คู่มือ Joomla
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

คู่มือ Joomla

on

  • 4,379 views

คู่มือสอน Joomla

คู่มือสอน Joomla

Statistics

Views

Total Views
4,379
Slideshare-icon Views on SlideShare
4,376
Embed Views
3

Actions

Likes
1
Downloads
121
Comments
0

2 Embeds 3

http://localhost 2
https://twitter.com 1

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    คู่มือ Joomla คู่มือ Joomla Document Transcript

    • สารบัญ1. การติดตั้งและใช้งาน AppServ 12. ติดตั้ง Joomla! 93. การล็อกอิน (Login) 204. การจัดการเว็บไซต์ (Website Configurations Manager) 225. การติดตั้งภาษา (Language) 276. การจัดการเนื้อหา (Content Manager) 316.1 การจัดการหมวดหมู่บทความ (Section Manager) 326.2 การจัดการประเภทของบทความ (Category Manager) 366.3 การจัดการบทความ (Article Manager) 407. การสร้างบทความใหม่ (New Article) 438. การติดตั้งเท็มเพลต (Template Manager) 499. การติดตั้ง Module และ Plugin 5410. การสร้าง Module ใหม่ที่มีมาใน Joomla 5511. การจัดการเมนู (Menu Manager) 58
    • 2การติดตั้ง Joomla!ขั้นตอนการติดตั้ง Joomla! จะเป็นเรื่องง่าย แต่ขั้นตอนการเตรียมการก่อนการติดตั้งอาจจะไม่ง่ายนักเพราะผู้ดูแลเว็บไซต์จะต้องเตรียมระบบให้พร้อม โดยเฉพาะเรื่องของฐานข้อมูลที่ต้องสร้างขึ้นก่อน จึงจะทาการติดตั้ง Joomla! ได้ โดยฐานข้อมูลจะต้องอยู่ในรูปแบบที่ Joomla! สามารถใช้งานได้ และสาหรับบางเซิร์ฟเวอร์แล้ว การติดตั้ง Joomla! ไม่ได้มีเพียงแค่ขั้นตอนของการติดตั้งเท่านั้น บางครั้งผู้ดูเว็บไซต์จะต้องปรับแต่งค่าที่อยู่ในซอร์สโค้ดของ Joomla! เพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะเว็บที่ติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ที่ทางานด้วย IIS ส่วนเซิร์ฟที่ทางานด้วย Apache มักจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้มากนัก อาจจะเป็นเพราะถูกออกแบบาให้ทางานคู่กันก็ได้รูปแบบของการติดตั้ง Joomla!สามารถติดตั้ง Joomla! ได้ 2 แบบด้วยกันคือการติดตั้งแบบโลคอล (Local Installation) ซึ่งต้องจาลองเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์เสียก่อน จึงจะสามารถติดตั้ง Joomla! ลงไปได้ เป้ ฯการติดตั้งเพื่อทดลองใช้งาน Joomla! บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานแบบที่สองคือการติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ (Web Server Installation) ซึ่งเป็นการติดตั้งบนเว็บเซิร์ฟเวอร์เพื่อการสร้างเว็บไซต์จริง ๆแต่ก่อนที่จะติดตั้งใช้งาน Joomla! จะต้องมีการตรวจสอบก่อนว่าคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่จะใช้งานพรอมสาหรับการใช้งาน Joomla! แล้วหรือยัง
    • 3ความต้องการของระบบ (System Requirements)ความต้องการเบื้องต้นของคอมพิวเตอร์ ที่จะติดตั้งใช้งาน Joomla! เวอร์ชั่น 1.5 ทั้งการติดตั้งแบบโลคอลและการติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ จะมีความต้องการของระบบทีเหมือนกัน ดังนี้1. Apache เวอร์ชั่น 1.3 หรือสูงกว่า โดยปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่น 2.2 Apache เป็นโปรแกรมเว็บเซิฟเวอร์แบบ Open Source ที่ใช้งานได้ฟรี และดาวน์โหลดได้ที่ www.apache.org2. PHP 4.3 หรือสูงกว่า โดยปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่น 5.2.5 แล้ว สาหรับประมวลผลภาษาสคริปบนWeb Server สามารถดูรายละเอียดและดาวน์โหลดได้ที่ www.php.net3. ฐานข้อมูล เวอร์ชั่น 3.23 หรือสูงกว่า โดยปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่น 6.0 สาหรับเก็บข้อมูลสาหรับการทางานทุกอย่างของ Joomla! สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรีที่ www.MySQL.com
    • 4การติดตั้งและใช้งาน AppServการจาลอง PC เป็น Server เพื่อทดลองใช้งาน นั้นมีวิธีหลากหลายวิธี และหลากหลายโปรแกรมโปรแกรมที่แนะนาคือ AppServ รุ่น 2.5.10 (ณ วันที่เขียน) ซึ่ง มีรายละเอียดดังนี้ Apache 2.2.8 PHP 5.2.6 MySQL 5.0.51b phpMyAdmin 2.10.3เหตุที่เลือกเป็นรุ่นนี้เพราะ ใช้ php เวอร์ชั่น5 ซึ่งจะรองรับการใช้งานในอนาคต ซึ่งโอสติ้งส่วนใหญ่ก็น่าจะเริ่มมีให้ใช้กันแล้วหมายเหตุ ก่อนอื่นต้องแน่ใจว่าคุณไม่เคยติดตั้งโปรแกรมจาลองเครื่องเป็น Server หากเคยให้ถอนออกก่อนการติดตั้ง หากติดตั้ง IIS ไว้ต้องปิดการทางานก่อนเช่นกันเริ่มติดตั้ง1. ดับเบิลคลิกappserv-win32-x.x.x.exe เพื่อติดตั้ง AppServ บนเครื่องPC รูปที่1 เมื่อดับเบิลคลิกแล้วจะพบกับหน้าจอต้อนรับรูปที่1 เมื่อดับเบิลคลิกแล้วจะพบกับหน้าจอต้อนรับ
    • 52. คลิก Next จะพบกับหน้าจอ ประกาศเรื่องลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็น ลิขสิทธิ์แบบ GNU/GPL Licenseรูปที่2 หน้าประกาศลิขสิทธิ์ GNU/GPL License3. เมื่อคลิก I Agree เพื่อยอมรับลิขสิทธิ์แล้ว ก็จะเข้าสู่หน้าเลือกโฟลเดอร์ และไดร์ฟ ที่จะติดตั้งในที่นี้เป็น C:AppServรูปที่ 3 เลือกโฟลเดอร์
    • 64. เมื่อคลิกNext จะเข้าสู่หน้าเลือก คอมโพเน้นที่จะติดตั้ง ในที่นี้คลิกให้หมดทุกตัวรูปที่ 4 เลือกคอมโพเน้นที่จะติดตั้ง5. หน้าServer Informationรูปที่ 5 Server Information
    • 7ช่อง Server Name ให้ใส่localhostช่อง Admin Email ให้ใส่email ของเราไปช่อง HTTP Port ให้ใส่หมายเลข Port ที่ต้องการเผยแพร่เข้าไป ในที่นี้แนะนาเป็น 80 จากนั้นคลิกNext6. ตั้งค่า MySQLรูปที่ 6 ตั้งค่า MySQLช่องEnter Root Password ใส่รหัสผ่านสาหรับ Account User: rootหมายเหตุ กรุณาใส่รหัสที่คุณจาได้ง่ายๆ (ณ ที่นี้แนะนาให้ใส่คาว่า admin ลงไป)Re-Enter Root Password ใส่รหัสผ่านสาหรับ root อีกครั้งให้เหมือนเดิมช่อง Character Sets เลือกเป็น TIS620 Thai เพื่อใช้งานกับภาษาไทย หรือ UTF-8 ก็ได้แต่ เวลาใช้งานจริงบนโอสติ้งต้องตรวจสอบก่อนว่าโฮสเราสนับสนุน UTF-8 หรือไม่จากนั้นคลิกInstall
    • 87. จากนั้นโปรแกรมจะถูกติดตั้ง รอจนครบ 100% ในระหว่างนี้ หาก Windows มีการสอบถามเรื่องการBlock โปรแกรม ให้คลิก Unblock โปรแกรมจะถูกติดตั้งอย่างสมบูรณ์รูปที่ 7 ติดตั้งโปรแกรม8. เข้าสู่หน้าสุดท้าย ระบบจะถามว่า จะเริ่มให้ Apache และ MySQL ทางานหรือไม่ คลิก Finishรูปที่ 8 หน้าสุดท้ายของการติดตั้ง
    • 99. เมื่อติดตั้งเสร็จ ให้เปิด Internet Explorer หรือ Mozilla Firefox ขึ้นมา ช่อง Address พิมพ์http://localhost เพื่อทดสอบ หากสาเร็จจะมีหน้าจอดังภาพรูปที่ 9 หน้าจอทดสอบการติดตั้ง AppServเสร็จเรียบร้อยสาหรับการเตรียมเครื่อง PC ของเราเป็น Server จาลอง หากใครติดตั้งไม่ผ่านต้องตรวจสอบให้ดีว่าไม่มี โปรแกรมจาลอง Server อื่นๆ อยู่บนเครื่องเรา และหากใครใช้ Skype ต้องตั้งค่าให้Skype ไม่ Auto run เมื่อเปิดเครื่อง หรือทาการปิดโปรแกรมก่อนโครงสร้างของ AppServเมื่อติดตั้งแล้ว ตัวโปรแกรมจะสร้าง ไดแรกเทอรี่ต่างๆ ดังรูป ซึ่งไดเรกเทอรี่ที่ใช้ในการ Copy ไฟล์แมมโบ้ลงไปคือ www หมายเหตุ การจาลอง PC เป็น Server ด้วยAppServ นั้นเป็นการทาเพื่อทดลองสคริปเท่านั้นไม่แนะนาให้ใช้เป็น Server จริงเนื่องจากความปลอดภัย
    • 10ติดตั้ง Joomla!หลังจากจาลอง PC เป็นเครื่องแม่ข่ายแล้ว ก็สามารถติดตั้ง Joomla! เพื่อพัฒนาเว็บไซต์ที่ต้องการได้คุณสามารถดาวน์โหลดไฟล์ Joomla! เวอร์ชั่นล่าสุดได้ที่ www.Joomla!.org จากตัวอย่างที่ให้ติดตั้งเป็น Joomla!เวอร์ชั่นเมื่อคุณดาวน์โหลดไฟล์ Joomla!_ Joomla_1.5.10-Stable-Full_Package.zip มาเรียบร้อยแล้ว ก็ให้คุณคลิกขวาเลือกแยกไฟล์... จากนั้นคลิกปุ่ม OK
    • 11รูปที่ 10 หน้าจอแสดงการแยกไฟล์รอจนกว่าจะแยกไฟล์สาเร็จ จากนั้นเปลี่ยนให้เข้าไปคลิกขวาที่โฟล์เดอร์เลือก Rename > พิมพ์ชื่อที่ต้องการลงไปในที่นี้ให้พิมพ์เป็น test จากนั้นคลิกแป้ นพิมพ์Enterขั้นตอนการสร้าง ฐานข้อมูลของเว็บไซต์1. เปิดโปรแกรม เว็บเบราเซอร์ขึ้นมา พิมพ์แอดเดรสของเว็บในช่องแอดเดรสบาร์ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์พิมพ์ http://localhost/phpmyadminใส่ User name และ Password ที่ได้ติดตั้ง Appserv ไว้ แล้วเลือก OKรูปที่ 11 ใส่ User และ Password2. ตั้งชื่อฐานข้อมูลที่ต้องการเก็บข้อมูลของเว็บไซต์
    • 12รูปที่ 12 หน้าจอ phpMyAdminช่อง สร้างฐานข้อมูลใหม่ พิมพ์ชื่อฐานข้อมูลที่ต้องการเก็บข้อมูลของเว็บลงไป เช่น test1 จากนั้นคลิกที่ปุ่มสร้าง จากนั้นปิดหน้าต่างลงปิดหน้าต่างขั้นตอนการติดตั้ง Joomla!1. เปิดเว็บเบราเซอร์ขึ้นมา พิมพ์แอดเดรสของเว็บในช่องแอดเดรสบาร์ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์พิมพ์ http://localhost/ ตามด้วยชื่อโฟลเดอร์ที่ได้ Rename ในที่นี้คือ test จะปรากฏหน้าต่าง ขั้นตอนแรกเป็นการเลือกภาษาของการติดตั้ง สามารถเลือกจอภาพลงมาเลือกภาษาที่ต้องการได้ ในที่นี้เลือกเป็น th-TH – Thai(ภาษาไทย) > คลิกปุ่มถัดไปรูปที่ 13 หน้าต่างเลือกภาษาสาหรับการติดตั้งภาษา2. หน้าต่างตรวจสอบการติดตั้ง คลิกปุ่มถัดไป
    • 13รูปที 14 หน้าต่างตรวจสอบระบบก่อนการติดตั้ง3. หน้าต่างแสดงข้อความลิขสิทธิ์ของ Joomla! จะแสดงขึ้นมา จะเห็นว่า Joomala เป็นซอฟต์แวร์เสรีภายใต้ลิขสิทธิ์แบบ GNU/GPL เมื่ออ่านรายละเอียดลิขสิทธิ์แล้วให้คลิกปุ่ม ถัดไปรูปที่ 15 หน้าต่างแสดงข้อความลิขสิทธิ์ของ Joomla!
