สัปดาห์ที่ 4 โครงสร้างทฤษฎีสังคมวิทยา

10,445 views
10,125 views

Published on

สัปดาห์ที่ 4 โครงสร้างทฤษฎีสังคมวิทยา

  1. 1. สัปดาห์ที่ 4 เอกสารประกอบการสอน วิชา 427-303 Sociological Theories ภาคเรียนที่ 1/2554 เรื่อง โครงสร้างทฤษฎีสังคมวิทยา
  2. 2. ทฤษฎีสังคมวิทยา <ul><li>หมายถึง ทฤษฎีวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสังคมกล่าวคือ เป็นคำอธิบาย การเกิดขึ้น การดำรงอยู่ ลักษณะการเปลี่ยนแปลง และการเสื่อมสลายไปของความสัมพันธ์ทางสังคม ตลอดจนการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม เช่น ครอบครัวแตกแยก การแข่งขันระหว่างกลุ่มสังคม พฤติกรรมทางสังคม ปัญหาสังคม ด้วยความสัมพันธ์ทางสังคม อีกทั้งยังเป็นระบบความคิดที่มีลักษณะครอบคลุมอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับประเด็นที่มีความสำคัญของชีวิตทางสังคม </li></ul>
  3. 3. ขนาดของทฤษฎีสังคมวิทยา <ul><li>Ian Robertson นักสังคมวิทยาชาวอังกฤษผู้หนึ่งได้แบ่งทฤษฎีสังคมวิทยาออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ </li></ul><ul><li>1. หลักสากลภาพเชิงประจักษ์ (Empirical generalization) ได้แก่ ทฤษฎีสังคมวิทยาที่ประกอบด้วยประพจน์อย่างหนึ่ง ซึ่งสร้างขึ้นจากข้อมูลประจักษ์หรือข้อมูลประจักษ์ยืนยันว่าถูกต้อง เช่น </li></ul><ul><ul><li>อัตราการเกิดของประชากรในสังคมหนึ่งสังคมใดจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อระดับการเป็นอุตสาหกรรมของสังคมนั้นค่อย ๆ สูงขึ้น </li></ul></ul><ul><ul><li>การลดของอัตราการตายของประชากร ในสังคมหนึ่งสังคมใด มักจะมาก่อนการลดลงของอัตราการเกิดของประชากรในสังคมนั้น </li></ul></ul>
  4. 4. <ul><li>2. ทฤษฎีมัชฌิมพิสัย (Middle-Range Theory) ได้แก่ ทฤษฎีสังคมวิทยาที่ประกอบด้วยหลักสากลภาพเชิงประจักษ์อย่างน้อยสองหลักสากลภาพด้วยกัน เป็นทฤษฎีขนาดกลางระหว่างทฤษฎีขนาดเล็กที่เรียกว่า หลักสากลภาพกับทฤษฎีใหญ่ที่เรียกว่า ทฤษฎีมหภาพ </li></ul><ul><li>Robert Merton นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน เสนอว่า ทฤษฎีกับการวิจัยจะต้องเป็นของคู่กัน ทฤษฎีที่ปราศจากการวิจัยเป็นทฤษฎีเลื่อนลอย การวิจัยที่ไร้ทฤษฎีก็ไม่มีหลัก ไม่มีทิศทาง </li></ul><ul><ul><li>ตัวอย่าง ประชากรของสังคมที่กำลังกลายเป็นสังคมอุตสาหกรรม จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในระยะแรก หลังจากนั้นแล้วจะค่อย ๆ คงตัวเมื่ออัตราการตายและอัตราการเกิดเริ่มลดลง </li></ul></ul>
  5. 5. <ul><li>3. ทฤษฎีมหภาพ (Grand Theory) ได้แก่ ทฤษฎีขนาดใหญ่ครอบคลุมชีวิตสังคมทุกด้าน เป็นทฤษฎีที่มีระดับแห่งสภาวะสากล และความเป็นนามธรรม (abstractness) สูงมาก มีสังกับและประพจน์หรือสากลภาพต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งทฤษฎีขนาดกลางปะปนอยู่มาก ทฤษฎีประเภทนี้มีลักษณะเป็นการบรรยายยืดยาว (discursive) มีคำอธิบายให้เหตุผลประกอบด้วยหลักฐาน ( ส่วนมากเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ) ยืนยันความเป็นจริงของทฤษฎี </li></ul>
  6. 6. <ul><li>ทฤษฎีมหภาพอันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในหมู่นักสังคมวิทยามีดังนี้ คือ </li></ul><ul><li>  ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยม ( Structural - functional Theory ) </li></ul><ul><li>ทฤษฎีการขัดแย้ง ( Conflict Theory ) </li></ul><ul><li>ทฤษฎีการกระทำระหว่างกันโดยใช้สัญลักษณ์ ( Symbolic interaction theory ) </li></ul><ul><li>ทฤษฎีปริวรรต ( Exchange Theory ) </li></ul><ul><li>ทฤษฎีปรากฏการณ์นิยม ( Phenomenology or Ethno methodology Theory ) </li></ul>
