารย์มาพักที่บ ้านหนองผือนี้ ผู้เล่าสงสัยว่า วัดป่ าบ ้านหนองผือก็แค่นี้ มีแต่ป่ า เทวดา 500,000 ตน จะอยู่ อย่างไร คนแค่ร ้อยสองร ้อยก็ไม่มีที่จะอยู่แล ้ว ท่านพูดว่า เทวดาพวกนี้กายเป็นทิพย์ ท่านยังพูดเป็นภาษาบาลีในธรรมบทว่า "อนฺตลิกฺเข" แปลด ้วยว่า ในห ้วงแห่งจักรวาล มีอากาศมีช่องว่างเป็นที่ซึ่งจะเห็นรูปทั้งหลาย ปรากฏว่ารูปแผ่นดิน ต ้นไม ้ ภูเขา ไม่มีทั้งสิ้น มีเทวดาเท่าไรบรรจุได ้หมด ไม่มีคําว่าเต็ม ท่านว่า ท่านพระอาจารย์กําหนดถามว่า "พวกท่านต้องฟังธรรมอะไร และมี วัตถุประสงค์อะไร" เขาตอบว่า "อยากฟังสุกฺกธมฺมสูตร มีวัตถุประสงค์ คือ เทพบาง พวกทําบุญน้อย ได้ฟังสุกฺกธมฺมสูตร จะได้เสวยทิพยสมบัตินานๆ " ท่านเฉลียวใจว่า อะไร คือ สุกฺกธมฺมสูตร "พระสูตรนี้มีน้อยองค์นักที่จะได ้แสดง ให ้เทพฟัง เว ้นพระสัพพัญ�ู และพระอัครสาวกเท่านั้น" พวกเทพว่า ท่านกําหนดพิจารณาก็ได ้ความปรากฏขึ้นว่า "หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา ฯ เปฯ สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเร" ท่านอุทานในใจว่า "อ๋อเทวธรรมนี้เอง คือ สุกฺกธมฺมสูตร ของเทวา" พอเริ่มจะอธิบาย ก็ได ้ยินเสียงแว่วมาว่า "เดี๋ยวก่อน ข้าพเจ้าจะเตือน พวกเทพพวกนี้ก่อน เพราะเขาไม่เคยมาฟัง ยังไม่รู้ธรรมเนียม" ท่านกําหนดเห็นพระนางสุชาดานั่งเป็นประธาน ส่วนเสียงที่ปรากฏนั้น เป็นเสียง ของท ้าวสักกะที่ดูแลอยู่เบื้องหลัง พอได ้เวลา ก็ได ้ยินเสียงแว่วมาอีกว่า "พร้อมแล้ว" ท่านฯ ก็เริ่มเทศน์อธิบาย ด ้วยการกําหนดจิตพิจารณาเนื้อหาสาระแห่งธรรม เพียงพอแล ้ว หากเทพเข ้าใจเขาจะให ้เสียงสาธุการ ถ ้าไม่เข ้าใจที่เราอธิบาย เขาจะไม่ยอม
  • 17. ต ้องว่ากันใหม่ สอนเทพสบาย ไม่ยากเหมือนสอนมนุษย์ มนุษย์ต ้องใช ้เสียงโวๆ เวๆ ลั่นไป หมด พูดมากก็เหนื่อย และสอนบ่อยปานนั้น ยังเข ้าใจยาก สอนเทพสบายกว่า ท่านว่าอย่าง นั้น กาลกฐิน ประมาณปี พ.ศ.2490 ยังอยู่ในพรรษา กํานันตําบลนาใน ได ้นําจดหมายของ นายอําเภอพรรณานิคมไปถวายท่านที่กุฏิ ผู้เล่าก็อยู่นั่น กราบเสร็จ กํานันก็นําจดหมายน้อม ถวาย ท่านยังไม่รับ ถามก่อนว่า "นั่นอะไร" กํานันกราบเรียนว่า "ใบจองกฐินของนายอําเภอพรรณานิคม ครับกระผม" ท่านโบกมือไม่รับและกล่าวว่า "อย่านํามาติดใส่วัดอาตมานะ กํานันอย่าขืนทํานะ กลับไปบอกนายอําเภอด้วยว่า นายอําเภอเอาอํานาจที่ไหน จากใคร มาห้ามไม่ให้คนมา ทําบุญที่นี้ อาตมาไม่รับ ใครอยากทําบุญก็มา ไม่มีใครห้าม จะมาจองไม่ให้คนมาทําบุญ ไม่ได้ ไปบอกนายอําเภอด้วย" กํานันนําความกลับไปชี้แจงให ้นายอําเภอฟัง นายอําเภอยอมรับผิด ให ้กราบเรียน พระอาจารย์ด ้วยว่า ท่านไม่มีเจตนาล่วงเกิน เพียงแต่เห็นคนทั้งหลายเขาทํากันอย่างนี้ ก็ทํา บ ้าง กํานันมากราบเรียนท่านว่า "นายอําเภอจะมาทําบุญดังที่ตั้งใจไว้ ใครจะมาอีกก็ ไม่ห้าม ครับกระผม" ท่านก็ยิ้มกล่าวว่า "นายอําเภอคนนี้ พูดจาเข้าใจง่าย ต่อไปจะได้เป็ นใหญ่เป็ นโต" สมจริงภายหลังปรากฏว่า ท่านได ้เป็นถึงอธิบดีกรมการปกครอง ปวารณาออกพรรษาแล ้ว กฐินกองต่างๆ ก็หลั่งไหลเข ้ามา ที่จําได ้บ ้านม่วงไข่ อําเภอพรรณานิคม กองที่1 กองที่ 2 ลืม กองที่ 3 เป็นบ ้านม่วงไข่ ผ้าขาวนํามา (จากอําเภอ พังโคน สกลนคร -ภิเนษกรมณ์) กองที่4 เป็นของนายอําเภอ ต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวกัน ว่า ไปถวายกฐินท่านพระอาจารย์มั่น มีผู้มาถวายกฐินตลอดจนถึงเดือน 12 เพ็ญ ล ้วนแต่กองกฐินทั้งนั้น บรรดา พระสงฆ์สามเณร และผ้าขาว ทําการเย็บตัดย ้อมจีวร ผลัดเปลี่ยนเพียงพอกันทุกรูป จน พรรษาสุดท ้ายก็เป็นอย่างนี้ตลอดมา (พระอาจารย์มั่นไม่รับเป็นผ้ากฐิน แต่รับเป็นผ้าป่ าบังสุกุลทั้งหมด และทําอย่างนี้ ทุกปีจนท่านมรณภาพ ท่านไม่เคยรับกฐินและกรานกฐินเลย -ภิเนษกรมณ์)
  • 18. ปีนั้นมีกองกฐินพิเศษอยู่หนึ่งกอง อันเป็นกองที่ 5 เจ้าของกฐิน ชื่อ เถ ้าแก่ไฮ มี เชื้อชาติจีน ค ้าขายอยู่บ ้านคางฮุง ตําบลพอกน้อย อําเภอพรรณานิคม ทุกคนรู้จักดี โดยไม่มี ใครทราบล่วงหน้ามาก่อน เธอนําขบวนเกวียนบรรทุกเครื่องบริขารมาพักอยู่นอกบ ้าน ตื่นเช ้า พาคณะมาถวายบิณฑบาตเสร็จแล ้ว จึงขอนิมนต์ท่านพระอาจารย์รับกฐิน ท่านฯ เตรียมตัวลงศาลาพร ้อมพระสงฆ์ แต่ลงไม่หมดทุกองค์ เพราะบางองค์ไม่รู้ ท่านก็ไม่ว่า พิธีกรนํารับศีล ถวายทานเสร็จ พิธีกรถามเถ ้าแก่ว่า "จะฟังเทศน์ไหม" เถ ้าแก่ตอบ "ฟังทําไมเทศน์ ให้ทานแล้วได้บุญแล้ว เสร็จแล้วก็จะลากลับ" พระอาจารย์ยิ้มแล ้วกล่าวว่า "ถูกต้องแล้วๆ โยมได้บุญมาตั้งแต่คิดจะทําแล้ว เพราะประกอบด้วยปัญญา" เถ ้าแก่ไฮ ยังพูดอีกว่า "ถ้าขอฟังเทศน์ท่าน เราไม่ให้ทานจริง เพราะขอสิ่งตอบ แทน ได้บุญไม่เต็ม" ท่านอาจารย์ยํ้าอีกว่า "ถูกต้องๆ เถ้าแก่พูดถูกต้อง" แค่นั้น เถ ้าแก่ไฮก็กราบลา และลาชาวบ ้านทุกคนเดินทางกลับ ตั้งแต่วันนั้นมา ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่กุฏิหรือเที่ยวบิณฑบาต มักจะปรารภเรื่องเถ ้า แก่ไฮเสมอ ว่าเขาทําถูก หลายปีผ่านไป หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ท่านมักจะปรารภเรื่องเถ ้า แก่ไฮนี้เป็นตัวอย่าง อานุภาพแห่งฌาน วันหนึ่งฝนตกฟ้าผ่าต ้นพลวงใหญ่ (ไม ้กุง) ยํ่าลงมาตั้งแต่ยอดตลอดรากแก ้ว ราบเรียบไปเลย ต ้นพลวงใหญ่นั้นอยู่ใกล ้ๆ ศาลา แต่ฝนซาบ ้างแล ้ว ขณะนั้นสามเณรจันดัย กําลังถือกานํ้าร ้อนจะไปกุฏิท่านพระอาจารย์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 30 เมตร ไม่ได ้ยิน เสียง ไม่รู้สึกว่าฟ้าผ่า ผู้เล่าเตรียมลงจากกุฏิไปเห็นเข ้า จึงรู้ว่าฟ้าผ่า พระเณรในวัดประมาณ 10 รูป ไม่มีใครได ้ยินเสียง ส่วนท่านพระอาจารย์กําลังทําสมาธิ ท่านก็บอกว่าไม่ได ้ยินเสียง เมื่อพระทยอยกันขึ้นไป ท่านฯ ได ้ถามก่อนว่า "เห็นฟ้ าผ่าไม้กุงไหม" พระที่อยู่ทางอื่นก็ไม่เห็น ส่วนผู้เล่า พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ และพระอาจารย์ หลอด ปโมทิโต ได ้เห็น ท่านบอกว่า "ผ่าขณะสามเณรจันดัยเดินมาถึงพอดี" แต่สามเณรบอกว่า ได ้เห็นแต่ไม่ได ้ยิน
  • 19. ผู้เล่าคิดว่า ด ้วยอานุภาพแห่งฌานของท่าน เพราะช่วงนั้นท่านกําลังเข ้าฌานอยู่ พวกเราจึงไม่ได ้ยิน แต่ชาวบ ้านอยู่ในทุ่งนาห่างไกลออกไป กลับต ้องหมอบราบติดดิน เพราะกลัวเสียงซึ่งดังมาก เขาเล่ากันว่า ราวกับผ่าอยู่ใกล ้ๆ ทีเดียว (หมายเหตุ -เรื่องนี้เมื่อเทียบเคียงจากประวัติในส่วนอื่นๆ ตลอดจน บุคคลผู้ร่วมเหตุการณ์ เข ้าใจว่าน่าจะเกิดที่วัดป่ าวิสุทธิธรรม บ ้านโคก อ.โคก ศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ประมาณ พ.ศ.2487 -ภิเนษกรมณ์) หนังสือในสํานักท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์คงจะมีเหตุผลกลใดสักอย่าง จึง ยอมรับนับถือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล ้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นกรณีพิเศษ แบบ แผนขนบธรรมเนียม บทสวดพระปริตรและปาฐะต่างๆ รวมทั้งพระ ราชนิพนธ์ พระนิพนธ์ของทั้งสองพระองค์นี้ ท่านจําได ้หมด ทั้ง บาลีทั้งแปล อธิบายสลับกับพระธรรมเทศนา ได ้อย่างละเอียด ลึกซึ้ง จะเป็นโมกขุปายคาถา และจตุรารักขกัมมัฏฐานก็ดี นับเป็น ธรรมเทศนาประจําทีเดียว รวมทั้งขนบธรรมเนียมต่างๆ ท่านฯ มัก อ ้างเสมอว่า "แบบพระจอมฯ แบบพระจอมฯ " ทํานองนี้ แล ด ้วยเหตุนี้ท่านจึงมีกฎบังคับว่า ผู้จะอยู่ศึกษากับท่านพระอาจารย์ทั้ง สอง (หมายถึงพระอาจารย์เสาร์และพระอาจารย์มั่น-ภิเนษกรมณ์) ต้องท่อง นวโกวาท 7 ตํานาน 12 ตํานาน และปาฏิโมกข์ให้ได้ อย่างช้าให้เวลา 3 ปี ถ้าไม่ได้ ไม่ให้ อยู่ร่วมสํานัก ส่วนหนังสืออ่านประกอบนั้น วินัยมุข เล่ม1, 2, 3 และพุทธประวัติ เล่ม 1, 2, 3 นอกจากนี้ห้ามอ่าน ถึงขนาดนั้น ท่านว่าหากได้อย่างว่า จะอยู่ในศาสนาก็พอจะรักษาตัวได้ ถึงจะไม่ได้ศึกษามาก ก็รักษาตนคุ้มแล้ว ตัวอย่างเช่น พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ เป็นพระมหานิกาย มาขอศึกษาข ้อ ปฏิบัติและขอญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุต ท่านว่าให ้ท่องปาฏิโมกข์ให ้ได ้จึงจะญัตติให ้ท่าน อาจารย์กงมาอ่านหนังสือไม่ออก เพราะไม่ได ้เข ้าโรงเรียน จึงเรียนปาฏิโมกข์ปากต่อปาก คําต่อคํา และหัดอ่านพร ้อมกันไปด ้วย ใช ้เวลาถึง 3 ปีจึงสวดได ้และอ่านหนังสือออก จึง ได ้มาญัตติที่วัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี โดยท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตป�ฺโญ) เป็นพระอุปัชฌาย์ รูปที่สอง คือ พระอาจารย์ชอบ ฐานสโม ท่านท่องปาฏิโมกข์ 8 ปี จึงสวดได ้และ อีกรูปหนึ่งคือ พระอาจารย์คําพอง ติสโส ก็อ่านหนังสือไม่ออก เพราะไม่ได ้เข ้าเรียน แต่ ธรรมเทศนาของท่านไพเราะขนาดไหน ผู้เล่าเคยอยู่ด ้วยกันกับท่านที่วัดป่ าบ ้านหนองผือ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
  • 20. ท่านทั้ง 3 รูปนี้เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นซึ่งผู้เล่าขอถวายนามว่า "วีรบุรุษ" เหมือนครั้ง พุทธกาล พระจักขุบาลเป็นวีรบุรุษในยุคนั้น แม ้ในเรื่องมังสะ 10 อย่าง ท่านพระอาจารย์กล่าวว่า ทําไมพระพุทธเจ้าจึงทรง ห ้าม ท่านอธิบายให ้ฟังว่า เนื้อมนุษย์ไม่เป็นค่านิยม ผู้รู้ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต ้น ทรงติเตียน เพราะความเป็นมนุษย์มีค่ามาก เกิดกินกันขึ้น มหันตภัยก็เกิดขึ้นแก่โลกไม่ สิ้นสุด สัตว์นอกจากนี้เป็นอันตราย สมัยก่อนมีมาก พระออกธุดงค์บริโภคเนื้อสัตว์อันตราย เหล่านี้ กลิ่นของสัตว์จะออกจากร่างกายผู้บริโภค เช่น ฉันเนื้องู กลิ่นงูก็ออก งูได ้กลิ่นก็ เลื้อยมาหา นึกว่าพวกเดียวกัน พอมาถึงไม่ใช่พวกเดียวกัน ก็ฉกกัดเอา เป็นอันตรายถึงแก่ ชีวิต ตั้งใจมาเจริญสมณธรรม เลยไม่ได ้อะไรเพราะตายเสียก่อน พระพุทธเจ้าจึงทรงห ้าม ปุพเพนิวาสนุสสติญาณ เท่าที่ผู้เล่าได ้ฟังมา เกี่ยวกับการเกิดในชาติก่อนและ บุคคลที่เกี่ยวข ้อง ชาติหนึ่งนั้น ท่านพระอาจารย์เกิดในมณฑลยูน นาน ในตระกูลขายผ้าขาว มีน้องสาวคนหนึ่ง เคยสงเคราะห์ ช่วยเหลือกัน มาชาตินี้ คือ นางนุ่ม ชุวานนท์ คหบดีชาวสกลนคร ผู้สร ้างวัดป่ าสุทธาวาสให ้ และท่านก็ได ้สงเคราะห์ด ้วยธรรมเป็นที่ พอใจ ชาติหนึ่งเกิดที่โยนกประเทศ ปัจจุบัน คือ เมืองเชียงตุง ประเทศพม่า ในตระกูลช่างทําเสื่อลําแพน (เสื่อลําแพน คือ เสื่อปู พื้นทําด ้วยหวาย) ท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นนายช่างใหญ่ องค์ ท่านเป็นผู้จัดการ ส่วนพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) เป็นคนเดินตลาด ชาติหนึ่งเกิดที่แคว ้นกุรุรัฐ ชมพูทวีป (ประเทศอินเดีย) ผู้ที่เกี่ยวข ้อง คือ เจ้าคุณอุ บาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นพี่ชาย คือ พระปทุมราชา ผู้ครองแคว ้นกุรุ ท่าน (พระอาจารย์มั่น) เป็นเสนาบดี พระอาจารย์เทสก์ เทสรํสี เป็นหลานหัวดื้อ ใครบอกไม่เชื่อ นอกจากท่าน พระบิดาจึงมอบให ้ท่านฯ ดูแล ได ้เฝ้าพระพุทธเจ้าเฉพาะพระพักตร์ และได ้ตั้ง ความปรารถนาขอเป็นพระพุทธเจ้าต่อหน้าพระพักตร์ ชาติหนึ่งเกิดที่ลังกาทวีป (ประเทศศรีลังกา) และบวชเป็นพระ ได ้เข ้าร่วม สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 4 ซึ่งมีพระเป็นหมื่น พักเสนาสนะร่วมกัน สององค์บ ้าง สาม องค์บ ้าง ท่านว่าได ้อยู่เสนาสนะเดียวกับท่านวิริยังค์ (พระอาจารย์วิริยังค์ สิรินธโร) เป็น เพื่อนกันมาจนบัดนี้ ท่านฯ ว่า พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล
  • 21. จากอีสานสู่ภาคเหนือ เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้ ท่านพระอาจารย์เล่าเองบ ้าง พระอาจารย์เนียม โชติโก เล่าบ ้าง ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า พอไปถึงวันแรกก็เจอเข ้าแล ้ว พักที่ริมป่ า การต ้อนรับ การจัดสถานที่จากชาวบ ้านอย่าหวัง มีแต่พื้นดินและร่มไม ้เท่านั้น เป็นสถานที่พัก เวลาเช ้า ไปบิณฑบาต ชาวบ ้านนั่งจับกลุ่มผิงไฟกัน พอเห็นท่าน ก็ถามว่า "ตุ๊เจ้ามาเอาหยัง" ดีแต่เขาพูดภาษาคําเมืองได ้ ท่านตอบว่า "ตูมากุมข้าว" เขาเอาข ้าวสารมาจะใส่บาตรให ้ ท่านบอก "ตูเอาข้าวสุก" จึงเอาข ้าวสุกมาใส่บาตรให ้ เขาถาม "กินกับหยัง" "สูกินหยัง ตูก็กินนั้น" เขาถาม "หมูสับสูกินก๊า" ตอบ "กิน" เขาเอาเนื้อหมูดิบมาให ้ ท่านบอก "ตูบ่มีไฟปิ้ง เอาสุก" เขาก็เอาเนื้อสุกมา เขาถาม "พริกเกลือ สูกินก๊า" เขาก็เอามาใส่บาตรให ้ ตอนขากลับ ชาวบ ้านตามมาหลายคน เขามาเห็นที่พัก เขาถาม "ตุ๊เจ้านอนบ้านบ่ ได้ก๊า" ตอบ "นอนได ้" "ตูจะเยียะบ้านให้ เอาก๊า" "เอา" "ตุ๊เจ้าเยียะบ่ได้ก๊า" "เยียะบ่ได้ เขาบอก "ตูเยียะบ่ถือ บอกเน้อ" (ท่านพระอาจารย์ว่า คํานี้เป็นคําปวารณา เราก็ใช ้เขาได ้ ตามพระวินัย) เขามาจัดที่พักจนเสร็จ และมาบอกรับใช ้ปวารณาทุกวัน
  • 22. ท่านถือโอกาสแนะนําสั่งสอนเขา โดยเฉพาะด ้านเศรษฐกิจครอบครัว เพราะเขา จนมาก เขาทําไร่เลื่อนลอย ปลูกพืชผลทุกชนิด แต่ไม่พอกิน ต ้องเอาของป่ าลงมาแลก ข ้างล่าง ลําเลียงขึ้นไปกินกัน ท่านบอก ไม่ให ้บุกเบิกถางป่ าต่อ ให ้ทําซํ้าที่เดิมที่เคยทํา มาแล ้ว 1-2 ปี เขาบอกว่า "บ่งามก๊า" ท่านรับรองว่างาม เขาก็เชื่อ เพื่อนสหธรรมิกมีพระมหาทองสุก สุจิตโต พระอาจารย์มนู พระอาจารย์เนียม โชติ โก และน้องชาย (พระอาจารย์เนียม) ชื่อโยมแพง การทําไร่แบบชาวเขานี้ พระอาจารย์เนียมท่านเชี่ยวชาญมาก เพราะท่านเคยทํา สมัยยังไม่บวช ท่านจะชี้แนะเริ่มตั้งแต่ การขุด การพรวนดิน การปลูก การหว่านข ้าวไร่ และ พืชอื่นๆ มีข ้าวโพด ฟักทอง ฟักแฟงแตงเต ้าทุกชนิด หลังปลูกมีการดายหญ้า พรวนดิน ใส่ ปุ๋ ยคอก ปุ๋ ยหมัก ตามสูตรของท่าน ปีนั้นพืชผลงอกงามดีมาก ลืมบอกไปว่า ชาวเขาชอบเลี้ยงหมูไว ้รับประทานเนื้อทุกครัวเรือน ฆ่ากินแจก เพื่อนบ ้าน แลกข ้าวบ ้าง ข ้าวโพดเป็นอาหารหมูของเขา ริมทางขณะไปบิณฑบาต ข ้าวโพดฝักใหญ่กําลังผลิดอกออกผล ท่านอาจารย์ เนียม นักเกษตรจําเป็นพบเห็นทุกวัน แต่ไม่เห็นเขาปิ้งเผาใส่บาตรสักที ท่านก็เลยบอกเขาว่า "สูเอาข้าวโพดปิ้งใส่บาตรให้ตูกินบ้างก๊า" เขาตอบ "ข้าวโพดของหมูกินก๊า" ท่านว่า "ตุ๊เจ้าก็กินได้ก๊า" เขาว่า "ตุ๊เจ้าอยากกินอาหารหมู" ตั้งแต่วันนั้นเขาปิ้งใส่บาตรทุกวัน ตามริมทางยอดฟักทองงอกงามน่ารับประทาน แต่เขาไม่กินกัน ท่านอาจารย์ เนียมนักเกษตรจําเป็นก็บอกอีกว่า "สูแกงหมูก็เอายอดฟักทองใส่ลงไปด ้วย" เขาบอก "หมูก็ลํา (อร่อย) พอแล ้ว ไม่จําเป็นต ้องใส่ยอดฟักทองอีก" ท่านอาจารย์เนียมพอเจอคําว่า หมูก็อร่อยพอแล ้วจะใส่ยอดฟักทองอีกทําไม ท่านก็อํ้าอึ้ง ครุ่นคิดอยู่ในใจ ไม่รู้จะพูดให ้เขาเข ้าใจอย่างไร เรื่องนี้ท่านพระอาจารย์มั่นถือเป็นเรื่องขบขันมาก ทุกครั้งที่เล่าเรื่องนี้ ท่านจะ หัวเราะชนิดหัวเราะใหญ่อย่างขบขัน แม ้ผู้เล่าและผู้ฟังก็อดหัวเราะไม่ได ้ คําตอบมีอยู่ว่า ที่ให ้เอายอดฟักทองใส่แกงหมูนั้น ยอดฟักทองงามน่ากินและมี มาก ใส่ยอดฟักทองเพื่อประหยัดเนื้อหมู และทําให ้มีรสชาดยิ่งขึ้นไปอีก เพิ่มคุณค่าทาง อาหารอีกด ้วย นี่คือคําตอบ ปีนั้นและปีต่อๆ มา พืชพันธุ์ธัญญาหารของชาวเขาอุดมสมบูรณ์ ทําบุญใส่บาตร รับพร เสียงสาธุการลั่นไปหมด กล่าวขวัญกันว่า ได ้อยู่ได ้กินเพราะบุญตุ๊เจ้าแต๊แต๊
  • 23. (พระอาจารย์เนียม โชติโก ภายหลังมามรณภาพที่วัดป่ าบ ้านหนองผือ ท่าน พระอาจารย์มั่นพาเผาศพกลางวัดในวันที่มรณภาพนั้น และได ้เปิดเผยแก่พระเณรว่า พระอาจารย์เนียมไม่น่าเป็นห่วง เพราะได ้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และไปอุบัติใน พรหมโลกชั้นอาภัสรา เรื่องนี้มีบันทึกชัดเจนอยู่ในหนังสือประวัติหลวงปู่ หล ้า เขมปัต โต - ภิเนษกรมณ์) โยมแพงแห่งบ้านนามน แม่นุ่ม ชุวานนท์ พร ้อมน้องสาวสอง คน (คือ แม่นิล และแม่ลูกอินทน์- ภิเนษ กรมณ ์) ได ้สร ้างวัดป่ าสุทธาวาสถวายจําเพาะท่านพระ อาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านฯ มาพักอยู่อุดรธานี และปรารภจะไป อยู่สกลนคร แม่นุ่มก็จัดสร ้างกุฏิ มีระเบียงรอบห ้องนอน ต่อออกมาเป็นห ้องรับแขก มีประตูและฝากั้น ท่านฯ มาพัก เพียง 15 วัน ก็อําลาญาติโยม เดินทางสู่บ ้านนามน อําเภอ โคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร เป็นหมู่บ ้านที่ท่านพระ อาจารย์เสาร์เคยอยู่จําพรรษา บุคคลที่ควรกล่าวถึง คือ โยมแพง (น้องชายของ พระอาจารย์เนียม โชติโก - ภิเนษกรมณ์) พร ้อมภรรยาและบุตรสาว บุตรชาย ซึ่งได ้ให ้การบํารุง ด ้วยศรัทธาเลื่อมใส คนๆ นี้ขยันช่วยตนเอง บุตรอยู่ในโอวาท ได ้สร ้างกุฏิและศาลาถวาย ท่านพระอาจารย์ เธอและบุตรจะจัดอาหารสําหรับท่านพระอาจารย์ต่างหาก จะมีพริกกับ เกลือ ข่าบด ขิงบด ตะไคร้บด และผักป่ า ผักบ ้านของเธอจะมีทุกฤดู สมกับเธอขยัน จริงๆ เนื้อสับ ไข่ต้ม ปลาต้ม ปลาสับ สิ่งเหล่านี้จะห่อใส่บาตรทุกวัน แต่ข้าวเจ้าหุง เธอจะใส่ หม้อ ให้ลูกหิ้วมาถวายต่างหาก โภชนะต่างๆ เธอทําเป็ นสัดส่วน ก่อนท่านพระอาจารย์จะฉัน ท่านจะนํามาผสมกัน มีโภชนะต่างๆ แกงบ้าง นํ้าพริกบ้าง มีเกือบครบก็แล้วกัน ท่านตักใส่ บาตร เหลือเท่าไรก็แจกพระต่อ จะถึงไหนก็แล้วแต่ เพราะส่วนของพระมีต่างหาก เธอคิดทําเองหรือท่านพระอาจารย์สั่ง ผู้เล่าไม่ได ้ถาม สังเกตดูท่านจะยอมรับการ กระทําแบบนี้ ท่านจัดการเอง มีพระปฏิบัติช่วยบ ้าง แต่การผสมส่วน ท่านทําเอง ผู้อื่นทํา ท่านว่าไม่ได ้ส่วนกัน ส่วนเครื่องหวานที่มีไม่ขาด คือ กล้วยสุก และมะพร้าวขูดไม่คั้นกะทิ ตอนเย็นก็มีนํ้าอ้อยสด ยังมีอาหารอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งที่อื่นไม่มี มีที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น มีไม่เคย ขาด คือ ปลาแดกสามปี (ปลาหมักกับเกลือเก็บไว ้3 ปี) เป็นปลาดุกขนาดเล็กบ ้าง กลาง บ ้าง เป็นตัว ปิ้งไม่เละ เป็นตัวแต่เหนียว จะใส่บาตรวันละ 2 ตัวจําเพาะท่านพระอาจารย์ ผู้ เล่าเคยได ้แบ่งหลายหน อร่อยอย่าบอกใคร โยมแพงเธอมีความเคารพในท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่นมาก แต่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับพระอื่นๆ บางวันแกก็มากราบนมัสการ นั่งพอสมควรแล ้วก็กราบลาไป แม่นิล แม่นุ่ม (นั่ง) และแม่ลูกอินทน์
  • 24. ไม่เคยถามปัญหาใดๆ เลย ที่เธอไม่ลืมคือคําปวารณาว่า "กระผมขอปวารณาต่อท่าน อาจารย์ด้วยปัจจัยสี่ ถ้าขัดข้องอย่างไรให้บอกกระผม" เป็นประจํา ท่านพระอาจารย์ก็ สนทนาธรรมด ้วย แต่ไม่มาก เพราะเธอไม่ชอบนั่งกับท่านพระอาจารย์นานๆ เกรงท่านจะ ลําบาก ครั้งหนึ่งผู้เล่าจําได ้ท่านฯ ถามว่า "โยมแพง ภาวนาเป็ นอย่างไร" โยมแพงตอบ "ภาวนานั่นเป็ นภาวนาอยู่แล้ว ทั้งกลางวันกลางคืน ถ้าเรามีสติ" ท่านพระอาจารย์ว่า "ถูกต้อง นั่นละคือคนภาวนาเป็ น" แค่นั้นเธอก็กราบลากลับ ความสัมพันธ์วัดสระปทุมและวัดป่ าสุทธาวาส วัดป่ าสุทธาวาส เป็นวัดที่ 3 พี่น้อง คือ แม่นุ่ม แม่นิล และแม่ลูกอินทน์ สร ้างถวาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะสงบลง ท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่โคกศรีสุพรรณ แม่นุ่มไปขอพระไปเป็นเจ้าอาวาส ระหว่างท่านพระอาจารย์กับแม่นุ่มนั้น พูดกันไม่ถือสาหาความ พูดเหมือนพี่กับ น้องพูดกัน "นุ่มนี้วุ่นแต่วัดภายนอก ส่วนวัดภายในใจนั่นนะ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เหมือน ตะกร้า ไม่มีหมากพลู" ท่านว่าทํานองนี้ แต่แม่นุ่มเขาไม่โกรธไม่ถือ ครั้นท่านพระอาจารย์มาพักที่วัดป่ าบ ้านหนองผือ หลังสงครามโลกสงบแล ้ว แม่ นุ่มมาขออีก ท่านว่า "อยากได้ใคร" ตอบ "อยากได้ท่านฝั้น (พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร) เพราะเป็ นคนถิ่นนี้" ท่านพระอาจารย์ว่า "วัดนี้เป็ นสาขาวัดสระปทุม" พระอาจารย์ฝั้นเป็นคนสกลนคร พระมหาทองสุก สุจิตโต เป็นคนสระบุรี ทําไม ท่านพระอาจารย์จึงทําอย่างนั้น ท่านคงมีเหตุผลของท่าน พระมหาทองสุกขอร ้องไม่อยาก รับ ท่านพระอาจารย์ก็ขอร ้อง และเห็นใจพระมหาทองสุก เพราะพระมหาทองสุก ท่านตั้ง ปณิธานอย่างหนึ่ง แต่ได ้ทําสิ่งที่ไม่ได ้ปณิธานไว ้แต่ด ้วยความเคารพ ท่านก็น้อมรับ (ท่าน รับเป็นเจ้าอาวาสวัดป่ าสุทธาวาส -ภิเนษกรมณ์) ผลงานที่ออกมา ชาวสกลนคร ยอมรับทุกถ ้วนหน้า
  • 25. เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของหลวงปู่ มั่น ภูริทัตโต ๓ จากหนังสือ "รําลึกวันวาน" หลวงตาทองคํา จารุวัณโณ โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดบันเทิงธรรม กระทู้ 19153 โดย: ภิเนษกรมณ์ 08 มี.ค. 49 ตอนที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ท่านพระอาจารย์ช่วยไม่ให้ตาย ขณะที่ผู้เล่ามีอายุได ้18 ปี เป็นสามเณรพํานักอยู่วัดป่ าสุทธาวาส ได ้มีโอกาสเข ้า ไปปฏิบัติท่านพระอาจารย์บ ้างบางโอกาส (หมายถึง เป็นช่วงที่พระอาจารย์มั่นมาพํานักที่วัด ป่ าสุทธาวาส 15 วัน ก่อนจะเดินทางต่อไปอยู่ที่บ ้านนามน อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัด สกลนคร ขณะนั้นคงเป็น พ.ศ.2485 - ภิเนษกรมณ์) พระผู้ปฏิบัติใกล ้ชิดขณะนั้น ถ ้าจําไม่ ผิดก็มีพระคําดี (น้องชายพระอาจารย์สิม พุทธาจาโร) และพระผู้ช่วยอีก 3 รูป ขณะนั้นพระมหาจันทร์ศรี จันททีโป (ปัจจุบันดํารงสมณศักดิ์ที่ พระอุดมญาณโมลี วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี) เป็นครูสอนอยู่ที่วัดป่ าสุทธาวาส ท่านถือโอกาสเข ้าไป ปฏิบัติใกล ้ชิดทุกวัน ท่านพระอาจารย์มั่นก็ดูเมตตาเป็นพิเศษ ท่านปล่อยให ้พระมหาจันทร์ ศรีทําข ้อวัตรเต็มที่ ท่านมหาฯ ก็เอาใจใส่ มักถามนั้นถามนี้ และให ้ท่านอธิบายธรรมให ้ด ้วย พระมหาจันทร์ศรีพบหน้าผู้เล่าเมื่อไหร่ มักพูดว่า "ทองคํา เราไม่ตาย อยู่ มาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะท่านพระอาจารย์มั่นแท้ๆ " (ตายหมายถึงสึก) การแต่งตั้งท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร ท่านพระอาจารย์หนู ฐิตป�ฺโญ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นศิษย์วัดไหน และ สาเหตุที่พระอาจารย์หนู ฐิตป�ฺโญ ได ้รับอาราธนามาเป็นเจ้า อาวาสที่วัดปทุมวนาราม? เรื่องนี้ท่านพระอาจารย์มั่นได ้เมตตาเล่าไว ้หลายครั้ง หลายคราวและหลายปี ว่าการศึกษาพระปริยัติธรรมและอบรม กัมมัฏฐานระยะที่ 2 ของพระอาจารย์ทั้ง 3 รูปนั้น ท่านได ้มาศึกษา ที่กรุงเทพมหานคร โดยมีท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมา จารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส เป็นพระอาจารย์ แต่ทําไมท่านพระอาจารย์ทั้ง 3 รูป ไม่พักที่วัดบรมนิวาส แต่มาพักที่วัดปทุมวนาราม หรือวัดสระปทุม ปทุมวัน ทั้งนี้เพราะ ทั้ง 3 รูปมีความผูกพันกับวัดปทุมวนาราม พระปัญญาพิศาลเถระ(หนู)
  • 26. วัดปทุมวนารามนี้เป็นพระอารามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล ้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ 4 ผู้ทรงเป็นต ้นวงศ์คณะธรรมยุต ได ้ทรงพระกรุณาโปรดเกล ้าฯ สถาปนาขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2400 พร ้อมทั้งได ้ทรงอาราธนาเจ้าอธิการกํ่า จากวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นสัทธิวิหาริก ของพระองค์สมัยที่ทรงผนวช มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดปทุมวนาราม ทรงพระกรุณาโปรดเกล ้า ฯ พระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวิปัสสนาที่ พระครูปทุมธรรม ธาดา มีพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศวิหารจํานวนหนึ่ง เป็นพระอนุจรมาจําพรรษาด ้วย พระอารามแห่งนี้อยู่ภายนอกพระนคร สถานที่เงียบสงบ เหมาะแก่การปฏิบัติ กัมมัฏฐาน เจ้าอาวาสรูปแรกและรูปต่อๆ มา มีภูมิลําเนาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัด ร ้อยเอ็ด และจังหวัดยโสธร มีเฉพาะท่านเจ้าอาวาสรูปที่ 6 คือ พระธรรมปาโมกข์ (บุญมั่น มนฺตาสโย) เท่านั้นที่เป็นชาวกรุงเทพมหานคร ก่อนอุปสมบท พระธรรมปาโมกข์ท่านเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล ้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ท่านเป็นนักเรียนของโรงเรียนพระตําหนักสวนกุหลาบรุ่น แรก ท่านออกบวชในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล ้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จ ประพาสยุโรปครั้งที่ 2 พระเดชพระคุณมีชื่อคล ้ายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และท่านได ้ ติดตามพระอาจารย์มั่นออกธุดงค์ที่ภาคเหนือ และประเทศพม่า ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส ได ้ออกไป เรียนวิปัสสนาอยู่กับท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (สิงห์) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม และ ได ้เข ้ามาจําพรรษาที่วัดปทุมวนารามใน พ.ศ.2439 ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (สิงห์) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม รูป ที่ 3 เมื่อก่อนพระคุณท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดพระแท่นศิลาอาสน์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ได ้รับ พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ที่พระธรรมวิโรจน์ พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล ้าเจ้าอยู่หัว ได ้เสด็จประพาสต ้นไปยังวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ทรงพบท่านเจ้าคุณ พระธรรมวิโรจน์ (สิงห์) ทรงเลื่อมใสในวัตรปฏิบัติ เพราะพระคุณท่านเคร่งครัดในพระธรรม วินัย ปฏิบัติกัมมัฏฐาน จึงทรงอาราธนาให ้มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดปทุมวนาราม เพราะท่าน พระครูปทุมธรรมธาดา (สิงห์ อคฺคธมฺโม) เจ้าอาวาสรูปที่ 2 มรณภาพ วัดยังว่างเจ้าอาวาส ทรงพระกรุณาโปรดเกล ้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าอาวาสพระอาราม หลวงวิปัสสนา ที่พระปัญญาพิศาลเถร พร ้อมทั้งพระราชทานพัดงาสาน เป็นพัดยศสมณศักดิ์ พัดงาสานนี้ พระราชทานเฉพาะพระราชาคณะเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม ซึ่ง ได ้รับพระราชทานมี 4 รูป คือ 1. พระปัญญาพิศาลเถร (สิงห์) เจ้าอาวาสรูปที่ 3 2. พระวิสุทธิญาณเถร (ผิว) เจ้าอาวาสรูปที่ 4 3. พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตป�ฺโญ) เจ้าอาวาสรูปที่ 5
