• Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
1,461
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
18
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. การสาร้างผลงานวิชาการ จากงานในหน้าที่ ดร . คมศร วงษ์รักษา ณ โรงแรมอเล็กซานเดอร์ กรุงเทพฯ 23 มิถุนายน 2549 โดย
  • 2. ผลงานวิชาการ หมายถึง เอกสารหรือหลักฐานที่จัดทำขึ้นจากความรู้ ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ของผู้จัดทำโดยการศึกษษ ค้นคว้า วิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจัย และนำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหา หรือพัฒนางานในหน้าที่ และเป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางวิชาการ
  • 3. งานของครู 1. งานตามหน้าที่ 2. งานพิเศษ
  • 4. 1. พัฒนาคน 2. พัฒนากระบวนการ 3. พัฒนานวัตกรรม งานศึกษานิเทศก์
  • 5. ความหมายของการวิจัย
    • กระบวนการค้นคว้าหาข้อมูล หา คำตอบ การแก้ปัญหา โดยวิธีการที่เป็นระบบ หรือวิธีทางวิทยาศาสตร์ หรือ วิธีการที่เชื่อถือได้
  • 6. การวิจัยในชั้นเรียน
    • การใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียน การสอนในวิชาที่ครูรับผิดชอบ โดยใช้นวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาขึ้น หรือนำของผู้อื่นมาใช้
  • 7. วิธีการทางวิทยาศาสตร์
    • มีขั้นตอน ดังนี้ 1. การกำหนดปัญหา
    • 2. การตั้งสมมติฐาน
    • 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
    • 4. การวิเคราะห์ข้อมูล
    • 5. การสรุปผล
  • 8. ขอบเขตของการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • 1. แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียนเท่านั้น
    • 2. ปัญหาที่เกิดขึ้นจะมี 3 ประเด็น คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย ด้านทักษะพิสัย
  • 9. ขอบเขตของการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • 3. เน้นการแก้ปัญหาจากบางส่วนในรายวิชา
    • 4. ไม่เน้นการสรุปอ้างอิงไปยังกลุ่มอื่น
    • 5. ไม่เน้นการสุ่มตัวอย่าง
    • 6. ใช้สถิติพื้นฐาน เช่น ความถี่ ร้อยละ
  • 10. การจัดประสบการณ์การเรียนรู้
    • ให้กับผู้เรียน ต้องการให้เกิดการพัฒนาใน 3 ด้าน คือ
    • 1. พุทธิพิสัย ( Cognative Domain )
    • 2. จิตพิสัย ( Affective Domain )
    • 3. ทักษะพิสัย ( Psychomotor Domain )
  • 11. ปัญหาการเรียนการสอน
    • พุทธิพิสัย - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
    • จิตพิสัย - พฤติกรรม
    • ทักษะพิสัย - ความชำนาญ รวดเร็ว
  • 12. ตัวอย่าง
    • ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
    • - นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์เรื่อง “แรง” ในวิชาวิทยาศาสตร์ต่ำ
    • - นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา………… ... ต่ำ
  • 13. ตัวอย่าง
    • ปัญหาด้านพฤติกรรม
    • - นักเรียนชอบทะเลาะวิวาท
    • - นักเรียนแต่งกายผิดระเบียบในระหว่างเรียนวิชา…… .. เป็นประจำ
    • - นักเรียนไม่ตั้งใจเรียนวิชา… ...
  • 14. ตัวอย่าง
    • ปัญหาด้านทักษะพิสัย
    • - นักเรียนชั้น………ขาดทักษะ ในการกลึงข้อต่อสามทาง
    • - นักเรียนขาดทักษะในการเดาะบอลในวิชาวอลเล่ย์บอล
  • 15. ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • ขั้นตอนแรก
    • วิเคราะห์ปัญหา / แนวทางการพัฒนา
  • 16. ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • ขั้นตอนที่สอง
    • วางแผนการแก้ปัญหา / การพัฒนา โดยเลือกใช้นวัตกรรมที่เหมาะสม
  • 17. ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • ขั้นตอนที่สาม
    • จัดกิจกรรมแก้ปัญหา / การพัฒนา โดยหาประสิทธิภาพนวัตกรรม และนำไปทดลองใช้จริง
  • 18. ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • ขั้นตอนที่สี่
    • การรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล
    • ขั้นตอนที่ห้า
    • สรุปผลการแก้ปัญหา / การพัฒนา
  • 19. ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • ขั้นตอนที่หก
    • เขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน และเผยแพร่
  • 20. ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
    • ลักษณะพิเศษ คือ
