• Like
ทรัพยากรธรรมชาติ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

ทรัพยากรธรรมชาติ

  • 3,657 views
Uploaded on

 

More in: Technology , Education
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
No Downloads

Views

Total Views
3,657
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2

Actions

Shares
Downloads
74
Comments
1
Likes
1

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1.
    • ทรัพยากรธรรมชาติ
  • 2. หลักการการอนุรักษ์ / การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
    • ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งแวดล้อมชนิดต่างๆที่เกิดขึ้นตาม
    • ธรรมชาติทั้งที่มีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต
    • ประเภททรัพยากรธรรมชาติ มี 3 ประเภท คือ
    • ทรัพยากรธรรมชาติประเภทใช้ไม่หมด เช่น แสงอาทิตย์
    • อากาศ น้ำ
    • 2. ทรัพยากรธรรมชาติประเภทสามารถบำรุงรักษาใหม่ได้ เช่น ดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า
    • 3. ทรัพยากรธรรมชาติประเภทใช้แล้วหมดหรือสิ้นเปลื้อง เช่น แร่ธาตุ พลังงาน ทัศนียภาพ
  • 3. คำถาม 1. ทำไมมนุษย์ต้องอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหรือ สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ???
    • 2. เหตุผลที่ต้องศึกษาทรัพยากรธรรมชาติและหลักการการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
  • 4. ความสำคัญทรัพยากรธรรมชาติ
    • ทรัพยากรธรรมชาติมีความสำคัญต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก ดังนี้
    • 1. มนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็น ปัจจัยสี่ - ปัจจัยห้า ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์ไม่สามารถขาดทรัพยากรเหล่านี้ได้ ดังนั้นมนุษย์จึงจำเป็นต้องรู้จักวิธีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างถูกวิธีหรือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อ พัฒนาคุณภาพชีวิต มนุษย์ให้ดีขึ้นตลอดไป แต่ปัจจุบันพบว่าการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย์ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย มนุษย์ขาดปัจจัยสี่ – ปัจจัยห้า
    • 2. มนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติมีความสัมพันธ์กันแบบพึ่งพากันไม่สามารถแยกกันได้ (Symbiosis) ส่งผลให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งทางร่างกาย อารมณ์และจิตใจดี
  • 5. สาเหตุที่ต้องอนุรักษ์
    • 2. ทรัพยากรธรรมชาติบางชนิดที่ใช้แล้ว สิ้นเปลือง หรือเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ทำให้ไม่สามารถนำทรัพยากรมาใช้ได้อีก ประกอบ
    • กับมนุษย์มีความ ความจำเป็นที่ต้องการใ ช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มขึ้น ตามอัตราการเพิ่มของมนุษย์ และความเจริญทางเทคโนโลยี แต่มนุษย์ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ และ
    • ผลกระทบที่อาจจะเกิดจากการใช้ทรัพยากรไม่ถูกวิธี ประกอบกับการขาดการประชาสัมพันธ์
    • ของหน่วยงานต่างๆทั้งของรัฐบาลและเอกชนอย่างจริงจัง
    • 3. ทรัพยากรธรรมชาติส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ หากประเทศใดมีทรัพยากรธรรมชาติมาก ก็ส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศนั้นดีตามไปด้วย ดังนั้นประเทศมหาอำนาจต่างๆพยายามที่จะหาทรัพยากรจาก ประเทศที่ด้อยพัฒนา เพื่อนำทรัพยากรธรรมชาติไปพัฒนาประเทศของตนให้สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง ดังนั้นจึงมีการล่าอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจเกิดขึ้น หรือ
    • ใช้เทคนิคต่างๆมากมายเพื่อยึดทรัพยากรที่ตนเองต้องการ
  • 6. 4 . ทรัพยากรธรรมชาติแสดงออกถึงความเจริญทางวัฒนธรรม หากประเทศใดมีการใช้ทรัพยากรอย่างถูกหลักการอนุรักษ์แล้ว แสดงว่าประเทศนั้นมีวัฒนธรรมดี ทำให้ทรัพยากรต่างๆสามารถใช้เป็นปัจจัยสี่ - ปัจจัยห้าได้ตลอดไปหรือใช้ได้แบบยั่งยืน
  • 7. ผลกระทบที่เกิดขึ้นเนื่องจาก การใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูก หลักนิเวศวิทยาและหลักอนุรักษ์วิทยา
    • หากมนุษย์มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูกหลักการแล้ว ย่อมส่งผลกระทบ ดังนี้
    • 1. ทรัพยากรธรรมชาติชนิดต่างๆ ( สิ่งแวดล้อม ) รวมทั้งมนุษย์ก็จะได้รับผลกระทบด้วย แบบทวีคูณ ส่งผลให้ระบบนิเวศชีวมณฑลไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ ยากที่จะปรับปรุง แก้ไขให้กลับคืนสู่สภาพสมดุลธรรมชาติดังเดิม
    • ตัวอย่างเช่น การใช้ทรัพยากรป่าไม้ไม่ถูกวิธี ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้แก่
    • * สัตว์ป่าไม่มีที่อยู่อาศัย
    • * ทรัพยากรน้ำเกิดปรากฏการน้ำท่วม
    • * ทรัพยากรอากาศมีอุณหภูมิโลกสูงขึ้น
    • * ทรัพยากรดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชต่างๆ
    • * มนุษย์มีปัจจัยสี่ไม่เพียงพอ
  • 8. ดังนั้นเราต้องศึกษาหลักการการอนุรักษ์ และนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันต่อไป แต่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือกันของบุคคลหลายๆฝ่าย คือ ภาครัฐบาล เอกชน และที่สำคัญตัวประชาชนเองต้องให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยทุกองค์กรร่วมมือกันดำเนินการ ดังนี้ 1. การจัดตั้งชมรมหรือสมาคมเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 2. การออกกฎหมายควบคุม โดยรัฐบาล 3. การให้การศึกษาแก่ประชาชน เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญ ผลกระทบและแนวทางการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างถูกวิธี 4. การจัดตั้งหน่วยงานขึ้นรับผิดชอบเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น กรมป่าไม้ กรมประมง เพื่อรับผิดชอบทรัพยากรป่าไม้ สัตว์น้ำ
  • 9. หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแบบยั่งยืน
    • 1. การถนอม เช่น การเก็บรักษาดินในรูปของการปลูกคลุมดิน
    • การกำหนดเขตพื้นที่ป่าไม้
    • 2. การบูรณะฟื้นฟู ( ปรับปรุง ) เช่น ซ่อมแซมอุปกรณ์ภายในบ้านให้มี
    • สภาพเดิม โดยยึดหลักนิเวศวิทยา สำหรับการจัดการสิ่งแวดล้ม
    • แบบบูรณาการ
    • 3. การนำมาใช้ใหม่ เช่น การนำแก้วไปหลอมใหม่เพื่อนำกลับมาใช้อีก
    • 4. การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน เช่น ทาสีเหล็กที่นำมาสร้างบ้านเพื่อ
    • ป้องกันสนิม
    • 5. การนำสิ่งอื่นมาใช้ทดแทน เช่น การใช้ไฟเบอร์แทนเหล็กในการ
    • ประกอบรถยนต์
    • 6. การสำรวจแหล่งทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น เช่น การค้นหาแหล่ง
    • พลังงานจากดวงอาทิตย์แทนพลังงานจากน้ำมัน
    • 7. การประดิษฐ์ของเทียมขึ้นใช้ เช่น การใช้อัญมณีปลอมทดแทนเพชร
    • 8. ประหยัด เช่น การใช้น้ำเท่าที่จำเป็น
  • 10. ความสัมพันธ์มนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติ ( สิ่งแวดล้อม ) แบบบูรณาการ การใช้และการป้องกัน ( แนวทางการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ) มนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจัยสี่ คุณภาพชีวิตที่ดี ( มลพิษสิ่งแวดล้อม ) ผลกระทบ ของเสียหรือสารปนเปื้อน
  • 11. จากเหตุผลข้างต้น มนุษย์จึงต้องเรียนรู้วิธีการใช้และการป้องกันหรือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เข้าใจอย่างแท้จริงเพื่อมนุษย์จะได้มีปัจจัยสี่ใช้ตลอดไป หากมนุษย์ไม่เรียนรู้วิธีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกต้องแล้วจะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติมีคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนี้ 1. ทรัพยากรธรรมชาติจะมีของเสียหรือสารปนเปื้อนต่างๆปนอยู่ในทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาตินั้นๆเกิดเป็นมลพิษสิ่งแวดล้อมขึ้น ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ 2. มนุษย์จะได้มีทรัพยากรธรรมชาติใช้เป็นปัจจัยสี่และปัจจัยที่ห้า ส่งผลให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ต้องอาศัยอยู่ในระบบนิเวศที่เป็นมลพิษสิ่งแวดล้อม ( สถานภาพวิกฤต )
  • 12. ความหมาย การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง การเก็บ การรักษา การบูรณะฟื้นฟูและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้ถูกต้องตามหลักการอนุรักษ์เพื่อมนุษย์จะได้มีทรัพยากรธรรมชาติใช้ได้ตลอดไป โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ หรือส่งผลกระทบแบบทวีคูณต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
  • 13. งาน
    • 1. ให้นักศึกษา นำเสนอ Power Point เพื่อชี้ถึงความสำคัญของ
    • ทรัพยากรธรรมชาติ
    • 2. แนวทางการใช้และการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำ ดิน ป่าไม้
    • สัตว์ป่า ชายฝั่งทะเลและแนวปะการัง แร่ธาตุและพลังงาน ป่าชายเลน
    • ให้สอดคล้องกับหลักการอนุรักษวิทยา
    • 3. นำเสนอ Power Point พร้อมยกตัวอย่างประกอบจากเหตุการณ์ปัจจุบัน เพื่อ
    • แสดงถึง ผลกระทบที่เกิดจากการใช้ / รักษา ทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สอดคล้อง
    • กับหลักการอนุรักษวิทยา กลุ่มละ 10 นาที
  • 14. ทรัพยากรน้ำ
    • ความสำคัญของน้ำ น้ำมีความสำคัญต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและอ้อม ดังนี้
    • 1. เพื่อการอุปโภคบริโภคของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆที่เป็นองค์ประกอบในระบบนิเวศ ได้แก่ พืช สัตว์ต่างๆ โดยมนุษย์จะเก็บน้ำไว้ในรูปเขื่อน ฝาย หรือคลองระบายน้ำเพื่อ ใช้สำหรับการเกษตร อุตสาหกรรม ผลิตกระแสไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำและนันทนาการ
    • 2. การลำเลียงอาหารของกลุ่มสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ โดยน้ำจะเป็นตัวกลางที่จะนำอาหารจากแหล่งผลิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆในร่างกาย
    • 3. ควบคุมอุณหภูมิของโลก ไม่ให้มีอุณหภูมิของโลกที่สูงจนเกินไป เพื่อว่ากลุ่มสิ่งมีชีวิตจะสามารถอาศัยอยู่ในระบบนิเวศของโลกได้อย่างปกติ
                                                                                                                                                                     
  • 15. สาเหตุที่ทำให้ทรัพยากรน้ำเกิดปัญหาและผลกระทบ
    • 1. การขาดแคลนน้ำ มีสาเหตุจากมนุษย์ทำลายทรัพยากรป่าไม้
    • 1.1 ทำให้วัฏจักรการหมุนเวียนธาตุคาร์บอนและ
    • ไฮโดรเจนมีการหมุนเวียนแบบไม่เป็นวัฎจักร ฝนทิ้งช่วงเป็น
    • เวลานาน
    • 1.2 มนุษย์ขาดการวางแผนการใช้น้ำระยะสั้นและระยะยาว
    • 1.3 ป่าไม้ถูกทำลายในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆส่งผลกระทบ
  • 16. ผลกระทบ ปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด เป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปทั้งในเมืองและชนบท เป็นปัญหาที่แพร่กระจายเป็นวงกว้าง และถึงขั้นเรียกว่า “ภัยแล้ง” ปัญหานี้ในอนาคตจะกลายเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงมากขึ้น แม้ปัจจุบันเรามีน้ำจากธรรมชาติอยู่มาก ก็ยังเกิดปัญหาสภาพการขาดแคลนน้ำรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง
  • 17. ผลกระทบ การขาดแคลนน้ำ
    • 1. ทำให้ปริมาณน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคในระบบ
    • 2. นิเวศลดน้อยลงไม่เพียงพอกับความต้องการของกลุ่มสิ่งมีชีวิตที
    • เป็นองค์ประกอบในระบบนิเวศในอีก 5 ปีข้างหน้า (2555)
    • สัตว์น้ำไม่มีที่อยู่อาศัย
    • ดินขาดความชุ่มชื้น
    • อากาศแปรปรวน พายุโซนร้อน โลกร้อน
    • 6. การคมนาคมไม่สะดวก
  • 18. ปัญหาและผลกระทบ
    • การเกิดน้ำท่วม มี สาเหตุ จากการที่ฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน เขื่อน ถูกทำลาย ระบบนิเวศมีปรากฏการเกิดภาวะเรือนกระจก
  • 19.
    • ผลกระทบ
    • 1. กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่เป็นโครงสร้างในระบบนิเวศ ได้แก่ พืช สัตว์
    • และจุลินทรีย์ได้รับความเสียหาย
    • 2. ทรัพยากรน้ำเกิดมลพิษน้ำสูงขึ้น
    • 3. นอกจากนี้ส่งผลให้มีอัตราการเกิดโรคระบาดสูง
    • 4. ดินเกิดกษัยการอย่างรุนแรง
  • 20.
    • 3. น้ำขาดคุณภาพ มีสาเหตุมาจาก
    • น้ำมีแร่ธาตุ อินทรีย์สารแขวนลอยในน้ำในอัตราที่สูง
    • ส่งผลกระทบทำให้น้ำมีสี กลิ่น รส น้ำกระด้างไม่เหมาะต่อการอุปโภคและบริโภค
  • 21.
    • คุณภาพของน้ำไม่เหมาะสม มีสาเหตุ
    • 1) การทิ้งสิ่งของและการระบายน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้แหล่งน้ำสกปรกและเน่าเหม็นจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ มักเกิดตามชุมชนใหญ่ๆ ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ หรือท้องถิ่นที่มีโรงงานอุตสาหกรรม 2) สิ่งที่ปกคลุมผิวดินถูกชะล้างและไหลลงสู่แหล่งน้ำมากกว่าปกติ มีทั้งสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ และสารเคมีต่างๆ ที่ใช้ในกิจการต่างๆ ซึ่งทำให้น้ำขุ่นได้ง่ายโดยเฉพาะในฤดูฝน 3) มีแร่ธาตุเจือปนอยู่มากจนไม่เหมาะแก่การใช้ประโยชน์ น้ำที่มีแร่ธาตุปนอยู่เกินกว่า 50 พีพีเอ็มนั้น เมื่อนำมาดื่มจะทำให้เกิดโรคนิ่วและโรคอื่นได้ 4) การใช้สารเคมีที่มีพิษตกค้าง เช่น สารที่ใช้ป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืชหรือสัตว์ ซึ่งเมื่อถูกฝนชะล้างลงสู่แหล่งน้ำจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต
  • 22.
    • 5. ปัญหาการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างไม่เหมาะสม เช่น ใช้มากเกินความจำเป็นโดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ หรือการสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้มากจนดินทรุด เป็นต้น
    • 6. ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของฟ้าอากาศ เนื่องจากปรากฏการณ์เอล นิโน (El Nino) และลา นินา (La Nina) โดยปรากฏการณ์เอลนิโนเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดธรรมชาติจะเกิดขึ้นประมาณ 5 ปีต่อครั้ง นานครั้งละ 8 - 10 เดือน โดยกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกบริเวณเส้นศูนย์สูตรไหลย้อนกลับไปแทนที่กระแสน้ำเย็นในมหาสมุทร แปซิฟิกตะวันออกลงไปถึงชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ( ประเทศเปรู เอกวาดอร์ และชิลีตอนเหนือ ) ทำให้ผิวน้ำที่เคยเย็นกลับอุ่นขึ้นและที่เคยอุ่นกลับเย็นลง
  • 23. แนวทางอนุรักษ์น้ำแบบยั่งยืน
    • 1. ถนอม โดยการจัดหาน้ำที่มีคุณภาพให้เพียงพอกับการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม คมนาคม เป็นต้น โดยการสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ บ่อ สระ เพื่อเก็บ ถนอมทรัพยากรน้ำ ไว้ใช้ได้นานๆ
    • 2. การปรับปรุง โดยการป้องกันการเกิดมลพิษน้ำ ด้วยการออกกฎหมายลงโทษผู้ที่กระทำความผิด ฝ่าฝืนอย่างรุนแรง หรือต้องทำการบำบัดน้ำทุกครั้งที่มีการใช้น้ำก่อนที่จะปล่อยน้ำลงสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับ หลักการ ป้องกันแบบบูรณาการและสอดคล้องกับหลักนิเวศวิทยา
    • ส่วนปัญหาการเกิดน้ำท่วม มีแนวทางอนุรักษ์แบบยั่งยืน โดยการปลูกป่าไม้เพิ่มขึ้นเพื่อเก็บกักน้ำไว้ในพื้นดินหรือโดยการ สร้างเขื่อน
    • 3. การนำน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการใช้น้ำเพื่อประโยชน์หลายๆอย่าง เช่นนำที่เช็ดบ้านสามารถนำไปรดน้ำต้นไม้
  • 24. ทรัพยากรดิน
    • ความสำคัญของทรัพยากรดินที่มี
    • ต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
    • เป็นแหล่งที่ให้ปัจจัยสี่ เช่นอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยแก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ
    • 2. เป็นแหล่งค้ำยันให้แก่พืช เพื่อว่าพืชจะสามารถดูดสารอาหารพวกอนินทรีย์สารหรือปุ๋ยต่างๆนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้
    • 3. เป็นแหล่งนันทนาการแก่มนุษย์ เช่น แพะเมืองผีที่จังหวัดแพร่ เพื่อใช้เป็นแหล่งพักผ่อน ทำให้ร่างกาย อารมณ์และจิตใจของมนุษย์ดีขึ้น
  • 25. สาเหตุดินถูกทำลายและผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
    • 1. มนุษย์ โดยที่มนุษย์ทำการปลูก พืชแบบซ้ำซาก ทำไร่เลื่อนลอย ใส่ปุ๋ยเคมีมากเกินไป ไม่มีการปรับปรุงดินในขณะที่ใช้ดิน ส่งผลให้คุณภาพดินขาดความอุดมสมบูรณ์ไม่เหมาะสม ต่อการเพาะปลูกพืชต่อไป ซึ่งสาเหตุนี้มีปริมาณมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ทำให้มนุษย์มีปัจจัยสี่ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ดินมีสารตกค้างได้แก่ ปรอท ตะกั่ว แคลเมียล ในระบบนิเวศสูง ทำให้มนุษย์เป็นโรคมินามาตะ โรคอิไต - อิไต โรคไข้ดำมากขึ้นเรื่อยๆ
    • 2. ธรรมชาติ ดินที่เสื่อมสภาพโดยธรรมชาติ เช่น ดินกรด ดินด่าง ดินทราย ดินพรุ เป็นต้น ซึ่งมีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่งผลให้ประเทศต้องสูญเสียทรัพยากรที่จะใช้เป็นปัจจัยสี่มากขึ้นหรือใช้ทรัพยากรไม่เต็มที่ นั้นเอง
      • ดังนั้นเราควรปรับปรุงดินที่มีปัญหาดังกล่าวให้สามารถให้ผลผลิตแก่มนุษย์ โดยใช้หลักการจัดการระบบนิเวศให้สอดคล้องกับหลักนิเวศวิทยา เพื่อทำให้องค์ประกอบของระบบนิเวศทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตสามารถแสดงบทบาทหน้าที่ต่างๆของระบบสิ่งแวดล้อมเช่น บทบาทผู้ผลิต ผู้บริโภคและผู้ย่อยสลาย ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ นอกจากนี้มนุษย์ต้องปรับปัจจัยทางกายภาพ ( องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต ) ให้ เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชนั้นๆด้วย
  • 26. แนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรดินแบบยั่งยืน โดยยึดหลักการอนุรักษ์วิทยา
    • 1. ปรับปรุง โดยการปรับปรุงดินที่มีปัญหาตามธรรมชาติและมนุษย์เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหา เช่น ดินเค็ม ดินเปรี้ยว ดินพรุ และดินที่มีสารพิษโลหะหนักปนเปื้อน ให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูกสำหรับเป็นแหล่งอาหารสำหรับการหมุนเวียนในระบบนิเวศ โดยมีแนวทางอนุรักษ์แบบยั่งยืน ดังนี้
    • 1.1. ดินเค็ม โดย การใส่กรดกำมะถันลงไปในดินเค็ม ( pH มากกว่า 7 ) เพื่อปรับ pH ดินให้เป็นกลาง
    • เหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืช
    • 1.2 ดินเปรี้ยว โดย การใส่ปูนขาวหรือปูนมาร์ล ลงไปในดินที่เป็นกรด ( pH น้อยกว่า 7 )
    • 1.3 ดินพรุ โดย การใส่ปูนขาวพร้อมทั้งระบายน้ำตลอดเวลาสำหรับดินที่เป็นดินพรุ ( pH มากกว่า 7 )
    • 1.4 ดินที่มีสารพิษโลหะหนักปนเปื้อน หมายถึง ดินที่มีสารปรอท ตะกั่วปนเปื้อนในดินมีการ
    • ปรับปรุงดินก่อนทำการเพาะปลูกโดยการใส่ปูนขาวลงไปเพื่อปรับ pH ให้เป็นด่างอ่อนๆ สำหรับยับยั้ง
    • การดูดซึมปรอท ตะกั่วสะสมในเนื้อเยื่อพืชที่ใช้เป็นปัจจัยสี่ของมนุษย์
    • 2 . ถนอม โดยการปลูกพืชคลุมดิน ปลูกพืชแบบขั้นบันได ปลูกพืชสลับแถว ปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อรักษาธาตุอาหารในดินไม่ให้ถูกกัดเซาะโดยกระแสน้ำหรือ กระแสลม
    • 3. ทดแทน โดยการใช้ดินเทียมสำหรับปลูกพืชในบริเวณที่มีพื้นที่ดินจำกัด เช่น การใช้ดินเทียมสำหรับปลูกต้นไม้ในเขตกรุงเทพมหานครเพื่อฟอกอากาศเสียให้มนุษย์ .