    • 144. หน้าต่างรายละเอียดเกี่ยวกับฐานข้อมุล จะแสดงขึ้นมาดังรูปที่ 16 เราจะต้องกรอกข้อมูลรายละเอียดของฐานข้อมูล ที่จะนามาใช้งานเว็บไซต์ลงไป ซึ่งเป้ นฐานข้อมูลที่เราได้สร้างไว้แล้ว ในขั้นตอนก่อนหน้านี้นั่นเองรูปที่ 16 หน้าต่างรายละเอียดเกียวกับฐานข้อมูลรายละเอียดของการกรอกข้อมูลในขั้นตอนนี้ ดังนี้ค่า รายละเอียดชนิดฐานข้อมูล สาหรับเลือกชนิดของโปรแกรมฐานข้อมูล ที่ใช้งานกับเว็บไซต์ มีให้เลือก 2 ชนิด mysqlและ mysqli ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะใช้ mysq กันเป็นหลัก และเราเองก็ได้ติดตั้งใช้งาน mysqlไว้เช่นเดียวกัน ดังนั้นให้เลือกไว้ที่ mysqlชื่อโฮสต์ สาหรับใส่ชื่อของเซิร์ฟเวอร์ลงไป ในการติดตั้งใช้งานแบบโลคอลนัน ชื่อโดยทั่วไปจะเป็นlocalhost แต่ถ้าเป็นเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการในการติดตั้งใช้งานจริง ชื่อโอสต์อาจจะเป็นlocalhost หรือไม่ก็ได้ ถ้าไม่แน่ใจให้สอบถามเว็บโฮสติ้ง ในตอนนี้ให้ใส่ localhost ลงไปชื่อผู้ใช้ฐานข้อมูล เป็นชื่อของผู้มีสิทธิ์เข้าใช้ฐานข้อมูลที่ได้กาหนดไว้ในขั้นตอนของการสร้างไฟล์ฐานข้อมูลในตัวอย่างเป็น rootรหัสผ่าน เป็นรหัสผ่านสาหรับเข้าใช้งานฐานข้อมูล ที่ได้กาหนดไว้ในขั้นตอนของการสร้างไฟล์ฐานข้อมูล ในตัวอย่างเป็น 1234ชื่อฐานข้อมูล เป็นชื่อไฟล์ฐานข้อมูลทีได้สร้างไว้ซึ่งตามตัวอย่างข้างต้นที่เราสร้างฐานข้อมูลกันไว้มีชื่อว่าtest
    • 15ค่า รายละเอียดต้องการลบตารางที่มีอยู่ ถ้าเป็นการใช้ไฟล์ฐานข้อมูลเก่า ที่มีข้อมูลอยู่ภายในอยู่ก่อนแล้ว การคลิกที่หน้าตัวเลือกนี้ ข้อมูลตารางที่อยู่ในไฟล์ฐานข้อมูลจะถูกลบทิ้งทั้งหมด ถ้าเป็นไฟล์ฐานข้อมูลที่สร้างขึ้นมาใหม่ ยังไม่มีการใช้งานมาก่อน ก็ไม่จาเป็นต้องเลือกที่ตัวเลือกนี้ต้องการสารองข้อมูลตารางหรือไม่ถ้าเป็นการใช้งานไฟล์ฐานข้อมูลเก่า ที่มีตารางข้อมูลอย่างอยู่ภายในบ้างแล้วการคลิกที่ตัวเลือกนี้ ก็จะเป้ นการสารองตารางที่มีอยู่เดิมนั้นไว้ ก่อนที่จะติดตั้งตารางข้อมูลใหม่เข้าไป ถ้าเป็นไฟล์ฐานข้อมูลที่สร้างขึ้นมาใหม่ ยังไม่มีการใช้งานมาก่อน ก็ไม่จาเป็นต้องเลือกที่ตัวเลือกนี้ชื่อนาหน้า (prefix) ตาราง สาหรัการกาหนดชื่อนาหน้าของตารางต่าง ๆที่อยู่ในฐานข้อมูล ค่าปกติคือ jos_ ซึ่งแนะนาให้ใช้ค่านี้หลังจากที่ได้ใส่ค่าต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ปุ่ม ถัดไป ซึ่ง Joomla! จะเริ่มต้นติดตั้งข้อมูลต่าง ๆเข้าไปในฐานข้อมูลที่ได้กาหนดไว้5. เมื่อการติดตั้งเสร็จแล้ว หน้าต่างสาหรับการตั้งค่าระบบ FTP (File Transfer Protocal) จะแสดงขึ้นมากดังรูปรูปที่ 17 หน้าต่างการติดตั้งระบบ FTP
    • 16รายละเอียดในการกาหนดค่าในหน้าต่าง การตั้งค่าระบบ FTP ตามรูปที่ 17 มีดังนี้ค่า รายละเอียดเปิดการใช้งาน FTP FilesystemLayerกาหนดการเปิดใช้งานคุณสมบัติด้าน FTP คลิก Yes เพื่อเปิดใช้งาน หรือคลิกNo เพื่อไม่เปิดใช้งานชื่อผู้ใช้ FTP ใส่ชื่อผู้ใช้งาน FTPรหัสผ่าน FTP ใส่รหัสผ่าน FTPราก FTP พาธ ใส่ตาแหน่งโฟลเดอร์หลักของ FTPค้นหา FTP พาธอัตโนมัติ กดเพื่อให้ Joomla! หาตาแหน่งหลักของ FTP อัตโนมัติตรวจสอบค่ากาหนดของ FTP กดเพื่อให้ Joomla! ตรวจสอบค่ากาหนดของ FTP จากเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้งานอยู่นอกจากนี้ยังมีแท็บ “การตั้งค่าขั้นสูง” เพื่อกาหนดค่าต่าง ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย เมื่อคลิกลงบนแท๊บนี้แล้วก็จะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นมาดังนี้ค่า รายละเอียดFTP โฮสต์ ตาแหน่งโฮสต์ของ FTP serverFTP Port พอร์ตที่ใช้สาหรับ FTP serverเก็บบันทึกรหัสผ่าน FTP “Yes” สาหรับให้บันทึกรหัสผ่านเอาไว้“No” ไม่ต้องบันทึกรหัสผ่านหลังจากกาหนดค่าและตรวจสอบค่าที่กาหนดเรียบร้อยแล้ว ให้คลิกที่ปุ่ม ถัดไป6. หน้าต่างการตั้งค่าระบบหลักจะแสดงขึ้นมราดังรูปรูปที่ 18 หน้าต่างการติดตั้งระบบหลัก
    • 17รายละเอียดข้อมูลที่ต้องใส่ในหน้าต่างการตั้งค่าระบบหลักตามรูที่ 18 มีดังต่อไปนี้ค่า รายละเอียดชื่อเว็บไซต์ สาหรับใส่ชื่อเว็บไซต์ ซึ่งชื่อของเว็บไซต์ไม่ใช่ชื่อของโดเมนเนม เช่น ชื่อเว็บ“มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ” โดเมนเนมเป็น www.kmutnb.ac.thหรืออาจจะใส่สดลแกนของเว็บไซต์สั้น ๆ ลงไปก็ได้ ชื่อของเว็บไซต์ ที่อยู่บนไตเติลบาร์ของเว็บเบราเซอร์อีเมลของท่าน ใส่อีเมลของผู้ดูแลเว็บไซต์ลงไปรหัสผ่านของผู้ดู ให้ตั้งรหัสผ่านสาหรับผู้ดูเว็บไซต์ลงไปยืนยันรหัสผ่านของผู้ดูแล ใส่รหัสผ่านสาหรับผู้ดูเว็บลงไปอีกครั้งต้องการติดตั้งข้อมูลตัวอย่างหรือไม่การติดตั้งเพื่อทดลองใช้งาน Joomla! เป็นครั้งแรก ก็แนะนาให้ติดตั้ง ข้อมูลตัวอย่างต่าง ๆ ของเว็บลงไป เพื่อดูเป็นตัวอย่างถัดลงมาที่ด้านล่างจะเป็นพื้นที่สาหรับจัดการฐานข้อมูล สาหรับกรณีที่เป็นการย้าย (ฐานข้อมูล)เว็บไซต์จากเว็บไซต์เก่าที่สร้าด้วย Joomla! เวอร์ชั่น 10.0.X มาเป็น (ฐานข้อมูล) เว็บไซต์ที่สร้างด้วย Joomla! 1.5สามารถอ่านได้ที่ www.dodeeweb.comหลังจากกาหนดค่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้คลิกปุ่ม ถัดไป7. หน้าต่างแสดงการติดตั้ง Joomla! เสร็จแล้วจะแสดงดังรูปที่ 19รูปที่ 19 หน้าต่างแสดงข้อความเสร็จสิ้นกระบวนการติดตั้ง
    • 188. ถ้าคลิกไปที่ปุ่ม “ดูหน้าเว็บไซต์” เพื่อเข้าไปดูหน้าตาเว็บไซต์ที่เพิ่มสร้างขึ้น หรือปุ่ม “ผู้ดูแล” เพื่อเข้าไปยังไหน้าผู้ดูแลเว็บไซต์โดยที่ยัง ไม่มีการลบโฟล์เดอร์ installation ทิ้งไป หรือเปลี่ยนให้มีชื่ออย่างอื่น ก็ไม่สามารถเข้าไปยังหน้าเว็บได้ และจะมีข้อความขึ้นมาเตือนดังรูปที่ 199. การลบไฟลเดอร์ Installation สาหรับการติดตั้งแบบโลคอล สามารถเข้าไปลบได้ที่ ไดเรกทอรี่สาหรับเก็บไฟล์เว็บไซต์ ในตัวอย่างคือ C:AppServwwwtest ที่โฟล์เดอร์ installation ให้เปลี่ยนชื่อหรือ Deleteโฟล์เดอร์ออกเมื่อลบหรือเปลี่ยนชื่อ installation เรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเข้าหน้าเว็บไซต์และหน้าผู้ดูแลระบบได้กระบวนการติดตั้ง Joomla! ก็เสร็จสิ้นการเข้าสู่หน้าเว็บไซต์เปิดเบาร์เซอร์ขึ้นมา พิมพ์ URL ของเว็บไซต์ ตามตัวอย่างคือ http://localhost/testรูปที่ 20 หน้าเว็บไซต์
    • 19ส่วนประกอบต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์ใหม่ แยกออกได้ดังรูปที่ 21 ซึ่งมีรายละเอียดเรียกดังนี้