    • เริ่มต้นทำวิจัยในขั้นตอนใดก่อนก็ได้ เช่น อาจเริ่มที่การวิเคราะห์ข้อมูลที่ครูมีอยู่ในมือ ทำความเข้าใจกับผลการวิเคราะห์ข้อมูล แล้วกำหนดเป็นคำถามที่ต้องการวิจัยเพื่อหาคำอธิบายในผลที่เกิดขึ้น
  • 21. กระบวนการทำวิจัยในชั้นเรียน วิเคราะห์ปัญหา การเรียนการสอน พิจารณาจาก การเรียนการสอนในชั้น ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง นำปัญหามาเชื่อม โยง กับทฤษฎีและหลักการต่างๆ
  • 22. กระบวนการทำวิจัยในชั้นเรียน พัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง * สร้างนวัตกรรม * หาประสิทธิภาพ ออกแบบการวิจัย * แผนการวิจัย * ประชากร กลุ่มตัวอย่าง * เครื่องมือ ( สร้าง และหาคุณภาพ ) * การรวบรวมข้อมูล * การวิเคราะห์ข้อมูล
  • 23. กระบวนการทำวิจัยในชั้นเรียน ทดลองใช้นวัตกรรม วิเคราะห์ และสรุปผล เขียนรายงานการวิจัย
  • 24. การวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอน
    • ที่มาของปัญหาการวิจัยในชั้นเรียน
    • 1.1 จากการปฏิบัติการสอน
    • 1.2 จากประสบการณ์ในอดีต
    • 1.3 จากแหล่งข้อมูลอื่น
  • 25. การวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอน
    • 2. ประเภท / ลักษณะของปัญหา
    • 2.1 ปัญหาที่ต้องแก้ไขปรับปรุง
    • 2.2 ปัญหาที่ต้องพัฒนา
    • 2.3 ปัญหาที่ต้องป้องกัน
  • 26. การวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอน
    • 3. วิธีการวิเคราะห์ปัญหา
    • 3.1 ประเด็นการวิจัย
    • 3.2 ปัญหาในการวิจัย
    • 3.3 คำถามวิจัย
    • 3.4 ชื่อเรื่องในการวิจัย
  • 27. นวัตกรรม
    • Innovation
    • แนวความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น
  • 28. นวัตกรรมทางการศึกษา
    • Education Innovation
    • นวัตกรรมที่จะช่วยให้การศึกษาและการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิผลสูงกว่าเดิม เกิดแรงจูงใจและประหยัดเวลาในการเรียน
  • 29. ประโยชน์ของนวัตกรรมทางการศึกษา
    • 1. ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้เร็วขึ้น
    • 2. ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนเป็นรูปธรรม
    • 3. ช่วยให้บรรยากาศการเรียนรู้สนุกสนาน
    • 4. ช่วยให้บทเรียนน่าสนใจ
    • 5. ช่วยลดเวลาในการสอน
    • 6. ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย
  • 30. ประเภทของนวัตกรรมทางการศึกษา สื่อการสอน เทคนิควิธีการสอน สื่อสิ่งพิมพ์ - เอกสารประกอบการสอน - บทเรียนสำเร็จรูป - ชุดการสอน - รายงานการศึกษาค้นคว้า - รายงานโครงการ ฯลฯ สื่อโสต - ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ - สไลด์ แผ่นใส - คอมพิวเตอร์ ช่วยสอน - เทปเพลง เทปเสียง - หุ่นจำลอง ฯลฯ - การสอนแบบศูนย์การเรียน - การสอนด้วยการแสดงบทบาทสมมติ - การสอนเพื่อเสริมสร้างลักษณะนิสัย - การสอนโดยใช้เทคนิคการสอนซ่อมเสริม - การสอนแบบโครงการ ฯลฯ
  • 31. กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ กำหนดกรอบแนวคิด สร้างต้นแบบนวัตกรรม หาประสิทธิภาพของนวัตกรรม
  • 32. กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา ทดลองใช้นวัตกรรม ผลการทดลองใช้ ปรับปรุงต้นแบบ ใช้ไม่ได้ ใช้ได้ เผยแพร่นวัตกรรม
  • 33. การเขียนโครงการเพื่อทำวิจัยในชั้นเรียน
    • การที่ผู้ทำวิจัยเขียนโครงการวิจัยไว้ล่วงหน้าก่อนลงมือทำวิจัยจริง ก็เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน รายละเอียดต่างๆ ที่กำหนดไว้ ทำให้ผู้วิจัยเข้าใจรายละเอียด ความหมาย ขอบเขตของตัวแปรที่เกี่ยวข้องได้ชัดเจนมากขึ้น และสามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ได้ตามความเหมาะสม
  • 34. หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 1. ชื่อเรื่อง
    • ควรสื่อความหมายให้ผู้อ่านได้ทราบ รายละเอียดใน 3 ประเด็น คือ
    • 1. วัตถุประสงค์
    • 2. ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง
    • 3. ประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง
  • 35. ตัวอย่าง
    • 1. ชื่อเรื่อง
    • การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียน ปวช . 1 วิชา วิทยาศาสตร์ เรื่อง “แรง” ระหว่างวิธีการสอนแบบโครงงานและวิธีการสอนโดยใช้สื่อ CAI