  • 27. คำถาม
    • 1. การปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชแบบขั้นบันได
    • การปลูกพืชสลับแถว และการปลูกพืชหมุนเวียน
    • ช่วยในการอนุรักษ์ดินได้อย่างไร
    • 2. การ ปลูกพืชสลับแถวกับการปลูกพืชหมุนเวียนมี
    • ความแตกต่างกันอย่างไร
  • 28. เฉลย
    • 1. การปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชแบบขั้นบันได การปลูกพืชสลับแถว และการปลูกพืชหมุนเวียน ช่วยในการอนุรักษ์ดิน โดยพืชที่ปลูกแบบต่างๆ จะ ช่วยป้องกันไม่ให้ธาตุอาหารบนดิน (nutrients) ถูกพัดพาโดยธรรมชาติ ได้แก่ กระแสลม กระแสน้ำ ทำให้ผู้ผลิต ( ต้นไม้ ) ชนิดต่างๆสามารถเจริญเติบโตได้ ระบบนิเวศสามารถให้ ปัจจัยสี่และปัจจัยห้าแก่กลุ่มสิ่งมีชีวิต ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภคและผู้ย่อยสลาย ซึ่งเป็นโครงสร้างในระบบนิเวศได้อย่างเพียงพอกับความต้องการ
    • 2. ปลูกพืชสลับแถวเป็นการปลูกพืชมากกว่าหนึ่งชนิดในพื้นที่และเวลาเดียวกัน ส่วนปลูกพืชหมุนเวียนเป็นการปลูกพืชเพียงชนิดเดียวในพื้นที่เดียว แต่กันละเวลากัน
  • 29. ทรัพยากรป่าไม้
    • ประเภทป่าไม้ของประเทศไทยมี 2 ประเภท คือ
    • ป่าไม่ผลัดใบ เช่น ป่าดิบเขา ป่าสน ป่าดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าพรุ ป่าชายหาด ป่าชายเลน
    • ป่าผลัดใบ เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง
    • ซึ่งป่าไม้ทั้งสองประเภทมีเอกลักษณ์ของกลุ่มสิ่งมีชีวิตกลุ่มพืช สัตว์และผู้ย่อยสลายและกลุ่มสิ่งไม่มีชีวิตที่เป็นองค์ประกอบของระบบนิเวศแตกต่างกัน ดังนี้
  • 30.
    • ชนิดของป่าในประเทศไทย ป่าไม้ในประเทศไทยเป็นป่าในเขตร้อน ( Tropical Forest ) มีพืชพันธุ์มากมายหลายชนิด ซึ่งหากแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆแล้ว จะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. ป่าประเภทผลัดใบ ( Deciduous Forest ) ป่าประเภทนี้ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ที่มักจะผลัดใบพร้อมๆกันในฤดูแล้ง ใบไม้ที่ร่วงหล่น และไม้ที่ล้มลุกที่คลุมอยู่บนพื้นดินมักจะกลายเป็นเชื้อเพลิง ก่อให้เกิดไฟไหม้ลุกลามเป็นไฟป่าอย่างกว้างขวางในป่าประเภทนี้เสมอ แต่เมื่อย่างเข้าฤดูฝน ต้นไม้ต่างๆก็จะออกดอก ออกใบ และไม้พื้นล่างก็จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว      
    •         
    ประเภทของป่าไม้ในประเทศไทย
  • 31.
    • มีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ประกอบด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่และขนาดกลางหลายชนิดบางแห่งมีไม้ไผ่ชนิดต่างๆขึ้นอยู่กระจัดกระจายทั่วไป พื้นดินมักเป็นดินร่วนปนทรายในฤดูแล้งต้นไม้ส่วนมากจะผลัดใบและมักจะเกิดไฟป่าขึ้นลุกลามแทบทุกปี เมื่อเข้าฤดูฝนต้นไม้จึงผลิใบและกลับเขียวชอุ่มเหมือนเดิมป่าเบญจพรรณในภาคเหนือมักจะมีไม้สักขึ้นปะปนอยู่ทั่วไปไม้สักที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในป่าเบญจพรรณนี้จะมี ครอบคลุมอาณาเขตลงมาถึงจังหวัดกาญจนบุรีในภาคกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกมีป่าเบญจพรรณอยู่น้อยและไม่มีไม้สักขึ้นอยู่ ในภาคใต้มีป่าเบญจพรรณขึ้นอยู่น้อยมากและกระจัดกระจาย เช่น ระนอง สตูล และนครศรีธรรมราชพันธุ์ไม้ชนิดที่สำคัญได้แก่ สัก ประดู่ แดง มะค่าโมง ตะแบก เสลา อ้อยช้าง ยมหอม ยมหิน มะเกลือ สมพง เก็ดดำ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีไม้ไผ่ที่สำคัญอีกหลายชนิดเช่น ไผ่ป่า ไผ่รวก ไผ่ไร่ เป็นต้น
  • 32.
    • ลักษณะทั่วไปเป็นป่าโปร่ง มีต้นไม้ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ขึ้นอยู่ปะปน และหญ้าเพ็ก ซึ่งเป็นไม้ไผ่ขนาดเล็กขึ้นอยู่ทั่วไป พื้นที่แห้งแล้ง ดินร่วนปนทรายหรือกรวดลูกรัง ความอุดมสมบูรณ์น้อย ต้นไม้แทบทั้งหมดผลัดใบและมักเกิดไฟไหม้ป่าลุกลามทุกปีป่าเต็งรังมีอยู่ทั่วไป ทั้งในที่ราบและที่ภูเขาในภาคเหนือมักเกิดขึ้นในที่เขาซึ่งมีดินตื้นและแห้งแล้งมากต้นไม้ที่ขึ้นอยู่จึงไม่ค่อยเติบโตและมีขนาดเล็กแคระแกรน ป่าจึงมักจะมีลักษณะโปร่งมาก ถ้าหากดินดีจะมีความชุ่มชื้นอยู่บ้าง ต้นไม้ก็มีขนาดใหญ่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีป่าแดงอยู่มากที่สุด และมักขึ้นอยู่บนเนินเขาหรือที่ราบดินทราย ลักษณะป่าจึงแน่นทึบและสมบูรณ์กว่าป่าแดงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางแห่งมีลักษณะค่อนไปทางป่าเบญจพรรณมากชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญในป่าเต็งรัง ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง กราด ติ้ว พะยอม แต้ว มะค่าแต้ ประดู่ แดง สมอไทย ตะแบกเลือด แสลงใจ รกฟ้า ฯลฯ ส่วนไม้พื้นล่างที่พบมากได้แก่ มะพร้าวเต่า ปุ่มเป้ง หญ้าเพ็ก และหญ้าชนิดอื่นๆ
  • 33. ป่าผลัดใบแบบป่าเต็งรังหรือป่าโคก
    • 1. องค์ประกอบที่มีชีวิต (Biotic components)
    • 1.1 ผู้ผลิต (Producer) ได้แก่ เต็ง รัง พลวง เหียง ( ต้นไผ่ ต้นคูณ ต้นประดู่ ต้นสัก )
    • 1.2 ผู้บริโภค (Consumer) ได้แก่ กวาง เก้ง เม่น ตุ่น นกกระทุง
    • 1.3 ผู้ย่อยสลาย (Decomposer) ได้แก่ เชื้อจุลินทรีย์จำพวกเชื้อรา แบคทีเรีย
    • จำนวนปานกลาง
    • 2. องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต (Abiotic components) ได้แก่
    • * อุณหภูมิสูงกว่าระหว่าง 65-95 . F
    • * ปริมาณน้ำฝน (precipitation) เฉลี่ยประมาณ 30 นิ้วต่อปี
    • * ความชื้นต่ำ ( แสงส่องถึงพื้นดินมาก ) * ดินมีธาตุอาหารต่ำ ( สีแดง )
    ตะเคียนหนูและมะค่าโมง ต้นเต็ง นกกระทุง
  • 34.
    • ป่าหญ้าที่อยู่ทุกภาคบริเวณป่าที่ถูกแผ้วถางทำลายบริเวณพื้นดินที่ขาดความสมบูรณ์และถูกทอดทิ้ง   หญ้าชนิดต่าง ๆ   จึงเกิดขึ้นทดแทนและพอถึงหน้าแล้งก็เกิดไฟไหม้ทำให้ต้นไม้บริเวณข้างเคียงล้มตาย   พื้นที่ป่าหญ้าจึงขยายมากขึ้นทุกปี   พืชที่พบมากที่สุดในป่าหญ้าก็คือ   หญ้าคา   หญ้าขนตาช้าง   หญ้าโขมง   หญ้าเพ็กและปุ่มแป้ง   บริเวณที่พอจะมีความชื้นอยู่บ้าง และการระบายน้ำได้ดีก็มักจะพบพงและแขมขึ้นอยู่ และอาจพบต้นไม้ทนไฟขึ้นอยู่   เช่น   ตับเต่า   รกฟ้าตานเหลือง   ติ้วและแต้ว
  • 35. โครงสร้างระบบนิเวศทุ่งหญ้าเขตร้อน สามารถสรุปได้ ดังนี้
    • 1. กลุ่มสิ่งมีชีวิต จำแนกตามบทบาทและหน้าที่ สามารถจำแนกได้ 3 กลุ่มคือ
    1.1 กลุ่มผู้ผลิต ได้แก่ ไม้ล้มลุก ไม้พุ่มและไม้ยืนต้น เป็นต้น 1.2 กลุ่มผู้บริโภค เมื่อจำแนกตามอาหารที่บริโภค สามารถจำแนกได้ 4 ประเภท - ผู้บริโภคพืช เช่น แรด จิงโจ้ ควายป่า เป็นต้น - ผู้บริโภคสัตว์ เช่น สิงโต สุนัขป่า หม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นต้น - ผู้บริโภคพืชและสัตว์ เช่น นกกระจอกเทศ เป็นต้น - ผู้บริโภคซาก เช่น ไฮยีน่า เป็นต้น 1.3 กลุ่มผู้ย่อยสลาย เช่น เชื้อราดิน แบคทีเรีย จุลินทรีย์ 2. กลุ่มสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ดิน แสง น้ำฝน เป็นต้น
  • 36.
    • ป่าประเภทนี้ได้แก่ ป่าซึ่งปรากฏเห็นเขียวชอุ่มตลอดปี แม้พันธุ์ไม้ชนิดต่างๆที่ขึ้นอยู่จะมีการทิ้งใบตามธรรมชาติ แต่ก็เป็นการทยอยล่วงหล่น และเกิดใหม่ทดแทนอยู่ตลอดเวลา ไม่เห็นความแตกต่างเหมือนในป่าประเภทผลัดใบ ป่าประเภทนี้มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทยซึ่งอาจจะแยกได้ตามลักษณะเด่นของป่าได้เป็น 4 ชนิด คือ
  • 37.
    • ป่าดงดิบมีอยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ แต่ที่มีมากที่สุดได้แก่ ภาคใต้ และภาคตะวันออกในบริเวณจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราดเพราะบริเวณนี้ฝนตกชุกและมีความชุ่มชื้นมากในท้องที่ภาคอื่นป่าดงดิบมักกระจายตามบริเวณที่มีดินฟ้าอากาศชุ่มชื้นมาๆ เช่น ตามหุบเขาริมแม่น้ำ ลำธาร ห้วย แหล่งน้ำ และบนภูเขาลักษณะของป่าดงดิบโดยทั่วไป มักเป็นป่ารกทึบ มองดูเขียวชอุ่มตลอดปี มีพันธุ์ไม้หลายร้อยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู่ ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่งล้วนแต่เป็นชนิดที่ไม่ผลัดใบแทบทั้งสิ้น ป่าดงดิบในพื้นที่บางแห่ง เช่น ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความชุ่มชื้นน้อยกว่าที่อื่นชนิดพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่จึงแตกต่างไปบ้างเล็กน้อย และป่ามีลักษณะโปร่งขึ้น เรียกกันว่า ป่าดิบแล้งชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจในป่าดงดิบมีมากมาย เช่น ยาง ตะเคียน กระบาก เคี่ยม จำปาป่า หลุมพอ มะหาด มะม่วงป่า มะยมป่า ตาเสือ ฯลฯนอกจากนี้มีพันธุ์ไม้ขนาดเล็กชนิดอื่นขึ้นปะปนอยู่ ซึ่งเรียกว่าไม้พื้นล่าง ได้แก่ ไผ่บงไผ่หก ระกำ กระวาน หวาย และเถาวัลย์ชนิดต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งสามารถแยกออกเป็นป่าดงดิบชนิดต่าง ๆ   ดังนี้
  • 38.
    •  
    •      เป็นป่ารกทึบมองดูเขียวชอุ่มตลอดปีมีพันธุ์ไม้หลายร้อยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู่มักจะพบกระจัดกระจายตั้งแต่ความสูง 600 เมตร   จากระดับน้ำทะเล   ไม้ที่สำคัญก็คือ ไม้ตระกูลยางต่าง ๆ   เช่น   ยางนา   ยางเสียน   ส่วนไม้ชั้นรอง คือ   พวกไม้กอ   เช่น   กอน้ำ   กอเดือย
    •   
  • 39.
    •            เป็นป่าที่อยู่ในพื้นที่ค่อนข้างราบมีความชุ่มชื้นน้อย   เช่น   ในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 300-600 เมตร   ไม้ที่สำคัญได้แก่   มะคาโมง   ยางนา   พยอม   ตะเคียนแดง   กระเบากลัก และตาเสือ
    •     
    •        
    • ป่าชนิดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่สูง ๆ หรือบนภูเขาตั้งแต่ 1,000-1,200 เมตร   ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล   ไม้ส่วนมากเป็นพวก Gymonosperm  ได้แก่   พวกไม้ขุนและสนสามพันปี   นอกจากนี้ยังมีไม้ตระกูลกอขึ้นอยู่   พวกไม้ชั้นที่สองรองลงมาได้แก่   เป้ง   สะเดาช้าง และขมิ้น
  • 40.
    • ป่าสนเขาหรือป่าสนในประเทศไทยมักปรากฏอยู่ตามภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 700 ขึ้นไปป่านิดนี้จึงมีมากทางภาคเหนือ ในภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอยู่บ้างไม่มากนัก และบางทีอาจปรากฏในที่ซึ่งมีระดับ ความสูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 200-300 เมตรเท่านั้นในภาคตะวันออกและภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป ยังไม่ปรากฏว่าพบป่าชนิดนี้ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติป่าสนโดยทั่วไปมักจะขึ้นอยู่ในที่ที่ดินไม่ค่อยจะอุดมสมบูรณ์นักมีความเป็นกรดสูง ลักษณะเป็นป่าโปร่งไม่ผลัดใบ ต้นสนบางทีจะขึ้นอยู่เป็นหมู่ล้วนๆ โดยไม่มีต้นไม้ชนิดอื่นขึ้นอยู่ปะปน แต่บางครั้งอาจขึ้นกระจายเป็นหย่อมๆ หรือขึ้นอยู่ปะปนกับชนิดพันธุ์ไม้ของป่าดงดิบเขา หรือป่าเต็งรังชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าชนิดนี้ คือ สนสองใบ และสนสามใบ ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นๆที่ขึ้นอยู่ด้วยกัน ไดแก่ จำพวกพันธุ์ไม้ป่าดงดิบเขา เช่น ก่อชนิดต่างๆ หรือพันธุ์ไม้ป่าเต็งรังบางชนิด คือ เต็ง รัง เหียง พลวง เป็นต้น
    •           
    2. ป่าสนเขา
  • 41. โครงสร้างระบบนิเวศป่าสน
    • โครงสร้างของระบบนิเวศป่าสน
    • (Coniferous Forest Ecosystem)
    • มี 2 ส่วน คือ
    • 1. กลุ่มสิ่งมีชีวิต ซึ่งจำแนกตามบทบาทและหน้าที่สามารถจำแนกได้ 3 กลุ่ม คือ
    • 1.1 ผู้ผลิต (Producer) ได้แก่
    • 1. ไม้สนสองใบ 2. สนสามใบ
  • 42.
