ทฤษฎีการออกแบบเว็บ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

ทฤษฎีการออกแบบเว็บ

on

  • 511 views

 

Statistics

Views

Total Views
511
Views on SlideShare
507
Embed Views
4

Actions

Likes
0
Downloads
6
Comments
0

1 Embed 4

http://s331.cedu3.net 4

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

ทฤษฎีการออกแบบเว็บ ทฤษฎีการออกแบบเว็บ Document Transcript

  • 1 การออกแบบเว็บไซต ความหมายของเว็บไซต อเนก ปนศรี (2552 : 9) กลาววา “เว็บไซต หมายถึง แหลงที่เก็บรวบรวมขอมูลเอกสารและสื่อ ประสมตางๆ เชน ภาพ เสียง ขอความ เปนตน ของแตละหนวยงานบนอินเทอรเน็ต” เว็บไซตสามารถแบงได2สวน ไดแก (โซนซา, 2549 : ไมปรากฏหนา) 1.โฮมเพจ คือขอมูลหนาแรกของเว็บไซต หรือหนาปกของนิตยสาร ดังนั้นโฮมเพจ ควรมีรูปแบบที่ นาสนใจ สีสันสวยงามมีภาพเคลื่อนไหว และเพลงที่เหมาะสมกับตัวเว็บ แตเนื่องจากไฟลเพลงอาจทําใหโหลด เว็บไดชา ดังนั้น ปจจุบันจึงไมนิยมใสเพลง แตจะใชภาพเคลื่อนไหวแทน เพราะเปนสวนสําคัญที่จะทําใหผู เยี่ยมชมเว็บสนใจในตัวเว็บมากขึ้น 2.เว็บเพจ คือรายละเอียดของเว็บแตละหนาตอๆกันไป เหมือนหนากระดาษแตละหนาภายใน นิตยสารนั่นเอง ในหนาโฮมเพจจะมีลิงคเพื่อเชื่อมโยงไปยังหนานั้นๆดวย เพื่อความสะดวก รวดเร็ว โยอยูใน รูปแบบไฟล HTML สรุป เว็บไซต หมายถึง หนาเว็บเพจหลายหนา ซึ่งเชื่อมโยงผานทางไฮเปอรลิงค สวนใหญจัดทําขึ้น เพื่อนําเสนอขอมูลผานคอมพิวเตอร โดยถูกจัดเก็บไวใน www การจัดการเรียนการสอนผานเว็บ 1.ความหมายของการจัดการเรียนการสอนผานเว็บ วรัท พฤกษากลนันท (2548 : ไมปรากฎหนา) กลาววา “การจัดการเรียนผานเว็บ มีลักษณะการเรียน การสอนที่แตกตางไปจากการเรียนการสอนในชั้นเรียนปกติที่คุนเคยกันดี ซึ่งการจัดการเรียนการสอนแบบ ดั้งเดิมในชั้นเรียนสวนใหญจะมีลักษณะที่เนนใหผูสอนเปนผูปอนความรูใหแกผูเรียนทําใหผูเรียนไมใฝที่จะหา ความรู เพิ่มเติม การจัดการเรียนการสอนโดยการใชเว็บชวยสอนจะมีวิธีการจัดที่แตกตางไปจากการจัดการเรียนการ สอนตามปกติ เพราะคุณลักษณะและรูปแบบของเว็บเปนสื่อที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ซึ่งแตกตางไปจาก การจัดการเรียนการสอนดวยสื่อแบบอื่น ๆ จึงตองคํานึงถึงการออกแบบระบบการสอนที่สอดคลองกับ คุณลักษณะของเว็บ เชน การสื่อสารระหวางผูเรียนกับครู การสื่อสารระหวางผูเรียนกับผูเรียน ที่กระทําได แตกตางไปจากการเรียนการสอนแบบเดิม เชน การใชเว็บชวยสอนสามารถสื่อสารกันไดโดยผานเว็บโดยตรงใน รูปคุยกันในหองสนทนา(Chat Room) การฝากขอความบนกระดานอิเล็กทรอนิกสหรือกระดานขาวสาร (Bulletin Board) หรือจะสื่อสารกันโดยผานไปรษณียอิเล็กทรอนิกส (e-mail) ก็สามารถกระทําไดในระบบนี้ ความเปนเว็บชวยสอนจึงไมใชแคการสรางเว็บไซตเนื้อหาวิชาหนึ่งหรือรวบรวมขอมูลซักเรื่องหนึ่งแลวบอกวา เปนเว็บชวยสอน เว็บชวยสอนมีความหมายกวางขวางอันเกิดจากการรวมเอาคุณลักษณะของเว็บ โปรแกรม
  • 2 และเครื่องมือสื่อสารในระบบอินเทอรเน็ตและการออกแบบระบบการเรียนการสอนเขาดวยกัน ทําใหเกิดการ เรียนรูขึ้นอยางมีความหมายไมเปนเพียงแคแหลงขอมูลเทานั้น (ปรัชญนันท นิลสุข,2543 : 56) สามารถสรุปหลักการพื้นฐานของการจัดการเรียนการสอนกับการเรียนการสอนผานเว็บ 5 ประการ ดังนี้ คือ (ครูบานนอก, 2552 : ไมปรากฏหนา) 1.1ในการจัดการเรียนการสอนโดยทั่วไปแลว ควรสงเสริมใหผูเรียนและผูสอนสามารถติดตอ สื่อสารกันไดตลอดเวลา การติดตอระหวางผูเรียนและผูสอนมีสวนสําคัญในการสรางความกระตือรือรนกับการ เรียนการสอน โดยผูสอนสามารถใหความชวยเหลือผูเรียนไดตลอดเวลาในขณะกําลังศึกษา ทั้งยังชวย เสริมสรางความคิดและความเขาใจ ผูเรียนที่เรียนผานเว็บสามารถสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นรวมทั้ง ซักถามขอของใจกับผูสอนไดโดยทันทีทันใด เชน การมอบหมายงานสงผานอินเทอรเน็ตจากผูสอน ผูเรียนเมื่อ ไดรับมอบหมายก็จะสามารถทํางานที่ไดรับมอบหมายและสงผานอินเทอรเน็ต กลับไปยังอาจารยผูสอน หลังจากนั้นอาจารยผูสอนสามารถตรวจและใหคะแนนพรอมทั้งสงผลยอนกลับไปยังผูเรียนไดในเวลาอัน รวดเร็วหรือในทันทีทันใด 1.2การจัดการเรียนการสอนควรสนับสนุนใหมีการพัฒนาความรวมมือระหวางผูเรียน ความรวมมือ ระหวางกลุมผูเรียนจะชวยพัฒนาความคิดความเขาใจไดดีกวาการทํางานคนเดียว ทั้งยังสรางความสัมพันธเปน ทีมโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหวางกันเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด เปนการพัฒนาการแกไขปญหาการ เรียนรูและการยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นมาประกอบเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด ผูเรียนที่เรียนผานเว็บแมวา จะเรียนจากคอมพิวเตอรที่อยูกันคนละที่ แตดวยความสามารถของเครือขายอินเทอรเน็ตที่เชื่อมโยงเครือขาย คอมพิวเตอรทั่วโลกไวดวยกัน ทําใหผูเรียนสามารถติดตอสื่อสารกันไดทันทีทันใด เชน การใชบริการสนทนา แบบออนไลนที่สนับสนุนใหผูเรียนติดตอสื่อสารกันไดตั้งแต 2 คนขึ้นไปจนถึงผูเรียนที่เปนกลุมใหญ 1.3ควรสนับสนุนใหผูเรียนรูจักแสวงหาความรูดวยตนเอง (Active Learners) หลีกเลี่ยงการกํากับ ใหผูสอนเปนผูปอนขอมูลหรือคําตอบ ผูเรียนควรเปนผูขวนขวายใฝหาขอมูลองคความรูตางๆ เองโดยการ แนะนําของผูสอน เปนที่ทราบดีอยูแลววาอินเทอรเน็ตเปนแหลงขอมูลที่ใหญที่สุดในโลก ดังนั้นการจัดการเรียน การสอนผานเว็บนี้ จะชวยใหผูเรียนสามารถหาขอมูลไดดวยความสะดวกและรวดเร็ว ทั้งยังหาขอมูลไดจาก แหลงขอมูลทั่วโลกเปนการสรางความกระตือรือรนในการใฝหาความรู 1.4การใหผลยอนกลับแกผูเรียนโดยทันทีทันใดชวยใหผูเรียนไดทราบถึงความสามารถของตน อีก ทั้งยังชวยใหผูเรียนสามารถปรับแนวทางวิธีการหรือพฤติกรรมใหถูกตองได ผูเรียนที่เรียนผานเว็บ สามารถ ไดรับผลยอนกลับจากทั้งผูสอนเองหรือแมกระทั่งจากผูเรียนคนอื่นๆ ไดทันทีทันใด แมวาผูเรียนแตละคนจะ ไมไดนั่งเรียนในชั้นเรียนแบบเผชิญหนากันก็ตาม 1.5ควรสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนที่ไมมีขีดจํากัด สําหรับบุคคลที่ใฝหาความรู การเรียนการ สอนผานเว็บเปนการขยายโอกาสใหกับทุกๆคนที่สนใจศึกษา เนื่องจากผูเรียนไมจําเปนจะตองเดินทางไปเรียน ณ ที่ใดที่หนึ่ง ผูที่สนใจสามารถเรียนไดดวยตนเองในเวลาที่สะดวก จะเห็นไดวาการเรียนการสอนผานเว็บนี้มี คุณลักษณะที่ชวยสนับสนุนหลักพื้นฐานการจัดการเรียนการสอนทั้ง 5 ประการไดอยางมีประสิทธิภาพ
