การเขียนบทความวิจัย สุวิมล ว่องวาณิช ภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียบเรียงจาก ศ . ...
ลักษณะของบทความวิจัย <ul><li>เป็นเอกสารทางวิชาการประเภทเดียวกับรายงานการวิจัยแต่มีลักษณะต่างจากรายงานการวิจัย  … ..   </li...
ลักษณะของบทความวิจัย <ul><li>มีความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ มากกว่ารายงานการวิจัย เพราะสามารถตัดต่อผลการวิจัยบางส่วนมานำเสน...
ลักษณะของบทความวิจัย <ul><li>เป็นมาตรฐานกว่ารายงานการวิจัย เพราะต้องผ่านการตรวจสอบเนื้อหาสาระ และรูปแบบการจัดพิมพ์ให้ได้ตา...
ประเภทของวารสาร <ul><li>วารสารทางวิชาการเฉพาะทาง เป็นวารสารที่มีจุดเน้นของลักษณะบทความต่างกัน  บางฉบับเน้นบทความที่เป็นการ...
<ul><li>วารสารวิธีวิทยาการวิจัย </li></ul><ul><li>Journal of Research Methodology </li></ul>
<ul><li>คุณภาพ </li></ul><ul><li>คุณประโยชน์ </li></ul><ul><li>คุณธรรม </li></ul>
มุมมองเกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพบทความในวารสาร <ul><li>ยกระดับคุณภาพของงานวิจัย </li></ul><ul><li>ช่วยสร้างสรรค์งานวิจัย ให...
ปัญหาของ  Impact Factor  <ul><li>วารสารออกน้อยฉบับ </li></ul><ul><li>วารสารออกไม่ตรงเวลา กองบรรณาธิการ ไม่ได้ทำงานแบบ   Fu...
<ul><li>เราปล่อยให้  </li></ul><ul><li>impact factor  </li></ul><ul><li>เป็นธรรมชาติ </li></ul>
ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>บทคัดย่อ  (Abstract)  เสนอวัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีการวิจัย และผลการวิจัยโดยสรุป มีควา...
ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>ส่วนนำ  (Introduction)  </li></ul><ul><ul><li>การบรรยายให้เห็นพัฒนาการของผลงานวิจัยก่อนหน...
ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>วิธีการ  (Methods)  </li></ul><ul><li>เสนอสาระของวิธีดำเนินการวิจัย ประกอบด้วยลักษณะของปร...
ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>ผลการวิเคราะห์ข้อมูล  (Analysis Results)   </li></ul><ul><li>เสนอเนื้อหาบรรยายแนวทางการวิ...
ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>การอภิปรายและสรุปผล  (Discussion/Conclusion)  </li></ul><ul><li>เสนอข้อค้นพบโดยสรุป อธิบา...
ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>ส่วนอ้างอิงและภาคผนวก  (References/Appendix)   </li></ul><ul><li>ประกอบด้วยบรรณานุกรม เชิ...
รูปแบบการพิมพ์บทความวิจัย <ul><li>หน้าชื่อเรื่อง  </li></ul><ul><li>หน้าบทคัดย่อ </li></ul><ul><li>หน้าเนื้อเรื่อง  </li><...
แนวทางการเขียนบทความวิจัย <ul><li>มีความเข้าใจกระจ่างแจ้งในรายงานวิจัยที่ต้องการนำเสนอ </li></ul><ul><li>การกำหนดโครงร่าง ...
แนวทางการเขียนบทความวิจัย <ul><li>การเสนอเนื้อหา ควรให้ความสำคัญกับความชัดเจน ถูกต้อง ตรงไปตรงมา และสมบูรณ์ </li></ul><ul>...
แนวทางการเขียนบทความวิจัย <ul><li>การใช้คำศัพท์ให้เลือกคำศัพท์ที่เป็นไปตามศัพท์บัญญัติ ได้รับการรับรองใช้กันแพร่หลาย ถ้าเป...
ข้อบกพร่องที่พบบ่อย  ( วิธีการอ้างอิง ) <ul><ul><li>ในตัวเนื้อหาใช้ชื่อนามสกุลคำเต็ม ไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อย่อ </li></ul></u...
ข้อบกพร่องที่พบบ่อย  ( ด้านเนื้อหาสาระ ) <ul><li>ใช้เนื้อหาจากรายงานการวิจัยในบทที่  5  ทั้งหมด </li></ul><ul><li>ไม่มีราย...
การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล <ul><li>ถ้ามีตาราง กราฟ แผนภาพ ควรแยกต่างหาก แต่บอกบริเวณที่ต้องการให้แทรก เนื่องจากต้องมีกา...
การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ <ul><li>นำประเด็นที่ค้นพบมาอภิปราย และมีการอ้างอิงทฤษฎีหรือข้อค้นพบจากงานวิจัยอื่น ๆ ประกอบ </li...
การใช้ภาษา <ul><li>ภาษาไม่จบประโยค </li></ul><ul><li>ภาษาไม่เป็นเหตุเป็นผล เช่น นอกจากนี้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก </li></ul...
ข้อบกพร่องที่พบบ่อยในงานวิจัย
ข้อบกพร่องที่พบบ่อยในงานวิจัย <ul><li>ส่วนที่  1  ข้อบกพร่องทั่วไป </li></ul><ul><li>ปัญหาด้านภาษา </li></ul><ul><li>1. ใช...
ข้อบกพร่องที่พบบ่อยในงานวิจัย <ul><li>ในหนึ่งหน้ามีเพียงย่อหน้าเดียว หรือบางครั้งต้องแม้ขึ้นหน้าใหม่ ก็ยังไม่จบย่อหน้า ทำใ...
ประสบการณ์จากการตรวจอ่านบทความ
ข้อบกพร่องด้านการจัดพิมพ์ <ul><li>การจัดทำหัวเรื่อง  (Heading) </li></ul><ul><li>การกำหนดระบบการจัดเรียงหัวข้อเรื่อง </li>...
การจัดพิมพ์   <ul><li>จัดทำขนาดตารางที่เหมาะสมกับข้อความในแต่ละย่อหน้า สำหรับตารางที่มีขนาดใหญ่ อาจพิมพ์หน้าขวาง ไม่ใช่พิม...
การจัดพิมพ์   <ul><li>การเว้นวรรค ช่องไฟ ภายในประโยคหรือย่อหน้าต้องถูกต้องตามหลักภาษา บางครั้งการจัดพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ทำ...
การจัดพิมพ์ <ul><li>การพิมพ์ข้อความหรือชื่อผู้แต่งในวงเล็บ  </li></ul><ul><li>ต้องระวังในเรื่องขนาดหรือรูปแบบของตัวอักษรที...
ส่วนที่สอง ข้อบกพร่องด้านมโนทัศน์ <ul><li>การนำเสนอเนื้อหาในบทนำ </li></ul><ul><li>ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาวิจัย </l...
หลักการของการเขียนเนื้อหาในความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาวิจัย <ul><li>ระบุสภาพที่พึงประสงค์หรือที่ต้องการจะให้เป็น ซึ่งถื...
<ul><li>การกำหนดคำถามวิจัย </li></ul><ul><li>ข้อบกพร่องที่พบในรายงานวิจัยของนิสิตนักศึกษา คือ การกำหนดคำถามวิจัยในลักษณะขอ...
<ul><li>มักเขียนขอบเขตของการวิจัยเป็นสูตรตายตัวคือ ประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับ  </li></ul><ul><li>ประชากร  ตัวแปร  เครื่องม...
<ul><li>ข้อจำกัดของการวิจัย ข้อจำกัดของการวิจัยหลายประการที่ไม่สามารถรับได้ในการวิจัย เช่น กลุ่มตัวอย่างไม่ตั้งใจให้ข้อมูล...
ประโยชน์ได้รับจากการวิจัย <ul><li>มักจะเขียนจำนวนข้อของประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัยตามจำนวนข้อของวัตถุประสงค์ของการวิจัย โ...
การนำเสนอเนื้อหาในบทที่สอง ( เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ) <ul><li>ข้อบกพร่องเกี่ยวกับวิธีการอ้างอิง </li></ul><ul><li>...
ข้อบกพร่องเกี่ยวกับการสืบค้น <ul><li>ความทันสมัยของเอกสาร / แหล่งค้น </li></ul><ul><li>ประเภทของเอกสารที่อ้างอิง </li></ul...
การนำเสนอเนื้อหาในบทที่สาม  ( วิธีดำเนินการวิจัย ) <ul><li>การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง </li></ul><ul><li>มักรายงานอัตร...
การนำเสนอเนื้อหาในบทที่สาม  ( วิธีดำเนินการวิจัย ) <ul><li>เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย </li></ul><ul><li>การเขียนเครื่องมือ...