    • 1.2 ผู้บริโภค (Consumer) ซึ่งเมื่อจำแนกตามอาหารที่บริโภคสามารถ จำแนกได้ 4 ประเภท คือ
    • 1.2.1 ผู้บริโภคพืช (Herbivore) ได้แก่
    • 1. กระต่ายป่า 2. กระรอก 3.Caribou
    • 1.2.2 ผู้บริโภคสัตว์ (Carnivore) ได้แก่
    • 1. แมวป่า 2. สุนัขป่า 3. หมี
    • 1.2.3 ผู้บริโภคทั้งพืชและสัตว์ (Omnivore) ได้แก่ 1. นก
    • 1.2.4 ผู้บริโภคซาก (Scavenger) ได้แก่
    • 1. หนอน
    • 1.3 ผู้ย่อยสลาย (Decomposer) ได้แก่
    • 1. แบคทีเรีย
    • 2. กลุ่มสิ่งที่ไม่มีชีวิต ได้แก่ 1. น้ำ 2. ดิน 3. อากาศ
  • 43.
    • ป่าชนิดนี้มักปรากฏในบริเวณที่มีน้ำจืดท่วมมาก ๆ   ดินระบายน้ำไม่ดีป่าพรุในภาคกลาง   มีลักษณะโปร่งและมีต้นไม้ขึ้นอยู่ห่าง ๆ   เช่น   ครอเทียน   สนุ่น   จิก   โมกบ้าน   หวายน้ำ   หวายโปร่ง   ระกำ   อ้อ และแขม   ในภาคใต้ป่าพรุมีขึ้นอยู่ตามบริเวณที่มีน้ำขังตลอดปีดินป่าพรุที่มีเนื้อที่มากที่สุดอยู่ในบริเวณจังหวัดนราธิวาสดินเป็นพีท   ซึ่งเป็นซากพืชผุสลายทับถมกัน   เป็นเวลานานป่าพรุแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ตามบริเวณซึ่งเป็นพรุน้ำกร่อยใกล้ชายทะเลต้นเสม็ดจะขึ้นอยู่หนาแน่นพื้นที่มีต้นกกชนิดต่าง ๆ เรียก " ป่าพรุเสม็ด หรือ ป่าเสม็ด "  อีกลักษณะเป็นป่าที่มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ   มากชนิดขึ้นปะปนกัน
    •   ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าพรุ   ได้แก่   อินทนิล   น้ำหว้า   จิก   โสกน้ำ   กระทุ่มน้ำภันเกรา   โงงงันกะทั่งหัน   ไม้พื้นล่างประกอบด้วย   หวาย   ตะค้าทอง   หมากแดง และหมากชนิดอื่น ๆ
  • 44.
    • เป็นป่าโปร่งไม่ผลัดใบขึ้นอยู่ตามบริเวณหาดชายทะเล   น้ำไม่ท่วมตามฝั่งดินและชายเขาริมทะเล   ต้นไม้สำคัญที่ขึ้นอยู่ตามหาดชายทะเล   ต้องเป็นพืชทนเค็ม และมักมีลักษณะไม้เป็นพุ่มลักษณะต้นคดงอ   ใบหนาแข็ง   ได้แก่   สนทะเล   หูกวาง   โพธิ์ทะเล   กระทิง   ตีนเป็ดทะเล   หยีน้ำ   มักมีต้นเตยและหญ้าต่าง ๆ ขึ้นอยู่เป็นไม้พื้นล่าง   ตามฝั่งดินและชายเขา   มักพบไม้เกตลำบิด   มะคาแต้   กระบองเพชร   เสมา และไม้หนามชนิดต่าง ๆ   เช่น   ซิงซี่   หนามหัน   กำจาย   มะดันขอ   เป็นต้น
  • 45.
        • ป่าชายเลนบางทีเรียกว่า ป่าเลนน้ำเค็ม หรือป่าเลน หรือป่าโกงกาง ลักษณะเป็นป่าไม่ผลัดใบ มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น แต่ละชนิดมีรากค้ำยันและรากหายใจแตกต่างกันไป ป่าชนิดนี้ปรากฏอยู่ตามที่ดินเลนริมทะเล หรือบริเวณปากแม่น้ำใหญ่ๆ ซึ่งมีน้ำเค็มท่วมถึง ตามชายทะเลภาคตะวันออก มีอยู่ทุกจังหวัด แต่ที่มีมากที่สุด คือ บริเวณปากแม่น้ำเวฬุ อำเภอลุง จังหวัดจันทบุรี ในภาคใต้มีอยู่ตามชายฝั่งทะเลทั้งสองด้าน ทั้งชายฝั่งด้านตะวันออกมีชายทะเลขึ้นอยู่เป็นแห่งๆ ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไปจนถึง จังหวัดปัตตานี ส่วนชายฝั่งด้านตะวันตกมีป่าชายเลนขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ตั้งแต่จังหวัดระนอง ถึงจังหวัดสตูลพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตาม ป่าชายเลน ส่วนมากเป็นพันธุ์ไม้ขนาดเล็ก ใช้ประโยชน์สำหรับเผาถ่าน และทำฟืน พันธุ์ไม้ชนิดที่สำคัญได้แก่ โกงกาง ประสัก ถั่วขาว ถั่วดำ โปรง ตะบูน แสมทะเล ลำพูน และลำแพน ฯลฯส่วนไม้พื้นล่างมักเป็นพวก ปรงทะเล เหงือกปลาหมอ ปอทะเล และเป้ง เป็นต้น
  • 46.
    • 1 . เป็นส่วนที่สำคัญมากส่วนหนึ่งของวัฏจักร น้ำ ออกซิเจน คาร์บอนและไนโตรเจนในระบบนิเวศ ทำให้เกิดความสมดุลแห่งระบบด้วยการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงแร่ธาตุและสสารในระบบนิเวศ
    ความสำคัญและประโยชน์ของป่าไม้
  • 47.
    • 2 . ป่าช่วยในการอนุรักษ์ดินและน้ำ เมื่อฝนตกน้ำฝนบางส่วนจะถูกต้นไม้ในป่าดูดซับไว้ แล้วค่อยๆ ปลดปล่อยให้ไหลลงสู่ผิวดิน อีกส่วนหนึ่งจะซึมลงสู่ดินชั้นล่าง สามารถลดการพังทลายของดินได้ ลดการกัดเซาะหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ ป้องกันการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและสามารถลดความรุนแรงของการเกิดภาวะน้ำท่วม เนื่องจากต้นไม้ช่วย ชะลอการไหลของน้ำบนผิวหน้าดิน และการมีป่าไม้ปกคลุมดินจะช่วยป้องกันการกัดเซาะได้ดีกว่าปลูกพืชชนิดอื่น
  • 48.
    • 3 . ช่วยปรับสภาพบรรยากาศ เนื่องจากป่าไม้ช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นในดินไว้ ร่มเงาของป่าช่วยป้องกันไม่ให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ตกกระทบผิวดินโดยตรง บริเวณป่าไม้จะมีน้ำที่เกิดจากการระเหยจากใบและลำต้น กลายเป็นไอน้ำในอากาศจำนวนมาก อากาศเหนือป่าไม้จึงมีความชื้นมาก เมื่ออุณหภูมิอากาศลดลง ไอน้ำจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเกิดเป็นเมฆจำนวนมาก สุดท้ายก่อให้เกิดฝนตกลงมาในป่าที่มีต้นไม้หนาแน่นและส่งผลให้พื้นที่ใกล้เคียงได้รับน้ำฝน และทำให้สภาพอากาศที่ชุ่มชื้นแม้กระทั่งในฤดูร้อน ดังนั้นพื้นที่ที่มีป่าไม้มาก เช่น เขาใหญ่ ดอนอินทนนท์ ภูกระดึง เขาหลวง จะเห็นว่ามีเมฆปกคลุมอยู่บนภูเขาและจะมีฝนตกมากกว่าบริเวณข้างล่าง
  • 49.
    • 4 . ป่าไม้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ในบริเวณที่ป่าไม้มีความสมบูรณ์ต้นไม้มีรากลึกและชอนไชอยู่ในดิน อินทรีย์วัตถุจากต้นไม้และสัตว์ป่าจะช่วยปรับโครงสร้างของดินให้มีรูพรุนที่สามารถเก็บกักน้ำได้ดี น้ำฝนที่ผ่านต้นไม้จะลงสู่ดินในแนวดิ่งแล้วค่อยๆ ไหลซึมกระจายไปตามรากที่แตกแขนงออกไปตามอนุภาคดิน รูพรุนที่อยู่ในดินเฉพาะรูพรุนขนาดเล็กในเม็ดดินนั้นสามารถกักเก็บน้ำได้มากกว่า น้ำหนักของเม็ดดินแห้งถึง 3-10 เท่า และน้ำที่กักเก็บไว้นั้น จะค่อยๆ ปลดปล่อยสู่ชั้นน้ำใต้ดินเพื่อลงสู่แหล่งน้ำลำธาร ป่าจึงเปรียบได้ กับฟองน้ำขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ เป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ถ้าป่าเกิดในที่สูง น้ำที่กักเก็บไว้จะค่อยๆ ซึมลงมารวมกันตามหุบเขา เกิดธารน้ำเล็กๆ มากมาย และกำเนิดแม่น้ำลำธารที่สามารถมีน้ำใช้ได้ ทุกฤดูกาล เป็นต้น
  • 50.
    • 5 . ป่าไม้เป็นแหล่งปัจจัยสี่ ป่าไม้เป็นแหล่งผลิต / ผู้ผลิต ปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีพของมนุษย์ เมือง / ชุมชนเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมที่สำคัญและหาสิ่งอื่นมาทดแทนมิได้ ป่าไม้มีความผูกพันต่อความเป็นอยู่จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ การนำไม้มาใช้ใน การก่อสร้างบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย เป็นเครื่องตกแต่งบ้าน ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มอาหาร ซึ่งในเรื่องอาหารมนุษย์ ได้รับจากป่าโดยตรง เช่น ได้ส่วนของผล เมล็ด ใบ ดอก ลำต้นเป็นอาหาร และได้รับน้ำผึ้ง หรือเนื้อสัตว์ป่าโดยทางอ้อม สมุนไพรหรือยาแผนโบราณที่ใช้รักษาโรค ส่วนใหญ่ได้มาจากผลิตภัณฑ์ของป่าไม้ ได้มีการนำสมุนไพรจากป่ามาดัดแปลง สกัดเอาส่วนที่สำคัญ จากเปลือก ดอก ผล เมล็ด ราก นำมาใช้ในการผลิตยารักษาโรคที่ออกมาในรูปของยาเม็ด ยาน้ำ หรือแคปซูล
    • 6 . เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ป่าไม้จัดว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและหลบภัยที่สำคัญที่สุดของสัตว์ป่า ซึ่งสัตว์เหล่านี้มีความสำคัญต่อมนุษย์ เช่น เป็นอาหาร ยารักษาโรค ช่วยขจัดแมลงและประดับป่าไม้ให้เกิดความงดงาม การทำลายพื้นที่ป่าจึงเสมือนทำลายสัตว์ป่าด้วย
  • 51.
    • 7 . เป็นแนวป้องกันลมพายุ เมื่อลมพายุพัดมาปะทะพื้นที่ป่าไม้ซึ่งเป็นสิ่งกีดขวางความเร็วและลมพายุจะลดลง ดังนั้น ลมพายุที่พัดผ่านแนวป่าไม้จะมีความเร็วน้อยกว่าพัดผ่านที่โล่งแจ้ง ช่วยลดความเสียหายของสิ่งก่อสร้าง ป่าไม้จึงเป็นกำแพงธรรมชาติที่ช่วยป้องกันความรุนแรงของลมพายุได้
    • 8 . ด้านการพักผ่อนหย่อนใจ ธรรมชาติของป่าไม้จะเต็มไปด้วยสีสัน ความเขียวชอุ่ม ร่มเย็น ก่อให้เกิดความสบายตาเมื่อพบเห็น ความสดสวยงดงามของดอกไม้ ความชุ่มชื้น น้ำในลำธารที่ใสสะอาด ความเงียบสงบจากเสียงรบกวนของชุมชน ความน่าชมและน่ารักของสัตว์ป่า ทำให้เขตป่าไม้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ ในช่วงวันหยุดต่างๆ จะพบเห็นประชาชนทั้งในท้องถิ่นและในเมืองจำนวนมากเดินทางไปเที่ยวหรือพักผ่อนหย่อนใจในเขตอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนป่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นต้น ป่าไม้จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างหนึ่งไปด้วย
  • 52.
    • 9 . ช่วยลดมลพิษทางอากาศ เนื่องจากป่าไม้เป็นตัวช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อนำไปใช้ในการสังเคราะห์อาหาร แล้วปลดปล่อยก๊าซออกซิเจนมาให้กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลก สมดุลระหว่างคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนในอากาศจึงเกิดขึ้น และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พืชในตระกูลสูงสามารถดูดกลืนก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ แล้วเปลี่ยนแปลงให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปล่อยออกสู่บรรยากาศแล้วจึงดึงกลับมาใช้ในการสังเคราะห์อาหารในเวลากลางวัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าต้นไม้มีประโยชน์มากในการช่วยกำจัดคาร์บอนมอนอกไซด์และคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งมีแต่ป่าคอนกรีตและไม่ค่อยมีต้นไม้ อากาศในเมืองจึงมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูง การปลูกต้นไม้มากๆ จะช่วยลดปริมาณก๊าซทั้งสองชนิดนี้ลงได้
    • ** เนื่องจากป่าไม้สามารถเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อประชาชนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมดังที่กล่าวมาแล้ว การทำลายป่าถือว่าเป็นการทำลายผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน ป่าไม้เมื่อถูกทำลายลงแล้วยากที่จะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของเราเองและต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม โปรดช่วยดูแลรักษาป่าเพื่อให้ป่านั้นๆ มีอยู่และเอื้ออำนวยประโยชน์ตลอดไป
  • 53. สรุปความสำคัญทรัพยากรป่าไม้ ที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
    • ให้ปัจจัยสี่ ทำให้มนุษย์มีอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยแก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ
    • 2 . ช่วยควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกินไป จนก่อให้เกิดมลพิษความร้อน ภาวะเรือนกระจก (green house effect) โดยป่าไม้จะเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นแป้งและน้ำตาล โดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ทำให้รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ ได้แก่ รังสี UV บีและซี สามารถแผ่กลับคืนสู่บรรยากาศได้ ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกไม่เพิ่มขึ้น
    • 3 . รักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดิน ให้มีแร่ธาตุที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากรากของต้นไม้ในป่าช่วยกักเก็บแร่ธาตุไว้ไม่ให้ถูกกระแสน้ำและลมพัดพาไปสู่พื้นที่ต่ำกว่า
  • 54. 4. เป็น แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด เพื่อเป็นแหล่งขยายพันธุ์สัตว์ให้มีชนิด ปริมาณและสัดส่วนในระบบนิเวศที่เหมาะสม ส่งผลให้ประสิทธิภาพการถ่ายทอดสารอาหารและพลังงานสามารถถ่ายทอดเป็นไปตามกฎ 10 เปอร์เซ็นต์ 5. เป็นแหล่งเก็บรักษาน้ำไว้ ทำให้ไม่เกิดปรากฏการณ์น้ำท่วม เนื่องจากต้นไม้ในพื้นที่ป่าไม้จะสามารถเก็บน้ำไว้ในลำต้น สำหรับนำใช้ในการลำเลียงอาหารได้ในปริมาณที่มากเทียบเท่ากับแหล่งน้ำขนาดใหญ่
  • 55.
    • 1 . การทำไม้ ความต้องการไม้เพื่อกิจการต่างๆ เช่น เพื่อทำอุตสาหกรรมโรงเลื่อย โรงงานกระดาษสร้างที่อยู่อาศัยหรือการค้า ทำให้ต้นไม้ถูกลอบตัดและตัดถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งอนุญาตผูกขาดทั้งสัมปทานระยะยาว ขาดระบบการควบคุมที่ดี ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมุ่งแต่ตัวเลขปริมาตรที่จะทำออก โดยไม่ระวังดูแลพื้นที่ป่า ไม่ติดตามผลการปลูกป่าทดแทนตามเงื่อนไขสัมปทานว่า ได้ดูแลรักษาต้นไม้ให้เจริญเติบโตอย่างปลอดภัยหรือไม่
    สาเหตุของการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้
  • 56.
    • 2 . การเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศ ทำให้ความต้องการจากภาคเกษตรกรรมมากขึ้น ความจำเป็นที่ต้องการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น พื้นที่ป่าไม้ในเขตภูเขาจึงเป็นเป้าหมายของการขยายพื้นที่เพื่อการเพาะปลูก การบุกรุกพื้นที่ป่าอาจกระทำโดยราษฏรสามารถบุกรุกเข้าครอบครองพื้นที่หลังการทำไม้ได้อย่างง่ายดาย จากการ เพิกเฉยของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หรือเกษตรกรเหล่านี้ทำการเกษตรโดยขาดการวางแผนการใช้ที่ดินอย่างมี ประสิทธิภาพเป็นเหตุให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้น ต้องขายที่ดินแล้วอพยพเข้าป่าลึกไปเรื่อยๆ หรือการขายที่ดินผืนใหญ่ ในราคาสูงขึ้นผิดปกติให้แก่นักลงทุนที่สนองนโยบายการท่องเที่ยวด้วยการสร้างรีสอร์ท สนามกอล์ฟ ยิ่งเป็นเหตุ ซ้ำเติมให้พื้นที่ป่าไม้ถูกบุกรุกมากขึ้น
  • 57.
    • 3 . การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการส่งออก เช่น มันสำปะหลัง ปอ ฯลฯ โดยไม่ส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพทั้งๆ ที่พื้นที่ป่าบางแห่งไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในการเกษตรกรรมเพาะปลูก เนื่องจาก ( 1 ) พื้นที่ขรุขระไม่สะดวกในการขุดไถพรวน ( 2 ) พื้นที่ลาดเอียง และดินง่ายต่อการเกิดกษัยการ ( 3 ) ชั้นดินบาง หลังจากการเพาะปลูกได้ไม่นาน พื้นดินที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นทุ่งหญ้าไม่สามารถปลูกพืชได้อีก ทำให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกด้วยการบุกรุกป่าเพิ่มมากขึ้นอีก กรณีของการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งกุลาดำก็เช่นกัน ทำให้พื้นที่ป่าชายเลนถูกบุกรุกและทำลายลงกว่าครึ่งในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา
  • 58.