  • 36. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ปวช . 1 วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง “แรง” ระหว่างวิธี การสอนแบบโครงงานและวิธีการสอนโดยใช้สื่อ CAI วัตถุประสงค์ - การเปรียบเทียบ ตัวแปร ตัวแปรต้น - วิธีการสอนแบบโครงงาน - วิธีการสอนโดยใช้สื่อ CAI ตัวแปรตาม - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง - นักเรียน ปวช . 1 แผนกช่างไฟฟ้า
  • 37. หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 2. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
    • ควรนำเสนอใน 3 ประเด็น
    • 1. สภาพคาดหวังหรือที่พึงประสงค์
    • 2. สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและปัญหา
    • 3. แนวทางการแก้ปัญหา
  • 38. หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 3. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
    • ระบุสิ่งที่ต้องการได้จากการทำวิจัย
  • 39. หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 4. ขอบเขตของการวิจัย
    • 1. ขอบเขตของเนื้อหาสาระที่ทำวิจัย
    • 2. ขอบเขตของประชากร กลุ่มตัวอย่าง 3. ขอบเขตของช่วงเวลาที่ทำวิจัย
  • 40. หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 5. นิยามศัพท์เฉพาะ
    • เป็นการให้ความหมายของตัวแปรที่ เกี่ยวข้องกับการวิจัย โดยเน้นการให้นิยาม เชิงปฏิบัติการ ( Operation Definition ) เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา… . หมายถึง คะแนนสอบหลังจากเรียนด้วยนวัตกรรมที่ ผู้วิจัยใช้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน
  • 41. หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 6. ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย
    • - ระบุสิ่งที่เป็นประโยชน์จาก ข้อค้นพบที่มุ่งหวังและมิได้มุ่งหวัง
    • - ประโยชน์ที่จะได้จากข้อค้นพบ
  • 42. หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 7. ตัวแปรในการวิจัย
    • ระบุตัวแปรที่ผู้วิจัยสนใจศึกษา โดยระบุตัวแปรต้นและตัวแปรตาม หรือตัวแปรที่ศึกษา
  • 43. หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 8. วิธีดำเนินการวิจัย
    • ระบุขั้นตอนการวิจัย ซึ่งจะมี 3 ขั้นตอน คือ
    • 1. ขั้นเตรียมการ
    • - วิเคราะห์ปัญหา
    • - ศึกษาเอกสาร
    • - กำหนดชื่อเรื่องที่จะทำวิจัย
  • 44. หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 8. วิธีดำเนินการวิจัย
    • 2. ขั้นการสร้างและพัฒนา
    • - ระบุขั้นตอนในแผนการสอน
    • - พัฒนานวัตกรรม หาประสิทธิภาพ
    • - สร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูล
    • - หาคุณภาพเครื่องมือ
  • 45. หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 8. วิธีดำเนินการวิจัย
    • 3. ขั้นนำมาทดลองใช้
    • - นำนวัตกรรมที่ได้พัฒนาแล้วไปใช้กับ กลุ่มประชากรจริง
  • 46. หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 9. การวิเคราะห์ข้อมูล
    • * ข้อมูลเชิงคุณภาพ - วิเคราะห์เนื้อหา ฐานนิยม
    • * ข้อมูลเชิงปริมาณ - ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  • 47. หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 10 . การเก็บรวบรวมข้อมูล
    • ระบุวิธีการที่ใช้เก็บข้อมูล ผู้เก็บ ช่วงเวลาการเก็บ เครื่องมือที่ใช้
  • 48. หัวข้อสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย
    • 11 . งบประมาณ
    • ระบุแหล่งงบประมาณ จำนวน งบประมาณที่ใช้
  • 49. การสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูล
  • 50. 1. แบบสัมภาษณ์ 2. แบบสังเกต 3. แบบสอบถาม 4. แบบประเมิน 5. แบบสำรวจ 6. แบบบันทึก ประเภทของเครื่องมือ
  • 51. คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 1. มีความตรง ( Validity ) แบบสอบจะต้องมีความแม่นยำของคะแนนในการวัด สิ่งที่ต้องการ สามารถบอกสภาพที่แท้จริงหรือพยากรณ์ได้ถูกต้องแม่นยำ - ความตรงเชิงเนื้อหา ( Content Validity ) - ความตรงเชิงโครงสร้าง ( Criterion-related Validity ) - ความตรงเชิงทำนาย ( Predictive Validity )
  • 52. คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 2. มีความเที่ยง ( Reliability ) ความคงเส้นคงวาของคะแนนสอบ ใช้สอบซ้ำกับผู้สอบคนเดียวกันควรจะได้คะแนนเท่ากัน
  • 53. คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 3. มีระดับความยากง่าย ( Difficulty index ) พอเหมาะ แบบสอบจะต้องมีความยากเหมาะสมกับระดับผู้สอบ
