• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
วิธีการทางประวัติศาสตร์
 

วิธีการทางประวัติศาสตร์

on

  • 48,031 views

วิชาประวัติศาสตร์สากล ม.5

วิชาประวัติศาสตร์สากล ม.5

Statistics

Views

Total Views
48,031
Views on SlideShare
47,795
Embed Views
236

Actions

Likes
1
Downloads
229
Comments
3

2 Embeds 236

http://krurumpai.wordpress.com 234
https://jujo00obo2o234ungd3t8qjfcjrs3o6k-a-sites-opensocial.googleusercontent.com 2

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel

13 of 3 previous next Post a comment

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
  • ดีๆๆๆๆๆๆๆๆ
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
  • การตีความหลักฐานต้องเป็นหน้าที่นักประวัติศาสตร์โดยเฉพาะเท่านั้นหรือป่าวค่ะ
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
  • การตีความหลักฐานต้องเป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์เท่านั้นใช่ไหมค่ะ
    หรือว่าบุคคลธรรมดาก็สามารถตีความหลักฐานได้ด้วย
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    วิธีการทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ Presentation Transcript

    • วิธีการทางประวัติศาสตร์
    • วิธีการทางประวัติศาสตร์ โดย รองศาสตราจารย์จุรีรัตน์ บัวแก้ว
    • วิธีการทางประวัติศาสตร์ คือ การค้นคว้าข้อมูลจากหลักฐานประเภทต่างๆ อาทิ หลักฐานชั้นต้น หลักฐานชั้นรอง ผู้รู้ คำบอกเล่า บทกวี วรรณกรรม การสืบค้น
    • แล้วนำมา คัดเลือก จัดหมวดหมู่ พิจารณาไตร่ตรอง พิจารณาไตร่ตรอง
    • แล้วนำมา ( ต่อ )
      • ตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐาน
      • อย่างละเอียด
    • แล้วนำมา ( ต่อ ) วิเคราะห์และตีความอย่างเป็นระบบ เพื่ออธิบายเหตุการณ์สำคัญ ที่เกิดขึ้นในอดีตว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์นี้ และคลี่คลายอย่างไร จากนั้น
    • แล้วนำมา ( ต่อ ) นำเสนอผลที่ศึกษาได้พร้อมอ้างอิงหลักฐานให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้อื่นตรวจสอบ หรือศึกษาค้นคว้าต่อไป
    • ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์ 1 การกำหนดเรื่องที่จะศึกษาให้ชัดเจน 2 รวบรวมข้อมูลจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 3   ตรวจสอบความจริงจากหลักฐาน 4 การตีความหลักฐาน 5 การสังเคราะห์และการวิเคราะห์ข้อมูล
    • 1. การกำหนดเรื่องที่จะศึกษาให้ชัดเจน WHAT WHEN WHERE
    • WHAT หมายถึง ชื่อเรื่องอะไร เช่น - เรื่องวัด - บุคคลสำคัญ - วัฒนธรรม - ภูมิปัญญา
    • WHEN WHEN หมายถึง เมื่อไหร่ เช่น ในสมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ หรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้น
    • WHERE WHERE หมายถึง ที่ไหน ในชุมชนสทิงพระในสมัยอยุธยา ( ซึ่งเป็นเรื่องกว้าง ) ปรับเปลี่ยนชื่อเรื่อง ให้กระชับมากขึ้น
    • WHERE ( ต่อ ) ชื่อวัดในชุมชนสทิงพระ ในสมัยอยุธยา : ศึกษากรณี วัดพะโคะ ( ซึ่งเป็นเรื่องแคบขึ้น )
    • 2. รวบรวมข้อมูลจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในเรื่องที่ต้องการศึกษาให้มากที่สุด เช่น ข้อมูลเรื่องวัดในชุมชนสทิงพระในสมัยอยุธยา : ศึกษากรณี วัดพะโคะ ได้แก่
    • 2. รวบรวมข้อมูลจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ( ต่อ ) ตำนาน พงศาวดาร จดหมายเหตุ ใบบอก หนังสือบุด ศิลาจารึก เพลงกล่อมเด็ก โบราณวัตถุโบราณสถาน หลักฐานชั้นต้น ได้แก่ หลักฐานชั้นรองได้แก่ หนังสือ ตำรา งานวิจัย คำบอกเล่า เป็นต้น
    • 3. ตรวจสอบความจริงจากหลักฐาน ใช้วิธีการวิพากษ์มี 2 วิธี
    • 3. ตรวจสอบความจริงจากหลักฐาน ( ต่อ ) 1. วิพากษ์หลักฐานภายนอก (external criticism ) 2 การวิพากษ์ข้อมูลหรือวิพากษ์ภายใน (internal criticism )
    • 1. วิพากษ์หลักฐานภายนอก (external criticism ) คือ การพิจารณาตรวจสอบหลักฐานที่ได้คัดเลือกไว้แต่ละชิ้นว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด เป็นเพียงการประเมินตัวหลักฐาน มิได้มุ่งที่ข้อมูลในหลักฐาน ขั้นตอนนี้เป็นการสกัดหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือออกไป เช่น ศิลาจารึกอาจตรวจสอบโดยดูรูปลักษณ์ภายนอก สีของวัสดุที่นำมาใช้เขียน