  • 27. 4. พระธรรมปาโมกข์ (พระปัญญาพิศาลเถร บุญมั่น มนฺตาสโย) เจ้าอาวาส รูปที่ 6 หลังจากที่ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (บุญมั่น มนฺตาสโย) ได ้รับ พระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นชั้นราชในราชทินนามเดิม จึงคืนพัดยศงาสานเล่มนั้นไปที่ กรมการศาสนา หลังจากนั้นมา พัดงาสานก็ไม่ได ้อยู่ที่วัดปทุมวนารามอีกเลย พระอาจารย์ทั้ง 3 จึงถือว่าเคยอยู่สํานักวัดปทุมวนาราม แม ้แต่บทนิพนธ์ขันธะ วิมุตติสมังคีธรรมะ ที่ท่านพระอาจารย์มั่นเขียนขึ้น ก็ยังใช ้คําว่า "พระภูริทัต โต (หมั่น) วัดสระประทุมวัน เป็ นผู้แต่ง"สมุดเล่มนี้ปรากฏอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระ อาจารย์มั่น ภูริทตฺโต วัดป่ าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร ท่านพระอาจารย์มั่นได ้เมตตาเล่าให ้ฟังว่า ในฤดูแล ้งปีหนึ่ง ได ้พากันจาริกไป ธุดงค์แถวจังหวัดนครนายก วันหนึ่งเวลาว่าง ท่านพระอาจารย์หนู ฐิตป�ฺโญ ได ้เล่าความฝัน ให ้เพื่อนสหธรรมิกที่ออกธุดงค์ด ้วยกันฟังว่า "ท่านฝันว่าได้ลอยข้ามทุ่งกว้างมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก แล้วลอย ตํ่าลงๆ จนถึงพื้นดิน ได้มีบุรุษ 4 คน แต่งตัวคล้ายมหาดเล็กสมัยโบราณ บนศีรษะใส่กระโจมแหลมๆ เหมือนคนแต่งเป็ นเทวดาเวลามีขบวนแห่ ขบวนใหญ่ๆ ได้นําเสลี่ยงเข้ามาหา แล้วยื่นหนังสือพระบรมราชโองการ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถวาย เสร็จแล้วนิมนต์ท่านขึ้นเสลี่ยง ตั้งขบวนแห่แหนท่านเข้าเฝ้ าถวายพระพร" ท่านตื่นพอดี หลังจากนั้นไม่นาน ก็เป็นจริงเหมือนตามฝัน ท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิญาณ เถร (ผิว) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามรูปที่ 4 มรณภาพ จึงมีพระบรมราชโองการ อาราธนา พระอาจารย์หนู ฐิตป�ฺโญ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามรูปที่ 5 และทรงพระกรุณาโปรด เกล ้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูปทุมธรรมธาดา พระครูเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วิปัสสนา แล ้วได ้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระราชาคณะเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วิปัสสนาในโอกาสต่อมา โดยพระราชทานพัดยศงาสานเป็นพัดยศสมณศักดิ์ ท่านพระอาจารย์มั่นได ้กรุณาเล่าให ้ฟังว่า การแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงที่ สําคัญๆ ในสมัยนั้น เมื่อเจ้าอาวาสว่างลง หลังจากที่เลือกสรรผู้ที่จะดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาส ได ้แล ้ว ต ้องเข ้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชฯ จะทรงพิจารณา ถ ้ามีความเหมาะสมด ้วยประการ ใดแล ้ว จึงนําเข ้าเฝ้าถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วัดปทุมวนารามก็เช่นเดียวกัน เมื่อท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิญาณเถร (ผิว) มรณภาพ ลง สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ วัดราชบพิธ ได ้ถวายพระพรสมเด็จบรม บพิตรพระราชสมภารเจ้าว่า วัดปทุมวนารามเป็นพระอารามที่เกี่ยวเนื่องด ้วยพระกัมมัฏฐาน และผู้คนที่อยู่ในบริเวณรอบวัดก็อพยพมาจากล ้านช ้าง ผู้ที่เป็นเจ้าอาวาสก็มาจากพระ
  • 28. กัมมัฏฐานและมาจากมณฑลอุบลราชธานี ในครั้งนี้ก็เห็นสมควรที่จะอาราธนา พระอาจารย์ หนู ฐิตป�ฺโญ ซึ่งเป็นชาวอุบลราชธานี มาเป็นเจ้าอาวาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง เห็นดีด ้วย จึงได ้มีพระบรมราชโองการอาราธนา พระอาจารย์หนู มาเป็นเจ้าอาวาสรูป ที่ 5 ดังกล่าว (พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตป�ฺโญ) เป็นสหธรรมิกที่รักและคุ้นเคยกัน เป็นอย่างดียิ่งกับท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเป็ นพระอุปัชฌาย์ของท่าน พ่อลี ธมฺมธโร พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย -ภิเนษกรมณ์) ส่งศิษย์ปราบผี เมื่อครั้งท่านพระอาจารย์พํานักอยู่อําเภอโคกศรีสุพรรณ มีหลวงตารูปหนึ่ง สมัย หนุ่มเคยเป็นโยมอุปัฏฐากท่าน ไปนมัสการและอยู่ปฏิบัติธรรมด ้วย ผู้เล่านั่งถวายงานพัด ท่านพระอาจารย์ถามหลวงตารูปนั้นว่า "เคยไปบ้านนาหมีนายูงไหม" (ปัจจุบันคงเป็นอําเภอนายูง จังหวัด อุดรธานี - ภิเนษกรมณ์) "เคยขอรับกระผม" "เป็ นอย่างไรความเป็ นอยู่ของเขา พอมีกินมีใช้ไหม ก่อนหน้า เราจะไปเชียงใหม่ เราพักอยู่แถวนํ้าโสม ท่าบ่อ" (คือ บริเวณ อ.นํ้าโสม จ. อุดรธานี และ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย - ภิเนษกรมณ์) ท่านเล่าว่า สมัยนั้นเคยมีชาวบ ้านมาหา และกราบเรียนว่า "ขอนิมนต์พระคุณเจ้าไปอยู่กับพวกกระผม ไปตั้งหมู่บ้านใหม่ที่ ดงนาหมีนายูง พวกกระผมจะไม่ให้ท่านพระอาจารย์อดอยาก จะ ผลัดเปลี่ยนกันลงมาเอาเสบียง" ยุคนั้นเต็มไปด ้วยป่ าดงพงพี ไข ้ป่ าเอย อสรพิษเอย เสือโคร่งลายพาดกลอนเอย ภูตผีเอย มีเป็นธรรมดา หลวงตารูปนั้นถวายคําตอบว่า " เดี๋ยวนี้เขาเป็ นบ้านเป็ นเมือง มีกินมีใช้ แล้ว วัดก็เป็ นวัดโดยสมบูรณ์ ผู้คนมีธรรมะเป็ นประจํา ตั้งแต่นั้นมา"
  • 29. ท่านฯ เล่าต่อไปว่า "เหตุอะไรจึงมานิมนต์" เขาเล่าว่า "อย่างอื่นไม่กลัว กลัวแต่ผีอย่างเดียว ธรรมดาสัตว์ป่ าจะเป็ นช้างหรือเสือ กลัวไฟกับกลัว มนุษย์ หากเห็นไฟและได้ยินเสียงมนุษย์ มันจะหลีกหนี ห่างออกไป แต่ผีนี้ซิ ยิ่งแหย่เหมือนยิ่งยุ เป็ นตัวเป็ นตน เหมือนคน ห้อยถุงย่ามไว้ มันมาปลดทิ้ง หม่าข้าวไว้ มัน มาเททิ้ง อยู่ใกล้ๆ แต่ไม่เห็นตัว พวกเราติดไฟไว้ มัน เข้ามาเอาฟื นออก เราถือพร้าอีโต้เข้าไปจะฟันมัน มันวิ่งหนี เราซัดฟื น ใส่มัน มันกลับซัดฟื นมาหาเรา นี้ถ้าเราเฝ้ าทับคนเดียว แต่พอหมู่กลับมา มันก็หายเข้าป่ าไป เป็ นอยู่อย่างนี้ ขอนิมนต์ท่านพระอาจารย์ช่วยปราบ ผีด้วย" ท่านฯ ว่า "เราก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะเหตุการณ์อย่างนี้ยังไม่ เคยพบ" ส่วนสัตว์นั้นไม่น่ากลัว ติดไฟไว ้จ้างก็ไม่เข ้ามา ยิ่งช ้าง ถ ้ามีขวดเปล่าหรือกระบอก เล็กๆ เป่ าสัญญาณขึ้น แค่นั้นก็วิ่งจนป่ าราพณาสูรไปเลย เพราะมันสําคัญว่าเสียงสะไนของ นายพรานช ้าง ท่านพระอาจารย์มั่นปรึกษากับศิษย์ว่า ใครจะไปปราบผีครั้งนี้ พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ รับอาสาโดยชวนพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ไปด ้วย พร ้อมด ้วยพระสหจร 4 รูป รวม เป็น 6 รูป ก่อนออกเดินทาง ท่านพระอาจารย์เตือนศิษย์ให ้มีสติ เจริญพระพุทธคุณ และ กรณียเมตตสูตร แล ้วกําหนดจิตเป็นปริมณฑล 3 รอบใกล ้ตัว และกําหนดให ้ปริมณฑลห่าง ออกไป และห่างออกไปอีก กําหนดเจริญกําแพง 7 ชั้น ด ้วยบทว่า พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกฺขา ส่วนชาวบ ้านให ้เขาตั้งอยู่ในสรณะและศีล 5 ก่อนนอนให ้ เจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ครั้นเดินทางไปถึงที่พัก เห็นแต่ร่องรอยผีมารบกวน จัด สถานที่พักแล ้ว นับแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผีพวกนั้นหายเข ้าป่ าไปเลย ปกติท่านไม่เคยส่งเสริมในเรื่องนี้ นอกจากมีเหตุ ศิษย์ส่วนมากจึงไม่ค่อยรู้เรื่อง ท่านพระอาจารย์โปรดโยมมารดา พ.ศ.2487 ผู้เล่ามีอายุ 21 ปี ได ้ไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่ า นาคนิมิตต์ บ ้านนามน วิสาขะแล ้ว ท่านพระอาจารย์ปรารภจะไปจําพรรษาที่บ ้านโคก (คือ วัดป่ าวิสุทธิธรรม บ ้านโคก อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร - ภิเนษกรมณ์) พระ หลวงปู่ อ่อน ญาณสิริ
  • 30. อาจารย์กงมา จิรปุญโญ ได ้สร ้างกุฏิคอยอยู่แล ้ว การเดินทางไม่มีปัญหา เพราะระยะทาง ใกล ้กิโลเมตรเศษๆ เท่านั้น ผู้เล่าโชคดี ท่านอนุญาตให ้ติดตามมาด ้วย เหลือเวลาอีก 20 วันจะเข ้าพรรษา ผู้เล่าได ้รับข่าวร ้าย มีพระมาบอกว่า มารดา เสียชีวิต จําลาท่านฯ กลับบ ้านเกิด (ที่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ - ภิเนษกรมณ์) เพื่อความ ระลึกถึงพระคุณมารดา ไม่มีสมบัติอะไร มีแต่บริขาร ไม่ได ้คิดอะไร เมื่อพบบิดาและได ้ดู หลุมศพมารดาก็พอ กลับถึงบ ้านพัก มีกระท่อมพอได ้อยู่อาศัย กลางวันไปป่ าช ้า เยี่ยมหลุม ฝังศพมารดา อุทิศบุญบวชให ้ เพราะไม่มีวัตถุอื่นจะถวายแก่พระสงฆ์ จวนจะเข ้าพรรษา ก่อนเดินทางกลับ บิดาได ้มอบผ้าขาวให ้ เป็นผ้าทอด ้วยมือ ของแม่เอง แม่เสียชีวิตด ้วยอาการคล ้ายไข ้ไทฟอยด์อย่างแรง เพียง 4 วันก็เสียชีวิต ผ้าขาว ผืนนี้ ก่อนแม่เสียชีวิต 1 วัน ได ้สั่งไว ้ว่า "หากเป็ นอะไรไป ให้นําผ้าขาวนี้ไปถวายท่านพระอาจารย์มั่น ด้วย พระลูกชายก็อยู่นั่น" ผู้เล่าได ้นําผ้าขาวนั้นไปถวายท่านพระอาจารย์ ทําผ้าอาบนํ้าฝนได ้2 ผืน ท่านฯ สงเคราะห์รับผืนหนึ่ง สงเคราะห์ผู้เล่าผืนหนึ่ง ผู้เล่าเป็นผู้ตัดเย็บย ้อมเสร็จ วันอธิษฐานพรรษาผ่านไปประมาณ 10 วันเห็นจะได ้ผู้เล่านอนพักกลางวัน ฝัน เห็นมารดา มาปรากฏเต็มร่าง แต่ดูท่านยังสาว บอกว่า "ลูกเอย แม่ได้เสียชีวิตไปจากเจ้าแล้ว จะไม่ได้พบกันอีกชาตินี้ ชาติหน้าพบกันใหม่" ดูท่านเป็นสาวสวยมีเสื้อผ้าอาภรณ์หลากสี ในฝันนั้น คิดว่าแม่เราน่ารัก อยาก เป็นเด็กดูดนมอีก คิดแค่นั้น ก็ตื่นขึ้น ทั้งสะอื้นทั้งนํ้าตาทั่งเทออกมา ได ้ยินถึงพระอาจารย์ หลอด ปโมทิโต (ปัจจุบันท่านอยู่ที่วัดสิริกมลาวาส ลาดพร ้าว กรุงเทพฯ ) ท่านเลยมาถาม ก็บอกไปตามเรื่อง พอได ้เวลาไปทําข ้อวัตร ก็ล ้างหน้าอดกลั้น เหมือนไม่ได ้เกิดอะไรขึ้น วันที่สอง ไม่ฝันแต่ร ้องไห ้เหมือนเดิม โธ่เอ๋ย...ความรักของแม่กับลูกนี้ เป็นความ โศกที่เต็มไปด ้วยความคิดถึง ผสมความสดชื่น จากเมตตากรุณาของพระคุณแม่ พอได ้เวลา ไปทําข ้อวัตร ท่านพระอาจารย์ถามว่า "ทองคํา ร้องไห้คิดถึงแม่หรือ" เท่านั้นละปีติซาบซ่านไปทั้งตัว ท่านว่า "ไม่มีอะไรตายดอก ธาตุสี่เขาแยกกัน เขาอยู่ด้วยกันมา นานแล้ว จิตก็ไม่ตาย แม่คุณเลื่อมใส รับศีลและสรณคมน์จากครูบา อาจารย์เสาร์ เขาไปสู่สุคติแล้ว" สาธุ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึกได ้จริงๆ
  • 31. เลยสิ้นความสงสัยมาแต่วันนั้น และความโศกก็หายไปตั้งแต่วันนั้น เหตุการณ์ครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านพระอาจารย์เล่าว่า ครานั้นท่านพักอยู่ดอยอะไรจําไม่ได ้แต่เป็นชาวลีซอ ท่านมิได ้สนใจเรื่องภายนอก มีแต่พิจารณาธรรมภายใน เช ้าวันหนึ่งไปบิณฑบาต สังเกตเห็น ชาวบ ้านจับกลุ่มสนทนากัน มีท่าทางตื่นเต ้น ฟังไม่ค่อยรู้ภาษา จําได ้แต่ว่า ยาปาน ยาปาน พอกลับถึงวัด ท่านเลยถามเป็นภาษาคําเมืองว่า "เขาพูดอะไรกัน" ได ้ความว่า ทหารยาปาน (ญี่ปุ่ น) บุกขึ้นประเทศไทย ที่เมืองสงขลา การรบได ้ เป็นไปอย่างหนักหน่วง มีแม่ค ้าขายของเป็นประจําในตอนเช ้าเข ้าร่วมรบด ้วย มีหัวหน้าชื่อ นางสาวกอบกุล พร ้อมนักรบแม่ลูกอ่อน มีทั้งแม่ลูกหนึ่งลูกสอง ท่านได ้ฟังแล ้วก็ยิ้มกับชาวบ ้าน ถามว่า "นักรบแม่ลูกอ่อนก็มีด้วยหรือ" ต่อมาได ้มีคําสั่งจากรัฐบาลถึงกองทัพ ให ้ทหารไทยหยุดยิง โดยอ ้างว่าญี่ปุ่ นไม่ ต ้องการรบกับไทย ขอผ่านเฉยๆ แต่ทหารไทยประจําแนวหน้า พร ้อมนักรบแม่ลูกอ่อนก็ไม่ หยุดยิง ไม่ถอย ทหารญี่ปุ่ นขึ้นบกไม่ได ้ ตายเขียวไปทั้งทะเล ว่าอย่างนั้น จนรัฐบาลต ้องส่ง กองทหารอื่นเข ้าไป สั่งให ้ทหารญี่ปุ่ นหยุดยิง ขอสับเปลี่ยนกองทหาร ทัพแนวหน้าและ นักรบแม่ลูกอ่อน จึงได ้หยุดยิงถอยเข ้ากรมกอง ฝ่ ายกองทัพญี่ปุ่ นจึงขึ้นบกได ้ ท่านก็ไม่ได ้ถือเอาเป็นอารมณ์ คิดว่าเป็นกรรมของสัตว์ เจริญสมณธรรมตามปกติ วันรุ่งขึ้นพอจวนจะสว่าง ท่านวิตกขึ้นว่า "ชะตากรรมประเทศไทยจะเป็ นอย่างไร กันหนอ" ปรากฏนิมิตว่า "ประเทศไทยคล้ายภูเขาสูง บนยอดมีธงไทย 3 สี ปลิวสะบัดอยู่ และมีพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่เหนือธงไทย มองดูตีนเขาลูกนั้น มีธง ชาติต่างๆ ปักล้อมรอบเป็ นแถวๆ " ท่านพิจารณาได ้ความว่า "ประเทศไทยไม่เป็ นอะไรมาก นอกจากผู้มีกรรมเท่านั้น และ ต่อไปนานาประเทศจะยอมรับนับถือ เพราะประเทศไทย พระพุทธเจ้า สอนไม่ให้เบียดเบียน รังแกข่มเหงเพื่อนมนุษย์และสัตว์ และประเทศ ไทยก็ไม่เคยข่มเหงประเทศใด นอกจากป้ องกันตัวเท่านั้น ชาติต่างๆ จึง ยอมรับนับถือเป็ นกัลยาณมิตร"
  • 32. อีกคราวหนึ่ง ท่านพักที่ดอยมูเซอ วันหนึ่งพระสยามเท วาธิราชพร ้อมเทพบริวารได ้พากันมากราบนมัสการ ท่านกําลัง เดินจงกรมอยู่ พอรายงานตัวเสร็จ ท่านถามวัตถุประสงค์ พระสยามเทวาธิราชตอบว่า "เวลานี้ฝ่ าย สัมพันธมิตรได้มาทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ อย่างหนัก หน่วง พวกข้าพเจ้าป้ องกันเต็มที่" หลวงปู่ มั่น ถามว่า "มีคนบาดเจ็บล้มตายไหม" พระสยามเทวาธิราช ตอบว่า "มี" หลวงปู่ มั่น ถามว่า"ทําไมไม่ช่วย" ตอบว่า "ช่วยไม่ได้ เพราะเขามีกรรมเวรกับฝ่ ายข้าศึก จะช่วยได้ แต่ผู้ไม่มีกรรม สถานที่สําคัญ และพระพุทธศาสนาเท่านั้น" หลวงปู่ มั่น ถามว่า "มานี้ประสงค์อะไร" ตอบว่า "ขอให้ท่านบอกคาถาปัดเป่ าลูกระเบิดไม่ให้ตกถูกที่ สําคัญด้วย" หลวงปู่ มั่นจึงกําหนดพิจารณาหน่อยหนึ่งได ้ความว่า "นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา" เมื่อบอกแล ้ว เทพคณะนั้นก็อนุโมทนาสาธุการ แล ้วลากลับไป (นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา คือ ส่วนหนึ่งของคาถายูงทอง หรือ โมรปริตร นั่นเอง คํานี้หลวงปู่ มั่นใช ้เขียนเป็ นบนผ ้าเป็นคล ้ายผ ้ายันต์มอบให้แก่ โยมบางคน ปรากฏผลเป็นที่น่าอัศจรรย์หลายประการ - ภิเนษกรมณ์) ผลของปาณาติบาต เรื่องนี้ผู้เล่าและท่านอาจารย์วัน ได ้ฟังด ้วยกัน ที่วัดป่ าบ ้านหนองผือ แต่เหตุเกิดที่ เชียงใหม่ เหตุมาจากการเข่นฆ่ากัน เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 บางท่านคงได ้ยินว่า ศิษย์ของ ท่านติดตามหาท่านไม่พบ ท่านหนีเข ้าป่ าลึกจนศิษย์ตามไม่ถึง ท่านว่า ได ้ยินข่าวภายนอกน้อยมาก เพราะไม่มีคนไปถึง คงพิจารณาธรรม ตามปกติ วันหนึ่งขณะทําสมาธิอยู่ จวนจะสว่าง ปรากฏว่าท่านยืนอยู่บนที่สูง จะเป็นบนดิน บนภูเขา อากาศก็ไม่ใช่ คล ้ายยืนอยู่บนก ้อนเมฆ มองดูรอบทิศ เห็นเตาไฟมีหม ้อใบใหญ่ ผ ้ายันต์ นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา
  • 33. ไฟแดงฉาน ทั้งเตาทั้งหม ้อใบใหญ่บรรจุวัตถุได ้มาก หากเป็นมนุษย์ก็เป็นร ้อยๆ คน แต่ละ ลูกแดงฉานทั้งเตาทั้งหม ้อ แต่มีเปลวไฟบ ้าง ไม่ถึงกับบังวัตถุที่อยู่ในหม ้อนั้น ท่านกําหนดพิจารณา จึงรู้ขึ้นมาว่า นี้คือทหารที่ตายในสงคราม พากันมาตกนรก แออัดกันอยู่อย่างนี้ พิจารณาดูแต่ละหม ้อ ไม่ได ้เลือกชาติว่าชาตินั้นต ้องตกหม ้อนั้น ชาตินี้ ต ้องตกหม ้อนี้ ตกรวมกันหมด แต่ละหม ้อแออัดก็จริง ดูเหมือนเต็มแล ้ว แต่พวกที่ทยอยกัน มาก็ยังตกได ้อีก ถมเท่าไหร่ไม่รู้จักเต็ม ท่านว่า ท่านพิจารณาต่อไปว่า "เขาเหล่านั้นรู้สึกตัวไหม" "รู้สึกทุกคน" ต่างก็ปรับทุกข์กันว่า "พวกเราไม่น่าเลย เป็ นเพราะนายแท้ๆ " "แล้วนายเล่า" "นายยังไม่ตาย ถ้าตายละก็นายจะลงไปลึกกว่านี้ ชนิดพวกเรา ตามไม่ติด" พวกสัตว์นรกเขาพูดกันเหมือนพูดเล่น ท่านว่า ลักษณะทหารแต่ละคนไม่มีอาวุธ มีแต่เครื่องแบบ แต่ละเอียดมาก ขนาดกระทะนรกที่เรามองเห็น เต็มแล ้วลงได ้อีก ชนิดถม เท่าไรไม่รู้จักเต็ม พอท่านเห็นเหตุดังนั้น จึงมาพิจารณาตามหลักแห่งสังสารวัฏ หรือทุกข์ในวัฏฏะ ได ้ความว่า สัตว์หนาด ้วยราคะ โลกฉิบหายด ้วยไฟ สัตว์หนาด ้วยโทสะ โลกฉิบหายด ้วยลม สัตว์หนาด ้วยโมหะ โลกฉิบหายด ้วยนํ้า ท่านมาเฉลียวใจว่า "สัตว์หนาด้วยราคะ โทสะ โมหะ แล้ว ทําไมผู้ฉิบ หายจึงเป็ นโลก ทําไมจึงไม่เป็ นสัตว์ฉิบหายเล่า" ท่านอธิบายย่อๆ ว่า " ราคะ โทสะ และโมหะ นั้น เป็ นผลของอวิชชา ที่กล่าวไว้ในธรรมจักร (สมุทัยสัจจะ) ว่า กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็คือ ราคะ โทสะ โมหะ อันเป็ นผลมาจากอวิชชานั้นเอง" "ตัวเหตุคืออวิชชา ครอบงําจิตสันดานของสัตว์ เป็ นผลให้สัตว์ เกิดราคะ โทสะ โมหะ ทั้งสัตว์ทั้งโลกก็ฉิบหาย คือกระทบกระเทือนไป หมด ทั้งภายนอก คือ สัตว์และโลกทั้งปวง ทั้งภายใน คือ จิตสันดานของ สัตว์แสดงออกมา มีแต่ฉิบหายกับฉิบหายอย่างเดียว"
  • 34. ศาสนาภายนอกและภายใน ท่านพระอาจารย์สอนว่า อิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน นั้นนะสร ้างบุญ ขึ้นมาได ้เช่น เราเดินไปก็ระลึกพุทโธไป เรานั่งอยู่ก็ระลึกพุทโธ เรานอนอยู่ก็ระลึกพุทโธ พยายามทําให ้มันติดต่อ ทําการทํางานก็ระลึกพุทโธอยู่ อย่างท่านฯ ไปสอนชาวบ ้านนอกนะ ถึงฤดูทําไร่ เขาไปดายหญ้า สับจอบสับเสียมลงดิน ก็ให ้ระลึกพุทโธ เวลาเกี่ยวข ้าวก็ เหมือนกันแหละ เกี่ยวกอหนึ่งก็พุทโธ เกี่ยวกอสองก็พุทโธ หมายความว่า งานที่เราทําก็ได ้ บุญเราก็ได ้ อันนี้เป็นลักษณะของบุคคลผู้มีปัญญา ทําการงานทุกอย่าง อย่าทิ้งพุทโธ เพราะเหตุไร เพราะว่าบุญเกิดทางใจ บุญนั้นไม่ได ้เกิดแต่การบริจาคทานอย่างเดียว บุญเกิดจากการรักษาศีล บุญเกิด จากการภาวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเจริญภาวนา เป็นบุญที่สามารถทําได ้ไม่เลือกบุคคล ไม่ว่าจะเป็นคนแก่คนเฒ่าหรือเด็ก หญิงหรือชาย หรือคนเจ็บป่ วยก็ตาม สามารถทําได ้ คนที่มีสติปัญญา ยืน เดิน นั่ง นอน ก็เป็นบุญแล ้ว ทําการทํางานก็เป็นบุญ ทุก สาขาอาชีพที่เป็นอาชีพบริสุทธิ์ ถ ้าเราระลึกพุทโธคราวใด บุญก็เกิดขึ้นคราวนั้น ไม่ต ้องหา ไกล คนมีปัญญาไม่ต ้องหาไกล หาอยู่ในกาย หาอยู่ในวาจา หาอยู่ในจิต ศาสนานั้นอยู่ในธาตุ 4 ขันธ์ 5 อายตนะ 6 ท่านฯ บอกว่า มีกล่าวไว ้ในคัมภีร์วินัย ขันธปัญญธาตุ อายตนะอยู่ที่ไหน ไม่ใช่อยู่ในตัวเราหรอกหรือ เพราะเหตุนั้นศาสนาจึงอยู่ใน ตัวเรา สมบูรณ์แบบไม่บกพร่อง นอกจากเราจะเสริมสร ้างให ้มัน เพื่อให ้เรารู้จักศาสนาในตัว ของเรา นี่คือบุคคลผู้ที่เป็นพุทธแท ้ ท่านบอกอย่างนั้น ศาสนายังแบ่งออกเป็นศาสนาภายนอกและศาสนาภายใน ศาสนาภายนอก คือ พระสงฆ์ สามเณร วัด กุฎี วิหาร ศาลาการเปรียญ เจดีย์ เป็นต ้น ส่วนศาสนาภายใน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มันมีอยู่แล ้ว ตั้งอยู่ในบุคคล แต่บุคคลไม่รู้ว่า อะไรคือศาสนาภายนอก ภายใน การบํารุงพระพุทธศาสนาเราจะต ้องบํารุงไปพร ้อมกัน ภายนอกก็บํารุง ภายในก็บํารุง ถ ้าเรา จะบํารุงแต่ภายนอก ทิ้งภายในเสีย เราก็ไม่รู้จักศาสนาอยู่ในตัวเราเอง อุปมาเปรียบเหมือน ทุกคนมีสองขา ขาหนึ่งมัดติดไว ้เสียไม่ใช่ หมายความว่า เรา เดินได ้แต่ไม่สะดวก นั่นคือรักษาแต่ศาสนาภายนอก ศาสนาภายในไม่รักษา เหมือนกันกับรักษาศาสนาภายใน ภายนอกไม่รักษา ก็เปรียบเหมือนมีสองขา แต่ ใช ้ขาเดียว เพราะฉะนั้นการบํารุงศาสนา จึงต ้องบํารุงไปพร ้อมกัน ทั้งศาสนาภายนอกและ ศาสนาภายใน ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา ส่วนมากจะไม่เข ้าใจอย่างนี้ ท่านจึงว่า ทําอะไรให ้ มีสติปัญญา
  • 35. มงคลสถาน สถานที่ทั้งหมดเป็นมงคล ถ ้าบุคคลทําตนให ้เป็นมงคล มงคลสถานที่ขอเล่าเป็นนิยาม คือ ไม่กําหนดแน่นอน ตามที่ท่านพระอาจารย์ บอก กําหนดดังนี้ ทิศตะวันออก ตั้งแต่มุกดาหารเข ้ามา ทิศใต ้ ตีนภูเขา ตั้งแต่มุกดาหาร คําชะอี กุดสิม (อําเภอเขาวง) ถึง อําเภอสหัส ขันธ์ ทิศตะวันตก ตั้งแต่อําเภอสหัสขันธ์ ถึง อําเภอสว่างแดนดิน ทิศเหนือ ตั้งแต่อําเภอสว่างแดนดิน เส ้นทางสายอุดร-สกลฯ จรดนาแก ธาตุพนม ภายในภูพานทั้งหมด เป็นมงคลสถาน เหมาะแก่การเจริญสมณธรรม ภาวนาจิต สงบดี สามารถบรรลุมรรคผลได ้ ท่านว่า เพราะเป็นมงคลสถาน ความอัศจรรย์ของท่านพระอาจารย์ เมื่อครั้งพุทธกาล ขณะพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่พุทธบริษัททั้งสี่ นั้น ทุกคนจะเงียบตั้งใจฟัง โดยแต่ละคนสําคัญในใจว่า พระพุทธเจ้าเทศน์ให ้เราฟัง จําเพาะ ใช ้ภาษาเรา อันนี้เป็นความรู้สึกของพุทธบริษัทเหล่านั้น ซึ่งมีหลายชาติหลายภาษา ท่าน พระอาจารย์มั่นก็เช่นเดียวกัน ดังจะเล่าต่อไปนี้ เมื่อท่านพระอาจารย์จําพรรษาอยู่วัดป่ าบ ้านหนองผือนั้น มีคนไทยเชื้อสาย เวียดนามคนหนึ่ง ชื่อว่า อัมพร พงษ์เจริญ เป็นบุรุษพยาบาล ประจําโรงพยาบาลแขวงคํา ม่วน (ท่าแขก) ประเทศลาว เป็นชาวญวนอพยพมาอยู่พังโคน ได ้เปิดคลีนิครักษาคนไข ้เคย มารักษาท่านพระอาจารย์ เกิดความเลื่อมใส ฟังเทศน์ภาษาลาวและภาษาไทยได ้ชัดเจน วันหนึ่งเธอพาลูกน้องมา 4-5 คน เพิ่งอพยพมาใหม่ พูดภาษาลาวไทยไม่เป็น มา นั่งฟังเทศน์ด ้วย หลังฟังเทศน์จบก็กราบลากลับ ท่านพระอาจารย์พัก เธอและคณะนั่งพักอยู่ ผู้เล่าเดินไปหา เธอยกมือไหว ้พร ้อมคณะตามธรรมเนียมไทย เธอถามว่า "ท่านพระอาจารย์เป็ นเวียดนามหรือเป็ นไทย" ผู้เล่า "ไทยแท้ร้อยเปอร์เซนต์" ถาม "เอ๊ะ ทําไมท่านพูดภาษาเวียดนามได้" ผู้เล่า "ไม่ทราบ ได้ยินแต่ท่านพูดไทย"
  • 36. "ก็ท่านเทศน์เมื่อกี้นี้ เทศน์ภาษาเวียดนามทั้งนั้น พวกผมกําลัง พูดกันเรื่องนี้อยู่ว่า รูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ ก็เหมือนเวียดนาม กําลัง สนทนากันอยู่ว่า ท่านเป็ นไทยหรือเวียดนาม" ผู้เล่า "เราก็ฟังอยู่ด้วยกัน ท่านไม่ได้เทศน์ภาษาเวียดนาม เทศน์ ภาษาไทย" "เอ แปลกนะ ผู้รู้ธรรมมีอัศจรรย์หลายอย่าง" เธอพูด อีกเรื่องหนึ่ง เกิดที่วัดป่ าบ ้านหนองผือเหมือนกัน โยมเง็กหงษ์ เป็นชาวจีนมาอยู่ เมืองไทย พูดไทยได ้สะเปะสะปะ มาฟังเทศน์พร ้อมคณะชาวจีนเหมือนกัน ภาษาใช ้อยู่ใช ้ กินธรรมดาก็สะเปะสะปะ ภาษาธรรมะยิ่งแล ้วใหญ่ แต่ชอบทําบุญตามประเพณีไทย ฤดูแล ้ง มาปฏิบัติธรรมถือศีลพร ้อมคณะ กับท่านพระอาจารย์ทุกปี วันหนึ่งหลังฟังเทศน์แล ้ว ไปนั่งสนทนากับพวกที่มาด ้วยกัน เขาพูดภาษาจีน สนทนาเรื่องธรรมะที่ท่านพระอาจารย์เทศน์ ผู้เล่าก็เดินไปพบ นั่ง ณ ที่ควรแล ้ว โยมก็กราบ ถามว่า "พูดกันเรื่องเทศน์พระอาจารย์ เพราะท่านพูดจีน เทศน์ภาษาจีน ฟังเข้าใจดี ฟังพระในกรุงเทพฯ เทศน์ภาษาไทยไม่ค่อยเข้าใจ เพิ่งรู้ เดี๋ยวนี้เองว่า ท่านพระอาจารย์มั่นเป็ นคนจีน รูปร่างผิวพรรณหน้าตาก็ จีนทั้งนั้น" ผู้เล่าจะตอบปฏิเสธก็เกรงว่าเขาจะหมดศรัทธา "แต่ท่านเทศน์พวกอาตมา พระเณรโยมชาวบ้าน เทศน์ไทย" "นั่นนา ภาษาไทยก็เก่ง ภาษาจีนก็เก่ง นี้คือ ผู้ปฏิบัติรู้แท้ เป็ น เซียนองค์หนึ่งได้" คือ คําพูดของโยมเง็กหงษ์ อยากรู้ประวัติของโยมคนนี้ ถามได ้ที่วัดอโศการาม ได ้ยินว่าท่านไปเป็นชี หมดอายุที่นั่น เทวดาป้ องกันอากาศหนาวให้ ท่านฯ เล่าว่า ปีนั้นท่านพักอยู่บนดอยมูเซอ พร ้อมด ้วยพระมหาทองสุก อากาศ หนาวมากเป็นพิเศษกว่าทุกปี หากมีเครื่องวัดก็คงจะติดลบหลายองศา ขนาดชาวบ ้านไม่ ยอมหนีจากกองไฟตลอดวันตลอดคืน ทั้งสองท่านก็รู้สึกหนาวมาก ติดไฟก็ไม่ค่อยจะติด นํ้าค ้างแข็งเป็นนํ้าแข็งหมด เอาละตัดสินใจจะหนาวตายวันนี้ก็ยอม กลับขึ้นไปกุฏิ ท่านฯ ไหว ้พระสวดมนต์เสร็จเข ้าสมาธิทันที พอจิตสงบ ท่านเห็นบุคคลหนึ่งพร ้อมบริวาร 4 คน ผู้ เป็นหัวหน้าแต่งตัวแบบกษัตริย์ ทรงผ้าสีแดง มาชี้บอกให ้บริวารกางผ้าม่านให ้ท่านทั้ง 4 ทิศ ทั้งข ้างบนข ้างล่าง
  • 37. จึงกําหนดพิจารณาว่าเป็นใครนั่น แต่ไม่ได ้ถามพระยาองค์นั้น เพราะเห็นกําลัง สาละวนอยู่กับการกางผ้าม่าน รู้ในใจขึ้นมาว่า เป็นท ้าวเวสสุวรรณ มาป้องกันอากาศหนาวให ้ โดยใช ้ผ้าม่านสีแดงกางกั้นไว ้ มีความอบอุ่นพอดีๆ เทวดาเหล่าก็ไปกางถวายพระมหาทอง สุกด ้วย พอกางเสร็จก็ไป แปลก ไม่บอกไม่ลาไม่ไหว ้ ทําธุระเสร็จแล ้วก็หายไป ไม่เหมือน เทพองค์อื่นๆ เวลาหา มีการกล่าวขานกัน แต่เทพนี้มาแปลก ท่านว่า อาการของม่าน เวลาจะไปบิณฑบาตหรือ ยืน เดิน นั่ง นอน ปรากฏว่าจะกางกั้น ไว ้ ไม่กว ้างไม่แคบ พอดีๆ ตื่นเช ้าถามพระมหาทองสุกว่า "หนาวไหม" "ไม่หนาว" แต่ท่านจะรู้ว่ามีม่านกั้นหรือเปล่าไม่ได ้ถาม แต่ตัวท่านพระอาจารย์เห็นม่านกั้น พระมหาทองสุกอยู่ พอไปบิณฑบาต ชาวบ ้านร ้องทักว่า "ตุ๊เจ้าบ่หนาวก๊าๆ " ตลอด ทาง ท่านว่าม่านนั้นค่อยๆ จางไป พร ้อมกับอากาศค่อยอุ่นขึ้น จนบัดนี้ก็ไม่เคยเห็นท ้าว เวสสุวรรณอีก