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

การเขียนบทความวิจัย

26,127

Published on

Published in: Education
3 Comments
4 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total Views
26,127
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
213
Comments
3
Likes
4
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

การเขียนบทความวิจัย

  1. 1. การเขียนบทความวิจัย สุวิมล ว่องวาณิช ภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียบเรียงจาก ศ . กิตติคุณ ดร . นงลักษณ์ วิรัชชัย
  2. 2. ลักษณะของบทความวิจัย <ul><li>เป็นเอกสารทางวิชาการประเภทเดียวกับรายงานการวิจัยแต่มีลักษณะต่างจากรายงานการวิจัย … .. </li></ul><ul><li>มีความยาวจำกัด จำนวนหน้าน้อยกว่ารายงานการวิจัย จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอในวารสาร สื่อสิ่งพิมพ์ หรือที่ประชุมสัมมนา </li></ul>
  3. 3. ลักษณะของบทความวิจัย <ul><li>มีความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ มากกว่ารายงานการวิจัย เพราะสามารถตัดต่อผลการวิจัยบางส่วนมานำเสนอ เพื่อเผยแพร่หรือตรวจสอบความคิดได้ </li></ul>
  4. 4. ลักษณะของบทความวิจัย <ul><li>เป็นมาตรฐานกว่ารายงานการวิจัย เพราะต้องผ่านการตรวจสอบเนื้อหาสาระ และรูปแบบการจัดพิมพ์ให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของวารสารหรือคณะกรรมการประชุม </li></ul>
  5. 5. ประเภทของวารสาร <ul><li>วารสารทางวิชาการเฉพาะทาง เป็นวารสารที่มีจุดเน้นของลักษณะบทความต่างกัน บางฉบับเน้นบทความที่เป็นการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีและการศึกษาเชิงประจักษ์ทางการศึกษา </li></ul><ul><li>วารสารแนวปริทัศน์ (review) เน้นการพิมพ์บทความแนวบูรณาการ หรือการสังเคราะห์งานวิจัยหรือแนวคิดทฤษฎี ตลอดจนการพัฒนากรอบความคิดในสาขาวิชาต่าง ๆ ตามจุดเน้นของวารสาร </li></ul><ul><li>วารสารรายเดือน หรือพิมพ์มากกว่า 6 ฉบับต่อปี </li></ul>
  6. 6. <ul><li>วารสารวิธีวิทยาการวิจัย </li></ul><ul><li>Journal of Research Methodology </li></ul>
  7. 7. <ul><li>คุณภาพ </li></ul><ul><li>คุณประโยชน์ </li></ul><ul><li>คุณธรรม </li></ul>
  8. 8. มุมมองเกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพบทความในวารสาร <ul><li>ยกระดับคุณภาพของงานวิจัย </li></ul><ul><li>ช่วยสร้างสรรค์งานวิจัย ให้ comment ทางบวก </li></ul><ul><li>เชิญชวนนักวิชาการดัง ๆ มาเผยแพร่ </li></ul><ul><li>สนับสนุนการตีพิมพ์วารสารของนิสิตนักศึกษา </li></ul><ul><li>เชิญนักวิชาการต่างสถาบันมาเผยแพร่มากขึ้น </li></ul><ul><li>หาองค์กรสนับสนุนการตีพิมพ์ สมศ . สมาคมวิจัยสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย เงินบริจาคเข้าเงินกอลทุน </li></ul>
  9. 9. ปัญหาของ Impact Factor <ul><li>วารสารออกน้อยฉบับ </li></ul><ul><li>วารสารออกไม่ตรงเวลา กองบรรณาธิการ ไม่ได้ทำงานแบบ Full Time </li></ul><ul><li>เนื้อหาสาระหลากหลาย เน้นวิธีวิทยาการวิจัย คนไม่ค่อยอ้างอิง </li></ul>
  10. 10. <ul><li>เราปล่อยให้ </li></ul><ul><li>impact factor </li></ul><ul><li>เป็นธรรมชาติ </li></ul>