  7. 7. ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยม (Structural - functional Theory) <ul><li>ผู้นำทางความคิดของทฤษฎีคือ August Comte และ Herbert Spencer </li></ul><ul><li>ออกุสต์ กองต์ ที่มองว่า การที่สังคมจะสามารถดำรงอยู่ได้นั้น จะต้องมีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันทั้งระบบ </li></ul><ul><li>ต่อมาเฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ ได้เสนอแนวความคิดว่า สังคมมนุษย์นั้นมีลักษณะเหมือนกับโครงสร้างร่างกายของมนุษย์ (Human organism) ที่มีส่วนประกอบต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก แต่ละส่วนประกอบจะมีความความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และแนวความคิดของสเปนเซอร์ เป็นแนวความคิดหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อนักคิดทางสังคมในสมัยที่สเปนเซอร์มีชีวิตอยู่เป็นอย่างมาก </li></ul><ul><li>August Comte เป็นผู้ตั้งชื่อวิชานี้ว่าสังคมวิทยา จึงมักได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาคนแรกของสังคมวิทยามากกว่า Herbert Spencer </li></ul>
  8. 8. <ul><li>หัวใจของทฤษฎีนี้มีสมมุติฐานที่ว่า สังคมเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง สิ่งมีชีวิตนี้จะมีส่วนประกอบหลายอย่าง แต่ละอย่างมีหน้าที่เฉพาะจะต้องปฏิบัติเพื่อการคงอยู่ของส่วนรวมคือตัวสิ่งมีชีวิตนั้น สังคมมนุษย์ก็เป็นอย่างนั้นทุกส่วนของสังคมมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติ ส่วนต่าง ๆ เหล่านั้นของสังคมรวมกันเข้าก็เป็นโครงสร้างของสังคม จึงได้ชื่อว่าทฤษฎีโครงสร้างและหน้าที่ </li></ul><ul><li>เป็นระบบที่ซับซ้อนระบบหนึ่ง ที่มีองค์ประกอบต่าง ๆ หลายส่วนทำงานร่วมกันจนเกิดความมีเสถียรภาพ ( Stability ) </li></ul>
  9. 9. <ul><li>ต่อมารวมเอาระบบเข้าไปด้วย </li></ul><ul><li>โครงสร้างของสังคมอาจจัดเป็นระบบได้หลายระบบ แต่ละระบบก็จะมีหน้าที่ต่าง ๆ กัน </li></ul><ul><li>แล้วก็รวมเอาสมดุล ( equilibrium ) เข้ามาด้วย โดยว่าระบบต่าง ๆ ของสังคมจะปฏิบัติหน้าที่อย่างสอดคล้องกันทำให้เกิดดุลภาพ หรือสังคมเกิดความมั่นคงอยู่ได้ แต่สังคมก็ไม่ได้อยู่นิ่งหรือคงอยู่กับที่ เติบโตเจริญก้าวหน้าหรือยุบหดเสื่อมโทรมลงได้ ทั้งที่ยังมีดุลยภาพอยู่ ดุลยภาพอย่างนี้เรียกว่า ดุลยภาพเคลื่อนที่ ( moving equilibrium ) </li></ul>
  10. 10. องค์ประกอบ <ul><li>1. โครงสร้างสังคม (Social structure) รูปแบบอันถาวรที่เกิดจากความสัมพันธ์ของพฤติกรรมทางสังคม เช่น วิถีชีวิตภายในครอบครัวและระบบเศรษฐกิจ เป็นรูปแบบของโครงสร้างทางสังคมประเภทหนึ่ง ที่เกิดจากพฤติกรรมทางสังคมโดยความร่วมมือระหว่างกันในครอบครัวจนเกิดเป็นระบบการผลิต การบริโภค การจำแนกแจกจ่าย และการบริการที่มีขนาดใหญ่ มีความเกี่ยวพันระหว่างกันทั่วทั้งสังคม </li></ul><ul><li>  2. หน้าที่ทางสังคม (Social functions) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่เชื่อมโครงสร้างสังคมแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน ทำให้สังคมทั้งระบบเกิดการประสานงานและทำงานร่วมกัน </li></ul><ul><li>ความเจริญหรือความเสื่อมของสังคมขึ้นอยู่กับหน้าที่และโครงสร้างถ้าโครงสร้างหน้าที่เพิ่มส่วนประกอบมากขึ้น ส่วนประกอบเหล่านั้นปฏิบัติหน้าที่แตกต่างหรือเฉพาะเรื่อง </li></ul>