  • 3 การเรียนการสอนผานเว็บไดมีการดําเนินการอยางจริงจังทั่วโลก โดยเฉพาะอยางยิ่งในกลุม ประเทศ ทางซีกโลกตะวันตก สําหรับวงการการศึกษาในประเทศไทยเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงจากเปนเพียงผูรับขอมูล และสังเกตการณการเรียนการสอนบนเครือขายเปนความพยายามในการจัดการเรียนการสอนและใชเครื่องมือ บนเครือขายเวิลดไวดเว็บเสริมในชั้นเรียนปกติ และบางมหาวิทยาลัยที่ดําเนินการเรียนการสอนแบบทางไกล กําลังดําเนินการที่จะสรางชั้นเรียนเสมือนใหเกิดขึ้นจริง การดําเนินการเรียนการสอนผานเว็บมีรายละเอียด ดังตอไปนี้ (ใจทิพย ณ สงขลา, 2542 : 67-68) 1.1ความพรอมของเครื่องมือและทักษะการใชงานเบื้องตน ความไมพรอมของเครื่องมือและ การ ขาดทักษะทางเทคนิคที่จําเปนในการใชเครื่องมือหรือโปรแกรมเปนสาเหตุสําคัญที่กอใหเกิดความ สับสนและ ผลทางลบตอทัศนคติของผูใช จากการศึกษาการนําเทคโนโลยีเครือขายมาใชพบวาผูใชที่ ไมมีความพรอมทาง ทักษะการใชจะพยายามแกปญหาและศึกษาเรื่องของเทคนิค มากกวาจํากัด ความสนใจอยูที่เนื้อหา นอกจากนั้น 1.2การสนับสนุนจากฝายบริหารและผูใชเชนเดียวกับการนําเทคโนโลยีอื่นเขาสูองคกรตองอาศัย การสนับสนุนอยางจริงจังจากฝายบริหาร ทั้งในการสนับสนุนดานเครื่องมือและนโยบายสงเสริมการใช เครือขายเวิลดไวดเว็บเพื่อประโยชนทางการศึกษา การกําหนดการใชเครื่องมือดังกลาวจึงไมสามารถเปนไปใน ลักษณะแนวดิ่ง (Top down) โดยการกําหนดจากฝายบริหารเพียงฝายเดียว แตตองเปนการประสานจากทั้ง สองฝายคือฝายบริหารและผูใชจะตองมีการประสานจากแนวลางขึ้นบน ผูใชจะตองมีทัศนะที่ยอมรับการใชสื่อ ดังกลาวเพื่อประโยชนทางการศึกษา ฝายบริหารสามารถสรางนโยบายที่กระตุนแรงจูงใจของผูใช เชน สราง แรงจูงใจจากภายในของผูใชใหรูสึกถึงความทาทายและประโยชนที่จะไดรับหรือสรางแรงจูงใจจากภายนอก เชน สรางเงื่อนไขผลตอบแทนพิเศษทั้งในรูปนามธรรมและรูปธรรม 1.3การเปลี่ยนพฤติกรรมผูเรียนจากการเรียนรูแบบตั้งรับ (Passive) โดยพึ่งพิงการปอนจาก ครูผูสอนมาเปนพฤติกรรมการเรียนที่สอดคลองกับการเรียนรูแบบผูเรียนเปนศูนยกลาง กลาวคือ เปนผูเรียนที่ เรียนรูวิธีการเรียน (Learning How to learn) เปนผูเรียนที่กระตือรือรนและมีทักษะที่สามารถเลือกรับขอมูล วิเคราะห และสังเคราะหขอมูลไดอยางมีระบบนั้น ผูสอนจะตองสรางวุฒิทางการเรียนใหเกิดกับผูเรียนกอน กลาวคือจะตองเตรียมการใหผูเรียนพัฒนาทักษะพื้นฐานที่จําเปนตอการเลือกสรร วิเคราะหและสังเคราะหใน การเรียนผานเครือขายทักษะดังกลาว ไดแก ทักษะการอานเขียน ทักษะในเชิงภาษา ทักษะในการอภิปราย และที่จําเปนคือ ทักษะในการควบคุมตรวจสอบการเรียนรูของตนเอง 1.4บทบาทของผูสอนในการเรียนการสอนบนเครือขาย จะตองมีการเปลี่ยนแปลงไปสูบทบาทที่เอื้อ ตอการเรียนการสอนที่ผูเรียนเปนศูนยกลาง โดยในเบื้องตนจะเปนบทบาทผูนําเพื่อสนับสนุนกลุมและ วัฒนธรรมการเรียนรูบนเครือขาย ผูสอนตองใชเวลามากไปกวาการเรียนการสอนในชั้นเรียนธรรมดา 1.5การสรางความจําเปนในการใช ผูสอนที่จะนําการเรียนการสอนผานเครือขายมาใชควรคํานึงถึง ความจําเปนและผลประโยชนที่ตองการจากกิจกรรมบนเครือขาย ซึ่งจะเปนตัวกําหนดรูปแบบการใชวาผูสอน เพียงตองการใชเครือขายเพื่อเสริมการเรียนหรือเปนการศึกษาทางไกล ผูสอนตองสรางสภาวะใหผูใชมีความ
  • 4 จําเปนที่ตองใชเชน การสงผานขอมูลที่จําเปนทางการเรียนใหกับผูใชผานทางเครือขายหรือสรางแรงจูงใจที่เปน ผลประโยชนทางการเรียนใหกับผูใช 1.6ผูสอนตองออกแบบการเรียนการสอนและใชประโยชนของความเปนเครือขายอยางสูงสุด และ เหมาะสมวิธีออกแบบการเรียนการสอนควรตองพัฒนาใหเขากับคุณสมบัติความเปนคอมพิวเตอรเครือขายซึ่งมี ความแตกตางจากการออกแบบสําหรับโปรแกรมชวยสอนในคอมพิวเตอรทั่วไป นอกเหนือจากเนื้อหาบทเรียน ที่ผูสรางเสนอสงผานเครือขาย ผูสอนสามารถสรางการเชื่อมโยงแหลงขอมูลอื่นที่สนับสนุนเนื้อหาหลักที่ผูสอน สรางเปนการแนะแนวทางใหผูเรียนไดศึกษา ทั้งนี้เนื้อหาและการเชื่อมโยง ควรจะตองปรับปรุงใหทันสมัย ตลอดเวลาและควรจะตองมีการจัดกิจกรรมการปฏิสัมพันธใหผูเรียนไดประโยชนจากการศึกษารวมกับผูอื่น การจัดการเรียนการสอนผานเว็บนั้น ผูสอนและผูเรียนจะตองมีปฏิสัมพันธกันโดยผานระบบเครือขาย คอมพิวเตอร ที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอรของผูเรียนเขาไวกับเครื่องคอมพิวเตอรของผูใหบริการเครือขาย (File Server) และเครื่องคอมพิวเตอรของผูใหบริการเว็บ (Web Server) อาจเปนเปนการเชื่อมโดยระยะใกลหรือ เชื่อมโยงระยะไกลผานทางระบบการสื่อสารและอินเทอรเน็ต 2.ประโยชนการเรียนการสอนผานเว็บ ประโยชนของการเรียนการสอนผานเว็บมีมากมายหลายประการ ทั้งนี้ขึ้นอยูกับวัตถุประสงคของการ นําไปใชในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งประโยชนของการเรียนการสอนผานเว็บไวดังนี้ (สุริยันต เงาะเศษ, 2549 :34-35) 2.1 การสอนบนเว็บเปนการเปดโอกาสใหผูเรียนที่อยูหางไกล หรือไมมีเวลาในการมาเขาชั้นเรียนได เรียนในเวลาและสถานที่ ๆ ตองการ ซึ่งอาจเปนที่บาน ที่ทํางาน หรือสถานศึกษาใกลเคียงที่ผูเรียนสามารถเขา ไปใชบริการทางอินเทอรเน็ตได การที่ผูเรียนไมจําเปนตองเดินทางมายังสถานศึกษาที่กําหนดไวจึงสามารถชวย แกปญหาในดานของขอจํากัดเกี่ยวกับเวลา และสถานที่ศึกษาของผูเรียนเปนอยางดี 2.2การสอนบนเว็บยังเปนการสงเสริมใหเกิดความเทาเทียมกันทางการศึกษา ผูเรียนที่ศึกษาอยูใน สถาบันการศึกษาในภูมิภาคหรือในประเทศหนึ่งสามารถที่จะศึกษา ถกเถียง อภิปราย กับอาจารย ครูผูสอนซึ่ง สอนอยูที่สถาบันการศึกษาในนครหลวงหรือในตางประเทศก็ตาม 2.3การสอนบนเว็บนี้ ยังชวยสงเสริมแนวคิดในเรื่องของการเรียนรูตลอดชีวิต เนื่องจากเว็บเปน แหลงความรูที่เปดกวางใหผูที่ตองการศึกษาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามารถเขามาคนควาหาความรูไดอยาง ตอเนื่องและตลอดเวลาการสอนบนเว็บ สามารถตอบสนองตอผูเรียนที่มีความใฝรูรวมทั้งมีทักษะในการ ตรวจสอบการเรียนรูดวยตนเอง (Meta-cognitive Skills) ไดอยางมีประสิทธิภาพ 2.4การสอนบนเว็บ ชวยทลายกําแพงของหองเรียนและเปลี่ยนจากหองเรียน 4 เหลี่ยมไปสูโลก กวางแหงการเรียนรู เปดโอกาสใหผูเรียนสามารถเขาถึงแหลงขอมูลตางๆไดอยางสะดวกและมีประสิทธิภาพ สนับสนุนสิ่งแวดลอมทางการเรียนที่เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับปญหาที่พบในความเปนจริง โดยเนนใหเกิดการ เรียนรูตามบริบทในโลกแหงความเปนจริง(Contextualization) และการเรียนรูจากปญหา (Problem-based Learning) ตามแนวคิดแบบConstructivism
