วิธีการทางประวัติศาสตร์

50,518 views
50,264 views

Published on

วิชาประวัติศาสตร์สากล ม.5

Published in: Education
3 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • ดีๆๆๆๆๆๆๆๆ
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
  • การตีความหลักฐานต้องเป็นหน้าที่นักประวัติศาสตร์โดยเฉพาะเท่านั้นหรือป่าวค่ะ
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
  • การตีความหลักฐานต้องเป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์เท่านั้นใช่ไหมค่ะ
    หรือว่าบุคคลธรรมดาก็สามารถตีความหลักฐานได้ด้วย
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
No Downloads
Views
Total views
50,518
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
556
Actions
Shares
0
Downloads
299
Comments
3
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

วิธีการทางประวัติศาสตร์

  1. 1. วิธีการทางประวัติศาสตร์
  2. 2. วิธีการทางประวัติศาสตร์ โดย รองศาสตราจารย์จุรีรัตน์ บัวแก้ว
  3. 3. วิธีการทางประวัติศาสตร์ คือ การค้นคว้าข้อมูลจากหลักฐานประเภทต่างๆ อาทิ หลักฐานชั้นต้น หลักฐานชั้นรอง ผู้รู้ คำบอกเล่า บทกวี วรรณกรรม การสืบค้น
  4. 4. แล้วนำมา คัดเลือก จัดหมวดหมู่ พิจารณาไตร่ตรอง พิจารณาไตร่ตรอง
  5. 5. แล้วนำมา ( ต่อ ) <ul><li>ตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐาน </li></ul><ul><li>อย่างละเอียด </li></ul>
  6. 6. แล้วนำมา ( ต่อ ) วิเคราะห์และตีความอย่างเป็นระบบ เพื่ออธิบายเหตุการณ์สำคัญ ที่เกิดขึ้นในอดีตว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์นี้ และคลี่คลายอย่างไร จากนั้น
  7. 7. แล้วนำมา ( ต่อ ) นำเสนอผลที่ศึกษาได้พร้อมอ้างอิงหลักฐานให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้อื่นตรวจสอบ หรือศึกษาค้นคว้าต่อไป
  8. 8. ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์ 1 การกำหนดเรื่องที่จะศึกษาให้ชัดเจน 2 รวบรวมข้อมูลจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 3   ตรวจสอบความจริงจากหลักฐาน 4 การตีความหลักฐาน 5 การสังเคราะห์และการวิเคราะห์ข้อมูล
  9. 9. 1. การกำหนดเรื่องที่จะศึกษาให้ชัดเจน WHAT WHEN WHERE
  10. 10. WHAT หมายถึง ชื่อเรื่องอะไร เช่น - เรื่องวัด - บุคคลสำคัญ - วัฒนธรรม - ภูมิปัญญา
  11. 11. WHEN WHEN หมายถึง เมื่อไหร่ เช่น ในสมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ หรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้น
  12. 12. WHERE WHERE หมายถึง ที่ไหน ในชุมชนสทิงพระในสมัยอยุธยา ( ซึ่งเป็นเรื่องกว้าง ) ปรับเปลี่ยนชื่อเรื่อง ให้กระชับมากขึ้น
  13. 13. WHERE ( ต่อ ) ชื่อวัดในชุมชนสทิงพระ ในสมัยอยุธยา : ศึกษากรณี วัดพะโคะ ( ซึ่งเป็นเรื่องแคบขึ้น )
  14. 14. 2. รวบรวมข้อมูลจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในเรื่องที่ต้องการศึกษาให้มากที่สุด เช่น ข้อมูลเรื่องวัดในชุมชนสทิงพระในสมัยอยุธยา : ศึกษากรณี วัดพะโคะ ได้แก่