    • 4 . การกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่า กระทำไม่ชัดเจนหรือไม่กระทำเลยในหลายๆ ป่า ทำให้ราษฏรเกิดความสับสนทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา บางแห่งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เองยังไม่สามารถชี้แนวเขตได้ถูกต้อง ทำให้เกิดการพิพาทในเรื่องที่ดินทำกินและที่ดินป่าไม้อยู่ตลอดเวลา และมักเกิดการร้องเรียนต่อต้านในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งช่วงระยะนี้เองการบุกรุกพื้นที่ป่าก็ดำเนินไปเรื่อยๆ กว่าจะรู้แพ้รู้ชนะป่าก็หมดสภาพไปแล้ว
  • 59. สาเหตุและผลกระทบที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรป่าไม้
    • มนุษย์ ทำการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามากขึ้นเพื่อนำพื้นดินไปทำการเกษตร อุตสาหกรรม ชุมชน สร้างเขื่อนการทำเหมืองแร่และใช้ที่ดินไม่ถูกวิธี เช่นทำไร่เลื่อนลอย ส่งผลให้พื้นที่ป่าไม้ลดลงไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศ ทำให้ประเทศนั้นเกิดปัญหาน้ำท่วม อุณหภูมิสูงขึ้น ดินขาดความสมบูรณ์ สัตว์ป่าสูญพันธุ์มากขึ้น ส่งผลให้มนุษย์เกิดโรคระบาดท้องร่วง โรคเครียด
    • 2. ธรรมชาติ พบว่าพื้นที่ป่าไม้ถูกทำลายโดยธรรมชาติเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อันเนื่องจากการเสียดสีของวัตถุในป่าทำให้เกิดไฟป่าเกิดขึ้น ส่งผลให้สัตว์ป่าไม่มีที่อยู่อาศัยสำหรับการสืบพันธ์และเจริญเติบโต ปัจจัยสี่และปัจจัยห้าที่มนุษย์จะได้รับจากสัตว์ป่าลดลงไม่เพียงพอกับความต้องการของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ทำให้การทำงานของโครงสร้างในระบบนิเวศมีการทำงานที่ผิดปกติไปจากเดิมได้
  • 60.
    • ป่าไม้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีพของมนุษย์และการคงอยู่ของสิ่งแวดล้อมต่างๆ จากการสูญเสียทรัพยากร ป่าไม้ในทุกส่วนของโลกหรือของประเทศไทย ทำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงการสูญเสียและผลที่ได้รับจากการกระทำอันนี้ การดำเนินงานอนุรักษ์ป่าไม้จึงได้รับความสนใจจากภาครัฐบาลและเอกชน และประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง การอนุรักษ์ป่าไม้เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวกระทำได้ ดังนี้
    • 1 . การกำหนดนโยบายป่าไม้แห่งชาติ กำหนดให้มีพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศอย่างน้อยในอัตราร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ เป็นการกำหนดแนวทางการจัดการและการพัฒนาป่าไม้ในระยะยาวเพื่อประโยชน์ 2 ประการ ดังนี้
    การอนุรักษ์ป่าไม้
  • 61.
    • 1.1 ป่าเพื่อการอนุรักษ์ กำหนดไว้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่หายาก และป้องกันภัยธรรมชาติอันเกิดจากน้ำท่วมและการพังทลายของดิน ตลอดทั้งเพื่อประโยชน์ในการศึกษา การวิจัย และนันทนาการของประชาชนในอัตราร้อยละ 15 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 48 ล้านไร่
    • 1.2 ป่าเพื่อเศรษฐกิจ กำหนดไว้เพื่อการผลิตไม้และของป่า เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ ในอัตราร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 80 ล้านไร่ ป่าอนุรักษ์ หมายถึง พื้นที่ได้รับการคุ้มครองที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยทั่วไปอยู่ในการดูแลของกรมป่าไม้ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้อาจเป็นพื้นที่ป่าไม้ชายฝั่งทะเล หรือลักษณะอื่นๆ ที่มีระบบ นิเวศดั้งเดิม หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เพื่อใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์ เช่น การท่องเที่ยว นันทนาการ การศึกษาวิจัย ป่าอนุรักษ์ในระดับสากล ( IUCN )
  • 62. แนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้แบบยั่งยืน
    • 1. ถนอม โดยการกำหนดพื้นที่ป่าไม้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตป่าอนุรักษ์ เขตอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า การปลูกป่า กำหนดนโยบายป่าไม้แห่งชาติ เพื่อรักษาพื้นที่ป่าไม้หรือ ถนอมทรัพยากรป่าไม้ ไว้ เพื่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมสามารถทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพ
    • 2. ปรับปรุง โดยการฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ที่เสื่อมโทรมให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เช่นปรับปรุงพื้นที่เหมืองแร่เก่า นากุ้ง นาเกลือ ป่าชายเลนเสื่อมโทรม ให้เป็นป่าที่สมบูรณ์อีกครั้งโดยใช้ ความรู้หลักพื้นฐานนิเวศวิทยาวางแผนเพื่อจัดการ หรือพัฒนาทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมให้พื้นที่เสื่อมโทรมกลับคืนสู่ระบบนิเวศที่สมดุลธรรมชาติและอยู่ในภาพพจน์ที่พึ่งปรารถนาของมนุษย์ตลอดไป
    • 3. ประหยัด โดยการใช้ไม้เท่าที่จำเป็นในการครองชีพเท่านั้น
    • 4. ทดแทน โดยการใช้เหล็กหรือปูนซิเมนต์ทดแทนการใช้ไม้ในการสร้างบ้านเรือนของมนุษย์
  • 63. อ่านเพิ่มเติม
    • เขตป่าสงวนแห่งชาติ
    • เขตป่าอนุรักษ์แห่งชาติ
    • เขตอุทยานแห่งชาติ
    • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งชาติ
    • และ การปลูกป่า
    • มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างไรและช่วยในการอนุรักษ์ป่าไม้ได้อย่างไร
    • * ขนาดพื้นที่ ลักษณะพิเศษของแต่ละเขต
  • 64. ทรัพยากรสัตว์ป่า
  • 65. สัตว์ป่า คือ สัตว์ทุกชนิดไม่ว่า สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก แมลง หรือแมง ซึ่งโดยภาพธรรมชาติย่อมเกิดและดำรงชีวิตอยู่ในป่าหรือในน้ำและให้หมายความรวมถึงไข่ของสัตว์ป่าเหล่านั้นทุกชนิดด้วย แต่ไม่หมายความรวมถึงสัตว์พาหนะที่ได้จดทะเบียนทำตั๋วรูปพรรณตามกฎหมาย ว่าด้วยสัตว์พาหนะแล้ว และสัตว์พาหนะที่ได้มาจากการสืบพันธุ์ของสัตว์พาหนะ ดังกล่าว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ป่าไม้ อันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าได้ถูกทำลายลงไปมาก ตลอดจนการไล่ล่าของมนุษย์จึงทำให้ปริมาณสัตว์ป่ามีจำนวนลดน้อยลงทุกปีจนบางชนิดสูญพันธุ์บางชนิดก็ใกล้จะสูญพันธุ์เพื่อรักษาความสมดุลทางธรรมชาติจึงจำเป็นที่เราจะต้องช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ป่าไว้โดยเร่งด่วน ความหมายทรัพยากรสัตว์ป่า
  • 66. ประเภทของสัตว์ป่า เพื่อเป็นการปกป้องรักษาสัตว์ป่าให้มีชีวิตสืบต่อไปถึงอนุชนรุ่นหลังจึงมีการออก พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ . ศ . 2535 ภูมิพลอดุลเดช ป . ร . ให้ไว้ ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2535 เป็นปีที่ 47 ในรัชกาลปัจจุบันแบ่งสัตว์ป่าออกเป็น 3 ประเภท คือ
    • สัตว์ป่าสงวน เป็นสัตว์ป่าที่หายากและปัจจุบันมีจำนวนน้อยมากบางชนิดสูญพันธุ์ไปแล้วมีอยู่ 15 ชนิด คือ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร แรด กระซู่ กูปรีหรือโคไพร
    • ควายป่า ละองหรือละมั่ง สมันหรือ เนื้อสมัน เลียงผา นกแต้วแล้วท้องดำ
    • นกกระเรียน แมวลายหินอ่อน สมเสร็จ เก้งหม้อและพะยูนหรือหมูน้ำ
  • 67. สัตว์ป่าสงวน
  • 68.
    • กระซู่
    • ชื่อสามัญ
      • Sumatran Rhino
    • ชื่อวิทยาศาสตร์
      • Didermocerus sumatraensis
    • ลักษณะ
      • จัดเป็นแรดที่พันธุ์เล็กที่สุด ความสูงที่ไหล่ 1 - 1.4 เมตร น้ำหนัก 900 - 1,000 ก . ก . มี 2 นอ ปีนเขาได้เก่ง มีประสาทในการรับกลิ่นดีมาก เมื่อพบสิ่งกีดขวางจะไม่ข้าม และมักใช้หัวดันให้พ้นทางเดิน ชอบกินกิ่งไม้ ใบไม้และผลไม้ ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 7 - 8 เดือน
  • 69.
    • กวางผา
    • ชื่อสามัญ
      • Goral
    • ชื่อวิทยาศาสตร์
      • Naemorhedus griseus
    • ลักษณะ
      • มีลักษณะคล้ายแพะ ความสูงที่ไหล่ 50 - 70 ซ . ม . หนักประมาณ 22 - 32 ก . ก . มีขาที่แข็งแรง สามารถกระโดดตามชะง่อนผาได้อย่างว่องไว พบตามยอดเขาสูงชันจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 1,000 เมตร ซึ่งมีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปี อาหารได้แก่ พืชตามสันเขาและหน้าผาหิน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 6 - 8 เดือน มีอายุประมาณ 8 - 10 ปี
  • 70.
    • กูปรี
    • ชื่อสามัญ
      • Kouprey
    • ชื่อวิทยาศาสตร์
      • Bos sauveli
    • ลักษณะ
      • เป็นสัตว์ป่าตระกูลเดียวกับกระทิงและวัวแดง ความสูงที่ไหล่ 1.7 - 1.9 เมตร หนักประมาณ 700 - 900 ก . ก . อยู่รวมกันเป็นฝูง 2 - 20 ตัว มีนิสัยปราดเปรียว ตัวเมียจะเป็นตัวนำฝูงหากินและหลบหนีศัตรู ตัวผู้ตัวใหญ่ที่สุดจะเป็นจ่าฝูง ชอบกินหญ้า ใบไม้ และดินโป ่งเป็น ครั้งคราว ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 9 - 10 เดือน
  • 71.
    • เก้งหม้อ
    • ชื่อสามัญ
      • Fea's Barking Deer
    • ชื่อวิทยาศาสตร์
      • Muntiacus feai
    • ลักษณะ
      • ลักษณะคล้ายเก้งธรรมดา แต่สีลำตัวคล้ำกว่า หางสั้น ด้านบนสีดำตัดกับสีขาวด้านล่างชัดเจน ชอบอาศัยอยู่เดี่ยวในป่าดงดิบตามลาดเขา จะอยู่เป็นคู่เฉพาะในฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น ชอบกินใบไม้ ใบหญ้าและผลไม้ ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 6 เดือน
  • 72.
    • ควายป่า
    • ชื่อสามัญ
      • Wild Water Buffalo
    • ชื่อวิทยาศาสตร์
      • Bubalus bubalis
    • ลักษณะ
      • รูปร่างปราดเปรียวและขนาดลำตัวใหญ่กว่าควายบ้าน ความสูงที่ไหล่ 1.6 - 1.9 เมตร หนักประมาณ 800 - 1,200 ก . ก . ชอบนอนแช่ปลักให้ดินโคลนพอกลำตัว เพื่อป้องกันแมลงรบกวน มีนิสัยชอบอยู่เป็นฝูง จะดุร้ายมากถ้าบาดเจ็บ กินใบไม้ หญ้า และหน่อไม้ ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องประมาณ 10 เดือน
  • 73.
    • นกกระเรียน
    • ชื่อสามัญ
      • Sarus Crane
    • ชื่อวิทยาศาสตร์
      • Grus antigone
    • ลักษณะ
      • เป็นนกขนาดใหญ่ที่เคยพบตามท้องทุ่งที่ชื้นแฉะ และหนอง บึง เมื่อยืนมีความสูงราว 150 ซ . ม . ออกหากินเป็นคู่และกลุ่มครอบครัว และจะจับคู่อยู่ด้วยกันตลอดชีวิต มีความผูกพันกับคู่สูงมาก ชอบกินแมลง สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์น้ำ เมล็ดข้าว และหญ้าอ่อน วางไข ่ครั้งละ 2 ฟอง
  • 74.
    • นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร
    • ชื่อสามัญ
      • White - eyed River - Martin
    • ชื่อวิทยาศาสตร์
      • Pseudochelidon sirintarae
    • ลักษณะ
      • นกนางแอ่นชนิดลำตัวยาว 15 ซ . ม . พบครั้งแรกในประเทศไทย ปี 2511 ในบริเวณ บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ จะเกาะนอนอยู่ในฝูงนกนางแอ่นชนิดอื่น ๆ ตามใบอ้อ และ ใบสนุ่น โฉบจับแมลงเป็นอาหาร
  • 75.
    • นกแต้วแล้วท้องดำ
    • ชื่อสามัญ
      • Gurney's Pitta
    • ชื่อวิทยาศาสตร์
      • Pitta gurneyi
    • ลักษณะ
      • ขนาดลำตัวยาว 21 ซ . ม . ชอบทำรังบนกอระกำและกอหวาย ซึ่งมีหนามแหลม ใกล้ลำธารเล็ก ๆ เพื่อสะดวกต่อการหาอาหาร กินไส้เดือน ตัวอ่อนด้วง ปลวก จิ้งหรีด ตั๊กแตน หอยทาก และกบ เมื่อตกใจหรือมีอันตรายจะร้อง " แต้ว ... แต้ว ..." เพื่อเป็นสัญญาณเตือนนก ตัวอื่น วางไข่คราวละ 3 - 4 ฟอง
  • 76.
    • พะยูน
    • ชื่อสามัญ
      • Dugong
    • ชื่อวิทยาศาสตร์
      • Dugong dugon
    • ลักษณะ
      • ไม่ใช่ปลาแต่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ตามท้องทะเลชายฝั่ง ไม่มีครีบหลัง น้ำหนักประมาณ 300 ก . ก . อยู่รวมกันเป็นครอบครัว หลายครอบครัวจะมาหากินรวมกันเป็นฝูงใหญ่ กินพืชจำพวกหญ้าทะเลตามชายฝั่ง ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ใช้เวลาตั้งท้องป ระมาณ 1 ปี
  • 77.
    • แมวลายหินอ่อน
    • ชื่อสามัญ
      • Marble Cat
    • ชื่อวิทยาศาสตร์
      • Pardofelis marmorata
    • ลักษณะ
      • เป็นแมวป่าขนาดกลาง น้ำหนักประมาณ 4 - 5 ก . ก . อาศัยอยู่ในป่าดงดิบและป่าดิบชื้น ส่วนใหญ่มักอยู่บนต้นไม้ ชอบออกหากินในเวลากลางคืน อาหารได้แก่ แมลง งู นก หนู และลิงขนาดเล็ก
  • 78.
    • แรด
    • ชื่อสามัญ
      • Javan Rhino
    • ชื่อวิทยาศาสตร์
      • Rhinoceros sondaicus
    • ลักษณะ
      • เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ความสูงที่ไหล่ 1.60 - 1.75 เมตร น้ำหนัก 1,500 - 2,000 ก . ก . ชอบนอนในปลักโคลนตมหนองน้ำ เพื่อไม่ให้หนังแตกและถูกแมลงรบกวน มีสายตาไม่ค่อยดีนัก แต่มีประสาทสัมผัสในการรับกลิ่นดีมาก ชอบกินยอดไม้ ใบไม้ และผลไม้ ออกลูกครั้งล ะ 1 ตัว ตั้งท้องนานประมาณ 16 เดือน มีอายุยืนประมาณ 50 ปี
  • 79.
    • ละองหรือละมั่ง
    • ชื่อสามัญ
      • Eld's Deer
    • ชื่อวิทยาศาสตร์
      • Cervus eldi
    • ลักษณะ
      • ความสูงที่ไหล่ 1.2 - 1.3 เมตร หนักประมาณ 95 - 150 ก . ก . ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง เล็ก ๆ ออกหากินทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน กินใบหญ้าใบไม้และผลไม้เป็นอาหาร ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนานประมาณ 7 - 8 เดือน
  • 80.
    • เลียงผา
    • ชื่อสามัญ
      • Serow
    • ชื่อวิทยาศาสตร์
      • Capricornis sumatraensis
    • ลักษณะ
      • เป็นสัตว์กีบคู่มีเขาจำพวกแพะ ความสูงที่ไหล่ 85 - 94 ซ . ม . หนักประมาณ 85 - 140 ก . ก . อาศัยอยู่ตามภูเขาที่มีหน้าผา หรือถ้ำตื้น ว่องไวและปราดเปรียวมาก สามารถว่ายน้ำข้ามระหว่างเกาะ และแผ่นดินได้ มีประสาทตา หู และรับกลิ่นได้ดีมาก ชอบกินพืชต่างๆ ออ กลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 7 - 8 เดือน
  • 81.
    • สมเสร็จ
    • ชื่อสามัญ
      • Malayan Tapir
    • ชื่อวิทยาศาสตร์
      • Tapirus indicus
    • ลักษณะ
      • มีประสาทสัมผัสทางกลิ่นและเสียงดีมาก ชอบออกหากินในเวลากลางคืน มักมุดหากินตามที่รกทึบ ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 13 เดือน
  • 82.
    • สมัน
    • ชื่อสามัญ
      • Schomburgk's Deer
    • ชื่อวิทยาศาสตร์
      • Cervus schomburgki
    • ลักษณะ
      • เป็นกวางขนาดกลาง และได้ชื่อว่ามีเขาสวยงามที่สุด ความสูงที่ไหล่ 1 เมตร การแตกแขนงของเขา แขนงทั้ง 2 จะทำมุมแยกออกไปเท่ากับลำกิ่งเดิม คล้ายสุ่ม ชาวบ้านจึงเรียกว่า " กวางเขาสุ่ม " ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ และอยู่เฉพาะในทุ่งโล่ง ไม่อยู่ตามป่าทึบ เพราะเขาจะเกี่ยวพันเถาวัลย์ได้ง่าย ชอบกินยอดหญ้าอ่อน ผลไม้และใบไม้
  • 83.