  • 5 2.5การสอนบนเว็บเปนวิธีการเรียนการสอนที่มีศักยภาพ เนื่องจากที่เว็บไดกลายเปนแหลงคนควา ขอมูลทางวิชาการรูปแบบใหมครอบคลุมสารสนเทศทั่วโลกโดยไมจํากัดภาษา การสอนบนเว็บชวยแกปญหา ของขอจํากัดของแหลงคนควาแบบเดิมจากหองสมุดอันไดแก ปญหาทรัพยากรการศึกษาที่มีอยูจํากัดและเวลา ที่ใชในการคนหาขอมูล เนื่องจากเว็บมีขอมูลที่หลากหลายและเปนจํานวนมาก รวมทั้งการที่เว็บใชการ เชื่อมโยงในลักษณะของไฮเปอรมิเดีย (สื่อหลายมิติ) ซึ่งทําใหการคนหาทําไดสะดวกและงายดายกวาการคนหา ขอมูลแบบเดิม 2.6การสอนบนเว็บจะชวยสนับสนุนการเรียนรูที่กระตือรือรน ทั้งนี้เนื่องจากคุณลักษณะของเว็บที่ เอื้ออํานวยใหเกิดการศึกษา ในลักษณะที่ผูเรียนถูกกระตุนใหแสดงความคิดเห็นไดอยูตลอดเวลา โดยไม จําเปนตองเปดเผยตัวตนที่แทจริง ตัวอยางเชน การใหผูเรียนรวมมือกันในการทํากิจกรรมตาง ๆ บนเครือขาย การใหผูเรียนไดมีโอกาสแสดงความคิดเห็นและแสดงไวบนเว็บบอรดหรือการใหผูเรียนมีโอกาสเขามาพบปะกับ ผูเรียนคนอื่น ๆ อาจารย หรือผูเชี่ยวชาญในเวลาเดียวกันที่หองสนทนา เปนตน 2.7การสอนบนเว็บเอื้อใหเกิดการปฏิสัมพันธ ซึ่งการเปดปฏิสัมพันธนี้อาจทําได 2 รูปแบบ คือ ปฏิสัมพันธกับผูเรียนดวยกันและ/หรือผูสอน ปฏิสัมพันธกับบทเรียนในเนื้อหาหรือสื่อการสอนบนเว็บ ซึ่ง ลักษณะแรกนี้จะอยูในรูปของการเขาไปพูดคุย พบปะ แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกัน สวนในลักษณะหลังนั้นจะ อยูในรูปแบบของการเรียนการสอน แบบฝกหัดหรือแบบทดสอบที่ผูสอนไดจัดหาไวใหแกผูเรียน 2.8การสอนบนเว็บยังเปนการเปดโอกาสสําหรับผูเรียนในการเขาถึงผูเชี่ยวชาญสาขาตาง ๆ ทั้งในและ นอกสถาบันจากในประเทศและตางประเทศทั่วโลก โดยผูเรียนสามารถติดตอสอบถามปญหาขอขอมูลตาง ๆ ที่ ตองการศึกษาจากผูเชี่ยวชาญจริงโดยตรงซึ่งไมสามารถทําไดในการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยัง ประหยัดทั้งเวลาและคาใชจายเมื่อเปรียบเทียบกับการติดตอสื่อสารในลักษณะเดิม ๆ 2.9การสอนบนเว็บเปดโอกาสใหผูเรียนไดมีโอกาสแสดงผลงานของตน สูสายตาผูอื่นอยางงายดาย ทั้งนี้ไมไดจํากัดเฉพาะเพื่อนๆ ในชั้นเรียนหากแตเปนบุคคลทั่วไปทั่วโลกได ดังนั้นจึงถือเปนการสรางแรงจูงใจ ภายนอกในการเรียนอยางหนึ่งสําหรับผูเรียน ผูเรียนจะพยายามผลิตผลงานที่ดีเพื่อไมใหเสียชื่อเสียงตนเอง นอกจากนี้ผูเรียนยังมีโอกาสไดเห็นผลงานของผูอื่นเพื่อนํามาพัฒนางานของตนเองใหดียิ่งขึ้น 2.10การสอนบนเว็บเปดโอกาสใหผูสอนสามารถปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตร ใหทันสมัยไดอยาง สะดวกสบายเนื่องจากขอมูลบนเว็บมีลักษณะเปนพลวัตร ( Dynamic ) ดังนั้นผูสอนสามารถอัพเดตเนื้อหา หลักสูตรที่ทันสมัยแกผูเรียนไดตลอดเวลา นอกจากนี้การใหผูเรียนไดสื่อสารและแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวของ กับเนื้อหา ทําใหเนื้อหาการเรียนมีความยืดหยุนมากกวาการเรียนการสอนแบบเดิมและเปลี่ยนแปลงไปตาม ความตองการของผูเรียนเปนสําคัญ การสอนบนเว็บสามารถนําเสนอเนื้อหาในรูปของมัลติมีเดีย ไดแก ขอความ ภาพนิ่ง เสียง ภาพเคลื่อนไหว วีดีทัศน ภาพ 3 มิติ โดยผูสอนและผูเรียนสามารถเลือกรูปแบบของ การนําเสนอเพื่อใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุดทางการเรียน
  • 6 ความสําคัญของสีที่มีตอการออกแบบเว็บไซต สีเปนองคประกอบที่มีความละเอียดซับซอน และตองอาศัยความเชี่ยวชาญในการผสมผสานความ แตกตางของสี ใหสามารถเขากันไดอยางลงตัว โดยสามารถสรุปความสําคัญในการเลือกใชสีเพื่อการออกแบบ เว็บ ไดดังนี้ (เสถียร พลวงศ, 2549 :ไมปรากฏหนา) 1.การดึงดูดความสนใจของผูเยี่ยมชม เนื่องจากสิ่งแรกที่มองเห็นไดจากเว็บคือ สี ซึ่งเปนสิ่งที่ชวย กําหนดบรรยากาศ และความรูสึกโดยรวมของเว็บไซต 2.การนําสีมาใชกับองคประกอบตางๆของเว็บเพจ เนื่องจากในหนาเว็บมีขอมูลปริมาณมาก ผูออกแบบมักใชโทนสีในการจัดกลุมขอมูล เชน ตัวอักษร รูปภาพ ลิงค และพื้นหลัง เปนตน เพื่อความสะดวก ตอการเขาใชงานของผูเยี่ยมชมเว็บไซต 3.การเชื่อมโยงองคประกอบหนาเว็บเขาดวยกัน ผูออกแบบสามารถใชการไลระดับสีหรือโทนสี เพื่อ เชื่อมโยงองคประกอบแตละสวนไวดวยกัน ใหหนาเว็บมรความเปนเอกภาพได 4.การสรางอารมณและความรูสึก การเลือกใชสีแตละสี ลวนมีผลตอความรูสึกของผูเยี่ยมชมเว็บไซต เชน สีแดงกระตุนใหเกดความสนใจ อยากรู มีชีวิตชีวา หรือสีดํา กระคุนใหเกิดความนาลึกลับ นาคนหา เปน ตน 5.การสรางสัญลักษณหรือเปนตัวแทนขององคกร สวนใหญองคกรขนาดใหญจะมีการสราง สัญลักษณที่เปนตัวแทนขององคกร ทั้งนี้อาจอยูในรูปแบบเครื่องหมายการคาหรือสีสันตางๆ ที่ผูเยี่ยมชม เว็บไซตมองเห็นแลวทราบทันทีวาเปนสัญลักษณองคกรใด โดยใชสีประจําองคกรมาใชรวมกับการออกแบบ หนาเว็บ เชน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช สีประจํามหาวิทยาลัยคือ สีเขียวกับสีทอง อยางไรก็ตาม การเลือกใชสีในการออกแบบเว็บเพจนั้น หากเลือกใชสีไมเหมาะสมอาจสรางความ ลําบากในการอานหรือรบกวนสายตาผูเยี่ยมชม รวมทั้งอาจทําใหการสื่อความหมายไมถูกตอง การเลือกใชสี ตางๆนั้น ตองเขาใจถึงการแสดงผลของเว็บเพจในสภาพแวดลอมที่แตกตางกัน การวางแผนเพื่อการออกแบบเว็บไซต เว็บไซตเปนสื่อที่ไดรับความนิยมอยางมากบนอินเทอรเน็ต ผูใชงานเว็บไซตสามารถตัดสินใจไดวาจะ เลือกเยี่ยมชมเว็บไซตใดหรือไมเยี่ยมชมเว็บไซตใดไดตามตองการ ถาผูใชเห็นวาเว็บไซตที่กําลังเยี่ยมชมอยูนั้น ไมมีประโยชน หรือไมเขาใจวาเว็บไซตนี้ใชงานอยางไร เนื่องจากใชงานไดไมสะดวก ผูใชอาจเปลี่ยนไปเยี่ยมชม เว็บไซตอื่นๆได เนื่องจากปจจุบันมีเว็บไซตตางๆอยูจํานวนมาก และยังมีเว็บไซตเกิดขึ้นใหมๆทุกวัน ผูใชจึงมี ทางเลือกมากขึ้น และสามารถเปรียบเทียบคุณภาพของเว็บไซตตางๆไดเอง (ฐิติรัศญาณ แกนเพชร, 2551 : 6-9)