  • 38. เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของหลวงปู่ มั่น ภูริทัตโต ๔ จากหนังสือ "รําลึกวันวาน" หลวงตาทองคํา จารุวัณโณ โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดบันเทิงธรรม กระทู้ 19153 โดย: ภิเนษกรมณ์ 08 มี.ค. 49 ตอนที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ถํ้าตับเตา ถํ้าตับเตา หรือ ถํ้าดับเถ ้า ภาษาของท่านพระ อาจารย์ (ปัจจุบันอยู่ในเขตตําบลศรีดงเย็น อําเภอไชย ปราการ จังหวัดเชียงใหม่) ถํ้านี้เป็นสถานที่ท่านพระอาจารย์ พิจารณาพระอภิธรรมปิฏก ท่านว่าพิจารณาได ้ดี ไม่ติดขัด ละเอียดลึกซึ้งมาก นี้คือเหตุที่ท่านต ้องไปเชียงใหม่ เพราะ ท่านพิจารณาแล ้ว ภาคอื่นไม่เหมาะ ไม่สะดวกเหมือน ภาคเหนือ ท่านเปรียบให ้ฟังว่า เหมือนปลาใหญ่ว่ายอยู่ในแม่นํ้าแคบและตื้น พอมาพิจารณา ที่ถํ้าตับเตาหรือถํ้าดับเถ ้าที่ภาคเหนือนี้ เหมือนปลาใหญ่ว่ายออกสู่ทะเลหลวง จะเหวี่ยงหัว เหวี่ยงหางไปมาทิศไหนก็ไม่ขัดข ้อง ท่านว่าอย่างนี้ ถํ้าแห่งนี้มีประวัติเกี่ยวพันกับพระอรหันต์ครั้งพุทธกาล 2 รูปๆ หนึ่ง คือ ท่านพระ ภัคคุ หนึ่งในกษัตริย์ 6 พระองค์นั้น (คือเจ้าศากยะที่ออกบวชพร ้อมกัน 6 องค์ ได ้แก่ พระ อนุรุทธะ พระอานนท์ พระภัคคุ พระกิมพิละ พระภัททิยะ พระเทวทัต -ภิเนษกรมณ์) ท่าน พระอาจารย์รู้ว่า ถ ้าอยากรู้รายละเอียดของท่านพระภัคคุ ต ้องเข ้าฌานให ้ละเอียดเหมือน ควันไฟจึงจะรู้ แต่ท่านบอกว่าท่านทําไม่ได ้รู้แต่ว่าท่านพระภัคคุมานิพพานที่นี้ พิธีเถราภิเษก 15 วันที่ท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่ที่วัดป่ าสุทธาวาส (ระหว่างที่ท่านเดินทางย ้าย จากจังหวัดอุดรธานี มาอยู่ที่จังหวัดสกลนคร ในปี พ.ศ.2485- ภิเนษกรมณ์) มีเหตุการณ์ที่ ควรนํามาเล่า คือ เรื่อง"เถราภิเษก" ภาษาอีสานเรียกว่า "กองฮด" (ฮด หมายถึง รด หรือเท ราดลงไป) คือ นําผ้าไตรมา แล ้วมีการสรงนํ้าพระสงฆ์ที่เคารพนับถือ ถวายบริขารใหม่ สมมติเป็นสมเด็จพระอุปัชฌาย์ (ชา) เป็นครู (ราชครู) ลาภ 1 ลาภ 2 ไปเรื่อยๆ ชาวสกลนคร ได ้นําไตรจีวรจะมาฮดมาสรง ท่านพระอาจารย์ไม่ยอมรับ วัดถํ้าตับเตา
  • 39. ท่านอธิบายว่า "เป็ นประเพณีที่มีมาจากเวียงจันทน์ ที่อื่นไม่มี ครั้งพุทธกาลไม่ มี แล้วพวกญาติโยมจะมาแต่งอาตมาให้เป็ นอะไรอีก เป็ นพระ อาตมาก็เป็ นแล้ว พระสงฆ์ อุปัชฌาย์อาจารย์แต่งให้แล้ว เป็ นพระโดยสมบูรณ์ คณะสงฆ์รับรองแล้ว" "พระพุทธเจ้ามีใครไปฮดไปสรงให้เป็ นพระพุทธเจ้าบ้าง ไม่มี พระองค์ตรัสรู้เอง พระสาวก พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ฮดไม่ได้สรง ทั้งพระพุทธเจ้าแสดงธรรมแล้วได้บรรลุธรรมที่ พระพุทธเจ้าสอน นี่มีอํานาจกว่า แล้วจะมาฮดสรงแต่งอาตมาให้วิเศษกว่าพระพุทธเจ้าหรือ" "อันเรื่องเถราภิเษกหรือฮดสรงนี้ เป็ นขัตติยประเพณี สําหรับอภิเษกแต่งตั้งพระ มหาสังฆนายก สมเด็จพระสังฆราชต่างหาก มีมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัย ไม่ใช่ของราษฎร บุคคลสามัญจะทํากัน ทางเวียงจันทน์ก็ทําเหมือนกัน ครั้นราษฎรสามัญเห็นเข้า ขออนุญาต ให้ราษฎรทําบ้าง ก็เลยเป็ นประเพณี" "ส่วนพระผู้ถูกฮดถูกสรง ก็ไม่เห็นว่าวิเศษ ได้สําเร็จอะไร สึกหาลาเพศไปมี ครอบครัวมีกิเลสถมเถไป ไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร แล้วพวกท่านเป็ นฆราวาส อาตมาเป็ นพระ ตักนํ้ามาฮดหัวอาตมาๆ เป็ น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกท่าน แทนที่จะได้บุญกลับเป็ นบาป เสียอีก" มีโยมคนหนึ่งพูดขึ้นว่า " ถ้าเช่นนั้นวัตถุทานนี้ ท่านไม่รับจะทําอย่างไร" ท่านก็บอกว่า "ถวายสงฆ์สิ พระสงฆ์นั่งอยู่นี่เต็มไปหมด" โยมได ้กราบเรียนถามว่า "ถวายสงฆ์ทําอย่างไร" "ใครเป็ นประธานก็ถวายองค์นั่น อาตมาไม่ใช่ประธานนะ อาตมาพระจรมาอาศัย ชั่วคราว ก็ท่านมหาเส็งไงเล่า (คือ พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส)-ภิเนษ กรมณ์) จะถวายต่อมือท่านก็ได้ วางไว้ต่อหน้าก็ได้ เป็ นบังสุกุล ได้บุญ มาก" ท่านว่า "กล่าวคําถวายไหม" โยมถามอีก ท่านว่า "กล่าวทําไม มนุษย์รู้เรื่องกันอยู่ วางไว้ข้างหน้าก็พอแล้ว จะรับพรหรือไม่รับ ก็ได้บุญแล้ว ได้ถวายท่านแล้ว ถ้ายังสงสัยก็เอาคืน ไป" โยมวางไว ้เสร็จ ก็เป็นอันยุติ
  • 40. บทเรียนอันมีค่า เหตุการณ์ที่จะนํามาเล่าต่อไปนี้ เกิดขึ้นขณะท่านพักอยู่วัดป่ าสุทธาวาสเป็น เวลา 15 วัน ก่อนจะจากวัดป่ าสุทธาวาสไป ชาวสกลฯ มีขุนอร่ามรัชดากร ชื่อจําไม่ได ้ นามสกุล สุคนธชาติ ได ้กราบเรียนท่านพระอาจารย์ว่า "ขอนิมนต์ให้ท่านพักนานๆ อยู่โปรดญาติโยมชาวสกลนคร ท่านอยู่แต่ป่ ามานานแล้ว โปรดชาวเมืองด้วย" ว่าแล ้วก็ยกขันนิมนต์ถวายท่าน ท่านพระอาจารย์ตอบว่า "อาตมาไม่รับ อาตมาไม่อยู่ ไม่มีประโยชน์ สู้อยู่ป่ าไม่ได้" โยมขุนฯ พูดขึ้นว่า "ไม่มีประโยชน์อย่างไรท่าน" ท่านพระอาจารย์ตอบว่า "ก็ไม่มีประโยชน์ซิ จะให้อาตมาสั่งสอนพวก ท่านให้เป็ นอะไร จะสอนให้ฉลาด พวกท่านก็ฉลาดแล้ว จะสอนให้พวก ท่านมีศีลมีธรรม พวกท่านก็มีแล้ว จะสอนให้พวกท่านมีกินมีทานมีใช้ พวกท่านก็มีแล้ว หรือจะให้อาตมาสอนให้พวกท่านเป็ นแท่งทอง อาตมา สอนไม่ได้ อาตมาไม่รับ อาตมาไม่อยู่" "ชาวบ้านนอกบ้านป่ า มีอะไรหลายๆ อย่างที่เขายังขาดแคลน อาตมามีเรื่องจะสอนเขาอีกมาก ถ้าอาตมาไม่ไปสอน ก็ไม่มีใครสอน นั่น เป็ นหน้าที่ของอาตมา หรือใครจะไปสอนแทนอาตมา อาตมาต้องไป สอนเขา เพราะไม่มีใครสอน" ท่านว่า เรื่องนี้ผู้เล่าจําไม่ลืม เป็นบทเรียนอันมีค่า เพราะในยุคนั้นไม่มีใครสอนจริงๆ นอกจากครูสอนเด็กเท่านั้น เป็นความจริงแท ้ๆ อัศจรรย์ปัญญาถ้วน 5 ท่านพระอาจารย์อธิบายคําว่า ปัญญาถ ้วน 5 หมายถึง อินทรีย์ 5 พละ 5 ให ้ ปัญญามีอยู่ในทุกอิริยาบถ ทุกกิจกรรมทุกอย่าง นับตั้งแต่การอยู่การกินการนุ่งการห่มการอยู่ ในบ ้าน เกี่ยวกับปัจจัยทั้ง 4 ต ้องใช ้สติปัญญาทั้งนั้น การใช ้สอยปัจจัย 4 จึงสมบูรณ์แบบ ถ ้า ขาดสติปัญญา การใช ้สอยปัจจัย 4 นี่ไม่สมบูรณ์แบบ เมื่อไม่สมบูรณ์แล ้วความบกพร่องจึง เกิดขึ้น ทุกข์ก็จะเสริมเข ้ามา ท่านว่าอย่างนั้น เช่น การใช ้จ่ายทรัพย์นี้ ถ ้านอกเหนือไปจากพระพุทธเจ้าบัญญัติแล ้วนะ ทรัพย์ที่ จ่ายไปไม่คุ้มค่า ท่านว่านะ แล ้วทีนี้ประโยชน์ที่สอน คือ สัมปรายิกัตถะประโยชน์ จะเป็น
  • 41. สัทธาสัมปทา สีลสัมปทา จาคะสัมปทา ปัญญาสัมปทา ก็ยังอาศัยปัญญา แม ้แต่ในโลกุต ตระก็เหมือนกัน ถ ้าขาดสติปัญญาแล ้ว ไม่สามารถจะบรรลุโลกุตตระได ้ ฉะนั้นทุกอย่างปัญญาจะต ้องเข ้าไปเสริมอยู่เสมอ ถ ้าขาดปัญญาก็หมายถึงว่า ทุก สิ่งที่ราทําไปในชีวิตประจําวันไม่คุ้มค่า สูญเปล่า แม ้แต่จะกวาดพื้นก็ดี ในบริเวณบนบ ้านก็ดี ไม่ใช่ว่ากวาดแล ้วให ้มันกระจัดกระจายไป คือกวาดเอาไปรวมกันแห่งใดแห่งหนึ่ง แล ้วจึง ค่อยเก็บนําไปทิ้งในที่ทิ้งขยะนั้น ส่วนการปัดกวาดบริเวณวัดนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นสอนว่า โดยปกติเราจะกวาด ออกจากที่อยู่ เช่น จากรอบกุฏินี้ออกไป เมื่อเรากวาดเสร็จแล ้ว ก็จะเป็นบริเวณที่เราพัฒนา ให ้เป็นวัดหรือเป็นลานวัดแล ้ว อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ส่วนที่เลยขอบออกไปก็จะเป็นป่ าธรรมชาติ ถ ้าเรากวาดใบไม ้ไปทับถมธรรมชาติ อันนั้นคือ ขาดปัญญาแล ้ว เพราะแดนพัฒนาก็ให ้เป็นแดนพัฒนา แดนธรรมชาติก็ให ้เป็น แดนธรรมชาติ ที่ถูกต ้องเราคือ จะต ้องปัดกวาดจากแดนธรรมชาติเข ้ามาข ้างใน แล ้วก็กวาด ข ้างในไปหาข ้างนอก และเก็บเป็นกองๆ ไว ้จะเผาไฟก็ให ้รีบสุมเสีย ปล่อยไว ้ลมจะพัดไปได ้ อีกวิธี คือ เราขุดหลุมไว ้เรากวาดแล ้วไปเทลงหลุม หลุมเต็มก็ไปขุดใหม่ ทีนี้หากว่าเรากวาดออกไปเรื่อยๆ บริเวณรอบกุฏิเรานี้มันจะตํ่าลงและขอบจะ สูงขึ้น นั้นคือ สิ่งแวดล ้อมสกปรกแล ้ว สิ่งที่เราพัฒนาก็แปรรูปไปแล ้ว มันจะเป็นคล ้ายๆ กับ ก ้นกระทะ อันนั้นคือการขาดสติปัญญาได ้อย่างหนึ่ง มันเสียอย่างหนึ่ง ท่านมักเตือนอยู่เสมอว่า กวาดเข ้าไปทําไม ทําไมไม่กวาดออกมา มันไปกระทบ กับสิ่งแวดล ้อม หมายความว่า สิ่งแวดล ้อมที่มีอยู่ ก็ให ้อยู่ไปตามของเขา เราอย่าเอาไปใส่ ถ ้าเอาไปใส่ มันจะกระทบสิ่งแวดล ้อม พื้นที่พัฒนาแล ้วก็อยู่ในสภาพที่พัฒนาแล ้ว พื้นที่ยัง ไม่พัฒนาก็ให ้เป็นป่ า ในปัจจุบันส่วนมากจะเป็นขอบโดยรอบ เพราะผู้ที่ตามมาภายหลังเขาไม่รู้ จุดประสงค์ ที่ท่านพระอาจารย์มั่นปัดกวาดอย่างนี้ มันมีได ้มีเสียอย่างไร นี้คือความไม่ เหมาะสม เพราะฉะนั้นจึงว่า อัศจรรย์ปัญญาถ ้วน 5 เราจะทําอะไรสักอย่าง เราต ้องมีปัญญา ไปแทรกอยู่เสมอ ถ ้าไม่มีปัญญาเข ้าไปแทรก ก็หมายความว่า สิ่งเหล่านั้นไม่สมบูรณ์แบบ ตามคําสอนของพระพุทธเจ้า คําสอนของพระพุทธเจ้ามีทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่าง ละเอียด นี่คือความหมายในเรื่องนี้
  • 42. ท่านพระอาจารย์เป็ นผู้พอ เรื่องการรับบริจาคปัจจัย 4 นั้น ดูจะมีขอบเขตคําว่า "พอ" หรือพอละ (อลํ) ในกุฏิ ของท่าน นอกจากสิ่งจําเป็นสําหรับใช ้สอยประจําวันแล ้ว ไม่มีอะไรเลย ผู้เล่าเคยเอาไตรจีวร ที่ท่านรับบังสุกุลไปเก็บไว ้ในห ้องท่าน ท่านไปเห็นเข ้าดุตะเพิดผู้เล่า "ใครเอาอะไรมาไว้ที่นี้" "กระผมขอรับ" "เหอะ เราไม่ใช่หลวงตาสารโมบโลภมาก รีบเอาหนี ใครอยากได ้ก็เอาไป" ท่าน ว่า ผู้เล่ารีบเอาไตรจีวรออกไปทันที แม ้การรับบริจาคทานของท่านพระอาจารย์ เท่าที่ผู้เล่าเคยสังเกตมาหลายปี ท่าน พระอาจารย์จะเปิดโอกาสให ้ผู้มีศรัทธาบริจาค ดูจะเป็นกาลเป็นสมัย เช่น กาลกฐินภายใน 30 วัน วิสาขบูชาเดือน 6เพ็ญ ภายใน 3 วัน คือ ขึ้น 14-15 คํ่า และแรม 1 คํ่า ก่อน เข ้าพรรษาเริ่มตั้งแต่เดือน 7 แรมคํ่าหนึ่ง ถึงเดือน 8 แรมคํ่าหนึ่ง ยกเว ้นกรณีพิเศษบุคคล เหล่านี้ คือ หญิงมีครรภ์ คนชรา คนป่ วย และคนจะไปสนามรบ ท่านจะอนุญาตเป็นพิเศษ ผู้เล่าเคยเห็นท่านกวักมือเรียกเข ้ามาเลย ถ ้ามีบุคคลไปถวายทานในกาลในสมัย ที่ว่านี้เปิดเต็มที่ ใครทันก็ทัน ใครไม่ทันก็ไม่ทัน นอกกาลถ ้ามีคนมาถวายทาน ท่านจะถามว่า "บุตร ภรรยา สามี บิดามารดาของท่าน พอหรือยัง อาตมา (บางทีท่าน เรียก "พระเฒ่า" แทนตัวท่าน) และภิกษุสามเณรรวมทั้งผ้าขาวที่อยู่กับอาตมาพอแล้ว ตั้งแต่กาลกฐินนั้น ถ้าบุตรภรรยาของท่านยังไม่พอ ให้ทานบุตรภรรยาของท่านเสียก่อน" โยมก็พูดว่า " กระผมอยากได้บุญกับท่านอาจารย์" ท่านบอกว่า "การให้บุตรภรรยา บิดามารดาก็ได้บุญเหมือนกัน" บุตรภรรยาบิดามารดา เป็นหน้าที่ของกุลบุตรผู้ครองเรือน ต ้องรับผิดชอบ ท่านคง ประสงค์ให ้กุลบุตรเอาใจใส่ก่อนจะให ้ใคร ให ้นึกถึงท่านเหล่านี้ก่อน ในความรู้สึกของผู้เล่า ท่านพระอาจารย์คงมุ่งผลประโยชน์ของเศรษฐกิจใน ครอบครัวชาวบ ้านมาก ต ้องการให ้ชาวบ ้านมีกินมีใช ้จึงไม่รบกวนชาวบ ้าน เป็นอยู่อย่าง สมถะจริงๆ เมื่อมีเศรษฐีหรืออิสรชนมาถวายทานท่านพระอาจารย์ กลับไปแล ้วท่านมักบ่นให ้ ผู้เล่าฟังว่า "พวกนี้มันมาอวดมั่งอวดมีต่อเรา"
  • 43. นึกว่าท่านพระอาจารย์ยินดีจะได ้ของดีๆ ราคาแพง ได ้มากๆ ท่านกลับว่า มาอวด มั่งอวดมีกับท่าน ท่านพระอาจารย์มั่นเคารพนับถือให ้เกียรติคณะปกครองบริหารทั้งสองคณะ (ธรรมยุตและมหานิกาย) ท่านไปอยู่บ ้านใดตําบลใด จะแจ้งให ้เจ้าคณะตําบลนั้นทราบเสมอ ทั้งสองฝ่ าย หากจะมีการก่อสร ้าง จะปรึกษาและขอความเห็นจากผู้ปกครองเสียก่อน เห็นดี แล ้วจึงทํา ท่านเป็นบุคคลถ่อมตน ไม่ถือว่าเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ มีคนนับหน้าถือตามาก ท่านไม่ลืมตัวว่า ท่านก็มาจากเด็กท ้องทุ่ง เมตตาชาวภูไท ผู้เล่าเคยสังเกต ดูท่านจะไม่คลุกคลีด ้วยกับบุคคลผู้มักเอา เปรียบ ข่มเหง รังแกสัตว์ โดยเฉพาะพวกฉ้อราษฏร์บังหลวง ถึงไม่มี ใครบอกท่านๆ ก็รู้ เข ้าไปหา ท่านจะเฉยๆ ไม่ค่อยพูดด ้วย ไม่ยินดี ต ้อนรับ ส่วนชนต่างชาติต่างภาษา ก็มีพม่าที่ท่านจะยอมรับและเคย ไปจําพรรษา ส่วนชาวยุโรป ดูจะเมตตาชาวรัสเซียเป็นพิเศษ เพราะ เหตุใดก็สุดวิสัยจะเดาได ้ ส่วนภูมิประเทศที่ไม่เป็นสัปปายะแก่ท่าน หากไม่มีความ จําเป็นแล ้วท่านก็จะไม่ไป เช่น อุบลราชธานี ผู้เล่าได ้กล่าวไว ้ว่า หลังจากท่านกลับจากลพบุรีสู่กรุงเทพฯ แล ้ว ท่านพระอาจารย์ได ้สนทนากับท่านเจ้าคุณอุ บาลีฯ (จันทร์ สิริจนฺโท) ว่า มีวาสนาจะสอนหมู่ได ้ไหม แล ้วท่านก็กลับอุบลฯ ไปยังวัดพระ อาจารย์เสาร์ พร ้อมด ้วยพระอาจารย์สิงห์และพระมหาปิ่น ระหว่างเดินธุดงค์รุกขมูลอยู่ถิ่นอุบลฯ ถูกต่อต ้านจากชาวบ ้านอย่างแรงด ้วยวิธีการ ต่างๆ สารพัด ท่านว่า จึงได ้ชวนพระอาจารย์เสาร์ มุ่งหน้าสู่มุกดาหาร คําชะอี หนองสูง ถิ่นนี้ เป็นที่อยู่ของชนเผ่าภูไท สถานที่สัปปายะ เหมาะแก่การแสวงวิเวก และชาวบ ้านก็ให ้ความ อุปถัมภ์บํารุงด ้วยศรัทธาและเลื่อมใส ตั้งแต่เบื้องต ้นแห่งชีวิตจนกระทั่งเบื้องปลายแห่งชีวิต ก็ได ้อาศัยชนเผ่าภูไทนี้แหละ บางคนสงสัยได ้กราบเรียนถามท่านว่า เหตุใดท่านพระอาจารย์มักอยู่กับพวกภูไท ท่านตอบว่า "เพราะชาวภูไทว่าง่ายสอนง่าย" ศิษย์ของท่านที่เป็นชนเผ่าภูไทมีชื่อเสียงหลายรูป เช่น พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์สิม พุทธาจาโร เป็นต ้น ท่านเจ ้าคุณอุบาลีฯ (จันทร์ สิริจนฺโท)
  • 44. ท่านได ้กลับไปอุบลฯ สองครั้ง ครั้งแรกกลับไปส่งมารดา ก่อนขึ้นไปเชียงใหม่ ครั้งที่สองไปทําฌาปนกิจศพท่านพระอาจารย์เสาร์ หลังจากนั้นก็ไม่เคยไปอีกเลย รอยพระพุทธบาท ท่านพระอาจารย์เคยเล่าให ้ฟังถึงเรื่องรอยพระพุทธบาท ที่อยู่จังหวัดสระบุรี ว่า เป็นรอยพระพุทธบาทแท ้ตามตํานานปรัมปราว่า ประทานแก่ฤาษีหรือนายพราน แต่ท่าน พระอาจารย์ว่า ทรงประทานไว ้แก่สามเณรเรวตะ ผู้เป็นน้องชายพระสารีบุตร ท่านพระอาจารย์เคยไปนมัสการเล่าว่า มีมณฑปที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล ้า เจ้าอยู่หัว ทรงสร ้างไว ้มีคนเฝ้ารักษา ท่านอยากดูภาพมงคล 108 ในรอยพระพุทธบาท แต่ คนเฝ้าไม่ยอมเปิด อ ้างว่าไม่ได ้รับพระบรมราชานุญาต เลยไม่ได ้ดู ท่านว่า ส่วนรอยที่ 2 ชื่อว่า "พระบาทฮังฮุ้ง" (รังเหยี่ยวใหญ่) พระพุทธบาทนี้ ประดิษฐานอยู่ที่โยนกประเทศ อยู่ที่เมืองเชียงตุง ประเทศพม่า รอยพระบาทนี้ประทานแก่ อชิตฤาษี ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ จะมาตรัสรู้ข ้างหน้า เคยเป็นพระสหาย สงเคราะห์กันมาหลายภพหลายชาติ ประทานไว ้บนแผ่นหิน ความว่า หลังจากเสด็จเยี่ยมฤๅษี ได ้สนทนาร่าเริงกันแล ้ว ฤๅษีได ้ถวายผลไม ้ พร ้อมทั้งต ้มนํ้ากระดูกสัตว์ถวาย ก่อนเสด็จกลับ ฤๅษีขอรอยพระบาทไว ้เป็นที่ระลึก พระองค์ตรัสถาม "จะไว้ที่ไหน" ฤๅษีกราบทูลว่า "บนแผ่นหินมีรังเหยี่ยวใหญ่อาศัยเลี้ยงลูกอยู่" พระองค์ตรัสถาม "ทําไมจึงให้ประทับไว้ที่นั่น" ฤๅษีกราบทูลว่า " ในวันฝนตก ไม่ได้ออกไปหาผลไม้ ข้าพระองค์ได้อาศัยเก็บ กระดูกสัตว์มาต้มบริโภค ถ้าพระองค์ประทานรอยไว้ที่นั่น วันที่ขึ้นไปเก็บกระดูกสัตว์ จะได้ ทําความสะอาด และกราบนมัสการด้วย" พระบาทฮังฮุ้ง เรียกตามภาษาท ้องถิ่นเชียงใหม่กับเชียงตุง พระอาจารย์มนูเคย ไปกราบนมัสการ เล่าให ้ฟังว่า พระบาทฮังฮุ้งนี้อยู่บนแผ่นหินที่ตั้งขึ้นไป ไม่มีทางขึ้น เจ้า เมืองเชียงตุงทําบันไดเวียนขึ้นไปแต่นานแล ้ว บันไดตอนกลางต่อโซ่ใส่พอได ้ปีนขึ้นไป แต่ ผู้หญิงหรือคนไม่แข็งแรงขึ้นไม่ได ้ พระอาจารย์มนูตั้งใจจะขึ้นไปพักภาวนา แต่พอขึ้นไปแล ้ว แผ่นหินนั้นเหมือนหลังช ้าง ไม่มีที่ให ้พัก บริเวณไม่กว ้าง ประมาณ 10 วา รอบปริมณฑล เอาบริขารไปด ้วย พะรุงพะรังลําบาก ขากลับ นําเอาบริขารพะรุงพะรังกลับลงมา ถ ้าพลัดตก ลงมาคงไม่ได ้กลับบ ้านเรา เรื่องพระพุทธบาทท่านเล่าแค่นี้
  • 45. ความสมบูรณ์พร้อมของประเทศไทย เรื่องอริยบุคคลนี้ ท่านพระอาจารย์ปรารภไว ้หลายสถานที่หลายวาระ ต่างๆ กัน แล ้วแต่เหตุ ท่านเล่าว่า ชาวพุทธมีหลายประเทศ แต่จะขอกล่าวเฉพาะใกล ้เคียง เขมร ลาว เวียดนาม และพม่า นอกนี้ไม่กล่าว ท่านพระอาจารย์บอกว่า "เราไม่ได้ว่าเขาเหล่านั้น แต่ได้พิจารณาแล้ว ไม่มีก็ว่า ไม่มี มีก็ว่ามี" ท่านพระอาจารย์หมายถึง พระอริยบุคคลในประเทศเหล่านี้ มีที่ประเทศพม่าเพียง คนเดียว คือ หมู่บ ้านที่ท่านไปจําพรรษา เป็นผ้าขาว ที่ผู้เล่าเคยเล่าว่า บุตรสาว บุตรเขย และบุตรชายของตาผ้าขาวนั้นละ ที่มาจัดเสนาสนะของบิดาเขาถวายท่านพระอาจารย์และ ท่านเจ้าคุณบุญมั่น ครั้งจําพรรษาที่ประเทศพม่า ท่านว่า "ยกเว้นสยามประเทศแล้วนอกนั้นไม่มี" "สําหรับสยามประเทศ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงปัจจุบัน มีติดต่อมาโดยไม่ขาดสาย ทั้งคฤหัสถ์ชายหญิงและบรรพชิต แต่มรรคขั้นต้นคฤหัสถ์มากกว่า ทั้งปริมาณและมีสิกขา น้อยกว่า" ท่านเล่าต่อไปว่า เราไม่ได ้ว่าเขา เราไม่ได ้ดูหมิ่นเขา เพราะประเทศเหล่านั้นขาด ความพร ้อม คือ คุณสมบัติหลายอย่าง เช่น เรื่องอักขระ ที่ไม่เป็นพุทธภาษา คือ ฐานกรณ์ วิบัติ และองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได ้คือ องค์พระมหากษัตริย์ของประเทศที่นับถือ พระพุทธศาสนานี้ก็สําคัญ ขาดไม่ได ้ ถ ้าขาดไป อริยบุคคลก็ขาดไปด ้วย ท่านพระอาจารย์ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าจะทรงประกาศพระศาสนา ทรงหาหลักคํ้า ประกันอันมั่นคง คือ มุ่งไปที่พระเจ้าพิมพิสาร ความสําคัญอันนี้มีมาตลอด หากประเทศใดไม่ มีองค์ประกอบนี้ ซึ่งเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ก็ปฏิเสธได ้เลย เปรียบเหมือนกับก ้อนเส ้า 3 ก ้อน ก ้อนที่ 1 คือ ความเป็นชาติ ก ้อนที่ 2 มีศาสนา พุทธเป็นศาสนาประจําชาติ ก ้อนที่ 3 มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก หาก ขาดไปก ้อนใดก ้อนหนึ่ง ก็จะขาดความสมบูรณ์ไป ไม่สามารถจะใช ้นึ่งต ้มแกงหุงหาอาหาร ได ้ เหตุที่ผู้ฟังเทศน์ไม่ยอมลุกหนี ตลอด 30 กว่าปี ที่ท่านพระอาจารย์แนะนําสั่งสอนพุทธบริษัทชาวไทยมา ดูท่าน จะแนะนําสั่งสอน แนวประโยชน์ทั้ง 3 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว ้นั้น ถือเป็นหลักสําคัญพอๆ กัน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทุกครั้งแห่งพระธรรมเทศนา ท่านจะไม่ละประโยชน์ทั้ง 3 ทั้งอ ้างที่มา ในพระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรมไปพร ้อมๆ กัน
  • 46. ศิษย์ของท่านที่ได ้เขียนได ้เล่าประวัติของท่าน มักเล่าแต่หลักเป็นส่วนมาก เขียน หรือเล่าปลีกย่อยน้อยมาก แต่ศิษย์เก่ากําลังจะเล่านี้ จะเล่าทั้งเหตุและผล พร ้อมทั้งที่มาที่ ไปพร ้อมๆ กัน พอเป็นการเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่ผู้ได ้ฟังเป็นที่ตั้ง ท่านพระอาจารย์จะแสดง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ มรรคผล นิพพาน อันเป็นสัมปรายิกัตถะและปรมัตถะก็ดี จะนําประโยชน์ทั้ง 2 นี้มาเปรียบเทียบ กับทิฏฐธัมมิกัตถะประโยชน์ แบบสัมพันธ์เป็นวงจรหรือวัฏจักรเสมอ เพื่อเปรียบเทียบ เหตุนี้ธรรมของท่านพระอาจารย์ ผู้ฟังไม่ยอมลุกหนี ถ ้าท่านเทศน์ไม่จบจะไม่ยอม ลุกหนี เพราะชวนฟังตลอด และคล ้ายเป็นของง่าย เหมือนปอกกล ้วยเข ้าปาก นําไปปฏิบัติก็ เป็นผล ประสบความสําเร็จจริง ตามสมควรแก่การปฏิบัติ ขอกล่าวถึง อุปนิสัยและปฏิปทา ของท่านพระอาจารย์ก่อน ผู้เล่าสังเกตว่า ท่านมี ความเป็นอยู่แบบเศรษฐกิจสัมพันธ์ และพลานามัยพร ้อมมูล กล่าวคือ มักน้อยสันโดษ ไม่ ระคนด ้วยหมู่ แสวงหาวิเวก ปรารภความเพียร เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ฉัน หนเดียวในบาตร และอยู่ป่ าเป็นวัตร เสมอต ้นเสมอปลายจนท่านละสังขาร ปฏิปทาและวัตรที่กล่าวมานี้ ผู้เล่าเคยถวายความเห็นให ้เว ้นในวัตรบางข ้อ เช่น ฉันหนเดียว ท่านก็ไม่ยอม ท่านบอกว่า หนเดียวก็มีค่าเพียงพอแล ้ว ท่านมักยกเอาพระ มหากัสสปะ มาเป็นอุทาหรณ์บ่อยๆ ท่านแสดงถึงประโยชน์ 2 คือ ประโยชน์เป็นที่ไปพร ้อมในเบื้องหน้าและประโยชน์ อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน ท่านจะยกมาเปรียบเทียบกับประโยชน์ในปัจจุบัน เปรียบด ้วยการ ทํานา หวังผล คือ ข ้าวสุก เพื่อใช ้บริโภค ท่านกล่าวว่า ในปัจจัย 4 เหตุที่เอาผ้าหรือเครื่องนุ่งห่มเป็นข ้อ 1 นั้น เพราะคนเรา เกิดจากครรภ์มา หลังจากชําระสะอาดแล ้ว จะเอาผ้ารองรับก่อน ส่วน 3 อย่าง คือ เศรษฐกิจ ปัจจัยอื่นและครอบครัว จึงตามมา ท่านว่าปัจจัย 4 สําหรับบรรพชิต พระพุทธเจ้าทรงถือเป็นพื้นฐานของมรรคผล ธรรมวิเศษที่พระองค์ตรัสรู้ ตลอด 45 พรรษาที่ตรัสเทศนาแก่พุทธบริษัท จึงทรงแสดงเป็น อเนกปริยาย ทั้งพระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม สําหรับคฤหัสถ์นั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงทั้งคุณและโทษ ดังสมเด็จพระมหา สมณเจ้าฯ ทรงแสดงไว ้ในหนังสือนวโกวาท ภาคคิหิปฏิบัติ ตั้งแต่จตุกกะ คือ หมวด 4 ถึง ฉักกะ คือ หมวด 6 อยากรู้รายละเอียดโปรดค ้นดูได ้ในหนังสือนวโกวาท จะกล่าวตามแนวท่านพระอาจารย์มั่น พอเป็นตัวอย่าง ผู้ทํานาจะได ้ผล คือข ้าวสุก นํามาบริโภคอย่างอร่อย อิ่มหนําสําราญ พร ้อมบุตร และภรรยานั้น เริ่มตั้งแต่การไถ หว่าน ต ้องหมั่นเอาใจใส่ เมื่อปักดําแล ้วก็คอยดูแลคันนา นํ้า หญ้าที่เป็นศัตรูข ้าว และแมลงต่างๆ โดยนํ้าอย่าให ้ขาด
  • 47. ท่านพูดเป็นคําพังเพยว่า นานํ้าลัด นานํ้าล่วง นาหมาเห่าเมีย หมายความว่า นาที่ คันนาขาด คันนารั่ว นํ้าไม่มีขังอยู่ ข ้าวก็ไม่ได ้ผล ข ้าวไม่พอกิน อดอยากข ้าว เมียก็หาของ ฝาก ยุคโบราณมีไต ้ชาวอีสานเรียกว่า กระบอง (ขี้ไต ้มัดรวมกัน 10 ท่อน เรียกว่า ลึมกระ บอง) นําไปแลกข ้าวบ ้านอื่น หมาก็เห่า จึงกล่าวว่านาหมาเห่าเมีย เพราะนาขาดการดูแล ข ้าวจึงไม่พอกิน อันนี้เป็นเรื่องความเจริญในแบบเศรษฐกิจครอบครัว ส่วนเรื่องความเสื่อมทางเศรษฐกิจ ท่านแสดงไว ้ว่า อิตฺถี ทูโต สุรา ทูโต อกฺขา ทู โต ปาปมิตฺโต จโย นิโร ลฺทธํ ลทฺธา วินาเสติ ความเป็นนักเลงหญิง การเป็นนักเลงการพนัน การเป็นนักเลงสุรา การคบคนชั่วเป็นมิตร ผู้ใดประพฤติเช่นนี้ ทรัพย์ที่ได ้ก็จะเสื่อมไป ท่าน เทศน์อย่างนี้บ่อยๆ ขอเล่าพอสังเขป ลีลาแสดงธรรมของท่านพระอาจารย์ ท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์ ผู้ฟังไม่ลุกหนี เพราะลีลาการแสดงธรรมของท่าน มี อ ้างคัมภีร์บ ้าง เช่น ธรรมบท ขุทฺทกนิกาย หนังสือที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ บุคคลนั้นที่นั้น เป็นต ้น หากแสดงแก่บรรพชิต คือ พระที่เข ้าไปนมัสการฟังธรรมเป็นครั้งคราว หรือศิษย์ที่ อยู่ประจํา ดูจะอ ้างอิงคัมภีร์มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหนังสือที่ทรงรจนาโดย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล ้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณว โรรส เช่น บทสวดต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล ้าฯ ทรงแสดง มีจตุรารักขกัมมัฏฐาน เป็นต ้น ส่วนของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ นั้น จะเน้นนวโกวาท วินัยมุข และพุทธประวัติ พุทธประวัตินั้น จะไม่ละเลยแม ้แต่ครั้งเดียว ลีลาการแสดงธรรมต่างๆ ของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเอามาจากพระไตรปิฎก บ ้าง แม ้ในคัมภีร์ในนิทานต่างๆ เช่น คัมภีร์พระเวสสันดร อุณหิสสวิชัยสูตร ปัญญาปารมีสูตร หรือพระนิพนธ์ต่างๆ ของสองพระองค์ดังกล่าว ก็นํามาแสดง ท่านมิได ้แสดงเป็นอย่างอื่น แต่ทําไมศิษย์และผู้ฟังจึงเคารพเชื่อฟังและเลื่อมใส ท่านว่า "ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็ นสัจธรรม สามัญชนพูด มีค่าเท่ากับ สามัญโวหาร กัลยาณชนพูด มีค่าเท่ากับ วิสามัญโวหาร พระอริยเจ้าพูด เป็ นพระอริยโวหาร มีค่าต่างๆ กันดังนี้ เปรียบด้วยข้าว เปลี่ยนให้มีรสชาติยิ่งหย่อนกว่ากันได้" ที่เล่ามานี้คือ สูตรประจํา ปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เสาร์