    • 20แต่ละส่วนในรูป มีชื่อเรียกและรายละเอียดดังต่อไปนี้1. โลโก้ขอเว็บ2. โมดูล Breadcrumb อยู่ในตาแหน่งโมดูล breadcrumb แสดงตาแหน่งในปัจจุบันของหน้าเว็บเพจ3. โมดูล Menu ชื่อ Main Menu อยู่ในตาแหน่งโมดูล left แสดงรายการเมนูที่อยู่ใน Main Menu4. โมดูล Menu ชื่อ Resources อยู่ในตาแหน่งโมดูล left แสดงรายการเมนูที่อยู่ใน Resources5. โมดูล Menu ชื่อ Key Concepts อยู่ในตาแหน่งโมดูล left แสดงรายการเมนูที่อยู่ใน Key Concepts6. โมดูล Login From อยู่ในตาแหน่งโมดูล left แสดงแบบฟอร์มสาหรับให้สมาชิกของเว็บไซต์ลอกอินเข้าสู่เว็บไซต์7. โมดูล Banner อยู่ในตาแหน่ง Footer แสดงป้ายโฆษณา8. โมดูล Footer อยู่ในตาแหน่ง Footer แสดงข้อความลิขสิทธิ์เว็บไซต์9. โมดูล Menu ชื่อ Top Menu อยู่ในตาแหน่งโมดูล user3 แสดงรายการเมนูที่อยู่ใน Top Menu10.โมดูล Newsflash อยู่ในตาแหน่งโมดูล top แสดงแบบฟอร์มสาหรับค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์11.โมดูล Search อยู่ในตาแหน่งโมดูล user4 แสดงแบบฟอร์มสาหรับค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์12.โมดูล Popular อยู่ในตาแหน่งโมดูล user2 แสดงรายชื่อบทความยอกนิยม13.โมดูล Latest News อยู่ในตาแหน่งโมดูล user1 แสดงรายชื่อบทความล่าสุด14.โมดูล Polls อยู่ในตาแหน่งโมดูล right แสดงแบบฟอร์มแสดงความคิดเห็น (โพลล์)15.โมดูล Who’s online อยู่ในตาแหน่งโมดูล right แสดงจานวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ในปัจจุบัน16.โมดูล Advertisement อยู่ในตาแหน่งโมดูล right แสดงข้อความโฆษณาที่กาหนด17.บทความหลักของเว็บไซต์ แสดงในตาแหน่งโมดูลคอมโพเน้นต์18.ป้ายนาทาง (Page navigation) สาหรับไปยังหน้าอื่นของบทความหลักบนเว็บไซต์ส่งท้ายข้อดีที่ระบบจัดการเนื้อหาเว็บไซต์หรือ CMS ทั่ว ๆ ไปให้ความสาคัญคือ การออกแบบให้ขั้นตอนการติดตั้งสามารถทาได้อย่างง่าย เพี่ยงไม่กี่ขั้นตอนก็จะได้เว็บไซต์สาเร็จรูปที่พร้อมทางานได้ทันที ส่วนงานที่เหลือก็คือการปรับแต่งให้เว็บมีหน้าตาและฟังก์ชั่นการทางานที่ตรงกับความต้องการของผู้สร้าง การโปรโมตเว็บไซต์ให้มีผู้เข้าเยี่ยมชมตามเป้ าหมายที่กาหนด
    • 21การล็อกอิน (Login)การจัดการเว็บไซต์ และการจัดการเนื้อหาบนเว็บไซต์ ที่สร้างด้วย Joomla! เริ่มต้นด้วยการล็อกอินเข้าสู่เว็บไซต์เสียก่อน ในการล็อกอินเข้าสู่เว็บไซต์เพื่อจัดการคุณสมบัติของเว็บไซต์ หรือจัดการเนื้อหาของบทความสามารถทาได้2 รูปแบบด้วยกันคือ1. การล็อกอินทางด้านหลัง (Backend Login)2. การล็อกอินทางด้านหน้า (Frontend Login)การล็อกอินทางด้านหลัง (Backend Login)การล็อกอินเข้าทางด้านหลัง คือการเชื่อมโยงเข้ากับโครงสร้างของเว็บไซต์ซึ่งควบคุมด้วยไฟล์ซอร์สโค้ดที่แตกต่างจากการล็อกอินเข้าทางด้านหน้าเว็บไซต์ การล็อกอินแบบนี้ทาได้โดยการเติม /administratorต่อเข้าไปด้านหลังชื่อแอดเดรสของเว็บไซต์ เช่น http://localhost/test/administrator เป็นต้น เป็นการเรียกหน้าต่างสาหรับผู้ดูแลเว็บไซต์1. เปิดเว็บเบราเซอร์ พิมพ์ URL เข้าหน้าผู้ดูแล จากตัวอย่างนี้คือ http://localhost/test/administratorจะปรากฎหน้าต่างสาหรับการกรอกรหัสผ่านเพื่อเข้าสู่หน้าผู้ดูแลเว็บไซต์ ดังรูปที่ 22รูปที่ 22 หน้าล็อกอินก่อนการเข้าสู่หน้าผู้ดูแลเว็บไซต์
    • 222. กรอกข้อมูล Username และ Password ที่ได้ติดตั้ง Joomla! เมื่อกรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้วกดปุ่มLogin หรือ เคาะปุ่ม Enter จากนั้นจะปรากฏหน้าจอหลักสาหรับผู้ดูแลเว็บไซต์รูปที่ 23 หน้าต่างหลักสาหรับผู้ดูแลเว็บไซต์การล็อกอินทางด้านหน้า (Frontend Login)การล็อกอินด้านหน้าเว็บไซต์ หรือทาง Frontend คือ การที่ผู้ใช้งานเปิดหน้าเว็บไซต์ปกติขึ้นมา ในส่วนขอเมนู Login Form ให้กรอกข้อมูล User name และ Passwordการล็อกอินหน้าเว็บ สามารถเข้าดูเนื้อหาในส่วนที่ป้ องกันไว้สาหรับสมาชิกการเขียนบทความและการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์บางส่วน แต่ไม่สามารถจัดการคุณสมบัติดของเว็บไซต์เหมือนกับการล็อกอิ นเข้าทางด้านหลัง และเมื่อผู้ใช้งานล็อกอินเข้าด้านหน้าเว็บไซต์เรียบร้อยแล้ว ก็จะเจออกับเมนูเครื่องมือสาหรัลสร้างเนื้อหา ซึ่งจะมีเมนูเครื่องมือใดบ้างนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของ Super Administratorรูปที่ 24 ตาแหน่งการ loginด้านหน้าเว็บ หรือ Frontend
    • 23การจัดการเว็บไซต์ (Website Configurations Manager)การตั้งค่าคอนฟิกหลัก (Global Configuration)เป็นการกาหนดคุณสมบัติในการทางานของเว็บไซต์ สามารถเรียกใช้ได้2 แบบคือแบบที่ 1 เลือก Icon Global Configurationรูปที่ 25 แผงควบคุมหลัก (Control Panel)แบบที่ 2 คลิกเมนู Site > Global Configurationรูปที่ 26 เมนู Siteหลังจากเลือกคาสั่งด้วยวิธีแบบที่ 1 หรือแบบที่ 2 เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่หน้าต่างเครื่องมือตั้งค่าคอนฟิกหลัก ดังรูปที่ 27
    • 24รูปที่ 27 หน้าต่างการตั้งค่าคอนฟิกหลักในหน้าต่างสาหรับการตั้งค่าคอนฟิกหลัก แบ่งการกาหนดค่าให้กับส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ออกเป็น 3แท๊ปด้วยกันคือ เว็บ (Site), Systems และเซิร์ฟเวอร์ (Server) รายละเอียดดังนี้การตั้งค่าคอนฟิก “เว็บ” (Site)หน้าต่างสาหรับตั้งค่าคอนฟิกที่อยู่ในแท็บเว็บแบ่งกรอบพื้นที่สาหรับการกาหนดปรับแต่งค่าคุณสมบัติออกเป็น 3 ด้าน คือ ตั้งค่าเว็บ (Site Setting), การตั้งค่าเมตาดาด้า (Metadata Setting) และการตั้งค่า SEO(SEO Setting)รูปที่ 28 ตั้งค่าเว็บ (Site)
    • 25รายละเอียดของการกาหนดค่าในกรอบตั้งค่าเว็บ (Site Setting) ตามรูปที่ 28ค่า รายละเอียดเว็บออฟไลน์(Site Office)การออฟไลน์เว็บจะทาก็ต่อเมื่อ มีการปรับปรุงเว็บไซต์ที่ต้องใช้เวลาในการดาเนินงานมากหรือการติดตั้งโปรแกรมเสริมให้กับเว็บไซต์ ซึ่งมีผลต่อคุณสมบัติ หรือหน้าตาของเว็บไซต์ จึงต้องตั้งเป็นออฟไลน์ไว้ก่อนการตั้งค่าเป็น ไม่ : เปิด (Online) เว็บไซต์ใช่ : ปิด (Offline) เว็บไซต์ข้อความออฟไลน์(Offline Massage)เป็นข้อความที่แสดงบนหน้าเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้เข้าใช้บริการทราบว่าขณะนี้เว็บไซต์ไม่พร้อมให้บริการ และพร้อมที่จะเปิดให้บริการได้อีกเมื่อไหร่ ค่าปกติที่ตั้งมาคือ“เว็บไซต์นี้อยู่ระหว่างการปรับปรุง จะเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้”ชื่อเว็บ(Site Name)การตั้งชื่อของเว็บไซต์ไม่ใช่ชื่อของโดเมนเนม ชื่อของเว็บไซต์ควรเป็นชื่อที่สื่อถึงเอกลักษณ์ของเว็บไซต์ หรือสิ่งที่เว็บไซต์นาเสนอเป็นหลัก และที่สาคัญคือชื่อเว็บนี้จะถูกมองเห็นได้โดยตรงจากเสิร์ชเอ็นจิ้นต่าง ๆ อย่าง Google, Yahoo อีกด้วยWYSIWYG เอดิเตอร์ปกติ(Default WYSIWYG Editorตัวเลือกของเครื่องมือเขียนบทความ หรือเขียนเนื้อหาในส่วนต่าง ๆ ของ Joomla! มีอยู่ 2 ตัวเลือกคือ No Editor หมายถึง เป็นเครื่องมือเขียนบทความที่ผู้ใช้งานต้องเขียนแท๊กของภาษา HTML และ TinyMCE 2.0 เป็นเครื่องมือแบบ WYSIWYG(What you see is what you get) เป็นการเขียนบทความที่มีเครื่องมือช่วยในการเขียนในลักษณะการใช้งาน iconแสดงรายการความยาว(List Length)กาหนดค่าจานวนของรายการข้อมูลต่าง ๆ ที่จะให้แสดงในแต่ละหน้าของเว็บไซต์เช่น รายการบทความในหน้าการจัดบทความ ถ้ากาหนดไว้ที่ 30 หน้าจัดการบทความก็จะสามารถแสดงผลรายการบทความ 30 บทความต่อหน้าเป็นต้น ตัวเลือกที่มีคือ 5, 10, 15, 20, 25, 30, 50, 100Feed Length กาหนดค่าจานวนเนื้อหา ที่จะให้นาไปแสดงใน Feed ตัวเลือกที่มีคือ 5, 10, 15, 20,25, 30, 50, 100กรอบการตั้งค่าเว็บ หรือ Site Setting ดังรูปที่ 29รูปที่ 29 การตั้งค่า Metadata Setting