  • 54. คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 4. มีอำนาจจำแนก ( Discrimination power ) แบบสอบสามารถจำแนกคนเก่งและคนอ่อนออกจากกันได้
  • 55. คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 6. มีความยุติธรรม ( Fairness ) ผู้สอบทุกคนมีโอกาสที่จะตอบถูก ถ้ามี ความรู้ในเนื้อหาข้อสอบ แต่ถ้าไม่รู้ในเนื้อหาก็ตอบไม่ได้
  • 56. คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 7. ประสิทธิภาพในการนำไปใช้ ( Efficiency ) แบบสอบจะต้องประหยัดเวลาในการสร้าง ดำเนินการสอบได้ง่าย ให้คะแนนได้ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่ายในการสอบ
  • 57. คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 8. ความจำเพาะเจาะจง ( Specific ) ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะใน เรื่องนั้นๆ จึงจะตอบข้อนั้นได้ เปรียบเทียบกลุ่มที่มีความรู้เฉพาะ กับกลุ่มฉลาดที่ไม่มีความรู้เฉพาะ กลุ่มแรกทำแบบสอบได้ดีกว่ากลุ่มหลัง
  • 58. คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 9. มีการกระตุ้นยุแหย่ ( Exemplary ) แบบสอบที่มีการถามล่อ โดยจัดข้อกระทงง่ายๆ ไว้ตอนแรกๆ แล้วจึงค่อยๆ ถามให้ยากขึ้นตามลำดับ
  • 59. คุณลักษณะของแบบสอบที่ดี 10. การวัดอย่างลึกซึ้ง ( Searching ) ลักษณะของแบบสอบที่ถามครอบคลุม พฤติกรรมหลายๆ ด้าน ไม่ใช่วัดแต่ความรู้ความจำอย่างเดียว
  • 60. ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ 1. กำหนดวัตถุประสงค์ของการสอบ - ทดสอบเพื่อจัดตำแหน่ง จัดกลุ่ม - ทดสอบเพื่อกำกับดูแล - ทดสอบเพื่อวินิจฉัย - ทดสอบเพื่อสรุปผล
  • 61. ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ 2. วิเคราะห์หลักสูตร เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้ผู้สอนทราบว่า ใน รายวิชานั้นๆ มีจุดประสงค์ที่จะต้องสอนให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมอะไร มีเนื้อหาอะไรบ้าง และจะออกข้อสอบอย่างไร จึงจะ สอดคล้องกับการสอนและสัมพันธ์กับจุดประสงค์ของหลักสูตร
  • 62. ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ 3. เลือกประเภทข้อสอบ ควรเลือกข้อสอบให้เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการวัด ที่นิยมใช้ คือ 1) ข้อสอบปรนัย 2) ข้อสอบอัตนัย
  • 63. ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ 4. เขียนและทำร่างข้อสอบ จากเนื้อหาและวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ต้องการวัด ผู้เขียนข้อสอบจะต้องสร้างสถานการณ์ สร้างปัญหา และกำหนดกิจกรรมย่อยๆ ขึ้น เพื่อใช้เป็นคำถาม ถ้าเป็นข้อสอบแบบเลือกตอบก็ต้องกำหนดตัวเลือกให้ด้วย
  • 64. ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ 5. จัดทำชุดแบบสอบ เมื่อสร้างข้อสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงการจัดทำเป็นชุดแบบสอบ โดย 1. ทบทวนและคัดเลือกข้อสอบ 2. จัดเรียงข้อสอบ ตามความง่ายยาก ตามเนื้อหา 3. จัดทำคำสั่ง คำชี้แจง
  • 65. ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ 6. นำแบบสอบไปใช้ 7. ตรวจและประเมินผล 8. นำผลการสอบไปใช้
  • 66. ประเภทของข้อสอบ 1. แบบสอบปรนัย ( Objective Test ) 2. แบบสอบอัตนัย ( Eassy Test )
  • 67. แบบสอบปรนัย ( Objective Test )
    • ลักษณะเด่น
    • ผู้ตอบใช้เวลา มาก อ่าน - คิด น้อย การตอบ
    • การตรวจทำได้ง่าย ใครตรวจก็ได้
    • ผลจากการตรวจไม่แตกต่างกัน
  • 68. ประเภทของแบบสอบปรนัย 1. แบบเขียนตอบ ( Supply item types ) 1.1 แบบตอบสั้น ( Short-answer item ) 1.2 แบบเติมคำ (Completion item ) 2. แบบเลือกตอบ ( Selection item types ) 2.1 แบบถูก - ผิด ( True false item ) 2.2 แบบจับคู่ ( Matching item ) 2.3 แบบเลือกตอบ ( Multiple choice item )
  • 69. 1.1 แบบตอบสั้น ( Short-answer item ) ผู้ตอบต้องหาคำตอบเอง แต่เป็นคำตอบสั้นๆ เหมาะสำหรับใช้วัดความรู้ความจำเกี่ยวกับคำศัพท์ ข้อเท็จจริง หลักการ เช่น - สูตรกรดไฮโครคลอริค เขียนอย่างไร ( HCL ) - นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่เท่าไร ( คนที่ 18)
  • 70. 1.2 แบบเติมคำ (Completion item ) มีลักษณะการใช้เหมือนแบบตอบสั้น ต่างกันที่การถาม แบบเติมคำจะเว้นช่องว่างไว้ให้เติาคำตอบ ตัวคำถามจะเป็นประโยคไม่สมบูรณ์ เช่น - สูตรกรดไฮโครคลอริค เขียนว่า…………… . - นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่………………… ...