  11. 11. ประพจน์ที่สำคัญ <ul><li>1. สังคมมนุษย์ประกอบด้วยโครงสร้าง ส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างสังคมปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นประโยชน์แก่การดำรงอยู่ของสังคม </li></ul><ul><li>  2. ความมั่นคงของสังคมมนุษย์ขึ้นอยู่กับดุลยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ในโครงสร้างสังคม </li></ul><ul><li>  3. ยิ่งโครงสร้างสังคมมีความแปลกแยกมาก ( differentiation ) สังคมยิ่งมีความเจริญมาก </li></ul><ul><li>  4. สาเหตุที่ทำให้สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอาจมาจากภายในสังคมหรือมาจากภายนอกสังคมก็ได้ </li></ul>
  12. 12. <ul><li>5. สังคมสมัยใหม่มีลักษณะอารมณ์เป็นกลาง ( affective neutrality ) ความสัมพันธ์อย่างเฉพาะเจาะจง ( specificity ) ยึดหลักสากล ( universalism ) ในการประเมินค่าการกระทำของบุคคล , ยึดความสำเร็จ ( achievement ) ในการประเมินผลงานของบุคคล และมุ่งกระทำเพื่อประโยชน์ตน ในขณะที่สังคมแบบประเพณี มีลักษณะใช้อารมณ์รักชอบ ( affectivity ) , ความสัมพันธ์อย่างกว้าง ( diffuseness ) , ใช้หลักตัวบุคคล ( particularism ) ในการประเมินค่าการกระทำของบุคคล , ยึดหลักเชื้อสาย ( ascription ) ในการบรรจุแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่ง และบุคคลมุ่งกระทำการเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ( collectivity </li></ul>
  13. 13. <ul><li>6. คนทำหน้าที่สำคัญของสังคม จะเป็นผู้ที่มีอำนาจและเป็นคนขั้นสูง </li></ul><ul><li>7. อาชีพที่ต้องมีการศึกษาฝึกอบรมยาวนาน จะได้รับค่าตอบแทนสูง </li></ul>
  14. 14. 2. ทฤษฎีการขัดแย้ง (conflict theory) <ul><li>เนื้อหาสาระของทฤษฎีนี้สืบเนื่องมาจากแนวความคิดของนักสังคมวิทยาชาวเยอรมันสองคน คือ Karl Marx และ Georg Simmel ซึ่งเป็นบุคคลร่วมสมัยกับบรมครูของนัการหน้าที่ (Functionalists) ในปัจจุบันขัดแย้งขณะนี้จึงเป็นหนี้ความคิดของ Marx และ Simmel เช่นเดียวกับที่นักการหน้าที่เป็นหนี้ความคิดของนักอินทรีย์ศาสตร์ ( Organicists ) เช่น August Comte และ Herbert Spencer เป็นต้น </li></ul>
  15. 15. <ul><li>เป็นทฤษฎีที่มีรากฐานของสมมุติฐานที่ว่าสังคม คือ ระบบที่มีลักษณะซับซ้อนของความไม่เท่าเทียมกัน (Inequality) และความขัดแย้ง (Conflict) ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม </li></ul><ul><li>วิจารณ์ทฤษฎีการหน้าที่ของ Parsons ว่าเน้นเรื่องระเบียบสังคม ความสมดุลและกลไกในการรักษาดุลยภาพ และความเป็นระเบียบมากเกินไป จนมองไม่เห็นความไม่มั่นคง การเสียระเบียบและการขัดแย้งว่า เป็นพฤติกรรมเสียบระเบียบไปเสียหมด </li></ul><ul><li>Lockwood ยังยืนยันด้วยว่า มีกลไกบางอย่างในสังคมที่ทำให้การขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น เช่น การที่บุคคลมีอำนาจไม่เท่ากัน ทำให้คนมีอำนาจมากถือโอกาสเอารัดเอาเปรียบผู้มีอำนาจน้อย ทำให้เป็นแหล่งที่มาของความตึงเครียด และการขัดแย้งในสังคม </li></ul><ul><li>การที่สังคมมักมีของหายากอยู่อย่างจำกัด เป็นเหตุให้ต้องมีการต่อสู้ดิ้นรน เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งจากของที่มีอยู่จำกัดนั้น </li></ul><ul><li>ในสังคมมักมีกลุ่มต่างๆ ที่มีเป้าหมายไม่เหมือนกัน กลุ่มเหล่านี้จึงต้องแข่งขันช่วงชิงกันบรรลุเป้าหมายนั้น อันเป็นเหตุให้ต้องมีการกระทบกระทั่งระหว่างกลุ่มได้ </li></ul>
  16. 16. <ul><li>ในขณะที่ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยมมองสังคมในแง่ดี มีเสถียรภาพเสมอภาค จะมีการเปลี่ยนแปลงก็เป็นแบบช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ทฤษฎีการขัดแย้งออกจะมองสังคมในแง่ร้าย แม้จะมีความเป็นระเบียบอยู่ได้ แต่อยู่ด้วยความไม่เสมอภาค มีการกดขี่ มีการบีบบังคับกันอยู่ การเปลี่ยนแปลงที่ทฤษฎีวาดภาพไว้ จะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง หักโค่น เพราะเป็นการต่อสู้ระหว่างคนมีกับคนไม่มี คนที่มีเงินมีอำนาจกับคนที่ไม่มีเงินและอำนาจแต่มีจำนวนคนมากกว่า </li></ul>