    • 26รายละเอียดการกาหนดค่าในกรอบการตั้งค่าเมต้า (Metadata Setting)ค่า รายละเอียดรายละเอียดค่าแท็กเมตาของเว็บ(Global Site Meta Description)เป็นสโลแกนที่อธิบายความหมายของเว็บไซต์ ข้อมูลเมตาดาต้าจะถูกอ่านโดยเสิร์ชเอ็นจิ้นต่าง ๆ เช่น Google และนาไปเป็นผลลัพธ์ในหน้าค้นหาเว็บไซต์ดังนั้นการตั้งค่าสโลแกนให้ตรงตามเป้าหมายของเว็บไซต์ ก็จาทาให้ผู้ค้นหาเว็บที่ต้องการข้อมูลที่เว็บเรานาเสนออยู่ คลิกเข้ามายังเว็บไซต์ของเรามากยิ่งขึ้นข้อจากัดในการเขียนเมตาดาต้าความยาวไม่เกิน 20 คา เป็นประโยคที่อธิบายความหมายของเว็บไซต์ได้ดีที่สุด และสามารถแทรกคีย์เวิร์ดของเว็บไซต์ไว้ได้เช่นกันคาสั่งในการแท๊กเมตาของเว็บ(Global Sit Meta Keywords)เป็นค่าคาสาคัญ หรือคีย์เวิร์ดของเว็บไซต์ จานวนคาไม่ควยเกิน 300-500ตัวอักษร ระหว่างคาใช้เครื่องหมาย “,” ถ้าเป็นคาสาคัญที่ประกอบด้วยคาหลายคาล้อมคานั้นด้วย ‘’ เช่น ‘มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ’ และอย่าใช้คาซ้ากันมากจนเกินไปแสดงชื่อเว็บในแท๊กเมตาของเว็บ(Show Title Meta Tag)กาหนดว่จะให้แสดงชื่อไตเติลของหน้าเว็บเพจในแท๊กเมตาของเว็บไซต์เมื่อเปิดหน้าเว็บนั้นขึ้นอ่านด้วยหรือไม่ ตัวเลือกที่มีคือไม่ : ไม่ให้แสดงชื่อไตเติลของเว็บเพจในแท๊กเมตาของเว็บไซต์ใช่ : ให้แสดงชื่อไตเติลของเว็บเพจในแท๊กเมตาของเว็บไซต์แสดงชื่อผู้เขียนในแท๊กเมตา(Show Author Meta Tag)กาหนดว่า จะให้แสดงชื่อผู้เขียนบทคามไว้ในแท๊กเมตาของเว็บไซต์ เมือ่เปิดหน้าเว็บเพจนั้นขึ้นของบทความนั้นขึ้นอ่านด้วยหรือไม่ ตัวเลือกที่มีคือไม่ : ไม่ต้องใส่ชื่อผู้เขียนในแท๊กเมตาใช่ : ให้ใส่ชื่อผู้เขียนในแท๊กเมตาการตั้งค่า SEO (SEO Setting)หรือ Search Engine Optimization ดังรูปที่ 30 เป็นการปรับแต่งค่า URL หน้าเว็บไวต์ให้เหมาะสมสาหรัลการอ่านของเสิร์ชเอ็นจิ้นต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เสิร์ชเอ็นจิ้นนาชื่อหน้าเว็บเพจแสดงบนหน้าค้นหาได้อย่างเหมาะสม และผู้ค้นหาก็สามารถอ่านและเข้าใจรายละเอียดหน้าเว็บเพจของเราได้ง่ายรูปที่ 30 การตั้งค่า SEO
    • 27รายละเอียดการตั้งค่า SEOค่า รายละเอียดชื่อ URL แบบง่ายเหมาะกับเสิร์ชเอ็นจิ้น(Search Engine Friendly URLs)กาหนดว่าจะให้เปลี่ยน URL ของหน้าเว็บเพจต่าง ๆ ไปอยู่ในรูปแบบที่ง่าย ต่อการอ่านของเสิร์ชเอ็นจิ้นหรือไม่ ค่าคือไม่ : ไม่เปลี่ยนใช่ : เปลี่ยนใช้Apache mod_rewrite(User Apach mod_rewrite)เป็นตัวเฉพาะสาหรับเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ทางานด้วยโปรแกรม Apache เท่านั้นสาหรับการกาหนดว่าจะให้เปลี่ยน สาหรับจะให้เปลี่ยน URL ของหน้าเว็บเพจให้อยู่ในรูปที่อ่านเข้าใจได้ง่านหรือไม่ ถ้าเลืก “ใช่” ก็จะต้องเปลี่ยนชื่อไฟล์ htaccess.txt ที่อยู่ในโฟล์เดอร์หลักของเว็บไซต์ให้เป็น . htaccessก่อนด้วยไม่ : ไม่เปลี่ยนใช่ : เปลี่ยนAdd suffix to URLs กาหนดว่าจะให้ใส่ .html ซึ่งเป็นนามสกุลของไฟล์หน้าเว็บเพจลงไปที่ด้านหลัง URL ของเว็บเพจด้วยหรือไม่ไม่ : ไม่ใส่ .htmlใช่ : ใส่ .htmlในส่วนของการตั้งค่า SEO ให้เปลี่ยนค่าดังต่อไปนี้1. ค่าชื่อ URL แบบง่ายเหมาะกับเสิร์ชเอ็นจิ้น (Search Engine Friendly URLs) ให้เปลี่ยนค่าเป็น ใช่2. ถ้าใช้งานเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ทางานด้วยลีนุกซ์และโปรแกรม Apache เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ค่าใช้Apache mod_rewrite (User Apach mod_rewrite) ให้เปลี่ยนค่าเป็น ใช่ และเปลี่ยนชื่อไฟล์ htaccess.txt เป็น. htaccess
    • 28การติดตั้งภาษา (Language)Joomla! เริ่มต้นการพัฒนาเว็บด้วยภาษาอังกฤษ และยังเป็นเช่นนี้มาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น Joomla! ในภาษาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ต้องมีทีมพัฒนาแก้ไขให้แสดงผลภาษาของประเทศตนเองได้ ภาษาไทยก็เช่นเดียวกันขั้นตอนการติดตั้งภาษาไทยให้กับ Joomla!1. เข้าไปยังหน้าต่างผู้ดูแลเว็บไซต์แล้ว ให้คลิกเลือกเมนู Extensions แล้วคลิกเลือกเมนูย่อยInstall/Uninstall ดังรูปที่ 24รูปที่ 24 เมนู Extensions > Install/Uninstall2. หน้าต่าง Extensions Manager จะแสดงขึ้นดังรูปที่ 25
    • 29รูปที่ 25 หน้าต่าง Extensions Manager สาหรับติดตั้งโปรแกรมเสริมให้กับ Joomla!3. ที่ช่อง Package File : ให้คลิกไปที่ปุ่ม Browse … เมื่อหน้าต่าง File Upload แสดงขึ้นมาดังรูปที่ 26รูปที่ 26 หน้าต่าง File Upload สาหรับการเลือกไฟล์ที่ต้องการติดตั้งภาษาให้ Joomla!คลิกปุ่ม Open จะปรากหน้าต่างดังภาพที่ 25 แต่จะแตกต่างกันที่มีไฟล์ที่เลือกไว้ในช่อง Package File :th-TH_joomla_lang_full.1.5.14v1.zip จากนั้นให้คลิกปุ่ม Upload File & Install และเมื่อติดตั้งได้หรือเสร็จสมบูรณ์จะปรากฎข้อความ “Install Language Success” ดังรูปที่ 27
    • 30รูปที่ 27 แสดงข้อความการติดตั้งภาษาไทยเสร็จเรียบร้อยแล้ว4. ขั้นตอนการตั้งค่าการใช้ภาษาไทยหลังการติดตั้ง ไปที่เมนู Extensions เลือกเมนูย่อย LanguageManagerรูปที่ 28 เมนู Language Manager การตั้งค่าภาษาให้กับเว็บไซต์5. หน้าต่าง Language Manager จะแสดงขึ้นมากดังรูปที่ 29 ซึ่งเป็นหน้าต่างสาหรับการตั้งค่าภาษาของหน้าเว็บไซต์และหน้าผู้ดูแลระบบวิธีการตั้งค่าภาษาไทยให้กับหน้าเว็บคลิกเลือกที่ Tap Site > คลิกที่ช่องว่างเลือกภาษาไทย > คลิกเลือกปุ่ม Default หน้าเว็บก็จะเปลี่ยนจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย
    • 31รูปที่ 29 ภาษาปกติของเว็บไซต์วิธีการตั้งค่าภาษาไทยให้กับหน้าผู้ดูแลเว็บไซต์คลิกเลือกที่ Tap Administrator > คลิกที่ช่องว่างเลือกภาษาไทย > คลิกเลือกปุ่ม Default หน้าผู้ดูแลเว็บก็จะเปลี่ยนจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยรูปที่ 30 ภาษาปกติของผู้ดูแลเว็บไซต์เพียงเท่านี้การติดตั้งภาษาไทยให้กับ Joomla ก็เสร็จเรียบร้อย ถ้าเราเรียดดูหน้าเว็บไซต์ปกติก็จะพบว่าLogin From ก็จะกลายเป็น “ชื่อผู้ใช้” กับรหัสผ่าน ที่ Who’s online ก็จะเป็น “เรามี 1 บุคคลทั่วไปออนไลน์”และที่ Read more…ก็จะเปลี่ยนเป็น “อ่านเพิ่มเตอม ...” เป็นต้น แต่ส่วนที่เป็นเนื้อหายังเป็นภาษาอังกฤษเหมือนเดิมเนื่องจากข่าวที่เขียนขึ้นเขียนด้วยภาษาอักกฤษ
    • 32การจัดการเนื้อหา (Content Manager)Joomla! แบ่งโครงสร้างเนื้อหาเว็บเป็น 3 ระดับ โดยเป็นระดับของโครงสร้าง 2 ระดับ และเป็นระดับของเนื้อหา 1 ระดับ โครงสร้างเนื้อหาของเว็บไซต์ 3 ระดับประกอบด้วย1. Section หมวดหมู่บทความ2. Category ประเภทของบทความ3. Article บทความเราอาจเปรียบ Section เป็น Folder ใหญ่ ซึ่งภายในจะเก็บ Folder ย่อยในที่นี้ก็คือ Category และภายใน Categoryจะเป็นที่เก็บ Content Item หรือไฟล์เอกสารและไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ ดังรูปรูปที่ 31 แสดงโครงสร้างเนื้อหาของ Joomla!