    • 2. สัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นสัตว์ทั้งที่ปกติไม่นิยมใช้เป็นอาหารและใช้เป็นอาหารทั้งที่ไม่ใช่ล่าเพื่อการกีฬาและล่าเพื่อการกีฬา ตามที่กฎกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้ มากกว่า 200 ชนิด เช่น ค่าง ชะนี อีเห็น ไก่ฟ้า เหยี่ยว ช้างป่า แร้ง กระทิง กวาง หมีควาย อีเก้ง นกเป็ดน้ำ เป็นต้น บทลงโทษ ทั้งสัตว์ป่าสงวนสัตว์ป่าคุ้มครองและซากของสัตว์ป่าสงวนหรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง ห้ามมิให้ผู้ใดทำการล่ามีไว้ในครอบครอง ค้าขายและนำเข้าหรือส่งออก หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
    • 3. สัตว์ป่าไม่สงวนและไม่คุ้มครอง ได้แก่ งูหลาม ตะกรวด ( ตัวเงินตัวทอง )
  • 84. ลิ่มหรือนิ่ม ( Manis javanica ) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่คล้ายคลึงกับสัตว์เลื้อยคลาน ลำตัวปกคลุมด้วยเกร็ดแข็งคล้ายปลา ปากเป็นช่องเล็กๆ มีลิ้นเป็นเส้นยาว อาศัยอยู่ตามป่าโปร่ง ออกหากินตามพื้นดินในเวลากลางคืน และจะหลับในโพรงดิน เวลานอนจะขดม้วนตัวกลม อาหารที่ชอบได้แก่ มด และปลวก พบเห็นได้ในทุกภาคของประเทศไทย
  • 85. หมีควายหรือหมีดำ ( Selenarctos thibetanus ) เป็นหมีขนาดใหญ่ของไทย ลำตัวมีขนหยาบสีดำ ใต้คอมีขนสีขาวรูปตัววี ปลายจมูกค่อนข้างดำ ปากยาว หางสั้น และหูใหญ่ ออกหากินตอนกลางคืน กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร เช่น แมลง ใบไม้ และลูกไม้ต่างๆ มหีควายมีนิสัยดุร้ายและชอบการต่อสู้ ปกติจะอยู่ตามลำพังหรืออยู่กันเพียง 2-3 ตัวเท่านั้น
  • 86. เสือโคร่ง ( Panthera tigers ) เป็นเสือขนาดใหญ่ที่สุดในสัตว์จำพวกแมว ตัวสีเหลืองส้ม ลายพาดเป็นริ้วสีดำ หางลายดำเป็นปล้อง สามารถขึ้นต้นไม้และลงว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่ว ออกหากินลำพังในเวลาพลบค่ำและกลางคืน ถิ่นอาศัยของเสือโคร่ง พบในไซบีเรีย จนถึงทะเลสาบแคสเปี้ยน อินเดีย จีน มาเลเซีย ฯลฯ และพบในทุกภาคของประเทศไทย
  • 87. ค่างแว่น ( Presbytis phayrei ) ลำตัวของค่างแว่นด้านหลังมีสีน้ำตาลหรือเทา หน้ามีสีดำหรือเทา ที่ขอบตาจะมีสีเขียวอมฟ้าขาว ขาหลังและหางมีสีเดียวกับแผ่นหลัง ค่างแว่นอาศัยอยู่บนต้นไม้สูงตามถูเขาและป่าไม้ ค่างแว่นมักจะอยู่บนต้นไม้มากกว่าลงมายังพื้นดิน ค่างแว่นพบมากในเอเชีย ได้แก่ จีน พม่า อินโดนีเซีย และประเทศไทย
  • 88. เสือดาว ( Panthera pardus ) เป็นสัตว์ที่มีประสาทหู ตา ว่องไว และซ่อนตัวเก่ง หนังเสือดาวจะมีสีเหลืองปนน้ำตาล มีลายจุดสีดำเต็มตัว เป็นลอยขยุ้มตีนหมา เสือดาวอาศัยอยู่ในป่าลึก ตามโพรงไม้หนาบนภูเขาหิน หรือที่ที่มันสามรถหลบซ่อนได้ เสือดาวเป็นสัตว์ที่ปีนต้นไม้ได้เหมือนแมว มันจะออกลูกครั้งละ 2-3 ตัว หรืออาจมากกว่าถึง 5 ตัว
  • 89. เนื้อทราย ( Cervus porcinus ) เป็นกวางขนาดเล็กเท่าอีเก้ง เขาของมันคล้ายกับเขากวางป่าแต่เล็กกว่า เนื้อทรายชอบอยู่เป็นฝูงเล็กๆ ตามทุ่งหญ้าริมหนอง บึง ออกหากินในตอนเช้าและค่ำ ในประเทศไทยได้สูญพันธ์ไปแล้ว ส่วนที่พบเห็นในสวนสัตว์จะมาจากพม่า ปัจจุบันเนื้อทรายถูกพบที่ประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ พม่า ลาว ฯลฯ
  • 90. ลิงลมหรือนางอาย ( Nycticebus coucang ) เป็นลิงที่มีขนาดเล็ก ขนนุ่ม สั้นและหนาเป็นปุยสีขาวนวล และมีสีน้ำตาลเข้ม คาดจากหัวไปตลอดแนวสันหลัง หน้าสั้น ตากลมโต ใบหูเล็ก ออกหากินในเวลากลางคืน อาหารของลิงลมได้แก่ แมลงเล็กๆ ไข่นก ผลไม้ มีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณเขาหิมาลัย พม่า และในประเทศไทย พบทุกภาคของประเทศ
  • 91. หมีหมา ( Helarctor malaynus ) มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเซีย จัดเป็นหมีขนาดเล็กที่สุดในโลก ขนตามลำตัวเป็นสีดำ ใต้คอมีแถบสีเหลืองรูปตัวยู เมื่อโตขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีขาว บริเวณหน้าตั้งแต่ตาจนถึงปลายจมูกสีค่อนข้างขาว ชอบอยู่เป็นคู่ และออกหากินในเวลากลางคืน อาหารของหมีหมาคือ น้ำผึ้ง และแมลงต่างๆ ใบไม้ และเนื้ออ่อนของคอมะพร้าว
  • 92. วัวแดง ( Bos javanicus ) มีรูปร่างและสีสันคล้ายวัวบ้าน แต่จะสูงใหญ่กว่า วัวแดงเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีราว 20-35 ตัว อาศัยอยู่ในป่าดงดิบ ออกหากินในเวลากลางคืนและเช้าตรู่ ชอบกินหญ้าอ่อนหรือหญ้าระบัดเป็นอาาหร วัวแดงอาศัยอยู่ในประเทศไทย อินโดนีเซีย และพม่า
  • 93. ช้างป่าหรือ ช้างเอเซีย ( Elephas maximus ) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเซีย เช่น ไทย อินเดีย มาเลเซีย ขนาดลำตัวสูงประมาณ 2.8 เมตร หูมีขนาดเล็กเพียง 1 ส่วน 3 ของช้างแอฟริกา อาศัยอยู่ในป่าทึบที่มีอากาศเย็น มีน้ำอุดมสมบรูณ์ ช้างผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุราว 8-12 ปี ตกลูกครั้งละ 1 ตัว และมีอายุยืนใกล้เคียงกับคนคือราว 70 ปี
  • 94. หมีขอหรือบินตุ รง ( Arctictis binturong ) มีลักษณะคล้ายหมี แต่ต่างจากหมีคือ มีหางยาวใช้เกาะกิ่งไม้แทนการใช้แขน หมีขอเป็นสัตว์จำพวกชะมดและอัเห็นขนาดใหญ่ ขนตามลำตัวมีสีดำ หนวดสีขาว ออกหากินในเวลากลางคืน กินทั้งสัตว์ พืชและผลไม้เป็นอาหาร เช่น หนู นก ผลไม้ป่าต่างๆ แหล้งอาศัยอยู่ในทวีปเอเซีย ในประเทศไทยพบตามป่าดงดิบทางภาคใต้
  • 95. กระทิง ( Bos gaurus ) มีขนตามลำตัวสั้นๆ สีดำ ขาสีขาวนวลคล้ายสวมถุงเท้า โคนเขาสีเหลือง ปลายเขาดำ อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบที่อยู่ห่างไกล กินดินโปร่ง หญ้า หน่อไม้ ฯลฯ พบในทวีปเอเซีย ในประเทศไทยมี 2 พันธุ์ คือพันธุ์พม่า พบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับพันธุ์มลายู พบทางภาคใต้ของประเทศไทย
  • 96. อีเก้งหรือฟาง ( Muntiacus muntjak ) เก้งเป็นกวางขนาดเล็ก ตัวผู้มีเขาสั้น ลำตัวสีน้ำตาลแดง ตัวผู้มีเขี้ยวยื่นออกมานอกริมปาก ใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้และป้องกันตัว ชอบอยู่ลำพัง และอยู่เป็นคู่ในฤดูผสมพันธุ์ คือ ช่วงหน้าหนาว เก้งชอบกินใบไม้ หญ้า ลูกไม้ป่า เก้งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปเอเชีย และพบอยู่ทุกภาคของประเทศไทย
  • 97. แมวดาว ( Felis bengalensis ) เป็นสัตว์กินเนื้อที่มีลักษณะคล้ายแมวบ้าน แต่มีรูปร่างปราดเปรียวกว่า ลำตัวสีน้ำตาลแกมเหลือง หูค่อนข้างยาว มันจะออกหากินในเวลากลางคืน อาหารของแมวดาว ได้แก่ นก หนู กระรอก เป็ด ไก่ พบมากตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของสหภาพโซเวียต จิน อินโดนีเซีย และอินเดีย และทุกภาคของประเทศไทย
  • 98. พ . ร . บ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ พ . ศ 2503
    • จำแนกสัตว์ป่า 2 ประเภท คือ
    • สัตว์ป่าสงวน ตาม พ . ร . บ สงวนและรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งชาติ พ . ศ . 2503 มี 9 ชนิด คือ สมัน ละอง
    • ( เนื้อทราย ) แรด กระซู่ ควายป่า เลียงผา กวางผา กูปรี
    • 2. สัตว์ป่าคุ้มครอง จำแนก 2 ประเภท คือ
    • 2.1 คุ้มครองประเภท 1 หมายถึง สัตว์ที่ห้ามล่าและกินเนื้อ
    • ไม่ได้ เช่น ช้าง ชะมด กระรอก ลิง ชะนี
    • 2.2 คุ้มครองประเภท 2 หมายถึง สัตว์ที่ห้ามล่า แต่เนื้อสามารถ
    • กินได้ เช่น กวาง หมูป่า
  • 99. คำถาม
    • จงเปรียบเทียบความแตกต่างของ
    • พ . ร . บ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ 2503 กับ
    • พ . ร . บ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ 2535
    • * ชนิด
    • * ประเภท
    • * จำนวน
  • 100. ความสำคัญและประโยชน์ ของสัตว์ป่า สัตว์ป่าอำนวยประโยชน์นานาประการให้แก่มนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ มากมาย อย่างไรก็ตามประโยชน์ ส่วนใหญ่เป็นไปในทางอ้อมมากกว่าทางตรงจึงทำให้มองไม่ค่อยเห็นคุณค่าของสัตว์ป่าเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ เช่น ป่าไม้ น้ำ และแร่ธาตุ เป็นต้น ตัวอย่างคุณค่าของสัตว์ป่า เป็นต้น 1. ด้านเศรษฐกิจ ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจที่มนุษย์ได้จากสัตว์ป่าก็ได้แก่การค้าสัตว์ป่า หรือซากของสัตว์ป่าโดยเฉพาะหนังสือป่าในปีหนึ่ง ๆ ทำรายได้ให้กับประเทศและมีเงินหมุนเวียนภายในประเทศจำนวนไม่น้อย คุณค่าทางด้านเศรษฐกิจจะรวมถึงรายได้ต่าง ๆ จากการท่องเที่ยวในการชมสัตว์ด้วย
  • 101. 2. การเป็นอาหาร มนุษย์ได้ใช้เนื้อของสัตว์ป่าเป็นอาหารเป็นเวลาช้านานแล้ว ซึ่งสัตว์ป่าหลายชนิดก็ได้พัฒนาจนกระทั่งกลายเป็นเลี้ยงไป สัตว์ป่าหลายชนิดตามธรรมชาติคนก็ยังนิยมใช้เนื้อเป็นอาหารอยู่ เช่น หมูป่า เก้ง กวาง กระจง กระทิง นกเขาเปล้า นกเป็ดน้ำ ตะกวด แย้ เป็นต้น อวัยวะของสัตว์ป่าบางอย่าง เช่น นอแรด กระโหลก เลียงผา เขากวางอ่อน เลือดและกระเพาะค่าง ดีของหมี ดีงูเห่า ก็ยังมีผู้นิยมดัดแปลงเป็นอาหาร หรือใช้เป็นเครื่องยาสมุนไพรอีกด้วย 3 . เครื่องใช้เครื่องประดับ นอกจากเนื้อของสัตว์ป่าและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ป่าจะใช้เป็นอาหารและยาแล้ว อวัยวะบางอย่างของสัตว์ป่าก็ยังใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ได้อีกมากมาย เช่น หนังใช้ทำกระเป๋า รองเท้า เครื่องนุ่งห่ม งาช้างใช้เป็นเครื่องประดับ กระดูก เขาสัตว์ใช้ทำด้ามมีดด้ามเครื่องมือ หรือแกะสลักต่าง ๆ เป็นต้น
  • 102. 4. การนันทนาการและด้านจิตใจ นับเป็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของสัตว์ป่า แต่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้โดยง่าย การท่องเที่ยวชมสัตว์ป่าในสวนสัตว์ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและแหล่งสัตว์ป่าอื่น ๆ นับเป็นเรื่องนันทนาการทั้งสิ้นเช่นเดียวกับการสงสารสัตว์ป่าที่ถูกทรมาน กักขัง หรืออื่นใดก็ตามที สัตว์อยู่อย่างไม่ผาสุกก็เป็นเรื่องจิตใจ รวมตลอดทั้งการท่องเที่ยวป่าเห็นสัตว์ป่าหรือไม่เห็นสัตว์ป่า ซึ่งควรประดับความงามตามธรรมชาติเป็นทั้งนันทนาการและด้านจิตใจทั้งสิ้น 5. ด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และการแพทย์ สัตว์ป่านับมีคุณค่าใหญ่หลวงที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษาและแพทย์ ประสบผลสำเร็จในด้านการค้นคว้าทดลองต่าง ๆ โดยขั้นแรกเขาทดลองกับสัตว์ป่าเสียก่อน เช่น ทดลองกับหนู กระแต ลิง จากนั้นจึงนำไปใช้กับคนการค้นคว้า ทดลองเหล่านี้หากไม่มีสัตว์ป่าเป็นเครื่องทดลองก่อนแล้ว ก็อาจจะมีผลสะท้อนถึงคนอย่างมาก
  • 103. 6. เป็นตัวควบคุมสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ สัตว์ป่านับได้ว่าเป็นตัวควบคุมสิ่งมีชีวิต อื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ด้วยกันเอง ( Biological control) ทำให้ผลกระทบต่อคนบรรเทาเบาบางลงไปไม่ มากก็น้อย เช่น ค้างคาวกินแมลง นกฮูกและงูสิงกินหนูต่าง ๆ นกกินตัวหนอนที่ทำลายพืชเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งหากไม่มีสัตว์ป่าต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วคนอาจจะต้องเสียเงินทองจำนวนมากกว่าเป็นอยู่ในปัจจุบันที่จะต้องกำจัดศัตรูทั้งทางตรงและทางอ้อมเหล่านี้
  • 104. 7. คุณค่าของสัตว์ป่าต่อทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ คนส่วนใหญ่มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้ เป็นต้นว่า ป่าไม้ทำให้สัตว์ป่ามีที่อยู่อาศัย เป็นอาหาร และเป็นที่หลบภัย ป่าไม้ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ป้องกันการกัดเซาะของน้ำ ลม ป่าไม้ช่วยทำให้มีน้ำไหลตลอดปี น้ำใสสะอาดปราศจากตะกอน ป่าไม้ช่วยทำให้ฝนตก บรรเทากระแสลมพายุ ป่าไม้ทำให้อากาศไม่ร้อนไม่หนาว ป่าไม้เป็นแหล่งสะสมแร่ธาตุและป่าไม้ทำให้มนุษย์ได้ใช้สอย ขาดป่าไม้ทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ก็อยู่ไม่ได้ ทำนองเดียวกันกับทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ที่คนจะมองเห็นความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ยกเว้นสัตว์ป่ามักจะมองเห็นเฉพาะต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ เท่านั้น แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว สัตว์ป่าก็มีผลต่อทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ไม่น้อยเช่นเดียวกัน อย่างเช่นทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า ก็มีส่วนช่วยหลายอย่าง เช่น
  • 105. 7.1 สัตว์ป่าช่วยทำลายศัตรูป่าไม้ ต้นไม้ในป่าจะมีศัตรูตามธรรมชาติเสมอ ๆ เช่น โรคและแมลง เป็นต้น แต่ศัตรูเหล่านี้จะไม่ระบาด โดยเฉพาะแมลงหากมีตัวทำลายสัตว์ป่าหลายชนิดเป็นตัวกำจัดแมลงนอกจากที่กล่าวไปแล้วก็มี เช่น นกหัวขวาน นกไต่ไม้ จะกินแมลงและตัวหนอน ตามลำต้น นกกินแมลง นกจับแมลง จะกินแมลงที่มาทำลายใบ ดอก และผล ตุ่น หนูผี จะกินหนอนที่มากินรากและลำต้นใต้ดิน หากปราศจากสัตว์เหล่านี้แล้วต้นไม้จะได้รับความเสียหายและอาจจะตายในที่สุด      7.2 สัตว์ป่าช่วยผสมเกสรดอกไม้ ต้นไม้ผสมเกสรได้นั้นอาศัยปัจจัยหลายอย่างช่วย เช่น ลม และแมลงสำหรับสัตว์ป่าบางชนิดก็เป็นตัวที่ช่วยผสมเกสรด้วย เช่น นกกินปลี นกปลีกล้วย และค้างคาวกินน้ำหวานดอกไม้ เป็นต้น สัตว์ป่าเหล่านี้จะช่วยผสมเกสรดอกไม้ในขณะที่กินน้ำหวานดอกไม้จากดอกหนึ่งไปยังอีกดอกหนึ่งหรือจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งทำนองเดียวกับลมและแมลงดังกล่าวแล้ว
  • 106. 7.3 สัตว์ป่าช่วยในการกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ สัตว์ป่าบางชนิด เช่น นกขุนทอง นกเงือก ค้างคาวบางชนิด ลิง ค่าง ชะนีกวาง เก้ง กระทิง วัวแดง เป็นต้น จะกินผลไม้เป็นอาหาร แล้วคายหรือถ่ายเมล็ดออกมาตามที่ต่าง ๆ เมล็ดไม้บางชนิดไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ ในการผ่านกระเพาะของสัตว์เหล่านี้ก็เท่ากับสัตว์ป่าช่วยในการกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ไปในที่ต่าง ๆ ที่สัตว์ท่องเที่ยวไปแล้วคายหรือถ่ายเมล็ดไม้ออกมา     7.4 สัตว์ป่าช่วยทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น มูลของสัตว์เกือบทุกชนิดใช้เป็นปุ๋ยได้อย่างดี เท่ากับเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ในขณะเดียวกันเมื่อสัตว์ป่าตายลง ซากของสัตว์ป่าก็จะกลายเป็นปุ๋ยได้เช่นเดียวกัน ทุกวันนี้เกิดปัญหาการดัดแปลงมูลของสัตว์ป่าบางชนิด เช่น มูลของค้างคาว ซึ่งมีอยู่มากมายตามถ้ำต่าง ๆ ให้ใช้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ ทุกวันนี้แม้ว่าจะใช้มูลค้างคาวเป็นปุ๋ยอยู่บ้าง ก็อยู่เฉพาะในวงจำกัด ในปัจจุบันวงการป่าไม้เองก็ต้องใช้ปุ๋ยในสวนป่าเหมือนกันทั้งนี้เนื่องจากการทำงานสัตว์ป่าออกไปเกือบหมดป่านั่นเอง
  • 107.