  15. 15. 2. รวบรวมข้อมูลจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ( ต่อ ) ตำนาน พงศาวดาร จดหมายเหตุ ใบบอก หนังสือบุด ศิลาจารึก เพลงกล่อมเด็ก โบราณวัตถุโบราณสถาน หลักฐานชั้นต้น ได้แก่ หลักฐานชั้นรองได้แก่ หนังสือ ตำรา งานวิจัย คำบอกเล่า เป็นต้น
  16. 16. 3. ตรวจสอบความจริงจากหลักฐาน ใช้วิธีการวิพากษ์มี 2 วิธี
  17. 17. 3. ตรวจสอบความจริงจากหลักฐาน ( ต่อ ) 1. วิพากษ์หลักฐานภายนอก (external criticism ) 2 การวิพากษ์ข้อมูลหรือวิพากษ์ภายใน (internal criticism )
  18. 18. 1. วิพากษ์หลักฐานภายนอก (external criticism ) คือ การพิจารณาตรวจสอบหลักฐานที่ได้คัดเลือกไว้แต่ละชิ้นว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด เป็นเพียงการประเมินตัวหลักฐาน มิได้มุ่งที่ข้อมูลในหลักฐาน ขั้นตอนนี้เป็นการสกัดหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือออกไป เช่น ศิลาจารึกอาจตรวจสอบโดยดูรูปลักษณ์ภายนอก สีของวัสดุที่นำมาใช้เขียน
  19. 19. 2 การวิพากษ์ข้อมูลหรือวิพากษ์ภายใน (internal criticism) คือ การพิจารณาเนื้อหาหรือความหมายที่แสดงออกใน หลักฐานเพื่อประเมินว่าน่าเชื่อถือเพียงใด
  20. 20. เน้นความถูกต้อง คุณค่า ตลอดจนความหมายที่แท้จริง มีความสำคัญต่อการประเมินหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร 2 การวิพากษ์ข้อมูลหรือวิพากษ์ภายใน ( ต่อ ) เพราะ
  21. 21. 2 การวิพากษ์ข้อมูลหรือวิพากษ์ภายใน ( ต่อ ) ข้อมูลในเอกสารมีทั้งที่คลาดเคลื่อน และมีอคติของผู้บันทึกแฝงอยู่ หากนักประวัติศาสตร์ละเลยการวิพากษ์ข้อมูลผลที่ออกมาอาจจะผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น ศิลาจารึกลักษณะตัวอักษรเป็นอักษรที่เขียนสมัยไหน ภาษาอะไร สำนวนแบบนี้ใช้สมัยไหน เรื่องราวที่เขียน
  22. 22. 2 การวิพากษ์ข้อมูลหรือวิพากษ์ภายใน ( ต่อ ) ตัวสะกด การันต์ นิยมใช้สมัยไหน เรื่องราวที่ปรากฏในศิลาจารึกเกี่ยวกับอะไร ตรวจสอบว่าถูกต้องตรงกับข้อมูลในเอกสารอื่นๆอย่างไร ปี พ . ศ . ร . ศ . จ . ศ . ที่ใช้ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดจริง เขียนโดยใครเป็นต้น
  23. 23. 2 การวิพากษ์ข้อมูลหรือวิพากษ์ภายใน ( ต่อ ) ถ้าเป็นโบราณวัตถุเช่น เครื่องถ้วย ต้องดูลักษณะของเครื่องถ้วยว่าเป็นของประเทศใด รูปแบบ สีสัน ลวดลาย เนื้อดิน แหล่งผลิต ผู้ที่ใช้เป็นใคร ตรวจสอบอายุ สมัยไหน เส้นทางนำเข้า คุณภาพซึ่งอาจเปรียบเทียบกับเอกสารต่างๆ เป็นต้น
  24. 24. 4. การตีความหลักฐาน หมายถึง การพิจารณาข้อมูลในหลักฐานว่าผู้สร้างหลักฐาน มีเจตนาที่แท้จริงอย่างไร โดยดูจากลีลาการเขียนของผู้บันทึก และรูปร่างลักษณะโดยทั่วไปของสิ่งของต่างๆ เพื่อให้ได้ความหมายที่แท้จริง ซึ่งอาจแอบแฝงโดยเจตนาหรือไม่
  25. 25. 4. การตีความหลักฐาน ( ต่อ ) ต้องพยายามจับความหมายจากสำนวนโวหาร ทัศนคติ ความเชื่อ ฯลฯ ของผู้เขียนและสังคมในยุคสมัยนั้น มาประกอบด้วย เพื่อที่จะได้ทราบว่า ถ้อยความนั้นนอกจากจะหมายความตามตัวอักษรแล้ว ยังมีความหมายที่แท้จริงอะไรแฝงอยู่