  • 48. ยกย่องพระมหาเถระ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ ้วน ติสโส) เป็นพระมหาเถระอีกองค์หนึ่ง ที่ท่านพระอาจารย์ยกย่อง ด ้วยคุณสมบัติพิเศษ - เป็นนักปกครองชั้นเยี่ยม - มีความซื่อสัตย์ - มีผลงานที่ผู้บังคับบัญชายอมรับ - มีความขยันและอดทนสูง - ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ไม่ใช่พระอริยเจ้า ข ้อ 1 ไม่กล่าวถึง คนทั่วไปก็รู้ ข ้อ 2 ท่านเป็นธุระสนองงานให ้คณะสงฆ์ ตั้งแต่ อายุ 23 ปีมาตลอด ผลงานเป็นที่ยอมรับของผู้บังคับบัญชา เป็นผู้มีความอดทนสูงและขยัน ประวัติศาสตร์ได ้จารึกไว ้ในทําเนียบพระเถระฝ่ ายบริหารว่า ไม่มีใครเทียบเท่า สมัยไปเป็นเจ้าคณะมณฑลจําปาศักดิ์ ต ้องเดินทางด ้วยเท ้าเปล่าจากจําปาศักดิ์สู่ กรุงเทพฯ เพื่อรายงานราชการคณะสงฆ์ และให ้คําแนะนําในการทํามาหากินแก่ชาวบ ้าน อัน เป็นนโยบายของ 3พระองค์พ่อลูก (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล ้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล ้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส) ที่ให ้ ไว ้แก่คณะสงฆ์ในสมัยนั้น แม ้ท่านพระอาจารย์ก็ยึดถือมาตลอด ดังคําอบรมศิษย์ผู้จะออก แสวงวิเวกว่า การสอนคนหมายถึงสอนชาวบ ้าน ต ้องสอนปากสอนท ้องให ้เขาอิ่มก่อน จึง สอนศีลธรรม สมเด็จฯ นําคณะเดินทางจากจําปาศักดิ์ มาถึงช่องเม็กจะเข ้าเขตอุบลราชธานี บังเอิญพระที่ร่วมเดินทางมาด ้วยกัน ล ้มป่ วยเสียชีวิตลง เหลือโยมคอยนําเสบียงเดินทาง 2 คน เดินทางมาด ้วยกัน 4 คน ตายเสียคนหนึ่ง ช่วยกันหาฟืนเผาเสร็จแล ้ว ห่อกระดูกใส่ย่าม สะพายมามอบแก่มารดาบิดาของเธอ ทั้งหนักกระดูกตนเอง แล ้วยังหนักกระดูกเพื่อน ท่าน พระอาจารย์เล่าไปหัวเราะไป ท่านชมเชยความอดทนสูงของสมเด็จฯ มาก สมเด็จฯ ท่าน ปฏิบัติหน้าที่มาจนแก่เฒ่า ได ้พักไม่กี่ปีก็มรณภาพ (สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ ้วน ติสโส) เกิดเมื่อ พ.ศ.2410 ที่จังหวัดอุบลราชธานี อุปสมบทเมื่อ พ.ศ.2430 ที่วัดศรีทอง โดยมีท่านพระเทวธมฺมี (ม ้าว) เป็นพระอุปัชฌาย์ มรณภาพเมื่อ พ.ศ.2499 ณ วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ สิริรวมอายุได ้ 89 ปี - ภิเนษกรมณ์) สมเด็จพระ มหาวีรวงศ์ (ติสฺสเถระ อ ้วน)
  • 49. ความเป็ นมาของมุตโตทัย สมัยที่อยู่วัดป่ าบ ้านหนองผือนั้น เวลาได ้ฟังท่านพระอาจารย์ พูดคําใดซํ้าแล ้วซํ้าอีก เป็นที่พอใจ ผู้เล่าก็จะนํามาเขียนซํ้า แม ้แต่ท่าน อาจารย์วิริยังค์ ท่านอาจารย์วัน ก็มีความคิดแนวเดียวกัน ทั้ง 2 องค์ เขียน แล ้วก็เอามาวางไว ้ให ้ข ้างที่นอนของผู้เล่า เป็นลักษณะคล ้ายๆ กับบันทึก ความเข ้าใจ หรือบันทึกความจําเพื่อกันลืม เหตุที่มาเป็นหนังสือมุตโตทัยนั้น เนื่องจากเจ้าคุณพระอริย คุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) ขณะนั้นท่านเป็นรองเจ้าคณะภาค ท่านมาตรวจราชการ และได ้ไป กราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพักอยู่ 3 คืน ที่กุฏิของผู้เล่า ตอนพักกลางวันท่านไป เห็นบันทึกนี้ก็เลยเอามาอ่าน พออ่านเสร็จ เราก็ขึ้นไปปฏิบัติท่านเจ้าคุณฯ เพราะเคยเป็นลูก ศิษย์ท่าน ท่านสอนบาลีให ้ ท่านเจ้าคุณฯ ถามว่า "อันนี้ใครเขียนล่ะ" "เขียนหลายคนขอรับกระผม" "มีใครบ้าง" "มีกระผม ท่านอาจารย์วิริยังค์ และท่านอาจารย์วัน ขอรับกระผม" "เออ...ดีมาก เราจะเอาไปพิมพ์" "แล้วแต่ท่านเจ้าคุณ ขอรับกระผม" ด ้วยความเคารพ เพราะท่านมีบุญคุณ ท่านจากไปประมาณสักสามเดือน ก็มีห่อหนังสือส่งมา ในนามของท่านพระ อาจารย์มั่น ผู้เล่านําไปถวายท่าน "อะไรนั่น" ท่านพระอาจารย์ถาม "กระผมก็ยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้เปิดดู แต่ว่าคล้ายๆ กับหนังสือ" "เปิดดูซิ" คือ ลักษณะนิสัยของท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ท่านไม่ให ้พูดตรงๆ ถ ้ายังไม่ได ้ดู เสียก่อน ไม่ให ้พูดว่าอะไรอยู่ข ้างใน เราจะไปบอกว่า หนังสือ ท่านไม่เอา แม ้แต่เครื่องใช ้ไม ้สอยบริขารที่ผู้เล่าเป็นพระภัณฑาคาริก (ผู้มีหน้าที่รักษาคลังเก็บ พัสดุของสงฆ์ -ภิเนษกรมณ์) เวลาพระสงฆ์ไปขอสบง จีวร เพื่อผลัดเปลี่ยนน่ะ ท่านจะถามว่า "ว่ายังไง ทองคํา มีไหม" พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส)
  • 50. ก็ต ้องบอกว่า "กระผมยังไม่ได้ดู จะลองไปดูเสียก่อน อาจจะมีก็ได้" ต ้องพูดอย่างนั้น ถ ้าเราจะไปรับโดยตรงอ๋อมี มีถมไป มีเยอะแยะน่ะแหละ เดี๋ยว ท่านตะเพิดเอา ท่านไม่ให ้พูดตรงๆ ท่านให ้พูดด ้วยสติปัญญา ลักษณะคล ้ายๆ กับพูดเลียบๆ เคียงๆ ไป ถ ้าพูดเลียบเคียง ท่านก็ทราบเองว่า ของนั้นอยู่ แล ้วเราก็เชื่อมั่นว่ามันมี แต่ถ ้าเรา ยังสงสัยว่ามีอยู่ ก็ต ้องบอกว่า "ขอโอกาส ครูบาอาจารย์ กระผมยังสงสัยอยู่ ขอไปดูเสียก่อน" ต ้องบอกว่ายัง สงสัยอยู่ ถ ้ามีก็บอก "กระผมยังไม่ได้เปิดดู อาจจะมีก็ได้" ที่ท่านให ้พูดอย่างนั้นน่ะเป็นคําสอน เพื่อฝึกสติปัญญาของสานุศิษย์ ให ้มีสติด ้วย ให ้มีปัญญาด ้วย ถ ้ามีปัญหาเกิดขึ้น คําที่เราพูดออกไป ถ ้าจะเป็นโทษแก่เราถึงขึ้นโรงขึ้น ศาล เราก็สามารถที่จะเอาตัวรอดได ้ เพราะฉะนั้นท่านถึงไม่ให ้พูดตรง เหมือนอย่างเราพูดว่า "ท่านครูบาอาจารย์ วันนี้ได้ปลานํามาใส่บาตรนะ นิมนต์ ท่านฉันลาบ ฉันก้อยนะ" พระฉันไม่ได ้ ผิดพระวินัย เพราะออกชื่อโภชนะทั้งห ้า ท่านคงจะถือหลักนี้แหละ หลังจากท่านรับหนังสือมาแล ้วจึงเปิดดู "เอ เราเคยได้ยินเจ้าคุณอุบาลีฯ พูดว่า คุณมั่นเธอเทศนาด้วยภาษามุตโตทัย เป็ นมุตโตทัย ภาษามุตโตทัยเป็ นคําพูดของเจ้าคุณอุบาลีฯ แล้วทําไมจึงมาเป็ นชื่อหนังสือ อันนี้ล่ะ ได้มาจากไหน" ผู้เล่า "ท่านเจ้าคุณอริยคุณาธารไปค้นพบจากที่นอนของกระผม" ท่านฯ "ใครเขียนล่ะ" ผู้เล่า "เขียนหลายรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ท่านอาจารย์วิริยังค์ เพราะท่านเป็ น ผู้นําในการเขียน พวกกระผมก็ได้เขียน ท่านวันก็ได้เขียน ผิดถูกขอโอกาสครูบาอาจารย์ กระผมยอมรับผิดทุกอย่าง" หลังจากท่านฉันจังหันเสร็จ ท่านก็เข ้าห ้อง ผู้เล่าก็ขึ้นไปปฏิบัติท่าน นําหนังสือ ขึ้นไปถวาย เป็นเวลาที่ท่านจะต ้องพัก แต่ท่านไม่พัก อ่านต่อจนกระทั่งถึงเวลาที่ท่านฉันนํ้า ชา ผู้เล่าขึ้นไปทําข ้อวัตร ท่านก็บอกว่า
  • 51. "เออ ดีเหมือนกันนะ เป็ นเทศนาคําย่อ ผู้มีปัญญาพิจารณา ได้" ท่านว่าอย่างนั้น หนังสือมุตโตทัยที่พิมพ์แจกในงานถวายเพลิงศพของท่านพระ อาจารย์มั่นนั้น ก็มีของท่านอาจารย์วิริยังค์เป็นบทนํา ต่อจากนั้นก็เป็นของ หลวงตาทองคําเป็นอันดับ 2 อันดับ 3 คือ ท่านอาจารย์วัน ท่านทั้งหลายที่ ได ้อ่านหนังสือมุตโตทัย ก็คือหนังสือที่ท่านพระอาจารย์มั่นได ้ตรวจทานแล ้ว เป็นของที่ท่านยอมรับแล ้วว่า ดีอยู่ เพราะว่าเทศนาเป็นคําย่อ แต่ผู้มีปัญญาก็ พิจารณาได ้ ท่านมักจะพูดเสมอเรื่องค่าของศูนย์ ท่านเปรียบถึงพระนิพพาน นิพฺพานํ ปรมํ สุญญํ พระนิพพานเป็นสูญอย่างยิ่ง "ศูนย์ทําไมจึงมีอยู่ ทองคํา ลองเขียนดูซิ" 1-2-3-4-5-6-7-8-9-0 ธรรมดาเลขนั้นมีอยู่เก ้าตัวใช่ไหม ที่มันนับได ้บวกลบคูณหารกันได ้ส่วนเลขศูนย์ มันอ่านได ้ มันมีอยู่แต่ไม่มีค่า ฉะนั้นเอาไปบวกลบคูณหารกับเลข 1 ถึง 9 ก็ไม่ทําให ้เลข จํานวนนั้นมีค่าสูงขึ้น แต่ศูนย์ก็ยังมีอยู่ เมื่อนําไปต่อกับเลขอื่น เช่น 1 ก็จะกลายเป็น 10 แต่ ศูนย์อยู่ตามลําพังก็จะไม่มีค่า เปรียบเหมือน ฐิติภูตัง คือ จิตดวงเดิมที่มีอยู่เป็ นอยู่ แต่ถูกห่อหุ้มด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เมื่อชําระด้วย ศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว เป็ น ฐิติญาณัง จิตคือผู้รู้ว่าสูญจาก อาสวะ และรู้ว่าสูญจากอาสวะก็เป็ นบรมสุข พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ดังคําว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ พระนิพพานเป็ นสุขอย่างยิ่ง เป็นคู่กันกับ นิพฺพานํ ปรมํ สุญญํ พระพุทธเจ้ารวมทั้งพระสาวก หลายหมื่นหลายแสนองค์ เข ้าสู่พระนิพพาน เพราะ พระนิพพานไม่มีที่เต็ม ว่างอยู่ตลอด อย่ากลัวพระนิพพานเต็ม พวกเราจงเร่งไปสู่พระ นิพพานเหมือนกับพระพุทธเจ้าเถิด พระนิพพานไม่เต็มหรอก ท่านว่าอย่างนั้น มีแต่พวกขี้เกียจ กุสิโต หีน วิริโย ท่านพูดเป็นภาษาบาลี ตายแล ้วเกิด เกิดแล ้วตาย ไม่มีที่สิ้นสุด แก ้ให ้ตกเน้อ แก้บ่ตกคาพกเจ้าไว้ แก้บ่ ได้แขวนคํานําต่องแต่ง แก้บ่พ้นคาก้นย่างยาย คาย่างยายเวียนตายเวียนเกิด เวียนเอา กําเนิดในภพทั้งสาม ภาพทั้งสามเป็ นเฮือนเจ้าอยู่ ตายแล ้วเกิด เกิดแล ้วตายไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนกับศัพท์บาลีที่ว่า สงฺสาเร อนมตฺตคฺเค ในสงสารมีเบื้องต ้นและที่สุด อัน ใครๆ ก็ตามไปรู้ไม่ได ้แล ้ว นอกจากพระสัพพัญ�ูเจ้าเท่านั้นจะรู้ได ้เพราะอาศัยอะไร เพราะ อาศัยอวิชชาตัวนี้แหละหุ้มห่อ จึงไม่รู้ พระอาจารย์วิ ริยังค์
  • 52. เวลาท่านมีอารมณ์สนุกๆ ก็จะพูดกับพวกเรา ด ้วยภาษาพื้นๆ ธรรมดา ไม่ใช่ว่า ท่านจะพูดพรํ่าเพรื่อ บางทีท่านอาจจะพิจารณาว่า บุคคล สถานที่ วัตถุ นั่นล่ะ เรายังไม่ได ้ พูดให ้ใครฟัง ท่านก็จะถือโอกาสจังหวะเวลานั้นพูด เกี่ยวกับพระแก ้วมรกตเอย เกี่ยวกับพระ นครปฐมเอย อะไรทํานองนี้
  • 53. เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของหลวงปู่ มั่น ภูริทัตโต ๕ จากหนังสือ "รําลึกวันวาน" หลวงตาทองคํา จารุวัณโณ โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดบันเทิงธรรม กระทู้ 19153 โดย: ภิเนษกรมณ์ 08 มี.ค. 49 ตอนที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ การครองผ้า - สีผ้า ท่านพระอาจารย์เล่าว่า การครองผ้าแบบพาดบ่าข้างเดียว แล้วมีผ้า รัดอกนั้น เป็ นพระราชบัญญัติชั่วคราว ตราขึ้นก่อนกรุงศรีอยุธยาจะ แตกประมาณ 100 ปี สาเหตุมีสงครามติดพัน รบกันบ่อยครั้งกับทหารพม่า พวกจาร กรรมพม่าแต่งตัวเป็นพระเข ้ามาสืบราชการลับ รบคราวใดแพ ้ทุกที ผิดสังเกต พระพม่ามัก เข ้ามาในกองทัพ ไทยคิดว่าเป็นพระไทยจึงรบแพ ้ จึงตราพระราชบัญญัติขึ้นมา ให ้พระไทย ห่มอย่างว่านั้น พระพม่าที่เข ้ามา ก็คือจารบุรุษนั่นเอง ไม่ใช่พระ เมื่อศึกสงครามเลิกแล ้ว ก็ ยกเลิกพระราชบัญญัติด ้วย แต่สมัยนั้นการคมนาคมไม่สะดวก คําสั่งไม่ทั่วถึง จึงถือกันมาจน บัดนี้ เรื่องสีผ้านั้น ท่านพระอาจารย์เล่าว่า สีผ้านั้นพระวินัยกล่าวไว้อย่างชัดเจน คือ สี กรัก สีเหลืองหม่น สีเหลืองคลํ้า และสีอนุโลมอีกสองสี คือ สีเหลืองแก่ และสีมะเขือสุกแก่ ท่านว่า ก่อนเราจะเสียกรุงให ้พม่าประมาณ 100 ปี การรบราฆ่าฟันดูจะรุนแรง ยิ่งขึ้น ซึ่งเราจะสังเกตได ้จากพระพักตร์ของพระพุทธรูป มีพระลักษณะเคร่งขรึม เข ้มแข็ง เอนเอียงไปทางดุร ้าย ซึ่งหมายถึง ใจเตรียมพร ้อมรับศึกอยู่ตลอดเวลา หากเกิดมีการรบกัน การฟื้ นฟูศาสนาในประเทศไทย เรื่องพระบาทสมเด็จพระจอมเกล ้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ 4 นี้ ท่านปรารภหลายวาระหลายสถานที่ ท่านพระอาจารย์ เล่าว่า สมัยหนึ่ง เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลเข ้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ที่พระเชตวัน พระพุทธเจ้าทรงปรารภถึงความชราภาพของ พระองค์ทั้งสองว่า "ตถาคตและพระองค์ก็ย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว ไม่ช้า ตถาคตก็จะปรินิพพาน และก็เช่นกัน พระองค์ก็จะเสด็จ สวรรคต ตถาคตไม่กลับมาสู่ภพนี้อีก ส่วนพระองค์เป็ นหน่อ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล ้าฯ รัชกาลที่ 4
  • 54. เนื้อพุทธางกูร และเป็ นพระสหายของตถาคต ยังต้องกลับมาสร้างบารมีต่อ ถ้าคราวใด ศาสนาของตถาคตเสื่อมลง ขอพระองค์ทรงกลับมาฟื้ นฟูด้วย" ต่อมาไม่นาน พระโอรสวิฑูฑภะก่อการกบฏขึ้นในแผ่นดิน พระเจ้าปเสนทิโกศล ได ้เสด็จหนีไปยังแคว ้นมคธ เพื่อขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าอชาตศัตรู แต่พระองค์เสด็จ ไปไม่ทัน ประตูเมืองถูกปิดลงเสียก่อน ด ้วยความชราภาพและเหนื่อยอ่อนจากการเดินทาง พระองค์ก็เสด็จสวรรคตอย่างเดียวดาย ไร ้ญาติขาดมิตร ที่ศาลาที่พักคนเดินทางนอกประตู เมือง นี่แหละหนอ สังสารวัฏ มีเบื้องต ้นและที่สุด อันใครๆ ก็ตามไปรู้ไม่ได ้ พระพุทธเจ้าคงจะทรงเห็นเหตุอันนี้ จึงตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศลอย่างนั้น ท่าน พระอาจารย์เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็คือ พระเจ้าปเสนทิ โกศล นั้นเอง ที่มาทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเมื่อถึงจุดนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล ้าเจ้าอยู่หัว เป็นนักเสริมสร ้าง นักฟื้นฟู นักบูรณะ นัก ปฏิสังขรณ์ ทรงทําสิ่งที่ชํารุดให ้ดีขึ้น ทําสิ่งที่ผิดจากของเดิมให ้เข ้าสู่ที่เดิม ถ ้าจะ เปรียบเทียบก็เหมือนการซ่อมบํารุงวัตถุใช ้งานที่เสื่อมสภาพ ให ้มีสภาพใช ้งานได ้เหมือนเดิม ผู้เล่าจะไม่กล่าวโครงสร ้างฟื้นฟู เพราะประวัติศาสตร์ได ้บันทึกไว ้มากแล ้ว จะกล่าวเฉพาะ ผลงานด ้านการศึกษา การพระศาสนา และการปกครองแผ่นดิน ภาษาอังกฤษก็ตรัส ได้เป็ นคนแรกของชาวไทย ภาษาบาลีก็เป็ นพระมหาเปรียญ ทรงรจนา พระคาถาและพระปริตรต่างๆ ไว้มาก มีอรรถรสอันลึกซึ้ง และทรงเป็ น นักวิทยาศาสตร์สาขาดาราศาสตร์ติดอันดับโลก การปรับปรุง เสริมสร ้าง บูรณะปฏิสังขรณ์ พระพุทธศาสนาให ้เจริญก ้าวหน้า ทั้ง ด ้านการศึกษา การปกครอง การปฏิบัติ จนเป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบันนี้ มีสาเหตุและปัจจัย หลายอย่าง โดยเฉพาะภัยแห่งสงครามเป็นภัยใหญ่ ท่านพระอาจารย์เล่าว่า ก่อนเราจะเสียกรุงให ้แก่พม่าประมาณ 100 ปี การรบราฆ่า ฟันดูจะรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งเราจะสังเกตได ้จากพระพักตร์ของพระพุทธรูป มีพระลักษณะเคร่ง ขรึม เข ้มแข็ง เอนเอียงไปทางดุร ้าย ซึ่งหมายถึง ใจของชาวอยุธยาเตรียมพร ้อมรับศึกอยู่ ตลอดเวลา หากเกิดมีการรบติดกันเกิดขึ้น ชายทุกคนต ้องเป็นทหารออกรบ หญิงทั้งสาวทั้ง แก่ก็ต ้องร่วมออกรบ ส่งเสบียง ไถนา ดํานาสารพัด แม ้แต่พระสงฆ์ก็คงจะระสํ่าระสายช่วยอยู่ ด ้านหลัง จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาแตก ความเป็นผู้แพ ้มีแต่ทุกข์กับทุกข์ เจ็บป่ วยจากการเหน็ดเหนื่อยในสงครามเอย บาดแผลจากคมหอกคมดาบเอย อดอยากเอย ซากศพทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ชายหญิง ทั้งตายเก่า ตายใหม่ เรื่องเหล่านี้คือเหตุแห่งความเสื่อมของศาสนา ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล ้า เจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มมาฟื้นฟู ทุกท่านยอมรับผลงานของพระองค์ ว่าตามความจริงในปัจจุบัน การศึกษา การ ปกครอง การปฏิบัติ ล ้วนเป็นผลงานของพระองค์ การศึกษาวิทยาการทางพระพุทธศาสนาก็
  • 55. ดี การปกครองคณะสงฆ์ก็ดี การปฏิบัติตามพระพุทธบัญญัติทรงพระวินัยก็ดี การเจริญ แสวงหาวิเวกเดินรุกขมูลธุดงค์ก็ดี พระองค์ทรงทําเป็นแบบอย่าง ครบถ ้วนสมบูรณ์ พอเป็น ตัวอย่างให ้คนรุ่นหลังได ้แม ้ท่านพระอาจารย์มั่นก็ยอมรับว่าได ้แบบอย่างมา รองจากครั้ง พุทธกาล ก็มีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล ้าเจ้าอยู่หัวนี้เป็นแบบฉบับตลอดมา เมื่อครั้งพระองค์เสด็จจาริกธุดงค์จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่สุโขทัย ไปตามฝั่งลุ่ม แม่นํ้าเจ้าพระยา คํ่าที่ไหนก็ปักกลดพักตามชายทุ่งชายป่ า ใกล ้อุปจารคาม เจริญสมณธรรม หากมีชาวบ ้านมาฟังธรรม ก็แสดงธรรมให ้ฟัง ให ้ได ้ประโยชน์ทั้งตน ผู้อื่น และพระศาสนาไป พร ้อมๆ กัน พอถึงสุโขทัย กําลังหาที่พัก ชาวบ ้านก็มากราบถวายพระพรว่า มีดอนแห่งหนึ่ง เป็นดอนศักดิ์สิทธิ์ ปกติชาวบ ้านไม่ยินยอมให ้เข ้าไป เพราะเคยมีพระเข ้าไป แล ้วแสดงกิริยา ไม่เหมาะสมต่อสถานที่นั้น ทําให ้ชาวบ ้านเจ็บป่ วยเดือดร ้อน แต่พระองค์ทรงรับรองกับ ชาวบ ้านว่า นี้คือเจ้าของป่ าดอนนั้น หากมีการเจ็บป่ วยเกิดขึ้น พระองค์จะตายแทน ชาวบ ้าน ก็ยินยอม อาราธนานิมนต์พระองค์ไปพัก เดินจงกรมเจริญสมณธรรมที่นั่น พระองค์ได ้ไปพบ หลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคําแหงโดยบังเอิญ ขากลับทรงนํากลับมาไว ้ที่กรุงเทพฯ นี้คือตัวอย่างการออกจาริกธุดงค์กัมมัฏฐาน ที่ทรงทําเป็นแบบอย่างมาจนทุกวันนี้ (พระเจ้าปเสนทิโกศล เป็นพระโพธิสัตว์ที่ได ้รับลัทธพยากรณ์แล ้วว่า ภายหน้าจะ มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นลําดับที่ 3 เมื่อนับพระเมตไตรย เป็นลําดับที่1 และจะ มีพระนามว่า พระธรรมราชา - ภิเนษกรมณ์) บุคลิกพิเศษของท่านพระอาจารย์ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นผู้มีปฏิปทามักน้อย สันโดษ ไม่ระคนด ้วยหมู่ แสวงหาวิเวก ปรารภความเพียร ตั้งแต่วันบรรพชาอุปสมบท จนกระทั่งวาระสุดท ้าย เรียกว่า ครบบริบูรณ์ เหมือนกับว่า เมื่อมีเหตุก็ต ้องมีผล ผล คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติ ญาณทัสสนะ อันนี้เป็นผลของความมักน้อย สันโดษ ไม่ระคนด ้วยหมู่ แสวงหาวิเวก ปรารภ ความเพียร ท่านพระอาจารย์มั่น ทําได ้สมํ่าเสมอ ตั้งแต่เบื้องต ้นแห่งชีวิต จนกระทั่งบั้นปลาย ชีวิต ธุดงควัตรของท่าน คือ บิณฑบาตเป็นวัตร ฉันมื้อเดียวเป็นวัตร ฉันในบาตรเป็น วัตร ใช ้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ผู้ที่จะไปถวาย ถ ้าเป็นจีวรสักผืนหนึ่ง ผ้าสบง ผ้าเช็ดหน้า หรือผ้า เล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม เรียกว่าผ้าก็แล ้วกัน ถ ้าจะถวายท่าน เขามักจะไปวางไว ้ที่บันไดบ ้าง วาง ใกล ้ๆ กุฏิของท่านบ ้าง วางตรงทางเดินไปห ้องนํ้าบ ้าง ท่านเห็นก็บังสุกุลเอา บางผืนก็ใช ้ บางผืนก็ไม่ได ้ใช ้ผู้ไม่รู้อัธยาศัยไปถวายกับมือ ท่านจะไม่ใช ้ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นพระนักปฏิบัติ เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระ นามว่า โคดม ในยุค 2,000 ปี เป็นสาวกที่มีลักษณะสมบูรณ์แบบ ด ้วยลักษณะภายนอกและ ภายใน เพราะเหตุนั้นชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์เกียรติคุณของท่าน จึงขจรขจายถึงทุกวันนี้
  • 56. แทนที่จะเป็น 60 ปีแล ้วก็เลือนหายไป กลับเพิ่มขึ้นๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพราะ บุคลิกของท่านนั้น เป็นบุคลิกที่สมบูรณ์แบบ ในความรู้สึกของผู้เล่า ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นบุคคลน่าอัศจรรย์ในยุคนี้ ขอให ้ท่านสังเกตดูในรูปภาพ คิ้ว คาง หู ตา จมูก มือ และเท ้า ตลอดชีวิตของ ท่านนั้น ท่านเดินทางข ้ามเขาไปไม่รู้กี่ลูก จนเท ้าพอง ไม่ใช่เท ้าแดงหรือเท ้าเหลือง คิ้ว ท่านมีไฝตรงระหว่างคิ้ว ลักษณะคล้ายกับพระอุณาโลมของ พระพุทธเจ้า ไฝอันนี้เป็ นจุดดําเล็กๆ ไม่ได้นูนขึ้นมา มีขนอ่อน 3 เส้น ไม่ ยาวมาก และโค้งหักเป็ นตัวอักษร ก เป็ นเส้นละเอียดอ่อนมาก ถ ้าไม่สังเกต จะไม่เห็น ขณะท่านปลงผมจะปลงขนนี้ออกด ้วย แต่จะขึ้นใหม่ในลักษณะเดิมอีก ใบหูของท่าน มีลักษณะหูยาน จมูกโด่ง แววตาของท่านก็เหมือน แววตาไก่ป่ า บางคนอาจไม่เคยเห็นไก่ป่ า คือ เป็ นวงแหวนในตาดํา มือ ของท่านนิ้วชี้จะยาวกว่า แล้วไล่ลงมาจนถึงนิ้วก้อย นิ้วเท้าก็เหมือนกัน หลวงปู่ หล ้าท่านก็เคยเล่าว่า เวลาล ้างเท ้าหลวงปู่ มั่น เห็น ฝ่ าเท้าของท่าน เป็ นลายก้นหอย 2 อัน และมีรอยอยู่กลางฝ่ าเท้า เหมือนกากบาท เวลา ท่านเดินไปไหน ท่านเดินก่อน สานุศิษย์จะไม่เหยียบรอยท่าน พอท่านเดินผ่านไปแล ้ว ชาวบ ้านจะไปมองดู จะเห็นเป็นลายตารางปรากฏอยู่ทั้งสองฝ่ าเท ้า รอยนิ้วเท้าก็เป็ นก้นหอยเหมือนกัน จะเรียกก ้นหอยหรือวงจักรก็ได ้ มีอัน ใหญ่กับอันเล็ก 2 อัน เป็นลักษณะพิเศษของท่าน (หลวงปู่ จันทร์โสม กิตติกาโร วัดป่ านาสี ดา อําเภอบ ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ได ้เล่าเสริมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ขณะหลวงปู่ จันทร์โสมพัก อยู่วัดป่ าบ ้านหนองผือนั้น ได ้ถวายการนวดหลวงปู่ มั่น เมื่อท่านหลับแล ้ว หลวงปู่ ได ้พลิกดู ฝ่ ามือของหลวงปู่ มั่น พบว่า มีเส้นกากบาทเต็มฝ่ ามือทั้งสองข้าง และมือท่านก็ นิ่มมาก) บุคคลทุกระดับ เมื่อเข ้าไปถึงท่านแล ้ว ท่านจะเป็นกันเองมาก คุยสนุกสนาน เหมือนคนรู้จักกันมานาน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า บุคคลที่มักจะเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ท่านจะ ไม่ค่อยเป็ นกันเองเท่าไหร่ถามคําไหนได ้คํานั้น ถ ้าไม่ถามท่านก็นั่งเฉย ท่านพระอาจารย์มั่นเคยพูดว่า "ผู้ที่จะมาศึกษาธรรมะกับเรา จะเป็ นญาติโยมก็ดี หรือเป็ น พระสงฆ์ก็ดี ขอให้เก็บหอกเก็บดาบไว้ที่บ้านเสียก่อน อย่านํามาที่นี่ อยากมาปฏิบัติ มาฟังเทศน์ฟังธรรม ถ้านําหอกนําดาบมา จะไม่ได้ฟัง เทศน์ของพระแก่องค์นี้" แม ้กระทั่งเด็กที่ไม่รู้เดียงสา ป.2-3-4 ท่านก็ทําเป็นเพื่อนได ้ ในความรู้สึกของผู้ เล่าผู้อยู่ใกล ้ชิด เวลาท่านอยู่กับเด็ก กิริยาของท่านก็เข ้ากับเด็กได ้ดี เพราะฉะนั้นความโดด
  • 57. เด่นของท่าน ใครเข ้าไปแล ้วกลับออกมาก็อยากเข ้าไปอีก ใครได ้ฟังเทศน์ฟังธรรมแล ้ว กลับ ออกมาก็อยากฟังอีก อันนี้คืออานิสงส์ที่ท่านตั้งปณิธานว่า ข ้าพระองค์ขอปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า เหมือนอย่างพระองค์ หลังจากที่ได ้ฟังพระพุทธเจ้าเทศนาจนจบ จึงได ้ตั้งปณิธานเฉพาะพระ พักตร์ของพระพุทธเจ้า คือ องค์สมณโคดมนี้ (ขณะนั้นท่านพระอาจารย์มั่นเป็นเสนาบดีแห่ง แคว้นกุรุ - ภิเนษกรมณ์) หลังจากนั้นก็เวียนว่ายตายเกิดจนชาติปัจจุบันมาเป็นท่านพระ อาจารย์มั่น ทีนี้ทําไมท่านจึงละความปรารถนาพุทธภูมิ ท่านพิจารณาแล ้ว รู้สึกว่าตัวเรานี้ ปรารถนาพุทธภูมิจึงมาสร ้างบารมี ผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิ เขาคิดอยู่ในใจเหมือนกับเรานับไม่ ถ ้วน ผู้ที่ออกปากแล ้วเหมือนกับเราก็นับไม่ถ ้วน ผู้ที่ได ้รับพระพุทธพยากรณ์แล ้วก็นับไม่ถ ้วน และผู้ที่จะมาตรัสรู้ข ้างหน้ามีอีกหลายองค์ เช่น พระศรีอริยเมตไตรย พระเจ้าปเสนทิโกศล กว่าจะถึงวาระของเรา มันจะอีกนานเท่าไหร่ เราขอรวบรัดตัดตอนให ้สิ้นกิเลสในภพนี้เสียเลย ท่านพิจารณาเช่นนี้ จึงได ้ละความปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้า อริยวาส อริยวงศ์ เรื่องมีอยู่ว่า สมัยที่ผู้เล่าอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นที่บ ้านหนองผือ มีชาว กรุงเทพมหานครไปกราบนมัสการ ถวายทานฟังเทศน์ และได ้นํากระดาษห่อธูปมี เครื่องหมายการค ้ารูปตราพระพุทธเจ้า (บัดนี้รูปตรานั้นไม่ปรากฏ) ตกหล่นที่บันไดกุฏิท่าน พอได ้เวลาผู้เล่าขึ้นไปทําข ้อวัตร ปฏิบัติท่านตามปกติ พบเข ้าเลยเก็บขึ้นไป พอท่านเหลือบ มาเห็น ถามว่า "นั่นอะไร" "รูปพระพุทธเจ้าขอรับกระผม" ท่านกล่าว "ดูสิคนเรานับถือพระพุทธเจ้า แต่เอาพระพุทธเจ้าไป ขายกิน ไม่กลัวนรกนะ" แล ้วท่านก็ยื่นให ้ผู้เล่า บอกว่า "ให้บรรจุเสีย" ผู้เล่าเอามาพิจารณาอยู่ เพราะไม่เข ้าใจคําว่า "บรรจุ" จับพิจารณาดูพระพักตร์ เหมือนแขกอินเดีย ผู้เล่าอยู่กับท่านองค์เดียว ท่านวันยังไม่ขึ้นมา ท่านพูดซํ้าอีกว่า "บรรจุเสีย" "ทําอย่างไรขอรับกระผม" "ไหนเอามาซิ" ยื่นถวายท่าน ท่านจับไม ้ขีดไฟมาทําการเผาเสีย และพูดต่อว่า
  • 58. "หนังสือธรรมะสวดมนต์ที่ตกหล่นขาดวิ่นใช้ไม่ได้แล้ว ก็ให้รีบบรรจุเสีย กลัวคน ไปเหยียบยํ่า จะเป็ นบาป" ผู้เล่าเลยพูดไปว่า "พระพุทธเจ้าเป็ นแขกอินเดียนะกระผม" ท่านตอบ "หือ คนไม่มีตาเขียน เอาพระพุทธเจ้าไปเป็ นแขกหัวโตได้" ท่านกล่าวต่อไปว่า "อันนี้ได้พิจารณาแล้วว่า พระพุทธเจ้าเป็ นคนไทย พระอนุพุทธสาวกในยุค พุทธกาล ตลอดถึงยุคปัจจุบัน ล้วนแต่ไทยทั้งนั้น ชนชาติอื่น แม้แต่สรณคมน์และศีล 5 เขา ก็ไม่รู้ จะเป็ นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ดูไกลความจริงเอามากๆ เราได้เล่าให้เธอฟังแล้วว่า ชนชาติไทย คือ ชาวมคธ รวมรัฐต่างๆ มีรัฐสักกะ เป็ นต้น หนีการล้างเผ่าพันธุ์มาในยุคนั้น และชนชาติพม่า คือ ชาวรัฐโกศล เป็ นรัฐใหญ่ รวมทั้งรัฐเล็กๆ จะเป็ นวัชชี มัลละ เจติ เป็ น ต้น ก็ทะลักหนีตายจากผู้ยิ่งใหญ่ด้วยโมหะ อวิชชา มาผสมผสานเป็ นมอญ (มัลละ) เป็ นชน ชาติต่างๆ ในพม่าในปัจจุบัน" "ส่วนรัฐสักกะใกล้กับรัฐมคธ ก็รวมกันอพยพมาสุวรรณภูมิ ตามสายญาติที่ เดินทางมาแสวงโชคล่วงหน้าก่อนแล้ว" ผู้เล่าเลยพูดขึ้นว่า "ปัจจุบัน พอจะแยกชนชาติในไทยได้ไหม ขอรับกระผม" "ไม่รู้สิ อาจเป็ นชาวเชียงใหม่ ชาวเชียงตุงในพม่าก็ได้" ขณะนั้นท่านวันขึ้นไปพอดี ตอนท ้ายก่อนจบ ท่านเลยสรุปว่า "อันนี้ (หมายถึงตัวท่าน) ได้พิจารณาแล้ว ทั้งรู้ทั้งเห็นโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น" ผู้เล่าพูดอีกว่า "แขกอินเดียทุกวันนี้คือพวกไหน ขอรับกระผม" ท่านบอก "พวกอิสลามที่มาไล่ฆ่าเราน่ะสิ" "ถ้าเช่นนั้นศาสน์พราหมณ์ ฮินดู เจ้าแม่กาลี การลอยบาปแม่นํ้าคงคา ทําไมจึง ยังมีอยู่ รวมทั้งภาษาสันสกฤตด้วย" "อันนั้นเป็ นของเก่า เขาเห็นว่าดี บางพวกก็ยอมรับเอาไปสืบต่อๆ กันมาจน ปัจจุบัน ส่วนพวกเรา พระพุทธเจ้าสอนให้ละทิ้งหมดแล้ว เราหนีมาอยู่ทางนี้ พระพุทธเจ้า สอนอย่างไรก็ทําตาม" ท่านยังพูดคําแรงๆ ว่า "คุณตาบอดตาจาวหรือ เมืองเรา วัดวา ศาสนา พระสงฆ์ สามเณร เต็มบ้านเต็มเมืองไม่เห็นหรือ" (ตาบอดตาจาว เป็นคําที่ท่านจะกล่าวเฉพาะกับผู้ เล่า)