    • ปัญหาทรัพยากรสัตว์ป่า
    • ในปัจจุบันสัตว์ป่ามีจำนวนลดน้อยลงมาก ชนิดที่สมัยก่อนมีอยู่ชุกชุมก็ไม่ค่อยได้พบเห็นอีกบางชนิดก็ถึงกับสูญพันธุ์ไปเลย ปัญหานี้สาเหตุมาจาก
    • 1. ถูกทำลายโดยการล่าโดยตรงไม่ว่าจะล่าเพื่ออาหารหรือเพื่อการกีฬาหรือเพื่ออาชีพ
    • 2. การสูญพันธุ์หรือลดน้อยลงไปตามธรรมชาติของสัตว์ป่าเอง ถ้าหากไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนของสภาพแวดล้อมได้ หรือจากสาเหตุภัยธรรมชาติต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม ไฟป่า
    • 3. การนำสัตว์ป่าต่างถิ่น ( Exotic animal) เข้าไปในระบบนิเวศสัตว์ป่าประจำถิ่น ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความสมดุลของสัตว์ป่าประจำถิ่นจนอาจเกิดการสูญพันธุ์
    • 4. การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ซึ่งก็ได้แก่การที่ป่าไม้ถูกทำลายด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะโดยถากถางและเผาเพื่อทำการเกษตรกิจกรรมการพัฒนา เช่น การตัดถนนผ่านเขตป่า การสร้างเขื่อน ฯลฯ ทำให้สัตว์ป่าบางส่วนต้องอพยพไปอยู่ที่อื่นหรือไม่ก็เสียชีวิตขณะที่ถิ่นที่อยู่อาศัยถูกทำลาย
    • 5. การสูญเสียเนื่องจากสารพิษตกค้าง เมื่อเกษตรกรใช้สารเคมีในการเพาะปลูก เช่น ยาปราบศัตรูพืชจะทำให้เกิดการสะสมพิษในร่างกายทำให้บางชนิดถึงกับสูญพันธุ์ได้
  • 108. การอนุรักษ์สัตว์ป่า สัตว์ป่ามีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งรวมถึงคนเราด้วยทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม จึงต้องมีวิธีการป้องกันและแก้ไขไม่ให้สัตว์ป่าลดจำนวนหรือสูญพันธุ์ด้วยการอนุรักษ์สัตว์ป่า ดังนี้ 1. กำหนดกฎหมายและวิธีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ป่าเป็นแหล่งอาหารที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า อาทิ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขตเพาะพันธุ์สัตว์ป่า ฯลฯ ให้มีมากเพียงพอ 2. การรณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้เห็นความสำคัญในการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างจริงจัง 3. การไม่ล่าสัตว์ป่า ไม่ควรมีการล่าสัตว์ป่าทุกชนิด ทั้งสัตว์ป่าสงวนสัตว์ป่าคุ้มครองเพราะปัจจุบันสัตว์ป่าทุกชนิดได้ลดจำนวนลงอย่างมากทำให้ขาดความสมดุลทางธรรมชาติ 4. การป้องกันไฟป่า ไฟป่านอกจากจะทำให้ป่าไม้ถูกทำลายแล้วยังเป็นการทำลายแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าด้วย 5. การปลูกฝังการให้ความรัก และเมตตาต่อสัตว์อย่างถูกวิธีสัตว์ป่าทุกชนิดมีความรักชีวิตเหมือนกับมนุษย์ การฆ่าสัตว์ป่า การนำสัตว์ป่ามาเลี้ยงไว้ในบ้านเป็นการทรมานสัตว์ป่า ซึ่งมักไม่มีชีวิตรอด 6. การเพาะพันธุ์เพิ่มสัตว์ป่าที่กำลังจะ สูญพันธุ์หรือมีจำนวนน้อยลง ควรมีการเพาะพันธุ์ขยายพันธุ์ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการทดแทนและเร่งให้มีสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้น
  • 109. ตัวอย่างแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าบริเวณทุ่งใหญ่นเรศวร 1. หลักการถนอม โดยมีการเพาะพันธุ์สัตว์ป่าที่จะใกล้สูญพันธุ์เพื่อเพิ่มจำนวน สัตว์ป่าให้มากขึ้น และมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญ ผลกระทบ และวิธีการใช้ทรัพยากรสัตว์ป่าที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การตั้งกลุ่มอนุรักษ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
  • 110. การตั้งกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าในทุ่งใหญ่นเรศวร 1. ฟื้นฟูระชากรสัตว์ป่า 2. เสริมสร้างบทบาทของชุมชน 3. ลดการล่าสัตว์เพื่อขาย 4. สร้างองค์ความรู้ด้านนิเวศวิทยาสัตว์ป่า เป้าหมายของโครงการสี่ประการ
  • 111. โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นโครงการที่เหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับการอนุรักษ์สัตว์ป่า เนื่องจากเป้าหมายของโครงการนี้ คือ
    • ฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่าโดยมีการดูแล ปกป้อง และขยายพันธุ์สัตว์ป่าในบริเวณ
    • ทุ่งใหญ่นเรศวรไม่ให้สูญพันธุ์
    • 2. มีการส่งเสริมบทบาทของชุมชนให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ป่า
    • โดยร่วมสอดส่องดูแลไม่ให้มีการลักลอบล่าสัตว์ป่าหรือแจ้งเบาะแสผู้ที่เข้ามา
    • ลักลอบล่าสัตว์ป่าให้กับเจ้าหน้าที่ทราบ
  • 112. 3. ลดการล่าสัตว์เพื่อขายไม่ให้ประชาชนไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยมีการลักลอบล่าสัตว์ ป่าเพื่อบริโภคภายในชุมชนหรือล่าเพื่อนำไปขายแก่ผู้ที่สั่งซื้อในเมือง ซึ่งอาจนำไปประดับบ้านหรือนำไปทำยารักษาโรค จึงมีบทลงโทษอย่างจริงจังแก่ผู้ที่ลักลอบล่าสัตว์ป่า 4. สร้างองค์ความรู้ด้านนิเวศวิทยาสัตว์ป่า โดยให้ความรู้ด้านระบบนิเวศวิทยาแก่ชุมชนเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ดังนั้นโครงการของทุ่งใหญ่นเรศวรนี้มีผลดีต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่ามีความสอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์นิเวศวิทยา ทำให้มีทรัพยากรสัตว์ป่าหมุนเวียนในระบบนิเวศตลอดไป จึงเป็นโครงการที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการอนุรักษ์วิทยา ควรที่จะมีการเผยแพร่ ให้เป็นโครงการตัวอย่างและควรช่วยกันพัฒนาให้โครงการนี้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งๆขึ้นไป
  • 113.
    • 2. หลักการบูรณะฟื้นฟู ( ปรับปรุง ) โดยการมีการคิดค้นหาวิธีเพื่อปรับปรุงสัตว์ป่า ที่มีอยู่ให้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
    • 3. หลักการทดแทน โดยมีการปรับปรุงหาสายพันธุ์ของสัตว์ใหม่ๆมาพัฒนาเพื่อทดแทนสายพันธุ์เก่าที่สูญพันธุ์
    แนวทางอนุรักษ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
  • 114. ช่วยกันอนุรักษ์ป่า เพื่อสัตว์ป่ายังคงอยู่ ลด ละ เลิก พฤติกรรมแบบนี้ ก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะตามมา เพื่อ สิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่ อย่าให้พวกเขาเหลือเพียงแค่... รูปภาพ มาช่วยกันปลูกป่ากันเถอะ เพื่อที่อยู่ของสัตว์ป่า แล้ววันนี้คุณมีส่วนช่วย ในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าแล้วหรือยัง
  • 115. สรุปความสำคัญต่อทรัพยากรสัตว์ป่าที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
    • 1. เป็นแหล่งให้ปัจจัยสี่ เช่น มนุษย์นำเอานอของแรดมารักษาโรค เนื้อหมูป่าเป็นอาหาร
    • 2. ช่วยในการกำจัดสารพิษบางชนิดให้กับมนุษย์ โดยผ่านตามห่วงโซ่อาหารและสายใยอาหาร เนื่องจากสารพิษบางชนิดสัตว์ป่าสามารถกำจัดได้ ทำให้มนุษย์นำไปใช้ประโยชน์ได้อีกครั้งหนึ่ง หรือช่วยในการหมุนเวียนสารอาหารในระบบนิเวศให้เป็นวัฎจักร
    • 3. นันทนาการ เพื่อทำให้มนุษย์ได้ผ่อนคลายทางด้านร่างกาย อารมณ์และจิตใจ ส่งผลให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนไม่เกิดความเครียด
    • 4. ช่วยควบคุมจำนวนสิ่งมีชีวิตบางชนิดไม่ให้มากเกินไป ทำให้ผลกระทบที่มีต่อมนุษย์ลดลง เช่น นกเค้าแมวช่วยควบคุมไม่ให้จำนวนหนูนามากขึ้น และช่วยในการกระจายพันธุ์พืช พื้นที่ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น
  • 116. สรุปสาเหตุและผลกระทบเนื่องจากทรัพยากรสัตว์ป่า
    • มนุษย์ ทำการล่าสัตว์ป่า และทำลายพื้นที่อยู่อาศัย ด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ ทำให้สัตว์ป่าไม่มีที่อยู่อาศัย หลบภัย สืบพันธุ์ และบางครั้งมนุษย์ใส่สารพิษต่างๆผ่านทางสายใยอาหารทำให้สัตว์ป่าเป็นโรคและสูญพันธุ์ไป ส่งผลกระทบทำให้สารพิษตกค้างในระบบมากมาย สุดท้ายสารพิษเหล่านั้นก็จะคืนสู่มนุษย์ ทำให้มนุษย์เป็นโรคตามมา สารอาหารมีการหมุนเวียนไม่เป็นวัฎจักร มนุษย์ขาดแหล่งที่พักผ่อนหย่อนใจ ตัวอย่างเช่น การที่มนุษย์ทำลายตัวนากให้เกิดการสูญพันธุ์ไป จะส่งผลให้แบคทีเรียมีการแพร่ระบาดในปลา และเมื่อมนุษย์นำปลาเหล่านั้นมาบริโภคก็จะทำให้มนุษย์เกิดเป็นโรคเนื่องจากแบคทีเรียที่สะสมในตัวปลา
    • 2. ธรรมชาติ เกิดปรากฏการน้ำท่วม ไฟป่า ทำให้สัตว์ป่าต้องมีการอพยพหาแหล่งใหม่
  • 117. แนวทางอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าแบบยั่งยืน
    • 1. ถนอม โดยการศึกษาการเพาะพันธุ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์มากขึ้น ประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าถึงความสำคัญ ผลกระทบ และวิธีการใช้ทรัพยากรสัตว์ป่าที่ถูกต้อง
    • 2. ปรับปรุง โดยการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ป่าชนิดใหม่ที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมของประเทศเรา เพื่อให้สัตว์ป่าสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้
    • 3. ทดแทน โดยการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าที่มนุษย์ชอบล่าเพื่อใช้เป็นแหล่งอาหารมากขึ้น เพื่อช่วยลดอัตราการล่าสัตว์ป่าจากธรรมชาติให้น้อยลง เช่น การเพาะเลี้ยงหมูป่า ให้มีรสชาติใกล้เคียงกับหมูป่าพันธุ์ดังเดิม
  • 118. ทรัพยากรแร่ธาตุและพลังงาน
    • ประเภทแร่ธาตุมี 6 ประเภท คือ
    • 1. แร่โลหะ เช่น แร่เหล็ก แมงกานีส นิเกิล ทังสแตน ดีบุก แร่โลหะสามารถนำไฟฟ้าได้ มีความเหนียว และมีความมันวาว
    • 2. แร่อโลหะ เช่น ยางมอตอย ปูนขาว ฟอสเฟต ซิลิกา ทับทิม ไม่สามารถนำไฟฟ้าได้เปราะไม่มีความเหนียว และ ไม่มีความมันวาว
    • 3. แร่เชื้อเพลิง เช่น ถ่านหิน หินน้ำมัน ปิโตรเลียม เป็นแร่ที่มนุษย์ใช้เป็นเชื้อเพลิงในปัจจุบัน และเป็นสาเหตุให้เกิดมลพิษทางอากาศ เนื่องจากเชื้อเพลิงเหล่านี้ เมื่อเกิดการเผาไหม้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และไข่เน่าสูง ทำให้ระบบนิเวศเกิดภาวะเรือนกระจกและฝนกรดซัลฟูริก
  • 119. ประเภทถ่านหิน มี 4 ประเภท คือ
    • 3.1 แอนทราไซด์ เป็นแร่เชื้อเพลิงที่มีคาร์บอน (C) เป็น ส่วนประกอบประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์
    • 3.2 บิททูบินัส เป็นแร่เชื้อเพลิงที่มีคาร์บอน (C) เป็นส่วนประกอบประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์
    • 3.3 ลิกไนต์ เป็นแร่เชื้อเพลิงที่มีคาร์บอน (C) เป็นส่วนประกอบ ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์
    • 3.4 พีท เป็นแร่เชื้อเพลิงที่มีคาร์บอน (C) เป็น ส่วนประกอบประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
  • 120. 4. แร่กัมมันตภาพรังสี เช่น ยูเรเนียม ทอเลียม ลิเทียม เรเดียม เป็นแร่ที่มนุษย์คิดค้น เพื่อใช้ทดแทนแร่เชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดมลพิษทาง อากาศ เช่น ภาวะเรือนกระจก และ ฝนกรดซัลฟูริก 5. แร่ประกอบหิน เช่น เฟลสปาร์ ไบโอไทต์ ออไกด์ 6. แร่รัตนชาติ เช่น หยก มรกต หินสี
  • 121.
    • 1. ประโยชน์ทางด้านความมั่นคง และมั่งคั่งของประเทศ ประเทศที่มีแร่ธาตุต่าง ๆ มากมายและสามารถนำไปใช้แปรรูปเป็นผลผลิตต่าง ๆ ที่ทำประโยชน์ต่อมนุษย์ เช่น ด้านอาวุธ ด้านอุตสาหกรรม
    • 2. ประโยชน์ด้านความเป็นอยู่ของมนุษย์นำแร่ธาตุต่าง ๆ มาสร้างขึ้นเป็นภาชนะใช้สอยพาหนะที่ช่วยในการคมนาคม อาคารบ้านเรือน ก๊าซหุงต้ม พลังงานไฟฟ้า
    • 3. ประโยชน์ด้านการสร้างงานแก่ประชาชน ทำให้ประชาชนมีรายได้จากการขุดแร่ ไปจนถึงแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ไปสู่ผู้บริโภค
    • นอกจากนี้ แร่ธาตุชนิดต่าง ๆ มีคุณสมบัติลักษณะต่างกัน จึงมีประโยชน์แตกต่างกัน เช่น แร่วุลแฟรม นำมาทำไส้หลอดไฟฟ้า ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องแก้ว แร่พลวงนำมาใช้ทำตัวพิมพ์หนังสือ ทำสี แบตเตอรี่ รัตนชาติ เป็นแร่ที่มีลักษณะสีสันสวยงาม นำมาใช้ทำเครื่องประดับต่าง ๆ มากมาย
    ความสำคัญและประโยชน์ของแร่ธาตุ
  • 122. ปัญหาทรัพยากรแร่ธาตุในประเทศไทย
    • 1. ปัญหาสิ่งแวดล้อมบริเวณที่ทำเหมืองแร่แล้วทำให้สภาพดินไม่อุดมสมบูรณ์ สกปรก
    • พื้นที่ขรุขระมีหลุมบ่อมากมายจึงถูกปล่อยทิ้งใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่
  • 123.
    • 2. ปัญหาการใช้แร่ธาตุบางประเภทเป็นจำนวนมาก เช่น แร่เหล็กถูกนำมาใช้มากและ
    • แพร่หลายที่สุด ถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม ดีบุก ฯลฯ
    • 3. ปัญหาการใช้แร่ไม่คุ้มค่า ได้แก่ พวกแร่ที่ใช้แล้วยังเหลืออยู่ ยังสามารถนำกลับไปใช้อีก เช่น เหล็ก ส่วนแร่ที่นำไปใช้แล้วหมดไป เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ เราจึงต้องใช้อย่างคุ้มค่า และประหยัด
  • 124.
    • 1. นำแร่ที่ใช้แล้วกลับมาใช้อีก เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ควรมีการนำแร่ที่ใช้แล้วกลับมาใช้อีก อาทิ ภาชนะเครื่องใช้ที่เป็นอลูมิเนียมบางอย่างที่หมดสภาพการใช้แล้วสามารถนำกลับมาหลอมใช้ใหม่ได้อีก
  • 125. ผลกระทบ จากปัญหาทรัพยากรแร่ธาตุ
  • 126. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์จากการทำเหมืองแร่
    • โดยวิธีหนึ่งย่อมจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ระดับของผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นก็จะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากการทำเหมืองแร่มิได้มีแผนการควบคุมป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบองค์ประกอบที่สำคัญได้แก่ สภาพภูมิประเทศและลักษณะของการทำเหมืองโดยทั่วไปผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดจากโครงการเหมืองแร่สามารถจำแนกสาเหตุออกได้สองประการคือ
  • 127.