    • 33การจัดการหมวดหมู่บทความ (Section Manager)หมวดหมู่เป็นบทความเป็นโครงสร้างเนื้อหาที่อยู่สูงสุดของ Joomla! สามารถทาได้2 วิธีคือวิธีที่ 1 เลือก icon ที่หน้าแผงควบคุมหลัก การจัดการหมวดหมู่ (Section Manager) ดังรูปที่ 32รูปที่ 32 แผงควบคุมหลัก (Control Panel)วิธีที่ 2 เลือกเมนู บทความ (Content) > เลือกเมนูย่อย การจัดการหมวดหมู่ (Section Manager)รูปที่ 33 เมนู Content > Section Manager หรือการสร้างหมวดหมูบทความหลังจากเลือกเข้าสู่การตั้งค่าการจัดการ Section (Section Manager) เรียบร้อยแล้วจะปรากฎหน้าต่างการทางานดังรูปที่ 34รูปที่ 34 หน้าต่างหลักสาหรับจัดการหมวดหมู่บทความ (Section Manager)
    • 34ความหมายของปุ่ มคาสั่งต่าง ๆ บนหน้าต่าง Sectionปุ่ ม ชื่อปุ่ ม รายละเอียดเผยแพร่(Publish)สั่งเผยแพร่รายการข้อมูลที่เลือกไว้ ให้แสดงผลบนเว็บไซต์ได้ไม่เผยแพร่(Unpublish)สั่งงดการเผยแพร่รายการข้อมูลที่เลือกไว้ ไม่ให้แสดงผลบนเว็บไซต์ได้คัดลอก(Copy)คัดลอกรายการข้อมูลที่เลือกไว้จากที่หนึ่งไปไว้อีกที่หนึ่งลบ(Delete)ลบรายการข้อมูลที่เลื่อกไว้ออกไปจากฐานข้อมูลอย่างถาวรแก้ไข(Edit)แก้ไขรายการข้อมูลที่ถูกเลือกสร้างใหม่(New)สร้าง Section ใหม่ช่วยเหลือ(Help)หน้าต่างช่วยเหลือการใช้งานการสร้างหมวดหมู่บทความ (New Section)การสร้างหมวดหมู่บทความใหม่ ให้เหมาะกับรูปแบบของเนื้อหาบนเว็บไซต์ เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการวางแผนสร้างและดูแลเว็บไซต์ ถ้าได้วางแผนการสร้างหมวดหมู่บทความไว้อย่างเหมาะสมดีแล้วก็จะทาให้เว็บไซต์มีหมวดหมู่ของเนื้อหาที่เป็นระเบียบ ไม่สร้างความสับสนให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์และผู้ดูแลเว็บไซต์และผู้ดูแลเว็บไซต์เองด้วยขั้นตอนในการสร้างหมวดหมู่บทความใหม่1. คลิกเลือกปุ่มสร้างใหม่ (New) หน้าต่างสร้างใหม่จะเปิดขึ้นมาดังรูปที่ 35
    • 35รูปที่ 35 หน้าต่างหลักสาหรับการสร้างหมวดหมู่ใหม่ (Section Manager)2. กรอกค่าสาหรับการสร้างหมวดหมู่บทความใหม่รายละเอียดหน้าต่างสร้างหมวดหมู่บทความใหม่ค่า รายละเอียดขอบเขต(Scope)เป็นตัวระบุชนิดของหมดหมู่ที่ Joomla! กาหนดมาใหโดยอัตโนมัติ โดยปกติจะมีค่าเป็น Contentหมายถึงเป็นหมวดหมู่ที่เป็นเนื้อหาของเว็บไซต์เท่านั้นชื่อเรื่อง(Title)ชื่อหมวดหมู่บทความ เป็นชื่อที่จะถูกนาไปแสดงเป็นหัวข้อในหน้าเว็บเพจและ Breadcrumbsบหน้าเว็บเพจAlias ชื่อแบบยาวของหมวดหมูบทความ เป็นชื่อที่จะถูกนาไปแสดงในแถบแอดเดรสบาร์หรือในลิงก์บนหน้าเว็บเพจเผยแพร่(Published)สาหรับเลือกว่าจะให้เนื้อหาที่อยู่ในหมวดหมู่บทความนี้ สามารถเผยแพร่บนเว็บไซต์หรือไม่ตัวเลือกที่มีคือ “ใช่” : เผยแพร่ และ “ไม่” : ไม่เผยแพร่
    • 36ค่า รายละเอียดจัดเรียง(Order)กาหนดการจัดเรียงหมวดหมู่บทความระดับการเข้าถึง(Access Level)กาหนดกลุ่มผู้เข้าใช้งาน ที่สามารถเข้าถึงเนื้อหาที่อยู่ในหมวดหมู่ของบทความนี้รูปภาพ(Image)สาหรับเลือกภาพประกอบหมวดหมู่บทความ โดยเป็นภาพที่อยูในโฟลเดอร์ images/storiesตาแหน่งรูปภาพ(Image Position)สาหรับกาหนดตาแหน่งการแสดงผลของภาพประกอบหมวดหมู่บทความ เลือกได้ว่าจะชิดซ้ายชิดขวา หรือจัดกึ่งกลางคาอธิบาย(Description)สาหรับพิมพ์รายละเอียดของหมวดบทความ ข้อมูลรายละเอียดนี้จะถูกนาไปแสดงผลบนหน้าเว็บเพจที่กาหนด3. เมื่อกาหนดค่ารายละเอียดต่าง ๆ ของหมวดหมู่บทความที่สร้างครบถ้วนแล้วเรียบร้อยแล้วให้คลิกปุ่ม บันทึก (Save) หรือปุ่ม นาไปใช้งาน (Apply) บนแถบเครื่องมือเพื่อบันทึกค่าเก็บไว้กลับมาที่หน้าต่างการจัดSection อีกครั้งรูปที่ 36 แสดงรายการหมวดหมู่บทความ “ภาวะโลกร้อน” ที่ถูกสร้างขี้นใหม่
    • 37การจัดการประเภทของบทความ (Category Manager)ประเภทของบทความเป็นโครงสร้างเนื้อหาที่อยู่ลองลงมาจาก Secton การสร้างประเภทบทความ(Category) ของ Joomla! สามารถทาได้2 วิธีคือวิธีที่ 1 เลือก icon ที่หน้าแผงควบคุมหลัก การจัด Category (Category Manager) ดังรูปที่ 32รูปที่ 37 แผงควบคุมหลัก (Control Panel)วิธีที่ 2 เลือกเมนู บทความ (Content) > เลือกเมนูย่อย การจัด Category (Category Manager)รูปที่ 38 เมนู Content > Category Manager หรือการสร้างประเภทบทความหลังจากเลือกเข้าสู่การตั้งค่าการจัดการประเภทบทความ (Category Manager) เรียบร้อยแล้วจะปรากฎหน้าต่างการทางานดังรูปที่ 39รูปที่ 39 หน้าต่างหลักสาหรับจัดการประเภทบทความ (Category Manager)
    • 38ความหมายของปุ่ มคาสั่งต่าง ๆ บนหน้าต่าง Categoryปุ่ ม ชื่อปุ่ ม รายละเอียดเผยแพร่(Publish)สั่งเผยแพร่รายการข้อมูลที่เลือกไว้ ให้แสดงผลบนเว็บไซต์ได้ไม่เผยแพร่(Unpublish)สั่งงดการเผยแพร่รายการข้อมูลที่เลือกไว้ ไม่ให้แสดงผลบนเว็บไซต์ได้ย้าย(Move)ย้ายรายการข้อมูลที่เลือกไว้ ออกจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งคัดลอก(Copy)คัดลอกรายการข้อมูลที่เลือกไว้จากที่หนึ่งไปไว้อีกที่หนึ่งลบ(Delete)ลบรายการข้อมูลที่เลื่อกไว้ออกไปจากฐานข้อมูลอย่างถาวรแก้ไข(Edit)แก้ไขรายการข้อมูลที่ถูกเลือกสร้างใหม่(New)สร้าง Category ใหม่ช่วยเหลือ(Help)หน้าต่างช่วยเหลือการใช้งานการสร้างหมวดหมู่บทความ (New Category)การสร้างประเภทบทความใหม่ ในเว็บไซต์จะทาได้เมื่อได้มีการสร้างหมวดหมู่ของบทความ (SectionManager) ไว้แล้วอย่างน้อย 1 หมวดหมู่ เนื่องจาก Category จะถูกบรรจุไว้ใน Section นั่นเองขั้นตอนในการสร้างประเภทบทความใหม่1. คลิกเลือกปุ่มสร้างใหม่ (New) หน้าต่างสร้างใหม่จะเปิดขึ้นมาดังรูปที่ 40
    • 39รูปที่ 40 หน้าต่างหลักสาหรับการสร้างประเภทบทความใหม่ (Category Manager)2. กรอกค่าสาหรับการสร้างประเภทบทความใหม่รายละเอียดหน้าต่างสร้างหประเภทบทความใหม่ (Category Manager)ค่า รายละเอียดชื่อเรื่อง(Title)ชื่อประเภทบทความ เป็นชื่อที่จะถูกนาไปแสดงเป็นหัวข้อของ Category และ Breadcrumbsบหน้าเว็บเพจAlias ชื่อแบบยาวของประเภทบทความ เป็นชื่อที่จะถูกนาไปแสดงในแถบแอดเดรสบาร์หรือในลิงก์บนหน้าเว็บเพจ ที่เสิร์ชเอ็นจิ้นสามารถมองเห็นได้ (ในส่วนนี้จะต้องเลือกว่าต้องการให้Category ที่สร้างอยู่ภายใต้ Section ใด กรณีที่มีเพียงหนึ่ง Section ก็ไม่ต้องเลือกเพราะระบบจะกาหนดให้อัตโนมัติ)เผยแพร่(Published)สาหรับเลือกว่าจะให้เนื้อหาที่อยู่ในประเภทบทความนี้ สามารถเผยแพร่บนเว็บไซต์หรือไม่ตัวเลือกที่มีคือ “ใช่” : เผยแพร่ และ “ไม่” : งดเผยแพร่
    • 40ค่า รายละเอียดจัดเรียง(Order)กาหนดลาดับประเภทบทความระดับการเข้าถึง(Access Level)กาหนดกลุ่มผู้เข้าใช้งาน ที่สามารถเข้าถึงเนื้อหาที่อยู่ในประเภทของบทความนี้รูปภาพ(Image)สาหรับเลือกภาพประกอบประเภทบทความ โดยเป็นภาพที่อยูในโฟลเดอร์ images/storiesตาแหน่งรูปภาพ(Image Position)สาหรับกาหนดตาแหน่งการแสดงผลของภาพประกอบประเภทบทความ เลือกได้ว่าจะชิดซ้าย ชิดขวา หรือจัดกึ่งกลางคาอธิบาย(Description)สาหรับพิมพ์รายละเอียดประเภทบทความ ข้อมูลรายละเอียดนี้จะถูกนาไปแสดงผลบนหน้าเว็บเพจที่กาหนด3. เมื่อกาหนดค่ารายละเอียดต่าง ๆ ของประเภทบทความที่สร้างครบถ้วนแล้วเรียบร้อยแล้วให้คลิกปุ่มบันทึก (Save) หรือปุ่ม นาไปใช้งาน (Apply)รูปที่ 41 แสดงรายการหมวดหมู่บทความ “สาเหตุโลกร้อน” ที่ถูกสร้างขี้นใหม่