  11. 11. ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>บทคัดย่อ (Abstract) เสนอวัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีการวิจัย และผลการวิจัยโดยสรุป มีความกะทัดรัด และสั้น </li></ul>
  12. 12. ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>ส่วนนำ (Introduction) </li></ul><ul><ul><li>การบรรยายให้เห็นพัฒนาการของผลงานวิจัยก่อนหน้านี้ และนำเข้าสู่ปัญหาวิจัย </li></ul></ul><ul><ul><li>ปัญหาวิจัยและวัตถุประสงค์ของการวิจัย </li></ul></ul><ul><ul><li>การรายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยในส่วนทฤษฎี และงานวิจัยสำคัญที่นำไปสู่การสร้างกรอบความคิด รวมทั้งสมมติฐานการวิจัย </li></ul></ul><ul><ul><li>การรายงานเหตุผลพร้อมเอกสารอ้างอิงในการเลือกวิธีดำเนินการวิจัยที่ใช้ในบทความนี้ </li></ul></ul>
  13. 13. ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>วิธีการ (Methods) </li></ul><ul><li>เสนอสาระของวิธีดำเนินการวิจัย ประกอบด้วยลักษณะของประชากร กลุ่มตัวอย่าง และการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่าง การนิยามตัวแปร เครื่องมือวิจัยและคุณภาพเครื่องมือ วิธีการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และข้อสังเกตเกี่ยวกับวิธีการวิจัยที่ใช้ </li></ul>
  14. 14. ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>ผลการวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis Results) </li></ul><ul><li>เสนอเนื้อหาบรรยายแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลความหมาย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่อยู่ในรูปตารางหรือรูป ต้องมีการบรรยายสาระประกอบด้วย มิใช่เสนอแต่ตารางหรือรูปโดยไม่มีการบรรยาย </li></ul>
  15. 15. ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>การอภิปรายและสรุปผล (Discussion/Conclusion) </li></ul><ul><li>เสนอข้อค้นพบโดยสรุป อธิบายข้อค้นพบที่ขัดแย้งหรือสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยมีเหตุผลประกอบ อภิปรายข้อบกพร่อง ข้อจำกัด ข้อดีของการวิจัย ซึ่งนำไปสู่การให้ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติหรือวิจัยต่อไป </li></ul>
  16. 16. ส่วนประกอบของบทความวิจัย <ul><li>ส่วนอ้างอิงและภาคผนวก (References/Appendix) </li></ul><ul><li>ประกอบด้วยบรรณานุกรม เชิงอรรถ บันทึกหรือหมายเหตุของผู้วิจัย ส่วนผนวกเป็นส่วนที่ผู้วิจัยต้องการเสนอสาระให้ผู้อ่านได้รับรู้เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่เสนอในบทความ </li></ul>
  17. 17. รูปแบบการพิมพ์บทความวิจัย <ul><li>หน้าชื่อเรื่อง </li></ul><ul><li>หน้าบทคัดย่อ </li></ul><ul><li>หน้าเนื้อเรื่อง </li></ul><ul><li>หน้ารายการอ้างอิง / ภาคผนวก </li></ul><ul><li>อาจมีหน้ากิติกรรมประกาศ </li></ul>
  18. 18. แนวทางการเขียนบทความวิจัย <ul><li>มีความเข้าใจกระจ่างแจ้งในรายงานวิจัยที่ต้องการนำเสนอ </li></ul><ul><li>การกำหนดโครงร่าง การจัดลำดับความคิด การเรียบเรียงเนื้อหาสาระ ควรทิ้งช่วงห่าง 1-2 สัปดาห์ และนำกลับมาปรับปรุงลีลาการเขียน และภาษาให้ถูกต้องตามแบบของบทความ </li></ul>