  • 7 เว็บไซตที่ไดรับการออกแบบอยางสวยงาม มีการใชงานที่สะดวก ยอมไดรับความสนใจมากกวา เว็บไซตที่มีความสับสนวุนวาย มีขอมูลมากมายแตหาสาระสําคัญไมพบ หรือใชเวลาในการแสดงผลแตละหนา นานเกินไป ปญหาเหลานี้ลวนมาจากการออกแบบเว็บไซตไมดีทั้งสิ้น ดังนั้นการออกแบบเว็บไซตจึงเปน กระบวนการสําคัญในการสรางเว็บไซตใหประทับใจผูใช ทําใหผูใชอยากกลับเขามาในเว็บไซตเดิมอีกในอนาคต ซึ่งนอกจากตองพัฒนาเว็บไซตที่ดีมีประโยชนแลว ยังตองคํานึงถึงการแขงขันกับเว็บไซตอื่นๆอีกดวย (วนิจศรา อุนผา, 2548 : 37) 1.ขอควรคํานึงในการออกแบบเว็บไซต การออกแบบเว็บไซตนั้นไมไดหมายถึงลักษณะหนาตาของเว็บไซตเพียงอยางเดียว แตเกี่ยวของ ตั้งแตการเริ่มตนกําหนดเปาหมายของเว็บไซต ระบุกลุมผูใช การจัดระบบขอมูล การสรางระบบเนวิเกชั่น การ ออกแบบหนาเว็บ รวมไปถึงการใชกราฟก การเลือกใชสี การจัดรูปแบบตัวอักษร นอกจากนั้นยังตองคํานึงถึง ความแตกตางของสื่อกลางในการแสดงผลเว็บไซตดวย ซึ่งไดแก ชนิดและรุนของบราวเซอร ขนาดของหนาจอ ความละเอียดของสีในระบบ รวมไปถึงเครื่องมืออํานวยความสะดวกในการใชงาน (plug-in) ชนิดตางๆที่ผูใชมี อยู เพื่อใหผูใชเกิดความสะดวกและพอใจที่จะทองไปในเว็บไซตนั้น ดังนั้นทุกสิ่งทุกอยางในเว็บไซตทั้งที่ มองเห็นและมองไมเห็น ลวนเปนมาจากกระบวนการออกแบบเว็บไซตทั้งสิ้น เว็บไซตที่ดูสวยงามและมีลูกเลน มากมายนั้น อาจจะไมนับวาเปนการออกแบบที่ดีก็ได ถาความสวยงามและลูกเลนเหลานั้น ไมเหมาะสมกับ ภาพลักษณของเว็บไซต ดวยเหตุนี้ จึงเปนเรื่องยากที่จะระบุวาการออกแบบเว็บไซตที่ดีนั้นเปนอยางไร เนื่องจากไมมี หลักเกณฑแนนอนที่จะใชไดกับทุกเว็บไซต แนวทางการออกแบบบางอยางที่เหมาะสม กับเว็บไซตหนึ่ง อาจจะ ไมเหมาะสมกับอีกเว็บไซตหนึ่งก็ได ทําใหแนวทางการออกแบบของแตละเว็บไซตนั้น แตกตางกันไปตาม เปาหมายและลักษณะของเว็บไซตนั้น เว็บไซตบางแหงอาจตองการนําเสนอความสนุกสนานหรือความบันเทิง ในขณะที่เว็บไซตอื่นกลับตองการนําเสนอเนื้อหาที่ถูกตอง นาเชื่อถือเปนหลัก ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต โดยรวม ควรคํานึงถึงสิ่งตอไปนี้ (วิราวรรณ ธันธา, 2550 : 35) 1.1ความเรียบงาย ไดแก มีรูปแบบที่เรียบงาย ไมซับซอน และใชงานไดสะดวก ไมมีกราฟกหรือ ภาพที่เคลื่อนไหวอยูตลอดเวลา ชนิดและสีของตัวอักษรไมมากจนเกินไปทําใหวุนวาย 1.2ความสม่ําเสมอ ไดแก ใชรูปแบบเดียวกันตลอดเว็บไซต เชนรูปแบบของกราฟก ระบบเนวิ เกชั่นและโทนสี ควรมีความคลายคลึงกันตลอดทั้งเว็บไซต 1.3ความเปนเอกลักษณ การออกแบบเว็บไซตควรคํานึงถึงลักษณะขององคกร เพราะรูปแบบของ เว็บไซตจะสะทอนถึงเอกลักษณและลักษณะขององคกรนั้นๆ เชน ถาเปนเว็บไซตของทางราชการจะตองดู นาเชื่อถือ
  • 8 1.4เนื้อหาที่มีประโยชน เนื้อหาเปนสิ่งที่สําคัญที่สุดในเว็บไซต ดังนั้นควรจัดเตรียมเนื้อหาและ ขอมูลที่ผูใชตองการใหถูกตอง และสมบูรณ มีการปรับปรุงและเพิ่มเติมใหทันเหตุการณอยูเสมอ เนื้อหาไมควร ซ้ํากับเว็บไซตอื่น จึงจะดึงดูดความสนใจ 1.5ระบบเนวิเกชั่นที่ใชงานงาย ตองออกแบบใหผูใชเขาใจงายและใชงานสะดวก ใชกราฟกที่สื่อ ความหมายรวมคําอธิบายที่ชัดเจน มีรูปแบบและลําดับของรายการสม่ําเสมอ เชนวางไวที่ตําแหนงเดียวกันของ ทุกหนา 1.6ลักษณะที่นาสนใจ หนาตาของเว็บไซตจะตองมีความสัมพันธกับคุณภาพขององคประกอบ ตางๆ เชน คุณภาพของกราฟกที่สมบูรณ การใชสี การใชตัวอักษรที่อานงาย สบายตา การใชโทนสีที่เขากัน ลักษณะหนาตาที่นาสนใจนั้นขึ้นอยูกับความชอบของแตละบุคคล 1.7การใชงานอยางไมจํากัด ผูใชสามารถเขาถึงเว็บไซตโดยใชเบราวเซอรชนิดใดชนิดหนึ่งในการ เขาถึงเนื้อหา และสามารถแสดงผลไดทุกระบบปฏิบัติการและความละเอียดหนาจอตางกัน 1.8คุณภาพในการออกแบบ การออกแบบและเรียบเรียงเนื้อหาอยางรอบคอบ และถูกตอง บง บอกถึงคุณภาพ และความนาเชื่อถือของเว็บไซต 1.9ลิงคตางๆจะตองเชื่อมโยงไปยังหนาที่มีอยูจริงและถูกตอง ระบบการตางๆในเว็บไซตจะตองมี ความแนนอน และทําหนาที่ไดอยางถูกตอง ดังนั้น อาจสรุปไดวา การออกแบบที่ดี คือ การออกแบบใหเหมาะสมกับเปาหมายและลักษณะของ เว็บไซต โดยคํานึงถึงความสะดวกของผูใชเปนหลัก 2.ขั้นตอนการวางแผนเพื่อการออกแบบเว็บไซต การออกแบบเว็บไซตไมวาจะเปนเว็บไซตประเภทใด ลวนแตมีการวางแผนเพื่อการออกแบบ เว็บไซตที่คลายๆกัน ไดแก (วิทยาลัยสารพัดชางพระนคร, 2549 :ไมปรากฏหนา) 2.1การกําหนดวัตถุประสงคของเว็บไซต เว็บไซตสวนใหญจะมีการกําหนดวัตถุประสงคชัดเจน ผู เขาชมเว็บไซตตองการขอเท็จจริง เมื่อเขาชมแลวจะพยายามคนหาขอมูลหรือขอเท็จจริงที่ตองการ เว็บไซตที่มี วัตถุประสงคที่ชัดเจน จะทําใหผูเขาชมยอมรับเว็บไซตโดยงาย เชน ขอมูลเพื่อการศึกษาจะใหขอมูลดาน การศึกษาอยางชัดเจน ผูที่เขามาเยี่ยมชมสวนใหญจะเปนนักศึกษาหรือผูสนในในการศึกษาหลากหลาย สาขาวิชา เปนตน การกําหนดวัตถุประสงคเว็บไซตที่ชัดเจนกอนการสรางเว็บไซต จะทําใหผูสรางเว็บไซตมั่นใจ ไดวาเว็บไซตจะประสบผลสําเร็จตรงตามวัตถุประสงคของเว็บไซต คําถามแรกในการตั้งวัตถุประสงค คือ ทําไม ตองการสรางเว็บไซตนี้ วัตถุประสงคสวนใหญของการสรางเว็บไซตเพื่อ 2.1.1เพื่อใหบริการ
  • 9 2.1.2เพื่อขายสินคา 2.1.3เพื่อแสดงขอมูลในหัวขอตางๆ 2.1.4เพื่อประกาศหรือประชาสัมพันธ 2.1.5เพื่อแนะนําตัวเอง(เจาของเว็บไซต) 2.1.6เพื่อสรางเครือขายชุมชน 2.1.7เพื่อเผยแพรขาวสารที่มีความเฉพาะเจาะจง การกําหนดวัตถุประสงคของเว็บไซตอาจเปนเรื่องปกติทั่วไป แตการสรางวัตถุประสงคใหมีเอกลักษณ ที่โดดเดนเปนเรื่องยาก เชน ถาจะสรางเว็บไซตใหบริการจะตองใหขอมูลทางการตลาดและเนื้อหาสวนที่ เกี่ยวของ ควรเขาใจหลักการในการกําหนดวัตถุประสงคของเว็บไซตในกรณีที่จะใหบริการดวย ตองยึดมั่นใน วัตถุประสงค เชน บางเว็บไซตจะมีขอความบอกพันธกิจของเว็บไซตหรือหนาเว็บเพจที่อธิบายวัตถุประสงคของ เว็บไซต บอกวาเว็บไซตนี้เกี่ยวกับอะไร มีวัตถุประสงคอยางไร คาดวาผูเยี่ยมชมเว็บไซตจะไดรับอะไรบาง สิ่ง เหลานี้เปนวิธีการที่จะสามารถเชื่อมโยงใหผุเขาชมเว็บไซตไดเขาใจวัตถุประสงคของเว็บไซตที่สรางขึ้น เมื่อผู เยี่ยมชมเขาใจวัตถุประสงคของผูใชแลวก็จะสามารถตอบขอสงสัยตางๆได 2.2การกําหนดกลุมเปาหมาย ผูที่จะออกแบบเว็บไซตจะตองคํานึงถึงผูที่จะเขาชมเว็บไซตวาเปน กลุมเปาหมายที่สําคัญ ดังนั้นกอนที่จะออกแบบเว็บไซตจะตองวิเคราะหกลุมเปาหมายของเว็บไซตใหชัดเจน วาตองการใหใครมาเยี่ยมชม โดยดูวัตถุประสงคของเว็บไซต วาเว็บไซตนั้นๆมีการถายทอดอะไรกับผูเยี่ยมชม