  • 59. "แขกอินเดียเขามีเหมือนเมืองไทยไหม ไม่มี มีแต่จะทําลาย โชคดีที่อังกฤษมา ปกครอง เขาออกกฎหมายห้ามทําลายโบราณวัตถุ โบราณสถาน แต่ก็เหลือน้อยเต็มที ไม่มี ร่องรอยให้เราเห็น อย่าว่าแต่พระพุทธเจ้าเลย ตัวเธอเองนั่นแหละ ถ้าได้ไปเห็นสภาพความ เป็ นอยู่ของชาวอินเดีย จ้างเธอก็ไม่ไปเกิด" "ของเหล่านี้นั้น ต้องไปตามวาสตามวงศ์ตระกูล อย่างเช่น วงศ์พระพุทธศาสนา ของเรานั้น เป็ นอริยวาส อริยวงศ์ อริยตระกูล เป็ นวงศ์ที่พระพุทธเจ้าจะมาอุบัติ คุณแปล ธรรมบทมาแล้ว คําว่า ปุคฺคลฺโล ปุริสาธ�ฺโญ ลองแปลดูซิว่า พระพุทธจะเกิดในมัชฌิม ประเทศ หรืออะไรที่ไหนก็แล้วแต่ จะเป็ นที่อินเดีย หรือที่ไหนก็ตาม ทุกแห่งตกอยู่ในห้วง แห่งสังสารวัฏฏ์ ถึงวันนั้นพวกเราอาจจะไปอยู่อินเดียก็ได้" "พระพุทธเจ้าทรงวางพุทธศาสนาไว้ จะเป็ นระหว่างพุทธันดรก็ดี สุญญกัปปก็ดี ที่ ไม่มีพระพุทธศาสนา แต่ชนชาติที่ได้เป็ นอริยวาส อริยวงศ์ อริยประเพณี อริยนิสัย ก็ยังสืบ ต่อไปอยู่ ถึงจะขาด ก็ขาดแต่ผู้ได้สําเร็จมรรคผลเท่านั้น เพราะว่าจากบรมครู ต้องรอบรม ครูมาตรัสรู้ จึงว่ากันใหม่" ผู้เล่าได ้ฟังมาด ้วยประการฉะนี้แล ความเป็ นมาของชาวไทย พระปฐมเจดีย์เป็นเจติยสถานที่ตั้งอยู่ในประเทศ สุวรรณภูมิ ที่เรียกว่า "แหลมทอง" คือประเทศไทยใน ปัจจุบัน ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า เมื่อครั้งมีการทํา สังคายนาครั้งที่ 3 นั้น พิเศษคือ มีพระมหากษัตริย์ทรงพระ ปรีชาสามารถอันกว ้างไกล เห็นว่า พระพุทธศาสนามารวม เป็นกระจุกอยู่ที่ชมพูทวีป หากมีอันเป็นไปจากเภทภัยต่างๆ พระพุทธศาสนาอาจสูญสิ้นก็ได ้ จึงมีพระประสงค์จะเผยแผ่ พระพุทธศาสนาไปยังนานาประเทศ สําหรับพระสงฆ์สายต่างๆ ผู้เล่าจะไม่นํามากล่าว จะ กล่าวเฉพาะที่มายังสุวรรณภูมิประเทศ ตามที่ท่านพระอาจารย์เล่าให ้ฟัง ท่านที่เป็นหัวหน้ามาสุวรรณภูมิคราวนั้น ตามประวัติศาสตร์ที่ได ้จารึกไว ้ คือ ท่าน พระโสณะ และท่านพระอุตตระ การส่งพระสงฆ์ไปประกาศพุทธศาสนาคราวสังคายนาครั้งที่ 3 นั้น อย่าเข ้าใจว่า จัดแจงบริขารลงในบาตรและย่าม ครองผ้าเสร็จก็ออกเดินทางได ้ต ้องมีการจัดการเป็นคณะ มากพอสมควร รวมทั้งพระสหจร และสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ด ้วยเป็นกระบวนใหญ่ การ เดินทางรอนแรมระยะไกลไปต่างประเทศ พระสงฆ์ผู้เป็นหัวหน้า และสหจร ท่านคงมีสาย ญาติ และญาติโยมผู้เคารพนับถือตามไปด ้วย คงไม่ปล่อยให ้ท่านเหล่านั้น เดินทางไป พระปฐมเจดีย์
  • 60. ลําบาก ต ้องมีคณะติดตามเพื่อจะได ้คอยช่วยเหลือหุงหาเสบียงอาหารในระหว่างเดินทาง อีกอย่างหนึ่ง หากพบภูมิประเทศที่เหมาะสม ก็ตั้งถิ่นฐานแสวงโชคอยู่ที่สุวรรณภูมิประเทศ ได ้ จึงได ้พากันมาเป็นกระบวนใหญ่ ชนชาติเจ้าของถิ่นเดิม ที่อาศัยอยู่ในสุวรรณภูมิประเทศมีอยู่แล ้ว แต่คงไม่มาก หากมีอันตรายจากสัตว์ร ้าย และเภทภัยต่างๆ มายํ่ายีเบียดเบียน การป้องกันก็ลําบาก เพราะ กําลังไม่พอ นครปฐมคงเป็นที่รวมชุมชน กระบวนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และนักแสวง โชคจากชมพูทวีป คงเอาที่นั้นเป็นจุดเริ่มต ้น ชาวสุวรรณภูมิก็คงได ้ยินกิตติศัพท์เช่นกัน จึง ต ้อนรับด ้วยความยินดี การเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ดี การแสวงโชคของญาติโยมที่ตามมาก็ดี ได ้รับการ สนับสนุนด ้วยดี ประกอบกับผืนแผ่นดินก็กว ้างใหญ่ไพศาลอุดมสมบูรณ์ ชาวประชาถิ่นเดิมก็ ยอมรับนับถือพระรัตนตรัย และศีล5 มีการสร ้างวัดถวาย คงเป็นวัดพระปฐมเจดีย์เดี๋ยวนี้ ส่วน นักแสวงโชคก็คงประกอบสัมมาอาชีพไปตามความสามารถ และปฏิบัติพระสงฆ์ไปด ้วย พร ้อมๆ กัน นี้คือชนชาวชมพูทวีปที่ได ้เข ้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก นักแสวงโชคเหล่านั้น เมื่อประสบโชคแล ้ว แทนที่จะหยุดอยู่แค่นั้น ก็นึกถึงญาติๆ ทางชมพูทวีป กลับไปบอกข่าวสารแก่ญาติๆ จึงมีการอพยพย ้ายถิ่นฐานตามกันมาอีก ลุศักราชประมาณ 500 ถึง 900 ปี หลังพุทธปรินิพพาน อาเพศเหตุร ้ายก็เริ่ม เกิดขึ้น เนื่องจากชนชาติชาวเปอร์เซีย ในปัจจุบัน คือ แถบตะวันออกกลาง เกิดมีลัทธิอย่าง หนึ่งขึ้นมา ในปัจจุบันคือ ศาสนาอิสลาม ได ้จัดขบวนทัพอันเกรียงไกร รุกรานเข ้าสู่ชมพูทวีป คือ ประเทศอินเดียในปัจจุบัน อินเดียสมัยนั้น มีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสรณะที่พึ่ง อาศัยของชาวชมพูทวีปทั้ง7รัฐ รวมทั้งชาวศากยวงศ์ของพระองค์ อยู่ด ้วยกันฉันท์พี่น้อง การเตรียมรบจึงไม่เพียงพอ เมื่อกองทัพอันเกรียงไกรยกเข ้ามา การฆ่าล ้างเผ่าพันธุ์แบบสิ้น ชาติก็เกิดขึ้น การหนีตายอย่างทุลักทุเลของรัฐเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร มหาวิทยาลัยนาลัน ทาเอย พระเวฬุวันเอย พระเชตวันเอย บุพพารามเอย รวมทั้งพระสงฆ์เป็นหมื่นๆ ประวัติศาสตร์ก็ได ้จารึกไว ้แล ้ว ตายเป็นเบือราบเรียบเป็นหน้ากลอง ชาวรัฐโกศลและรัฐเล็กรัฐน้อย เช่น ลิจฉวี มัลละ ก็ทะลักเข ้าสู่ดินแดนชเวดากอง คือ พม่า มอญ ไทยใหญ่ ในปัจจุบัน ชาวมคธรัฐ มีเมืองราชคฤห์เป็นราชธานี ก็หนีตามสาย ญาติที่เดินทางมาก่อนแล ้ว มุ่งสู่สุวรรณภูมิ รวมทั้งรัฐเล็กรัฐน้อย มีรัฐสักกะ โกลิยะ และอื่นๆ ก็ติดตามมาด ้วย แยกเป็นสองสาย สายหนึ่งไปทางโยนกประเทศ คือ รัฐฉาน ปัจจุบันอยู่ใน พม่า และเลยไปถึงมณฑลยูนนานของประเทศจีน รัฐใหญ่ในครั้งพุทธกาล คือ รัฐมคธ เป็นไทยในปัจจุบัน รัฐโกศล คือ พม่า (เมียน มาร์ในปัจจุบัน) ท่านพระอาจารย์เล่าว่า พม่าและไทย พระพุทธเจ้าทรงโปรดและตรัสสอน เป็นพิเศษ สองประเทศนี้จึงมีพระพุทธศาสนาที่มั่นคงมายาวนาน และจะยาวนานต่อไป แต่ พม่าเป็นเมืองเศรษฐีอุปถัมภ์ สมัยเป็นชาวโกศล ก็มีคหบดี คือ ท่านอนาถบิณฑิกะและนาง
  • 61. วิสาขาเป็นผู้อุปถัมภ์ แต่ไทยมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก พิเศษกว่า พม่า ชาวพม่ามีอุปนิสัยทุกอย่าง โดยเฉพาะความซื่อสัตย์ เหมือนคนไทย เป็นมิตรคู่รัก คู่แค ้น จะฆ่ากันก็ไม่ได ้ จะรักกันก็ไม่ลง ท่านว่าอย่างนี้ สมัยพุทธกาล รัฐมคธมีปัญหาอะไรก็ ช่วยกัน บางคราวก็รบกัน ผลัดกันแพ ้ผลัดกันชนะ มาเป็นไทยเป็นพม่า ก็รบกัน ประวัติศาสตร์ก็จารึกไว ้แล ้ว ส่วนพระปฐมเจดีย์นั้น ผู้เล่ากราบเรียนถามท่านพระอาจารย์ ท่านตอบว่า คงจะ สร ้างเป็นอนุสรณ์การนําพระพุทธศาสนามาสู่สุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก ฟังแต่ชื่อก็แล ้วกัน ปฐม ก็คือที่หนึ่ง คือ พระเจดีย์องค์แรก ท่านกล่าวต่อไปว่า คงบรรจุพระธาตุพระอรหันต์รวมทั้ง พระบรมสารีริกธาตุด ้วย เมื่อมีการบูรณะแต่ละครั้ง ผู้จารึกเรื่องราว มักบันทึกเป็นปัจจุบันเสีย ประวัติศาสตร์เบื้องต ้นจึงไม่ติดต่อ ขาดเป็นขั้นเป็นตอนว่า คนนั้นสร ้างบ ้าง คนนี้สร ้างบ ้าง แล ้วแต่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น คําพูดแต่ละยุค มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสมัย ย ้อนถอยหลังกลับไป คําว่า ประเทศพม่า คนไทยจะไม่รู้จัก รู้จักพม่าว่า เมืองมัณฑะเลย์หรือหงสาวดี และคนพม่าก็จะ ไม่รู้จักคําว่า ประเทศไทย จะรู้จักไทยว่า เมืองอโยธยา เรื่องราวเหล่านี้ ผู้เล่าได ้ฟังมาจาก ท่านพระอาจารย์มั่น และพระอาจารย์ชอบ ต่อไปจะได ้เล่าเรื่องชนชาวไทย ชนชาวลาว ท่านพระอาจารย์เล่าว่า ชาวลาวฝั่งซ ้ายแม่นํ้าโขง ก็คือชาวนครราชคฤห์ หรือรัฐ มคธ เช่นเดียวกับชาวไทย ไทยและลาวจึงเป็นเชื้อชาติเดียวกัน แต่หนีตายจากการฆ่าล ้าง เผ่าพันธุ์มาคนละสาย ลาวเข ้าสู่แดนจีน จีนจึงเรียกว่า พวกฮวน คือ คนป่ าคนเถื่อนที่หนีเข ้า มา โดยชาวจีนไม่ยอมรับ จึงมีการขับไล่เกิดขึ้น (ประวัติศาสตร์ไทยเขียนไว ้ว่า ไทยมาจาก จีน เห็นจะเป็นตอนนี้กระมัง) ความจําเป็นเกิดขึ้น จึงมีการต่อสู้แบบจนตรอก ถอยร่นลงมาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ ตามสายญาติ คือ ไทย สู่สิบสองจุไทย สิบสองปันนา หนองแส และแคว ้นหลวงพระบาง ปัจจุบันก็ยังมีคนไทยตกค ้างอยู่ พอถอยร่นลงมาถึงนครหลวงพระบาง เห็นว่าปลอดภัยแล ้ว และภูมิประเทศก็ คล ้ายกับนครราชคฤห์ จึงได ้ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นั่น และอยู่ใกล ้ญาติที่สุวรรณภูมิด ้วย คือ นครปฐม เป็นพวกที่มาตั้งอยู่ก่อน และพวกที่เข ้ามาตอนหนีตายคราวนั้น การสร ้างบ ้านแปลงเมืองเป็นมาโดยราบรื่น โดยให ้ชื่อว่า "กรุงศรีสัตตนาค นหุต" (เมืองล ้านช ้าง) จนถึงพระเจ้าโพธิสารเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์มีราช โอรส 2 พระองค์ ชื่อเสียงท่านไม่ได ้บอกไว ้ พอเจริญวัย พระเจ้าโพธิสารทรงเห็นว่า เมือง ปัจจุบันคับแคบ มีภูเขาล ้อมรอบ ขยายขอบเขตยาก การเกษตรกรรมทํานาไม่เพียงพอ และ
  • 62. เพื่อเป็นการขยายอาณาจักรด ้วย จึงส่งราชโอรสองค์ใหญ่ ไปตามลําแม่นํ้าโขง มาถึง เวียงจันทน์ จึงได ้ตั้งบ ้านเรือนขึ้น มีเมืองหลวงชื่อว่า "กรุงจันทบุรีศรีสัตตนาคนหุต" ส่วนพระราชโอรสองค์น้อง ได ้ไปตามลํานํ้าน่าน มาตั้งบ ้านเมืองอยู่ที่สุโขทัย โดย มีเมืองหลวง ชื่อว่า "กรุงสุโขทัย" ท่านพระอาจารย์แปลให ้ฟังด ้วย ว่า "สุโขทัย" แปลว่า "ไทยเป็ นสุข" เหตุที่อยู่ที่นี้เพราะปัจจัยในการครองชีพเอื้ออํานวย และใกล ้ญาติทางนครปฐม ไปมาหาสู่ก็สะดวก ท่านว่าอย่างนี้ นครปฐมก็มีเมืองหลวง คือ "ทวาราวดีศรีอยุธยา" ที่เรียกว่า ยุคทวาราวดี นั่นเอง เวียงจันทน์จึงเป็นพระเจ้าพี่ สุโขทัยเป็นพระเจ้าน้อง นครปฐม สุโขทัย หลวงพระบาง เวียงจันทน์ ก็คือ ชนชาติชาวราชคฤห์ในครั้งพุทธกาลนั่นเอง การอพยพหนีตายคราวนั้น บางพวกลงเรือข ้ามทะเล ไปขึ้นฝั่งที่นครศรีธรรมราชก็ มี ซึ่งมีพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชเป็นสักขีพยานว่า ชาวใต้ทั้งหมดก็เป็ นชนชาติรัฐมคธใน ครั้งพุทธกาล เหมือนกันกับชาวพม่า มอญ กะเหรี่ยง ไทยใหญ่ ก็คือ ชาวโกศล ในครั้ง พุทธกาลนั้นเอง พระอรหันต์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านพระอาจารย์เล่าว่า พระอริยบุคคลในยุครัชกาลที่ 4 คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเป็ นพระโอรส ของรัชกาลที่ 4 นั้นเอง เป็ นองค์แรก ท่านเป็นพระอริยบุคคลโสดาบัน ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จ เข ้าสู่กรุงราชคฤห์ เทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร พระสหาย เพื่อปลด เปลื้องคําปฏิญญาที่พระพุทธเจ้าได ้ให ้ไว ้เมื่อเสด็จออกผนวชครั้ง แรก (พระเจ้าพิมพิสารได ้ทรงพบพระโพธิสัตว์สิทธัตถะเมื่อทรงออกผนวช แล ้ว และได ้ตรัสปฏิญญาว่า "ถ้าพระองค์ได ้สําเร็จเป็นพระพุทธเจ้า แล ้ว ขอจงเสด็จมาที่แว่นแคว้นของหม่อมฉันก่อน" พระโพธิสัตว์สิทธัตถะ ทรงรับปฏิญญาของพระเจ้าพิมพิสารไว้ -ภิเนษกรมณ์) พระชาติปัจจุบันของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ เป็ นชาติ ที่ 7 ชาติสุดท้าย ทรงแตกฉานในจตุปฏิสัมภิทาญาณ อย่างสมบูรณ์แบบ ในยุคนี้ ท่านพระอาจารย์ยกตัวอย่าง ความสามารถที่ไม่มีใครเทียบสมเด็จพระมหาสมณ เจ้าฯ ว่า แต่ก่อนพวกบัณฑิตที่เรียนบาลี คือ มูลกัจจายน์คัมภีร์ สนธิ-นาม ต ้องเรียนถึง 3 ปี จึงแปลบาลีออก สมเด็จฯ ทรงรจนาบาลีไวยกรณ์ให ้กุลบุตรเล่าเรียน ในปัจจุบัน 3 เดือน ก็ แปลหนังสือบาลีออก นั่นอัศจรรย์ไหมท่าน สมเด็จพระมหา สมณเจ ้า กรมพระยาวชิร ญาณวโรรส
  • 63. ท่านพระอาจารย์เล่าต่อไปว่า เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงรจนาวินัยมุขเล่ม 1 หลักสูตรนักธรรมตรี จิตของพระองค์กําหนดวิปัสสนาญาณ 3 ที่กล่าวมาแล ้ว คือ สัจจ ญาณ กิจจญาณ และกตญาณ ได้บรรลุชั้นสกิทาคามี ต่อมาพระองค์เสด็จประพาสสวนหลวง เมืองเพชรบุรี ทรงรจนาธรรมวิจารณ์ พระ หฤทัยของพระองค์ก็บรรลุพระอนาคามี พระองค์ทรงมีภาระมาก ดูจะทรงรีบเร่งเพื่อจัดการศึกษา และปฏิบัติสืบต่ออายุ พระพุทธศาสนา ประกอบกับสุขภาพของพระองค์ ก็อย่างที่พวกเราเห็นในพระฉายาลักษณ์ นั้นเอง ดูจะทรงงานมาก ผอมไป และยุคนั้นการแพทย์ก็ไม่เจริญ แต่พระองค์ก็บําเพ็ญ กรณียกิจ จนเข ้ารูปเข ้ารอย จนพวกเราสามารถจะประสานต่อไปได ้ พระองค์ทรงพิจารณา เห็นสังขารของพระองค์ ว่าไปไม่ไหวแล ้ว จึงเร่งวิปัสสนาญาณ สําเร็จพระอรหันต์เข้าสู่พระ นิพพาน นี่คือคําบอกเล่าของท่านพระอาจารย์มั่นที่ผู้เล่าได ้ฟังมา ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เรื่องนี้เกิดขึ้นที่วัดป่ าอําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร มีพระภิกษุรูปหนึ่ง เป็นผู้อุปัฏฐากใกล ้ชิด ชื่อ คําดี ซึ่งเป็นน้องชายของพระอาจารย์สิม พุทธาจาโร ท่านเป็นคน ช่างพูด มักถามนั่นถามนี่กับท่านพระอาจารย์ ผู้เล่าเป็นผู้ช่วยอุปัฏฐาก ไม่ค่อยพูดจา เพราะ ขณะนั้นยังใหม่อยู่ วันหนึ่งท่านคําดีได ้พูดปรารภขึ้นว่า "ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านี้ น่าอัศจรรย์ กระผมอ่านพุทธประวัติแล้ว ขนลุกชูชัน" ท่านพระอาจารย์ก็รับว่า "จริงอย่างนั้น อันนี้(หมายถึงตัวท่าน)ได้พิจารณาแล้ว และได้อ่านพุทธประวัติที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงรจนาไว้ เป็ นแบบเล่าเรียนศึกษา พระองค์ทรงได้แย้มความมหัศจรรย์เอาไว้ตั้งแต่ทรงออกผนวชครั้ง แรก จนถึงวันตรัสรู้ แต่ผู้ศึกษาไม่ซึ้งถึงพระประสงค์ของพระองค์ ว่าเป็ นอย่างไร" ท่านว่า "อ ันนี้ได้พิจารณาแล้ว สมเด็จฯ พระองค์ท่านเป็ นจอมปราชญ์แห่งยุค สองพันกว่าปี ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ไม่มีปราชญ์ใดๆ เทียม" ท่านพระอาจารย์มั่น ยกย่องสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส องค์นี้ว่า เป็นพระสาวกผู้ทรงไว ้ซึ่งจตุปฏิสัมภิทาญาณสมบูรณ์แบบ ในยุคพุทธศาสนาผ่าน มาได ้ 2,000 กว่าปี คือ พระองค์เดียวเท่านั้น ดูท่านพระอาจารย์จะยกย่องเอามากๆ ขนาดกล่าวว่า พระองค์ทรงรจนาหลักสูตร นักธรรมบาลี ให ้กุลบุตรได ้รับการศึกษา จากพระไตรปิฎกไม่ผิดเพี้ยน ทั้งย่อและพิสดารได ้ อย่างเข ้าใจ ใช ้ภาษาง่ายๆ และไพเราะมาก จะเป็นปัญญาชนหรือสามัญชนอ่าน ก็เข ้าใจได ้ ทันที
  • 64. ท่านว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงพรรณนาความตอนพระพุทธเจ้าเสด็จออก บรรพชา อาการของพระมหาบุรุษปรากฏว่า ขณะที่บรรดาพระสนมทรงขับกล่อม บําเรอ ไม่ ทรงเพลิดเพลิน แล ้วทรงบรรทมหลับไป เมื่อตื่นบรรทม ทางเห็นอาการวิปลาสของพระสนม ว่า บางคนมีพิณพาดอก บางคนตกอยู่ข ้างรักแร ้ เปลือยกาย สยายผม บ่นเพ ้อพึมพํา นํ้าลาย ไหล ปรากฏในพระหฤทัย เหมือนซากศพผีดิบในป่ าช ้า พระอาจารย์มั่นท่านว่า ขณะนั้นพระหฤทัยของพระองค์ พิจารณากิจใน อริยสัจ 4 อย่าง พระองค์ทรงแสดงไว ้ว่า สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ จิตของพระองค์ ก็ก ้าวเข ้าสู่อริยมรรค ต่อมาภายหลังทรงบัญญัติเรียกว่า อริยโสดาบัน จึงตัดสินพระทัยว่า เราอยู่ที่นี่ไม่ได ้แล ้ว จึงเสด็จออกผนวชในคืนนั้น ต่อจากนั้นก็เสด็จเข ้าสู่มคธรัฐ เพื่อบําเพ็ญ สมณธรรมต่อไป ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า ตอนไปทรงศึกษากับดาบสทั้งสองนั้น จิตของพระองค์ ก็บรรลุมรรคที่สอง คือ สกิทาคามี ผู้เล่าสงสัยขึ้นในใจว่า แล ้วอย่างนั้นการบรรลุธรรมครั้งที่สองของพระพุทธเจ้า จะ ไม่สมกับคําว่า "ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง" ดอกหรือ แต่ไม่ทันได ้เรียนถาม ท่านแถลงก่อนว่า "ดาบสทั้งสองได้ฌานสมาบัติ 7-8 อรูปพรหมเท่านั้น แต่ท่านทั้งสองขาด วิปัสสนา ปัญญาญาณ ซึ่งไม่ใช่สิ่งอ ัศจรรย์สําหรับพระองค์ จึงเป็ นครูของพระองค์ไม่ได้" ท่านพระอาจารย์ว่าอย่างนี้ ท่านพรรณนาถึงพุทธประวัติไว ้หลายวาระ จะนํามากล่าวสักสองวาระ พระอาจารย์มักพูดพลางหัวเราะด ้วยความชอบใจ ในพระดํารัสของสมเด็จพระ มหาสมณเจ้าฯ ว่า ทรงกดพระตาลุด ้วยพระชิวหา เมื่อลมอัสสาสะ ปัสสาสะ เดินไม่สะดวก ก็ เกิดเสียงดังอู้ในช่องพระกรรณทั้งสอง ทําให ้เกิดทุกขเวทนากล ้าจนปวดพระเศียร เสียดใน พระอุทร ร ้อนในพระวรกายเป็นกําลัง ก็ยังไม่สามารถจะตรัสรู้ได ้ จึงทรงเปลี่ยนวาระใหม่ โดยผ่อนพระกระยาหารลงจนไม่เสวยเลย จนพระวรกายผอมโซ ซูบซีด ขุมเส ้นพระโลมา เน่า ทรงลูบเส ้นพระโลมาก็หลุด เพราะขุมขนเน่า มีกําลังน้อย ทรงดําเนินไปมาก็เซล ้ม มีผิว ดําคลํ้า จนมหาชนพากันโจษขานกันไปต่างๆ นานา ก่อนท่านจะพูดต่อ ก็มีอาการยิ้ม หัวเราะ ออกเสียงพอเหมาะ ดูคล ้ายท่านจะ พอใจในพระดํารัสของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ว่า "มหาชนบางพวกพอเห็นก็กล่าวขวัญกัน ว่าทรงดําไปบ้าง บางพวกกล่าวว่าไม่ใช่ ดํา คลํ้าไปบ้าง บางพวกกล่าวว่า ไม่ใช่คลํ้า พร้อยไปบ้าง อย่างนี้ จนเหลือกําลังที่บุรุษไหน จะทําได้ แต่ก็ไม่ได้ตรัสรู้ จึงได้อุปมา 4 ข้อ ในพระหฤทัย ทรงเสวยพระกระยาหาร ทรงมี กําลัง"
  • 65. ท่านพระอาจารย์ว่า ตอนพระองค์ทรงเริ่มวิปัสสนาญาณ เป็นคํารบสาม พระหฤทัย ของพระองค์ก็ทรงกระทําญาณ 3 คือ สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ เหมือนสองวาระ แรก จิตของพระองค์ก็ก ้าวเข ้าสู่มรรคที่สาม คือ อนาคามีมรรค ท่านเล่าว่า มหาบุรุษอย่างพระองค์ ทรงกระทําอะไรไม่สูญเปล่า อา....เรื่องสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณนี้ ท่านอธิบายได ้ละเอียดวิจิตร พิสดาร มาเชื่อมโยงตั้งแต่ เอเต เต ภิกขเวฯ มัชฌิมา ปฏิปทา ฯ ลฯ จนถึง ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธ ธัมมันติ ถึง อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ พระมหาบุรุษอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ พระบารมีของพระองค์ทรงบําเพ็ญมาพอแล ้ว ด ้านปัญจวัคคีย์ก็เบื่อหน่าย หนีจากพระองค์ไป ความวิเวกก็เกิดขึ้น วันเพ็ญ เดือน 6 แห่ง ฤกษ์วิสาขะก็มาถึง นางสุชาดาจะแก ้บน จึงถวายข ้าวมธุปายาสในภาชนะซึ่งเป็นถาดทองคํา เพื่อให ้มั่นพระทัย พระองค์จึงอธิษฐานลอยถาดทองคําในแม่นํ้าเนรัญชราว่า "ถ้าจะได้ตรัสรู้ในวันนี้ ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสนํ้า" คําข ้าวมธุปายาสก็มี 49 คําพอดี พอจะรักษาพระวรกายของพระองค์ไปได ้ ตลอด 49 วัน ท่านพูดอย่างนี้ เมื่อความพร ้อมทุกอย่าง ความตรัสรู้ของพระองค์เป็นสัพพัญ�ุตัญญาณ อรหัง สัมมาสัมพุทโธ ก็เกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 6นี้แล โดยไม่มีใครมาแสดงอ ้างว่าเป็นครูหรือเป็น ศาสดาของพระองค์เลย ท่านพระอาจารย์มั่นบอกว่า "จู่ๆ มาถึงวันนั้น จะมาตรัสรู้เลยทีเดียวไม่ได้ พระองค์ได้พื้นฐานหลักประกัน ความมั่นคงแล้ว ตั้งแต่อยู่ในปราสาท วันเสด็จออกผนวชนั้นแล มิฉะนั้น เมื่อพระองค์ทรง กระทบกระทั่งต่อสัญญาอารมณ์ต่างๆ ในระหว่างทรงบําเพ็ญเพียร คงถอยหลังกลับไปเสวย ราชสมบัติอีก เพราะเบื้องหลังของพระองค์ก็พร้อมอยู่ จึงถอยไม่ได้ เพราะมีหลักประกัน แล้ว" ท่านอธิบายจนจบ ผู้เล่าเฉลียวใจว่า "ถ้าอย่างนั้น ยสกุลบุตร ก็คงสําเร็จมาจากปราสาทล่ะสิ" "ยสกุลบุตร เป็ นไปไม่ได้ เพราะวิสัยอนุพุทธะ ต้องฟังก่อนจึงจะรู้ได้ ไม่เหมือน สัมพุทธะอย่างพระพุทธเจ้า" แล ้วท่านยังเตือนผู้เล่าว่า "ปฏิบัติไปหากมีอะไรเกิดขึ้น จงใช้สติกับปัญญา สติ กับปัญญา สติกับปัญญา" ยํ้าถึง 3 ครั้ง "รับรองว่าไม่ผิดแน่ เพราะทุกวันนี้มีแต่ครูคือ พระธรรมวินัย ขาดครูคือ เจ้าของพระธรรมวินัย คือ บรมครู" ท่านว่าอย่างนี้
  • 66. เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของหลวงปู่ มั่น ภูริทัตโต จากหนังสือ "รําลึกวันวาน" หลวงตาทองคํา จารุวัณโณ โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดบันเทิงธรรม กระทู้ 19153 โดย: ภิเนษกรมณ์ 08 มี.ค. 49 ตอนที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ สู่วงศ์พระพุทธศาสนา หลังจากการทําสงครามยึดนครจําปาศักดิ์สิ้นสุดลง มีนายทหารท่านหนึ่งมากราบ ท่านพระอาจารย์มั่น ด ้วยความเลื่อมใส มาถึงตอนเช ้าก็ถวายทาน ปกติระเบียบของท่านพระ อาจารย์มั่น ถ ้าแขกมาอย่างนี้น่ะ ท่านจะให ้มาเวลาเช ้า เวลานี้ท่านจะต ้องให ้ต ้อนรับ แต่ถ ้า เลิกฉันบิณฑบาตแล ้วหมดเวลา จนถึงบ่าย 3 โมง และจะต ้องมีผู้นํามา ถ ้าไม่มีผู้นํา ท่าน ไม่ให ้เข ้ามา ทีนี้ท่านมาคนเดียว ขึ้นไปกราบนมัสการแล ้ว ท่านก็รายงานตามแบบทหาร ชื่อนั้น ชื่อนี้ ยศท่าน เท่านี้ ท่านพระอาจารย์มั่นก็เทศนาเกี่ยวกับ ทาน ศีล เนกขัมมะ การออกจาก กาม โทษของกาม หลังจากท่านเทศน์จบก็ลากลับ พอตกคํ่า หลังจากอบรมพระเณรเสร็จแล ้ว ผู้เล่าได ้เข ้าไปปฏิบัติท่าน ถวายการ นวด ท่านก็ปรารภเปรยๆ ขึ้นว่า "อันนี้ได้เหตุล่ะนะ" (อันนี้หมายถึงตัวท่าน) วันนั้นตอนเช ้าใกล ้จะสว่าง ท่าน กําลังทําสมาธิอยู่ ก็มีนิมิตปรากฏว่า มีนายพันคนหนึ่ง มารายงานตัวว่า ผมมาจากวอชิงตัน ตอนนั้นก็ยังไม่ได ้พิจารณาอะไรไรอก บังเอิญมาพบนายพันทหารไทยคนนี้ ท่านก็จึงหวน พิจารณา ได ้ความว่า นายพันทหารไทยคนนี้น่ะ สมัยสงครามโลกครั้งที่1 ไปรบอยู่ที่ ประเทศเยอรมัน มียศเป็นนายพันทหารเหมือนกัน เป็นคนอเมริกัน และพระเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่ 6 ได ้ส่งทหารไทยไปรบอยู่ที่เยอรมันนั้นเอง อยู่ฝ่ ายสัมพันธมิตร สมัยนั้น เวลาพักรบน่ะ พักจริงๆ ขนาดทหารฝ่ ายสัมพันธมิตรกับทหารเยอรมันจุด บุหรี่ด ้วยกันได ้ไม่เหมือนทุกวันนี้ หลังจากพักรบแล ้ว นายพันทหารไทยก็มานอนอ่าน หนังสืออยู่ที่เปล นายพันทหารอเมริกันก็เข ้ามาถาม "อ่านหนังสืออะไร" นายพันทหารไทย
  • 67. "อ่านหนังสือเรื่อง เบญจศีล เบญจธรรม เขียนโดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรม พระยาวชิรญาณวโรรส" "ผมอยากรู้ อธิบายให้ผมฟังได้ไหม" นายทหารไทยก็อธิบายให ้ฟัง แกก็เลื่อมใส พูดว่า "ผมถือคริสต์ ผมจะปฏิบัติ อย่างนี้ได้ไหม" "ขึ้นชื่อว่าความดีนี้ ไม่เลือก จะนับถืออะไรก็ทําได้" ทหารไทยตอบ แกก็เลยสมาทานศีล 5 กลับไปอเมริกา ไปสิ้นชีวิตลงที่นั่น ด ้วยอานิสงส์ของการรักษาศีล 5 นี้ ก็พลัดเข ้ามาสู่วงศ์พระพุทธศาสนา พอพลัด เข ้ามาแล ้ว ก็ยังได ้มาเป็นนายพันทหารอีกเหมือนกัน คือ ท่านพันเอก นิ่ม ชโยดม คนที่มา เมื่อเช ้านั่นแหละ เธอต ้องการอยากจะสําเร็จเป็นพระโสดาบัน เธอพูดกับท่านพระอาจารย์ว่า "จะได้ปิดประตูอบายภูมิ จะเป็ นไปได้ไหมท่าน อาจารย์" ท่านตอบว่า "สําหรับผู้ปฏิบัติ ก็คงจะได้กระมัง" เธอก็ยังสงสัยลังเลอยู่ ยังไม่มั่นใจ พอกลับไปกราบท่านพระอาจารย์ ครั้งที่ 2 ก็ ถามอีก ครั้งที่ 3 ก็ถามอีก ท่านพระอาจารย์มั่นก็พูดเหมือนเดิม หลังจากนายพันเอกนิ่มกลับไปแล ้ว ขณะผู้เล่าถวายการนวดอยู่ ท่านพูดว่า "เป็ นไปไม่ได้หรอก เพราะบารมียังอ่อน เขาเป็ นพาหิราศาสนา ศาสนาภายนอก มาหลายภพหลายชาติ ด้วยอานิสงส์ที่รักษาศีล 5 ในพระพุทธศาสนา จึงพลัดเข้ามาสู่วงศ์ พระพุทธศาสนา ต้องมาเกิดในประเทศไทยนี้ถึง 2 ชาติเสียก่อน จึงจะได้สําเร็จเป็ นพระ อริยบุคคลโสดาบัน เพราะบารมียังอ่อน" (พันเอกนิ่ม ชโยดม เกิดเมื่อ 28 มกราคม พ.ศ.2440 ที่จังหวัด พิษณุโลก ในปี พ.ศ.2460 สอบเข ้าโรงเรียนนายร ้อยทหารบก สําเร็จออกรับ ราชการ ในปี พ.ศ.2465 ได ้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็ นขุนนิมมานกลยุทธ ประมาณปีพ.ศ. 2490-2492 ย ้ายไปรับราชการเป็ นผู้บังคับการทหารบก อุบลราชธานี ในโอกาสออกตรวจเยี่ยมหน่วยทหาร ท่านได ้ถือโอกาสเข ้าไป กราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ณ วัดป่ าบ ้านหนองผือ ครั้งหนึ่ง เมื่อไปถึงวัดป่ าบ ้านหนองผือเป็ นเวลาพลบคํ่าแล ้ว มีคนมา ต ้อนรับและนําไปพักยังศาลาที่จัดเตรียมรอไว ้โดยมีที่นอนเตรียมไว ้พอดีกับ จํานวนคนที่ร่วมคณะทั้งหมด ซึ่งมี 8 คน พอสอบถามก็ทราบว่า ท่านพระ
  • 68. อาจารย์มั่นสั่งเตรียมไว ้ล่วงหน้า ตั้งแต่กลางวันแล ้วว่า จะมีคณะมาพัก 8 คน เรื่องนี้เป็ นเรื่องที่ท่านพักเอกนิ่มอัศจรรย์ใจเป็ นอย่างมาก เมื่อเกษียณแล ้ว ท่านมักไปถือศีลปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์ ซึ่ง เป็ นศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น เช่น หลวงปู่ แหวน สุจิณโณ หลวงปู่ ฝั้น อา จาโร ฯ ลฯ เรื่อยมาจนชราภาพมากจึงหยุดไป และท่านได ้ถึงแก่กรรมเมื่อ วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2531 -เรียบเรียงโดยภิเนษกรมณ์ จากประวัติพันเอกนิ่ม ชโยดม และบท สัมภาษณ์คุณณรงค์ ชโยดม บุตรชายคนโตของ พันเอกนิ่ม ชโยดม ) คนไทยเป็ นบุคคลที่โชคดีที่สุดในโลก คืนหนึ่ง หลังจากเทศน์อบรมพระเณรจบลง ท่านพระอาจารย์เข ้าพักผ่อน ผู้เล่า ถวายการนวด เรื่องพันเอกนิ่ม ชโยดม คล ้ายกับค ้างอยู่ยังไม่จบ ความเป็นคนไทย นับถือ พระพุทธศาสนา เข ้าสู่พุทธวงศ์ (หรือเข ้าสู่วงจรชาวพุทธ) มิใช่เป็นของได ้ง่ายๆ ท่านเลยยก พุทธภาษิตที่มาจากคัมภีร์พระธรรมบท ขุททกนิกายว่า กิจฺโฉ มนุสฺส ปฏิลาโภ กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ ภาษิตที่ยกมานั้น ท่านเอามงคลสูตรมากล่าว ตั้งแต่อเสวนาเป็นต ้นไป จนถึง ผุฎฐสฺส โลกธมฺเมหิ ฯ ลฯ เป็นอวสาน มงคลที่ท่านยํ้าเป็นพิเศษ คือ บท 2 ปฏิรูปเทสวาโส ฯ ลฯ บท 3 และ 4 ทาน�ฺจ ฯ ลฯ อนวชฺชานิ กมฺมานิ เพราะ 4 บทนี้ เป็นพื้นฐานของมงคล ทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องปฏิรูปเทสนี้ สําคัญมาก ท่านดูจะหมายเอาประเทศไทยโดยเฉพาะ พอท่านอธิบายจบแต่ละมงคล ก็จะยํ้าเป็นบาลีว่า เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ถึง 3 ครั้ง และเป็นภาษาไทยว่า เป็นความเจริญอันอุดมเลิศ เป็นความเจริญอันอุดมเลิศ เป็นความ เจริญอันอุดมเลิศ ถึง 3 ครั้ง ครั้งสุดท ้าย พอขึ้น ผุฏฺฐสฺ โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ อโสกํ วิรชํ เขมํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ นั่นละ ถึงเป็นมงคลถึงที่สุด คือ พระนิพพานเลย ท่านพูดต่อว่า "ความเป็ นคนไทย...พร้อม" พร้อมอย่างไร ท่านจะอ ้างอิงตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงสมัยปัจจุบัน ทั้งภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พระไตรปิฎกพร ้อมมูล ประเทศไทยไม่เคยอดอยากหิวโหย ตั้งแต่ยุคสุโขทัยถึงปัจจุบัน ประเทศไทยไม่เคยว่างเว ้นจากพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ทุกยุคทุกสมัย ชาวไทยศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ถวายจตุปัจจัยพระสงฆ์ทุกวัน นับมูลค่า ไม่ได ้