  17. 17. ประพจน์สำคัญ <ul><li>ความเป็นระเบียบในสังคมมนุษย์ ขึ้นอยู่กับการกดขี่ของคนกลุ่มหนึ่งเหนือคนอีกกลุ่มหนึ่ง </li></ul><ul><li>ชนชั้นในสังคมชนชั้นต่าง ๆ เกิดจากการแบ่งปันทรัพย์สิน อำนาจ หรือเกียรติยศ อภิสิทธิ์อย่างไม่เท่าเทียมกัน </li></ul><ul><li>การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เกิดจากการขัดแย้งภายในสังคม </li></ul><ul><li>การเปลี่ยนแปลงทางสังคม จะเกิดผลอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม </li></ul><ul><li>ปัญหาสังคมเกิดจากการแบ่งปันของหายาก และมีอยู่จำกัดในสังคม </li></ul><ul><li>นักการเมือง ข้าราชการพลเรือน ทหาร กฎหมาย ศาสนาในสังคม เป็นเครื่องมือของกลุ่ม “ มี ” ทั้งสิ้น </li></ul><ul><li>การขัดแย้งในสังคมบางกรณี ช่วยทำให้เกิดความมั่นคงในกลุ่มขึ้นได้ </li></ul>
  18. 18. 3. ทฤษฎีการกระทำระหว่างกันโดยใช้สัญลักษณ์ (Symbolic interactionism theory) <ul><li>เริ่มด้วยความคิดเรื่องการกระทำระหว่างกัน ( Interaction ) และสัญลักษณ์ ( Symbol ) ซึ่งเป็นหัวใจแล้วจึงขยายวงออกไปถึงมนุษย์แต่ละคน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคม และสภาพของสังคมมนุษย์ </li></ul><ul><li>ทฤษฎีนี้นับเป็นทฤษฎีประเภทจุลภาค ( micro ) เพราะให้ความสำคัญต่อมนุษย์แต่ละคน ผิดกับทฤษฎีที่กล่าวมาแล้วข้างต้นที่เป็นทฤษฎีประเภทมหภาค ( macro ) เพราะเน้นเรื่องของกลุ่มคนหรือโครงสร้างของความเป็นส่วนรวม ทฤษฎีการกระทำระหว่างกันด้วยสัญลักษณ์ ช่วยทำให้ความรู้เกี่ยวกับสังคมมนุษย์สมบูรณ์ขึ้น เพราะสองทฤษฎีแรกได้พรรณนาโครงสร้างของสังคมในส่วนที่เป็นการประสานสอดคล้องกัน และในส่วนที่ขัดแย้งกัน ทฤษฎีสัญลักษณ์เข้ามาช่วยในการให้ความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ ( จิตใจตัวตน หรืออัตตา บุคลิกภาพ ) และสังคมครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น นักทฤษฎีที่สำคัญ คือ G . H . Mead, W . James, C . H . Cooley, J . M . Balwin, J . Dewey </li></ul>
  19. 19. <ul><li>หัวใจของทฤษฎีสัญลักษณ์อยู่ที่คติการกระทำระหว่างกันและสัญลักษณ์รวมเรียกว่า คติ หรือทฤษฎีการกระทำระหว่างกันด้วยสัญลักษณ์ ( symbolic interactionism) เรียกง่าย ๆ ว่า ทฤษฎีสัญลักษณ์ทางสังคม </li></ul><ul><li>สมมุติฐานสำคัญว่ามนุษย์ติดต่อกัน ( หรือจะเรียกว่ามีการกระทำระหว่างกันก็ได้ ) โดยอาศัยสัญลักษณ์เป็นสื่อที่ทำให้เกิดความเข้าใจ สัญลักษณ์ต่างกับสัญญาณ (signal) ซึ่งมีความหมายอย่างเดียว </li></ul><ul><ul><li>สัญญาณไฟจราจร สีแดง - ห้ามไป สีเหลือง - ระวัง และ สีเขียว - ไปได้ แต่ละสีหรือแต่ละสัญญาณมีความหมายเพียงอย่างเดียว </li></ul></ul><ul><ul><li>สัญลักษณ์แต่ละอัน มีความหมายได้หลายอย่าง เช่น คำว่า หมู อาจหมายถึงสัตว์ประเภทหนึ่ง หมายถึงคนอ้วน หรือเรื่องอะไรที่ง่ายไม่ยุ่งยาก สีแดงสำหรับมนุษย์มีความหมายได้มากกว่าอย่างเดียว เช่น ถ้าใช้กับการจราจรก็แปลว่าต้องหยุด ปล่อยให้คนในเส้นทางอื่นเขาไป หรือถ้าอยู่ในธงไตรรงค์ หมายถึงเลือด ถ้าความหมายต่อไปอีกว่าคนไทยเป็นนักรบสู้ไม่ยอมถอย </li></ul></ul><ul><ul><li>สัตว์มีความสามารถแค่ใช้สัญญาณ แต่มนุษย์มีความสามารถใช้ทั้งสัญญาณ และสัญลักษณ์ </li></ul></ul>