  • 71. 2.1 แบบถูก - ผิด ( True false item )
    • ให้ผู้ตอบเลือกตอบว่าข้อความที่กำหนดให้นั้น ถูกหรือผิดเท่านั้น เหมาะสำหรับการวัดผลการเรียนรู้ระดับความรู้ความจำ แต่เปิดโอกาสให้เดามาก เช่น
    • - ไวรัสเป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็กที่สุด
    • - กรดเปลี่ยนกระดาษลิทมัสเป็นสีแดง
  • 72. 2.2 แบบจับคู่ ( Matching item ) ให้เลือกจับคู่ระหว่างคำหรือข้อความสองแถว เหมาะสำหรับวัดความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง คำศัพท์ หลักการ ความสัมพันธ์ และการตีความในเรื่องเดียวกัน เช่น ( B ) 1. Walk A. Adjective (C) 2. And B.Verb C.Conjunction
  • 73. 2.3 แบบเลือกตอบ ( Multiple choice item ) ให้เลือกตอบจากคำตอบที่กำหนดให้ นิยมใช้ ทั่วไป วัดผลการเรียนรู้ได้เกือบทุกระดับ สร้างยาก เสียเวลาสร้างมาก
  • 74. หลักการเขียน ข้อคำถามชนิดเลือกตอบ ( Multiple choice item )
  • 75. 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ 1.1 ควรใช้ประโยคคำถาม ( ไม่ดี ) นักเรียนที่ดีมีหน้าที่ ก . เชื่อฟังครู ข . ช่วยพ่อแม่ ค . เคารพผู้ใหญ่ ง . ตั้งใจเล่าเรียน ไม่ดี เพราะคำถามบอกเล่าทำให้ขาดความชัดเจน บางครั้งสิ่งที่ต้องการถามขาดน้ำหนักจนเกิดความคลุมเครือ ( ดี ) นักเรียนที่ดีควรมี หน้าที่อย่างไร
  • 76. 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.2 เน้นจุดที่จะถามให้ชัดเจน ( ไม่ดี ) อาหารชนิดใดต่างจาก ชนิดอื่น ก . ไข่ ข . นม ค . ข้าว ง . ปลา ไม่ดี เพราะไม่บอกว่าต้องการถามด้านไหน จะยึดสิ่งใดเป็นหลักในการพิจารณา ทำให้ เข้าใจไปคนละทาง ( ดี ) อาหารชนิดใดให้คุณค่า ต่างจากชนิดอื่น
  • 77. 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.3 ถามให้ตรงตามเนื้อหาที่ต้องการ ( ไม่ดี ) This is A. Lao B. Japan C. Thailand D. Malysia ไม่ดี เพราะไม่ได้วัดความสามารถทางภาษาอังกฤษอย่างแท้จริง ผู้ตอบต้องอาศัยความรู้ในวิชาภูมิศาสตร์เป็นหลัก ( ดี ) This is A. map B. view C. photo D. picture
  • 78. 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.4 ถามในสิ่งที่ดีหรือเป็นประโยชน์ ( ไม่ดี ) การเป็นหวัดดีอย่างไร ก . ได้ชะล้างจมูก ข . ไม่ต้องอาบน้ำ ค . ไม่ได้กลิ่นเหม็น ง . ไม่มีใครรบกวน ไม่ดี เพราะถามสิ่งที่ไม่ดี ในแง่ดี และไม่เป็นตามหลักวิชา ( ดี ) การเป็นหวัด แสดงว่า ร่างกายอยู่ในสภาพใด ก . แข็งแรง ข . อ่อนแอ ค . ปกติ ง . พิการ
  • 79. 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.4 ถามในสิ่งที่ดีหรือเป็นประโยชน์ ( ต่อ ) ( ไม่ดี ) ความเสียสละ มักให้ ผลเสียในด้านใด ก . เวลา ข . แรงงาน ค . ความคิด ง . ทรัพย์สิน ไม่ดี เพราะถามในสิ่งที่ขัดแย้งกับการยอมรับของสังคม ( ดี ) การเสียสละ ก่อให้เกิด ผลดีในด้านใดแก่สังคม ก . ความอยู่รอด ข . ความเห็นใจกัน ค . ความสามัคคี
  • 80. 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.5 ถามสิ่งที่สามารถหาข้อยุติได้ตามหลักวิชาการ ( ไม่ดี ) ถ้าโลกนี้ไม่มีน้ำมัน จะเป็นอย่างไร ก . การพัฒนาจะหยุด ข . ต้องใช้แรงงานสัตว์ ค . มนุษย์ขาดการติดต่อ ง . เข้าสู่ยุคโบราณ ไม่ดี เพราะเป็นการถามเงื่อนไขหรือสภาวะที่อธิบายได้ยาก ไม่มีหลักวิชายืนยันได้แน่นอน ( ดี ) การขาดแคลนน้ำมัน จะกระทบต่อกิจการใด มากที่สุด ก . การเกษตร ข . การคมนาคม