    • 1) ผลกระทบที่เกิดจากตัวแร่ ( Indigenous effects)
    • 2) ผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินการ ( Operation effects)
  • 128. 1) ผลกระทบที่เกิดจากตัวแร่ ( Indigenous effects) แร่บางประเภทจะเป็นแร่ที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม และจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสุขอนามัยของราษฎรที่อยู่ใกล้เคียง แร่ประเภทนี้มีการเปิดดำเนินการในประเทศไทย ได้แก่ แร่ตะกั่ว สังกะสี มังกานีส โครเมียม เป็นต้น แร่ดั ง กล่าวหากอยู่ในน้ำก็จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อคุณภาพน้ำหากปะปนอยู่ในดิน ก็จะทำให้พืชที่เจริญเติบโต โดยอาศัยดินเหล่านั้นมีการสะสมตัวของธาตุต่าง ๆ หากมีการบริโภคพืชเหล่านั้นแล้วจะทำให้ร่างกาย ของคนเราเกิดมีการสะสมของธาตุต่าง ๆ เกินเกณฑ์มาตรฐาน จะมีผลต่อสุขภาพอนามัย ของราษฎรที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการเลยนอกจากนั้นแล้วยังมีแร่อีกหลาย ๆ ประเภทที่เกิดผลหรือเกิดร่วมกับแร่ที่ไม่เป็นพิษ เช่นสารหนู ที่เกิดร่วมกับสายแร่ดีบุกเป็นต้น การทำเหมืองแร่ที่จัดว่าเป็นพิษนั้น แม่จะมีวิธีการ ควบคุมที่เข้มงวดแล้วก็ตาม อาจจะมีบางส่วนหลุดพ้นออกจากพื้นที่โครงการไปสู่ภายนอกได้ทั้งนี้ เนื่องจากขบวนการแต่งแร่แยกแร่มิสามารถจะทำได้ครบถ้วนร้อยเปอร์เซนต์
  • 129.       2) ผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินการ ( Operation effects) เหมืองแร่ทุกชนิดทุกประเภทจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันมีสาเหตุจากการดำเนินการ เช่น การเปิดหน้าดินก่อให้เกิดการชะล้างและพังทลาย น้ำขุ่นข้นในทะเลบริเวณใกล้เคียงกับการขุดแร่ในทะเลดินในบริเวณรอบ ๆ การทำเหมืองแร่เกลือนั้นจะปล่อยน้ำเค็มออกมาสะสมบนพื้นดินจนไม่สามารถปลูกพืชได้ ชายหาดได้รับความเสียหายจากการทำเหมืองแร่ในบริเวณที่อยู่ใกล้เคียงเนื่องจากการพังทลายลักษณะภูมิทัศน์ถูกทำลายลงเพราะการเปิดเหมือง ในการทำเหมืองแร่ทุกชนิดจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรดินที่จะต้องเกิดการพังทลาย หรือทรัพยากรน้ำที่จะต้องเกิดการปนเปื้อนและก่อให้เกิดมลพิษในอากาศ เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างมาจากการทำเหมืองแร่ทั้งสิ้น
  • 130.
    • • ทรัพยากรดิน การทำเหมืองแร่จำเป็นต้องมีการขุด ระเบิด หรือฉีดน้ำเพื่อแยกแร่ออกจากดินซึ่งก่อให้เกิดการพังทลายของหน้าดิน และเมื่อถูกน้ำชะล้างก็จะทำให้แร่ธาตุในดินถูกชะล้างและไหลไปยังแหล่งน้ำส่งผลให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และสภาพพื้นที่ยังเป็นหลุม บ่อ ไม่เหมาะแก่การใช้ประโยชน์เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการปรับสภาพพื้นที่
    • • ทรัพยากรน้ำและสัตว์น้ำ เนื่องจากตะกอนดินที่มากับการล้างและฉีดแร่ ดังกล่าวข้างต้นจะส่งผลต่อระบบนิเวศในน้ำ เนื่องจากน้ำจะขุ่นและไปบังแสงอาทิตย์ทำให้พืชน้ำและแพลงค์ตอนไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตอื่นขาดอาหารที่ใช้ในการบริโภค นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการตื้นเขินของลำน้ำซึ่งจะส่งผลต่อการระบายน้ำเป็นปัญหาน้ำท่วมติดตามมา
    • • ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ในการเปิดหน้าดินหรือระเบิดหินเพื่อหาแร่จะต้องมีการถางป่าไม้ เพื่อก่อให้เกิดความสะดวกในการดำเนินงาน ผลที่เกิดขึ้นก็คือป่าไม้จะถูกทำลายอย่างถาวรเนื่องจากขาดการปรับหน้าดินและปลูกป่าอย่างจริงจัง ส่งผลให้สัตว์ป่าขาดที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารด้วย นอกจากนี้ในการขนส่งแร่ยังมีการทำถนนผ่านเข้าไปยังเขตป่าสงวน ซึ่งก่อให้เกิดการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ติดตามมาเนื่องจากขาดการดูแลอย่างจริงจัง
    • • ทรัพยากรอากาศ การทำเหมืองแร่โดยเฉพาะเหมืองบนบกจะก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองสูงมาก โดยเฉพาะขั้นตอนในการย่อยและการลำเลียง เช่น กรณีของเหมืองหินที่ส่งผลให้เกิดฝุ่นละออองเป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดอันตรายหากมีการสะสมและก่อให้เกิดวิสัยทัศไม่ดีซึ่งเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุได้ ดังปรากฏในจังหวัดสระบุรี เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลโดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2538 ได้กำหนดให้โรงโม่ บดและย่อยหินเปลี่ยนเทคโนโลยีจากการระเบิดและย่อยหินไปเป็นเทคโนโลยีการทำเหมืองหิน ซึ่งผู้ทำเหมืองจะมีกฏระเบียบและต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย และควบคุมฝุ่นละอองที่เกิดจากกระบวนการผลิตด้วย
  • 131. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ ที่เกิดจากการพัฒนาทรัพยากรแร่ธาตุ
  • 132.   1. คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำบริเวณที่มีการทำคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมในด้านความ ขุ่นจากตะกอนที่เกิดจากการชะล้างพัดพาตะกอนดินจากการทำเหมืองและแต่งแร่ลงสู่ทางน้ำและแหล่งน้ำ อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารพิษและโลหะหนักชนิดต่างๆ ได้ด้วย เช่น แม่น้ำตาปี - พุมดวง ที่มีการผลิตแร่ดีบุก วุลแฟรม ยิบซั่ม พลวง ดินขาวและบอลล์เคลย์ แหล่งแร่ถ่านหินในจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ แหล่งแร่ยิบซั่มในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครสวรรค์ เป็นต้น   2. การแพร่กระจายของสารตะกั่วในบริเวณรองอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ เนื่องจากการแต่งแร่ตะกั่วของเหมืองแร่ในพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำ มีการทิ้งน้ำที่มีการปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำโดยไม่มีการบำบัด เมื่อแพร่กระจายออกสู่ภายนอกย่อมก่อให้เกิดปัญหาผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและ i ะบบนิเวศ ในระยะยาว 3. สถานการณ์การทำเกลือในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การผลิตเกลือจากการนำน้ำเกลือในภูมิภาคนี้ก่อให้เกิดผลกระทบจากการแพร่กระขายการชะล้าง ความเค็มจากแหล่งทำนาเกลือร้าง ที่แพร่กระจายความเค็มลงสู่แหล่งน้ำข้างเคียงและมีผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่ทำการเกษตรกรรม 4. การแพร่กระจายของสารหนูที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช พบการกระจายของสารหนู อันเนื่องมาจากการสลายตัวของกองแร่ จากเหมืองแร่ดีบุกร้างบนเขาร่อนนาและสรวงจันทร์ ซึ่งมีแร่อาร์เซโนไพไรต์กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปบริเวณยอดเขา และที่ราบต่ำรวมถึงการร่อนและขุดหา แร่รายย่อยของราษฎร   5. การทำเหมืองแร่ในทะเลและป่าชายเลน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อบริเวณแหล่งท่องเที่ยว แหล่งปะการัง ผลที่เกิดขึ้นเป็นพวกตะกอนขุ่น ซึ่งกระทบต่อการดำรงชีพของสัตว์น้ำในทะเล และปะการัง เช่น ที่อ่าวบางเทา จังหวัดหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งแร่ดีบุกในทะเลที่สำคัญของประเทศ
  • 133. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมแนวความคิดอย่างไร การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีแนวความคิด หลักในการดำเนินงาน ดังนี้คือ ๑ . มุ่งหวังให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ประกอบกันอยู่ใน ระบบธรรมชาติ มีศักยภาพที่สามารถให้ผลิตผลได้อย่างยั่งยืนถาวรและมั่นคง คือ มุ่งหวังให้เกิดความเพิ่มพูนภายในระบบที่จะนำมาใช้ได้ โดยไม่มี ผลกระทบกระเทือนต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ ๒ . ต้องมีการจัดองค์ประกอบภายในระบบธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมหรือ ระบบนิเวศให้มี ชนิด ปริมาณ และสัดส่วนของทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมแต่ละชนิดเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานตามธรรมชาติ เพื่อให้อยู่ ในภาวะสมดุลของธรรมชาติ ๓ . ต้องยึดหลักการของอนุรักษ์วิทยาเป็นพื้นฐาน โดยจะต้องมีการรักษา สงวน ปรับปรุง ซ่อมแซม และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ ในทุกสภาพทั้งในสภาพที่ดีตามธรรมชาติ ในสภาพที่กำลังมีการใช้และในสภาพที่ทรุดโทรมร่อยหรอ ๔ . กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการควบคุมและกำจัดของเสียมิให้เกิดขึ้นภายในระบบธรรมชาติ รวมไปถึงการนำของเสียนั้น ๆ กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ๕ . ต้องกำหนดแนวทางในการจัดการเพื่อให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้น โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมในแต่ละสถานที่และแต่ละสถานการณ์
  • 134. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมแนวทางการจัดการอย่างไร
    • จากแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติ
    • และสิ่งแวดล้อมนั้นมีหลายชนิดและแต่ละชนิดก็ มีคุณสมบัติและเอกลักษณ์ที่เฉพาะตัว ดังนั้น เพื่อให้การจัดการสามารถบรรลุเป้าหมายของ แนวคิด จึงควรกำหนดหลักการจัดการหรือแนว ทางการจัดการให้สอดคล้องกับชนิด คุณสมบัติ และเอกลักษณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ
    • และสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ ซึ่งทรัพยากรแร่ธาตุเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วจะหมดไป ไม่สามารถเกิดขึ้นมาทดแทนได้ หรือถ้าจะเกิดขึ้นมาทดแทนได้ก็ต้องใช้เวลานานมาก และมักเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ และสินแร่
    • การจัดการทรัพยากรประเภทนี้ จะต้องเน้นการประหยัดและพยายามไม่ให้เกิดการสูญเสียต้องใช้ตามความจำเป็นหรือถ้าสามารถใช้วัสดุอื่นแทนได้ก็ควรนำมาใช้แทนรวมทั้งต้องนำส่วนที่เสียแล้วกลับมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าต่อไป
  • 135. การอนุรักษ์แร่ธาตุ
    • ทรัพยากรแร่ธาตุในปัจจุบันซึ่งกำลังประสบปัญหาหากไม่มีการป้องกันแก้ไข ดังนั้นการ
    • อนุรักษ์แร่ธาตุจึงเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยได้ดังนี้
    • 1. การใช้แร่ธาตุอย่างประหยัดในการทำเหมืองแร่บางอย่างนั้นบางทีทรัพยากรแร่ธาตุที่ได้มา
    • อาจมีหลายชนิด ดังนั้นจึงควรจะพยายามใช้ให้คุ้มค่าทุกชนิดอย่างประหยัดและลดการสูญเปล่า
    • 2. การสำรวจแหล่งแร่ ควรมีการเร่งรัดการสำรวจทรัพยากรแร่ธาตุให้ครอบคลุมทั่ว
    • ประเทศเพื่อประโยชน์ในการวางแผนการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า
  • 136. 3. การใช้แร่ชนิดอื่นทดแทน พยายามหาแร่ธาตุอื่น ๆ มาใช้ทดแทนแร่ที่ใช้กันมาก อาทิการใช้อลูมิเนียมแทนเหล็ก 4. นำแร่ที่ใช้แล้วกลับมาใช้อีก เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ควรมีการนำแร่ที่ใช้แล้วกลับมาใช้อีก อาทิ ภาชนะเครื่องใช้ที่เป็นอลูมิเนียมบางอย่างที่หมดสภาพการใช้
  • 137. ความสำคัญแร่ธาตุ
    • 1. การแพทย์ ทรัพยากรแร่ธาตุสามารถใช้รักษาโรคที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ เช่น แร่โคบอล 60 แร่ทองคำขาว ใช้รักษาโรคมะเร็ง
    • 2. อุตสาหกรรม ทรัพยากรแร่ธาตุสามารถใช้วัตถุดิบในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการดำรงชีพของมนุษย์ เช่น แร่เชื้อเพลิงจำพวกถ่านหิน น้ำมัน หรือแร่กัมมันตภาพรังสีเป็นเชื้อเพลิง
    • 3. คุณภาพของมนุษย์ ทรัพยากรแร่ธาตุสามารถใช้ควบคุมการทำงานของร่างกายมนุษย์และสิ่งมีชีวิต เช่นแร่ฟอสฟอรัส แคลเซียมช่วยทำให้ร่างกายมีโครงสร้างที่แข็งแรง
  • 138. ความสำคัญทรัพยากรพลังงาน
    • มีความสำคัญดังนี้
    • 1. ปัจจัยสี่ โดยมนุษย์ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สำหรับการหุงต้มอาหาร
    • หรือมนุษย์ใช้รังสีอุลตร้าไวโอเลต A เพื่อกระตุ้นให้เซลใต้ผิวหนัง
    • สร้างวิตามินดี หรือมนุษย์ได้รับประโยชน์จากพลังงานลม โดย
    • พลังงานลมช่วยระบาย ความร้อนในระบบนิเวศ
    • 2. ปัจจัยห้า โดยมนุษย์ใช้พลังงานจากปิโตรเลียมสำหรับ
    • เปลี่ยนเป็นพลังงานแสง เสียง พลังงานกล เพื่อให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สะดวกสบาย
    • 3. คุณภาพชีวิตที่ดี เนื่องจากทรัพยากรพลังงาน เช่น ปิโตรเลียม น้ำมัน ถ่านหิน จัดเป็นทรัพยากรที่สามารถนำมาขายได้ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศที่เป็นเจ้าของทรัพยากรได้อย่างมากมายมหาศาล ซึ่งเงินที่ได้จากการขายทรัพยากรพลังงานนี้ทำให้เศรษฐกิจของชาติดี ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์
  • 139. สาเหตุและผลกระทบที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรแร่ธาตุและพลังงาน
    • 1. มนุษย์มีการใช้ทรัพยากรแร่ธาตุไม่สอดคล้องกับหลักอนุรักษ์วิทยา ทำให้แร่ธาตุถูกนำมาใช้หมดไปในระยะเวลาสั้น ประกอบกับมนุษย์มีกรรมวิธีในการทำเหมืองแร่ที่ไม่ถูกต้อง ทำให้มีฝุ่นละอองมากในอากาศ ส่งผลให้มนุษย์เกิดเป็นโรคทางเดินหายใจ ปอดไม่สามารถแลกเปลี่ยนก๊าซได้ l สูง นอกจากนี้การทำเหมืองแร่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรดิน น้ำ อากาศ j ในระบบนิเวศ ทำให้เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม มากมาย องค์ประกอบในระบบนิเวศไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่เป็นไปตามหลักนิเวศวิทยา
    • 2. ธรรมชาติ แร่กัมมันตภาพรังสีเช่น ยูเรเนียม เมื่อทิ้งไว้ในธรรม ชาติจะเกิดการสลายตัว ปล่อยรังสีแกรมม่า เบต้าและแอลฟาเข้าสู่ระบบนิเวศทำให้สิ่งมีชีวิตเกิดการกลายพันธุ์และถึงแก่ชีวิตได้
  • 140. ผลกระทบที่เกิดขึ้นจาการใช้ทรัพยากรแร่ธาตุและพลังงานไม่สอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์วิทยา
    • 1. สิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมนุษย์นำทรัพยากรพลังงาน เช่น ปิโตรเลียม น้ำมันไปใช้ในการเผาไหม้สูงทำให้ระบบนิเวศมีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์หรือไข่เน่าในบรรยากาศสูง ส่งผลให้ระบบนิเวศมีฝนกรดเพิ่มขึ้น เนื่องจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ทำปฎิกิริยากับไอน้ำในบรรยากาศกลายเป็นกรดซัลฟูริก ซึ่งกรดนี้สามารถทำลายทรัพย์สินของชาติที่เป็นพวกหินปูน หินอ่อนให้เกิดความเสียหายได้
    • 2. มนุษย์ เกิดเป็นโรคระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาททำงานผิดปกติในอัตราที่สูงขึ้น ส่งผลให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี
  • 141. แนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรแร่ธาตุและพลังงาน
    • มนุษย์ต้องมีการใช้ทรัพยากรแร่ธาตุสอดคล้องตามหลักการอนุรักษ์วิทยา ดังนี้
    • 1. ปรับปรุง เช่น คิดค้นการกลั่นน้ำมันด้วยอุณหภูมิต่ำกว่า 340 . C เพื่อลดปัญหามลพิษความร้อนที่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการกลั่นน้ำมัน
    • 2. ทดแทน เช่น ค้นหาแหล่งพลังงานอื่นทดแทนแหล่งพลังงานจากแร่เชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศในระบบนิเวศ ซึ่งปัจจุบันนี้มนุษย์คิดค้นหาแหล่งพลังงานทดแทนแร่เชื้อเพลิงหลายชนิด ได้แก่ แหล่งพลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานจากก๊าซธรรมชาติ พลังงานความร้อนใต้พิภพ และพลังงานจากแร่กัมมันตภาพรังสีเป็นต้น
    • 3. ถนอม เช่น มนุษย์ออกกฎหมาย มาตรการสำหรับใช้ในการบังคับให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรแร่ธาตุ และใช้ทรัพยากรแร่ธาตุได้สอดคล้องกับหลักการอนุรักษวิทยา
    • 4. ประหยัด เช่น ไม่เปิดไฟทิ้งไว้ในขณะที่ไม่ใช้งาน
  • 142. ทรัพยากรชายฝั่งทะเลและ แนวปะการัง
    • ทรัพยากรชายฝั่งทะเล หมายถึง ทรัพยากรชายฝั่งทะเลเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า C oastal Habitat เช่น ทรัพยากรป่าชายเลน ป่าชายหาด ปากแม่น้ำ โขดหินและแนวปะการัง
    • ปะการัง เป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยตามพื้นชายทะเล ส่วนใหญ่สืบพันธุ์ด้วยการแตกหน่อ กินสาหร่ายเซลเดียวเป็นอาหาร (herbivore) อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เรียกว่า แนวปะการัง
  • 143. ปะการัง