    • 41การจัดการบทความ (Article Manager)การสร้างบทความใหม่ สามารถทาได้2 วิธีคือวิธีที่ 1 เลือก icon ที่หน้าแผงควบคุมหลัก บทความ Article (Article Manager) ดังรูปที่ 42รูปที่ 42 แผงควบคุมหลัก (Control Panel)วิธีที่ 2 เลือกเมนู บทความ (Content) > เลือกเมนูย่อยการจัดการบทความ Article (Article Manager)รูปที่ 43 เมนู Content > Article Manager การสร้างบทความเป็นการสร้างเนื้อหาสาหรับเว็บไซต์ ในส่วนนี้ผู้ดูแลระบบหรือผู้เขียนบทความสามารถกาหนดค่าต่างๆ ได้ดังนี้หลังจากเลือกเข้าสู่การ เรียบร้อยแล้วจะปรากฎหน้าต่างการทางานดังรูปที่ 44รูปที่ 44 หน้าต่างหลักสาหรับจัดการบทความ (Article Manager)
    • 42ความหมายของปุ่ มคาสั่งต่าง ๆ บนหน้าต่าง Articleปุ่ ม ชื่อปุ่ ม รายละเอียดคลังบทความ(Archive)สาหรับส่งบทความที่เลือกไว้ เข้าไปเก็บในคลังบทความยกเลิกคลังบทความ(Unarchive)สาหรับสั่งยกเลิกรายกาบทความที่ถูกเก็บไว้ในคลังบทความ ให้กลับออกมอยู่ที่เดิมเผยแพร่(Publish)สั่งเผยแพร่รายการข้อมูลที่เลือกไว้ ให้แสดงผลบนเว็บไซต์ได้ไม่เผยแพร่(Unpublish)สั่งงดการเผยแพร่รายการข้อมูลที่เลือกไว้ ไม่ให้แสดงผลบนเว็บไซต์ได้ย้าย(Move)ย้ายรายการข้อมูลที่เลือกไว้ ออกจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งคัดลอก(Copy)คัดลอกรายการข้อมูลที่เลือกไว้จากที่หนึ่งไปไว้อีกที่หนึ่งลบ(Delete)ลบรายการข้อมูลที่เลื่อกไว้ออกไปจากฐานข้อมูลอย่างถาวรแก้ไข(Edit)แก้ไขรายการข้อมูลที่ถูกเลือกสร้างใหม่(New)สร้างบทความใหม่Parameters เปิดหน้าต่างสาหรับกาหนดค่าคุณสมบัติพื้นฐาน ของรายการข้อมูลที่กาลังแสดงผลอยู่ในขณะนั้นช่วยเหลือ(Help)หน้าต่างช่วยเหลือการใช้งานการสร้างบทความใหม่ (New Article)การสร้างบทความใหม่มีขั้นตอนดังต่อไปนี้1. เข้าสู่หน้าต่างการจัดการบทความ คลิกที่เมนู บทความ (Content) เลือกเมนูย่อย การจัดการบทความ (Article Manager)2. คลิกเลือกปุ่มสร้างใหม่ (New) หน้าต่างสร้างใหม่จะเปิดขึ้นมาดังรูปที่ 45
    • 43รูปที่ 45 หน้าต่างหลักสาหรับการสร้างบทความใหม่3. กรอกค่าสาหรับการสร้างบทความใหม่
    • 44แถบแทรกรูป และแบ่งเนื้อหา เลขหน้ารายละเอียดหน้าต่างสร้างบทความใหม่ (Article Manager) ประกอบด้วย 4 ส่วนดังนี้ส่วนที่ 1 รายละเอียดของบทความรูปที่ 46 หน้าต่างรายละเอียดของบทความค่า รายละเอียดชื่อเรื่อง(Title)ชื่อประเภทบทความ เป็นชื่อที่จะถูกนาไปแสดงเป็นหัวข้อของ Category และ Breadcrumbsบหน้าเว็บเพจAlias ช่องสาหรับใส่ชื่อสั่น ๆ ของบทความจะแสดงผลในหน้าผู้ดูแลระบบและในลิ้งต่าง ๆ บนหน้าเว็บเพจด้วยSection สาหรับเลือกหมวดหมู่บทความที่ต้องการ ให้กับบทความที่กาลังจะสร้างCategory สาหรับเลือกประเภทบทความที่ต้องการ ให้กับบทความที่กาลังจะสร้างเผยแพร่(Published)สาหรับกาหนดว่า บทความที่กาลังจะสร้างใหม่นี้ สามารถเผยแพร่บนเว็บไซต์ได้หรือไม่ตัวเลือกที่มี “ไม่” No : งดเผยแพร่ และ “ใช่” Yes : เผยแพร่หน้าแรก(Front Page)สาหรับกาหนดว่าบทความที่กาลังสร้างใหม่นี้ ถ้าได้รับการเผยแพร่จะให้เผยแพร่บนหน้าแรกของเว็บด้วยหรือไม่ ตัวเลือกที่มีคือ“ไม่” No : งดเผยแพร่หน้าแรก“ใช่” Yes : เผยแพร่หน้าแรกส่วนที่ 2 เครื่องมือ TinyMCE 2.0 WYSIWYG Editorปุ่มคาสั่งต่าง ๆพื้นที่สาหรับการเขียนบทความ
    • 45ปุ่ มจัดรูปแบบเนื้อหา เครื่องมือ TinyMCE 2.0 WYSIWYG Editorรูปที่ 47 ปุ่มในการสร้างบทความค่า รายละเอียดตัวหนาตัวเอียงชีดเส้นใต้ขีดเส้นทับจัดข้อความชิดซ้ายจัดข้อความตรงกลางจัดข้อความชิดขวาจัดข้อความชิดขอบทั้งซ้ายและขวากาหนดสไตล์การใช้งานปุ่ มกาหนดสไตล์ หลังจากที่คลิกเลือกข้อความหรือประโยคได้แล้ว ให้คลิกที่ปุ่มดร็อปดาวน์ลิสต์ และเลือกสไตล์ที่ต้องการ ซึ่งการที่จะมีสไตล์ให้เลือกใช้กันกี่สไตล์ขึ้นอยู่กับไฟล์ CSSของเท็มเพลตที่ใช้งานอยู่ มีการกาหนดสไตล์ให้ใช้งานกี่สไตล์นั้นเองการใช้งานปุ่มสาหรับกาหนดฟอร์แมตให้กับข้อความหรือประโยคนั้น ก็จะคล้ายกันกับการกาหนดสไตล์เพียงแต่การกาหนดฟอร์แมตนั้น จะเป็นการกาหนดรูปแบบที่เป็นมาตรฐานของภาษา HTML เช่นHEADING 1 <H1>, HEADING 2 <H2> เป็นต้น ไม่สามารถสร้างรูปแบบหรือฟอร์แมตที่กาหนดใหม่ได้แต่สามารถกาหนดรูปแบบของฟอร์แมตที่กาหนดไว้แล้วนี้ได้ โดยจะเป็นการกาหนดไว้ในไฟล์ CSS ของเท็มเพลตที่ใช้งานอยู่ เช่นเดียวกันกาหนดให้ย่อหน้าเป็นหัวข้อย่อยกาหนดให้อย่หน้าเป็นหัวข้อลาดับตัวเลขลดการเยื้องหน้าเพิ่มการเยื้องหน้ายกเลิกการกระทาล่าสุดให้กระทาซ้าการกระทาล่าสุดอีกครั้งสร้างลิงก์ ใช้กาหนดให้เนื้อหาส่วนที่เลือกไว้เป็นลิงก์ สามารถกาหนดส่วนที่เป็นข้อความหรือภาพได้ลบลิงก์ ใช้ลบลิงก์ที่อยู่บนเนื้อหาในส่วนที่เลือกไว้ทิ้งไปสร้างหมุด (Anchor)แทรกรูปภาพ กาหนดตาแหน่งและขนาดของภาพที่ต้องการให้แสดงในหน้าเนื้อหาล้างโค้ด HTML
    • 46ค่า รายละเอียดปุ่มเปิดหน้าต่างภาษา HTML ใช้สาหรับเปิดหน้าต่างของบทความที่อยู่ในแบบของแท๊กภาษา HTML ขึ้นมาเพื่อทาการแก้ไขกับซอร์สโค้ดภาษา HTML ได้ค้นหา ข้อความที่ต้องการภายในบทความที่กาลังสร้างอยู่แทนที่ข้อความแทรกวัน เดือน ปี ลงในบทความ ณ ตาแหน่งที่เคอร์เซอร์เมาส์ชี้อยู่ (Y.M.D)ปุ่มแทรกเวลาใช้สาหรับแทรกเวลาปัจจุบัน (H:M:S)แทรกไอคอนอารมณ์ (Emotion Avatat)แทรกมัลติมีเดีย ไฟล์ Flash, Quicktime, Shockwave,Windows Media และ Real Mediaแทรกเลเยอร์เลือนเลเยอร์ขึ้นมาซ้อนไว้ด้านหน้าเลือนเลเยอร์ขึ้นมาซ้อนไว้ด้านหลังกาหนดรูปแบบวิธีการจัดตาแหน่ง สลับไปมาเลือกสีสาหรับข้อความแทรกเส้นคั้น แนวนอนลงในบทความ ณ ตาแหน่งที่เคอร์เซอร์เมาส์ชี้อยู่ล้างค่ารูปแบบอักษรและสไตล์ที่มีอยู่ทิ้งไป การใช้งานปุ่มจัดการรูปแบบข้อความข้างต้นนี้ สามารถ ใช้งานได้ง่าย ด้วยการคลิกเลือกข้อความที่ต้องการ จากนั้นก็ให้คลิกลงบนปุ่มเครื่องมือที่ต้องการตัวห้อยตัวยกแทรกสัญลักษณ์พิเศษแทรกเส้นแนวนอนแทรกตารางกาหนดคุณสมับัติของแถวในตาราง ใช้สาหรับกาหนดคุณสมับัติให้กับแถวที่เลือกไว้กาหนดคุณสมับัติของเซล ใช้สาหรับกาหนดคุณสมับัติของเซลล์ที่เลือกไว้แทรกแถวด้านบน ใช้แทรกแถวเพิ่ม 1 แถวที่ด้านบนของแถวที่เลือกไว้แทรกแถวด้านล่าง ใช้แทรกแถวเพิ่ม 1 แถวที่ด้านล่างของแถวที่เลือกไว้ลบแถว ให้ลบแถวในตารางที่เลือกไว้แทรกคอลัมน์ด้านหน้าแทรกคอลัมน์ด้านหลังลบคอลัมน์แยกเซลล์ที่เลือกไว้ออกเป็นเซลล์ย่อย ๆรวมเซลล์ใช้สาหรับรวมเซลล์หลาย ๆ เซลล์ที่ได้เลือกไว้โหมดเต็มจอกาหนดรูปแบบอักษรด้วย CSS
    • 47ส่วนที่ 3 รายละเอียดการกาหนดค่าพารามิเตอร์ (Parameters)พารามิเตอร์บทความ Parameters (Article)รูปที่ 48 พารามิเตอร์บทความค่า รายละเอียดAuthor ผู้เขียนAuthor Alias ชื่อแทนผู้เขียนAccess Level ระดับการเข้าถึงCreated Date วันที่สร้างStart Publishing เริ่มเผยแพร่Finish Publishing การเผยแพร่เสร็จสิ้นParameters -Advancedรูปที่ 49 Parameters –Advanced