  26. 26. 5. การสังเคราะห์และการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นขั้นตอนสุดท้ายจะต้องเรียบเรียงเรื่อง หรือนำเสนอข้อมูล ในลักษณะที่เป็นการตอบหรืออธิบายความอยากรู้ ข้อสงสัยตลอดจนความรู้ใหม่ ความคิดใหม่ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า
  27. 27. 5. การสังเคราะห์และการวิเคราะห์ข้อมูล ( ต่อ ) ในขั้นตอนนี้ จะต้องนำข้อมูลที่ผ่านการตีความมาวิเคราะห์ หรือแยกแยะเพื่อจัดแยกประเภทของเรื่อง โดยเรื่องเดียวกัน ควรจัดไว้ด้วยกัน รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กัน เรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน
  28. 28. 5. การสังเคราะห์และการวิเคราะห์ข้อมูล ( ต่อ ) นำเรื่องทั้งหมดมาสังเคราะห์หรือรวมเข้าด้วยกัน คือ เป็นการจำลองภาพบุคคลหรือเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์และความต่อเนื่อง โดยอธิบายถึง สาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผล ทั้งนี้ผู้ศึกษาอาจนำเสนอเป็นเหตุการณ์พื้นฐาน หรือเป็น เหตุการณ์เชิงวิเคราะห์ ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการศึกษา
  29. 29. 5. การสังเคราะห์และการวิเคราะห์ข้อมูล ( ต่อ ) นำเสนอผลงานความรู้ที่ค้นพบ โดยปราศจากอคติและความลำเอียงนักประวัติศาสตร์ ต้องยึดมั่นในหลักการคือต้องวางตัวเป็นกลางไม่โน้มเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งเพื่อให้การนำเสนอผล งานนั้นมีความถูกต้อง และคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด นักประวัติศาสตร์สามารถแสดงความคิดเห็นได้แต่ต้องตั้งอยู่บนเหตุผล
  30. 30. วิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มีบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน และมีบางส่วนแตกต่างกันดังนี้
  31. 31. วิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 1. วิธีการทางประวัติศาสตร์มีการกำหนดประเด็นปัญหา เพื่อสืบค้นหาคำตอบ เช่นเดียวกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่มีการสร้างสมมติฐานขึ้นแล้วทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐานนั้น ซึ่งในปัจจุบันมักใช้คำว่า โจทย์วิจัย คำถามวิจัย เป็นต้น การกำหนดประเด็นปัญหาเพื่อให้นักประวัติศาสตร์ไม่หลงประเด็นในการหาคำตอบ
  32. 32. วิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 2. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ใช้วิธีการสร้างสถานการณ์ใหม่หรือทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐานที่ตั้งขึ้นแต่ประวัติศาสตร์ไม่สามารถสร้างสถานการณ์ขึ้นใหม่ให้เหมือนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีตได้ เพราะ
  33. 33. วิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตจะเกิดขึ้นครั้งเดียวต่างบุคคล มีลักษณะเฉพาะ และไม่สามารถสร้างซ้ำ นักประวัติศาสตร์จะรวบรวมข้อมูลจากหลักฐานอย่างหลากหลาย ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของหลักฐาน จนได้ข้อมูลที่จะสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถอธิบายและสรุปเป็นหลักการ แต่นักวิทยาศาสตร์จะทดสอบหรือทดลองให้ได้ผลสรุปด้วยตนเอง แต่