  • 69. ทําไมคนไทยจึงมีกินมีใช ้มิใช่บุญหรือ บุญมีจริงไหม มีข ้าวกล ้าในนางาม ฝนตก ถูกต ้องตามฤดูกาล ในป่ ามีไม ้ มีปลาในนํ้า มีสัตว์บนบก มีนกในอากาศ มิใช่บุญเกิดจากการ ถวายทานพระสงฆ์ในแต่ละวันหรือ ธรรมเทศนาของท่านพระอาจารย์มั่น มักจะยกการทํานามาเป็นเครื่อง อุปมาอุปไมย เปรียบเทียบเกือบจะไม่ว่างเว ้นเลย และอธิบายเรื่องการทํานาได ้อย่าง ละเอียดถี่ถ ้วนมาก คงจะได ้พบในมุตโตทัย ผู้เล่าจะนํามาเล่าเท่าที่จําได ้เช่น การปฏิบัติธรรมถูก ก็ถูกมาแต่ต ้น ท่านหมายถึง ผู้ปฏิบัติ คือ ไม่ลืมคําสอนที่พระอุปัชฌาย์สอนไว ้แต่วันบวช การทํานาก็เหมือนกัน "ถูกมาตั้งแต่ต้น ฮวงเม่าจึงมี ผิดมาตั้งแต่ต้น ฮวงเม่าบ่มี" "คําเหลืองสร้อยซิเป็ นฮอยหิหํ่า ข้าวกํ่าเป็ นข้าวพั้ว ง ัวสิให้ต่อควาย" คํานี้ท่านเปรียบผู้เรียนรู้มากแล ้วลาสิกขาออกไป เปรียบด ้วยข ้าวในนาจวนจะสุก อยู่แล ้ว เลยถูกหนอนคอรวงกัดกินเสียหายหมด เลยไม่ได ้กินสูญเปล่า พุทธภาษา มคธภาษาหรือบาลีภาษา เป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาโดยเฉพาะ เรียกว่า "พุทธภาษา" วันหนึ่งผู้เล่ากลับบ ้านถิ่นกําเนิด เพื่อทําบุญให ้มารดาผู้บังเกิดเกล ้า กลับมา นมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ได ้โอกาสขอนิสัยตามวินัยกรรม กล่าวคําขอนิสัย จบประโยค ว่า "นิสฺสาย อสฺสามิ" "ผิด เป็ น 'วจฺฉามิ' จึงจะถูก" ท่านเตือน ผู้เล่าคิดว่า พวกชาวมคธเวลาเขาพูดกัน เขาพูดอย่างนี้ แสดงขั้นสูงหรือคําสูง นิเทศ แสดงออกเป็นอุเทศ เป็นพุทธภาษา นิเทศแสดงแก่ชาวมคธก่อน ปฏินิเทศแสดงเป็น ภาษาต่างๆ ทั่วโลก อย่างกว ้างขวาง อุปมาอุปไมย เพื่อให ้ชาวโลกเข ้าใจเนื้อหาแห่งพระ ธรรมนั้นๆ เมื่อพระพุทธศาสนานี้หมดลง ภาษานี้ก็จะอันตรธานไปด้วย จนกว่าพระพุทธเจ้า องค์ใหม่มาตรัสรู้ ก็ตรัสรู้ด้วยภาษานี้ มิฉะนั้นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็ไม่น่า อัศจรรย์ เพราะภาษาชาติต่างๆ ใครก็พูดได ้ เหตุนี้จึงเรียกว่า มคธภาษา เพราะพระพุทธเจ้า ตรัสเทศนาเผยแพร่แก่ชนชาวมคธเป็นครั้งแรก ชาวมคธ คือใคร ก็คือ ชาวไทยนี้แหละ ดูแต่ภาษาที่เราพูดกันแต่ละคํา ทั้งภาษา สามัญ และภาษาทางการ ล ้วนแต่พุทธภาษาทั้งนั้น ฉะนั้นไม่มีชาติไหนจะพูดเขียนภาษานี้
  • 70. ได ้ถูกต ้องที่สุด พร ้อมทั้งอักขรฐานกรณ์ ทั้งภาคพยางค์ เพราะชาวมคธยอมรับนับถือ นํามาใช ้ก่อน จึงเรียกว่า มคธภาษา จําเป็นต ้องคงพุทธภาษานี้ไว ้ เพราะทรงไว ้ซึ่งพุทธวจนะหรือพระไตรปิฎก ถ ้าใช ้ ภาษาของชาติต่างๆ ที่แปลออกมาแล ้ว ผู้ปฏิบัติเห็นแก่ง่าย จะตีความเข ้าข ้างตนเองมากขึ้น พุทธวจนะก็วิปริตได ้จะแปลเป็นภาษาของชาติไหนๆ แต่พุทธภาษาก็ยังคงกํากับไว ้อยู่ เช่น ภาษาไทยฉบับบาลี หรือ ชาติอื่นๆ เช่น อังกฤษ ก็มีบาลีภาษากํากับ ทุกชาติจึงเรียก บาลีภาษา คือ รักษาไว ้ซึ่งพุทธวจนะนั่นเอง พุทธภาษา เป็นภาษาที่มีอักขระ คือ สระ และ พยัญชนะ พร ้อมทั้งฐานกรณ์ ไม่ ขาดไม่เกิน ไม่เหมือนภาษาสามัญ เช่น อักษรไทยเกินไป อักษรอังกฤษไม่พอ จึงเรียกว่า "ตันติภาษา" ภาษาที่มีระเบียบแบบแผน สืบทอดกันมาตั้งแต่ พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ บัณฑิตนักบาลีไวยากรณ์รู้ดี เพราะบัณฑิตเหล่านี้เป็นบัณฑิต โดยเฉพาะ "ตสฺสตฺโถ ปณฺฑิเตน เวทิตพฺโพ" ภาษานี้เป็นภาษาท่องจํา สังวัธยาย สวดมนต์ และบันทึกลงเป็นอักษร ทั้งกระดาษ ใบลาน และวัสดุที่ควรต่างๆ ไม่ใช่ภาษาที่ชาติใดๆ ใช ้ พูดกันในโลก พุทธภาษานี้มีความมหัศจรรย์ พระพุทธเจ้าตรัสได ้ 8 คํา พระอานนท์พูดได ้1 คํา พระอานนท์พูดได ้ 8 คํา สามัญชนพูดได ้1 คํา อุทาหรณ์ ประเทศไทยเป็น "ปฏิรูปเทส" พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปฏิรูปเทสวาโส จ ปุพฺเพ จ กตปุ�ฺญตา อตฺตสมฺมาปณิธิ จ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ สามัญชนพูดได ้คําเดียวนี้ คือ ความมหัศจรรย์ของพุทธภาษา หากเป็นภาษา สามัญชน ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็ไม่เป็นของมหัศจรรย์ นี่คือคําพูดของท่านพระอาจารย์มั่น ที่ผู้เล่าได ้ฟังมา บําบัดอาพาธด้วยธรรม ปกติท่านพระอาจารย์มั่นจะจากวัดที่อยู่จําพรรษา จาริกสู่ที่เป็ น ที่เที่ยวไป ก็ต้องสิ้นฤดูกาลกฐินเสียก่อน เมื่อท่านพระอาจารย์ปรารภจะเปลี่ยน สถานที่ เพราะอยู่บ ้านนามน บ ้านโคกศรีสุพรรณมานานแล ้ว มีหลายสํานักที่ศิษย์ไปจัดถวาย ไว ้ แต่ท่านปรารภจะไปสํานักป่ าบ ้านห ้วยแคน ห่างไม่เกิน 10 ก.ม. พอได ้เวลาก็ออกเดินทาง พระไปส่งหลายรูป ท่านส่งกลับหมด ผู้เล่าโชคดีได ้ อยู่ 2 องค์กับท่าน มีตาปะขาวอีกคนหนึ่งชื่อแดง ความเป็นอยู่ก็สะดวกสบายตามอัตภาพ แม ้ชาวบ ้านยากจน แต่เขาก็ไม่ให ้ท่านพระอาจารย์ยากจนด ้วย จึงมีเหลือฉันทุกวัน มิหนํา
  • 71. โยมที่ไปถวายบิณฑบาต ขาไปเต็มกระติบ ขากลับก็ยังเหลือเต็มกระติบ เพราะหมู่บ ้าน ใกล ้เคียงได ้ข่าว ก็มาใส่บาตรบ ้าง บ ้านนั้นบ ้าง บ ้านนี้บ ้าง มีอาจารย์วิริยังค์ อาจารย์เนตร อาจารย์มนู นํามาบ ้าง บางวันมีกิจกรรมบูรณะ หรือซักสบงจีวร ท่านเหล่านั้นก็ช่วยกันทําให ้เสร็จก่อนจึง กลับ หากเป็นวันลงอุโบสถ พระลูกศิษย์ที่พํานักในที่ต่างๆ จะมารวมกัน รูปที่อยู่ไกลหน่อยก็ มาพักแรม นําญาติโยมหาบเสบียงมาพักแรม ทําอาหารบิณฑบาตถวายด ้วยเสมอมา จึงไม่มี อุปสรรคใดๆ ในการเจริญสมณธรรม หนึ่งเดือนผ่านไป อากาศเริ่มหนาวจัด ท่านพระอาจารย์ปรารภจะทําซุ้มไฟ ผู้เล่า บิณฑบาตได ้ มาฉันกับท่านแล ้ว ช่วยกันทํากับชาวบ ้าน วันสองวันก็เสร็จ ประมาณเริ่มเดือนยี่ ท่านเริ่มไม่สบาย มีอาการคอตั้ง เอียงซ ้ายขวายาก โรคนี้ คล ้ายเป็นโรคประจํา แต่ไม่เป็นบ่อย มาสกลนครหลายปีก็เพิ่งจะเป็นครั้งนี้ ก็เช่นเคย ท่าน บ่นถึงพระมหาทองสุก ผู้เล่าเลยให ้โยมไปนิมนต์ท่านๆ พักวัดป่ าบ ้านห ้วยหีบ และท่าน อาจารย์สอ สุมงฺคโล ด ้วย ท่านอยู่บ ้านนามน ท่านทั้งสองก็เดินทางมาวันนั้นเลย พอมาถึง ทั้งชาวบ ้านและผ้าขาวแดง ระดมกันหายา มีเปลือกแดง เปลือกดู่ ใบ เป๊ า ใบพลับพลึง (ใบหัวว่านชนอีสาน) ใบการบูร (ใบหนาดโคกอีสาน) มาสับมาโขลก ละเอียดดีแล ้ว ตั้งหม ้อห่อยาวางบนปากหม ้อ ร ้อนแล ้วเอาผ้ารองวางประคบบนบ่า ไหล่บ ้าง หลังบ ้าง หน้าอกบ ้าง บนศีรษะบ ้าง 6 วันผ่านไป ท่านก็ยังออกบิณฑบาตทุกวัน ผู้เล่านอนพักที่ซุ้มไฟกับท่าน ตั้งแต่ เริ่มไม่สบาย พอรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 7 ท่านตื่นเวลา 03.00 น. เป็นปกติ ปลุกผู้เล่าลุกขึ้นสุมไฟ เพราะไฟอ่อนแสงแล ้ว ท่านล ้างหน้า ครองผ้า สวดมนต์ แล ้วก็นั่งสมาธิต่อ จะต ้มยาถวาย เหมือนทุกวัน ท่านไม่เอา ผู้เล่าก็ไหว ้พระนั่งภาวนา จะนอนก็อายท่าน ตลอด 6 วันที่ผ่านมา มีเวลานอนไม่พอ นั่งสัปหงกตลอดรุ่ง หลับๆ ตื่นๆ พอสว่างจัดบริขารออกบิณฑบาต พระ พยาบาลที่มาพักค ้างด ้วย ไม่ต ้องห่วงเรื่องบิณฑบาต เพราะพระที่อยู่ในรัศมีใกล ้ จะพาญาติ โยมมาอังคาส (ดูแลการถวายภัตตาหาร) เต็มที่ ตกตอนเย็นหลังจากเดินจงกรมแล ้ว ท่านเข ้าซุ้มไฟ ผู้เล่าเข ้าไปก่อน เตรียมปูเสื่อ สําหรับหมู่คณะ พอได ้เวลาจะต ้มยา ท่านว่าไม่ต ้อง ค่อยยังชั่วแล ้ว ต่อจากนั้นท่านก็เริ่ม อธิบายธรรมะ ยกเป็นภาษาบาลีแรกว่า "อฏฺฐ เตรส" แล ้วท่านถามท่านสอ (ท่านอาจารย์สอ สุมงฺคโล ต่อมาท่านมรณภาพที่วัดป่ าบ ้านหนองผือ) "แปลว่าอะไร" ท่านสอว่า "กระผมไม่รู้ภาษาบาลี" "หือ" ท่านมหาทองสุก เข ้าให ้แล ้ว
  • 72. ท่านมหาก็อํ้าๆ อึ้งๆ ด ้วยความเกรงว่าจะเป็นการอวดฉลาด "แปลให้ฟังก่อนนา ท่านมหาเรียนมาแล้ว กลัวทําไม" ท่านมหาตอบ "อฏฺฐ แปลว่า 8 เตรส แปลว่า 13 ขอรับกระผม" "ถูกต้อง สมเป็ นมหาจริงๆ " ท่านว่า ท่านอธิบายว่า "อาพาธคราวนี้ บําบัดด้วย มรรค 8 และธุดงค์ 13 เป็ นมรรค สามัคคีกัน" ต่อจากนั้นธรรมเทศนาใหญ่ก็เกิดขึ้น พระที่อยู่ในรัศมีใกล ้ยังไม่กลับ ประมาณ 15 รูป ซุ้มไฟบรรจุเต็มที่จะนั่งได ้20 รูป ท่านอธิบายมรรค 8 สัมพันธ์กับ ธุดงค์ 13 อย่างมีระบบ เป็นวงจรเหมือนลูกโซ่ ซึ่งผู้เล่าและพระในนั้นก็ไม่เคยฟัง 2 ชั่วโมง เต็ม พอเลิกต่างก็พูดกันว่า โชคดี เพราะไม่เคยฟัง เดือน 3 ย่างเข ้ามา ท่านพระอาจารย์ก็หายเป็นปกติ เพื่อนบรรพชิตต่างก็ทยอย กันกลับสํานักเดิม ทั้งนี้เพื่อท่านพระอาจารย์จะได ้วิเวกจริงๆ คงมีผู้เล่าและผ้าขาวแดง เท่านั้น ก็สะดวกดี เพราะทั้งผู้เล่าและผ้าขาว ก็เป็นบุคคลสัปปายะของท่านอยู่ ซุ้มไฟยังไม่ รื้อ อากาศยังหนาวอยู่ (เรื่องนี้เข ้าใจว่าเกิดขึ้นเมื่อ ท่านพระอาจารย์มั่นจําพรรษาอยู่ที่บ ้านโคกและบ ้าน นามนติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปีแล ้ว คือ พ.ศ. 2485-2487 เมื่อออกพรรษาแล ้วปลายปี พ.ศ.2487 ท่านจึงย ้ายมาอยู่ที่วัดป่ าบ ้านห ้วยแคน ซึ่งอยู่ไกลจากบ ้านโคกและบ ้านนามน ไม่เกิน 10 ก.ม. และพักอยู่ที่นี่ติดต่อกันประมาณ 4 เดือน จึงเดินทางต่อไปยังวัดป่ าบ ้าน หนองผือ - ภิเนษกรมณ์) จากบ้านห้วยแคน วันหนึ่งประมาณ 20.00 น.เศษๆ กําลังนั่งอยู่ในซุ้มไฟกับท่านพระอาจารย์ เสียง เครื่องบินกระหึ่มขึ้น บินผ่านหัวไป ท่านบอกให ้ผู้เล่าพรางไฟ ผู้เล่าหาอะไรไม่ทันก็เอาจีวร คลุมโปง สองมือกางออกยืนคร่อมกองไฟไว ้จนกว่าเครื่องบินจะบินผ่านไป วนไปวนมา 2- 3 ครั้ง ช่างนานเสียเหลือเกิน ตื่นเช ้าไปบิณฑบาต จึงรู้ว่ามีการจัดตั้งกองโจร ขับไล่กองทัพญี่ปุ่ นออกไป เครื่องบินนําเอาอาวุธยุทธปัจจัยมาให ้ฝึกพลพรรค การเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์จึงเกิดขึ้น เช่น เกณฑ์คนไปฝึกอาวุธ เกณฑ์เสบียง รู้กันอยู่ว่าปีนั้นฝนแล ้ง ข ้าวมีน้อย แต่ถูกเกณฑ์ไปให ้พล พรรค แม่บ ้านต ้องหาขุดกลอยขุดมันกินแทนข ้าว พระเณรก็ฉันอย่างนั้น ทุกข์แทบเลือดตา กระเด็น แต่ผู้มีอํานาจและพลพรรคเหลือกินเหลือใช ้เพราะส่งมาจากต่างประเทศโดย เครื่องบิน สงคราม คือ การเอาเปรียบ กดขี่ ข่มเหง บังคับขู่เข็ญ
  • 73. เดือน 3 ผ่านไป ซุ้มไฟถูกรื้อถอน เพราะอากาศอบอุ่นขึ้นแล ้ว พอเดือน 4 มี ชาวบ ้านหนองผือประมาณ 5 คน ได ้ขึ้นมาที่ศาลาที่ท่านพักอยู่ กราบนมัสการแล ้วยื่น จดหมายถวาย ท่านยื่นให ้ผู้เล่าอ่านให ้ฟัง เนื้อความในจดหมาย ขอนิมนต์ท่านพระอาจารย์ไปพัก ที่วัดป่ าบ ้านหนองผือ ท่านตอบรับทันที สั่งให ้เตรียมข ้าวของ ชาวบ ้านเขาบอก "ไม่ใช่ให้ท่านพระอาจารย์ไป วันนี้ จะกลับไปบอกพระอาจารย์หลุย (พระอาจารย์ หลุย จนฺทสาโร) เสียก่อน แล้วท่านจะจัดคนมารับ พระอาจารย์หลุยสั่งอย่างนี้" "เออ ดีเหมือนกัน เราก็ยังไม่ได้บอกหมู่ วันขึ้น 15 คํ่า เดือน 4 เพ็ญ หมู่จะมาลงอุโบสถกัน บอกหมู่แล้วก็ให้โยมมาวันนั้น พักแรมหนึ่งคืน วันแรม คํ่าหนึ่งเราก็ออกเดินทางกัน" ผู้เล่าไม่เคยคิด เพิ่งรู้ว่าวิสัยสัตตบุรุษ ไม่ยอมละทิ้งหมู่ เช่น ตอนที่ท่านอาพาธ หนัก จะจากพรรณานิคมไปสกลนคร (พักวัดป่ าสุทธาวาส) ยังพูดกับโยมที่มารับว่า "หมู่ล่ะ จะไปกันอย่างไร" คุณวิเศษ เชาวนสมิทธิ์ กราบเรียนว่า "ได้เตรียมรถรับส่งตลอด มีเท่าไหร่เอาไป ให้หมด" ท่านพระอาจารย์ว่า "ถ้าอย่างนั้นเอาพวกเราไป" หลังทําอุโบสถแล ้ว ท่านบอกว่า "อีกไม่นานถิ่นนี้จะมีแต่ทหารเต็มไปหมด ใครจะอยู่ ใครจะไป ก็ ตามใจ" (ปี พ.ศ.2487 ท่านพระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร ไปจําพรรษาที่วัดป่ าบ ้านหนอง ผือ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เมื่อออกพรรษาแล ้ว ต ้นปี พ.ศ.2488 ได ้ส่งโยมไปกราบ อาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นมาพักจําพรรษาที่วัดป่ าบ ้านหนองผือ และนับแต่นั้นเป็น ต ้นมา ท่านพระอาจารย์มั่นก็ไม่ได ้เดินทางย ้ายไปจําพรรษาที่อื่นอีกเลยตลอด 5 พรรษา จนกระทั่งปลายปี พ.ศ.2492 ท่านอาพาธหนัก จึงพากันหามท่านเดินทางไปพักที่วัดป่ าบ ้าน ภู่ (วัดกลางโนนภู่ในปัจจุบัน) ประมาณ 10 วัน แล ้วนิมนต์เดินทางต่อโดยรถไปพักที่วัดป่ า สุทธาวาส และท่านก็ได ้มรณภาพในคืนวันนั้นเอง - ภิเนษกรมณ์) พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร
  • 74. เมตตาชาวบ้านห้วยแคน 4 เดือนให ้หลังแห่งการอยู่บ ้านห ้วยแคน ท่านได ้แนะนําชาวบ ้านว่า ข ้าวเกิดจาก ดิน ไถคราดแผ่นดิน หว่านลงบนดิน ปักดําลงบนดิน บุกเบิกชําระดินให ้เตียนดี ไถดิน ดิน แล ้วดินเล่า ก็คนนี่แหละทํา บ ้านอื่นเขาก็คน เราก็คนเหมือนกัน เขามีข ้าวกิน เราอดข ้าวกิน มันอะไรกัน ทํานองนี้แหละที่ท่านพระอาจารย์สั่งสอน วันจากบ ้านห ้วยแคนสู่บ ้านหนองผือ ผู้หญิงร ้องไห ้ผู้ชายบางคน เช่น ผู้ใหญ่ฝันก็ ร ้องไห ้ครํ่าครวญว่า "เป็ นเพราะพวกเรายากจน ท่านจึงไม่อยู่ด้วย" ท่านก็ว่า "เราอยู่มาแล้ว 4 เดือน พวกท่านอดอยาก แต่พระก็ได้ฉันทุกวัน อยู่ แผ่นดินเดียวกัน คิดถึงก็ไปเยี่ยมยามถามข่าวกันได้" ท่านว่า สองปีผ่านไป ขบวนเกวียนลําเลียงข ้าวเปลือก และข ้าวสาร พร ้อมวัตถุอันบุคคล พึงบริโภค ก็ลําเลียงจากบ ้านห ้วยแคนสู่วัดป่ าบ ้านหนองผือ ดินแดนท่านพระอาจารย์มั่น พัก เกวียนไว ้ริมทาง ใกล ้หมู่บ ้านริมทุ่ง ผูกล่ามวัวให ้อาหารวัว หาฟืนหุงหาอาหารเลี้ยงดูกัน เวลาเช ้า ถวายบิณฑบาตท่านพระอาจารย์มั่นพร ้อมพระสงฆ์ ฟังเทศน์เสร็จแล ้ว ถวายข ้าวเปลือกหลายกระสอบและข ้าวสาร อันเป็นผลผลิตจากนํ้ามือชาวบ ้าน ท่านถาม "อะไรกันนี่" เขาตอบ "พวกกระผมชาวบ้านห้วยแคน แต่ก่อนอดอยาก เดี๋ยวนี้ไม่อดแล้ว เพราะฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์ว่า ให้เอาข้าวกล้าหว่านดําลงบนดิน บัดนี้พวกกระผมได้ทํา ลงบนดิน ได้ข้าวมาถวาย ตอบแทนบุญคุณท่านที่สอนพวกกระผม ให้ได้กินได้ใช้ ไม่ต้อง เอาลึมกระบอง (ขี้ไต้มัดรวมกัน 10 อัน) ไปแลกบ้านอื่นอีกแล้ว" พักอีกหนึ่งคืน ถวายทานเสร็จ ชาวบ ้านห ้วยแคนก็กราบลาท่านพระอาจารย์มั่นยก ขบวนเกวียนกลับ เทพบอกใส่บาตร เมื่อท่านพระอาจารย์ออกเดินทาง จากวัดป่ าบ ้านห ้วยแคน สู่วัดป่ าบ ้านหนองผือ เริ่มออกเดินทางเดือน 4 แรมคํ่าหนึ่ง วันแรก พักวัดบ ้านนากับแก ้ วันที่สอง พักวัดบ ้านโพนนาก ้างปลา สองคืนแรก เดินทางปกติไม่มีเหตุการณ์ วันที่สาม พักศาลากลางบ ้านของกรมทางหลวง ศาลานี้ตั้งอยู่ บ ้านลาดกะเฌอ ตําบลห ้วยยาง อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ขณะนั้นยังไม่เป็นหมู่บ ้าน เป็น ปางเลี้ยงวัวเลี้ยงควายของชาวสกลนคร ทําเลเหมาะแก่การพักของคนเดินทาง มีบ่อนํ้าให ้ ดื่มให ้ใช ้
  • 75. ท่านพระอาจารย์ไปถึงก็แวะพัก ขณะไปถึงนั้นเป็นเวลาประมาณ 13.00 น. มีพระ และผ้าขาวติดตาม ชาวบ ้านหนองผืออีก 12 คน รวมทั้งท่าน เป็น 21 คน พระช่วยกันปัด กวาด ญาติโยมนํานํ้ามาไว ้ดื่มไว ้ใช ้ปูที่พักถวายท่านเสร็จ หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ท่านพระอาจารย์ก็นั่งเฉย เอนนอนเฉยอยู่ ชาวบ ้านหนองผือผู้ เป็นหัวหน้าไปรับ เป็นคนใจร ้อน คิดว่า ถ ้าท่านพระอาจารย์พักอยู่นี้ จะฉันอะไร คนตั้ง มากมาย จึงเข ้าไปกราบนมัสการ ขอนิมนต์เดินทางต่อไปพักบ ้านโพนงาม ระยะทาง ประมาณ 7-8 ก.ม. จะได ้ทันเวลา ท่านบอกว่า "เราไม่ไป เขาเป็ นชาวบ้านป่ าชาวเขา เราพักอยู่นี้ เขาจะได้กินได้ทาน" หากท่านพระอาจารย์ว่า "ไม่" แล ้วอย่าได ้พูดซํ้าอีก ตอนเย็น ชาวบ ้านก็นําอาหารมาเลี้ยงแขกโยม พอเช ้าได ้เวลา ท่านพระอาจารย์ และพระสงฆ์เที่ยวบิณฑบาต มีคนนําไปเพราะเป็นปางควายปางวัว บ ้านแต่ละหลังมีทางลัด แคบๆ พอสมควรแล ้วคนก็นํากลับ ขณะกําลังถวายนํ้าล ้างเท ้าท่านพระอาจารย์ ก็ได ้ยินเสียง รถยนต์กําลังตรงเข ้ามา ท่านและคณะกําลังนั่งจัดบาตร ชาวลาดกะเฌอ ดูจะเป็นผู้ชายมากกว่า เพราะไป รักษาสัตว์ ไม่ใช่ไปตั้งบ ้านเรือน ก็มาถึงประมาณ 5-6 ครอบครัว ท่านแขวงกรมทางหลวง ขึ้นมากราบนมัสการท่านพระอาจารย์ว่า "พวกกระผมชวนกันมากินข้าวป่ า เป็ นบุญของพวกกระผม ที่ ได้มาพบท่านพระอาจารย์" เขาไม่รู้หรอกว่า นั่นคือ พระอาจารย์มั่น แต่เขาเป็นผู้ดีไทย กราบเรียนว่า "พระคุณท่านไม่ต้องหนักใจว่า มาพักที่กระผม มารบกวนพวกกระผม เป็ นบุญ ของพวกกระผมแท้ๆ " แล ้วสั่งลูกน้องเอาหม ้อข ้าว หม ้อแกง ปิ่นโต นําถวายท่านพระอาจารย์ร่วมกับ ชาวบ ้าน มีเนื้อสัตว์ป่ าทุกชนิด นับตั้งแต่เนื้อกวาง จนถึงตะกวด กระรอก กระแต อีเห็น ไก่ ป่ า สารพัดเนื้อสัตว์ ชาวสกลนครเขาเป็นคนมีมารยาทอ่อนน้อม น่ารัก และพูดจาก็เหมือน ผู้ดี คอยแนะนํา นี่เนื้อนั้น นั่นเนื้อนี้ มีทั้งต ้มทั้งแกง แต่ส่วนมากแล ้วเป็นเนื้อปิ้ง ยถา สพฺพี ฯ ลฯ ฉันเสร็จแล ้ว ท่านแขวงฯ ขึ้นไปกราบนมัสการพร ้อมคณะว่า "ความจริงพวกกระผมไม่ได้ตั้งใจมา พอดีผู้ช่วยไปยืนบอกหน้า บันไดตอนมืดแล้ว จําได้แต่เสียงว่า พรุ่งนี้เราไปกินข้าวป่ าที่ลาดกะเฌอ กัน ผมนัดชาวปางเขาไว้แล้ว ก็เลยตกลง"
  • 76. ฝ่ ายผู้ช่วยก็บอกว่า "ท่านแขวงฯ ให้เด็กไปบอกว่า พรุ่งนี้เราไปกินข้าวป่ าที่ลาด กะเฌอกัน ผมเลยให้แม่บ้านจัดอาหารแต่เช้า เสียงเอ็ดตะโรทั้งพ่อบ้านแม่บ้านว่า คนนั้นไป บอก คนนี้ไปบอก แซดกันไปหมด ไม่ได้ขึ้นไปบอกข้างบน ได้ยินแต่เสียงอยู่ข้างล่าง ว่าเป็ น เสียงคนนั้นคนนี้ พอมาอยู่ด้วยกันแล้ว ต่างคนปฏิเสธลั่นว่า ผมไม่ได้ไปบอก ดิฉันไม่ได้ไป บอก เลยงงไปตามๆ กัน" ท่านแขวงฯ ก็เลยพูดว่า "ถ้าอย่างนั้นใครไปบอก" แล ้วมองไปที่ท่านพระอาจารย์ ท่านพระอาจารย์ตอบว่า "ถ้าไม่มีใครไปบอก ก็คงเป็ นเทพนั่นซิ" เท่านี้เรื่องก็เป็นอันยุติ เลี้ยงอาหารกันต่อทั้งคณะแขวงการทาง คณะท่านพระอาจารย์ และชาวบ ้าน ทั้งหมด รับประทานกันอย่างอิ่มหนําสําราญ ท่านแขวงฯ บ่นเสียดาย ไม่มีถนนไปโพนงาม ถ ้าไปสกลฯ หรือสร ้างค ้อ ท่านจะนําส่งตลอด จากนั้นต่างอําลาแล ้วก็เดินทางต่อ คืนที่สี่ นอนพักบ ้านวัดบ ้านกุดนํ้าใส ตําบลนาใน (ปัจจุบันขึ้นกับอําเภอกุด บาก) ฉันเช ้าเสร็จเดินทางต่อถึงบ ้านหนองผือ ก่อนท่านพระอาจารย์จะไปถึง พระอาจารย์ หลุย จนฺทสาโร สั่งพระเณร แม ้ทั้งหมาและแมว ให ้หนีออกจากวัด ว่างไปประมาณ 2 วัน แต่ วัตถุใช ้สอยครบและหาง่าย ที่พักของท่าน เป็นกระท่อมเล็กๆ ไม่สะดวก ท่านพระอาจารย์อยู่กระท่อมเล็กๆ จําเพาะองค์ได ้เสียเมื่อไร ไหนพระอุปัฏฐาก ไหนญาติโยม จะไปนั่งเบียดท่านหรือ หญ้าคา ไม ้ไผ่ไม่ทุบเปลือกไม่อด ช่วยกันทําแค่ 10 วัน ได ้ถึง 5 ห ้อง ยังดูท่าน ลําบากตลอดพรรษา พระใกล ้ชิดและผ้าขาว ช่วยกันต่อห ้องถวาย พอพระอุปัฏฐากนั่งได ้ พอออกพรรษา ท่านเลยไปพักอยู่มุมศาลา ช่วยกันทําผ้ากั้น แต่ก็ลําบาก เพราะ ต ้องใช ้เป็นที่ฉันด ้วย ทําสังฆกรรมด ้วย ดีหน่อยตรงที่เวลามีกิจกรรม ได ้ที่พอเท่านั้น เป็ นอยู่ระหว่างสงคราม ปวารณาออกพรรษาแล ้ว คําว่ากฐินผ้าป่ าไม่ต ้องกล่าวถึง เพราะอยู่ในภาวะ สงคราม ผ้าพื้นบ ้านมีอยู่ แต่จํากัด เป็นผ้าด ้ายหยาบธรรมดาๆ ในความรู้สึกของพระสงฆ์ ไม่ มีค่านิยม แต่ท่านพระอาจารย์ทําเป็นตัวอย่าง นํามาทําเป็นสบงขันธ์ ทําเป็นจีวรใช ้แต่ไม่ทํา เป็นสังฆาฏิ ท่านบอกว่า "แต่ก่อนเราก็ใช้ผ้าอย่างนี้ ไม่มีผ้าเจ๊กผ้าจีน เรายังสืบทอดศาสนา มาได้" ตั้งแต่นั้นมา พระเลยไม่อดจีวรใช ้กัน
  • 77. ไม ้ขีดไฟก็ต ้องแบ่งก ้านกัน กลักเปล่าเก็บไว ้ เทียนไข แบ่งเล่มเวลาจะใช ้จะจุด บุหรี่ก็นับดูว่ามีถึง 5 คนไหม ถ ้าไม่ถึงก็จุดไม่ได ้ไม่คุ้มค่า เวลาไปห ้องนํ้า ได ้ท่าดีแล ้ว ต ้อง ดับเทียนไว ้ก่อน หรืออยู่ในห ้องนอน สงสัยว่าจะมีสัตว์อันตราย จึงจุดไฟไปดู เป็นต ้น ไม่หยุดจะหนี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น หลังจากเข ้าพรรษาไปได ้ประมาณครึ่งเดือน ที่วัดป่ าบ ้าน หนองผือ หน่วยกองโจรพลพรรคก็ยกเข ้าไปตั้งค่าย อยู่ห่างประมาณกิโลเมตรเศษๆ เสียง ปืน เสียงระเบิด ไม่มีหูเข ้าหูออก ทั้งกลางวันกลางคืน ผู้รักสันติอย่างท่านพระอาจารย์ สู้ด ้วย วิธีการดังผู้เล่าจะเล่าต่อไปนี้ เข ้าพรรษาผ่านไปแล ้วประมาณ 17 วัน วันนั้น ดูท่าทางท่านขรึม เวลาไป บิณฑบาต ปกติท่านจะชี้นั่นชี้นี่ อธิบายไปด ้วย วันนั้นเงียบขรึม จุดที่รับบิณฑบาตมีม ้านั่ง ยาวสําหรับนั่งให ้พร ยถา สพฺพี ฯ เสร็จ ท่านเอ่ยถามชาวบ ้านว่า "ป่ านี้ข้าศึกศัตรูก็ไม่มี เขายิงอะไรกัน" ชาวบ ้านตอบ "ไม่ทราบครับกระผม" ท่านว่า "ป่ านี้มันเป็ นดงเสือ ป่ าเสือ หรือว่าเขาอยากยิงเสือ" ว่าแล ้วก็ลุกขึ้นไปบิณฑบาต ตลอด 4 แห่งก็พูดอย่างนั้น ตกตอนเย็น พอสิ้นแสงอาทิตย์ ทั้งเสียงปืน ทั้งเสียงระเบิด ก็ดังสนั่นกึกก ้อง ตลอดทั้งคืนจนกระทั่งรุ่งสาง มีพลพรรคเป็นไข ้ตายในบังเกอร์ 2 คน อีก 3 คน กระเสือก กระสนออกไปตายอยู่บ ้านตนเอง3 ศพ รวมเป็น 5 ศพ ครูอุทัย สุพลวณิชย์ ชาวหนองผือ มาเล่าให ้ฟังว่า พอสิ้นแสงอาทิตย์ มองไปทิศ ไหนก็มีแต่เสือทั้งนั้น ชนิดลายพาดกลอน ทั้งแยกเขี้ยว คิ้วขมวดใส่ เป็นร ้อยๆ พันๆ ถ ้าเสียง ระเบิดเสียงปืนซาลงเมื่อไร เสียงเสือยิ่งเข ้ามาใกล ้ เลยหยุดยิงไม่ได ้ ยิงปืนจนรุ่งสาง พอ สว่างเสือตัวเดียวก็ไม่มีแม ้แต่รอย ลองคิดถึงคําพูดของท่านพระอาจารย์ดูซิ ว่าข ้าศึกศัตรูก็ไม่มี เขายิงอะไร ที่นี่มีแต่ ดงเสือ เขาอยากยิงเสือหรือ และได ้ยิงจริงๆ ด ้วย สู้กองพลเสือไม่ได ้แตกหนีตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ กองโจรพลพรรคก็ไม่เห็นหน้ากลับมาอีก การฝึกพลพรรค ใครๆ ก็กลัวตาย มาขอร ้องกํานัน ให ้มากราบเรียนท่านพระ อาจารย์ ขอให ้ทําหลอดตะกรุดและผ้ายันต์ ท่านทําอยู่ 15 วัน ก็สั่งหยุดอย่างกะทันหัน ยัง บอกกํานันว่า ท่านหยุดแล้ว หากกํานันไม่หยุด ท่านจะหนีกลางพรรษา ถือว่าเป็นภัยทาง พระวินัย เป็นอันยุติแต่วันนั้น
  • 78. ผู้เล่าไม่รู้ไม่เฉลียวใจ จนผ่านมาหลายปี กองโจรพลพรรคได ้กลายมาเป็น กองโจรคอมมิวนิสต์เต็มรูปแบบ จึงรู้ว่าท่านเล็งเห็นแล ้วว่า พวกนี้เป็นภัยต่อพระพุทธศาสนา ครูบาอาจารย์ผู้เป็นสัตตบุรุษ จึงไม่สนับสนุน
  • 79. เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของหลวงปู่ มั่น ภูริทัตโต ๗ จากหนังสือ "รําลึกวันวาน" หลวงตาทองคํา จารุวัณโณ โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดบันเทิงธรรม กระทู้ 19153 โดย: ภิเนษกรมณ์ 08 มี.ค. 49 ตอนที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ สร้างกุฏิ ปี พ.ศ.2488 สงครามโลกเพิ่งยุติลง แต่อะไรๆ ก็ยังหายากอยู่ ผ้าก็ยังคงใช ้ผ้า พื้นบ ้านตามปกติ ท่านพระอาจารย์ก็ยังคงพักที่ศาลา (ที่วัดป่ าบ ้านหนองผือ - ภิเนษ กรมณ์) ความบกพร่อง ความไม่พร ้อม ยังคงมีอยู่ แต่ท่านพระอาจารย์ก็ทนได ้ สิ่งที่พร ้อม คือ เสนาสนะ เพราะไม ้มีมาก แต่คนไม่พร ้อม ทั้งพระทั้งชาวบ ้านกินง่ายๆ อยู่ง่ายๆ แต่หากฉุกคิดสักหน่อยว่า ควรจะทํากุฏิ ถวายท่านให ้ดีกว่าที่เห็น มีห ้องพักฤดูร ้อน มีลมโกรก มีที่นั่งดื่มนํ้าร ้อน มีที่พักกลางวัน ฤดู หนาวติดไฟได ้น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ขาดผู้นําที่มีหัวคิดสร ้างสรรค์ ขนส่งก็ลําบากจึงอดเอา กว่าจะได ้มาเป็นกุฏิหลังเล็กๆ 2 หลัง ที่เห็นก็เกือบตาย ผู้เล่าเที่ยวชักชวน ชาวบ ้านนําออกเลื่อยไม ้ในป่ า ได ้คนเข ้าเป็นคู่ พอได ้ไม ้โครงเสร็จ จะนําเข ้าวัดก็ไม่ง่าย เด็ก เลี้ยงควาย ความรู้ประถม 2 อายุ22 พรรษา 2 ทําไมอาจหาญชาญชัยนักก็ไม่รู้ การนําไม ้เข ้าวัด หากไม่มีความคิด ไม่มีหวัง การจะสร ้างกุฏิถวายท่าน โดยไป ปรารภให ้ท่านฟังก่อนก็ไม่มีทางเป็นไปได ้ การนําไม ้เข ้า ต ้องมีใบรับรองจากป่ าไม ้อําเภอ และอย่าพูดว่าจะเอามาสร ้างกุฏิ ต ้องบอกว่า ชาวบ ้านคนหนึ่งเขาสร ้างบ ้าน มีไม ้เหลืออยาก ถวายวัด ท่านก็ว่า "ศรัทธามีก็เอามา" หากท่านถามหาใบอนุญาต ก็ต ้องเอาให ้ท่านดู โชคดีวันนั้น กํานันนําใบอนุญาต มาให ้ เหน็บอยู่ที่ประคดเอวผู้เล่า ท่านขอดูก็เอาให ้ดูได ้ทันที ท่านดูแล ้วก็ส่งคืน ความเกียจคร ้านของคนสมัยนั้น ขนไม ้เข ้าวัดแล ้ว มีแต่ไม ้โครง แต่ไม่มีเสา ทิ้งไว ้ วันแล ้ววันเล่า ผู้เล่าจะชักชวนวิ่งเต ้นอย่างไร ก็บอกกันแต่ว่า พรุ่งนี้ก่อนๆ ไม่สิ้นสุดสักที วันนั้นมาถึงเข ้า ท่านฉันเสร็จ เดินลงมาจะไปห ้องนํ้า ยืนดูกองไม ้ขณะนั้นมี โยม 3-4 คน พร ้อมผู้เล่าติดตามไป พอเห็น ท่านก็พูดแรงๆ ว่า