เว็บไซตก็จะทราบวากลุมเปาหมายของเว็บไซตคือกลุมใด สิ่งสําคัญที่ผูออกแบบเว็บไซตตองตระหนัก คือการ พัฒนาเว็บไซต ตองคํานึงวาใครเปนผูอานขอมูลเหลานี้ ภาพและเสียงที่เหมาะสมกับกลุมเปาหมายเปนอยางไร คําสําคัญที่จะจูงใจกับกลุมเปาหมายคืออะไร สิ่งเหลานี้จะมีความสัมพันธกันกับกลุมเปาหมายซึ่งมีความสําคัญ ยิ่งในการออกแบบเว็บไซต เพื่อที่จะทําใหกลุมเปาหมายของเว็บไซตเขาใจความหมายไดตรงกัน หมายความวา ถากลุมเปาหมายเปนผูหญิงแลวปรากฏวามีผูชายเขามาในเว็บไซต อานขอความเหลานี้ก็จะไมเปนประโยชน สําหรับผูชาย ดังนั้น การออกแบบเว็บไซตควรวิเคราะหขอดี ขอเสียของวัตถุประสงคในการออกแบบเว็บไซต ก็ จะทราบวา ไมวาจะเปนเว็บไซตชนิดใด ก็ลวนจะมีการติดตอสื่อสารกับผูที่เขาชมเว็บไซตทั้งสิ้น ดังนั้นจึงควร ออกแบบในการสื่อสารกับกลุมเปาหมายไวตั้งแตตอนเริ่มตน การออกแบบเว็บไวตจะประสบผลสําเร็จถามี ปฏิสัมพันธกับผูเขาชมเว็บไซตใหตรงตามความตองการของผูเขาชม การสัมภาษณหรือการสํารวจผูเขาชม เว็บไซต จะชวยใหผูออกแบบเว็บไซตเขาใจความตองการของผูเขาชม และสามารถนําความตองการตางๆ เหลานั้นมาปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซตได 2.3การวางแผนดานเนื้อหา การออกแบบเว็บไซตจะตองมีการวางแผนใหชัดเจนตั้งแตเริ่มตน เพราะถาหากมีการวางแผนดานเนื้อหาไมดี จะทําใหเว็บไซตไมเปนระเบียบ สงผลใหผูเขาชมเว็บไซตเกิดความ
  • 10 สับสน การวางแผนดานเนื้อหาควรตอบคําถามดานตางๆใหได เชน ใครเปนผุรับผิดชอบเนื้อหา มีการบันทึก ขอมูลไวที่ใด รูปแบบแฟมขอมูลเปนแบบใด ควรตั้งชื่อเนื้อหาอยางไร การติดตามแกะรอยทําไดอยางไร สิ่ง เหลานี้เปนสิ่งจําเปนที่จะตองตระหนักถึงอยางมาก หากมองขามสิ่งเหลานี้จะทําใหการจัดการกับเนื้อหาจํานวน มากที่จะเพิ่มขึ้นในภายหลังนั้นไดยาก จึงควรวางแผนเนื้อหาตางๆเปนลําดับ จัดการแฟมขอมูลอยางมีตรรกะ เมื่อผูออกแบบเว็บไซตตัดสินใจใหมีการไหลของขอมูลก็ควรจัดการใหเปนขั้นตอน โดยตองมั่นใจวามีทิศทางที่ ถูกตอง และตั้งชื่อแฟมใหสอดคลองกับเนื้อหา ซึ่งเปนสิ่งสําคัญอยางยิ่ง จากนั้นจะเปนการเก็บแฟมตางๆ การสรางแผนผังของเนื้อหาจะทําใหเราทราบวา มีจํานวนเว็บเพจที่เกี่ยวของปริมาณเทานั้น หาก เปนเว็บไซตขนาดใหญ มีเว็บเพจจํานวนมาก ควรมีการจัดกลุมของเนื้อหาทั้งหมดที่ความสัมพันธกันเปนกลุมๆ เชน การศึกษา กีฬา บันเทิง เปนตน ควรทําบัญชีกลุมเนื้อหาตางๆ รวมทั้งเนื้อหายอยๆของแตละกลุมให ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด โดยการวาดภาพโครงรางเนื้อหา ดังภาพที่20 การทําโครงรางเนื้อหาเชนนี้ จะชวยให ผูออกแบบเห็นภาพรวมของการไหลของเนื้อหาและเขาใจกระบวนการไหลของเนื้อหา วาเมื่อเขาไปที่เนื้อหานี้ จะพบเนื้อหายอยๆอยางไรบาง ภาพที่20 ตัวอยางการสรางแผนผังของเนื้อหา ที่มา : http://buildinternet.com/2009/10/how-to-plan-a -content-heavy-site/ คนเมื่อวันที่14 มิถุนายน 2556 2.4การวางแผนโครงสรางของเว็บไซต ในที่นี้ขออธิบายตามระบบการจัดการเนื้อหา(Content Management System : CMS) ในการสรางและจัดการเนื้อหาของเว็บไซตที่ไดออกแบบไว ประกอบดวย การสรางเนื้อหา(creation) การปรับปรุงเนื้อหา(updating) การกระจายเนื้อหา(distribution) การตีพิมพ เนื้อหา(publishing) การคนหาเนื้อหา(discovery) CMS เปดทางใหผูใชงานสามารถตีพิมพไดหลายลักษณะ เชน ขาว การประกาศ กรณีศึกษา ประวัติบุคคล บทความ หนังสือพิมพ ขอมูลสินคา หนังสือรับรอง ลิงคที่ สําคัญ แหลงขอมูลออนไลน รวมทั้งการดาวนโหลด CMSจะใหสิทธิ์ในการเขาถึงขอมูลเปนลําดับขั้น โดยCMSมี คุณลักษณะ ดังนี้ 2.1.1สามารถสรางและบริหารจัดการเว็บเพจได 2.1.2lมารถควบคุมระบบเนวิเกชั่นและเนื้อหาจํานวนมากของเว็บไซตได
  • 11 2.1.3สามารถใหผูใชควบคุมเนื้อหาไดตามผูดูแลระบบวางโครงสรางให 2.1.4สามารถบริหารจัดการแผนผังเว็บไซตและเตรียมการปรับปรุงแกไข HTML 2.1.5สามารถเขียนกระทูบนเว็บไซตและสามารถเขียนความพึงพอใจ จัดหมวดหมูของกระทูได 2.1.6มีระบบรักษาความปลอดภัย 2.1.7สามารถลดความซ้ําซอนของเนื้อหา 2.1.8สามารถจัดการเนื้อหาบนเว็บไซต โดยไมตองมีความรูเกี่ยวกับภาษา HTML 2.5การวางแผนการผลิตเว็บเพจ ควรเขาใจหลักการของเว็บไซตกอนวา เว็บไซตเปรียบเสมือนการ ไหลของขอมูล ซึ่งจะทําใหผูเขาเยี่ยมชมเว็บไซตไดรับขอมูลอยางเปนลําดับ ขั้นตอน ถาหากผูสรางเว็บไซตไมมี การวางแผน เว็บไซตก็จะเริ่มตนไมถูก ไมรูวาจะเริ่มตนจากตรงไหนดี ที่สําคัญที่สุดคือควรออกแบบใหงายที่สุด และรวดเร็วที่สุดสําหรับผูใชงานหรือผูเขาเยี่ยมชมเว็บไซต 2.6การวางแผนระบบเนวิเกชั่น เปนการนําแผนผังโครงสรางเว็บไซตจากการวางแผนเว็บไซต มา วางแผนระบบเนวิเกชั่น ดังภาพที่21 ภาพที่21 ตัวอยางการวางแผนระบบเนวิเกชั่น ที่มา : http://creately.com/examples/website-navigation-plan คนเมื่อวันที่14 มิถุนายน 2556 ขั้นตอนการพัฒนาเว็บไซต การพัฒนาเว็บไซตและนําเว็บไซตเขาสูระบบ www ใหบุคคลอื่นเขามาเยี่ยมชมไดนั้น กระบวนการพัฒนาเว็บไซตสามารถจําแนกได3ขั้นตอน ดังนี้ (ประไพ ศรีสะอาด, 2549 : 22-26) 1.การเตรียมการและการวางแผนงาน(pre-production)
  • 12 เปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะชี้นําทางหรือบงบอกใหผูพัฒนาเว็บไซตทราบวา ควรจะตองเดินทางไปใน ทิศทางใด ซึ่งขั้นตอนนี้จะประกอบดวย การเตรียมกอนการดําเนินการ การวางแผนการดําเนินการ รวมทั้งการ รวบรวมและวิเคราะหโครงสราง 1.1การเตรียมกอนการดําเนินการ ประกอบดวย 1.1.1กําหนดวัตถุประสงคและเปาหมายของเว็บไซต เพื่อใหเห็นภาพที่ชัดเจน วาเว็บไซตตองการ นําเสนอสิ่งใด มีวัตถุประสงคอยางไร โดยวัตถุประสงคของเว็บไซตสามารถจําแนกไดหลากหลายประเภท ไดแก เว็บไซตสวนบุคคล เว็บไซตเผยแพรขอมูลสําหรับบริษัท/หางราน/องคกรตางๆ/สถาบัน/โรงเรียน เว็บไซตเพื่อการทําธุรกรรมคาขาย เว็บไซตเพื่อการโฆษณารายการสินคา เว็บไซตเพื่อการศึกษาทางไกล เว็บไซตเพื่อศูนยรวมและชองทางนําไปสูแหลงขอมูลอื่น เว็บไซตเพื่อเปนศูนยรวมชุมชนคนออนไลน และเว็บ แอพลิเคชั่นเพื่อการใชงานเฉพาะทาง ทั้งนี้การกําหนดวัตถุประสงคของเว็บไซต จะมีผลตอการกําหนด โครงสรางรูปแบบ รวมถึงหนาตา และสีสันของเว็บไซตดวย 1.1.2กําหนดชื่อเว็บไซต และชื่อยูอารแอล 1.1.3กําหนดกลุมเปาหมายที่จะใหเขาชมเว็บไซต เพื่อจะไดทราบวาผูที่จะเขาชมเว็บคือใคร จะ ไดดําเนินการออกแบบและดําเนินการจัดทําเว็บไซต เพื่อใหตอบสนองความตองการผูชมกลุมนั้นไดทากที่สุด 1.1.4ศึกษากลุมคูแขง เพื่อจะไดทราบวา คูแขงของเว็บที่จะพัฒนาคือใคร จะไดศึกษาแนว ทางการออกแบบ และการดําเนินดารของคูแขง เพื่อเปนตัวอยางหรือแนวทางในการออกแบบและดําเนินการ ในการจัดทําเว็บไซตตอไป 1.2การวางแผนการดําเนินการ หลังการเตรียมกอนการดําเนินการ ควรมีการวางแผนไวลวงหนา เพื่อใหการพัฒนาเว็บไซตมีแนวทางที่ชัดเจน 1.3การรวบรวมและวิเคราะหโครงสราง เปนขั้นตอนที่ตอจากการวางแผนการดําเนินการ เนื่องจากเนื้อหาและขอมูลเปนสิ่งที่เชิญชวนใหผูอื่นเขามาเยี่ยมชมเว็บไซต ฉะนั้น ขั้นตอนนี้จึงเปนการรวบรวม ขอมูลที่จําเปนในการสรางเว็บเพจตามหัวขอที่กําหนดไว เพื่อจะไดทราบวา จําเปนตองใชขอมูลอะไร จาก แหลงใดบาง 2.