  • 81. 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.6 ถามให้ใช้ความคิด ไม่ควรถามเฉพาะความจำที่ไม่ใช่สาระสำคัญที่ควรจดจำ ควรถามให้นำความจำไปใช้ ( ไม่ดี ) ข้อใดเป็นแม่สี ก . ขาว - แดง ข . เขียว - แดง ค . น้ำเงิน - แดง ง . น้ำเงิน - เหลือง ไม่ดี เพราะเป็นการวัดความจำพื้นฐาน ซึ่งไม่น่าจะเป็นหลักสำคัญ ควรสนใจในการใช้สี มากกว่า ( ดี ) เมื่อวาดรูปพุ่มไม้ ควร ระบายด้วยสีคู่ใด
  • 82. 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.6 ถามให้ใช้ความคิด ไม่ควรถามเฉพาะความจำที่ไม่ใช่สาระสำคัญที่ควรจดจำ ควรถามให้นำความจำไปใช้ ( ไม่ดี ) โลกห่างจาก พระอาทิตย์กี่ไมล์ ไม่ดี เพราะเป็นการถามความจำที่เป็นรายละเอียดมากเกินไป ทั้งยังใช้หน่วยที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย ( ดี ) ถ้าดวงอาทิตย์มีขนาด เท่าฟุตบอล โลกควรจะมี ขนาดเท่าสิ่งใด ก . มะนาว ข . เม็ดถั่วเขียว ค . บาสเก็ตบอล
  • 83. 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.7 อย่าใช้ภาษาฟุ่มเฟือย ( ไม่ดี ) การรับประทานส้ม เป็นประจำ จะทำให้ ร่างกายได้รับวิตามิน ชนิดใด ไม่ดี เพราะบางข้อความไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง ทำให้จุดที่ต้องการถามมีน้ำหนักเบาหรือไม่ถูกเน้นเท่าที่ควร ( ดี ) ส้มให้วิตามินชนิดใด
  • 84. 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.8 ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้เรียน ( ไม่ดี ) อาหารชนิดใดที่ คนผอมควร บริโภค สุกร 20 ตัวมี ปริมาณ ขากี่ขา ไม่ดี เพราะถ้าไม่ได้มุ่งวัดการแปลคำศัพท์แล้ว ต้องมั่นใจว่า ผู้เรียนเข้าใจความหมายของคำ ( ดี ) อาหารชนิดใดที่คนผอม ควรรับประทาน หมู 20 ตัวมีกี่ขา
  • 85. 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.9 หลีกเลี่ยงคำถามปฏิเสธ ( ไม่ดี ) ถ้าต้นไม้ไม่ได้รับ แสงแดด ใบจะไม่มี ลักษณะอย่างไร ไม่ดี เพราะวกวน เข้าใจยาก เป็นคำถามที่วัดความสามารถด้านภาษามากเกินไป ( ดี ) ต้นไม้ที่ได้รับแสงแดด ใบจะมีลักษณะอย่างไร ถ้าต้นไม้ ไม่ได้ รับ แสงแดด ใบจะมีลักษณะ อย่างไร
  • 86. 1. วิธีเขียนตัวคำถามหรือโจทย์ ( ต่อ ) 1.10 ควรใช้คำถามที่ยั่วยุหรือชวนให้คิด ได้แก่ คำถามที่ถามเรื่องใกล้ตัว พาดพิงกับชีวิตประจำวันของ ผู้เรียน นอกจากนั้นการใช้รูปภาพในการถามจะช่วยเร้าความสนใจได้เป็นอย่างดี ( ไม่ดี ) 1/3 มีค่าเท่ากับ เศษส่วนในข้อใด ( ดี ) ส่วนแรเงาในภาพมีค่า เท่าใด
  • 87. 2. วิธีเขียนตัวเลือก 2.1 ตัวเลือกต้องมีความเป็นเอกพันธ์ 1) เป็นเรื่องราวเดียวกัน เป็นพวกเดียวกัน หรือประเภทเดียวกัน ( ไม่ดี ) ขนมจีนชนิดใดมีรสหวาน ก . น้ำยา ข . น้ำเงี้ยว ค . น้ำขลุกขลิก ง . น้ำพริก ( ดีขึ้น ) ก . น้ำยา ข . น้ำเงี้ยว ค . แกงเขียวหวาน ง . น้ำพริก
  • 88. 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.1 ตัวเลือกต้องมีความเป็นเอกพันธ์ 2) มีทิศทางเดียวกัน ( ถ้าคำถามในทางบวก ตัวเลือกทุกตัวก็จะต้องเป็นในทางบวก ) ( ไม่ดี ) อุตสาหกรรมทำให้เกิด ผลเสียในเรื่องใด ก . เงินหมุนเวียนมาก ข . สินค้ามีมากเกินจำเป็น ค . สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ตัวเลือกข้อ ก . กับ ข้อ ข . ค . มีทิศทางสวนกลับกัน ( ดีขึ้น ) ก . ค่าของเงินตกต่ำ ข . สินค้ามีมากเกินจำเป็น ค . สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