  20. 20. <ul><li>นักทฤษฎีสัญลักษณ์ทางสังคม นำเอาความรู้เหล่านั้นมาใช้กับสังคมมนุษย์โดยสร้างเป็นทฤษฎีขึ้นมาว่า ตัวมนุษย์ ( อัตตา ) นั้นเป็นสัญลักษณ์ มีความหมายได้หลายอย่างในสายตาของผู้อื่น มนุษย์จึงพัฒนาตัวตนขึ้นมาจากความรู้สึกหรือสายตาของผู้อื่น ทำตัวให้ดีงานตามสายตาหรือมาตรฐานของสังคม ตัวตนจึงเป็นตัวตนทางสังคม ( social self ) คือเป็นผลผลิตของสังคม ( social product ) แน่นอนจะเป็นตัวตนตามสายตาผู้อื่นได้ต้องอาศัยจิต ( mind ) ช่วยคิด จิตจะรู้จักคิดได้ ก็ต้องอาศัยสื่อคือสัญลักษณ์ ๆสำคัญในที่นี้คือ ภาษา จึงกล่าวได้ว่า ภาษาทำให้เกิดจิต จิตทำให้เกิดตัวตน แล้วตัวตน ( อาศัยสัญลักษณ์อีก ) ก็สร้างสังคมขึ้น สังคมจะอยู่หรือจะไปก็แล้วแต่มนุษย์เหล่านี้เอง ทฤษฎีนี้จึงให้ความสำคัญแก่มนุษย์มาก </li></ul>
  21. 21. ประพจน์สำคัญ <ul><li>มนุษย์เกิดจากสัญลักษณ์ที่มนุษย์รุ่นก่อนเป็นผู้สร้างและสะสมพัฒนามา </li></ul><ul><li>บุคลิกของคนขึ้นอยู่กับการหล่อหลอมของสังคม ซึ่งมนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น </li></ul><ul><li>การเกิดการเจริญเติบโต หรือการเสื่อมสลายของสังคมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสมาชิกสังคม </li></ul><ul><li>พฤติกรรมเบี่ยงเบน ( deviance ) เกิดจากการให้ความหมายเช่นนั้นของมนุษย์บางกลุ่ม </li></ul><ul><li>พฤติกรรมทางสังคม ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของสังคม </li></ul><ul><li>การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เกิดจากการกระทำระหว่างมนุษย์ </li></ul><ul><li>อำนาจของบุคคลหรือกลุ่มคนใด ๆ ขึ้นอยู่กับการมอบหมายของอีกคนหรืออีกกลุ่มหนึ่ง </li></ul>
  22. 22. 4. ทฤษฎีปริวรรต (Exchange Theory) <ul><li>ทฤษฎีใหญ่และเก่าแก่อีกทฤษฎีหนึ่งของสังคมวิทยา ที่เป็นทฤษฎีใหญ่เพราะสามารถนำเอาแนวคิดไปใช้ได้กับความสัมพันธ์ทางสังคมขนาดเล็กระดับระหว่างบุคคล ไปจนกระทั่งระดับสังคม ที่ว่าเป็นทฤษฎีเก่าแก่ เพราะสามารถสืบต้นตอของทฤษฎีนี้ไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 สมัยนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิก เช่น Adam Smith, David Ricardo, John stewart Mill นักทฤษฎีที่สำคัญ ๆ ในทฤษฎีปริวรรตนิยม คือ G . C . Homans, Peter M . Blau, B . Malinowski, M . Mauss เป็นต้น </li></ul>
  23. 23. <ul><li>แหล่งกำเนิดที่สำคัญของทฤษฎีปริวรรตนิยมอาจสรุปได้ว่ามาจากแหล่งาสมแหล่งด้วยกัน คือ </li></ul><ul><li>มาจากเศรษฐศาสตร์เชิงอรรถประโยชน์นิยม ( Utilitarian economics ) </li></ul><ul><li>มาจากมานุษยวิทยาเชิงหน้าที่ ( Functional anthropology ) </li></ul><ul><li>มาจากจิตวิทยาเชิงพฤติกรรม ( Behavioral psychology ) </li></ul>
  24. 24. <ul><li>สมมุติฐานสำคัญว่ามนุษย์แต่ละคนมีความต้องการอะไรหลายอย่างในชีวิต แต่ตัวเองไม่สามารถจะสนองความต้องการของตนด้วยตนเองทั้งหมดได้ จะต้องอาศัยผู้อื่นมาช่วยสนองความต้องการเหล่านั้นด้วยจึงจะครบ นอกจากนั้นมนุษย์แต่ละคนยังต้องการผลตอบแทนจากการแลกเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ระหว่างกันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ดังนั้น เนื่องจากมนุษย์ต้องการสิ่งต่าง ๆ จากผู้อื่น จึงต้องเข้าสู่สัมพันธ์หรือติดต่อกับผู้อื่น และเนื่องจากแต่ละคนต้องการผลประโยชน์ตอบแทนมากที่สุดจากสิ่งที่ตนนำไปแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น จึงจำเป็นต้องสร้างกฎเกณฑ์หรือระเบียบแบบแผนในการแลกเปลี่ยนที่ดีมีความยุติธรรมขึ้น ความต้องการกันและกันจึงทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างกัน กฎระเบียบที่ร่วมกันสร้างขึ้นจะควบคุมความประพฤติของกันและกัน กฎระเบียบที่อำนวยประโยชน์สูงสุดจะช่วยรักษาสัมพันธภาพให้ดำรงอยู่ได้นานและมั่นคง </li></ul>