  • 80. "ใครเอาไม้มากองไว้นี่ มันรกวัด จะทําอะไรก็ไม่เห็นทํา เสาก็ไม่มี เอาคนหรือเป็ น เสา คนนั้นไปยืนนั่น คนนี้ไปยืนนี่ อย่างนั้นหรือ รีบขนออกไป ใครจะเลื่อยเอาไปแบ่งกันก็ เอาไป" ท่านว่าแล ้ว ก็ทั้งรู้สึกกลัว ทั้งขบขัน เอาคนมาเป็นเสา 5-6 วันให ้หลังก็ได ้เสามา พุทโธ่เอ๋ย ช่างไร ้สติเสียจริงๆ ทีนี้เสามาแล ้ว ไม่มีใครทํา อ ้างแต่ว่า ทําไม่เป็นๆ ทั้งพระทั้ง โยม เด็กเลี้ยงควายประถม 2 ผู้กล ้าหาญชาญชัยเหมือนเดิม ตัดสินใจให ้โยมเอา ต ้นหญ้าสาบเสือมา เอาตอกมัดโครงสร ้างขึ้น พระอาจารย์เดินมาเห็น ท่านถามว่า "จะทําอะไร" เรียนท่านว่า "จะสร้างกระต๊อบด้วยไม้ที่มีอยู่ กระผม" "นี้หรือแบบ" "กระผม" "เออ ใช้ได้" ท่านว่า ฟังแล ้วก็แสนจะดีใจ "ปลูกที่ไหนเล่า" "ปลูกที่นี่ขอรับกระผม" ที่ๆ มีผู้ไปนมัสการเห็นอยู่ตอนนี้ล่ะ แต่ก่อนมีต ้นหว ้าอยู่ข ้างหลัง เวลาบ่ายมี นกเขามาขันทุกวัน เรียนว่า "นกเขามาขันที่ต้นหว้านี้ทุกวัน จะได้ฟังเสียงนกเขา" ท่านว่า "เออดี ปลูกก็ปลูก" เริ่มโครงสร ้างได ้2 วัน พระอาจารย์พรหม จิรปุญโญ มาพอดี ผู้เล่าโล่งอก เราไม่ ตายแล ้ว พรุ่งนี้ฉันเช ้าเสร็จ พระอาจารย์พรหมก็ไปสั่งการ ใช ้แกนถ่ายไฟฉายขีดเส ้น เจาะ ตรงนั้น ผ่าตรงนี้ ทั้งโยมทั้งพระระดมกันใหญ่เลย ประมาณ 10 วัน ก็เสร็จเรียบร ้อย ชาวบ ้านขอนิมนต์ท่านพระอาจารย์ขึ้นไปอยู่ ท่านบอกว่า "ไม้ยังใหม่อยู่ ยังไม่คลายกลิ่น หมดกลิ่นไม้ก่อนค่อยไป" ตั้งแต่วันท่านพระอาจารย์ไปอยู่จนบัดนี้ ไปกราบนมัสการคราวใด ขนหัวลุก ทั้ง ละอาย คิดไม่ถูก ควรทําให ้ลักษณะดีกว่านี้ นี่พอเป็นรูปโกโรโกโส ทั้งสลดทั้งสังเวชตัวเอง เด็กประถม 2 เด็กเลี้ยงควายบ ้านนอก ทําไมแกมาอาจหาญชาญชัยให ้ผู้ดีมีเกียรติมาดูหัวคิด ฝีมือของแกได ้เป็นจิตสํานึกมาจนบัดนี้
  • 81. การสรรหาเจ้าคณะมณฑลและเจ้าคณะจังหวัด เมื่อตําแหน่งเจ้าคณะมณฑลหมากแข ้ง และเจ้าคณะจังหวัดนครพนม ว่างลง ความทราบถึง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สถิต ณ วัดราชบพิธฯ ให ้สรรหาผู้สมควร แต่ควรเป็นคนทาง ภาคอีสาน ไม่มีใครนอกจากพระจันทร์ (จันทร์ เขมิ โย) กับพระมหาจูม (จูม พนฺธุโล) วัดเทพศิรินทร์ โปรดให ้นําตัวเข ้าเฝ้า ทอดพระเนตรเห็นตรัสว่า "พระจันทร์ มีวุฒิแค่นักธรรมตรี อายุ พรรษาก็มากอยู่ แต่วุฒิการศึกษาไม่เข้าเกณฑ์ จะเป็ น เจ้าคณะมณฑล เป็ นเจ้าคณะจังหวัดได้ ให้ไปดํารง ตําแหน่งเจ้าคณะจังหวัดนครพนม" "ส่วนพระมหาจูม เปรียญ 3 นักธรรมโทเข้าเกณฑ์ แต่อายุแค่ 28 พรรษา 8 อายุ พรรษายังน้อยนัก จะไหวหรือ" นี้คือพระดํารัส แต่ไม่มีตัวเปลี่ยน จึงนําตัวพระทั้ง 2 รูป เข ้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล ้าฯ ในขณะนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงปรึกษาเรื่องพระมหาจูม กับพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ ทรงรับรองอย่างแน่พระทัย ตรัสว่า "ส่งไปได้เลย หม่อมฉันรับรอง พระมหาองค์นั้นไม่มีทางเสียหาย มีแต่ทางดี" สมเด็จพระสังฆราชเจ้าก็สนองพระประสงค์ พระจันทร์ เขมิโย และพระมหาจูม พนฺธุโล เคยออกปฏิบัติกัมมัฏฐานกับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเห็นว่า ไม่เป็นวิสัย จึงนําฝาก เข ้าศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดเทพศิรินทร์ (ท่านพระอาจารย์เล่าว่า ธรรมเนียมการส่ง พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ไปดํารงตําแหน่งวัดสําคัญ จะต ้องนําตัวเข ้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช เจ้า หรือสมเด็จพระสังฆราช และองค์พระมหากษัตริย์ก่อน) มณฑลหมากแข ้ง ประกอบด ้วย จังหวัดเลย หนองคาย นครพนม สกลนคร และ อุดรธานี เป็นวัดคณะธรรมยุต จัดการศึกษาทั้งด ้านบาลีและนักธรรม การปฏิบัติธรรมวินัย เป็นไปอย่างมีระเบียบดียิ่งมากขึ้นทุกจังหวัด มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดโพธิสมภรณ์ แม ้ต่าง มณฑลยังส่งมาเรียนที่นี่ สามสี่ปีให ้หลังผลงานออกมาเป็นที่ยอมรับ ได ้พระราชทาน ตําแหน่งพระครู สัญญาบัตรทั้ง 2 องค์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงชมเชยพระเจ้าอยู่หัว ต่อหน้าพระพักตร์ ว่า ทรงมีสายพระเนตรไกล มองดูบุคคลออก พระพรรษาน้อยอย่างพระมหาจูม พอพระทัย ส่งไปเป็นเจ้าคณะมณฑลได ้ นี้คือผู้เล่าได ้ฟังจากท่าน พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) แถวหน้า ซ ้าย พระธรรมเจดีย์ (จูมพนฺธุโล) แถวหน้า ขวา
  • 82. ได้รับจดหมายใหญ่ คงจะเป็นความผูกพันระหว่างศิษย์กับอาจารย์อย่างแน่นแฟ้น เมื่อครั้งที่ท่านพระ อาจารย์ส่งพระจันทร์ ซึ่งภายหลัง คือ พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) และ สามเณรจูม ซึ่งภายหลัง คือ พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ไปศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาทาง ราชการได ้ส่งพระทั้งสองรูป มาปฏิบัติศาสนกิจทางภาคอีสาน เป็นศิษย์ของท่าน ท่านพระ อาจารย์ส่งไปศึกษาเอง เวลามาทํางานที่ภาคอีสาน นักปราชญ์อย่างท่านพระอาจารย์จะไม่ เอาธุระช่วย คงเป็นไปไม่ได ้คล ้ายๆ กับว่ามีอะไรผูกพันกันอยู่อย่างนั้น ครั้งท่านพระอาจารย์จําพรรษาอยู่ภาคเหนือ ทุกปีท่านเจ้าคุณพระมหาจูมส่ง จดหมายไปกราบนมัสการนิมนต์กลับภาคอีสาน ปีแล ้วปีเล่าท่านพระอาจารย์ก็เฉยๆ ปีนั้น ท่านเจ้าคุณฯ จึงไปกราบนมัสการด ้วยตนเอง ขอนิมนต์กลับภาคอีสาน ท่านตอบรับทันที แล ้วยังเร่งด ้วยว่า "จะกลับวันไหนกลับด้วยกัน ทุกปีเห็นแต่จดหมายเล็กเลยไม่กลับ ปีนี้จดหมาย ใหญ่มาแล้ว ต้องกลับ" ท่านว่า ท่านเจ้าคุณฯ จึงกราบเรียนท่านว่า "นิมนต์พักอยู่ก่อน กระผมจะไปอุดรธานี จัดที่ พักเรียบร้อยแล้ว จะส่งคนมารับทีหลัง" ท่านเจ้าคุณฯ ได ้จัดวัดป่ าโนนนิเวศน์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ถวายให ้ท่าน พํานักเป็นวัดแรก หลังจากท่านไปจําพรรษาที่ภาคเหนือ ถึง 11 ปี (พ.ศ.2472 - 2482) ท่านได ้มาช่วยศิษย์ทั้งสองเต็มกําลัง ดังผลงานที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในภาคอีสาน การวินิจฉัยอธิกรณ์ เรื่องนี้เกิดขึ้น เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่ที่วัดป่ าบ ้านหนองผือ หลวงตามัน นิมฺมโล อยู่วัดวิริยะพล อําเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร เป็นศิษย์องค์หนึ่ง เป็นผู้ปฏิบัติดี มี ชาวสกลนครนับถือ นิมนต์มารับสังฆทาน โดยพักที่วัดป่ าสุทธาวาสเป็นประจํา คราวหนึ่ง เธอด่วนจะกลับวัด ฉันเสร็จแล ้ว นําโยมไปเอาปัจจัยส่วนแบ่งกับผ้าขาว คนหนึ่งที่เป็นไวยาวัจกร พระที่รับนิมนต์มี 7 รูป ได ้ไปรับปัจจัย ปรากฏว่าหายไปส่วนหนึ่ง ไม่ครบพระ ถามผ้าขาว เธอบอกว่า "หลวงตามันเอาไปสองส่วน" อธิกรณ์ก็เกิดขึ้น มีหลักฐานพยานเพียงพอ คณะสงฆ์จังหวัดตัดสินว่า หลวงตามัน ละเมิดอทิตตาทานสิกขาบท จํานวนเงินที่ได ้รูปละ 2.50 บาท สองส่วนรวมเป็น 5 บาท เธอ ปฏิเสธ แต่หักล ้างหลักฐานไม่พอ คณะสงฆ์ตัดสินวินิจฉัยให ้เธอสึก เธอบอกหากจะให ้สึก กรุณาพาไปกราบท่านพระอาจารย์มั่นก่อน คณะสงฆ์พร ้อมทั้งเจ้าคณะจังหวัด(ธ) จึงพา หลวงตามันไปวัดป่ าบ ้านหนองผือ
  • 83. พอไปถึงกราบนมัสการ เจ้าคณะจังหวัดยื่นเอกสารถวายท่าน พระอาจารย์ท่านว่า "วางไว้นั่นก่อน" ถามว่า "เรื่องอะไร" เจ้าคณะจังหวัดกราบเรียนว่า "เรื่องหลวงตามันละเมิดอทินนาทานสิกขาบท คณะ วินิจฉัยให้เธอสึก เธออยากให้พระอาจารย์วินิจฉัยอีก" ท่านพระอาจารย์ถามว่า "แล้วจะเชื่อผมไหม" พากันตอบว่า "เชื่อ" "ถ้าอย่างนั้นเอาเอกสารไปเผาไฟเดี๋ยวนี้ เพราะตัวหนังสือเล็กไป เอาตัวหนังสือ ใหญ่ คือ พวกเรา มาวินิจฉัยกัน" ท่านว่า เจ้าคณะจังหวัดจึงจัดการเผาทันที ท่านพระอาจารย์ว่า "อันเงินนั้นหลวงตามันไม่ได้เอาไปสองส่วน เอาไปส่วนเดียว คนที่เอาเงินนั้นไป คือ คนที่อยู่ใกล้เงิน ใครอยู่ใกล้ คนนั้นเอา" ตาผ้าขาวคนหนึ่งซึ่งนั่งนิ่งอยู่นั้น ก็สารภาพขึ้นต่อหน้าสงฆ์ ที่ท่านพระอาจารย์ เป็นประธาน ท่านพระอาจารย์ว่า "นั่นเห็นไหม ตัวหนังสือใหญ่แจ้งจางปาง ปานเห็นเสือ กลางวัน ลายพาดกลอนเต็มตัว" ท่านว่า "หลวงตามันเธอเป็ นพระมีศีล ท่านเจ้าคณะจังหวัดก็ดี ท่านมหาทองสุกก็ดี คณะ สงฆ์ก็ดี ทําอะไรให้รอบคอบ จะทําลายพระมีศีลโดยไม่รู้ตัว จะไปตกนรกเปล่าๆ ไม่เสียดาย หรือ ประพฤติพรหมจรรย์มานาน หวังมรรคผลนิพพาน ต้องมาตกนรก มันไม่คุ้มค่ากัน อย่า ไปทําลายพระมีศีล" ท่านว่า เรื่องก็สงบลงโดยความบริสุทธิ์ยุติธรรม เป็นตัวอย่างแก่คณะพระวินัยธรต่อไป หลวงตามันก็พ ้นคดีไป เป็นพระบริสุทธิ์ ที่ได ้เห็นได ้ฟัง ท่านพระอาจารย์มั่นวินิจฉัยอธิกรณ์ มีครั้งนี้ครั้งเดียว เทศน์มูลกัมมัฏฐาน ท่านพระอาจารย์ได ้เทศน์เรื่องนี้ว่า ก่อนพระอุปัชฌาย์จะบวชให ้กุลบุตรทั้งหลายนั้น จะต ้องสอนเรื่อง มูล กัมมัฏฐาน ก่อน เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ นี้เป็ นอนุโลม ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา นี้เป็ นปฏิโลม
  • 84. ต่อจากนั้นพระอุปัชฌาย์จะอธิบาย พอให ้ได ้ใจความว่า รากเหง้าของพระ กัมมัฏฐานทั้งหมด อันผู้ปฏิบัติจะพิจารณานั้น ออกไปจากกัมมัฏฐาน 5 นี้เอง จึงเรียกว่า มูล คือ เค ้าเป็นมูลเหตุ อันมูลกัมมัฏฐานนี้ ท่านพระอาจารย์อธิบายได ้ละเอียด เป็นอเนกปริยาย อย่างมีระบบ ซึ่งผู้เล่าจะนํามาเล่าพอได ้ใจความดังนี้ ท่านแปล เกสา อันว่าผมทั้งหลาย โลมา อันว่าขนทั้งหลาย นขา อันว่าเล็บ ทั้งหลาย ทนฺตา อันว่าฟันทั้งหลาย ตโจ อันว่าหนัง ท่านไม่ว่าทั้งหลาย ก็มันหนังผืนเดียวนี้ หุ้มห่อร่างกายอยู่ นอกนั้นมันมีมาก ก็ว่าทั้งหลาย ผมอยู่บนศีรษะอยู่เบื้องสูง ตามองดูจะเห็นส่วนบนก่อน ต่อจากนั้นจึงเห็นโดย ลําดับ รวมลงที่สุด คือ หนัง หนังเป็นใหญ่กว่าอะไรทั้งหมด ความนิยมชมชอบ ความสมมติว่า เป็นพระ เณร เถรท ้าว รวมไปทั้ง บุตร ภรรยา สามี ก็เพราะหนังผืนนี้หุ้มห่อ หากไม่มีหนังหุ้มห่อ มีแต่เลือด เนื้อ เอ็น ตับ ไต ไส ้พุง สุดท ้ายเหลือแต่กระดูกในหม ้อในโหล หรือว่าเหลือแต่โครงกระดูก ใครเล่าจะนิยมชมชอบ ว่าบุคคลนี้ เป็นพระเณรเถรท ้าว นี้เป็นบุตรภรรยาสามีของเรา มีไหม ล่ะ ด ้วยเหตุนี้เอง พระอุปัชฌาย์จึงได ้สอนกุลบุตรผู้จะบรรพชาอุปสมบท ให ้เรียนมูล กัมมัฏฐานก่อน เพราะว่า ราคะ ความกําหนัดยินดี อยากจะได้ชมเชย เชยชิด ก็เพราะไอ้เจ้า ตามองไปเห็นหนังก่อน ไม่ว่าชายเห็นหญิง หญิงเห็นชาย แล้วอยากได้มาเป็ นภรรยา สามี ก็เพราะหนังผืนนี้เอง นอกนั้นเป็ นแค่ส่วนประกอบ หนังเป็ นต้นเหตุ หนังก่อทุกข์ หนังก่อภพ ก่อชาติ ไม่ว่าคนและสัตว์ หมู หมา กา ไก่ ช้าง ม้า โค กระบือ แม้กระทั่งลา ก็หนังผืนนี้แล ทําไมพระอุปัชฌาย์จึงสอนให้พิจารณามูลกัมมัฏฐาน เพราะว่าเจ้าราคะ เจ้าโทสะ เจ้าโมหะ เจ้ากามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เกิด จากตาไปกระทบกับเค ้ามูลนี้ จึงต ้องให ้รู้สภาวะที่แท ้จริง ที่เกิดลักษณะอาการ กลิ่น สี ให ้ เห็นเป็นสิ่งปฏิกูล ไม่งาม น่าเกลียด โสโครก เพื่อบรรเทากําจัดกิเลสอาสวะให ้หมดสิ้นไป ตามความตั้งใจของกุลบุตร ที่มีศรัทธาเข ้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ท่านยกอุทาหรณ์ในเรื่องมูลกัมมัฏฐานไว ้ว่า แม ้สมเด็จพระสัพพัญ�ูเจ้าก็ตรัสสอนพระราหุลพุทธชิโนรส เป็นกรณีพิเศษ พระ โอวาทนี้เรียกว่า จูฬราหุโลวาทสูตร เป็นการทดสอบความสามารถของพุทธชิโนรสครั้งแรก เพราะพระราหุลทรงได ้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่า เลิศกว่าสาวกทั้งหลาย เป็นผู้ใคร่ต่อ การศึกษา ครั้งที่ 2 ทรงแสดงแก่พระราหุลก็มูลกัมมัฏฐาน แต่เป็นอเนกปริยายตามอัธยาศัย ของพระราหุล ชื่อว่า มหาราหุโลวาทสูตร จบลงจึงได ้สําเร็จเป็นพระอรหันต์ พร ้อมกับจตุ ปฏิสัมภิทาญาณอย่างสมบูรณ์ ได ้รับสมญาว่า พระมหาราหุล ตั้งแต่บัดนั้น
  • 85. หลังจากนั้น พระอุปัชฌาย์ก็คลี่ผ้ากาสาวพัสตร์ เอาอังสะจากผ้าไตรจีวร ห่ม เฉวียงบ่าข ้างซ ้าย อธิบายวิธีครองผ้าเสร็จ มอบผ้ากาสายะให ้นําไปครอง ครองผ้าเสร็จ เข ้ามาในท่ามกลางสงฆ์ กราบสามหน ถวายดอกไม ้กล่าวคําขอ สรณะและศีล พระอุปัชฌาย์ก็ให ้สรณะและศีล โดยบทบาลีว่า พุทฺธํ ฯ ปฯ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉา มิ วาระที่ 1 สามหน ทุติยัมปิ พุทฺธํ ฯ ปฯ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ วาระที่ 2 สามหน เป็น 6 ตติยมฺปิ พุทฺธํ ฯ ปฯ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ วาระที่ 3 สามหน เป็น 9 แล ้วอาจารย์จะบอก ว่า การบรรพชาเป็นสามเณรสําเร็จลงด ้วยไตรสรณคมน์เพียงเท่านี้ ท่านพระอาจารย์ได ้อธิบายต่อไปว่า สรณะในศาสนามีแค่ 3 แม ้ว่าจะถึงวาระที่ 3 เก ้าหน ก็ไตรสรณะอันเก่า ไม่มีคําว่า ภูเขาต ้นไม ้ รุกฺขเจติยา สรณํ คจฺฉามิ ภูติผีปีศาจ เสือสางคางแดง สรณํ คจฺฉามิ ถ ้าเพิ่มเข ้า มาอย่างนี้ผิด สรณะไม่เป็นสรณะ ไม่เป็นบรรพชิต จะเพิ่มเข ้ามาภายหลัง สรณะก็เศร ้า หมอง ท่านว่า ต่อจากนั้น จะบอกให ้สามเณรสมาทานสิกขาบท อันจะพึงศึกษา 10 ประการ ส่วน การอุปสมบทเป็นพระภิกษุนั้น ไม่ต ้องสมาทานศีล 227 เป็นเรื่องของสงฆ์จะยกฐานะให ้เป็น พระภิกษุ เมื่อคณะสงฆ์ยินยอมแล ้ว ก็เป็นพระสงฆ์โดยสมบูรณ์ จากนั้นเป็นหน้าที่พระอุปัชฌาย์จะสอนอนุศาสน์ ข ้อห ้าม และข ้ออนุญาต การแสดงธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น มิได ้สอนพระที่ทําหน้าที่พระอุปัชฌาย์ ใหม่เท่านั้น แต่ท่านสอนศิษย์ทั้งเก่าและใหม่ เพื่อให ้ศิษย์สํานึกเสมอว่า การปฏิบัติตาม โอวาทพระอุปัชฌาย์นั้น สามารถบรรลุธรรมวิเศษชั้นใดชั้นหนึ่ง มีพระโสดาบัน เป็นต ้น ภายใน 7 วัน 7 เดือน 7 ปี 12 ปี และ 16 ปี เป็นอย่างช ้า ท่านสอนสลับกันไป ทั้งภาษาบาลีและภาษาไทย อย่างมีระบบ ละเอียด อุปมาอุปไมย เป็นอเนกปริยาย ชนิดผู้ฟังใจจดใจจ่อ อยากฟังตลอดเวลา ท่านเปรียบ พระ อุปัชฌาย์เหมือนมารดาผู้ให ้กําเนิดลูก จะสอนลูกทุกอย่าง ให ้ทุกอย่างที่เป็นมนุษย์สมบัติ พอกินพอใช ้จนวันตาย ไม่มีผู้ใดเทียบได ้จึงได ้ชื่อว่า เป็นมิตรในเรือน เป็นพรหมของบุตร เป็นพระอรหันต์ในกระท่อมจนถึงมหาปราสาท ฉันใดก็ฉันนั้น ท่านว่า ท่านพระอาจารย์ปฏิบัติต่อสตรีเพศ สตรีเพศนั้นเป็นเพศยั่วยวนกามกิเลสของบุรุษเพศ ในขณะเดียวกัน บุรุษเพศก็ เป็นที่ยั่วยวนกามกิเลสของสตรี เป็นคู่กันมากับโลกฉะนั้น พระเถระชื่อว่า พระอานนท์ ผู้ทรง คุณสมบัติถึง 5 ประการ ข ้อที่ว่า มีนิติ คือ อุบายเป็นเครื่องนําไปของพระเถระนั้น พระ อานนท์ได ้เล็งเห็นการณ์ไกลต่อพระภิกษุ ผู้จะสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ในกาลต่อมา ใน วันที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน จึงกราบทูลถาม เรื่องการปฏิบัติต่อสตรีเพศของพระภิกษุ ว่า
  • 86. พระอานนท์ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ ันพระภิกษุในธรรมวินัย จะปฏิบัติต่อสตรี เพศอย่างไร" พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ดูก่อนอานนท์ การไม่รู้ไม่เห็นเป็ นการดี" พระอานนท์ "ถ้าจําเป็ นจําเป็ นต้องดูต้องรู้ต้องเห็น ควรทําอย่างไรพระเจ้าข้า" พระพุทธเจ้า "ถ้าเห็นไม่พูดเป็ นการดี ถ้าจําเป็ นต้องพูด ก็ต้องมีสติ พูด พอประมาณ อานนท์" ข ้อนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นอนุโลม คือ ตามไป หรือเป็นอนุวัตร คือ ความ กลับ แต่ท่านพระอาจารย์นั้นปฏิบัติเป็นปฏิโลม คือ ถอยหลังกลับ หรือปฏิวัติกลับหลัง เมื่อ จําเป็ นต้องพูด มีสติพูด เมื่อเห็น ไม่พูดเจรจา เอาข ้อแรกที่พระพุทธเจ้าตรัส คือ ไม่รู้ไม่เห็น เป็นหลัก ท่านว่า คือ ไม่รู้ไม่เห็นเป็นการดีนั้นเอง ในการสังเกตของผู้เล่า ท่านพระอาจารย์จะปฏิบัติข ้อไม่รู้ไม่เห็นตลอดมา เสมอ ต ้นเสมอปลาย เพราะท่านไม่คลุกคลีกับเพศหญิงเลย แม ้แต่หลานเหลนของท่าน ศิษย์สายของท่านจะยึดข ้อนี้ตามแนวของท่าน การปลูกต้นโพธิ์ ครั้งหนึ่ง ท่านพระอาจารย์ไปพักอยู่ในวัดร ้างแห่งหนึ่ง วัดนั้นมีต ้นโพธิ์หลายต ้น แผ่กิ่งก ้านสาขาออกไปกว ้างขวางมาก ใบแห ้งหล่นเป็นกองพะเนิน ท่านก็เลยบ่นว่า "ต้นโพธิ์นี้เอามาปลูกทําไมกัน รกที่ ต้นไม้อื่นก็ขึ้นไม่ได้ นกมาขี้ใส่ ทําลายโบสถ์ วิหาร" ผู้เล่าคิดในใจ "โพธิ์ตรัสรู้ ใครๆ ก็อยากได้บุญ" ขณะนั้นท่านกําลังกวาดใบโพธิ์แห ้งอยู่ จึงพูดว่า "เหอ...บุญมีแต่ปลูกต้นโพธิ์เท่านี้หรือ อย่างอื่นไม่มีหรือ ต้นโพธิ์พระพุทธเจ้ามา ตรัสรู้ พระองค์ก็ตรัสรู้ไปแล้ว และต้นโพธิ์ที่ปลูกกันเป็ นร้อยๆ พันๆ ก็ไม่เห็นมีใครสักคน เดียวมาตรัสรู้อีก" ท่านว่า แต่ละยุคมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้องค์เดียว แล้วจะปลูกให้ใครมาตรัสรู้อีก แต่ละพระองค์ที่มาตรัสรู้ ก็ไม่ใช่ใต้ต้นโพธิ์อย่างเดียว ต้นไม้อื่นก็มี ท่านว่าอย่างนี้ การรับศิษย์ในยุคปลายสมัย ลูกศิษย์ทุกท่านที่เข ้าไปศึกษากับท่านพระอาจารย์มั่นในยุคต ้นๆ ท่านจะเร่งใน เรื่องการทําความเพียร เดินจงกรม และภาวนา อย่างชนิดที่เรียกว่า เอาเป็นเอาตาย ศิษย์ก็มี
  • 87. ความเชื่อมั่นกับครูบาอาจารย์ ความเชื่อมั่นต่อพระพุทธเจ้า ว่าไม่ตาย เพราะเราทําถูก แต่ อย่าทําผิดพื้นฐาน คือ พระวินัย รับรองไม่ตาย ยุคหลังนักศึกษาที่สําเร็จนักธรรม สําเร็จบาลีมา ก็เริ่มเข ้าไปศึกษา ท่านเหล่านี้ ยกตัวอย่าง ท่านอาจารย์มหาบัว ท่านฯ พูดไม่มาก ได ้ฟังแล ้วก็เข ้าใจ เป็นลักษณะของผู้มี ปัญญามาก ผู้ที่ผ่านการศึกษานักธรรมบาลีมาแล ้ว จึงจะรับให ้อยู่ในสํานัก สามเณรก็ต ้องอายุ ถึง 17 ปีเสียก่อน ทําบัตรประชาชนแล ้วถึงจะรับ ถ ้าเป็นพระ ต ้องคัดเลือกทหารก่อน ท่าน ถึงจะรับ ต ้องผ่านการศึกษามาแล ้ว เพราะว่าเขาเหล่านี้รู้แบบแผนแล ้ว เมื่อมาปฏิบัติจนรู้เห็น ด ้วย จะเป็นประโยชน์ทั้งสองด ้าน สามารถเผยแผ่ศาสนาไปในทางที่ถูกต ้อง อันนี้เป็น วัตถุประสงค์ของท่านพระอาจารย์มั่น ศิษย์ที่เข ้ามาในยุคปลายก็มี ท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์วิริยังค์ หลวงปู่ หล้า และลูกศิษย์ของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ที่ผ่านนักธรรมบาลีมาแล ้วทั้งนั้น เช่น เจ้าคุณ มหาเขียน [พระอริยเวที (เขียน ฐิตสีโล) วัดรังสีปาลิวัน จังหวัดกาฬสินธุ์] เจ้าคุณมหา โชติ [พระเทพสุทธาจารย์ (โชติ คุณสมฺปนฺโน) วัดวชิราลงกรณ์ จังหวัดนครราชสีมา] พระ มหาประทิศ เจ้าคุณกง [พระราชศีลโสภิต (กง โฆสโก) วัดพระธาตุเชิงชุม จังหวัด สกลนคร] เป็นต ้น วินิจฉัยปัจจัยสี่ วาทะท่านพระอาจารย์มั่นน่าคิด เศรษฐกิจนี้ก็คือ ปัจจัย 4 ใช่ไหม ปัจจัย 4 เป็น เสฏฺโฐ เสฏฺฐา เสฏฺฐํ ทั้งปุฯ ทั้งอิตฺฯ และนปุฯ ครบทั้ง 3 ลึงค์ เสฏฺฐ แปลว่า เจริญที่สุด เจริญอย่างไร เจริญเคียงคู่กับคน เศรษฐกิจหรือ ปัจจัย 4 นี้มนุษย์จะอยู่ได ้เพราะอาศัยความเจริญนี้ไปพร ้อมๆ กัน จึงสืบต่อมาได ้ท่านฯ ว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว ้ ในพระวินัยปาฏิโมกข์ ที่เกี่ยวข ้องกับหลักการเศรษฐกิจนี้ เกือบจะทุก สิกขาบท บางสิกขาบท ท่านพระอาจารย์ก็วินิจฉัย และเข ้าใจความหมาย เช่น สิกขาบท เกี่ยวปัจจัยที่ 4 คือ ยารักษาโรค ความว่า ภิกษุไม่เป็นไข ้ติดไฟเองก็ดี ใช ้ให ้คนอื่นติดก็ดี เพื่อจะผิงไฟนั้น ต ้องอาบัติปาจิตตีย์ แต่ท่านพระอาจารย์มั่นมักจะผิงไฟเป็นนิสัย ข ้อนี้ทําให ้ศิษย์สงสัยกันมาก โดยเฉพาะในฤดูหนาว จะทําซุ้มไฟติดไฟ ตั้งแคร่ นั่งนอนในซุ้มไฟ เทศน์แก่ศิษย์ในซุ้มไฟ ศิษย์ก็ได ้ผิงไฟไปด ้วย ไม่ต ้องหนาวลําบาก ข ้อนี้ ท่านบอกว่า
  • 88. คําว่า ไข้ นั้น หนาวจนทนไม่ไหวก็คือไข้นั้นเอง หรือจะให้เป็ นไข้จับสั่น จวนจะ ตายอยู่แล้วจึงจะผิงไฟได้อย่างนั้นหรือ อย่าไปผิงเลย นอนคอยตายดีกว่า คนหนาวจะตาย แล้ว ไฟก็เป็ นยา ทําให้ร่างกายอบอุ่น เลือดลมเดินได้สะดวก เจริญสมณธรรมได้ ดีกว่า อดทนหนาวตาย ไม่เกิดประโยชน์อะไร ท่านว่า นิสัยที่พระอุปัชฌาย์สอนครั้งแรก ข ้อ 4 ว่า อาศัยนํ้ามูตรเน่าเป็นยานั้น ตามความเข ้าใจของนักวินัยทั้งหลาย หมายเอาผลมะขามป้อม ผลสมอ มาดองด ้วยนํ้ามูตร เน่านํ้าเยี่ยว อันนั้นก็ถูกต ้องแต่ท่านหมายเอานํ้าปัสสาวะ คือ นํ้าเน่าที่ดองในร่างกายคน แก้ โรคได้ เพราะ "อ ันนี้ได้พิจารณาแล้ว" (อันนี้หมายถึงท่านพระอาจารย์มั่น) คําว่า เภสัช นั้นหมายถึง ยาทุกชนิดที่แก้โรคได้ แต่ละอย่างต้องการกรรมวิธีด้วย การหมักดองให้เน่าเสียก่อน รวมความแล้ว ยาต้องดองด้วยนํ้ามูตรเน่า กินความกว้าง หมายเอายารักษาโรคทั่วไป รวมทั้งยาบํารุงด้วย เช่น เภสัชทั้ง 5 ท่านฯ ว่าอย่างนี้ ในพระวินัย พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นอเนกปริยาย พระพุทธเจ้าทรงเป็นนัก เศรษฐศาสตร์ชั้นเยี่ยม ท่านพระอาจารย์เน้นในวินัยปาฏิโมกข์ คือ เสขิยวัตรทั้งหมด เป็น เศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ รวมทั้งสังคม และมารยาทในสังคมด ้วย ท่านอธิบายสมณสารูป 26 ว่า สมณสารูป สมณะผู้มีรูปงาม จะนุ่งจะห่มจะยืนจะ เดิน ล ้วนมีความงามทั้งนั้น นุ่งให ้เรียบร ้อย ห่มให ้เรียบร ้อย ทั้งในวัดและในบ ้าน จึงเรียกว่า เป็นปริมณฑล ท่านยํ้าให ้เกิดบรรยากาศแห่งความร่าเริงในธรรมว่า ไม่ใช่ปริมันซังซะ ไป ไหนก็ซังซะ มาไหนก็ซังซะ (หมายถึง ไม่เรียบร ้อย ไม่งาม ไม่เป็นระเบียบ) ไม่ใช่สมณ สารูป เศรษฐกิจสัมพันธ์โยงใยไปถึง ธรรมวิภาคที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาว ชิรญาณวโรรสทรงรจนา เป็นหลักสูตรนักธรรมตรี แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ ทั้งธรรมทั้งวินัย เป็น สิ่งผูกพันกับชีวิตมนุษย์ทุกรูปทุกนาม เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงวางหลักเกณฑ์ไว ้ในคํานํา ว่า กุลบุตรผู้บวชภายในไตรมาส 3 เดือน ก่อนลาสิกขา ให ้ท่องให ้จบ คือ เดือน ที่ 1 ท่องวินัยบัญญัติ เดือนที่ 2 ท่องธรรมวิภาค เดือนที่ 3 ท่องคิหิปฏิบัติ จบพอดี กุลบุตร ลาสิกขาไป จะได ้รู้หลักธรรมนําไปปฏิบัติ หนังสือนวโกวาท เป็ นหนังสือธรรมย่อๆ แต่รวมเศรษฐกิจสัมพันธ์ไปด้วยอย่าง สมบูรณ์ เพราะเหตุนี้ท่านพระอาจารย์มั่นจึงยํ้านักยํ้าหนา ให ้ศิษย์ท่องให ้ได ้ ผู้เล่าเคยถวาย กัณฑ์สังฆาทิเสส พระวินัย และธรรมวิภาคหมวด 10 อภิณหปัจจเวกขณ์ ที่ว่า บรรพชิตควร พิจารณาเนืองๆ และคิหิปฏิบัติ เกียจคร ้านทําการงาน มีโทษ 6 อย่าง ในหมวด 10 ท่านมักจะยํ้า เรื่องกถาวัตถุ 10 ข ้อ 1 ข ้อ 2 ว่า มักน้อยสันโดษ อัปปิ จฉกถา สันตุฏฐีกถา คือ ความมัธยัสถ์ ใช ้สอยพอดีแก่ฐานะของตน ก็ดํารงชีวิตอย่างมี ความสุข
  • 89. ท่านพระอาจารย์กล่าวเตือนศิษย์เสมอว่า จะสอนศีลธรรมแก่ชาวบ้าน ต้องสอน ให้อิ่มปากอิ่มท้องเสียก่อน จึงค่อยสอนศีลธรรมทีหลัง สรุปได ้ว่า เศรษฐกิจสัมพันธ์และ พลานามัยแบบท่านพระอาจารย์มั่น ดูจะสัมพันธ์ผูกพันต่อเนื่องเป็นวงจร ระหว่าง พระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม ท่านพระอาจารย์ว่า อย่าไปทําตัวเป็นนักการค ้าผลิตผลของชาวบ ้านเสียเอง เพราะหากทําเช่นนั้น ท่านพระอาจารย์ว่า มหิจฺฉตา อสนฺตุฏฐี สสํคณิกา ไม่เกิดวิเวก มีความ เกียจคร ้าน จิตก็ห่างจากศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ อันควรเป็น ควรมี ควร ได ้ จากเพศพรหมจรรย์ เร่งอบรมพระเณร คงจะเป็นครั้งสุดท ้ายแห่งชีวิตของท่านพระอาจารย์ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สงบลง สภาพแวดล ้อมเอื้ออํานวย ปัจจัยที่เป็นเครื่องดํารงชีพสะดวกสบาย ปัจจัยสี่พอพียง จิตใจของประชาชนไม่สับสนวุ่นวาย สรรพสินค ้าเกษตรกรรม พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม หลั่งไหลเข ้าสู่ตลาดการค ้า ทั้งของไทยและของต่างประเทศ ท่านพระอาจารย์ถือเอาจังหวะนี้ เร่งรัดอบรมสั่งสอนศีลธรรม สมถวิปัสสนา แก่ พระสงฆ์และประชาชน หนทางยังกันดารอยู่ เดินทางด ้วยเท ้าเปล่าเข ้ามา เป็นเรื่องสนุกของ ชาวกรุงเทพฯ ไปแล ้ว ทั้งหญิงชายจากกรุงเทพฯ จันทบุรี ชัยนาท สระบุรี เชียงใหม่ เข ้าไป ถวายทาน กราบนมัสการเป็นระยะ เป็นหมู่เป็นคณะ ตั้งแต่ออกพรรษาตลอดฤดู หนาว 4 เดือน ทั้งใกล ้ไกล ท่านพระอาจารย์ต ้องทํากิจประจํา 5 ประการให ้มากยิ่งขึ้น ตอนเช ้าเที่ยว บิณฑบาต ตอนบ่ายเทศนาสั่งสอนประชาชน พลบคํ่าให ้โอวาทแก่พระสงฆ์ เกือบจะไม่มีเว ้น วัน อีก 2 อย่าง เป็นเรื่องภายในส่วนตัวของท่าน ผู้เล่าไม่สามารถนํามาเล่าได ้ พระเถระฝ่ ายบริหาร ทั้งเป็นเพื่อนเก่าและใหม่ ได ้เดินทางข ้ามเขา ไปกราบ นมัสการหลายรูป เท่าที่จําได ้เพื่อนเก่า มีเจ้าคุณปราจีน [คือ พระปราจีนมุนี (เพ็ง กิตติงฺก โร) วัดมะกอก จังหวัดปราจีนบุรี]เจ้าคุณสิงห์บุรี เจ้าคุณลพบุรี [คือ พระเทพวรคุณ (อํ่า ภทฺ ราวุโธ) วัดมณีชลขัณฑ์ จังหวัดลพบุรี ผู้เป็นน้องชายของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์(จันทร์ สิริจนฺโท) ] เจ้าคุณใหม่ มี เจ้าคุณรักษ์ หนองคาย [คือ พระธรรมไตรโลกาจารย์ (รักษ์ เรว โต) วัดศรีเมือง จังหวัดหนองคาย] เจ้าคุณเมืองเลย [คือ พระธรรมวราลังการ (ศรีจันทร์ วณฺณาโภ) วัดศรีสุทธาวาส จังหวัดเลย] เจ้าคุณพระมหาโชติ [คือ พระเทพสุทธา จารย์ (โชติ คุณสมฺปนฺโน) วัดวชิราลงกรณ์ จังหวัดนครราชสีมา] เจ้าคุณเขียน นครราชสีมา [คือ พระอริยเวที (เขียน ฐิตสีโล) วัดรังสีปาลิวัน จังหวัดกาฬสินธุ์]