    • 2 การวิพากษ์ข้อมูลหรือวิพากษ์ภายใน (internal criticism) คือ การพิจารณาเนื้อหาหรือความหมายที่แสดงออกใน หลักฐานเพื่อประเมินว่าน่าเชื่อถือเพียงใด
    • เน้นความถูกต้อง คุณค่า ตลอดจนความหมายที่แท้จริง มีความสำคัญต่อการประเมินหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร 2 การวิพากษ์ข้อมูลหรือวิพากษ์ภายใน ( ต่อ ) เพราะ
    • 2 การวิพากษ์ข้อมูลหรือวิพากษ์ภายใน ( ต่อ ) ข้อมูลในเอกสารมีทั้งที่คลาดเคลื่อน และมีอคติของผู้บันทึกแฝงอยู่ หากนักประวัติศาสตร์ละเลยการวิพากษ์ข้อมูลผลที่ออกมาอาจจะผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น ศิลาจารึกลักษณะตัวอักษรเป็นอักษรที่เขียนสมัยไหน ภาษาอะไร สำนวนแบบนี้ใช้สมัยไหน เรื่องราวที่เขียน
    • 2 การวิพากษ์ข้อมูลหรือวิพากษ์ภายใน ( ต่อ ) ตัวสะกด การันต์ นิยมใช้สมัยไหน เรื่องราวที่ปรากฏในศิลาจารึกเกี่ยวกับอะไร ตรวจสอบว่าถูกต้องตรงกับข้อมูลในเอกสารอื่นๆอย่างไร ปี พ . ศ . ร . ศ . จ . ศ . ที่ใช้ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดจริง เขียนโดยใครเป็นต้น
    • 2 การวิพากษ์ข้อมูลหรือวิพากษ์ภายใน ( ต่อ ) ถ้าเป็นโบราณวัตถุเช่น เครื่องถ้วย ต้องดูลักษณะของเครื่องถ้วยว่าเป็นของประเทศใด รูปแบบ สีสัน ลวดลาย เนื้อดิน แหล่งผลิต ผู้ที่ใช้เป็นใคร ตรวจสอบอายุ สมัยไหน เส้นทางนำเข้า คุณภาพซึ่งอาจเปรียบเทียบกับเอกสารต่างๆ เป็นต้น
    • 4. การตีความหลักฐาน หมายถึง การพิจารณาข้อมูลในหลักฐานว่าผู้สร้างหลักฐาน มีเจตนาที่แท้จริงอย่างไร โดยดูจากลีลาการเขียนของผู้บันทึก และรูปร่างลักษณะโดยทั่วไปของสิ่งของต่างๆ เพื่อให้ได้ความหมายที่แท้จริง ซึ่งอาจแอบแฝงโดยเจตนาหรือไม่
    • 4. การตีความหลักฐาน ( ต่อ ) ต้องพยายามจับความหมายจากสำนวนโวหาร ทัศนคติ ความเชื่อ ฯลฯ ของผู้เขียนและสังคมในยุคสมัยนั้น มาประกอบด้วย เพื่อที่จะได้ทราบว่า ถ้อยความนั้นนอกจากจะหมายความตามตัวอักษรแล้ว ยังมีความหมายที่แท้จริงอะไรแฝงอยู่
    • 5. การสังเคราะห์และการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นขั้นตอนสุดท้ายจะต้องเรียบเรียงเรื่อง หรือนำเสนอข้อมูล ในลักษณะที่เป็นการตอบหรืออธิบายความอยากรู้ ข้อสงสัยตลอดจนความรู้ใหม่ ความคิดใหม่ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า
    • 5. การสังเคราะห์และการวิเคราะห์ข้อมูล ( ต่อ ) ในขั้นตอนนี้ จะต้องนำข้อมูลที่ผ่านการตีความมาวิเคราะห์ หรือแยกแยะเพื่อจัดแยกประเภทของเรื่อง โดยเรื่องเดียวกัน ควรจัดไว้ด้วยกัน รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กัน เรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน
    • 5. การสังเคราะห์และการวิเคราะห์ข้อมูล ( ต่อ ) นำเรื่องทั้งหมดมาสังเคราะห์หรือรวมเข้าด้วยกัน คือ เป็นการจำลองภาพบุคคลหรือเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์และความต่อเนื่อง โดยอธิบายถึง สาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผล ทั้งนี้ผู้ศึกษาอาจนำเสนอเป็นเหตุการณ์พื้นฐาน หรือเป็น เหตุการณ์เชิงวิเคราะห์ ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการศึกษา
    • 5. การสังเคราะห์และการวิเคราะห์ข้อมูล ( ต่อ ) นำเสนอผลงานความรู้ที่ค้นพบ โดยปราศจากอคติและความลำเอียงนักประวัติศาสตร์ ต้องยึดมั่นในหลักการคือต้องวางตัวเป็นกลางไม่โน้มเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งเพื่อให้การนำเสนอผล งานนั้นมีความถูกต้อง และคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด นักประวัติศาสตร์สามารถแสดงความคิดเห็นได้แต่ต้องตั้งอยู่บนเหตุผล
    • วิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มีบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน และมีบางส่วนแตกต่างกันดังนี้
    • วิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 1. วิธีการทางประวัติศาสตร์มีการกำหนดประเด็นปัญหา เพื่อสืบค้นหาคำตอบ เช่นเดียวกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่มีการสร้างสมมติฐานขึ้นแล้วทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐานนั้น ซึ่งในปัจจุบันมักใช้คำว่า โจทย์วิจัย คำถามวิจัย เป็นต้น การกำหนดประเด็นปัญหาเพื่อให้นักประวัติศาสตร์ไม่หลงประเด็นในการหาคำตอบ
    • วิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 2. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ใช้วิธีการสร้างสถานการณ์ใหม่หรือทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐานที่ตั้งขึ้นแต่ประวัติศาสตร์ไม่สามารถสร้างสถานการณ์ขึ้นใหม่ให้เหมือนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีตได้ เพราะ
    • วิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตจะเกิดขึ้นครั้งเดียวต่างบุคคล มีลักษณะเฉพาะ และไม่สามารถสร้างซ้ำ นักประวัติศาสตร์จะรวบรวมข้อมูลจากหลักฐานอย่างหลากหลาย ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของหลักฐาน จนได้ข้อมูลที่จะสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถอธิบายและสรุปเป็นหลักการ แต่นักวิทยาศาสตร์จะทดสอบหรือทดลองให้ได้ผลสรุปด้วยตนเอง แต่
    • 3. การนำเสนอผลงาน วิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ นักประวัติศาสตร์อาศัยหลักการความเป็นไปได้มาคาดคะเนและสรุปผล แต่ผลสรุปทางวิทยาศาสตร์สามารถนำไปทดลองซ้ำๆจะได้คำ ตอบเหมือนเดิม หรือได้ผลเหมือนกันทุกครั้ง ผลสรุปทางประวัติศาสตร์ไม่สามารถนำไปทดลองได้และมีความแตกต่างที่เป็น “ มิติของเวลา ” เช่นเดียวกับศาสตร์ทางสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่ไม่สามารถควบคุมปัจจัยที่เป็นตัวแปรได้ทั้งหมด
    • วิธีการทางประวัติศาสตร์กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 4. ประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่กว้าง ความหมายไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในขณะนั้น ประวัติศาสตร์จึงไม่มีทฤษฎีที่ตายตัวเหมือนกับศาสตร์สาขาอื่นๆ เช่น วัฒนธรรมของท้องถิ่นหนึ่ง กับอีกท้องถิ่นหนึ่งจะมีนัยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผู้ใช้หรือผู้นิยาม   ซึ่งแตกต่างกับวิทยาศาสตร์ที่สามารถให้นิยามคำเฉพาะที่มีความหมายตายตัวไม่เปลี่ยนแปลงตามเวลา และสถานที่
    • คุณค่าของวิธีการทางประวัติศาสตร์ 1 เป็นวิธีการวิจัยเอกสารและหลักฐานอื่นๆอย่างหลากหลาย ที่เป็นร่องรอยจากอดีตอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ใหม่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมาอย่างเป็นระบบ และมีเหตุมีผล
    • คุณค่าของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ( ต่อ ) 2 ขั้นตอนการวิพากษ์วิธีทางประวัติศาสตร์ 2.1 การตรวจสอบความจริงจากข้อมูลและหลักฐานมากมาย 2.2 การค้นหาความหมายที่อำพรางอยู่ในหลักฐาน ต้องละเอียดรอบคอบ 2.3 พิจารณาข้อเท็จและข้อจริงที่แฝงอยู่ในหลักฐาน ให้ชัดเจนที่สุด
    • 2 ขั้นตอนการวิพากษ์วิธีทางประวัติศาสตร์ ( ต่อ )
      • 2.4 นำมาสังเคราะห์เพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่
      • 2.5 เพื่อประมวลภาพทั้งหมดของเรื่องราวที่ศึกษา
      • มาพร้อมทั้งนำเสนอองค์ความรู้ใหม่เหล่านี้ให้เป็นที่
      • ประจักษ์แก่สาธารณชนต่อไป
    • คุณค่าของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ( ต่อ ) 3 เน้นการเข้าใจในอดีต   เพื่อเข้าใจในยุคสมัยที่ตนศึกษา เพื่อให้เข้าถึงความคิดของผู้คนในยุคนั้นๆได้ถูกต้อง โดยไม่นำความคิดของปัจจุบันไปตัดสินอดีต
    • - ทำให้งานทางประวัติศาสตร์มีคุณค่าน่าเชื่อถือสามารถใช้ประโยชน์ได้จริงและเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน   - เป็นวิธีการสืบสวนและค้นคว้าตรวจสอบหลักฐาน เพื่อหาข้อเท็จ ข้อจริงโดยอิงอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลที่คล้ายคลึงกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบหนึ่งที่มีเหตุผลประกอบบทสรุป คุณค่าของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ( ต่อ ) End