  19. 19. แนวทางการเขียนบทความวิจัย <ul><li>การเสนอเนื้อหา ควรให้ความสำคัญกับความชัดเจน ถูกต้อง ตรงไปตรงมา และสมบูรณ์ </li></ul><ul><li>การใช้ภาษาต้องมีความเป็นมาตรฐาน มีความเหมาะสมกับผู้อ่านที่เป็นนักวิชาการ และใช้ภาษาถูกต้อง </li></ul><ul><li>การลำดับเนื้อหาให้เป็นไปตามหลักการวิจัย มีความต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนถึงผลสรุปและการอภิปรายผลการวิจัย แต่ละย่อหน้ามีความสำคัญ และเชื่อมโยงความคิดที่ต่อเนื่อง </li></ul>
  20. 20. แนวทางการเขียนบทความวิจัย <ul><li>การใช้คำศัพท์ให้เลือกคำศัพท์ที่เป็นไปตามศัพท์บัญญัติ ได้รับการรับรองใช้กันแพร่หลาย ถ้าเป็นศัพท์ใหม่จากภาษาต่างประเทศ ควรมีวงเล็บกำกับ หรือมีเชิงอรรถอธิบายเสริม และใช้คำศัพท์วิชาการคงที่แบบเดียวกันทั้งบทความ </li></ul><ul><li>การเขียนประโยคควรเป็นประโยคสมบูรณ์ ใช้ประโยคสั้น หลีกเลี่ยงประโยคซ้อน และระมัดระวังเครื่องหมายวรรคตอนให้ถูกต้อง </li></ul><ul><li>ให้ความสำคัญกับการพิสูจน์อักษร </li></ul>
  21. 21. ข้อบกพร่องที่พบบ่อย ( วิธีการอ้างอิง ) <ul><ul><li>ในตัวเนื้อหาใช้ชื่อนามสกุลคำเต็ม ไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อย่อ </li></ul></ul><ul><ul><li>ในรายการอ้างอิง ให้พิมพ์เฉพาะชื่อหรือเอกสารที่มีการอ้างในเนื้อหาไม่ควรลอกรายการอ้างอิงหรือภาคผนวกจากรายงานการวิจัยฉบับเต็ม </li></ul></ul><ul><ul><li>รายการที่อ้างในเนื้อกับในรายการอ้างอิงไม่ตรงกัน </li></ul></ul><ul><ul><li>วิธีการอ้างอิงไม่ถูกต้อง ให้ตรวจสอบข้อกำหนดของวารสาร </li></ul></ul><ul><ul><li>ข้อสังเกต การอ้างอิง มักใส่ชื่อเมืองหรือสำนักพิมพ์ไม่ถูกต้อง </li></ul></ul><ul><ul><li>ตรวจสอบการอ้างอิงเอกสารที่ค้นมาจาก web </li></ul></ul>
  22. 22. ข้อบกพร่องที่พบบ่อย ( ด้านเนื้อหาสาระ ) <ul><li>ใช้เนื้อหาจากรายงานการวิจัยในบทที่ 5 ทั้งหมด </li></ul><ul><li>ไม่มีรายละเอียดของข้อมูลเชิงประจักษ์ </li></ul><ul><li>มีแต่ผลการวิจัยและการอภิปราย ข้อเสนอแนะ ขาดเนื้อหาเกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง </li></ul><ul><li>บทคัดย่อยาวเกินไป ให้ดูข้อกำหนดของวารสารแต่ละฉบับ บางฉบับมีการกำหนดจำนวนคำ ต้องไม่เกินคำที่กำหนด </li></ul>
  23. 23. การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล <ul><li>ถ้ามีตาราง กราฟ แผนภาพ ควรแยกต่างหาก แต่บอกบริเวณที่ต้องการให้แทรก เนื่องจากต้องมีการจัดหน้าใหม่ รูปภาพหรือแผนภาพต้องมีความคมชัด </li></ul><ul><li>ควรมีการอธิบายผลในตาราง วารสารมาตรฐานทั่วไปจะมีการเขียนคำอธิบายมาก่อนตาราง ระวังอย่านำเสนอข้อมูลในตารางลอย ๆ โดยไม่มีการอธิบาย </li></ul><ul><li>ระวังเรื่องวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ถ้าไม่มีความชำนาญทางด้านสถิติ ควรให้ผู้รู้ช่วยตรวจสอบก่อน </li></ul><ul><li>สถิติบางตัว มีหลักเกณฑ์การนำเสนอ เช่น regression, fator analysis ควรมีการนำเสนอข้อมูลเมทริกซ์สหสัมพันธ์ด้วย </li></ul>
  24. 24. การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ <ul><li>นำประเด็นที่ค้นพบมาอภิปราย และมีการอ้างอิงทฤษฎีหรือข้อค้นพบจากงานวิจัยอื่น ๆ ประกอบ </li></ul><ul><li>ข้อเสนอแนะต้องมีผลการวิจัยรองรับ </li></ul>