    • 48ค่า รายละเอียดแสดงไตเติ้ลShow Titleกาหนดให้แสดงชื่อเรื่อง ของบทความในหน้าเว็บเพจของบทวามนี้หรือไม่ตัวเลือกคือไม่ : ไม่แสดงไตเติล ใช่ : แสดงไตเติลลิงก์หัวเรื่องTitle Linkableให้ชื่อเรื่องของบทความ สามารถคลิกอ่านบทความได้เลยซ่อน : ไม่ให้แสดง แสดง : ให้แสดงข้อความส่วนต้นIntro Textกาหนดให้แสดงข้อความส่วนต้นเมื่อคลิกอ่านรายละเอียดซ่อน : ไม่ให้แสดง แสดง : ให้แสดงชื่อ SectionSection Nameกาหนดการแสดงชื่อหมวดหมู่ของบทความหรือไม่ซ่อน : ไม่ให้แสดง แสดง : ให้แสดงชื่อ Section เป็นลิงก์Section Title Linkableให้ชื่อหมวดหมู่ของบทความลิงก์ไปยังหมวดหมู่หรือไม่ไม่ : ไม่เป็นลิงก์ ใช่ : เป็นลิงก์ชื่อ CategoryCategory Titleกาหนดให้แสดงประเภทบทความหรือไม่ซ่อน : ไม่ให้แสดง แสดง : ให้แสดงลิงก์ไปยังชื่อ CategoryCategory Title Linkableให้ชื่อประเภทบทความลิงก์ไปยังหน้ารายการประเภทบทความหรือไม่ไม่ : ไม่เป็นลิงก์ ใช่ : เป็นลิงก์การให้คะแนนArticle Ratingให้แสดงปุ่มให้คะแนนกับบทความที่อ่านซ่อน : ไม่ให้แสดง แสดง : ให้แสดงชื่อผู้เขียนAuthor Nameให้แสดงชื่อผู้เขียนบทความ ไว้ในส่วนนาหน้าเว็บเพจของบทความด้วยหรือไม่ซ่อน : ไม่ให้แสดง แสดง : ให้แสดงวันที่สร้าง และเวลาCreated Date and Timeจะให้แสดงวันที่และเวลาที่สร้างบทความหรือไม่ซ่อน : ไม่ให้แสดง แสดง : ให้แสดงวันที่แก้ไขและเวลาModified Date and Timeจะให้แสดงวันที่และเวลาที่แก้ไขสร้างบทความหรือไม่ซ่อน : ไม่ให้แสดง แสดง : ให้แสดงไอคอน PDFPDF Iconจะให้แสดงไอคอนหรือคาสั่งบทความให้เป็นเอกสาร PDF หรือไม่ซ่อน : ไม่ให้แสดง แสดง : ให้แสดงไอคอนพิมพ์Print Iconจะให้แสดงไอคอนหรือสั่งพิมพ์บทความบน บทความหรือไม่ซ่อน : ไม่ให้แสดง แสดง : ให้แสดงไอคอนอีเมลE-mail Iconจะให้แสดงไอคอนอีเมลบทความหรือไม่ซ่อน : ไม่ให้แสดง แสดง : ให้แสดงภาษาบทความContent Languageเลือกภาษาหลักของบทความข้อความอ้างอิงKey Referenceใส่ข้อความที่ต้องการให้เป็น ข้อความอ้างอิงAlternative Read more text ข้อความทางเลือกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
    • 49รายละเอียดเมต้า (Metadata Information)รูปที่ 50 รายละเอียดเมต้าค่า รายละเอียดคาอธิบายDescriptionใส่คาอธิบายหรือข้อความแสดงบทสรุปของบทความที่เขียนอยู่คาสาคัญKeywordsใส่คาสาคัญ หรือคีย์หลักเพื่อเป็นคาค้น ในการค้นหาบทคามRobotsผู้เขียนAuthorแสดงชื่อผู้เขียนบทความส่วนที่ 4 แถบแทรกรูป และแบ่งเนื้อหา เลขหน้าค่า รายละเอียดรูปภาพImageสาหรับการอัพโหลดภาพและการแทรกภาพเข้าสู่บทคามหน้าใหม่Pagebreakตัวแบ่งหน้าเนื้อหาบทความอ่านต่อRead moreกาหนดบทความออกเป็นส่องส่วนคือ บทนา และบทความที่เหลือ
    • 50การติดตั้งเท็มเพลต (Template Manager)เท็มเพลตคือ กลุ่มของไฟล์ซอร์สโค้ดหลาย ๆ ไฟล์ ที่เขียนขึ้นด้วยภาษาสคริปต์ต่าง ๆ เช่น PHP,HTML, CSS, Java และ XML ซอร์สโค้ดจากไฟล์ต่าง ๆ เหล่านี้จะทางานร่วมกันในการกาหนดและควบคุมรูปแบบของการแสดงผลเนือ้หาชนิดต่าง ๆ บนเว็บไซต์รูปที่ 51 ตัวอย่างไฟล์ต่าง ๆ ของเท็มเพลต beez
    • 51ขั้นตอนการติดตั้งเท็มเพลตใหม่1. จากหน้าแผงควบคุมหลักของ Joomla ให้คลิกเลือกเมนู Extensions > Install/ Uninstall จะปรากฎหน้าต่างรูปที่ 52 Extension Manager2. กลุ่ม Upload Package File คลิกที่ปุ่ม Browse เลือกไฟล์ เท็มเพลตที่ต้องการติดตั้ง ไฟล์ที่ใช้ในการติดตั้งจะเป็น .zip ไฟล์3. เมื่อเลือกไฟล์เรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ปุ่ม Upload File & Install4. หากติดตั้งเท็มเพลตสาเร็จจะมีข้อความแจ้งInstall Template Success5. ขั้นตอนต่อไป หลังจากติดตั้งเท็มเพลตเรียบร้อยแล้ว จะต้องเปิดการใช้งาน เท็มเพลตที่ติดตั้งถึงจะใช้งานได้ โดยคลิกเลือกเมนู Extensions > Template Manager > จากนั้นคลิกเลือก Template ที่ต้องการหน้าชื่อจะมีปุ่มกลม ๆ หรือจะคลิกที่ชื่อเพื่อดูตัวอย่างว่าเท็มเพลตมีหน้าตาแบบไหนก่อนก็ได้รูปที่ 53 แสดงตัวอย่างเทมเพลตและเลือกเทมเพลตที่ต้องการ
    • 526. หากต้องการใช้งานเท็มเพลตตัวนี้หลังจากคลิกเลือกที่ Template แล้วให้คลิก Icon Default ข้างบนหากต้องการให้ Template เป็น Template หลักของเว็บไซต์รูปที่ 54 แสดงการเลือก Template themza_j15_16 เป็น Template หลักของเว็บไซต์เมื่อมาดูหน้าเว็บไซต์ที่เผยแพร่บทความ จะเห็นว่าหน้าต่างของเว็บไซต์จะเปลี่ยนไปเป็นอย่างที่เลือกรูปที่ 55 หน้าต่างเว็บไซต์เมื่อเปลี่ยน Template ใหม่Template แต่ละตัวที่แสดงผลจะมีตาแหน่งของโมดูลต่าง ๆ แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ดูแลระบบจะต้องปรับตาแหน่งการแสดงผลของโมดูลต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับ Template ที่เลือกใช้ด้วย7. วิธีการเรียดดูตาแหน่งของ Template ให้พิมพ์URL ของเว็บตามด้วย/?tp=1ตัวอย่างถ้า URL : http://localhost/test1/ดูตาแหน่งโมดูล : http://localhost/test1/?tp=1
    • 538. จะปรากฎการแสดงผลตาแหน่งต่าง ๆ ของ Template ดังรูปรูปที่ 56 แสดงตาแหน่งต่าง ๆ ของ Template ที่ใช้งานอยู่การเปลี่ยนตาแหน่งโมดูลต่าง ๆ ของเว็บไซต์ให้ไปอยู่ ณ ตาแหน่งที่ต้องการ1. เลือกเมนู Extensions > Module Manager จะปรากฎหน้าต่างดังรูปรูปที่ 57 หน้าต่างการทางาน Module Manager
    • 542. กรณีต้องการย้ายตาแหน่ง Module ใหม่ ให้คลิกเลือก Module ที่ต้องการจะย้ายตาแหน่ง เช่นต้องการย้าย Module Poll จากตาแหน่ง right ไป ไว้ณ ตาแหน่ง left คลิกเลือกที่ Module Poll จะปรากฏหน้าต่าง ดังรูปรูปที่ 58 แสดงรายละเอียดการตั้งค่า Module Poll3. ณ ตาแหน่ง Position ให้เปลี่ยนจาก right เป็น left4. กดปุ่ม Save เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลง Module Poll ก็จะย้ายมาอยู่ ณ ตาแหน่ง left
    • 55การติดตั้ง Module และ Plugin1. เลือกเมนู Extensions > Install/Unstall > เลือก Module หรือ Plugin ที่ต้องการ > Upload File &Installรูปที่ 59 ติดตั้ง Module และ Plugin เพิ่มจากตัวอย่างติดตั้ง Plugin (plugin_jw_sig-v1.2.1r2_j1.5.zip)2. จะปรากฎหน้าต่างแสดงผลการอัพโหลดไฟล์เสร็จสมบูรณ์3. เปิดการใช้งาน Plugin ที่ติดตั้งไป เลือกเมนู Extensions > Plugin Manager4. หา Plugin ที่ติดตั้งไปแล้วคลิก Enabled ให้เป็นเครื่องหมาย เพื่อเปิดการใช้งาน หากต้องการตั้งค่าให้คลิกเลือกที่ชื่อ Plugin ก็จะปรากฏหน้าต่างการตั้งค่าของ Plugin หรือ Module ที่เลือก
    • 56การสร้าง Module ใหม่ที่มีมาใน Joomlaรูปที่ 57 Module ต่าง ๆ ที่มีใช้ใน Joomlaรายละเอียด Module ต่าง ๆ ที่มีค่า รายละเอียดบทความเก่าArchived Contentรายการบทความเก่าของเว็บไซต์ โดยจะสุ่มมาแบบอัตโนมัติป้ายโฆษณาBannerนาป้ายโฆษณาที่สร้างไว้ในคอมโพเน้นป้ายโฆษณาไปแสดงผลบนหน้าจอเว็บไซต์Breadcrumbs แสดงการเข้าชมเว็บไซต์ว่าอยู่ที่หน้าเว็บเพจไหนของเว็บไซต์HTML ที่สร้างเองCustom HTMLสามารถสร้างเนื้อหาได้เองตามต้องการอาจใช้ภาพ ตัวอักษรหรือสื่ออื่น ๆแสดงได้เหมือนกับการใส่บทความขึ้นอยู่กับผู้สร้างว่าต้องการให้แสดงผลอย่างไร
    • 57Feed Display โมดูลที่นาเนื้อหาจาก News Feeds มาแสดงในตาแหน่งโมดูลต่าง ๆส่วนล่างสุดFooterแสดงความเป็นลิขสิทธิ์ของ Joomlaข่าวล่าสุดLatest Newsนาบทความล่าสุดที่ให้เผยแพร่บนเว็บไซต์มาแสดงในตาแหน่งโมดูลที่กาหนดเข้าสู่ระบบLoginการแสดงแบบฟอร์มสาหรับการล็อกอินเข้าสู่เว็บไซต์ของสมาชิกเว็บไซต์Menu รายการหมวดเมนูที่ต้องการสร้างอ่านบทความที่ได้รับความนิยมMost Read Contentบทความที่ถูกผู้เข้าชมเว็บไซต์คลิกเข้าอ่านบ่อยครั้งที่สุดมาแสดงผลในโมดูลข่าวด่วนNewsflashแสดงบทความที่มาจรากประเภทบทความเดียวกันหรือหลายบทความมาแสดงโดยการสุ่มเลือกแบบสารวจPollแสดงเนื้อหาโพลล์ที่สร้างมาแสดงผลสุ่มรูปภาพRandom Imageแสดงรูปภาพจากโฟลเดอร์ที่กาหนดขึ้นมาบนเว็บไซต์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องRelated Articlesจะแสดงรายการบทความที่เกี่ยวข้องกับบทความปัจจุบันที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์กาลังเปิดอ่านค้นหาSearchค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์หมวดหมู่Sectionsแสดงหมวดหมู่บทความสถิติStatisticsแสดงรายละเอียดสถิติของเว็บไซต์ในการเข้าใช้งานกระจ่ายข่าวSyndicateแสดงผลเนื้อหาของเว็บไซต์ในรูปแบบ RSSWhos Online ข้อมูลจานวนผู้เข้าชมเว็บไซต์Wrapper นาหน้าเว็บอื่น ๆ มาแสดงเป็นเนื้อหาของเว็บ1. คลิกเลือกเมนู Extensions > Module Manager2. คลิกเลือก Icon New