  34. 34. 3. การนำเสนอผลงาน วิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ นักประวัติศาสตร์อาศัยหลักการความเป็นไปได้มาคาดคะเนและสรุปผล แต่ผลสรุปทางวิทยาศาสตร์สามารถนำไปทดลองซ้ำๆจะได้คำ ตอบเหมือนเดิม หรือได้ผลเหมือนกันทุกครั้ง ผลสรุปทางประวัติศาสตร์ไม่สามารถนำไปทดลองได้และมีความแตกต่างที่เป็น “ มิติของเวลา ” เช่นเดียวกับศาสตร์ทางสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่ไม่สามารถควบคุมปัจจัยที่เป็นตัวแปรได้ทั้งหมด
  35. 35. วิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 4. ประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่กว้าง ความหมายไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในขณะนั้น ประวัติศาสตร์จึงไม่มีทฤษฎีที่ตายตัวเหมือนกับศาสตร์สาขาอื่นๆ เช่น วัฒนธรรมของท้องถิ่นหนึ่ง กับอีกท้องถิ่นหนึ่งจะมีนัยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผู้ใช้หรือผู้นิยาม   ซึ่งแตกต่างกับวิทยาศาสตร์ที่สามารถให้นิยามคำเฉพาะที่มีความหมายตายตัวไม่เปลี่ยนแปลงตามเวลา และสถานที่
  36. 36. คุณค่าของวิธีการทางประวัติศาสตร์ 1 เป็นวิธีการวิจัยเอกสารและหลักฐานอื่นๆอย่างหลากหลาย ที่เป็นร่องรอยจากอดีตอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ใหม่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมาอย่างเป็นระบบ และมีเหตุมีผล
  37. 37. คุณค่าของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ( ต่อ ) 2 ขั้นตอนการวิพากษ์วิธีทางประวัติศาสตร์ 2.1 การตรวจสอบความจริงจากข้อมูลและหลักฐานมากมาย 2.2 การค้นหาความหมายที่อำพรางอยู่ในหลักฐาน ต้องละเอียดรอบคอบ 2.3 พิจารณาข้อเท็จและข้อจริงที่แฝงอยู่ในหลักฐาน ให้ชัดเจนที่สุด
  38. 38. 2 ขั้นตอนการวิพากษ์วิธีทางประวัติศาสตร์ ( ต่อ ) <ul><li>2.4 นำมาสังเคราะห์เพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่ </li></ul><ul><li>2.5 เพื่อประมวลภาพทั้งหมดของเรื่องราวที่ศึกษา </li></ul><ul><li>มาพร้อมทั้งนำเสนอองค์ความรู้ใหม่เหล่านี้ให้เป็นที่ </li></ul><ul><li>ประจักษ์แก่สาธารณชนต่อไป </li></ul>
  39. 39. คุณค่าของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ( ต่อ ) 3 เน้นการเข้าใจในอดีต   เพื่อเข้าใจในยุคสมัยที่ตนศึกษา เพื่อให้เข้าถึงความคิดของผู้คนในยุคนั้นๆได้ถูกต้อง โดยไม่นำความคิดของปัจจุบันไปตัดสินอดีต
  40. 40. - ทำให้งานทางประวัติศาสตร์มีคุณค่าน่าเชื่อถือสามารถใช้ประโยชน์ได้จริงและเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน   - เป็นวิธีการสืบสวนและค้นคว้าตรวจสอบหลักฐาน เพื่อหาข้อเท็จ ข้อจริงโดยอิงอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลที่คล้ายคลึงกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบหนึ่งที่มีเหตุผลประกอบบทสรุป คุณค่าของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ( ต่อ ) End

×