  25. 25. การใช้ภาษา <ul><li>ภาษาไม่จบประโยค </li></ul><ul><li>ภาษาไม่เป็นเหตุเป็นผล เช่น นอกจากนี้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก </li></ul><ul><li>เขียนหนังสือเป็น outline ไม่มีคำอธิบาย นำเสนอเนื้อหาเป็นข้อย่อย โดยมีตัวเลขกำกับข้อ ตลอดบทความ ไม่เป็น paragraph </li></ul><ul><li>ภาษาพูด ( ควรหลีกเลี่ยง หากเป็นบทความวิชาการ ) ยกเว้นบทความในหนังสือพิมพ์ </li></ul><ul><li>ภาษาฟุ่มเฟือย ไม่กระชับ </li></ul><ul><li>คัดลอกข้อความเหมือนต้นแบบ แต่ไม่ได้ใช้หลักการ quote </li></ul>
  26. 26. ข้อบกพร่องที่พบบ่อยในงานวิจัย
  27. 27. ข้อบกพร่องที่พบบ่อยในงานวิจัย <ul><li>ส่วนที่ 1 ข้อบกพร่องทั่วไป </li></ul><ul><li>ปัญหาด้านภาษา </li></ul><ul><li>1. ใช้ภาษาที่เป็นประโยคซับซ้อน มีคำเชื่อม ที่ ซึ่ง และ แต่ หลายประโยค จนบางครั้ง 1 ย่อหน้ามีใจความสำคัญเพียงประโยคเดียว ข้อความส่วนใหญ่ที่ปรากฏเป็นเพียงส่วนขยาย </li></ul><ul><li>2. ในหนึ่งย่อหน้ามีประเด็นหลักหลายประเด็น และไม่สามารถเขียนเชื่อมโยงความคิดได้ ทำให้ไม่ทราบว่าผู้เขียนต้องการเน้นใจความสำคัญในส่วนใด </li></ul>
  28. 28. ข้อบกพร่องที่พบบ่อยในงานวิจัย <ul><li>ในหนึ่งหน้ามีเพียงย่อหน้าเดียว หรือบางครั้งต้องแม้ขึ้นหน้าใหม่ ก็ยังไม่จบย่อหน้า ทำให้ผู้อ่านจับประเด็นไม่ได้ เพราะมีข้อความยาวเกินไป ใช้ภาษาที่ไม่ถูกหลักไวยากรณ์ ทำให้อ่านเข้าใจยาก ไม่จบประโยค </li></ul><ul><li>ใช้ภาษาที่ไม่กระชับ ใช้คำซ้ำบ่อย โดยเฉพาะคำว่า ที่ ซึ่ง โดย </li></ul><ul><li>มีการใช้คำไม่คงที่ภายในรายงาน เช่น บางครั้งใช้คำว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บางครั้งใช้คำว่า ความสามารถทางการเรียน บางครั้งใช้คำว่า สัมฤทธิผลทางการศึกษา หรือความรู้ความเข้าใจของผู้เรียน </li></ul><ul><li>ใช้ภาษาโดยขาดประธานของประโยค </li></ul>
  29. 29. ประสบการณ์จากการตรวจอ่านบทความ
  30. 30. ข้อบกพร่องด้านการจัดพิมพ์ <ul><li>การจัดทำหัวเรื่อง (Heading) </li></ul><ul><li>การกำหนดระบบการจัดเรียงหัวข้อเรื่อง </li></ul><ul><li>รูปแบบการจัดพิมพ์ </li></ul>
  31. 31. การจัดพิมพ์ <ul><li>จัดทำขนาดตารางที่เหมาะสมกับข้อความในแต่ละย่อหน้า สำหรับตารางที่มีขนาดใหญ่ อาจพิมพ์หน้าขวาง ไม่ใช่พิมพ์แนวตั้ง แต่มีความกว้างของตารางยาวเกินขอบเขตของหน้านั้น ๆ ( ขนาดตารางใหญ่กว่าย่อหน้า ) </li></ul><ul><li>การเว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด (spacing) ต้องสวยงาม ไม่เว้นห่างเกินไป นิสิตนักศึกษาบางคนกำหนดระยะห่างระหว่างบรรทัดให้กว้างกว่าปกติ เพื่อให้งานวิจัยมีจำนวนหน้ามากขึ้น </li></ul>
  32. 32. การจัดพิมพ์ <ul><li>การเว้นวรรค ช่องไฟ ภายในประโยคหรือย่อหน้าต้องถูกต้องตามหลักภาษา บางครั้งการจัดพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ทำให้ควบคุมช่องไฟยาก </li></ul><ul><li>ต้องให้ความสำคัญกับการตัดคำระหว่างบรรทัด คำที่ยาวมากแต่พิมพ์ไม่พอ จำเป็นต้องอยู่คนละบรรทัด ควรใช้เครื่องหมาย - คั่นคำ </li></ul>
  33. 33. การจัดพิมพ์ <ul><li>การพิมพ์ข้อความหรือชื่อผู้แต่งในวงเล็บ </li></ul><ul><li>ต้องระวังในเรื่องขนาดหรือรูปแบบของตัวอักษรที่ใช้ในการพิมพ์ โดยเฉพาะรูปแบบของตัวอักษรต้องเป็นแบบเดียวกันตลอดเล่ม </li></ul><ul><li>การตรวจสอบความถูกต้องของตัวสะกด / การพิสูจน์อักษร </li></ul>