    • 583. จะปรากฎหน้าจอดังรูปด้านบน4. หากต้องการเพิ่ม Module ใดให้คลิกเลือกที่ชื่อโมดูลนั้น5. ตัวอย่างให้คลิกเลือก Module Custom HTML6. จะปรากฏหน้าต่าง Custom HTML ดังรูปรูปที่ 58 ตั้งค่ารายละเอียดของ Module Custom HTMLให้กาหนดค่าต่าง ๆ ได้ตามต้องการเมื่อเรียบร้อยแล้วก็จะได้Module ที่สร้างปรากฏบนหน้าเว็บไซต์หากเราเปิดการใช้งานไว้คะ
    • 59การจัดการเมนู (Menu Manager)สร้างกลุ่มชื่อเมนูใหม่1. เลือกเมนู Menus > Menu Managerรูปที่ 59 ชื่อกลุ่มเมนู2. สร้างกลุ่ม Menu ใหม่ คลิกเลือกไอคอนรูปที่ 59 หน้าต่างสร้างชื่อเมนูใหม่
    • 60ค่า รายละเอียดชนิดเมนู Unique Name: สาหรัลใส่ชนิดของเมนูลงไป จะต้องไม่ซ้ากับชนิดเมนูชื่อเรื่อง Title: สาหรับใส่ “ชื่อเมนู” ใหม่คาอธิบาย Description: สาหรับใส่คาอธิบายรายละเอียดของ “ชื่อเมนู” ที่สร้างใหม่ชนิดโมดูล Module Title: สาหรับใส่ชื่ให้กับโมดูลของ “ชื่อเมนู” ใหม่ เป็นโมดูลที่สามารถนาไปแสดงผลบนหน้าเว็บไซต์ได้3. เมื่อกรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ไอคอน4. จะปรากฎเมนูกลุ่มใหม่ที่สร้างขึ้น ดังรูปที่ 60รูปที่ 60 หน้าแสดงผลของกลุ่มชื่อเมนู5. หลังจากสร้างเสร็จแล้วนอกจากจะมีกลุ่มชื่อเมนูที่สร้างขึ้นมาในส่วนของ Menus แล้ว ระบบจะสร้างModule ให้อัตโนมัติด้วยให้คลิกตั้งค่าเมนูที่สร้างได้ในส่วนนี้6. การตั้งค่าทาได้โดย คลิกเลือกเมนู Extensions > Module Manager > หาเมนูที่สร้างขึ้นมาใหม่จากนั้นให้คลิกเลือกที่ Module นั้น
    • 61รูปที่ 61 หน้ารายการ Module Manager7. จะปรากฎหน้าต่าง การตั้งค่าของ Module ให้ตั้งค่าตามต้องการในส่วนนี้ เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้วให้คลิกปุ่มรูปที่ 61 กาหนดการตั้งค่าการใช้งาน Module
    • 628. ลองดูบนหน้าเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลรูปที่ 62 แสดงโมดูลเมนูที่สร้างขึ้นใหม่การสร้างเมนูให้แสดงผลบนหน้าเว็บ1. ไปที่เมนู Menus > เลือกกลุ่มชื่อเมนูที่ต้องการสร้างเมนูลงไปในที่นี้ในตัวอย่างนี้ให้เลือกที่ เมนูเกี่ยวกับผู้ใช้กลุ่มพนักงานรูปที่ 62 เมนูสาหรับการสร้างเมนูลงไปในชื่อกลุ่มต่าง ๆ2. จากนั้นจะปรากฎหน้าต่างที่สามารถสร้างเมนูได้ ดังรูปที่ 63
    • 63รูปที่ 63 การสร้างเมนู3. คลิกเลือกไอคอน4. จะปรากฎหน้าต่างชนิดในการสร้างเมนูดังรูปที่ 64รูปที่ 63 การสร้างเมนูชนิดต่าง ๆในส่วนนี้ให้ผู้ดูแลระบบเลือกว่าต้องการสร้างเมนู ชนิดใด ในการสร้างเมนูจะมีคุณสมบัติในการตั้งค่าเมนูต่าง ๆไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของเมนูนั้น ๆ ที่นิยมใช้จะมีดังต่อไปนี้1. สร้างเมนูลิงก์ไปยัง Section2. สร้างเมนูลิงก์ไปยัง Category3. สร้างเมนูลิงก์ไปยัง Article4. สร้างเมนูลิงก์ไปยังเว็บลิงก์5. สร้างเมนูลิงก์ไปเว็บอื่น ๆ
    • 64สร้างเมนูลิงก์ไปยัง Section1. คลิกเลือกที่ Articles > เลือก Section เลือกการแสดงผลบนหน้าเว็บว่าต้องการเป็นแบบใดในส่วนนี้มีให้เลือก 2 แบบคือ Section Blog Layout Section Layoutรูปที่ 64 ตัวอย่างการแสดงผลแบบ Section Blog Layoutรูปที่ 65 ตัวอย่างการแสดงผลแบบ Section Layout2. หลังจากเลือกรูปแบบได้เรียบร้อยแล้วจะปรากฎหน้าจอการกาหนดค่าของเมนู ตัวอย่างแรกเลือกรูปแบบเป็น Section Blog Layout
    • 65รูปที่ 65 การสร้างเมนูแบบ Section Blog Layout3. เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้วให้กดไอคอน จะปรากฎหน้าต่าง ดังรูปที่ 65รูปที่ 66 เมนูที่สร้างไว้ในชื่อเมนูกลุ่ม เมนูเกี่ยวกับผู้ใช้กลุ่มพนักงาน4. เมื่อรีเฟรชดูหน้าเว็บไซต์เมนูจะปรากฏขึ้นรูปที่ 66 แสดงเมนู ที่สร้างขึ้นมาใหม่ ในกลุ่มชื่อเมนู Staff_Menu
    • 66สร้างเมนูลิงก์ไปยัง Category1. คลิกเลือกเมนู Menus > เลือกกลุ่มชื่อเมนูที่ต้องการสร้างเมนู2. คลิกเลือกไอคอน ในกลุ่มของ Category สามารถเลือกการแสดงผลบทความได้สองแบบคือ Category Blog Layout Category List Layout3. คลิกเลือกที่ Articles > เลือก Category เลือกการแสดงผลบนหน้าเว็บว่าต้องการเป็นแบบใด4. หลังจากเลือกรูปแบบได้เรียบร้อยแล้วจะปรากฎหน้าจอการกาหนดค่าของเมนู ตัวอย่างแรกเลือกรูปแบบเป็น Category Blog Layout5. เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้วให้กดไอคอน6. เมื่อรีเฟรชดูหน้าเว็บไซต์เมนูจะปรากฏขึ้นสร้างเมนูลิงก์ไปยัง Article1. คลิกเลือกเมนู Menus > เลือกกลุ่มชื่อเมนูที่ต้องการสร้างเมนู2. คลิกเลือกไอคอน3. คลิกเลือกที่ Articles > เลือก Articles เลือกการแสดงผลบนหน้าเว็บว่าต้องการเป็นแบบใด Article Layout Article Submission Layout4. หลังจากเลือกรูปแบบได้เรียบร้อยแล้วจะปรากฎหน้าจอการกาหนดค่าของเมนู ตัวอย่างแรกเลือกรูปแบบเป็น Category Blog Layout5. เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้วให้กดไอคอน6. เมื่อรีเฟรชดูหน้าเว็บไซต์เมนูจะปรากฏขึ้น
    • 67สร้างเมนูลิงก์ไปยังเว็บลิงก์1. คลิกเลือกเมนู Menus > เลือกกลุ่มชื่อเมนูที่ต้องการสร้างเมนู2. คลิกเลือกไอคอน3. คลิกเลือกที่ Web Links > เลือกการแสดงผลบนหน้าเว็บว่าต้องการเป็นแบบใด4. หลังจากเลือกรูปแบบได้เรียบร้อยแล้วจะปรากฎหน้าจอการกาหนดค่าของเมนูรูปที่ 67 หน้าการกาหนดค่า Menu Web Links5. เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้วให้กดไอคอน6. เมื่อรีเฟรชดูหน้าเว็บไซต์เมนูจะปรากฏขึ้น
    • 68สร้างเมนูลิงก์ไปเว็บอื่น ๆ1. คลิกเลือกเมนู Menus > เลือกกลุ่มชื่อเมนูที่ต้องการสร้างเมนู2. คลิกเลือกไอคอน3. คลิกเลือกที่ External Link4. หลังจากเลือกรูปแบบได้เรียบร้อยแล้วจะปรากฎหน้าจอการกาหนดค่าของเมนูรูปที่ 68 หน้าการกาหนดค่า Menu External Link5. เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้วให้กดไอคอน6. เมื่อรีเฟรชดูหน้าเว็บไซต์เมนูจะปรากฏขึ้น
    • 69สร้างเมนู Wrapper เป็นการนาหน้าเว็บเพจอื่น ๆ มาใส่ไว้ในเว็บของเรา1. คลิกเลือกเมนู Menus > เลือกกลุ่มชื่อเมนูที่ต้องการสร้างเมนู2. คลิกเลือกไอคอน3. คลิกเลือกที่ Wrapper4. หลังจากเลือกรูปแบบได้เรียบร้อยแล้วจะปรากฎหน้าจอการกาหนดค่าของเมนูรูปที่ 69 หน้าการกาหนดค่า Menu Wrapper5. เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้วให้กดไอคอน6. เมื่อรีเฟรชดูหน้าเว็บไซต์เมนูจะปรากฏขึ้น
    • 70อ้างอิงพงศ์ศักดิ์ อภิลักขิตพงศ์. “สร้างเว็บในพริบตาด้วย Joomla ฉบับสมบูรณ์” บริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จากัด(มหาชน), 2552www.joomla.orgwww.appservnetwork.comwww.joomlacorner.comwww.joomla .itwww.joomlathaiclub.comwww.mamboforge.netwww.joomlaos.de