  25. 25. <ul><li>ความสัมพันธ์ทางสังคม ตามแนวทฤษฎีนี้มีได้ตั้งแต่ระหว่างมนุษย์สองคน ซึ่งให้และรับผลตอบแทนต่อกันโดยตรง ไปจนถึงระหว่างคนหลายคน ซึ่งการให้และรับเป็นไปโดยอ้อม ความสัมพันธ์ซับซ้อนและเข้าใจได้ยาก แต่บุคคลที่อยู่ในความสัมพันธ์ก็มีความเชื่อศรัทธาจึงได้คงอยู่ในความสัมพันธ์และปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม เพราะคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนจากความสัมพันธ์นั้น สังคมจึงดำรงอยู่ได้ </li></ul>
  26. 26. ประพจน์สำคัญ <ul><li>  เพราะมนุษย์มีความต้องการมาก แต่ไม่สามารถสนองเองได้ทั้งหมด มนุษย์จึงต้องติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น </li></ul><ul><li>ความสัมพันธ์ทางสังคม ขึ้นอยู่กับความต้องการของมนุษย์และกฎระเบียบอันยุติธรรมในการแลกเปลี่ยน </li></ul><ul><li>คนที่มีสิ่งของที่ผู้อื่นต้องการมากอยู่ จำนวนมากเป็นคนชั้นสูงของสังคม </li></ul><ul><li>สิ่งของที่ผู้อื่นยิ่งต้องการมากเท่าใด ยิ่งมีราคาค่างวดมากขึ้นเท่านั้น </li></ul><ul><li>คนยิ่งมีของหายากมากเท่าไร ยิ่งมีอำนาจ มีเกียรติและอภิสิทธิ์มากเท่านั้น </li></ul><ul><li>อำนาจของ ก . เหนือ ข . เท่ากับระดับความต้องการสิ่งของจาก ก . ของ ข . ในเมื่อ ข . ไม่สามารถจะสนองความต้องการของตนจากแหล่งอื่น </li></ul><ul><li>ปัญหาสังคมเกิดจากโครงสร้างสังคม ไม่อำนวยประโยชน์ต่อสมาชิกสังคมอย่างทั่วถึงยุติธรรม </li></ul>
  27. 27. 5. ทฤษฎีปรากฏการนิยม (Phenomenology or Ethno methodology Theory) <ul><li>นักสังคมวิทยาเพิ่งจะมีความสนใจนำเอาความคิด หรือคตินิยมทางปรัชญาเรื่องปรากกฎการณ์นิยมมาใช้เป็นกรอบการศึกษา หรือการมองชีวิตสังคมของมนุษย์ในสังคม เนื่องจากความใหม่ของทฤษฎีนี้ และเนื่องจากยังมีนักสังคมวิทยาที่ใฝ่ใจในทฤษฎีนี้ไม่มาก ดังนั้นเนื้อหาสาระของทฤษฎีนี้จึงยังมีไม่มากนัก </li></ul>
  28. 28. <ul><li>ปรากฏการณ์นิยมมีต้นความคิดมาจากนักปรัชญาชื่อ Edmund Husserl โดยมีนักปรัชญาอีกคนหนึ่ง คือ Alfred Schultz เป็นผู้ถ่ายทอดมาอีกต่อหนึ่ง ตามแนวความคิดของพวกปรากฏการณ์นิยมนั้น มนุษย์เป็นผู้สร้างความหมายต่าง ๆ ในสังคม สร้างความแท้จริงในสังคม นั่นคือ กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ในสังคม แล้วทำความเข้าใจร่วมกัน และยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการกระทำระหว่างกัน หรือดำรงชีวิตอยู่ด้วยกัน ตามแนวความคิดนี้ มนุษย์จึงเป็นตัวสำคัญ เป็นตัวการให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าโครงสร้างสังคม แต่โครงสร้างสังคมที่มนุษย์เองเป็นคนสร้างขึ้นภายหลังที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้ว ก็อาจมีผลเป็นตัวบังคับเป็นตัวแบบให้มนุษย์ต้องปฏิบัติตามได้ โครงสร้างสังคมจึงไม่ใช่เป็นสิ่งสมมุติขึ้นมาก่อนอย่างเป็นทฤษฎีอื่น แต่เป็นสิ่งที่ตามมาทีหลังมนุษย์ เป็นผลผลิตของมนุษย์ </li></ul>
  29. 29. <ul><li>จุดสนใจของนักทฤษฎีปรากฏการณ์นิยมอยู่ที่ชีวิต การดำเนินชีวิตช่วงใดช่วงหนึ่ง หรือชีวิตประจำวัน ศึกษาคำพูด เรื่องราว ระเบียบแบบแผน การกระทำสิ่งต่าง ๆของมนุษย์ในช่วงนั้น ว่าเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น เขาทำให้ผู้อื่นยอมรับ ความหมายและระเบียบหรือโครงการที่เขาเสนอนั้นอย่างไร กล่าวอีกนัยหนึ่ง เขาสร้างโลกของเขาขึ้นมาได้อย่างไร นักสังคมวิทยาเป็นผู้ไปศึกษาค้นหาความจริงในทัศนะของคนในชุมชน กลุ่มคน ชมรม ที่เป็นเป้าหมายของตน ไม่ใช่นำเอาทฤษฎีของตนเป็นกรอบแนวคิด แล้วไปหาข้อมูลจากชาวบ้านมาสนับสนุนกรอบความคิดตามทฤษฎีของตน </li></ul>