การทํางานจริงในการออกแบบและพัฒนาเว็บเพจ(on- production) แบงไดเปน2สวน คือ 2.1การออกแบบเว็บเพจ นับเปนขั้นตอนในการออกแบบรูปราง โครงสรางและลักษณะทางดาน กราฟกทางหนาเว็บเพจ โดยโปรแกรมที่นิยมนํามาใชในการออกแบบคือ โฟโตชอป หรือ ไฟลเวิรก ซึ่งจะชวย
  • 13 ในการสรางเคาโครงของหนาเว็บและองคประกอบตางๆ เชน ชื่อเว็บไซต โลโก รูปไอคอน ภาพเคลื่อนไหว แบ รนเนอรโฆษณา เปนตน สิ่งสําคัญที่ตองคํานึงถึงในการออกแบบและคํานึงถึงในการสรางเว็บเพจ คือวัตถุประสงคในการ จัดทําเว็บไซต และเปาหมายของกลุมผูเขาชม เว็บเบราวเซอรที่ใชแสดงผลเว็บไซต เพื่อที่จะไดทําการกําหนด รูปแบบและลักษณะเว็บเพจ ไดแก ขนาดของหนาเว็บเพจ และลักษณะการวางองคประกอบของเว็บไซตให สวยงามและแสดงผลไดเร็ว รวมทั้ง ควรกําหนดและวางโครงรางของเว็บเพจ ทั้งในสวนของจํานวนเว็บเพจ และเนื้อหาในแตละเว็บเพจ เปนแผนผังเว็บไซตออกมาบนกระดาษ 2.2การพัฒนาเว็บเพจ หลังจากออกแบบโครงรางของเว็บเพจและแตละหนาเว็บเพจแลว ขั้นตอน ตอไปคือ การดําเนินการสรางเว็บเพจ ซึ่งรวมถึงการจัดหาองคประกอบที่ตองนํามาใช เชน สื่อมัลติมีเดีย ภาพกราฟก แบบฟอรมตางๆ และการสรางไฟลรูปภาพ/เสียง ที่เกี่ยวของกับเนื้อหา ซึ่งตองคํานึงถึงรูปแบบ ของไฟลที่นํามาใชและสอดคลองกับซอฟตแวรที่ใชในการพัฒนาดวย จากนั้นนําภาพและเสียงมาเก็บไวในได เร็กทอรี่หรือโฟลเดอรที่กําหนดไว แลวนําขอมูลทั้งหมดที่รวบรวมไวจากที่กลาวมาขางตน มาสรางเปนเว็บไซต ดวยภาษา HTML หรือเครื่องมือในการสรางเว็บเพจอื่นตามแนวคิดที่ไดออกแบบไวแลว ซึ่งรวมถึงการเขียน โปรแกรมสคริปตในการใชงานดวย 3.การสรุปงานเพื่อสงมอบ(post- production) ประกอบดวย 3.1การทดสอบและปรับปรุงเว็บไซต หมายถึง การทดสอบเว็บเพจที่สรางขึ้นแบบออฟไลน โดยยัง ไมไดมีการนําเว็บไซตเขาสูอินเทอรเน็ต แตก็สามารถแสดงผลไดเหมือนจริงผานเว็บเบราวเซอร เชน ใช โปรแกรมอินเทอรเน็ตเอ็กซพลอเรอร ตรวจสอบตัวอยางเว็บเพจหนาตางๆที่สรางไว เชน ขนาดตัวอักษร ขนาด รูปภาพ เสียง การใชสี ตาราง เปนตน วามีความเหมาะสมหรือไม พรอมกับทําการแกไขปรับปรุงจนเปนที่นา พอใจ 3.2การเผยแพรเว็บไซต เมื่อทดสอบเว็บไซตจนสมบูรณแลว ขั้นตอนในการเผยแพรผานเว็บไซต คือ การเผยแพรใหคนทั่วไปไดรูจัก หรือเรียกวาการนําเว็บไซตขึ้นเซิรฟเวอร หรือการอัพโหลด ซึ่งเปนการถาย โอนเว็บเพจและสวนประกอบอื่น เชน ไฟลภาพ ไฟลเพลงประกอบ เปนตน ไปฝากไวที่โฮสต โดยเจาของเว็บ อาจตองจดทะเบียนโดเมนเนม และเชาพื้นที่โฮสตจากผูใหบริการอินเทอรเน็ต(Internet Service Provider : ISP) รายใดรายหนึ่ง เมื่อเลือกโฮสตไดแลว ขั้นตอไปก็เปนการถายโอนเว็บเพจไปฝากไวที่โฮสต ซึ่งโดยทั่วไปจะ ใชซอฟตแวรถายโอนขอมูลเปนเครื่องมือ ซอฟตแวรประเภทนี้ เรียกวา ซอฟตแวรเอฟทีพีไคลเอนด(FTP client) ผูพัฒนาก็สามารถนําเว็บเพจอัพโหลดขึ้นสูอินเทอรเน็ตและประชาสัมพันธใหคนทั่วไปไดรูจักได ซึ่งการ ทําใหคนทั่วไปรับรูและใชบริการเว็บไซตไดมากนั้น จําเปนตองมีการประชาสัมพันธอยางตอเนื่องและใช ระยะเวลาพอสมควร ซึ่งอาจทําโดยมีปายโฆษณาประชาสัมพันธออนไลนในหนาเว็บไซตอื่นๆ หรือการ แลกเปลี่ยนปายโฆษณาระหวางกัน การโฆษณาผานเครื่องมือคนหา การโฆษณาผานจดหมายอิเล็กทรอนิกส การตลาดแบบไวรัล ซึ่งคลายกับกลยุทธการบอกแบบปากตอปาก หากแตเปนการประชาสัมพันธโดยสื่อ
  • 14 ประเภทเครือขายสังคมที่มีอยู และควรมีการเก็บสถิติของผูเขาชมดวย ก็สามารถทําใหประเมินไดวา เว็บไซตที่ พัฒนาขึ้นนั้นไดรับความสนใจมากนอยเพียงใด 3.3การบํารุงรักษาเว็บไซต เปนการปรับปรุงเนื้อหา ภาพประกอบ หรือการปรับปรุงเว็บไซตให เปนปจจุบัน ซึ่งถือเปนขั้นตอนที่สําคัญ เพราะในโลกอินเทอรเน็ตมีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วอยูตลอดเวลา ผูเขาชมเว็บมักใชเวลาในการคนหาและเปดผานเว็บไซตตางๆอยางรวดเร็ว หากพบวาเว็บไซตที่ผูสรางนําเสนอ ไมไดมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือมีขอมูลใหมๆเพิ่มขึ้นเลย ผูเขาชมเว็บก็อาจลดจํานวนลงเรื่อยๆ จน กลายเปนเว็บที่ไมมีคนเขามาเยี่ยมชมเลยหรือเปนเว็บที่ตายแลว ดังนั้น การปรับปรุงเว็บไซตอยูเสมอ โดยมีการเพิ่มขอมูลขาวสารใหมๆอยูเปนประจํา ก็จะทําให เว็บไซตทันสมัย มีผูชมเขาชมเปนประจําและมากขึ้น จนพัฒนาเปนเว็บไซตยอดนิยมไดในที่สุด การออกแบบโครงสรางเว็บไซต 1.ความหมายของโครงสรางเว็บไซต ประสาน จันทะคาม(2552 :12) กลาววา “การออกแบบโครงสรางเว็บไซต คือ การวางแผนการ จัดลําดับ เนื้อหาสาระของเว็บไซต ออกเปนหมวดหมู เพื่อจัดทําเปนโครงสรางในการจัดวางหนาเว็บเพจ ทั้งหมด เปรียบเสมือนแผนที่ ที่ทําใหเห็นโครงสรางทั้งหมดของเว็บไซต ชวยในนักออกแบบเว็บไซตไมใหหลง ทาง การจัดโครงสรางของเว็บไซต มีจุดมุงหมายสําคัญคือ การที่จะทําใหผูเขาเยี่ยมชม สามารถคนหาขอมูลใน เว็บเพจไดอยางเปนระบบ ซึ่งถือวาเปนขั้นตอนที่สําคัญ ที่สามารถสรางความสําเร็จใหกับผูที่ทําหนาที่ในการ ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต (Webmaster) การออกแบบโครงสรางหรือจัดระเบียบของขอมูลที่ชัดเจน แยก ยอยเนื้อหาออกเปนสวนตาง ๆ ที่สัมพันธกันและใหอยูในมาตรฐานเดียวกัน จะชวยใหนาใชงานและงาย ตอ การเขาอานเนื้อหาของผูใชเว็บไซต” 2.ประเภทของโครงสรางเว็บไซต โครงสรางเว็บไซตสามารถแบงได4ประเภท ดังนี้ (วิชาการพัฒนางานบนเว็บ, 2551:ไมปรากฏหนา) 2.1โครงสรางเว็บไซตแบบเรียงลําดับ มีลักษณะเปนโครงสรางแบบธรรมดาที่นิยมใชกันมากที่สุด เนื่องจากงายตอการจัดระบบขอมูล เปนโครงสรางที่ใชเก็บขอมูลที่เปนเรื่องราวตามลําดับเวลา หรือดําเนิน เนื้อหาไปตามลําดับ หรือดําเนินเนื้อหาจากเรื่องทั่วๆไป กวางๆ ไปสูเรื่องที่จําเพาะเจาะจงมากขึ้น หรือมี รายละเอียดมากขึ้น หรือการเรียงลําดับตามตัวอักษร เชน ดรรชนี สารานุกรม หรืออภิธานศัพท เปนตน 2.1.1ประโยชนของเว็บไซตแบบเรียงลําดับ ผูออกแบบเว็บไซตออกแบบไดงายในการจัดระบบ โครงสราง และงายตอการปรับปรุงแกไข เนื่องจากมีโครงสรางที่ไมซับซอน การเพิ่มเติมเนื้อหาเขาไปสามารถ