  • 89. 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.1 ตัวเลือกต้องมีความเป็นเอกพันธ์ 3) มีโครงสร้างสอดคล้องกัน ( ถ้าเป็นคำหรือวลี ก็ต้องเป็นทุกตัว ถ้าเป็นประโยคก็ควรเป็นประโยคทุกตัว ) ( ไม่ดี ) คำว่า “คว้าน้ำเหลว” หมายถึง อะไร ก . ไม่สำเร็จ ข . หลงผิด ค . คนที่ทำสิ่งที่ยากเกินไป ตัวเลือกข้อ ค . เป็นประโยค ข้อ ก . ข . เป็นวลี ( ดีขึ้น ) ก . ไม่สำเร็จ ข . หลงผิด ค . ยากเกินไป
  • 90. 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.2 หลีกเลี่ยงตัวเลือกแบบปลายปิดปลายเปิด ( ไม่มีข้อถูก - ผิดทุกข้อ - ถูกทุกข้อ - ถูกข้อ ก . กับ ข .) ( ไม่ดี ) โลกมีลักษณะเช่นใด ก . กลม ข . แบน ค . รี ง . ผิดทุกข้อ ( ดีขึ้น ) โลกมีลักษณะเช่นใด ก . กลมเหมือนฟุตบอล ข . กลมเหมือนผลส้ม ค . แบนเหมือนกระดาน ง . แบนเหมือนจานข้าว
  • 91. 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.3 ใช้ตัวเลือกที่เป็นไปได้ ( ไม่มีตัวลวงที่ผิดอย่างชัดเจน ) ( ไม่ดี ) สัตว์ชนิดใดเป็นพาหะ ของโรคกลัวน้ำ ก . แมลงวัน ข . โคกระบือ ค . ยุงก้นป่อง ( ดีขึ้น ) ก . แมลงวัน ข . แมลงหวี่ ค . ยุงก้นป่อง
  • 92. 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.4 เขียนตัวเลือกให้อิสระขาดจากกัน ( อย่าให้ตัวเลือกใดเป็นส่วนหนึ่งหรือส่วนประกอบของตัวอื่น ) ( ไม่ดี ) คนไทยส่วนใหญ่ มีอาชีพ อะไร ก . การทำไร่ ข . การเกษตร ค . การค้าขาย ( ดีขึ้น ) ก . รับราชการ ข . การเกษตร ค . การค้าขาย
  • 93. 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.5 ใช้ภาษาให้รัดกุมชัดเจน ไม่ควรใช้ถ้อยคำสำนวนที่ยืดยาวหรือใช้ข้อความซ้ำๆ กันในแต่ละตัวเลือก ( ไม่ดี ) กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ สอง เนื่องจากสาเหตุใด ก . เพราะคนไทยขาดผู้นำ ข . เพราะคนไทยขาดขวัญ ค . เพราะคนไทยขาด ความสามัคคี ( ดีขึ้น ) กรุงศรีอยุธยาแตก ครั้งที่สอง เพราะ คนไทยขาดสิ่งใด ก . ผู้นำที่เข้มแข็ง ข . ขวัญและกำลังใจ ค . ความสามัคคี
  • 94. 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.6 ควรเรียงลำดับตัวเลือกที่เป็นตัวเลข ( ไม่ดี ) กรุงเทพฯ สร้างเสร็จปีใด ก . พ . ศ .2310 ข . พ . ศ .2113 ค . พ . ศ .2315 ( ดีขึ้น ) ก . พ . ศ . 2113 ข . พ . ศ . 2310 ค . พ . ศ .2315
  • 95. 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.7 ควรใช้ตัวเลือกที่ผู้เรียนรู้จักและเข้าใจ ( ไม่ดี ) คนผอมควรเลือกรับประทานอาหารชนิดใดต่อไปนี้ ก . ข้าวซอย ข . ข้าวยำ ค . ข้าวขาหมู ง . น้ำพริกผักต้ม ไม่ดี เพราะข้อ ก . และ ข . เป็นอาหารพื้นเมือง ซึ่งผู้เรียนอาจไม่รู้จัก ( ดีขึ้น ) ก . ผัดผักน้ำมันหอย ข . โจ๊ก
  • 96. 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.8 หลีกเลี่ยงการแนะคำตอบ 1) อย่าให้คำถามข้อแรกๆ แนะคำตอบข้อหลังๆ เช่น ข้อแรกๆ ถามว่า สีเขียวในใบพืชเรียกอะไร ข้อหลังๆ ถามว่า พืชสีเขียวซึ่งมีคลอโรฟิลล์จะปรุงอาหารได้ต้องอาศัยสิ่งใด
  • 97. 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.8 หลีกเลี่ยงการแนะคำตอบ 2) อย่าให้ตัวถูกมีคำซ้ำกับคำถาม ( ไม่ดี ) เราได้น้ำตาลมาจาก ต้นอะไร ก . ต้นตาล ข . ต้นมะม่วง ค . ต้นปาล์ม ( ดีขึ้น ) ก . ต้นอ้อย ข . ต้นมะม่วง ค . ต้นปาล์ม
  • 98. 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.8 หลีกเลี่ยงการแนะคำตอบ 3) อย่าใช้คำขยายไม่เหมาะสม ( ไม่ดี ) หลังรับประทานอาหาร ไม่ควรทำสิ่งใด ก . นั่งเล่น ข . นอนทันที ค . ดูโทรทัศน์ ( ดีขึ้น ) ก . นั่งเล่น ข . นอนเล่น ค . ดูโทรทัศน์