  30. 30. <ul><li>  ระเบียบแบบแผนของสังคมขึ้นอยู่กับความนึกคิดของคนในสังคมนั้น </li></ul><ul><li>การเปลี่ยนแปลงทางสังคมขึ้นอยู่กับความต้องการหรือความเห็นของสมาชิกในชุมชนนั้น </li></ul><ul><li>ผู้นำหรือชนชั้นสูงเกิดจากประเพณีที่ปฏิบัติมาหรือการยอมรับของสมาชิกในชุมชน </li></ul><ul><li>อำนาจของคนหรือกลุ่มคนขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำให้ผู้อื่นยอมรับตน </li></ul><ul><li>ปัญหาสังคมเกิดจากการยอมรับ ของกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เรียกว่าปัญหานั้น </li></ul><ul><li>พฤติกรรมทางสังคมขึ้นอยู่กับประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา </li></ul><ul><li>เมื่อมีสิ่งอันไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้น สมาชิกผู้ได้รับผลกระทบอาจร่วมกันพิจารณาหาทางแก้ไข และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนได้ </li></ul>
  31. 31. การใช้ประโยชน์ทฤษฎีเป็นกรอบการวางแผนทางสังคม <ul><li>ทฤษฎีจะต้องถูกลดระดับลงมาเป็นหลักปฏิบัติสำหรับงานในระดับปฏิบัติการ </li></ul>
  32. 32. นโยบายสังคม (social policy) <ul><li>ได้แก่ ทัศนคติ หรือแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุมทางสังคม ( social control ) ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมแต่ละสังคมจะต้องกระทำระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม แต่ละสังคมจะต้องมีนโยบายสังคมของตนเป็นแนวดำเนินการทำให้สังคมมีความเป็น ระเบียบเรียบร้อย มีความมั่นคง หรือแม้เพื่อให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ปรารถนาของนโยบายสังคมในแต่ละสังคมนั้น </li></ul><ul><li>บางทีก็เขียนหรือบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรในรูปของกฎหมาย แผน โครงการของสังคมแล้วยึดถือปฏิบัติตาม บางสังคมก็บัญญัติไว้ชัดแจ้ง แต่ไม่ค่อยเคร่งครัดในการปฏิบัติชัดแจ้ง แม้มีการปฏิบัติแนวใดแนวหนึ่ง เช่น แบบประชาธิปไตยทุนนิยม แบบสังคมนิยมรวมอำนาจไว้ในส่วนกลาง การป้องกันไม่ให้ชนเผ่าอื่นหรือเชื้อชาติอื่นเข้ามาปะปน หรือแต่งงานกับคนกลุ่มของตนนโยบายควบคุมทางสังคมด้วยวิธีการขัดเกลาอบรมบุคคลโดยตรง หรือนโยบายควบคุมสังคมด้วยวิธีจัดสภาพแวดล้อม เพื่อหล่อหลอมคนให้เป็นไปตามที่สังคมต้องการ ดังนี้เป็นต้น นโยบายสังคมในแต่ละสังคมจึงมีได้หมายความหลายประการต่าง ๆ กันไป </li></ul>
  33. 33. การวางแผนทางสังคม (social planning) <ul><li>หมายถึงกระบวนการกระทำระหว่างกัน เช่น การสืบสวนสอบสวน การอภิปรายถกเถียงการทำการตกลงยุติเป็นต้น เพื่อให้ได้มาซึ่งระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในอนาคต </li></ul><ul><li>กระบวนการวางแผนสังคมดังกล่าวเป็นเรื่องของการที่คนจำนวนมากมาร่วมปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ รวมไปถึงการวางโครงการปฏิบัติให้กับบุคคลหรือองค์การสังคมด้วย </li></ul>
  34. 34. สรุป <ul><li>นโยบายสังคมเป็นแนวปฏิบัติของสังคมทำให้สังคมมีความเป็นระเบียบเรียบร้อง หรือทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงพัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้นในอนาคต นโยบายนี้ประชาชนอาจชอบหรือไม่ชอบก็ได้ เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่เขียนไว้ก็ได้ แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันในสังคม และยึดถือเคร่งครัดหรือไม่เคร่งครัดก็ได้อีกเช่นกัน แล้วแต่ใจหรือสถานการณ์ของสังคม </li></ul><ul><li>การวางแผนสังคมนั้น เป็นเรื่องการกระทำเพื่อไปสู่เป้าหมายที่สังคมวางไว้ในนโยบายสังคม จึงอาจมองเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน พูดถึงเรื่องหนึ่งก็หมายถึงอีกเรื่องหนึ่งรวมเข้าไปด้วยหรือใช้แทนกันได้ </li></ul>