  • 15 ทําไดงาย เพราะมีผลกระทบตอบางสวนของโครงสรางเทานั้น แตขอเสียของโครงสรางระบบนี้คือ ผูใชไม สามารถกําหนดทิศทางการเขาสูเนื้อหาของตนเองได 2.1.2การนําเว็บไซตแบบเรียงลําดับไปใช โครงสรางนี้เหมาะกับเว็บที่มีขนาดเล็ก เนื้อหาไม ซับซอน เหมือนการอานหนังสือเรียงลําดับไปแตละหนา ดังภาพที่22 ภาพที่22 ตัวอยางเว็บไซตแบบเรียงลําดับที่มีการเพิ่มเนื้อหายอย ที่มา : http://e-learning.nectec.or.th/ คนเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2556 2.2โครงสรางเว็บไซตแบบลําดับขั้น เปนโครงสรางที่ดีวิธีหนึ่งในการจัดระบบโครงสรางที่มีความซับซอนของขอมูล โดยแบงเนื้อหา ออกเปนสวนตางๆ และมีรายละเอียดยอยๆลดหลั่นกัน โดยใชแนวคิดเดียวกันกับแผนภูมิองคกร จึงงายตอการ ทําความเขาใจกับโครงสรางของเนื้อหา ลักษณะเดน คือ การมีจุดเริ่มตนที่จุดรวมจุดเดียว นั่นคือ โฮมเพจ และ เชื่อมโยงไปสูเนื้อหาในลักษณะจากบนลงลาง 2.2.1ประโยชนของเว็บไซตแบบลําดับชั้น คือ ผูชมเว็บไซตสามารถแยกแยะเนื้อหาไดงาย และ สะดวกตอการจัดระบบขอมูลของผูออกแบบ นอกจากนี้ผูดูแลเว็บไซตสามารถดูแลและปรับปรุงแกไขเว็บไซต ไดงาย เนื่องจากมีการแบงเปนหมวดหมูชัดเจน สวนขอเสีย คือในสวนของการออกแบบโครงสราง ตองระวัง อยาใหโครงสรางที่ไมสมดุล นั่นคือ มีลักษณะการจัดการขอมูลในแตละหัวขอไมสมดุลกัน โดยมีบางหัวขอที่มี เนื้อหานอยเกินไป หรือบางหัวขอมีเนื้อหามากเกินไป ทําใหโครงสรางของเว็บไมสมดุล 2.2.2การนําเว็บไซตแบบลําดับชั้นไปใช โครงสรางแบบนี้เหมาะกับเว็บไซตที่มีขนาดใหญ มี เนื้อหามาก แตมีโครงสรางไมซับซอน สวนใหญจะใชกับเว็บไซตการเรียนการสอน 2.3โครงสรางเว็บไซตแบบตาราง มีความซับซอนมากกวารูปแบบที่ผานมา การออกแบบเพิ่มความยืดหยุนใหแกการเขาสูเนื้อหาของ ผูใช โดยเพิ่มการเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ระหวางเนื้อหาแตละสวน เหมาะแกการแสดงใหเห็นถึงความสําพันธ
  • 16 กันของเนื้อหา การเขาสูเนื้อหาของผูใชจะไมเปนลักษณะเชิงเสนตรง เนื่องจากผูใชสามารถเปลี่ยนทิศทางการ เขาสูเนื้อหาของตนเองได 2.3.1ประโยชนของเว็บไซตแบบตาราง โครงสรางแบบตาราง เปนโครงสรางที่มีความยืดหยุน สําหรับผูใช ทุกๆเนื้อหามีความสําคัญเทาๆกัน และมีลักษณะรวมกัน ดังนั้น ทุกๆเนื้อหาจึงสามารถเชื่อมโยงถึง กันได ตามที่ผูใชตองการ 2.3.2การนําเว็บไซตแบบตารางไปใช โครงสรางแบบนี้เหมาะกับเว็บไซตที่มีขนาดใหญ มี เนื้อหาจํานวนมากและมีโครงสรางซับซอน ในการจัดระบบโครงสรางแบบนี้ เนื้อหาที่นํามาใชแตละสวนควรมี ลักษณะที่เหมือนกัน และสามารถใชรูปแบบรวมกันได ในสวนของหารออกแบบจําเปนตองมีการวางแผนที่ดี เนื่องจากมีการเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นไดหลายทิศทาง นอกจากนี้การปรับปรุงแกไขอาจเกิดความยุงยาก เมื่อ ตองการเพิ่มเนื้อหาในภายหลัง 2.4โครงสรางเว็บไซตแบบใยแมงมุม มีความยืดหยุนมากที่สุด ทุกหนาในเว็บสามารถจะเชื่อมโยงไปถึงกันไดหมด เปนการสรางรูปแบบ การเขาสูเนื้อหาที่เปนอิสระ ผูใชสามารถกําหนดวิธีการเขาสูเนื้อหาไดดวยตนเอง การเชื่อมโยงแตละหนาอาศัย การโยงใยขอความที่มีมโนทัศนเหมือนกัน ของแตละหนาในลักษณะของไฮเปอรเท็กซหรือไฮเปอรมีเดีย โครงสรางลักษณะนี้จัดเปนรูปแบบที่ไมมีโครงสรางที่แนนอนตายตัว นอกจากนี้การเชื่อมโยงไมไดจํากัดเนื้อหา เฉพาะภายในเว็บนั้นๆ แตสามารถเชื่อมโยงออกไปสูเนื้อหาจากเว็บภายนอกไดอีกดวย 2.4.1ประโยชนของเว็บไซตแบบใยแมงมุม คือ งายตอผูใชในการทองเที่ยวบนเว็บ โดยผูใช สามารถกําหนดทิศทางการเขาสูเนื้อหาไดดวยตนเอง แตขอเสีย คือ ถามีการเพิ่มเนื้อหาใหมๆอยูเสมอ จะเปน การยากในการปรับปรุง นอกจากนี้การเชื่อมโยงระหวางขอมูลที่มีมากมายนั้น อาจทําใหผูใชเกิดความสับสนได 2.4.2การนําเว็บไซตแบบใยแมงมุมไปใช เนื่องจากโครงสรางแบบใยแมงมุม เปนโครงสราวที่มี ความยืดหยุนมากที่สุด จึงนิยมใชในแวดวงธุรกิจเพื่ออํานวยความสะดวกแกผุเยี่ยมชม หรือผูที่คาดวาจะเปน ลูกคาอยางเต็มที่ 3.หลักในการออกแบบโครงสรางเว็บไซต ควรพิจารณาดังนี้ (รัตนสุดา ประกะสา, 2547 : 21) 3.1 กําหนดวัตถุประสงค โดยพิจารณาวาเปาหมายของการสรางเว็บไซตนี้ทําเพื่ออะไร 3.2 ศึกษาคุณลักษณะของผูที่เขามาใชวากลุมเปาหมายใดที่ผูสรางตองการสื่อสาร ขอมูลอะไรที่ พวกเขาตองการโดยขั้นตอนนี้ควรปฏิบัติควบคูไปกับขั้นตอนที่หนึ่ง
  • 17 3.3 วางแผนเกี่ยวกับการจัดรูปแบบโครงสรางเนื้อหาสาระ การออกแบบเว็บไซตตองมีการจัด โครงสรางหรือจัดระเบียบขอมูลที่ชัดเจน การที่เนื้อหามี ความตอเนื่องไปไมสิ้นสุดหรือกระจายมากเกินไป อาจ ทําใหเกิดความสับสนตอผูใชได ฉะนั้นจึงควรออกแบบใหมีลักษณะที่ชัดเจนแยกยอยออกเปนสวนตาง ๆ จัด หมวดหมูในเรื่องที่สัมพันธกัน รวมทั้งอาจมีการแสดงใหผูใชเห็นแผนที่โครงสรางเพื่อปองกันความสับสนได 3.4 กําหนดรายละเอียดใหกับโครงสราง ซึ่งพิจารณาจากวัตถุประสงคที่ตั้งไว โดยตั้งเกณฑในการใช เชน ผูใชควรทําอะไรบาง จํานวนหนาควรมีเทาใด มีการเชื่อมโยง มากนอยเพียงใด 3.5 หลังจากนั้น จึงทําการสรางเว็บไซตแลวนําไปทดลองเพื่อหาขอผิดพลาดและทําการแกไข ปรับปรุง แลวจึงนําเขาสูเครือขายอินเทอรเน็ตเปนขั้นสุดทาย องคประกอบของเว็บไซต องคประกอบของเว็บไซตสามารถแบงออกเปน4สวน ไดแก (Hellomyweb, 2554 :ไมปรากฎหนา) 1.สวนหัวของหนา(Page Header) เปนสวนที่อยูดานบนสุดของหนาเว็บเพจ เปนองคประกอบที่สําคัญที่สุดของหนา เนื่องจากเปนสวน ที่ดึงดูดผูชมใหติดตามเนื้อหาภายในเว็บไซต มักใสภาพกราฟกเพื่อสรางความประทับใจ สวนใหญประกอบดวย ซึ่งเว็บไซตหรือชื่อหัวขอของเว็บเพจยอย เมนูในการเชื่อมโยง และแบรนเนอรโฆษณา การออกแบบสวนหัว ของเว็บเพจมีหลักการที่สําคัญ คือ ตองระบุชื่อหรือโลโกขององคกรทุกครั้ง เพื่อผูชมเว็บไซตจะไดทราบวากําลัง ชมเว็บไซตใดอยู 2.สวนของเนื้อหา(Page Content) เปนองคประกอบสําคัญที่มีผลตอการตัดสินใจเยี่ยมชมขอมูลของผูชมเว็บ วาควรชมเว็บไซตนี้ตอ หรือไม การออกแบบสวนเนื้อหา ควรกําหนดวัตถุประสงคของเว็บไซตวาตองการนําเสนอขอมูลเกี่ยวกับอะไร จากนั้นจึงคนหาขอมูลใหครอบคลุมเรื่องที่เกี่ยวของใหมากที่สุด แลวนําขอมูลเหลานั้นมากําหนดรูปแบบการ นําเสนอขอมูล เชน การนําเสนอดวยรูปภาพ เสียง คลิป วิดีโอ หรือตัวอักษร เปนตน ขอควรระวังในการ ออกแบบสวนเนื้อหาคือ ขอความในเพจไมควรมีความจุไฟลขอมูลมากเกินไป เนื่องจากจะทําใหโหลดเว็บไดชา หากเปนตัวอักษรไมควรยาวจนเกินไป ควรทําใหสวนเนื้อหากระชับไดใจความ 3.สวนคอลัมนการเชื่อมโยง(Page Sidebar) เปนเครื่องมือที่นักออกแบบเว็บไซตควรกําหนดไวเพิ่มเติม (อาจไมมีสวนนี้ก็ได) เพื่ออํานวยความ สะดวกกับผูชมในการเลือกชมสิ่งที่ตองการอยางงายดาย หลักการออกแบบสวนคอลัมนการเชื่อมโยง จะเนน