  34. 34. ส่วนที่สอง ข้อบกพร่องด้านมโนทัศน์ <ul><li>การนำเสนอเนื้อหาในบทนำ </li></ul><ul><li>ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาวิจัย </li></ul><ul><li>การอธิบายหลักการสำคัญที่ไกลจากปัญหาวิจัยมาก และมีการเอกสารแหล่งค้นที่ไม่ค่อยสำคัญมากนัก </li></ul><ul><li>มักยกคำกล่าวอ้างของนักการศึกษาดัง ๆ ของประเทศที่ปรากฏตามหนังสือพิมพ์หรือเอกสารต่าง ๆ ข้อความเหล่านี้จริง ๆ แล้ว เป็นเพียงความรู้สึกของผู้พูด ซึ่งไม่มีความหนักแน่น </li></ul><ul><li>ไม่สามารถหาเหตุผลอธิบายได้ว่าทำไมจึงต้องการศึกษาในประเด็นวิจัยนั้น ๆ ส่วนใหญ่จะระบุว่า ผู้วิจัยสนใจจะศึกษา …… . และลงท้ายด้วยประโยคที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของการศึกษาประเด็นนี้อีกประมาณ 1 – 2 ประโยค </li></ul>
  35. 35. หลักการของการเขียนเนื้อหาในความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาวิจัย <ul><li>ระบุสภาพที่พึงประสงค์หรือที่ต้องการจะให้เป็น ซึ่งถือว่าเป็นหลักการที่ใช้ในการวิจัยนั้น ๆ </li></ul><ul><li>ระบุสภาพที่เกิดขึ้นจริงในขณะนั้น ส่วนนี้ควรมีข้อมูลสถิติ ผลการวิจัยสนับสนุน จะทำให้รายงานวิจัยดูน่าเชื่อถือมากขึ้น </li></ul><ul><li>ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสภาพที่พึงประสงค์กับสภาพที่เกิดขึ้นจริงซึ่งทำให้เกิดปัญหา และจำเป็นต้องใช้กระบวนการวิจัยในการแก้ไขปัญหา หรือค้นหาคำตอบเพื่อขจัดช่องว่างที่เกิดขึ้นให้หมดไป </li></ul><ul><li>ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาประเด็นวิจัยดังกล่าวว่าจะเกิดประโยชน์อะไรกับใคร อย่างไร </li></ul>
  36. 36. <ul><li>การกำหนดคำถามวิจัย </li></ul><ul><li>ข้อบกพร่องที่พบในรายงานวิจัยของนิสิตนักศึกษา คือ การกำหนดคำถามวิจัยในลักษณะของข้อความที่รู้คำตอบอยู่แล้ว มีเพียงผู้วิจัยที่ยังไม่รู้คำตอบ </li></ul><ul><li>การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย </li></ul><ul><li>ระบุสิ่งที่เป็นประโยชน์จากการวิจัย </li></ul><ul><li>ระบุผลการวิจัยที่ต้องการอยากรู้ </li></ul><ul><li>ระบุปัญหาที่ต้องการแก้ไขให้หมดไป </li></ul><ul><li>จริง ๆ แล้ว ต้องระบุกิจกรรมหรือกระบวนการที่ผู้วิจัยต้องกระทำเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตอบคำถามวิจัย </li></ul>
  37. 37. <ul><li>มักเขียนขอบเขตของการวิจัยเป็นสูตรตายตัวคือ ประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับ </li></ul><ul><li>ประชากร ตัวแปร เครื่องมือวิจัย </li></ul><ul><li>บางคนเขียนวิธีดำเนินการวิจัยเหมือนบทที่ 3 อยู่ภายใต้หัวข้อขอบเขตของการวิจัย </li></ul><ul><li>ควรระบุเหตุผลที่คัดเลือกตัวแปรบางตัวที่นำเข้ามาศึกษาในกรอบความคิด และเหตุผลที่ตัดตัวแปรบางตัวออกจากกรอบความคิด ไม่ควรระบุแต่ชื่อตัวแปรที่ศึกษาว่าคืออะไรเท่านั้น ต้องขยายความให้เห็นแนวคิดเบื้องหลัง เพื่อให้ผู้อ่านรายงานวิจัยเข้าใจวิธีคิดของผู้วิจัยได้ชัดเจน </li></ul>ขอบเขตของการวิจัย