  35. 35. นโยบายสาธารณะ <ul><li>หมายถึง แผนหรือโครงการที่กำหนดขึ้นอันรวมถึงเป้าหมายสิ่งที่มีคุณค่า และแนวปฏิบัติต่าง ๆ </li></ul><ul><li>เดวิด อีสตัน ( David Easton ) ให้ความหมายนโยบายสาธารณะว่า การจัดสรรผลประโยชน์ หรือสิ่งที่มีคุณค่าระหว่างปัจเจกชนและกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในระบบสังคมการเมือง </li></ul><ul><li>  อมร รักษาสัตย์ กล่าวว่า นโยบายสาธารณะคือ ความคิดของรัฐบาลที่ว่าจะทำอะไร หรือไม่ อย่างใด เพียงใด เมื่อใด โดยน่าจะมีองค์ประกอบ 3 ประการคือ ( 1 ) การกำหนดเป้าหมายของสิ่งที่ต้องการกระทำ ( 2 ) การกำหนดแนวทางใหม่ๆ และ ( 3 ) การกำหนดการสนับสนุนต่าง ๆ </li></ul><ul><li>นโยบายสาธารณะเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำหนดขึ้นเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งเป็นได้ทั้งพลเมืองในชาติและตัวรัฐบาลเองในฐานะที่เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของชาติ </li></ul>
  36. 36. เปรียบเทียบนโยบายสังคมกับนโยบายสาธารณะ <ul><li>มีส่วนคล้ายกันมากกว่าแตกต่างกัน </li></ul><ul><li>ส่วนที่คล้ายกันหรือเหมือนกัน คือ ต่างก็เป็นแนวปฏิบัติกิจกรรม เป็นเรื่องของส่วนรวม เพื่อประโยชน์ของการดำรงอยู่ หรือการเปลี่ยนแปลงพัฒนาของส่วนรวม </li></ul><ul><li>ที่ต่างกันคือ นโยบายสังคมมีลักษณะเป็นนามธรรมสูงกว่านโยบายสาธารณะ อาจกล่าวได้ว่า นโยบายสังคมที่ของนโยบายสาธารณะ หรือกล่าวได้ว่า นโยบายสาธารณะทุกนโยบายเป็นนโยบายสังคม แต่นโยบายสังคมไม่ทุกนโยบายที่เป็นนโยบายสาธารณะ ( เช่น ไม่ได้มี การนำเอานโยบายสังคมบางส่วนมาจัดทำเป็นนโยบายของรัฐบาลหนึ่งใดเป็นต้น ) อีกประการหนึ่ง อยู่ที่ความหมายและขอบเขตของสังกัปสังคม ( society ) ของรัฐ รัฐบาล ( state government ) ซึ่งโดยทั่วไปมักยอมรับกันว่าเป็นสิ่งที่เล็กน้อยและแคบกว่าสังคม </li></ul>
  37. 37. ทฤษฎี สังคมวิทยาเป็นประโยชน์ต่อนโยบายสังคม นโยบายสาธารณะหรือการวางแผนทางสังคม <ul><li>  1. ความมั่นคงของสังคม ทฤษฎีสังคมวิทยาให้ความสำคัญเกี่ยวกับความเป็นปึกแผ่น มั่นคง ( solidarity ) ของสังคมมาก สามารถแสดงเหตุของความสำคัญประโยชน์ของความมั่นคงและข้อเสียของการขาดความมั่นคงหรือเสียระเบียบไป </li></ul><ul><li>  2. หลักองค์ประกอบ ทฤษฎีสังคมวิทยาทั้งหลาย โดยเฉพาะทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยม จะให้กรอบความคิดเดียวกับองค์ประกอบ ของสังคม เช่น หน่วยต่างๆ ของสังคม ( social unit ) ทำให้มองเห็นองค์ประกอบของนโยบายสาธารณะหรือการวางแผนทางสังคมด้านต่างๆ ได้ชัดเจน </li></ul><ul><li>  3. หลักกระบวนการ ทฤษฎีสังคมวิทยาเกี่ยวกับกระบวนการทางสังคม ( social process ) ดังนั้น จึงสามารถให้ความกระจ่าง ช่วยสนับสนุนนโยบายสังคมนโยบายสาธารณะ และการวางแผนสังคมได้เป็นอย่างดี   </li></ul><ul><li>4. หลักหน้าที่หรือการมีส่วนร่วม ทฤษฎีสังคมวิทยาเน้นให้เห็นว่าสมาชิกสังคมต่างมีหน้าที่ในสังคมต่าง ๆ กันไปตามฐานะที่สังคมมอบหมายเพื่อให้สังคมอยู่ได้ มั่นคงเข้มแข็ง หรือเปลี่ยนแปลงพัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้น ช่วยสนับสนุนการมีส่วนร่วมในนโยบายสังคม นโยบายสาธารณะ และการวางแผนสังคม </li></ul>

×