  • 99. 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.8 หลีกเลี่ยงการแนะคำตอบ 4) อย่าถามเรื่องที่ผู้เรียนคล่องปากหรือเคยชินเกินไป ( ไม่ดี ) ใจคนเลี้ยวลดเหมือนสิ่งใด ก . เถาวัลย์ ข . ถนน ค . แม่น้ำ ข้อนี้ ข้อ ก . เป็นการเปรียบเปรยอย่างแพร่หลาย ถือว่าเป็นเรื่องที่คล่องปาก จึงไม่ควรถาม ควรถามเกี่ยวกับสำนวน สุภาษิตไทย ดีกว่า
  • 100. 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.8 หลีกเลี่ยงการแนะคำตอบ 5) อย่าให้ตัวเลือกที่สั้นยาวต่างกันมาก ( ไม่ดี ) เด็กที่ฟันกำลังขึ้น ควร บำรุงด้วยอาหารประเภทใด ก . โปรตีน ข . อาหารทะเล ค . อาหารประเภทที่มี แคลเซียมมาก ( ดีขึ้น ) เด็กที่ฟันกำลังขึ้น ควร รับประทานอาหารที่มี แร่ธาตุชนิดใด ก . เหล็ก ข . วิตามิน ค . แคลเซียม
  • 101. 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) ในกรณีที่ตัวเลือกใช้คำเฉพาะหรือมีความรัดกุม แจ่มชัดดีแล้ว ไม่สามารถปรับแก้ให้แต่ละตัวมีความยากพอ ๆ กันได้ ให้ใช้วิธีเรียงตัวเลือกจากตัวที่สั้นไปหาตัวที่ยาว เช่น ประเทศไทยกำลังพัฒนาอาชีพใด ก . ทำนา ข . การค้าขาย ค . การอุตสาหกรรม
  • 102. 2. วิธีเขียนตัวเลือก ( ต่อ ) 2.8 หลีกเลี่ยงการแนะคำตอบ 6) ควรกระจายตำแหน่งตัวถูก ควรวางตำแหน่งตัวถูกอย่างสุ่ม ไม่เป็นระบบที่แน่นอนตายตัว กระจายให้ตัวเลือกแต่ละตัว มีจำนวนครั้งที่เป็นตัวถูกเท่าๆ กัน
  • 103. แบบสอบอัตนัย ( Eassy Test )
    • ลักษณะเด่น
    • เป็นการสอบที่ให้เสรีภาพแก่ผู้ตอบในการประมวล คัดเลือกความรู้ ความสามารถที่มีอยู่ในตนเอง มาจัดระบบ เรียบเรียงและเขียนเป็นคำตอบ
    • คำตอบที่ได้จากผู้สอบแปรตามระดับของคุณภาพและความถูกต้อง
  • 104. ประเภทของแบบสอบอัตนัย 1. แบบจำกัดคำตอบ ( Restricted Response ) เป็นแบบคำถามที่จำกัดให้ตอบทั้งเนื้อหา ( Content ) และรูปแบบ ( Form ) การตอบ จงเปรียบเทียบความแตกต่างที่สำคัญระหว่างประเทศ อุตสาหกรรม ( NICS ) กับประเทศเกษตรกรรม ในประเด็นต่อไปนี้ 1. ระบบการผลิต 2. รายได้ของประชากร 3. ปัญหาสังคม
  • 105. ประเภทของแบบสอบอัตนัย 2. แบบไม่จำกัดคำตอบ ( Extended Response ) เป็นแบบคำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้สอบตอบได้อย่างเสรี โดยไม่กำหนดขอบเขตของคำถาม แต่จำกัดเวลาในการตอบ จงวิเคราะห์การแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
  • 106. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการวัดผลการศึกษา 1. การสอบเป็นเครื่องมือวัดผลเพียงอย่างเดียว 2. คะแนนที่นักเรียนสอบได้ คือ สมรรถภาพของ ผู้เรียนเท่านั้น 3. เครื่องมือที่ใช้วัดผลจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ จะพิจารณาคะแนนที่ได้เท่านั้น
  • 107. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการวัดผลการศึกษา 4. การวัดผลจะต้องมีการแจกแจงเป็นโค้งปกติเสมอ 5. การสอบคือการควบคุมคุณภาพการศึกษา 6. ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้เรียนทราบถึงวัตถุประสงค์ของการสอนและการสอบ
  • 108. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการวัดผลการศึกษา 7. การสอบต้องใช้เวลามากๆ 8. คะแนนจากการสอบควรเป็นความลับ 9. การบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยทำให้สอบได้
  • 109. The End