  38. 38. <ul><li>ข้อจำกัดของการวิจัย ข้อจำกัดของการวิจัยหลายประการที่ไม่สามารถรับได้ในการวิจัย เช่น กลุ่มตัวอย่างไม่ตั้งใจให้ข้อมูล ทำให้ข้อมูลในการวิจัยไม่ค่อยน่าเชื่อถือ </li></ul><ul><li>ข้อตกลงเบื้องต้น </li></ul><ul><li>ข้อตกลงเบื้องต้นของการวิจัยเป็นสิ่งที่ไม่ต้องพิสูจน์ แต่จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน มิฉะนั้นจะทำให้เกิดข้อจำกัดของการวิจัยได้ </li></ul><ul><li>นิยามคำศัพท์ </li></ul><ul><li>คำศัพท์ที่มีความหมายซึ่งเป็นที่เข้าใจตรงกัน ไม่ใช้ในความหมายอื่น ไม่จำเป็นต้องนิยาม </li></ul><ul><li>การตัดคำสำคัญออกเป็นส่วนๆ เช่น ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา </li></ul>
  39. 39. ประโยชน์ได้รับจากการวิจัย <ul><li>มักจะเขียนจำนวนข้อของประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัยตามจำนวนข้อของวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยใช้ประโยคที่ว่า ทำให้ทราบ .. ที่จริงต้องขยายต่อว่าข้อมูลที่ทราบทำให้เกิดประโยชน์อะไร </li></ul><ul><li>คาดหวังสูงหรือมากเกินไปจากผลการวิจัยนั้น ๆ เช่น การพัฒนารูปแบบการสอนแบบใหม่ ๆ แล้วผู้วิจัยเขียนประโยชน์ของการวิจัยว่าทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น </li></ul>
  40. 40. การนำเสนอเนื้อหาในบทที่สอง ( เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ) <ul><li>ข้อบกพร่องเกี่ยวกับวิธีการอ้างอิง </li></ul><ul><li>ประเภทของแหล่งค้น / แหล่งอ้างอิง </li></ul><ul><li>มักใช้แหล่งค้นทุติยภูมิ อ้างอิงแหล่งค้นที่มีผู้อื่นอ้างก่อนแล้ว ไม่ได้ค้นใหม่เพิ่มเติม ทำให้เอกสารอ้างอิงไม่ทันสมัย </li></ul><ul><li>การอ้างอิงโดยไม่ได้เรียบเรียงภาษาใหม่ (paraphrase) </li></ul><ul><li>การอ้างอิงไม่ตรงตามต้นฉบับ </li></ul><ul><li>การอ้างอิงแบบตัดต่อความคิด </li></ul>
  41. 41. ข้อบกพร่องเกี่ยวกับการสืบค้น <ul><li>ความทันสมัยของเอกสาร / แหล่งค้น </li></ul><ul><li>ประเภทของเอกสารที่อ้างอิง </li></ul><ul><li>ข้อบกพร่องเกี่ยวกับการสังเคราะห์เอกสาร </li></ul>
  42. 42. การนำเสนอเนื้อหาในบทที่สาม ( วิธีดำเนินการวิจัย ) <ul><li>การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง </li></ul><ul><li>มักรายงานอัตราการตอบกลับของกลุ่มตัวอย่างว่ามีการกระจายตามตัวแปรต่าง ๆ เช่นใด หากผู้วิจัยกำหนดให้กลุ่มตัวอย่างที่สุ่มมาสัดส่วนตามตัวแปรเพศหรือภาคภูมิศาสตร์หรือสังกัดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ก็ไม่น่าประหลาดใจที่ส่วนใหญ่อัตราการตอบกลับหรือกลุ่มตัวอย่างที่จัดเก็บได้เป็นเช่นที่กำหนดในกรอบการสุ่ม </li></ul>
  43. 43. การนำเสนอเนื้อหาในบทที่สาม ( วิธีดำเนินการวิจัย ) <ul><li>เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย </li></ul><ul><li>การเขียนเครื่องมือวิจัยและขั้นตอนการสร้างที่เป็นรูปแบบเดียวกัน มีรายละเอียดน้อย และรายงานวิจัยส่วนใหญ่ใช้ข้อความแบบเดียวกัน ทั้งที่เป็นการวิจัยคนละตัวแปร กล่าวคือ ผู้วิจัยมักระบุประเภทของเครื่องมือวิจัย และขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ </li></ul>
  1. A particular slide catching your eye?

    Clipping is a handy way to collect important slides you want to go back to later.

×