  • 90. แสดงบุพพนิมิต ประมาณต ้นปี 2492 ปีที่ท่านจะเริ่มอาพาธ มันเป็นลักษณะคล ้ายๆ กับเป็นลาง สังหรณ์ของชีวิตแต่ละบุคคล ปกติท่านพระอาจารย์มั่นจะมีตะเกียงโป๊ ะเล็ก ๆ ส่วนมุ้งนั้นเป็น มุ้งผ้า ชาวบ ้านทอเอง ขณะนั้นเป็นฤดูหนาว อากาศหนาวมากคล ้ายภาคเหนือ จุดไฟมา หลายปี ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่วันนั้นอย่างไรไม่ทราบ ท่านร ้องขึ้นประมาณตี 2 "โอ๊ย โอ๊ย ไฟไหม้ ใครได้ยินมาช่วยด้วย ไฟไหม้ ใครได้ยินมาช่วยด้วย" มีกุฏิ 3-4 หลัง อยู่ใกล ้ๆ ผู้เล่าได ้ยินเสียงท่าน ตื่นขึ้นมาเปิดประตูกระโดดออกไป ไฟข ้างในสว่างอยู่แล ้ว กําลังจะไหม ้มุ้ง ผ้าส่วนหนึ่งมันปิดท่านอยู่ ท่านแก ้ไม่ออก ผ้าห่ม ส่วนหนึ่งแยกออกไปได ้แล ้ว ท่านก็พยายามหอบผ้าที่แยกออกแล ้ว พังออกไป ผู้เล่าผลักประตูเข ้าไปแรงๆ ประตูก็พังไปเลย แล ้วก็ผลักประตูข ้างหน้าอีก ผลัก ประตูหน้าต่างอีก หน้าต่างกับประตูมันมีพื้นฐานเท่ากัน ผลักเข ้าไปแล ้ว ก็รีบเปิดผ้าออก แล ้วประคองท่านออกมาข ้างนอก ท่านลุกขึ้น เข ้าไปดึงมุ้งลงมา ไฟมันจะขึ้นติดเพดาน กําลังจะไหม ้แล ้ว ผู้เล่าก็กระโดดเข ้าไป ลืมคิดถึงอันตราย บุกตะลุยเลย โยนมุ้งลงไป ข ้างล่าง เป็นแสงวูบไป พอปลอดภัยแล ้ว พระรูปนั้นก็มา พระรูปนี้ก็มา สว่างพอดี จึงกลับไป กุฏิ เตรียมบาตรลงไปศาลา ท่านมองดูผู้เล่า มันทั้งดําทั้งแดงไปหมด "เจ็บไหมล่ะ" ท่านว่า "พอทนได้ มันร้อนก็พอทนได้" ท่านมีนํ้ามันทําเอง สําหรับใช ้ทาริดสีดวงที่เป็นโรคประจําตัวของท่าน เวลาถ่าย แล ้วเลือดออก ต ้องใช ้นํ้ามันนั้น "นํ้ามันเรามี เอาไปทา เอ้า หล้า ช่วยกันทานะ" ไม่พอ 2-3 วันก็เป็นปกติ จะเป็นด ้วยอานุภาพของท่านก็ได ้เพราะสิ่งเหล่านี้มัน เป็นอจินไตย นํ้ามันนี้ ท่านทําใช ้เฉพาะองค์เดียว มีนํ้ามันมะพร ้าว ขี้ผึ้งแท ้เป็นส่วนประกอบ นอกจากนั้นก็อะไรที่ไม่ใช่ของแสบร ้อน ใช ้รักษาแผล เมนทอลท่านไม่เอา ทาเข ้าไปเย็นๆ ใช ้2-3 อย่างเท่านั้น ถ ้าไม่มีจริงๆ ก็ใช ้นํ้ามันมะพร ้าวกับขี้ผึ้งเท่านั้น ใช ้ได ้นาน 2-3 ปี จึงจะ หมด กุฏิที่ไฟไหม ้คือ หลังปัจจุบันที่วัดป่ าบ ้านหนองผือนั่นแหละ
  • 91. เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของหลวงปู่ มั่น ภูริทัตโต ๘ จากหนังสือ "รําลึกวันวาน" หลวงตาทองคํา จารุวัณโณ โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดบันเทิงธรรม กระทู้ 19153 โดย: ภิเนษกรมณ์ 08 มี.ค. 49 ตอนที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ สุบินนิมิตบ่งบอก สุบินนิมิต (ฝัน) ก็บ่งบอกชะตาชีวิต และอุปนิสัยของบุคคล ที่เคยอบรมสั่งสอนมา แต่ปางก่อน ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า นับตั้งแต่วันบวชเป็นพระมา (หมายถึง ช่วงบวชใน พรรษาแรกๆ - ภิเนษกรมณ์) นอนหลับที่ฝันทุกครั้ง คือ ฝันว่าได ้ไปโน่นไปนี่ อยู่ในสภาพที่ เป็นพระนี้ และแปลกเพราะบนบ่าสะพายดาบ ที่เท ้าทั้งสองข ้างมีรองเท ้าทําด ้วยหนัง ภายหลังมาพิจารณาได ้ความว่า ดาบ คือ ปัญญา รองเท้า คือ สมาธิ เมื่อปฏิบัติไป หากไม่มีอาจารย์แนะนํา ก็สามารถแก ้ปัญหาด ้วยตนเองได ้ท่านว่า และยังว่าต่อไปว่า บุคคลผู้บริจาควัตถุประเภทโลหะ เช่น บาตร มีดโกน และเข็มเย็บผ้า เป็น การเพิ่มปัญญาบารมี เวลาท่านจะให ้ของเบ็ดเตล็ดแก่ลูกศิษย์ มักจะหยิบเข็มออกมายื่นให ้ สานุศิษย์ ผู้เล่าก็เคยได ้รับจากมือของท่าน ส่วนการบริจาคหนัง เช่น หนังรองนั่ง และ รองเท ้า เป็นการบําเพ็ญเจริญฌาน อธิษฐานบารมี มีผลานิสงส์ ผู้เล่าเคยตัดรองเท ้าหนังถวายท่าน และพระเถระหลายองค์ รองเท ้าที่เป็นฝีมือ ของผู้เล่า คือ คู่เล็ก ส่วนคู่ใหญ่เป็นฝีมือของท่านอาจารย์วิริยังค์ ดูได ้ที่พิพิธภัณฑ์ท่านพระ อาจารย์มั่น อยู่ที่วัดป่ าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร หมายเหตุ เครื่องรองน ั่งทุกชนิด เช่น ผ ้าปูน ั่ง พรมปูน ั่งมี ในจ ัมมข ันธ์ ผู้บร ิจาคมีอานิสงส์ ทําจิตให้รวมเร็ว เมตตาผู้เล่า ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นผู้รู้จักอัธยาศัยของบรรดาสานุศิษย์เป็นอย่างดี ท่านเคย พูดเสมอว่า "คุณทองคํานี้เป็ นบุคคลที่มีสติปัญญาอ่อน และวาสนาน้อย ถ้า จะอุปมาเปรียบสานุศิษย์ทั้งหลาย เหมือนเหล็กซึ่งถูกหลอมเป็ นแท่ง มาแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อถูกไฟเผา เนื้อเหล็กอ่อน ก็ต้องตีด้วยฆ้อนแปด ปอนด์ มันไม่เสียหายอะไร แต่คุณทองคํานี้ เปรียบเหมือนเนื้อเหล็กผสม อยู่กับหินที่มันเกิดทีแรก ถ้าเราใช้ฆ้อนทุบก็จะแหลกละเอียดหมด"
  • 92. ตอนที่ท่านพระอาจารย์เริ่มอาพาธ ได ้เมตตาผู้เล่าว่า "ทองคําเอย เราก็สงสารเธอ ไม่มีอะไรจะให้ ขอให้เธอจงจดจํา ไว้ อันนี้เป็ นคําสั่งสําหรับคุณโดยเฉพาะ ครั้งสุดท้ายเมื่อเราตายไปแล้ว จะไม่มีใครสั่งสอนคุณ เหมือนดังเราสั่งสอน ขอให้คุณปฏิบัติตามคําสั่ง สอนของพระอุปัชฌาย์ ที่สอนครั้งแรกตั้งแต่วันบวช คือ การตั้งศรัทธา ความเชื่อในคุณพระรัตนตรัยอย่างแน่วแน่" "ต่อจากนั้นก็พิจารณาองค์กัมมัฏฐาน 5 คือ เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ ขอให้ยึดมั่นอย่างนี้ เพราะว่า นอกเหนือจากพระพุทธเจ้าผู้ ทรงเป็ นบรมครูแล้ว ก็มีครูคนที่สองรองจากพระพุทธเจ้า คือ พระ อุปัชฌาย์นี้เอง" พระอุปัชฌาย์จะสอนตั้งแต่สรณคมน์ จนกระทั่งถึงพระนิพพาน ให ้ตั้งศรัทธาต่อ พระรัตนตรัย ให ้พิจารณากัมมัฏฐาน 5 คือ เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ ให ้ยึดมั่นในหลักนี้ รับรองไม่ผิด ท่านว่าอย่างนั้น นี้เป็นการสั่งสมวาสนาบารมีให ้ยิ่งๆ ขึ้นไป ถึงไม่รู้ชาตินี้ ชาติ ต่อไปก็สามารถรู้ได ้ ผู้เล่ามาคิดเฉลียวใจว่า "เราปฏิบัติไปอย่างนี้ เกิดเป็ นบ้าเป็ นอะไร ขึ้นมา จะทําอย่างไร" ท่านบอกว่า "อย่าไปนึก เป็ นบ้าอะไรไม่ต้องห่วง เพราะว่าถ้าคุณ ไปเพ่งออกนอก คุณจะเป็ นบ้า หากมีอะไรเกิดขึ้น คุณมาเพ่งในนี้ คือ เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ มันจะแก้ของมันไปเอง" ท่านว่าอย่างนั้น "แล้วก็ทําให้มันต่อเนื่องเป็ น ภาวิตา พหุลีกตา เจริญให้มาก ถ้า หากว่าบุคคลที่มีวาสนาบารมีแล้ว อย่างเร็ว 7 วัน หรือ 7 เดือน ต้องได้ บรรลุคุณวิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง มีพระโสดาบันเป็ นต้น แต่วาสนาพอ ปานกลาง อบรมต่อเนื่องบ้าง ไม่ต่อเนื่องบ้าง ก็ไม่เกิน 7 ปี ต้องได้บรรลุ คุณวิเศษ ผู้ที่อบรมต่อเนื่องบ้าง ไม่ต่อเนื่องบ้าง ย่อหย่อนไป แต่ว่าไม่ ท้อถอย มีความเชื่อมั่นอยู่ในคําสอนของพระอุปัชฌาย์ อย่างช้าก็ 16 ปี " ท่านพระอาจารย์ว่าเป็นไปได ้ทุกคนนั้นแหละ ถ ้ายึดมั่นในคําสอนของพระ อุปัชฌาย์ได ้ รับรองไม่มีผิด ท่านว่างั้น และมรรคผลในธรรมวิเศษนั้น เป็ นของคนไทย โดยเฉพาะ ทําไมจึงว่าเป็นของคนไทยโดยเฉพาะ เพราะเราได ้ปฏิบัติสืบธรรมคําสอนของ พระพุทธเจ้ามาเป็นพันๆ ปีแล ้ว ความพร ้อมของคนไทยจึงมี เพราะฉะนั้นผู้ที่ประสงค์จะได ้ บรรลุคุณธรรมวิเศษนั้น มีโอกาสทุกคน
  • 93. อัครฐานเป็ นที่ตั้งแห่งมรรคผลนิพพาน เทศน์กัณฑ์นี้เกิดที่วัดปทุมวนาราม ความเดิมมีว่า หลังจากท่านพระอาจารย์มั่นไป เจริญสมณธรรมอยู่ที่ ถํ้าสิงห์โต หรือเรียกอีกชื่อว่า ถํ้าไผ่ขวาง ท่านพักอยู่พอสมควรแล ้ว ก็ กลับเข ้ากรุงเทพฯ พักที่วัดสระปทุม (วัดปทุมวนาราม) มีโอกาสก็ไปนมัสการ ท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เล่าความเป็นไปในการปฏิบัติบ ้าง สนทนาธรรม บ ้าง ตามประสาศิษย์และครู ได ้ปรารภถึงการแนะนําสั่งสอนหมู่คณะเชิงปรึกษาว่า ท่านมีวาสนาทางนี้ไหม ท่านเจ้าคุณก็รับรองว่า มี พอกลับมาวัดสระปทุม ท่านก็พิจารณาเรื่องการแนะนําหมู่คณะ เกิดความรู้ขึ้นมา จากภายในว่า อคฺคํ ฐานํ มนุสฺเสสุ มคฺคํ สตฺต วิสุทฺธิยา ได ้ความว่า ฐานะอันเลิศมีอยู่ในหมู่มนุษย์ มีแต่หมู่มนุษย์เท่านั้น ที่จะดําเนินไปสู่ หนทางเพื่อความดับทุกข์ได้ ท่านพิจารณาได ้ความว่า การแนะนําหมู่คณะเป็นไปได ้อยู่ ธรรมเทศนาเรื่องนี้ ท่านอธิบายอ ้างอิงคัมภีร์เป็นพิเศษ ท่านว่า ผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็ นพระพุทธเจ้า หรือพระสาวกก็ดี ต้องเป็ นมนุษย์เท่านั้น ทั้งอดีตนับด้วยแสนเป็ นอเนกก็ดี ปัจจุบันก็ดี ในกาลอนาคตอันจะมาถึงก็ดี ผู้ที่จะมาตรัสรู้ เป็ นพระพุทธเจ้าหรือพระสาวกก็ดี มีแต่มนุษย์เท่านั้น ส่วนเทพ อินทร์ พรหม และอบายภูมิ ทั้งสี่ ก็ไม่สามารถจะมาตรัสรู้ได้ เพราะว่ากายของเทพละเอียดเกินไป กายของอบายภูมิสี่ก็ หยาบเกินไป ส่วนมนุษย์อยู่ท่ามกลางแห่งภพทั้งสาม โดยเฉพาะกามภพ 11 คือ นับขึ้น ข้างบน 6 นับลงข้างล่าง 4 รวมเป็ น 10 มนุษย์อยู่ตรงกลาง รวมเป็ น 11 มนุษย์นี้ คือ อ ัครฐาน มีคุณสมบัติหรือองค์ประกอบพร้อมทุกอย่าง มนุษย์ผู้เลิศ มนุษย์ผู้ประเสริฐ มนุษย์ผู้มีความสามารถ ทําได้ทั้งโลกียปัญญา และโลกุตรปัญญา มนุษย์ อยู่ในท่ามกลาง จะขึ้นข้างบนก็ได้ จะลงข้างล่างก็ได้ นักปราชญ์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็ นต้น ทรงแนะนําไว้ทั้งสองทาง โดยยกสรณะ 3 ศีล 5 ธรรม 5 มงคลสูตร ธรรมบท ขุททก นิกาย มหาสมัยสูตร และสูตรอื่นๆ อีก จะขอกล่าวแค่ 8 สูตร คือ สุกฺกธมฺมสูตร สูตรนี้เป็น เทวธมฺมสูตร ในพระธรรม บท มหลฺลกภิกฺขุ พหุภณฺทิกภิกฺขุ พวกเทพเรียกเทวธรรมว่า สุกฺกธรรม ผู้เล่าจะยกมาพอ เป็นอุทาหรณ์ เนื้อความพิสดาร ท่านพระอาจารย์เปิดกว ้าง ให ้บัณฑิตอธิบายเพิ่มเติมได ้ โดยไม่ผิด ว่าเป็น มนุสฺสธมฺ เกิดเป็นมนุษย์มีความสามารถ ผู้ไม่มีสรณะ 3 ถือลัทธิอื่นเป็นสรณะ ละเมิดศีล 5 ข้อ 1 ตายแล ้วลงข ้างล่าง เกิดเป็นมนุษย์อายุสั้น
  • 94. ละเมิดข้อ 2, ข้อ 4 ตายแล ้วลงข ้างล่าง เกิดเป็นเปรตอสุรกายท ้องโต ปากเท่ารู เข็ม เพราะฉ้อราษฎร์บังหลวง เงินเหล่านี้เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานของมนุษย์ด ้วยกัน รังแกข่มเหง เอาเปรียบ จึงไปเกิดเป็นเปรต กินไม่อิ่ม หิวเป็นนิจ เพราะรูปากเล็ก ละเมิดข้อ 3 ลงข ้างล่าง เกิดเป็นสุนัขนับชาติไม่ถ ้วน ละเมิดข้อ 5 ลงข ้างล่าง สุราเมรัย ยาเสพติดทุกชนิด ตกโลหกุมภี ดื่มนํ้าทองแดง ตับไตไส ้พุงทะลุ เกิดใหม่กินอีก ไม่กินก็ไม่ได ้เพราะหิว ไม่มีอะไรจะกิน พ ้นแล ้วได ้เกิดเป็น มนุษย์ เป็นบ ้าใบ ้เสียจริตผิดมนุษย์ นับชาติไม่ถ ้วน นี้มีส่วนลงข ้างล่าง ส่วนขึ้นข้างบนนั้น ท่านอ ้างคัมภีร์หนึ่ง คือ มงคลสูตร ตั้งแต่ อเสวนาฯ เปฯ ผุฏฺฐสฺสโลก ธมฺเมหิ ฯ เปฯ ว่าเป็นยอดมงคลอันอุดมเลิศ ท่านยํ้ามาก คือ ปฏิรูปเทสวาโส จ ฯ ลฯ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ เพราะคนไทย ประเทศไทย เป็ นปฏิรูปเทส มีคุณสมบัติ และ องค์ประกอบสมบูรณ์แบบ ไม่มีชาติไหนเหมือน ภูมิประเทศไทย มีลักษณะ 4 คือ ภูเขา แม่นํ้า ทุ่งกว ้าง สาวงาม ลักษณะ 4 อย่าง นี้ มีในประเทศใด ประเทศนั้นจะพัฒนาตัวของมันโดยไม่หยุดยั้ง ถ ้ามีปัจจัยภายนอกเข ้าไป เสริม ก็จะพัฒนาไปได ้เร็ว หากไม่มี เขาก็พัฒนาของเขาได ้ ท่านว่าอย่างนี้ คําผญาสอนศิษย์ บทโคลง กาพย์ กลอน หรือ ผญา (อ่านว่า "ผะ-หยา" - ภิเนษกรมณ์) นั้น เป็น เรื่องธรรมดาที่ท่านจะนํามาพูดมาสอน สลับกับพระธรรมเทศนา เช่น คราวใดที่จิตของผู้ฟัง ส่วนมาก มีอาการตามกระแสธรรมของท่าน เมื่อท่านกําหนดดูจิตว่า ขณะนี้ จิตของผู้ฟังเกิด ปีติเพลิดเพลินเกินไปจนลืมทุกข์ คิดว่าจะยินดีพอใจในอารมณ์นั้น ท่านก็จะสลับเป็นผญา หรือร่ายออกมา "เออ เอ้า อย่าพากันลืมทุกข์เน้อ" เหมือนคําว่า "ทุกข์ตั้งแต่ในขันธ์ห้า โฮมมาขันธ์สี่ ทุกข์ตั้งแต่ในโลกนี้ โฮมข่อยผู้เดียว" เมื่อมีความเพลินจนลืมตัว ต่อไปก็จะลืมไตรลักษณ์ นี้เป็นความรู้สึกของผู้เล่า ผู้ ปฏิบัติเกิดปีติสุข เอกัคคตา อันเกิดจากฌานสมาธิสมถะ เป็นที่พักเอากําลังปัญญา เลยไป ติดในนั้น ท่านจึงให ้เอาไตรลักษณ์แก ้หรือเพื่อความร่าเริง อาจหาญ บันเทิงบ ้าง ตามแต่จิต ของผู้ฟังจะมีอาการ ที่ท่านแสดง เป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ของท่าน คําว่า "มะหับมะหายไป" เกิดขึ้นแล ้วก็หายไป เกิดขึ้นแล ้วก็หายไป เหมือนธิดา มารมาล่อลวงพระพุทธเจ้า เหมือนมีตัวมีตนแล ้วก็จางหายไป หรือเหมือนพยับแดดมองดู ไกล เหมือนมีตัวมีตน พอเข ้าใกล ้ก็จางหายไป
  • 95. "สาระพัดเกี้ยวขา สาระพาเกี้ยวแข้ง สายต่องแต่งเกี้ยวคอ นั่งก่อส่อเหมือนลิงติด ตัง" ความหมาย "ตัณหารักลูกเหมือนเชือกผูกคอ ตัณหารักเมีย (ผัว) เหมือนปอผูก ศอก ตัณหารักวัตถุข้าวของเหมือนปลอกใส่ตีน (เท้า) นั่งคอตกจนปัญญาคาความคิด เหมือนลิงติดตัง" ผญาบางบท เป็นของนักปราชญ์แต่ปางก่อนแต่งไว ้บ ้าง ที่เข ้ากันได ้กับธรรมที่ ท่านแสดง ธรรมดาพระอริยเจ้าชั้นใดชั้นหนึ่ง ท่านมีวาสนาในนิรุตติ (นิรุกติ ศาสตร์) ปฏิสัมภิทาญาณ เวลาท่านแสดงธรรม คําเหล่านี้จะขึ้นมาจากญาณของท่าน อัน เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ของพระอริยเจ้า เหตุที่ทําให้ฝนแล้ง ปีนั้นฟ้าฝนไม่ค่อยดี แต่ไม่ถึงกับแล ้ง นาลุ่มพอได ้เกี่ยว นาบกเฉาตาย ชาวบ ้านก็ บ่นต่างๆ นานา บางคนถามท่านพระอาจารย์ซื่อๆ ด ้วยความเคารพและกันเองว่า "ทําไม อัญญาท่าน" "อ ัญญาท่าน" เป็นภาษาสกลนคร ที่ถวายให้เกียรติอย่างสูง แก่พระ เถระที่ประชาชนเคารพนับถือมาก ทั้งจังหวัดจะได ้สมญานี้น้อยมาก อัญญาท่าน ตอบ "ฝนตกบ่ชอบ เมื่อนักปราชญ์เบื่อครองธรรม คนบ่ยํานักบวช เพราะนักบวชละสิกขาวินัย เมื่อหน้าหากซิมีแลฯ " นั่นได้ยินไหม ฟังเอา ไม่อยากให้ฝนแล้ง ก็อย่าให้เป็ นอย่างนั้น ซิ นี่คือคําตอบ ก่อนนิพพานที่วัดป่ าบ้านภู่ หลังจากออกพรรษาแล ้ว (พ.ศ.2492-ภิเนษกรมณ์) อาการป่ วยของท่านดูจะหนัก ขึ้นทุกวัน บรรดาศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านได ้ประชุมกัน จะนําท่านไปยังวัดป่ าสุทธาวาส จังหวัด สกลนคร โดยแวะพักที่วัดป่ าบ ้านภู่ก่อน (วัดป่ าบ ้านภู่ คือ วัดป่ ากลางโนนภู่ ในปัจจุบัน - ภิ เนษกรมณ์) ผู้เล่าจะขอเล่าเหตุการณ์ในวาระสุดท ้ายที่จําได ้ดังนี้
  • 96. เหตุการณ์ในระหว่างเดินทางจาก หนองผือสู่พรรณานิคม ระยะทางจากหนอง ผือ มีบ ้านห ้วยบุ่น นาเลา คําแหว (อ่าน ว่า หะแว) ทิดไทย โคกเสาขวัญ กุดก ้อม และพรรณาฯ นาเลา คําแหว หมู่บ ้านห่าง ออกไป ต ้องเดินอ ้อมเขา คนสมัยนั้นมีไม่ มาก แต่คนมาจากไหนมากมายเกินกว่าสมัย นั้น ทั้งหญิงทั้งชายทั้งเด็ก ที่อ ้อมห ้วยมา ทางลัด ทั้งช่องเขา ท่านํ้า ช่องป่ าไม ้ คนมา กันทุกทิศทุกทาง ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าท่านพระ อาจารย์จะออกเดินทางวันนั้น เพราะพูดตก ลงวันนั้น ทําเสลี่ยงเสร็จ วันที่สองก็นําท่านออกมาเลย มีคนแบกคานหาม 4 คน ล ้วนแต่เป็น ชายฉกรรจ์ทั้งนั้น พอเดินไปได ้ประมาณครึ่งกิโลเมตร ผู้รอเปลี่ยนคานหามก็บอกว่า "เธอออกไป เราจะเข้าหามแทน" คนหามก็บอกว่า "มายังไม่ถึง 10 วา จะมาแย่งแล้ว" "อ้าว เธอหามไกลแล้วต้องให้เราซิ" ทะเลาะกันมาตลอดทาง พระอาจารย์ฝั้นต ้องติดตามใกล ้ชิด คอยห ้ามทัพ ไม่ให ้ ทะเลาะกัน พอคนนั้นออกมา ผู้เล่าถามว่า "ทําไมหามไปไกลแล้ว ยังว่าหามไปไม่ถึง 10 วา" เขาบอกว่า "เวลาแบกเสาแบกฟื น หามนั้นหามนี้ มีแต่หนัก แต่หามอัญญาท่าน มั่น เบาเหมือนกับว่าเท้าไม่ติดดิน" นี้คือคําบอกเล่าของคนหาม จากบ ้านคําแหว ถึงบ ้านโคก ก่อนถึงบ ้านโคก มีลําห ้วย นํ้าเย็นไหลใสสะอาด คน หามขอพักล ้างมือ ลูบไล ้แขนขา เพื่อเข ้าสู่หมู่บ ้าน ท่านพระอาจารย์ก็อนุญาต และท่านก็ ล ้างหน้าด ้วย ศิษย์เช็ดตัวถวาย ขณะนั้นตัวท่านร ้อนอยู่ คล ้ายๆ จะมีไข ้ พร ้อมแล ้วก็หามท่าน เดินทางต่อ จนกระทั่งอีกไม่เกิน 10 ก.ม. จะถึงพรรณาฯ เลยบ ้านกุดก ้อมออกมา มีทางแยก สองแพร่ง แพร่งหนึ่งไปพรรณาฯ แพร่งหนึ่งไปบ ้านม่วงไข่ จึงเอาท่านวางลง ที่วัดป่ าบ ้านภู่ พรรณาฯ ท่านอาจารย์ฉลวย สุธมฺโม เตรียมรับพร ้อม ที่วัดป่ าบ ้าน ม่วงไข่ ท่านอาจารย์อ่อน ญาณสิริ เตรียมรับพร ้อม เลยเจรจากัน แต่ยังตกลงกันไม่ได ้ ได ้ยินถึงท่านพระอาจารย์ เลยถามว่า "ถึงหรือยัง" ตอบ "ยังไม่ถึง" ขบวนอัญเชิญพระอาจารย์มั่นจากวัดป่ าบ ้านหนอง ผือ มาพักที่วัดป่ ากลางโนนภู่ และไปวัดป่ าสุทธาวาส
  • 97. "เออ ไม่ถึงจะอยู่นี้หรือ" "กราบเรียน ท่านอาจารย์อ่อนจะนําไปม่วงไข่ ท่านอาจารย์ ฉลวยจะนําไปพรรณาฯ " "บ้านม่วงไข่เราไม่ไป เราจะไปวัดโยมอ่อน รู้แล้วหรือยัง รู้แล้วก็ ไป" พอถึงทุ่งนาหมดทางเกวียนแล ้ว ชาวบ ้านต ้องเดินตามคันนา กว ้างไม่เกิน 50 ซ. ม. ข ้าวแก่ก็มี กําลังจะแก่ก็มี แต่คนหามรวมทั้งคนเอามือประคองเป็นสิบสิบ เลยหยุดยืน กลัวจะเหยียบยํ่าข ้าว เจ้าของนาทุกคนที่ติดตามไป เขาไปยืนอยู่บนคันนา ประกาศขึ้นว่า "ข้าวเอ๋ยข้าว บัดนี้ความจําเป็ นเกิดขึ้นแล้ว ขอยํ่าขอกรายด้วย" แล ้วก็หันมาบอกพวกหามว่า "ไปได้เลย" แล ้วก็พากันเดินเอาคันนาไว ้กลาง ยํ่าไร่นาไปเลย ผู้เล่าเดินตามหลัง ไม่เห็นมี ข้าวล้มแม้แต่กอเดียว เพราะคนหามก็คือชาวนานี่เอง เขาต้องระวังเป็ นพิเศษ ข ้าวก็เลย ปลอดภัย ถึงวัดป่ าบ ้านภู่ ประมาณ 16.00 น. เศษๆ ทําเวลาได ้เร็วกว่าปกติ ส่วนหมู่คณะทั้งพระ เถระอนุเถระ ติดตามท่านมาเกือบหมดวัด เดินตาม ก็มีมาก เดินลัดเขามาก็มี ผู้ไม่ค่อยมีกําลังก็เดินลัด เขา เพราะใกล ้กว่า เป็นเวลา 11 วัน ที่ท่านได ้พักอยู่วัดป่ า บ ้านภู่ อันเป็นวัดที่ โยมอ่อน โมราราษฎร์ เป็น ผู้สร ้าง โยมอ่อน เป็นผู้มีศรัทธารับส่งสิ่งของต่างๆ ที่ส่งมาจากกรุงเทพฯ เชียงใหม่ จันทบุรี โดยทางพัสดุไปรษณีย์บ ้าง ฝากคนมาบ ้าง ส่งถึง วัดป่ าบ ้านหนองผือ ตลอด 5 ปี ผู้เล่าคิดว่าท่านพระอาจารย์คงเป็นอุปการะส่วนนี้ อันเป็น วิสัยของนักปราชญ์ จึงมาพักฉลองศรัทธาของโยมอ่อน บรรดาพระสงฆ์ที่เป็นศิษย์ ทั้งพระเถระอนุเถระ ทั้งไกลทั้งใกล ้ได ้มาดูแลปฏิบัติ เป็นจํานวนร ้อย ต่างพักหมู่บ ้านใกล ้เคียง มีหนองโดก ม่วงไข่ บะทอง เป็นต ้น ส่วนป่ าบ ้านภู่ ไม่ต ้องกล่าวถึง นอกกุฏิ ตามร่มไม ้ ริมป่ า ปักกลดเต็มไปหมด ทางราชการ มีท่านนายอําเภอพรรณานิคม เป็นประธาน ก็ได ้ประกาศเป็นทางการ ให ้ชาวพรรณาฯ ทุกตําบล หมู่บ ้าน ขอให ้มาช่วยกันดูแล เพื่อความสะดวกสบายแก่พระสงฆ์ เป็นจํานวนร ้อยๆ นั้น อาหารบิณฑบาต ที่พัก นําปานะ เพียงพอ ไม่มีบกพร่อง อาการ ศาลาที่พักอาพาธท่านพระอาจารย์มั่น ณ วัดป่ าบ ้านภู่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
  • 98. เจ็บป่ วยของท่านพระอาจารย์ ดูจะทรุดลงเรื่อยๆ ตัวร ้อนเป็นไข ้ไอจะสงบก็เป็นครั้งคราว พอ ให ้ท่านได ้พักบ ้าง บรรดาศิษย์ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ได ้มีการประชุมกัน มี ท่านเจ้าคุณธรรม เจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นประธาน ความว่า จะให ้ท่านมรณภาพที่นี่ หรือที่สกลนคร มติในที่ ประชุมเห็นว่า ให ้ท่านมรณภาพที่นี่ก่อน แล ้วค่อยนําไปสกลฯ โดยให ้พระมหาทองสุกไปจัด สถานที่คอย ที่วัดป่ าสุทธาวาส สกลนคร คืนวันที่ 11 ที่มาพักวัดกลางบ ้านภู่ เวลาตีสามเห็นจะได ้ ท่านพระอาจารย์มี อาการไม่สบายมาก ท่านโบกมือขวา บอกว่า ไปสกลฯ ไปสกล จนอาการทุเลาลง คณะคิลา นุปัฏฐากก็ทําการเช็ดตัว ถวายนํ้าล ้างหน้า เช็ดหน้า ห่มผ้า ก็รุ่งสว่างพอดี อาหารบิณฑบาตพระป่ วยก็นํามา ผู้เล่าตักถวาย ท่านอาจารย์วันประคองข ้างหลัง อาหารช ้อนแรก ท่านเริ่มเคี้ยว พอกลืนได ้ครึ่งหนึ่ง ก็มีอาการไอ ไอ ไอติดต่อกัน อาหาร ช ้อนแรกยังไม่ได ้กลืน ก็ต ้องคายออก ตักถวายช ้อนที่สอง ท่านยังไม่ได ้เคี้ยว เกิดไอ ไอใหญ่ ท่านคายลงกระโถน แล ้ว บอกว่า "เรากินมา 80 ปี แล้ว กินมาพอแล้ว" ผู้เล่าถวายนํ้าอุ่นให ้ดื่มเพื่อระงับอาการไอ ท่านบอกว่า "เอากับข้าวออกไป" ผู้เล่าอ ้อนวอนท่านอีก "เอาอีกแล้ว ทองคํานี้พูดไม่รู้จักภาษา บอกว่าเอาออกไป มันพอแล้ว" ก็จําใจนําออกไป พอท่านบ ้วนปากเสร็จ จึงเข ้าไปประคองแทนท่านอาจารย์วัน ท่านบอกว่า "พลิกเราไปด้านนั้น ทางหน้าต่างด้านใต้" แล ้วบอกว่า "เปิดหน้าต่าง ออก" ผู้เล่ากราบเรียนว่า "อากาศยังหนาวอยู่ สายๆ จึงค่อยเปิด" "เอาอีกแล้ว ทองคํานี้ไม่รู้ภาษาจริงๆ บอกว่าให้เปิดออก หูจาวหรือ จึงไม่ได้ยิน" พอเปิดหน้าต่างออกไป อะไรได ้ คนเต็มไปหมดทั้งบริเวณ ประมาณได ้เป็นร ้อยๆ คน ทุกคนที่มาจะเงียบหมด ไม่มีเสียงให ้ปรากฏ ถ ้าเราอยู่ที่ลับตา จะไม่รู้ว่ามีคนมา ทุกคน ก ้มกราบ นั่งประนมมือ ท่านพระอาจารย์กล่าวว่า
  • 99. "พวกญาติโยมพากันมามาก มาดูพระเฒ่าป่ วย ดูหน้าตาสิ เป็ นอย่างนี้ละ ญาติ โยมเอ๋ย ไม่ว่าพระ ไม่ว่าคน พระก็มาจากคน มีเนื้อมีหนังเหมือนกัน คนก็เจ็บป่ วยได้ พระก็ เจ็บป่ วยได้ สุดท้ายก็คือ ตาย ได้มาเห็นอย่างนี้แล้ว ก็จงพากันนําไปพิจารณา เกิดมาแล้ว ก็ แก่ เจ็บ ตาย แต่ก่อนจะตาย ทานยังไม่มีก็ให้มีเสีย ศีลยังไม่เคยรักษาก็รักษาเสีย ภาวนายัง ไม่เคยเจริญก็เจริญให้พอเสีย จะได้ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ด้วยความไม่ ประมาท นั่นละจึงจะสมกับที่ได้เกิดมาเป็ นคน เท่านี้ละ พูดมากก็เหนื่อย" นี้คือ โอวาทที่ท่านให ้ไว ้แก่ชาวพรรณานิคม ตั้งแต่นั้นจนวาระสุดท้าย ท่านไม่ได้ พูดอีกเลย ประตูที่พักด ้านหน้าเปิดอยู่ ท่านบอก “หันตัวเราไปทางประตู” พอหันเสร็จ ก็เห็นคนแต่งตัวผู้ดี 3-4 คน นั่งบนเสื่อที่ปูอยู่ข ้างล่าง สําหรับให ้แขก นั่ง ท่านเพ่งดูแล ้วถามว่า "ใคร" แขก "กระผม วิเศษ ลูกเขยแม่นุ่ม (คือ คุณวิเศษ เชาวนสมิทธิ์ ลูกเขยของคุณ แม่นุ่ม ชุวานนท์ - ภิเนษกรมณ์) เอารถมารับท่านอาจารย์กลับสกลฯ ท่านมหาทองสุกบอก เมื่อวานนี้ กระผมเลยนํารถมารับ ขอรับ" "เออ ไปซิ เราอยากไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้ เอ้า วัน ทองคํา แต่งของเร็ว" "เราจะไปอย่างไร รถจอดบนทางหลวง นี่มันมีแต่ทางเกวียน" นายวิเศษ "ไม่ยาก กระผมได้นําเปลพยาบาลมา เป็ นผ้าใบ เบาๆ นิ่มๆ นิมนต์นอน พักไปสบายๆ " "คนหามเล่า" นายวิเศษ "ท่านแขวงฯ ได้เตรียมคนมาพร้อมแล้ว รถก็สบาย ไม่กระเทือน เพราะ เป็ นรถประจําตําแหน่งของท่าน" พอแต่งของเสร็จ หมอก็ถวายยาให ้ท่านนอนหลับไปสบายๆ ก่อนไป ท่านเอ่ยขึ้นว่า "ก็หมู่เล่า จะไปกันอย่างไร" นายวิเศษ "ไม่ยากกระผม ท่านแขวงฯ ได้เตรียมรถบรรทุกคนงานมาพร้อมแล้ว บรรทุกได้เป็ นสิบๆ รูป จะขนถ่ายให้หมดวันนี้" จึงนําท่านไปขึ้นรถ สมัยนั้นรถหายาก รถประจําตําแหน่งท่านแขวงฯ ไม่รู้ว่ายี่ห ้อ อะไร ได ้ยินเขาพูดกันว่า แลนด์โรเวอร์ ส่วนรถบรรทุก เขาว่า รถดอดจ์ หรือฟาร์โก ้นี้ละ จากพรรณานิคม ถึงวัดป่ าสุทธาวาส สกลนคร เกือบ 12 นาฬิกา เพราะทางหิน ลูกรัง กลัวท่านจะกระเทือนมาก ท่านก็หลับมาตลอด นําท่านขึ้นกุฏิ ศิษย์ผู้ใกล้ชิดก็มี ผู้เล่า
  • 100. ท่านวัน ท่านหล้า ผู้จัดที่นอนให ้ท่าน ได ้ผินศีรษะไปทางทิศใต ้ปกติเวลานอน ท่านจะผิน ศีรษะไปทางทิศตะวันออก ด ้วยความพะว ้าพะวัง จึงพากันลืมคิดที่จะเปลี่ยนทิศทางผินศีรษะ ของท่าน เวลาประมาณ 1.00 น.เศษ ท่านรู้สึกตัวตื่นจากหลับ แล ้วพูดออกเสียงได ้แต่อือๆ แล ้วก็โบกมือเป็นสัญญาณ แต่ไม่มีใครทราบว่าท่านประสงค์สิ่งใด มีสามเณรรูปหนึ่งอยู่ที่นั้น เห็นท่าอาการไม่ดี จึงให ้สามเณรอีกรูปไปนิมนต์พระเถระทุกรูป มีเจ้าคุณจูม พระอาจารย์ เทสก์ พระอาจารย์ฝั้น เป็นต ้น มากันเต็มกุฏิ เท่าที่สังเกตดู ท่านใกล ้จะละสังขารแล ้ว แต่อยากจะผินศีรษะไปทางทิศ ตะวันออก ท่านพลิกตัวไปได ้เล็กน้อย ท่านหล ้า (พระอาจารย์หล ้า เขมปตฺโต) คงเข ้าใจ เลยเอาหมอนค่อยๆ ผลักท่านไป ผู้เล่าประคองหมอนที่ท่านหนุน แต่ท่านรู้สึกเหนื่อยมาก จะเป็นการรบกวนท่าน ก็เลยหยุด ท่านก็เห็นจะหมดเรี่ยวแรง ขยับต่อไม่ได ้แล ้วก็สงบนิ่ง ยัง มีลมหายใจอยู่ แต่ต ้องเงี่ยหูฟัง ท่านวันได ้คลําชีพจรที่เท ้า ชีพจรของท่านเต ้นเร็วชนิดรัว เลย รัวจนสุดขีดแล ้วก็ดับไปเฉยๆ ด ้วยอาการอันสงบ เป็นอันว่า อวสานแห่งขันธวิบากของท่านได ้สิ้นสุดลงแล ้ว ท่ามกลางศิษย์จํานวน มาก ในเวลาประมาณ 02.00 น.เศษๆ ณ วัดป่ าสุทธาวาส อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เหลือไว ้แต่ผลงานของท่านมากมายเหลือคณานับ  การเดินทางอันยาวนานในวัฏสงสารของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ ได ้ยุติลงแล ้ว เช่นเดียวกับการนําเสนอเกร็ดประวัติและปกิณกธรรมของท่าน จาก หนังสือ "รําลึกวันวาน"ตลอดระยะเวลา 3 เดือน ก็เห็นสมควรจะยุติลงเช่นเดียวกัน ในวันมงคลดิถีเพ็ญ 15 คํ่า เดือน 7 หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่นําเสนอนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ และเป็นแรง บันดาลใจให ้เร่งปรารภความเพียร ดําเนินตามรอยที่ท่านพระอาจารย์มั่นเดินนําไปแล ้ว นั้น จนถึงฝั่งแห่งความพ ้นทุกข์โดยทั่วกันทุกท่าน ตมหํ สงฆํ อภิปูชยามิข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งซึ่งพระสงฆ์นั้น ตมหํ สงฆํ สิรสา นมามิข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์นั้น…ด้วย เศียรเกล้า ภิเนษกรมณ์ 12 มิ.ย. 49

×