    • ปะการัง   เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กประเภทหนึ่งที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ   ใต้ท้องทะเล มีโครงสร้างเป็นหินปูนห่อหุ้มตัวอันอ่อนนุ่มของปะการังไว้เป็นชั้นนอก ซึ่งโครงสร้างหินปูนนี้เกิดจากชีวิตเล็กๆ ของปะการังได้สร้างขึ้นเป็นรูปทรงต่างๆ เป็นแผ่น เป็นก้อนหรือมีกิ่งก้าน   และแผ่ขยายไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นแนวปะการังอยู่ใต้ท้องทะเล ปะการังจะเติบโตได้ดีเฉพาะบริเวณที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิตั้งแต่ 8-27 องศาเซลเซียส มีแสงแดดพอประมาณน้ำไม่ขุ่น และมีความลึกของน้ำไม่เกินกว่า 50 เมตร
    • ปะการังมีรูปร่างเป็นทรงกระบอกที่มีขนาดเพียง 1 มิลลิเมตร ถึง 1 เซนติเมตรและมีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 3  ส่วนคือส่วนที่เป็นฐานซึ่งอยู่ติดกับโครงสร้างหินปูนส่วนบนที่เป็นปากมีหนวดล้อมอยู่โดยรอบ ซึ่งบริเวณหนวดมีเข็มพิษที่มีฤทธิ์ทำให้เหยื่อสลบหรือตายและส่วนกลางของลำตัวมีรูปร่างเป็นทรงกระบอก ในตอนกลางวันปะการังจะเก็บตัวอยู่ในโครงสร้างแข็งอยู่ตลอดเวลาพอกลางคืนปะการังก็จะแผ่ขยายหนวดออกควานหาเหยื่อเล็กๆ ที่ล่องลอยมากับกระแสน้ำ
    • ปะการังมีการสืบพันธุ์สองแบบคือ แบบอาศัยเพศ ซึ่งตัวอ่อนจากไข่ที่ถูกผสมแล้ว จะลอยไปในน้ำเพื่อลงเกาะในที่แห่งใหม่ แบบไม่อาศัยเพศ โดยวิธีการแตกหน่อจากตัวเดิม ทำให้ก้อนปะการังมีขนาดใหญ่ขึ้น ปะการังที่เกาะทับถมกันนานนับร้อย ๆ ปีเป็นแนวหินปูนใต้น้ำ เรียกว่า " แนวปะการัง "
  • 144. ประเภทของปะการัง
    • 1. แนวปะการังริมฝั่ง ( Fringing reef )
      • - ปะการังบริเวณแนวราบ  
      • - ปะการังบริเวณแนวสัน
      • - บริเวณแนวลาดชัน
    • 2. กลุ่มปะการังบนพื้นทราย ( Patch reef )
    • 3. กลุ่มปะการังบนโขดหิน   (Coral community on rocky coast )
    • 4. แหล่งกัลปังหา และปะการังอ่อน ( Sea fan and soft coral community )
  • 145. สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในแนวปะการัง
    • 1. สาหร่ายเซลเดียว
    • 2. หญ้าทะเล
    • 3. ฟองน้ำ
    • 4. ปะการังอ่อน
    • 5. กัลปังหา
    • 6. ดอกไม้ทะเล
    • 7. หนอนทะเล
    • 8. สัตว์อื่นๆ ที่อาศัยในแนวปะการัง
      • - หอย
      • - หมึกทะเล
      • - กุ้งและปู
      • - ปลาต่างๆ
      • - สัตว์ที่มีผิวหนังเป็นปุ่ม
  • 146. ชนิดของปะการังที่พบในประเทศไทย
    • ปะการังดอกกะหล่ำ Cauliflower ( Pocillopora spp. )
  • 147. ชนิดของปะการังที่พบในประเทศไทย
    • ปะการังเขากวาง  
    • Staghorn coral, Table coral
    • ( Acropora spp. )
  • 148. ชนิดของปะการังที่พบในประเทศไทย
    • ปะการังดอกไม้ทะเล
    • Anemone-like coral 
    • ( Goniopora spp. )
  • 149. ชนิดของปะการังที่พบในประเทศไทย
    • ปะการังถ้วยสีส้ม   Orange cup coral ( Tubastraea coccinea )
  • 150. ชนิดของปะการังที่พบในประเทศไทย
    • ปะการังอ่อนรูปกิ่งไม้
    • ( Bushy Softcoral )
  • 151. ชนิดของปะการังที่พบในประเทศไทย
    • ปะการังอ่อนหนาม
    • ( Spinous Softcoral )
  • 152. ชนิดของปะการังที่พบในประเทศไทย
    • ปะการังโขด หรือปะการังนิ้วมือ  
    • Mountain coral, Finger coral
    • ( Porites spp. )
  • 153. ชนิดของปะการังที่พบในประเทศไทย
    • ปะการังรังผึ้ง Honey comb coral
    • ( Coeloseris mayeri )
  • 154. ชนิดของปะการังที่พบในประเทศไทย
    • ปะการังสมอง Brain coral 
    • ( Oulophyllia crispa )
  • 155. ชนิดของปะการังที่พบในประเทศไทย
    • ปะการังหนวดถั่ว หรือ หนวดสมอ  
    • Bean coral ( Euphyllia ancora )
  • 156. ประโยชน์ของแนวปะการัง
    • 1. แนวปะการังบริเวณชายฝั่งและแนวปะการังแบบกำแพง ช่วยป้องกันชายฝั่งจากการกัดเซาะของคลื่นและกระแสน้ำโดยตรง
    • 2. แนวปะการังเป็นแหล่งกำเนิดทรายให้กับชายหาด
    • 3. แนวปะการังเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์และยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์และพืชนานาชนิด
    • 4. แนวปะการังเป็นแหล่งที่มาของวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง
    • 5. สิ่งมีชีวิตบางชนิดในแนวปะการัง เช่น Sea hare ผลิตสารพิษเพื่อป้องกันตัวเองนั้น สามารถนำมาสกัดใช้ทำยา
    • 6. แนวปะการังเป็นเสมือนห้องทดลองทางนิเวศวิทยา
    • 7. แนวปะการังจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวใต้ทะเลที่มีความสวยงาม
    • 8. ปะการังเป็นสินค้า
    • 9. สามารถนำสารสกัดเป็นยา เช่น ยาต่อต้านมะเร็งและจุลชีพ
  • 157. ความเสื่อมโทรมของแนวปะการังจากสาเหตุทางธรรมชาติ
    • 1. ถูกทำลายโดยลมพายุ เกิดคลื่นรุนแรงทำให้กิ่งก้านของปะการังแตกหักทำลายลง
    • 2. ถูกสัตว์ทะเลบางชนิดกัดกินเป็นอาหาร
    • 3. สัตว์ทะเลบางชนิดกัดกินเนื้อเยื่อของปะการัง
  • 158. ความเสื่อมโทรมของปะการัง ที่มีสาเหตุจากการกระทำของมนุษย์
    • 1. การเก็บปะการังเป็นของที่ระลึก
    • 2. การทิ้งสมอเรือและการถอนสมอในแนวปะการัง
    • 3. การปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและน้ำทิ้งจากชุมชนลงทะเล
    • 4. การก่อสร้างบริเวณชายหาด
    • 5. การระเบิดปลา
    • 6. การทิ้งขยะลงสู่ท้องทะเลโดยไม่ระมัดระวัง
  • 159. แนวทางการอนุรักษ์ปะการัง
    • 1. ผูกจอดเรือกับทุ่นผูกเรือ และไม่ทิ้งสมอเรือในแนวปะการัง
    • 2. ทำเครื่องหมายแสดงแนวปะการัง เพื่อมิให้เรือเข้ามาในแนวนั้น
    • 3. กวดขัน สอดส่องมิให้มีการระเบิดปลาโดยเด็ดขาด
    • 4. ห้ามการประมงอวนลาก อวนรุน เข้ามาจับปลาบริเวณชายฝั่งที่มีแนวปะการัง
    • 5. ช่วยกันส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของการรักษาธรรมชาติของปะการัง
    • 6. ในฐานะประชาชนในท้องถิ่นจะต้องไม่เก็บหาปะการังขึ้นมาขาย
    • 7. นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปต้องไม่ทิ้งขยะและเศษสิ่งของลงท้องทะเล
  • 160. ประเภทแนวปะการังของโลก มี 3 แบบ คือ
    • 1. อะทอล รีฟ คือ แนวปะการังรูปเกือกม้าที่มีทะเลสาบอยู่ตรงกลาง เช่นแนวปะการังบริเวณหมู่เกาะแปซิฟิกตอนใต้
    • 2. แบร์ริเออร์ รีฟ คือ แนวปะการังแบบกำแพงตามไหล่ทวีป ที่ระหว่างแนวปะการังเป็นร่องน้ำลึก เช่นแนวปะการังบริเวณทวีปออสเตรเลีย
    • 3. ฟริงจิง รีฟ คือ แนวปะการังที่อยู่ใกล้ชายฝั่ง เกาะ ระหว่างแนวปะการังเป็นร่องน้ำตื้นๆ เช่น แนวปะการังบริเวณต่างๆของประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปิน
  • 161. สรุปความสำคัญ ทรัพยากรธรรมชาติชายฝั่งทะเลและแนวปะการัง
    • 1. ปัจจัยสี่ ระบบนิเวศชายฝั่งทะเล เช่น ป่าชายเลน ชายหาด โขดหิน แนวปะการังที่มีสถานภาพที่
    • สมดุลธรรมชาติ นั้นคือมีโครงสร้างของระบบนิเวศทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตที่ได้ชนิดปริมาณและ
    • สัดส่วนที่สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นปกติ พบว่าระบบนิเวศเหล่านี้เป็นที่เหมาะสมต่อการวางไข่
    • เพาะพันธุ์สัตว์น้ำนานาชนิด ที่มนุษย์ใช้สำหรับเป็นปัจจัยสี่ คือ ใช้เป็นแหล่งอาหารจำพวกโปรตีน
    • เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย ปูทะเล
    • 2. ปัจจัยห้า ทรัพยากรชายฝั่งทะเลช่วยป้องกันไม่ให้ชายฝั่งถูกทำลาย กำจัดสารพิษต่างๆที่เกิดจาก
    • ชุมชน สภาพของทรัพยากรดิน น้ำ อากาศ บริเวณชายฝั่งทะเลอยู่ในสถานภาพที่สมดุลธรรมชาติ
    • ซึ่งช่วยในการกลุ่มสิ่งมีชีวิตของโครงสร้างระบบนิเวศชายฝั่งสามารถทำงานปกติ
    • 3. คุณภาพชีวิตที่ดี มนุษย์สามารถใช้ชายฝั่งทะเลเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำให้มนุษย์มีความสุขทาง
    • ร่างกายอารมณ์และจิตใจ เนื่องจากบริเวณชายฝั่งทะเลมีสภาพแวดล้อม อากาศ น้ำที่ดีหรือสมดุล
    • ธรรมชาตินั้นเอง
  • 162. สาเหตุและผลกระทบที่เกิดจากทรัพยากรชายฝั่งทะเล
    • 1. มนุษย์ โดยมนุษย์นำพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเล บริเวณป่าชายเลน ปากแม่น้ำไปทำเป็นนากุ้ง นาเกลือ ชุมชน ท่าเทียบเรือ โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า ส่งผลให้ระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งทะเลอยู่ในสถานภาพที่ไม่สมดุลธรรมชาติหรือวิกฤติหรือภาวะมลพิษสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบให้องค์ประกอบของระบบนิเวศทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีมีประสิทธิภาพ การถ่ายทอดสารอาหารและพลังงานการหมุนเวียนธาตุอาหารในระบบไม่เป็นไปตามกฎ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่เป็นวัฎจักร เนื่องจากในระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งมีมลสาร สารปนเปื้อนเป็นจำนวนมากปนเปื้อนอยู่ในระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งนั้นเอง นอกจากนี้ ส่งผลให้มนุษย์ได้รับปัจจัยสี่ที่ ไม่เพียงพอกับความต้องการของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น โอกาสเกิดปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจมีมากขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติเกิดมลพิษต่อทรัพยากรดิน น้ำ อากาศ
  • 163. 2. ธรรมชาติ หากระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งได้รับผลกระทบจากปรากฏการธรรมชาติ เช่น พายุคลื่นยักษ์ การเกิดแผ่นดินไหว น้ำท่วม ย่อมทำให้สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตที่เป็นองค์ประกอบในระบบนิเวศถูกทำลายเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้องค์ประกอบของระบบนิเวศที่มีอยู่ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้เหมือนเดิม
  • 164. แนวทางอนุรักษทรัพยากรชายฝั่งทะเลและแนวปะการังแบบยั่งยืน
    • ถนอม โดยรัฐบาลต้องกำหนดพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลให้เป็นเขตพื้นที่สงวน เขตพื้นที่อนุรักษ์ เขตพื้นที่สำหรับการพัฒนา เพื่อถนอม เก็บรักษาพื้นที่ชายฝั่งทะเลให้มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป
    • 2. ปรับปรุง โดยการปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนให้คืนสู่สภาพเดิม ( สมดุลธรรมชาติ ) หลังจากมีการใช้ทรัพยากรจากบริเวณชายฝั่งทะเล โดยการกำจัดมลสาร สารปนเปื้อนด้วยกระบวนการทางกายภาพ เคมี หรือชีววิทยา แบบบูรณาการ
    • 3. เพิ่มประสิทธิภาพ โดยการ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบและเข้าใจถึงแนวทางในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติบริเวณชายฝั่งทะเล และมนุษย์สามารถนำไปปฏิบัติให้ถูกต้องและสอดคล้องกับหลักการอนุรักษวิทยา
  • 165. อ่านเพิ่มเติม
    • เขตพื้นที่สงวน เขตพื้นที่อนุรักษ์ และเขตพื้นที่สำหรับการพัฒนามีลักษณะแตกต่างกันอย่างไรบ้าง และช่วยในการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลและแนวปะการังอย่างไรบ้าง
  • 166. คำถามหน่วยที่ 3
    • 1. นักศึกษามีแนวทางใน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่สอดคล้องกับหลักการอนุรักษวิทยาของทรัพยากรธรรมชาติ ต่อไปนี้ อย่างไร ?
    • 1. น้ำ 2. ดิน 3. ป่าไม้
    • 4. สัตว์ป่า 5. ทรัพยากรชายฝั่งทะเล
    • 6. ทรัพยากรแร่ธาตุและพลังงาน
    • 2. นักศึกษาคิดว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรแร่ธาตุและพลังงานมีความจำเป็นหรือไม่ เพราะเหตุใด ?
    • 3. จงบอก สาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้น เนื่องจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ไม่
    • สอดคล้องกับหลักการอนุรักษวิทยา ?
    • 4. จงบอกความสำคัญของทรัพยากรสัตว์ป่าที่มีต่อระบบนิเวศของโลก ( ชีวมณฑล ) ?
  • 167. คำถามเพิ่มเติม
    • เหตุใดนักศึกษาต้องศึกษาหลักการอนุรักษวิทยาทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นโครงสร้างของระบบนิเวศทั้งส่วนที่มีชีวิตและส่วนที่ไม่มีชีวิตแบบยั่งยืน
    • * ความสำคัญและประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ
    • * ผลกระทบต่อโครงสร้างของระบบนิเวศทั้งส่วนที่มีชีวิตและส่วน ที่ไม่มีชีวิต
    • * หลักการอนุรักษวิทยาแบบยั่งยืน
  • 168. คำถามเพิ่มเติม
    • ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหลังจากการใช้และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย มีปัญหาใดบ้าง
  • 169. คำถาม
    • จงอธิบาย
    • ความสำคัญ ทรัพยากรธรรมชาติ
    • สาเหตุ
    • ผลกระทบ
    • และแนวทางใน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแบบบูรณาการของ ระบบนิเวศชีวมณฑล ?
  • 170. ความสำคัญ
    • ทรัพยากรธรรมชาติมีความสำคัญต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากมนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็น
    • 1. ปัจจัยสี่ - ปัจจัยห้า ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์ไม่สามารถขาดทรัพยากรเหล่านี้ได้ ดังนั้นมนุษย์จึงจำเป็นต้องรู้จักวิธีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างถูกวิธีหรือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแบบยั่ยืน
    • 2. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต มนุษย์ให้ดีขึ้นตลอดไป
    • แต่ปัจจุบันพบว่าการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย์ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย มนุษย์ขาดปัจจัยสี่ – ปัจจัยห้าและ คุณภาพชีวิต มนุษย์ด้อยลงกว่าในอดีตที่ผ่านมา เนื่องจาก
  • 171. สาเหตุ
    • มนุษย์
    • 1. มนุษย์ มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติบางชนิดอย่าง สิ้นเปลืองทำให้ ทรัพยากรธรรมชาติ เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ส่งผลให้มนุษย์ไม่สามารถนำทรัพยากรมาใช้ได้อีก (recycle)
    • 2. มนุษย์ไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์กันระหว่างทรัพยากรธรรมชาติกับมนุษย์ต้องมีความสัมพันธ์กันแบบพึ่งพากันไม่สามารถแยกกันได้ (muatualism)
    • 3 . มนุษย์ไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้เป็นปัจจัยสี่ - ปัจจัยห้าในการดำรงชีพของมนุษย์ อันจะส่งผลให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งทางร่างกาย อารมณ์และจิตใจดี ตลอดไป
  • 172. ผลกระทบ
    • หากมนุษย์มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูกวิธีตามหลักการอนุรักษวิทยาแล้ว ย่อมส่งผลกระทบ ต่อ
    • 1. ทรัพยากรธรรมชาติชนิดต่างๆ ( สิ่งแวดล้อม )
    • 2. มนุษย์
    • เนื่องจาก ระบบนิเวศชีวมณฑลต้องถูกทำลายและระบบนิเวศไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ ระบบนิเวศไม่อยู่ในสถานภาพสมดุลธรรมชาติที่จะให้ประโยชน์ 3 ประการหลักๆ ได้แก่ ปัจจัยสี่ ปัจจัยห้า และคุณภาพชีวิตที่ดี
    • ตัวอย่างเช่น การใช้ทรัพยากรป่าไม้ไม่ถูกวิธี ย่อมส่งผลกระทบต่อ
    • สิ่งแวดล้อม ได้แก่
    • สัตว์ป่าไม่มีที่อยู่อาศัย
    • ทรัพยากรน้ำเกิดปรากฏการน้ำท่วม
    • ทรัพยากรอากาศมีอุณหภูมิโลกสูงขึ้น
    • ทรัพยากรดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
    • มนุษย์
    • มนุษย์มีปัจจัยสี่ไม่เพียงพอและระบบนิเวศมีโอกาสเสี่ยงต่อการปรากฏของโรคชนิดใหม่ๆที่ยังไม่มีตัวยาในการรักษาโรค
  • 173. แนวทางการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติแบบยั่งยืน
    • 1. การถนอม ( การเก็บรักษา ) เช่น การเก็บรักษาดินในรูปของการปลูกคลุมดิน การกำหนดเขตพื้นที่ป่าไม้
    • 2. การบูรณะฟื้นฟู ( ปรับปรุง ) เช่น ซ่อมแซมอุปกรณ์ภายในบ้านให้มีสภาพเดิม
    • 3. การนำมาใช้ใหม่ เช่น การนำแก้วไปหลอมใหม่เพื่อนำกลับมาใช้อีก
    • 4. การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน เช่น ทาสีเหล็กที่นำมาสร้างบ้านเพื่อป้องกันสนิม
    • 5. การนำสิ่งอื่นมาใช้ทดแทน เช่น การใช้ไฟเบอร์แทนเหล็กในการประกอบรถยนต์
    • 6. การสำรวจแหล่งทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น เช่น การค้นหาแหล่งพลังงานจากดวงอาทิตย์แทนพลังงานจากน้ำมัน
    • 7. การประดิษฐ์ของเทียมขึ้นใช้ เช่น การใช้อัญมณีปลอมทดแทนอัญมณีเพชร
    • 8. ประหยัด เช่น การใช้น้ำเท่าที่จำเป็น
  • 174. แบบฝึกหัดตามวัตถุประสงค์ Click