  • 18 ความงายในการใชงานและความสม่ําเสมอบนเว็บเพจ ผูออกแบบเว็บเพจตองมั่นใจวา สามารถเชื่อมโยงการ ทํางานทุกเว็บเพจไดอยางถูกตอง 4.สวนทายของหนา(Page Footer) เปนสวนที่อยูดานลางสุดของหนา มักวางระบบนําทางที่เปนลิงคขอความงายๆ และอาจแสดงขอมูล เพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาภายในเว็บไซต เชน เจาของเว็บไซต ขอความแสดงลิขสิทธิ์ วิธีการติดตอกับผูดูแล เว็บไซต การแนะนําการใชเว็บไซต เปนตน การออกแบบสวนทายของเว็บเพจจะเนนความสม่ําเสมอ เชนเดียวกับสวนหัวของเว็บเพจ คือ สวนทายของเว็บเพจจะปรากฏอยูในทุกเว็บเพจยอยดวย สวนทายของ หนาจะเปนตัวบอกผูชมวาสวนนี้คือลางสุดของหนาที่แสดงอยูแลว ไมมีเนื้อหาเพิ่มเติมแลว นอกจากสวนประกอบทั้ง4สวนแลว ยังควรคํานึงถึงพื้นที่วางในเว็บไซต เนื่องจากเว็บไซตสวนใหญ มักไมเห็นความสําคัญของการเวนพื้นที่วางในเว็บไซต มักมีการใสภาพหรือตัวหนังสือเขาไปใหมากที่สุด เนื่องจากคิดวาจะทําใหเว็บดูสวยงามขึ้น หรือใชพื้นที่ๆมีอยูคุมคาที่สุด หากออกแบบโดยไมคํานึงวาตองมีพื้นที่ วางอยูในเว็บไซต จะทําใหเว็บไซตดูไมสบายตา การประเมินเว็บไซต แนวทางในการประเมินเว็บไซต มีดังนี้ (prachyanun, 2552 :ไมปรากฏหนา) 1. หนาที่ของเว็บไซต (Authority) เกี่ยวกับหนาที่ของเว็บที่สรางขึ้นนั้นตองดูวาใครหรือผูใชเว็บนี้ อะไรคือความถูกตอง เหมาะสม ชอบธรรม ระหวางความสัมพันธของเรื่อง และ การรับประกันคุณภาพของเว็บ เพจนี้ที่มีตอผูชม 2. ความถูกตอง (Accuracy) แหลงขอมูลและขอเท็จจริงที่นํามาสรางเว็บสามารถแยกแยะเปน ประเด็นรายการตางๆ สามารถตรวจสอบยอนหลังไดหรือไม 3. จุดประสงค (Objective) จุดมุงหมายในการสรางชัดเจนและบอกความสัมพันธของสิ่งที่ตองการ นั้นชัดเจน 4. ความเปนปจจุบัน (Currency) เว็บเพจที่สรางขึ้นนั้นตองแสดงวันที่ที่เปนปจจุบันดวย เชน บอก วาสรางเมื่อใด และมีการแกไขครั้งหลังสุดเมื่อใด 5. ความครอบคลุม (Coverage) การสรางเว็บไซตตองใหตรงกับจุดสนใจ หัวเรื่องมีความชัดเจน เหมาะกับรูปภาพ โครงเรื่องและเนื้อหาสาระวิธีการคนหาขอมูลในเว็บไซตชัดเจฯ จากที่กลาวมาทั้งหมดนั้น ในการจัดทําเว็บไซตขึ้นมาเว็บไซตหนึ่ง สามารถกําหนดวัตถุประสงค หรือ เลือกจัดทําเว็บไซตในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรือเลือกที่จะใชรูปแบบ และประโยชนของการจัดทํา จากทุก ประเภทของเว็บไซตก็ได เหลานี้เปนเพียงการทําความเขาใจ เกี่ยวกับเว็บไซต เพื่อเปนแนวทางใหทานสามารถ
  • 19 เลือกประเภทของเว็บไซตที่เหมาะสมกับธุรกิจของทาน, กําหนดขอบเขตของการจัดทํา, และใชเปนแนวทาง ประกอบ ในการคัดเลือกผูจัดทํา และใหบริการทางดานเว็บไซตตอไปได บรรณานุกรม กระจอกขาว. (2551). ความสําคัญของสื่อที่ใชเพื่อการประชาสัมพันธ. คนเมื่อ 14 มิถุนายน 2556. จาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=292121. ครูบานนอก. (2552). พื้นฐานของการจัดการเรียนการสอนกับการเรียนการสอนผาน. คนเมื่อ 14 มิถุนายน 2556. จาก http://www.kroobannok.com/133. ใจทิพย ณ สงขลา. (2542). Design e-Learning : หลักการออกแบบและสรางเว็บเพจเพื่อ การเรียนการสอน. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. โซนซา. (2549). ประเภทของเว็บไซต. คนเมื่อ 14 มิถุนายน 2556. จาก http://www.zoneza.com/. ฐิติรัศญาณ แกนเพชร. (2551). ออกแบบเว็บใหนาใช Designing Web Usability. กรุงเทพฯ: เคทีพี.
  • 20 ปรัชญนันท นิลสุข. (2543). การเรียนการสอนผานเว็บ : ทางเลือกใหมของเทคโนโลยีการศึกษาไทย. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยเชียงใหม. ประสาน จันทะคาม. (2552). E-Learning ทางเลือกใหมของการศึกษาในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วนิจศรา อุนผา. (2548). หลักการออกแบบเว็บไซตที่ดี. กรุงเทพฯ: เธิรดเอ็ดยูเคชั่น. วรัท พฤกษากลนันท. (2548). การจัดการเรียนการสอนผานเว็บ. คนเมื่อ 14 มิถุนายน 2556. จาก http://inforzone.kktech.ac.th/wbixml/knowledge/wbiknowledge.html. วิชาการพัฒนางานบนเว็บ. (2551). การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์. คนเมื่อ 14 มิถุนายน 2556. จาก https://sites.google.com/site/class0223/webdesign. บรรณานุกรม (ตอ) วิทยาลัยสารพัดชางพระนคร. (2549). โครงสรางเว็บไซต. คนเมื่อ 14 มิถุนายน 2556. จาก http://202.29.42.235/~eleaning/index.php?option=com_content&view. ศิริพร มณีจันทร, (2549). การพัฒนาเว็บไซต. กรุงเทพฯ: เธิรดเอ็ดยูเคชั่น. สาวิตรี ลุมงาม. (2554). แนวทางการพัฒนาเว็บไซต. คนเมื่อ 14 มิถุนายน 2556. จาก http://www.cybered.co.th/warnuts/wbi/index3.htm. เสถียร พลวงศ. (2549). ความหมายของสี. คนเมื่อ 14 มิถุนายน 2556. จาก http://www.pointstudio. Net/wpoint/content/View/17/28. อเนก ปนศรี. (2552). ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการออกแบบเว็บไซต. กรุงเทพฯ: เคทีพี. Hellomyweb. (2554). สวนประกอบของเว็บไซตที่ดี. คนเมื่อ 14 มิถุนายน 2556. จาก
  • 21 http://www.hellomyweb.com/index.php/main/content/134. Oxygen. (2554). หลากหลายวิธีกับการวิธีโปรโมทเว็บไซต. คนเมื่อ 14 มิถุนายน 2556. จาก http://oxygen.readyplanet.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=57372&Ntype=19